ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ศรีบูรพา’ สุภาพบุรุษนักหนังสือพิมพ์นักประพันธ์ของแผ่นดิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/584884

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ศรีบูรพา’ สุภาพบุรุษนักหนังสือพิมพ์นักประพันธ์ของแผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ศรีบูรพา’ สุภาพบุรุษนักหนังสือพิมพ์นักประพันธ์ของแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คณะหนังสือสุภาพบุรุษ

วันที่ ๔ กรกฎาคมนี้ เป็นวันระลึกถึงหนังสือพิมพ์ฉบับแรก ที่หมอบลัดเลย์ จากคณะมิชชันนารีอเมริกันสมัยรัชกาลที่ ๓ ได้ออกหนังสือพิมพ์ฉบับแรกเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๘๗ ชื่อ บางกอกรีคอร์เดอร์ หรือคนไทยเรียกว่า“จดหมายเหตุกรุงเทพ” เสนอข่าวสั้นและประกาศต่างๆ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ข่าวรายปักษ์เล่มแรกของสยาม แม้จะมีอายุอยู่เพียง ๒ ปี ก็ต้องปิดกิจการเพราะขาดทุนด้วยคนไทยยังไม่รู้จักหนังสือพิมพ์ และอ่านหนังสือได้น้อย ต่อมาในปีพ.ศ.๒๔๐๗ หมอบรัดเลย์ได้ออกหนังสือพิมพ์บางกอกรีคอเดอร์อีกครั้ง แม้หมอบลัดเลย์จะถูกฟ้องร้องจนเลิกกิจการไปก็ตาม แต่บทบาทในการเสนอความคิดเห็นและข่าวสารบ้านเมืองนั้นได้จุดประกายให้เกิดกิจการหนังสือพิมพ์ไทยขึ้นตามมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ จนถึงปัจจุบัน ในจำนวนคนหนังสือพิมพ์หลายคนนั้น บุคคลที่รู้จักกันดีและได้รับยกย่องว่าเป็น “สุภาพบุรุษนักหนังสือพิมพ์และสุภาพบุรุษนักประพันธ์” คือ “ศรีบูรพา” ซึ่งเป็นนามปากกาของ นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ ผู้เป็นทั้งนักหนังสือพิมพ์นักประพันธ์ ผู้สร้างอุดมการณ์หนังสือพิมพ์และเป็นต้นแบบของคนหนุ่มสาวชาวธรรมศาสตร์ ซึ่งท่านเป็นเจ้าของวาทะว่า“ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน” บุคคลผู้นี้มีชื่อเสียงและบทบาทสำคัญในวงการหนังสือพิมพ์มาก เป็นประธานกรรมการก่อตั้งสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและรองประธานคณะกรรมการสันติภาพแห่งประเทศไทย   

หนังสือสุภาพบุรุษ

“ศรีบูรพา”เริ่มฝึกหัดแต่งหนังสือ และทำหนังสือ โดยใช้พิมพ์ดีด ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนอายุ ๑๗ ปี เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๕ ในปีต่อมาได้เริ่มเขียนบทกวี และเขียนเรื่องจากภาพยนตร์ ส่งไปให้หนังสือพิมพ์ ภาพยนตร์สยาม ในช่วงนั้นใช้นามปากกา เช่น “ดาราลอย” “ส.ป.ด.กุหลาบ” “นางสาวโกสุมภ์” “หนูศรี”“ก.สายประดิษฐ์” “นายบำเรอ” และ “หมอต๋อง”เริ่มต้นใช้นามปากกา “ศรีบูรพา” เป็นครั้งแรกในเขียนงานชื่อ “แถลงการณ์” ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ทศวารบันเทิง จากการเคยเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ที่โรงเรียนรวมการสอนนั้นทำให้เป็นนักประพันธ์ประจำอยู่ในสำนักรวมการแปลของ นายแตงโม จันทวิมพ์ และยังได้ชวนเพื่อนคือ ชะเอม อันตรเสน และ สนิท เจริญรัฐให้มาช่วยกันที่สำนักรวมการแปลด้วย ต่อมาพ.ศ.๒๔๖๗ อายุได้ ๑๙ ปี เรียนอยู่ชั้นมัธยม ๘ “ศรีบูรพา” ใช้นามจริงกุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นครั้งแรกในการเขียนกลอนหก ชื่อ “ต้องแจวเรือจ้าง” พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ของโรงเรียน ชื่อ แถลงการณ์ศึกษาเทพศิรินทร์ โดยมีหลวงสำเร็จวรรณกิจ (บุญ เสขะนันท์) ซึ่งเป็นครูสอนวิชาภาษาไทยเป็นบรรณาธิการ และทำให้เริ่มใช้นามปากกา “ศรีบูรพา” เขียนบทประพันธ์ขายอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ภายหลัง “ศรีบูรพา”ยึดอาชีพนักหนังสือพิมพ์นักประพันธ์โดยอิสระอย่างเดียว เป็นหนึ่งในคณะสุภาพบุรุษร่วมกับนักเขียนชื่อดังหลายท่าน เช่น ยาขอบ ฮิวเมอริสต์ซึ่งร่วมกันทำหนังสือพิมพ์ชื่อสุภาพบุรุษ รายปักษ์เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๒ ออกจำหน่ายทุกวันที่ ๑ และ ๑๕ ของเดือน กุหลาบ สายประดิษฐ์เป็นบรรณาธิการและเจ้าของ มียอดพิมพ์ครั้งแรก๒,๐๐๐ เล่ม สำหรับผลงานหนังสือ “ศรีบูรพา” นั้นมีจำนวนมากทั้งนิยายเรื่องสั้น เช่น ข้างหลังภาพ-สงครามชีวิต-ลูกผู้ชาย-แสนรักแสนแค้น-ผจญบาป-โลกสันนิวาส-แลไปข้างหน้า (รวมภาคปฐมวัยและภาคปัจฉิมวัย) จนกว่าเราจะพบกันอีก-ขอแรงหน่อยเถอะ-เบื้องหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕-การเมืองของประชาชน-ป่าในชีวิต-เขาถูกบังคับให้เป็นขุนโจร-ข้อคิดจากใจ-สิ่งที่ชีวิตต้องการ-มนุษย์ไม่ได้กินแกลบ-การหนังสือพิมพ์ของฉัน-ชีวิตสอนอะไรแก่ข้าพเจ้า-เรื่องของเขา-สุภาพบุรุษนักประพันธ์-ข้าพเจ้าได้เห็นมา-บันทึกอิสรชน-ไปสหภาพโซเวียต-ลาก่อนรัฐธรรมนูญ-ฯลฯในปี พ.ศ.๒๕๔๘ นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ“ศรีบูรพา” ได้รับการยกย่องประกาศเป็นบุคคลดีเด่นของโลกจากองค์การยูเนสโก และในวาระชาตกาล ๑๐๐ ปี ของกุหลาบ สายประดิษฐ์ นั้นสำนักพิมพ์แม่คำผาง สำนักพิมพ์มิ่งมิตรได้นำผลงานของกุหลาบ สายประดิษฐ์ คือ สุภาพบุรุษนักประพันธ์, เบื้องหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕, บุคคลอนุสรณ์ และข้อคิดจากใจ รวบรวมโดย ชนิดาสายประดิษฐ์ มาจัดพิมพ์เผยแพร่สนใจติดต่อที่โทร.๐๒-๕๕๒๔๐๗๐ ด้วยเป็นเรื่องที่หาอ่านยากไม่เหมือนผลงานนวนิยายที่แพร่หลายทั่วไปกุหลาบ สายประดิษฐ์กุหลาบ สายประดิษฐ์กุหลาบ-ชนิด สายประดิษฐ์

กุหลาบ-ชนิด สายประดิษฐ์ผลงานของกุหลาบ สายประดิษฐ์ผลงานของกุหลาบ สายประดิษฐ์ลายเส้นศรีบูรพาลายเส้นศรีบูรพาลายเส้นศรีบูรพาลายเส้นศรีบูรพาสุภาพบุรุษนักประพันธ์สุภาพบุรุษนักประพันธ์สุภาพบุรุษนักหนังสือพิมพ์สุภาพบุรุษนักหนังสือพิมพ์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย’ ภูมิความหมายอภิวัฒน์สยาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/583166

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย’ ภูมิความหมายอภิวัฒน์สยาม

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย’ ภูมิความหมายอภิวัฒน์สยาม

วันอาทิตย์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

วันที่ ๒๔ มิถุนายน นั้น เมื่อพ.ศ.๒๔๗๕ ได้มีเหตุการณ์เปลี่ยนการปกครอง เดิมกำหนดให้เป็นวันชาติ ต่อมาเปลี่ยนเป็นวันอภิวัฒน์สยาม ซึ่งมีผลให้เกิดการเรียกประเทศสยาม เป็นประเทศไทย และมีการสร้าง อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ขึ้น ด้วยเหตุที่อนุสาวรีย์นี้ถูกใช้เป็นหมุดหมายของประชาธิปไตยและตั้งอยู่กึ่งกลางวงเวียนระหว่างถนนราชดำเนินกลางกับถนนดินสอ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนครกรุงเทพมหานคร ที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นการสร้างจึงมีประติมากรรมความหมายให้เห็นถึงบทบาทสำคัญที่ประชาชนจะได้รับจากการปกครองแบบประชาธิปไตย เดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๔๘๒โดยรัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการการก่อสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นเพื่อควบคุมกำกับการก่อสร้าง โดยมีศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง และ สิทธิเดช แสงหิรัญ เป็นผู้ช่วยปั้นอนุสาวรีย์จากแบบการประกวดและการก่อสร้างโดยหม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล

ลักษณะของอนุสาวรีย์ เป็นอนุสรณ์สถานลอยตัว ประกอบด้วยรูปเล่มรัฐธรรมนูญในสมุดไทย ประดิษฐานบนพานแว่นฟ้า ซึ่งจำลองจากรัฐธรรมนูญที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญฉบับแรกแห่งราชอาณาจักรไทย สร้างด้วยทองแดง มีความสูง ๓ เมตร หนัก ๔ ตัน ตั้งบนฐานรูปทรงกลมด้านบนโค้งกลม ซึ่งมีพระขรรค์ ๖ เล่มรายล้อมรอบป้อมกลางอนุสาวรีย์ หมายถึง หลัก ๖ ประการของคณะราษฎร ถัดไปเป็นลานอนุสาวรีย์ยกสูงมีบันไดโดยรอบ รอบนอกลานอนุสาวรีย์มีครีบทรงแบน อยู่ ๔ ทิศ ที่โคนครีบ มีภาพแกะสลักลายปั้นนูน และมีรั้วกั้นโดยรอบลานอนุสาวรีย์ รั้วนี้ใช้ปืนใหญ่โบราณจำนวน ๗๕ กระบอก ฝังดินโผล่ท้ายกระบอกขึ้นมา เป็นเสา คล้องโซ่เชื่อมต่อกัน

การสร้างอนุสาวรีย์

ภายในอนุสาวรีย์ประกอบด้วยปีก ๔ ด้าน สูงจากแท่นพื้น ๒๔ เมตร มีรัศมียาว ๒๔ เมตร หมายถึงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ซึ่งเกิดเหตุการณ์การปฏิวัติสยามหรืออภิวัฒน์สยาม พานทูนฉบับรัฐธรรมนูญ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดป้อม กลางตัวอนุสาวรีย์สูง ๓ เมตร หมายถึงเดือน ๓ หรือเดือนมิถุนายนขณะนั้นนับเมษายนเป็นเดือนแรกของปีเป็นเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และหมายถึง อำนาจอธิปไตยทั้ง ๓ อำนาจอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ คืออำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ปืนใหญ่จำนวน ๗๕ กระบอก ให้ปากกระบอกปืนฝังลงดิน โดยรอบฐานของอนุสาวรีย์ที่มีโซ่เหล็กร้อยไว้ระหว่างปืนใหญ่ หมายถึงปีที่ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คือ พ.ศ.๒๔๗๕ ส่วนโซ่ที่ร้อยไว้ด้วยกันหมายถึงความสามัคคีพร้อมเพรียงของคณะราษฎรร่วมกันทุกฝ่าย ลายปั้นนูนที่ฐานครีบทั้ง ๔ ปีกนั้นแสดงเรื่องราวการดำเนินงานของคณะราษฎรตอนที่นัดหมายและแยกย้ายกันก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ และอ่างตรงฐานปีกทั้ง ๔ ด้าน เป็นรูปงูใหญ่ หมายถึง ปีมะโรง ที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง

อนุสาวรีย์สร้างแล้วเสร็จประกอบพิธีเปิดในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๘๓ ซึ่งเป็นวันครบรอบ ๘ ปี การปฏิวัติสยาม การก่อสร้างนั้นใช้งบประมาณรวม ๒๕๐,๐๐๐ บาท นอกจากนี้ ยังมีการสร้างสะพานวันชาติ และสร้างอนุสรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกันอีกหลายแห่งที่ในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด วันนี้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแห่งนี้ได้ทำให้บริเวณวงเวียนถูกใช้เป็นพื้นที่สำคัญของการชุมนุมทางการเมืองเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยหลายครั้ง เช่น ระหว่างเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา, เหตุการณ์ ๖ ตุลา, พฤษภาทมิฬ,วิกฤติการเมือง พ.ศ.๒๕๕๓ และการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย พ.ศ.๒๕๖๓-๒๕๖๔ รวมทั้งไล่ผู้นำเผด็จการ เป็นต้น ทั้งๆ ที่ความคิดการสร้างอนุสรณ์แห่งนี้เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังรำลึกถึงความสามัคคีกลมเกลียวในชาติ และพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญของชาติ ตลอดจนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนี้ เพื่อนำมาถึงความสถาพรแก่ชาติก็ตาม…๘๙ ปี ก็ยังตามหาประชาธิปไตยของประชาชนกันอยู่จากอนุสาวรีย์ที่แปลกด้วยตัวเลขความหมายของเหตุการณ์เหตุการณ์จากอนุสาวรีย์

เหตุการณ์จากอนุสาวรีย์

การสร้างอนุสาวรีย์การสร้างอนุสาวรีย์อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยกำลังก่อสร้าง

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยกำลังก่อสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมุมสูงของอนุสาวรีย์

มุมสูงของอนุสาวรีย์ภาพเหตุการณ์

ภาพเหตุการณ์ภาพประติมากรรม

ภาพประติมากรรมปีกอนุสาวรีย์ปีกอนุสาวรีย์ประติมากรรมแต่ละปีก

ประติมากรรมแต่ละปีก

แบบส่งประกวด

แบบส่งประกวดคณะสร้าง

คณะสร้าง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘โกษาปาน’ บิดาการทูตสยามผู้ไปฝรั่งเศสครั้งแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/581473

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘โกษาปาน’บิดาการทูตสยามผู้ไปฝรั่งเศสครั้งแรก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘โกษาปาน’บิดาการทูตสยามผู้ไปฝรั่งเศสครั้งแรก

วันอาทิตย์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วัชระ ประยูรคำ ช่างปั้น

การเดินทางเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศตะวันตกนั้น เป็นที่รู้กันว่า พระวิสุทธสุนทร (ปาน) หรือ “โกษาปาน” นั้น เป็นบุคคลแรกแห่งการทูตสยาม อาทิตย์นี้ได้ตามรอยสยามไปถึงตระกูลและบทบาทของ เจ้าพระยาโกษาธิบดีผู้มีนามเดิมว่า ปาน ซึ่งเกิดเมื่อ พ.ศ.๒๑๗๖ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เป็นบุตรชายของ เจ้าแม่วัดดุสิต (หม่อมบัว) พระนมเอกของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กับ หม่อมเจ้าเจิดอำไพ ผู้สืบเชื้อสายจากพระเจ้าปราสาททอง หากสืบตระกูลของเจ้าแม่วัดดุสิต พบว่า ตระกูลนี้สืบจากพระราชธิดาของสมเด็จพระเอกาทศรถราชวงศ์สุโขทัย ซึ่งแต่งงานกับบุคคลในตระกูลของพญาพระราม ขุนนางมอญผู้อพยพมาอยู่กรุงศรีอยุธยาพร้อมกับพระมหาเถรคันฉ่องและพระยาเกียน ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และได้สืบตระกูลต่อมาอีกหลายรุ่นจนถึงเจ้าแม่วัดดุสิต (หม่อมบัว) หรือท้าวสมศักดิ์มหาธาตี (หม่อมบัว) นางมีบุตร ๓ คน รับราชการอยู่กับสมเด็จพระนารายณ์มหาราช คือ เหล็ก ได้เป็นเจ้าพระยาโกษาธิบดี แจ่ม ได้เป็นพระสนมเอก และ ปาน ได้เป็นพระวิสุทธสุนทร ราชทูตและเจ้าพระยาโกษาธิบดี ตามลำดับ 

เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) นั้น มีบุตรชายคนโตชื่อ “ขุนทอง” รับราชการในสมเด็จพระเจ้าเสือ ได้เป็น พระยาอัษฎาเรืองเดช, เจ้าพระยาวรวงษาธิราช เสนาบดีคลัง และมีบุตรชายชื่อ “ทองคำ” เข้ารับราชการเป็นจมื่นมหาสนิทมหาดเล็กในเจ้าฟ้าเพชร พระบัณฑูตใหญ่ และได้เป็นพระยาราชนกูลในพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ(เจ้าฟ้าเพชร) พระยาราชนกูลผู้มีบุตรสืบตระกูลชื่อ “ทองดี” ได้เข้ารับราชการในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เป็นขุนพินิจอักษรและพระอักษรสุนทรศาสตร์ บุคคลผู้นี้เป็นบิดาของ “ทองด้วง” ผู้เป็นพระปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จักรี คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในกรุงรัตนโกสินทร์

คณะราชฑูตของพระนารายณ์

ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้นเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เป็นขุนนางผู้ใหญ่ที่บทบาทสำคัญมาแต่ครั้งเป็นพระวิสุทธสุนทรคือได้เป็นราชทูตราชสำนักผู้เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักฝรั่งเศสใน พ.ศ. ๒๒๒๙ โดยมีออกพระวิสุทธสุนทร (ปาน) เป็นราชทูต, ออกหลวงกัลยาราชไมตรี เป็นอุปทูต,และออกขุนศรีวิสารวาจา เป็นตรีทูต พร้อมทั้งบาทหลวงเดอ ลีออง และผู้ติดตาม รวมกว่า ๔๐ คนออกเดินทางจากกรุงศรีอยุธยาในวันที่ ๑๘ มิถุนายนพ.ศ.๒๒๒๙ เมื่อถึงฝรั่งเศสแล้วได้เข้าเฝ้าฯพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๒๒๙ ณ พระราชวังแวร์ซาย และเดินทางกลับเมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๒๓๐ ด้วย

สมัยนั้น ฝรั่งเศสได้เข้ามามีอิทธิพลในราชสำนักของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมาก แม้ว่าจะมีจุดประสงค์เผยแพร่คริสต์ศาสนาก็ตามแต่ก็พยายามที่จะชักชวนให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเข้ารีตเป็นคริสตชนรวมทั้งพยายามมีอำนาจทางการเมืองในอยุธยาด้วยการเจรจาขอตั้งกำลังทหารของตนที่เมืองบางกอกและเมืองมะริด แต่ด้วยพระวิสุทธสุนทรนั้นเป็นนักการทูตที่สุขุม ไม่พูดมาก มีความละเอียดในการบันทึกสิ่งที่พบเห็นในการเดินทางและการเข้าเฝ้าฯ พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ นั้น พระองค์ได้ยกย่องชื่นชมว่า “ราชทูตของพระองค์นี้รู้สึกว่า เป็นคนรอบคอบ รู้จักปฏิบัติราชกิจของพระองค์ถี่ถ้วนดีมาก หากเรามิฉวยโอกาสนี้เพื่อเผยแพร่ความชอบแห่งราชทูตของพระองค์บ้างก็จะเป็นการอยุติธรรมไป เพราะราชทูตได้ปฏิบัติล้วนถูกใจเราทุกอย่าง โดยแต่น้ำคำที่พูดออกมาทีไรแต่ละคำก็ดูน่าปลื้มใจ และน่าเชื่อถือทุกคำ เหตุการณ์นี้เป็นครั้งแรกที่พระเจ้าแผ่นดินฝ่ายตะวันออกแต่งราชทูตไปยังฝรั่งเศส และมีการจัดรับรองคณะราชทูตอย่างสมเกียรติยศ และโปรดให้ทำเหรียญที่ระลึกและเขียนรูปเหตุการณ์เอาไว้เป็นประวัติศาสตร์ด้วย หลังสุด สมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทยฯ และพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันสร้างอนุสรณ์ปั้นรูปหล่อเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) โดยศิลปินประติมากรรม วัชระ ประยูรคำ ไว้ที่ถนนสยามเมืองแบรสต์ ในฝรั่งเศส เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความสัมพันธ์อันดีที่มีมาแต่อดีตตั้้งรูปหล่อโกษาปาน

ตั้้งรูปหล่อโกษาปานรูปหล่อ-โกษาปาน-kosapanรูปหล่อ-โกษาปาน-kosapanหนังสือ ๓๓๓ ปี โกษาปานหนังสือ ๓๓๓ ปี โกษาปานราชทูตสยามเข้าเฝ้าฯพระเจ้าหลุยส์ ๑๔ราชทูตสยามเข้าเฝ้าฯพระเจ้าหลุยส์ ๑๔ราชทูตสยาม เข้าเฝ้าฯพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ราชทูตสยาม เข้าเฝ้าฯพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ราชทูตสยาม

ราชทูตสยามรับราชทูตสยาม

รับราชทูตสยามภาพร่าง โกษาปาน เข้าเฝ้าฯ พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ภาพร่าง โกษาปาน เข้าเฝ้าฯ พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ภาพเขียนโกษาปาน

ภาพเขียนโกษาปานพระวิสุทธสุนทร (ปาน)พระวิสุทธสุนทร (ปาน)พระนารายณ์

พระนารายณ์บันทึกของโกษาปาน

บันทึกของโกษาปานถนนสยามเมืองแบรสต์

ถนนสยามเมืองแบรสต์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘หนังสือภาคหอ’ ภูมิตำราวิชาการเพื่อความรู้แผ่นดิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/579748

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หนังสือภาคหอ’  ภูมิตำราวิชาการเพื่อความรู้แผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หนังสือภาคหอ’ ภูมิตำราวิชาการเพื่อความรู้แผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

ในอดีตนั้นตำราวิชาการต่างๆ ที่เป็นความรู้นั้นมักคัดลอกจากจารึกและเอกสารโบราณ หรือจดตามความจำของปราชญ์ผู้รู้ที่ยังจดจำไว้ได้ ในยามที่ทุกคนต้องอยู่บ้านร่วมกันหยุดเชื้อเพื่อชีวิตจากวิกฤติโควิด-๑๙ นี้ ทำให้นึกถึงคุณของหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากรที่เริ่มรวบรวมตำราวิชาการที่กระจัดกระจายนั้นมาพิมพ์เผยแพร่ให้อ่านกัน หนังสือประเภทนี้รู้จักกันดีในชื่อ “หนังสือภาคหอ” ซึ่งหมายถึงหนังสือที่พิมพ์ใหม่จากเอกสารโบราณของหอมณเฑียรธรรม จากเอกสารเก่าของหอพระสมุดวชิรญาณ ซึ่งเป็นหอสมุดของสโมสรสมาชิก ผู้เป็นพระราชโอรสพระราชธิดา ร.๔ และพระบรมวงศานุวงศ์สร้างถวายฯ ที่ศาลาสหทัยสมาคม ต่อมารัชกาลที่ ๕ ได้โปรดเกล้าฯ อุทิศถวายหอพระสมุดวชิรญาณให้เป็นหอพระสมุดสำหรับพระนคร เปิดเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๔๘ ในรัชกาลที่ ๖ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร มาอยู่ที่ตึกถาวรวัตถุ ริมถนนหน้าพระธาตุ พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิด เมื่อวันที่๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๙ หลังสุด รัชกาลที่ ๗เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๙ พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้แยกหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนครออกเป็น๒ หอ คือ หอพระสมุดวชิราวุธ ตั้งอยู่ที่ตึกถาวรวัตถุเช่นเดิมให้เป็นที่เก็บหนังสือฉบับพิมพ์และ หอพระสมุดวชิรญาณ ให้ใช้เป็นที่เก็บหนังสือตัวเขียนและตู้พระธรรม พ.ศ.๒๔๗๖ รัฐบาลได้จัดตั้งกรมศิลปากร ทำให้หอพระสมุดสำหรับพระนครนั้นเปลี่ยนเป็นหอสมุดแห่งชาติมาจนวันนี้

กรมศิลปากรออกร้านลดราคา

สำหรับการพิมพ์หนังสือจาก “หนังสือภาคหอ” ทั้งหมดนั้น ในช่วง พ.ศ.๒๔๒๐-๒๔๓๐ ได้มีการพิมพ์หนังสือวชิรญาณที่ให้สมาชิกของหอสมุดฯเขียนเรื่องราวความรู้ วรรณคดี ประวัติศาสตร์ นิทาน รวมสุภาษิตคำพังเพย วิทยาศาสตร์ ศาสนา กิจกรรมเศรษฐกิจและการพาณิชย์ ข่าวต่างประเทศและท้องถิ่น และเรื่องแปล ซึ่งพิมพ์เรื่องพระราชนิพนธ์ พระนิพนธ์ หนังสือส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่นๆ เป็นหลักในการพิมพ์ครั้งแรกและพิมพ์ในโอกาสพิเศษ ด้วยงบประมาณราชการ แต่เนื่องจากงบประมาณจำกัด จึงให้โรงพิมพ์เอกชนมาร่วมช่วยจัดพิมพ์ โดยมอบหนังสือร้อยละ ๒๐ ให้หอสมุดฯ เผยแพร่ต่อ หนังสือสำคัญครั้งแรกได้แก่ หนังสือพระราชนิพนธ์เรื่องไกลบ้านฉบับพิมพ์ครั้งแรก ปี ร.ศ.๙๓ (พ.ศ. ๒๔๑๗)หนังสือสวดมนต์ฉบับแรก รัชกาลที่ ๕ทรงสั่งให้พิมพ์อุทิศให้สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ฯ แจกจ่ายไปยังวัดทั่วประเทศจำนวน ๑ หมื่นฉบับ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๓และพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับสมบูรณ์ที่เขียนด้วยอักษรไทยครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ ในครั้งแรกนั้นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้เริ่มให้มีการพิมพ์เป็นหนังสือแจกในงานศพเป็นการแก้ปัญหาทุนจัดพิมพ์โดยพระองค์จะเขียนประวัติผู้ตายและความสำคัญของเนื้อหาด้วยพระองค์เอง

หอสมุดพระนครสมัยร.๖

สมัยรัชกาลที่ ๖ นั้นหอสมุดแห่งชาติได้มีเกณฑ์การตีพิมพ์ไว้ว่า งานนั้นควรเกี่ยวด้วยวิชาความรู้ มากกว่าที่จะเป็นหนังสือธรรมดาสามัญที่ราษฎรนิยมชมชอบ งานเหล่านี้ได้แก่บรรดาวรรณคดีและประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองและงานแปลทางพุทธศาสนา เช่น วรรณคดีเรื่องพระอภัยมณี ขุนช้างขุนแผน อิเหนา เวสสันดรชาดก ฯลฯ หรือประชุมพงศาวดาร ซึ่งเริ่มตีพิมพ์ต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๔๑ เพื่อให้เป็นแหล่งข้อมูลหลักสำหรับการเขียนประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมไทย ปัจจุบันหนังสือภาคหอนั้นกรมศิลปากรได้การพัฒนาและพิมพ์งานวรรณคดีเก่า พงศาวดาร ซ้ำหลายครั้งพร้อมผนวกเอกสารเก่าให้ด้วย กับนำเสนอผลงานการศึกษาขุดค้นด้านโบราณคดีที่พบใหม่และงานการอนุรักษ์ศิลปกรรมจากโบราณสถานโบราณวัตถุสำคัญ จึงทำให้ “หนังสือภาคหอ” อย่างใหม่ในวันนี้ทันสมัยสำหรับการเรียนรู้ในสถาบันและผู้สนใจทั่วไปตามเจตนารมณ์การจัดพิมพ์แต่เดิม สนใจติดต่อที่ศูนย์หนังสือศิลปากร (อาคารเทเวศร์) ๘๑/๑ ถ.ศรีอยุธยา แขวงวชิระ เขตดุสิต กทม. ๑๐๓๐๐โทรศัพท์ ๐๒-๑๖๔๒๕๐๑ ต่อ ๑๐๐๔ ในเวลาราชการ และดูชื่อหนังสือภาคได้ที่http://bookshop.finearts.go.th/..ในราคาเพื่อการเผยแพร่สาระความรู้มรดกของแผ่นดินหอพระวชิรญาณที่เก็บเอกสารเก่า ร.๔-๕หอพระวชิรญาณที่เก็บเอกสารเก่า ร.๔-๕ตราหอพระสมุดวชิรญาณตราหอพระสมุดวชิรญาณตราพระคเณศ-หอสมุดแห่งชาติตราพระคเณศ-หอสมุดแห่งชาติตรามังกรเล่นแก้ว-โบราณคดีสโมสร

ตรามังกรเล่นแก้ว-โบราณคดีสโมสรสารบาญค้นเรื่อง-หนังสือหอสมุดฯ

สารบาญค้นเรื่อง-หนังสือหอสมุดฯบัญชีหนังสือตั้้งแต่ พ.ศ.๒๔๔๔

บัญชีหนังสือตั้้งแต่ พ.ศ.๒๔๔๔หนังสือภาคหอ-วชิรญาณ

หนังสือภาคหอ-วชิรญาณหนังสือภาคหอ-โบราณคดี

หนังสือภาคหอ-โบราณคดีหนังสือภาคหอในศูนย์ฯ

หนังสือภาคหอในศูนย์ฯศูนย์หนังสือศิลปากรศูนย์หนังสือศิลปากร

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ทับหลัง พันปี’ ภูมิความมั่นคงแห่งมาตุภูมิจากสหรัฐอเมริกา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/578082

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ทับหลัง พันปี’ ภูมิความมั่นคงแห่งมาตุภูมิจากสหรัฐอเมริกา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ทับหลัง พันปี’ ภูมิความมั่นคงแห่งมาตุภูมิจากสหรัฐอเมริกา

วันอาทิตย์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 07.05 น.

กงศุลใหญ่รับมอบคืนที่ สรอ.

การเรียกร้องโบราณวัตถุที่ถูกลักลอบออกจากประเทศนั้้น ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่ก็ไม่เคยหยุดการลักลอบขนย้ายออกไปโดยไม่มีใครรู้ จึงเป็นเรื่องน่าติดตามถึงวิธีการและความใส่ใจของคนในพื้นที่นั้้น ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๑ เป็นบทเรียนหนึ่งถึงการขอกลับคืนมาแล้วว่าต้องผ่านขบวนการกฎหมายระหว่างประเทศและการตามกลับคืนจากความร่วมมือหลายฝ่ายเป็นอย่างดี

สำหรับ ทับหลัง ๒ ชิ้น จากปราสาทเขาโล้นและปราสาทเขาน้อย แม้จะเป็นข่าวที่น่ายินดีที่ได้กลับคืน จากอีกหลายๆ ชิ้น ที่มีกลุ่มเรียกร้องเทวรูปที่ถูกลักลอบออกไป จนต้องตั้้งคณะกรรมการติดตามทำงานเกิดขึ้น แม้จะเนิ่นนานปีด้วยอะไรก็ตามต้องถือว่าเป็นความสำเร็จในความพยายามเป็นเบื้องต้นกับโบราณวัตถุอีกหลายชิ้นที่ยังลอยนวลอยู่นอกประเทศ ความสำคัญของปราสาท ๒ แห่งนั้้นต้องติดตามหลักฐานเรียนรู้กันต่อ คือ ปราสาทบนยอดเขาโล้น ชื่อเดิมเรียก พนมสันเกโคน-Phnoṃ Saṅkè Kòṅ ตั้้งอยู่บ้านเจริญสุข ตำบลทัพราช อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว เป็นปราสาทที่เป็นมรดกอารยธรรม “อังควร์พนม” ที่เหลืออยู่ในจังหวัดสระแก้ว ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาโล้น ซึ่งเป็นยอดเขาเตี้ยอยู่บนเชิงเขาสะแกกรอง มีปราสาท ๔ หลัง แต่เหลืออยู่เฉพาะหลังกลาง ส่วนปราสาทด้านหน้า ๒ หลัง และด้านหลัง ๑ หลัง ได้ปรักหักพังไปหมด ลักษณะปราสาทคล้ายกับปราสาทเขาน้อย ก่อด้วยอิฐเผามีหินทรายเป็นพื้นฐาน มีส่วนชำรุดที่ยอดของปราสาท ที่วงกบประตูหินทราย เดิมนั้้นมีจารึกอักษรโบราณและที่เสากรอบวงกบประตูมีลายบัวคว่ำบัวหงาย จากตัวปราสาทไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีสระน้ำขนาดใหญ่ ๒ แห่ง และมีแนวถนนโบราณทอดยาวจากตัวปราสาทถึงสระน้ำ รอบภูเขาลูกนี้มีลักษณะเป็นหมู่บ้านหรือชุมชนโบราณในอดีตมีจารึกภาษาสันสกฤต-เขมร ตรงกรอบประตูด้านทิศใต้ว่า“…กำเสตงศฺรีนฺฤปตีนฺทราธิปติวรมะ (Kaṃsteṅ Śrī Nṛpatīndrādhipativarma) รับพระราชทานดินแดนจากพระเจ้าสูริยวรมันที่ ๑ ได้สร้างเทวสถานไว้บนภูเขาดิน (Vnaṃ j ti) “มฤตสังชญกะ” (Mṛta Śạṅgchỵaka) เพื่อประดิษฐานรูปพระศัมภู (พระศิวะ)พระเทวีและพระศิวลึงค์ (อีศลิงคะ) เมื่อมหาศักราช ๙๒๙(พ.ศ.๑๕๕๐) และจารึกภาษาสันสกฤต-เขมรบนกรอบประตูฝั่งทิศเหนือ (K.232 N) ระบุว่า“ในมหาศักราช ๙๒๘ (พ.ศ.๑๕๔๙) หรือ ๙๓๘? นั้้น พระเจ้าสูริยวรมันที่ ๑ โปรดให้ “มรตาญโขลญศรีวีรวรมัน” (Martāñ Khloñ Śrī Vīravarman) ประดิษฐานเสาศิลาจารึก (śilāstambha) ที่ภูเขาหญ้า(āy vnaṃ ti nā) ถวายข้าทาสชายหญิงจำนวน ๘๙ คน พร้อมด้วยครัวเรือนธัญพืชและผ้าแพรพรรณชั้นดีส่วนเสาศิลา ที่ปรากฏความในจารึกK.232 N อาจหมายถึง “จารึกพระเจ้าสูริยวรมันที่ ๑” ก็ได้ต้องไปศึกษาจากจารึกนิรนามที่ได้มาจากจังหวัดสระแก้ว ซึ่งเก็บรักษาที่หอพระสมุดวชิรญาณ ทับหลังที่ได้กลับคืนเป็นรูปบุคคลรวบพระเกศาไม่สวมศิราภรณ์ นั่งชันเข่าถือพระขรรค์ในซุ้มรวยนาคสามเหลี่ยม ๕ หยัก ตกแต่งด้วยพวยกระหนกใบไม้ อยู่เหนือรูปเกียรติมุขหรือหน้ากาลคายท่อนพวงมาลัย ที่ใช้มือจับก้านแยกออกจากปากทั้งสองด้าน ส่วนปราสาทหนองหงส์นั้้นเป็นปราสาทที่สร้างขึ้นให้เป็นสัญลักษณ์ของเขาพระสุเมรุ คือเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล ความเชื่อของศาสนาฮินดู ปราสาทหนองหงส์สร้างโดยอิฐสามก้อน อยู่บนฐานสูงเหมือนตั้งอยู่บนเขาสำหรับที่ประทับของเทพเจ้า ตั้งตรงกลางของการก่อสร้างทั้งหมดนั้้นมีกำแพงแก้วเป็นปราการล้อมรอบ มีสระน้ำขนาดใหญ่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แทนสัญลักษณ์เป็นมหาสมุทร ตามรูปแบบของเทวสถานในศาสนาฮินดู ทับหลังของปราสาทนี้เป็นรูปพระยมทรงกระบือประทับเหนือหน้ากาลที่มีพวงมาลัยใบโค้งตามแบบศิลปะบาปวน อายุกว่า ๑,๐๐๐ ปี ค้นพบว่าถูกนำไปจัดแสดงในสถาบันศิลปะ “ชอง มูน ลี” รัฐแคลิฟอร์เนียสหรัฐอเมริกา การที่รัฐบาลไทยได้รับมอบทับหลังปราสาทหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์ และทับหลังปราสาทเขาโล้น จังหวัดสระแก้ว จากรัฐบาสหรัฐอเมริกา โดยมีพิธีส่งมอบโบราณวัตถุเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคมณ นครลอสแองเจลิส ระหว่างสำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ปราสาทหนองหงส์ สร้างขึ้นบนพื้นฐานคติสัญลักษณ์แห่งเขาพระสุเมรุ คือศูนย์กลางแห่งจักรวาล ความเชื่อของศาสนาฮินดู ปราสาทหนองหงส์สร้างโดยอิฐสามก้อน บนฐานสูงเหมือนตั้งอยู่บนเขาสำหรับที่ประทับของเทพเจ้าตั้งตรงกลางของการก่อสร้างทั้งหมด มีกำแพงแก้วเป็นปราการล้อมรอบ มีสระน้ำขนาดใหญ่ ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แทนสัญลักษณ์เป็นมหาสมุทร ตามคติศาสนาฮินดูสหรัฐอเมริกา (Homeland Security Investigations : HSI) ผู้ส่งมอบ และกงสุลใหญ่ณ นครลอสแองเจลิส ผู้รับมอบแทนกรมศิลปากรในนามราชอาณาจักรไทย พร้อมทั้งดูแลในการส่งทับหลังทั้งสองรายการออกจากท่าอากาศยานนครลอสแองเจลิสถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคมนี้ เป็นการประสานงานร่วมกันจนกลับคืนมายังแผ่นดินไทย ในเบื้องต้นไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เพื่อนำทับหลังทั้งสองรายการจัดแสดงให้ความรู้แก่ประชาชนโดยเปิดให้ชมนิทรรศการ “ทับหลังปราสาทหนองหงส์ และปราสาทเขาโล้น กลับคืนสู่ประเทศไทย” นับเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ที่มีภาครัฐและภาคประชาชนได้ร่วมกัน จึงเป็นบทเรียนหนึ่งที่จะต่อเชื่อมขอคืนไปยังโบราณวัตถุสำคัญอีกหลายชิ้นที่ยังแสดงอยู่ในต่างประเทศต่อไปทับหลังปราสาทเขาโล้น

ทับหลังปราสาทเขาโล้นทับหลังปราสาทหนองหงส์ทับหลังปราสาทหนองหงส์ภาพเก่าปราสาทหนองหงส์ภาพเก่าปราสาทหนองหงส์ภาพเก่าปราสาทเขาโล้นภาพเก่าปราสาทเขาโล้นรมว.วธ-ตรวจทับหลัง

รมว.วธ-ตรวจทับหลังพิธีรับทับหลังกลับคืนพิธีรับทับหลังกลับคืนพิธีบวงสรวงรับทับหลัง

พิธีบวงสรวงรับทับหลังพช.พระนคร จัดแสดงให้ชมพช.พระนคร จัดแสดงให้ชมปราสาทหนองหงส์ที่เหลืออยู่

ปราสาทหนองหงส์ที่เหลืออยู่ปราสาทหนองหงส์ปราสาทหนองหงส์ปราสาทหนองหงส์ปราสาทหนองหงส์ปราสาทเขาโล้นปราสาทเขาโล้นปราสาทเขาโล้นที่เหลืออยู่ปราสาทเขาโล้นที่เหลืออยู่

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ผ้าอยุธยา’ ภูมิต้นแบบผ้าลายอย่างราชสำนักอยุธยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/576448

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ผ้าอยุธยา’ ภูมิต้นแบบผ้าลายอย่างราชสำนักอยุธยา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ผ้าอยุธยา’ ภูมิต้นแบบผ้าลายอย่างราชสำนักอยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 08.30 น.

อาทิตยนี้ได้ตามรอยสยามไปถึงการศึกษา “ผ้าอยุธยา” ที่เกิดขึ้นจากความสนับสนุนของคณะกรรมการกิจการมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมี ดร.ดุลย์พิชัย โกมลวานิช เป็นประธานคณะกรรมการฯนั้นได้ทำให้เกิดภารกิจการศึกษา ผ้าอยุธยา-ผ้าลายอย่าง มรดกศิลป์กรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นเรื่องยากยิ่งในการถอดบทเรียนเฉพาะเรื่อง แต่ด้วยการสนใจใฝ่รู้ของ ดร.สิทธิชัย สมานชาติ รองประธาน World Crafe Council-Asia Pacific Region For Southeast Asia ซึ่งเป็นผู้รับทุน ICCR จากรัฐบาลอินเดียในการศึกษาออกแบบสิ่งทอในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกนั้น จึงทำให้สามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้ที่ได้จากการเดินทางเก็บข้อมูลเรื่องสิ่งทอไว้มากมาย อีกทั้งยังได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายผู้รู้เฉพาะเรื่องจากแหล่งผลิตผ้าแหล่งสะสม คือ อินเดีย และญี่ปุ่น จึงทำให้การศึกษาข้อมูลความรู้เรื่องผ้าอยุธยา หรือผ้าลายอย่างราชสำนักอยุธยานั้นมีความสำเร็จในการศึกษาค่อนข้างดีมาก  นับเป็นการถอดบทเรียนที่น่าสนใจ  

การแต่งกายขุนนางอยุธยา

จากการค้นหาร่องรอยผ้าลายอย่างของสมัยอยุธยาตามเส้นทางการค้าที่ทำให้เกิด “ผ้าลาย” ตามแบบอย่างที่ได้ออกแบบลายว่าจ้างผลิตซึ่งมีธรรมเนียมการค้ากับการแลกเปลี่ยนสินค้าผ้ากับช้างสยามเกิดขึ้น จนในที่สุดมีการว่าจ้างผลิตผ้าลายจากราชสำนักอยุธยาโดยติดต่อแหล่งผลิตผ้าลายในอินเดียโบราณ นอกจากนี้ ยังศึกษาไปถึงการออกแบบองค์ประกอบลวดลายของผ้าเพื่อใช้ในสังคมศักดินาที่ประกอบฐานันดรศักดิ์ในราชสำนักอยุธยา แล้วยังติดตามไปยังแหล่งผ้าลายอย่างอยุธยาที่เป็นคลังสะสมในญี่ปุ่น และแหล่งสะสมผ้าในไทยด้วย ก่อนที่จะวิเคราะห์การเสื่อมสูญแลการฟื้นฟูผ้าลายอย่างอยุธยาให้มีบทบาทในสังคมและมีการส่งเสริมภูมิปัญญาที่ทำให้เกิด “ผ้าอยุธยา” หรือ “ผ้าลายอย่าง” ตามแบบที่ราชสำนักอยุธยา ส่งผลิตจากอินเดียเข้ามาใช้ในอดีต ในสมัยอยุธยานั้นนอกจากผ้าที่ทอขึ้นใช้เองแล้ว ยังมีการสั่งซื้อผ้าจากต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศเปอร์เซีย, อินเดีย และจีน ผ้าเหล่านี้เรียกว่า “ผ้านอก” เฉพาะผ้าที่นำเข้าจากประเทศอินเดียและเปอร์เซีย ก็มักจะเรียกชื่อเมืองที่ผลิตเป็นชื่อผ้า เช่น ผ้าอัตลัด มาจากเมืองอัตลัดในอินเดีย หรือเป็นชื่อจากภาษาเดิมตามประโยชน์การใช้สอย เช่น ผ้าสุจหนี่ ผ้าเยียรบับ อินเดียนั้นเป็นประเทศหนึ่งที่รับจ้างผลิตและนำเข้าผ้ามาจำหน่ายในอยุธยา ช่างไทยจะออกแบบลวดลายส่งไปว่าจ้างช่างอินเดียในประเทศอินเดียให้เขียนและพิมพ์ตามต้นแบบซึ่งจะพบว่ามีลวดลายการเขียนเป็นลายกระเบื้อง ลายเครื่องถ้วย ส่งไปให้ช่างจีนทำในประเทศจีนนั้นใช้ลวดลายใกล้เคียงกัน และมีการผสมผสานทั้งลวดลายไทยและอินเดียส่งกลับมาขายในอยุธยาจึงเรียกผ้านี้ว่า “ผ้าลายอย่าง” และ “ผ้าลายนอกอย่าง” ในเวลาต่อมา กล่าวคือ ผ้าอยุธยาที่พบมักเป็นผ้านุ่งที่มีลายเป็นดอกดวงต่างๆ และผ้าพิมพ์ลายตามแบบที่สั่งให้พ่อค้าชาวอินเดียไปจัดทำตาม แบบและลายไทยที่นิยมสั่งนั้นได้แก่ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายพรหมก้านแย่ง ลายดารารายลายแก้วชิงดวง ลายกินรี เป็นต้น ผ้าพิมพ์ที่มีลายตามแบบลายไทยดังกล่าว เรียกว่า ผ้าลายอย่าง

การพิมพ์ผ้าลายอย่างอยุธยา

ต่อมาพ่อค้าชาวอินเดียได้คิดทำลายผ้าพิมพ์ขึ้น ตามแบบลายไทย แต่มีการนำเอาแบบลวดลายผ้าอินเดียมาผสมแต่งเติมเข้ากับลายไทย ผ้าลายดังกล่าวนี้จึงเรียกว่า ผ้าลายนอกอย่าง สำหรับลายไทยเดิมอาจจะออกแบบเพื่อใช้เป็นลายผ้ามาก่อนแล้ว จากการที่มีการศึกษาวิจัยลายพบว่าภาพจิตรกรรมฝาผนัง ใน โบสถ์ วิหาร ตลอดจนขื่ออาคารนั้นที่ตกแต่งด้วยลายดังกล่าวนั้นเข้าใจว่าเดิมคงตกแต่งโดยใช้ผ้าพิมพ์ลายอย่างหุ้มคลุมส่วนต่างๆ ในอาคาร เพื่อความสวยงาม ต่อมาเมื่อผ้าชำรุดจึงเกิดการเขียนลายผ้านั้นด้วยสีต่างๆ ลงบนขื่อหรือเพดานแทน เพื่อจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนหรือซ่อมแซม ลายบ่อยๆ ทำให้ลายประดับอาคารมีรูปแบบคล้ายลายผ้าอยู่มากมายหลายแห่ง การผลิตผ้าพิมพ์ลายนี้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ชาวอินเดียสืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนานในอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุประมาณ ๔,๐๐๐-๒,๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาล ถือเป็นแหล่งผลิตสิ่งทอสำคัญของโลกและส่งผลให้มีอุตสาหกรรมสิ่งทอในชาติต่างๆ เช่นเดียวกัน ผ้าลายอย่างราชสำนักอยุธยา ถือเป็นผ้าอยุธยาหนึ่งเดียวเช่นกันสนใจหนังสือ ผ้าอยุธยา เล่มนี้พิมพ์น้อยมาก ใครจะช่วยพิมพ์เผยแพร่กัน ติดต่อคณะกรรมการครับการย้อมผ้าและผึ่งผ้าลายอย่างการย้อมผ้าและผึ่งผ้าลายอย่างเสื้อผ้าลายอย่างอยุธยาเสื้อผ้าลายอย่างอยุธยาช่างแกะแม่พิมพ์ผ้าลาย

ช่างแกะแม่พิมพ์ผ้าลายลวดลายผ้าพิมพ์ลาย

ลวดลายผ้าพิมพ์ลายฝึกเขียนลายอย่าง

ฝึกเขียนลายอย่างเรือสินค้าจากอินเดียเรือสินค้าจากอินเดียพ่อค้าต่างชาติในอยุธยาพ่อค้าต่างชาติในอยุธยาผ้าลายอย่างอยุธยา

ผ้าลายอย่างอยุธยาผ้าลายอย่างอยุธยา

ผ้าลายอย่างอยุธยาหนังสือผ้าอยุธยาหนังสือผ้าอยุธยาดร.สิทธิชัย สมานชาติ

ดร.สิทธิชัย สมานชาติดร.ดุลย์พิชัย โกมลวานิช

ดร.ดุลย์พิชัย โกมลวานิชดร.ดุลย์พิชัย โกมลวานิชดร.ดุลย์พิชัย โกมลวานิชประชุมคณะกรรมการส่งเสริม มรภ.พระนครศรีอยุธยาประชุมคณะกรรมการส่งเสริม มรภ.พระนครศรีอยุธยา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘แหล่งถลุงเหล็กโบราณ’ ภูมิโลหะยุคก่อนประวัตศาสตร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/574864

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘แหล่งถลุงเหล็กโบราณ’  ภูมิโลหะยุคก่อนประวัตศาสตร์

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘แหล่งถลุงเหล็กโบราณ’ ภูมิโลหะยุคก่อนประวัตศาสตร์

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ฐานเตาที่ขุดพบ

อาทิตย์นี้ยังเดินตามรอยสยามกันต่อไปที่ แหล่งถลุงเหล็กโบราณที่อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ด้วยมีการศึกษาขุดค้นของ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ มาตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๖๑ ที่มีการพบร่องรอยแหล่งถลุงเหล็กโบราณไม่ต่ำกว่า๓๐ แหล่ง และมีแนวโน้มว่าจะมีการค้นพบอีกมากขึ้นหลังจากที่มีการสุ่มเก็บตัวอย่างถ่านภายในก้อน Slag จากแหล่งถลุงเหล็กโบราณไปศึกษาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ด้วยวิธี Accelerator mass spectrometry (AMS) dating ทำให้รู้ว่ากิจกรรมการถลุงเหล็กที่แหล่งนี้ ซึ่งเรียกว่า “แหล่งสิบดร” นั้นมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในช่วงราว ๒,๕๐๐-๒,๗๐๐ ปีมาแล้ว ซึ่งนับค่าอายุแหล่งถลุงโบราณแล้วมีความเก่าแก่มากที่สุดในดินแดนล้านนา ดังนั้นในปี พ.ศ.๒๕๖๒ จึงได้ขุดค้นศึกษาทางโบราณคดี แหล่งถลุงเหล็กโบราณในพื้นที่บ้านแม่ลาน ตำบลแม่ลาน อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เพื่อศึกษาอายุสมัยของ เตาถลุงเหล็กโบราณที่พบ ศึกษากรรมวิธี เทคนิค และรูปแบบเตาถลุงเหล็กโบราณ และตีความถึงระดับการผลิตของแหล่งถลุงเหล็กโบราณ จากการพบหลักฐานที่สำคัญคือฐานเตาถลุงเหล็กโบราณในพื้นที่ดั้งเดิม (in situ) ซึ่งมีลักษณะเป็นผนังเตาถลุงทำด้วยวัสดุดินเหนียวปั้นเผาไฟ ตั้งแต่ส่วนฐานที่มีช่องระบายตะกรัน จนถึงส่วนช่องเติมอากาศขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๙๐ เซนติเมตร  พบก้อนแร่เหล็กวัตถุดิบ (iron ore) เป็นแร่เหล็กชนิด Magnetiteที่ผ่านกระบวนการย่อยให้มีขนาด ๒-๓ เซนติเมตร พบตะกรันจากการถลุงเหล็ก มีทั้งรูปแบบก้อนslag ขนาดใหญ่ที่ค้างอยู่ภายในเตา และรูปแบบน้ำตาเทียนที่ถูกเจาะระบายออกมานอกเตาและชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อดิน (Earthen Ware) เนื้อหยาบ ซึ่งมักพบในแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ การวิเคราะห์หลักฐานเบื้องต้นได้มีข้อสันนิษฐานว่าโบราณวัตถุร่วมที่พบนั้นเชื่อว่าแหล่งถลุงเหล็กโบราณแห่งนี้จะมีอายุอยู่ในช่วงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ไม่ต่ำกว่า ๑,๕๐๐ ปีมาแล้วเมื่อตรวจสอบตัวอย่างถ่านตกค้างอยู่ภายในก้อนตะกรันที่ส่งไปศึกษาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ด้วยวิธี Accelerator mass spectrometry (AMS) dating ก็ได้คำตอบเกี่ยวกับอายุสมัยของแหล่งชัดเจนตรงกันส่วนกรรมวิธี เทคนิค และรูปแบบเตาถลุงเหล็กโบราณ พบว่าเป็นการถลุงเหล็กตามกระบวนการทางตรง (Direct Iron SmeltingProcess) คือ การถลุงโดยใช้ถ่านและอากาศเติมความร้อนให้กับแร่เหล็ก ทำให้ธาตุเหล็กแยกจากธาตุอื่นๆ และจับตัวเป็นกลุ่มก้อนเหล็ก (Iron Bloom) บริเวณก้นเตาถลุง โดยรูปแบบสันนิษฐานของเตาถลุงมีลักษณะ เป็นเตาถลุงรูปแบบทรงกระบอกตรงมีผนังสูง (Shaft Furnace) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง๙๐ เซนติเมตร จากการขุดค้นนั้นได้พบร่องรอยของเตาถลุงเหล็กขนาดใหญ่ทับซ้อนอยู่ในหลุมขุดค้นไม่ต่ำกว่า ๘ เตา โดยเตาถลุงมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ ๗๐-๙๐ เซนติเมตร จึงสันนิษฐานในเบื้องต้นว่าการถลุงเหล็กในพื้นที่ดังกล่าว น่าจะสร้างผลผลิตเป็นเหล็กในปริมาณค่อนข้างมากเพื่อแลกเปลี่ยนกับดินแดนภายนอก ถือเป็นค้นพบและสร้างองค์ความรู้ครั้งสำคัญ เกี่ยวกับพัฒนาทางวัฒนธรรมของผู้คนในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย จากยุคสมัยโลหะสู่สมัยการสร้างบ้านแปงเมืองในดินแดนล้านนาโดย นายยอดดนัย สุขเกษม นักโบราณคดีปฏิบัติการและคณะของสำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ จะได้เชื่อมโยงถอดบทเรียนจากแหล่งโบราณคดีเตาถลุงเหล็กแห่งนี้กับแหล่งถลุงเหล็กในพื้นที่อื่นๆที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยเฉพาะการศึกษานั้นได้มีการจำลองเตาถลุงเหล็กและวิธีกรรมตามอย่างคนโบราณ จนสามารถตีเหล็กให้เป็นอาวุธใช้การถอดแบบโครงสร้างของเตา และเรียนรู้จากหลักฐานที่มีการศึกษาเพื่อพัฒนาภูมิปัญญาของคนโบราณ และต่อยอดให้มีบทบาทสำหรับท้องถิ่นให้เกิดการเรียนรู้และเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนในอนาคตนั้น จึงเป็นภาระของชาวบ้านและหน่วยงานราชการในพื้นที่ที่จะต้องสร้างกิจกรรมจากนวัตกรรมคนโบราณที่ค้นพบนี้ไปสู่กิจกรรมส่งเสริมรายได้ในชุมชนส่วนจะสร้างกิจกรรมให้น่าสนใจไม่เถิดเทิงกันได้แค่ไหนนั้นเป็นเรื่องของความใส่ใจของพื้นที่และการถอดบทเรียนให้น่าสนใจจนเปิดประตูองค์ความรู้การถลุงเหล็กที่เก่าแก่ที่สุดของแผ่นดินให้คนรู้จัก..โดยชุมชนที่มองเห็นประโยชน์ได้จริงคณะเผยแพร่ฯกรมศิลปากร

คณะเผยแพร่ฯกรมศิลปากรข้อมูลจากการคิดค้นข้อมูลจากการคิดค้นแหล่งโบราณคดีการถลุงเหล็กแหล่งโบราณคดีการถลุงเหล็กเหล็กก้อนและตะกรันที่พบเหล็กก้อนและตะกรันที่พบสร้างแบบเตาทดลอง

สร้างแบบเตาทดลองรูปแบบเตาโบราณ

รูปแบบเตาโบราณ

ภาชนะดินเผาที่พบ

ภาชนะดินเผาที่พบทดลองตีเหล็กทดลองตีเหล็กตัวอย่างเหล็กที่ขุดพบ

ตัวอย่างเหล็กที่ขุดพบดาบที่ทดลองตีแบบโบราณ

ดาบที่ทดลองตีแบบโบราณ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘โรคระบาดแห่งสยาม’ ภูมิการแพทย์พยาบาลเพื่อชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/573289

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘โรคระบาดแห่งสยาม’ภูมิการแพทย์พยาบาลเพื่อชีวิต

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘โรคระบาดแห่งสยาม’ภูมิการแพทย์พยาบาลเพื่อชีวิต

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 08.00 น.

การสู้โรคห่าในอดีต

จากเหตุการณ์ที่ไทยเผชิญกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่กำลังแพร่กระจายทั่วโลกนั้น กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศเกี่ยวกับ โรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่ ๓) ระบุว่าโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-19) มีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หอบเหนื่อย หรือมีอาการของโรคปอดอักเสบ ในรายที่มีอาการรุนแรงจะมีอาการระบบทางเดินหายใจล้มเหลวและอาจถึงขั้นเสียชีวิตนั้น หากย้อนอดีตไปถึงการระบาดของโรคร้ายแรงในสยามแล้วมีความน่าสนใจที่เป็นบทเรียนสำคัญ ซึ่งต้องจดจำกันว่า ในกรุงศรีอยุธยา ได้เกิด “ความตายสีดำ” (Black Death)มาแล้ว จากการระบาดของกาฬโรค หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “โรคห่า” ซึ่งระบาดไปหลายประเทศทั่วโลกไม่ต่างกัน

สืบเนื่องจากการเดินทางติดต่อค้าขายทางสำเภากับชาติจีนมาแต่ครั้งก่อนตั้งกรุงศรีอยุธยา กล่าวคือเมื่อราว พ.ศ.๑๘๙๐ ในช่วงก่อนการตั้งกรุงศรีอยุธยานั้น เป็นเวลาเดียวกับการเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์โลก จากหมัดหนูที่ตัวแพร่เชื้อไปกับการเดินทางที่ติดต่อค้าขายในดินแดนต่างๆ จนทำให้มีคนป่วยกาฬโรคตาย และถูกเรียกว่า “ความตายสีดำ” ก็คือ ร่างกายผู้ป่วยจะมีสีดำคล้ำอันเนื่องมาจากเซลล์ผิวหนังที่ตายไป ส่วนอาการของผู้รับเชื้อกาฬโรคจะมีแผลขนาดเท่าไข่ไก่หรือผลส้มตรงต่อมน้ำเหลืองต่างๆ จากนั้นจะมีไข้สูง ปวดตามแขนและขา เมื่ออาการหนักจะเจ็บปวดทุกข์ทรมาน กระทั่งเสียชีวิต 

กระบองแดงเก็บสมุนไพร

ซึ่งจีนนั้นเกิดระบาดในราว พ.ศ.๑๘๗๖ จากนั้นก็แพร่สู่อุษาคเนย์ โดยมีหมัดหนูเกาะติดตัวหนูอยู่ใต้ท้องสำเภา เมื่อสำเภาเทียบท่าจอดขนถ่ายสินค้าที่แห่งใด หนูใต้ท้องสำเภาก็เอาหมัดหนูออกไปแพร่เชื้อในบ้านเมืองแห่งนั้นตลอดเส้นทางกรุงศรีอยุธยาก็เช่นกัน เกิดกาฬโรคระบาดดังปรากฏในตำนานและพงศาวดารเรื่องพระเจ้าอู่ทองหนีโรคห่า แล้วสถาปนากรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ.๑๘๙๓  ช่วงแรกนั้นเกิดกาฬโรคระบาด อยู่บริเวณเมืองอโยธยาแถววัดพนัญเชิงและวัดใหญ่ชัยมงคล ทางตะวันออกของเกาะเมือง กาฬโรคนั้นได้คร่าชีวิตทั้งคนชั้นสูง เจ้านาย ขุนนาง ข้าราชการ และไพร่ฟ้าประชาราษฎรไปเป็นจำนวนมากผู้คนที่รอดตายจากกาฬโรคจึงต้องสร้างบ้านแปลงเมืองขึ้นใหม่ มีร่องรอยในพระราชพงศาวดารว่ากษัตริย์ยุคนั้นได้ย้ายตำหนักจากที่เดิมไปอยู่ที่ใหม่ เรียกว่า “เวียงเหล็ก” บริเวณวัดพุทไธสวรรย์

เมื่อกาฬโรคระบาดสิ้นฤทธิ์หมดแล้วตามธรรมชาติในปี พ.ศ.๑๘๙๓ จึงมีการสถาปนาเมืองใหม่บนตัวเกาะว่า “กรุงศรีอยุธยา” การระบาดของโรคนั้นไม่ได้หยุดแค่กาฬโรคเท่านั้น ต่อมาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ก็เกิดการระบาดของ “อหิวาตกโรค” ในปี พ.ศ.๒๓๖๓ เรียกกันทั้งโรคป่วง และโรคลงราก ด้วยมีอาการรุนแรงและลุกลามจนคร่าชีวิตผู้คนอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เหตุการณ์ครั้งนั้นในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใกล้เคียงมีผู้เสียชีวิตมากราว ๓๐,๐๐๐ ศพ  และต่อมายังเกิดระบาดอีกในพ.ศ.๒๓๙๒ ช่วงปลายรัชกาลที่ ๓ อหิวาตกโรคนี้ระบาดอยู่ในกรุงเทพฯ อยู่ราวหนึ่งเดือน

การรักษาผู้ป่วยในอดีต

หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษรายงานข่าวว่ามีการนำผู้เสียชีวิตไปที่วัดสระเกศ ๒,๗๖๕ ศพ วัดตีนเลนหรือวัดบพิตรพิมุข ๑,๔๘๑ ศพ และวัดบางลำพู หรือวัดสังเวช๑,๒๑๓ ศพ รวมแล้วมีผู้เสียชีวิตกว่า ๕,๐๐๐ ศพ ต่อมาเกิดอหิวาตกโรคกลับมาระบาดอีกครั้งเมื่อพ.ศ.๒๔๑๖ในรัชกาลที่ ๕  ครั้งนี้เพียงเดือนเศษ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษได้รายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกมีมากถึง ๖,๖๐๐ ศพ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการรักษาโรคผ่านวิชาการแพทย์สมัยใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นยังไม่มั่นคง และเป็นความรู้ใหม่ถึงสุขอนามัย

ซึ่งสรุปได้ว่า “อหิวาตกโรค” นั้น แพร่เชื้อจากการสัญจรข้ามประเทศที่ผ่านเข้า-ออกได้อย่างง่ายดาย จนทำให้มีชาวต่างประเทศพาโรคติดต่อเข้ามาโดยไม่รู้ตัว จึงเป็นเหตุให้เมื่อปฏิรูปการปกครองจึงให้ความสำคัญกับการแพทย์และการสาธารณสุข ตั้งโอสถศาลา ตั้งโรงพยาบาล  ซึ่งทั้งยาสมุนไพรแบบเดิมและแพทย์สมัยใหม่เพื่อป้องกันและรักษาการระบาดของโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดต่างๆ และโรคเอดส์ แต่เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๓ ได้การเกิดระบาดของโควิด-๑๙ ซึ่งเป็นไวรัสตัวใหม่ที่ร้ายแรงในสยามและแพร่หลายไปทั่วโลก ดังนั้น การป้องกันรักษาจึงทำให้ต่างต้องค้นหามาตรการหยุดเชื้อและสร้างวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ครั้งนี้เป็นการระบาดทั่วโลกที่มีความสูญเสียมากที่สุด ด้วยเป็นเชื้อไวรัสที่เกิดแล้วพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ตลอดเวลา..ขอให้ทุกคนร่วมกันป้องกันและอยู่บ้านหยุดเชื้อ เพื่อชีวิตตามกันตำรารักษาโรคระบาดตำรารักษาโรคระบาดโรคห่าระบาดผู้คนตายมากมายโรคห่าระบาดผู้คนตายมากมายโอสถศาลารักษาโรคห่าโอสถศาลารักษาโรคห่าอหิวาตกโรคระบาดในสยามอหิวาตกโรคระบาดในสยามหมอยาต้มยารักษาโรคหมอยาต้มยารักษาโรคศิริราชพยาบาลศิริราชพยาบาลล่วมยาเคลื่อนที่ล่วมยาเคลื่อนที่โรคระบาดในอยุธยาโรคระบาดในอยุธยาระบาดจนคนตายมากมายระบาดจนคนตายมากมายไวรัสโควิด-๑๙ไวรัสโควิด-๑๙

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘หอศาสตราแสนเมืองฮอม’ ภูมิเหล็กเมืองลองแห่งล้านนา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/571519

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หอศาสตราแสนเมืองฮอม’ ภูมิเหล็กเมืองลองแห่งล้านนา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หอศาสตราแสนเมืองฮอม’ ภูมิเหล็กเมืองลองแห่งล้านนา

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักรบในถิ่นล้านนา

จากการพบแหล่งโบราณคดี ที่เป็นเตาหลอม โบราณในชุมชนที่เคยเป็นเมืองเก่าของล้านนานั้นทำให้ได้ตามรอยหาภูมิปัญญาการหลอมเหล็กที่เกิดขึ้นในอดีต โดยเฉพาะที่บ้านนาตุ้ม บ้านแม่ลองอำเภอลอง จังหวัดแพร่ นั้น มีหอศาสตราแสนเมืองฮอมแหล่งเรียนรู้จากอาวุธที่ทำจากเหล็กลองโบราณ และพิธีกรรมของชุมชน ที่ตั้งเตาหลอมเหล็ก ซึ่งมีบ่อเหล็กเมืองลองและเครื่องมือเครื่องใช้จากเหล็กลอง ที่สำคัญคือผู้ก่อตั้งเป็นบุคคลผู้สืบเชื้อสายมาจากอดีตแม่ทัพคนหนึ่งของเมืองลอง ผู้ทำหน้าที่เป็นหัวเมืองรักษาด่านด้านทิศตะวันออกของอาณาจักรล้านนาและเมืองนครลำปาง ดังนั้นการได้เรียนรู้การสู้ป้องกันตัวที่สืบทอดมาจากอดีตแม่ทัพเมืองลองคนสุดท้าย ทำให้ อาจารย์ภูเดช แสนสา…ได้สืบค้นและรวบรวมอาวุธโบราณตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๖ จนได้ตั้ง “หอศาสตราแสนเมืองฮอม” เพื่อระลึกถึง “เจ้าใหม่แสนเมืองฮอม” ผู้เป็นต้นตระกูล ขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๒ โดยปรับยุ้งข้าวเก่าของ สิบตรีศรีมูล มารยาทประเสริฐ เป็นอาคารจัดแสดงและสร้างหอพิพิธภัณฑ์ให้เป็นแหล่งรวบรวมอาวุธโบราณ เครื่องราง ของขลังศิลปะการต่อสู้ ตลอดจนองค์ความรู้ จากหลายบ้านหลายเมืองมารวมกันตามแนวคิดพิพิธภัณฑ์หรือแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต ที่นำคนสนใจมาสร้างกิจกรรมร่วมกันกับคนในชุมชน สามารถเข้าถึงอาวุธโบราณ และสิ่งที่ใช้ในการสู้รบซึ่งมีของชิ้นสำคัญ คือ ดาบสะหรีกัญไชย (พระขรรค์), หอกคอเงินของเจ้าเมืองลอง, สามง่ามของเจ้าฟ้าหลวงเมืองนครเชียงตุง, สะเหน้าของชาวลัวะ เป็นต้น อีกยังเรียนรู้การตีเหล็ก และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาวุธจากการฝึกสอน สาธิตศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว เช่น ฟ้อนหอก ฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิงฟ้อนไม้ค้อน และปรับประยุกต์การฟ้อนเจิง เพื่อการบำบัดและเพื่อ สุขภาพ นับเป็น “พิพิธภัณฑ์ แหล่งเรียนรู้อาวุธโบราณล้านนา ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวชาติพันธุ์ไท และบ่อเหล็กเมืองลองอย่างน่าสนใจ บ่อเหล็กเมืองลองแห่งนี้เป็นบ่อเหล็กที่มีคุณภาพดีของอาณาจักรล้านนา ดังปรากฏในค่ายว่า “มีเจ็ดสิบสอง เหล็กลองกล๋มเกลี้ยง จดจันเจียงแซ่ไว้…ห้าสิบสอง เหล็กลองไหลดั้นข่ามคงกะพัน มากนัก ถ้วนเจ็ดสิบสอง เหล็กลองแข็งนัก ต๋ำหนักมิ่งแก้วมงคล” และคำร่ำลือว่า “เหล็กดีเหล็กเมืองลอง ตองดีตองพะเยา” บ่อเหล็กเมืองลองอยู่บนภูเขาระหว่าบ้านนาตุ้มกับบ้านแม่ลอง ตำบลบ่อเหล็กลองอำเภอลอง จังหวัดแพร่ เป็นบ่อเหล็กที่ใช้ทำศาสตราวุธที่เรียกว่า ดาบสรีกัญไชย (พระขรรค์) ของกษัตริย์ล้านนา โดยเฉพาะเหล็กลองน้ำหนึ่งนั้นมีคุณสมบัติพิเศษเรียกว่า เหล็กปิวมีความเหนียว หากตีเป็นดาบที่มีความบางแล้วสามารถงอโค้งหรือขดม้วนได้ ถ้าตีเป็นดาบหนาก็สามารถตัดดาบเหล็กลองน้ำต่ำกว่าหรือดาบจากเหล็กบ่ออื่นได้

การหลอมเหล็กในอดีต

ในอดีตนั้นเหล็กเมืองลองถูกใช้เป็นส่วยถวายเจ้าผู้ครองนครลำปางปีละ ๔๐ หาบ คือ ๒,๔๐๐ กิโลกรัม และเป็นเหล็กที่ถูกนำไปสร้างรั้วล้อมพระธาตุลำปางหลวงเมืองนครลำปาง และสร้างคุ้มหลวงของเจ้าหลวงเมืองแพร่ ด้วยมีความเชื่อว่าเหล็กลองนี้มีพ่อเฒ่าหลวง ซึ่งเป็นผีอารักษ์หลวงเมืองลองรักษาอยู่ หากพกพาแล้วจะอยู่ยงคงกระพันอาวุธที่ทำจากแร่เหล็กลอง หากมีไว้ในบ้านเรือน โจรขโมยจะไม่ขึ้นบ้านเรือนและเป็นที่เกรงกลัวของภูติผี คนโบราณต่างยอมรับว่าอาวุธหรือเหล็กลองมีคุณภาพและเป็นเหล็กศักดิ์สิทธิ์ เชื่อว่ามีคุณวิเศษด้านอยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง ทุกรอบปีนั้นชาวเมืองลองได้มีพิธีกรรมเลี้ยงผีบ่อเหล็ก ๒ ครั้ง คือ เลี้ยงผีเปิดบ่อเหล็กในเดือน ๓ ขึ้น ๓ ค่ำ ช่วงเดือนธันวาคม และเลี้ยงผีปิดบ่อเหล็กในเดือน ๙ ขึ้น ๙ ค่ำ ช่วงเดือนมิถุนายน โดยพิธีกรรมเลี้ยงผีบ่อเหล็กเปิดบ่อจะประกอบพิธีกรรมที่บ่อเหล็กบนเขาหลังบ้านนาตุ้ม หมู่ที่ ๒ ตำบลบ่อเหล็กลอง ส่วนพิธีกรรมปิดบ่อเหล็กจะประกอบพิธีกรรมที่ศาลหรือโฮงจัยพ่อเฒ่าหลวง ภายในหมู่บ้านนาตุ้ม หมู่ที่ ๒ เพื่อบอกกล่าวผีอารักษ์ให้มารับรู้รับทราบว่าตั้งแต่วันนี้เวลานี้เป็นต้นไป ห้ามไม่ให้ใครเข้ามาขุดเหล็กจนกว่าจะทำพิธีเปิดบ่ออีกครั้งในอีก ๖ เดือนข้างหน้า ปัจจุบันเป็นเหล็กลองเป็นโลหะมีค่าหายากโดยเฉพาะ“ตับเหล็กลอง” คือ เหล็กที่หลอมแล้วไม่ไหม้ไฟ เปรียบเทียบกับ “ตับ” ของมนุษย์คือส่วนที่เหลือจากเผาไหม้ ถือว่า เป็นของวิเศษขลังนัก เสมอ โคตรเหล็กไหล ปานนั้นอาจารย์ภูเดช แสนสา

อาจารย์ภูเดช แสนสาชุดนักรบเมืองลองชุดนักรบเมืองลองอาวุธแบบต่างๆ ของล้านนา

อาวุธแบบต่างๆ ของล้านนาอาวุธในหอศาสตราฯ

อาวุธในหอศาสตราฯอาวุธต่างๆ ในหอศาสตราฯ

อาวุธต่างๆ ในหอศาสตราฯแหล่งโบราณคดีเตาถลุงเหล็ก

แหล่งโบราณคดีเตาถลุงเหล็กเตาถลุงเหล็กโบราณเตาถลุงเหล็กโบราณแหล่งบ่อเหล็กเมืองลองแหล่งบ่อเหล็กเมืองลองเหล็กเมืองลอง

เหล็กเมืองลองพิธีกรรมบ่อเหล็กลอง

พิธีกรรมบ่อเหล็กลองพระขรรค์แห่งล้านนาพระขรรค์แห่งล้านนาผ้ายันต์และเครื่องราง

ผ้ายันต์และเครื่องรางนักรบเมืองลอง

นักรบเมืองลองนักรบในถิ่นล้านนานักรบในถิ่นล้านนาดาบเหล็กปิวที่งอได้

ดาบเหล็กปิวที่งอได้ดาบรบล้านนา

ดาบรบล้านนา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ตำราช้างเอกสารโบราณ’ ภูมิปัญญาคชศาสตร์คู่แผ่นดิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/569933

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ตำราช้างเอกสารโบราณ’ ภูมิปัญญาคชศาสตร์คู่แผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ตำราช้างเอกสารโบราณ’ ภูมิปัญญาคชศาสตร์คู่แผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 09.10 น.

ช้างเป็นสัญลักษณ์สยาม

สืบเนื่องจากวันอนุรักษ์มรดกไทยเมื่อวันที่ ๒ เมษายน ที่ผ่านมา กรมศิลปากรโดยสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ได้นำเสนอ “ตำราช้างในเอกสารโบราณ” เป็นเอกสารที่หายากและน่าสนใจยิ่ง อาจารย์ก่องแก้ว วีระประจักษ์  ผู้เชี่ยวชาญอักษรโบราณได้ใช้เวลากับการถอดบทเรียนจากเอกสารเก่าด้วยความตั้งใจ เพราะเหตุที่ช้างกับมนุษย์ได้มีความสัมพันธ์ที่เอื้อประโยชน์ต่อกันมากว่า ๔,๐๐๐ ปี และมนุษย์ได้มีวิธีการนำช้างออกจากป่ามาใช้เป็นพาหนะที่แสดงถึงอำนาจเหนือช้างจนช้างถูกใช้เป็นอาวุธด้วยมีพลังมากกว่าสัตว์อื่นในการสู้รบ จึงมีการพัฒนาการคติความเชื่อให้ช้างกลายมาเป็น “สัตว์มงคล” คู่บารมีของผู้ครอบครอง ดังนั้นการสร้าง “ตำราคชศาสตร์” ขึ้นในดินแดนอินเดียเหนือโดยนักบวชและปราชญ์โบราณจดบันทึกพฤติกรรมของช้างไว้ แล้วนำสร้างเป็นตำราสำหรับกษัตริย์จึงทำให้ตำราคชศาสตร์จากอินเดียได้เดินทางมาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิแหล่งที่มีช้างจำนวนมากพร้อมกับคติความเชื่อทางศาสนา เทคโนโลยี การปกครอง การค้าขาย เป็นต้น ด้วยเหตุที่ตำราคชศาสตร์ถูกถ่ายทอดเรียนรู้กันในสยามประเทศ จึงมีความคล้ายคลึงกับต้นกำเนิดตำราช้างในอินเดีย ดังปรากฏว่า “หมอเฒ่า” หรือ “หัวหน้าครูช้าง” นั้นคือ “พราหมณ์พฤติบาศ” ตามคำเรียกของสันสกฤต ส่วน “ครูช้าง” นั้นคือ“พราหมณ์หัศดาจารย์” ซึ่งพราหมณ์ทั้งสองนี้จะร่วมกันในพิธีกรรมสำคัญที่เกี่ยวกับช้างโดยเฉพาะ และพลอยให้นักบวชในศาสนาฮินดูนั้นถูกเรียกเป็น พราหมณ์ ไปด้วย เช่นเดียวกับเรียกชื่อ ศาสนาพราหมณ์แทนศาสนาฮินดูจากอินเดีย  

ช้างในพระเวสสันดรชาดก

ตำราคชศาสตร์นี้เป็นตำราในคัมภีร์ไตรเพทของศาสนาฮินดู เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของช้าง แบ่งออกเป็น ๒ ตำรา คือ ตำราคชลักษณ์กล่าวถึงรูปพรรณสัณฐานของช้าง ทั้งดีและชั่ว และตำราคชกรรม กล่าวถึงตำราที่รวบรวมเวทมนตร์คาถา กระบวนการจับช้าง รักษาช้าง และการบำบัดเสนียดจัญไรต่างๆ ของช้าง นอกจากตำราคชศาสตร์แล้วสยามประเทศยังมีตำรานารายณ์ประทมสินธุ์ กล่าวถึงการกำเนิดช้างมงคลว่า พระนารายณ์บรรทมบนเกษียรสมุทร บังเกิดดอกบัวจากพระอุทรมี ๘ กลีบ๑๗๓ เกสร จึงนำไปถวายพระอิศวร ที่เขาไกรลาศพระอิศวรแบ่งเกสรดอกบัวนั้นประทานแก่ พระองค์เองพระอิศวร รับเกสรไว้ ๘ เกสร ประทานแก่ พระพรหมจำนวน ๒๔ เกสร ประทานแก่ พระวิษณุ หรือพระนารายณ์ จำนวน ๘ เกสร และประทานแก่พระอัคนีหรือพระเพลิง จำนวน ๑๓๕ เกสร ไว้อีกด้วย สร้างความเชื่อว่าพระอิศวร พระพรหม พระวิษณุ และพระเพลิงเทวดา ๔ องค์นั้นต่างสร้างช้างเผือกตระกูลต่างๆ ขึ้น๔ ตระกูล จากดอกบัว โดยหมายว่าดอกบัวให้เป็นโลกพระพรหม พระอิศวร พระวิษณุและพระอัคนีมหาเทพทั้งสี่ ทรงเนรมิตช้างจากกลีบและเกสรบัวที่พระนารายณ์ประทาน และสามารถแบ่งช้างมงคลเป็น ๔ ตระกูล ตามนามแห่งเทพหรือพระผู้เป็นเจ้าผู้ให้กำเนิด คือ ช้างตระกูลพรหมพงศ์, ช้างตระกูลอิศวรพงศ์, ช้างตระกูลวิษณุพงศ์ และ ช้างตระกูลอัคนีพงศ์ ซึ่งมีช้างในตระกูลต่างๆ ดังนี้ ช้างตระกูลพรหมพงศ์ มีตระกูลช้างไอยราพต, ช้างบุณฑริก, ช้างพราหมณ์โลหิต, ช้างกมุท, ช้างอัญชัน, ช้างบุษปทันต์,ช้างเสาวโภค, ช้างสุประดิษฐ์และช้างอีก ๑๐ หมู่ช้างตระกูลอิศวรพงศ์ มีตระกูล ช้างอ้อมจักรวาฬ,ช้างคชกรรณหัสดี, ช้างเอกทันต์, ช้างกาฬทันต์,ช้างจัตุศก, ช้างโรมทันต์,ช้างสิงหชงฆ์, ช้างจุมปราสาท, ช้างตระกูลวิษณุพงศ์ มีตระกูลช้างสังขทันต์, ช้างพะหัสดิน,ช้างชมลบ, ช้างลบชม,ช้างครบกระจอก, ช้างพลุกสดำ, ช้างสังขทันต์อีกพวกหนึ่ง, ช้างโคบุตร,ช้างตระกูลอัคนีพงศ์สร้างช้าง ๕๑ จำพวก เช่นช้างประพัทจักรวาฬ,ช้างเศวตพระพร, ช้างปทุมหัสดี, ช้างเศวตาคชราช, ช้างประทุมทันต์,ช้างประทุมทนต์, ช้างประทุมทันต์มณีจักร เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีช้างชาติอำนวยพงศ์ต่างๆ มีนามของช้างพังและลักษณะของช้างที่ให้โทษ ๘๐ ประการ ส่วนตำราคชกรรมนั้นเป็นศาสตร์โบราณที่นำไปสู่เครื่องรางของขลังและองค์ความรู้การจับช้าง การฝึกช้าง การดูแลรักษาช้าง ที่เชื่อว่าช้างนั้นมีเทวดารักษา หมอควาญหรือครูช้างต้องฝึกและเรียนรู้ที่ต้องมี “ชนัก” ติดตัวเสมอ ซึ่งสามารถหารายละเอียดจากตำราและภาพเขียนที่ปรากฏโดยเฉพาะ ส่วน “ตั๋วช้าง”นั้นต้องไปหาเอาที่อื่น เป็นเรื่องนอกตำรา ครูเฒ่าถือว่าเป็นเสนียดอ.ก่องแก้ว วีระประจักษ์อ.ก่องแก้ว วีระประจักษ์จิตรกรรมตำราช้างจิตรกรรมตำราช้างศาลเจ้าพ่อหอเชือก กรมศิลปากรศาลเจ้าพ่อหอเชือก กรมศิลปากรตำราช้างเอกสารโบราณตำราช้างเอกสารโบราณตำราช้างจากสมุดข่อยตำราช้างจากสมุดข่อยตำราช้างคัดลอกตำราช้างคัดลอกตำราช้างตำราช้างช้างหลวงใช้ในราชการช้างหลวงใช้ในราชการช้างสำคัญสมัยพระนารายณ์ช้างสำคัญสมัยพระนารายณ์ช้างศึกช้างศึกช้างมหาราชาอินเดียช้างมหาราชาอินเดียช้างเป็นสัญลักษณ์สยามช้างเป็นสัญลักษณ์สยาม

ช้างในขบวนแห่

ช้างในขบวนแห่ช้างต้นเทียบเกยช้างต้นเทียบเกยช้างจากทับหลังปราสาทช้างจากทับหลังปราสาท