ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วันเฉลิมพระนคร’ ภูมิมงคลแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/568270

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันเฉลิมพระนคร’ ภูมิมงคลแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันเฉลิมพระนคร’ ภูมิมงคลแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

วันอาทิตย์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2564, 08.15 น.

กรุงรัตนโกสินทร์

ทุกปีนั้นทุกคนรู้ว่าวันสถาปนาเสาหลักเมืองของกรุงรัตนโกสินทร์ คือวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๓๒๕ ซึ่งมีหลักฐานระบุว่า หลักเมืองนั้นมีพิธีตั้งเสาเมื่อ วันอาทิตย์ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๖ จุลศักราช ๑๑๔๔ เวลาย่ำรุ่งแล้ว ๕๔ นาฑี ปีขาล จัตวาศก นับเวลาก็ ๒๓๙ ปีแล้ว แต่พอนับวันเฉลิมพระนครหรือกรุงรัตนโกสินทร์ด้วย จึงเกิดสนใจตามรอยต่อว่าวันเฉลิมพระนครนั้นไม่น่าจะเป็นวันเดียวกับวันตั้งเสาหลักเมือง เพราะพระนครนั้นยังไม่ได้ลงหลักปักฐานอะไรนอกจากตั้งหลักเมืองเพียงแห่งเดียว จากความในพงศาวดารระบุว่า พระยาธรรมาธิกรณ์ กับพระยาวิจิตรนาวี เป็นแม่กองนำช่างและไพร่ไปกะพื้นที่จะสร้างพระนครใหม่ ณ บริเวณฝั่งบางกอกตะวันออกไว้ก่อน เมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๓๒๕ หลังจากมีการขอใช้ที่ดินแปลงผักของพระยาราชาเศรษฐีและขอให้ย้ายไปอยู่ยังที่ใหม่ทางบางกอกตอนใต้ลงไปคือบริเวณสำเพ็ง ดังนั้น ที่ดินจึงยังไม่สร้างอะไร นอกจากจะสร้างพลับพลาหรือโรงเรือนชั่วคราว

กรุงรัตนโกสินทร์

ต่อมา วันจันทร์ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๘ จุลศักราช ๑๑๔๔ ปีขาล จัตวาศก-วันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๓๒๕ จึงตั้งการพิธีปราบดาภิเษกโดยสังเขป นิมนต์ พระราชาคณะสวดพระปริตรพุทธมนต์ครบ ๓ วันแล้วในวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๓๒๕ วันรุ่งขึ้น วันพฤหัสบดี ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๘ จุลศักราช ๑๑๔๔ ปีขาล จัตวาศก-วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๓๒๕ ทำการพระราชพิธีปราบดาภิเษก สถาปนาราชวงศ์จักรี ตั้้งพระราชวงศานุวงศ์ให้มีอิสริยศักดิ์ในราชตระกูล เป็นเจ้าฟ้า๑๙ องค์ ดังนั้้นวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๓๒๕ จึงเป็นพิธีตั้้งเสาหลักเมืองเท่านั้้น ยังไม่ได้ก่อสร้างพระนคร ต่อมาพ.ศ.๒๓๒๖ พระเจ้าอยู่หัวแผ่นดินต้น คือรัชกาลที่ ๑ จึงโปรดฯให้เริ่มลงมือสร้างพระนครครั้งนั้นทรงโปรดฯ ให้ตั้้งกองสักเลกไพร่หลวงสมกำลังและเลกหัวเมืองทั้้งปวง เกณฑ์ทำอิฐขึ้นใหม่บ้างให้รื้ออิฐกำแพงเมืองกรุงเก่าลงมาบ้าง ลงมือสร้างพระนคร…ฯลฯ สร้างกำแพง ป้อม ประตูรอบพระราชวังสร้างพระปราสาทราชมณเฑียร พระอารามในพระราชวัง สร้างกำแพงและพระราชมณเฑียรของพระราชวังบวรสถานมงคล ใช้เวลากว่า ๓ ปี แล้วจึงมีพิธียกยอดปราสาทพระที่นั่งอัมรินทรภิเษกมหาปราสาทที่สร้างสำเร็จแล้วในวันศุกร์ เดือน ๔ ขึ้น ๑๐ ค่ำ ปีมะโรง ฉศก จุลศักราช ๑๑๕๖-วันที่ ๑๗กุมภาพันธ์ ๒๓๒๘ เมื่อพระอารามคือวัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระราชวังสร้างเสร็จ จึงมีพิธีอัญเชิญพระแก้วมรกตประดิษฐานในพระอุโบสถ เมื่อวันเสาร์ เดือน ๔ แรม ๑๐ ค่ำ ปีะมะโรง ฉศก-วันที่ ๕ มีนาคม๒๓๒๘ ต่อมาจึงมีการเฉลิมฉลองพระนครและฉลองวัดพระแก้วมรกตครั้้งแรกในเดือน ๖ เดือนมิถุนายน จุลศักราช ๑๑๔๗ ปีมะเส็ง สัปตสก ขณะเดียวกันนั้นได้มีการสร้างเบญจราชกกุธภัณฑ์และเครื่องประกอบพระอิสริยยศสำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพร้อมไปกับการสร้างพระนครนั้้นได้จัดสร้างครบถ้วนตามราชประเพณีแล้ว

กรุงรัตนโกสินทร์เมื่อแรกตั้้ง

ดังนั้้นใน พ.ศ.๒๓๒๘ จุลศักราช ๑๑๔๗ ปีมะเส็งสัปตศก จึงได้มี พระราชพิธีบรมราชาภิเษกให้เต็มตามแบบแผนราชประเพณี ให้เป็นพระเกียรติยศและเป็นศรีสวัสดิมงคลแก่บ้านเมือง เป็นที่เจริญสุขแก่ไพร่ฟ้าประชาราษฎรทั่วไป…ประมาณว่าพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งนี้กำหนดในเดือนมิถุนายน เช่นเดียวกัน แต่ไม่พบหลักฐานระบุวันพระราชพิธีพบแต่การจัดพระราชพิธีฯเต็มรูปแบบตามอย่างตำราที่สืบทอดมาแต่ครั้้งอยุธยา ด้วยเหตุนี้งานเฉลิมพระนครและฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ครั้้งที่ ๒ เมื่อพ.ศ.๒๓๕๒ จึงเป็นงานใหญ่ที่จัดขึ้นเมื่อ วันศุกร์ เดือน ๖ แรม ๗-ไปจนถึงขึ้น ๒ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๗๑ ให้เป็นการเฉลิมพระนคร-ฉลองพระอาราม ที่พระเชตุพน พระแก้วมรกต พระเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุ ที่สร้างเสร็จแล้ว จึงเป็นงานเฉลิมฉลองสำคัญ มีการตั้้งสวดพระพุทธมนต์ นิมนต์พระสงฆ์วันละ ๒,๐๐๐ รูป มีการแบ่งพระสงฆ์รับพระราชทานฉันและตั้้งโรงฉ้อทาน มีรายละเอียด รายชื่อระบุผู้ปฏิบัติการฉลองจนจบงาน ดังนั้นปี พ.ศ.๒๓๕๒ จึงเป็นการเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครั้งแรก หลังจากที่ตั้งเสาหลักเมือง สร้างพระราชวัง หมู่ปราสาทราชมณเฑียรและพระอาราม ประดิษฐานพระแก้วมรกต สร้างเครื่องเบญจกกุธราชภัณฑ์ และมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามราชประเพณีโบราณ ครบถ้วนทุกประการแล้ว ส่วนจะครบรอบปีอะไรหรือเป็นวันกรุงเทพมหานครวันไหนนั้น ต้องคิดกันใหม่ให้ถูกต้องถูกความพระเจ้าแผ่นดินต้น (รัชกาลที่ ๑)พระเจ้าแผ่นดินต้น (รัชกาลที่ ๑)ปราบดาภิเษก รัชกาลที่ ๑ปราบดาภิเษก รัชกาลที่ ๑พระบรมมหาราชวังพระบรมมหาราชวังพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระราชพิธีบรมราชาภิเษกประตูพระบรมมหาราชวังประตูพระบรมมหาราชวังฉลองพระอารามฉลองพระอารามเฉลิมฉลองพระนครเฉลิมฉลองพระนครตั้งเสาหลักเมืองตั้งเสาหลักเมืองเบญจราชกกุธราชภัณฑ์เบญจราชกกุธราชภัณฑ์พระแก้วมรกตพระแก้วมรกตอัญเชิญพระแก้วมรกตอัญเชิญพระแก้วมรกตวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

วัดพระศรีรัตนศาสดารามราชวงศ์จักรีราชวงศ์จักรีภาพวาดกรุงรัตนโกสินทร์ภาพวาดกรุงรัตนโกสินทร์เมืองบางกอกเมืองบางกอก

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ความบันเทิงไทย’ ภูมิของคนท่องกรุงเทพราตรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/566606

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ความบันเทิงไทย’ภูมิของคนท่องกรุงเทพราตรี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ความบันเทิงไทย’ภูมิของคนท่องกรุงเทพราตรี

วันอาทิตย์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2564, 08.15 น.

ถนนราชดำเนินแหล่งไน้ทคลับรุ่นแรก

จากวิกฤตการณ์ฉุกเฉินที่ต้องร่วมป้องกันการแพร่เชื้อนั้น ทำให้ทุกคนต้องกักตัวอยู่บ้านสิ่งที่เป็นเพื่อนในยามนี้มักเป็นรายการบันเทิงจากสื่อทีวีและสื่อออนไลน์ ถนนบันเทิงต่างต้องปิดตัวตามกัน ทำให้ย้อนระลึกถึงภูมิความบันเทิงของคนไทยแต่ละยุคสมัยในอดีต ซึ่งเป็นความสนุกสนานเบิกบานใจที่ได้ร่วมชื่นชมสิ่งบันเทิงที่เรียกรวมว่า มหรสพ นั้นด้วยกัน สมัยสุโขทัยความสนุกของผู้คนก็คงอยู่กับเสียงกลองเสียงร้องแล้วลุกขึ้นเต้นลุกขึ้นรำตามพิธีการ ด้วยความเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์น่าจะยินดีกับการร่ายรำ ทำให้นึกไปถึงท่ารำของพระศิวะนาฏราชและนางอัปสราที่เห็นอยู่ตามผนังปราสาทขอม หรือท่านั่งของฤๅษีนักพรตเจ้าพิธี บวงสรวงในวาระสำคัญ ซึ่งมีการสืบต่อกันเป็นประเพณีพิธีการมาถึงสมัยอยุธยา ส่วนจะมีการเล่นการแสดงให้คนหมู่มากมาชม-มาดูกันนั้นอยู่ที่บทบาทผู้แสดง

ในสมัยอยุธยานั้นมีการละเล่นหลายอย่างเกิดขึ้นมากมาย ตามวรรณคดีที่มีการแต่งขึ้นหลายเรื่อง และถูกนำไปเล่นเป็น ละครใน ละครนอกละครชาตรีและโขน ในจดหมายเหตุลาลูแบร์ที่บันทึกการเดินทางมาเมื่อ พ.ศ.๒๒๓๐ นั้นได้พูดถึงการแสดงละครของอยุธยาไว้ ส่วนสถานที่แสดงก็คงใช้สนามหลวง ลานบ้านของเจ้านายตลอดจนใช้ลานวัด โดยเฉพาะ ละครในวัง นั้นใช้ผู้หญิงแสดง นิยมนำเรื่องจากรามเกียรติ์ อิเหนา อุณรุท สังข์ทอง สังข์ศิลป์ชัย ไชยเชษฐ์ คาวี มณีพิชัย ไกรทอง ส่วน ละครนอกวัง ใช้ผู้ชายแสดงล้วน นิยมเรื่อง แก้วหน้าม้า จันทโครพลักษณวงศ์ เล่นบันเทิงเถิดเทิงให้ดูกันอย่างนี้เช่นเดียวกันการสวดดิเกร์ที่ใช้สวดในพิธีของเปอร์เซียจากอยุธยาก็พัฒนามาเป็นลิเกหรือจิเกขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๒ ต่อมา พ.ศ.๒๔๒๓จึงมีการใช้คำสวดนั้นมาร้องเป็นลำนำ แต่งเรื่องเล่นและใช้ดนตรีประกอบการแสดงกันจนแยกลิเกเป็นประเภทต่างๆ กล่าวคือ นำรำมะนามาใช้กับลิเกบันตน นำวงปี่พาทย์และการร้องรำในลิเกบอกบท นำการแต่งองค์ทรงเครื่องและร้องออกภาษาใน ลิเกทรงเครื่อง ใช้เฉพาะรำมะนา ฉิ่ง กรับ เล่นใน ลิเกป่า ที่นิยมทางใต้ไม่แพ้ การแสดงโนรา ที่เกิดขึ้นก่อนใครในทางใต้เช่นกันลิเกที่เปิดวิกแสดงรู้จักกันดีเป็นคณะของ พระยาเพชรปาณี เดิมใช้ผู้ชายล้วนแสดง ต่อมา ดอกดิน เสือสง่า ได้ให้ ละออง ลูกสาวเล่นเป็นนางเอก จึงทำให้เกิดการแสดงแบบชายจริง-หญิงแท้ขึ้นโดย หอมหวล นาคสิริ มาจนบัดนี้

เต้นรำบางปู  

หลังจากที่ฟื้นฟูละครเก่าในสมัยกรุงธนบุรีนำเรื่องรามเกียรติ์มาเล่นละคร โขนแล้ว สมัยกรุงรัตนโกสินทร์นั้นได้ฟื้นฟูบทละครสำหรับแสดงหลายเรื่อง ในรัชกาลที่ ๕ มี ละครพันทาง ละครดึกดำบรรพ์เกิดขึ้น มีละครปรีดาลัย และละครคณะอื่นๆ เช่นคณะหลวงวิชิตณรงค์ คณะหมื่นเสนาะภูบาล คณะหมื่นโวหารภิรมย์ คณะหลวงพิพิธวาที คณะแม่บุนนาค เป็นต้น จนถึงรัชกาลที่ ๖-๗ มี ละครพูด ละครร้อง ละครเวที และ ภาพยนตร์ ทำให้มีการสร้าง โรงมหรสพหลวง ศาลาเฉลิมกรุงเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๗๓ สร้างเสร็จแล้วฉายหนังเรื่อง มหาภัยใต้ทะเล เป็นเรื่องแรกในเดือนมิถุนายน ๒๔๗๖ ต่อมามี โรงหนังศรีกรุง ฉายเรื่อง ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๔๗๗ โรงหนังวัฒนากร-แคปปิตอล ฉายเรื่อง สาวเครือฟ้า๒๖ พฤษภาคม ๒๔๗๗ ฉายเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ๙-๑๑ ตุลาคม ๒๔๗๗ พอเกิดสงครามก็จัดละครเวทีศาลาเฉลิมกรุงแทน เวทีนี้เกิดคนบันเทิงที่มีชื่อเสียงหลายคนเช่น จอก ดอกจันทร์, ฑัต เอกฑัต,ครูเนรมิตร เป็นต้น เมื่อสงครามสงบ พ.ศ. ๒๔๙๒ ศาลาเฉลิมกรุง จึงกลับมาฉายหนังครั้งเรื่องแรกคือสุภาพบุรุษเสือไทย เป็นหนังที่มีรายได้สูงสุดกว่า๓ แสนบาท ในสมัยนั้น พ.ศ.๒๕๐๔-๕ ความบันเทิงใหม่ที่เกิดตามนั้นคือไนท์คลับ ตั้งชื่อตามหนังฝรั่งดังไนท์คลับแห่งแรก คือ โลลิต้า ต่อมามีไนท์คลับเกิดตามมาอีก ได้แก่ สีดาคลับ อเล็กซานดรา มูแลงรูจโรฟีโน่ ซูซี่วอง ซึ่งล้วนเป็นคลับที่มีนักร้องชั้นนำ ดนตรี และคู่เต้นรำที่เป็นพาร์ทเนอร์ จึงทำให้ถนนของคนท่องกลางคืน เฉพาะถนนราชดำเนินนั้นเป็นแหล่งที่นิยมกันมากกว่าแหล่งอื่นๆ สำหรับใช้ฟังเพลงเต้นรำแล้วก่อนกลับบ้านก็แวะร้าน ข้าวต้มรอบดึก หน้าวัดบวรฯ หรือสกายไฮ…จึงไม่มีดริ้งค์ละพันเกิดขึ้นเหมือนคนเที่ยวคลับวันนี้ ละครชาตรี

ละครชาตรีลิเกลิเกนักร้องนักดนตรีไนท์คลับ

นักร้องนักดนตรีไนท์คลับบาร์เหล้าในอดีต

บาร์เหล้าในอดีตโรงละครปริ้นเธียเตอร์โรงละครปริ้นเธียเตอร์วิกลิเกพระยาเพชรปาณีวิกลิเกพระยาเพชรปาณีโลลิต้า ไนท์คลับแห่งแรกโลลิต้า ไนท์คลับแห่งแรกลีลาศแบบเดิมที่บางปูลีลาศแบบเดิมที่บางปูลิเกเรื่องวงษ์สวรรค์

ลิเกเรื่องวงษ์สวรรค์ละครในละครในละครไทยละครไทยศาลาเฉลิมกรุงศาลาเฉลิมกรุง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ประพาสพิพิธภัณฑ์’ ภูมิเรียนรู้ประวัตศาสตร์แผ่นดิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/565286

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ประพาสพิพิธภัณฑ์’  ภูมิเรียนรู้ประวัตศาสตร์แผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ประพาสพิพิธภัณฑ์’ ภูมิเรียนรู้ประวัตศาสตร์แผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ท้องพระโรงวังหน้า

วันที่ ๒-๘ เมษายนนั้น เป็นสัปดาห์ของงานวันอนุรักษ์มรดกไทย ที่กระทรวงวัฒนธรรมโดยกรมศิลปากรนั้นได้มีการเปิด อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครในวันแรก หลังจาก นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร นางสาวนิตยา กนกมงคล ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและคณะได้ดำเนินการปรับปรุงตามโครงการอนุรักษ์และพัฒนาวังหน้า ภายใต้แผนยุทธศาสตร์แผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว และเพื่ออนุรักษ์อาคารโบราณสถาน พัฒนาการจัดแสดงนิทรรศการถาวรทั้งด้านหน้าเนื้อหาวิชาการที่มีความก้าวหน้ามีรูปแบบการจัดแสดงที่ทันสมัยตามแบบพิพิธภัณฑ์สากล

การจัดแสดงที่อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็นอาคารสองชั้น ที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดอาคารจัดแสดงเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๑๐ นิทรรศการภายในอาคารหลังนี้เดิมจัดแสดงเรื่องประวัติศาสตร์ศิลปะในยุคแรกสร้างในปี ๒๕๖๐ นั้นอาคารหลังนี้ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงปี ๒๕๖๓ โดยจัดห้องแสดงใหม่ทั้งหมด โดยนำเสนอเนื้อหาประวัติศาสตร์โบราณคดี ผ่านการจัดวางโบราณวัตถุที่พบในแหล่งโบราณคดี โบราณวัตถุรับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ และรับมอบจากส่วนราชการต่างๆ ในประเทศไทย รวมจำนวนกว่า ๑,๐๐๐ รายการ โดยจัดวางแบบพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ทำให้ผู้ชมสามารถเห็นได้รอบด้าน หรือ ๓๖๐ องศา ด้วยการจัดแสงเงา และสื่อมัลติมีเดียประกอบการนำเสนอข้อมูลเชิงลึก จัดตั้งระบบควบคุมสิ่งแวดล้อมเพื่อรักษาสภาพโบราณวัตถุให้มั่นคง   

พิธีเปิดอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์

โดยแบ่งห้องแสดงในพื้นที่ ๒,๘๐๐ ตารางเมตรตามเนื้อหาแต่ละยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ คือ ห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีล้านนา นำเสนอเรื่องราวของรัฐสำคัญทางภาคเหนือ ทั้งด้านกลุ่มชนประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ การปกครอง ศาสนา และศิลปกรรม ที่เจริญอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๑ และสืบต่อถึงสมัยนครเชียงใหม่ โบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่จัดแสดง ได้แก่ พระพุทธรูปสกุลเชียงแสน หรือสิงห์ ที่เป็นเอกลักษณ์ของศิลปะและตำนานความศรัทธาของชาวล้านนา ที่แพร่ขยายมาสู่นครรัฐไทยในเวลาต่อมา เครื่องถ้วยจากแหล่งเตาภาคเหนือ และจากการสำรวจพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนภูมิพลในอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งสะท้อนเส้นทางการค้า พื้นฐานเศรษฐกิจสำคัญของล้านนา เป็นต้น ห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีสุโขทัย นำเสนอเรื่องราวความรุ่งเรืองของอาณาจักรสุโขทัย ทั้งด้านการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ ศาสนา และศิลปกรรม ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจไปในทุกนครรัฐไทย จนถึงสมัยปัจจุบัน โบราณวัตถุชิ้นสำคัญได้แก่ศิลาจารึก หลักที่ ๑ อันเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกโดยยูเนสโก พระพุทธรูปปางลีลา อันเป็นเอกลักษณ์แห่งศิลปะสุโขทัย ซึ่งเป็นยุคทองของศิลปกรรมที่งดงาม ห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีกรุงศรีอยุธยา พื้นที่จัดแสดงแบ่งเป็น ๓ ส่วน จัดวางประจักษ์พยานที่สะท้อนความเจริญรุ่งเรืองทุกด้านของกรุงศรีอยุธยา ศูนย์อำนาจในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๔ ซึ่งเป็นพื้นฐานโครงสร้างสังคมไทยที่สืบเนื่องมาถึงปัจจุบันห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีกรุงรัตนโกสินทร์แบ่งการจัดแสดงออกเป็นสองยุค ห้องแรก นำเสนอเรื่องราวของกรุงธนบุรี การก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ที่มีการฟื้นคืนบ้านเมืองให้มีความสมบูรณ์ในด้านต่างๆ ตามแบบแผนของกรุงศรีอยุธยา สืบยุคสมัยในรัชกาลที่ ๒-๓ ห้องที่สอง เป็นเรื่องการพัฒนาบ้านเมืองเข้าสู่สมัยใหม่ตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ ๔ จนถึงสมัยปัจจุบัน เป็นจุดเชื่อมเรื่องราวของประวัติศาสตร์โบราณคดีให้เกิดการเรียนรู้สู่ความเจริญทางศิลปวัฒนธรรมที่นำไปสู่นิทรรศการศิลปกรรมประเพณีไทยที่จัใน อาคารหมู่พระวิมาน พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์โรงราชรถ ตำหนักแดง และสถาปัตยกรรมต่างๆของวังหน้า โดยเฉพาะบรรยากาศท้องพระโรงของพระราชวังบวรสถานมงคลในอดีตเช่นเดียวกันการเรียนรู้ประวัติศาสตร์โบราณคดีจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ทุกแห่งทั่วประเทศ จึงมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยศิลปวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมสำคัญที่สร้างองค์ความรู้จากนักวิชาการที่มีความรู้เฉพาะเรื่องให้กับแผ่นดินของพระราชทานของพระราชทานห้องสมัยอยุธยา

ห้องสมัยอยุธยาศิลปะรัตนโกสินทร์

ศิลปะรัตนโกสินทร์พระศิลาขาว ศิลปะทวารวดี

พระศิลาขาว ศิลปะทวารวดีพระพุทธรูปปางลีลาสุโขทัย

พระพุทธรูปปางลีลาสุโขทัยฉากเขียนลายกำมะลอฉากเขียนลายกำมะลอจารึกสมัยสุโขทัย

จารึกสมัยสุโขทัยจารึกและเทวรูปสำคัญ

จารึกและเทวรูปสำคัญจารึกลานทองจารึกลานทองเครื่องเบญจรงค์อยุธยา

เครื่องเบญจรงค์อยุธยา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองลอง’ ภูมิสีสันผ้าทอ-บ่อเหล็กลองของล้านนา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/563722

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองลอง’ ภูมิสีสันผ้าทอ-บ่อเหล็กลองของล้านนา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองลอง’ ภูมิสีสันผ้าทอ-บ่อเหล็กลองของล้านนา

วันอาทิตย์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ห้องแสดงความรู้

ด้วยความเข้มแข็งจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นภาคเหนือ การจัดงานมหกรรมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นล้านนา “มหัศจรรย์สีสันเส้นด้ายลายผ้าล้านนา” เมื่อวันที่ ๒๕-๒๗ มีนาคม ๒๕๖๔ที่ผ่านมาจึงได้รับการสนับสนุน จากศูนย์มนุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) โดย ดร.นพ.โกมาตรจึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการ ร่วมกับ อาจารย์โกมลพานิชพันธ์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอลอง และเครือข่ายฯนั้น ทำให้อาทิตย์นี้ได้ติดตามงานที่จัดขึ้นในบริเวณวัดศรีดอนคำ อ.ลอง จ.แพร่ งานนี้ได้ยกเอาผ้าเมืองลอง เหล็กลองของหายากและภาพเก่ามาจัดให้เห็นเป็นเรื่องราวเช่น ๑.ผ้าแห่งศรัทธา ๒.นานาเครื่องหย้อง (เครื่องประดับ)๓.ผ้าพี่น้องชนเผ่า ๔.ภาพเก่าคนเมือง ๕.ลือเลื่องผ้าเมืองลอง โดยผ่านการแสดงทางวัฒนธรรมการเสวนาวิชาการ การสาธิต และการจำหน่ายสินค้าทางวัฒนธรรม ผ้าพื้นเมือง ผ้าล้านนาจนเป็นจุดเด่นในมิติของมานุษยวิทยา ทำให้เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเครือข่ายกับชุมชนในแหล่งเรียนรู้สำคัญ ที่ทำให้รับรู้ว่าอำเภอลองนี้มีประวัติศาสตร์ของพื้นที่ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีแหล่งทรัพยากรสำคัญคือ บ่อเหล็กลองที่เป็นแหล่งโบราณคดีที่ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ พบเตาถลุงเหล็กโบราณ๑๐ เตา ในพื้นที่บ้านนาตุ้ม หมู่ที่ ๑ ตำบลบ่อเหล็กลองอำเภอลอง อันเป็นแหล่งถลุงเหล็กของเมืองลองโบราณ

เคริอข่ายพิพิธภัณฑ์ภาคเหนือ

เมื่อหาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ด้วยวิธีเรืองแสงความร้อน (TL) ได้ค่าอายุอยู่ประมาณ พ.ศ.๒๑๑๕-๒๑๔๘ ตรงกับปลายสมัยพระนางวิสุทธิเทวีหรือสมเด็จเจ้าราชวิศุทธ กษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์มังราย (พ.ศ. ๒๑๐๑-๒๑๒๑) ต่อเนื่องจนถึงสมัยมังนรธาเมงสอ (พ.ศ. ๒๑๒๒-๒๑๕๐) ราชวงศ์ตองอูปกครองล้านนา ดังนั้นบ่อเหล็กลองแห่งเดียวนี้ของเมืองลองจึงเป็นวัตถุมงคลที่ถูกนำมาใช้สร้างศาสตราวุธและใช้เป็นเครื่องรางของขลังสำหรับนักรบโบราณด้วย ดังนั้นร่องรอยของการเป็นเมืองลองโบราณก็คือเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญทางใต้ของล้านนา ในยุคนั้นมีชื่อเรียกว่า เมืองเชียงชื่นซึ่งเป็นเมืองด่านสำคัญ ควบคุมเส้นทางระหว่างล้านนากับสุโขทัย สมัยพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์ล้านนาองค์ที่ ๙ (พ.ศ.๑๙๘๔-๒๐๓๐) นั้นได้ขยายล้านนาด้านตะวันออกมายังเมืองแพร่ เมืองน่านและทำสงครามกับอยุธยา เมืองลองจึงมีความสำคัญทั้งด้านจุดยุทธศาสตร์การคมนาคมและการรบที่สำคัญคือเป็นเมืองที่มี เหล็ก ทองแดง ทองเหลือง ทองคำ เงิน ตะกั่ว และพลอย เป็นทรัพยากรสำคัญที่ทำให้ไม่เคยทิ้งร้างจึงมีผู้คนอาศัยอยู่อย่างต่อเนื่องก่อนมีการตั้งเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่นั้น มักมีเมืองที่ถูกตั้งขึ้นก่อน ปัจจุบันเมืองต่างๆ นั้นเป็นอำเภอไปหมด เช่น เมืองงาว เมืองแจ้ห่ม เมืองเชียงของเมืองเชียงคำ เมืองเชียงดาว เมืองเถิน เมืองเทิง เมืองปัวเมืองฝาง เมืองพร้าว เมืองพาน เมืองลอง เมืองสองและเมืองฮอด ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งมีอยู่ ๕๗ หัวเมืองสำคัญของล้านนา

นพ.โกมาตร-อจ.โกมล ผู้ร่วมจัดงานมหกรรม

ด้วยเหตุที่ชาวเมืองลองโบราณนั้นเป็นชาวไทยยวนหรือชาวไทยโยนก จึงมีวิถีวัฒนธรรมเช่นเดียวกับเมืองอื่นในล้านนา โดยเฉพาะการแต่งกายนั้นยังรักษารูปแบบการทอผ้าในรูปแบบของตนเอง ผู้หญิงไทยยวนนิยมแต่งกายด้วยผ้าซิ่นทอชนิดต่างๆ และผ้าซิ่นตีนจกเป็นผ้าซิ่นที่ทอขึ้นเพื่อใช้ในงานสำคัญ โดยวัสดุที่ใช้ในการทอมีทั้งที่เป็นฝ้ายไหม ดิ้นเงิน ดิ้นทอง ทอเป็นผ้าลวดลายสวยงาม การทอผ้าตีนจกของชาวเมืองลองนั้นสันนิษฐานว่าสืบต่อรุ่นกันมานานมากกว่า ๒๐๐ ปีจากหลักฐานภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ วัดเวียงต้าตำบลเวียงต้า อำเภอลอง ที่วาดโดยช่างพื้นบ้านซึ่งเป็นจิตรกรรมเวียงต้า ที่สะท้อนวิถีชีวิตความเชื่อและการแต่งกายของชาวบ้านเวียงต้า ในยุคนั้นจากภาพจะเห็นผ้าถุงที่ผู้หญิงในภาพใช้สวมใส่เป็นซิ่นตีนจก และภาพถ่ายเจ้านายฝ่ายหญิงของเมืองแพร่ในสมัยก่อน พ.ศ.๒๔๔๕ พบว่า ผ้าซิ่นที่ใช้สวมใส่จะมีเชิงซิ่นเป็นตีนจก แบบเดียวกับซิ่นตีนจกที่ทอขึ้นโดยช่างทอผ้าชาวเมืองลอง จึงไม่แปลกใจที่เมืองนี้มีช่างทอผ้า ประนอม ทาแปง เป็นศิลปินแห่งชาติ และ อาจารย์โกมล พานิชพันธ์ ผู้สร้างสรรค์งานผ้าทอเมืองลองจนมีชื่อเสียงรู้จักกันดีผ้าทอชื้นงาม

ผ้าทอชื้นงามกลองสะบัดจากเยาวชน

กลองสะบัดจากเยาวชนสาธิตการทอผ้าสาธิตการทอผ้าพิพิธภัณฑ์ผ้าโกมลพิพิธภัณฑ์ผ้าโกมลผ้าแห่งศรัทธา

ผ้าแห่งศรัทธาผ้าทอโบราณห่อคัมภีร์ผ้าทอโบราณห่อคัมภีร์เตาเผาโบราณเมืองลอง

เตาเผาโบราณเมืองลองดนตรีของล้านนา

ดนตรีของล้านนาชุดชนเผ่าพื้นเมือง

ชุดชนเผ่าพื้นเมืองจิตรกรรมวัดเวียงต้า

จิตรกรรมวัดเวียงต้าเครื่องประดับเครื่องประดับเหล็กลอง

เหล็กลอง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ภูพระบาท’ แหล่งเรียนรู้โบราณคดี-พิธีกรรมโบราณ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/562164

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ภูพระบาท’ แหล่งเรียนรู้โบราณคดี-พิธีกรรมโบราณ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ภูพระบาท’ แหล่งเรียนรู้โบราณคดี-พิธีกรรมโบราณ

วันอาทิตย์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เพิงพระพุทธรูป

ด้วยความสำคัญของอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท บ้านติ้ว ต.เมืองพาน อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ที่ถูกเตรียมการเสนอเป็นมรดกโลกนั้นได้รับความสนใจใคร่รู้ของนักท่องเที่ยวมาก จึงมีการพัฒนาและยกระดับให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวมาตรฐานระดับสากล เป็นการเตรียมความพร้อมในการขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก หลังจาก “อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท”แห่งนี้ได้ขึ้นบัญชีชั่วคราวรับการประเมินเป็นมรดกโลก ตั้งแต่ ๑ เมษายน ๒๕๔๗ แล้ว และผู้เชี่ยวชาญ ICOMOS ลงพื้นที่๑๗-๒๔ กันยายน ๒๕๕๘ และมีการส่งข้อมูลเพิ่มเติมตามคำขอ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ต่อมา ICOMOS ส่งรายงานการประเมินฉบับสมบูรณ์เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๙ เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ กรุงอีสตันบูล ประเทศตุรกี ระหว่าง ๑๐-๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๙ แต่ไทยขอถอนตัวเพราะเชื่อว่าเอกสารนั้นยังไม่สมบูรณ์ จึงทำให้คณะรัฐมนตรีประชุมตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนฯนำเสนออีกครั้งเมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๒ เพื่อจัดทำข้อมูลเพิ่มเติมเสนอเป็นมรดกโลกต่อไป

อาทิตย์นี้จึงได้ติดตามการพัฒนาแหล่งโบราณคดีขนาดใหญ่แห่งนี้ไปที่เขตอุทยานแห่งชาติภูหินจอดธาตุ-ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีพื้นที่ ๓,๔๓๐ ไร่  อันเป็นแหล่งสำคัญที่พบหลักฐานทางโบราณคดีและโบราณสถานตั้งอยู่ทั่วบริเวณดังกล่าวมากมาย ซึ่งสามารถบอกเรื่องราวในอดีตตั้งแต่ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งมี ๕๔ แห่งที่นับว่ามีมากที่สุดในประเทศไทย และจากการที่มีเพิงผาหน้าหินขนาดใหญ่นั้นทำให้มีการปรับใช้พื้นที่ให้เป็นโบราณสถานและวัดในสมัยอาณาจักรลานช้างมากกว่า ๗๐ แห่ง ซึ่งมีรอยพระพุทธบาทสำคัญตั้งอยู่ ๓ รอย อันมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงวัฒนธรรมตำนานและศิลปกรรมกับพระธาตุพนม

คณะผู้รับผิดชอบพื้นที่

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดสถานที่ดังกล่าวเป็น“อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท” เมื่อวันที่๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๕  จากวันนั้นจนวันนี้ ภูพระบาทได้มีการพัฒนาพื้นที่และจัดตั้ง “ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท” ขึ้นและทำพิธีเปิดใช้ในวันที่ ๑๙ มีนาคมนี้ เรื่องนี้กระทรวงวัฒนธรรมโดย นายประทีป เพ็งตะโกอธิบดีกรมศิลปากร ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ๑๕.๓๔ ล้านบาท จากงบยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตามแผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว กีฬา และวัฒนธรรม มาพัฒนาและปรับปรุงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเดิม เพื่อเพิ่มศักยภาพอาคารปฏิบัติการและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มารับบริการ เป็นการยกระดับเป็นแหล่งท่องเที่ยวมาตรฐานสากล และเตรียมความพร้อมเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในอนาคต

สำหรับการเที่ยวเพื่อเรียนรู้นั้น นายมนตรี ธนภัทรพรชัย หน.อุทยานประวัติภูพระบาทได้ให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้จากศูนย์แห่งนี้ซึ่งสร้างเป็นอาคารโปร่งแสง และจัดแสดงเนื้อหาการพัฒนาการทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเชื่อและศาสนา ของผู้คนในพื้นที่ภูพระบาท และบริเวณใกล้เคียง รวมทั้งมีห้องให้บริการสืบค้นข้อมูลสารสนเทศ โดยห้องจัดแสดงแบ่งออกเป็น ๖ ส่วน คืธรรมชาติบนภูพระบาท, ธรณีวิทยาแห่งเทือกเขาภูพาน, ภูพระบาทภูเขาศักดิ์สิทธิ์, ห้องโบราณคดีผ่านสื่อผสมผสาน, ห้องอริยสงฆ์ภูพระบาท และห้องชาติพันธุ์ชาวไทยพวน สำหรับบริเวณพื้นที่จริงนั้นมีรถไฟฟ้าบริการนำเข้าชมกลุ่มโบราณสถาน และสักการะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย “ขันหมากเบ็ง” ตามประเพณีชาวอีสาน ทำให้ทุกคนร่วมถอดบทเรียนถึงแหล่งที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และสืบต่อร่วมสมัยจนมีการดัดแปลงเพิงผาหินทราย ให้เป็นศาสนสถาน และสถานที่ประกอบพิธีกรรม โดยมีการสร้างเสมาขนาดใหญ่ขนาดต่างๆ กันวางล้อมประกอบพิธีตามความเชื่อ บางแห่งสร้างเป็นศาสนสถานประดิษฐานพระพุทธรูป พร้อมกับมีการนำสร้างเรื่องราวอุษา-บารส ให้เป็นตำนานไปตามแท่งหินธรรมชาติและหินที่ก่อเป็นรูปร่างขึ้น เช่น หอนางอุษา หีบศพพ่อตา, หีบศพท้าวบารส, หีบศพนางอุษา และถ้ำพระเป็นต้น

นับเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทที่เป็นแหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรมและภูมิทัศน์อันศักดิ์สิทธิ์ ของกลุ่มผู้คนในลุ่มน้ำโขงและอุดรธานี ที่มีความพร้อมและศักยภาพ สำหรับการเสนอชื่อขึ้นเป็นมรดกโลกแห่งใหม่ ทำให้กรมศิลปากรและจังหวัดอุดรธานีได้ร่วมกันเสริมสร้างศักยภาพ ให้มีความพร้อมในทุกด้านต่อไปขันหมากเบ็ง สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขันหมากเบ็ง สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระครูโพนสะเม็ก ปราชญ์ พระไตรปิฎกพระครูโพนสะเม็ก ปราชญ์ พระไตรปิฎกพระพุทธรูปหินทรายพระพุทธรูปหินทรายพิธีเปิดศูนย์บริการท่องเที่ยว

พิธีเปิดศูนย์บริการท่องเที่ยวศูนย์บริการนักท่องเที่ยวศูนย์บริการนักท่องเที่ยวสักการะพระพุทธรูปโบราณสักการะพระพุทธรูปโบราณแสดงส่วนภาพเขียนสี

แสดงส่วนภาพเขียนสีห้องแสดงของศูนย์บริการฯ

ห้องแสดงของศูนย์บริการฯหอนางอุษาหอนางอุษาแหล่งโบราณคดีบนภูพระบาทแหล่งโบราณคดีบนภูพระบาทอาคารนิทรรศการอาคารนิทรรศการอุทยานภูพระบาท

อุทยานภูพระบาท

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘คัมภีร์มอญ’ ภูมิปราชญ์พุทธศาสนาเมืองปทุมธานี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/560573

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘คัมภีร์มอญ’ ภูมิปราชญ์พุทธศาสนาเมืองปทุมธานี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘คัมภีร์มอญ’ ภูมิปราชญ์พุทธศาสนาเมืองปทุมธานี

วันอาทิตย์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2564, 09.00 น.

ผวจ.ชัยวัฒน์ สนใจคัมภีร์มอญของเก่าเมืองปทุมฯ

หากพูดถึงวิถีชุมชนคนรักษาวัฒนธรรมแล้ว ชุมชนศาลาแดงเหนือ ตำบลเชียงรากน้อย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ถือเป็นตัวอย่างชุมชนหนึ่งที่น่าสนใจ แม้ว่าจะเป็นชุมชนเล็กๆ ไกลตาแต่ก็รักษาวัฒนธรรมของตนเป็นอย่างดีจนได้รับการยกย่องเป็นชุมชนต้นแบบอันดับ ๓ ของประเทศ แม้จะไม่ได้รับการใส่ใจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่าไรนัก แต่ด้วยการสร้างเครือข่ายของคนเชื้อสายมอญที่รับรู้กันมานานแล้วว่า ชุมชนนี้เป็นแหล่งวัฒนธรรมวิถีมอญ ที่ยังอนุรักษ์ขนบประเพณีวิถีมอญและเก็บรวบรวมสิ่งของจากบรรพบุรุษสำหรับการเรียนรู้ โดยเฉพาะคัมภีร์ภาษามอญโบราณไว้อย่างเป็นระบบ ด้วยความอุสาหะของชาวบ้านและเจ้าอาวาสวัดศาลาแดงเหนือ แล้วยังมีดร.พิศาล บุญผูก ผู้รู้ภาษามอญ ปราชญ์มอญศึกษา ร่วมด้วยนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดย นางสาววรนุช สุนทรวินิต อดีตผู้อำนวยการสำนักบรรณสารสนเทศ ผู้เริ่มโครงการนนทบุรีศึกษา รวมทั้งนักวิชาการจาก ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, ศูนย์ซีมีโอสปาฟ่า และนักวิชาการสถาบันอื่นๆ ที่ต่างมาช่วยกันตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๓ ด้วยเหตุที่ “งานวิชาการนั้นไม่ใช่งานเอาหน้า”จึงหาคนใส่ใจน้อยมาก ทั้งๆ ที่เป็นงานวิชาการระดับประเทศและอาเซียนตามนโยบาย “พหุวัฒนธรรม” เรื่องนี้ นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ได้ให้ความสนใจต่อโครงการเปิดตำนานปทุมธานี ผ่านคัมภีร์มอญ ประจำปี ๒๕๖๔เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา และพร้อมที่จะสนับสนุนให้เป็นแหล่งองค์ความรู้ของเมืองปทุมธานีต่อไป

ดร.พิศาล บุญผูก ปราชญมอญศึกษา

การสร้างคัมภีร์ใบลานของพุทธศาสนิกชนคนมอญนั้น สืบต่อวิถีวัฒนธรรมมาแต่โบราณกาล เมื่ออพยพชาวมอญมาอยู่ตำบลสามโคกในสมัยอยุธยา แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้วก็ยังรักษาวัฒนธรรมสืบทอดต่อกันมาด้วย ชาวมอญมีความเชื่อว่า ผู้ใดที่สร้างคัมภีร์ใบลานถวาย ถือว่าเป็น “การสร้างธรรม” จะได้อานิสงส์ผลบุญเป็นมหากุศลอันยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต ดังนั้น จึงมีธรรมเนียมนิยมการสร้างคัมภีร์ใบลานถวายไว้ในพระศาสนามากมาย การถวายคัมภีร์นั้นก็จะต้องทอผ้าห่อคัมภีร์และห่อหุ้มคัมภีร์ไว้อีกชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันการชำรุดที่จะเกิดแก่ตัวคัมภีร์ไม่ให้เสียหายกับรักษาสภาพให้ใช้ศึกษาอยู่ในหอไตร ซึ่งถือเป็นพุทธบูชาสร้างอานิสงส์ในชาติภพข้างหน้า

คัมภีร์มอญนั้นนิยมจารลงใบลานที่มีการเรียกชื่อต่างกันในอาเซียน เช่น ศรีลังกาเรียกว่าโอลา (ola) ในอินเดียเรียกว่า ทูลา สิโทลา หรือการาลิกา (tula, sritola or karalika) ในประเทศไทยเรียกว่า ใบลาน (palm-leaf) เป็นใบพืชตระกูลปาล์ม ที่มีความคงทนในอากาศร้อน จึงนิยมจารข้อมูลลงบนใบลานแล้ว ลงเขม่าดำหรือสีให้อ่านง่าย แต่ละใบลานนั้นนำมาผูกรวมไว้ด้วยกันหลายใบ ตามเนื้อหาของคัมภีร์ ผูก ๑ ก็คือบท ๑ บางเรื่องมีหลายบทก็ผูกไว้หลายผูก คัมภีร์หนึ่งนั้นต้องมีไม้ประกับคัมภีร์ใบลานทั้งสองข้าง ความสำคัญอยู่ที่ไม้ประกับที่สร้างขึ้นทำลวดลายรดน้ำปิดทอง หรือประดับด้วยลายมุกรักดำ อีกยังทาสันคัมภีร์ใบลานด้วยสีทอง หรือสีแดง ตามความสำคัญ โดยมีป้ายงา กระดูก ไม้ ขัดบอกชื่อกำกับพระคัมภีร์ ซึ่งทุกคัมภีร์มักมี “ผ้าห่อคัมภีร์” ป้องกันฝุ่น แมลง ความร้อน ความชื้น และทำหน้าที่แยกคัมภีร์แต่ละผูกหรือแต่ละเรื่องออกจากกัน ทำให้คัมภีร์ใบลานไม่ชำรุดเสื่อมสภาพรักษาสืบต่อได้มากกว่า ๒๐๐ ปีการสร้างผ้าห่อคัมภีร์ใบลานนี้นิยมกันในประเทศแถบเอเชียจึงมีการทอผ้าและสร้างผ้าห่อคัมภีร์โดยเฉพาะ สำหรับคัมภีร์ภาษามอญที่วัดศาลาแดงเหนือนี้เป็นแห่งหนึ่งในหลายๆ วัด ที่มีการศึกษาและสืบค้นอย่างเป็นระบบ ดังนั้น การถ่ายทอดการห่อคัมภีร์ การทำความสะอาดคัมภีร์ การอบคัมภีร์ การลงทะเบียนคัมภีร์ และการผูกคัมภีร์ เพื่อสืบต่อวัฒนธรรมคัมภีร์โบราณจึงเป็นการเรียนรู้ที่ทุกคนต้องถอดบทเรียนให้เข้าถึงความดีงามและให้ความสำคัญงานวิชาการอย่างนี้ไม่ใช่วัฒนธรรมเถิดเทิงไปวันๆ ที่นี่จึงเป็น วัฒนธรรมแห่งศรัทธาที่หาได้ยากการเสวนาทางวิชาการคัมภีร์มอญการเสวนาทางวิชาการคัมภีร์มอญคัมภีร์มอญทำด้วยแผ่นเงิน แผ่นทอง แผ่นรักมุก

คัมภีร์มอญทำด้วยแผ่นเงิน แผ่นทอง แผ่นรักมุกกากะเยียใช้ศึกษาคัมภีร์

กากะเยียใช้ศึกษาคัมภีร์การห่อคัมภีร์มอญและผูก

การห่อคัมภีร์มอญและผูกผวจ.ปทุมธานี สนใจคัมภีร์มอญหายากผวจ.ปทุมธานี สนใจคัมภีร์มอญหายากคัมภีร์ที่ห่อเรียบร้อยแล้ว

คัมภีร์ที่ห่อเรียบร้อยแล้ววรนุช สุนทรวินิต ผู้เริ่มโครงการมอญศึกษา-นนทบุรี-ปทุมธานี

วรนุช สุนทรวินิต ผู้เริ่มโครงการมอญศึกษา-นนทบุรี-ปทุมธานีหอไตรวัดศาลาแดงเหนือหอไตรวัดศาลาแดงเหนือผ้าห่อคัมภีร์เก่าที่รักษาไว้ผ้าห่อคัมภีร์เก่าที่รักษาไว้เชิญคัมภีร์มอญขึ้นหอไตรเชิญคัมภีร์มอญขึ้นหอไตรคัมภีร์มอญพิมพ์เป็นเล่มของเก่า

คัมภีร์มอญพิมพ์เป็นเล่มของเก่าคัมภีร์มอญที่ชำระและเก็บเป็นระบบ

คัมภีร์มอญที่ชำระและเก็บเป็นระบบ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ข่าวปลอม (Fake News)’ ภัยที่ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/558799

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ข่าวปลอม (Fake News)’ ภัยที่ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคม

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ข่าวปลอม (Fake News)’ ภัยที่ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคม

วันเสาร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ด้วยสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media)มีอัตราการแพร่หลายกว้างไกลมากขึ้น และคนไทยนั้นใช้เฟซบุ๊คเพิ่มจำนวนถึง ๔๙ ล้านคน นับเป็นอันดับ ๘ของโลก ทำให้มีการกระจายข่าวสารออกไปอย่างรวดเร็ว จึงทำให้ข่าวสารมีการแพร่กระจายไปก่อนที่จะได้ตรวจสอบหรือกลั่นกรองข้อเท็จจริง อีกทั้งเป็นโอกาสให้มีการนำข้อมูลที่ผิด ข้อมูลลวงที่เรียกกันว่า ข่าวปลอม (Fake News) นั้น ถูกสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์อื่นและเผยแพร่ออกมาอย่างมากมาย “ข้อมูลเท็จ” เหล่านั้นจึงก่อเกิดปัญหาต่างๆ ในสังคมตั้งแต่ระดับส่วนรวม ถึงระดับปัจเจก ส่งผลเสียหายต่อประชาชนและประเทศในด้านความรู้ ความคิดความมั่นคง ไปจนถึงชื่อเสียง ส่งผลกระทบถึงแก่ชีวิต จึงทำให้ความจำเป็นในเรื่องรู้ทันสื่อในด้านต่างๆนั้นต้องเฝ้าระวังมากขึ้น ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ประธานอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กระทรวงวัฒนธรรม จึงร่วมกันผลักดันและส่งเสริมนักผลิตสื่อที่เห็นความสำคัญของปัญหาที่เป็นภัยสังคมนี้ได้ร่วมกันรับมือกับข่าวปลอม (Fake News) และร่วมกันมีกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการเฝ้าระวังและพัฒนาสร้างสรรค์สื่อที่ปลอดภัยร่วมกัน ในปัจจุบันโซเซียลมีเดียถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกระจายข่าวปลอมหรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจนทวีความรุนแรงที่ส่งผลกระทบไปถึงความมั่นคงในระดับประเทศ จากการวิจัยของ มหาวิทยาลัย Massachusetts Institute of Technology นั้นชี้ให้เห็นถึงการแพร่กระจายของข่าวปลอมในโซเชียลมีเดีย มีความรวดเร็วถึง ๖ เท่า จากการแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วของข่าวปลอมนี้เอง ทำให้ยากต่อการตรวจสอบ ระงับข่าว และแก้ไข ซึ่งส่งผลเสียอย่างมหาศาลตามมาในภายหลัง เรื่องนี้กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จึงมีการสนับสนุนโครงการต่างๆ ที่เข้าร่วมขับเคลื่อนประเด็นข่าวปลอมหลายโครงการ เช่น ๑.โครงการฐานข้อมูลต้นแบบเพื่อรับมือกับข่าวปลอม ๒.โครงการผลิตภาพยนตร์สั้นส่งเสริมความเข้าใจและตีแผ่ภัยรู้เท่าทันสื่อยุคปัจจุบัน ๓.โครงการเช็ก ชัวร์ แชร์ ๔.โครงการเครือข่ายพระสงฆ์เฝ้าระวังสื่อชวนเชื่อทางศาสนา ๕.ภาพยนตร์ชุดเรื่อง บางกอก ซีโร่ ๖.โครงการ ข่าวจริงป่ะ ๗.โครงการการพัฒนาเกมสืบสวนและเกมโชว์ออนไลน์เพื่อการรับมือกับข่าวปลอมสำหรับประชาชนทั่วไป ๘.โครงการ Fake News Fighter :การสร้างเครือข่ายเพื่อสร้างองค์ความรู้และกลไกในการแก้ปัญหาข่าวปลอม ๙.โครงการ Check ก่อน Share วัยรุ่นยุคใหม่ รู้จริง ไม่มี Fake๑๐.โครงการพัฒนาการตรวจจับข่าวปลอมโดยการเรียนรู้ของเครื่องและการตรวจสอบข้อเท็จจริงของประชาชน ๑๑.โครงการพัฒนาศูนย์ตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลข่าวสารและเครือข่ายระดับประเทศในการรับมือกับข่าวปลอม

ดังนั้น การรู้เท่าทันสื่อในแต่ละมิติ ทั้งด้านสุขภาพ สื่อด้านเศรษฐกิจ สื่อด้านสังคม หรือแม้กระทั่งสื่อด้านการเมืองนั้น ข่าว “Fake News” เป็นประเภทของการสื่อสารมวลชนหรือการโฆษณาชวนเชื่อซึ่งประกอบด้วยข้อมูลที่ไม่ใช่ข่าวจริง หรือเป็นข้อมูลที่หลอกลวง แพร่กระจายผ่านการพิมพ์แบบดั้งเดิม และเผยแพร่ข่าวหรือสื่อออนไลน์ทางสังคมออนไลน์ โดยมีเจตนาที่จะหลอกลวงเพื่อสร้างความเสียหายแก่สังคม แก่หน่วยงานหรือหวังผลทางการเมือง รวมทั้งการสร้าง Fake News เพื่อเป็นการโฆษณาสินค้าและบริการแฝงไปกับข่าว เพื่อเพิ่มจำนวนผู้อ่านหรือการแชร์ออนไลน์  ดังนั้นการจัดกิจกรรม เพื่อรณรงค์สร้างความตระหนัก เรื่องพิษภัยและผลกระทบ เพื่อให้ประชาชนสามารถแยกแยะ ตรวจสอบข่าวปลอมได้ รวมถึงส่งเสริมความรู้และตระหนักในปัญหาข่าวปลอมสำหรับประชาชนทั่วไป จึงเป็นภูมิคุ้มกันภัยที่ประชาชน ผู้รับข่าวสารต้องเฝ้าระวังและตรวจสอบจริยธรรมของสื่อเพื่อให้ประชาชนมีความรู้ในการรับมือกับข่าวลวง รวมถึงส่งเสริมความรู้และความตระหนักถึงปัญหาข่าวปลอมให้ประชาชนรู้ทันภัยจากข่าวปลอมๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วัดผาลาด’ เส้นทางพระบรมสารีริกธาตุขึ้นดอยสุเทพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/557299

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดผาลาด’ เส้นทางพระบรมสารีริกธาตุขึ้นดอยสุเทพ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดผาลาด’ เส้นทางพระบรมสารีริกธาตุขึ้นดอยสุเทพ

วันอาทิตย์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พระบรมธาตุเจดีย์

ไม่มีใครที่ไม่รู้จักดอยสุเทพที่ตั้งของพระธาตุเจดีย์ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุบนดอยสุเทพ แต่น้อยคนนักที่จะรู้จัก วัดผาลาด หรือวัดสกทาคามี ซึ่งเป็นวัดโบราณคู่เมืองเชียงใหม่ ตั้งอยู่ในเขตของอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ดอยปุย ตรงถนนศรีวิชัย กม.๕ ริมเส้นทางขึ้นดอยสุเทพ ซึ่งในอดีตกาลนั้นเป็นเส้นทางเดินขึ้นดอยสุเทพ ก่อนมีถนนในพ.ศ.๒๔๙๐

วัดนี้สร้างขึ้นสมัยพญากือนาธรรมิกราชด้วยเหตุที่เป็นวัดเก่าอายุกว่า ๖๓๗ ปี ซึ่งมี ประวัติการสร้างว่า ในสมัยพญาลิไทแห่งสุโขทัย โดยเสด็จเดินทางขึ้นมาร่วมบุญกับพญากือนาในการพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นหลังช้างเสี่ยงทายหาสถานที่ประดิษฐาน ซึ่งช้างที่อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุได้พักถึง ๔ จุด โดยจุดหนึ่งนั้นได้มาพักบริเวณแห่งนี้ก่อนเป็นแห่งแรก ก่อนที่ช้างจะเดินขึ้นดอยต่อไป สุดท้ายช้างไปหยุดอยู่ที่ดอยสุเทพทำให้พญากือนาธรรมิกราชได้สร้างพระธาตุเจดีย์บนดอยสุเทพขึ้น

ต่อมาสถานที่ช้างหยุดพักตามทางนั้นเจ้าครองนครทั้งสองพระองค์มีความเห็นว่าเมื่อสร้างพระธาตุเจดีย์บนยอดดอยสุเทพแล้วได้เห็นร่วมกันว่าควรจะสร้างวัดในจุดที่พักระหว่างทาง ดังนั้นวัดผาลาดหรือวัดสกทาคามีแห่งนี้จึงเป็นวัดแรกที่สถาปนาเพื่อระลึกถึงการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นดอยสุเทพ เมื่อ พ.ศ.๑๙๒๗ ครั้งนั้นพญาลิไทได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่ติดพระองค์มาด้วยนั้นสร้างพระบรมธาตุในที่แห่งนี้อีกองค์หนึ่ง

พระเจ้ากือนาธรรมิกราช

พญากือนาธรรมิกราช หรือ เจ้าท้าวสองแสนนา ธรรมิกราช ทรงเป็นกษัตริย์ราชวงศ์ มังราย รัชกาลที่ ๖ แห่งอาณาจักรล้านนา ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.๑๘๙๘-๑๙๒๘ พระองค์ทรงเป็นพระโอรสในพญาผายูกับพระนางจิตราเทวี ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากพญามังราย พญากือนาพระองค์นี้ทรงมีศรัทธาในศาสนาพุทธอย่างมาก โปรดฯให้อาราธนาพระสุมน เถระจากกรุงสุโขทัยมาประดิษฐานพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ในล้านนา ทรงทำนุบำรุงวัดวาอารามตลอดรัชกาล และจัดพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นช้างเสี่ยงทายจากวัดสวนดอกขึ้นเขาไปหาที่เหมาะสมประดิษฐาน จนได้สถานที่บนดอยสุเทพ

สำหรับโบราณสถานของวัดที่สร้างขึ้นแต่ครั้งพญากือนาธรรมิกราชนั้นประกอบด้วย หอพระเจ้า ตั้งอยู่ริมน้ำตกผาลาดภายในมีพระพุทธรูปหลายองค์ บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ วิหาร และ พระบรมธาตุเจดีย์ โดยมีร่มเงาของธรรมชาติสร้างความร่มรื่นและปกคลุมด้วยหมู่แมกไม้ ลำธารจากน้ำตกพระพุทธเจดีย์ ที่ปรากฏนี้สร้างเป็นศิลปะพม่าจากความชื้นที่คลุมอยู่ตลอดนั้นทำให้องค์เจดีย์มีพืชสีเขียวขนาดเล็กคลุมไว้อย่างงดงาม วิหารสร้างเป็นศิลปะไทลื้อ เดิมนั้นมุงด้วยใบตองตึง ได้บูรณะเปลี่ยนเป็นกระเบื้องเมื่อครั้งครูบาศรีวิชัยได้อำนวยการสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ เมื่อพ.ศ.๒๔๘๙-๙๐ วัดนี้มีศิลปกรรมประดับสวยงามได้แก่ รูปปั้นของ อนาถปิณฑิกเศรษฐี เป็นเศรษฐีที่อุปภัมถ์พระพุทธเจ้าในสมัยพุทธกาล และรูปปั้นนางวิสาขา เศรษฐินีที่อุปถัมภ์พระพุทธเจ้าจึงเป็นที่ศรัทธาของผู้ที่เข้ามาขอพรอธิษฐานจากรูปปั้นทั้งสองโดยนำเครื่องประดับมาถวายนางวิสาขา นอกจากนี้ ยังมีรูปปั้นพระอินทร์ในมิติของพญานาคตามจุดต่างๆ ของวัด และภายในวิหารโบราณประดิษฐานพระพุทธรูปอุ่นเมืองอันศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้ ยังพบว่ามีถ้ำเก่าแก่ ที่ตรวจสอบเบื้องต้น เป็นถ้ำขนาดความกว้าง ๙ เมตรลึกประมาณ ๑๐-๑๕ เมตร ซึ่งมีช่องทางเข้าไปด้านในซึ่งเชื่อว่าน่าจะมีโบราณสถานหรือทรัพย์สินมีค่าอยู่ภายใน ซึ่งต้องรอการสำรวจอีกครั้ง พระครูธีรสุตพจน์ (พระมหาสง่า ธีรสํวโร) เจ้าอาวาสวัดผาลาด องค์ปัจจุบันได้ทำการก่อสร้างบำรุงสถานที่และอนุรักษ์โบราณสถานเป็นอย่างดี โดยความร่วมมือจากสำนักศิลปากรที่ ๗ กรมศิลปากร ได้ฟื้นฟูและบูรณะโบราณสถานโดยเฉพาะ หอพระเจ้าที่ชำรุดทรุดโทรมให้มีความสง่างามตามรูปแบบเดิม ปัจจุบันเป็นวัดสำหรับปฏิบัติธรรม โดยมีอุทยานธรรมของมูลนิธิสถาบันครูบาศรีวิชัย ผู้สนใจทำบุญบริจาคทรัพย์อุปถัมภ์ได้ที่วัดผาลาด โทร.๐๘๑-๖๗๑๙๗๖๓ โดยตรง เพื่อสร้างอาศรมศีลครูบาศรีวิชัย สำหรับชาวพุทธทั่วไปพระมหาสง่า ธีรสํวโร เจ้าอาวาส

พระมหาสง่า ธีรสํวโร เจ้าอาวาสเส้นทางเก่าขึ้นดอยสุเทพเส้นทางเก่าขึ้นดอยสุเทพทิวทัศน์จากบันไดทิวทัศน์จากบันไดอาคารสภาพก่อนบูรณะ

อาคารสภาพก่อนบูรณะอาคารบูรณะใหม่ตามภาพเก่าอาคารบูรณะใหม่ตามภาพเก่าศาลาพระเจ้ากือนาธรรมิกราช

ศาลาพระเจ้ากือนาธรรมิกราชวิหารวัดผาลาดวิหารวัดผาลาดวิหาร

วิหารวัดสวนดอกวัดสวนดอก

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘มหัศจรรย์แห่งอินเดีย’ ภูมิการเดินเรือโบราณของอาหรับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/555662

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘มหัศจรรย์แห่งอินเดีย’ ภูมิการเดินเรือโบราณของอาหรับ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘มหัศจรรย์แห่งอินเดีย’ ภูมิการเดินเรือโบราณของอาหรับ

วันอาทิตย์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การสืบพุทธศาสนาในลังกา

อาทิตย์นี้ได้ติดตาม “โครงการเอกสารโบราณสู่การเข้าใจข้ามวัฒนธรรม” ของ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) หรือ ศมส.ที่ได้คัดเลือกเอกสารโบราณเกี่ยวกับ “เอเชียอาคเนย์”จากแหล่งที่มาจากหลากหลายชนชาติและภาษานั้นมาศึกษาแปลความจากภาษาต้นฉบับ โดยมุ่งหวังการขยายพรมแดนความรู้ให้วงวิชาการไทยและสาธารณะ มีแหล่งข้อมูลอ้างอิงเอกสารต่างชาติแปลไทยที่สะดวก และเป็นมิตรกับผู้ใช้ในการต่อยอดความรู้ต่อไป โดยเฉพาะเรื่องการล่องนาวาแบบเจ็ดย่านน้ำข้ามมหาสมุทรเพื่อสืบเสาะหาทรัพยากรจากดินแดนต่างๆ นั้น มีเรือสินค้าสมัยโบราณที่แล่นผ่านทะเล เกาะแก่ง ป่าเขา จนพบกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมืองนั้นมักมีการบันทึกของนักเดินเรือหรือจดหมายที่มีการเขียนติดต่อกันของพ่อค้าและผู้เดินทาง ซึ่งก็มีอยู่ไม่มากนักที่ได้อ่านได้ศึกษากัน จนมีการรับรู้ถึงเส้นทางสายไหม เส้นทางเครื่องเทศ เส้นทางเครื่องเคลือบ ที่มีการเรียกกันนั้น จึงเป็นเรื่องน่าสนใจที่ทำให้พบแหล่งที่เป็นภูมิบ้านภูมิเมืองโบราณที่มีท่าเรืออยู่หลายแห่งตามเส้นทางเดินเรือแต่ละครั้ง โดยเฉพาะด้านโบราณคดี-ประวัติศาสตร์ ที่มีการพบ แหล่งเรือจมเบลิตุง ในอินโดนีเซีย หรือ แหล่งเรือโบราณพนมสุรินทร์ ที่ ต.พันท้ายนรสิงห์ จ.สมุทรสาคร นั้น ทำให้รู้ว่าเรือสินค้าอาหรับในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๙ นั้นได้มีความสำคัญต่อการศึกษาเส้นทางการค้ายุคโบราณและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างภูมิภาคขึ้น จึงเป็นที่มาของการถอดบทเรียนจากเอกสารภาษาอาหรับ ที่ต้องชื่นชมกับการทำงานของคุณสุนิติ จุฑามาศ นักวิชาการของ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ที่ได้นำเรื่องที่ไม่เคยมีใครศึกษามาก่อนและถอดบทเรียนถ่ายทอดเรื่องราวให้รู้กันในวันที่๒๓ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยนำเรื่อง ตำรามหัศจรรย์แห่งอินเดีย หรือ กิตาบอะญาอิบ อัลฮินด์ (The Book of the Marvels of India) ซึ่งเป็นวรรณกรรมของอาหรับ ในช่วงราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๐ ประพันธ์โดย บุซูร์ก บุตรของชะฮ์ริยาร พ่อค้าวาณิชเปอร์เซีย ในเมืองท่าซีรอฟ ปัจจุบันอยู่ในอิหร่าน ข้อมูลบันทึกจากปากคำพ่อค้านักเดินเรือร่วมสมัยนั้น ได้นำมาร้อยเรียงเป็นวรรณกรรมแนวผจญภัยที่ตื่นเต้น และสอดแทรกความรู้จากเรื่องจริงให้น่าสนใจมากขึ้น

ค้นชื่อสถานที่จากตำราฯ

เรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นในวันเวลาที่อ่าวเปอร์เซีย นั้นเป็นเมืองท่าเรือใหญ่ที่มีฐานะเป็นประตูเปิดการเดินทางไปสู่เมืองจีน ที่นำความมั่งคั่งจากโลกตะวันออกนั้นมาสู่โลกตะวันตก ก่อนที่จะมีชาวยุโรปเข้ามาซึ่งมีระยะเวลาว่าครึ่งสหัสวรรษ อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้มีวรรณกรรมก้องโลกเกิดขึ้น ที่ทุกครู้จักกันดี คือ “ซินด์บาด ยอดกะลาสี” (Sindbadthe Sailor) จริงอยู่แม้ว่าตำราเล่มนี้จะเป็นวรรณกรรมบันเทิง และมีเรื่องราวจากมโนคติสร้างฝันเมื่อสืบค้นทางภูมิศาสตร์และเหตุการณ์แล้วก็สะท้อนข้อเท็จจริงจากประสบการณ์ของพ่อค้านักเดินเรือที่เดินทางไปยังดินแดนต่างๆ ให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่า “ตำรามหัศจรรย์แห่งอินเดีย” เรื่องนี้ เป็นเอกสารสำคัญชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งที่จะช่วยค้นหาร่องรอยวิถีชีวิตและการค้าในยุคโบราณได้อย่างน่าสนใจ นอกจากการสร้างสีสันผจญภัยแล้ว ยังทำให้รู้ถึงอารมณ์ แรงผลักดันในการเดินทางเพื่อแสวงโชคลาภ สินค้าและกลวิธีแลกเปลี่ยน จนถึงการปะทะสังสรรค์ระหว่างกลุ่มชนพื้นเมืองที่ต่างวัฒนธรรม ไปพร้อมกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตแปลกประหลาด เทคนิคการเดินเรือ ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ เมืองท่า และสถานที่ต่างๆ บุคคลในประวัติศาสตร์กว่า ๑,๐๐๐ ปีมาแล้ว กล่าวคือ ตำรามหัศจรรย์แห่งอินเดีย เล่มนี้จะช่วยสร้างจินตภาพกับเรือโบราณทั้ง สองลำที่โลดแล่นในมหาสมุทรเและติดต่อผู้คนตลอดเส้นทางรอบมหาสมุทรอินเดีย ทะเลแดง แอฟริกาตะวันออกรวมไปถึง “เอเชียอาคเนย์” ที่ชาวอาหรับรู้จักกันในนาม “บิลาด อัษษะฮับ” คือสุวรรณทวีปหรือสุวรรณภูมิได้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น จึงต้องตรวจสอบข้อมูลจริงและมโนคติเกี่ยวกับเอเชียอาคเนย์และสืบค้นวิถีชีวิตชาวเรือ จากบันทึกคำให้การของพ่อค้านักเดินเรืออาหรับ-เปอร์เซียในศตวรรษที่ ๑๐ ให้ปรากฏแม้จะเป็นเพียงเริ่มต้นของการแปลเอกสารภาษาอาหรับเรื่องนี้ก็ทำให้รับรู้เบื้องต้นถึงภูมิบ้านภูมิเมืองตามเส้นทางทะเลชายทะเลที่ต้องใช้เวลาถอดบทเรียนกันต่อไปอีกสุนิติ จุฑามาศ นักวิชาการ ศมส.สุนิติ จุฑามาศ นักวิชาการ ศมส.ตลาดค้าขายของอาหรับตลาดค้าขายของอาหรับภาพการค้าขายกับจีนภาพการค้าขายกับจีนภาพภายในเรือสินค้าอาหรับภาพภายในเรือสินค้าอาหรับภาพวาดมนุษย์ล่าหัวคน

ภาพวาดมนุษย์ล่าหัวคนภาพวาดเรือสินค้าอาหรับ

ภาพวาดเรือสินค้าอาหรับมนุษย์ล่าหัวคนปัจจุบันมนุษย์ล่าหัวคนปัจจุบันเรือซัมบุคในอ่าวเอเดนเรือซัมบุคในอ่าวเอเดนเรือเดินทะเลของอาหรับเรือเดินทะเลของอาหรับเรือที่มีคนจีนทำงาน

เรือที่มีคนจีนทำงานเรือนแพริมแม่น้ำเรือนแพริมแม่น้ำ

วิธีวัดระยะของชาวเรืออาหรับ

วิธีวัดระยะของชาวเรืออาหรับค้าทาสในมหาสมุทรอินเดีย

ค้าทาสในมหาสมุทรอินเดีย

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วัดเชียงมั่น’ ภูมิเมืองแห่งแรกของพญามังราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/554112

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดเชียงมั่น’  ภูมิเมืองแห่งแรกของพญามังราย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดเชียงมั่น’ ภูมิเมืองแห่งแรกของพญามังราย

วันอาทิตย์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พระอุโบสถ์หลังเดิม

จากการสำรวจขุดตรวจทางโบราณคดี บนพื้นที่ของเวียงแก้ว ของกรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๗ จ.เชียงใหม่ ที่กำลังดำเนินการอยู่นั้น ได้ทำให้เกิดกระแสความสนใจใคร่รู้เรื่องราวของอาณาจักรล้านนาและพญามังรายเพื่อเชื่อมโยงข้อเท็จจริงถึงเวียงแก้วมากขึ้น ร่องรอยของภูมิบ้านภูมิเมืองนั้นคงไม่พ้นวัดสำคัญที่ยังมีโบราณสถานและหลักฐานสำคัญอยู่ โดยเฉพาะวัดเชียงมั่น ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนราชภาคินัย ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ นั้นแต่เดิมว่าเป็นพระราชวังหรือคุ้มหลวงที่ประทับของพญามังราย ปฐมกษัตริย์แห่งล้านนาไทย เมื่อปี พ.ศ.๑๘๓๙ ก่อนที่พระองค์จะทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้น ครั้งนั้นพระองค์ได้นำรี้พลโยธา เข้ามาตั้งที่บริเวณของวัดนี้ เรียกกันต่อมาว่า “เวียงเหล็ก” โดยหมายให้เป็นความแข็งแรงมั่นคงประดุจเหล็ก คตินามก็คงไม่ต่างกับ เวียงเหล็กหรือเวียงเล็กของพระเจ้าอู่ทองสร้างอยุธยาหลังจากนั้นพญามังรายจึงได้สร้างเมืองเชียงใหม่เสร็จแล้ว จึงได้สร้างวัดขึ้นตรงบริเวณคุ้มหลวงให้เป็น พระอารามหลวงแห่งแรก และทรงสร้างพระเจดีย์ตรงบริเวณที่เป็นหอคำที่ประทับของพระองค์ ขนานนามวัดนี้ว่า วัดเชียงมั่น ซึ่งในบริเวณวัดนี้มีวิหาร พระอุโบสถซึ่งภายในมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่หลายองค์ สิ่งสำคัญของสถานที่นี้ คือ ศิลาจารึก ที่เรียกกันว่า “จารึกวัดเชียงมั่น”จารึกนี้ได้กล่าวถึง พญามังราย ทรงโปรดให้สร้างเจดีย์ขึ้นในที่ประทับและสถาปนาเป็นวัด เรียกว่าวัดเชียงมั่น ต่อมาในสมัยพญาติโลกราช ทรงโปรดให้สร้างเจดีย์ขึ้นใหม่ เมื่อปี พ.ศ.๒๐๑๔ ความในพงศาวดารโยนกได้กล่าวถึงพญามังรายได้เสด็จจากเวียงเชียงมั่นหรือเวียงเหล็กเข้าไปประทับในพระราชวังที่สร้างขึ้นใหม่ และในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ กล่าวว่าพญามังรายได้ตั้งเวียงในชัยภูมิที่เรียกว่าเชียงมั่น จากหลักฐานศิลาจารึกที่ ๗๖ ศิลาจารึกวัดเชียงมั่น พ.ศ.๑๗๓๙ได้กล่าวถึงวัดเชียงมั่น ว่าพญามังรายได้ทรงสร้างที่ประทับชั่วคราวเพื่อควบคุมการสร้างเมืองเมื่อแล้วเสร็จได้ทรงโปรดให้ก่อเจดีย์ตรงที่หอนอนบ้านเชียงมั่น ให้ชื่อว่าวัดเชียงมั่นนับเป็นพระอารามหลวงแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ต่อมา พ.ศ.๒๐๑๔ ในรัชสมัยพญาโลกติการาชทรงโปรดให้สร้างเจดีย์ด้วยศิลาแลง  

คณะเผยแพร่ฯกรมศิลปากร

ต่อมาได้ ๘๗ ปี พม่าได้เข้ายึดครองเมืองเชียงใหม่ เจ้าฟ้ามังทรา (สมเด็จพระมหาธัมมิกะราชาธิราช) ทรงโปรดให้พระยาแสนหลวงสร้างเจดีย์วิหาร อุโบสถ หอไตร ธัมมสนาสนะ กำแพงประตูโขงขึ้นและจารึกปี พ.ศ.๒๑๒๔ ตรงกับสมัยอยุธยา นั้นมีเนื้อหาว่า พ.ศ.๒๒๗๒ พระญาหลวงเจ้ามังคละสะแพก เจ้าเมืองเชียงแสน และบุษบาสิริวธนเทพาราชกัญญาเจ้า มีศรัทธาหล่อพระพุทธรูปองค์นี้ไว้ที่วัดศรีสองเมือง ซึ่งสร้างขึ้นคลุมสุสานเจ้าราชบุตรยอดงำเมือง และได้มีการกำหนดอายุจากศักราชท้ายสุดปรากฏในจารึกคือ “อดีตวรพุทธศาสนาคลาล่วงแล้ว ๒,๒๗๒ พระวัสสา คือ พ.ศ.๒๒๗๒ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ราชวงศ์นยองยานของพม่าเข้ามาปกครองเมืองนี้…ก็เห็นจะต้องค้นกันต่อจากภูมิเมืองที่วัดเชียงมั่นว่าพญามังรายยกคุ้มหลวงสร้างวัดเชียงมั่นแล้วได้ไปประทับในพระราชวังที่สร้างขึ้นใหม่…ส่วนจะตรงไหนหรือบริเวณเวียงแก้วที่ขุดค้นกันนี้…ไม่มีหลักฐานซึ่งเวียงแก้วเดิมนั้นเคยมีชื่อเรียกว่า เวียงหน้าคุ้มแก้ว นั้นจะเป็นอะไรสมัยใด…คงสนุกกับการสืบค้นต่อ สำหรับปัจจุบันนี้วัดเชียงมั่นแห่งนี้มีพระพุทธรูปสำคัญ ๒ องค์ คือ พระแก้วขาว(พระเสตังคมณี) และ พระศิลาปางทรมานช้างนาฬาคีรีประดิษฐานในวิหารในมณฑปที่สร้างเลียนแบบมณฑปสมัยพระเมืองแก้ว จึงเป็นวัดที่ได้รับการนับถือในสมัย

ซึ่งก่อนนั้นวัดนี้เคยถูกทิ้งร้างในช่วงที่พม่าได้เข้ามาปกครอง จนกระทั่งถึงสมัยของ พญากาวิละ พ.ศ.๒๓๒๕-๒๓๖๗จึงได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้ขึ้นใหม่โดยมีเจ้านายฝ่ายเหนือทำนุบำรุงต่อมาทุกสมัยจนถึงสมัยพระเจ้าอินทวโรรส ซึ่งมีศรัทธาเลื่อมใสในธรรมยุติกนิกาย จึงได้เชิญพระภิกษุสงฆ์ธรรมยุติกนิกายจากวัดบรมนิวาสมาจำพรรษาที่วัดนี้เป็นแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ ต่อมาจึงได้ขยายธรรมยุติกนิกายไปยังวัดเจดีย์หลวง สำหรับโบราณสถานในวัดนี้ทั้งวิหาร พระอุโบสถ หอไตร เจดีย์นั้นได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์กันใหม่แต่ พ.ศ. ๒๓๒๕ ที่เหลือร่องรอยก็จารึกวัดเชียงมั่น หากอยู่วัดนี้มาแต่เดิมก็ดี หากเป็นจารึกที่ถูกนำมาจากที่อื่นก็ต้องตามหากันต่อพระแก้วขาวพระแก้วขาวพระแก้วขาวพระแก้วขาวจารึกวัดเชียงมั่นจารึกวัดเชียงมั่นหลักจารึกหน้าโบสถ์เก่าหลักจารึกหน้าโบสถ์เก่าวัดเชียงมั่นในปัจจุบันวัดเชียงมั่นในปัจจุบันพญามังรายพญามังรายภาพพญามังรายในวิหารภาพพญามังรายในวิหารพระศิลาพระศิลาในพระวิหารหลวงในพระวิหารหลวงเจดีย์วัดเชียงมั่นเจดีย์วัดเชียงมั่น