‘ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก ไซม่อน’ 3 ทศวรรษ ยังคงรักเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558484

  • วันที่ 23 ก.ค. 2561 เวลา 10:19 น.

‘ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก ไซม่อน’ 3 ทศวรรษ ยังคงรักเด็ก 

เรื่อง  กองบรรณาธิการ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

หลังจากที่ ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก (ไซม่อน) มิสยูนิเวิร์ส ปี 1988 นางงามจักรวาลคนที่ 2 ของไทยสวมมงกุฎมิสยูนิเวิร์สในปี 2531 เธอเคยตั้งเจตนารมณ์ไว้ว่า “อยากสร้างเสียงหัวเราะให้กับเด็กๆ” ผ่านมา 30 ปีเธอก็ยังยึดมั่นในคำสัญญานั้น โดยเธอเริ่มจากการเป็นทูตสันถวไมตรีขององค์การสหประชาชาติ และยังได้ช่วยเป็นพลังเสียงให้กับองค์การยูนิเซฟและองค์การ UNFPA การเป็นทูตสันถวไมตรีทำให้อดีตนางงามจักรวาลได้เห็นถึงปัญหาอย่างหนึ่งของเด็กๆ ก็คือ เด็กที่โตขึ้นมาแต่ไม่มีบ้านอยู่ พวกเขาต้องการโรงเรียน บ้าน และสถานีอนามัยเพื่อดูแลด้านสุขภาพ

ต่อจากนั้นในปี 2545  “มูลนิธิแองเจิ้ล วิงส์” จึงก่อตั้งเป็นรูปเป็นร่าง จุดประสงค์แรกของการก่อตั้งมูลนิธิก็เพื่อให้การช่วยเหลือเด็กๆ ด้านการศึกษา เช่น การมอบทุนการศึกษาให้กับเด็กทุกๆ ปี รวมทั้งการสร้างโรงเรียนให้กับเด็กๆ ด้อยโอกาสอีกด้วย

เสียงสะท้อนความภูมิใจของฌอนถึงคุณแม่

ประมาณปีละ 2 ครั้งที่พี่ปุ๋ยของน้องๆ จะนั่งเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวพาลูกๆ ของเธอกลับมาเยี่ยมคุณยายที่เมืองไทย และเมื่อช่วงเช้าของต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ภรณ์ทิพย์จูงมือพาลูกทั้งสอง คือ ฌอน ไซม่อน ลูกชายวัย 14 ปี และ โซฟี ไซม่อน ลูกสาววัย 8 ขวบ ปรากฏตัวออกสื่อไทยอีกครั้ง และถือโอกาสครบรอบ 30 ปีในการครองมงกุฎมิสยูนิเวิร์ส เดินทางจากสหรัฐอเมริกามาเมืองไทย เพื่อมอบทุนการศึกษาประจำปี 2018 ในโครงการ Angels Wings FoundationInternational ให้แก่เด็กชนบททั่วทุกภาคของประเทศไทยจำนวน 30 คน

ภายในงานน้องฌอนลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของพี่ปุ๋ย พูดสั้นๆ ถึงสิ่งที่คุณแม่ของเขาทำก่อนที่เขาจะถือกำเนิดเสียอีก ว่าเขารู้สึกมีบุญเป็นอย่างมากที่เกิดเป็นลูกชายของเธอและก็ได้เป็นคนไทย เขารู้สึกดีใจที่แม่ของเขาสามารถทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เช่น การช่วยเหลือเด็กๆ และทำสิ่งต่างๆ เพื่อผู้คนได้มากมายแบบนี้ ซึ่งสิ่งที่คุณแม่ของเขาทำล้วนให้แรงบันดาลใจกับเขาทั้งสิ้น

“แม่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมทำทุกๆ สิ่งอย่างสุดความสามารถของผม และสิ่งที่แม่ทำสอนผมว่าให้ทำให้ดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้”

มอบ 30 ทุน ฉลอง 30 ปีครองมงกุฎมิสยูนิเวิร์ส

ทุน 30 ทุนที่พี่ปุ๋ยมอบให้น้องๆ ในวันนี้ ก็เพื่อมุ่งหวังให้เด็กได้เล่าเรียนและนำความรู้กลับไปพัฒนาตนเอง และทำให้ชีวิตตนเองดีขึ้น และสามารถรับผิดชอบชีวิตตนเองและคนรอบข้างได้ ซึ่งผ่านมา 30 ปีแล้ว ปัจจุบันภรณ์ทิพย์ยังคงอุทิศเวลาและเงินส่วนตัวของเธอนอกจากมอบทุนให้น้องๆ เป็นทุนการศึกษาทุกปีแล้ว เธอยังช่วยดูแลผู้ด้อยโอกาสโครงการจัดสร้างหอพักผู้ป่วยเอดส์ให้เด็กตามโรงพยาบาลในเขตชนบท โครงการพัฒนาทุนการศึกษาให้กับนักศึกษาไทยที่เรียนดี ทั้งหมดเป็นความตั้งใจและความพยายามของภรณ์ทิพย์ ต้นแบบนางงามรักเด็กอย่างแท้จริง

ภรณ์ทิพย์ได้ให้สัมภาษณ์เปิดใจกับสื่อมวลชนไทยถึงความตั้งใจช่วยเหลือเด็กๆ ในครั้งนี้ว่า เธอรู้สึกดีใจทุกครั้งที่ได้มอบรางวัลการศึกษาให้กับเด็กๆ รู้สึกปลื้มใจและประทับใจที่ทำความฝันของเธอให้เป็นจริง

“การคัดเลือกเด็กๆ เป็นหน้าที่ของครูที่รู้จักเด็กๆ มากกว่าเรา ปุ๋ยเขียนจดหมายไปยังโรงเรียนทั่วประเทศ อยากให้เด็กๆ มีโอกาสที่จะได้ทุน ให้แนะนำโรงเรียนที่เด็กต้องการความช่วยเหลือ เด็กที่เก่งแต่ไม่มีโอกาส เด็กแต่ละคนเรียนเก่งมาก ดีใจที่จะช่วยเขา ปุ๋ยรู้ว่าการศึกษานี้จะช่วยสังคมมากมาย เด็กเขามีความสามารถที่น่าจะเรียนต่อ เราก็พยายามจะให้โอกาสเขา

ปุ๋ยตั้งใจจะมอบทุนเพิ่มขึ้นทุกปี ปีนี้ครบรอบครองมงกุฎมิสยูนิเวิร์ส 30 ปี ปีนี้ก็รู้สึกแก่ขึ้น (หัวเราะ) รู้สึกภูมิใจเหมือนเดิม ทุกครั้งที่มาเมืองไทยก็ได้มีโอกาสเซย์ฮัลโหลใกล้ชิดกับทุกคนก็รู้สึกปลื้มใจ ปุ๋ยพูดกับลูกตลอดว่าปุ๋ยโชคดีมากที่ได้เกิดเป็นคนไทย ให้กำลังใจน้องๆ ถ้าเขามีความสามารถเขาต้องพยายาม ปุ๋ยดีใจที่เรามีโอกาสให้น้องรู้จักโครงการนี้ ปุ๋ยทำคนเดียวไม่ได้ใช่ไหมคะ ปุ๋ยอยากเชิญพี่ๆ คนอื่นที่บางทีเขาอยากช่วยแต่ไม่รู้จะช่วยยังไง ก็เป็นตัวอย่าง

ปุ๋ยหวังว่าพี่น้องที่อยู่เมืองไทยจะทำได้ง่ายกว่าเพราะปุ๋ยอยู่ที่อเมริกา ทุกคนมีโอกาสที่จะช่วยน้องเรื่องการศึกษา โอกาสเป็นอะไรที่สำคัญมากสำหรับเขา ทำโครงการนี้มา 20 ปีแล้วค่ะ ก็คิดว่าจะทำอะไรที่จะช่วยอนาคตของประเทศชาติ เด็กที่ได้รับทุนไปน่ารักมาก มีเด็กที่เรียนจบเป็นครูแล้ว ปีที่แล้วปุ๋ยไปที่ภูเก็ตก็ได้เชิญเขามารับประทานข้าวกัน ได้ฟังข่าวว่าเป็นครูแล้วเป็นยังไง เหมือนที่เขาฝันไว้ ทุกคนเขาก็ภูมิใจและดีใจ”

 

30 ปีที่ชีวิตเปลี่ยน

การมอบทุนการศึกษา คือ การฉลอง 30 ปีการครองมงกุฎมิสนิเวิร์สของเธอ ภรณ์ทิพย์หวังว่าในอนาคตเธอจะได้ทำเพิ่มขึ้น หากย้อนความรู้สึกไปเมื่อ 30 ปีก่อน เมื่อสิ้นเสียงประกาศของพิธีกรในการประกวดมิสยูนิเวิร์ส ปี 1988 ที่กรุงไทเป ก็เปลี่ยนชีวิตของเธอทันที

“ก่อนเป็นนางงามจักรวาลปุ๋ยเป็นผู้หญิงธรรมดา ทำงาน เรียนหนังสือ ปุ๋ยกะว่าในอนาคตจะเป็นหมอ ปุ๋ยเป็นคนชอบเรียนหนังสือ แล้วกลับมาเยี่ยมคุณแม่ที่เมืองไทย ตอนนั้นอายุ 19 ปี แม่เป็นคนชวนให้ปุ๋ยลองประกวดนางสาวไทย ดึงปุ๋ยให้ไปประกวด ทีแรกปุ๋ยเขินไม่เอา ไม่กล้าประกวด ไปเดี๋ยวไปสร้างเรื่องตลกเปล่าๆ เพราะปุ๋ยพูดไทยไม่ค่อยคล่อง แต่ปุ๋ยก็พยายาม แต่เห็นแม่ขอให้ลูกลองทำ ไม่ว่าปุ๋ยจะชนะหรือไม่ก็อยากให้ปุ๋ยรู้จักประเพณีไทยมากขึ้น ต้องเข้ามาเยี่ยมเมืองไทย ก็โอเคปุ๋ยจะทำเพื่อแม่ ถ้าตอนนั้นไม่กล้าปุ๋ยก็จะไม่มีวันนี้ ทุกครั้งที่ปุ๋ยไปเยี่ยมน้องๆ ที่โรงเรียน ปุ๋ยมักสอนน้องๆ เสมอว่า ไม่ว่าน้องๆ จะกลัวหรือไม่กล้า อย่างน้อยลองดู ต้องพยายาม ต้องมีนิสัยกล้า ถ้าเราไม่กล้า เราจะไม่มีวันชนะ ต้องพยายามหาวิธีให้เราเจอความสามารถของเรา”

ครบรอบ 30 ปี นอกจากกิจกรรมให้ทุนแล้ว ภรณ์ทิพย์ยังมีโครงการอื่นๆ ที่อยากทำอีกมากมายๆ เช่น ทุกครั้งที่มาเมืองไทย ภรณ์ทิพย์มักมาเก็บข้อมูลดูว่าน้องๆ ด้อยโอกาสตรงไหนบ้าง แต่การศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดที่เราจะช่วยเหลือสังคม หากเราอยากให้อนาคตประเทศไทยเจริญ ก็อยู่ที่เด็ก เด็กคืออนาคตของประเทศ ฉะนั้นเราต้องดูแลเด็กๆ ต้องช่วยกันรับผิดชอบชีวิตน้องๆ ว่าจะไปทางไหนก็อยู่ที่ผู้ใหญ่อย่างเรา

“เราต้องช่วยเหลือดูแลเขา จริงๆ มีการติดตามผล แต่ไม่เชิง เพราะสิ่งที่ปุ๋ยช่วยปุ๋ยไม่ได้ต้องการอะไร แค่อยากจะให้น้องเจริญ ได้เป็นคนดีในสังคมของเขาต่อไป ปีที่แล้วปุ๋ยลงไปที่ภูเก็ต เจอน้องที่ได้ทุน เป็นครูที่ภูเก็ต ตอนนี้เขาเป็นครูสอนแล้วอยู่ในโรงเรียน เขาก็มีความสุข น้องไม่คิดว่าเขาจะมีประโยชน์ มีโอกาส ทุกวันที่เขาไปสอนเด็กๆ เด็กก็ต้องการความช่วยเหลือจากเขา ไม่เคยคิดว่าเขาจะให้โอกาสใครได้ แล้วน้องก็ร้องไห้  ขอบคุณพี่ปุ๋ยที่ได้ให้โอกาสเขา ความรู้สึกที่ปุ๋ยเห็นน้องๆ มีชีวิตที่ดีขึ้นคือ พี่ปุ๋ยรู้สึกปลื้มใจที่ปุ๋ยหวังและฝันเอาไว้ ก็ดีมากๆ ทำให้ปุ๋ยอยากทำเพิ่มขึ้น”

อยากสอนลูกๆ ให้เป็น“ผู้ให้”

“สิ่งที่ปุ๋ยทำปุ๋ยอยากให้ลูกเห็นเพราะเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ปุ๋ยก็เคยเป็นเด็กเหมือนกัน ตอนนั้นอายุแค่ 19 ปี ปุ๋ยเป็นแค่เด็กที่มาเมืองไทย เพื่อจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ตอนนี้ 30 ปีผ่านมาแล้ว ปุ๋ยก็ยังทำหน้าที่เหมือนกัน  ปุ๋ยยังมีลูกตามมาด้วย มาดูแม่ทำงานที่เมืองไทย เห็นแม่ทำประโยชน์ให้สังคม ทำให้ปุ๋ยรู้สึกประทับใจมาก เพราะปุ๋ยก็อยากให้ลูกๆ รู้จักการให้และทำประโยชน์เพื่อสังคม ทำให้ปุ๋ยปลื้มใจเพราะรู้ว่าลูกๆ จะทำตาม

อย่างวันนี้ที่มอบทุน โซฟีก็ยินดีช่วย โซฟีเห็นอยู่เสมอว่าสิ่งที่แม่ทำเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับลูกๆ มากๆ เป็นธรรมชาติมากเพราะเป็นสิ่งที่ปุ๋ยทำมาตลอด ปุ๋ยไปเยี่ยมเด็กๆ กำพร้า ไปโรงเรียนโซฟีก็ตามไปด้วย ให้อาหารเด็ก ให้ของขวัญเด็ก ก่อนกลับอเมริกาจะพาโซฟีไปบ้านราชวิถีและอีกแห่งหนึ่ง

โซฟีชอบเมืองไทย ปุ๋ยเคยถามโซฟีว่าชอบเมืองไทยเพราะอะไร โซฟีบอกว่าเพราะคุณยายอยู่ที่นี่ เขาชอบนั่งเรือและชอบอาหารไทย และชอบกินก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น เขาบอกว่าทำไมอาหารที่อเมริกาไม่เหมือนที่เมืองไทย เขาชอบสเต๊กไก่ พอเห็นแม่ทำงาน ที่บ้านปุ๋ยเป็นแม่ที่ดูแลเขาเต็มที่ มาเมืองไทยก็ได้ดูแลเด็กๆ ที่เมืองไทย เขาก็ได้ช่วยแม่ ช่วยเด็กที่ด้อยโอกาส เขาก็ภูมิใจ เขาเห็นความสำคัญของสิ่งที่แม่ทำ เขาก็อยากช่วย ยิ่งทำให้แม่รู้สึกปลื้มใจ”

สำหรับลูกชายฌอน ก็เป็นผู้ชายที่อ่อนโยนและเป็นเด็กผู้ชายที่รักแม่มากตั้งแต่เกิด ไม่ว่าปุ๋ยจะทำอะไรเขาจะเป็นห่วง  ถ้าปุ๋ยออกงานแล้วกลับบ้านดึก เขาจะไม่นอนตั้งแต่อายุ 6 เดือน ไม่นอนถ้าไม่ได้ยินเสียงแม่ ตอนนี้อายุ 14 ปีแล้ว ถ้าปุ๋ยไม่ได้กลับบ้าน เขาจะไม่ขึ้นห้อง เขาจะรออยู่หน้าประตู บางทีปุ๋ยกลับมาบ้านเที่ยงคืน ตีหนึ่ง เขาก็นอนเฝ้าที่ประตู แม่ก็ถามว่าทำไมฌอนไม่ขึ้นไปนอน เขาบอกว่าก็ไม่รู้ว่าแม่อยู่ไหน เขาไปนอนได้อย่างไร

เขาน่ารักมาก เป็นห่วงพ่อ ชอบช่วยพ่อ ปุ๋ยมักพูดกับลูกเสมอว่า กอต กิฟ มี แองเจิ้ล ปุ๋ยโชคดีอย่างนี้ได้อย่างไร ที่มีลูกเป็นนางฟ้า รักแม่ รักพ่อ ถ้าโซฟีให้พี่ทำอะไร เขาจะทำให้ทันที  ซึ่งบางคนจะอายหรือถามว่าทำไม แต่ฌอนไม่เคยถาม เขาช่วยตลอด

ปุ๋ยจะสอนเขาตั้งแต่เด็กว่าเราเสียสละทุกอย่างให้ลูก ลูกจะกินอะไร อยากทำอะไร พ่อแม่ยินดีจะช่วยลูกทุกด้าน  ถ้าพ่อแม่ขออะไร ขออย่างหนึ่ง Nothing to be too much too ถ้าปุ๋ยขออะไรเขา เขาจะปฏิเสธได้อย่างไร พ่อแม่ไม่เคยปฏิเสธเขา ถ้าพ่อแม่ขออะไรก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะพ่อแม่เป็นคนขอ ไม่ต้องขอมาก แต่เป็นสิ่งที่จะสอนให้ลูกรู้จักให้ไม่ใช่เอาอย่างเดียว ต้องช่วยพ่อแม่ ช่วยโรงเรียน ช่วยเพื่อนเราต้องสอน ให้ลูกช่วยและให้ด้วย”

ปุ๋ยยังเล่าอีกว่าเธอชอบที่ลูกๆ ทุกคนสนิทกันมาก คนที่เมืองนอกไม่รู้ว่าคนไหนเป็นลูก เป็นหลาน ปุ๋ยเลี้ยงทุกคนเท่ากันหมด ทุกคนก็มีสิ่งที่สำคัญสำหรับครอบครัว มีความอบอุ่น ปุ๋ยดีใจที่ถ้าปุ๋ยไม่อยู่แล้ว เด็กจะรักกันและดูแลกัน

“ความเป็นไทยที่ลูกๆ ได้ไปจากปุ๋ยคือการเคารพผู้ใหญ่ เขาต้องรู้จักไหว้พ่อแม่ ไหว้พระ ต้องรู้จักขอบคุณ เคารพทุกอย่างสำคัญมากค่ะ”

สำหรับการช่วยเหลือเด็กๆ ภรณ์ทิพย์ กล่าวว่า หากเราพุ่งเป้าไปที่การศึกษาเพราะเป็นสิ่งที่จะช่วยเด็กๆ  การมีประสบการณ์ที่ดี โครงการจะสร้างการศึกษาให้น้องได้ดีต่อๆ ไป

อัจฉรา กรรณสูต เล่าประสบการณ์ผ่านตัวหนังสือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558377

  • วันที่ 22 ก.ค. 2561 เวลา 10:26 น.

อัจฉรา กรรณสูต เล่าประสบการณ์ผ่านตัวหนังสือ

โดยอณุสรา ทองอุไร

เธอเป็นนักธุรกิจและเป็นภรรยาของคุณชาติเชื้อ กรรณสูตร อดีตผู้บริหารสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 วันนี้ในวัย 72 ปี รีไทร์จากงานหลายอย่างเหลือเพียงการทำรีสอร์ทที่เขาใหญ่แต่เพียงอย่างเดียว กว่าจะถึงวันนี้ชีวิตก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายรูปแบบ เธอจึงอยากบอกเล่าประสบการณ์ต่างๆ

อัจฉรา กรรณสูตร เล่าถึงจุดประสงค์ในการลุกขึ้นมาเขียน “กว่าจะผ่านพ้นพายุ” หนังสือเล่มแรกของเธอว่า ต้องการทําบุญแล้วยังต้องการให้ อะไรกับผู้อ่านคือ อยากทําบุญกับมูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการในพระราชูปถัมภ์ ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพราะตนเองเคยประสบอุบัติเหตุเกือบจะพิการและไม่อยากให้ญาติพี่น้องผู้ใกล้ชิด มีลูกหลานที่ต้องเกิดมาพิการ เมื่อเรามีโอกาสที่จะนําเงินไปช่วยเหลือผู้พิการเราก็ควรจะทํา เพื่อให้เค้าได้มีโอกาสได้รับการศึกษา ได้รับการรักษาพยาบาล เพื่อที่จะได้มีโอกาสกลับมาเป็นปกติ มีชีวิตอยู่ในสังคมได้เหมือนคนปกติทั่วๆ ไป

แล้วอยากจะนําประสบการณ์ในชีวิต ตั้งแต่ยังสาวได้รับอุบัติเหตุจนเสียโฉม แม้ไม่รู้สึกมีปมด้อย ดําเนินชีวิตตามปกติ ไม่รู้สึกอาย มีความอดทนว่าทุกอย่างจะต้องเป็นปกติ นอกจากนี้ ยังพูดถึงการรักษาจิตไม่ให้หวั่นไหวกับสิ่งที่ปรารถนาและสิ่งที่ไม่ปรารถนา คือ อิฏฐารมณ์ และอนิฏารมย์ (โลกธรรมทั้ง 8) ซึ่งพูดถึง มียศเสื่อมยศ มีลาภเสื่อมลาภ มีความสุข มีความทุกข์ มีสรรเสริญ และมีนินทา จะมีเรื่องราวอยู่ในหนังสื่อเล่มนี้ ชอบบันทึกคําสั่งสอน ของพระพุทธเจ้าและพระอริยสงฆ์หลายรูป สามารถนํามาสอดแทรกในแต่ละบทได้อย่างดี เมื่อผู้อ่านได้อ่านและคิดตามไปด้วยจะเกิดประโยชน์มากมายในการแก้ปัญหาชีวิตและอุปสรรคต่างๆ ทำให้ชีวิตมีทุกข์น้อยลง

เวลาที่ใช้เขียนหนังสือเล่มนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงก่อนนอนอยู่ในห้องนอน ซึ่งเงียบค่อยๆ คิดลําดับเรื่องราวไปเรื่อยๆ บังเอิญเป็นคนที่ชอบเขียนบันทึกประจําวันอยู่แล้ว การเขียนจึงไม่ยากลําบากเท่าใด เพียงแต่ จะเริ่มเรียงลําดับเรื่องราวอย่างไร บางครั้งก็มีเวลาไปพักผ่อนที่บ้านเขาใหญ่ ก็จะหาเวลาเขียนที่นั่นบ้าง เขียนได้อย่างมากวันละ 2-3 หน้าเท่านั้น เขียนลงสมุดครบทุกหน้าแล้ว มีคนช่วยพิมพ์เย็บเป็นเล่ม ใช้เวลาในการเขียนหนังสือเล่มนี้ทั้งหมด 11 เดือน

“ไม่เคยเขียนหนังสือเป็นเล่มมาก่อนเลย แต่มีหลายคนอยากให้เขียนเล่าเรื่องประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาในชีวิต ทุกคนทราบว่ามีเหตุการณ์ต่างๆ ยิ่งกว่าพายุเกิดขึ้นในชีวิตมากมาย แต่ทําไมถึงยังยิ้มได้ ไม่รู้สึกว่าเป็นทุกข์เลย พายุ ถึงแม้จะร้ายแรงแค่ไหนแต่ก็มีวันหยุด อุปสรรคของคนเราก็เช่นเดียวกัน หรือความทุกข์ที่แสนสาหัสเมื่อถึงเวลา มันก็จะ ออกไปจากชีวิตเราเช่นกัน”

ในหนังสือเล่มนี้มีบทที่ว่า ชีวิตต้องพัก หลังจากมีอายุยืนยาวมา 72 ปีแล้วก็คงต้องหยุดทําทุกอย่าง พักผ่อนอย่างเดียว ดูแลบ้านและรีสอร์ทที่เขาใหญ่ และที่หัวหิน ไปเที่ยวต่างประเทศบ้างนานๆ ครั้ง

สำหรับเล่มที่ 2 ไม่มีแน่นอน ต้องการเขียนเพียงเล่มนี้เล่มเดียวเพื่อนำเงินไปทำบุญ “การจะเขียนหนังสือสักเล่มนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เคยอยากจะเขียนมาตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว เขียนไปได้หลายบท แต่แล้วก็หยุดไป 2 ปีกว่าไม่ได้เขียนต่อ เนื่องจากไม่มีเวลาเขียนให้ต่อเนื่อง จนกระทั่งตอนนี้อายุมากขึ้น มีความตั้งใจอยากเขียนบอกเล่าประสบการณ์ชีวิตตั้งแต่เด็กยันแก่ ผ่านอุปสรรคมานานาประการ อยากเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์กับผู้อื่น เป็นอุทาหรณ์สอนใจผู้อ่าน หรืออย่างน้อยก็ทำให้ผู้อ่านสามารถมีกำลังใจในการใช้ชีวิต มีความเข้มแข็ง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ จึงตัดสินใจเขียนกว่าจะเสร็จก็เกือบปี อยากเอารายได้มาทำบุญด้วย” 

ดิน โคลน ติดตัวล้างง่าย ติดใจล้างยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558372

  • วันที่ 22 ก.ค. 2561 เวลา 10:06 น.

ดิน โคลน ติดตัวล้างง่าย ติดใจล้างยาก

โดย นกขุนทอง

ภาพชีวิตสังคมชนบทในอดีตกับปัจจุบันมีหลายอย่างที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย หากแต่ยังหลงเหลือกลิ่นอายของอดีตที่เทคโนโลยีสมัยใหม่เคลื่อนทาบทับยังไม่หมด“ชัยรัตน์ แสงทอง” สร้างงานศิลปะผ่านแรงบันดาลใจที่อยากนำเสนอชีวิตชาวชนบทที่คุ้นเคย หากแต่แฝงไปด้วยนัยทางสังคมที่เขาเฝ้าสังเกต

“เกิดจากความคุ้นเคย หรือประสบการณ์โดยตรงของผมเอง ซึ่งเติบโตจากเขตพื้นที่ชนบททางภาคใต้อยู่แล้ว ก็ได้สังเกตเห็นเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตประจำวันนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์

กระบวนการสร้างสรรค์นั้นไม่ใช่การนำภาพที่เราบันทึกโดยตรงจากความจริงมาเผยแผ่ เพราะหากทำอย่างนั้นเราก็เป็นได้แค่คนเล่าเรื่อง หรือเล่าเหตุการณ์อย่างปกติทั่วไปเท่านั้น แต่การทำงานศิลปะควรที่จะซ่อนความคิดความรู้สึกส่วนตนโดยลึกแฝงไว้ทุกผลงาน”

“ดิน-โคลน” นิทรรศการที่นำเสนอผลงานจิตรกรรมสีอะครีลิกบนผ้าใบ มีความเหมือนจริง หากแต่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่ผู้ชมต้องตระหนกและตระหนักถึงวิถีชีวิตชนบทที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย หากแต่ถูกแบ่งแยกชนชั้นไว้ในจุดไหน

“ดิน-โคลน เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของความเป็นชนบท บางคนอาจมองว่าเป็นสิ่งที่ดีก็ได้หรือไม่ดีก็ได้ ก็สุดแล้วแต่จะคิด แต่ความจริงบางประการ ดิน-โคลน เป็นส่วนสำคัญเปรียบเป็นชีวิตของคนชนบทเพราะเขาต้องอยู่กับสิ่งนี้

คนในสังคมเมืองอาจไม่รู้สึกหรือเข้าใจเพราะไม่ได้ทำเกษตรกรรม หรืออาจจะเป็นความรู้สึกจากภายในของคนชนบทด้วยกันเองในเรื่องของฐานะทางสังคมที่ดูจะต่ำสุดจนติดพื้นดิน

สิ่งเหล่านี้เป็นความสะเทือนใจของผมเองที่รู้สึกไปอย่างนั้นและมันอาจไม่เป็นความจริงก็ได้ แต่เราก็ยังคิดว่าเราตกต่ำด้อยโอกาสในสังคมไทย ดังนั้น ดิน-โคลนที่เป็นของจริงก็อาจทำให้เราสกปรก แต่ก็ล้างมันออก แต่ดิน-โคลนที่ฝังติดอยู่ในใจนั้นมันล้างไม่ออก สังคมไทยกำลังทำให้คนชนบทติดโคลนในใจ”

ผลงานทุกชิ้นใช้เทคนิคสีอะครีลิก ศิลปินเล่าถึงกระบวนการสร้างสรรค์ “ผมทำงานนำเสนอบุคคล ซึ่งบางภาพอาจมีการเน้นเฉพาะบริเวณใบหน้า แต่ไม่ใช่ชุดนี้เป็นผลงานก่อนหน้านี้ในการแสดงเดี่ยวครั้งที่ 1 และ 2

ส่วนใหญ่ก็จะนำเสนอท่าทางอากัปกิริยาของคนชนบทที่บ่งบอกถึงความรู้สึกบางประการของผมออกมาสะท้อนทั้งความจริง ความงาม และความทุกข์ยากของความเป็นชนบท ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ก็ถือว่ามีลักษณะที่ต่อเนื่องใกล้เคียงกัน เพราะผมทำงานมาจากความรู้สึกภายในที่ส่งผลมาจากภายนอกก็คือชนบท

ใช้เทคนิคสีอะครีลิกผสมสีด้วยน้ำแบบบางๆ ค่อยๆ ลงระบายไปทีละชั้น ทับซ้อนเนื้อสีจนเกิดเป็นน้ำหนักและควบคุมเป็นรูปทรงตามความรู้เรื่องแสงเงา หรือหลักการวาดเส้นนำมาใช้

ลักษณะสีที่ใส่เข้าบางครั้งก็ไม่ตรงกับความเป็นจริงของต้นแบบบ้าง เช่น สีของผิวมนุษย์ ผมมักจะใช้สีคู่ตรงข้ามนำมาผสมให้ผิวดูเข้มเกินจริง เพื่อต้องการแสดงออกถึงคนชนบทที่มีความเป็นอยู่ใกล้ชิดกับดิน ลม แสงแดด จากธรรมชาติให้เด่นชัดมากขึ้น

แม้กระทั่งสีโดยรวมของภาพก็จะไม่สดใสมากนัก มีการเบรกสีให้ดูขรึมหรือหม่นขึ้นมาเพื่อแสดงออกถึงความจริงจัง รวมไปถึงความหมองเศร้าในบางช่วงจังหวะของภาพด้วย

หรือแม้การเพิ่มเติมส่วนรายละเอียดพื้นผิวของรูปทรงให้เกิดเป็นคราบที่เกิดจากน้ำบางๆ และร่องรอยพู่กันเล็กๆ จนดูเป็นเส้นประสานกันคล้ายงานวาดเส้น ก็เป็นส่วนที่ส่งเสริมให้ผลงานมีความน่าสนใจกับผู้ชมเพื่อได้เพ่งพินิจวิเคราะห์ ดึงความสนใจเป็นสมาธิในการชมผลงานของผม”

ผลงานหลายภาพสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตในอดีตที่ถูกสังคมสมัยใหม่กล้ำกราย ซึ่งศิลปินให้ความเห็นว่า “ความเป็นจริงของสังคม ทั้งที่เป็นลักษณะชนบทหรือสังคมเมือง ก็หนีไม่พ้นการปรับตัวกันทั้งนั้น เพียงแต่ในวิถีชนบทก็ยังคงมีความลงตัว ความพอเพียงใกล้ชิดธรรมชาติอย่างที่เราเข้าใจกันดี ก็ยังต้องปรับเพื่อความพอดีในยุคสมัย สิ่งนี้ผมไม่ค่อยรู้สึกว่าเป็นปัญหามากนัก แต่ที่เป็นปัญหาจริงๆ คือ เรารู้ดีว่าคนชนบทส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเปรียบเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของชาติแต่กลับถูกดูแคลน และมักเปรียบเทียบว่าต่ำ เช่นเราดูถูกใครสักคนหนึ่งแล้วเราพูดว่าชนบทก็รู้สึกไม่ดีแล้ว แต่ผมว่าเราควรจะดีใจนะเพราะชนบทนั้นงดงาม มีความสุข และน่าอิจฉามากกว่าครับ”

นิทรรศการ ดิน-โคลน จัดแสดง ณ หอศิลป์ร่วมสมัยอาร์เดล (ถนนบรมราชชนนี) ถึงวันที่ 5 ส.ค. เปิดให้ชมวันอังคาร-เสาร์ เวลา 10.30-19.00 น. วันอาทิตย์ เวลา 10.30-17.30 น. 

ปภาวิน หงษ์ขจร กีฬาสร้างเสริมสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558371

  • วันที่ 22 ก.ค. 2561 เวลา 09:51 น.

ปภาวิน หงษ์ขจร กีฬาสร้างเสริมสุขภาพ

โดย ภาดนุ

นักแสดงหนุ่มหน้าเข้ม มังกร-ปภาวิน หงษ์ขจร เป็นหนุ่มที่ใส่ใจดูแลสุขภาพของตัวเองเป็นพิเศษ เขาจึงหันมาเล่นกีฬาหลายประเภทที่ช่วยสร้างเสริมสุขภาพไม่ให้เจ็บป่วยง่าย แล้วยังทำให้หุ่นเฟิร์มกล้ามแน่นจนคนที่ได้พบเห็นต้องเหลียวมอง แต่ก่อนจะคุยเรื่องกีฬา ไปอัพเดทผลงานของเขากันสักหน่อย

“ตอนนี้ผมมีละครเรื่อง ‘มัจจุราชฮอลิเดย์’ทางช่อง 8 ที่เพิ่งถ่ายทำเสร็จไป และน่าจะออกอากาศในช่วงปลายปีครับ เรื่องนี้ตัวเอกคู่หลักก็คือ ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ และฝ้าย-เวรุฬีย์ ดิษยบุตร แล้วยังมี ณัฏฐ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ด้วย ส่วนผมรับบทเป็นตัวละครที่ป่วยเป็นโรคร้ายจนคิดอยากฆ่าตัวตาย ทำให้หลุดไปทัวร์นรก และได้ไปเห็นสิ่งต่างๆ ต้องรอติดตามกันนะครับ ส่วนในอนาคตก็อาจจะมีละครเข้ามาอีกแน่นอน

ถ้าพูดถึงกีฬาที่ผมเล่นอยู่ตอนนี้ก็คือ ศิลปะการป้องกันตัว ซึ่งต่อเนื่องมาจากละครเรื่องนายขนมต้ม ผมว่าศิลปะป้องกันตัวกับมวยไทยนี่ท่าทางของมันเกือบจะเหมือนกันเลย แต่ถ้าเรียนจริงๆ แล้วจะไม่เหมือน เนื่องจากศิลปะป้องกันตัว เวลาซ้อมเราจะต้องเซฟคนที่เราเล่นด้วย แต่มวยไทยเวลาชกหรือเตะจะต้องให้โดนเป้าหรือจุดสำคัญ ที่ผมเลือกเรียนศิลปะป้องกันตัว เพราะนำไปใช้ได้ทั้งในละครและในชีวิตจริงด้วย กีฬานี้ช่วยให้เราได้ฝึกการบาลานซ์ร่างกาย ฝึกความยืดหยุ่น และทำให้บุคลิกเราทะมัดทะแมงมากขึ้น”

มังกรเล่าว่า ตอนเด็กๆ เขาป่วยบ่อย แถมมีโรคประจำตัว ทั้งภูมิแพ้ หอบหืด ไซนัส และโรคหัวใจ เรียกว่าต้องเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยๆ จนไม่เคยได้ออกกำลังกายเหมือนเด็กคนอื่นๆ

“ตอนเด็กๆ ลุงผมซึ่งเป็นโค้ชฟุตบอลและคุณพ่อผมอยากให้ผมเตะบอลด้วยมากๆ แต่พอเห็นผมป่วยบ่อยๆ พวกท่านก็ล้มเลิกความคิดไป พอโตมาผมก็เริ่มค่อยๆ ลองเล่นกีฬาหลายๆ ชนิดดู เพราะไม่อยากจะป่วยอีกแล้ว จากที่สังเกตดู เมื่อผมเริ่มลองเล่นเวตและลองตีสควอชมาเรื่อยๆ ร่างกายก็เริ่มมีกล้ามเนื้อให้เห็นบ้างแล้ว ที่จริงการชกมวยผมก็ลองเล่นเหมือนกัน แต่กีฬาทุกชนิดที่ผมเล่นนั้นจะต้องเล่นในที่ที่คนอื่นสามารถเห็นหรือช่วยเหลือผมได้ หากผมเกิดเป็นลมหรือวูบไป (หัวเราะ)

ฉะนั้นกีฬาที่ทำให้หัวใจเต้นมากๆ คุณหมอจะไม่ค่อยแนะนำให้เล่นสักเท่าไร เพราะผมมีโอกาสวูบได้ง่ายๆ แต่ปัจจุบันผมก็ซ้อมศิลปะการป้องกันตัวและเล่นเวตอยู่นะครับ ก็ยังไม่มีอาการวูบเกิดขึ้น ส่วนกีฬาอีกอย่างที่ผมอยากเล่นก็คือ การปั่นจักรยาน เพราะผมเห็นณัฏฐ์ปั่นอยู่ แล้วเขาแข็งแรงมากๆ ผมก็เลยอยากลองปั่นจักรยานดูบ้าง แต่จะไม่ฝืนร่างกายนะ จะปั่นเท่าที่ตัวเองไหว

พูดง่ายๆ ว่าผมอยากเป็นแรงบันดาลใจให้คนที่ป่วยง่ายและคนที่เคยน้ำหนักเยอะมาก่อน อย่างผมเองก็เคยหนักถึง 100 กก.กว่า ผมยังออกกำลังกายจนน้ำหนักลดลงไปได้ถึง 30 กก.เลยครับ (ปัจจุบันสูง 180 ซม. หนัก 70 กก.) แถมร่างกายยังแข็งแรงขึ้นด้วย พูดได้ว่าตอนนี้ผมพึ่งพาการกินยาน้อยลงมาก เพราะชอบไปออกกำลังกายนอกบ้านและสูดอากาศบริสุทธิ์ แต่คนที่มีโรคประจำตัวก็ต้องรู้ขีดความสามารถของตัวเองด้วยนะครับ เดี๋ยวเป็นอะไรไปแล้วจะไม่คุ้มกัน”

มังกรเสริมว่า ปัจจุบันเขาเข้าฟิตเนสเป็นประจำ โดยเล่นเวตสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง เพื่อรักษารูปร่างให้ดูดีอยู่เสมอเพราะยังต้องทำงานในวงการบันเทิง แม้โรคประจำตัวบางอย่างอาจยังไม่ได้หายไป แต่ก็ทำให้ร่างกายเขาแข็งแรงขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

“เวลาที่ผมเข้ายิมเพื่อเล่นเวตหรือออกกำลังกาย ผมจะแจ้งกับเทรนเนอร์ทุกคนที่เทรนให้ผมว่า ผมมีโรคประจำตัวอะไรบ้าง จากนั้นก็ให้เทรนเนอร์ค่อยๆ ทดสอบสมรรถภาพของกล้ามเนื้อหัวใจของเราไปด้วย ว่าเราสามารถออกกำลังกายชนิดไหนได้บ้าง รวมทั้งสอนการหายใจที่ถูกต้องตอนออกกำลังกายให้ด้วย เพราะหากเราหายใจผิดวิธี ประกอบกับว่าเราป่วยเรื่องระบบทางเดินหายใจด้วย ก็อาจเกิดการเป็นลมหรือหน้ามืดได้เหมือนกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้นผมคิดว่า การออกกำลังกายขึ้นอยู่กับจิตใจของเราด้วย ถ้าใจเราอยากออกกำลังกายซะอย่าง ถึงจะมีอุปสรรคใดๆ ก็ตาม เราก็ต้องหาวิธีที่ทำให้ตัวเองสามารถออกกำลังกายอย่างเหมาะสมจนได้ ก็เหมือนกับตอนที่ผมลดน้ำหนัก ผมยังสามารถทำได้เลยครับ แต่ต้องทำด้วยวิธีที่ถูกต้องและมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำด้วยนะ”

หนุ่มหล่อทิ้งท้ายว่า ในอนาคตมีกีฬาที่เขาอยากจะลองเล่นอีกอย่างก็คือ การเล่นเรือใบเล็ก เพราะเขาเคยเห็นคนอื่นเล่นตามบึงแถวๆ ย่านบางนา มันจึงเป็นแรงบันดาลใจให้เขาอยากเรียนรู้และลองฝึกเล่นดูบ้าง รวมทั้งกีฬาปีนหน้าผาจำลองด้วยเช่นกัน ซึ่งหากได้ลองเล่นจริงๆ ก็น่าจะสร้างความแข็งแรงให้กับตัวเองได้…ติดตามและอัพเดทไลฟ์สไตล์ได้ที่ IG : _mungkorn_

ฤทัยรัตน์ สุวรรณเจริญ ความสุขเล็กๆ แต่มั่นคงและยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558369

  • วันที่ 22 ก.ค. 2561 เวลา 09:30 น.

ฤทัยรัตน์ สุวรรณเจริญ ความสุขเล็กๆ แต่มั่นคงและยั่งยืน

โดย วรธาร ทัดแก้ว

ฤทัยรัตน์ สุวรรณเจริญ หรือมะกอ มนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งที่นอกจากสวยแล้วดีกรีไม่ธรรมดา การศึกษาปริญญาตรี บริหารธุรกิจการตลาด ปริญญาโท รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปัจจุบันเป็นพนักงานราชการในหน่วยงานราชการแห่งหนึ่งใน จ.แพร่ และใช้เวลาว่างหลังเลิกงานและวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ทำเกษตรผสมผสานตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้พื้นที่เพียง 1 ไร่ ปลูกผัก ผลไม้ต่างๆ หมุนเวียนตามฤดูกาลและที่ตลาดต้องการ รวมทั้งเลี้ยงสัตว์ เช่น ปลา กุ้ง ไว้กินและขายสร้างรายได้ให้ครอบครัว

การทำเกษตรแม้จะเป็นอาชีพเสริมสำหรับฤทัยรัตน์ แต่รายได้จากการทำเกษตรดูจะเป็นรายได้ที่ทำให้เธอและครอบครัว พ่อแม่ลูกทั้ง 3 ชีวิตยิ้มได้ แม้ว่าจะต้องแลกด้วยหยาดเหงื่อ ความเหน็ดเหนื่อยบ้างในบางครั้งบางเวลา แต่ชีวิตก็เปี่ยมด้วยความสุข ทุกคนได้อยู่พร้อมหน้ากัน เธอเองได้เลี้ยงดูปรนนิบัติพ่อแม่อย่างใกล้ชิด ขณะที่พ่อแม่ก็มีความสุขกับวิถีชีวิตของการทำเกษตร

“เมื่อก่อนคุณพ่อคุณแม่ทำนา พอมะกอเรียนจบก็เห็นว่าการทำนามันเหนื่อย กว่าจะได้เงินมาแต่ละบาทต้องแลกด้วยเรี่ยวแรง หยาดเหงื่อหยดแล้วหยดเล่าจริงๆ แต่จะเลิกอาชีพนี้คงไม่ได้เพราะพ่อแม่ทำมาแต่เกิดแล้ว และอาชีพนี้แหละที่ส่งมะกอเรียนจนจบ ตัวมะกอเองก็ไม่ได้อยากเลิกนะ อยากสานต่ออยู่แล้ว ก็คิดว่าถ้ายังทำนาต่อไปพ่อแม่ที่นับวันอายุมากขึ้นกำลังถดถอยคงทำไม่ไหว มะกอจึงหันมาทำสวนแทนโดยที่ทำนายังทำอยู่แต่ทำพอกินและขายบ้างนิดหน่อย”

ในปี 2551 ฤทัยรัตน์ได้หันมาทำสวนมะละกอ โดยปลูกมะละกอฮอลแลนด์จำนวนหลายไร่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้นได้นำสิ่งดีๆ มากมายมาให้เธอและครอบครัว ผลผลิตมะละกอสร้างรายได้อย่างน่าชื่นใจ ซึ่งมากกว่าการทำนาที่เคยทำมาหลายเท่า ชีวิตมีความเป็นอยู่ดีขึ้น เงินในกระเป๋าเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญพ่อแม่ไม่ต้องทำงานหนักเหมือนเมื่อตอนทำนา

การทำสวนมะละกอตอบโจทย์ชีวิตทุกคนในครอบครัว แต่แล้วความสุขที่ได้รับมาหลายปีก็มีอันสะดุดเมื่อเกิดจุดเปลี่ยนขึ้นในปี 2557 สวนมะละกอของฤทัยรัตน์ต้องประสบปัญหาโรคไวรัสจุดวงแหวน ซึ่งเป็นโรคที่เกิดกับมะละกอ (เกิดจากไวรัสมีเพลี้ยอ่อนเป็นพาหะนำ) อย่างหนัก ทำให้ธุรกิจมะละกอของเธอขาดทุนอย่างมากจนต้องเลิกทำในที่สุด

“ตอนนั้นไม่หมดกำลังใจ ก็พยายามมองหาหนทางอื่นว่าจะทำอะไรได้บ้างกับจำนวนเงินก้อนสุดท้ายที่เก็บไว้ ซึ่งต้องใช้อย่างมีสติและรัดกุมมากขึ้น และแล้ววันหนึ่งสิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวคือเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานแก่คนไทย มะกอจึงค้นข้อมูลเรื่องนี้ในอินเทอร์เน็ต ศึกษาทำความเข้าใจสิ่งที่พระองค์ท่านสอน ศึกษาโครงการต่างๆ ของพระองค์ รวมทั้งศึกษาโครงการของเกษตรกรหลายต่อหลายคนที่ทำตามพระองค์สอนแล้วประสบความสำเร็จ

เมื่อก่อนใครที่บอกว่าทำเกษตร 1 ไร่ประสบความสำเร็จ มีชีวิตความเป็นอยู่สบาย รายได้เป็นแสนต่อเดือนมะกอไม่ค่อยเชื่อนะ แต่พอไปดูงานหลายๆ ที่ความคิดแบบนั้นไม่มีอีกต่อไป มะกอตัดสินใจใช้เงินเก็บก้อนสุดท้ายไปทำเกษตรผสมผสานตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่ 1 ไร่ ใช้พื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพและเกิดรายได้มากที่สุด โดยไม่ไปลงทุนเยอะๆ เหมือนที่เคยทำมา”

เธอเริ่มจากการขุดบ่อน้ำซึ่งเป็นหัวใจหลักของการทำเกษตร ในบ่อเลี้ยงปลาหลายชนิด ทั้งเลี้ยงกุ้ง (กุ้งฝอย กุ้งก้ามแดง) พื้นที่บนบกทำโรงเรือนไม้ไผ่ไว้สำหรับการเพาะพันธุ์กล้าไม้ กิ่งไม้ขาย ปลูกชา หม่อน ปลูกผัก และผลไม้ต่างๆ หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามฤดูกาลและความต้องการในตลาดเป็นสำคัญ สิ่งสำคัญไม่ว่าทำอะไรจะประเมินศักยภาพและกำลังของตัวเองทำได้แค่ไหน

“มะกอเป็นผู้หญิง ถ้าต้องทำงานหนักๆ ตลอดเลยคงไม่ไหว เพราะฉะนั้น อะไรที่ช่วยไม่ให้ตัวเองและพ่อแม่ต้องเหนื่อยหรือออกแรงมากก็จะพยายามหาวิธีมาช่วย อย่างการปลูกผัก ผลไม้บางอย่างมะกอจะปลูกในระบบไฮโดรโปนิกส์ ตั้งเวลารดน้ำเอง เพราะเราไม่ได้อยู่ตลอดเนื่องจากต้องทำงานประจำ

ช่วงนี้หน้าฝนก็จะยังไม่ได้ปลูกอะไรใหม่ๆ เมล่อนก็เพิ่งเก็บเกี่ยวไปจะปลูกอีกทีคงช่วงหน้าหนาว องุ่นก็ปลูก ตอนนี้แปรรูปชาสมุนไพรขาย ซึ่งปลูกไว้หลายชนิด เช่น จิงจูฉ่าย เชียงดา แก่นตะวัน ย่านาง หนานเฉาเหว่ย พอฤดูหนาวก็จะปลูกกะหล่ำ คะน้าปลอดสารพิษ ปลูกผสมผสานและตามฤดูกาล ไม่ได้ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ตอนนี้ชาขายดีเราก็มาทำชา

ถามว่าทำเกษตรแบบนี้รวยไหม ไม่รวย แต่เป็นน้ำซึมบ่อทรายที่ได้เรื่อยๆ ถ้ารู้จักเก็บ จากหลักร้อยหลักพันก็ขึ้นไปถึงหลักแสนได้จริง ถ้าถามว่าเดือนหนึ่งได้เท่าไหร่ ก็ไม่ต่ำกว่าหมื่นบาท แต่มะกอไม่อยากเอาตัวเงินไปวัด เพราะรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่างเดือนนี้ ยอดขายชาระหว่างวันที่ 1-15 ก.ค. จากการทำรายรับรายจ่าย รายได้อยู่ที่ 1.5 หมื่นบาท”

หลายคนสงสัยทำเกษตรแต่ทำไมผิวพรรณยังขาว ฤทัยรัตน์บอกเคล็ดลับง่ายๆ อยู่ที่การแบ่งเวลา โดยช่วงเช้าและเวลาเย็นเธอจะเข้าสวนทำเกษตร ส่วนกลางวันก็ทำงานในร่มแปรรูปชาสมุนไพร เธอยอมรับว่า กลัวเหมือนกันถ้าเกิดผิวหมองคล้ำ เพราะไม่ได้ทำเกษตรอย่างเดียว ต้องทำงานประจำที่ต้องพบปะผู้คนตลอด จึงต้องดูแลตัวเองด้วยการแบ่งเวลาที่เหมาะสม

“ปกติมะกอจะตื่นตี 5 ถ้าหน้าหนาวตื่นราวๆ 6 โมง ช่วงทำเกษตรแรกๆ เหนื่อยมาก ต้องทำทุกอย่างเอง เช่น การหานวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในการทำเกษตร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปและทำแพ็กเกจใหม่ๆ การทำการตลาดและการขาย โดยมีการเปิดเฟซบุ๊ก ‘มะกอ กุ้งก้ามแดง จังหวัดแพร่’ ขึ้นมา

ตอนนี้สวนเป็นรูปเป็นร่างแล้วไม่เหนื่อย ทำให้มีเวลาคิดทำอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม ก็อยากบอกสำหรับใครที่อยากทำอย่างที่มะกอทำ ต้องศึกษาหาความรู้ในเรื่องที่จะทำให้ดีและต้องมีใจรักด้วย อย่าทำเพียงเพราะเห็นคนอื่นทำสำเร็จแล้วอยากทำตาม ต้องดูปัจจัยหลายอย่างประกอบ ดูอย่างตอนนี้ราคาสับปะรดโลละไม่กี่บาท เจ็บปวดไปตามกัน ปีที่แล้วราคาดีแห่กันปลูก ออกรถเป็นว่าเล่น

มะกออยากฝากเตือน ถ้าทำเกษตรแนะนำให้ทำแบบผสมผสานจะได้ไม่มีความเสี่ยง อย่างมะกอทำในพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกทั้งผัก ผลไม้ เลี้ยงสัตว์ เพาะพันธุ์กล้าไม้ขาย ทำอันนี้หน่อย อันโน้นหน่อย ขายได้ตลอด ยอมรับว่าชีวิตทุกวันนี้ถึงแม้จะเหนื่อยแต่ก็มีความสุขและรู้สึกได้ถึงพลังในการอยู่บนวิถีทางนี้อย่างมั่นคง บางครั้งอาจท้อ เช่น กำลังจะเก็บเกี่ยวก็ถูกพายุ หรือน้ำท่วม แต่ก็ต้องทำใจ คิดในแง่บวกว่าเราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ” ฤทัยรัตน์กล่าวทิ้งท้าย 

ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี บันทึกประวัติศาสตร์ ด้วยภาพแห่งความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558368

  • วันที่ 22 ก.ค. 2561 เวลา 09:20 น.

ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี บันทึกประวัติศาสตร์ ด้วยภาพแห่งความสุข

โดย  ชุติมา สุวรรณเพิ่ม ภาพ : OAT-CHAIYASITH

“จะมีสักกี่ครั้งที่เราจะมีโอกาสอยู่ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของโลก” ซึ่งก็ได้คำตอบชัดๆ แฝงอยู่ในประโยคนี้แล้ว

“โอ๊ต” ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี ช่างภาพฝีมือเยี่ยมยุทธ์คนหนึ่งในวงการ ก็ไม่รีรอที่จะตีตั๋วไปประเทศอังกฤษ เดินทางไปเก็บภาพ “Royal Wedding” อีกครั้ง ในพิธีเสกสมรสระหว่างเจ้าชายแฮร์รี กับ เมแกน มาร์เคิล เมื่อวันที่ 19 พ.ค. วันที่คนทั่วโลกจับจ้องข่าวแห่งความหวานชื่นนี้อย่างสุขหัวใจ

ชัยสิทธิ์ กล่าวว่า “หลายๆ คนคงจะงงว่าทำไมผมต้องไป? ผมบอกได้คำเดียวเลยว่าหากคุณเคยอยู่ในบรรยากาศแบบนี้แล้ว คุณจะเข้าใจว่าทำไมผมต้องกลับไปอีกครั้ง หลังจากที่ผมเคยเป็นส่วนหนึ่งของ Royal Wedding 2011 งานพิธีเสกสมรสเจ้าชายวิลเลียมและแคทเธอรีน มิดเดิลตัน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ เมื่อปี 2011

“ตอนถ่ายภาพพิธีเสกสมรสงานเจ้าชายแฮร์รี คนที่อยู่จุดเดียวกับผม ไม่มีใครเลยครับที่เพิ่งมาเป็นครั้งแรก ทุกคนล้วนผ่านประสบการณ์การเป็นส่วนหนึ่งของ Royal Wedding มาก่อน มีคนหนึ่งที่ผมเจอ เขาได้มาร่วมงาน Royal Wedding ถึง 3 ครั้งแล้ว ตั้งแต่ครั้งพระราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่างเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เลดี้ไดอานา สเปนเซอร์ และก็ครั้งนี้ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจะต้องมา

เพราะหลังจากครั้งนี้แล้วก็คงต้องรออีกทีคืองานของเจ้าชายจอร์จ กันเลยทีเดียว ถึงวันนั้นก็ไม่รู้ว่าผมจะถ่ายรูปไหวหรือเปล่า” ชัยสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายอย่างติดอารมณ์ขัน

การบันทึกภาพประวัติศาสตร์ครั้งล่าสุด จากพิธีเสกสมรสของรัชทายาทลำดับที่ 6 แห่งราชวงศ์อังกฤษ ชัยสิทธิ์ทำด้วยความเชื่อมั่นในคุณค่าของภาพประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องน่ายินดีเพียงใดกับการร่วมในเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต

ขอมีส่วนร่วมสร้างคุณค่าทางประวัติศาสตร์

เหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ ที่มาที่ไปของแต่ละภาพ ชัยสิทธิ์ กล่าวย้ำอีกครั้งว่า เลือกที่จะไปอย่างช่างภาพธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่เชื่อในคุณค่าของภาพประวัติศาสตร์ โดยทำตัวเป็นประชาชนทั่วไปคนหนึ่งที่ถือกล้อง ไม่ได้ไปในฐานะช่างภาพ ซึ่งสำหรับโปรไฟล์ช่างภาพที่บุคลิกดูนิ่งๆ ดูถ่อมตน แต่ในวงการภาพถ่ายล้วนรู้จักชื่อเสียงที่ช่างภาพคนนี้สะสมไว้เป็นอย่างดี ในฐานะเป็นมือคว้ารางวัลภาพถ่ายจากสมาคมช่างภาพงานแต่งงานของโลก เขาคือช่างภาพคนไทยเพียงคนเดียวที่เป็นสมาชิก ถ่ายภาพงานแต่งงานเซเลบริตี้ระดับโลกมาแล้วหลายคู่ อีกทั้งในวงการโปรดักชั่นเฮาส์เขาคือมือถ่ายภาพนิ่งเจ๋งๆ หลายชิ้น

ชัยสิทธิ์ คือช่างภาพไทยเพียงคนเดียวที่เป็นเจ้าของอัลบั้มภาพงานพิธีเสกสมรสเจ้าชายวิลเลียม และแคทเธอรีน มิดเดิลตัน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ เมื่อปี 2011 ความตั้งใจบันทึกภาพประวัติศาสตร์ออกมาอย่างสมบูรณ์ที่สุด

“ผมเป็นนักเรียนถ่ายภาพที่อังกฤษ เลือกเรียนประเทศนี้ เพราะรู้สึกผูกพันกับความมีราชวงศ์เหมือนเรา ผมเคยมีโอกาสทำงานให้สำนักพระราชวังของไทย ได้ถ่ายภาพพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ บันทึกภาพถ่ายขบวนพยุหยาตราทางชลมารค พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เหตุการณ์สำคัญของประเทศที่ผมได้ทำเพราะได้รับโอกาสจากอาจารย์ของผม นพดล อาชาสันติสุข ท่านเคยเป็นเลขาธิการสมาคมธุรกิจการถ่ายภาพ เป็นผู้มอบโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต ทำให้ผมได้มีวันนี้ และได้รับเกียรติสูงสุดครั้งหนึ่งในชีวิตของคนไทยคนหนึ่ง ได้ถวายงานหลายๆ ครั้ง ได้ภูมิใจที่ได้เกิดในแผ่นดินของพระองค์

ผมโชคดีมากๆ ได้ทำงานบันทึกภาพพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ ใน 2 ปีท้าย ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชดำเนินในพระราชพิธี ย้อนกลับไปก็ 13 ปีแล้วครับ ภาพเหล่านี้ถูกส่งไปเก็บไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ ทำให้เห็นคุณค่าของภาพถ่าย ที่คือการบันทึกประวัติศาสตร์อย่างแจ่มชัดที่สุด

สำหรับการถ่ายภาพ Royal Wedding เจ้าชายวิลเลียมครั้งแรก ปี 2011 ก็ต้องถือเป็นโชคที่เราเรียนอยู่ที่อังกฤษในช่วงนั้น ซึ่งทั้งสองครั้งผมวางแผนการทำงานในฐานะประชาชนธรรมดาๆ เริ่มจากหาข้อมูลพิธีจากบทความและข่าว เดินสำรวจเส้นทางก่อน และหาตำแหน่งจุดที่ยืน ก็โชคดีที่ได้ยืนอยู่ถูกจุด ถูกที่ถูกเวลา ทำให้ได้ภาพถ่ายที่ดีแบบเกินคาด แต่ ณ เวลานั้น ไม่มีการคาดการณ์สร้างอัลบั้มภาพที่ครบสมบูรณ์ขนาดนี้เลยนะครับ”

ภาพรถพระที่นั่งวิ่งไปโบสถ์เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ เจ้าชายวิลเลียมและแคทเธอรีน มิดเดิลตัน จังหวะที่รถเคลื่อนมาอยู่ตรงหน้าผมพอดี ทั้งสองพระองค์ก็ทรงหันพระพักตร์มาพอดี ยิ่งเมื่อรวมกับองค์ประกอบของรูปในตอนนั้น ก็ดีมากๆ ธงยูเนี่ยนแจ็กด้านหลัง เพราะผมยืนอยู่ด้านหลังทั้งกลุ่มทหารม้า จุดนี้เป็นการเดินสำรวจพื้นที่ก่อนไปบล็อกจุด จองที่ไว้ครับ

อีกภาพสำคัญ ภาพที่พระราชวังบักกิ้งแฮม ทั้งสองพระองค์จุมพิตต่อหน้าประชาชน ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากครับ ช่วงที่รอพระราชพิธีด้านใน ผมเดินไปเดินมาเก็บภาพบรรยากาศโดยรอบๆ ท่ามกลางคนนับแสน ผู้คนหลั่งไหลกันจับจองเต็มพื้นที่ด้านหน้าแล้ว จุดที่ผมยืนอยู่ไกลเกินกว่าจะได้ภาพช็อตสำคัญ และด้วยตำแหน่งที่ผมอยู่ทำให้ ขยับเคลื่อนย้ายไปไหนไม่ได้มาก แต่ก็มีเหตุการณ์ที่พลิกสถานการณ์ส่งให้เราโชคดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตเลยครับ มีฝรั่งปีนเสาไฟขึ้นไปแล้วโทรศัพท์หาแม่เขา แล้วตะโกนลงมาท่ามกลางคนกว่าแสนๆ คนว่า ‘Everyone says hello to my mom.’ ทุกคนก็ส่งเสียง ‘เฮ…’ ดังมาก ถ้าตำรวจวิ่งเข้ามาจับ ตำรวจจะจับผู้ชายบนเสาไฟก่อน

ผมต้องทำอะไรสักอย่าง ผมกระโดดลงไปในสระน้ำพุทันที เพื่อถ่ายช็อตนี้ และบันทึกได้ครบถ้วนทุกพระองค์ สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธเสด็จพระราชดำเนินพร้อมเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ พร้อมคามิลลา ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ และเจ้าชายแฮร์รี”

ชัยสิทธิ์ เล่าเบื้องหลังการบันทึกชุดภาพประวัติศาสตร์นี้ ทำงานเพียงลำพัง ไม่มีทีมกล้องช่วยอะไรเลย แต่ก็โชคดีซ้อนโชคดียิ่งขึ้นไปอีก ช่วงที่อยู่ในน้ำพุได้ยินเสียงคนไทยคุยกัน ก็เลยยื่นโทรศัพท์ให้ช่วยบันทึกรูปตัวเองครั้งนี้ให้ จึงได้ภาพแห่งความทรงจำนี้กลับมาด้วย

ทุกอย่างเกิดขึ้น“เพียงครั้งเดียว” ในเสี้ยวนาที

ในพิธีเสกสมรสระหว่างเจ้าชายแฮร์รี กับ เมแกน มาร์เคิล ในปีนี้ ชัยสิทธิ์เดินทางไปเก็บภาพงานพิธีเสกสมรสประหนึ่งช่างภาพธรรมดาๆ คนหนึ่งอีกเช่นเคย

“ความยากในการถ่ายภาพงานระดับโลกเช่นนี้ คือจำนวนคนมหาศาลและระยะที่ไกลมากเกินกว่าเลนส์ธรรมดาจะบันทึกได้คมชัด แต่ก็เตรียมตัวดีกว่าครั้งก่อน เรื่องอุปกรณ์ใช้เลนส์เทเลให้ซูมได้ไกลขึ้น วิธีการทำงานของผมก็คือวางแผนต้องการภาพช่วงรถม้าวิ่งผ่าน แต่ไม่ได้คาดการณ์ว่าจะต้องได้ภาพดีที่สุดแบบนั้นแบบนี้เลยนะครับ ก็พยายามเดินเข้าไปให้ใกล้ที่สุด 6-7 เมตร เส้นทางที่รถม้าวิ่งผ่าน สไตล์รูปถ่ายของผม คือการเล่าเรื่องราวด้วยภาพ สื่อสารความรู้สึกได้อย่างชัดเจน นำเสนอมุมที่มีชีวิตชีวา

จุดที่ขบวนสวนสนามออกไปรับเจ้าชายแฮร์รีกับเมแกน อยู่ที่พระราชวังวินด์เซอร์ห่างจากลอนดอนราว 45 นาที ผมนั่งรถไฟเที่ยวแรกจากที่พักมาถึงที่นี่ 6 โมงเช้า คนนับแสนอีกเช่นเคยครับมารอรับเสด็จ พิธีเสกสมรสรอบนี้เดินทางมาจากทั่วโลก คนอังกฤษรักเจ้าชายพระองค์นี้มาก มีคำกล่าวว่า Cool prince ever สิ่งที่ไม่แตกต่างเลยคือจำนวนคน แต่ลักษณะงานเฉลิมฉลองก็จะแตกต่างจากพระเชษฐาโดยสิ้นเชิงเลยนะครับ คือมีความสุขแล้วยังมีความสนุกสนานด้วย เป็นเหมือนเฟสติวัลมากกว่ารอยัลเวดดิ้ง ทุกคนแต่งตัวจัดเต็มมาก แต่งตัวเป็นกิมมิก ดาราคนดัง เด็กผู้หญิงแต่งตัวเป็นเจ้าสาวน่ารักๆ ทุกคนสนุกกับการเป็นส่วนหนึ่งของพิธีนี้ นั่นคือสิ่งที่แสดงว่าคนอังกฤษรักเจ้าชายพระองค์นี้มากๆ ทรงเท่ ทรงคูลที่สุดในราชวงศ์ ประชาชนเข้าถึงพระองค์ได้ง่าย

ครั้งนี้ผมเตรียมตัวค่อนข้างดี กล้อง 2 ตัว เพื่อไม่ต้องเปลี่ยนเลนส์โดยสนับสนุนจากแคนนอน การถ่ายภาพในแบบช็อตนี้กำลังจะเล่าเรื่องอะไรบางอย่างได้ เช็กข่าวแล้วครั้งนี้ช็อตจุมพิตอยู่ด้านในโบสถ์ เราจึงไม่มีโอกาสถ่ายช็อตนี้แน่นอน แต่จะได้ภาพขบวนรถม้าพระที่นั่ง ผมอยู่สำรวจพื้นที่รอบพระราชวังวินด์เซอร์ 4 วัน ออกจากที่พักตี 4 ครึ่ง ไปถึงจุดตั้งแต่ 6 โมงเช้า กว่าจะได้ถ่ายภาพคือบ่ายโมงครึ่ง ร่วม 8 ชั่วโมงที่เราต้องรอคอยเวลา ซึ่งช่วงเสด็จมาเร็วมากครับ ขบวนมีลักษณะเกาะกลุ่มกัน มองไม่เห็นทั้งสองพระองค์เลย เพราะระยะห่างของทหารม้านำขบวนและรถม้าพระที่นั่งอยู่ติดกันมาก ม้าก็ตัวสูงมาก บังหมด ฝรั่งก็ตัวใหญ่ เราคนไทยตัวเล็กๆ ก็ใจแป้วแล้วครับ

รู้ตัวอีกทีคือ รถพระที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราแล้ว จังหวะที่ยกกล้องขึ้นมา ทั้งสองพระองค์หันพระพักตร์ไปอีกด้าน เราก็ยิ่งลุ้นเข้าไปใหญ่ โชคดีที่พระองค์มาพอดี ทรงโบกพระหัตถ์ให้กล้องของเราวินาทีนั้นเรากดชัตเตอร์รัวๆ เลย ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ผมใช้เวลาแค่ 4 วินาทีสำหรับภาพช็อตนี้ครับ โชคดีที่ได้ยืนในจุดที่ยืน ที่ผมเลือกนาทีสุดท้ายเลยด้วยซ้ำ

ไม่มีงานเสกสมรสของราชวงศ์ใดในโลก ที่จะยิ่งใหญ่เท่าราชวงศ์อังกฤษแล้วนะครับ แล้วผมก็สามารถเก็บภาพได้ครบทั้งสองพระองค์ในเจเนอเรชั่นนี้”

ชัยสิทธิ์ บอกทิ้งท้ายขอแค่เป็นช่างภาพคนหนึ่งที่ได้บันทึกงานประวัติศาสตร์ของโลกรูปถ่ายคือการเล่าเรื่องราวได้อย่างมีชีวิต 

อันตรายหน้าฝน ระวังแมลงก้นกระดก และเชื้อโรคปะปนความชื้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558271

  • วันที่ 21 ก.ค. 2561 เวลา 12:42 น.

อันตรายหน้าฝน ระวังแมลงก้นกระดก และเชื้อโรคปะปนความชื้น

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com

การเฝ้าระวังโรคผิวหนังและแมลงสัตว์มีพิษในช่วงฤดูฝน เป็นเรื่องสำคัญและต้องใส่ใจอย่างยิ่งยวด บางทีเรื่องที่มองข้ามและสามารถหาทางป้องกันง่ายๆ กลับมองผ่านหรือข้ามไป เมื่อเกิดเหตุเกิดโรคจนเป็นเรื่องใหญ่ ทำให้ต้องเสียสุขภาพ เสียเวลารักษา และเสียเงินทองโดยมิจำเป็น

ศ.ดร.นพ.ประวิตร อัศวานนท์ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย บอกว่า ปีนี้หน้าฝนมาเร็ว ความชื้นมาเร็ว ทำให้หลายๆ พื้นที่มีน้ำท่วมขังหรือน้ำรอการระบาย โดยที่เราไม่คาดการณ์ล่วงหน้า โรคหลายๆ โรคมักจะมากับความชื้น

“อย่างที่เจอบ่อยๆ คือ เชื้อราที่เท้า ซึ่งบางคนเรียกว่าน้ำกัดเท้า เชื้อราในที่อับๆ ทั้งหลายอย่างขาหนีบก็พบบ่อยในช่วงนี้ จริงๆ อย่างบ้านเราความชื้นมีทั้งปี บางช่วงก็ร้อนชื้น บางช่วงก็เย็นชื้น ซึ่งเป็นอากาศที่เชื้อราชอบ”

ในฤดูฝน ศ.ดร.นพ.ประวิตร ชี้ว่าพอน้ำท่วมหลายๆ คนก็ต้องใส่รองเท้าลุยน้ำเข้าบ้าน พอใส่รองเท้าแล้วรองเท้าชื้นแล้วก็ใส่คู่เดิม โดยเฉพาะอาชีพตำรวจหรือทหารที่มีรองเท้าเพียงคู่เดียว

“ยิ่งเป็นแบบรองเท้าบู๊ตก็มีโอกาสจะเป็นได้สูง เชื้อราอยู่ในรองเท้าและอยู่บนผิวหนังเรา พอเราใส่รองเท้าคู่เดิมไปทุกๆ วัน เชื้อราทั้งหลายชอบความชื้น ถ้าเราทำให้ผิวหนังเราแห้งได้พอสมควร เชื้อราจะไม่ค่อยเกิดขึ้น การใส่รองเท้าถ้าหากเป็นคู่ที่เปียกๆ ควรพักรองเท้าบ้าง

ถ้าให้ดีให้สลับแล้วพักให้แห้งบ้าง หรือทางที่ดีให้สลับรองเท้าอยู่เรื่อยๆ อย่าพยายามใส่คู่เดียว ถึงแม้เป็นคู่ที่เรารักเราอยากใส่ทุกวันก็ตาม ส่วนถุงเท้าต้องเปลี่ยนทุกวัน ไม่เช่นนั้นจะเกิดการหมักหมมของเหงื่อที่เท้า หรือแถวๆ ขาหนีบ แถวซอกรักแร้ ก็ต้องทำความสะอาดร่างกายให้ดี อย่าให้มันชื้นหรืออับมากเกินไป”

สำหรับในกรณีมีแผลที่เท้าอยู่แล้ว ศ.ดร.นพ.ประวิตร แนะนำว่าต้องดูแลเป็นพิเศษและรักษาแผลให้หาย ดูว่าแผลเกิดจากอะไร

“ผื่นจากเชื้อราที่อักเสบหน่อย อาจได้เชื้อมาจากสัตว์บางชนิด ซึ่งอาจจะมีตุ่มน้ำตุ่มหนองขึ้นมาได้ อีกที่หนึ่งที่เป็นบ่อยและลองสังเกตดูจะเป็นตามซอกของนิ้วนางกับนิ้วก้อยเท้า ซึ่งโดยธรรมชาติจะปิดที่สุดจะอับที่สุด มันจะไม่เหมือนหัวแม่โป้งเท้าที่จะใหญ่หน่อย”

สำหรับโรคเท้าเหม็นเกิดจากเท้ามีเหงื่อออกเยอะ ศ.ดร.นพ.ประวิตร ขยายความว่าแล้วมีเชื้อแบคทีเรียบางตัวที่ชอบความชื้นจึงมักอยู่บริเวณนี้ บางคนที่ฝ่าเท้าหนาหน่อยหรือเหงื่อออกง่ายหน่อย ก็จะเชื้อเชิญทั้งเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียมาอยู่ด้วยกันเลย

“วิธีสังเกตง่ายๆ บางทีเพื่อนๆ ก็จะบอก เพราะบางทีตัวเองชินกับกลิ่นตัวเอง หรือที่เท้าอาจจะเห็นเป็นหลุมๆ เกิดจากแบคทีเรียพวกนั้นเติบโตขึ้นแล้ว ไปย่อยผิวหนังให้เป็นหลุมๆ จะต้องทำการรักษา แล้วเรื่องกลิ่นเท้าจะดีขึ้น ซึ่งจะมียาทาเฉพาะที่ หรือกลุ่มยารักษาสิวบางชนิดที่ฆ่าเชื้อราและแบคทีเรียได้ ส่วนแอลกอฮอล์สามารถช่วยได้เป็นครั้งคราว ซึ่งการรักษาต้องฆ่าเชื้อเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควรถึงจะหาย”

อันตรายอีกอย่างที่มักพบในช่วงฤดูฝนคือแมลงกัดต่อย ศ.ดร.นพ.ประวิตร มองว่าจริงๆ แล้ว แมลงในเมืองไทยเยอะมาก เพราะภูมิประเทศบ้านเราเป็นเขตร้อนชื้น

“ยุงก็เยอะ คนที่แพ้ก็จะเป็นตุ่มผื่นขึ้นได้ แต่ที่มักเป็นข่าวบ่อยๆ จะมีแมลงอยู่ชนิดหนึ่ง ช่วงปลายๆ ฤดูฝนจะพบได้ก็คือด้วงก้นกระดก หรือแมลงก้นกระดก เคยมีข่าวว่าโดนแล้วตาย จริงๆ แล้วพิษของแมลงชนิดนี้มันอยู่ในตัวของมันเอง โดยจะมีสารที่หลั่งออกมา แมลงก้นกระดกมักจะอยู่ทั้งในบ้านและนอกบ้าน

ที่น่าสนใจคือ แมลงชนิดนี้เป็นแมลงเล่นไฟชนิดหนึ่ง คนส่วนมากมักจะโดนพิษของแมลงชนิดนี้ในเวลากลางคืน เนื่องจากปิดไฟแล้วแมลงจะตกตามที่นอน ซึ่งเมื่อเราตื่นขึ้นมาก็มักจะรู้สึกแสบๆ อยู่ตามตัว และจะเจอแผลไหม้ๆ แดงๆ สังเกตอาจจะเป็นแผลไหม้ๆ ยาวๆ แต่จะไม่ถึงกับเสียชีวิต ด้วงหรือแมลงก้นกระดกนั้นบินได้ ตัวที่เห็นจะเป็นสีส้ม-ดำ ถ้าเจออย่าบี้หรือขยี้ พิษของมันหากใครโดนก็เหมือนที่ผิวจะเกิดอาการแสบไหม้”

ข้อมูลจากเว็บไซต์ seedoctornow.com เผยแพร่ถึงรายละเอียดของแมลงก้นกระดกว่า มีขนาดตัวประมาณ 7-10 มิลลิเมตร ลำตัวมีสีดำสลับกับส้ม พบมากทั้งในต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ โดยเฉพาะบริเวณพงหญ้าที่มีความชื้น แมลงก้นกระดกจะชอบออกมาเล่นไฟนีออนที่มีแสงสีขาว และด้วยขนาดตัวที่เล็กทำให้สามารถเล็ดลอดช่องประตูเข้ามาได้

แมลงก้นกระดกจะไม่ทำอันตรายโดยการกัดหรือต่อย แต่ในลำตัวของแมลงก้นกระดกจะมีสารที่ชื่อว่า Paederin ซึ่งเป็นสารพิษที่มีฤทธิ์เป็นกรด ก่อให้เกิดความระคายเคืองต่อผิวหนัง สามารถทำลายผิวหนังและเซลล์เนื้อเยื่อได้ ซึ่งหากไม่ไปบี้หรือเผลอปัดที่ลำตัวของแมลง สารชนิดนี้ก็จะไม่สามารถกระจายออกมาภายนอกได้

พิษจะทำให้ผิวหนังเป็นผื่นแดงหรือรอยไหม้เป็นทางยาว มีอาการปวดแสบร้อน และเกิดตุ่มพุพอง ซึ่งหากโดนในบริเวณผิวเนื้ออ่อน เช่น บริเวณรอบดวงตา จะมีความรุนแรงมากกว่าที่อื่น โดยเมื่อโดนพิษของแมลงแล้วห้ามขยี้หรือเกา เพราะจะทำให้พิษขยายวงกว้าง ให้ทำความสะอาดบริเวณที่โดนพิษด้วยการเปิดน้ำให้ไหลผ่านแผล เพื่อชะล้างสารพิษออกไปให้มากที่สุด แล้วใช้สบู่ที่มีฤทธิ์เป็นด่างถูบริเวณแผลเพื่อช่วยกำจัดสารพิษ จากนั้นควรไปพบแพทย์ซึ่งจะสามารถสั่งยาทาช่วยให้อาการไม่ลุกลามไปมากขึ้น

หากพบแมลงก้นกระดกในบริเวณบ้าน ให้ใช้ผ้าหรือกระดาษเขี่ยทิ้งในถุงพลาสติก และมัดปากถุงให้แน่นก่อนนำไปทิ้ง ถ้าโดนแมลงก้นกระดกมาเกาะห้ามตบหรือบี้โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้ท้องของแมลงแตกและสารพิษกระจายออกมาโดนผิว ให้ใช้สกอตเทปแปะ เป่า หรือใช้กระดาษเขี่ยออกจากผิวหนัง 

งานฉลองโยคะสุตรา ครบรอบ 15 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558270

  • วันที่ 21 ก.ค. 2561 เวลา 12:39 น.

งานฉลองโยคะสุตรา ครบรอบ 15 ปี

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ผ่านพ้นไปแล้วกับงานโยคะมาราธอน ต่อเนื่องแบบไม่หยุดทั้ง 7 คลาส งานนี้คงเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากผู้เข้าร่วมและผู้สนับสนุนทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นของที่ระลึกจากโยคะโอม (YogaAum) อาหารสุขภาพจาก Slimfit คุณครูชื่อดังทั้ง 8 ท่าน ได้แก่ ครูสถิต ครูต่าย ครูเต้ย ครูอุ๋มอิ๋ม ครูเน้า ครูวุธ ครูเอก ครูสุขุม รวมทั้งทีมครูผู้ช่วยทุกท่าน ครูตาร์ ครูเอ๋ ครูจู ครูพัด ครูกบและคุณครูอีกหลายๆ ท่าน ที่แวะเวียนเข้ามาร่วมงานกัน

ที่ขาดไม่ได้เลยคือ คุณม่าเหมี่ยว ที่มามอบศิลปะบนเรือนร่างให้ผู้ที่มาร่วมงานแบบไม่ต้องเจ็บตัว หลายคนได้ลายเพนต์เท่ๆ กลับบ้านไปเป็นที่ระลึก

ผู้เข้าร่วมทุกท่านนอกจากจะอิ่มบุญกับรายได้ที่ไม่หักค่าใช้จ่าย นำเข้าโครงการ “โยคะสุตราพัฒนาโรงเรียนห่างไกลปี 2562” แล้วยังได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ เจอเพื่อนเก่าๆ หรือแม้กระทั่งบางคนที่เคยเห็นกันแต่ในเฟซบุ๊ก ก็ได้มีโอกาสเจอตัวจริงกัน ทำให้บรรยากาศในวันงาน เต็มไปด้วยความอบอุ่น สนุกสนานเฮฮา มีความสุข สุขภาพแข็งแรง อิ่มบุญ สุขใจกันถ้วนหน้า ทั้งยังได้ของรางวัลจากการจับรายชื่อผู้โชคดี ได้ของขวัญติดไม้ติดมือกันกลับบ้านอีกด้วย

สำหรับใครที่พลาดงานในปีนี้ รอฟังข่าวเพื่อพบกันใหม่กับงานฉลองครบรอบในปีหน้านะคะ

เตรียมตัว-ใจ รับวัยเกษียณ ปัทมา เปรมปรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558269

  • วันที่ 21 ก.ค. 2561 เวลา 12:34 น.

เตรียมตัว-ใจ รับวัยเกษียณ ปัทมา เปรมปรี

โดย อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล

นับว่าเป็นผู้หญิงแกร่งและเก่งที่ในแวดวงสื่อสารมวลชนและบริษัทที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์รู้จักเป็นอย่างดี “ปัทมา เปรมปรี” กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิกซ์ แอนด์ แมทซ์ คอมมิวนิเคชั่นส์ ทั้งนี้ด้วยประสบการณ์ทำให้เห็นถึงมุมมองด้านต่างๆ รวมทั้งการเตรียมตัวและเตรียมใจเมื่อต้องถึงวัยต้องเกษียณแม้ปัจจุบันจะมีอายุ 50 ปีก็ตามคุณปัทมา กล่าวว่า ร่างกายของเราเหมือนรถที่ใช้งานหนักมากว่า 50 ปี อะไหล่เริ่มเสื่อม สมรรถภาพลดน้อยถอยลง จำเป็นต้องค่อยๆ ซ่อมแซมกันไป วัยนี้จึงต้องเคร่งครัดเรื่องอาหารการกินที่พอเหมาะพอควรกับวัย กินให้ครบ 5 หมู่ บางหมู่ก็ต้องเพลาๆ ลงบ้างจำพวก แป้ง น้ำตาล และไขมัน ตรวจสุขภาพร่างกายสม่ำเสมอเพื่อให้สามารถควบคุม ดูแล และเฝ้าระวังโรคภัยที่เสี่ยง หรือโรคที่เกิดจากกรรมพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น มะเร็ง หรือเบาหวาน ความดัน หัวใจ

ทั้งนี้ แน่นอนว่าส่วนใหญ่เราก็จะรู้อยู่แล้วว่าอาหารประเภทไหนที่บริโภคแล้วเลี่ยงต่อการเกิดโรคอะไร ก็ให้หลีกเลี่ยง แต่สำหรับเราแล้วเรื่องการบริโภคเป็นสิ่งที่คนทุกวัยต้องให้ความสำคัญ ไม่ต้องรอให้อายุเยอะแล้วค่อยมาคิด ความเห็นส่วนตัวคือ เดินสายกลางดีที่สุด จะกินก็กินแบบกระจาย ไม่กินกระจุกแต่ของซ้ำๆ เดิมๆ ออกกำลังกายก็ควรเน้นแบบพอดีๆ ให้เหมาะสมกับวัย ไม่หักโหม

สำหรับวัย 50 ในด้านการทำงานถือว่าเดินทางมาเกือบจะถึงปลายทางของการทำงานแล้ว ดังนั้นเราจึงควรค่อยๆ ถอยออกมายืนด้านหลังบ้าง เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ๆ ได้ใช้ประสบการณ์และความรู้ในการทำงานให้มากขึ้น โดยเรายังสามารถชี้แนะและให้คำแนะนำ

ขณะที่คิดว่าสิ่งที่ยังคงสำคัญที่สุดคือ ถึงแม้วัยจะล่วงเลยไปแค่ไหน จะใกล้เกษียณหรือเกษียณแล้วก็ไม่ควรทำตัวเป็น Dead Wood ควรจะต้องคิดและหาอะไรใหม่ๆ โดยต่อยอดจากประสบการณ์และความรู้ที่เรามีอยู่ คิดว่าหลักการและตรรกะที่ใช้ในการทำงานคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงก็คือ เทคนิค และวิธีการใหม่ๆ ที่จะมีในเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งจะวัยไหนก็ต้องมีการอัพเดทอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในวิชาชีพพีอาร์ ที่เครื่องมือหรือวิธีการเดิมๆ ก็อาจจะใช้ไม่ได้ผลในปัจจุบันหรืออนาคตแล้ว ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ไม่ว่าจะวัยไหน แต่ในด้านการทำงานแล้ว “เราควรทำตัวเป็นน้ำที่ไม่เต็มแก้วอยู่เสมอ”

นอกจากนี้ เรื่องของการเก็บออมและการวางแผนเป็นการเตรียมตัวที่ดี ด้านการเงินเป็นสิ่งสำคัญที่เราควรจะวางแผนตั้งแต่วัย 30 กว่าๆ ที่หน้าที่การงานเริ่มมีความมั่นคงแล้ว เพราะการแพทย์ที่ดี จะทำให้เราอายุยืนยาวขึ้น หรือเปล่าไม่รู้นะ อายุยืนขึ้นก็ต้องใช้เงินมากขึ้น ต้องมีเงินเก็บเพื่อก้าวสู่วัยเกษียณ โดยไม่ต้องเดือดร้อนลูกหลาน ซึ่งในยุคปัจจุบันก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายมากมายไว้รองรับคนในวัยเกษียณ ทำให้เราสามารถก้าวสู่วัยเกษียณได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

คุณปัทมา กล่าวถึงการเตรียมใจ ว่าการเตรียมใจเนี่ยยากสุดละ หนึ่ง เพราะเราเป็นผู้หญิง ต้องยอมรับว่าฮอร์โมนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเมื่อก้าวสู่วัยคุณภาพ (วัยทอง) บางครั้งก็ควบคุมลำบาก แต่ละคนจะมีวิธีการควบคุมไม่เหมือนกัน สำหรับพี่ถ้ารู้ว่าเริ่มหงุดหงิด จะต้องออกไปหาอะไรที่เราทำแล้วรู้สึกผ่อนคลาย อย่าอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดิมๆ

สำหรับตัวเองไม่น่าเชื่อว่าจากคนที่ไม่ค่อยจะธรรมะธัมโม ก็หันมาอ่านหนังสือธรรมะ และนั่งสมาธิมากขึ้น อันนี้อยากจะแนะนำหลายๆ คน ซึ่งตรรกะจริงๆ แล้วก็คือทำให้เราอยู่และเรียนรู้ทุกอย่างบนโลกอย่างมีสติมากขึ้น เพราะวัยนี้ต้องยอมรับว่าเราเดินทางมาถึงจุดที่ต้องสูญเสีย หรือพลัดพรากจากคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ ญาติ พี่น้อง ต้องเข้าใจในสัจธรรมของชีวิตไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ แก่ เจ็บ และตาย ซึ่งบางครั้งก็มาถึงแบบไม่ทันตั้งตัว ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุด คือ การวางแผนชีวิตที่ดี เพื่อที่เราจะมั่นใจได้ว่า คนที่อยู่ข้างหลังเราจะไม่เดือดร้อน

การปล่อยวาง อันนี้สำคัญที่สุด เพราะหนึ่งในด้านการทำงาน แน่นอนว่าบทบาทและความสำคัญของเราจะต้องลดลง ที่บางครั้งเมื่อเราไม่ได้อยู่ในตำแหน่งหรือบทบาทนั้นๆ แล้ว อาจจะไม่ได้มีความสำคัญเหมือนเดิม ดังนั้นเมื่อถึงวันหนึ่งที่เราต้องถอดหัวโขนออก เราก็ต้องอยู่ให้ได้อย่างสง่างาม ได้รับเกียรติ และความนับถือจากคนรุ่นหลังๆ จากการกระทำดีๆ ที่เราสั่งสมมาตลอดระยะเวลาการทำงาน และการใช้ชีวิตในสังคมที่เราต้องใช้ชีวิตอยู่อย่าง Give และ Take ไปพร้อมๆ กัน ไม่ใช้ Take อย่างเดียวจากอำนาจและบารมีที่เรามี สอง ในด้านครอบครัว ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงของสมาชิกในครอบครัว ที่เราต้องปล่อยให้บุตรหลานได้เดินไปตามเส้นทางและสร้างครอบครัวของตัวเอง ซึ่งถึงแม้เขาจะไม่ได้พึ่งพาเราเหมือนตอนเล็กๆ แต่เชื่อเถอะว่า เรายังคงเป็นไอดอลในใจเขาอยู่เสมอ

นอกจากนี้ ต้องไม่หยุดสวย การเป็นผู้หญิงเราต้องไม่หยุดสวย หรือหยุดที่จะดูแลตัวเอง ยิ่งอายุเยอะ ยิ่งต้องดูแลตัวเองในเรื่องของการแต่งตัวและการบำรุงตัวเองให้มากขึ้น ซึ่งสำหรับพี่มีผลในแง่ของจิตใจนะ เพราะถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสีสันของชีวิตทำให้เราไม่อับเฉาไปตามวัย

หลังจากที่เราเตรียมตัวและเตรียมใจพร้อมที่จะก้าวสู่วัยเกษียณแล้ว ต่อไปนี้เราก็ “จงใช้ชีวิตทุกๆ วัน ให้เหมือนเป็นวันสุดท้ายของชีวิต” อะไรที่ดีต่อใจก็ทำซะ สำหรับตนเองแค่หันกลับไปเจอเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่เคยได้ผ่านเข้ามาในแต่ละช่วงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นวัยเด็ก วัยเรียน วัยทำงาน แค่นี้ก็มีความสุข และทำให้คิดว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาเรามีกัลยาณมิตรที่ดีมากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต บางคนเป็นเพื่อนสมัยเรียน เพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมอาชีพ ร่วมสังคม พัฒนาจากลูกค้ามาเป็นเพื่อนคู่คิดที่ให้คำแนะนำดีๆ ได้เสมอเมื่อมีปัญหา หรือมีความทุกข์

ส่วนที่เหลือก็คือเพิ่มความถี่ในการเดินทางท่องเที่ยวเปิดโลกทัศน์ให้มากขึ้น เป้าหมายการท่องเที่ยวของพี่มักเป็นแหล่งธรรมชาติ ต้นไม้ ภูเขา จะในประเทศหรือต่างประเทศก็ได้ ส่วนใหญ่จะเน้นแหล่งชนบทไกลๆ มากกว่า ล่าสุดไป Backpack ซาปา-ฮานอย เวียดนาม กับลูกๆ สนุกมาก แค่ได้ตื่นสายๆ ใช้ชีวิตช้าๆ ไม่ต้องเร่งรีบ สูดหายใจแบบเต็มๆ ปอด ก็โอเคแล้ว เพราะทุกๆ วันเราใช้ชีวิตกับการเดินทางมากกว่า 4 ชั่วโมง ทำงานอีกมากกว่า 8 ชั่วโมง ก็แทบไม่เหลือให้ทำอย่างอื่นแล้วละ หลังจากท่องเที่ยวทุกครั้ง เรามักจะกลับมาพร้อมกับ Passion และได้ชาร์จพลังงานดีๆ ที่จะดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขเสมอ

“ต้องบอกว่าที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นสิ่งที่พยายามทำอย่างยิ่ง บางข้อได้ บางข้อต้องใช้เวลาในการปรับทัศนคติและพฤติกรรมของตัวเองอยู่เหมือนกัน ซึ่งเชื่อว่าถ้าสามารถทำได้ทั้งหมดนี้ ชีวิตเราก็จะไม่มีคำว่า ‘เกษียณ’ แน่นอน” คุณปัทมา กล่าว 

ระวังนกพิราบ! หนูท่ออากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558260

  • วันที่ 21 ก.ค. 2561 เวลา 11:46 น.

ระวังนกพิราบ! หนูท่ออากาศ

โดย ร็อกนีย์3229

ไม่เฉพาะบ้านหรือที่อยู่อาศัยแนวราบเท่านั้น ที่โดนพิษภัยจากนกพิราบ แต่ที่อยู่อาศัยแนวดิ่งก็ไม่พ้นปัญหาในลักษณะเดียวกัน

อ้าว! ก็พิราบบินได้ ถึงอยู่สูงแค่ไหน ก็เจอนกที่นอกหน้าต่างได้เหมือนกัน ก็พิษภัยเชื้อราเชื้อโรคจากมูลนกน่ะ ไม่ไหวจะเคลียร์ คอนโดมิเนียมบางยูนิต เปิดประตูระเบียงออกไป เจอแต่กับระเบิดจากนกพิราบ ผู้ได้ชื่อว่า “หนูท่ออากาศ” ที่สกปรกโสโครกและกำจัดได้ยากยิ่ง

มี 10 วิธีไล่นกพิราบ… หนูท่ออากาศมหาภัย มาบอกกล่าวกัน

1.หนามกันนก

ใช้ลวดเส้นเล็กปักลงบนฟิวเจอร์บอร์ดในแนวตั้งความสูง 3 นิ้ว ปักถี่ๆ ให้ทั่วแผ่น แล้วนำไปวางไว้ที่ระเบียงหรือหลังคา นกพิราบซึ่งขาสั้น เมื่อบินมาเกาะ ลวดจะทิ่มเท้าและลำตัวจนไม่กล้าบินลงมาเกาะอีก

2.เข็มขัดรัดสายไฟ

เข็มขัดรัดสายไฟ มีลักษณะเป็นพลาสติกเส้นเล็กๆ สามารถไล่นกพิราบได้ โดยการนำไปรัดกับระเบียง โดยไม่ต้องตัดส่วนที่เหลือ เพราะสายส่วนที่ชี้ออกมา จะทำหน้าที่เหมือนหนามแหลมตำเท้านกไม่ให้มาเกาะ ต้องรัดถี่ๆ เพื่อไม่ให้เหลือที่ว่างจนนกบินมาเกาะได้

3.ไม้อัดตอกตะปู

วิธีนี้ใช้หลักการเดียวกับข้อ 1 และข้อ 2 ไม้อัดและตะปูมีน้ำหนักพอสมควร ไม่ปลิวตามแรงลม วิธีทำนั้นก็ง่ายมากโดยตอกตะปูลงไปบนแผ่นไม้อัดถี่ๆ จากนั้นนำไม้อัดไปวางหงาย อาจทำตัวยึดช่วยยึดด้วยก็ได้

4.ตาข่ายพีวีซี

นำตาข่ายพีวีซีขึงปิดช่องว่างระหว่างเพดานกับพื้นระเบียงให้มิดชิด แต่ถ้าไม่อยากให้ตาข่ายบดบังทัศนียภาพ อาจเปลี่ยนจากตาข่ายพีวีซีธรรมดาเป็นตาข่ายพีวีซีใส

5.กำจัดรังนก

หยิบรังนกไปทิ้ง เมื่อนกพิราบเริ่มทำรังอีกรอบก็ให้รีบจัดการ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ นกพิราบก็จะรู้เองว่าที่แห่งนี้ไม่ปลอดภัยสำหรับมันแล้ว

6.แผ่นซีดี

นำแผ่นซีดีเก่ามาร้อยเข้าด้วยกัน แล้วนำไปแขวนตามระเบียงหรือหลังคา แสงสะท้อนและเสียงเวลาแผ่นซีดีกระทบกันช่วยไล่นกได้

7.กระดาษหนังสือพิมพ์

นำหนังสือพิมพ์เก่าๆ ไปปูบริเวณที่นกชอบเกาะ ใช้เทปกาวติดขอบไว้กันปลิว เมื่อนกบินลงมาเหยียบก็จะเกิดเสียงกรอบแกรบ ช่วยไล่นกได้เหมือนกัน

8.โมบาย

ตามธรรมชาตินกพิราบจะตกใจเสียงและสิ่งของที่ขยับได้ เมื่อโมบายโดนลมพัดหรือโดนปีกที่บินมาใกล้ ก็จะตกใจจนบินหนีไป ควรเลือกโมบายที่น้ำหนักเบา มีเสียงดัง มีแสงสะท้อนด้วยยิ่งดี

9.น้องแมว

น้องแมวน่ะมีไหม วิธีนี้ได้ผลดี ถ้าแมวของคุณเป็นนักล่าและยังมีสัญชาตญาณการล่า (แต่ถ้าเป็นแมวอ้วนปี๋ที่เลิกไล่จับอะไรมาตั้งนานแล้วก็อีกเรื่องหนึ่งนะ) พวกมันชอบจับนก แค่เห็นนกพิราบบินลงมา พวกมันก็จะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด

ขอแถมด้วยโรคภัยจากพิราบ ถ้าเจ้าของคอนโดท่านใดยังไม่ทราบ ข้อมูลจากรามาโฟกัส ระบุว่า โรคที่มากับนกพิราบอันตรายร้ายแรงถึงสมอง พิษภัยมาจากเชื้อราที่อยู่ในมูลนก เรียกว่า “เชื้อคริปโตคอคคัส” ซึ่งติดเชื้อในคนได้โดยการสัมผัสมูล หรือจากการหายใจสูดดมเชื้อ

เมื่อเกิดการสัมผัส เชื้อคริปโตคอคคัสจะฟุ้งกระจาย ทำให้ติดเชื้อที่ปอดและลุกลามไปยังอวัยวะอื่น เช่น สมอง กลุ่มเสี่ยงคือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือแม้แต่ในคนที่ภูมิคุ้มกันปกติก็ติดเชื้อได้ ในนกพิราบยังมีแบคทีเรีย “คลามัยเดีย” ที่ทำให้ปอดบวมด้วย

นกพิราบ…ศัตรูตัวฉกาจที่ชอบบินมาเกาะตามระเบียงและหลังคา แล้วปล่อยของเสียไม่นับ พวกมันดีใจที่ได้ชายคาคอนโดของคุณเป็นที่พึ่งหรือรังอันอบอุ่น แต่ต่อไปนี้พวกเราจะยึดพื้นที่คืนแล้ว