พฤกษานาม…แทนนารี (ห่วง) กุลสตรี Valentine

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05032010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษานาม…แทนนารี (ห่วง) กุลสตรี Valentine

อันกุลสตรี เหมือนดวงมณีมีค่า

สวยเอยสวยกว่า หอมเอยหอมกว่าดอกไม้

ฉันรักบุปผา ฉันนำบุปผา มาร้อยมาลัย

ให้ทุกสตรี หอมคุณความดี มีสุขเอย

เป็นท่อนสุดท้ายจากบทเพลง ชื่อกุลสตรี ซึ่งขับร้องโดย คุณจินตนา สุขสถิตย์ ประพันธ์คำร้องโดย ครูชาลี อินทรวิจิตร ประพันธ์ทำนองโดย ครูสง่า อรัมภีร์ ถ้านับอายุเพลงแล้ว ก็เกือบจะเท่าสุภาพสตรีวัยกลางคน ซึ่งมีสิทธิ์เป็นคุณย่า คุณยายได้เลย

คำร้อง หรือเนื้อเพลงนี้ น่าจะนำมาเผยแพร่ แทรกแซงบทเพลงที่ชื่นชม “วันแห่งความรัก” หรือเทศกาลวันวาเลนไทน์ เพราะได้ให้สติแก่เหล่าสตรีทั้งหลายให้ยังคงรักษาความงามแห่งความเป็น “กุลสตรี” เหมือนกับตัวละครในหนังสือ “ผู้ดี” ซึ่งเขียนไว้โดยท่านผู้ใช้นามว่า “ดอกไม้สด” อันเป็นนามปากกาของ หม่อมหลวงบุปผา นิมมานเหมินทร์ ที่ได้ประพันธ์นวนิยายเรื่องนี้ ตั้งแต่ พ.ศ. 2481

ความเป็น “กุลสตรี” ดูเหมือนจะมีความขัดแย้ง หรือสวนทางกับเทศกาลวันวาเลนไทน์ เนื่องจากวัยรุ่นปัจจุบันนี้ นำคำนี้มาตีความว่าเป็นวันของพวกเขาที่จะกล่าวถึง และแสดงออกเกี่ยวกับความรักอย่างอิสระ มีสิทธิ์ที่จะบอกความในใจ หรือจะบอกรักใครได้อย่างไม่มีกำแพงประเพณีใดๆ ขวางกั้น นี่แหละคือเหตุผลที่น่า “ห่วง” ว่าความเป็นกุลสตรีที่มีอยู่ในตัวหายไปไหน เมื่อวันวาเลนไทน์มาถึง อยากจะแปลงข้อคิดเตือนใจจากสโลแกนครั้งหนึ่งมาใช้ว่า “เอาวาเลนไทน์กลับไปดีๆ เอากุลสตรีคืนมา”

จากบทเพลงหลายๆ บทเพลงที่นำ “ภาษาดอกไม้” มาใช้แทนความรัก คุณค่าความงาม ความดี เปรียบเทียบเหล่ากุลสตรีทั้งหลายเป็นดอกไม้ที่รวยรินกลิ่นหอม แต่ก็…”แพ้ความหอมกรุ่น หอมคุณสมบัติสตรี” ทั้งยังมีคำยืนยันในบทเพลงอีกว่า “…ฉันมองบุปผา ฉันรักบุปผา รักมาลี รักเหมือนสตรี รักคุณความดีของตน” ก็แสดงว่าดอกไม้พฤกษานานาพันธุ์ก็เกิดมาเพื่อความดีเช่นกัน

ดอกไม้ในวันวาเลนไทน์ ถ้าไม่ติดยึดเพียง “ดอกกุหลาบ” ก็มีมวลมาลี มวลไม้ดอกที่ใช้เป็นตัวแทนแห่งความรักได้ทุกดอก เพราะคุณสมบัติของดอกไม้ตามแต่ละชนิดย่อมมีคุณสมบัติ ความดี และคุณค่าในตัวเองทุกพฤกษาพรรณ

ดังนั้น ถ้าหากว่าจะเปรียบเทียบมวลพฤกษามาลีแต่ละชนิดพรรณ ก็ย่อมจะอนุมานได้กับเหล่าสตรีแต่ละนางได้เช่นกัน ซึ่งแต่ละชนิดดอกก็บอกได้ว่า สีดอกสวย กลิ่นดอกหอม มีความคงทน นานๆ ออกดอก บานเช้าเหี่ยวเย็น กลิ่นดอกไม่พึงประสงค์ กลีบดอกร่วงเร็ว ซึ่งล้วนแล้วเปรียบกับสตรีได้ทุกๆ คุณสมบัติที่กล่าวมา และมีมากกว่าที่กล่าวไว้ด้วย

ลองหันมามองมวลเหล่าสตรี ทุกนารีก็มีคุณสมบัติ ความงาม คุณความดี วิถีแต่ละนาง แต่ละอนงค์ เป็นอัตลักษณ์เฉพาะนางได้เช่นกัน มีสิ่งหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับมวลดอกไม้ คือชื่อนามที่เรียกขานนั้น ที่จะระบุเอกลักษณ์ของความเป็นสุภาพสตรี กลายเป็น “พฤกษานารี” บ่งบอกความเป็น “ผู้หญิง” โดยเราลองมาร่วมค้นหาพฤกษาที่มีชื่อ ที่ผู้หญิงทั้งหลายใช้เป็นคำเรียกขานแทนตัว พอจะเป็นตัวอย่างที่เมื่อเอ่ยนามแล้ว ชวนให้จินตนาการถึงเจ้าของนามนั้นๆ ดั่งดอกไม้งาม

กระดังงา กฤษณา กรรณิการ์ ก้านทอง กาหลง กุหลาบ กุมารี กระถิน กาดหอม การะเกด

ไข่ดาว ขมิ้น ข้าวจี่ เขี้ยวกระแต

คัดเค้า แคทลียา คำฝอย แคแสด

จันทน์กะพ้อ จำปี จำปูน จามจุรี จันทน์แดง จันทนา

ชบา ชวนชม ช้องนาง ชมนาด ชงโค

ซ่อนกลิ่น

ตันหยง ตรุษจีน แตงไทย แตงโม

ดาวเรือง เดือนฉาย

เทียนกิ่ง

นมแมว นางแย้ม โนรา

บานเย็น บัวผัน บัวเผื่อน บัวคลี่ บานบุรี เบญจวรรณ บุหงา บุนนาค บัวนิล

ปาหนัน ปีบ

ผกากรอง ผกาแก้ว

พวงแสด พวงทอง พวงแก้ว พิกุล พุดจีบ พวงชมพู พวงหยก พุทธชาด พุดซ้อน

เฟื่องฟ้า

มะลุลี มะลิวัลย์ มณฑา มะลิซ้อน

ยี่หุบ ยี่สุ่น ยี่โถ

รำเพย รวงผึ้ง รสสุคนธ์ ราตรี

ลำดวน ลั่นทม ลดาวัลย์

สร้อยฟ้า สายน้ำผึ้ง สารภี สะแกวัลย์ สร้อยสุมาลี เสาวรส

หิรัญญิการ์ หอมนวล

อรพิม อัญชัน อรัญญิการ์ เอื้องคำ เอื้องผึ้ง อรคนธ์

ก็พอจะเป็นตัวอย่าง นามพฤกษา แทนชื่อนารี เหล่ากุลสตรีทั้งหลายได้

เมื่อได้กล่าวถึงนามพฤกษานารีแล้ว ขออนุญาตที่จะกล่าวถึงบทบาทของกุลสตรีที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากบทบาทของสังคมปัจจุบัน ให้โอกาสที่จะแสดงออกสำหรับสิทธิส่วนบุคคล จนอาจจะเกินเลย “บริบท” ของความพอดีแห่งคุณค่าของกุลสตรีที่จะพึงปฏิบัติ โดยเฉพาะวัยรุ่นปัจจุบัน ที่รับเอาพฤติกรรมต่างธรรมเนียมประเพณี หรือยึดถือ “ลัทธิเอาอย่าง” เห็นพฤติกรรมของชนต่างประเพณีนิยมเป็นแบบอย่าง

มีเนื้อร้องของบทเพลง “กุลสตรี” ตอนหนึ่ง ประพันธ์ไว้ว่า

นารีมีความสวยสามประการ

สวยน้ำคำร่ำกล่าวขานหวานหวานกับทุกคน

สวยน้ำใจใสเย็นเช่นหยาดฝน

สวยน้ำมือคือน้ำมนต์ รู้จักปรนนิบัติทั่วไปฯ

ได้เคยนำบทเพลงเพลงนี้ประกอบงานเขียน “พฤกษากับเสียงเพลง” มาแล้วไม่น้อยกว่า 7 ปี ดีใจมากที่ได้อ่านพบคำวิจารณ์ จากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ถามหาบทเพลงนี้ว่า “กุลสตรี เพลงดีหายไปไหน” ในฉบับวันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม 2553 เพราะกล่าวถึงงานฉลองวันสตรีสากล 8 มีนาคม 2553 โดยกล่าวถึงว่า

“วันจันทร์ ที่ 8 มีนาคม นี้ ก็จะเป็นวันสตรีสากลอีกแล้ว มีเพลงไทยสากลที่เหมาะจะเป็นเพลงประกอบวันสตรีสากล ไม่เฉพาะปีนี้เท่านั้น แต่เหมาะกับวันสตรีสากลตลอดไป คือ เพลง “กุลสตรี”

เมื่อเอาคำร้องในเพลง กุลสตรี มาพินิจวิเคราะห์แล้ว เพลงนี้กระทรวงศึกษาธิการ น่าจะนำมาให้นักเรียนหญิง นักศึกษาหญิง ฝึกหัดขับร้องให้ได้ทุกคน เพราะทุกคำในเพลงนี้ เป็นคำสอนลูกผู้หญิงให้รู้จัก รักนวล สงวนตัว รู้ว่าความสวยที่แท้จริงของลูกผู้หญิงคืออะไร

มุมมองของลูกผู้หญิงที่เป็นกุลสตรี ที่ ครูชาลี อินทรวิจิตร บรรยายไว้ในบทเพลง คือความสวยสามประการ ที่ทำได้ไม่น่าจะยากเย็น คือ งามน้ำคำ งามน้ำใจ และ งามน้ำมือ ที่ปรนนิบัติ พ่อ แม่ หรือสามี ล้วนแต่ทำให้ลูกผู้หญิงเป็นสุภาพสตรีที่สูงค่า ซึ่งผู้หญิงควรมีไว้เป็นคาถาประจำใจ”

นักบุญ Valentine ถูกประหารชีวิตตั้งแต่ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ คริสตศักราช 270 ในสมัยพระเจ้าจักรพรรดิโรมันเคลาดิอุสที่ 2 เป็นเหตุการณ์บันทึกกี่ปีผ่านมาแล้ว แต่ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกคู่ของชาวตะวันตกที่จะทดลอง ทดสอบมิตรภาพความสัมพันธ์ เพื่อจะครองคู่อยู่รักกัน 1 ปี ว่าอยู่ร่วมกันได้หรือไม่ โดยมีเทพเจ้าองค์หญิง เทพธิดา Juno Februata เป็นผู้ดูแลความรักให้ ตามตำนานที่กล่าวขานเชื่อกันมานี้ แต่เชื่อมโยงมาถึงเมืองไทยเราเมื่อไหร่มิทราบได้ ซึ่งทำให้เหล่ากุมาร กุมารีของเราตื่นเต้นที่รอให้ถึงวันวาเลนไทน์ เพื่อจะรอมอบดอกไม้และความรักซึ่งกันและกัน แทนความหมายที่ตราตรึงหัวใจทั้งผู้รับและผู้มอบให้ จนอาจจะมีใครบางคนลืมสะกดคำว่า “กุลสตรี”

มีบทเพลงที่กล่าวถึงดอกไม้ เชื่อมโยงกับวันวาเลนไทน์มากมาย ไม่เพียงแต่สมัยก่อนที่ได้กล่าวถึง เนื่องจากว่าปัจจุบันนี้ เอกลักษณ์และสัญลักษณ์ที่วัยรุ่นใช้เป็นตัวแทน บ่งบอกความรู้สึก ความในใจ มักจะแสดงออกโดยวิธีมอบดอกไม้ ตามแบบที่เห็นสากลปฏิบัติ โดยซึมซับเข้ามาเป็นประเพณีของวัยรุ่นแล้ว ผ่านมาถึง ณ วันนี้ รู้สึกเป็นห่วงต่อพฤติกรรมแฟชั่นนิยมของวัยรุ่น ที่รู้จักเพียงว่า วันนี้เขาทำอะไรกัน โดยไม่เข้าใจว่าที่มาของกิจกรรมประเพณีนั้นมีความเป็นมาอย่างไร และถูกครอบงำด้วยระบบธุรกิจเข้ามาผสมผสานผลประโยชน์ มาเสริมเติมปรุงแต่ง จึงกลายเป็นวันธุรกิจแห่งความรักไปด้วยความเต็มใจของทุกฝ่ายอย่างกลมกลืน และด้วยโลกปัจจุบันที่ “ไร้พรมแดน” จึงไม่มีกำแพงใดๆ ที่จะหยุดยั้งวัยรุ่นปัจจุบันได้เลย

มวลดอกไม้ที่นำมาสื่อแทนความหมาย บอกความรู้สึกเป็นตัวแทนความในใจที่อาจจะเรียกว่าเป็น “พฤกษาสวาท” มักจะคิดถึงดอกกุหลาบเป็นอันดับแรก ซึ่งได้รับการล้อมกรอบ ตีความว่าเป็นดอกไม้วันแห่งความรัก วาเลนไทน์ ความเป็นจริงดอกไม้ทุกดอก ทุกชนิด น่าจะใช้สื่อความหมายว่าเป็นตัวแทนแห่งความรักได้โดยไม่จำกัดอายุ เพศ และสถานภาพแห่งความรักเลย ดอกกุหลาบจึงกลายเป็นที่ปรารถนา เนื่องจากไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆ ก็ได้ เพราะเป็นการเอ่ยถึงความรักด้วยการกระทำ เช่น กุหลาบสีแดง แทนคำว่า “ฉันรักเธอ” กุหลาบสีขาว บอกถึงความรักที่บริสุทธิ์ จริงใจ กุหลาบสีชมพู ให้รู้ว่า หวาน โรแมนติกสู่ห้วงเสน่หา กุหลาบสีเหลือง มีแนวสดใสแบบเพื่อน แต่แปลกที่เมื่อกล่าวถึง กุหลาบสีดำ จะตีความหมายเป็นรักอมตะ รักนิรันดร์ ยั่งยืน ดังเนื้อเพลงบทหนึ่ง ที่กล่าวว่า “…กุหลาบดำ จำวาจาเจ้าฝากไว้ กุหลาบไซร้ คือรักแท้ที่เฝ้าฝัน สีดำหรือคือความรัก จักคงมั่น กุหลาบดำจึงแทนคำรักนิรันดร์”

มีความหมายอีกอย่างกับจำนวนดอกที่จะบอกความรู้สึก แทนความในใจได้เช่นกัน เนื่องจากมีมอบให้แก่ ตั้งแต่ 1 ดอก ถึง 101 ดอก โดยนิยามความหมายว่า 1 ดอก บอกความหมายว่ารักแรกพบ 3 ดอก บอกว่าฉันรักเธอ 9 ดอก บอกว่าจะรักเธอตลอดไป 12 ดอก บอกขอให้เธอเป็นคู่กับฉัน 13 ดอก บอกเธอเป็นเพื่อนแท้ของฉัน 40 ดอก บอกว่ารักแท้ 99 ดอก บอกรักเธอจนตาย ถ้าเป็น 101 ดอก บอกว่าฉันมีเธอเพียงคนเดียวเท่านั้น จะสงสัยอยู่หน่อยเดียว ช่อมัดดอกกุหลาบ 101 ดอก จะใหญ่แค่ไหน หนามกุหลาบจะตำอกคนรักหรือไม่ แต่ก็หายสงสัย เมื่อได้ยินเพลง “กุหลาบแดง” ซึ่ง คุณไก่ พรรณนิภา ขับร้องไว้ตอนหนึ่งว่า “ปลูกกุหลาบแดงไว้เพื่อเธอ เก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าดอก บ่งบอกความจริงที่ยิ่งใหญ่ บ่งบอกว่าใจฉันยังคงมั่น พันปี หมื่นวันไม่เคยหน่าย ฟ้าดินสลาย หัวใจมั่นรักเธอ” ถ้าจะสงสัยก็เพียงว่า 9,999 ดอก หากมัดรวมช่อดอกไม้วันวาเลนไทน์ จะใหญ่สักปานใด

อย่างไรก็ตาม ยังมี “พฤกษาสวาท” อีกหลายชนิด ที่บ่งบอกความรู้สึกถึงความรัก เช่น ดอกทิวลิปสีแดง บอกว่า ประกาศรักอย่างเปิดเผย ลิลลี่สีขาว หมายถึงบอกรักอย่างบริสุทธิ์ใจ จริงใจ เทิดทูน ดอกคาร์เนชั่นสีชมพู สื่อว่าถึงอย่างไรก็รักคุณ ดอกฟอร์เก็ตมีน็อต ความหมายตรงตัวว่า โปรดอย่าลืมฉัน หรือความรู้สึกที่ดีต่อกัน แม้แต่ดอกทานตะวัน ก็ยังใช้บอกความรู้สึกคลั่งไคล้ มั่นคง และฟันฝ่าอุปสรรคต่อกัน ก็แสดงให้เห็นว่า พฤกษาจะกี่ดอก สีอะไร ก็บ่งบอกถึงความรักที่จะตราตรึงใจทั้งผู้ให้และผู้รับ

หนุ่มสาววัยรุ่นปัจจุบัน คงจะตื่นเต้นกับวันวาเลนไทน์ เพราะพวกเขามีโอกาสได้แสดงออกเป็นตัวเองตามนัยแห่งวัยวุฒิ เข้าใจเชิงจิตวิทยากับเขาเหล่านั้นดี แต่ไม่อยากจะส่งเสริมพฤติกรรมที่ไม่พึงควรปฏิบัติของหนุ่มสาวที่จะยึดเอา “อย่าง” ที่ไม่ดีมาเป็น “เยี่ยง” ที่ไม่สมควร แต่ก็ดีใจมากๆ ที่มีการส่งเสริมให้ใช้ดอกไม้แทนใจบอกรักกันมากๆ เพราะอย่างน้อยที่สุด ชาวสวนดอกไม้ ชาวไร่พฤกษา ก็จะขายดอกไม้ได้ราคาดี มีคนซื้อแน่นอน

มีบทเพลงชื่อ 14 กุมภา วันวาเลนไทน์ หลายบทเพลง ที่ต่างคนขับร้อง และต่างเนื้อร้อง ทำนอง ของนักร้องแต่ละท่าน เช่น

สายัณห์ สัญญา (ขึ้นต้นว่า)

14 กุมภาวันวาเลนไทน์ ของขวัญจากใจฉันมอบแด่เธอ ฝากใจดวงนี้ที่มันละเมอ คิดถึงเธอไม่มีวันลืม

กุหลาบสีแดงที่มอบแด่คุณ เพื่อเป็นไออุ่นเมื่อยามคุณเหงา ฝากไปกระซิบหัวใจเบาเบา เมื่อยามคุณเศร้า มันคงผ่อนคลาย…ฯลฯ

คุณสดใส ร่มโพธิ์ทอง ขับร้อง ขึ้นต้นว่า

14 กุมภา เป็นวันที่ลาจากน้องไปไกล น้องคร่ำครวญอยู่ชิดแนบกาย พี่เฝ้าปลอบใจ จูบซับน้ำตา…ฯลฯ

คุณเพชร สหรัตน์ ขับร้อง ขึ้นต้นว่า

14 กุมภา วันวาเลนไทน์ ทุกปีดอกไม้เธอส่งมา ฉันได้รับข้อความเขียนว่า แด่…แก้วตาดวงใจ 14 กุมภา วันวาเลนไทน์ ดอกไม้ฉันส่งให้เธอ ข้อความส่งไปได้รับไหมเอ่อ คือฉันรักเธอมากมาก…ฯลฯ

สำหรับคนที่ไม่อยากให้มีวันวาเลนไทน์ ก็คงจะไม่อยากย้อนอดีตวันนั้น เช่น ฝน ธนสุนทร ขับร้อง เพลงชื่อ “แผลเป็นวันวาเลนไทน์” ขึ้นต้นว่า

ไม่อยากให้ถึงวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาคราใด หัวใจร้องไห้ทุกครั้ง วันแห่งความรัก ต้องกลายเป็นคนรักพัง เพราะคนเคยให้ความหวัง เขาพังรักกลางกุมภา หลอกให้ไปหาแล้วลาลืมกัน กุหลาบหลุดมือซีดสั่น เห็นเขากอดกันตำตา…ฯลฯ

เช่นเดียวกับ กัน ณ ภัทร (เดอะสตาร์) ขับร้อง เพลง Bad Valentine ตอนหนึ่งกล่าวว่า “ดอกไม้ละลานตาที่เขาให้กันวันนี้ แต่ฉันไม่เคยมี กี่ปีก็เป็นอยู่อย่างนั้น สุขสันต์วันแห่งความรักให้ใครต่อใครเขา แต่สุขสันต์วันแห่งความเหงา ให้เราที่ต้องเดียวดาย…ฯลฯ

จะเห็นว่า ไม่ว่า สุข หรือ โศก ก็มีดอกไม้มวลมาลีมาเป็นตัวเชื่อมประสาน เป็นทั้งผสานแห่งความรักสู่สวรรค์ หรืออาจจะมอบดอกไม้จันทน์แทนใจ

ก็อยากจะย้ำให้สติแก่กุลสตรีที่มีใจรักวันวาเลนไทน์ อย่าให้ดอกไม้นำสู่คำว่า “รักผิดทาง” จึงขอเสนอให้ฟังเพลงชื่อ “แสงทิวา” แล้วปฏิบัติตามท่อนสุดท้ายที่ขับร้องไว้ว่า “เป็นสาวคราวเดียวในชาติหนึ่งรู้เต็มทรวง สาวเจ้าควรจะหวง หวงซึ่งสิ่งสงวน รอวันคืนเมื่อถึงเวลาที่ควร ถึงคราวมอบกายใจนวล เมื่อควรนั้นคือสู่หอวิวาห์” ขับร้องโดย คุณสวลี ผกาพันธุ์ กว่า 40 ปีมาแล้ว!

พฤกษาเฉพาะถิ่นที่ เป็นราชินี…แห่งสายน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05024150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาเฉพาะถิ่นที่ เป็นราชินี…แห่งสายน้ำ

โอ อัว โอ๊ย แล้วกันโอ๊ย โอ๊ย…โอย โอ…ละหน่าย

น้องอ้อนแอ้น แม้นมิ่งสวรรค์ สาละวันตาคม สง่าสม แท้น้อ…น้อ…ละหน่าย

เตี้ยลง สาละวันเตี้ยลง เตี้ยลง…สาละวันเตี้ยลง เตี้ยลงหน่อยสาละวันเอ๊ย เตี้ยลงแล้ว ฟังพี่ซิเดี่ยวเพลง

พลับพลึงกำลังช่อใหม่ ปลูกเอาไว้อยู่ในแดนดง รูปหล่อเขาออกมาโค้ง รำวง รำวง สาละวัน

สาละวันลุกขึ้น ลุกขึ้น ลุกขึ้นสาละวัน ลุกขึ้นหน่อย สาละวันเอ๋ย…ลุกขึ้นแล้ว อ้ายขอเว้าสาว ถามบ้านเจ้านั้นอยู่ที่ใด๋…ฯลฯ

บทเพลงรำวงชมสาว แต่กล่าวถึง พลับพลึง บ้านป่าที่งามปานแต้ม สองพวงแก้วสีชมพู ขับร้องโดย ไวพจน์ เพชรสุพรรณ ไม่ทราบว่าเรียกหาพลับพลึงบนดิน หรือพลับพลึงในสายน้ำ เพราะยังไม่รู้ว่า บ้านสาวเจ้าอยู่ที่ไหน ลูกสาวผู้ใด ได้เห็นเพียงความงามจากพวงแก้ม ก็ขอฝากรักแล้ว

พลับพลึง ที่กล่าวถึงกันโดยทั่วไป ส่วนใหญ่จะกล่าวถึง พลับพลึงที่ปลูกอยู่บนแปลงดิน หรือในกระถางทั่วไป รอบรั้ว รอบบ้าน หรือประดับศาลาไทย

เคยได้อ่านบทกลอนที่กล่าวถึง ต้น ใบ ดอกพลับพลึง ในอุทยานดอกไม้ โดย “เมย์วิสาข์” สรุปความรู้สึกว่า “จิตประหวั่นแต่ไม่พรั่นพรึง เมื่อเจอพลับพลึง” และกล่าวไว้ในบทกลอน ว่า

ประหวั่นจิตให้คิดถึงพลับพลึงสวย

อวบอิ่มด้วยกาบอ่อนร่วม รวมกอใหญ่

ดอกขาวแดง ก้านช่อยาว เคล้าซอกใบ

ทัดดอกไว้ กลีบหกริ้ว ดั่งนิ้วมือ

ลองค้นหารูปพลับพลึง พบเห็นดังที่บทกลอนพรรณนาไว้ เพียงแต่เป็นพลับพลึงที่ปลูกไว้บนแปลงดิน สำหรับที่ปลูกในกระถาง ที่พ่อค้า แม่ค้า ตามแหล่งขายต้นไม้นำมาวางให้เลือก ส่วนใหญ่เป็นกอใหญ่ ปลายใบโค้งคลุมไม่เห็นปากกระถาง รัศมีปลายใบครอบคลุมเนื้อที่ไปยังกระถางอื่นๆ ได้ สอบถามว่า ทำไมไม่ค่อยมีมามากๆ ให้เลือก คำตอบคือ ราคาต้นละไม่กี่บาท แต่เปลืองเนื้อที่ อยากได้สีอะไร สั่งได้

พลับพลึง มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า ลิลัว ไม้หัว ดอกสีขาว หรือบางชนิดมีสีม่วงแดง มีช่อดอกขนาดใหญ่ ออกเป็นกระจุกที่ปลายช่อ หรือเรียกปลายกิ่ง มีดอกย่อยจำนวนมาก อาจจะมีตั้งแต่ 10-30 ดอก ก้านช่อดอกอวบใหญ่ กลีบดอกตอนโคนเชื่อมกันเป็นหลอด ยาว 7-10 เซนติเมตร ปลายแยกเป็น 6 กลีบ เป็นริ้วๆ กว้างประมาณ 1 เซนติเมตร แต่ยาวได้ถึง 6-8 เซนติเมตร ดอกทยอยบาน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ พลับพลึงดอกสีแดง จะมีช่อดอกและดอกใหญ่กว่าพลับพลึงสีขาว

ชนิดพันธุ์ของพลับพลึง จะมีทั้งพลับพลึงด่าง พลับพลึงแดง พลับพลึงสีทอง แต่ส่วนใหญ่ที่พบเห็นมักจะเป็นสีขาว เป็นไม้หัว พืชล้มลุกที่มีอายุอยู่ได้หลายฤดู มีลำต้นใต้ดิน ส่วนที่อยู่เหนือดิน ประกอบด้วย กาบใบสีขาวหุ้มซ้อนกันเป็นชั้นๆ ส่วนของใบอวบน้ำ เป็นใบเดี่ยวรูปหอก กว้างมากที่สุดได้ถึง 15 เซนติเมตร และส่วนใบที่ยาวได้มากกว่า 1 เมตร หรือยาวได้ถึง 120 เซนติเมตร มีเมล็ดกลมเล็กๆ สีน้ำตาล แล้วมีผลเมื่อแห้งจะเป็นสีดำ แต่ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อ ได้ต้นใหม่ที่งอกเร็วและตายยาก

หัว หรือต้นพลับพลึงใต้ดิน หากมีสัตว์เลี้ยงขุดคุ้ยกันกินอาจจะเป็นอันตรายได้ โดยมีอาการเซื่องซึม ชัก หรือบางชนิดอาจถึงตาย สำหรับอันตรายที่มีต่อคน ทำให้ระคายเคืองเยื่อบุกระเพาะอาหาร คลื่นไส้ ท้องเสีย เนื่องจากมีสารในกลุ่มอัลคาลอยด์ เป็นสารออกฤทธิ์ และหัวสดจะมีพิษมากกว่าหัวแห้ง

พลับพลึง พืชปลูกง่าย ชอบขึ้นในดินที่ชื้น หรือทนดินแฉะได้ดี แต่ก็ทนทาน ไม่ต้องดูแลบำรุงรักษามากนัก และเหมาะกับสภาวะดินฟ้าอากาศในเมืองไทยได้เหมาะ ประโยชน์และคุณสมบัติจากใบพลับพลึงมีมาก ในความรู้ภูมิปัญญาชาวบ้าน หรือหมอพื้นบ้าน นิยมนำใบพลับพลึงมาลนไฟให้ตายนึ่ง แล้วพันรอบอวัยวะที่เคล็ด ขัดยอก หรือบวมได้ ในพื้นที่บางท้องถิ่นใช้ใบลนไฟถอนพิษ และใช้ใบลนไฟรักษาโรคไส้เลื่อน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รวมทั้งใช้ประคบหน้าท้องคุณแม่ที่เพิ่งคลอดได้ สำหรับกาบใบที่อวบ หนา และยาว นั้น นำมาทำกระทงใส่ธูป เทียน ลอยกระทงแทนใบตองได้ และสามารถนำไปแกะสลักตกแต่งในงานพิธีต่างๆ ด้วย

ก็ถือว่าไม้ดอกใหญ่ ก้านช่อยาว เป็นที่นิยมนำมาใช้เป็นไม้ประดับได้ทั้งต้น หรือแยกส่วนดอก ใบ ไปเป็นชิ้นส่วนร่วมประดับช่อแจกันได้ด้วย ความงามสดได้นาน หากมีพื้นที่ให้พลับพลึงกางใบได้กว้าง ก็จะตะลึงได้แน่นอน

ยังมีพลับพลึงอีกเทือกเถาเหล่ากออีกสายพันธุ์หนึ่ง แม้ไม่เป็นที่รู้จักกันกว้างขวาง แต่เป็นที่หวงแหนกันในระดับโลก ที่จะต้องร่วมมือกันอนุรักษ์ให้คงอยู่คู่ท้องถิ่น ให้สมกับคำว่า “ราชินีแห่งสายน้ำ” ก็คือ “พลับพลึงธาร” พรรณไม้น้ำไทย หนึ่งเดียวในโลก

พลับพลึงธาร เป็นพรรณไม้น้ำชนิดที่ตลาดต่างประเทศมีความต้องการ แต่ยังไม่มีการเพาะขยายพันธุ์ในระดับฟาร์ม เนื่องจากผลผลิตที่ชาวต่างประเทศได้รับหรือรู้จักนั้น ได้จากการเก็บรวบรวมจากธรรมชาติ ดังนั้น สถานการณ์ปัจจุบันของพลับพลึงธาร จึงไม่ใช่มีผลผลิตมากมายในระดับที่จะส่งออกเป็นอุตสาหกรรม จะมีเพียงที่จะต้องรณรงค์ให้ร่วมอนุรักษ์ ปลูกเพิ่ม ขยายพื้นที่ สงวนแหล่งน้ำให้พลับพลึงธารที่มีอยู่ให้คงอยู่เพื่อลูกหลานในอนาคตได้รู้จัก รู้เห็น ต่อไป

กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เผยแพร่ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ของพลับพลึงธาร เพื่อให้เป็นที่รู้จักและเข้าใจในธรรมชาติความเป็นอยู่ของพรรณไม้น้ำหายากนี้ พร้อมภาพพื้นที่ท้องถิ่นแหล่งอาศัยในสายน้ำ สายธาร ที่จะส่งเสริม รณรงค์ อนุรักษ์ผ่านชมชม และจิตสำนึกของบุคคลในท้องถิ่นที่หวงแหนทรัพยากรดั้งเดิม ที่นับวันกำลังใกล้จะสูญพันธุ์

สถาบันวิจัยสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำ สำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กรมประมง ได้ให้ความรู้พื้นฐานเผยแพร่เพื่อให้พลับพลึงธารเป็นที่รู้จักแก่ประชาชนทั่วไป จัดป้ายนิทรรศการในกิจกรรมเกี่ยวข้อง ทั้งในสื่อออนไลน์ และกิจกรรมการเกษตร เช่น ในงานวันเกษตรแห่งชาติ ว่า พลับพลึงธาร หรือมีเรียกอีกชื่อ หอมน้ำ Crinum thaianum Schulze มีชื่อสามัญว่า Onion plant จัดเป็นพืชมีดอก ในวงศ์พลับพลึง (Amary llidaceae) เป็นพรรณไม้น้ำประเภทครึ่งบกครึ่งน้ำ เจริญเติบโตในลำธาร และคลองสายสั้นๆ ที่มีสภาพน้ำใส และเป็นแหล่งน้ำไหล จัดเป็นพืชถิ่นเดียว (endemic specie) ที่พบเฉพาะทางภาคใต้ ในแหล่งน้ำของจังหวัดระนอง และพังงา ของประเทศไทยเพียงเท่านั้น ลักษณะเด่นของหอมน้ำ คือ ลำต้นอยู่ใต้ดิน มีใบเกล็ด ทำหน้าที่หุ้มห่อ ป้องกันตาและใบอ่อน ซ้อนกันจนมีลักษณะเป็นหัว รากเป็นระบบรากฝอย ใบเดี่ยวของต้นพลับพลึงธาร มีลักษณะเป็นแถบยาวคล้ายริบบิ้น ช่อดอกมีลักษณะเป็นซี่ร่ม มีจำนวนดอกย่อย 4-14 ดอก จะเกิดดอกจำนวนมากในระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนพฤษภาคม ดอกของพลับพลึงธารจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ส่วนผลมีสีแดง จัดเป็นประเภทที่มีหลายเมล็ด เมล็ดมีสีเขียว ผิวไม่เรียบ ลักษณะบิดเบี้ยวและเป็นเหลี่ยม

ปัจจุบัน การพัฒนาอาชีพ การเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศธรรมชาติ ทำให้พลับพลึงธารในแหล่งน้ำธรรมชาติมีจำนวนลดลงจำนวนมาก การพัฒนาแหล่งน้ำโดยการขุดลอกคลอง และการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดิน ยังทำให้เกิดการชะล้างและพังทลาย ทำให้สภาพน้ำที่เคยใส ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่เดิมเปลี่ยนสภาพเป็นตะกอนโคลนตม เป็นสาเหตุให้พลับพลึงธารมีจำนวนลดลง ใกล้จะสูญพันธุ์ไปจากแหล่งเจริญเติบโตในธรรมชาติ ปัจจุบัน องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ได้จัดจำแนกให้สถานภาพของพลับพลึงธารอยู่ในบัญชีพืช Red data plant ซึ่งหมายถึง พืชที่หาได้ยาก และจัดเป็นพืชที่ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered plant)

สถาบันวิจัยสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำ ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยชีววิทยา และการเพาะขยายพันธุ์โดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และการผ่าแบ่งหัวพลับพลึงธารรูปแบบต่างๆ เพื่อให้เกิดหัวย่อย แล้วนำต้นอ่อนที่ได้ออกปลูกเลี้ยงในโรงเรือนเพาะชำ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และสามารถนำไปปลูกคืนถิ่นในธรรมชาติได้ โดยการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2553 ได้รับอนุมัติจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำเนินการฝึกอบรมโครงการอนุรักษ์พรรณไม้น้ำพลับพลึงธาร เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน บริเวณพื้นที่คลองนาคา อำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ในการเพาะขยายพันธุ์ และการอนุรักษ์พรรณไม้น้ำ ทำให้เยาวชน ประชาชน และชุมชนเข้าใจถึงสภาพนิเวศวิทยาบริเวณแหล่งเจริญเติบโต วิธีการเพิ่มผลผลิตและการใช้ประโยชน์ ตลอดจนสร้างจิตสำนึกในการหวงแหนทรัพยากร เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของทรัพยากร และในอนาคตสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้เพื่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติไม้น้ำพลับพลึงธารภายในชุมชนได้อย่างเหมาะสม

พลับพลึงธาร “ราชินีแห่งสายน้ำ” พืชน้ำที่มีความเป็นมาเทือกเถาเหล่ากอจากธรรมชาติ เป็นพฤกษาชี้วัดจัดระดับคุณภาพน้ำได้ จะมีเหลือไว้ให้ชื่นชมเท่าใด หรือจะขยายพันธุ์รุกล้ำยึดครองสายน้ำลำธารได้เพียงใด ไม่มีใครสามารถกำหนดได้ชัดเจน แต่ด้วยจิตสำนึกของชุมชนในการจัดกิจกรรม ให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรท้องถิ่นชุมชนของตัวเองนั้น เป็นส่วนที่น่าภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ดังที่มีกิจกรรมร่วมกันปลูกพลับพลึงธาร พืชประจำท้องถิ่น ที่คลองบางปรุ อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง ในลำคลองธรรมชาติ และเรียนรู้วิธีการอนุรักษ์ รักษาพลับพลึงธาร แล้วกลายเป็นทั้งแหล่งที่อยู่ และอนุบาลสัตว์น้ำไปพร้อมกันด้วย

ปัจจุบัน พลับพลึงธารในคลองบางปรุ มีให้พบเห็นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากมีการขุดลอกคลอง รวมทั้งการถอนทำลายพลับพลึงธารอย่างผิดวิธี ดังนั้น การจัดกิจกรรมปลูกลงสู่คลองบางปรุ จึงเป็นกุศโลบายที่จะฟื้นฟูทรัพยากรที่มีคนในชุมชนใช้ในการรักษา และดูแลธรรมชาติในท้องถิ่นของตนเอง โดยมีจุดมุ่งหวังว่า จะเป็นการสร้างจิตสำนึกให้คนรุ่นใหม่ร่วมสานฝันต่อไปว่า วันข้างหน้าพวกเขาจะช่วยดูแลความงดงามแห่งนี้ให้คงอยู่ชุมชนต่อไป

ระนอง เมือง “ฝนแปดแดดสี่” ไม่มีผลที่จะทำให้ถูกเรียกว่าเป็นฆาตกรสำหรับพลับพลึงธาร ลมหายใจของพลับพลึงธารยังคงต้องมีอยู่ต่อไป เมืองติดชายฝั่งทะเลอันดามัน พลับพลึงธารไม่ชอบน้ำเค็ม แต่ก็มีน้ำป่าไหลมาทำลายตามธรรมชาติไปบ้าง หากมีสถานการณ์อุทกภัยยิ่งใหญ่ แต่มาตรการใกล้ตัวที่หลงใหลความสวยงามจากดอกพลับพลึงธารน่ากลัวยิ่งกว่า เพราะการที่นักท่องเที่ยวล่องเรือ ถ่อแพชมความงามนั้น บางกลุ่มไม่ได้ชื่นชมด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว แต่รักมากระดับเก็บเกี่ยว ดึง ถอนไปชื่นชม นั่นแหละคือฆาตกรตัวจริงที่ตัวเองไม่รู้ตัว

“ชมรมเพลินไพรศรีนาคา” รณรงค์ชวนร่วมอนุรักษ์พลับพลึงธาร ดอกไม้พิเศษ หนึ่งเดียวในโลก ราชินีแห่งสายน้ำ แตกกออยู่ใต้น้ำ ส่งใบยาวส่ายพลิ้วสยายไปตามกระแสธาร ราวกับปลายหางนางเงือก ที่จะโบกต้อนรับการกลับมาเป็นราชินีแห่งสายน้ำคงเดิม ดังปณิธานของชาวชมรมเพลินไพรศรีนาคา ที่ร่วมกันเรียกหา วันคืนพลับพลึงธารกลับถิ่น คู่คลองนาคา เป็นราชินีแห่งสายธาร ซึ่งชาวชมรมพร้อมที่จะเป็นองครักษ์พิทักษ์นางงามแห่งธรรมชาติตลอดไป

เพลง พลับพลึงธาร (ราชินีแห่งสายน้ำ)

คำร้อง-ทำนอง โดย ผอ. ประยูร แทนบุญ

Intro ราชินี…ราชินีแห่งสายน้ำ

พลับพลึงธารชูดอกบานในสายน้ำ

กับสายน้ำที่หลั่งไหลใสสะอาด

สีดอกขาวใบเรียวยาว ชมชื่นใจ

มีผู้คนมากมาย ให้นามว่าราชินี

*ราชินี ราชินีแห่งสายน้ำ

ช่างงดงาม งามหนึ่งเดียวในโลก

ถิ่นพังงา คุระบุรีนี่คือโชค

หอมน้ำงามงอกบอกถึงถิ่นอุดมสมบูรณ์

**เราช่วยกันดูแลพลับพลึงธาร

ดอกขาวเปล่งบานในสายธารชูช่อ

ถึงหน้าแล้ง ราชินีงามละออ

ได้ชมละก็ ประทับใจในความงาม

บทเพลงจากความจริงใจ กลั่นความรู้สึก ทั้งอารมณ์รักในธรรมชาติ และเจตนาบริสุทธิ์ ที่อยากจะให้ผู้ได้ยิน จินตนาถึงความงามที่คงคุณค่า สมญา “ราชินี” แม้จะไม่ดังถึงเหล่านักนิยมไพร หรือนักล่องแพทุกสายธารก็ตาม แต่ก็หวังว่า เสียงเพลงบทนี้คงจะล่องทวนกระแสน้ำ มาร่วมมือกับต้นสายแห่งลำธาร เพื่อความใสสะอาด ที่จะให้กลายเป็นฐานบัลลังก์พิทักษ์องค์ราชินีครองมงกุฎ ทั้งคลองบางปรุ และคลองนาคา

หากเข้าไปดูกิจกรรมจากชมรม กิจกรรมจากชาวบ้านบุคคล และนักเรียน นักศึกษา ในชุมชนท้องถิ่นแห่งมงกุฎราชินีนี้ จากสื่อออนไลน์ต่างๆ พบว่า มีการรณรงค์ด้วยความตั้งใจที่จะให้ราชินีสายธารนี้ แผ่ขยายฐานันดรยืนยาวต่อไป

พฤกษาบรรดาพุทธองค์ ทรงประทับ สดับโพธิ์พฤกษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05031151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาบรรดาพุทธองค์ ทรงประทับ สดับโพธิ์พฤกษ์

“พระพุทธเจ้าทรงผจญมาร ณ โคนโพธิ์พฤกษ์

ถึงความเป็นผู้เลิศ

ทรงบันเทิงอยู่ในอภิเษกของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ให้เกิดความยินดีแก่ชนชาวศากยะ

พระองค์ทรงชนะมาร ณ อปราชิตบัลลังก์

เหนือใบบัว คือ ปฐพี อันเป็นประธาน ฉันใด

ขอท่านจงเป็นผู้ชนะ (มาร) ฉันนั้นเถิด”

จาก…คำแปล บทบาลีคาถา ที่จารึกไว้ใต้ “พระแท่นวัชรอาสน์”

อนุสรณ์ระลึกถึงพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และในอนาคต พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ทรงมีต้นโพธิ์ หรือต้นไม้เป็นที่ประทับตรัสรู้ เป็นต้นไม้ประจำทุกพระองค์ ดังคำกล่าวที่ว่า “พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ณ ควงต้นไม้ใด ต้นไม้นั้นเรียกว่า โพธิ์พฤกษ์ หรือ ต้นโพธิ์”

ปักษ์ที่ผ่านมาได้เขียนถึง ต้นโพธิ์ ศรีมหาโพธิ ซึ่งเป็นที่ประทับตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาค พระนามว่า “พระพุทธโคดม” ชาวโลกขนานนามต้นพระศรีมหาโพธิว่า “อัสสัตถพฤกษ์” ประดิษฐานอยู่ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา และมีวัดพุทธนานาชาติเรียงรายอยู่โดยรอบ เป็นที่ปฏิบัติธรรมของเหล่าศาสนิกศรัทธา

ต้นโพธิ์ ถือเป็น 1 ใน “สหชาติ” คือเกิดขึ้นในวันเดียวกับพระพุทธเจ้า จาก 7 สิ่ง จึงจัดเป็นความสำคัญที่เกี่ยวข้องและต้องกล่าวถึง เมื่อกล่าวถึงพระพุทธประวัติ หรืออาราธนามุทิตาจิตถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เปรียบเสมือนเจดีย์ที่ควรแก่การเคารพสักการะ ดังนั้น การเรียนรู้ประวัติความเป็นมาของต้นพระศรีมหาโพธิ อันเป็นต้นไม้ประจำพระพุทธองค์ จึงถือเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในอีกด้านหนึ่งด้วย

จากที่เคยกล่าวถึงหนังสือ “ต้นไม้ประจำพระพุทธองค์” ซึ่งรวบรวมโดย พระมหา ดร. ประมวล ฐานทัตโต (บุลาลม) และจัดพิมพ์โดย กองทุนบุญนิธิหลวงพ่อองค์ดำ ร่วมกับ สมาคมพุทธไทย และกองทุนปลูกรากแก้วศาสนทายาท วัดพระราม 9 เพื่อแจกเป็นธรรมทาน ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ได้กล่าวถึงเรื่องราวของพระพุทธเจ้า และต้นไม้ที่พระพุทธองค์ทรงประทับไว้ทั้งอดีตและอนาคต ทำให้ได้ทราบว่า พระพุทธเจ้าที่เราได้เรียนรู้จากพุทธประวัตินั้น ตามตำราพระพุทธศาสนามิได้มีเพียงพระพุทธองค์ที่เรารู้จักในบทเรียนเท่านั้น มีคัมภีร์วงศ์กล่าวไว้ว่า มีพระพุทธเจ้า ถึง 28 พระองค์ ดังปรากฏในหนังสือที่ได้กล่าวมานี้

คัมภีร์พุทธวงศ์ ว่าด้วยประวัติพระพุทธเจ้าทั้งหมด 28 พระองค์ เริ่มจากพระพุทธเจ้า พระนามว่า ทีปังกร จนถึงพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ความจริงยังปรากฏพระนามของพระพุทธเจ้า อีก 3 พระองค์ ในพุทธปกิณณกกัณฑ์ คือ พระตัณหังกรพุทธเจ้า พระเมธังกรพุทธเจ้า และพระสรณังกรพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้า ทั้ง 3 พระองค์นี้ เสด็จอุบัติขึ้นในกัปเดียวกันกับพระทีปังกรพุทธเจ้า แต่เพราะมิได้เป็นบุญเขตของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันนี้ พระองค์จึงไม่ทรงเล่าพระประวัติพระพุทธเจ้า ทั้ง 3 พระองค์ ไว้ในพุทธวงศ์

พระพุทธเจ้าทั้ง 28 พระองค์ ทรงมีต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้ หรือ โพธิ์พฤกษ์ ที่แตกต่างกัน เป็นต้นไม้ประจำพระองค์ ดังมีรายชื่อต่อไปนี้

1. พระตัณหังกรพุทธเจ้า มีต้นสัตบรรณ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

2. พระเมธังกรพุทธเจ้า มีต้นทองกวาว เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

3. พระสรณังกรพุทธเจ้า มีต้นแคฝอย เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

4. พระทีปังกรพุทธเจ้า มีต้นไม้เลียบ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

5. พระโกณฑัญญพุทธเจ้า มีต้นขานาง เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

6. พระมังคลพุทธเจ้า มีต้นกากะทิง เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

7. พระสุมนพุทธเจ้า มีต้นกากะทิง เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

8. พระเรวัติพุทธเจ้า มีต้นกากะทิง เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

9. พระโสภิตพุทธเจ้า มีต้นกากะทิง เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

10. พระอโนมทัสสีพุทธเจ้า มีต้นรกฟ้า เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

11. พระปทุมพุทธเจ้า มีต้นอ้อยช้างใหญ่ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

12. พระนารทพุทธเจ้า มีต้นอ้อยช้างใหญ่ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

13. พระปทุมุตตรพุทธเจ้า มีต้นสน เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

14. พระสุเมธพุทธเจ้า มีต้นสะเดา เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

15. พระสุชาตพุทธเจ้า มีต้นไผ่ใหญ่ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

16. พระปียทัสสีพุทธเจ้า มีต้นกุ่ม เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

17. พระอัตถทัสสีพุทธเจ้า มีต้นจำปา เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

18. พระธัมมทัสสีพุทธเจ้า มีต้นมะกล่ำหลวง เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

19. พระสิทธัตถพุทธเจ้า มีต้นกรรณิการ์ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

20. พระติสสพุทธเจ้า มีต้นประดู่ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

21. พระปุสสพุทธเจ้า มีต้นมะขามป้อม เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

22. พระวิปัสสีพุทธเจ้า มีต้นแคฝอย เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

23. พระสิขีพุทธเจ้า มีต้นกุ่มบก เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

24. พระเวสสภูพุทธเจ้า มีต้นสาละใหญ่ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

25. พระกกุสันธพุทธเจ้า มีต้นซึก เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

26. พระโกนาคมนพุทธเจ้า มีต้นมะเดื่อ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

27. พระกัสสปพุทธเจ้า มีต้นไทร เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

28. พระโคดมพุทธเจ้า มีต้นโพธิ์ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

ดังนั้น โพธิ์พฤกษ์ ทุกต้น จึงมีคุณค่าและพึงสักการะด้วยประการทั้งปวง

ต้นไม้ หรือพืชชนิดต่างๆ มีความสัมพันธ์ และสำคัญกับมนุษย์และสัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตทุกชนิดอย่างมากมายหลายประการ สุดจะพรรณนาได้หมดสิ้น โดยเฉพาะความสำคัญเบื้องต้นที่อาศัยเป็น ปัจจัย 4 กับทุกชีวิตที่มิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ สำหรับในด้านพุทธศาสนา มีคำบอกอนุศาสน์ (นิสัย 4) ของภิกษุบวชใหม่ จะมีข้อที่ว่าด้วยการอยู่โคนต้นไม้ กับคำบาลี ที่ว่า รุกขเสนาสนัง นิสังสายปัพพัชชา หมายความว่า การบวช ต้องอยู่อาศัยเสนาสนะป่า คือ โคนต้นไม้ เป็นที่ปฏิบัติบำเพ็ญเพียร (ยกเว้นในฤดูฝน ซึ่งมีวินัยบัญญัติห้ามไว้ และจัดเป็น 1 ใน 13 ข้อ ของธุดงค์)

ในหนังสือ วิสุทธิมรรค ปฐมภาคตอนว่าด้วยธุดงคนิทเทส ท่านพระพุทธโฆษาจารย์ ได้กล่าวพรรณนาอานิสงส์ของเสนาสนะป่า หรือ รุกขมูลเสนาสนะ ความว่า

“พระภิกษุผู้ถือรุกขมูลิธุดงค์เป็นปกตินั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสรรเสริญว่า ปฏิบัติสมควรแก่นิสัย ไม่มีภิกษุที่ยินดีในที่สงัดยิ่งไปกว่าภิกษุที่ถือธุดงค์ไปได้ เพราะเธอจะกำจัดความตระหนี่ที่อยู่ เป็นภิกษุที่มีวัตรงาม อยู่ในที่สงัดคือ รุกขมูล มีเทพยดารักษา เมื่อเห็นต้นไม้มีใบเขียวสดและแดง ที่หล่นจากขั้ว ก็จะละนิจจะสัญญา คือความสำคัญว่าเที่ยงได้ ฉะนั้น ภิกษุผู้ประกอบด้วยวิจารณปัญญา ยินดีในวิปัสสนา ไม่พึงดูหมิ่นรุกขมูลเสนาสนะอันสงัด ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า”

จะเห็นได้ว่า ในพระพุทธศาสนา ท่านเน้นเรื่องการอยู่ใกล้ชิดกับป่า หรือธรรมชาติมากเป็นพิเศษ ถึงกับมีพระวินัยบัญญัติ ห้ามมิให้ภิกษุตัดไม้หรือทำลายป่า และแม้แต่การเหยียบย่ำติณชาติที่เขียวสด แต่ท่านเน้นให้ทำลายป่าคือ อุปมาเป็นกิเลส ที่เกิดขึ้นภายในจิตสันดานของตนเอง ซึ่งปรากฏในพระสูตร หรือธรรมเทศนาหลายเรื่อง

จากความเชื่อและธรรมอุปมัยในพุทธศาสนา เมื่อกล่าวถึงโลกนรก สวรรค์ หรือชั้นภพต่างๆ มักจะกล่าวถึง จุติภพของโลกมนุษย์ ปฏิสนธิแห่งมนุษยโลก ในมนุษยโลกตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์เป็นต้นมา ก็ปรากฏว่ามีต้นไม้ประจำโลก หรือพญาไม้ประจำทวีป ทั้ง 4 ได้แก่

1. ชมพูทวีป มีต้นหว้า เป็นต้นไม้ประจำทวีป

2. อมรโคยานทวีป มีต้นกระทุ่ม เป็นต้นไม้ประจำทวีป

3. อุตตรกุรุทวีป มีต้นกัลปพฤกษ์ เป็นต้นไม้ประจำทวีป

4. ปุพพวิเทหทวีป มีต้นซึก เป็นต้นไม้ประจำทวีป

สำหรับในภพต่างๆ ของเหล่าอสูร ก็มีต้นแคฝอย เป็นต้นไม้ประจำภพ

ในภพพญาครุฑ มีต้นงิ้ว เป็นต้นไม้ประจำภพ ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่า วิมานฉิมพลี นั่นเอง

มีความเชื่อและกล่าวกันว่า ต้นไม้ประจำทวีป ทั้ง 4 และต้นไม้ประจำภพเหล่านี้ จะมีอายุยืนยาวไปจนกว่าจะสิ้นภัทรกัปนี้

ในหนังสือ ต้นไม้ประจำพระพุทธองค์ ได้กล่าวถึง พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ที่ทรงประทับใต้ต้นโพธิ์พฤกษ์ และยังได้กล่าวถึง พระศรีมหาโพธิพระพุทธเจ้า 10 พระองค์ ในอนาคตกาล ด้วยกล่าวอ้างคัมภีร์ในอนาคตวงค์ ว่าด้วยวงค์ของพระพุทธเจ้าที่จะมาตรัสรู้ในอนาคตกาล 10 พระองค์ ดังต่อไปนี้

1. พระเมตไตรยโพธิสัตว์ จัดเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า เมตตไตรย มีต้นกากะทิง เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

2. พระรามโพธิสัตว์ จัดเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า รามะ มีต้นจันทน์ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

3.พระปเสนทิโกศลโพธิสัตว์ จัดเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า ธรรมราชา มีต้นกากะทิง เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

4. พระอภิภูโพธิสัตว์ จัดเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า ธรรมสามี มีต้นสาละ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

5. พระทีฆชังฆีโพธิสัตว์ จัดเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า นารทะ มีต้นกากะทิง เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

6. พระโสณโพธิสัตว์ จัดเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า รังสีมุนี มีต้นไม้เลียบ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

7. พระสุภโพธิสัตว์ จัดเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า เทวเทพ มีต้นจำปา เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

8. พระโตเทยยโพธิสัตว์ จัดเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า นรสีห์ มีต้นแคฝอย เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

9. พระธนบาลโพธิสัตว์ จัดเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า ติสสะ มีต้นไทร เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

10. พระปาลิไลยกโพธิสัตว์ จัดเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า สุมังคละ มีต้นกากะทิง เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

ต้นไม้ ทั้ง 10 ชนิดนี้ จัดเป็นพฤกษามงคล หรือต้นไม้ตรัสรู้ หรือต้นพระศรีมหาโพธิของพระพุทธเจ้า ทั้ง 10 พระองค์ ในอนาคตกาล

จากอดีต ถึงปัจจุบัน สู่อนาคตกาล มีคำนิยามและอุปมา โดยนำธรรมชาติเป็นองค์แสดง แต่ส่วนที่เด่นชัดที่สุดที่นำต้นไม้มาเกี่ยวข้องชัดเจน ดังที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรม หรือที่องค์พหูสูตทั้งอดีตและปัจจุบัน มักจะเอ่ยถึง “ธรรมะจากต้นไม้” ในธรรมชาติและชีวิตจริง แม้แต่ตามหมู่บ้านน้อยใหญ่ในชนบท หรือในแหล่งเมือง ก็ยังมีต้นไม้ประจำหมู่บ้าน หรือต้นไม้ประจำป่า ที่เรียกกันว่า “รุกขเจดีย์” หรือต้นไม้เจ้าป่านั่นเอง รวมทั้งเมื่อมีการรณรงค์ที่จะยับยั้งการตัดต้นไม้ทำลายป่า ก็มักจะเดินตามพระพุทธศาสนา ดังเช่น “การบวชต้นไม้” หรือบวชป่าต้นไม้ ดังเช่น ที่จังหวัดลำปาง ซึ่งได้บวชต้นจำปีหลวง หรือ “ต้นจำปีรัชนี” ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เพลง พระพุทธเจ้า

คำร้อง ประภาส ชลศรานนท์

ขับร้อง อมรภัทร เสริมทรัพย์

ดนตรี จักรพัฒน์ เอี่ยมหนุน

วันที่ฟ้าเริ่มส่องแสง สำแดงให้เห็นเป็นคำถาม เกิดแก่เจ็บตาย (ซ้ำ) วนเวียนจนเห็นความเป็นไป ทุกสิ่งกำเนิดนั้น สถิตสถานตั้งอยู่ไว้ ถึงวันแตกสลาย ดับสิ้นไปไม่มั่นคง

จากเจ้าชายสุขล้นฟ้า ทิ้งทุกสิ่งมาเข้าป่าดง ทิ้งอบายแห่งใหลหลง บำเพ็ญทุกรกิริยา เข็ญกายาจนหิวโหย ทรุดโทรมร่วงโรยเวทนา แล้วจึงได้รู้ว่า ไม่ใช่หนทางสว่างเลย

พระองค์ทรงค้นพบ การเวียนจบของจักรวาล หนทางที่จะว่ายผ่าน วัฏสงสารอันปลดปลง สายพิณที่ดีดนั้น ถ้าปล่อยให้มันเริ่มหย่อนลง ละเลยและลืมหลง จะคงสำเนียงเป็นพิณไหม และสายพิณที่ตั้งขึง ถ้าบิดให้ตึงจนมากไป ถึงคราวดีดเล่นสาย คงขาดผึงไปไม่นาน

พระองค์ทรงค้นพบ การเวียนจบของจักรวาล หนทางที่จะว่ายผ่าน วัฏสงสารอันปลดปลง หนทางแห่งพุทธะ คือหลีก ลด ละ ในโลภหลง และมิใช่อย่างฝุ่นผง ที่ปล่อยล่องลอยไปวันวัน หนทางแห่งพุทธะ คือทางสายกลางอันเบิกบาน ให้อยู่กับคืนวัน คือปัจจุบันอันตื่นรู้

บทเพลงครองสติสู่การรู้แจ้ง ด้วยธรรมะพุทธประวัติ ซึ่งท่านผู้ประพันธ์คำร้อง ได้สรุปเนื้อหาสอดรับประสานทำนอง เสริมเสียงดนตรี หากท่านผู้ใดได้สดับฟังแล้วเชื่อว่า ให้ความรู้สึกประหนึ่งได้ร่วมทำวัตรภาวนาสวดมนต์ ในเสนาสนะแห่งอาราม เพราะท่วงทำนองแห่งเสียงที่ล่องลอยเหมือนควันธูป เทียน แต่สามารถหยุดสมาธิแห่งจิตภาวนาให้อยู่กับที่ได้ในภวังค์

“จากเจ้าชายสุขล้นฟ้า ทิ้งทุกสิ่งมาเข้าป่าดง” คงไม่มีคำอธิบายอะไรได้ชัดเจนกว่านี้อีก ว่า ระหว่าง “ป่า” กับ “วัง” แล้วพบทางเลือกแห่งทางสายกลางนั้น จะมีสุขยิ่งกว่านี้อีกไหม หนทางแห่งพุทธะ คือ ไม่ต้อง ลด ละปฏิบัติธรรม แล้วจะหมดกรรมด้วยธรรมปฏิบัติในป่าพฤกษ์ไพร สาธุ…เจริญพร!

พฤกษาต่างถิ่น คือแขกผู้กล้าหาญ หรือ…อันธพาลผู้มาเยือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05028150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาต่างถิ่น คือแขกผู้กล้าหาญ หรือ…อันธพาลผู้มาเยือน

จากแดนไกลในหล้ามาต่างถิ่น

ได้ยลยินทั่วไปในไพรสณฑ์

กระจายพันธุ์ทั่วป่ากล้าผจญ

แล้วผู้คนก็ขยายเป็นไม้งาม

เธอคือผู้มาเยือนเป็นเพื่อนพ้อง

กลายเป็นน้อง เป็นพี่ แม้มีหนาม

ทั้งมีดอก ออกใบ เรียกชื่อนาม

มีคำถาม พืชพรรณนี้ ดีหรือเลว

บ้างรุกรานบ้านเรือนเหมือนเจ้าของ

เข้าครอบครองหนองบึงถึงก้นเหว

คลุมเนินเขาเนืองนองเหมือนทองเปลว

เติบโตเร็ว เต็มลำน้ำ ยามขึ้นลง

มีหลากสีหลายพันธุ์นั้นนำเข้า

ด้วยคนเราเห็นงามตามประสงค์

ครั้นแพร่พันธุ์มากไปไม่ตกลง

เกินจำนงหรือควรกำจัดไป

เป็นข้อคิดอิสระน่าวิเคราะห์

ปลูกพอเหมาะหรือขยายได้แค่ไหน

เป็นผู้เยือนเหมือนแขกแตกดอกใบ

แต่ทำไม รุกรานหว่านเหล่ากอ

หากเปรียบเทียบเป็นเหมือนเพื่อนใกล้ชิด

ให้ชวนคิดมุมมองใหม่ดีไหมหนอ

หรือจะเรียก ผู้บุกรุก ขอหยุดพอ

แล้วสานต่อ ก่อประโยชน์ ไม่โทษใคร

ได้เกิดแรงบันดาลใจจากการได้อ่านรายงานการประชุมทางวิชาการ เรื่อง “ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น” จัดพิมพ์โดย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งประชุมที่โรงแรมมารวย การ์เด้น กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2549 แม้ว่าเวลาของสถานการณ์ระดมสมองร่วมกันวิเคราะห์ จะล่วงเลยมาจนเกือบ 10 ปี แต่สถานการณ์จริงของแขกผู้มาเยือนต่างชนิดพันธุ์นั้น แพร่หลายมานานมากแล้ว เพราะมีพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 ซึ่งสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช ที่เป็นหน่วยงานในกรมวิชาการเกษตร ดำเนินการสำรวจพืชต่างถิ่นในประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2542 จึงอนุมานได้ว่า “ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น” น่าจะมีมาตั้งแต่ก่อนพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 และเป็นที่มาของแรงบันดาลใจในการเขียนบทกลอนสะท้อนความรู้สึกกับรายงานการประชุมในครั้งนั้น

ในรายงานการประชุมทางวิชาการ เรื่อง ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ฉบับนี้ มีเรื่องราวทั้งชนิดพันธุ์ของพืชต่างถิ่น สัตว์น้ำต่างถิ่น ทั้งพืช สัตว์ ต่างถิ่นนี้ มีทั้งสัตว์ต่างถิ่นที่นำเข้ามาเพื่อการค้า และวัชพืชต่างถิ่นที่รุกรานเข้ามา ทั้งให้ประโยชน์และโทษด้านต่างๆ ด้วย สำหรับในครั้งนี้ ขออนุญาตนำเสนอชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย เฉพาะเกี่ยวกับพันธุ์พืชหลากหลาย ซึ่งเข้ามาอยู่ในเมืองไทย เป็นสมาชิกในท้องถิ่น ในภูมิภาคต่างๆ จนคิดว่าเป็นพันธุ์พืชในบ้านเมืองเราไปแล้ว โดยขอนำข้อมูลจากการประชุมทางวิชาการดังกล่าวมาเสนอให้ได้ทราบถึงพืชพรรณชนิดต่างๆ ที่เราน่าจะคุ้นเคยได้ทราบที่มา

สำนักความหลากหลายทางชีวภาพ ได้จัดพิมพ์เผยแพร่ข้อมูลวิชาการผ่านสื่อออนไลน์ต่อเนื่อง ถ้าติดตามทางเว็บไซต์ปัจจุบัน จะได้ทราบถึงข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นมากมาย และในปัจจุบัน มีหน่วยงานที่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย ที่มีผลงานเกี่ยวข้องกับข้อมูลเหล่านี้ คือผลงานจาก “กลุ่มงานความมั่นคงทางชีวภาพ” และ “ฝ่ายความหลากหลายทางชีวภาพ” ซึ่งได้เผยแพร่ข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์ไว้มากมาย หากติดตามก็จะได้รับทราบความเคลื่อนไหวถึงพัฒนาการ หรือวิวัฒนาการที่เป็นประโยชน์ต่อการตั้งตัว รับมือกับสถานการณ์ในอนาคต เพื่อจะได้สอดคล้องกับระบบนิเวศ หรือความหลากหลายทางชีวภาพ ที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และจะได้เป็นช่องทางเพื่อนำความรู้ ความเข้าใจนั้นมาแปรเปลี่ยน เป็นประโยชน์ในพื้นฐานทางธรรมชาติได้

อย่างไรก็ตาม ชนิดพันธุ์พืชต่างถิ่นที่เราน่าจะรู้จัก หรือรู้จักคุ้นเคยอยู่แล้ว โดยคิดไม่ถึงว่า สายพันธุ์เดิมมาจากแห่งหนตำบลใด ประเทศใดนั้น ในรายงานการประชุมที่บันทึกไว้ในเอกสารดังกล่าว ได้กล่าวไว้โดยละเอียดน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง จึงขออนุญาตนำมาสรุปบอกกล่าว เพื่อเป็นกรอบพื้นฐานที่จะติดตามรายละเอียดในเรื่องราวแห่งความมั่นคง และความหลากหลายทางชีวภาพต่อไปได้ เนื่องจากการแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ทั้งพืช และสัตว์ ซึ่งมีมาเป็นเวลานาน บางพื้นที่ภูมิภาค ปัจจุบันได้กลายเป็นปัญหาคุกคามต่อระบบนิเวศ และเศรษฐกิจของโลกอย่างร้ายแรง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และการเกษตร มีผลกระทบต่อสุขอนามัยของผู้คนมากขึ้น เช่น อาจจะแพร่ระบาดเข้าไปเปลี่ยนโครงสร้าง และองค์ประกอบชนิดต่างๆ ของระบบนิเวศหนึ่งๆ โดยการแข่งขัน และทำลายชนิดพันธุ์ดั้งเดิม ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เช่น แย่งแหล่งอาหาร แหล่งที่อยู่ หรือแปรเปลี่ยนวงจรสารอาหารในระบบนิเวศนั้น โดยเฉพาะในยุคโลกาภิวัตน์ ที่มีการค้า การเดินทางคมนาคมขนส่งสะดวก รวดเร็ว กลายเป็นปัจจัยเอื้อต่อการแพร่ระบาดได้ดี

การแพร่ระบาดของสายพันธุ์บางชนิด จะกลายพันธุ์เป็นชนิดพันธุ์ที่เด่นขึ้นมาของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น จนทำให้ระบบนิเวศเดิมที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง หรือมีชนิดพันธุ์เฉพาะถิ่น เปลี่ยนแปลงเป็นลักษณะเหมือนกันหมดทุกภาคถิ่น ดังนั้น การแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น จึงเป็นปัญหาท้าทาย ซึ่งคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพ ที่มีผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ สุขภาพ ธรรมชาติข้ามพรมแดน หรือกระจายทุกภูมิภาคทั่วโลก เพียงแต่ว่าเหตุผลในการนำเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ และการค้าหลายกรณี พบว่า ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ก็ได้สร้างรายได้มากมายให้แก่เกษตรกร หรือท้องถิ่นนั้นๆ ถ้าหากมีการบริหารจัดการดี ไม่ให้มีปัญหากับระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม แต่บางครั้งหากนำเข้ามา หรือแพร่ระบาดมาโดยบังเอิญ หรือปล่อยปละละเลยชนิดพันธุ์ใด ให้ดำรงชีวิตและสร้างผลผลิตประชากรสายพันธุ์อยู่ในสิ่งแวดล้อมมากมาย จนส่งผลต่อชนิดพันธุ์ท้องถิ่น และระบบนิเวศ ชนิดพันธุ์เหล่านั้นจะกลายเป็นแขกต่างถิ่นที่รุกรานให้เสียหาย

การแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน เป็นประเด็นปัญหาการกำจัด หากเป็นวัชพืชในไร่นา ก็ต้องใช้เงินทุน แรงงานจำนวนมาก หากมีเชื้อโรคติดมาแพร่ระบาดด้วย ก็ยิ่งสร้างความเสียหายยิ่งขึ้น รวมทั้งต้องลงทุนในระบบป้องกันอีก รัฐบาลบางประเทศต้องใช้หรือสูญเสียงบประมาณจำนวนมากในการป้องกัน และกำจัดสถานการณ์เลวร้ายเหล่านี้ แต่อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ หรือสถานภาพของพืชพรรณแต่ละสายพันธุ์ หลายชนิดมิได้เป็นพืชรุกรานในประเทศไทยเสมอไป หลายชนิดเป็นพืชที่ให้ประโยชน์ เป็นพืชสมุนไพร ไม้ผล ไม้ประดับ ไม้ดอก พืชผัก ซึ่งเป็นที่ต้องการทั้งด้านโภชนาการ และด้านอุตสาหกรรมบางชนิด เช่น หัตถกรรมจักสาน หรือด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมทั้งด้านการเกษตรกรรมที่เกี่ยวข้อง

สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โดย ดร. ศิริพร ซึงสนธิพร ได้กล่าวถึง วัชพืชกับชนิดพันธุ์พืชต่างถิ่นที่รุกราน ได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 โดยการดำเนินงานโครงการสำรวจพืชต่างถิ่นในประเทศไทย ด้วยการเริ่มสำรวจ ในปี พ.ศ. 2542 เพื่อหาข้อมูล และแนวทางป้องกันการเกิดวัชพืชร้ายแรงชนิดใหม่ รวมทั้งให้เกิดความระมัดระวังการนำเข้าพืชต่างถิ่นที่อาจจะกลายเป็นพืชที่รุกราน และก่อให้เกิดความเสียหายต่อการเกษตร และความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจากการจำแนกหรือจัดชนิดพืชว่าเป็นวัชพืชนั้นขึ้นอยู่กับพืชที่ต้องการหรือไม่ต้องการ หรือประโยชน์การใช้สอย ดังนั้น พืชชนิดเดียวกันอาจจะเป็นวัชพืชถิ่นหนึ่ง หรือประโยชน์อีกถิ่นหนึ่ง หรืออาจจะเป็นสมุนไพร ไม้ดอก ไม้ประดับ เช่น การปลูกถั่วหลังทำนาข้าว เมล็ดข้าวตกหล่นงอกในแปลงถั่ว ก็เป็นวัชพืช ฟางข้าวคลุมแปลงผัก ต้นข้าวงอกก็เป็นวัชพืชได้ จึงต้องพิจารณาจากคุณสมบัติ ผลกระทบ วงจรชีวิต และการกระจายของผู้รุกรานนั้นๆ เพราะวัชพืชมีผลกระทบได้ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ทางการเกษตร ด้านสิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ

ดร. ดอกรัก มารอด อาจารย์คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้กล่าวถึงชนิดพันธุ์พืชต่างถิ่น ที่รุกรานที่สุดในประเทศไทย มีการสำรวจไว้ ได้ศึกษาประเมิน เปรียบเทียบกับทะเบียนร้อยชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานของโลก สำหรับที่รุกรานในประเทศไทย (พ.ศ. 2549) มี 14 ชนิด ที่คาดว่าเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานประเทศไทย โดยจัดอยู่ในทะเบียน 100 ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานของโลก จำนวน 8 ชนิด ได้แก่ กระถินยักษ์ สาบเสือ ผกากรอง ผักตบชวา ไมยราบยักษ์ หญ้าคา ขี้ไก่ย่าน อ้อ และอีก 6 ชนิด ไม่ได้จัดอยู่ในทะเบียน 100 ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานของโลก ได้แก่ สาบหมา บัวตอง หญ้าขจรจบ ธูปฤๅษี ผักเป็ดน้ำ และ จอก

กระถินยักษ์ ถิ่นเดิมคือ ประเทศเม็กซิโก และประเทศแถบอเมริกากลาง นำเข้ามาเพื่อเป็นพืชอาหารสัตว์ และฟื้นฟูป่า แต่มีการละเลยจัดการ จึงทำให้แพร่กระจาย

สาบเสือ มีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริกาใต้และกลาง ขึ้นเป็นกลุ่มแน่นในป่าที่ถูกทำลาย แต่จะตายเมื่อมีร่มเงามากขึ้น ปกติจะมีอายุประมาณ 3 ปี มีรายงานว่า สาบเสืออาจมีสารยับยั้งการเจริญของพืชชนิดอื่น และทำให้ดินชุ่มชื้น มีผลให้ดินดี

ผกากรอง ถิ่นเดิมอยู่ในประเทศเม็กซิโก เจริญในทุกสภาพดิน ระบาดไม่รุนแรง แต่ส่งผลกระทบต่อการลดความหลากหลายทางชีวภาพท้องถิ่น เพราะเติบโตหนาแน่น

ไมยราบยักษ์ ถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง และอเมริกาใต้ตอนเหนือ นำเข้าประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2490 โดยนำเมล็ดจากอินโดนีเซีย เพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดไร่ยาสูบ

ขี้ไก่ย่าน มีถิ่นกำเนิดทางอเมริกาใต้ ไม่มีหลักฐานนำเข้า แพร่กระจายตามริมน้ำ เกษตรกรเชื่อว่า ขี้ไก่ย่าน จะแก่งแย่งธาตุอาหารและน้ำกับพืชที่ปลูก

หญ้าคา ถิ่นเดิมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กระจายตั้งแต่พื้นที่แล้งถึงน้ำขัง ขึ้นปกคลุมหนาแน่น พบทุกจังหวัด ทำลายยาก มักจะต้องใช้สารเคมี เชื่อกันว่า ปล่อยสารยับยั้งพืชอื่น มีรากแผ่หนาแน่นจนพืชอื่นเจริญไม่ได้ เป็นเชื้อเพลิงต่อไฟป่าหน้าแล้ง

อ้อ มีถิ่นกำเนิดในแถบเมดิเตอร์เรเนียน พบตามริมน้ำที่ชุ่มน้ำ กระจายกีดขวางเส้นทางเดินน้ำ ทำให้เกิดน้ำท่วมริมตลิ่งได้ง่าย อ้อ เป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ที่สร้างปัญหาในประเทศสหรัฐอเมริกามาก ในประเทศไทยอาจมีปัญหาในอนาคต

สาบหมา มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกากลาง ไม่มีหลักฐานการนำเข้า แต่คาดว่าระบาดมาเป็นเวลา 40 ปี ที่ผ่านมา โดยเข้ามาทางประเทศพม่า และจีนตอนใต้ ชอบที่ราบสูง และอาจจะส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งผลต่อระบบนิเวศเฉพาะถิ่น

บัวตอง ถิ่นเดิมอยู่ในประเทศเม็กซิโก ไม่ได้จัดอยู่ในทะเบียน 100 ชนิดพันธุ์พืชต่างถิ่นที่รุกรานของโลก แต่ระบาดในไทยทางภาคเหนือ ทำความเสียหายต่อต้นน้ำ แต่ในพื้นถิ่นที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว มีการจัดการส่งเสริมเศรษฐกิจ โดยตัดบัวตองเมื่อถึงช่วงที่หมดฤดูออกดอก ให้มีดอกใหญ่ กิ่งที่ถูกตัดจะแตกกิ่งใหม่ และให้ดอกทุกกิ่ง กำลังศึกษากันว่า ปล่อยสารยับยั้งการเจริญของพืชอื่นหรือไม่ แต่พบว่าเจริญได้เร็วมาก

หญ้าขจรจบ ถิ่นเดิมมาจากประเทศแอฟริกา นำเข้าไทย พ.ศ. 2495 เป็นพืชอาหารสัตว์ แต่ไม่ได้ผล จึงปล่อยสู่ธรรมชาติ ระบาดมากทางแถบตะวันตก และภาคเหนือ

ธูปฤๅษี ถิ่นเดิมทวีปยุโรป และสหรัฐอเมริกา ขึ้นที่ชื้นทุกภูมิภาค แต่ระบาดในภาคกลาง ทำให้น้ำเน่าเสีย ตื้นเขิน จัดเป็นวัชพืชดัชนีชี้ความเสียหาย ทำลายระบบนิเวศ

ผักเป็ดน้ำ ไม่มีหลักฐานการนำเข้า ขึ้นตามแหล่งน้ำชื้นแฉะ ในแหล่งปลูกพืชยืนต้น ระบาดในภาคกลาง และเริ่มพบในภาคเหนือ แก่งแย่งธาตุอาหารพืช

จอก เป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอเมริกากลาง ลอยอิสระอยู่บนผิวน้ำนิ่ง ปกคลุมหนาแน่นผิวน้ำ ขยายพันธุ์รวดเร็ว และทำลายระบบนิเวศแหล่งน้ำ

สำหรับพืชน้ำชื่อดังที่ยึดพื้นที่ในแม่น้ำลำคลองทั่วประเทศ ได้รับความหวาดผวาทั้งหน้าแล้ง และหน้าน้ำหลาก คือ ผักตบชวา ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ นำเข้ามาในประเทศไทย เพื่อปลูกเป็นไม้ประดับสวยงาม ตั้งแต่ พ.ศ. 2444 จากประเทศอินโดนีเซีย ปลูกครั้งแรกในประเทศไทย ที่วังสระปทุม เมื่อเกิดน้ำท่วม จึงแพร่กระจายกลายเป็นวัชพืชน้ำที่รุกรานรุนแรง เจริญปกคลุมผิวน้ำ ทำให้ออกซิเจนต่ำ น้ำเน่าเสีย สิ่งมีชีวิตตาย ระบาดมากรุนแรงในภาคกลาง แต่อีกมุมมองบางท้องถิ่น ก็เป็นวัตถุดิบงานหัตถกรรม และในเชิงวิชาการควบคุม ก็ทำให้แหล่งน้ำสะอาดได้ และสามารถนำมาใช้ในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ก็ถือว่าพันธุ์ไม้ต่างๆ เหมือนชีวิตคนเรา ที่กระจายต่างถิ่น ต่างเหล่าตระกูล ทั้งดีและไม่ดีปะปนกัน ต่างกันที่ใครจะสร้างความดีมีประโยชน์ชื่อเสียงสืบไป

เพลง อยู่เพื่อความดี

สุเทพ วงศ์กำแหง ขับร้อง

ไม้พันธุ์ล้วนมีต่างกันอยู่มากมาย ลับล่อพระพายกระจายประทิน ชื่นเชยล้วนกลิ่นมาลี สดสีมีอยู่เกลื่อนไป อันมาลีนี้เหมือนคนเรา มีแต่จะอับจะเฉา เฝ้าวันลับโรยลงไป สิ้นอินทรีย์คงอยู่แต่ที่ทำไว้ หากดีฝังตรึงดวงใจ คนอยู่ต่อไปได้ชื่นได้ชม เหมือนไม้กลิ่นเลิศเลอประทินทวนลม ร่วงโรยลับไปยังพรม หอมตามลมไปไกล (ซ้ำทั้งหมดอีก 1 ครั้ง)

บทเพลงเนื้อร้องสั้นๆ แต่อุปมาชีวิตคนกับบุปผามาลีได้อย่างเห็นภาพ และแทบจะได้กลิ่นหอมในบทเพลง ท่วงทำนองที่บอกอารมณ์ ให้ตระหนักถึงพฤติกรรมที่พึงปฏิบัติ เพื่อคงอยู่กับความดีที่ตนควรจะสร้างสมไว้

พันธุ์ไม้ต่างพรรณ ทั้งสวย สีสดอิ่ม และกลิ่นหอมที่กระจายตัวผ่านสายตา หรือชื่นนาสิก ทุกคนชื่นชม แต่ก็ย่อมถึงวันที่โรยรา แม้จะหอมหวนทวนลมได้ไกล ส่วนชื่อเสียงคนเราก็กระจายได้ทั้ง “หอมและหึ่ง” ต้นไม้น้อยค่า แต่ไม่ไร้คุณประโยชน์ คนเราก็ต้องไม่ให้สูญค่าเพราะสวยเพียงหน้าตาก็ไม่ยั่งยืน พันธุ์ไม้รุกรานกระจายพันธุ์ ก็ยังไม่เรียกว่า อันธพาล เพราะนำมาสืบสานประโยชน์อื่นๆ ได้ คนเราที่กลับตัวกลับใจทำความดีลบล้างความชั่ว ยังชื่อได้ว่า “โจรกลับใจ”