ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘การ์ตูนไทย’ ภูมิเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/552483

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘การ์ตูนไทย’ภูมิเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนชาติ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘การ์ตูนไทย’ภูมิเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 08.15 น.

โอลด์ ทาวน์ แกลเลอรี่

การเรียนรู้ของเด็กนั้น ไม่เคยมีใครที่จะไม่ผ่านการอ่านจากตัวการ์ตูนได้เลย ซึ่งมีการสร้างเรื่องผ่านหนังสือและภาพยนตร์ออกมามากมายเด็กทั่วโลกนั้นรู้จักตัวการ์ตูนดังๆ หลายตัว เช่น แจ๊ค-จิลมิกกี้เมาส์, กู๊ฟฟี่ ป๊อปอาย, สโนว์ไวท์ ซิลเดอเรลล่า,ซึ่งเป็นตัวเอกของเรื่อง เช่นเดียวกับเจ้าหญิงเจ้าชายในนิยาย จนส่งชื่อเสียงของวอลท์ ดิสนีย์ให้เป็นราชาการ์ตูนถึงกับเอาตัวละครนั้นมาสร้างสวนสนุก สำหรับเด็กไทยก็เช่นเดียวกัน มีตัวการ์ตูนตัวโปรดอยู่หลายตัว ไม่ว่าจะเป็น นายศุขเล็ก-หนูเล็ก-ลุงโกร่ง หนูนิด-หนูหน่อย-ทาร์ซาน, ป๋อง-เปรียว, แจ๋วแหวว, อัศวินดำ จนถึงเจ้าชายผมทองก็หลายคนวาดกัน ซึ่งต่างมีการสร้างตัวการ์ตูนตัวเอกให้รู้จักกัน ดังนั้น นักเขียนการ์ตูน นักวาดภาพนักสร้างสรรค์ลายเส้น จึงถือว่ามีบทบาทต่อเด็กในสังคมไทยผ่านเส้นสายลายมือจนเป็นตัวการ์ตูนตัวเอกให้เด็กชอบและรู้จักกัน 

การ์ตูนที่พัฒนาสร้างเป็นตัว

การเริ่มต้นภาพลายเส้นเป็นตัวการ์ตูนนั้น เริ่มมาจากภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์ตามผนังถ้ำที่ดูตลกประหลาดและภาพวาดตามจิตรกรรมฝาผนังแต่ครั้งอยุธยา ซึ่งมีการร่างภาพลายเส้นก่อนลงมือเขียนจริง ภาพร่างในสมุดไทยนั้นยังหลงเหลือให้เห็นได้ในสมัยรัตนโกสินทร์ แต่ไม่แพร่หลายนักจนเมื่อรัชกาลที่ ๖ ได้เริ่มการเขียนภาพเส้นล้อ-ภาพเส้นขาด ขึ้นในหนังสือดุสิตสมิต ดุสิตสมัยและนาวิกศาสตร์ จึงทำให้มีการวาดภาพลายเส้นเป็นการ์ตูนขึ้นประกอบในหนังสือแบบเรียนต่างๆ เช่น ดรุณศึกษา แบบเรียนเร็วหลายสมัย จากภาพประกอบในหนังสือเรียนนั้นต่อมาได้พัฒนาเป็นหนังสือเรื่องมีภาพประกอบ พิมพ์จากบล็อกไม้จนมาเป็นการ์ตูนสั้นๆ ในหนังสือพิมพ์ นิตยสารโดยเขียนภาพถ่ายอัดลงแผ่นตะกั่วทำบล็อกเพื่อพิมพ์ จนมาทำเป็นหนังสืออ่านภาพการ์ตูนทั้งเรื่อง โดยสร้างเรื่องจากนิทานพื้นบ้าน เรื่องผีหลอก และเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ ราคาเล่มละหนึ่งบาท เนื้อหาไม่พ้นเรื่องที่นิยมกันในการแสดงลิเก-ละครร้องแก้บนที่มีคนเขียนเป็นหนังสือคำกลอนร้องให้โรงพิมพ์วัดเกาะพิมพ์ขาย ช่างเขียนลายเส้นที่มีชื่อเสียงสมัยนั้นเช่น ขุนปฏิภาคพิมพ์ลิลิต (เปล่ง ไตรปิ่น)สวัสดิ์ จูฑารพ, เหม เวชกร, เฉลิมวุฒิ ซึ่งมีการเขียนลายเส้นและการ์ตูนต่อรุ่นกันมาอีกหลายคน เช่น ตุ๊กตา, ประยูร จรรยาวงศ์, วิตต์ สุทธิเสถียร,พนม, ปยุต เงากระจ่าง, สุภี, ช่วง มูลพินิจ, พ.บางพลี, ต่วย, ฉลอง เป็นต้น ซึ่งต่างคนนั้นมีเส้นลายเฉพาะตัวที่น่าสนใจ ทำให้มีนักเขียนการ์ตูนไทยเกิดขึ้นใหม่หลายคนที่ยังสานต่องานและสร้างสรรค์ชิ้นงานให้ทันสมัยจนตามกันไม่ทันมาถึงวันนี้ โดยเฉพาะงานการ์ตูนไทยระดับฝีมืออย่าง จุก เบี้ยวสกุล, รงค์, เตรียม ชาชุมพร, วัฒนา, ราช เลอสรวง, รงค์, โอม รัชเวชย์, สละ นาคบำรุง,สมบัติ คิ้วฮก, สมชาย ปานประชา, พล พิทยกุล, เฉลิม อัคภู และคนอื่นๆ ต่างร่วมกันสร้างสรรค์งานใหม่ จากเดิมเป็นงานการ์ตูนแนวล้อเลียนการเมือง-แนวตลกสั้นแบบการ์ตูน ๓ ช่องจบมาเป็นงานการ์ตูนที่ตอบสนองการเรียนรู้ในสังคมใหม่งานจึงมีสีสันและการสร้างสรรค์ที่มีลูกเล่นจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น สามารถต่องานรับใช้การสื่อความหมายในการแสดง การจัดนิทรรศการการโฆษณา ประชาสัมพันธ์การเผยแพร่ทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์มากขึ้น

คนเขียนคนรักการ์ตูนไทย

สำหรับงานหนังสือการ์ตูนก็ยังมีให้อ่านตามมยุคสมัยแม้จะมีบางเล่มหยุดกิจการไปแล้ว เช่น ตุ๊กตา, ชัยพฤกษ์การ์ตูน, ฟ้าเมืองเด็ก,สวนเด็ก, เสียงเด็ก, ไดโนสาร, เบบี้, หนูจ๋า,ขายหัวเราะ, ต่วยตูน, มหาสนุก ส่วนการ์ตูนแนวมังงะ-ญี่ปุ่นนั้นก็มี Thai Comic,a-comic และ c artoonthai studio เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นงานที่มีบทบาทสำคัญบนถนนของการเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนไทย โดยผ่านเรื่องราวและตัวการ์ตูนของแต่ละคน ที่ยังเดินหน้าสร้างผลงานให้กับสังคมอย่างไม่ท้อถอย แม้ว่าจะต้องสู้กับสังคมออนไลน์และการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์สร้างตัวการ์ตูนอย่างใหม่ก็ตาม ทุกคนนั้นยังสร้างงานด้วยวิธีเขียนภาพด้วยเส้นสายลายมืออย่างที่ไม่มีสื่อใดจะทำได้ดีกว่า และ “ฝีมือ” การวาดภาพทุกภาพนั้น เป็นต้นฉบับงานชิ้นเดียวที่เกิดจากฝีมือและความชำนาญที่ทุกคนสามาถเรียนรู้ได้ง่าย  วันนี้ งานการ์ตูนไทยยังจัดแสดงให้ชมฟรีที่ โอลด์ ทาวน์ แกลเลอรี่ณ สี่แยกแม้นศรี จนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ต้องขอชวนไปให้กำลังใจและเรียนรู้จากคนสร้างการ์ตูนไทยกันครับ การ์ตูนเรื่องการ์ตูนเรื่องสุดสาคร-ปยุต เงากระจ่างสุดสาคร-ปยุต เงากระจ่างงานแสดงการ์ตูนไทยงานแสดงการ์ตูนไทยโอม รัชเวชย์โอม รัชเวชย์ราช เลอสรวงราช เลอสรวงสละ นาคบำรุงสละ นาคบำรุงผลงานหนังสือการ์ตูนผลงานหนังสือการ์ตูนนิทรรศการการ์ตูนไทยนิทรรศการการ์ตูนไทยเด็กสนใจการ์ตูนไทยเด็กสนใจการ์ตูนไทย

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ศิลปะคันธาระ’ ต้นแบบพระพุทธรูปจากแม่น้ำสินธุ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/550847

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ศิลปะคันธาระ’  ต้นแบบพระพุทธรูปจากแม่น้ำสินธุ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ศิลปะคันธาระ’ ต้นแบบพระพุทธรูปจากแม่น้ำสินธุ

วันอาทิตย์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผนังมีร่องรอยพระพุทธรูป

จากการที่ไทยกับสาธารณรัฐอิสลามปากีสถานนั้นได้เป็นมิตรประเทศกันมาแต่ครั้งอินเดียโบราณ ซึ่งมีการสืบศิลปวัฒนธรรมจากแม่น้ำสินธุ ซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมของโลกที่เก่าแก่นั้น ได้ทำให้มีการเสวนาถึงพระพุทธรูปสำคัญ ซึ่งศิลปวัตถุจากปากีสถานหริออินเดียโบราณ โดย  อะศิม อิฟติคัร อะห์มัด เอกอัคราชทูตได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ไมตรีไทย-ปากีสถานโดยเฉพาะด้านโบราณคดีและศิลปกรรมจากแหล่งโบราณคดีสำคัญของเมืองต่างๆ ที่มีศิลปะเฉพาะน่าสนใจและได้มีการนำเข้ามาในประเทศไทยซึ่งทำให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากรนั้น จะมีดำริโครงการร่วมกันจัดนิทรรศการ ศิลปะคันธาระจากอารยธรรมแม่น้ำสินธุ ขึ้น โดย นายประทีปเพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร ได้ให้ความสำคัญกับพระพุทธรูปศิลปะคันธาระที่เป็นต้นแบบจากปากีสถาน ตามที่มีการจัดเสวนาเรื่องสัมพันธ์ “หลากมิติไทย-ปากีสถาน” ทางออนไลน์ เป็นการร่วมแลกเปลี่ยนความรู้แหล่งโบราณคดีและโบราณวัตถุจากพิพิธภัณฑ์ซึ่งกันและกัน ในวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา โดยมี ศ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ดร.วรรณา เรียนแจ้ง, ผศ.สุดแดนวิสุทธิลักษณ์, กาญจนา โอษฐ์ยิ้มพราย, ยุทธนาวรากร แสงอร่าม เป็นวิทยากร ให้สาระความรู้จากการเดินทางเรียนรู้ในแหล่งสำคัญ

สำหรับแหล่งอารยธรรมแม่น้ำสินธุนั้นปัจจุบันอยู่ในปากีสถาน เป็นแหล่งสำคัญของการสร้างสถูปเจดีย์สำคัญและพระพุทธรูปขึ้นครั้งแรก โดยเฉพาะการสร้างพระพุทธรูปองค์แรกของโลกขึ้นมาแทนสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา จากรอยพระบาท-ธรรมจักร มาเป็นพระพุทธรูปนั้นได้มีการสร้าง พระพุทธรูป ศิลปะคันธาระและ พระพุทธรูปผอม หรือ พระพุทธเจ้าปางบำเพ็ญทุกกริยา ซึ่งส่งผลให้ได้รับอิทธิพลและมีการจำลองแบบสร้างขึ้นอยู่หลายแห่งในไทยอันทำให้เกิดความสนใจใคร่รู้และหาโอกาสเดินทางไปชมแหล่งโบราณคดีสำคัญในปากีสถาน คือแคว้นคันธาระ ตั้งอยู่ในหุบเขาเปศวาร์ ซึ่งอยู่ระหว่างเทือกเขาสุไลมานติดพรมแดนของอัฟกานิสถานและมีแม่น้ำสินธุไหลขนาบข้าง เป็นดินแดนที่รับวัฒนธรรมอินเดียและผสมกับวัฒนธรรมกรีกไซเธียน ปาร์เธียน และกุษาณะ ที่อยู่รอบคันธาระ ที่เป็นต้นเหตุให้เกิดศิลปะแบบคันธาระ และภาษาคันธารี ถือเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาสมัยโบราณ ซึ่งมีการค้นพบธรรมบทภาษาคันธารีอยู่หลายแห่ง เช่น พบในเมืองโขตาน เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ของจีน พบในอัฟกานิสถานว่าด้วยเรื่องปฐมเทศนาคำสวดมนต์ เป็นต้น และพบทั้งคัมภีร์ใบลานและเปลือกไม้  นอกจากนี้ยังพบว่าตามผนังถ้ำผนังสถูปสำคัญได้สร้างรูปพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยดินสีเหลือง เจริญสมาธิภาวนา ไว้ด้วย

พระพุทธรูปคันธาระ

อีกแห่ง คือ เมืองตักศิลา ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐปัญจาบ เป็นมหาวิทยาลัยและศูนย์กลางของศิลปวิชาการของอินเดียโบราณตั้งแต่ก่อนพุทธกาล มีสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์สั่งสอนศิลปวิทยาต่างๆ แก่ศิษย์ที่มาเล่าเรียนในแถบดินแดนชมพูทวีป มีบุคคลสำคัญหลายท่านสำเร็จการศึกษาจากที่แห่งนี้ เช่น พระเจ้าปเสนทิโกศล หมอชีวกโกมารภัจจ์ องคุลีมาล เป็นต้น 

เมืองตักศิลานี้เป็นนครหลวงแห่งแคว้นคันธาระ เป็นหนึ่งในบรรดา๑๖ แคว้นของชมพูทวีป สร้างขึ้นโดยชาวอารยันต่อมาได้ตกอยู่ภายใต้อารยธรรมอื่นๆ มากมาย เช่นอารยธรรมกรีกโดยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชและอารยธรรมฮินดูหลายราชวงศ์ ในสมัยพุทธกาลนั้นได้มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำแคว้นและรุ่งเรืองมานับพันปี โดยมีความรุ่งเรืองถึงขีดสุดในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์ได้สร้างตักศิลาให้มีชื่อเสียงพร้อมๆ กับการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ในคริสต์ศตวรรษที่ ๕ หลังสุดชนชาติเฮฟทาไลต์ (Hephthalite) ได้ยกทัพมาตีอินเดียและทำลายพระพุทธศาสนา ทำให้เมืองตักศิลาพินาศสูญสิ้น แต่บัดนั้น ปัจจุบันมีพิพิธภัณฑ์ตักศิลารวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับความเป็นอยู่และภูมิปัญญาของชาวตักศิลายุคต่างๆ ไว้เป็นอย่างดีโดยนำมาจากสถูปเจดีย์ วัดวาอาราม และปฏิมากรรม แบบศิลปะคันธาระ จำนวนมากและยังเหลือร่องรอยของแหล่งโบราณคดีโบราณให้เดินชมด้วยพระพุทธรูปตามสถูปเจดีย์พระพุทธรูปตามสถูปเจดีย์อะศิม อิฟติคัร อะห์มัด เอกอัคราชทูตอะศิม อิฟติคัร อะห์มัด เอกอัคราชทูตอธิบดีกรมศิลปากรกับวิทยากรร่วมเสวนาอธิบดีกรมศิลปากรกับวิทยากรร่วมเสวนาแหล่งโบราณคดีสิรกับแหล่งโบราณคดีสิรกับแหล่งโบราณคดีตักศิลาแหล่งโบราณคดีตักศิลาเศียรพระศิลปะคันธาระเศียรพระศิลปะคันธาระพิพิธภัณฑ์ตักศิลาพิพิธภัณฑ์ตักศิลาพระพุทธรูปศิลปะคันธาระพระพุทธรูปศิลปะคันธาระ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เวียงหน้าคุ้มแก้ว’ ภูมิสถานหอคำแห่งนครเชียงใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/549188

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เวียงหน้าคุ้มแก้ว’  ภูมิสถานหอคำแห่งนครเชียงใหม่

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เวียงหน้าคุ้มแก้ว’ ภูมิสถานหอคำแห่งนครเชียงใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การเกิดขึ้นตั้งใหม่และเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทุกแห่งที่มีอำนาจ อาทิตย์นี้ได้ตามหา “เวียงแก้ว” ภูมิสถานที่น่าสนใจไปกับ คุณสายกลาง จินดาสุนักโบราณคดีคนเก่งของเมืองเชียงใหม่ ถึงการขุดตรวจพื้นที่เรือนจำเก่าของเมืองเชียงใหม่ และการพัฒนาพื้นที่ให้มีประโยชน์ ซึ่งมีการคิดอ่านกันหลากหลายไปตามตาเห็นและงบประมาณ แต่สิ่งที่พบหลังการขุดตรวจสำรวจข้อมูลภายหลังของกรมศิลปากรโดย หน่วยศิลปากรที่ ๘ นี่แหละที่ทำให้มีเรื่องราวที่ตาไม่เห็นจากใต้ดินมาเป็นข้อมูลหารือกัน ก่อนที่จะลงมือทำอะไรกันต่อให้เหมาะสมกับเรื่องราว ส่วนจะทำเพื่อบอกอะไรให้ดีงามนั่นแหละต้องว่ากันตามจริต คนไม่ว่ากัน 

สำหรับการขุดตรวจสำรวจนั้นทำให้พบข้อมูลทางโบราณคดีที่พบแนวอิฐวางตัวด้านทิศเหนือของพื้นที่โครงการ และเมื่อนำภาพทับซ้อนแผนที่มาดู จึงพบว่าแนวอิฐนี้น่าจะเป็นกำแพงที่แบ่งพื้นที่วังส่วนเหนือและส่วนใต้ รวมถึงยังพบแนวอิฐที่กลางบริเวณกลางพื้นที่โครงการกระจายหลายกลุ่มโดยอาคารเหล่านี้วางตัวเฉียงจากแนวแกนทิศตะวันออก-ตะวันตกไปทางเหนือ ๑๐ องศา เช่นเดียวกับแนวกำแพงด้านใต้และด้านเหนือที่พบ จนทำให้ “เวียงแก้วหรือคุ้มหลวงเวียงแก้ว” นี้ ถูกกล่าวถึงมากขึ้นทันที ข้อมูลเบื้องต้นบนดินนั้นประมาณเอาว่าเมื่อที่เจ้าหลวงอินทวิชยานนท์ขึ้นครองเมืองเชียงใหม่ใน พ.ศ.๒๔๑๔ แล้วได้มีการรื้อหอคำของเจ้าหลวงองค์ก่อนไปปลูกถวายวัดในเชียงใหม่ และย้ายไปประทับอยู่ยังวังแห่งใหม่ บริเวณโรงเรียนยุพราชในปัจจุบัน ตามแผนที่โบราณนครเชียงใหม่ พ.ศ.๒๔๓๖ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าพื้นที่เวียงแก้วอาจมิได้ใช้งานเป็นวังมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๑๔ หรือหลังจากนั้นแล้วพื้นที่เวียงแก้วก็ถูกกลับมาใช้งานอีกครั้งในสมัยเจ้าอินทวโรรส ยกให้ใช้เป็นเรือนจำมณฑลพายัพในราวปี พ.ศ.๒๔๕๑ ส่วนเรื่องใต้ดินนั้นยังรู้ไม่หมดต้องอาศัยข้อมูลตรวจสอบกันเท่าที่มี เช่นพงศาวดารโยนก กล่าวว่า ท้าวพระยารามัญผู้รั้งเมืองนครเชียงใหม่ ได้กระทำการอุกอาจมิได้อ่อนน้อมต่อพระเจ้านครเชียงใหม่นั้นแล้ว ก็ชวนให้เชื่อว่า ท้าวพระยารามัญผู้รั้งเมืองนครเชียงใหม่ที่กระทำการอุกอาจในคราวนั้นคงจะได้จัดค่ายซึ่งเป็นที่พำนักในบริเวณข่วงหลวงนั้นให้เป็นประดุจเมืองที่มีค่ายคูประตูหอรบพร้อมสรรพ ชาวนครเชียงใหม่ในเวลานั้นจึงคงจะเรียกค่ายพำนักของท้าวพระยารามัญผู้รั้งเมืองนครเชียงใหม่นั้นว่า “เวียงหน้าคุ้มแก้ว”

และเมื่อครั้งพระเมกุฏิสุทธิวงศ์ เจ้านครพิงค์เชียงใหม่ กับพระยากระมล ผู้ครองเมืองเชียงแสนร่วมกันคิดแข็งเมืองต่อกรุงหงสาวดี เมื่อปีชวดฉศก จุลศักราช ๙๒๖ (พ.ศ.๒๑๐๗) นั้น พระเจ้าหงสาวดีได้ยกกองทัพตีเมืองเชียงใหม่ได้ และเอาตัวพระเมกุฏิฯ และพระยากระมลส่งไปไว้กรุงหงสาวดีแล้ว ได้ตั้งราชเทวีเชื้อสายพระเจ้าเชียงใหม่ขึ้นเป็นพระวิสุทธิเทวี ให้ครองเมืองเชียงใหม่ร่วมกับขุนนางรามัญ ผู้เป็นข้าหลวงกำกับเมืองเชียงใหม่แล้ว ข้าหลวงพม่าผู้กำกับเมืองนครเชียงใหม่ก็คงจะพำนักอยู่ที่เวียงหน้าคุ้มแก้ว ซึ่งเป็นค่ายพักของพม่าต่อมาตราบจนนางพญาวิสุทธิราชเทวีถึงพิราลัยใน พ.ศ.๒๑๒๑ แล้ว เวียงหน้าคุ้มแก้วซึ่งปลูกสร้างด้วยไม้คงถูกปล่อยทิ้งและผุพังจนร้างรื้อถอนไป จากนั้นมาคำว่า “เวียงหน้าคุ้มแก้ว” คงเรียกกันเป็น “เวียงแก้ว” เมื่อพม่าครองเมืองนครเชียงใหม่ต่อมาจนถึงสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ยกกองทัพมาตีเมืองเชียงใหม่ใน พ.ศ.๒๓๑๗ จนพม่าผู้รักษาเมืองนครเชียงใหม่ แตกพ่ายหลบหนีออกจากเมืองทางประตูช้างเผือกและพากันล้มตายเป็นจำนวนมาก เสร็จศึกคราวนั้นแล้วเมืองเชียงใหม่ก็ถูกทิ้งร้างมาเป็นเวลาช้านานกว่า ๒๐ ปี จนถึง พ.ศ.๒๓๓๗ พระเจ้ากาวิละ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้านครเชียงใหม่มาตั้งแต่ พ.ศ.๒๓๒๕ จึงได้คุมไพร่พลจากเวียงป่าซางมาฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ แต่ในระหว่างนั้นคงจะได้สร้างบ้านแปลงเมืองพร้อมกับสร้างหอคำขึ้นประดับเกียรติยศไว้เป็นที่พำนักภายในพื้นที่ตอนเหนือของเวียงแก้วก่อน ครั้นวันพฤหัสบดี เดือน ๖ (เหนือ)ขึ้น ๑๒ ค่ำ ตรงกับวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ.๒๓๓๙ พระเจ้ากาวิละจึงพร้อมด้วยญาติพี่น้องบุตรหลาน แสนท้าวพระยาทั้งปวง พากันยกครัวเรือนจากเวียงป่าซางเข้ามาถึงเมืองนครเชียงใหม่…กระทำประทักษิณรอบนครแล้ว เวลาจวนเที่ยงก็เข้าประตูช้างเผือกอันเป็นประตูด้านทิศอุดร ไปพักพลณ วัดเชียงมั่นอันเป็นที่ชัยภูมิแห่งนคร แรมในที่นั้นราตรีหนึ่ง รุ่งขึ้น ณ วันศุกร์ เดือน ๖ขึ้น ๑๓ ค่ำ เวลาสายจึงเข้าสู่นิเวศน์สถานที่อยู่อันสร้างไว้ภายในนครนั้น…” และพระเจ้ากาวิละได้พำนักอยู่ที่เวียงแก้วนั้นมาตราบจนพิราลัยใน พ.ศ.๒๓๕๖ ความสำคัญก็คงไม่ได้มีแค่นี้หากขยายบริเวณให้รอบทิศก็น่าจะคิดไกลไปอีกว่าสถานที่แห่งนี้อาจจะเป็นเวียงแก้วหรือข่วงหลวงของพระยามังรายเมื่อแรกมาสร้างเมืองเชียงใหม่คราวนี้แหละงานเข้าทั้งเมือง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ภาพเขียนวัดภูมินทร์’ ภูมิศิลปน่าน ช่างฮูปแต้มไทลื้อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/547536

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ภาพเขียนวัดภูมินทร์’  ภูมิศิลปน่าน ช่างฮูปแต้มไทลื้อ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ภาพเขียนวัดภูมินทร์’ ภูมิศิลปน่าน ช่างฮูปแต้มไทลื้อ

วันอาทิตย์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2564, 07.10 น.

วัดภูมินทร์

อาทิตย์นี้ผมยังเดินทางตามรอยสยามเรียนรู้ถึงมรดกของชาติกับ คุณประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากรและคณะไปจังหวัดน่าน ซึ่งมีวัดสำคัญที่น่าสนใจอยู่หลายแห่ง โดยเฉพาะวัดภูมินทร์ ที่สร้างโบสถ์และวิหารเป็นอาคารหลังเดียวกัน วัดนี้สร้างขึ้นราวปี พ.ศ.๒๑๓๙ ตรงกับสมัยอยุธยา โดย เจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ ชื่อเดิมของวัดนั้นคือ วัดพรหมมินทร์ ตามพระนามของผู้สร้างวัดแล้วคงเรียกขานนานมาจนเพี้ยนสำเนียงเป็นชื่อวัดภูมินทร์ ในปัจจุบัน พระอุโบสถวัดภูมินทร์เป็นอาคารประกอบด้วยมุขสี่ด้าน ซึ่งเป็นพระอุโบสถวิหารจตุรมุขหลังแรกของประเทศไทย ภายในพระอุโบสถนั้นประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ๔ องค์หลังชนกันและหันพระพักตร์ออกไปทางด้านประตูทั้งสี่ทิศหันเบื้องพระปฤษฎางค์ หรือหัวไหล่ชนกันประทับนั่งบนฐานชุกชี ปางมารวิชัย สันนิษฐานความหมายกันว่าเพื่อแสดงถึงพระพุทธเจ้า ๔ องค์ คือ พระกกุสันธ พุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้าและพระโคตมพุทธเจ้า องค์ปัจจุบันหรือ สร้างขึ้นเป็นพระพรหมสี่พักตร์ ตามพระนาม “พรหมมินทร์”ผู้สร้างวัด หรือตีความเป็นธรรมว่าคือ พรหมวิหาร ๔ก็ว่ากันไปตามความเชื่อถือก็ไม่ผิดเพราะไม่รู้ว่าผู้สร้างมีเจตนาจริงอย่างไรหรือเลียนแบบจากไหน วัดภูมินทร์นี้ได้มีการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัย เจ้าอนันตวรฤทธิเดช เมื่อพ.ศ.๒๔๑๐-๒๔๑๗ ปลายรัชกาลที่ ๔-ต้นรัชกาลที่ ๕ ซึ่งใช้ระยะเวลานานเกือบ ๗ ปี เข้าใจว่าการบูรณะครั้งนี้ได้มีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังหรือฮูบแต้ม เรียกตามคำเมือง-หมายถึงรูปเขียน ขึ้นภายในพระอุโบสถจตุรมุข เป็นชาดกในพุทธศาสนาเรื่องคันธณะกุมารและเนมิราชชาดก เป็นภาพพระเนมิราชท่องนรกและสวรรค์

ปู่ม่าน-ย่าม่านกระซิบรัก

ส่วนเรื่องคัทธณะกุมารชาดกนั้นเป็นชาดกที่เล่าถึงพระโพธิสัตว์นามว่า “คัทธณะ” ที่มาเกิดเป็นลูกชายของหญิงม่ายพ่อของคัทธณะนั้น คือ พระอินทร์ บนสวรรค์ เมื่อคัทธณะเติบโตขึ้นจึงออกตามหาพ่อ ซึ่งระหว่างการตามหาพ่อนั้นได้สร้างความดี มีการช่วยเหลือผู้คน และปราบยักษ์ร้ายหลายตนด้วย ชาดกนี้ พบที่วัดภูมินทร์แห่งเดียวช่างผู้เขียนหลักคือ “หนานบัวผัน”ที่ต่อเรื่องเป็นภาพเขียนทั้งสี่ด้าน นอกนั้นยังได้สอดแทรกวิถีชีวิตคนเมืองไว้มากมาย เช่นประเพณีการอยู่ข่วง ของชาวไทลื้อพ่อแม่ยินยอมให้หนุ่มสาวพบปะกันที่ชานบ้านในเวลาค่ำ โดยหญิงสาวกำลังปั่นฝ้าย หรือ “อยู่ข่วง” หากสาวเจ้า ตกลงปลงใจด้วยก็จะจัดพิธีแต่งงาน เรียกว่า “เอาคำไป ป่องกั๋น” คือเป็นทองแผ่นเดียวกัน  ภาพวิถีชีวิตที่การค้าขาย แลกเปลี่ยนในชุมชน มีชาวพื้นเมือง หรือชาวเขา “เป๊อะ” ของป่าไว้บนศีรษะเพื่อนำมาแลกเปลี่ยนกันในตลาด ภาพหญิงสาวทอผ้าด้วยกี่พื้นเมืองภาพเรือนเล็กนอกชานตั้งหม้อน้ำดินเผาหรือ “ร้านน้ำ” ภาพชายหนุ่มไว้ผมทรงหลักแจว หรือทรงมหาดไทย แสดงถึงความนิยมตะวันตกที่เข้ามาปะปนกับในวิถีคนเมืองน่านภาพชาวต่างประเทศที่เข้ามาเมืองน่าน แสดงทรงผมและเครื่องแต่งกายของผู้หญิงที่นิยมในยุโรปขณะนั้นเป็นภาพจินตนาการของช่างฮูปแต้มหลายคน ภาพที่รู้จักกันดีนั้นคือภาพ ปู่ม่านย่าม่าน ของ หนานบัวผัน ช่างฮูปแต้มชาวไทลื้อที่มีชื่อเสียง  ซึ่งมีข้อความเขียนกำกับว่าปู่ม่าน ย่าม่าน หมายว่าเป็นการเรียกผู้ชายพม่า ผู้หญิงพม่าคู่นี้ เป็นนัย เป็นสามีภรรยา แล้วการเกาะไหล่กันเป็นธรรมชาติของผู้ชายผู้หญิงที่เป็นสามีภรรยา ถ้าเป็นหนุ่ม-สาวถูกเนื้อต้องตัวไม่ได้ และรูปลักษณะการแต่งกายชี้ชัดไปอีกสอดคล้องกับคำว่า ปู่ม่าน ย่าม่านม่านคือพม่า ปู่นี่คือผู้ชาย พ้นวัยเด็กผู้ชายเรียกปู่พ้นวัยเด็กผู้หญิงเรียกย่า ซึ่งที่จริงออกเสียง “ง่า” ไม่ใช่ปู่ย่าตายาย ซึ่งเป็นคำเรียก ผู้ชายผู้หญิงชาวไทลื้อในสมัยโบราณ ยืนกระซิบสนทนากัน บุรุษในภาพสักลาย-สักหมึกตามตัว ขมวดผมไว้กลางกระหม่อมพร้อมผ้าพันผมแบบพม่า นุ่งผ้าลุนตะยา ผู้หญิงแต่งกายไทลื้อ ตามวัฒนธรรมคนเมืองซึ่งเป็นภาพวาดหนุ่มสาวคู่ที่มีความประณีตจนได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพที่งดงามที่สุด จนมีแต่งเป็นคำเมืองให้เป็นภาพกระซิบรักบันลือโลกให้นักท่องเที่ยวชื่นชมว่า “คำฮักน้องกูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่ เอาไปก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้  ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา” ต้องไปชมและแปลความกันเองการแต่งกายไทลื้อ

การแต่งกายไทลื้ออุโบสถวิหารหลังเดียวกัน

อุโบสถวิหารหลังเดียวกันอธิบดีกรมศิลปากรแนะนำการอนุรักษ์

อธิบดีกรมศิลปากรแนะนำการอนุรักษ์สาวทอผ้า

สาวทอผ้าวิหารวัดภูมินทร์

วิหารวัดภูมินทร์ภาพเขียนในวิหาร

ภาพเขียนในวิหารภาพกระซิบรักที่มีชื่อภาพกระซิบรักที่มีชื่อพระพุทธรูปสี่องค์

พระพุทธรูปสี่องค์พระพุทธเจ้าและพุทธสาวก

พระพุทธเจ้าและพุทธสาวกประเพณีลงข่วงประเพณีลงข่วงจิตรกรรมฝีมือหนานบัวผัน

จิตรกรรมฝีมือหนานบัวผัน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : เรือนไม้สักเมืองแพร่-ภูมิอาคารไม้คลาสสิกในถิ่นเหนือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/545858

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : เรือนไม้สักเมืองแพร่-ภูมิอาคารไม้คลาสสิกในถิ่นเหนือ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : เรือนไม้สักเมืองแพร่-ภูมิอาคารไม้คลาสสิกในถิ่นเหนือ

วันอาทิตย์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2564, 08.15 น.

บ้านวงศ์บุรี

จากเหตุที่มีการร้องเรียนถึงการรื้ออาคารไม้สักเก่าที่เมืองแพร่ ซึ่งเชื่อว่าเป็นอาคารเก่าที่บริษัทบอมเบย์ เบอร์มา เทรดดิ้ง สร้างไว้อยู่นอกกำแพงเมืองแพร่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ริมแม่น้ำยม จึงได้ตามรอยสยาม ไปกับนายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากรและคณะ ซึ่งเดินทางสรุปผลการศึกษาและการอนุรักษ์เรือนไม้สัก ด้วยกรมศิลปากรโดยสำนักงานศิลปากรที่ ๘ นั้นได้ตรวจสอบอาคารหลังที่ถูกรื้อถอนนี้พบว่ามีประวัติสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๒ อาคารหลังนี้เป็นเรือนไม้ประยุกต์ หรือสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลมีลักษณะผสมผสานกันระหว่างแบบอาคารท้องถิ่นและอาคารแบบตะวันตก ที่มีความนิยมสร้างขึ้นในสมัยนั้น ซึ่งเป็นสำนักงานป่าไม้อายุ ๑๒๐ ปีโดยอ้างอิงจากภาพถ่ายทางอากาศ ส่วนอาคารไม้ของบอมเบย์เบอร์มานั้นได้ถูกน้ำพัดเสียหายไปก่อนหน้านั้นแล้ว

คุ้มเจ้าหลวง

ด้วยเหตุที่เมืองแพร่เป็นเมืองที่เปิดการสัมปทานทำไม้โดยเฉพาะเป็นแหล่งไม้สักสำคัญของประเทศไทยมาตั้งแต่อาณาจักรล้านนาโดยบริษัทบอมเบย์ เบอร์มา เป็นบริษัทของอังกฤษ ซึ่งเริ่มทำไม้ในประเทศพม่าเพื่อส่งออกไม้ไปยังจีนอินเดียมาก่อน ซึ่งนิยมใช้ “ไม้สัก” ต่อเรือสินค้า ซึ่งถือว่าเป็นไม้ที่มีคุณภาพ ต่อมาภายหลังได้เริ่มเข้ามาขอสัมปทานทางภาคเหนือของไทย ด้วยมีป่าไม้ยังอุดมสมบูรณ์ และค่าสัมปทานถูกกว่าพม่า จึงทำให้มีการนำคนงานพม่าเข้ามาเมืองแพร่ด้วยเพื่อช่วยทำไม้จนเป็นอุตสาหกรรมหลักของเมือง อีกทั้งเป็นจังหวัดที่บุกเบิกการสอนด้านการทำป่าไม้เริ่มจากโรงเรียนป่าไม้ ระดับประกาศนียบัตรในปี พ.ศ.๒๔๗๘ ซึ่งต่อมาได้ต่อการศึกษามาถึงระดับปริญญา จนเกิดเป็นคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปัจจุบัน ด้วยเหตุที่เมืองแพร่มีคำขวัญประจำจังหวัดว่า “ม่อฮ่อมไม้สัก ถิ่นรักพระลอ ช่อแฮศรีเมือง ลือเลื่องแพะเมืองผีคนแพร่นี้ใจงาม” สะท้อนถึงอัตลักษณ์เฉพาะของเมือง จนรู้กันทั่วไปว่าเมืองแพร่นี้มีการสร้างบ้านหรือเรือนไม้สักกันมาก เรือนไม้สักแต่ละแห่งมีอายุกว่าร้อยปี และเป็นหลักฐานแสดงภูมิปัญญาสุดยอดช่างโบราณ ที่สร้างบ้านด้วยการเซาะร่องเข้าเดือยไม้โดยไม่มีการตอกตะปู ประดับด้วยลายฉลุลายแบบขนมปังขิงซึ่งเรือนไม้สักสมัยนั้นใช้ไม้สักยืนต้นอายุเป็น ๑๐๐ ปีซึ่งเป็นไม้สักที่มีเนื้อไม้แข็งแรงทนทาน ด้วยถือว่า ไม้สักนั้นเป็นทรัพยากรที่มีค่าสูงและได้รับความนิยมในกลุ่มเจ้านายและพ่อค้าไม้ เรือนเก่าโบราณที่ยังพอเห็นอยู่หลายแห่ง เช่น คุ้มเจ้าหลวงเรือนที่ทำการเจ้าผู้ครองนครแพร่องค์สุดท้าย สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.๒๔๓๕ เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้สองชั้น ตัวเรือนทาสีครีม ขลิบสีเขียวอ่อน ประดับด้วยไม้สักฉลุ เป็นสถาปัตยกรรมไทยผสมยุโรปสวยงามตามสมัยนิยม ด้านหน้ามีรูปปั้นเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ เจ้าเมืองนครแพร่องค์สุดท้าย บ้านวงศ์บุรี สถาปัตยกรรมเรือนขนมปังขิงสร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๐ เป็นคุ้มของเจ้าพรหมหรือหลวงพงษ์พิบูลย์และเจ้าสุนันตา วงศ์บุรี คุ้มพระวิชัยราชา เรือนไม้สักทรงมะนิลาสร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ.๒๔๓๔-๓๘ วัดจอมสวรรค์ เรือนศาลาการเปรียญยกพื้นสูงไม้สักสถาปัตยกรรมนิยมแบบพม่า มีหลังคาซ้อนชั้นลดหลั่นกัน ประดับด้วยไม้สลักศิลปะพม่า อาคารพิพิธภัณฑ์ไม้สัก เดิมเป็นอาคารบริษัทอีสต์เอเชียติก จำกัด ผู้ได้รับสัมปทานจัดการป่าไม้ในยุคต้นจนถึง พ.ศ.๒๔๗๘ จึงมอบพื้นที่ ๖ ไร่พร้อมอาคารไม้สักหลายหลังให้รัฐบาลสยามต่อมาได้ตั้ง โรงเรียนการป่าไม้ แห่งแรก ส่วนอาคารไม้สักที่มีการรื้อนี้เป็นเรือนไม้ 2 ชั้น สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๒ ครั้งบริษัทบอมเบย์ เบอร์มา (Bombay Burmah Trading Corporation) เข้ามาทำไม้ในเมืองแพร่ โดยได้รับสัมปทานทำไม้ในบริเวณป่าแม่น้ำยมตะวันตก อาคารหลังนี้ตั้งอยู่บริเวณท่าน้ำบ้านเชตวัน อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นแหล่งพักไม้ หลังจากที่หมดสัญญาสัมปทานป่าไม้ในเมืองแพร่ ทางบริษัทได้ยกให้ไว้กับรัฐบาล  

คุ้มวิชัยราชา

ปัจจุบันเป็นบริเวณสวนรุกขชาติเชตวันริมแม่น้ำยม อยู่ในความดูแลของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๑๓ (แพร่) การรื้ออาคารเก่าอายุกว่า ๑๐๐ ปีนั้น แม้ว่าจังหวัดเซ็นอนุมัติโครงการ แต่ก็ไม่ได้ให้รื้อ ให้ทำการปรับปรุงซ่อมแซมแต่เมื่อไปรื้อแล้ว จนมีการร้องเรียนจากเครือข่ายประชาชนขึ้น จึงทำให้มีการประชุมหารือและเร่งฟื้นฟูให้เหมือนเดิม โดยกรมศิลปากรได้ขุดสำรวจทางวิชาการและศึกษาข้อมูลเพื่อเสนอแนวทางการอนุรักษ์ให้กับผู้รับผิดชอบโดยตรงดำเนินงานต่อไปโดยมีเครือข่ายภาคประชาชนมีส่วนร่วมด้วยช่วยกันติดตามดูแลบ้านเจ้าหนานไชยวงศ์

บ้านเจ้าหนานไชยวงศ์เต็นท์คนงานทำไม้-P.Marshallเต็นท์คนงานทำไม้-P.Marshallแบบอาคารเก่าไม้สักแบบอาคารเก่าไม้สักประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร

ประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากรอาคารเก่าเรือนเขียว

อาคารเก่าเรือนเขียวสำรวจสถานที่อาคารเก่า

สำรวจสถานที่อาคารเก่าวัดจองสวรรค์วัดจองสวรรค์โรงเก็บไม้อาคารเก่า

โรงเก็บไม้อาคารเก่าเรือนเก่าในแพร่

เรือนเก่าในแพร่ปล่อยไม้ลงน้ำยมปล่อยไม้ลงน้ำยม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ’ ภูมิทหารเรือไทยของแผ่นดิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/544164

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ’  ภูมิทหารเรือไทยของแผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ’ ภูมิทหารเรือไทยของแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พระราชวังบวรสถานมงคล-วังหน้า

วันที่ ๗ มกราคม ที่ผ่านมา  เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลที่ ๔  ซึ่งกรมศิลปากรและราชสกุลสายวังหน้าได้ร่วมกันจัดพิธีน้อมรำลึกถึงวันสำคัญดังกล่าว ณ พระบวรราชานุสาวรีย์ของพระองค์ณ หน้าโรงละครแห่งชาติ หลายคนอาจจะลืมไปว่าในรัชกาลที่ ๔ นั้น ประเทศสยามมีพระเจ้าแผ่นดินสองพระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช ผู้ร่วมเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ ๒ และมีพระราชมารดาคือสมเด็จเจ้าฟ้าบุญรอด นับเป็นเจ้าฟ้าพระองค์แรกในแผ่นดินรัตนโกสินทร์ นานาประเทศนั้นรู้จักพระองค์เป็นอย่างดีและเรียกพระองค์ว่า พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่สอง ด้วยเหตุที่พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่สองทรงมีพระราชหฤทัยใฝ่รู้วิชาการด้านจักรกลมาก และทรงโปรดการทหาร จึงทำให้พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยเกี่ยวกับอาวุธยุทธภัณฑ์เป็นพิเศษ จากพระบรมฉายาลักษณ์นั้น พระองค์จะทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารเรือเป็นประจำ แต่ไม่มีการบันทึกพระราชประวัติของพระองค์ในส่วนกิจการทหารมากนัก นอกจากตำราปืนใหญ่ การตั้งพระบวรราชวังสีทา ที่มีการสร้างป้อมรวมพล ซึ่งกรมศิลปากรได้สำรวจและขุดแต่งในภายหลังด้วยเหตุที่พระองค์เองไม่โปรดการบันทึก จึงไม่มีพระราชหัตถเลขา หรือมีใครใส่ใจมากนัก ทั้งที่พระองค์ได้ทรงริเริ่มกิจการทหารที่ล้ำหน้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะการทหารเรือของสยามที่มีการเปลี่ยนจากสมัยโบราณเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ซึ่งมีผู้เป็นกำลังสำคัญ ในกิจการด้านทหารเรือในสมัยนั้น คือ เจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ต่อมาเป็นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้บัญชาการทหารเรือวังหน้าในรัชกาลที่ ๔ และหลวงนายสิทธิ หรือ จมื่นไวยวรนาถต่อมาเป็น เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)เป็นผู้บัญชาการทหารเรือ วังหลวงในรัชกาลที่ ๔ซึ่งทั้งสองนี้เป็นผู้มีความรู้ในวิชาการต่อเรือแบบใหม่ในสมัยนั้นเป็นอย่างดี และมีหน้าที่บัญชาการทหารเรือในสมัยนั้น ในยามปกติทหารเรือทั้งสองฝ่ายนี้ไม่ขึ้นแก่กัน โดยขึ้นตรงต่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔

เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงฝึกฝนทหารของพระองค์ จนมีความรู้และความสามารถในการสู้รบแล้ว พระองค์ทรงมุ่งพระราชหฤทัยในเรื่องการค้าขายให้มีกำไรสู่แผ่นดินด้วย จึงมีการศึกษาถอดแบบเรือจากต่างประเทศมาสร้างเรือเดินทะเลเพื่อการค้าระหว่างประเทศและเรือรบด้วย พระองค์ทรงเรียนรู้และนำวิทยาการสมัยใหม่ของยุโรป มาใช้ฝึกทหารให้มีสมรรถภาพเป็นอย่างดี โดยทรงโปรดให้ ร้อยเอกโทมัส น็อกส์ (ThomasGeorge Knox) เป็นครูฝึกทหารวังหน้า ทำให้ทหารได้รับวิทยาการสมัยตามแบบอย่างทหารเกณฑ์หัดอย่างยุโรป การฝึกหัดนั้นใช้คำบอกทหารเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด และเริ่มให้มีเรือรบกลไฟเป็นครั้งแรก ชื่อ เรืออาสาวดีรส และเรือยงยศอโยชฌิยา (หรือยงยศอโยธยา) ซึ่งเมื่อครั้งเรือยงยศอโยชฌิยา ได้เดินทางไปราชการที่สิงคโปร์ของอังกฤษนั้น ได้มีคำชมเชยจากต่างประเทศเป็นอันมาก ถึงพระปรีชาสามารถของพระองค์ที่ทรงต่อเรือเหล็กลอยน้ำได้เอง และการเดินทางในครั้งนั้นได้ทำให้ธงไทยถูกชักขึ้นคู่กับธงอังกฤษ ที่ฟอร์ทแคนนิ่ง ในดินแดนต่างประเทศ อีกทั้งพระเจ้าลูกยาเธอหลายพระองค์นั้นก็ทรงโปรดให้เป็นทหารเรือเช่นเดียวกัน ในรัชกาลที่ ๔ นั้น มีเรือรบที่พระองค์ทรงใช้อยู่หลายลำเช่น เรือพุทธอำนาจ (Fairy), เรือราชฤทธิ์(Sir Walter Scott), เรืออุดมเดช (Lion), เรือเวทชงัด (Tiger), เรือพุทธสิงหาศน์ (Cruizer),เรือมงคลราชปักษี (Falcon) เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นเรือที่มีบทบาทสำคัญในสงครามกับญวนและเป็นเรือประทับของพระองค์ด้วย สำหรับการต่อเรือรบนั้นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงซื้อเรือมาจากต่างประเทศ แล้วดัดแปลงใช้เป็นเรือรบ และเรือพระที่นั่งของพระองค์ ด้วยความสนพระราชหฤทัยในกิจการทหารเรืออย่างที่สุดของพระองค์นั้น ทำให้ทรงเรียนรู้จากเรือต่างประเทศที่เข้ามาสยามและทรงนำมาเป็นแบบอย่างมาใช้กับเรือรบของไทยจนทุกวันนี้ผบ.ทหารเรือวังหน้า

ผบ.ทหารเรือวังหน้ารัชกาลที่ ๔รัชกาลที่ ๔พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวผู้บัญชาการทหารเรือผู้บัญชาการทหารเรือเจ้าฟ้าจุฑามณีเจ้าฟ้าจุฑามณีทหารวังหน้าทหารวังหน้าพระบวรราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯพระบวรราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯลายพระหัตถ์พระนามลายพระหัตถ์พระนามเรือสยามอรสุมพลเรือสยามอรสุมพลเรือสยามอรสุมพลเรือสยามอรสุมพล

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ทศพุทธปฏิมาวังหน้า’ ภูมิปกป้องคุ้มภัยอภัยให้กัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/542512

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ทศพุทธปฏิมาวังหน้า’ภูมิปกป้องคุ้มภัยอภัยให้กัน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ทศพุทธปฏิมาวังหน้า’ภูมิปกป้องคุ้มภัยอภัยให้กัน

วันอาทิตย์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วันส่งท้ายปีเก่าขึ้นปีใหม่ทุกปี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ของกรมศิลปากร อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญออกมาจนเป็นประเพณีประจำปีพ.ศ.๒๕๖๔ นี้ได้อัญเชิญพระพุทธปฏิมาโบราณ ๑๐ องค์ โดยมีพระพุทธสิหิงค์เป็นประธาน และคัดสรรพระพุทธรูปอีก ๙ องค์ ที่มีความสำคัญกับสมเด็จพระบวรราชเจ้ากรมพระราชวังบวรสถานมงคล สมัยกรุงรัตนโกสินทร์มาให้ประชาชนได้สักการบูชาในวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่วันจันทร์ที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๖๓ ถึงวันอาทิตย์ที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๔ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ สำหรับทศพระพุทธปฏิมาวังหน้าปีนี้ มี 

๑.พระพุทธสิหิงค์ ศิลปะสุโขทัย-ล้านนา ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (วังหน้ารัชกาลที่ ๑) ทรงโปรดฯอัญเชิญจากเมืองเชียงใหม่เมื่อพ.ศ.๒๓๓๘ มาประดิษฐานในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำวังหน้า 

พระพุทธรูปแก้วมารวิชัย

๒.พระพุทธรูปฉันสมอ ศิลปะรัตนโกสินทร์พุทธศตวรรษที่ ๒๔ เป็นพระฉันสมอนั่งขัดสมาธิเพชรครองจีวรแบบพุทธศิลป์จีนในพระวินัยปิฎกและพระสุตตันตปิฎกว่าผลสมอและมะขามป้อมที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้เป็นเครื่องยาสำหรับพระภิกษุอาพาธ จึงบูชาให้ปราศจากโรค
ภัยไข้เจ็บ 

๓.พระพุทธรูปศิลาขาวมารวิชัย ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔ เป็นพระประทับนั่งขัดสมาธิเพชรที่พระชานุ (เข่า) ตกลงมาต่ำกว่าระดับพระเพลา (หน้าตัก) มากและกลีบบัวหงายที่สลักติดกับฐานพระพุทธรูปก็มีลักษณะคล้ายกับกลีบบัว พบที่ฐานพระพุทธรูปสมัยราชวงศ์คองบองของพม่า 

๔.พระพุทธสิหิงค์จำลอง ศิลปะรัตนโกสินทร์อายุสมัย ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๔-ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕ พระโพธิรังสีพระภิกษุชาวเชียงใหม่กล่าวถึงพระเจ้ามหาพรหมสร้างขึ้นแทนพระพุทธสิหิงค์ที่ไปประดิษฐานที่เมืองเชียงราย จึงโปรดให้จำลองพระพุทธสิหิงค์ด้วยทองคำขนาดเท่ากับองค์เดิมและประดิษฐานในวิหารเดียวกับพระพุทธสิหิงค์องค์จริง

พระพุทธรูปฉันสมอ

๕.พระพุทธรูปมารวิชัย (พระขนมต้ม) ศิลปะอยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ เป็นพระพุทธรูปสกุลช่างนครศรีธรรมราช ที่รับอิทธิพลจากพระพุทธสิหิงค์ล้านนามีพระวรกายอวบอ้วน พระอุระนูน บั้นพระองค์เล็กครองจีวรห่มเฉียง ชายจีวรสั้นเหนือพระถันปลายแยกออกเป็นเขี้ยวตะขาบ ๖.พระพุทธรูปทรงเครื่องสมาธิศิลปะอยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ เป็นพระทรงเครื่องอาภรณ์อย่างกษัตริย์ สร้างตามพระพุทธเจ้าเนรมิตพระองค์เป็นพระมหาจักรพรรดิแสดงธรรมโปรดท้าวมหาชมพูลดทิฐิมานะและสร้างเป็นพระอนาคตพุทธเจ้าที่จะตรัสรู้ ๗.พระพุทธรูปทรงเครื่องประทานอภัยศิลปะอยุธยาพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ ยกพระหัตถ์ขวา พระหัตถ์ซ้ายทอดลงข้างพระวรกายตามคติอินเดียในท่านี้ “อภยมุทรา” หรือ “ปางประทานอภัย” สื่อถึง “ความไม่มีภัยทั้งปวง” หรือ “ไม่หวั่นเกรงภัยใดๆ” มีความหมายปกป้องอันตรายไปพร้อมกันด้วย นอกนั้นเป็นพระพุทธรูปศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔ ซึ่งขุดพบจากกรุในพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส เมื่อเมษายน พ.ศ.๒๕๐๗ คือ ๘.พระพุทธรูปแก้วมารวิชัยพระพุทธรูปปางมารวิชัยแก้วสีเขียวฟ้า ที่ใช้แก้วที่หลอมจากทรายขาวมาหล่อแทนหินสีหายาก ๙.พระพุทธรูปห้ามแก่นจันทน์ พระแก่นจันทน์นี้สร้างเมื่อครั้งพระพุทธองค์เสด็จลงมาจากดาวดึงส์และด้วยพระพุทธานุภาพบันดาลให้พระพุทธรูปแก่นจันทน์แดงที่พระเจ้าปเสนทิโกศลสร้างแทนพระองค์นั้น เลื่อนหลีกจากพุทธอาสน์ พระพุทธเจ้าจึงทรงยกฝ่าพระหัตถ์ซ้ายขึ้นห้ามไว้ จึงถือเป็นต้นแบบการสร้างพระพุทธรูปกันต่อมาโดยพุทธานุญาตและถือเหมือนพระพุทธองค์มาแต่ครั้งพุทธกาล ๑๐.พระพุทธรูปป่าเลไลย์ ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔ ที่สร้างขึ้นตามพระพุทธประวัติที่กล่าวถึงอุเบกขาบารมี คราวภิกษุเมืองโกสัมพีเกิดแตกความสามัคคีกัน แม้พระพุทธองค์จะห้ามปรามอย่างไรก็ไม่เชื่อฟังจึงทรงเสด็จจาริกไปอยู่ตามลำพังพระองค์เดียวในป่าชื่อว่าปาลิไลยโดยมีช้างปาลิไลยกะถวายตนเป็นอุปัฏฐาก และพญาวานรมีกุศลจิตนำรวงผึ้งติดกิ่งไม้มาถวายพระพุทธองค์พระหัตถ์ซ้ายจึงวางหงายบนพระเพลาเป็นกิริยาทรงรับ ดังนั้นพระพุทธปฏิมาสมัยโบราณนี้จึงสร้างขึ้นเพื่อแสดงปฏิปทาแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เพื่อการบูชานั้นจะอำนวยความสุขสวัสดิ์พิพัฒน์มงคลสืบไปพระพุทธรูปทรงเครื่องประทานอภัยพระพุทธรูปทรงเครื่องประทานอภัยพระพุทธสิหิงค์จำลองพระพุทธสิหิงค์จำลองพระพุทธสิหิงค์

พระพุทธสิหิงค์พระพุทธรูปห้ามแก่นจันทน์พระพุทธรูปห้ามแก่นจันทน์พระพุทธรูปศิลาขาวมารวิชัย

พระพุทธรูปศิลาขาวมารวิชัยพระพุทธรูปมารวิชัย (พระขนมต้ม)พระพุทธรูปมารวิชัย (พระขนมต้ม)พระพุทธรูปป่าเลไลย์พระพุทธรูปป่าเลไลย์พระพุทธรูปทรงเครื่องสมาธิพระพุทธรูปทรงเครื่องสมาธิ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘AR SMART HERITAGE’ ภูมินวัตกรรมเรียนรู้โบราณสถาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/541357

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘AR SMART HERITAGE’  ภูมินวัตกรรมเรียนรู้โบราณสถาน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘AR SMART HERITAGE’ ภูมินวัตกรรมเรียนรู้โบราณสถาน

วันอาทิตย์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ARพระที่นั่งวิหารสมเด็จ

จากการที่กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมได้พัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้บริการข้อมูลความรู้ด้านมรดกศิลปวัฒนธรรมสู่ประชาชน ตามแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศนั้น ทำให้เป็นเรื่องที่น่าสนใจด้วยมีการนำเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) และ VR (Virtual Reality) มาใช้ในการนำเสนอข้อมูลมรดกวัฒนธรรม เพื่อสร้างความน่าสนใจ ในชื่อ AR SMARTHERITAGE ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นใหม่ล่าสุดที่กรมศิลปากรโดย นายประทีป เพ็งตะโก ร่วมกับ ศ.เกียรติคุณสันติ เล็กสุขุม ร่วมกันพัฒนาการเรียนรู้ที่สามารถพาผู้ที่สนใจด้านประวัติศาสตร์ชมโบราณสถานสำคัญของไทยในรูปแบบ ๓ มิติ อันเป็นผลงานการศึกษาค้นคว้าของ ศ.เกียรติคุณ สันติ เล็กสุขุม ผู้ริเริ่มนวัตกรรมการสื่อสารให้เข้าถึงงานสถาปัตยกรรมด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์มาตลอด ซึ่งก่อนหน้านั้นได้การเสนอภาพสันนิษฐานภูมิทัศน์ของโบราณสถานสำคัญมาแล้ว สำหรับการสร้าง AR (Augmented Reality) ครั้งนี้ก็คือการนำเทคโนโลยีมาผสานระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงและความเสมือนจริงเข้าด้วยกัน ด้วยการใช้ระบบซอฟต์แวร์และอุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ เช่น เว็บแคมคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่นที่เกี่ยวข้อง โดยวัตถุเสมือนที่ว่านั้นอาจจะเป็นภาพ วีดีโอ เสียง ข้อมูลต่างๆ ที่ประมวลผลมาจากคอมพิวเตอร์ มือถือ หรืออุปกรณ์สวมใส่ ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าที่ทุกคนสามารถชมได้โดยผ่านโทรศัพท์มือถือ ในวันเปิด ARSMART HERITAGE เพื่อการเรียนรู้ ณ วัดราชบูรณะอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๓นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร ได้ชวนไปร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ที่ผู้สนใจชมโบราณสถานนั้นจะสามารถเห็นรูปแบบสันนิษฐานซ้อนทับลงบนโบราณสถานจริง โดยผ่านเทคโนโลยี AR ทำให้ผู้เข้าชมสามารถจินตนาการเห็นถึงความรุ่งเรืองและยิ่งใหญ่ของเมืองมรดกโลก ปัจจุบันสามารถชมโบราณสถานภายในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาจำนวน ๑๑ แห่ง รวมถึงวัดราชบูรณะ และตามโบราณสถานในอุทยานประวัติศาสตร์ที่ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก ได้แก่ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย๑๐ แห่ง อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ๙ แห่ง และอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ๖ แห่ง ซึ่งทุกคนสามารถสแกนคิวอาร์โค้ดจากป้ายหน้าโบราณสถานแต่ละแห่ง และเปิดแอพฯเพื่อซ้อนภาพกับสถานที่จริงได้ทันที   

หน้าจอ AR SMART HERITAGE

นอกจากนี้ กรมศิลปากรยังได้พัฒนาระบบของการนำชมโบราณสถานที่เป็นเข้าถึงได้ยากและไม่เปิดให้เข้าชม เพื่อการอนุรักษ์ให้ไม่ถูกทำลายนั้นถือเป็น Unseen Heritage โดยนำระบบ VirtualReality มาพัฒนาผ่านกล้อง VR จำนวน ๒ แห่ง คือกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ ในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และอุโมงค์วัดศรีชุม ในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ซึ่งจะช่วยให้สามารถรับรู้เสมือนได้เดินเข้าไปชมภายในได้จริง ซึ่งเป็นก้าวใหม่ของการเรียนรู้ที่นำไปใช้ชมโบราณสถานรูปแบบใหม่ ด้วยเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ง่ายซึ่งเป็นส่งเสริมเพิ่มมูลค่าและคุณค่าให้แหล่งโบราณสถานมีความสำคัญและกระตุ้นให้ความสนใจใคร่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยที่ถูกต้องมากขึ้นซึ่งทุกคนสามารถเข้าแอพพลิเคชั่น AR SMARTHERITAGE ที่นำเทคโนโลยี AR (AugmentedReality) และ VR (Virtual Reality) มาใช้ในการนำเสนอข้อมูลมรดกวัฒนธรรมทุกเวลา แม้จะไม่ได้ไปยังสถานที่จริงก็สามารถชมได้เสมือนจริง นับเป็นก้าวใหม่ที่ช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างสถาปัตยกรรมไทยในอดีตของโบราณสถานในยุคสมัยต่างๆ ทั้งๆ ที่ปัจจุบันจะเหลือเพียงแค่ฐานราก ที่มีแต่เศษอิฐร่องรอยสถาปัตยกรรมและชิ้นงานด้านศิลปกรรมบางส่วน แต่โลกดิจิทัลก็สามารถนำภาพของความรุ่งเรืองแห่งยุคสมัยในอดีตกลับมาให้เห็นมากกว่าหุ่นจำลองหรือภาพร่างภูมิสถาปัตยกรรม แม้ว่าจะเป็นข้อสันนิษฐานจากสิ่งที่เหลืออยู่น้อยก็เป็นการจุดประกายการเรียนรู้และค้นคว้าต่อไปในสาระของประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมและศิลปกรรม ที่เป็นต้นทุนทางมรดกวัฒนธรรมของแผ่นดินประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร

ประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากรศ.เกียรติคุณ สันติ เล็กสุขุมศ.เกียรติคุณ สันติ เล็กสุขุมAR วัดพระศรีสรรเพชญ์

AR วัดพระศรีสรรเพชญ์ภาพสันนิษฐานจากโบราณสถานภาพสันนิษฐานจากโบราณสถานภาพ AR SMART HERITAGE

ภาพ AR SMART HERITAGEพิธีเปิด AR SMART HERITAGE

พิธีเปิด AR SMART HERITAGEป้ายโบราณสถานที่สำคัญ

ป้ายโบราณสถานที่สำคัญป้าย AR SMART HERITAGE

ป้าย AR SMART HERITAGEถ่ายคิวอาร์โค้ดเพื่อชมถ่ายคิวอาร์โค้ดเพื่อชมการชมด้วยระบบ VRการชมด้วยระบบ VRการชมจากโทรศัพท์มือถือการชมจากโทรศัพท์มือถือ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : เพื่อนห้องสมุดครั้งที่๙ – ภูมิการอ่านหนังสืออย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : เพื่อนห้องสมุดครั้งที่๙-ภูมิการอ่านหนังสืออย่างยั่งยืน (naewna.com)

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : เพื่อนห้องสมุดครั้งที่๙-ภูมิการอ่านหนังสืออย่างยั่งยืน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : เพื่อนห้องสมุดครั้งที่๙-ภูมิการอ่านหนังสืออย่างยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ซุ้มหนังสือจากห้องสมุดให้เปล่า

บทบาทของห้องสมุดนั้นมีความสำคัญต่อการส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ของชาติ ด้วยการจัดการทรัพยากรสารสนเทศให้มีความทันสมัยและสนองนโยบายทางวิชาการผ่านหนังสือและสื่ออื่นๆ ที่ห้องสมุดต้องคิดใหม่ต่อการบริการโดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือจากกลุ่มภาคีห้องสมุดโดยมี กิจกรรมเพื่อนห้องสมุด (Friends of the Library) เพื่อการแลกเปลี่ยนทรัพยากร (Library resource sharing) ขึ้นโดยมีภาคีเครือข่ายห้องสมุดร่วมจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนหนังสือกันโดยมีนักเรียน นิสิตนักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย และประชาชนทั่วไปได้เลือกหนังสือที่ตรงกับความต้องการนำกลับไปใช้ประโยชน์ เป็นการต่ออายุการใช้ประโยชน์จากหนังสืออย่างสูงสุดพร้อมกับเผยแพร่ความรู้ใหม่เพื่อส่งเสริมการอ่านหนังสือ-การพัฒนาห้องสมุด และการเข้าถึงความรู้จากประสบการณ์ด้วยการอ่านหนังสือ ดร.นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์มานุษย์วิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) แม่งาน “กิจกรรมเพื่อนห้องสมุด (Friends of the Library) ครั้งที่ ๙ ภายใต้แนวความคิด “อ่าน” อย่าง ยั่งยืน เมื่อวันที่ ๑๗-๑๘ธันวาคม ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา 

กิจกรรมประดิษฐ์ออมสิน

โดยสร้างความสำคัญต่อกิจกรรมจากภาคีเครือข่ายเพื่อนห้องสมุดที่แลกเปลี่ยนทรัพยากรระหว่างเครือข่าย และนำทรัพยากรสารสนเทศ เช่น หนังสือ วีซีดี มาร่วมแบ่งปันให้กับผู้ร่วมงานตามแนวทางการหมุนเวียนให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด พร้อมเสริมสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้ประชาชนสามารถเข้าถึงหนังสือได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และจัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมจากงานประดิษฐ์สิ่งของจากวัสดุเหลือใช้ให้สามารถนำมาใช้งานได้ และทำของที่ระลึกจากมรดกภูมิปัญญาไทยสอดคล้องแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในเรื่องสิ่งแวดล้อมและมรดกวัฒนธรรม อีกทั้ง ผอ.ศมสยังได้บรรยายพิเศษปลุกพลังบวกถึงแรงบันดาลใจของตนที่ได้จากการอ่านหนังสือและให้ข้อคิดถึง “งานคือชีวิต ชีวิตคืองานบันดาลสุข” จากตัวอย่างความคิดของคนหลายคน จนนำไปสู่แรงบันดาลใจว่า “มนุษย์ทำงาน ไม่ได้ทำงานเพราะเงินเดือน บุคลากรจะมีความพึงพอใจในงาน เมื่อได้ทำงานที่ได้ใช้ความสามารถ ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์คือมีนวัตกรรมกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ให้เกิดความภาคภูมิใจ บางเรื่องไม่สำเร็จแต่เป็นความภูมิใจทำตามเสียงข้างในว่าสิ่งนี้ถูก สิ่งนี้ดี ภูมิใจการได้รับการยอมรับ หรือรางวัล มีความเก่งขึ้น ซึ่งต้องรู้ว่าเก่งขึ้นด้วยเรื่องอะไร ดังนั้น การได้มอบมรดกจากงานให้คนรุ่นหลังนั้นจึงเป็นตำนาน แม้เกษียณไปแล้วยังคิดย้อนกลับมาได้” การเปลี่ยนประสบการณ์ให้เป็นงานบันดาลใจนั้นสร้างคุณค่าให้รู้ว่างานที่ทำมีความหมายอย่างไรกับชีวิต การสร้างสรรค์สัมพันธภาพในองค์กรดีก็จะผ่านความสำเร็จไปได้ จากการมีส่วนร่วม มีความไว้เนื้อเชื่อใจ อดทนอดกลั้นเสริมพลัง เคารพซึ่งกันและกัน การให้โอกาสที่เน้นความไม่เป็นทางการ

นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผอ.ศมส

อีกทั้งยังได้สร้างการสื่อสารใหม่ให้องค์กร สร้างทักษะการฟัง สุนทรียสนทนา ทักษะการเล่าเรื่องการเขียนสร้างสรรค์ทักษะและความละเอียดอ่อน ฟังแล้วคิดแทนคนอื่นให้กลับมาย้อนดูตัวเองได้ นั่นคือการสร้างสติและการตื่นรู้ในองค์กร จิตที่เลื่อนลอยขาดสติคือจิตที่ไม่มีความสุข ซึ่งพบจากงานวิจัยว่าคนที่ใจลอยไม่มีภาวะของสติ สรุปว่าถ้าเราครุ่นคิดเรื่องต่างๆ ฟุ้งไปมากจะใจลอย การทำงานนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นผู้บริหารหรือหัวหน้างานเท่านั้นที่จะทำให้งานสำเร็จ ทุกคนมีส่วนที่ทำให้งานที่ยิ่งใหญ่ในองค์กรให้สำเร็จได้ โดยมีอำนาจที่จะเลือกในสิ่งที่จะทำ (Autonomy) ทำอะไร ทำเมื่อไหร่ ทำอย่างไรทำกับใคร ซึ่งมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ (Purpose) คือ การแสวงหาความหมายในงานที่ทำ นี่คือแนวคิดอ่านที่ได้จากงานนี้สำหรับกิจกรรม “เพื่อนห้องสมุด” นี้ถือเป็นต้นแบบของการส่งเสริมการอ่านและการแลกเปลี่ยนหนังสือดีมีประโยชน์ถึงกันแบบให้เปล่า โดยเลือกตามชอบในขณะที่การพิมพ์หนังสือดีและการใช้ห้องสมุดนั้นลดน้อยลงจนน่าเป็นห่วงบรรยายพิเศษบรรยายพิเศษหนังสือแลกเปลี่ยนหนังสือแลกเปลี่ยนหนังสือดีจาก ศมสหนังสือดีจาก ศมสสัมภาษณ์การอ่านสัมภาษณ์การอ่านเลือกได้ให้เปล่า

เลือกได้ให้เปล่าบัตรรับหนังสือฟรี

บัตรรับหนังสือฟรี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘หนังใหญ่’ ภูมิศิลปการแสดงกลางแจ้งแห่งสยาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หนังใหญ่’ ภูมิศิลปการแสดงกลางแจ้งแห่งสยาม (naewna.com)

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หนังใหญ่’  ภูมิศิลปการแสดงกลางแจ้งแห่งสยาม

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หนังใหญ่’ ภูมิศิลปการแสดงกลางแจ้งแห่งสยาม

วันอาทิตย์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 08.30 น.

การแสดงหนังใหญ่วัดขนอน

สืบเนื่องจากหนังใหญ่ ซึ่งเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของไทยได้รับการยกย่องว่าเป็นการแสดงชั้นสูง ด้วยเป็นศาสตร์ที่มาจากศิลปะหลายแขนงที่มีทั้ง หัตถศิลป์ นาฏศิลป์ คีตศิลป์ ดุริยางคศิลป์ และวรรณศิลป์ มาร่วมในศิลปการแสดงที่ต้องประกอบบทพากย์ บทเจรจา บทขับร้อง ดนตรีปี่พาทย์ เพื่อสื่อความเข้าใจในเรื่องราวและให้อรรถรสแก่ผู้ชมอย่างสมบูรณ์ และเรื่องที่นิยมแสดงมากที่สุดก็ คือ เรื่องรามเกียรติ์

จากการสืบค้นเรียนรู้ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรมและศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ทำให้เกิดความสนใจตามรอยหนังใหญ่ จากแหล่งที่เก็บรักษาไว้ในประเทศ ซึ่งเหลืออยู่ไม่กี่แห่ง ซึ่งยังมีการสืบสาน รักษาและต่อยอดความรู้สืบต่อกันจนปัจจุบัน สำหรับแหล่งเรียนรู้สำคัญของหนังใหญ่ที่น่าสนใจนั้น มี หนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์ หรือวัดบางมอญ อ.เมืองสิงห์บุรี จ.สิงห์บุรี มีตัวหนังที่อายุมากกว่าร้อยปีแล้ว ตั้งแต่ครั้งพระครูสิงหมุนีหรือหลวงพ่อเรือง เจ้าอาวาสองค์แรก เป็นผู้รวบรวมหนังใหญ่จากฝีมือช่างในสมัยอยุธยาตอนปลายไว้ โดยตัวหนังใหญ่นั้นได้ซื้อรักษาไว้จากเงินบริจาคของมหาเพียร ปิ่นทอง ที่ซื้อจากบ้านดาบโก่งธนู จังหวัดลพบุรี ซื้อจากวัดตึกและส่วนหนึ่งได้รับจากครูเปีย หัวหน้าคณะหนังเร่จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้สืบเชื้อสายมาจากผู้แสดงมหรสพในครั้งอยุธยา ที่พาคณะหนังใหญ่หลบหนีภัยจากสงคราม เมื่อนำหนังใหญ่ถวายหลวงพ่อเรืองแล้วยังฝึกสอนการเชิด การพากย์หนังใหญ่ให้กับชาวบ้าน บางมอญ จนมีชื่อเสียงสามารถถ่ายทอดความรู้แต่ครั้งอยุธยาสืบต่อกันมา อีกทั้งยังจัดแสดงตัวหนังใหญ่ฝีมือช่างอยุธยาตอนปลายเกือบ ๓๐๐ ตัว ในศาลาการเปรียญโดยแบ่งออกเป็น ๔ ชุด ได้แก่ ชุดศึกมงกุฎ-บุตรลพ (พระมงกุฎ-พระลพ) ชุดนาคบาศ ชุดศึกใหญ่ หรือศึกทศกัณฐ์ ครั้งที่ ๕ และศึกวิรุญจำบัง

การแสดงหนังใหญ่

หากศึกษาแล้วจะพบว่าการแกะตัวหนังใหญ่นั้นไม่ง่าย โดยเฉพาะพระอิศวร พระนารายณ์ พระฤๅษี ต้องแกะให้เสร็จในวันเดียว ไม่เสร็จโยนทิ้ง จะกี่คนแกะ ก็ได้ช่วยกันเจาะ ต้องนุ่งขาวห่มขาว ไม่อย่างนั้นไม่ขลัง ตัวหนังใหญ่นั้นต้องทับให้ตัวหนังอยู่ตัวหากไม่ทับจะถูกความชื้นทำให้ตัว หนังบิดเบี้ยวที่สำคัญต้องมีพิธีไหว้ครู นำตัวหนังมาทำพิธีเบิกเนตรลงเวทย์ ถึงแม้จะมีการแสดงเชิดหนังใหญ่ แต่ที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น คือรูปแบบการเชิดหนังก็ยังเป็นรูปแบบเก่า ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ประยุกต์ การแสดงทุกอย่างแม้แต่คำพากย์ การเชิด การรำ ของเราเป็นแบบเดิม รักษาตามบรรพบุรุษที่สืบมา ที่มีการสั่งว่าอย่าได้เปลี่ยนแปลง ด้วยตัวหนังนั้นเป็นตัวละครอยู่แล้วคนเชิดเป็นเพียงคนพาหนังออกไป การที่คนเชิดทำท่าทางมากไปเท่ากับเป็นการเหยียบครูหนัง ซึ่งตัวหนังนั้นมีการลงเวทย์ลงมนต์ จึงถือเป็นของมีครูกำกับไว้ 

แหล่งหนังใหญ่อีกแห่งคือ  หนังใหญ่วัดขนอนอ.โพธาราม จ.ราชบุรี สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ผู้แกะสลัก คือ พระครูศรัทธาสุนทรหรือหลวงปู่กล่อมที่ได้ชักชวนครูอั๋ง ช่างจาด ช่างจ๊ะ และช่างพวงมาร่วมกันสร้างหนังใหญ่ให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิม ชุดแรกที่สร้างคือ ชุดหนุมานถวายแหวน และต่อมาได้สร้างเพิ่มอีก ๙ ตัว ปัจจุบันมีตัวหนังทั้งหมด ๓๑๓ ตัว ไว้เป็นสมบัติของวัดซึ่งเป็นวัดเดียวเป็นมหรสพประจำวัด ซึ่งมีตัวหนัง และคณะหนังใหญ่สืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ยังรักษาวิธีการแสดงโดยวิธีสุมไฟจากกะลามะพร้าวและพัฒนาการแสดงร่วมกับการเล่นโขนที่ทำให้เกิดความสนุกสนานจนมีชื่อเสียง กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำริให้มีโครงการจัดทำหนังใหญ่ชุดใหม่ขึ้นใช้แทนชุดเก่าแล้วพระราชทานให้วัดขนอนไว้ใช้ในการแสดงสืบไป และทรงให้ทางวัดขนอนส่งเสริมการฝึกหัดเยาวชนเชิดหนังใหญ่เล่นดนตรีไทย ส่วนการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาหนังใหญ่ชุดเดิมเอาไว้นั้นได้วัดได้ผาติกรรมหอสวดมนต์เก่าเป็นเรือนทรงไทยจัดแสดงนิทรรศการหนังใหญ่อายุกว่า ๑๐๐ ปีส่วนใหญ่เป็นตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์พิพิธภัณฑ์วัดขนอนแห่งนี้ได้รับรางวัลการอนุรักษ์ฟื้นฟูมรดกวัฒนธรรมเชิงนามธรรมจากยูเนสโก หนังใหญ่นี้เป็นมหรสพราชสำนักซึ่งยังมีในที่อื่นอีกเช่น หนังใหญ่วัดพลับ หนังใหญ่บ้านดอน เป็นต้น สำหรับมหรสพชาวบ้านคือ หนังตะลุง, หนังปะโมทัย ที่รู้จักกันดีทางภาคใต้และอีสานการแสดงหนังใหญ่-วัดขนอนการแสดงหนังใหญ่-วัดขนอนพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดขนอน

พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดขนอนลายพระหัตถ์บนตัวหนังใหญ่ลายพระหัตถ์บนตัวหนังใหญ่สุมไฟจากกะลามะพร้าวสุมไฟจากกะลามะพร้าวหนังใหญ่ตัวเก่า

หนังใหญ่ตัวเก่าหนังใหญ่วัดพลับ-ลิงอาสาออกรบหนังใหญ่วัดพลับ-ลิงอาสาออกรบหนังใหญ่วัดพลับ

หนังใหญ่วัดพลับหนังใหญ่-บ้านดอน

หนังใหญ่-บ้านดอนหนังใหญ่ฝีมืออยุธยา

หนังใหญ่ฝีมืออยุธยาหนังใหญ่ฝีมืออยุธยา-วัดสว่างอารมณ์หนังใหญ่ฝีมืออยุธยา-วัดสว่างอารมณ์หนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์

หนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์หนังใหญ่วัดขนอนไฟกะลาหนังใหญ่วัดขนอนไฟกะลา