ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘บ้านแหลมสัก อ่าวลึก’ ชุมชนชายทะเล ๓ วิถีวัฒนธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/618595

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บ้านแหลมสัก อ่าวลึก’ ชุมชนชายทะเล ๓ วิถีวัฒนธรรม

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เจดีย์วัดแหลมสัก

อาทิตย์นี้ได้ตามรอยสยามไปยังทะเลภาคใต้เพื่อตามหาชุมชนต้นแบบที่ บ้านแหลมสักอยู่ในอ่าวลึกของทะเลอันดามัน จังหวัดกระบี่เป็นชุมชนที่เกิดขึ้นมากว่า ๑๐๐ ปีแล้ว เดิมนั้นได้มีผู้คนจากโพ้นทะเลจีนเดินทางเรือเข้ามาอาศัยอยู่และสร้างชุมชนของตนเป็นห้องแถวไม้อยู่ ๒ ฝั่งโดยมีถนนผ่านกลาง ด้วยเหตุที่เป็นชุมชนชายฝั่งทะเลที่อุดมไปด้วยป่าไม้โกงกาง ไม้ตะบูน ไม้แสมจึงเป็นแหล่งทรัพยากรทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้เกิดอาชีพตัดไม้โกงกาง การประมง และผลิตภัณฑ์จากการทำปลาเค็ม ปลาแห้ง ขาย สำหรับอาชีพตัดไม้โกงกางขายเป็นฟืน เดิมใช้เส้นทางเรือ แม้ภายหลังมีถนนใช้แล้ว การเดินทางติดต่อหาสู่ตัวจังหวัดกระบี่ยังคงต้องนั่งเรือข้ามฝั่งไปขึ้นที่อ่าวลึกก่อน แล้วนั่งรถยนต์ไปกระบี่ ซึ่งใช้เวลานาน ไม่สะดวกทำให้ชาวแหลมสักส่วนใหญ่นิยมเดินทางไปภูเก็ตเพื่อติดต่อค้าขาย ทำธุรกิจ และซื้อข้าวของเครื่องใช้มากกว่าตัวเมืองกระบี่ แม้ในยามป่วยเจ็บไข้ก็นั่งเรือไปหาหมอรักษาที่ภูเก็ต จนภาษาสำเนียงของชาวแหลมสักคล้ายชาวภูเก็ตมากกว่ากระบี่

กระชังกลางทะเล

ช่วงมีกิจการทำถ่านไม้โกงกางนั้น คนแหลมสักมักใช้เรือแจวบรรทุกไม้โกงกางไปขายที่พังงา ภูเก็ต แล้วแวะพักไปตามเกาะต่างๆ ใช้เวลาหลายวันในช่วงเกิดอุตสาหกรรมถ่านไม้โกงกาง ก็ใช้เรือสำเภาหรือเรือใบสามหลัก ส่งไม้โกงกางออกไปขายถึงปีนัง สิงคโปร์ ทำให้ชุมชนบ้านแหลมสักแห่งนี้เป็นท่าเรือสำหรับจอดเรือและขนถ่ายสินค้าไปขายยังที่ต่างๆ จนเมื่อมีเรือยนต์ขึ้นจึงได้บรรทุกข้าวสาร กุ้งแห้ง กะปิ ปลาเค็ม ไปขายที่ภูเก็ตด้วย ปัจจุบันมีการทำสะพานข้ามคลองให้มีการติดต่อกับภายนอกสะดวกและรวดเร็วกว่าทางเรือแล้ว การสัญจรทางน้ำโดยทางเรือจึงลดน้อยลง ด้วยความเป็นชุมชนเก่าจึงยังคงมีร้านขายของชำที่ซื้อขายกันเองในชุมชน แม้ว่าจะมีลูกหลานออกจากชุมชนไปเรียนสูงก็ชอบจะทำงานที่อื่น ดังนั้น การฟื้นฟูชุมชนให้น่าอยู่นั้นจึงเป็นแรงผลักดันให้ผู้ที่อยู่ได้ร่วมกันสร้างให้เป็นชุมชนต้นแบบทางวัฒนธรรม ด้วยบริบทและสิ่งแวดล้อมเป็นต้นทุน ซึ่งไม่เหมือนใคร กล่าวคือ ชุมชนแห่งนี้ตั้งอยู่ติดกับทะเล ๓ ด้าน และมีวิถีวัฒนธรรมจากศาสนา ทั้งพุทธ มุสลิม และประเพณีดั้งเดิมของชาวจีนฮกเกี้ยนจากโพ้นทะเล ที่มีวัด สุเหร่า ศาลเจ้า เป็นศูนย์รวมวิถีชาวแหลมสักอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข สร้างสถานที่ชมวิวทิวทัศน์ทางทะเลที่สวยงาม ทำอาหารรสชาติเดิมจากทรัพยากรทางทะเลที่มีกุ้งมังกร ปลากะพง สาหร่ายพวงองุ่น กะปิเคย จนชุมชนบ้านแหลมสักนั้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวรู้จักมากขึ้น เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงาม โอบล้อมด้วยทะเลในที่มีภูเขากลางทะเลเป็นแนวยาว ทำให้เที่ยวทางทะเลได้ทั้งปีเวิ้งอ่าวนั้นแวดล้อมด้วยเกาะแก่งและภูผา ที่ภายในมีถ้ำ มีหินงอกหินย้อยและภาพเขียนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ภาพคน สัตว์ และรูปทรงเรขาคณิตหลายแห่ง ท้องทะเลนี้สามารถเดินทางไปเกาะแก่งต่างๆ ของกระบี่  เกาะยาวน้อย  เกาะยาวใหญ่ ของพังงา ที่เชื่อมกับเส้นทางรถไปชุมชนอื่นๆ ด้วยโดยเฉพาะวัฒนธรรมย่าหยา การแต่งกายพื้นถิ่นของไทยเชื้อสายจีนฮกเกี๋ยน ที่แต่งงานกับชนพื้นเมือง เรียกกันว่า บาบ๋าย่าหยา นั้นเป็นชุดลำลอง ตัวเสื้อตัดด้วยผ้าลูกไม้หรือผ้าป่านรูเบีย แขนยาว เข้าเอวรัดรูป ปักลายฉลุทั้งที่คอเสื้อ ชายเสื้อ และปลายแขน ตัวเสื้อด้านหน้าปลายแหลมยาว ความยาวตัวเสื้อจะอยู่ระดับสะโพกบน ปกเสื้อด้านหน้าแบะออกสำหรับติดโกสังหรือกระดุมทองฝังเพชรที่ร้อยเชื่อมด้วยสร้อยทอง ส่วนผ้านุ่งปัจจุบันนิยมใช้ผ้าปาเต๊ะ และผ้าปาเต๊ะที่นี่ได้มีการพัฒนาต่อยอดมาตัดเย็บเป็นกางเกง และกระเป๋าผ้า สำหรับผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นของพื้นที่นั้นมี กะปิกุ้งตักบ้านอ่าวน้ำ เวชสำอางจากสาหร่ายพวงองุ่น ที่เลี้ยงไว้ในกระชัง และ ปลาแดดเดียวซึ่งใช้ปลาบ้าสีหรือปลามกคกมีเนื้อค่อนข้างนิ่ม ไม่แข็ง นำมาแปรรูปโดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ใช้เพียงเกลือกับขั้นตอนการทำให้ได้ปลาแดดเดียวที่ไม่ได้เจือสารเคมีใดๆ เป็นต้นขอบคุณ กระทรวงวัฒนธรรม ที่ยกย่องชุมชนบ้านแหลมสักเป็นต้นแบบทางวัฒนธรรมและส่งเสริมให้ร่วมกิจกรรม Thailand Biennale,Krabi ๒๐๑๘ และพัฒนาการท่องเที่ยวตามโครงการพัฒนาต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมตามรอยศาสตร์พระราชาเพื่อชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน (บวร On Tour) นับเป็นกำลังใจให้ชุมชนแห่งนี้ได้พัฒนาต้นทุนของท้องถิ่นให้ก้าวต่อไปกุ้งมังกร

กุ้งมังกรเขียนผ้าปาเต๊ะ

เขียนผ้าปาเต๊ะถ้ำชาวเลถ้ำชาวเลท้องทะเลชุมชนแหลมสักท้องทะเลชุมชนแหลมสักสลัดและสาหร่ายพวงองุ่นสลัดและสาหร่ายพวงองุ่นผลิตภัณฑ์สาหร่ายพวงองุ่น

ผลิตภัณฑ์สาหร่ายพวงองุ่นผู้นำชุมชนแหลมสักผู้นำชุมชนแหลมสักพิธีเปิดชุมชนแหลมสักพิธีเปิดชุมชนแหลมสักภาพเขียนคนแฝด

ภาพเขียนคนแฝดภาพเขียนสี ๓ พันปีภาพเขียนสี ๓ พันปีสาวมุลลิมบ้านแหลมสักสาวมุลลิมบ้านแหลมสักอาหารพื้นบ้านแหลมสักอาหารพื้นบ้านแหลมสัก

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ล้านนามหาปกรณัม’ ภูมิรู้ใหม่อภินวบุรี-ศรีหริภุญชัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/616995

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ล้านนามหาปกรณัม’ ภูมิรู้ใหม่อภินวบุรี-ศรีหริภุญชัย

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พระเจ้าเก้าตื้อวัดสวนดอก

เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ได้ตามรอยสยามไปถึงเรื่อง “ล้านนามหาปกรณัม: มรดกความทรงจำแห่งอภินวบุรี-ศรีหริภุญชัย” ด้วยเป็นผลงานความรู้ใหม่ในเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของอาณาจักรล้านนา สมัยราชวงศ์มังราย ที่ไม่ปรากฏในหนังสืออื่นโดยเน้นอภินวบุรี-นครเชียงใหม่และศรีหริภุญชัย-ลำพูน เพื่อเป็นฐานวิชาการใช้เป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอันเป็นวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์จากหลักฐานและเรียนรู้จากการสำรวจข้อมูล-เอกสารจริง จากสถานที่หรือสิ่งที่ยังเหลือร่องรอยอยู่ โดยเฉพาะเอกสารจีนชั้นต้นของราชสำนักหยวนและราชสำนักหมิงนั้นได้ช่วยให้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ของจีนกับโยนรัฐ-เชียงราย (ปาไป่สีฟู่) และเชียงใหม่(ปาไป่ต้าเตี้ยน) โดย ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียรนักอักษรศาสตร์เมธีอาวุโสและคณะได้มีผลงานทางวิชาการมาอย่างต่อเนื่องจากการสำรวจเชียงใหม่และประเพณี มาถึงเรื่องสุโขทัยคดี และล้านนามหาปกรณัม

ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร

ด้วยเหตุที่การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานั้น ส่วนมากมักมองข้ามเรื่องอาณาจักรล้านนา มักไปสนใจแต่เรื่องเมืองสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา มากกว่า ทั้งๆ ที่อาณาจักรล้านนาที่ชอบมองผ่านนั้นมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลและข้อมูลสำคัญอยู่มากมาย กล่าวคือด้านทิศตะวันตกนั้นมีอาณาเขตถึงแม่น้ำสาละวิน ซึ่งมีชนชาวกะเหรี่ยง ไทยใหญ่ส่งบรรณาการมาถึงเชียงใหม่ วนด้านทิศเหนือนั้น อาณาจักรล้านนาก็เชื่อมต่อขึ้นไปถึงเมืองเชียงรุ้ง ด้วยความเป็นนักวิชาการของ ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร ผู้ใส่ใจต่อหลักฐานต่างๆ โดยเฉพาะจารึก เอกสารจากต่างชาติจึงมีการถ่ายทอดข้อมูลใหม่ในโครงการ สุโขทัยคดีและล้านนามหาปกรณัมขึ้น โดยมีการบรรยายเผยแพร่และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันหลายครั้งจนถอดบทเรียนจากการศึกษาข้อมูลและแก้ไขความให้สมจริงกับหลักฐานที่สืบค้นใหม่ ให้เป็นคำตอบทางประวัติศาสตร์มากกว่าความเชื่อจากตำนาน นิทาน เรื่องเล่าซ้ำๆ มากขึ้น..ดังปรากฏว่าเมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๗-๙ นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้ให้ความสำคัญกับดินแดนล้านนาโดยเสด็จประพาสเมืองเชียงใหม่ ซึ่งขณะนั้นยังไม่เป็นประเทศราชของสยาม

งานวิจัยล้านนามหาปกรณัม

ต่อเมื่อมีการศึกษาจากหลักฐานและอ่านความในจารึกก็พบว่า อาณาจักรล้านนานั้นมีเมืองหริภุญไชย เป็นเมืองเก่าแก่คู่กันเมืองเชียงใหม่ และศาสนสถานของเชียงใหม่ คือพระธาตุดอยสุเทพ และวัดเจดีย์หลวง ที่สร้างสมัยพระเจ้าแสนเมืองมานั้น เมื่อเทียบกับเมืองหริภุญไชยแล้วมีเวลาแตกต่างกันมากกว่า ๑,๐๐๐ ปี โดยมีพิงครัฐเป็นอาณาจักรมอญ เมืองเชียงรายนั้นเรียกว่าโยนรัฐ ครั้งนั้นพระยามังรายได้รวมสองรัฐนี้เป็นอาณาจักรใหม่ มีเมืองเชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางอาณาจักร แต่ให้หริภุญไชยหรือลำพูนเป็นศูนย์กลางทางพุทธจักร ซึ่งมีความสำคัญมาจนถึงรัชกาลที่ ๕ ด้วยยังพบร่องรอยในอดีตว่ามีกำแพงเมืองที่ใหญ่มาก

มังรายศาสตร์

จากงานเขียนของ เลอแฟต เดอ ฟอง ตาตีน ชาวฝรั่งเศสได้กล่าวถึง ชาวปาไป่แห่งล้านนา จึงแสดงว่ายังมีเอกสารจีนเกี่ยวกับเชียงใหม่ให้ศึกษาสืบค้นอีก ครั้งนั้น ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียรและคณะได้ใช้เวลาติดต่อกับส่วนงานด้านประวัติศาสตร์ที่ยูนนานของจีน ได้นำผลงานนั้นมาแปลและมีหนังสืออีกหลายเรื่องให้สืบค้นเรื่องราวมาเผยแพร่ เช่น โคลงเมิงเป้า : โคลงนิราศหริภุญชัย หรือ รุธิราชรำพัน แม้ไม่ได้บอกผู้แต่ง ปีแต่ง ก็นับว่าเป็นวรรณกรรมที่เก่ากว่าผลงานของเช็คสเปียร์ เป็นวรรณกรรมชั้นยอดที่ดีกว่าลิลิตพระลอ เรื่องนี้เป็นโคลงบันทึกการเดินทางจากตะวันออกของวัดพระสิงห์ลงไปใต้ ผ่านวัดกว่า ๓๐ แห่ง โดยแสดงตำแหน่งวัดที่มีอยู่กว่า ๕๐๐ ปีมาแล้ว เป็นผลงานที่นำมาตีความและชำระกันใหม่สันนิษฐานว่า มหาราชเมืองแก้ว น่าจะเป็นผู้แต่งด้วยมีการใช้คำภาษาบาฬีที่มีมาตรฐานสูงมาก ขณะนั้นคัมภีร์บาฬีของเชียงใหม่ได้มีอิทธิพลต่อการศึกษาภาษาบาฬีของพม่ามาก ซึ่งมีเรื่องชินกาลมาลีวงศ์ หรือ ชินกาลมาลีปกรณ์ แต่งโดยพระรัตนปัญญาเถระ เมื่อ พ.ศ. ๑๕๑๗ และในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ หรือ ตำนาน ๑๕ ราชวงศ์ นั้นพบว่า พระยามังรายหลวง ได้เสด็จจากเชียงแสนมาตั้งเมืองเชียงราย แล้วทำสงครามขยายอิทธิพล มีราชวงศ์กษัตริย์ ต่างก็มีความไม่แตกต่างกัน แม้จะกล่าวถึงหนงจื้อเกา ก็มีเรื่องเล่าคล้ายกับ ขุนเจือง ในตำนาน ผลงานวิจัยเรื่องนี้จึงเป็นมิติใหม่ของวงการศึกษาประวัติศาสตร์ที่ถูกทาง หากจะไม่ใส่ใจเสียเลยก็คงไม่ได้แล้ว ผู้สนใจเรื่องล้านนามหาปกรณัม รีบติดต่อศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร เป็นเบื้องต้น ด้วยพิมพ์จำนวนจำกัดเฉพาะผู้สนใจใฝ่รู้โดยตรงเท่านั้นพระเจ้าแข้งคม วัดศรีเกิดพระเจ้าแข้งคม วัดศรีเกิดผังเมืองเชียงใหม่

ผังเมืองเชียงใหม่พระยามังรายหลวง

พระยามังรายหลวงจารึกรามพลจารึกรามพลเมืองลำพูนเมืองลำพูนพระสิงห์ เชียงใหม่

พระสิงห์ เชียงใหม่หนงจื้อเกา หรือขุนเจืองหนงจื้อเกา หรือขุนเจือง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ปากน้ำประแส’ภูมิชุมชนประมงแห่งทะเลตะวันออก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/615472

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ปากน้ำประแส’ภูมิชุมชนประมงแห่งทะเลตะวันออก

วันอาทิตย์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ทะเลแหวก

การเที่ยวชุมชนยลวิถีคุณธรรมนั้นยังไม่สิ้นสุดได้ง่าย ด้วยมีชุมชนสำคัญเกิดขึ้นอยู่ทั่วทุกภูมิภาค แต่ที่เป็นต้นแบบให้เป็นแบบอย่างนั้นก็เกิดขึ้นมีอยู่ไม่น้อย อาทิตย์นี้ขอตามรอยสยามชมภูมิบ้านภูมิเมืองไปกับ คณะของกระทรวงวัฒนธรรม โดย ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงฯ ซึ่งเดินทางไปเปิด ชุมชนต้นแบบ ที่ชุมชนปากน้ำประแส ตำบลปากน้ำประแส อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เดิมชุมชนแห่งนี้มีอยู่เก่าตามริมแม่น้ำมาตั้งแต่สมัยอยุธยา คือ มีแม่น้ำประแสแบ่งเขตตำบล และไหลออกสู่ทะเล หลักฐานการเป็นชุมชนดั้งเดิมนั้น คือ วัดตะเคียนงาม ที่มีดงต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา โดยเฉพาะต้นตะเคียนขนาดใหญ่ที่ประกาศให้เป็น “รุกข มรดกของแผ่นดิน ใต้ร่มพระบารมี” มีอายุกว่า ๔๐๐ ปี ที่ยังเหลืออยู่ ๒ ต้น ชาวบ้านเรียกว่าต้นตะเคียนคู่เจ้าพ่อเจ้าแม่ ซึ่งมีเรื่องเล่าว่า ดงต้นไม้ตะเคียนแห่งนี้ใช้เป็นหมุดหมายสำคัญในการนำเรือเข้าฝั่งของชาวประมง และมีเรื่องเล่าในจดหมายเหตุเมืองจันทบูรว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้ทรงมีรับสั่งให้นำไม้ตะเคียนจากปากน้ำประแส เพื่อไปทำเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๙ ต่อมาภายหลังชาวบ้านได้ช่วยกันสร้าง “วัดตะเคียนงาม” ขึ้นในดงไม้ตะเคียนแห่งนี้ ซึ่งต้นตะเคียนที่เหลืออยู่นี้เป็นต้นที่ไม่ตรงเหมือนต้นอื่นที่นำไปสร้างเรือพระที่นั่งในสมัยนั้น

ชุมชนเก่าปากนำประแส

ปัจจุบันนี้ ปากน้ำประแส เป็นชุมชนของชาวประมงไทย-จีน ที่ส่วนใหญ่อยู่ริมน้ำมีวิถีการประมงชาวบ้านโดยยึดอาชีพประมงในแม่น้ำและประมงในทะเลลึก ทำนากุ้ง เลี้ยงปลาน้ำกร่อย เลี้ยงปลาในกระชังอยู่ริมฝั่งแม่น้ำประแส ทำให้ปากน้ำประแสนั้นเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่มีความหนาแน่น และมีท่าเรือใหญ่ที่ขนส่งกุ้ง หอย ปู ปลา จากทะเลไปแหล่งการค้าของชาวประมงที่บ้านเพ นอกจากนี้ส่วนพื้นที่ด้านในตั้งแต่หน้าวัดตะเคียนงามไปจดทุ่งคลองปูน ชาวบ้านมีอาชีพการเกษตรทำนา ทำสวนเป็นหลัก มีสวนมะม่วง มะพร้าว ระกำ เป็นต้นนับเป็นแหล่งอาหารทะเล อาหารจากสวนผลไม้ และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากการประมงที่โดดเด่นมากจนยกระดับจากตลาดชาวบ้านให้เป็นตลาดขนาดใหญ่ของชุมชน และพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาสัมผัสบรรยากาศริมทะเลและวิถีชาวบ้าน นอนโฮมสเตย์ กินอาหารทะเลสด และท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ เช่น“ทุ่งโปรงทอง” ที่เป็นป่าชายเลนขนาดใหญ่ที่มองเห็นใบของต้นโปรงซึ่งมีสีเขียวอมเหลืองสดใส จำนวนมาก จนทำให้เกิดทุ่งสีทองสว่างไสวในยามต้องแสงแดดโดยมีสะพานไม้ทอดยอดและหอสูงให้ชมได้ทั้งบริเวณ อนุสรณ์เรือหลวงประแส ที่ได้ปฏิบัติภารกิจมากมาย ซึ่งสังกัดกองเรือสหประชาชาติในสงครามเกาหลี เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๕ เรือหลวงประแสปฏิบัติภารกิจทางยุทธการรวม ๓๒ ครั้ง นาน ๒ ปีเศษ จนกระทั่งปลดระวางเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๓ และการเที่ยวทางทะเล ไปเกาะมันนอก เกาะมันกลาง เกาะมันใน ที่มีการอนุรักษ์เต่ากับทรัพยากรทางทะเล และปรากฏการณ์ทะเลแหวก เป็นต้น จนทำให้ปากน้ำประแสแห่งนี้เป็นชุมชนคนเที่ยวได้ตลอดปี ด้วยเหตุที่ชาวปากน้ำประแสส่วนใหญ่มีอาชีพประมงที่ใช้ชีวิตอยู่ในเรือเกือบตลอด ทำให้เรือประมงเหมือนบ้านหลังที่สอง ชาวประมงจึงมีพิธีทำบุญบ้าน คือ เรือประมง ซึ่งเป็นพาหนะสำคัญในการทำมาหากินจึงจัดทำบุญทอดผ้าป่าขึ้นในเรือ ดังนั้น วันเพ็ญเดือนพฤศจิกายนทุกปี ในประเพณีลอยกระทงชุมชนปากน้ำประแสจึงมีการจัดทอดผ้าป่ากลางน้ำ ที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นและเป็นประเพณีที่มีมานานกว่า ๑๐๐ ปี แต่หายไปช่วงหนึ่งภายหลังจึงมีการฟื้นฟูขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๔๐ เป็นงานที่มีกิจกรรมการแข่งเรือพาย การดำน้ำ ว่ายน้ำ มวยทะเล ประกวดเรือ ประกวดร้องเพลงและดนตรี เป็นต้น จุดสำคัญของชุมชนแห่งนี้คือ ศาลสมเด็จกรมหลวงชุมพรฯ และ ตลาดเก่าของปากน้ำประแส ที่มีอาคาร ร้านค้า หลากหลายสีสันและอาหารจากทะเลสดๆ…โดยมี นางสาวสุภาภรณ์ยอดบริบูรณ์ ผู้นำชุมชนคนขยันประสานสิบทิศรอต้อนรับทุกท่านทุ่งโปรงทอง

ทุ่งโปรงทองปากน้ำประแสปากน้ำประแสอนุสรณ์เรือรบหลวงประแสอนุสรณ์เรือรบหลวงประแสสามล้อเที่ยวชุมชน

สามล้อเที่ยวชุมชนศาลสมเด็จกรมหลวงชุมพรฯศาลสมเด็จกรมหลวงชุมพรฯวิถีประมงชาวบ้าน

วิถีประมงชาวบ้านล่องเรือชมวิถีชุมชนล่องเรือชมวิถีชุมชนพ่อพันธุ์เต่า

พ่อพันธุ์เต่าปากน้ำประแสปากน้ำประแสปล่อยเต่าลงทะเล

ปล่อยเต่าลงทะเลนิทรรศการในเรือหลวงประแส

นิทรรศการในเรือหลวงประแส

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘หอศิลป์แห่งชาติ’ ภูมิศิลปะร่วมสมัยแลนด์มาร์คแห่งใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/613966

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หอศิลป์แห่งชาติ’ ภูมิศิลปะร่วมสมัยแลนด์มาร์คแห่งใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หอศิลป์แห่งชาติสิงคโปร์

เรื่องศิลปะจากศิลปินนั้นเป็นความสง่างามของมนุษยชาติ ดังนั้น การมี “หอศิลป์แห่งชาติ” จึงเป็นความพยายามอย่างยิ่งในการที่จะสร้างให้เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ที่ผ่านมานี้ได้มีงาน “ดื่มกาแฟแลงานศิลป์” เพื่อสร้างการรับรู้เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดใช้ “หอศิลป์แห่งชาติ” แห่งใหม่ขึ้นที่ถนนเทียมร่วมมิตร เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงวัฒนธรรม ถึงแม้จะมีหอศิลป์แห่งชาติเกิดขึ้นบ้างแล้วในหลายแห่งเช่น หอศิลป์กรมศิลปากร ถนนเจ้าฟ้า, หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน, MOCA หรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย,หอศิลป์แห่งชาติ ที่ศาลากลางเก่าพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น ก็ยังเป็นกิจกรรมขนาดเล็กที่รอการเติบโตในอนาคต แต่สำหรับหอศิลป์แห่งชาติแห่งใหม่นี้จะสามารถบริการการจัดแสดงผลงานศิลปกรรมและสร้างกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางศิลปะหลายแขนงให้เป็น แลนด์มาร์คระดับนานาชาติ นั้นยังไม่มี ดังนั้น การเรียนรู้ดูงานจากหอศิลป์แห่งชาติสิงคโปร์ จึงเป็นแรงบันดาลใจหนึ่งที่น่าจะเป็นแบบอย่าง    

ด้วยเหตุที่สิงคโปร์นั้นเพิ่งเปิดการบริการหอศิลป์แห่งชาติเมื่อปลายปี พ.ศ.๒๕๕๘ แต่สามารถทำให้สิงคโปร์นั้นกลายเป็นศูนย์กลางศิลปกรรมระดับนานาชาติที่มีศิลปินมาร่วมกิจกรรมกันมากทุกปีแล้ว และยังทำให้ได้รับรางวัลด้านต่างๆ อยู่เสมอตั้งแต่ก่อตั้งมา ทำให้วันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมสมัยนั้น ได้นำเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องไปศึกษาดูงานของ หอศิลป์แห่งชาติสิงคโปร์ (National Gallery Singapore) ซึ่งเป็นต้นแบบหนึ่งที่คนรักศิลปะต้องไปเยือน หรือแม้แต่คนไม่ได้ชอบศิลปะก็ยังชอบไปเดินชมสถาปัตยกรรมอาคารสถาปัตยกรรมเก่าสไตล์ยุโรป ด้วยเป็นการอนุรักษ์ตึกของศาลากลางและอาคารศาลฎีกาเก่า โดยการรีโนเวทใหม่ให้เข้ากับความเป็นหอศิลป์มากขึ้น โดยใช้งบประมาณไปถึง ๕๓๐ ล้านเหรียญสิงคโปร์! หรือประมาณ ๑๒,๑๙๐ ล้านบาทจนบันดาลให้เกิดบรรยากาศภายในหอศิลป์ที่มีความขรึมขลังสงบจนน่าเข้าไปสัมผัสของงานศิลปะอย่างเป็นสัดเป็นส่วนและน่าเรียนรู้ดูอลังการโดยทำให้ ๕ ชั้น ของอาคารได้มีการปรับปรุงและจัดสาระของศิลปะอย่างน่าสนใจ สำหรับชั้น ๑ นั้นเป็นพื้นที่จัดนิทรรศการหมุนเวียน จัดกิจกรรมไม่ว่างเว้น และเน้น Contemporary Art หรือศิลปะร่วมสมัย และงานศิลปะของสิงคโปร์ที่เริ่มเน้น Conceptual Art มากขึ้น

การศึกษาดูงานที่หอศิลป์แห่งชาติสิงคโปร์

จากการสร้างวิสัยทัศน์ที่เปิดกว้างสำหรับผลงานของศิลปินในประเทศอาเซียนด้วย และผลงานในหอศิลป์ล้วนเป็นศิลปะร่วมสมัย แสดงให้เห็นถึงความมองอนาคต ความก้าวหน้า และทันสมัย อีกทั้งยังมีโซน Workshop สำหรับเด็กให้ซึมซับความเป็นศิลปะในอนาคตด้วย ซึ่งหอศิลป์แห่งชาติสิงคโปร์ยังสร้างแอปพลิเคชั่น Gallery Explorer เพื่อให้สามารถดูข้อมูลของหอศิลป์ผลงาน และนิทรรศการได้สะดวกขึ้น ซึ่งเป็นการบริหารจัดการงานศิลปะที่ถูกเพิ่มคุณค่า และถูกให้ความสำคัญ ที่มีการปรับเปลี่ยนให้คนเรียนรู้ตลอดเวลา จึงมีกิจกรรมศิลปะที่เชื่อมโยงกันทุกปีในรูปแบบ Art Stage Singapore และการขายงานศิลปะที่จัดทุกต้นปีแบบมาก  Singapore Art Biennale ที่จัดทุกๆ สองปี ซึ่งต้องยอมรับว่าระหว่างปีนั้นหอศิลป์ แกลเลอรี่ต่างๆ ต่างจัดนิทรรศการศิลปะและเปิดแสดงผลงานเสมอเพื่อดึงนักท่องเที่ยวได้สนใจจนทำให้วงการศิลปะในสิงคโปร์นั้นเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา และสร้างนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพเข้าประเทศจนเป็นธุรกิจจากงานศิลปะนำรายได้แบบนับไม่ถ้วน จนน่าจะเป็นรูปแบบของหลายแห่งที่นำไปสร้างและพัฒนาการให้เกิดขึ้นในประเทศตน    

โดยเฉพาะไทยนั้นได้เริ่มสร้างหอศิลป์แห่งชาติขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๖๐ สานต่อปลัดกระทรวงวัฒนธรรมมาหลายสมัยจนถึงปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าในไม่ช้าจะเป็นแลนด์มาร์คของบรรดาศิลปินชาวไทยและต่างชาติในอนาคตข้างหน้า ในระหว่างที่รอการจัดภายในนั้นก็มีการจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมขึ้นดังกล่าว ซึ่ง ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมนั้นได้ให้ความหวังว่า “หอศิลป์แห่งชาติใหม่นี้จะเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ใช้จัดแสดงผลงานศิลปวัฒนธรรมระดับชาติและนานาชาติ สำหรับเผยแพร่ แลกเปลี่ยน และพัฒนางานศิลปะทุกแขนง ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาคน พัฒนาเศรษฐกิจของไทย เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปได้ใช้ประโยชน์บริการงานศิลปะของศิลปินที่มีชื่อเสียงในไทยไว้ กับพื้นที่อย่างคุ้มค่า” โดยมีการปรับภูมิทัศน์ให้เป็นแลนด์มาร์คทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ให้น่าสนใจกิจกรรมดื่มกาแฟแลงานศิลป์กิจกรรมดื่มกาแฟแลงานศิลป์บรรยากาศจากเรือรักของแม่บรรยากาศจากเรือรักของแม่พบปะกับศิลปินพบปะกับศิลปินหอศิลป์แห่งชาติแห่งใหม่หอศิลป์แห่งชาติแห่งใหม่ภาพเขียน ร.๓ ที่ยืมไปแสดงภาพเขียน ร.๓ ที่ยืมไปแสดงประติมากรรมของสุธี คุณาวิชยานนท์ประติมากรรมของสุธี คุณาวิชยานนท์ประติมากรรมของ วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์

ประติมากรรมของ วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ประติมากรรมของลูกปลิว จันทร์พุดซาประติมากรรมของลูกปลิว จันทร์พุดซาประติมากรรมของ ชิน ประสงค์

ประติมากรรมของ ชิน ประสงค์ประติมากรรมของเขียน ยิ้มศิริประติมากรรมของเขียน ยิ้มศิริคณะจากกระทรวงวัฒนธรรมดูงานหอศิลป์แห่งชาติสิงคโปร์คณะจากกระทรวงวัฒนธรรมดูงานหอศิลป์แห่งชาติสิงคโปร์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ชุมชนคนลับแล’ภูมิบ้านคนโยนกเชียงแสนสุโขทัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/612419

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ชุมชนคนลับแล’ภูมิบ้านคนโยนกเชียงแสนสุโขทัย

วันอาทิตย์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ซุ้มเมิองลับแล

เรื่องของคนเมืองลับแลนั้นมีเรื่องเล่ากันอยู่ทั่วไปหลายแห่ง แต่ที่น่าสนใจมาก คือ เรื่องคนลับแลของอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งมีเรื่องเล่าว่า เป็นเมืองที่เกิดขึ้นครั้งก่อนตั้งเมืองสุโขทัยด้วย นางสิขรเทวี ธิดากษัตริย์ขอม ผู้เป็นมเหสี พ่อขุนผาเมือง นั้นได้เผาบ้านเรือนหนีหายเข้าไปอยู่ในป่า แล้วสาปให้เป็นเมืองลับแล ด้วยเหตุที่ชุมชนคนลับแลได้ถูกยกย่องให้เป็นชุมชนต้นแบบในการเที่ยวชุมชนยลวิถี…คุณธรรมของกระทรวงวัฒนธรรมนั้น จึงติดตามการเปิดชุมชนต้นแบบคุณธรรมแห่งนี้ไปกับ ดร.วิภา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมและคณะ ไปสืบค้นชุมชนคน “ลับแล” ซึ่งมีข้อสันนิษฐานของ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่า เดิมชาวเมืองแพร่ เมืองน่าน หนีข้าศึกและความเดือดร้อนมาซุ่มซ่อนตั้งชุมชนอยู่บริเวณนี้ เนื่องจากเป็นป่ารก หลบซ่อนตัวง่ายและภูมิประเทศเป็นเมืองอยู่ในหุบเขามีที่เนินสลับกับที่ต่ำ คนต่างเมืองนั้นถ้าไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศจะหลงทางได้ง่าย อีกตำนานเล่าว่าด้วยภูมิประเทศเมืองลับแลเป็นป่าเขาสลับซับซ้อนมีบรรยากาศเยือกเย็นยามพลบค่ำแม้ดวงอาทิตย์ยังไม่ตกดินก็มืดครึ้มแล้ว เพราะมีดอยม่อนฤาษีสูงใหญ่เป็นฉากกั้นแสงอาทิตย์ ป่านี้เรียกกันเดิมว่า “ลับแลง” คืออาทิตย์ลับแสง ต่อมาเรียกเพี้ยนเป็น “ลับแล” ที่เล่ากันสนุกก็เรื่องหลงทางในป่านั้นแหละมีนิทานเล่าขานกันเป็นเรื่องเป็นราวว่า “หนุ่มเมืองใต้ (จากเมืองทุ่งยั้ง) แอบเดินทางหลงป่าไปทางเหนือได้เห็นสาวสวยออกจากเมืองลับแลมาซ่อนกุญแจไว้ ชายหนุ่มเกิดไปแอบเห็นเข้าจึงขโมยกุญแจไว้และใช้เล่ห์กล มนต์อุบาย เกี้ยวพาราสีจนสาวหลงเชื่อพาไปอยู่กินเป็นสามีในเมืองลับแลชายหนุ่มได้เห็นความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ของเมืองและมีแต่ผู้หญิงสาวสวยทั้งหมด แต่ด้วยเหตุเป็นเมืองลี้ลับคนภายนอกไม่สามารถเข้าไปในเมืองได้ชาวเมืองลับแลเป็นผู้ยึดมั่นในธรรมปฏิบัติจึงมีคุณธรรมสำคัญคือไม่กล่าววาจาเท็จ ชายหนุ่มกับสาวงามเมืองลับแลมีลูกด้วยกันจนวันหนึ่งหญิงผู้เป็นแม่ไปธุระจึงให้พ่อชายหนุ่มนั้นอยู่กับลูกลูกร้องไห้หาแม่พ่อชายหนุ่มจึงพูดหลอกลูกว่า แม่มาแล้วเพื่อให้ลูกหยุดร้องไห้ ชาวลับแลได้ยินคำโกหกของพ่อชายหนุ่มเมืองทุ่งยั้งจึงพากันขับไล่พ่อชายหนุ่มออกจากเมือง แม้เมียจะรักผัวปานใดก็ช่วยไม่ได้ ด้วยความอาลัยรักผัวกลัวจะลำบากจึงแอบเอาขมิ้นใส่ย่ามและกำชับว่าให้เปิดที่บ้าน ห้ามดูระหว่างทางแต่เมื่อเดินทางพ้นเมืองลับแลแล้วชายหนุ่มก็อยากรู้ว่าเมียลับแลให้อะไรมาจนหนัก จึงว่าเอาออกมาดูเห็นเป็นขมิ้นเต็มย่ามจึงทิ้งระหว่างทางบอกเส้นทางเข้าเมืองลับแลจนเกือบหมดเหลืออยู่ไม่กี่หัว ครั้นกลับถึงบ้านจึงเล่าเรื่องราวที่หายไปให้ญาติและเพื่อนบ้านพร้อมกับนำขมิ้นที่ติดย่ามออกมายืนยันแต่ปรากฏว่าขมิ้นนั้นเป็นก้อนทองคำ ด้วยความเสียดายจึงชวนญาติและเพื่อนบ้านออกตามรอยเก็บขมิ้นที่ขว้างทิ้งจนไม่มีร่องรอยเส้นทางเข้าเมืองลับแล ทำให้ปิดมิติของเมืองนี้ไป ปัจจุบันอำเภอลับแล คงมีโบราณสถานที่น่าสนใจคือ พระธาตุทุ่งยั้ง พระแท่นศิลาอาสน์ และเวียงเจ้าเงาะ ที่ต้องติดตามเล่าต่อ อำเภอลับแลเป็นแหล่งหัตถกรรม เช่น ผ้าตีนจกและไม้กวาด แล้วมีอาชีพ ทำนา ทำสวน ทำไร่ ที่รู้จักกันดีคือสวนทุเรียน สวนลางสาด บนภูเขา จึงทำให้ผู้ชายอำเภอนี้ใช้ชีวิตในสวนเป็นเวลานาน ทิ้งให้ภรรยาและลูกๆ หลานๆ อยู่เฝ้าบ้าน คนผ่านไปมาจึงพบแต่ผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่จนมีชื่อเรียกว่าเป็น “เมืองแม่ม่าย” คนอำเภอลับแลนี้ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยล้านนาหรือคนเมือง ๖ ตำบลในจำนวน ๘ ตำบล คือ ตำบลฝายหลวง ตำบลแม่พูล ตำบลนานกกก ตำบลชัยจุมพลเทศบาลตำบลศรีพนมมาศและตำบลด่านแม่คำมัน อีก ๒ ตำบลคือ ตำบลทุ่งยั้งและตำบลไผ่ล้อม นั้นเป็นชาวสุโขทัยเก่า จึงทำให้มีภาษาพูดและวิถีชีวิตให้เป็นเสน่ห์ของชุมชนแห่งนี้   

ชาวพื้นเมืองลับแลในอดีต

จากหลักฐานทางโบราณคดีนั้นอนุมานว่า เมืองทุ่งยั้ง เดิมนั้นเป็นชุมชนขนาดใหญ่ของพวกละว้าและขอม มีความเจริญรุ่งเรืองมาช้านาน ด้วยพบกลองมโหระทึกและมีดพร้าทำด้วยสำริด ภายหลังมีคนจากแคว้นโยนกเชียงแสน พากันมาตั้ง “บ้านเชียงแสน” ให้เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร ในยุคสร้างบ้านแปงเมืองขึ้นตามนโยบาย “เก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง” เช่นเดียวกับเมืองอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในคราวเดียวกัน จึงทำให้เมืองลับแลได้วิถีใหม่ของตนเองในบริบท“ต้องรักษาสัจวาจา” เท่านั้นจึงอยู่เมืองนี้ได้..นี่คือชุมชนคนลับแลที่สืบสานต่อยอดจากตำนานชาวลับแลมาจนถึงพระศรีพนมมาศผู้ย้ายเมืองจากม่อนจำศีลมาตั้งอำเภอลับแลในสมัยรัชกาลที่ ๕ ขึ้น จนมีอาหารการกินที่มีจุดเด่นจนน้ำลายสอหลายเมนู…เรือนชาวลับแลเรือนชาวลับแลยุ้งฉางเก็บข้าว

ยุ้งฉางเก็บข้าวภายในห้องนอน

ภายในห้องนอนการแสดงพื้นบ้านลับแล

การแสดงพื้นบ้านลับแลหัตถกรรมไม้กวาดส่งออก

หัตถกรรมไม้กวาดส่งออกสรงน้ำพระธาตุทุ่งยั้งสรงน้ำพระธาตุทุ่งยั้ง

พิธีเปิดชุมชนคนลับแล

พิธีเปิดชุมชนคนลับแลพระธาตุทุ่งยั้งพระธาตุทุ่งยั้งปิดทองพระแท่นศิลาอาสน์

ปิดทองพระแท่นศิลาอาสน์นาข้าวติดทิวเขา

นาข้าวติดทิวเขา

จำลองถ้ำเมืองลับแลจำลองถ้ำเมืองลับแลจากตำนานโกหกคำเดียว

จากตำนานโกหกคำเดียว

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘บ้านโคกเมือง’ ภูมิดินบารายปราสาทเมืองต่ำพันปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/610868

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บ้านโคกเมือง’ ภูมิดินบารายปราสาทเมืองต่ำพันปี

วันอาทิตย์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.15 น.

ชุมชนบ้านโคกเมือง

อย่างที่เคยเล่าไว้แล้วว่าชุมชนทั่วประเทศนั้นต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตนที่น่าสนใจเกือบทุกแห่งจะแตกต่างกันก็ตรงวิธีการของความร่วมมือร่วมใจตามหลัก “บวร” จนเป็นชุมชนคุณธรรมให้น่าเที่ยวน่ายล อาทิตย์นี้ยังเดินทางตามรอยชุมชนคุณธรรมไปกับ ดร.ยุพา วัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมในการเปิดชุมชนต้นแบบ คือ ชุมชนบ้านโคกเมืองเป็นชุมชนใหญ่ที่มีถึง ๔ หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ ๖ หมู่ที่ ๙หมู่ที่ ๑๕ และหมู่ที่ ๑๘ จุดเด่นของชุมชนคือเป็นชุมชนเก่าดั้งเดิมที่มีโบราณสถานอายุกว่า๑,๔๐๐ ปี ชุมชนนี้มีราษฎรอพยพจากตำบลตาจงอำเภอละหานทราย จากเสียมเรียบ ศรีโสภณ ในกัมพูชา จากศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี มารวมกันอยู่ในพื้นที่เคยมีความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมมาก่อน กล่าวคือ ชุมชนนี้อยู่ติดกับปราสาทเมืองต่ำ ศาสนสถานศิลปะขอมแบบบาปวน สร้างเมื่อราว พ.ศ.๑๕๕๑-๑๖๓๐ ชุมชนแห่งใหม่เริ่มแรกเป็นชุมชนเล็กๆ ขึ้นอยู่กับหมู่ที่ ๓บ้านบัว เมื่อมีผู้คนมาอยู่มากขึ้นจึงแยกหมู่บ้านตามลำดับถึง ๔ หมู่บ้าน อาชีพราษฎรส่วนใหญ่ทำนาและเกษตรผสมผสาน ยามว่างจากการทำนาก็รวมกลุ่มกันสร้างอาชีพ มีกลุ่มพ่อบ้านทำการเกษตรพอเพียง กลุ่มแม่บ้านทอผ้าไหม และกลุ่มแม่บ้านทอเสื่อกก และอื่นๆ เพื่อผลิตงานให้เป็นสินค้าสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังโบราณสถาน ในชุมชน ในไม่ช้าก็ขยายกิจการให้เป็นสินค้าของที่ระลึกและสินค้าราคาถูก ด้วยเหตุที่ราษฎรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ จึงมีประเพณีพื้นบ้านจัดพิธีบวงสรวงเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในปราสาทเมืองต่ำในวันที่ ๒-๔ เดือนเมษายนของทุกปี

การแต่งกายจากปราสาทเมืองต่ำ

ความสำเร็จของชุมชนบ้านโคกเมืองนั้นทำให้ชุมชนได้รับรางวัลการประกวดหมู่บ้าน OVC (OTOP VILLAGE CHAMPION) ปี ๒๕๕๐ รางวัล หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ปี ๒๕๕๑ รางวัลอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ปี ๒๕๕๑ และได้รับมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย จนบริการการท่องเที่ยวในชุมชนได้หลายรูปแบบ เช่น การทัศนศึกษาเรียนรู้จากโบราณสถาน การปั่นจักรยานชมวิถีชุมชน การเดินป่าที่เขาปลายบัด การปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิวิปัสสนากรรมฐานที่วัดป่า การศึกษาทดลองทำแปลงปลูกผัก ทำนา สวนเกษตรอินทรีย์ การฝึกหัดทอเสื่อกก ทอผ้าไหม การเรียนรู้จากวิถีชีวิตของชุมชน ใส่บาตรยามเช้า ชมตลาดเช้า-เย็น การฝึกทำ
อาหารพื้นบ้าน การร่วมพิธีบายศรีสู่ขวัญ การแสดงดนตรีพื้นบ้าน และซื้อ-ชมสินค้า OTOP เช่น เสื่อกกยกลายปราสาทเมืองต่ำ ผ้าไหมจากกลุ่มบารายไหมไทย การใช้ดินจากบารายพันปีย้อมสีผ้าเป็นต้น โดยเฉพาะการทอผ้าไหมมีลายผักกูดเป็นลายเฉพาะสำหรับเป็นสินค้าที่ระลึกจากชุมชนจนทำให้ ปี ๒๕๔๙ นั้นได้รับรางวัลการประกวดหมู่บ้าน OVC (OTOP VILLAGE CHAMPION)ส่วนอาหารตำรับพื้นบ้านนั้นนอกจากมีกุ้งจ่อมแจ่วบอง ข้าวจี่ แล้วยังมีการศึกษาวิจัยชาติพันธุ์ในชุมชนบ้านโคกเมืองซึ่งพบว่ามีชาวไทยกุย ไทยลาว ไทยโคราช และไทยเขมรต่างอาศัยอยู่ร่วมกัน จึงมีเมนูอาหารพื้นถิ่นเชื่อมโยงระหว่างหมู่บ้านจนมีการจัดเป็นสำรับอาหารพื้นถิ่น ๕ เมนู ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาพักในหมู่บ้าน ได้แก่ ต้มไก่ใส่ใบมะขามอ่อนผัดกุ้งจ่อมทรงเครื่อง น้ำพริกนายฮ้อย ข้าวแตนหน้ากุ้งกะฉีก ตำไก่ใส่มะม่วง ซึ่งได้รับการชื่นชมจากแขกเยือนเป็นอย่างดี ทำให้สามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวชุมชนยลวิถี อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเที่ยวชมโบราณสถานสำคัญคือ ปราสาทหินพนมรุ้ง เทวสถานลัทธิไศวะที่พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ ๒ กษัตริย์แห่งพระนคร (พ.ศ.๑๔๘๗-๑๕๑๑)ได้สร้างเทวสถานถวายพระศิวะขึ้นบนเขาพนมรุ้ง ต่อมาพระเจ้าชัยวรมันที่ ๕ (พ.ศ.๑๕๑๑-๑๕๔๔) ได้อุทิศที่ดินและข้าทาสถวายเทวสถานพนมรุ้ง และพุทธศตวรรษที่ ๑๗ นเรนทราทิตย์ เจ้านายแห่งราชวงศ์มหิธรปุระซึ่งเป็นต้นตระกูลของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ผู้สร้างนครวัดนั้นได้สร้างปราสาทขึ้นและทรงบำเพ็ญพรตเป็นโยคีอยู่ปราสาทพนมรุ้งแห่งนี้ หลังสุดพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ได้นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายานจึงเปลี่ยนเทวสถานเป็นพุทธสถานมหายานในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ปราสาทหินพนมรุ้งแห่งนี้สร้างจากหินทรายสีชมพู ตั้งอยู่บนยอดเขาพนมรุ้งสูง ๑,๓๓๐ ฟุต จากระดับน้ำทะเล มี ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธ์ ที่รู้จักกันดี และมีปรากฏการณ์อัศจรรย์คือ ดวงอาทิตย์ลอดประตู ๑๕ ช่อง ให้เห็น
ในวันสำคัญ จึงเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวสนใจมาเฝ้าชมกันมากในวันนั้นดวงอาทิตย์ลอดช่องประตูปราสาทดวงอาทิตย์ลอดช่องประตูปราสาทปราสาทเมืองต่ำปราสาทเมืองต่ำดินพันปีจากบาราย

ดินพันปีจากบารายผ้าย้อมดินพันปีผ้าย้อมดินพันปีปราชญ์ฮีต ๑๒ ของบ้านโคกเมืองปราชญ์ฮีต ๑๒ ของบ้านโคกเมืองผ้าทอจากบ้านโคกเมืองผ้าทอจากบ้านโคกเมืองปราสาทพนมรุ้งปราสาทพนมรุ้งกลุ่มสตรีทอเสื่อกลุ่มสตรีทอเสื่อมัคคุเทศก์น้อยนำชมปราสาทเมืองต่ำมัคคุเทศก์น้อยนำชมปราสาทเมืองต่ำพิธีเปิดชุมชนคุณธรรมบ้านโคกเมืองพิธีเปิดชุมชนคุณธรรมบ้านโคกเมืองพิธีบายศรีสู่ขวัญจากปราชญ์ท้องถิ่นพิธีบายศรีสู่ขวัญจากปราชญ์ท้องถิ่น

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘บ้านโนนบุรี’ ชุมชนยลวิถีไดโนเสาร์แห่งภูสิงห์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/609330

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บ้านโนนบุรี’ ชุมชนยลวิถีไดโนเสาร์แห่งภูสิงห์

วันอาทิตย์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เขาภูสิงห์

ด้วยชุมชนหลายแห่งนั้นได้สร้างความเข้มแข็งในวิถีวัฒนธรรมของตนเองเกิดขึ้นหลายแห่งตามโครงการ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ที่กระทรวงวัฒนธรรมได้ประกาศยกย่องให้เป็นต้นแบบ ในแต่ละภาคที่มีจุดเด่นแตกต่างกัน อาทิตย์นี้ได้ตามรอยสยามไปทางภาคอีสาน ด้วย ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวรปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และคณะได้ไปเปิดชุมชนต้นแบบที่บ้านโนนบุรี หมู่ที่ ๑ ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ แม้ว่าจะเป็นชุมชนเกิดใหม่ที่เพิ่งตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๕ ก็ตาม แต่ด้วยพื้นที่นี้มีแหล่งน้ำที่สำคัญ อันสืบเนื่องจากปี พ.ศ. ๒๕๑๐ นั้น รัฐบาลโดยกรมชลประทานได้ดำเนินการสร้างเขื่อนลำปาวเพื่อกักเก็บน้ำใช้ในการเกษตร ให้เป็นเขื่อนดินที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันน้ำท่วมบ้านเรือนของราษฎร จนทำให้ราษฎรนั้นพากันอพยพหนีน้ำจากบ้านเก่า ตำบลโนนศิลา อำเภอสหัสขันธ์ ที่เดิม มาตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณโคกภูสิงห์ในพื้นที่การปกครองของนิคมสร้างตนเองลำปาวทำให้เกิดตำบลแห่งใหม่ขึ้นในชื่อ ตำบลโนนบุรีที่ตั้งให้เป็นเกียรติกับ นายบุรี พรหมลักขโณ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ในสมัยนั้น นิคมสร้างตนเองลำปาวแห่งนี้ ได้จัดสรรที่ดินวางผังเป็นตารางให้ราษฎรตั้งบ้านเรือน โดยทางราชการให้สร้างชุมชนตลาดให้เป็นห้องแถวที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือ ลักษณะอาคารเป็นอาคารไม้ชั้นเดียวติดต่อกันหลายคูหาให้ครอบครัวละ ๓ ห้อง รวม ๙๐ ครอบครัว สร้างพร้อมกันเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑ ซึ่งปัจจุบันห้องแถวบางหลังแห่งยังคงสภาพเดิมและบางหลังปรับปรุงเป็นห้องแถวสมัยใหม่

โดยเฉพาะถนนกลางเมืองนั้นได้รักษาเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนแห่งนี้ไว้เป็นอย่างดี นับเป็นต้นแบบของการสร้างบ้านแปงเมืองที่เห็นได้ในปัจจุบัน โดยผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์สมัยนั้น ได้นำประชาชนร่วมใจกันสร้างพระพรหมภูมิปาโล ประดิษฐานบนหลังเขาภูสิงห์ ในปี พ.ศ.๒๕๑๒ เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน และให้สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) ดำเนินการสร้างถนนสระน้ำ เพื่อให้มีน้ำใช้และขุดสระน้ำเพื่อใช้เองในบริเวณหลังบ้าน นับเป็นชุมชนที่มีผังเมืองที่อนุรักษ์รูปแบบห้องแถวไม้เก่า และทุกคนได้ร่วมกันสร้างวิถีของหมู่บ้านเศรษฐกิจค้าขายพร้อมกับสืบสานภูมิปัญญาและประเพณีของตน เช่น การทอเสื่อกก การทำขนมโบราณ การทอผ้า และจัดงานประเพณีประจำปี เช่น บุญประเพณีตักบาตร ในวันสำคัญ แห่เทียนเข้าพรรษา รดน้ำขอพรผู้สูงอายุงานตักบาตรเทโวในวันออกพรรษา และสร้างการต้อนรับแขกเยือนด้วยการเต้นคองก้า เป็นต้น

เมื่อมีการค้นพบแหล่งดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ขึ้น ชุมชนแห่งนี้จึงจัดถนนคนเดินตามโครงการพัฒนาเมืองอุทยานโลกไดโนเสาร์ เรียกว่าถนนไดโน(Sahatsakhan Dino Road) ให้ชุมชนโนนบุรีนั้นเป็นหมุดหมายของการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ นับเป็นชุมชนที่มีเสน่ห์ด้วยตัวเองจากการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของไดโนเสาร์และชาวชุมชนร่วมกันพัฒนาแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวที่มีความโดดเด่น ได้แก่สวนไดโนเสาร์  พิพิธภัณฑ์สิรินธรเป็นศูนย์วิจัยเกี่ยวกับไดโนเสาร์แห่งแรกของประเทศไทยถนนไดโนโรด ซึ่งเป็นถนนสายวัฒนธรรม วัดพุทธาวาส (วัดภูสิงห์) ขึ้นไปกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และชมทิวทัศน์จากยอดภูสิงห์ ภูกุ่มข้าว ภูค่าว เขื่อนลำปาว และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่งดงาม รวมทั้งโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง อาทิ กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองกลุ่มเลี้ยงปลา กลุ่มแปรรูปอาหาร (ปลา) นอกจากนี้มีผลิตภัณฑ์ ผ้าสไบแพรวาลายขิดไดโนเสาร์โฮมสเตย์ที่ได้รับการรับรองจากมาตรฐานโฮมสเตย์อาเซียน เพื่อร่วมขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG ตามนโยบายของรัฐบาล และผลักดัน “Soft Power” ความเป็นไทย โดยนำต้นทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดสร้างสรรค์สินค้าและบริการ (Creative Culture) เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว และบริการทางวัฒนธรรม เพื่อสร้างโอกาส สร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ประชาชนและเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) คลี่คลายลงแล้ว โดยมี Mobile Application “เที่ยวเท่ๆเสน่ห์เมืองไทย” ทั้งในระบบ iOS และ Android เป็นแอปพลิเคชั่นที่รวบรวมข้อมูลประกอบด้วยเส้นทางท่องเที่ยว ๗๖ จังหวัด ไว้ให้เป็นเส้นทางเที่ยวกันด้วยการเต้นคองก้าจากผู้เฒ่า

การเต้นคองก้าจากผู้เฒ่าแหล่งไดโนเสาร์ภูกุ่มข้าว

แหล่งไดโนเสาร์ภูกุ่มข้าวพิธีเปิดชุมชนต้นแบบพิธีเปิดชุมชนต้นแบบพิธีเปิดชุมชนต้นแบบพิธีเปิดชุมชนต้นแบบผลิตภัณฑ์ที่ระลึกจากชุมชน

ผลิตภัณฑ์ที่ระลึกจากชุมชนนุ่งซิ่นนั่งสาดตักบาตรพระนุ่งซิ่นนั่งสาดตักบาตรพระนักร้องจากบ้านโนนบุรี

นักร้องจากบ้านโนนบุรีทอผ้าพื้นเมือง

ทอผ้าพื้นเมืองเต้นคองก้าต้อนรับแขกเยือน

เต้นคองก้าต้อนรับแขกเยือนตักบาตรเทโวตักบาตรเทโวตักบาตรกลางชุมชนตักบาตรกลางชุมชนชาวบ้านโนนบุรีชาวบ้านโนนบุรีชมซากดึกดำบรรพ์ชมซากดึกดำบรรพ์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระบรมธาตุไชยา’ ภูมิบุญแห่ผ้าขึ้นธาตุศรีวิชัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/607713

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระบรมธาตุไชยา’ ภูมิบุญแห่ผ้าขึ้นธาตุศรีวิชัย

วันอาทิตย์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พระพุทธรูปในระเบียงคต

อาทิตย์นี้ได้ตามรอยสยามไปร่วมพิธีการถวายผ้าขึ้นธาตุ ซึ่งเป็นภูมิงานบุญที่สืบเนื่องมาแต่โบราณ ณ วัดพระบรมธาตุไชยา ตั้งอยู่เลขที่ ๕๐ ถนนรักษ์นรกิจ หมู่ ๓ ตำบลเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี อันเป็นสถานที่สำคัญที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นหนึ่งในสามแห่งของภาคใต้ คือ พระบรมธาตุไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี พระมหาธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช และพระพุทธไสยาสน์ในถ้ำคูหาภิมุข จังหวัดยะลา

พิธีการแห่ผ้าขึ้นธาตุ ที่พระบรมธาตุไชยา เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๔ ที่ผ่านมานั้น ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานพิธี ร่วมกับผู้ราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีและประชาชนได้ร่วมกันนำผ้าผืนยาวขึ้นห่มพระบรมธาตุไชยาแล้ว ผู้ร่วมงานยังได้ร่วมกันถวายผ้าอังสะพระพุทธรูปสำคัญรอบระเบียงคดทั้งหมดด้วย พระบรมธาตุไชยาแห่งนี้เป็นโบราณสถานสำคัญของเมืองสุราษฎร์ธานีในสมัยศรีวิชัย เดิมเรียกว่า พระธาตุไชยา สร้างเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ ในสมัยศรีวิชัย ซึ่งสร้างโบสถ์หันไปทางทิศตะวันตก ต่อมาเรียกพระบรมธาตุไชยา หลังสุดได้รับการยกให้เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก คือวัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร

ส่วนพระบรมธาตุไชยานั้นเป็นโบราณสถานตั้งอยู่กลาง รอบองค์พระธาตุมีเจดีย์เล็กอยู่มุม ๔ ทิศ ล้อมรอบด้วยวิหารคต ซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปโบราณขนาดต่างๆ เรียงรายอยู่ โดยรอบทั้ง ๔ ด้าน ภายในองค์พระบรมธาตุไชยานั้น เป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจดีย์พระบรมธาตุนี้มีความสูงจากฐานใต้ดินถึงยอด ๒๔ เมตร ต่อมาสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ยอดเจดีย์ที่หักลงมาถึงคอระฆังขึ้นใหม่จึงทำให้ลายหน้าบันเป็นตราแผ่นดิน สำหรับพระพุทธรูปสำคัญนั้นได้มีการสร้างขึ้นหลายวาระ เช่น พระพุทธรูปทำด้วยศิลา สูง ๑๐๔ เซนติเมตร ปางสมาธิประทับอยู่บนฐานบัว มีอายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒แสดงถึงอิทธิพลศิลปะอินเดีย แบบราชวงศ์คุปตะ สกุลช่างสารนาถ

โบราณวัตถุเมืองไชยา

ในพุทธศตวรรษที่ ๑๔ มีการสร้างพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (พระโพธิสัตว์ปัทมปาณิ) สองกรสำริดเป็นประติมากรรมในชวา ประเทศอินโดนีเซียภาคกลางในพุทธศตวรรษที่ ๑๕ มีการสร้างพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสองกรศิลา ศิลปะจาม พุทธ และในสมัยอยุธยามีการสร้างพระพุทธรูปศิลาทราย ศิลปะอยุธยา สกุลช่างไชยา เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบจารึกหลักที่ ๒๓ มีข้อความถึงความสัมพันธ์ทางสกุลวงศ์ของกษัตริย์แห่งศรีวิชัย (ไชยา) และราชวงศ์ไศเลนทรในชวาภาคกลางด้วย ทำให้เป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญที่พบโบราณวัตถุรวบรวมไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไชยามากมาย

สำหรับพิธี “แห่ผ้า” ซึ่งเป็นพิธีที่สืบต่อจากโบราณเป็นการนำผ้าที่เย็บต่อเป็นผืนยาวมาแห่แหน เพื่อนำไป “ขึ้นธาตุ” คือนำผ้านั้นไปโอบรอบฐานพระบรมธาตุเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผ้าที่นำมาห่มขึ้นธาตุแต่เดิมเรียกว่า “พระบฎ” หรือ “พระบท” ซึ่งเป็นภาพรูปพระพุทธเจ้าที่เขียนหรือพิมพ์บนแผ่นผ้า จิตรกรไทยโบราณนั้นชอบเขียนภาพพระพุทธเจ้าขึ้นไว้บูชาแทนรูปปฏิมากรรม ภาพพระบฎโบราณนั้นส่วนใหญ่เขียนเป็นรูปพระพุทธเจ้าประทับยืนบนแท่นดอกบัว มีพระอัครสาวกยืนประนมมือสองข้าง  พระบฎรุ่นหลังอาจเขียนเป็นเรื่องพุทธประวัติแบบเดียวกับจิตรกรรมฝาผนัง

ซึ่งเดิมการแห่ผ้าขึ้นธาตุนั้นเมื่อเขียนหรือวาดแถบผ้าเป็นพระบฎเสร็จแล้วจะนิมนต์พระภิกษุไปสวดพระพุทธมนต์ทำพิธีฉลองสมโภชหนึ่งวัน รุ่งขึ้นพอได้เวลากำหนดซึ่งต้องเป็นเวลาก่อนเพล ก็ตั้งขบวนแห่แหนไปพระบรมธาตุ มีเครื่องประโคมแห่แหนเคลื่อนขบวนเป็นทักษิณาวรรตองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ๓ รอบ แล้วจึงนำขึ้นไปโอบพันพร้อมๆ กับพระภิกษุสงฆ์ซึ่งนิมนต์ไปรออยู่ ณ พระวิหารตีนพระธาตุพระสงฆ์จะสวดอภยปริตรและชยปริตร เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่หมู่คณะผู้ศรัทธาจากนั้นถวายภัตตาหารเพล ปัจจัยและบริขารอื่นๆ แด่พระภิกษุสงฆ์ด้วยวิธีสลากภัต ดังนั้น การได้กราบไหว้และนำผ้าบูชาพระบรมธาตุไชยาซึ่งถือเสมือนว่าเป็นพระพุทธเจ้านั้น จึงเป็นการบูชาที่สนิทแนบกับพระพุทธองค์ตามพิธีที่สืบต่อมายาวนานนั่นเองประธานพิธีร่วมเชิญผ้าห่มพระบรมธาตุ

ประธานพิธีร่วมเชิญผ้าห่มพระบรมธาตุพิธีแห่ผ้าห่มพระบรมธาตุไชยาพิธีแห่ผ้าห่มพระบรมธาตุไชยาสืบสานพิธีแห่ผ้าขึ้นธาตุสืบสานพิธีแห่ผ้าขึ้นธาตุห่มผ้าพระบรมธาตุไชยาห่มผ้าพระบรมธาตุไชยาห่มผ้าอังสะพระพุทธรูปรอบวัดห่มผ้าอังสะพระพุทธรูปรอบวัดภายในพระธาตุปัจจุบันภายในพระธาตุปัจจุบันภาพตัดองค์พระบรมธาตุไชยา

ภาพตัดองค์พระบรมธาตุไชยาภาพเก่าพระบรมธาตุไชยาภาพเก่าพระบรมธาตุไชยาพระพุทธรูปโบราณในพระธาตุพระพุทธรูปโบราณในพระธาตุพระพุทธรูปในวิหารพระพุทธรูปในวิหารพระบรมธาตุไชยา

พระบรมธาตุไชยาผังพระบรมธาตุไชยาเก่าผังพระบรมธาตุไชยาเก่า

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ชนเผ่าพื้นเมือง’ ภูมิพหุวัฒนธรรมและวิถีชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/604608

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ชนเผ่าพื้นเมือง’ ภูมิพหุวัฒนธรรมและวิถีชีวิต

วันอาทิตย์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คณะทำงานของศูนย์มานุษยวิทยา

ด้วยประชากรชนเผ่าพื้นเมืองในไทยมีหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์และกระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ซึ่งกลุ่มคนแต่ละแห่งยังประสบปัญหาและสถานการณ์อยู่มากมายในเรื่องนโยบาย กฎหมายและมาตรการที่ถูกนำไปปฏิบัติแบบไม่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมชุมชน อันขัดกับเจตนารมณ์ของปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองที่รัฐบาลไทยได้ร่วมรับรองเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๐ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติ มีการข่มขู่ จับกุม คุมขัง และปรับไหมอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้ชนเผ่าพื้นเมืองส่วนใหญ่มักอยู่ในสภาวะสูญเสียอัตลักษณ์ ภาษา และวัฒนธรรมท้องถิ่นตนเองไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งกระแสโลกาภิวัตน์และกระบวนการพัฒนาประเทศนั้นได้มีผลักดันให้เยาวชนและคนวัยทำงานนั้นออกจากชุมชนไปสู่เมืองมากขึ้น เพื่อให้มีมาตรการขจัดการเลือกปฏิบัติที่มีการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง พร้อมทั้งสร้างหลักประกันการยอมรับการมีตัวตนของชนเผ่าพื้นเมืองในไทย โดยมีกลไกหนุนเสริมการพัฒนาศักยภาพแกนนำทั้งหญิง ชาย และเยาวชนของชนเผ่าพื้นเมืองให้สามารถแก้ไขปัญหาของตนเอง ตลอดจนให้ชนเผ่าพื้นเมืองได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและประเทศชาติที่ยั่งยืน ด้วยความสามารถที่กำหนดวิถีชีวิตตนเองได้จริง จึงทำให้ชนเผ่าพื้นเมืองจำนวน ๑๗ กลุ่มชาติพันธุ์จากทุกภูมิภาคได้มีการรวมตัวกันครั้งแรกในนาม“เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (คชท.)”ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๐ โดยจัดเวทีสัมมนาวิชาการและกิจกรรมรณรงค์ให้รัฐและสาธารณชนได้ยอมรับและเคารพสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง จนเกิดความร่วมมือกันจัดงานมหกรรมชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งในงานมหกรรม พ.ศ.๒๕๕๓ นั้นได้มีการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันจัดตั้ง “สภาชนเผ่าพื้นเมืองประเทศไทย” ขึ้น 

กระเหรี่ยงแดง-กะแย-มฮ

หลังสุดได้มีการเสนอร่างพ.ร.บ. ๓ ฉบับ คือ ๑.ร่าง พ.ร.บ.สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยซึ่งเกิดจากการรวมตัวของ ๑๗ ชาติพันธุ์ เป็นเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๐ และเพิ่มมากขึ้นจนมีประมาณ ๓๘-๓๙ กลุ่มชาติพันธุ์ มาร่วมพิจารณายกร่างกฎหมายในปี พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนจะส่งต่อให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายแก้ไขในทางเทคนิค และเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในปี พ.ศ.๒๕๕๗๒.ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. … เสนอโดยคณะอนุกรรมาธิการเพื่อพิจารณาศึกษาด้านผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มชาติพันธุ์ในคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรีผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร  และ ๓.ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เสนอโดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรซึ่งได้จัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชนเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง และประชาชนทั่วไปทั้งในรูปแบบของการจัดเวทีประชุมรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนและส่วนราชการการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบสื่อสารทางไกลApplication ZOOM และการรับฟังความคิดเห็นออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน) จึงทำให้ได้ชุดข้อมูล ข้อเสนอแนะต่อการแก้ไขปรับปรุงร่างกฎหมายที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของแต่ละเป้าหมายอย่างครอบคลุมและรอบด้านจากการรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าความคิดเห็นส่วนใหญ่เห็นด้วยต่อการมีพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์โดยสังคมต่างตระหนักและให้ความสำคัญต่อการเคารพในคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษยของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเท่าเทียมโดยเฉพาะในบริบทของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ดำรงชีวิตกระจายอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศไทยมากกว่า ๖๐ ชาติพันธุ์ ต่างมีวิถีชีวิต วัฒนธรรมอัตลักษณ์ การใช้ภาษาที่เป็นเอกลักษณ์สะท้อนให้เห็นการอยู่ร่วมกันบนความหลากหลายในลักษณะสังคมพหุวัฒนธรรม ทั้งนี้หากพิจารณาในเนื้อหาสาระของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ จะพบว่า ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว มีเจตนารมณ์สำคัญให้เป็นกฎหมายที่มุ่ง “ส่งเสริม” ตามหลักการของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๗๐ ตราโดยมุ่งให้การคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ให้มีสิทธิเสมอภาคกันอย่างไม่เลือกปฏิบัติอันเป็นพื้นฐานตามหลักสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ยังถือเป็นการวางหลักการและแนวทางในการคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ที่ด้อยสิทธิซึ่งปัจจุบันต่างเผชิญกับการเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานในฐานะพลเมืองของชาติ จนเสียสิทธิทางวัฒนธรรมในการดำรงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนตลอดจนการขาดความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการสูญเสียอัตลักษณ์และภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอันเป็นต้นทุนสำคัญ ซึ่งคาดว่าในปี พ.ศ.๒๕๖๕ น่าจะมีความหวังให้กับชนเผ่าพื้นเมืองที่เฝ้ารอคอยมานานแล้วเสียทีกูย

กูยคะฉิ่น

คะฉิ่นดาราอาง-ชมดาราอาง-ชมลีซอ

ลีซองานฝีมือจากวิถีชุมชน

งานฝีมือจากวิถีชุมชนเวทีของชนเผ่าพื้นเมืองเวทีของชนเผ่าพื้นเมืองสร้างกิจกรรมในชุมชน

สร้างกิจกรรมในชุมชนนพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผอ.ศมส.นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผอ.ศมส.สำรับจากชนเผ่าพื้นเมือง

สำรับจากชนเผ่าพื้นเมืองเส้นทางเที่ยวชุมชน

เส้นทางเที่ยวชุมชนหนังสือเครื่องแต่งกายต่างชนเผ่า

หนังสือเครื่องแต่งกายต่างชนเผ่า

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เพชรบุรี’ภูมิเกลือทะเลไทยสู่เมืองเกลือของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/603023

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เพชรบุรี’ภูมิเกลือทะเลไทยสู่เมืองเกลือของโลก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เพชรบุรี’ภูมิเกลือทะเลไทยสู่เมืองเกลือของโลก

วันอาทิตย์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จุดถ่ายภาพนาเกลือ

จากการจัดเทศกาลสัมมนาออนไลน์“ปั้นเกลือเมืองเพชรสู่เมืองเกลือระดับโลก”(Diamond of the SALT Festival 2021) เมื่อวันที่ ๑๕-๑๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๔ ที่ผ่านมา โดย สำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์กรมหาชน) หรือ สสปน. TCEB ร่วมกับ สมาคมการค้าส่งเสริมการจัดมหกรรมและเทศกาลนานาชาติไทยหรือ TIEFA และเมืองเพชรบุรีโดย นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีนั้น ถือเป็นเรื่องใหม่ที่น่าสนใจ ด้วยเป็นโครงการนำร่องของพื้นที่ Thailand Rivieraในการใช้งานเทศกาลเป็นเครื่องมือ “เชื่อมโยง”ทุกมิติของต้นทุนจากเมืองสู่การบูรณาการ เพื่อสร้างความยั่งยืนของงานเทศกาล โดยมีเป้าหมายที่๑ เมือง ๑ สิทธิบัตรงานเทศกาล เพื่อขับเคลื่อนเมืองสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่   

คณะวิทยากร 

จากการศึกษาพบว่า เพชรบุรีเป็นจังหวัดเก่าแก่ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ มีมรดกด้านศิลปะ อาชีพและของดีอีกหลายสิ่งที่ยังไม่ได้ถูกนำออกมาแสดงต่อสาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง “เกลือเมืองเพชรบุรี” มรดกพื้นถิ่นอันเป็นภูมิปัญญาของเพชรบุรีนั้น สามารถนำมา “ต่อยอด” สู่การปั้นเมืองเทศกาลได้หลากหลายมิติ ดังนั้นการจัดงานจึงผ่านหน่วยงานและคณะกรรมการหลากหลายภาคส่วน ได้ร่วมกันระดมความคิดสร้างสรรค์และออกแบบโดยกระบวนการ Festival Design ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของการจัดงานเทศกาลผ่านPlatform Online โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดมุมมองใหม่ของเมืองเพชรบุรี ผ่านมิติของการบูรณาการความรู้และคุณค่าของเกลือ เป็นการต่อยอดมรดกพื้นถิ่น สู่การปั้นเมืองเทศกาล และเชื่อมโยงทุกส่วนเข้าด้วยกันโดยใช้งานเทศกาลเป็นเครื่องมือซึ่งจะเป็นการสร้างรากฐานงานเทศกาลของจังหวัดเพชรบุรีในระยะยาว สืบเนื่องจากไทยนั้นมีปริมาณการส่งออกเกลือมากเป็นอันดับ ๑๖ ของโลกและเป็นอันดับที่ ๓ ของเอเชีย โดยเฉพาะเกลือจากจังหวัดเพชรบุรีนั้น เป็นแหล่งผลิตเกลือสมุทรอันดับหนึ่งของประเทศและมีชื่อเสียงมาช้านานดังนั้น ในการยกระดับอุตสาหกรรมเกลือของประเทศไทยจึงได้เลือกจังหวัดเพชรบุรี เป็นจังหวัดนำร่องในการนำ Festival Economy มาขับเคลื่อนและต่อยอดเศรษฐกิจให้กับจังหวัด ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ “เกลือ” ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อสร้างองค์ความรู้และสร้างการมีส่วนร่วมให้กับคนในพื้นที่ ผ่าน ๒๐ กรณีศึกษาจาก กูรูนักคิด นักการตลาด ทั่วประเทศร่วมกันผลักดันให้จังหวัดเพชรบุรี เป็นจุดเริ่มในการสร้างสรรค์เมืองต้นแบบของงานเทศกาลได้อย่างยั่งยืนโดยเชื่อม-โยงตำนานเกลือผ่าน ศิลปะ วัฒนธรรมกีฬา สร้างรายได้เชิงเศรษฐกิจท่องเที่ยวขั้นเทพ” จาก นักสร้างแบรนด์, นักเศรษฐศาสตร์, นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ, นักวางแผนปั้นเมืองเพชรสู่UNESCO, ชุมชนเกลือและวัฒนธรรมเมืองเพชร,เจ้าของผลิตภัณฑ์ระดับโลก, เชฟชื่อดังระดับประเทศ, นักจัดงานวิ่งระดับโลก ฯลฯ ร่วมกันระดมความคิดเพื่อวางแนวทางเชื่อมโยงสินทรัพย์และรากเหง้าบนนาเกลือ สู่การสร้างมูลค่าให้เมืองเพชรบุรีเป็นเมืองเกลือระดับโลกในอนาคต

ผู้ประสานการจัดประชุม

ดังนั้นการเรียนรู้ถึง เส้นทางเกลือเมืองเพชรบุรี จากการทำนาเกลือ ซึ่งมีวิธีขั้นตอนการทำ ๓ แบบตามลำดับ จาก นาขัง คือ นาที่รับน้ำจากทะเลเข้ามาขังไว้ให้ได้ที่พอประมาณแล้วปล่อยเข้านาแผ่ นาแผ่ คือ นาที่รับน้ำมาจากนาขังโดยนำมาบ่มไว้ให้ได้ความเค็มที่กำหนด แล้วปล่อยเข้านาวาง และ นาวาง คือ นาที่รับน้ำที่เค็มได้ที่จากนาแผ่เพื่อให้ตกผลึกเป็นเกลือ ด้วยเหตุที่เกลือนั้นมีบทบาทสำคัญมาแต่โบราณ เป็นสิ่งตั้งต้นอาหารหลากหลายชนิดจนเป็นวิถีชีวิตประจำวันในอาหารการกินแล้ว เกลือยังมีส่วนเสริมเข้าไปในเครื่องยา การเกษตร การอุตสาหกรรมที่ผูกพันไปถึงแหล่งประวัติศาสตร์โบราณคดีและวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อให้เกิดรายได้จากการสร้างผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากเกลือ และกิจการการท่องเที่ยวเรียนรู้จากแหล่งตำนานนิทานท้องถิ่น จิตรกรรมอยุธยา ศิลปกรรมปูนปั้น ขนมหวานน้ำตาลโตนด และกลุ่มชาติพันธุ์ไทยทรงดำ ที่มีชื่อเสียงรู้จักกันดีอยู่ก่อนแล้วเกลือสปา

เกลือสปาดอกเกลือ

ดอกเกลืออาหารที่มีเกลือประกอบ

อาหารที่มีเกลือประกอบศิลปะจากเกลือศิลปะจากเกลือโรงเกลือโรงเกลือผลิตภัณฑ์ที่มีเกลือตั้้งต้นผลิตภัณฑ์ที่มีเกลือตั้้งต้นโบราณคดีแหล่งเกลือโบราณคดีแหล่งเกลือสรุปโดยมายแมปสรุปโดยมายแมปแนวทางพัฒนาเกลือทะเล

แนวทางพัฒนาเกลือทะเลนาเกลือ-สถานท่องเที่ยว

นาเกลือ-สถานท่องเที่ยวนาเกลือบ้านแหลมนาเกลือบ้านแหลมนาเกลือนาเกลือ