18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:27 น.

Ogilvy Thailand เปลี่ยนความยากลำบากในการหายใจของเด็กที่ป่วยเป็น RSV ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่พ่อแม่เข้าใจได้อย่างแท้จริง

บ่อยครั้งที่คำเตือนเกี่ยวกับ “โรค RSV” มักถูกมองเป็นเพียงข่าวสารทางการแพทย์ทั่วไป…
วันนี้ พ่อแม่จำนวนไม่น้อยยังคงเข้าใจผิดว่า RSV เป็นเพียงโรคหวัดธรรมดาตามฤดูกาล ทั้งที่ในความเป็นจริง เด็กถึง 9 ใน 10 คน จะติดเชื้อไวรัสตัวร้ายนี้ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 2 ขวบ
โจทย์สำคัญของการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจในแคมเปญ “Catch Your Breath ตาม-(ลมหาย)ใจ-ลูก” โดย Ogilvy Thailand ร่วมกับ MSD จึงไม่ใช่การป้อนศัพท์เทคนิคทางการแพทย์ แต่คือการเปลี่ยนจากบทสนทนาทั่วไป ไปสู่การทำให้ผู้ใหญ่ที่ร่างกายแข็งแรง ได้สัมผัสถึงสิ่งที่เด็กๆ ต้องเผชิญ เพื่อเปลี่ยนความคุ้นชินให้กลายเป็นความตระหนักรู้ และนำไปสู่การปกป้องอย่างทันท่วงที
จาก Hard Fact สู่ Heartfelt สิ่งที่ลูกน้อยต้องแบกรับเมื่อป่วย RSV
เบื้องหลังแนวคิด From Hard Fact to Heartfelt เกิดจากการตั้งคำถามว่า “จะทำให้คนที่ไม่เคยสัมผัสผลกระทบจากโรคนี้ เข้าใจความรู้สึกอย่างลึกซึ้งของเด็กได้อย่างไร?”

ในการค้นหาคำตอบได้นำไปสู่การเปรียบเทียบเชิงวิทยาศาสตร์ที่ทรงพลัง เมื่อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นสิ่งสำคัญว่า “ผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อ RSV อัตราการหายใจจะพุ่งสูงเกิน 60 ครั้งต่อนาที” พูดให้เห็นภาพชัดเจนคือ วิ่งมาราธอนเหนื่อยแค่ไหน เด็กที่เป็น RSV หายใจเร็วกว่านักวิ่ง~2 เท่า*
ทีมงานได้ถ่ายทอดแนวคิดนี้ผ่านภาพยนตร์สั้นเชิงทดลอง โดยเชิญ พ่อแม่ 3 คู่ที่ลูกเคยป่วยเป็น RSV จริงๆ มาร่วมทดสอบสมรรถภาพทางกายบนลู่วิ่ง โดยที่พวกเขายังไม่ทราบวัตถุประสงค์ที่แท้จริง เมื่อความเร็วเพิ่มขึ้น พ่อแม่เริ่มเหนื่อยหอบ และอัตราการหายใจพุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 35 ครั้งต่อนาที ทีมงานจึงเฉลยว่า นั่นเป็นอัตราการหายใจเพียงครึ่งเดียวของสิ่งที่ลูกน้อยของพวกเขาเคยต้องแบกรับขณะติดเชื้อ RSV
ประสบการณ์ตรงที่พ่อแม่สัมผัสในครั้งนี้ ได้ทลายภาพจำเก่า ๆ และทำให้ตระหนักว่าเสียงหายใจวี้ดหรือสภาวะอกบุ๋มของลูกน้อย ซ่อนความน่ากังวลใจไว้มากเพียงใด
Little Marathoners และกิมมิกที่ถอดรหัสจากหัวใจของพ่อแม่
แคมเปญ Little Marathoners บนป้ายบิลบอร์ด (Billboard) ได้นำเสนอภาพเด็กๆ ที่ป่วย RSV ในบริบทของนักวิ่งมาราธอน เพื่อสะท้อนความจริงอันน่าสะเทือนใจว่า ในขณะที่นักวิ่งลงสนามและผลักดันร่างกายไปจนถึงขีดจำกัดด้วยความสมัครใจ แต่เด็กที่ป่วย RSV กลับต้องเผชิญกับการหายใจที่เร็วระดับเดียวกับผู้ใหญ่ที่เป็นนักวิ่ง
นอกจากนี้ ชื่อแคมเปญภาษาไทยยังได้นำเอาคำว่า “ตามใจลูก” ซึ่งเป็นสำนวนไทยที่คุ้นเคย มาสอดแทรกคำว่า “ลมหาย” เข้าไปตรงกลาง กลายเป็น “ตาม-(ลมหาย)ใจ-ลูก” เป็นการเปลี่ยนนิยามจากความรักในรูปแบบการยอมตามใจ ให้กลายเป็นการเชิญชวนให้พ่อแม่หันมาใส่ใจ และติดตามลมหายใจของลูกน้อยอย่างใกล้ชิด

เป้าหมายสูงสุดของการสื่อสารนี้ คือการเปิดมุมมองใหม่ให้เห็นว่า ปอดอันบอบบางของทารกซึ่งยังไม่พัฒนาเต็มที่ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้พลังทั้งหมดที่มีสูดอากาศเข้าปอดต่อเนื่องหลายวัน จึงไม่ใช่เรื่องที่ควรจะรอให้เกิดขึ้นแล้วค่อยหาทางรักษาที่ปลายทาง
“แม้พ่อแม่อาจจะรู้อยู่แล้วว่า RSV เป็นอันตราย แต่การรู้ข้อเท็จจริงกับการเข้าใจว่าลูกกำลังเผชิญกับอะไรอยู่นั้น เป็นสองสิ่งที่แตกต่างกันมาก แคมเปญนี้จึงต้องการช่วยเติมเต็มช่องว่าง เพื่อเปลี่ยนจากการตระหนักรู้ให้กลายเป็นการป้องกัน” Farica Agustin Khong, Business Unit Director, MSD (Thailand) กล่าว
“เราไม่ต้องการบอกข้อมูลหรือศัพท์เทคนิคทางการแพทย์ เกี่ยวกับ RSV ให้พ่อแม่ฟังแบบเดิมอีกต่อไป แต่จะทำให้ทุกคนได้สัมผัสถึงมันจริงๆ เมื่อหมออธิบายว่าเด็กที่ป่วยจะหายใจเร็วขึ้นมาก เราจึงเปลี่ยนสิ่งที่มองไม่เห็นให้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เพราะบางครั้งการจะเข้าใจใครสักคนอย่างแท้จริง คุณอาจต้องลอง Catch Their Breath ของเขาดู” ทสร บุณยเนตร, Chief Creative Officer, Ogilvy Thailand กล่าว
บทสรุปของแคมเปญนี้ไม่ได้จัดทำขึ้นเพื่อสร้างความตื่นตระหนก แต่ต้องการส่งต่อพลังแห่งการปกป้องผ่านข้อความ #ภูมิปอดจิ๋วสู้RSV เพื่อย้ำเตือนว่าช่วงฤดูระบาดของ RSV (ก.ค.-พ.ย.) คือเวลาที่ปอดดวงน้อยต้องการเกราะคุ้มกันมากที่สุด การเตรียมภูมิคุ้มกัน RSV ให้เค้าและการปรึกษาแพทย์ จึงเปรียบเสมือนการยื่นมือเข้าไปช่วยรับไม้ต่อ เพื่อไม่ให้เด็ก ๆ ต้องลงแข่งขันในสนามนี้เพียงลำพังตั้งแต่วัยเตาะแตะ
เมื่อพ่อแม่รับรู้ถึงความหมายในทุกลมหายใจของลูก การป้องกัน RSV จึงไม่ใช่แค่เรื่องของโรคภัย แต่คือภารกิจสำคัญในการปกป้องคนที่รักที่สุดในชีวิต
ติดตามรับชมโฆษณา Catch Your Breath ตาม-(ลมหาย)ใจ-ลูก ที่จะทำให้พ่อแม่ได้ ‘รู้สึก’ มากกว่า ‘รู้จัก’ พิสูจน์ความรักลูกจริง ด้วยการวิ่งตาม ได้ที่ https://youtu.be/NZ6JEnZ85WM?si=M5MEGnhoRGh69gjK







































สำหรับประเทศไทย เครื่องปรับอากาศเป็นอุปกรณ์ที่มีบทบาทสำคัญต่อคุณภาพชีวิตและถูกใช้งานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ขณะที่การพูดถึงเครื่องปรับอากาศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมักมุ่งเน้นเรื่องการประหยัดพลังงานเป็นหลัก แต่อีกประเด็นสำคัญคือการบริหารจัดการสารทำความเย็นอย่างเหมาะสม เนื่องจากในกระบวนการติดตั้ง บำรุงรักษา หรือรื้อถอนเครื่องปรับอากาศ อาจมีความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของสารทำความเย็น ซึ่งส่งผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหากไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี
ภายใต้โมเดล Sustainable Cooliving Lifecycle แสนสิริได้นำแนวคิดการดูแลทรัพยากรตลอดวงจรชีวิตอาคารมาประยุกต์ใช้ โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการระบบปรับอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม การบำรุงรักษาตามมาตรฐาน การเก็บคืนสารทำความเย็น การฟื้นฟูคุณภาพ และการนำกลับมาใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านระบบปรับอากาศ ไดกิ้นได้ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าวผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ มาตรฐานการเก็บคืนและบริหารจัดการสารทำความเย็น การสนับสนุนอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการให้คำปรึกษาทางเทคนิค เพื่อช่วยให้แนวทางที่แสนสิริพัฒนาขึ้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม
นายวรุตม์ เลขะจิระกุล ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายงานโครงการ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากเครื่องปรับอากาศ นอกจากการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงแล้ว การดูแลระบบตลอดอายุการใช้งานก็เป็นอีกส่วนสำคัญ ไดกิ้นจึงมองว่าสิ่งที่เราส่งมอบได้จริงไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงาน แต่ยังรวมถึงกระบวนการดูแลที่ทำให้ทรัพยากรทุกส่วนถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด ความร่วมมือกับแสนสิริในครั้งนี้ ช่วยทำให้แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจริงในระดับที่ผู้อยู่อาศัยสัมผัสได้ โดยที่การใช้ชีวิตประจำวันยังคงสะดวกสบายเหมือนเดิม” ความร่วมมือครั้งนี้ ได้เริ่มดำเนินการในโครงการและอาคารภายใต้การดูแลของกลุ่มแสนสิริ โดยครอบคลุมทั้งการนำระบบปรับอากาศประสิทธิภาพสูงมาใช้งาน การพัฒนาศักยภาพทีมงานด้านการบำรุงรักษา และการดำเนินการเก็บคืนสารทำความเย็นตามมาตรฐานที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร
นายวรุตม์ กล่าวเสริมว่า “ภายใต้ Environmental Vision 2050 ไดกิ้นให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ซึ่งไม่ได้จบในขั้นตอนการผลิตหรือการขาย แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะผู้พัฒนาโครงการและทีมงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลและบำรุงรักษา เพราะลำพังผู้ผลิตเพียงรายเดียวไม่สามารถปิดวงจรนี้ได้ โมเดลของแสนสิริจึงเป็นการนำความเชี่ยวชาญและทรัพยากรของแต่ละฝ่ายมาร่วมมือกัน เพื่อพัฒนาให้เรื่องที่เคยถูกมองว่าทำได้ยาก สามารถเกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม” ไดกิ้นพร้อมเดินหน้าสนับสนุนพันธมิตรทางธุรกิจในการพัฒนาโซลูชันด้านอากาศและแนวทางการบริหารจัดการสารทำความเย็นอย่างยั่งยืน เพื่อร่วมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ภายใต้แนวคิด “Perfecting the Air” พร้อมสนับสนุนความร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ ที่มุ่งสร้างอนาคตด้านการอยู่อาศัยที่ยั่งยืนเช่นเดียวกับแสนสิริ





