ยูนิลีเวอร์ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

ยูนิลีเวอร์ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

ยูนิลีเวอร์ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย เดินหน้าภารกิจการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย มอบผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภครวมกว่า 360,000 ชิ้น มูลค่ารวม 17,000,000 บาท ผ่านกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้โครงการ “รวมใจไทยฟื้นแดนใต้” เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมทั้งประกาศลดราคาสินค้าจากหลากหลายแบรนด์เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ สานต่อความมุ่งมั่นที่จะเติบโตเคียงข้างสังคมและพี่น้องชาวไทยอย่างยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานรับมอบจากนางสาวอริสา บำรุงสุข ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายกลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย

นางสาวอริสา บำรุงสุข ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายกลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า “เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวไทยทุกท่านก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกัน ยูนิลีเวอร์ดำเนินธุรกิจภายใต้พันธกิจ Brighten Everyday Life for All ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่สะท้อนถึงความพร้อมของยูนิลีเวอร์ที่จะอยู่เคียงข้างทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคที่ให้การสนับสนุนเราเป็นอย่างดีมาโดยตลอด พนักงาน รวมถึงพันธมิตรคู่ค้าทั้งโมเดิร์นเทรดและร้านขายของชำ”

ทั้งนี้ ยูนิลีเวอร์ได้ส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพหลากหลายรายการ อาทิ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นใหม่ล่าสุด โอโม่ โปร ฟลอร์ คลีนเนอร์ ช่วยขจัดกลิ่นอับ และคราบเหนียว และทำให้พื้นหอมนาน, ผลิตภัณฑ์ซักล้าง ได้แก่ บรีส โอโม่ และคอมฟอร์ท, ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ซันไลต์, ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล ได้แก่ สบู่ ลักส์, แชมพู เคลียร์, และ วาสลีนเจลลี่ รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารที่ช่วยเสริมสร้างพลังงานอย่าง คนอร์คัพโจ๊ก ตอกย้ำบทบาทในฐานะองค์กรที่ไม่เพียงสร้างการเติบโตทางธุรกิจแต่ยังพร้อมตอบแทนสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง

จากพลังแห่งการ ‘ให้’ ผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯ สู่ศูนย์อุบัติเหตุและเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ด่านหน้าพร้อมดูแลคนไทยตลอด 24 ชั่วโมง ‘ทุกวินาทีคือ โอกาสในการช่วยชีวิต’

จากพลังแห่งการ ‘ให้’ ผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯ สู่ศูนย์อุบัติเหตุและเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ด่านหน้าพร้อมดูแลคนไทยตลอด 24 ชั่วโมง ‘ทุกวินาทีคือ โอกาสในการช่วยชีวิต’

จากพลังแห่งการ ‘ให้’ ผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯ สู่ศูนย์อุบัติเหตุและเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ด่านหน้าพร้อมดูแลคนไทยตลอด 24 ชั่วโมง ‘ทุกวินาทีคือ โอกาสในการช่วยชีวิต’

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ความไม่แน่นอนสามารถเกิดขึ้นได้ทุกวินาที แม้ในช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขก็ตาม เหตุฉุกเฉินอาจเปลี่ยนชีวิตได้ในชั่วพริบตา อ้างอิงข้อมูลจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ระบุว่าในปีล่าสุดมี ผู้ป่วยฉุกเฉินมากกว่า 1.7 ล้านรายทั่วประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายของระบบสาธารณสุขไทย และย้ำให้เห็นว่า ทุกวินาทีคือ โอกาสในการช่วยชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลที่ปริมาณผู้ป่วยฉุกเฉินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่บทบาทของศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินระดับตติยภูมิ มีความสำคัญยิ่งกว่าที่เคย

รศ. ดร. นพ.ไชยพร ยุกเซ็น หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า “จุดเริ่มต้นของการก่อตั้งศูนย์อุบัติเหตุและเวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลรามาธิบดี เกิดจากความจำเป็นในการเติมเต็มช่องว่างของระบบสาธารณสุขไทย ซึ่งในอดีตยังขาดศูนย์ฉุกเฉินระดับสูงที่มีศักยภาพเพียงพอรองรับผู้ป่วยอุบัติเหตุและภาวะวิกฤตที่ต้องการการดูแลเร่งด่วน ศูนย์ฯ จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการช่วยชีวิตผู้ป่วยในช่วงนาทีทอง ด้วยความพร้อมของบุคลากรเฉพาะทาง เทคโนโลยีช่วยชีวิต และระบบการทำงานที่ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ภารกิจหลักคือการทำให้ทุกวินาทีในชั่วโมงวิกฤตเป็นโอกาสสูงสุดในการรักษา ตั้งแต่การรับแจ้งเหตุ การดูแลก่อนถึงโรงพยาบาล การคัดแยกอาการ ไปจนถึงการรักษาและการส่งต่ออย่างแม่นยำ เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลที่รวดเร็ว ปลอดภัย และได้มาตรฐานสูงที่สุด”

นวัตกรรมการรักษาที่พร้อมดูแลตั้งแต่วินาทีแรกที่พบผู้ป่วย ไปจนถึงขั้นตอนการรักษา

ด้วยปริมาณผู้ป่วยฉุกเฉินเฉลี่ยกว่า 150 รายต่อวัน โดย 30% เป็นผู้ป่วยอาการรุนแรง ศูนย์อุบัติเหตุและเวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลรามาธิบดีจึงต้องทำงานด้วยความแม่นยำและรวดเร็วในทุกนาที ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยต้องอยู่ในห้องฉุกเฉินยาวนาน 24–48 ชั่วโมง จากข้อจำกัดด้านเตียงวิกฤต ขณะที่ข้อมูลในปีที่ผ่านมาพบว่า กว่า 80% เป็นผู้ป่วยอายุรกรรมฉุกเฉิน เช่น ภาวะหัวใจหยุดเต้น โรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน ระบบไหลเวียนล้มเหลว และภาวะติดเชื้อรุนแรง ส่วนผู้ป่วยอุบัติเหตุและบาดเจ็บคิดเป็นประมาณ 20% ซึ่งต้องการการประเมินและตัดสินใจที่แม่นยำในเสี้ยววินาที สถานการณ์เหล่านี้สะท้อนบทบาทสำคัญของศูนย์ฯ ที่ต้องพร้อมรับมือเหตุวิกฤตทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง

เพราะทุกวินาทีมีความหมายต่อชีวิต ศูนย์ฯ จึงออกแบบระบบการดูแลให้เริ่มตั้งแต่จุดเกิดเหตุ ผ่านเทคโนโลยีสำคัญอย่างกล้องติดตัว Portable X-ray และอัลตราซาวนด์แบบพกพา ที่เชื่อมข้อมูลสู่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแบบเรียลไทม์ผ่าน Telemedicine ทำให้การวินิจฉัยและการรักษาเริ่มได้ทันทีแม้อยู่ระหว่างการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย เมื่อถึงโรงพยาบาล ระบบ Fast Track จะเข้ารับช่วงต่อทันที ตั้งแต่การทำ CT Scan การตรวจ EKG การให้ยาละลายลิ่มเลือด ไปจนถึงการนำผู้ป่วยเข้าสู่ Cath Lab เพื่อรักษาโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันอย่างทันท่วงที

ศูนย์ฯ ยังทำหน้าที่เป็นจุดรับส่งต่อหลักของกรุงเทพฯ และปริมณฑล ผ่านระบบส่งต่อดิจิทัลที่ประเมินผู้ป่วยแบบเรียลไทม์ พร้อมพัฒนาเครือข่าย Tele consult และระบบ AI เพื่อช่วยประเมินความรุนแรงและเลือกโรงพยาบาลปลายทางที่เหมาะสมที่สุด ยกระดับการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินให้รวดเร็ว แม่นยำ และปลอดภัยยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ศูนย์ฯ ยังเป็นหน่วยงานสำคัญด้านการจัดการอุบัติภัยหมู่และสาธารณภัย โดยมีระบบบัญชาการเหตุการณ์ที่ผ่านการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง สามารถรองรับสถานการณ์ที่มีผู้ป่วยจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทีมแพทย์ฉุกเฉินกับภารกิจการดูแลประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

ด้วยความมุ่งมั่นในการยืดหยัดเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับแพทยสภา และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ สนับสนุนทีมแพทย์ทางอากาศและเทคโนโลยีการรักษาเพื่อช่วยบรรเทาวิกฤตมหาอุทกภัย ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา

โดยทีมแพทย์ทางอากาศ หรือ Sky Doctor มีภารกิจสำคัญในการวินิจฉัย และเคลื่อนย้ายผู้ป่วยวิกฤตผ่านทางอากาศด้วยเฮลิคอปเตอร์ เพื่อส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลปลายทางได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางอุปสรรคในการคมนาคม พร้อมทั้งมีการสนับสนุนทีมแพทย์ เพื่อให้บริการตรวจประเมินสุขภาพเบื้องต้น และให้คำแนะนำในการรักษาดูแลสุขภาพ รวมถึงแจกจ่ายยาป้องกันโรคฉี่หนู (Leptospirosis) เพื่อป้องกันการระบาดและลดความเสี่ยงของการติดเชื้อที่อาจมาพร้อมกับสภาวะน้ำท่วมขัง

“หัวใจของงานเวชศาสตร์ฉุกเฉินคือ ‘ทุกวินาทีคือชีวิต’ ในฐานะศูนย์ตติยภูมิ ที่เพรียบพร้อมทั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นวัตกรรมแพทย์ และการส่งต่อผู้ป่วย ศูนย์อุบัติเหตุและเวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลรามาธิบดี จึงมุ่งมั่นที่จะยืนหยัดเคียงข้างคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด โดยวิสัยทัศน์ของศูนย์ฯ ไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียงการรักษา แต่ต้องการเป็นศูนย์กลางการผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ผ่านการจัดการเรียนการสอนและหลักสูตรอบรมเฉพาะทาง การเสริมสร้างทักษะผ่านสถานการณ์จำลอง รวมถึงความร่วมมือกับ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนและพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) ของประเทศ พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการดูแลและรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันทุกรูปแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในวันนี้และในวันหน้า” รศ. ดร. นพ.ไชยพร กล่าวเสริม

ศูนย์อุบัติเหตุและเวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลรามาธิบดี พร้อมยืนหยัดเคียงข้างประชาชนในทุกช่วงเวลา ทั้งยามวิกฤตที่ต้องการการช่วยเหลือเร่งด่วน หรือช่วงเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปี ทีมแพทย์ฉุกเฉินและผู้เชี่ยวชาญยังคงปฏิบัติหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดูแลความปลอดภัยและความสุขของคนไทยอย่างไม่หยุดยั้ง ศักยภาพทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากพลังแห่งการให้ของผู้ใจบุญทุกท่านผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯ ที่สนับสนุนเทคโนโลยีทางการแพทย์ รวมถึงรถพยาบาลฉุกเฉินขั้นสูง ศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ อาคารฉุกเฉินและอุบัติเหตุ การพัฒนาหลักสูตร และการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์รามาธิบดีที่มีคุณภาพ ส่งกลับมาเป็นระบบการดูแลที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างทั่วถึง สะท้อนคุณค่าของ “คำว่าให้…ไม่สิ้นสุด” ที่ส่งต่อจากผู้ให้…กลับไปสู่ชีวิตของคนไทยทุกคน

ติดตามความเคบื่อนไหวของมูลนิธิรามาธิบดีฯ ได้ที่ : FB มูลนิธิรามาธิบดีฯ   LINE @RamaFoundation   IG @RamaFoundation   www.ramafoundation.or.th

PRINC Group เปิดตัว ‘สุ่มคราฟต์’ ยกระดับสินค้าชุมชน สู่โมเดล ‘การแพทย์ผสานชุมชน’

PRINC Group เปิดตัว ‘สุ่มคราฟต์’  ยกระดับสินค้าชุมชน สู่โมเดล ‘การแพทย์ผสานชุมชน’

PRINC Group เปิดตัว ‘สุ่มคราฟต์’ ยกระดับสินค้าชุมชน สู่โมเดล ‘การแพทย์ผสานชุมชน’

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.04 น.

PRINC Group สร้างมิติใหม่ของขวัญปีใหม่ด้วยการนำเสนอ สุ่มคราฟต์ กล่องสุ่มภายใต้โครงการ One PRINC One Product (OPOP) โดยรวบรวมของดีมีคุณภาพจากชุมชนใน 14 จังหวัดที่มีโรงพยาบาลเครือพริ้นซ์ตั้งอยู่ ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงความตื่นเต้นจากการลุ้นรับสินค้า แต่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่แห่งโอกาส และเป็นสะพานเชื่อมระหว่างชุมชนกับผู้รับของขวัญ เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตท้องถิ่นขนาดเล็กที่มีฝีมือและความตั้งใจ ให้ได้มีพื้นที่และโอกาสในการนำเสนอผลงานสู่ผู้รับของขวัญในวงกว้างมากขึ้น

สุ่มคราฟต์” คือรูปแบบการนำเสนอจากการดำเนินโครงการ One PRINC One Product (OPOP) ของ PRINC Group ในปี 2025 ซึ่งพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดการสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value: CSV) โดยมองว่าโรงพยาบาลหนึ่งแห่งสามารถทำหน้าที่ได้มากกว่าสถานพยาบาล แต่เป็นจุดเชื่อมโยงผู้คนกับศักยภาพและอัตลักษณ์ของชุมชนรอบข้าง

โครงการ OPOP จึงทำหน้าที่คัดเลือกและรวบรวมสินค้าชุมชนที่สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นมานำเสนอในรูปแบบของขวัญ และในปีนี้เลือกใช้ “กล่องสุ่ม” เป็นเครื่องมือในการเปิดพื้นที่ให้สินค้าจากหลากหลายชุมชน ได้ถูกมองเห็นและเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น

อติยา อาวัชนากา

นางสาวอติยา อาวัชนาการ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านความยั่งยืน บมจ.พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แนวคิดของ “สุ่มคราฟต์” ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ PRINC Group ในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและครอบคลุม (ESG: Social) โดยเฉพาะการเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มเศรษฐกิจฐานรากนั่นคือสินค้าในชุมชนซึ่งมีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น โดยความโดดเด่นของ “สุ่มคราฟต์” คือ

  1. กล่องสุ่มที่ไม่เน้นกำไร แต่เน้นโอกาส: แทนที่จะเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูง หรือมีศักยภาพในการผลิตจำนวนมาก PRINC Group กลับเลือกที่จะเป็น “ตัวกลาง” ในการค้นหาและรวบรวมสินค้าจากชุมชนเล็ก ๆ ที่อาจไม่ถนัดการสื่อสารการตลาด
  2. การผสานสินค้าเข้ากับการเล่าเรื่อง: หัวใจของกล่องสุ่มนี้คือการขยายขีดจำกัดด้านการตลาดให้แก่ชุมชน ผู้รับของขวัญไม่ได้เพียงแค่ได้รับสินค้า แต่ได้รับ “เรื่องราว” ที่เป็นบทสรุปของความตั้งใจและภูมิปัญญาจากหลากหลายพื้นที่ เป็นการสร้างคุณค่าทางอารมณ์และคุณค่าทางสังคมให้กับตัวผลิตภัณฑ์
  3. โรงพยาบาลเป็น Hub เชื่อมโยง: ในโมเดลนี้ โรงพยาบาลในเครือ PRINC ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสถานพยาบาล แต่เป็น “จุดกระจายเรื่องราว” และเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้สินค้าจากพื้นที่ห่างไกล (Micro-economies) สามารถเดินทางไปสู่ผู้บริโภคระดับองค์กรได้อย่างที่ไม่เคยทำได้เองมาก่อน

“สุ่มคราฟต์ คือการเน้นย้ำถึงแก่นของโครงการพริ้นซ์ผสาน ที่ว่า การดูแลสุขภาพที่สมบูรณ์ ต้องดูแลทั้งกายและเศรษฐกิจชุมชน เมื่อชุมชนมีรายได้มั่นคง มีความภาคภูมิใจในตัวเอง สุขภาพกายและใจก็จะดีขึ้นตามไปด้วย” อติยากล่าว

นอกจากนี้ โครงการยังช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับพนักงานของ PRINC Group อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเปิดพื้นที่ให้พนักงานได้ลงไปพบปะ พูดคุย และรับฟังเรื่องราวของชุมชนในพื้นที่ที่ตนเองทำงานหรืออาศัยอยู่ ซึ่งช่วยเชื่อมโยงบทบาทขององค์กรเข้ากับผู้คนในพื้นที่ผ่านประสบการณ์ตรง

โครงการนี้เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 ได้แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของแนวคิด One PRINC One Product (OPOP) ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของการเป็นเพียงโครงการ CSR สู่การเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์องค์กรที่เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainability Strategy) อย่างแท้จริง

การตัดสินใจใช้รูปแบบ “กล่องสุ่ม” ในปี 2025 เป็นการเล่าเรื่องของโครงการ One PRINC One Product ให้สนุกและเข้าถึงได้มากขึ้น ผ่านความสุขเล็ก ๆ ของการได้ลุ้นรับของขวัญ โดยยังคงหัวใจสำคัญคือการรวบรวมสินค้าคุณภาพจากชุมชนในแต่ละพื้นที่ที่โรงพยาบาลตั้งอยู่ มานำเสนอในรูปแบบที่สร้างทั้งความประทับใจและการจดจำให้กับผู้รับ

สรุป ปีแห่งเรื่องราว One PRINC One Product

  • ปี 2566 (กล้วยกรุ่น): ปีแรกของ OPOP ที่เล่าเรื่องผ่านของขวัญ 2 ชุด “กล้วย ๆ” รวบรวมผลิตภัณฑ์จากกล้วยของทุกจังหวัดที่ PRINC Group มีโรงพยาบาลอยู่ พร้อมคำอวยพรเรียบง่าย ส่วน “กรุ่น” คือการผสานกาแฟโรบัสต้าจากชุมพรกับถ้วยเซรามิกปั้นมือจากสกลนคร เพื่อสร้างประสบการณ์การดื่มกาแฟที่มีเรื่องราว
  • ปี 2567 (ชื่นชา): มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าผ่านการเล่าเรื่องเชิงลึก (Storytelling) ผ่านชาเฉพาะถิ่นที่หลากหลายในประเทศไทย
  • ปี 2568 (สุ่มคราฟต์): มุ่งเน้นการสร้างโอกาสและเปิดพื้นที่ให้สินค้าจากหลากหลายชุมชน ได้ถูกมองเห็นและเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น

ในทุกปีหลังจบโครงการ สิ่งที่สะท้อนกลับมาอย่างชัดเจน คือความภาคภูมิใจของพนักงานที่ได้มีส่วนร่วมและเข้าใจบริบทของชุมชนรอบตัวมากขึ้น กระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างองค์กร พนักงาน และชุมชน จึงกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงการดำเนินธุรกิจเข้ากับคุณค่าทางสังคม และสนับสนุนการพัฒนาความยั่งยืนในระยะยาว

การนำเสนอไอเดียของขวัญจากชุมชนผ่าน “สุ่มคราฟต์” ในปีนี้จึงเป็นตัวอย่างของการใช้ของขวัญปีใหม่เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยไม่โฆษณาตนเอง แต่ปล่อยให้สินค้าและเรื่องราวจากชุมชนทำหน้าที่บอกเล่าความตั้งใจที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด

‘ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ สานต่อ ‘อาหารดีพี่ให้น้อง’ สนับสนุนวัตถุดิบอาหารกลางวันให้นักเรียนทั่วประเทศ

‘ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ สานต่อ ‘อาหารดีพี่ให้น้อง’ สนับสนุนวัตถุดิบอาหารกลางวันให้นักเรียนทั่วประเทศ

‘ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ สานต่อ ‘อาหารดีพี่ให้น้อง’ สนับสนุนวัตถุดิบอาหารกลางวันให้นักเรียนทั่วประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.14 น.

17 ธันวาคม 2568 – บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งค้าปลีก ‘แม็คโคร-โลตัส’ มุ่งดำเนินธุรกิจเคียงข้างสังคมไทยในทุกมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (ESG) พร้อมมุ่งส่งเสริมการมีสุขภาพและสุขภาวะที่ดีของเยาวชนไทย ด้วยการขับเคลื่อนตามเป้าหมายด้านความมั่นคงทางอาหารและการเข้าถึงโภชนาการ ผ่านโครงการ “อาหารดีพี่ให้น้อง” ที่ได้จัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ในการสนับสนุนวัตถุดิบคุณภาพเพื่อนำไปประกอบอาหารกลางวันให้แก่นักเรียนในโรงเรียนที่ขาดแคลนหรือมีข้อจำกัดในการเข้าถึงอาหาร โดยระหว่างปี 2566-2568 ได้ทำการสนับสนุนไปแล้วรวมทั้งสิ้น 333 โรงเรียน จำนวนนักเรียน 75,848 คน เป็นอาหารจำนวนกว่า 10 ล้านมื้อ

สำหรับโครงการ “อาหารดีพี่ให้น้อง ปีที่ 8” ในปี 2568 นี้ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ได้ส่งมอบวัตถุดิบอาหารกลางวันคุณภาพให้แก่นักเรียน 115 โรงเรียน ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ อาทิ โรงเรียนวัดบ้านพร้าว จังหวัดปทุมธานี, โรงเรียนหมอนทองวิทยา จังหวัดฉะเชิงเทรา,  โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท, โรงเรียนบ้านห้วยน้ำขาว จังหวัดเชียงใหม่, โรงเรียนบ้านทุ่งนาเคียน และโรงเรียนวัดนาหม่อม จังหวัดสงขลา รวมถึงโรงเรียนในสังกัด สพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) ในภาคเหนือ 100 โรงเรียน

จากการที่ แม็คโครและโลตัส ได้ร่วมมือดำเนินกิจกรรม “ลำไย ปันสุข…คืนสุข สู่ชุมชน” โดยนำรายได้จากการจำหน่ายลำไยทุก 1 กิโลกรัม ร่วมบริจาค 1 บาท สมทบเข้าโครงการ “อาหารดีพี่ให้น้อง” สนับสนุนเป็นวัตถุดิบอาหารและอาหารสดคุณภาพให้กับโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ในภาคเหนือ 100 โรงเรียน เพื่อเป็นมื้ออาหารกลางวัน ควบคู่การส่งเสริมสุขภาวะที่ดีในวัยเรียน ซึ่งได้จัดงานส่งมอบโดยมี คุณศิริพร ภักดีไชยกุล รองผู้อำนวยการ ฝ่ายบริหารสินค้าอาหารสด เป็นตัวแทนมอบทุนให้ผู้แทนโรงเรียนต่างๆ

พร้อมกับการจัดกิจกรรมทัศนศึกษา “แหล่งการเรียนรู้นอกห้องเรียน” นำนักเรียนจากโรงเรียนบ้านหาดนาค และโรงเรียนบ้านสบเตี๊ยะ เรียนรู้การเลือกวัตถุดิบอาหารที่สด สะอาด รวมถึงการทานอาหารที่มีประโยชน์ และถูกหลักโภชนาการ โดยมีคณะผู้บริหารและพนักงานแม็คโคร-โลตัส ให้การต้อนรับคณะครูและนักเรียนอย่างอบอุ่นที่ แม็คโคร-โลตัส จอมทอง

ซีพี แอ็กซ์ตร้า พร้อมสานต่อเจตนารมณ์ด้านความยั่งยืนผ่านการโครงการต่างๆ ด้วยปณิธานที่มุ่งมั่นจะสร้างประโยชน์ให้กับสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำต้นแบบองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

บ.ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง นำเทคโนโลยี VR บำบัดจิตใจ ‘NeuroSight’ สนับสนุนทีม MCATT รพ.พระศรีมหาโพธิ์ ดูแลสุขภาพจิตผู้อพยพ

บ.ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง นำเทคโนโลยี VR บำบัดจิตใจ ‘NeuroSight’ สนับสนุนทีม MCATT รพ.พระศรีมหาโพธิ์ ดูแลสุขภาพจิตผู้อพยพ

บ.ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง นำเทคโนโลยี VR บำบัดจิตใจ ‘NeuroSight’ สนับสนุนทีม MCATT รพ.พระศรีมหาโพธิ์ ดูแลสุขภาพจิตผู้อพยพ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.05 น.

ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางการทหารกับกัมพูชา ส่งผลให้มีผู้อพยพหลบหนีจากพื้นที่การสู้รบเข้ามาในศูนย์อพยพจำนวนมากกว่า 100,000 คน วิกฤตด้านสุขภาพจิตของผู้ประสบภัยสงครามกำลังทวีความรุนแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน บริ ษัททองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง ได้เร่งส่งมอบเครื่องมือเทคโนโลยี Virtual Reality(VR) สำหรับการบำบัดและฟื้นฟูสุขภาพจิต “NeuroSight” ให้กับทีมเยียวยาจิตใจ MCATT (Mental Health Crisis Assessment and Treatment Team) โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ เพื่อช่วยดูแลผู้ที่ประสบความเครียด บาดแผลทางใจ และวิตกกังวลจากสถานการณ์สงคราม

พญ.ธีรธร ทองก้อนใหญ่ กรรมการบริษัททองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า “สถานการณ์ความขัดแย้งทางทหารระหว่างไทยและกัมพูชาในขณะนี้ไม่เพียงแต่สร้างความสูญเสียทางกายภาพ แต่ยังทิ้งบาดแผลทางจิตใจที่ลึกซึ้งแก่ประชาชนที่ต้องหลบหนีออกจากพื้นที่สงคราม ผู้อพยพกว่า 100,000 คนที่หลั่งไหลเข้ามาในศูนย์อพยพล้วนประสบกับความบอบช้ำทางจิตใจ บางคนเห็นความรุนแรง สูญเสียคนที่รัก หรือถูกคุกคามต่อชีวิต สภาวะเหล่านี้นำไปสู่ความเครียดเฉียบพลัน (Acute Stress Disorder) อาการบาดเจ็บทางใจจากเหตุการณ์รุนแรง (Trauma) และความวิตกกังวลที่รุนแรง

ปัญหาสุขภาพจิตในสถานการณ์สงครามเป็นวิกฤตเงียบที่มีความรุนแรงไม่แพ้การขาดแคลนอาหารหรือยารักษาโรค หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและทันท่วงที อาจนำไปสู่ปัญหาระยะยาว เช่น โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD) ภาวะซึมเศร้า และการทำร้ายตนเอง เราจึงได้นำเครื่องมือ NeuroSight (นิวโรไซต์) ซึ่งเป็นเทคโนโลยี VR ที่ได้รับการพัฒนาเฉพาะสำหรับการบำบัด ฟื้นฟู และดูแลผู้ที่ประสบภัยสงครามมาสนับสนุนทีมแพทย์และนักจิตวิทยา เพื่อให้การช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพและทันท่วงทีแก่ผู้อพยพในวิกฤตครั้งนี้”

พญ.ธีรธร กล่าวถึง เทคโนโลยี NeuroSight หรือ นวัตกรรมการบำบัดจิตใจด้วย VR ต่อว่า NeuroSight เป็นเครื่องมือที่ผสมผสานเทคโนโลยี Virtual Reality เข้ากับหลักการทางจิตวิทยาและประสาทวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริงที่ช่วยในการผ่อนคลาย ลดความ เครียด และฟื้นฟูสภาพจิตใจ โดยมีคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่

การบำบัดด้วยสภาพแวดล้อมเสมือนจริง: สร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยและผ่อนคลาย ช่วยลดอาการวิตกกังวลและความเครียดเฉียบพลัน

โปรแกรมการฝึกจิตและสติ : ช่วยให้ผู้ใช้เรียนรู้เทคนิคการจัดการอารมณ์และความเครียดด้วยตนเอง

การติดตามและประเมินผล : วัดและบันทึกผลการบำบัด เพื่อปรับแต่งแผนการดูแลให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

ใช้งานง่ายและรวดเร็ว: สามารถให้บริการได้หลายคนในเวลาจำกัด เหมาะสมกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

นอกจากนี้ พญ.ธีรธร ได้แสดงความคิดเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับความจำเป็นเร่งด่วนในวิกฤตสงคราม ว่า การสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชาได้สร้างวิ กฤตด้านมนุษยธรรมครั้งใหญ่ ด้วยจำนวนผู้อพยพที่มากกว่า 100,000 คนซึ่งหลั่งไหลเข้าสู่ศูนย์อพยพ ความต้องการด้านการดูแลสุขภาพจิตมีสูงเป็นประวัติการณ์ ผู้อพยพส่วนใหญ่ประสบกับ บาดแผลทางจิตใจจากการเห็นความรุนแรง การสูญเสียบ้าน ทรัพย์สิน และคนที่รัก ,ความกลัวและความไม่มั่นคงต่อชีวิต จากสถานการณ์สงครามที่ยังคงดำเนินอยู่, ความเครียดเฉียบพลันและวิตกกังวลรุนแรง จากการต้องอพยพอย่างกะทันหัน และความไม่แน่นอนในอนาคต ไม่ทราบว่าจะสามารถกลับบ้านได้เมื่อไหร่ ขณะที่ทรัพยากรบุคลากรด้านสุขภาพจิตในศูนย์อพยพมีอยู่อย่างจำกัด เทคโนโลยี NeuroSight จึงเข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยเสริมประสิทธิภาพของทีมแพทย์ ช่วยให้สามารถเข้าถึงผู้ต้องการความช่วยเหลือได้มากขึ้นและรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะในสภาวะที่การดูแลทางจิตใจต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

นพ.โกศล วราอัศวปติ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ จังหวัดอุบลราชธานี ระบุว่า “ในสถานการณ์สงคราม ผู้อพยพที่เข้ามาต่างประสบกับบาดแผลทางใจที่รุนแรง หลายคนมีอาการหวาดกลัว นอนไม่หลับ หรือมีภาพเหตุการณ์รุนแรงย้อนกลับมาในหัว NeuroSight ช่วยให้เราสามารถให้การบรรเทาและดูแลเบื้องต้นแก่ผู้ที่มีอาการเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่มีผู้ต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉินจำนวนมากพร้อมกัน เครื่องมือนี้ช่วยลดภาระของทีมแพทย์ในสภาวะที่ทรัพยากรมีจำกัด และทำให้ผู้อพยพได้รับการดูแลที่รวดเร็วและมีคุณภาพ แม้ในสถานการณ์วิกฤต”

แม้ว่า NeuroSight จะช่วยบรรเทาปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่ พญ.ธีรธร เน้นย้ำอย่างจริงจังว่า “สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ในวิกฤตสงครามครั้งนี้มีขนาดใหญ่และซับซ้อนเกินกว่าที่เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งจะรับมือได้เพียงลำพัง ความต้องการด้านสุขภาพจิตในศูนย์อพยพมีมากกว่าทรัพยากรที่มีอยู่หลายเท่าตัว ยังคงต้องการการสนับสนุนอย่างเร่งด่วนจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น นักจิตวิทยาและนักจิตแพทย์เพิ่มเติม เจ้าหน้าที่สุขภาพจิตผู้มีความเชี่ยวชาญในการดูแลผู้ประสบภัยสงคราม เทคโนโลยีและเครื่องมือทางการแพทย์ ทรัพยากรทางการเงินเพื่อขยายโครงการ และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ การดูแลสุขภาพจิตของผู้อพยพสงครามไม่ใช่เรื่องที่สามารถรอได้ เพราะยิ่งปล่อยให้ล่าช้า บาดแผลทางใจจะยิ่งลึกและยากต่อการรักษา เราต้องการความช่วยเหลือตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้สามารถดูแลสุขภาพจิตของผู้อพยพทุกคนได้อย่างครอบคลุม มีศักดิ์ศรีและยั่งยืน”

ร้านอุปนายิกา อวดความงาม ‘ผ้าไหมไทย’ มรดกภูมิปัญญาที่ยังคงมีชีวิต ในงานกาชาดประจำปี 2568

ร้านอุปนายิกา อวดความงาม ‘ผ้าไหมไทย’  มรดกภูมิปัญญาที่ยังคงมีชีวิต ในงานกาชาดประจำปี 2568

ร้านอุปนายิกา อวดความงาม ‘ผ้าไหมไทย’ มรดกภูมิปัญญาที่ยังคงมีชีวิต ในงานกาชาดประจำปี 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.37 น.

งานกาชาดประจำปี 2568 “ร้อยดวงใจปวงประชา น้อมสำนึกพระเมตตาองค์สภานายิกาสภากาชาดไทย” เชิญชวนประชาชนเลือกซื้อ ผ้าไหมทอมือ จากโครงการส่งเสริมอาชีพประชาชนตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ ร้านอุปนายิกา (บูท 2.3) 

ผ้าไหมทุกผืนที่นำมาจำหน่ายภายในงาน ล้วนสร้างสรรค์ขึ้นอย่างประณีต โดยมีให้ประชาชนได้เลือกซื้อหลากหลายลวดลาย อาทิ  ผ้าไหมบ้านมัดหมี่ ผ้าไหมลายหมี่คั่นขอ ผ้าซิ่นตีนแดง ผ้าไหมลายประยุกต์ไข่หงส์ จาก ชาวบ้านจังหวัดบุรีรัมย์ ผ้าไหมลายโฮล จากชาวบ้านจังหวัดสุรินทร์ 
ขอเชิญประชาชนร่วมเลือกชมและอุดหนุนผ้าไหมทอมือคุณภาพ พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์ และส่งต่อภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น รวมถึงสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับชุมชน ใน งานกาชาดประจำปี 2568 ตั้งแต่วันนี้ – 21 ธันวาคม 2568 ณ สวนลุมพินี เวลา 11.00 – 22.00 น. 

‘มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์’ ส่งมอบผ้าห่มแก่ จนท.กรมอุทยานฯ ดูแลศูนย์อพยพชายแดนไทย-กัมพูชา

‘มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์’ ส่งมอบผ้าห่มแก่ จนท.กรมอุทยานฯ ดูแลศูนย์อพยพชายแดนไทย-กัมพูชา

‘มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์’ ส่งมอบผ้าห่มแก่ จนท.กรมอุทยานฯ ดูแลศูนย์อพยพชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.28 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมกับ บริษัท วีระการเกษตร จำกัด เดินหน้ากิจกรรมสาธารณประโยชน์ มอบผ้าห่มกันหนาวจำนวน 200 ผืน ให้แก่เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานดูแลความเรียบร้อยและช่วยเหลือประชาชน ณ ศูนย์อพยพชายแดนไทย-กัมพูชา

18 ธันวาคม 2568 ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคารศูนย์ปฏิบัติการ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ และ ผู้บริหารบริษัท วีระการเกษตร ได้เดินทางไปส่งมอบผ้าห่มกันหนาว จำนวน 200 ผืน เพื่อช่วยเป็นเครื่องนอนต้านภัยหนาว โดยมี นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เข้าร่วมรับมอบ

โดยนางเธียรรัตน์ เปิดเผยว่า “มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ขอเป็นสะพานบุญเพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปยังพี่น้องประชาชน และเจ้าหน้าที่ผู้เสียสละในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ครั้งนี้ทางมูลนิธิฯ ร่วมกับภาคเอกชนอย่าง วีระการเกษตร ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ที่ต้องประจำการอยู่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ผู้เสียสละในการดูแลความสงบเรียบร้อยภายในศูนย์อพยพ ซึ่งมักมีสภาพอากาศที่หนาวเย็นในช่วงฤดูกาลนี้ ซึ่งการมอบผ้าห่มในวันนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการช่วยบรรเทาความหนาว แต่ยังเป็นการส่งกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทน เสียสละ เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนคนไทย

สำหรับการสนับสนุนในครั้งนี้ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ที่มุ่งเน้นการสร้างสรรค์สังคมแห่งการแบ่งปัน โดยที่ผ่านมามูลนิธิฯ  ได้ดำเนินกิจกรรมสาธารณกุศลอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางธรรมชาติ และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ

-(016)

ปีเตอร์ หลัน ตัวแทนรัฐบาลไต้หวันมอบเงินสงเคราะห์เยียวยามหาอุทกภัยภาคใต้ของไทย

ปีเตอร์ หลัน ตัวแทนรัฐบาลไต้หวันมอบเงินสงเคราะห์เยียวยามหาอุทกภัยภาคใต้ของไทย

ปีเตอร์ หลัน ตัวแทนรัฐบาลไต้หวันมอบเงินสงเคราะห์เยียวยามหาอุทกภัยภาคใต้ของไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.18 น.

รัฐบาลสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) แสดงความห่วงใยต่อเหตุการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ของประเทศไทยและการฟื้นฟูเยียวยาอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะได้บริจาคเงินให้แก่ชมรมผู้ประกอบการค้าไต้หวันภาคใต้เมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา เพื่อแสดงความห่วงใยและให้กำลังใจกับนักธุรกิจชาวไต้หวันและชาวจีนโพ้นทะเลที่ได้รับผลกระทบ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ศกนี้ นายปีเตอร์ หลัน ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย(สำนักงานฯ)  ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลไต้หวันให้เดินทางไปยังภาคใต้ของไทยอีกครั้ง เพื่อมอบเงินสงเคราะห์จำนวน 50,000 ดอลลาร์เหรียญสหรัฐให้แก่เหล่ากาชาดจังหวัดสงขลา เงินบริจาคนี้จะนำไปใช้ช่วยเหลือรัฐบาลท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่ทำการฟื้นฟูเยียวยาหลังอุทกภัย เพื่อช่วยให้ทุกคนกลับคืนสู่ชีวิตปกติโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ สมาคมชาวจีนโพ้นทะเลสี่แห่ง ประกอบด้วยสมาคมจงหัวแห่งประเทศไทย สมาคมไต้หวันแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าไทย-ไต้หวัน สมาคมชาวจีนโพ้นทะเลแห่งประเทศไทย ได้ริเริ่มกิจกรรมระดมทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในภาคใต้ของประเทศไทย โดยระดมทุนได้รวมทั้งสิ้น 5,643,088 บาท เงินบริจาคนี้ได้มอบให้แก่จังหวัดสงขลาและชมรมผู้ประกอบการค้าไต้หวันภาคใต้ในวันเดียวกัน โดยมีนายปีเตอร์ หลัน ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานฯ เป็นสักขีพยาน และตัวแทนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และนายชิวอิ้งหัว ประธานชมรมฯ เป็นผู้แทนรับมอบ ทั้งนี้ หวังว่าเงินบริจาคดังกล่าวจะช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ให้ฟื้นตัวจากอุทกภัยโดยเร็วที่สุด การบริจาคนี้แสดงให้เห็นว่าชุมชนชาวไต้หวันและชาวจีนโพ้นทะเลมีความผูกพันอันลึกซึ้งกับแผ่นดินไทย มีความยอมรับในอัตลักษณ์ชุมชนท้องถิ่น และทำให้มิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างไต้หวันและไทยเป็นที่ประจักษ์

สมาคมสงเคราะห์ร่วมใจ บรรเทาทุกข์ ช่วยเหลือพี่น้องชาวหาดใหญ่

สมาคมสงเคราะห์ร่วมใจ บรรเทาทุกข์ ช่วยเหลือพี่น้องชาวหาดใหญ่

สมาคมสงเคราะห์ร่วมใจ บรรเทาทุกข์ ช่วยเหลือพี่น้องชาวหาดใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.05 น.

นฤมล ฟ้าส่งเสริม นายกสมาคมสงเคราะห์ร่วมใจ นำคณะสมาชิกสมาคม อาทิ กิตติพงษ์ เตรัตนชัย นายกกิตติมศักดิ์ถาวร, เดชา คุปต์ถาวรฤกษ์ นายกกิตตมิศักดิ์ถาวร ,วาณิช ชาญควร,เพียร โกยสันติสุข,อดิศร เรืองจิระชูพร,ดร.ถาวร-นัยนา เรืองวรุณวัฒนา,นคร พิสิฐชูวงศ์, พิสิทธิ์ โกยสันติ สุข และ จันทนา วิศวะจันทรารมย์ สร้างบุญกุศลยิ่งใหญ่ ช่วยเหลือพี่น้องชาวหาดใหญ่ ที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วมร้ายแรง โดยเดินทางลงพื้นที่ไปมอบเงินให้ประชาชนจำนวน 2,400 คน คนละ 500 บาท รวมไปถึงผู้ป่วยที่ไม่สามารถมารับด้วยตนเอง (ส่งตัวแทนมารับ) จำนวน 162 คน อีกทั้งสนับสนุนเจ้าหน้าที่เขตครู โรงเรียน 85 คน ตำรวจ 20 คน จิตอาสา 50 คน ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดเตรียมสถานที่ พร้อมถวายปัจจัยให้กับวัดเพื่อซ่อมแซมวัด จำนวน 30,000 บาท และสำหรับพี่น้องที่ประสบร้ายแรงจนหมดตัวอีก 52 คน โดยสมาคมได้มอบเงินพิเศษ รวมทั้งสิ้น 2 ล้านบาท

ฉลองวันเกิดสองศรีพี่น้อง รังสรรค์ 103 ปี และ ฤดี 90 ปี

ฉลองวันเกิดสองศรีพี่น้อง รังสรรค์ 103 ปี และ ฤดี 90 ปี

ฉลองวันเกิดสองศรีพี่น้อง รังสรรค์ 103 ปี และ ฤดี 90 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.53 น.

บรรดาลูกหลานร่วมกันจัดงานเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดอันเป็นมงคลให้แก่ รังสรรค์ ตันติวงศ์ และ ฤดี จิวารักษ์ โดยมีญาติพี่น้องและมิตรสหายมาร่วมอวยพรกันอย่างเนืองแน่น เมื่อวันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ณ ร้านอาหารเพลิน ถนนวิภาวดีรังสิต

รังสรรค์ ตันติวงศ์ เป็นชาวลพบุรีโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2465 ปัจจุบันอายุ 103 ปี เป็นพี่ชายคนโตของตระกูล และน้องสาวคนสุดท้อง ฤดี จิวารักษ์ เกิดเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2478 ปัจจุบันอายุครบ 90 ปี

รังสรรค์ ตันติวงศ์ เป็นผู้มีคุณูปการต่อวงการภาพยนตร์และวงการถ่ายภาพของเมืองไทย โดยเป็นที่รู้จักและยอมรับของวงการว่าเป็น “นักสู้” และ “นักสร้าง” เป็นผู้อำนวยการสร้างหนังไทย ในชื่อ “ทัศไนยภาพยนตร์”  ในปี พ.ศ. 2501 สร้างภาพยนตร์เรื่อง “ชาติเสือ” และเป็นผู้ นำพา มิตร ชัยบัญชา มาสู่โลกภาพยนตร์ไทยครั้งแรก ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง จึงได้สร้างเรื่องที่ 2 คือ “เจ้านักเลง” ในปี พ.ศ. 2502 โดยมี มิตร ชัยบัญชา เป็นพระเอก และ อมรา อัศวนนท์ เป็นนางเอก บทพระเอกเรื่องนี้แสดงเป็น “อินทรีแดง” ซึ่งสร้างความโด่งดังให้แก่ มิตร ชัยบัญชา เป็นอย่างมาก ภาพยนตร์เรื่องที่ 3 “แสงสูรย์” ในปี พ.ศ. 2503 และปั้นนางเอกคนใหม่ในวงการหนังไทย ภาวนา ชนะจิต ซึ่งเรื่องนี้ ภาวนา ชนะจิต ได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง ดาราประกอบหญิงยอดเยี่ยม

เมื่อเข้าสู่วงการถ่ายภาพ ด้วยความสามารถของรังสรรค์ ตันติวงศ์ และความทุ่มเททำงานให้กับอาชีพ จึงได้รับตำแหน่ง นายกสมาคมถ่ายภาพสยามคัลเลอร์สไลด์ (พ.ศ. 2529 – พ.ศ. 2538) เป็นนายกสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (พ.ศ. 2538 – พ.ศ. 2543) เป็นประธานสมาคมการถ่ายภาพแห่งประเทศไทย คนแรก ในปี พ.ศ. 2544 และยังคงดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย จนถึงปัจจุบัน

ฤดี จิวารักษ์ อดีตผู้อำนวยการ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช,) ชุดแรก และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) รวมทั้งได้รับเกียรติเป็น นายกสมาคมนักเรียนเก่าราชินี ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นอกจากนี้ยังเป็นประธานชมรมผู้สูงวัยสุขภาพดี จุฬาฯ – กาชาด และได้รับโล่ชนะเลิศการประกวดผู้สูงวัยสุขภาพดี งานกาชาดที่จัดโดย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ถึง 3 ครั้งด้วยกัน

แขกที่มาร่วมงานต่างอวยพรให้ทั้ง 2 ท่าน มีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว มีความสุขเกษมสำราญ เป็นแบบอย่างให้แก่ลูกหลานในการปฏิบัติตนอย่างมีคุณค่าสืบเนื่องตลอดมา เป็นที่เคารพรักและศรัทธายิ่งตลอดไป