บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนสมัยกรุงสุโขทัย

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนสมัยกรุงสุโขทัย

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนสมัยกรุงสุโขทัย

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ชนชาติจีนโบราณที่เป็นชาวฮั่นได้มีความสัมพันธ์กับอาณาจักรในดินแดนสุวรรณภูมิมาช้านานแล้ว โดยชาวจีนได้มีการติดต่อกับคนในดินแดนอันเป็นที่ตั้งของประเทศไทยในทุกวันนี้ตั้งแต่ก่อนช่วงพุทธศักราช 1000 ก่อนการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งมีหลักฐานจากจดหมายเหตุของพระและนักบวชชาวจีน โดยเฉพาะหลวงจีนจาวจูกัวซึ่งเดินทางมายังแถบคาบสมุทรอินโดจีนและได้ทำการจดบันทึกจดหมายเหตุไว้ถึงความรุ่งเรืองของบรรดานครในดินแดนซึ่งเชื่อได้ว่าคือดินแดนแหลมทองและบริเวณหมู่เกาะมลายู ในช่วงทศวรรษที่ 1200 ซึ่งด้วยเอกสารฉบับนี้ได้พ้องตรงกับหลักศิลาจารึกของเมืองตันชอว์ที่ปาเล็มบัง ทำให้โลกได้รู้จักกับอาณาจักรโบราณในดินแดนนี้เป็นครั้งแรก ได้แก่ทวาราวดี ล้านนา และ ศรีวิชัย  

กว่า 700 ปีมาแล้วในสมัยที่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี สมัยพ่อขุนรามคำแหง และพระมหาธรรมราชา ลิไท ได้มีการติดต่อกับอาณาจักรจีน สมัยราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. 1503-1814) ต่อเนื่องจนถึงราชวงศ์หงวน (พ.ศ. 1814-1911)

แม้ว่าในสมัยราชวงศ์ซ้องตอนปลายจะเป็นช่วงเริ่มต้นของการก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัย แต่การค้าขายกับจีนก็มีมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงปลายราชวงศ์หงวนที่อำนาจทางการเมืองของจีนมีความผันผวน การส่งออกสินค้าจากสุโขทัยจึงเริ่มมีบทบาทมากขึ้น ในช่วงเวลานั้น เครื่องสังคโลก ถือเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญที่สุดของสุโขทัย

เครื่องสังคโลก หรือเครื่องปั้นดินเผาเคลือบสีเขียวที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ชาวต่างชาติเรียกว่า เซลาดอน (Celadon) นั้น ได้รับอิทธิพลจากเครื่องเคลือบของจีนในสมัยราชวงศ์ซ้องอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องเทคนิคการเคลือบผิวและรูปแบบการตกแต่ง แต่ช่างฝีมือสุโขทัยก็ได้พัฒนาลวดลายที่เป็นของตนเองขึ้นมา เช่น ลายปลา ลายดอกไม้ และลายสัตว์ต่าง ๆ ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่เกาะอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และแม้แต่ในญี่ปุ่น

เมื่อราชวงศ์หมิงขึ้นมามีอำนาจแทนที่ราชวงศ์หยวนใน พ.ศ. 1911 ความสัมพันธ์ทางการค้าและการทูตระหว่างสุโขทัยกับจีนก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก ในช่วงนี้มีการแลกเปลี่ยนคณะทูตและสินค้ากันอย่างสม่ำเสมอ สินค้าสำคัญที่สุโขทัยส่งออกไปจีนนอกจากเครื่องสังคโลกแล้ว ยังมีสินค้าเกษตรและวัตถุดิบต่าง ๆ เช่น พริกไทย งาช้าง และไม้เนื้อหอม ในทางกลับกัน พ่อค้าจีนได้นำ ผ้าไหม คุณภาพดี เครื่องกระเบื้องชั้นสูง และเครื่องทองเหลืองเข้ามาขายในสุโขทัย ซึ่งทำให้เศรษฐกิจของสุโขทัยเติบโตอย่างรวดเร็ว

การค้าขายที่เจริญรุ่งเรืองไม่ได้นำมาแค่สินค้า แต่ยังนำมาซึ่งการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี จีนได้ถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิตเครื่องเคลือบดินเผาให้กับช่างฝีมือสุโขทัยจนเกิดเป็นอุตสาหกรรมการผลิตสังคโลกขนาดใหญ่ที่เมืองศรีสัชนาลัย นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น การต่อเรือเดินทะเล เพื่อใช้ในการค้าขาย ซึ่งทำให้สุโขทัยสามารถขยายเส้นทางการค้าของตนเองได้กว้างขวางขึ้น

นอกจากเครื่องมือและเทคโนโลยีแล้ว ความรู้ด้าน การเกษตร ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ถูกแลกเปลี่ยนระหว่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการระบบชลประทานและเทคนิคการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ ซึ่งช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้กับสุโขทัย ทำให้มีสินค้าส่งออกเพิ่มมากขึ้น และยังช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของประชากรในอาณาจักร

อาณาจักรสุโขทัยเจริญรุ่งเรืองอย่างมากในช่วงเวลาหนึ่ง การค้าระหว่างกันไม่ได้เป็นเพียงแค่การแลกเปลี่ยนสินค้า แต่ยังเป็นการถ่ายทอดวัฒนธรรมและเทคโนโลยีที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสังคโลกที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของสุโขทัย ผ้าไหมชั้นดีจากจีน การต่อเรือที่ช่วยให้การค้าทางทะเลขยายตัว และองค์ความรู้ด้านการเกษตรที่ช่วยให้เศรษฐกิจมั่นคง ทุกปัจจัยล้วนส่งผลให้สุโขทัยกลายเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งบนคาบสมุทรอินโดจีนในยุคนั้น

จากนั้นมา ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในดินแดนแหลมทองกับชนชาติจีนก็เริ่มขึ้น โดยเฉพาะทางด้านการค้าขาย หากเรานับตามที่มีหลักฐานชัดแจ้งว่าวัฒนธรรมของสยามหรือชาวไทยมีต้นกำเนิดมาจากอาณาจักรสุโขทัย โดยเริ่มในยุคสมัยของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ซึ่งจะตรงกับยุคปลายของราชวงศ์ซ้องต่อต้นราชวงศ์หยวนของจีน

แต่การติดต่อสัมพันธ์ที่พอจะมีหลักฐานอ้างอิงนั้น เริ่มต้นจากยุคพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งตรงกับตอนต้นของราชวงศ์หยวน อันเป็นสมัยของกุบไลข่าน ซึ่งนับว่าเป็นการติดต่อครั้งแรกระหว่างไทยจีนที่มีบันทึกหลงเหลือเป็นหลักฐานอ้างอิงแน่ชัด

จากบันทึกของจีน แสดงว่าปีพ.ศ.1825 กุบไลข่านได้มีบัญชาให้ส่งทูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับอาณาจักร “เสียน” ซึ่งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา อาณาจักรเสียนที่ว่านี้เป็นคำเรียกที่ชาวจีนโบราณกล่าวถึงดินแดนของชาวสยาม โดยมีบันทึกว่า

 “ปีที่ 19 ในรัชกาลจื้อหยวน เดือนหก วันจีไฮ่ มีรับสั่งให้นายพลเหอจื่อจื้อ เป็นทูตไปยังสยาม (เสียน)” แต่ปรากฏว่าคณะทูตของจีนชุดนี้มาไม่ถึงสุโขทัย เพราะถูกพวกจามแห่งอาณาจักรจามปาจับตัวในระหว่างเดินทางและประหารชีวิตหมด”

ต่อมา พ่อขุนรามคำแหงแห่งอาณาจักรสุโขทัยได้ส่งคณะทูตไปยังจีนครั้งแรก ใน ปี พ.ศ. 1835 เพื่อเจริญสัมพันธไมตรี การส่งทูตไปเยือนจีนครานี้ นับเป็นการส่งทูตไปจีนเป็นครั้งแรกที่มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ และจากนั้นทางสุโขทัยก็ส่งคณะทูตพร้อมบรรณาการไปยังจีนถึง 14 ครั้ง ตั้งแต่ พ.ศ.1835 ถึง 1865 ในขณะที่จีนส่งทูตมาถึงไทย 4 ครั้ง แต่เดินทางมาถึงโดยปลอดภัย 3 ครั้งเท่านั้น

เป้าหมายของสุโขทัยและจีนในการเจริญไมตรีนั้นนับว่าแตกต่างกัน ดร. สืบแสง พรหมบุญ นักประวัติศาสตร์ ได้สันนิษฐานว่า เหตุที่สุโขทัยส่งทูตและบรรณาการ ยอมนอบน้อมต่อจีนนั้นเพื่อเป้าหมายทางการเมือง โดยเป็นการดำเนินงานทางการทูตเพื่อป้องกันมิให้ จักรพรรดิกุบไลข่านสนับสนุนอาณาจักรอื่นๆในแถบเดียวกันโดยเฉพาะสุพรรณภูมิ ทั้งนี้เพราะอาณาจักรสุพรรณภูมิได้เคยส่งเครื่องบรรณการไปยังจีน ใน พ.ศ. 1834 เพื่อขอความสนับสนุนทางการเมืองด้วย ทางสุโขทัยซึ่งเพิ่งจะเริ่มก่อร่าง ขยายอิทธิพลจึงจำต้องผูกมิตรกับจีนไว้เช่นกัน

ในขณะที่ทางจีนนั้นเพียงต้องการประกาศแสนยานุภาพและการยอมรับจากอาณาจักรโดยรอบ ให้ยอมอ่อนน้อมให้และยกจีนเป็นศูนย์กลางแห่งการปกครอง มีบันทึกบางฉบับว่าทางจีนได้แจ้งให้ พ่อขุนรามคำแหงทำการส่งบรรณาการและเดินทางไปเข้าเฝ้ากุบไลข่าน เพื่อแสดงว่ายินยอมและยอมรับในอำนาจของราชวงศ์หยวน ซึ่งพ่อขุนรามคำแหงมิได้เดินทางเสด็จไปตามที่ได้รับเชิญ เพียงแค่ส่งบรรณาการกลับไปเท่านั้น และทางกุบไลข่านเองก็ไม่ได้ว่ากระไร วิเคราะห์ได้ว่าอาจเพราะทางจีนเองก็ไม่ได้ใส่ใจกับท่าทีเช่นนี้ของสุโขทัยมากนัก เนื่องด้วยเป็นสุโขทัยเป็นอาณาจักรที่ตั้งอยู่ในสภาพภูมิประเทศเต็มไปด้วยป่าร้อนชื้น สัตว์ป่าชุกชุม ยากแก่การเดินทางและอยู่อาศัย ทางจีนเองจึงอาจเพียงต้องการให้สุโขทัยส่งจิ้มก้องหรือบรรณาการมาให้เพื่อยอมรับสถานะในฐานะผู้ปกครองสูงสุดเท่านั้น ซึ่งน่าสังเกตว่าทุกครั้งที่เกิดการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ ทางจีนเองก็จะมีการส่งทูตมาเพื่อให้ชาวสยามส่งบรรณาการเพื่อยอมรับในสถานะนี้ของตนเอง แต่ก็มิได้ใส่ใจนัก หากเชื้อพระวงศ์สยามจะไม่เดินทางไปเข้าเฝ้าจักรพรรดิจีน ซึ่งความสัมพันธ์ในรูปแบบประนีประนอมนี้ก็ดำเนินมาอย่างยาวนานจนถึงกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ทีเดียว โดยหากเปรียบเทียบกับอาณาจักรโดยรอบอื่นๆเช่นพุกามที่อยู่ใกล้กันแล้ว ท่าทีของจีนนับว่ารุนแรงกว่ามาก

การติดต่อระหว่างสุโขทัยและจีนในช่วงนี้ยังส่งผลให้การค้าระหว่าง อาณาจักรทั้งสองขยายตัว มีการถ่ายทอดความรู้ของจีนมายังไทย ซึ่งส่งผลมากที่สุดคือการที่ช่างจีนได้เข้ามาทำเครื่องปั้นดินเผาจนเป็นที่รู้จักกันในนาม “เครื่องชามสังคโลก” และต่อมาเครื่องสังคโลกก็ได้กลายเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของสุโขทัย

ต่อมาหลังสมัยพ่อขุนรามคำแหง สุโขทัยก็เริ่มเสื่อมอำนาจ ทำให้อยุธยาซึ่งอยู่ทางตอนใต้เริ่มผงาดขึ้นมา และค่อยๆขยายอิทธิพลจนกระทั่งกลายเป็นศูนย์อำนาจทางการทหารและการปกครองในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้สำเร็จ ภายใต้การนำของกษัตริย์ในราชวงศ์อู่ทองและสุพรรณภูมิ อันเป็นเวลาเดียวกับทางจีนเองก็เกิดการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ เมื่อชาวจีนสามารถโค่นราชวงศ์หยวนของมองโกลที่ปกครองจีนมาเกือบร้อยปีลง และก่อตั้งราชวงศ์หมิงขึ้น มีจูหยวนจาง สถาปนาตนเป็นจักรพรรดิ ซึ่งในยุคนี้เองที่ปรากฏชื่อ ”อาณาจักรเสียนหลอ” ซึ่งเป็นชื่อเรียกอาณาจักรของชาวไทยหรือสยามขึ้นในพงศาวดารจีนเป็นครั้งแรก ในปีพ.ศ.1913 โดยข้อความที่ปรากฏว่า “ปีที่ 3 ในรัชกาลหงหวู่ เดือน 8 มีรับสั่งให้ลู่จงจุ้นกับพวกอัญเชิญพระบรมราชโองการไปยังประเทศเสียนหลอ (สยาม)”

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก http://www.silpa-mag.com , Bowchompoo

ลอรีอัล กรุ๊ป มุ่งมั่นขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และพลังสตรีสู่การเปลี่ยนแปลงโลก เชิดชูเกียรติ 4 นักวิจัยสตรีไทยในโครงการ ‘เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์’ ประจำปี 2568

ลอรีอัล กรุ๊ป มุ่งมั่นขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และพลังสตรีสู่การเปลี่ยนแปลงโลก เชิดชูเกียรติ 4 นักวิจัยสตรีไทยในโครงการ ‘เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์’ ประจำปี 2568

ลอรีอัล กรุ๊ป มุ่งมั่นขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และพลังสตรีสู่การเปลี่ยนแปลงโลก เชิดชูเกียรติ 4 นักวิจัยสตรีไทยในโครงการ ‘เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์’ ประจำปี 2568

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ลอรีอัล กรุ๊ป ในประเทศไทย ในฐานะองค์กรด้านความงามชั้นนำของโลก ประกาศสนับสนุนบทบาทนักวิจัยสตรีในสายงานวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 23 ด้วยการมอบทุนวิจัยมูลค่า 250,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ ให้กับ 4 นักวิจัยสตรี  ผู้ได้รับทุนในโครงการทุนวิจัย ลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” (For Women in Science) ประจำปี 2568 โดยมุ่งสนับสนุนบทบาทของนักวิจัยสตรี พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงรุ่นใหม่ในแวดวงวิทยาศาสตร์ ผู้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนวงการวิทยาศาสตร์ไทยทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความยั่งยืน อันสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของลอรีอัลซึ่งมุ่งสร้างความงามที่ขับเคลื่อนโลก ผ่านการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาที่มีศักยภาพในการสร้างคุณปการให้กับสังคมในอนาคต ควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้ถึงบทบาทและผลงานของนักวิจัยสตรี และผลักดันสังคมสู่ความเท่าเทียมทั้งในระดับประเทศและระดับโลก

นายแพทริค จีโร กรรมการผู้จัดการลอรีอัล ประเทศไทย พม่า ลาว และกัมพูชา กล่าวว่า “ในระดับโลกนั้น นักวิทยาศาตร์สตรีมีเพียงจำนวน 1 ใน 3  แต่สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ระบุว่ามีสัดส่วนของผู้หญิงอยู่ในแวดวงวิทยาศาสตร์หรือสายงาน STEM เฉลี่ยสูงถึง 45% ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่โดดเด่นในเวทีโลก ตัวเลขดังกล่าวได้พิสูจน์แล้วว่าบทบาทสตรีและความเท่าเทียมทางเพศในแวดวงวิทยาศาสตร์นั้นเป็นจริงได้ นับเป็นแบบอย่างที่จะส่งต่อแรงบันดาลใจและจุดประกายความหวังให้กับสตรีทั่วโลก เพราะเราเชื่อว่าโลกต้องการวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ต้องการสตรี ลอรีอัลจึงเดินหน้าเชิดชูเกียรติผลงานวิจัยอันโดดเด่นของสตรีผ่านโครงการ “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” อย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 23 เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงรุ่นใหม่ที่ต้องการเติบโตในสายงานวิทยาศาสตร์ และแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่าผู้หญิงทุกคนสามารถเปล่งประกายได้ในแบบของตนเอง”

แพทริค จีโร และ อรอนงค์ ประทักษ์พิริยะ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กรและสื่อสารสัมพันธ์  ร่วมแสดงความยินดีกับ 4 นักวิจัยสตรี(ซ้าย) รศ.ดร.พิชชา จองวิวัฒสกุล, ดร.รงรอง เจียเจริญ,  ดร.มัตถกา คงขาว และ ดร.สพ.ญ.ฌัลลิกา แก้วบริสุทธิ์

งานประกาศมอบทุนเชิดชูเกียรติ 4 นักวิทยาศาสตร์สตรี จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่พร้อมพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการนวัตกรรมความงาม “INNOFEST 2025” นำเสนอความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในผลิตภัณฑ์ บริการความงาม Beauty Tech รวมถึงเผยข้อมูล L’Oréal Longevity Integrative Science™ ศาสตร์แห่งการดูแลสุขภาพเพื่อชีวิตที่ยืนยาวแบบบูรณาการเอกสิทธิ์เฉพาะของลอรีอัล กรุ๊ป ซึ่งมาจากการวิจัยด้าน Longevity มานานกว่า 15 ปี เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพ เพื่อชะลอความเสื่อมอายุเซลล์ผิว และมีสร้างแผนที่ชีวภาพสำหรับผิวครั้งแรกที่เรียกว่า Longevity AL Cloud™ ที่สามารถวิเคราะห์ปัจจัยบ่งชี้ต่างๆ และวิถีชีวภาพเพื่อการคาดการณ์ผลลัพธ์ของส่วนผสมที่มีต่อ 9 ปัจจัยบ่งชี้สำคัญของการเกิดริ้วรอยแห่งวัย สำหรับการสร้างโซลูชันความงามเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อผิวอ่อนเยาว์ ผ่านการผสานความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัยไว้ด้วยกัน ตามเป้าหมายในการสร้างสรรค์ความงามที่ขับเคลื่อนโลก

ทุนวิจัยฯ 4 ทุน มอบแก่ 4 นักวิจัยสตรีใน 2 สาขา คือ  สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ จำนวน 2 ราย  ได้แก่ ดร.สพ.ญ.ฌัลลิกา แก้วบริสุทธิ์ จากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กับงานวิจัยหัวข้อ “การพัฒนาวัคซีนต้นแบบและแพลตฟอร์มพื้นฐานการวิจัย เพื่อการควบคุมและป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรอย่างยั่งยืนในประเทศไทย” และ ดร.มัตถกา คงขาว จากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กับงานวิจัยหัวข้อ “อนุภาคนาโนดัดแปลงพื้นผิวนำส่งยาแบบมุ่งเป้าสำหรับการรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง”

สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ จำนวน 2 ราย ได้แก่  รศ.ดร.พิชชา จองวิวัฒสกุล หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางนวัตกรรมวัสดุก่อสร้าง จากภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับงานวิจัยหัวข้อ “การพัฒนาคอนกรีตคาร์บอนต่ำจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเพื่อการก่อสร้างที่ยั่งยืน” และ ดร.รงรอง เจียเจริญ นักวิจัยชำนาญการ จากสถาบันวิจัยโลหะและวัสดุ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับงานวิจัยหัวข้อ “การพัฒนาโซลาร์เซลล์ประสิทธิภาพสูง ต้นทุนต่ำ และแบตเตอรี่ปลอดภัย ผ่านวัสดุยั่งยืนและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อความมั่นคงทางพลังงานและสังคมคาร์บอนเป็นศูนย์”

ทั้งนี้ โครงการทุนวิจัยลอรีอัล “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” หรือ For Women in Science ริเริ่มขึ้นในปี 2541 โดย มูลนิธิลอรีอัล ด้วยความร่วมมือจากยูเนสโก แต่ละปีได้สนับสนุนนักวิจัยสตรีรุ่นใหม่มากกว่า 250 ท่าน ในโครงการระดับประเทศและระดับภูมิภาคทั่วโลก และได้มอบทุนเกียรติยศระดับนานาชาติแก่นักวิจัยสตรีระดับ Laureates ไปแล้วมากกว่า 100 ท่าน ซึ่งมีถึง 7 ท่าน ที่ก้าวสู่ความสำเร็จได้รับรางวัลโนเบล สำหรับในประเทศไทย โครงการทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” มอบทุนวิจัยทุนละ 250,000 บาท ให้กับนักวิจัยสตรีที่มีอายุไม่เกิน 40 ปี ในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ และสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ ลอรีอัล กรุ๊ป ในประเทศไทย ได้ดำเนินงานโครงการมาเป็นปีที่ 23 โดยมีนักวิจัยสตรีไทยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการนี้รวมแล้วทั้งสิ้น 91 ท่าน จากกว่า 20 สถาบันในประเทศไทย

“COWAY RUN 2025” ครั้งแรกในไทย ปลุกเทรนด์สุขภาพ ส่งต่อความดีด้วยรายได้ 1,018,000 บาท มอบสภากาชาดไทย

“COWAY RUN 2025” ครั้งแรกในไทย ปลุกเทรนด์สุขภาพ ส่งต่อความดีด้วยรายได้ 1,018,000 บาท มอบสภากาชาดไทย

“COWAY RUN 2025” ครั้งแรกในไทย ปลุกเทรนด์สุขภาพ ส่งต่อความดีด้วยรายได้ 1,018,000 บาท มอบสภากาชาดไทย

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปัจจุบันเทรนด์การวิ่งกำลังได้รับความนิยมทั่วโลก เพราะเป็นการออกกำลังกายที่เข้าถึงง่ายและช่วยกระชับความสัมพันธ์สำหรับคนทุกเพศทุกวัย โดยรายงานล่าสุดจาก Strava แอปพลิเคชันเพื่อสุขภาพชื่อดัง ระบุว่าคลับวิ่งกำลังกลายเป็น ‘ไนต์คลับของคนรุ่นใหม่’ โดยพบว่าคนรุ่นใหม่ทั่วโลกเข้าร่วมคลับวิ่งเพิ่มขึ้นถึง 59% และกว่า 58% ได้พบเพื่อนใหม่จากการวิ่ง ที่สำคัญ รายงานยังชี้ว่า 40% ของนักวิ่งเชื่อว่าการวิ่งเป็นกลุ่มช่วยให้พวกเขาวิ่งได้ไกลและนานขึ้น

นายคิ รยง ชอย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โคเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด 

โคเวย์ ประเทศไทย (COWAY) แบรนด์เครื่องกรองน้ำและเครื่องฟอกอากาศอันดับ 1 จากประเทศเกาหลีใต้ จุดประกายประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยงาน “COWAY RUN 2025 – RUN FOR CHANGE” ครั้งแรกในไทย ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ดึงนักวิ่งกว่า 3,000 คนออกสตาร์ทไปพร้อมกัน เพื่อผลักดันให้คนไทยใส่ใจสุขภาพอย่างจริงจัง และร่วมส่งต่อพลังบวกสู่สังคมผ่านการมอบรายได้ส่วนหนึ่งให้แก่สภากาชาดไทย

อีเวนต์ครั้งนี้ได้ซุปตาร์ขวัญใจสายเฮลท์ตี้ “แม่ชม–ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต” และลูกสาวสุดน่ารักที่สร้างไวรัลโมเมนต์ต่อเนื่องอย่าง “น้องแอบิเกล” พรีเซนเตอร์เบอร์หนึ่งของโคเวย์ มาร่วมสร้างบรรยากาศที่เต็มไปรอยยิ้มและพลังบวกให้กับนักวิ่งตลอดงาน แม่ชมและน้องแอบิเกลยังนำทุกคนยืดเส้นยืดสายด้วยกิจกรรมคูลดาวน์สุดอบอุ่น พร้อมกิจกรรมเล่นเกมและมอบรางวัลให้ผู้โชคดี ภายในงานยังอัดแน่นด้วยโซนแฮงเอาต์สุดชิล ทั้งโซนอาหารเครื่องดื่ม บูธอุปกรณ์กีฬา โซนไลฟ์สไตล์ และกิจกรรมอีกมากมาย พร้อมเหล่าเซเลบริตี้และอินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพ ที่มาร่วมเพิ่มดีกรีความคึกคักในทุกโมเมนต์ของการแข่งขัน

ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต พรีเซนเตอร์โคเวย์  และ “น้องแอบิเกล”

เส้นทางการวิ่งของงาน COWAY RUN 2025 นำทุกคนไปสัมผัสแลนด์มาร์กประวัติศาสตร์ใจกลางกรุงเทพฯ ทั้งเสาชิงช้าหน้าศาลาว่าการกรุงเทพฯ, อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย, ป้อมมหากาฬ, สนามหลวง, พระบรมมหาราชวัง และวัดโพธิ์ ซึ่งนอกจากผู้เข้าร่วมจะได้ออกกำลังกายท่ามกลางทัศนียภาพที่งดงามแล้ว ยังเป็นการประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวอันสวยงามของประเทศไทยไปพร้อมกันอีกด้วย

นอกจากการส่งเสริมสุขภาพแล้ว กิจกรรมนี้ยังตอกย้ำพันธกิจของโคเวย์ในการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการดูแลสังคมไทย โดยโคเวย์ได้นำรายได้ส่วนหนึ่งจำนวน 1,018,000 บาท มอบให้แก่สภากาชาดไทย เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติในการช่วยเหลือผู้ป่วยทั่วประเทศ

นายคิ รยง ชอย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โคเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ความสำเร็จของงาน COWAY RUN 2025 ครั้งแรกในเมืองไทย แสดงให้เห็นว่าคนไทยรักสุขภาพและมีคอมมูนิตี้การออกกำลังกายที่แข็งแกร่งและคึกคัก ทั้งยังพร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม สำหรับปีหน้า โคเวย์จะกลับมาพร้อมกับกิจกรรมและไฮไลต์ที่พิเศษยิ่งขึ้น ให้สมกับเป็นอีเวนต์ไลฟ์สไตล์แห่งปีที่ทุกคนรอคอย เพื่อส่งเสริมสังคมสุขภาพดีควบคู่กับการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับโลก ตอกย้ำวิสัยทัศน์ ‘Best Life Solution Company’”

ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต พรีเซนเตอร์โคเวย์ กล่าวว่า “ดีใจที่ได้เห็นคนรักสุขภาพมารวมตัวกันเยอะขนาดนี้ ชมเชื่อว่าการวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่ดีต่อสุขภาพ แต่การดื่มน้ำสะอาดหลังออกกำลังกายก็เป็นสิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพไม่แพ้กัน ชมอยากให้โคเวย์จัดกิจกรรมดี ๆ แบบนี้อีกเรื่อย ๆ เพราะนอกจากจะสนุกและได้สุขภาพดีแล้ว ยังได้ร่วมสนับสนุนสังคมด้วยค่ะ”

โคเวย์ ประเทศไทย ไม่เพียงมุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์สุขภาพคุณภาพระดับสากล แต่ยังให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม กิจกรรม COWAY RUN 2025 – RUN FOR CHANGE คือส่วนหนึ่งของพันธกิจของเราในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสุขภาพของผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม  เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตในทุกมิติ

กิจกรรม COWAY RUN 2025 จัดขึ้นภายใต้การสนับสนุนโดย แบรนด์ KA (เคเอ), Pocari Sweat, โรงพยาบาลเมดพาร์ค, Grab, Adidas, FujiFilm, เซียงเพียว, Peppermint Field, Johnson’s Baby, ซันไบทส์, Cubic, Malkist และ Taro ติดตามข่าวสารและโปรโมชันของโคเวย์ได้ที่เว็บไซต์ www.coway.co.th หรือเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/CowayThailandOfficial

คุณแหน : 12 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 12 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 12 พฤศจิกายน 2568

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ตามคำทูลเชิญของ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่าง 13-17 พย. ในโอกาสการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน เพื่อทรงเจริญพระราชไมตรีและความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น..
  • นคร ศิริปริญญานันท์ รอง ผวจ.บึงกาฬ นำข้าราชการ ศาล อัยการ ทหาร ตำรวจ พ่อค้า ประชาชนจิตอาสา และนักเรียนโรงเรียนบึงกาฬ กว่า 1,200 คน จัดกิจกรรม รวมพลังความภักดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแค่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ สนามกีฬา รร. บึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ..
  • ธีรนันท์ ศรีหงส์ เป็นประธานเปิดหลักสูตร Digital JumpStart รุ่นที่ 3 พร้อมบรรยายพิเศษ โดยมี ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ให้การต้อนรับ..
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์สายการบิน Etihad Airways เที่ยวบิน EY426 บินตรงจากกรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เดินทางถึง ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ โดยมี ชูวิทย์ ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการ ททท. พร้อม วีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รอง ผวจ.เชียงใหม่ และ พันธมิตรภาครัฐและเอกชนด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ ร่วมต้อนรับ..
  • เพื่อนชาว วบส. 2 ร่วมยินดีกับ ปรัธนา ลีลพนัง ที่ได้เป็น ซีอีโอ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ (AIS) คนใหม่..
  • ยินดีกับ ศ.นพ.สมชาย ธนวัฒนาเจริญ ที่ได้เป็น คณบดี คณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ตั้งแต่ 16 พ.ย. เป็นต้นไป..
  • อนุโมทนาบุญกับ ประภาพรรณ พิชัยคำ ที่ บจ.เพาเวอร์เทค เอ็นจิ้น แอสเซมบลี มอบชุดกล้องผ่าตัดผ่านผนังหน้าท้องความละเอียดสูง พร้อมระบบสร้างภาพด้วยเทคนิคการเรืองแสงและเครื่องมือตัดเลาะเนื้อเยื่อเย็บปิดหลอดเลือด ให้ รพ.สมเด็จพระยุพราชปัว จ.น่าน โดยมี นพ.จิรัฏฐ์ โชติรชตอนันต์ รับมอบ..
  • สุชญา ยงเห็นเจริญ วันเกิดปีนี้ควงลูกชายคนเก่ง ชวิศ ยงเห็นเจริญ กก.ผจก. ชลิต อินดัสทรี  ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอะไหล่รถยนต์ “POP” ไปมอบทุนการศึกษา สิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นและเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับน้องๆ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ จ.ชลบุรี โดยมี วรรณวนัช กันพรม รับมอบ..
  • ภิภพ วาสนาอาชาสกุล ชวนเพื่อนๆ Digital CEO#8 มาเตรียมประชุมจัดกิจกรรม CSR จ.น่าน ของรุ่น งานนี้ ณัฐพงศ์ โกวิทยานันท์, ศศิพัชร์ จ่างจรูญโรจน์, นิรมล จันทร์โพธิ์, ภก.ไพศาล พุทธสันติธรรม, จรุง เกียรติสุภาพงศ์, ใจทิพย์ ยศกรณ์, ยิ่งศักดิ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา, พ.ต.ท.สุทธิศักดิ์ จิตพิมลมาศ, ชนะพันธุ์ พิริยะพันธุ์, ไพโรจน์ เกียรติศิริขจร, วิวรรธน์ เทียนศิริ, ณัฐพงศ์ วนวงศ์สวัสดิ์, สมศักดิ์ ตรียากิจ, ดร.วิชัย สีสุด, นิวัฒน์ เย็นกาย ร่วมด้วย..
  • ชื่นชมชาว BCC 145 จัดงานเลี้ยงรุ่น ชงโครำฤกคุณ ได้เชิญครูเกษียณอายุ ครูปัจจุบัน และผู้บริหารโรงเรียน มาเลี้ยงสังสรรค์ทานอาหารและได้ร่วมกันมอบดอกไม้ให้คุณครูแสดงกตเวฑิตาและ มุฑิตาจิตคุณครู พร้อมมอบเงินให้กับกองทุนครูเกษียณอายุ งานนี้ สุเมธ สุรบถโสภณ นายกสมาคมศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ไปร่วมด้วย..
  • ขอแสดงความเสียใจกับ จิตรลดา เฮงยศมาก ที่สูญเสียคุณพ่อ วิสันต์ เฮงยศมาก ที่จากไปอย่างสงบในวัย 90 ปี..

น้องใหม่

นิทรรศการทรงคุณค่า ‘จากพระราชปณิธาน…สู่มรดกแห่งแผ่นดิน’ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

นิทรรศการทรงคุณค่า ‘จากพระราชปณิธาน...สู่มรดกแห่งแผ่นดิน’ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

นิทรรศการทรงคุณค่า ‘จากพระราชปณิธาน…สู่มรดกแห่งแผ่นดิน’ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.05 น.

กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จัดนิทรรศการ “จากพระราชปณิธาน…สู่มรดกแห่งแผ่นดิน” เพื่อน้อมถวายความอาลัยและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ โดยการนำพระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ ตลอดพระชนม์ชีพ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย นำมาซึ่งประโยชน์สุข และความเจริญมั่นคงของประเทศ อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพที่ทรงเป็น “ผู้บุกเบิกแนวคิดความยั่งยืน” ของประเทศไทยอย่างแท้จริง มาจัดแสดง ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ณ อาร์ต จีเวล ชั้น 5 สยามพารากอน

ผู้บริหารกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์  นำโดย  ชฎาทิพ จูตระกูล ร่วมชมนิทรรศการ

นิทรรศการ “จากพระราชปณิธาน…สู่มรดกแห่งแผ่นดิน” เป็นนิทรรศการทรงคุณค่าที่ได้รวบรวมภาพและเรื่องราวในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยพระราชกรณียกิจหลายๆ ด้านสะท้อนถึงความยั่งยืน หรือ Sustainability ที่ทรงมีพระวิสัยทัศน์ในด้านนี้มาก่อนที่จะเป็นที่รู้จักในระดับสากล อาทิ ทรงริเริ่มและส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่า โดยทรงเน้นแนวคิดให้คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน นอกจากนั้นยังทรงเน้นการสร้างอาชีพให้กับราษฎรเพื่อจะได้มีอาชีพที่มั่นคงในท้องถิ่น  โดยจัดแสดงออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

ประมวลภาพพระราชกรณียกิจ ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อประโยชน์สุขของคนไทยในทุกด้าน

ตลอดพระชนม์ชีพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเป็นที่ประจักษ์ว่าทรงมีพระปรีชาสามารถในทุกด้าน ภายในงานจะได้พบกับการประมวลภาพพระราชกรณียกิจตลอดทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาธรรม ทรงมีพระวิริยอุตสาหะและความเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของราษฎร ทั้งในด้านศิลปวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม มนุษยธรรม การเสริมสร้างไมตรีกับมิตรประเทศ รวมถึงงานศิลปาชีพฯ การอนุรักษ์ผ้าไทย การต่อลมหายใจให้กับโขน ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทย ฯลฯ ล้วนเป็นรากฐานของความยั่งยืนทางสังคมและจิตใจ

“ชุดไทยพระราชนิยม” เครื่องแต่งกายประจำชาติ สะท้อนพระวิสัยทัศน์ของสมเด็จบรมราชชนนีพันปีหลวง

ภายในงานยังได้มีการจัดแสดง “ชุดไทยพระราชนิยม” โดยร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จ   พระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ ถ่ายทอดเรื่องราวอันเป็นพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ต่อวงการศิลปวัฒนธรรม ก่อให้เกิดรากฐานและความภาคภูมิใจในการอนุรักษ์และฟื้นฟูนานัปการ ซึ่ง “ชุดไทยพระราชนิยม” เกิดขึ้นจากพระราชดำริที่ทรงเห็นความสำคัญของการแต่งกายแบบไทยในเวทีนานาชาติ โดยทรงต้องการแสดงความเป็นไทยผ่านเครื่องแต่งกายให้ทั่วโลกได้ประจักษ์ จึงโปรดให้มีการศึกษาค้นคว้า ฟื้นฟู และออกแบบชุดไทยสำหรับสตรี โดยทรงฉลองพระองค์ในการเสด็จพระราชดำเนินร่วมกับพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปยังสหรัฐอเมริกา และประเทศในยุโรปอย่างเป็นทางการ เมื่อปีพ.ศ.2503

สำหรับ “ชุดไทยพระราชนิยม” 8 แบบที่นำมาจัดแสดงล้วนมีความประณีต และความเหมาะสมต่อโอกาสต่างๆ ดังนี้ ชุดไทยเรือนต้น เหมาะสำหรับงานกึ่งทางการ ชุดไทยจิตรลดา เหมาะสำหรับงานทางการ ชุดไทยอมรินทร์ เหมาะสำหรับงานพิธีตอนค่ำ ชุดไทยบรมพิมาน เหมาะสำหรับงานพิธีการระดับสูงทั้งงานช่วงกลางวันและงานราตรี ชุดไทยดุสิต เหมาะสำหรับงานพิธีตอนกลางคืน แทนชุดราตรีแบบตะวันตก ชุดไทยจักรี เหมาะสำหรับงานแต่งงานหรืองานกลางคืน ชุดไทยศิวาลัย เหมาะสำหรับงานพระราชพิธี หรือพิธีทางศาสนา และชุดไทยจักรพรรดิ เหมาะสำหรับงานพระราชพิธีสำคัญหรือในงานราตรีพิธีเต็มยศ

“ชุดไทยพระราชนิยม” สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยผ่านศิลปะการตัดเย็บ การเลือกใช้ผ้า ลวดลายอันอ่อนช้อยงดงาม งานช่างฝีมือเหล่านี้เกิดขึ้นจากการสั่งสมองค์ความรู้และฝีมือช่างไทยในแต่ละท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยพระราชกรณียกิจด้านการสนับสนุนผ้าไทยนั้นสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสมเด็จฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์งานศิลปหัตถกรรมไทยให้คงอยู่ จะเห็นได้จากการที่ “ชุดไทยพระราชนิยม” กำลังจะขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติขององค์การยูเนสโก ในปีพ.ศ.2569 อันเป็นก้าวสำคัญของการผลักดัน Soft Power ไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

หัวโขน จากโขนพระราชทานสู่ “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” ของโลก

ภายในงานนิทรรศการยังได้เชิญหัวโขน จากอาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน ที่หาชมได้ยากมาจัดแสดง 4 หัว ได้แก่ พิเภก น้องชายของทศกัณฐ์ กายสีเขียว ตาจระเข้ ปากแสยะ หนุมาน พญาวานร ทหารเอกของพระราม อากาศตะไล มีลักษณะตาโพลง ปากแสยะ เป็นยักษ์เสื้อเมืองที่รักษาด่านกรุงลงกา และพญานกสัมภาที พี่ชายของนกสดายุ

การอนุรักษ์โขนคือหนึ่งในพระราชกรณียกิจสำคัญ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์แก่กรมศิลปากรนำไปปรับปรุงเครื่องแต่งกายโขน ในปีพ.ศ.2546 จากนั้นทรงให้การสนับสนุนโขนเรื่อยมา และในปีพ.ศ.2550 มีการแสดงโขนโดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในตอน “พรหมาศ” พระราชกรณียกิจการฟื้นฟูโขนนับเป็นการพลิกฟื้นงานฝีมือช่างหัตถศิลป์ไทยหลายสาขา โดยองค์การยูเนสโก ประกาศขึ้นทะเบียนการแสดงโขนของไทยเป็นรายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ประเภท “รายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ” นับเป็นการขึ้นทะเบียน “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” ขององค์การยูเนสโก รายการแรกของประเทศไทย

ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ และร่วมลงนามถวายอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมกิจกรรมเวิร์คช็อปงานฝีมือเพื่อน้อมรำลึก และสืบสานพระราชกรณียกิจการอนุรักษ์งานฝีมือช่างไทย และร่วมซื้อสินค้าที่ระลึกจากพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ และมูลนิธิศิลปาชีพฯ ที่นำงานฝีมือมาร่วมจำหน่ายได้ในงานนิทรรศการ “จากพระราชปณิธาน…สู่มรดกแห่งแผ่นดิน” ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ณ อาร์ต จีเวล ชั้น 5 สยามพารากอน

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ จัดงาน “JGAB 2026” ผลักดันกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการค้าอัญมณีแห่งอาเซียน

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ จัดงาน “JGAB 2026” ผลักดันกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการค้าอัญมณีแห่งอาเซียน

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ จัดงาน “JGAB 2026” ผลักดันกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการค้าอัญมณีแห่งอาเซียน

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.33 น.

อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับในภูมิภาคอาเซียนกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางกระแสความนิยมของสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม และเทรนด์เครื่องประดับที่สะท้อนรสนิยมเฉพาะตัว โดยประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตและการค้าอัญมณีที่สำคัญของโลก เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการไทยและยกระดับอุตสาหกรรมสู่เวทีสากล อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย จับมือ กลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าอัญมณีและเครื่องประดับอาเซียน เตรียมจัดงาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok (JGAB) 2026 ระหว่างวันที่ 22–25 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) บนพื้นที่จัดแสดงกว่า 17,000 ตารางเมตร

งานในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “The Ultimate ASEAN Jewellery and Gemstone Sourcing Hub ศูนย์กลางแหล่งผลิตและจัดหาอัญมณีและเครื่องประดับของอาเซียน” มุ่งยกระดับงานแสดงสินค้าสู่เวทีสำคัญของภูมิภาค ที่เชื่อมโยงผู้ซื้อ ผู้ผลิต และแหล่งวัตถุดิบคุณภาพเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะ “ประตูสู่ตลาดอัญมณีและเครื่องประดับแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ภายในงานคาดว่าจะมีผู้ประกอบการกว่า 350 บริษัทจาก 15 ประเทศ เข้าร่วม จัดแสดงสินค้าและบริการครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ อาทิ เครื่องประดับสำเร็จรูป (Fine Jewellery) เครื่องประดับเงิน (Silver) พลอยสี (Gemstone) เพชรแท้ (Diamond) เพชร สังเคราะห์ (Lab-Grown Diamond) เครื่องมืออุปกรณ์และเทคโนโลยี (Tools & Equipment) พร้อมคาดการณ์ผู้เข้าชมงานมากกว่าหนึ่งหมื่นสองพันราย รายจากกว่า 80 ประเทศทั่วโลก

สรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ วางตำแหน่งงาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok (JGAB) ให้เป็นเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับในภูมิภาคอาเซียน เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกให้ได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนความรู้ และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ เสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมในภูมิภาคอย่างยั่งยืน”

“เราเชื่อมั่นว่า JGAB จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการจัดหาอัญมณีและเครื่องประดับ (Sourcing Hub) ที่สำคัญในอาเซียน โดยรวบรวมผู้ผลิตและผู้จำหน่ายชั้นนำของภูมิภาคให้เชื่อมโยงกับตลาดโลก สะท้อนถึงคุณภาพ ความประณีต และความเป็นเลิศด้านงานฝีมือที่ทำให้ไทยและอาเซียนโดดเด่นบนเวทีการค้าอัญมณีระดับนานาชาติ”

กิจกรรมไฮไลต์ภายในงาน JGAB 2026 สะท้อนแนวคิด “The Ultimate ASEAN Jewellery and Gemstone Sourcing Hub” ครบทั้งด้านธุรกิจ การเรียนรู้ และแรงบันดาลใจสำหรับผู้ประกอบการ อาทิ

– Seminar & Workshop: เวทีสัมมนาและเวิร์กช็อปโดยผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ถ่ายทอดเทรนด์ตลาดและองค์ความรู้เพื่อยกระดับผู้ประกอบการอาเซียน

– The Next Gem Contest: เวทีประกวดนักออกแบบรุ่นใหม่ เปิดโอกาสให้โชว์ผลงานสร้างสรรค์ พร้อมผลักดันสู่ระดับนานาชาติ

– Goldsmith Craftsmanship Competition 2026 (กิจกรรมใหม่): เวทีประชันฝีมือช่างทองไทยภายใต้แนวคิด “The Secret of Thai Legacy” สะท้อนความประณีตของศิลปะไทย และตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะ Sourcing Hub ที่ครบทั้งวัตถุดิบและบุคลากรคุณภาพ

– Jewellery & Gem ASEAN Summit: เวทีเสวนาพิเศษที่รวบรวมผู้นำในอุตสาหกรรม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของภูมิภาค

– JGAB Runway: แฟชั่นโชว์อัญมณีสุดตระการตา ผสานศิลปะ ความหรูหรา และนวัตกรรมของเครื่องประดับเอเชีย

– Networking Night: งานพบปะของผู้ประกอบการ ผู้ซื้อ และผู้นำในวงการ เพื่อสร้างเครือข่ายและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ

มากกว่างานแสดงสินค้า Jewellery & Gem ASEAN Bangkok (JGAB) 2026 คือหัวใจของชุมชนอัญมณีแห่งอาเซียน ที่ซึ่ง ศิลปะงานฝีมือมาบรรจบกับนวัตกรรม และเป็นจุดเชื่อมโยงของความร่วมมือที่จุดประกายโอกาสทางธุรกิจอย่างไร้ขอบเขต JGAB 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–25 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ

สนใจจองพื้นที่ออกงานแสดงสินค้า https://www.jewellerygemaseanbkk.com/2026/en/Exhibit_RequestForm.asp หรือโทร: +66 37 965 464 อีเมล thitima.s@informa.com

สนใจเข้าชมงาน สามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://ers-th.informa-info.com/jgb26?cid=PR

ปวดท้องเฉียบพลัน อย่ามองข้าม อาจเป็นสัญญาณ ‘ภาวะลำไส้บิดขั้ว”

ปวดท้องเฉียบพลัน อย่ามองข้าม อาจเป็นสัญญาณ ‘ภาวะลำไส้บิดขั้ว”

ปวดท้องเฉียบพลัน อย่ามองข้าม อาจเป็นสัญญาณ ‘ภาวะลำไส้บิดขั้ว”

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลายคนอาจเคยรู้สึกปวดท้องแบบเฉียบพลันจนแทบจะทนไม่ไหว แล้วเข้าใจว่าอาจเป็นเพียงอาหารเป็นพิษหรือท้องอืดชั่วคราว แต่รู้หรือไม่ว่าอาการแบบนี้อาจเป็น “สัญญาณเตือนของภาวะลำไส้บิดขั้ว (Volvulus)” ซึ่งเป็นภาวะอันตรายที่อาจคุกคามถึงชีวิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

พันโทหญิงแพทย์หญิงจรรยวรรธน์ สร้างสมวงษ์ ศัลยแพทย์ชำนาญการด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล 

พันโทหญิงแพทย์หญิงจรรยวรรธน์ สร้างสมวงษ์ ศัลยแพทย์ชำนาญการด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล อธิบายว่า “ภาวะลำไส้บิดขั้ว” คือภาวะที่ลำไส้บิดตัวรอบแกนของตัวเอง หรือรอบหลอดเลือดที่มาเลี้ยงลำไส้ ส่งผลให้ลำไส้เกิดการอุดตัน และหากรุนแรงอาจทำให้เลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอจนเกิด “ภาวะลำไส้ขาดเลือด” ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบเข้ารับการรักษาโดยด่วน

สาเหตุของการเกิดภาวะลำไส้บิดขั้ว เกิดได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยมีสาเหตุแตกต่างกัน ในเด็ก (โดยเฉพาะทารกแรกเกิด) มักเกิดจากภาวะที่ลำไส้ไม่ได้หมุนตัวตามปกติในขณะอยู่ในครรภ์ ทำให้การจัดเรียงลำไส้ผิดปกติ

อาจเกิดร่วมกับความผิดปกติแต่กำเนิดบางชนิด ส่วนในผู้ใหญ่ พบมากในผู้สูงอายุ สาเหตุที่พบบ่อย เช่น ลำไส้ส่วนปลายยาวกว่าปกติ (โดยเฉพาะบริเวณซิกมอยด์โคลอน), พังผืดหลังการผ่าตัดช่องท้อง, การตั้งครรภ์ หรือภาวะที่ช่องท้องเปลี่ยนตำแหน่งจนลำไส้เคลื่อนไหวผิดปกติ

ภาวะลำไส้บิดขั้วมักแสดงอาการอย่างเฉียบพลัน และอาการสามารถทรุดลงได้อย่างรวดเร็ว โดยอาการที่ควรรีบพบแพทย์ทันที ได้แก่ ปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน ท้องอืดมาก คลื่นไส้ หรืออาเจียน ไม่สามารถถ่ายอุจจาระหรือผายลมได้ อ่อนเพลีย เหงื่อออก ตัวเย็น หรือมีไข้ ในบางรายอาจมีภาวะช็อกจากลำไส้ขาดเลือด ซึ่งอันตรายถึงชีวิต

เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นภาวะลำไส้บิดขั้ว ผู้ป่วยมักต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน โดยอาจต้องทำการผ่าตัดฉุกเฉินเพื่อคลี่คลายการบิดของลำไส้ และฟื้นฟูการไหลเวียนของเลือดให้กลับมาปกติ หากลำไส้บางส่วนเกิดภาวะขาดเลือดจนเสียหายแล้ว อาจต้องตัดส่วนที่ตายออกเพื่อป้องกันการติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อน

อาการปวดท้องเฉียบพลันเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเบื้องหลังอาจเป็นภาวะอันตรายที่ต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว การสังเกตอาการและรีบไปพบแพทย์คือสิ่งสำคัญที่จะช่วย “รักษาชีวิต” ของคุณได้

hMPV ไม่ใช่โรคใหม่ ชี้รุนแรงในเด็กเล็ก เสี่ยงปอดอักเสบกว่าผู้ใหญ่

hMPV ไม่ใช่โรคใหม่ ชี้รุนแรงในเด็กเล็ก เสี่ยงปอดอักเสบกว่าผู้ใหญ่

hMPV ไม่ใช่โรคใหม่ ชี้รุนแรงในเด็กเล็ก เสี่ยงปอดอักเสบกว่าผู้ใหญ่

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ช่วงการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทันจนป่วย และโรคที่พบได้บ่อย คือโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ล่าสุดหลายคนคงอาจได้ยินข่าวการระบาดของ “ไวรัส hMPV” ที่ทำให้มีไข้ ไอ คัดจมูก จนเกิดกระแสว่าอาจเป็นโรคใหม่เหมือนโควิด แต่ความจริงไวรัสชนิดนี้มีมานานแล้ว โดยมักเป็นแพร่ระบาดในกลุ่มเด็กเล็ก ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดาและหายเองได้  แต่ในบางรายก็อาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบได้เช่นกัน

พญ.สีวลี สีดาฟอง กุมารแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหารและตับในเด็ก โรงพยาบาลวิมุต

พญ.สีวลี สีดาฟอง กุมารแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหารและตับในเด็ก โรงพยาบาลวิมุต กล่าวว่า hMPV หรือ ฮิวแมนเมตะนิวโมไวรัส (Human Metapneumovirus) เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดการอักเสบในระบบทางเดินหายใจ โดยโรคนี้มีการค้นพบมานานแล้ว แต่การตรวจหาเชื้อในอดีตทำได้ยาก เพราะข้อจำกัดด้านการตรวจวินิจฉัย ส่วนปัจจุบันมีการตรวจคัดกรองที่ช่วยให้ตรวจพบเชื้อ hMPV ได้           

ทุกคนสามารถติดเชื้อ hMPV ได้ แต่มักพบบ่อยในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 5 ปี โดยการแพร่กระจายเชื้อเกิดจากการไอ จาม พูดคุย การหายใจเอาละอองเชื้อในอากาศ หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อแล้วเอามือมาแตะบริเวณตา จมูก ปาก ผู้ใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง มักมีไข้ ไอ และน้ำมูกเหมือนไข้หวัดธรรมดา แต่ถ้าเป็นเด็กเล็กอาจต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะระบบทางเดินหายใจยังบอบบางและภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรงดี เด็กเล็กจึงมักมีอาการรุนแรง มีไข้สูง ไอมาก จนอาจลุกลามเป็นหลอดลมอักเสบหรือปอดอักเสบได้ โดยคุณพ่อคุณแม่ควรจำสัญญาณ 3 อย่างของปอดอักเสบไว้ให้ดี คือ ไข้ ไอ และหอบเหนื่อย สังเกตได้จากการหายใจแรงจนหน้าอกบุ๋ม หายใจเร็ว หายใจติดขัด หายใจแล้วจมูกบานผิดปกติ ซึ่งหากพบอาการเหล่านี้ให้รีบพาเด็ก ๆ ไปพบแพทย์ทันที

เนื่องจากโรค hMPV มีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา, โรค RSV และโควิด ทำให้ผู้ปกครองอาจไม่แน่ใจว่าลูกของเราเป็นอะไรกันแน่ แต่ปัจจุบันสามารถตรวจคัดกรองโรคเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำด้วยการ swab หรือ RT-PCR  แม้ขณะนี้จะยังไม่มียาต้านไวรัส hMPV โดยตรง แต่สามารถรักษาตามอาการได้ เช่น จ่ายยาลดไข้หรือยาแก้ไอ โดยทั่วไปผู้ใหญ่จะหายดีภายใน 2 – 3 วัน ส่วนเด็กเล็กจะใช้เวลา 5 – 7 วัน แต่ในเด็กเล็กที่มีอาการรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ หรือหลอดลมอักเสบ อาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เพื่อพ่นยาขยายหลอดลม ดูดเสมหะ หรือเคาะปอด ในบางรายอาจมีเหนื่อยมาก ออกซิเจนต่ำ จนต้องให้ออกซิเจน เพื่อช่วยลดอาการดังกล่าว ซึ่งอาจต้องใช้เวลารักษานานกว่าปกติ

“hMPV ไม่ใช่โรคใหม่ สามารถรักษาได้ แล้วก็ป้องกันได้ด้วยการสวมหน้ากากอนามัยในที่แออัด หมั่นล้างมือให้สะอาด และหลีกเลี่ยงการกินอาหารร่วมกัน ส่วนคุณพ่อคุณแม่ก็อยากให้สังเกตอาการของลูกให้ดี หากมีอาการผิดปกติรุนแรง ควรรีบพาไปพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงที โรคนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หากทุกคนรับมืออย่างเข้าใจ” พญ.สีวลี สีดาฟอง กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่สนใจปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ ศูนย์กุมารเวช ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08:00 – 20:00 น. โทร. 0-2079-0038 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

‘Pink Ribbon Run 2025’ นักวิ่งนับพัน ‘รวมพลังช่วยกันหยุดยั้งมะเร็งเต้านม’

‘Pink Ribbon Run 2025’ นักวิ่งนับพัน ‘รวมพลังช่วยกันหยุดยั้งมะเร็งเต้านม’

‘Pink Ribbon Run 2025’ นักวิ่งนับพัน ‘รวมพลังช่วยกันหยุดยั้งมะเร็งเต้านม’

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เอสเต ลอเดอร์ คอมพานีส์ ประเทศไทย ในเครือบริษัท เอลก้า (ประเทศไทย) จำกัด รวมพลังส่งต่อความหวัง เพื่อหยุดยั้งมะเร็งเต้านม กับกิจกรรม “Pink Ribbon Run 2025” ที่ปิดฉากอย่างงดงาม ณ โครงการวัน แบงค็อก (One Bangkok) ด้วยภาพความประทับใจของนักวิ่งหลากหลายช่วงวัยที่มารวมตัวเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการเสริมสร้างสุขภาพที่แข็งแรง ป้องกันมะเร็งเต้านม และส่งมอบกำลังใจให้ผู้ป่วยทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก โดยเส้นทางวิ่งจัดทั้งในระยะ 5 กม. และ 10 กม. ผ่านใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่น เสริมสร้างแรงบันดาลใจ และการรักษาความปลอดภัยแก่นักวิ่งทั่วบริเวณการจัดงาน

Pink Ribbon Run 2025 เกิดจากความร่วมมือของ เอสเต ลอเดอร์ คอมพานีส์ ประเทศไทย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และ โครงการ วัน แบงค็อก (One Bangkok) เพื่อเปลี่ยนสัญลักษณ์ “โบว์สีชมพู” ให้กลายเป็นพลังที่จับต้องได้ผ่านกิจกรรมวิ่งการกุศลกลางมหานครกรุงเทพฯ บรรยากาศในวันงาน นักวิ่งจำนวนมากกว่า 1,300 คน ได้มาออกสตาร์ตพร้อมกันตั้งแต่เช้าตรู่ เติมสีสันให้กับย่านถนนวิทยุด้วยการตกแต่งริบบิ้นสีชมพูเพื่อส่งมอบกำลังใจซึ่งกันและกันตลอดเส้นทาง สะท้อนเจตนารมณ์งาน Pink Ribbon Run 2025 ว่านี่ไม่ใช่แค่งานวิ่งเพื่อสุขภาพ แต่คือสัญลักษณ์ของการส่งต่อความห่วงใยและความหวัง พร้อมตอกย้ำความสำคัญของการดูแลตัวเองเพื่อหยุดยั้งมะเร็งเต้านม (Time to End Breast Cancer) หลังจบงาน คณะผู้จัดงานยังนำรายได้จากค่าสมัครทั้งหมด 100% โดยไม่หักค่าใช้จ่าย รวมกว่า 1.2 ล้านบาท มอบแก่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ สำหรับจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์และช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในประเทศไทย

นางสาวทิพาภรณ์ อูนากูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอลก้า (ประเทศไทย) จำกัด

นางสาวทิพาภรณ์ อูนากูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอลก้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า Breast Cancer Campaign ของ Estée Lauder Companies ริเริ่มจัดขึ้นในปี ค.ศ. 1992 เพื่อขับเคลื่อนการระดมทุนวิจัย การให้ความรู้ และบริการทางการแพทย์ เพื่อสร้าง “โลกที่ปลอดมะเร็งเต้านมสำหรับทุกคน” และทำให้แคมเปญฯ ถูกจัดขึ้นอย่างแพร่หลายในนานาประเทศทั่วโลก ในปีนี้ เอสเต ลอเดอร์ ประเทศไทย สานต่อภารกิจขจัดภัยมะเร็งเต้านม ผ่านแคมเปญ ‘รวมพลังช่วยกันหยุดยั้งมะเร็งเต้านม – Beautifully United to Help End Breast Cancer’ โดยนำกิจกรรม Pink Ribbon Run กลับมาจัดอีกครั้ง อย่างยิ่งใหญ่และพิเศษกว่าที่เคย สะท้อนพลังแห่งการรวมใจของทุกภาคส่วนในการสร้างโลกที่ปลอดภัยจากมะเร็งเต้านมอย่างแท้จริง ซึ่งงานนี้ช่วยมอบประสบการณ์วิ่งแนวใหม่ เพื่อให้ทุกก้าววิ่งเปี่ยมด้วยความหมาย ทั้งต่อสุขภาพของผู้เข้าร่วมงานและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่กำลังรอความช่วยเหลือ อีกทั้ง ยังช่วยยกระดับการตระหนักรู้เรื่องการป้องกันและการตรวจคัดกรองในสังคมไทยได้อย่างกว้างขวาง

กิจกรรม Pink Ribbon Run 2025 ได้สร้างแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่สู่สังคม เพื่อรณรงค์ให้ทุกคนร่วมสานต่อภารกิจ “Time to End Breast Cancer” อย่างต่อเนื่อง ด้วยการดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตรวจคัดกรองตามคำแนะนำแพทย์ และร่วมสนับสนุนองค์กรที่ทำงานเพื่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านม เพราะทุกก้าวเล็ก ๆ ของเราจะกลายเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ เพื่อสร้างสังคมที่เปี่ยมด้วยสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรงในอนาคต

ไทยเบฟ ‘รวมใจต้านภัยหนาว’ ปีที่ 26 ส่งมอบ ‘ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก’

ไทยเบฟ ‘รวมใจต้านภัยหนาว’ ปีที่ 26 ส่งมอบ ‘ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก’

ไทยเบฟ ‘รวมใจต้านภัยหนาว’ ปีที่ 26 ส่งมอบ ‘ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก’

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) สานต่อปณิธานแห่งการ “ให้” ภายใต้โครงการ“ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” ปีที่ 26 ส่งมอบ “ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก” จำนวน 12,000  ผืน แก่พี่น้องชาวจังหวัดยโสธร โดยมี นายชาญชัย ศรศรีวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร และ นายขรรค์ไชย ทันธิมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร รับมอบจาก นายอภัย จันทนจุลกะ ประธานคณะกรรมการ    การบูรณะปฎิสังขรณ์ศาสนสถาน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ณ โรงเรียนบ้านสร้างมิ่งมิตรภาพที่ 191 ตำบลสร้างมิ่ง อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร 

โครงการ “ไทยเบฟ… รวมใจต้านภัยหนาว” ได้ส่งมอบให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อช่วยบรรเทาความหนาวเย็นปีละจำนวน 200,000 ผืน ด้วยความมุ่งมั่น และเต็มเปี่ยมด้วยหัวใจแห่งการ “ให้” ตลอดมานับตั้งแต่ปี 2543 จนถึงวันนี้ โครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว”  ได้ส่งมอบผ้าห่มผืนเขียวไปยังพี่น้องผู้ประสบภัยให้ได้ห่มคลุมคลายหนาว  ไปพร้อมกับการลงพื้นที่เข้าถึงชุมชนเพื่อให้ความช่วยเหลือ และสนับสนุนด้านต่างๆ ทั้งในด้านของสิ่งแวดล้อม สังคม รวมถึงการพัฒนาด้านการศึกษา กีฬา และสาธารณสุข อีกทั้งยังได้แผ่ขยายการแบ่งปันให้ก่อเกิดเป็นพลังแห่งความร่วมมือของพันธมิตรทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นอย่างต่อ

ไทยเบฟ ยังมุ่งมั่นในการดำเนินงานตามแนวทางการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนเพื่อขับเคลื่อน โครงการ  “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” ด้วยการสร้างพลังความร่วมมือของทุกคนในสังคมให้ตระหนัก และใส่ใจ ในสิ่งแวดล้อม พร้อมรณรงค์ให้ความรู้เรื่องการคัดแยกขยะในชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึกให้ทุกคนปรับเปลี่ยนและ “ลงมือทำ” ด้วยการคัดแยกบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค ซึ่งการนำขวดพลาสติก PET จำนวน 38 ขวด มาเข้าสู่กระบวนการรีดเส้นใย rPET ก็สามารถถักทอให้กลายมาเป็น “ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก” (Eco Friendly Blanket)” ได้จำนวน 1 ผืน  และสามารถนำขวดบรรจุภัณฑ์พลาสติกกลับมาสู่กระบวนรีไซเคิลได้ปีละจำนวน 7,600,000 ขวด เพื่อที่จะนำมาผลิตผ้าห่มได้มากถึงจำนวน 200,000 ผืนต่อปี จนถึงวันนี้ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องที่สามารถนำขวดพลาสติกกลับมาสู่กระบวนการรีไซเคิลได้แล้วทั้งสิ้น 30,400,000 ขวด ที่ได้ถักถอความอบอุ่นมาเป็น “ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก” ที่ได้ส่งมอบไปยังพี่น้องผู้ประสบภัยหนาวมาโดยตลอด