ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ศิลป์ พีระศรี’บิดาแห่งศิลปากรและศิลปะร่วมสมัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/601424

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ศิลป์ พีระศรี’บิดาแห่งศิลปากรและศิลปะร่วมสมัย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ศิลป์ พีระศรี’บิดาแห่งศิลปากรและศิลปะร่วมสมัย

วันอาทิตย์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2564, 08.05 น.

คณบดีม.ศิลปากรคนแรก

วันที่ ๑๕ กันยายน ทุกปีนั้น เป็นวันรำลึกถึงบุคคลสำคัญผู้บุกเบิกสร้างงานศิลปกรรมของสยามที่รู้จักกันดีซึ่งกำหนดให้วันนี้เป็น “วันศิลป์ พีระศรี” เพื่อให้ชาวศิลปากรได้รำลึกถึงครูฝรั่งผู้อุทิศตนทั้งชีวิตเพื่อนักเรียนและงานศิลปะ จนนาทีสุดท้าย ซึ่งท่านได้สร้างศิษย์คนสำคัญเป็นศิลปินของชาติ สืบสานต่องานศิลปกรรมจนสร้างผลงานสำคัญให้กับแผ่นดินไว้มากมายจนทุกวันนี้อาทิตย์นี้ขอตามรอยสยามไประลึกถึงครูฝรั่งคนสำคัญผู้นี้ คือ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีครูฝรั่งหรืออาจารย์ฝรั่งผู้นี้เป็นชาวอิตาลีมีชื่อเดิมว่า คอร์ราโด เฟโรจี (CORRADOFEROCI) เกิดเมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๕ ณ ซานโจวันนี (San Giovanni) เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เป็นบุตรของ นาย Artudo Feroci และ นาง Santina Feroci ได้เข้าศึกษาทางด้านศิลปะจากโรงเรียนราชวิทยาลัยศิลปะแห่งนครฟลอเรนซ์ จบหลักสูตรวิชาช่าง ๗ ปีรับประกาศนียบัตรช่างปั้นช่างเขียนและสามารถสอบเป็นศาสตราจารย์ จากราชวิทยาลัยศิลปะแห่งนครฟลอเรนซ์ (The Royal Academy of Art of Florence) เมื่ออายุ ๒๓ ปี นอกจากท่านจะมีความรอบรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ วิจารณ์ศิลป์และปรัชญาแล้วยังมีความสามารถทางด้านประติมากรรมและจิตรกรรมเป็นพิเศษอีกด้วย

จากผลงานที่ท่านชนะการประกวดการออกแบบเหรียญเงินตราสยาม ที่จัดขึ้นในยุโรปเมื่อพ.ศ.๒๔๖๖ นั้นทำให้ท่านได้เดินทางมารับราชการเป็นช่างปั้นประจำกรมศิลปากร ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖โดยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์สอนวิชาช่างปั้นหล่อแผนกศิลปากรสถานแห่งราชบัณฑิตยสภา เมื่อวันที่๑๔ มกราคม พ.ศ.๒๔๖๖ ต่อมาสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๔๘๒ จากเหตุที่อิตาลียอมพ่ายแพ้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตรนั้นส่งผลให้ชาวอิตาเลียนที่อาศัยอยู่ภายในไทยตกเป็นเชลยของเยอรมนีกับญี่ปุ่น ครั้งนั้นรัฐบาลไทยได้ขอควบคุมตัวครูฝรั่งชาวอิตาเลียนผู้นี้ไว้เอง เป็นเหตุที่รัฐบาลไทยต้องให้หลวงวิจิตรวาทการ รีบดำเนินการขอโอนสัญชาติจากอิตาเลียนมาเป็นสัญชาติไทย พร้อมเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “นายศิลป์ พีระศรี” เพื่อป้องกันมิให้ครูฝรั่งต้องถูกเกณฑ์เป็นเชลยศึกไปสร้างทางรถไฟสายมรณะ และสะพานข้ามแม่น้ำแควเมืองกาญจนบุรี

ศ.ศิลป์ พีระศรี

งานสำคัญของครูฝรั่งนั้นคือการวางรากฐานการศึกษาด้านศิลปะ ในช่วงแรกนั้นได้จัดตั้ง“โรงเรียนประณีตศิลปกรรม” ขึ้น ต่อมาพ.ศ.๒๔๘๐ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนศิลปากรแผนกช่าง” โรงเรียนแห่งนี้เปิดสอนหลักสูตรวิชาจิตรกรรมและประติมากรรม เมื่อรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ได้ให้แยกกรมศิลปากรออกจากกระทรวงศึกษาธิการมาขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรี ด้วยเห็นว่างานศิลปะนั้นมีความสำคัญและเป็นวัฒนธรรมสาขาหนึ่งของชาติ ทำให้ พระยาอนุมานราชธน อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้นดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรและตราพระราชบัญญัติยกฐานะ “โรงเรียนศิลปากร” ขึ้นเป็น “มหาวิทยาลัยศิลปากร” เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๖โดยให้ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ครูฝรั่งเป็นผู้อำนวยการสอนและดำรงตำแหน่งคณบดีคนแรก ช่วงแรกนั้นมีคณะจิตรกรรมประติมากรรม (สาขาจิตรกรรมและสาขาประติมากรรม) คณะเดียวที่เปิดสอน นอกจากนี้รัฐบาลยังได้มอบหมายให้ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ออกแบบปั้นและควบคุมการหล่อพระราชานุสาวรีย์ และอนุสาวรีย์สำคัญของประเทศไทยขึ้นหลายแห่ง เช่น พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พ.ศ.๒๔๗๕, อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี พ.ศ.๒๔๗๗, พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าพ.ศ.๒๔๘๔, พระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช พ.ศ. ๒๔๙๓-๒๔๙๔ และพระพุทธรูปยืน พุทธมณฑล พ.ศ.๒๕๐๐ เป็นต้น อันเป็นคุณูปการที่หาได้ยากยิ่งเช่นเดียวกับวรรคทอง “ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น” และ “นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร” ของท่านได้เตือนให้ศิษย์ตระหนักถึงชีวิตต้องสร้างงานศิลปะและอ่านหนังสือให้มากๆอนุสาวรีย์ศิลป์ พีระศรีอนุสาวรีย์ศิลป์ พีระศรีครูฝรั่งจากอิตาลี

ครูฝรั่งจากอิตาลีครูฝรั่งของช่างศิลปากรครูฝรั่งของช่างศิลปากรครูฝรั่งสอนศิลปะครูฝรั่งสอนศิลปะช่างศิลปะจากอิตาลี

ช่างศิลปะจากอิตาลีบิดาแห่งศิลปะร่วมสมัยบิดาแห่งศิลปะร่วมสมัยปั้นหุ่นพระพุทธรูปพุทธมณฑลปั้นหุ่นพระพุทธรูปพุทธมณฑลผู้สร้างปฏิมากรรมขนาดใหญ่

ผู้สร้างปฏิมากรรมขนาดใหญ่ศ.ศิลป์ พีระศรีศ.ศิลป์ พีระศรีศ.ศิลป์ พีระศรีศ.ศิลป์ พีระศรีศ.ศิลป์ พีระศรีศ.ศิลป์ พีระศรีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอนุสาวรีย์พระนเรศวรมหาราชอนุสาวรีย์พระนเรศวรมหาราชรูปหล่อท้าวสุรนารี

รูปหล่อท้าวสุรนารี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ศิลปะอิสลาม’ ภูมิปัญญาในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/599828

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ศิลปะอิสลาม’ภูมิปัญญาในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ศิลปะอิสลาม’ภูมิปัญญาในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

วันอาทิตย์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถาปัตยกรรมอิสลาม

การประชุมออนไลน์เรื่อง ศิลปะอิสลาม” ซึ่งจัดโดย พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ สงขลา เมื่อวันที่ ๒๘-๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๔ นั้น มีวิทยากรหลายท่าน คือ สุนิติ จุฑามาศ, ณายิบ อะแวบือชา,มะหะมัดลุคพี หะยีสาแม, วรรณา อาลีตระกูล,รุซนี ชูสารอ และ สารัท ชลอสันติสกุล ได้ร่วมกันเปิดความรู้ใหม่ในมิติว่า คาบสมุทรมลายูแห่งนี้พบหลักฐานทางโบราณคดียืนยันว่ามีชุมชนมุสลิมมาแต่โบราณ เช่น แผ่นหินจารึกตรังกานู (Terengganu Inscription) เป็นภาษามลายูโบราณอักขระยาวี (Jawi script) เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการสรรเสริญอัลลอฮ์ ศาสดามุฮัมมัดและกฎหมายอิสลาม ระบุปีที่จารึกใน ฮ.ศ.๗๐๓ (ค.ศ.๑๓๐๓) เป็นจารึกอักขระยาวีที่เก่าแก่ที่สุด และสำคัญที่แสดงการเปลี่ยนแปลงเป็นอักษรอาหรับ (Arabic script) แทนอักษรปัลลวะ(Pallava script) จนกลายเป็นรูปแบบการเขียนในศาสนา พงศาวดาร และวรรณกรรมภาษามลายูซึ่งเจริญรุ่งเรืองพร้อมกับการสถาปนารัฐสุลต่านมะละกาเป็นศูนย์กลางการค้าใหญ่ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๕

ในพงศาวดารสยาเราะฮ์มลายู (Sejarah Malayu) ได้กล่าวถึง พระปรเมศวรอดีตเจ้าชายแห่งศรีวิชัย ได้ลี้ภัยจากอำนาจของมัชปาหิต มานับถือศาสนาอิสลามและทำหน้าที่ผู้ประกาศศาสนาอิสลามอย่างเข้มแข็ง เช่นเดียวกับการแข่งทางการค้าในรัฐสมุทรปาไซในสุมาตราจึงทำให้สมัยนี้ศรัทธานับถือศาสนาอิสลามและวัฒนธรรมท้องถิ่นมาก ซึ่งมีหนังสือตัวเขียนและจารึก เอกสารโบราณมีอยู่ทั่วไปทุกภูมิภาค ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยมีคัมภีร์อัล-กรุอานเอกสารหลักความเชื่อของคนมลายนูซันตาราในอดีตคัมภีร์ใบลาน บุดดา บุดขาว เป็นต้น

เครื่องแต่งกายมุสลิม

ถือว่าเป็นมรดกที่มีคุณค่าสำคัญมากโดยผ่านการเผยแพร่ของนักการศาสนา การเมือง การแต่งงานและการค้า จนทำให้ศาสนาอิสลามขยายตัวอย่างรวดเร็วในหมู่เกาะอินโดนีเซียและคาบสมุทรมลายู และขึ้นมาถึงจังหวัดทางภาคใต้ของไทย เลยไปถึงแหลมอินโดจีนบริเวณตอนใต้ของเวียดนามด้วย โดยเฉพาะผลงานศิลปะอิสลาม ที่มีลวดลายพฤกษชาติในรูปแบบมลายูพื้นถิ่นของสามจังหวัดนั้น มีลักษณะเด่น คือ จะสร้างลวดลายจากจุดกำเนิดจุดใดจุดหนึ่งแล้วต่อลวดลายแตกยอดออกไป มักเชื่อกันว่าลวดลายของมุสลิมนั้นไม่มีลวดลายที่เป็นรูปของสิ่งมีชีวิต ถึงแม้การสร้างลวดลายหรือสร้างรูปสิ่งมีชีวิตจะไม่ได้รับความนิยมด้วยเป็นข้อถือสาของศาสนาอิสลาม สำหรับศิลปะของมุสลิมแถบเอเชียกลาง (อุซเบกิสถาน, เติร์กเมนิสถาน, ทาจิกิสถาน และเปอร์เซีย อิหร่าน) นั้นมีรูปสัตว์ปรากฏอยู่ในงานศิลปะอยู่บ้าง โดยเฉพาะสิงโตหรือสัตว์ปีกจำพวกนกและผีเสื้อ จึงมีศิลปะในพื้นที่สามจังหวัดมีลวดลายที่มาจากสัตว์ด้วย เช่น ลายไก่ชน ลายเป็ดเรียงแถวหรือการทำอักษร ประดิษฐ์อาราบิคเป็นรูปสัตว์ เช่น ช้าง และสิงห์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องแต่งกายและอาภรณ์ของมุสลิม คือ เสื้อมลายู ซึ่งเป็นรูปแบบเสื้อที่ใช้ได้ทุกโอกาส เพียงแต่ว่ามีการตกแต่งเสื้อเพิ่มขึ้นสำหรับใช้ในงานพิธีการ งานพิธีแต่งงาน งานสังคมโดยเฉพาะชุมชนมลายูนั้น สามารถใส่ได้ทุกวันมีชุดเสื้อกูรงใส่ได้ทุกงาน มีเสื้อ กางเกง ซัมปิง และหมวกซอเกาะห์ หากเป็นงานพิธีการก็ใช้เสื้อนอกคลุมทับและเสื้อนอกอาจมีกระดุมเดียวข้างบนหรือว่ากระดุมทั้งหมด แบบเสื้อนอกของยุโรปและวิธีการสวมผ้าซัมปิง นั้นมีความแตกต่างกันระหว่างใส่เสื้อมลายูแบบปกติกับเสื้อมลายูที่มีเสื้อนอกมาคลุมทับ นอกจากนี้ได้มีการฟื้นฟูแหล่งผลิตเครื่องทองเหลืองซึ่งเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนอันเกิดจากการผสมผสานศิลปะของชาติต่างๆ และสยาม กับศิลปะแบบมลายูท้องถิ่นเฉพาะชุมชนจะบังติกอนั้นเคยเป็นศูนย์กลางการปกครองของปัตตานีระหว่าง ปี พ.ศ.๒๓๘๘-๒๔๔๕มีวังเจ้าเมืองปัตตานี แม้แต่เรื่องศิลปะในโลกหลังความตายจากการฝังในกูโบร์นั้นได้มีการผสมผสานกับวัฒนธรรมดั้งเดิม จากก้อนหินที่เรียบง่ายมาสู่การพัฒนาเป็นเครื่องหมายบนหลุมฝังศพ นับเป็นการเรียนรู้ใหม่ที่น่าสนใจยิ่งณายิบ อะแวบือชาณายิบ อะแวบือชาสุนิติ จุฑามาศสุนิติ จุฑามาศสารัท ชลอตันติสกุลสารัท ชลอตันติสกุลรุซนี ซูสารอรุซนี ซูสารอวรรณา อาลีตระกูลวรรณา อาลีตระกูลมาหะมะลุคพี หะยีสาแมมาหะมะลุคพี หะยีสาแมเรือนแบบอิสลามเรือนแบบอิสลามภาพเรือสินค้าอาหรับภาพเรือสินค้าอาหรับแผนที่เมืองใต้แผนที่เมืองใต้เครื่องทองเหลืองเครื่องทองเหลืองลวดลายอิสลามลวดลายอิสลาม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เจ้าดารารัศมี’ พระราชชายาหนึ่งเดียวในรัชกาลที่ ๕ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/598190

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เจ้าดารารัศมี’  พระราชชายาหนึ่งเดียวในรัชกาลที่ ๕

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เจ้าดารารัศมี’ พระราชชายาหนึ่งเดียวในรัชกาลที่ ๕

วันอาทิตย์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.45 น.

พระราชชายา เจ้าดารารัศมี

วันที่ ๒๖ สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นวันรำลึกถึงพระราชชายาหนึ่งเดียว ผู้เป็นเจ้าหญิงในราชวงศ์ทิพย์จักรของนครเชียงใหม่ เป็นเจ้านายที่รู้จักกันดีคือ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี มีพระนามลำลองเรียกกันในราชวงศ์ว่า “เจ้าน้อย” และเรียกกันในหมู่พระประยูรญาติว่า “เจ้าอึ่ง” ประสูติวันที่ ๒๖ สิงหาคมพ.ศ. ๒๔๑๖ ณ คุ้มหลวงกลางเวียง นครเชียงใหม่ปัจจุบันคือโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย เป็นพระธิดาในพระเจ้าอินทวิชยานนท์กับเจ้าทิพเกสร มีเจ้าจันทร์โสภาเป็นพระเชษฐภคินีร่วมพระอุทรเจ้าดารารัศมีเป็นเจ้านายผู้มีความรู้ความสามารถสามารถเขียนอักษรทั้งฝ่ายล้านนา สยาม และภาษาอังกฤษ จนแตกฉาน อีกทั้งได้ศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ จนนับได้ว่าเป็นผู้รอบรู้ในด้านวัฒนธรรมล้านนาดีที่สุด เมื่อเจ้าดารารัศมีมีพระชันษาได้ ๑๑ ปีเศษ พระบิดาได้จัดให้มีพิธีโสกันต์เจ้าดารารัศมีใน พ.ศ. ๒๔๒๖ ซึ่งเป็นพิธีโสกันต์ครั้งแรกในล้านนา ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นพิชิตปรีชากรข้าหลวงประจำภาคพายัพอัญเชิญพระกุณฑล (ตุ้มหู) และพระธำมรงค์เพชร ไปพระราชทานเป็นของขวัญในพิธีโสกันต์ เมื่อครั้งพระเจ้าอินทวิชยานนท์เสด็จลงมายังกรุงเทพฯเพื่อร่วมในพระราชพิธีลงสรง และสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๒๙ นั้นเจ้าดารารัศมีได้เสด็จตามพระบิดาลงมากรุงเทพฯและได้ถวายตัว รับราชการฝ่ายในเป็นเจ้าจอม ตำแหน่งพระสนมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเลยประทับอยู่ ณ กรุงเทพมหานครนับแต่นั้นมา ระหว่างที่ประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง เจ้าดารารัศมีดำรงพระองค์เรียบง่าย โดยให้ข้าหลวงในตำหนักแต่งกายด้วยผ้าซิ่นแบบล้านนา เหมือนประทับอยู่ ณ คุ้มหลวงนครเชียงใหม่ทุกประการ รวมทั้งโปรดให้ศึกษาศิลปะดนตรีไทยดนตรีสากล การขับร้อง และการฟ้อนรำ ทั้งนี้ เจ้าจอมดารารัศมีสามารถเล่นเครื่องดนตรีได้หลากหลายชนิด แต่ที่โปรดและถนัดที่สุดคือจะเข้ นอกจากนี้เจ้าจอมดารารัศมี ยังทรงสนพระทัยในการถ่ายรูปซึ่งเป็นเรื่องใหม่ในสมัยนั้นและทรงสามารถด้านการทรงม้าด้วย

รัชกาลที่๕

จากการดำรงพระองค์อย่างเรียบง่าย และมีพระปรีชาญาณ ความเชื่อมั่นในพระองค์ กอปรกับความจงรักภักดีที่ทรงมีต่อพระบรมราชสวามี จึงทรงเป็นที่โปรดปรานฯและมีพระประสูติกาลพระราชธิดา พระนามว่าพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี แต่พระธิดาองค์น้อยนี้มีพระชันษาเพียง ๓ ปีเศษ ก็สิ้นพระชนม์ลง เจ้าจอมมารดาดารารัศมีทรงเสียพระทัยอย่างที่สุด เมื่อเจ้าจอมมารดาดารารัศมีมีพระประสงค์จะเสด็จกลับไปเยือนนครเชียงใหม่นั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเจ้าจอมมารดาดารารัศมี ขึ้นเป็นพระมเหสีอีกพระองค์หนึ่ง ดำรงพระอิสริยยศ “พระราชชายา” และดำรงฐานันดรศักดิ์เจ้านายในราชวงศ์จักรีที่ครองพระอิสริยยศพระมเหสีเสมอ “พระอัครชายาเธอ” มีตำแหน่งเป็นพระมเหสีพระองค์หนึ่งออกพระนามว่า “เจ้าดารารัศมี พระราชชายา” นับเป็นพระอิสริยยศในตำแหน่งพระมเหสีเทวีที่ไม่เคยปรากฏมา พระราชชายาฯ ประทับอยู่ในพระราชวังดุสิตรับใช้เบื้องพระยุคลบาทพระบรมราชสวามีอยู่จนพระองค์เสด็จสวรรคต ในวันที่ ๒๓ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ รวมเวลาที่ พระราชชายาฯได้ถวายการรับใช้เบื้องพระยุคลบาท เป็นเวลา ๒๓ ปีเศษ หลังสุดพระราชชายาฯได้ขอพระราชทานถวายบังคมทูลลาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖เพื่อเสด็จนิวัตินครเชียงใหม่เป็นการถาวร เมื่อพ.ศ. ๒๔๕๗ โดยประทับ ณ คุ้มท่าเจดีย์กิ่วริมแม่น้ำปิง ตั้งแต่นั้นมาโดยรัชกาลที่ ๖ ได้สร้างพระตำหนักดาราภิรมย์ ณ สวนเจ้าสบาย อำเภอแม่ริมประทับอยู่ จนสิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๖ เมื่อเวลา ๑๕.๑๔ น. ณ คุ้มรินแก้ว รวมพระชันษาได้ ๖๐ ปีเศษตลอดพระชนม์ชีพนั้น พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ดำรงพระองค์เป็นศูนย์รวมดวงใจของข้าราชบริพารฝ่ายล้านนาและสยามเป็นอย่างดี ได้ฟื้นฟูศิลปะด้านการแสดงล้านนาจนเป็นเอกลักษณ์ของล้านนา สนับสนุนกิจการด้านการศึกษาการพระศาสนาอยู่เสมอและเป็นผู้ส่งเสริมการเกษตรสมัยใหม่ ริเริ่มการปลูกลำไยจนกลายเป็นผลไม้ประจำเมืองเชียงใหม่มาจนวันนี้รัชกาลที่ ๕รัชกาลที่ ๕พระราชชายา เจ้าดารารัศมีพระราชชายา เจ้าดารารัศมีพระราชชายา เจ้าดารารัศมี

พระราชชายา เจ้าดารารัศมีเจ้าดารารัศมีกับสตรีล้านนา

เจ้าดารารัศมีกับสตรีล้านนาพระราชชายา เจ้าดารารัศมี บั้้นปลายชีวิตพระราชชายา เจ้าดารารัศมี บั้้นปลายชีวิตเจ้าดารารัศมีกับพระธิดาเจ้าดารารัศมีกับพระธิดาประทับพระราชวังดุสิต

ประทับพระราชวังดุสิตพระราชชายากับนางข้าหลวงพระราชชายากับนางข้าหลวงกู่พระอัฐิในสุสานหลวงวัดสวนดอก

กู่พระอัฐิในสุสานหลวงวัดสวนดอกเรียนถ่ายรูปเรียนถ่ายรูปฟ้อนเชียงใหม่

ฟ้อนเชียงใหม่พระตำหนักดาราภิรมย์พระตำหนักดาราภิรมย์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ค่ายหลวงหว้ากอ’ ปฐมภูมิสุริยุปราคาเต็มดวงในรัชกาลที่๔ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/596608

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ค่ายหลวงหว้ากอ’  ปฐมภูมิสุริยุปราคาเต็มดวงในรัชกาลที่๔

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ค่ายหลวงหว้ากอ’ ปฐมภูมิสุริยุปราคาเต็มดวงในรัชกาลที่๔

วันอาทิตย์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ค่ายหลวงหว้ากอ

ด้วยค่ายหลวงหว้ากอนั้นเป็นสถานที่แรกของการเปิดโลกวิทยาศาสตร์ไทย อันเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวง ณ หว้ากอ อันเกิดจากการคำนวณของพระองค์ โดยมีชาวต่างประเทศมาร่วมเป็นสักขีพยาน ของปรากฏการณ์นั้นในวันนี้ กล่าวคือ เมื่อวันศุกร์ที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๑๑ นั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค โดยเรือพระที่นั่งอรรคราชวรเดชจากท่านิเวศวรดิษฐ์ไปยังบ้านหว้ากอ พร้อมด้วยพระราชโอรส พระราชธิดา รวมทั้งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ฯ ขณะนั้้นพระชนมายุ ๑๖ พรรษา กับเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ข้าราชบริพารจำนวนมาก ด้วยทรงตั้งพระปณิธานแน่วแน่ที่จะพิสูจน์ผลการคำนวณของพระองค์ เพื่อทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวงที่ทรงคำนวณพยากรณ์ไว้ล่วงหน้า ๒ ปี ว่าจะเกิดในวันอังคาร ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีมะโรง สัมฤทธิศกจุลศักราช ๑๒๓๐ โดยจะเห็นหมดดวงและชัดเจนที่สุด คือ ที่หมู่บ้านหัววาฬ ตำบลหว้ากอ เมืองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่บริเวณเกาะจาน ขึ้นไปถึงปราณบุรี และลงไปถึงเมืองชุมพร จึงโปรดฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) สร้างค่ายหลวงและพลับพลาที่ประทับ พร้อมกับเชิญคณะนักดาราศาสตร์จากประเทศฝรั่งเศส และเซอร์แฮรี ออดเจ้าเมืองสิงคโปร์เดินทางมาเข้าเฝ้าฯ และร่วมในการสังเกตการณ์ด้วย ในวันอังคารที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๑๑ ปรากฏการณ์สุริยุปราคาได้เป็นไปตามที่พระองค์ทรงคำนวณทุกประการไม่คลาดเคลื่อนแม้แต่วินาทีเดียว เซอร์แฮรี ออดเจ้าเมืองสิงคโปร์ได้บันทึกเหตุการณ์และพระปรีชาสามารถของพระองค์ไว้ ว่า “พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระสำราญมากเพราะการคำนวณเวลาสุริยุปราคาของพระองค์ได้พิสูจน์แล้วว่าถูกถ้วนที่สุด ถูกถ้วนยิ่งกว่าที่ชาวยุโรปได้คำนวณไว้” พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงสนพระทัยวิชาคณิตศาสตร์และวิชาดาราศาสตร์ในตำราโหราศาสตร์ของไทยอย่างมากจนพระองค์ทรงได้ค้นคิดวิธีการคำนวณปักข์ (ครึ่งเดือนทางจันทรคติ) เพื่อประโยชน์ในการกำหนดวันธรรมสวนะ (วันพระ) ให้ถูกต้องตามการโคจรของดวงจันทร์ที่เรียกว่า “ปฏิทินปักคณนา” (ปักขคณนา คือ วิธีนับปักข์หรือรอบครึ่งเดือนของข้างขึ้นข้างแรม เป็นวิธีนับที่แม่นยำสูง) และทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ใช้ทำปฏิทินจันทรคติพระทุกปี แทนปฏิทินฆราวาส ขณะเดียวกันพระองค์ได้ทรงค้นคิดสูตรสำเร็จในการคำนวณปักข์ออกมาในรูปกระดาน ไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้า เพื่อจะได้วันพระที่ถูกต้องโดยไม่ต้องเสียเวลาคำนวณ และมีชื่อเรียกว่า “กระดานปักขคณนา” อันเป็นพระปรีชาสามารถด้านดาราศาสตร์ ที่น่าจะเริ่มตั้งแต่ทรงทอดพระเนตรดาวหางเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ซึ่งพระองค์ยังได้ทรงออกประกาศแจ้ง ชื่อ ประกาศดาวหางขึ้น อย่าได้วิตกเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ให้เชื่อตามคำเล่าลือที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น ประกาศในรัชกาลนั้้นถือเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ฉบับแรกของประเทศ สำหรับเรื่องดาราศาสตร์นั้น ในพระราชฐานของพระองค์ ทั้งที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดจึงมีหอดูดาวเกิดขึ้นโดยเฉพาะหอชัชวาลเวียงชัยในบริเวณพระนครคีรี หรือเขาวัง พระราชวังสำหรับแปรพระราชฐาน อยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี ที่มีความสำคัญมากในประวัติศาสตร์วิชาดาราศาสตร์ของไทย ด้วยมีพระราชประสงค์จะให้เป็นสถานที่สังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ ในการรักษาเวลามาตรฐานของประเทศ จึงเป็นอนุสรณ์แห่งสัมฤทธิผลในทางวิทยาศาสตร์เรื่องระบบเวลา และพระองค์ทรงสถาปนาระบบเวลามาตรฐานขึ้นในประเทศสยาม เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๕ โดยสร้างพระที่นั่งภูวดลทัศไนย ขึ้นในพระบรมราชวัง ใช้เป็นหอนาฬิกาหลวงบอกเวลามาตรฐานของประเทศไทยสมัยนั้น โดยมีพนักงานตำแหน่งพันทิวาทิตย์ เทียบเวลาตอนกลางวันจากดวงอาทิตย์ และ พันพินิตจันทรา เทียบเวลาตอนกลางคืน จากดวงจันทร์ พระองค์ทรงใช้หลักวิทยาศาสตร์อธิบายถึงเหตุผลหลายประการ ทำให้ได้รับการยกย่องว่าพระองค์ทรงเป็นพระราชบิดาวิทยาศาสตร์ไทย และเป็นพระราชบิดาดาราศาสตร์ไทย สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยเฉพาะทางด้านดาราศาสตร์ ได้มีแนวคิดเอาวันสุริยุปราคาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นวันวิทยาศาสตร์ไทย ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติวันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็น “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” พร้อมกำหนดให้วันที่ ๑๘ สิงหาคม เป็น “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ” ทุกปี และค่ายหลวงหว้ากอ ก็ได้มีการสร้างเป็นอุทยานของการเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์ขึ้นรัชกาลที่ ๔รัชกาลที่ ๔สุริยุปราคาใน ร.๔

สุริยุปราคาใน ร.๔กระดานปักขคณนา

กระดานปักขคณนาหนังสือ ณ หว้ากอ

หนังสือ ณ หว้ากอสุริยุปราคาเต็มดวง

สุริยุปราคาเต็มดวงราษฎรรอเฝ้าฯ ที่หว้ากอ

ราษฎรรอเฝ้าฯ ที่หว้ากอพลับพลาทอดพระเนตรสุริยุปราคา

พลับพลาทอดพระเนตรสุริยุปราคาคำนวณปฏิทินคำนวณปฏิทินค่ายหลวงหว้ากอ

ค่ายหลวงหว้ากอแขกชาวต่างประเทศร่วมชม

แขกชาวต่างประเทศร่วมชมอุทยานหว้ากอ

อุทยานหว้ากอ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘อาคารขุนหลวงพ่องั่ว’ แหล่งเรียนรู้ปฐมกษัตริย์สุพรรณภูมิ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/594937

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘อาคารขุนหลวงพ่องั่ว’ แหล่งเรียนรู้ปฐมกษัตริย์สุพรรณภูมิ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘อาคารขุนหลวงพ่องั่ว’ แหล่งเรียนรู้ปฐมกษัตริย์สุพรรณภูมิ

วันอาทิตย์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ชุมชนยุคแรกเริ่ม

วันที่ ๑๙ สิงหาคมนี้ เป็นวันแรกที่เปิดให้ประชาชน ชมประติมากรรมสำริดที่มีความยาวที่สุดของไทย ซึ่งสร้างเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้พระราชประวัติสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ ที่รู้จักกันดีในนาม “ขุนหลวงพะงั่ว” หรือ “ขุนหลวงพ่องั่ว” ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์สุพรรณภูมิ และประวัติศาสตร์เมืองสุพรรณบุรี โดยกรมศิลปากร ได้จัดสร้างประติมากรรมสำริดนี้ไว้ในอาคารประติมากรรมขุนหลวงพะงั่ว ตามดำริของ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชานายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๑ ผู้ริเริ่มจากแรงบันดาลใจจากภาพสลักหินเล่าเรื่องประวัติศาสตร์จีน ณ China Millennium Monument เมืองปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีนนายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากรและเจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันดำเนินการออกแบบก่อสร้างอาคารและสร้างประติมากรรมสำริดโดยจัดแสดงเป็นรูปวงรี ด้วยภาพประติมากรรมสำริดนูนสูงและนูนต่ำ มีความกว้าง ๔.๒๐ เมตร ความยาว ๘๘ เมตร แบ่งเนื้อหาออกเป็น๙ ตอน ตั้งแต่ ๑.ชุมชนแรกเริ่ม แสดงถึงวิถีชีวิต พิธีกรรม ความเชื่อ การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สังคมเกษตรกรรมในจังหวัดสุพรรณบุรีเมื่อราว ๒,๕๐๐-๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว ซึ่งพบโบราณวัตถุจากแหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี เช่น ภาชนะมีนม ภาชนะมีเขา ภาชนะสามขา ๒.อู่ทอง…เครือข่ายการค้าข้ามภูมิภาค แสดงถึงการติดต่อค้าขายของผู้คนในเมืองโบราณอู่ทองกับพ่อค้าจากชุมชนใกล้เคียงและพ่อค้าชาวต่างชาติ เช่นชาวอินเดีย ชาวอาหรับ และชาวจีน เมืองโบราณอู่ทองนี้เป็นชุมทางการค้าสำคัญของลุ่มแม่น้ำแม่กลองและลุ่มแม่น้ำท่าจีน และเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าทางน้ำที่สำคัญในสุวรรณภูมิ ๓.สุพรรณบุรีในวัฒนธรรมศาสนา :อู่ทองเมืองศูนย์กลางศาสนารุ่นแรก แสดงวัฒนธรรมศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์-ฮินดูจากประเทศอินเดีย ที่ทำให้เกิดรูปแบบวัฒนธรรมจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นคือ “วัฒนธรรมทวารวดี” ในเมืองโบราณอู่ทองซึ่งมีการสร้างศาสนสถานและรูปเคารพทางศาสนาไว้ได้แก่ ธรรมจักร และศิวลึงค์ ๔.สุพรรณบุรี :เนินทางพระ…ร่องรอยพุทธศาสนามหายาน แสดงถึงการเดินทางมายังปราสาทเนินทางพระ ศาสนสถานพุทธแบบมหายาน ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ที่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมขอมสมัยบายน ซึ่งเคารพบูชาพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ๕.สุพรรณบุรี : ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา แสดงถึงขุนหลวงพ่องั่วเจ้าเมืองสุพรรณภูมินำทัพออกสู้ศึกกับอาณาจักรขอมจนได้รับชัยชนะ และแสดงเจดีย์วัดไก่เตี้ยเจดีย์ก่ออิฐทรงแปดเหลี่ยม อันเป็นรูปแบบเอกลักษณ์เจดีย์ก่อนสมัยอยุธยาและแหล่งเตาบ้านบางปูน แหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาริมฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรี ๖.เมืองลูกหลวงของราชธานีศรีอยุธยา แสดงถึงขุนหลวงพ่องั่วเสด็จขึ้นครองกรุงศรีอยุธยา มีพระนามว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์สุพรรณภูมิและสมเด็จพระนครินทราธิราช หรือเจ้านครอินทร์สืบราชวงศ์ทำการติดต่อค้าขายกับเมืองจีนจนเจริญรุ่งเรือง ๗.สุพรรณบุรี : สมรภูมิยุทธหัตถี แสดงการยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราชาแห่งกรุงหงสาวดี ณ ตำบลหนองสาหร่าย ๘.สุพรรณบุรี : หัวเมืองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แสดงการเสด็จประพาสเมืองสุพรรณบุรี ในรัชกาลที่ ๕ และการเสด็จสักการะบวงสรวงเจดีย์ยุทธหัตถีพร้อมคณะเสือป่ารักษาพระองค์ในรัชกาลที่ ๖ และ ๙.ปัจจุบัน…สุพรรณบุรี แสดงการเสด็จถวายราชสักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในรัชกาลที่ ๙ พิธีการเกี่ยวข้าวที่แปลงนาสาธิตในรัชกาลที่ ๑๐ และพิธียกพุ่มข้าวบิณฑ์ยอดพระมณฑปและสมโภชรอยพระพุทธบาทณ วัดเขาดีสลัก อำเภออู่ทอง ภาพประติมากรรมสำริดนี้ออกแบบโดย นายธนากร กำทรัพย์ (ตอน ๑-๕) และ นายศักย์ ขุนพลพิทักษ์ (ตอน ๖-๙) นับเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สามารถผ่านระบบการบรรยายนำชมที่ทันสมัยทั้งในรูปแบบออนไลน์ ออฟไลน์ และอุปกรณ์Audio guide ถึง ๓ ภาษา คือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษและภาษาจีน ที่ถือว่าเป็นต้นแบบการเรียนรู้ทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีของจังหวัดสุพรรณบุรีที่น่าสนใจมาก ติดต่อเข้าชมได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุพรรณบุรี โทรศัพท์ ๐๓๕-๕๓๕๓๓๐ ในวันและเวลาราชการอู่ทองเครือข่ายการค้าข้ามภูมิภาค

อู่ทองเครือข่ายการค้าข้ามภูมิภาคสุพรรณบุรีในวัฒนธรรมศาสนา

สุพรรณบุรีในวัฒนธรรมศาสนาเนินทางพระ...ร่องรอยพุทธศาสนามหายานเนินทางพระ…ร่องรอยพุทธศาสนามหายานก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเมืองลูกหลวงของราชธานีศรีอยุธยา

เมืองลูกหลวงของราชธานีศรีอยุธยาสมรภูมิยุทธหัตถีสมรภูมิยุทธหัตถีหัวเมืองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์หัวเมืองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ปัจจุบัน...สุพรรณบุรีปัจจุบัน…สุพรรณบุรีขุนหลวงพะงั่วขุนหลวงพะงั่วห้องนิทรรศการขนาดใหญ่ห้องนิทรรศการขนาดใหญ่อธิบดีกรมศิลปากร กับ บรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯอธิบดีกรมศิลปากร กับ บรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯอาคารประติมากรรมฯอาคารประติมากรรมฯ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ไปรษณีย์โทรเลข’ ภูมิการสื่อสารไร้พรมแดนของสยาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/593341

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ไปรษณีย์โทรเลข’ ภูมิการสื่อสารไร้พรมแดนของสยาม

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ไปรษณีย์โทรเลข’ ภูมิการสื่อสารไร้พรมแดนของสยาม

วันอาทิตย์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 08.15 น.

แสตมป์ไทยชุดแรก

วันที่ ๔ สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นวันสื่อสารแห่งชาติ หรือวันกำเนิดกิจการไปรษณีย์โทรเลขสยาม โดยคณะกรรมการจัดงานปีการสื่อสารโลกได้พิจารณาเห็นว่า วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๔๒๖ นั้้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนากิจการไปรษณีย์โทรเลข โดยตั้้งกรมไปรษณีย์และตั้งกรมโทรเลขเป็นครั้งแรกในสยาม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจัดตั้งการไปรษณีย์ขึ้นในสยาม เพื่อดูแลกิจการไปรษณีย์ ครั้งนั้้นพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ เตรียมการจัดตั้งการไปรษณีย์ตามแบบอย่างในต่างประเทศ และดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการกรมไปรษณีย์เป็นพระองค์แรกและได้เปิดรับฝากส่งหนังสือ (จดหมาย) ในเขตพระนครและธนบุรีเป็นการทดลองเมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ ที่ทำการแห่งแรกตั้งอยู่ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตอนปากคลองโอ่งอ่าง เรียกว่า “ไปรษณียาคาร” ในวันเดียวกันยังมีการจัดตั้งกรมโทรเลข เพื่อดูแลกิจการโทรเลข ซึ่งเป็นการให้บริการการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นกิจการแรกของประเทศสยามต่อมาพ.ศ.๒๔๒๙ กรมโทรเลข นั้้นได้รับโอนกิจการโทรศัพท์จากกระทรวงกลาโหมมาดำเนินการ และขยายบริการโดยเปิดให้ประชาชนได้เช่าใช้เครื่องโทรศัพท์ภายในกรุงเทพฯ และธนบุรีเป็นครั้งแรกพ.ศ.๒๔๔๑ ได้ยุบรวมกิจการกรมโทรเลขเข้ากับกรมไปรษณีย์ ใช้ชื่อใหม่ว่า “กรมไปรษณีย์โทรเลข” โดยดำเนินกิจการไปรษณีย์ โทรศัพท์ และโทรเลข และได้ย้ายที่ทำการมาอยู่ที่ถนนเจริญกรุง

ตรากรมไปรษณีย์และโทรเลขสยาม

ต่อมา พ.ศ.๒๔๗๒ ได้โอนคลังออมสินจากกรมพระคลังมหาสมบัติ มาดำเนินการรับฝากเงินจากประชาชน ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๗๒ และได้แยกคลังออมสินออกไปจัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจในชื่อ ธนาคารออมสิน ในวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๐ ต่อมาได้โอนกิจการโทรศัพท์กรุงเทพฯ และธนบุรี ให้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยในปี พ.ศ.๒๔๙๗ ในปี พ.ศ.๒๕๑๙ ได้มีการจัดตั้งการสื่อสารแห่งประเทศไทย เป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคม โดยรับมอบกิจการด้านปฏิบัติการและกิจการให้บริการไปรษณีย์จากกรมไปรษณีย์โทรเลขมาดำเนินการ เปิดดำเนินการเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๒๐ ต่อมาได้มีการแปรรูปเป็นบริษัท ๒ บริษัท คือ ไปรษณีย์ไทย และ กสท โทรคมนาคม มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมการสื่อสารในประเทศไทยได้เริ่มต้นขึ้นในรัชกาลที่ ๕ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กิจการสื่อสารของไทยได้พัฒนาก้าวหน้ามาเป็นสำดับ มีการจัดตั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารของทางราชการขึ้นอีกหลายหน่วยงาน เช่น กรมประชาสัมพันธ์ บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด และองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย เป็นต้นในส่วนของภาคเอกชนก็มีบริษัทห้างร้านที่ดำเนินกิจการด้านการสื่อสารเพิ่มมากขึ้นหน่วยงานเหล่านี้ได้ร่วมกันสนองพระราชปณิธานในอันที่จะพัฒนากิจการสื่อสารของประเทศให้เจริญก้าวหน้าตลอดมาจนบัดนี้

ปัจจุบันเทคโนโลยีด้านการสื่อสารได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศและบทบาทของภาคเอกชนมีมากขึ้น รวมทั้งการแข่งขันในกิจการสื่อสารทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ได้ทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้น ความได้เปรียบในเรื่องเศรษฐกิจของโลกในยุคโลกาภิวัตน์ขึ้นอยู่กับการมีระบบการสื่อสารให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศอื่น คณะรัฐมนตรีได้ตระหนักถึงบทบาทความสำคัญของการสื่อสารดังกล่าวเป็นอย่างดี จึงได้มีมติเมื่อวันที่ ๒สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ กำหนดให้วันที่ ๔ สิงหาคมของทุกปีเป็น “วันสื่อสารแห่งชาติ” นับตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๒๖ เป็นต้นมาจากกิจการกรมไปรษณีย์และกรมโทรเลข โดยทำให้จากการส่งจดหมาย ส่งโทรเลข ส่งวิทยุ พูดโทรศัพท์ นั้นได้มีการพัฒนากิจการสื่อสารตามยุคสมัยด้วยเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัยจากดาวเทียม และเครือข่ายระบบดิจิทัลและอื่นๆ…จนเป็นโลกไร้พรมแดนที่กว้างไกลด้วยข่าวสารข้อมูลมาจนทุกวันนี้ จนต้องมีการควบคุมและเฝ้าระวังมากขึ้น…ระหว่างข่าวจริงและข่าวปลอม ส่วนใครจะจริงหรือปลอมนั้นถึงพูดไม่ได้ แต่ปิดการแพร่หลายของเรื่องจริงเรื่องปลอมได้ยากนักรัชกาลที่ ๕

รัชกาลที่ ๕รัชกาลที่ ๕

รัชกาลที่ ๕แสตมป์ดวงแรกของสยามแสตมป์ดวงแรกของสยามเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ไปรษณีย์สยามไปรษณีย์สยามกิจการโทรเลขสยามกิจการโทรเลขสยามกิจการไปรษณีย์สยามกิจการไปรษณีย์สยามส่งจดหมายถึงบ้าน

ส่งจดหมายถึงบ้านสำนักงานไปรษณีย์โทรเลขสยาม

สำนักงานไปรษณีย์โทรเลขสยามไปรษณีย์กลาง

ไปรษณีย์กลางที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขวันสื่อสารแห่งชาติ

วันสื่อสารแห่งชาติ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘กลุ่มป่าแก่งกระจาน’ ภูมิสัตว์ป่าพันธุ์พืชของมรดกโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/591701

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘กลุ่มป่าแก่งกระจาน’  ภูมิสัตว์ป่าพันธุ์พืชของมรดกโลก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘กลุ่มป่าแก่งกระจาน’ ภูมิสัตว์ป่าพันธุ์พืชของมรดกโลก

วันอาทิตย์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กระทิง

หลังจากไทยมีมรดกโลกทางธรรมชาติคือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง ในปี พ.ศ.๒๕๓๔ และกลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ในปีพ.ศ.๒๕๔๘ แล้ว ได้มีการเสนอป่าผืนใหญ่ที่สุดคือ กลุ่มป่าแก่งกระจาน เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ อาทิตย์นี้ได้ตามรอยธรรมชาติไปยังการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยสามัญครั้งที่ ๔๔ โดยสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเจ้าภาพ โดยผ่านระบบทางไกล ซึ่งมีมติอนุมัติให้ “กลุ่มป่าแก่งกระจาน” ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ เมื่อวันที่๒๖ กรกฎาคม เวลา ๑๘.๓๕ น. การศึกษาและเสนอกลุ่มป่าแก่งกระจานนี้มีการทำงานมาตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๔๘ ซึ่งผ่านการเสนอมาถึง ๓ ครั้ง ในปีพ.ศ.๒๕๕๘พ.ศ.๒๕๕๙ และ พ.ศ.๒๕๖๒ และได้รับการประกาศในปีนี้ ด้วยเกณฑ์ข้อที่ ๑๐ ที่มีการดำเนินการอนุรักษ์พื้นที่ถิ่นที่อยู่อาศัยที่มีความสำคัญสูงสุดสำหรับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในถิ่นกำเนิด รวมไปถึงการเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ ที่มีคุณค่าโดดเด่นเชิงวิทยาศาสตร์ หรือเชิงอนุรักษ์ระดับโลก จึงเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ แห่งที่ ๓ ของไทยในจำนวนแหล่งมรดกโลกที่ได้รับแล้ว ๖ แห่ง กลุ่มป่าแก่งกระจาน นั้นเป็นป่าขนาดใหญ่ที่สุดอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ครอบคลุมพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ๔ แห่ง ได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แม่น้ำภาชี อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และอุทยานแห่งชาติกุยบุรี มีเนื้อที่ประมาณ ๒.๕ ล้านไร่หรือ ๔,๐๘๙ ตารางกิโลเมตร มีความยาวตั้งแต่เหนือสุดถึงใต้สุดของพื้นที่มากกว่า ๒๐๐ กิโลเมตรเป็นกลุ่มป่าผืนใหญ่ที่เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญของแม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำปราณบุรี และแม่น้ำภาชี ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ที่เป็นเขตสัตวภูมิศาสตร์ คือ เขตSundaic, Sino-Himalayan, Indochineseและ Indo-Burmes อันประกอบด้วย ๑.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี มีเนื้อที่ทั้งหมด ๔๘๙.๓๑ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๓๐๕,๘๒๐ ไร่ ซึ่งมีภูเขาสูงสลับซับซ้อน มียอดเขาที่สูงที่สุดคือ เขาพุน้ำร้อน สูงประมาณ ๑,๐๖๒ เมตร มีพื้นที่ราบแคบๆตามลำห้วยใหญ่เป็นพื้นที่ป่าที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ และมีคุณค่าทางระบบนิเวศสำคัญคือเป็นป่าต้นน้ำ ที่เป็นแหล่งกำเนิดแม่น้ำภาชีที่มีลำน้ำสาขาไหลมารวมกันและเกิดป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้งป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง ทำให้เป็นที่อยู่ของ สัตว์ป่าหายาก เช่น สมเสร็จ เก้งหม้อ เลียงผา จระเข้ กระทิง หมี วัวแดง เสือ เก้ง กวาง และสัตว์เล็กๆ กระจายทั่วไปของพื้นที่ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ๙๓ ชนิด สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ๑๑ ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน ๓๑ ชนิด นกต่างๆ ๑๘๖ ชนิด และปลา ๒๑ ชนิด ๒.อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน พื้นที่ ๓๔๖.๕๙ ตารางกิโลเมตร เป็นป่าเบญจพรรณ ที่มีพันธุ์ไม้สำคัญ ได้แก่ ประดู่ แดง ตะแบก เสลา ส้าน มะค่าโมง ตะค้อ ตะคร้ำ สมอพิเภกเลี่ยน กะบก มะกอก ยางขาว ยางแดง ตะเคียน ยมหอม จำปาป่า รัก จำปีป่า กระบาก มะม่วงป่าตะแบก มะหาด มะไฟป่า สะเดาป่า ฯลฯ และไผ่ไร่ไผ่ซาง ไผ่บง และไผ่ข้าวหลาม ไผ่บง ไผ่เฮียะ ต๋าวหวาย ปาล์ม เฟิน เป็นต้น ๓.อุทยานแห่งชาติกุยบุรีหรือ ผืนป่ากุยบุรี เป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญของ แม่น้ำกุยบุรี และแม่น้ำปราณบุรี และเป็นป่าที่มีความหลากหลายทางระบบนิเวศทางชีวภาพสูงที่มีความโดดเด่นของ ป่าดิบแล้งกระจายอยู่ทั่วไปเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าที่มีความสำคัญต่อการอนุรักษ์ในระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับโลก เช่น ช้างเอเชีย เสือโคร่ง วัวแดงกระทิง สมเสร็จเก้งหม้อ หมีควาย เสือลายเมฆ เสือไฟ เสือดำ,เสือดาว เสือปลา หมีหมา หมาใน ชะมดแปลงลายแถบ เลียงผา นกเงือกกรามช้างปากเรียบ ไก่ฟ้าหน้าเขียว ซึ่งล้วนอยู่ในวิกฤติของการสูญพันธุ์ทางธรรมชาติ และพันธุ์พืช เช่นต้นจันทน์, ต้นยางนา, ต้นเหรียง, ต้นเปล้าน้อย, หวายตะค้าทอง, ต้นเอื้องวานิลลา เป็นต้น ๔.อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีเนื้อที่ประมาณ ๒,๙๑๕ ตารางกิโลเมตรหรือ ๑,๘๒๑,๘๗๕ ไร่ เป็นป่าต้นน้ำลำธารของแม่น้ำเพชรบุรี และแม่น้ำปราณบุรี ซึ่งมีเอกลักษณ์การเรียนรู้ทางธรรมชาติที่สำคัญหลายแห่ง จาก ทะเลสาบ น้ำตก ถ้ำ หน้าผาที่สวยงาม และเขาพะเนินทุ่ง เขาสูงที่สุด ๑,๒๐๗ เมตร ซึ่งทำให้ป่ากลุ่มแก่งกระจานแห่งนี้เป็นภูมิธรรมชาติที่มีพันธุ์พืชและสัตว์ป่านานาชนิดจำนวนมากแห่งหนึ่งของโลกอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชีเขาพะเนินทุ่งป่าแก่งกระจาน

เขาพะเนินทุ่งป่าแก่งกระจานอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานแหล่งเที่ยวธรรมชาติไทยประจันแหล่งเที่ยวธรรมชาติไทยประจันป่าต้นน้ำอุทยานไทยประจัน

ป่าต้นน้ำอุทยานไทยประจันนํ้าตกในป่าไทยประจัน

นํ้าตกในป่าไทยประจันเสือโคร่งเสือโคร่งสมเสร็จ

สมเสร็จฝูงนกเงือก

ฝูงนกเงือกฝูงกระทิงป่ากุยบุรี

ฝูงกระทิงป่ากุยบุรีนกเงือก

นกเงือกช้างเอเชียป่ากุยบุรีช้างเอเชียป่ากุยบุรีจระเข้พันธุ์ไทย

จระเข้พันธุ์ไทยเขื่อนแก่งกระจาน

เขื่อนแก่งกระจาน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๒๒กรกฎาคม’ วันสยามประกาศสงครามโลกครั้งแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/590069

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๒๒กรกฎาคม’ วันสยามประกาศสงครามโลกครั้งแรก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๒๒กรกฎาคม’ วันสยามประกาศสงครามโลกครั้งแรก

วันอาทิตย์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วงเวียน ๒๒ กรกฎาคม

วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ที่ผ่านมา เป็นวันสำคัญ ที่คนไทยรำลึกถึงทหารอาสาสงคราม อาทิตย์นี้ได้ตามรอยสยามถึงเหตุการณ์การประกาศสงครามของสยามในสงครามโลกครั้งที่ ๑ และพระปรีชาญาณ อันกว้างไกลในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ที่ทรงตัดสินพระทัยนำประเทศไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๐ แม้ว่าฝรั่งเศสและรัสเซียจะรู้สึกเป็นเกียรติที่สยามเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรก็ตาม อังกฤษนั้นยังมีท่าทีคัดค้านด้วยคำนึงถึงประโยชน์ทางการค้าอยู่เหมือนกับว่า “ไม่รู้ไม่ชี้จะทำสงครามกับเยอรมันก็ทำไปตามลำพัง” ขณะนั้นพระองค์มีแนวพระราชดำริต่อการรักษาความเป็นกลางของสยามอยู่ที่ฝ่ายทูตเยอรมันและออสเตรียยังกังวลว่าจะทรงละทิ้งความเป็นกลางเสีย ด้วยมีเหตุจากการที่สยามช่วยจับพวกอินเดียที่คิดขบถ
รวมทั้งยังพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยภรรยาและบุตรของทหารในกรมทหารราบเบาเดอรัม

ข่าวหนังสือพิมพ์

ซึ่งต่อมานั้นสมเด็จพระเจ้ายอร์ชที่ ๕ แห่งอังกฤษได้มีพระราชโทรเลขมาอัญเชิญให้ทรงรับยศเป็นนายพลเอกพิเศษแห่งกองทัพบกอังกฤษและพระองค์ก็ทรงเชิญสมเด็จพระเจ้ายอร์ชที่ ๕ทรงเป็นนายพลเอกของกองทัพบกสยามเช่นกันนับเป็นครั้งแรกของการรับเกียรติของนายพลเอกจากสองประเทศ การดำเนินพระบรมราชวิเทโศบายต่อไปจึงล่อแหลมต่อความเป็นกลางของสยามที่ทำให้พระองค์ทรงระมัดระวังโดยทรงหารือกระทรวงการต่างประเทศก่อนทุกครั้ง โดยไม่หวั่นไหวพระราชหฤทัยไปตามที่ทูตสองประเทศมีความกังวล แต่ที่ทรงพระปริวิตกมากนั้นทรงเห็นว่า “ฐานะแท้จริงของกรุงสยามนั้น เป็นอยู่อย่างไร อาณาเขตของเราตกอยู่ในท่ามกลางระหว่างแดนของอังกฤษและฝรั่งเศส เพราะฉนั้น ถ้าแม้เราแสดงความลำเอียงเข้าข้างเยอรมันแม้แต่น้อย เพื่อนบ้านผู้มีอำนาจ ก็คงจะได้ชนเอาหัวแบนเมื่อนั้น การที่อังกฤษ ฝรั่งเศส เขายอมให้กรุงสยามคงเป็นกลางอยู่นั้น ก็เพราะเขายังไม่เห็นความจำเป็นที่จะให้เราเข้ากับเขาเท่านั้น และถ้าเมื่อใดเขารู้สึกว่าความเป็นกลางของเราเป็นเครื่องกีดขวางแก่เขาแล้วไม่ต้องสงสัยเลยเขาคงจะไม่ยอมให้เราคงเป็นกลางอยู่เป็นแน่แท้” ในที่ประชุมเสนาบดีสภาขณะนั้น ทรงตระหนักแน่แล้วว่ากลุ่มมหาอำนาจกลางนำโดยเยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการีหมดหนทางที่จะเอาชนะในมหาสงครามครั้งนี้แล้วและถ้าสยามยังคงเป็นกลางต่อไปก็คงจะมีแต่เสมอตัว กับ ขาดทุน เพราะถ้าอังกฤษและฝรั่งเศสใจดีก็เสมอตัว เมื่อฝรั่งเศสจะขอให้สยามไล่ชาวเยอรมันที่ทำราชการออกทั้งหมด และให้สยามทำสัญญาการค้าใหม่ให้เขาได้เปรียบเยอรมนีซึ่งเป็นเหตุให้สยามต้องวิวาทกับเยอรมนีโดยไม่มีใครมาช่วยแต่ถ้าเราเข้าข้างสัมพันธมิตรเสียแล้ว ก็มีแต่ ทางได้ กับ เสมอตัว เพราะเมื่อสงครามสงบลงแล้วสยามสามารถใช้ประโยชน์จากการเป็นชาติที่ชนะสงครามเข้าเจรจากับนานาชาติเพื่อแก้ไขสนธิสัญญาที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ทั้งเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตและแก้พิกัดภาษีศุลกากรได้ จึงทำให้พระองค์ทรงตัดสินพระราชหฤทัยประกาศสงครามต่อฝ่ายมหาอำนาจกลาง และเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรโดยส่งกองทหารอาสาสงครามโลกไปร่วมรบณ สมรภูมิทวีปยุโรป ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ สิ้นสุดลงในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๖๑ ฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งหมายรวมถึงประเทศสยาม ได้รับชัยชนะจึงทำให้สยามได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ และการทหาร รวมทั้งสามารถเรียกร้องแก้ไขและยกเลิกสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ของชาติมหาอำนาจที่เคยทำไว้กับสยามได้ในที่สุด แม้จะมีช่วงเวลายาวมาถึงรัชกาลที่ ๗ ก็ตาม

ส่วนอนุสรณ์สถานของเหตุการณ์นี้คือ วงเวียน ๒๒ กรกฎาคม พร้อมด้วยถนน ๓ สายณ บริเวณที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ในตำบลหัวลำโพงต่อมารัชกาลที่ ๗ พระราชทานนามถนนใหม่ ๓ สายนั้นว่า “ถนนไมตรีจิตต์” “ถนนมิตรพันธ์” และ “ถนนสันติภาพ” และมีการสร้างอนุสาวรีย์ทหารอาสา (สงครามโลกครั้งที่ ๑) ไว้ที่มุมสนามหลวง ให้เป็นเครื่องแสดงถึงพระราชหฤทัยความรักชาติและนำประเทศหลุดพ้นจากการเสียเปรียบประเทศมหาอำนาจทั้งปวง ด้วยทหารอาสาสงครามนำโดยพลตรีพระยาพิชัยชาญฤทธิ์ (ผาด เทพหัสดินฯ)ผน.กองกำลังฯ และ จอมพลสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถเสนาธิการกองทัพบก บุคคลที่คนไทยทุกคนต้องจดจำตลอดไปจอมพลสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถฯจอมพลสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถฯฉลองชุดมหาพิชัยยุทธสงครามฉลองชุดมหาพิชัยยุทธสงครามพลตรีพระยาพิไชยชาญยุทธ์ (ผาด)พลตรีพระยาพิไชยชาญยุทธ์ (ผาด)ตรารามาธิบดีประดับที่ยอดธงไชยเฉลิมพลตรารามาธิบดีประดับที่ยอดธงไชยเฉลิมพลอนุสาวรีย์ทหารอาสา
อนุสาวรีย์ทหารอาสาสวนสนามชัยชนะที่ปารีส

สวนสนามชัยชนะที่ปารีสส่งทหารอาสาสงครามไปรบส่งทหารอาสาสงครามไปรบวันประกาศสงครามวันประกาศสงครามทหารอาสาสงครามโลก

ทหารอาสาสงครามโลก

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ศิลปะคันธาระ’ ภูมิพระพุทธรูปรุ่นแรกในสุวรรณภูมิ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/588354

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ศิลปะคันธาระ’  ภูมิพระพุทธรูปรุ่นแรกในสุวรรณภูมิ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ศิลปะคันธาระ’ ภูมิพระพุทธรูปรุ่นแรกในสุวรรณภูมิ

วันอาทิตย์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พระพุทธรูป-ศิลปคันธาระ

ผลจากการเดินทางไปยังแหล่งโบราณคดีที่เมืองคันธาระนั้น ได้พบว่า พระพุทธรูปศิลปคันธาระ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่สร้างรุ่นแรกของโลกนั้น ได้มีการพบอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิหรือประเทศไทยด้วย อาทิตย์นี้ขอตามรอยสยามไปเรียนรู้ถึงศิลปะคันธาระ เพื่อหาร่องรอยทางโบราณคดีเท่าที่จะสืบค้นได้ ก่อนอื่นนั้นต้องรู้จักแคว้นคันธาระกันก่อนว่า เมืองนี้ตั้งอยู่ในหุบเขาเปศวาร์ ของประเทศปากีสถาน ระหว่างเทือกเขาสุไลมานติดพรมแดนของอัฟกานิสถาน มีแม่น้ำสินธุไหลขนาบข้างและเป็นแหล่งอารยธรรมของในอินเดียโบราณ เป็นแหล่งที่มีวัฒนธรรมอินเดียโบราณผสมกับวัฒนธรรมกรีกไซเธียน ปาร์เธียน และกุษาณะ จนเป็นต้นกำเนิดของศิลปะแบบคันธาระ ที่เราเรียกกันว่า ศิลปะแบบคันธารราฐ ขึ้นดังนั้นแคว้นคันธาระจึงถือเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาในสมัยโบราณ ด้วยมีการค้นพบธรรมบทภาษาคันธารีที่เมืองโขตาน เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ของจีน และพบคัมภีร์ใบลานและเปลือกไม้ คัมภีร์ว่าด้วยเรื่องปฐมเทศนาคำสวดมนต์ ในอัฟกานิสถาน เป็นต้น อันเป็นไปตาม มหาปรินิพพานสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรหนึ่งในพระไตรปิฎกที่กล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้าได้เคยตรัสกับพระอานนท์ว่า “อานนท์! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลายธรรมวินัยนั้นจักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย โดยกาลล่วงไปแห่งเรา อานนท์! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ; มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ”

เจดีย์พระบรมสารีริกธาตุ

ต่อมาอีก ๑๐๐ ปี จึงมีสถูปเจดีย์ในพระพุทธศาสนายุคเริ่มแรก ในช่วงราชวงศ์โมริยะและราชวงศ์ศุงคะ เมื่อราว ๒๐๐-๕๐๐ ปี คือศิลปะอินเดียโบราณที่มีแต่ภาพสัญลักษณ์มงคลหรือภาพสลักเรื่องราวในพุทธประวัติที่ไม่ปรากฏรูปของพระพุทธเจ้า การสร้างพระพุทธรูปนั้นต่อมาจึงปรากฏในชมพูทวีปหลัง พ.ศ. ๕๐๐ มาแล้วรูปพระพุทธเจ้าในรูปมนุษย์นั้นถูกสร้างขึ้นตามรูปแบบชาวกรีก ที่อาศัยอยู่ในแคว้นแบกเตรีย (Bactria) และแคว้นคันธาระ (Gandhara) ทางทิศเหนือของชมพูทวีป ชาวอินเดียเรียกคนกลุ่มนี้ว่า“โยนก” เป็นชนชาติที่สืบเชื้อสายมาแต่ครั้ง พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (พ.ศ. ๒๐๗-๒๒๐) กษัตริย์กรีกกรีธาทัพมายึดโลกตะวันออกเข้ามาถึงชมพูทวีปแถบบริเวณแคว้นแบกเตรีย และคันธาระ ที่มีลูกหลานชาวกรีกอยู่ตั้งรกรากจนกลายเป็นชาวโยนกของพวกอินเดีย ในทั้งสองแคว้น และคงไม่แปลกที่ช่างชาวกรีก ผู้มีความรู้ทางช่างจะถ่ายทอดวิชามาสร้างประติมากรรม สลักหินรูปพระพุทธเจ้าแทนเทพเจ้าที่ตนชำนาญมาแต่เดิม พระพุทธรูปแรกนี้จึงมีรูปร่างหน้าตาราวเทพบุตรกรีก แบบที่เรียกว่า ศิลปะแบบคันธาระ แม้จะมีการสลักพระพุทธรูปขึ้นที่เมืองมถุรา ในลุ่มแม่น้ำคงคา-ยมุนาก็ตาม ก็ไม่มีรูปลักษณะเหมือนเทพเจ้ากรีก แบบคันธาระ มีรูปร่างคล้ายยักษ์ตามแบบอินเดียโบราณ ที่ชาวพื้นเมืองในเขตลุ่มน้ำสำคัญดังกล่าวสลักกันมาก่อนแล้ว จึงเรียกว่าศิลปะแบบมถุรา ให้แตกต่างกัน ต่อมาราชวงศ์กุษาณะได้เข้ามามีอำนาจในแคว้นคันธาระเมื่อหลัง พ.ศ. ๕๗๓ แล้ว ได้ยึดครองแถบลุ่มน้ำคงคา-ยมุนา ที่มีเมืองมถุราเป็นราชธานีด้วย จนถึงสมัยของพระเจ้ากณิษกะ หรือ พระเจ้าอโศกฝ่ายมหายาน(ครองราชย์ พ.ศ. ๖๖๓-๖๘๗) ทำให้พุทธศาสนาได้แผ่อิทธิพลออกไปอย่างมากมาย รวมถึงการเดินทางของพระพุทธรูปศิลปะคันธาระ ที่เดินทางมายังแคว้นสุวรรณภูมิด้วย 

จากการศึกษานั้นพบว่ามีที่การค้นพบพระพุทธรูปศิลปะคันธาระ อยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิทั้งพระพุทธรูปสำริด พระพุทธรูปศิลาและรูปดินเผารูปลักษณะเดียวกับชาวกรีก และเชื่อว่าศิลปะคันธาระนั้นได้มีอิทธิพลให้มีการสร้างพระพุทธรูปศิลปะคันธาระขึ้นในรูปแบบศิลปะทวารวดีตามมา ดังปรากฏว่ามีพระพุทธรูปศิลา ประดิษฐานอยู่ในโบราณสถานหลายแห่ง…ส่วนพระพุทธรูปศิลปะคันธาระรุ่นแรกของโลก ที่เดินทางจากอินเดียโบราณ นั้นต้องถอดบทเรียนถึงการเดินข้ามน้ำข้ามทะเลและสืบค้นแหล่งโบราณคดีที่อยู่ในสุวรรณภูมิที่มีอายุก่อนศิลปะทวารวดีต่อไปแผนที่แคว้นคันธาระ

แผนที่แคว้นคันธาระสถูปธรรมาราชิกา

สถูปธรรมาราชิกาสถูปเจดีย์ยุคแรก

สถูปเจดีย์ยุคแรกศิลปะคันธาระแบบกรีก

ศิลปะคันธาระแบบกรีกพระพุทธรูปสำริดพบในสุวรรณภูมิ

พระพุทธรูปสำริดพบในสุวรรณภูมิพระพุทธรูปศิลปะคันธาระพระพุทธรูปศิลปะคันธาระพระพุทธรูปฐานสถูป ศิลปะคันธาระ

พระพุทธรูปฐานสถูป ศิลปะคันธาระพระคันธารราฐศิลปะทวารวดีพระคันธารราฐศิลปะทวารวดี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองศรีมโหสถ’ ภูมินครรัฐอวัธยะปุระด้านตะวันออก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/586615

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองศรีมโหสถ’ ภูมินครรัฐอวัธยะปุระด้านตะวันออก

วันอาทิตย์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โบราณสถานเมืองมโหสถ

จากโครงการกิจกรรมเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ถ่ายทอดองค์ความรู้ประวัติศาสตร์กำแพงเมือง-คูเมืองเก่า ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยกรมธนารักษ์ของอธิบดี ยุทธนา หยิมการุณ ซึ่งมีภารกิจในการดูแลพื้นที่ดังกล่าวตามกฎหมายนั้น ทำให้มีการเผยแพร่ความรู้และสร้างการมีส่วนร่วมภาคประชาชนและท้องถิ่นขึ้นในพื้นที่หลายแห่ง ทุกปีนั้นการเผยแพร่ความรู้ได้จัดมาแล้วหลายแห่ง เช่น ร้อยเอ็ด เพชรบูรณ์เชียงแสน เวียงกุมกาม เป็นต้น ซึ่งต่อยอดให้เกิดการดูแลพื้นที่จากท้องถิ่นและประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเมืองเก่าโบราณนั้นมีอีกหลายแห่งที่น่าสนใจ อาทิตย์นี้ขอตามรอยสยามไปสืบสานข้อมูลต่อยอดการอนุรักษ์กันถึงเมืองศรีมโหสถ ซึ่งเป็นเมืองสมัยโบราณที่เกิดขึ้นราวพุทธศักราช ๓๐๐ ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ทำการขุดค้นและศึกษาจากหลักฐานต่างๆ มาตั้งแต่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๙ จนรู้ว่า เมืองศรีมโหสถแห่งนี้มีชื่อว่า เมืองอวัธยะปุระ ตั้งอยู่ในตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี มีบริเวณกว้างถึงหมู่บ้าน ๓ แห่งคือ บ้านสระมะเขือ บ้านโคกวัดและบ้านหนองสะแก เป็นเมืองโบราณขนาดกว้าง ๗๐๐ เมตร ยาว ๑,๕๕๐ เมตร เนื้อที่ทั้งหมด ๗๔๒ ไร่ ๒ งาน ๒๕ ตารางวา ลักษณะเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มุมมนทั้งสี่มุม จึงคล้ายวงรี มีคันดิน คูน้ำล้อมรอบ ส่วนภายในเมืองนั้นมีเนินดินและสระน้ำกระจายหลายแห่ง มีสระใหญ่สองแห่งเรียกว่าสระมรกต และสระบัวล้า

ส่วนโบราณสถานนั้นพบร่องรอยเทวาลัยของพระนารายณ์ในลัทธิพราหมณ์ฮินดู และมีเทวรูปสลักจากหินทราย เป็นรูปพระผู้เป็นเจ้าของฮินดู ได้แก่ พระนารายณ์ พระวิษณุ พระพิฆเณศ และศิวลึงค์สัญลักษณ์พระศิวะ แล้วยังพบพระพุทธรูปศิลปะทวารวดี พบทั้งพระศิลา และพระหล่อสำริด พร้อมกับโบราณวัตถุอื่นๆ อีกจำนวนมาก นอกเขตเมืองศรีมโหสถนั้น มีหลักฐานที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีต และร่องรอยของชุมชนขนาดใหญ่ที่น่าสนใจ โบราณสถาน โบราณวัตถุที่สำคัญนั้นมี รอยพระบาทคู่-ศิลปะทวารวดีสร้างหลัง พ.ศ. ๑๒๐๐ อโรคยศาล ของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ พระนิรันตรายทองคำ ฯลฯ และต้นโพธิ์ที่เก่าแก่ที่สุด โดย สมเด็จมหาเถรศรีศรัทธาราชจุฬามณี ศรีรัตนลงกาทวีปมหาสามี นำหน่อพระศรีมหาโพธิ์จำนวนหนึ่งกลับมา แล้วแจกจ่ายไปประดิษฐานไว้เมืองสำคัญ เช่น สุโขทัย, พิษณุโลก, นครศรีธรรมราช ฯลฯ น่าเชื่อว่าในคราวนั้นมีการปลูกไว้ในเมืองศรีมโหสถนี้ด้วย

เทวรูปพระคเณศ

เมืองศรีมโหสถนั้นมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องจนเป็นนครรัฐในภาคตะวันออกของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยมีการจัดการน้ำเป็นอย่างดี จึงมีการขุดสระ ขุดบ่อน้ำ ขุดคูน้ำและทำคันดินกั้นน้ำหรือบังคับทิศทางของน้ำเป็น สันนิษฐานว่าในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒นั้นพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกงแต่เดิมเป็นพื้นที่ใกล้ชายฝั่งทะเลทำให้มีร่องน้ำหลายสายเข้ามายังพื้นที่บริเวณชายขอบดงศรีมหาโพธิ์และผ่านเข้ามาถึงเมืองศรีมโหสถ จึงน่าจะเป็นเมืองท่าสำคัญในระยะแรกของสมัยทวารวดี ด้วยมีการค้นพบ ลูกปัด ลักษณะเดียวกับพบที่เมืองออกแอว (Oc Eo) ที่ตั้งอยู่ตอนใต้ของเวียดนาม และหลักฐานทางโบราณคดีและจารึก เช่น รอยพระพุทธบาทคู่ ที่สระมรกตที่มีความเก่าแก่มาก จารึกเนินสระบัว อักษรหลังปัลลวะ ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๔ กล่าวถึงเตลกฏาหคาถา ซึ่งเป็นเนื้อหาเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา พบเทวรูปพระนารายณ์ ๔ กร และชิ้นส่วนประติมากรรมพระนารายณ์ รุ่นเดียวกับเมืองศรีเทพและแตกต่างไปจากรูปแบบเทวรูปศิลปะสมัยก่อนเมืองพระนครของเขมร และศิวลึงค์ ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองศรีมโหสถ มีโบราณสถานสระแก้ว ลักษณะเป็นสระน้ำในผังสี่เหลี่ยม ขนาด ๑๗.๕๐ เมตร ยาว ๔๒.๖๐ เมตร สระลึก ๕.๔๐ เมตรทางลงสระอยู่ทางทิศตะวันตก ผนังขอบสระเป็นศิลาแลงธรรมชาติจากการขุดสระ ขอบสระนั้นมีการสลักรูปสัตว์อยู่ภายในกรอบสี่เหลี่ยม ได้แก่ ช้าง มกร หม้อน้ำ สิงห์ หมู งู เป็นต้น

ทำให้เชื่อว่าเมืองศรีมโหสถมีความเจริญในช่วงสมัยเขมรเฟื่องฟูและแพร่กระจายวัฒนธรรมขอมเข้ามาสู่ดินแดนนี้ ซึ่งพบหลักฐานโบราณวัตถุ เช่น คันฉ่องสำริด และขันสำริดจารึกภาษาเขมร ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ และการสร้างสระเหมือนบาราย ภายหลังจากพุทธศตวรรษที่ ๑๘ แล้วเมืองศรีมโหสถไม่ปรากฏให้เห็นหลักฐานที่สืบเนื่องต่อมาจึงสันนิษฐานว่าน่าจะถูกทิ้งร้างเสียคราวนั้น จนหลังสุดจึงฟื้นคืนเป็นชุมชนของชาวไทยพวนในสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีการพบพระพุทธรูปทองคำ ศิลปะทวารวดี ขึ้น รัชกาลที่ ๔ พระราชทานนามว่า “พระนิรันตราย” อันเป็นพระพุทธรูปสำคัญที่ทำให้บ้านเมืองรอดพ้นปลอดภัยในทุกยามมาจนวันนี้เทวรูปพระนารายณ์เทวรูปพระนารายณ์พระนิรันตรายพระนิรันตรายโบราณวัตถุจากเมืองศรีมโหสถ

โบราณวัตถุจากเมืองศรีมโหสถพระพุทธรูปศิลปะทวารวดีพระพุทธรูปศิลปะทวารวดีเมืองศรีมโหสถภาพสันนิษฐานเมืองศรีมโหสถภาพสันนิษฐานเมืองโบราณศรีมโหสถ

เมืองโบราณศรีมโหสถหินสลักพระบาทคู่

หินสลักพระบาทคู่สระแก้วนอกเมืองศรีมโหสถสระแก้วนอกเมืองศรีมโหสถเมืองท่าในอดีตเมืองท่าในอดีตภาพสัตว์สลักที่ขอบสระแก้วภาพสัตว์สลักที่ขอบสระแก้วโบราณสถานศรีมโหสถโบราณสถานศรีมโหสถโบราณสถานเมืองศรีมโหสถโบราณสถานเมืองศรีมโหสถ