ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วัดโพธิ์ประทับช้าง’ ภูมิศิลป์ถิ่นกำเนิดพระเจ้าเสือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดโพธิ์ประทับช้าง’ ภูมิศิลป์ถิ่นกำเนิดพระเจ้าเสือ (naewna.com)

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดโพธิ์ประทับช้าง’  ภูมิศิลป์ถิ่นกำเนิดพระเจ้าเสือ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดโพธิ์ประทับช้าง’ ภูมิศิลป์ถิ่นกำเนิดพระเจ้าเสือ

วันอาทิตย์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อาทิตย์นี้ได้ตามรอยสยามไปกับเรื่องราวของพระเจ้าเสือไปที่วัดโพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร หลังจากที่สำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย กรมศิลปากร ได้ขุดค้นแหล่งโบราณสถานเพิ่มเติม จนทำให้เป็นแหล่งศึกษาสำคัญของท้องถิ่นไปแล้ว ด้วยวัดโพธิ์ประทับช้างแห่งนี้เป็นวัดที่มีหลักฐานในประวัติศาสตร์ว่าพระเจ้าเสือ กษัตริย์อยุธยา แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง ซึ่งครองราชย์ในช่วง พ.ศ.2246-2251 นั้น ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดขึ้นในบริเวณสถานที่ประสูติที่บ้านโพธิ์ประทับช้างในพระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์วัดพระเชตุพน ฉบับตัวเขียน ระบุว่าเป็นพระเจ้าเสือเป็นพระราชโอรสลับในสมเด็จพระนารายณ์มหาราชกับพระสนมซึ่งเป็นพระราชธิดาของพญาแสนหลวง เมืองเชียงใหม่ (คำให้การขุนหลวงหาวัด) ออกพระนามว่าพระราชชายาเทวี หรือ เจ้าจอมสมบุญ แต่คำให้การชาวกรุงเก่าว่า นางกุสาวดี ต่อมาสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้พระราชทานพระสนมนี้ให้แก่พระเพทราชาเมื่อครั้งเป็นเจ้ากรมช้าง ทั้งคำให้การขุนหลวงหาวัดและคำให้การชาวกรุงเก่า มีเนื้อหาสอดคล้องกันว่านางเป็นสนมลับของพระนารายณ์แม้จะต่างกันเพียงชื่อของนาง ในพระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับพระชาติกำเนิดแตกต่างไปว่าสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงทำศึกสงครามกับเมืองเชียงใหม่แล้วได้ราชธิดาเจ้าเมืองเชียงใหม่เป็นสนม แต่นางสนมเกิดตั้งครรภ์ พระองค์ได้ละอายพระทัยด้วยเธอเป็นนางลาว พระองค์จึงได้พระราชทานแก่พระเพทราชาดังความว่า แล้วเมื่อพระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาจากเมืองเชียงใหม่นั้น พระองค์เสด็จทรงสังวาสด้วยพระราชธิดาเจ้าเมืองเชียงใหม่ และนางนั้นก็ทรงครรภ์ขึ้นมา ทรงพระกรุณาละอายพระทัย จึงพระราชทานนางนั้นให้แก่พระเพทราชา แล้วดำรัสว่านางลาวนี้มีครรภ์ขึ้นมา เราจะเอาไปเลี้ยงไว้ในพระราชวังก็คิดละอายแก่พระสนมทั้งปวง และท่านจงรับเอาไปเลี้ยงไว้ ณ บ้านเถิด และพระเพทราชาก็รับพระราชทานเอานางนั้นไปดูแลเลี้ยงไว้   

เมื่อพระเจ้าเสือขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์จึงสร้างวัดโพธิ์ประทับช้างที่บ้านเกิด วัดนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่านเก่า หันหน้าลงสู่แม่น้ำน่านที่อยู่ทางทิศตะวันตกด้วยก่อนนั้นใช้เป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญที่ทัพพระนารายณ์ ได้ล่องเรือผ่านมา และได้ตั้งบ้านให้พระสนมจากเมืองเชียงใหม่ไว้ที่นี่ อยู่จนพระสนมคลอดพระโอรสคือ นายมะเดื่อ จากเหตุเกิดใต้ต้นมะเดื่อ เมื่อเติบโตแล้วจึงรับมารับราชการอยู่กับพระเพทราชา มีนามที่รู้จักกันดีว่า ขุนสรศักดิ์

สำหรับวัดโพธิ์ประทับช้างแห่งนี้สร้างเป็นศาสนสถานขนาดใหญ่ มีพระอุโบสถเป็นประธานอยู่กึ่งกลางเขตพุทธาวาสพระอุโบสถเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน หลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้อง ตั้งอยู่บนฐานไพที มีมุขเด็จด้านหน้าและด้านหลัง ประตูตกแต่งสวยงามด้วยซุ้มยอดบุษบก ผนังอุโบสถเจาะช่องหน้าต่างเป็นช่องแสงแคบๆ ให้แสงสว่างเข้าด้านใน มีเสารับน้ำหนักโครงสร้าง ซุ้มหน้าต่างประดับลวดลายปูนปั้นรูปพันธุ์พฤกษา นอกอุโบสถมีใบเสมาทั้ง ๘ ทิศ รูปแบบสถาปัตยกรรมพระอุโบสถ เป็นศิลปกรรมสมัยอยุธยาตอนปลายที่นิยมศิลปะแบบยุโรป ภายในพระอุโบสถตั้งฐานชุกชีประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นสด เรียกกันว่า “หลวงพ่อโต” แสดงปางมารวิชัย รอบโบสถ์นั้นมีเจดีย์รายและเจดีย์ย่อมุมอยู่ด้านหน้ากับวิหารน้อย ด้านขวาเป็นเขตที่มีอาคารนัยว่าเป็นตำหนักของพระเจ้าเสือถัดไปเป็นเขตสังฆาวาสที่มีอาคารหรือกุฏิสำหรับพระสงฆ์จำพรรษา ส่วนด้านซ้ายของเขตพุทธาวาส ด้านหน้านั้นมีกำแพงล้อมรอบเป็นบริเวณกว้างตรงกลางสร้างศาลาขนาดใหญ่ น่าจะเป็นส่วนที่ถูกใช้ในส่วนติดตามพระเจ้าเสือในครั้งมากำกับการก่อสร้างวัดแห่งนี้   

ลักษณะพิเศษของวัดนี้คือฐานปรางค์และเจดีย์ย่อมุมของวัดโพธิ์ประทับช้าง มีการเจาะช่องเป็นซุ้มโค้งเพื่อบรรจุพระพิมพ์ขนาดใหญ่หรือตามประทีป เช่นเดียวกับซุ้มที่พบในวังนารายณ์ราชนิเวศน์ จ.ลพบุรี นับเป็นจุดท่องเที่ยวใน ๔ จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง เพื่อสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจเพื่อไม่ให้เป็นเมืองผ่านแต่จะทำให้ทุกคนได้เรียนรู้และเข้าถึงข้อมูลพื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้มากขึ้น

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองเก่าน่าน’ ภูมิเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (UCCN) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองเก่าน่าน’ ภูมิเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (UCCN ) (naewna.com)

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองเก่าน่าน’  ภูมิเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (UCCN )

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองเก่าน่าน’ ภูมิเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (UCCN )

วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 07.45 น.

วัดภูมินทร์

ในการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืนนั้น จากกรณีศึกษาที่ผ่านมาทำให้เมืองเก่าน่านเป็น ๑ ใน ๖ พื้นที่พิเศษที่มีความพร้อมจะยกระดับเมืองให้เข้าสู่การเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกในปี ๒๕๖๔ เรื่องนี้ ดร.ชูวิทย์ มิตรชอบ รักษาการผอ.องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ได้สานต่อจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๕ โดยประกาศให้เมืองเก่าน่านนั้นเป็นพื้นที่พิเศษครอบคลุม ๕ ตำบล รวมพื้นที่ ๑๓๘.๓๗ ตารางกิโลเมตรจากเขตอำเภอเมือง ซึ่งมีตำบลในเวียง ตำบลดู่ใต้ ตำบลนาซาว ตำบลบ่อสวก และเขตอำเภอภูเพียง มีตำบลม่วงตึ๊ด รวมกันเป็นพื้นที่พิเศษที่กำหนดให้ยุทธศาสตร์การพัฒนา “น่าน เมืองเก่าที่มีชีวิต”ด้วยเหตุที่เป็นพื้นที่มีจุดเด่นคือความเข้มแข็งของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และโบราณสถานที่ยังตกทอดจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ผู้คนในพื้นที่นั้นยังคงรักษาวัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงามไว้ได้อย่างสมบูรณ์ โดยมีการทำงานร่วมกับ อพท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งมี ๔ มิติได้แก่ ๑.มิติการบริหารจัดการ ที่รวมถึงเรื่องความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ๒.มิติสังคมเศรษฐกิจ ๓.มิติวัฒนธรรม และ ๔.มิติสิ่งแวดล้อม ดังนั้นข้อมูลต่างๆ ทางด้านวิถีชีวิตอัตลักษณ์ วัฒนธรรมประเพณีนั้นจะถูกนำมาพัฒนาให้เป็นจุดขายทางการท่องเที่ยว ให้ชุมชนเป็นผู้ขับเคลื่อนและบริหารจัดการกันเอง ภายใต้หลักการทำงานที่อพท.ได้กำหนดไว้ร่วมกันสร้างสรรค์ผ่านการพัฒนาสิ่งแวดล้อมโครงสร้างทางสังคมและต้นทุนทางวัฒนธรรมประวัติศาสตร์ขนบธรรมเนียม ตลอดจนจารีตประเพณีท้องถิ่น มาผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชนและเกิดเส้นทางท่องเที่ยวโดยชุมชนทำให้พื้นที่หรือเมืองเล็กๆ อย่างจังหวัดน่านนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยวัฒนธรรมและวิถีชีวิตให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน และทำการตลาดได้บนมาตรฐานการบริหารจัดการที่หน่วยงานระดับโลกให้การยอมรับ     

ดร.ชูวิทย์ มิตรชอบ รก.ผอ.อพท 

สำหรับประวัติศาสตร์เมืองน่านเริ่มปรากฏขึ้นราว พ.ศ. ๑๘๒๕ ภายใต้การนำของพญาภูคา เจ้าเมืองย่าง ศูนย์การปกครองอยู่ที่เมืองย่าง เชื่อกันว่าคือบริเวณริมฝั่งด้านใต้ของแม่น้ำย่าง ใกล้เทือกเขาดอยภูคาในเขตบ้านเสี้ยว ตำบลยม อำเภอท่าวังผา ด้วยปรากฏร่องรอย ชุมชนในสภาพที่เป็นคูน้ำ คันดิน กำแพงเมืองซ้อนกันอยู่ ต่อมาพญาภูคา ได้ขยายอาณาเขตปกครองของตนออกไปให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยส่งราชบุตรบุญธรรม ๒ คน ไปสร้างเมืองใหม่ ให้ขุนนุ่น ผู้พี่ไปสร้างเมืองจันทบุรี คือเมืองหลวงพระบาง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำของหรือแม่น้ำโขง และขุนฟองผู้น้องสร้างเมืองวรนครคือเมืองปัว ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ราชวงศ์ภูคาครองบ้านเมืองเป็นปึกแผ่น เจ้าขุนฟองมีพระโอรสชื่อ “เจ้าเก้าเกื่อน” ต่อมาครองเมืองปัวแทน และได้ครองเมืองย่างโดยมอบให้ชายาคือนางพญาแม่ท้าวคำปิน ซึ่งทรงครรภ์อยู่คอยปกครองดูแลรักษาเมืองวรนครแทน ภายหลังพญางำเมืองเจ้าผู้ครองเมืองพะเยา ได้ขยายอิทธิพลเข้าครอบครองเมืองปัวทั้งหมด ทำให้นางพญาแม่เท้าคำปินพร้อมด้วยบุตรในครรภ์ หลบหนีไปอยู่บ้านห้วยแร้งจนคลอดได้บุตรชายท่ามกลางท้องไร่นั้น ชื่อว่า“เจ้าขุนใส” นายบ้านห้วยแร้งได้รับนางพญาแม่ท้าวคำปินและบุตรชาย ไปเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ อายุได้ ๑๖ ปี ได้นำไปไหว้สาพญางำเมือง เมื่อพญางำเมืองเห็น ก็มีใจรักเอ็นดูรับเลี้ยงดูไว้ เมื่อเติบใหญ่ได้เป็นขุนนาง ต่อมาพญางำเมืองได้สถาปนาให้เป็น เจ้าขุนใสยศ ครองเมืองปราด ต่อมาได้รวบกำลังไพร่พลยกทัพมาสู้รบจนหลุดพ้นจากอำนาจเมืองพะเยา แล้วกลับมาเป็นผู้ครองเมืองวรนคร และสถาปนาเป็น “พญาผานอง” ภายหลังพญาผานองได้มีความสัมพันธ์กับกรุงสุโขทัยในสมัยพ่อขุนรามคำแหง  มีความในหลักศิลาจารึก หลักที่ ๑จึงทำให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น บ่อเกลือโบราณพิพิธภัณฑ์ วัดสำคัญในสมัยสุโขทัยและวัดที่มีศิลปะท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น วัดภูมินทร์ วัดพระธาตุแช่แห้ง วัดช้างค้ำ วัดพญาวัด วัดเวียงสา วัดสวนตาล วัดพระธาตุน้อย ตลอดจนแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ เช่น ดอยภูคา ดอยเสมอดาว และประเพณีพื้นถิ่น อาหารพื้นบ้าน งานผ้าทอ ประเพณีกลองพิธี…ทึ่ยังมีชีวิตให้เห็น จนหลายคนชอบที่จะพากันไปกระซิบรัก..เมืองน่านกันทุกวันกระซิบรักวัดภูมินทร์กระซิบรักวัดภูมินทร์อาหารพื้นเมืองน่านอาหารพื้นเมืองน่านวัดหนองบัว-ภาพเขียนวัดหนองบัว-ภาพเขียนวัดสวนตาลวัดสวนตาลพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ-น่านพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ-น่านพิธีตีกลองปูจาพิธีตีกลองปูจาพระธาตุเขาน้อย

พระธาตุเขาน้อยพระเจ้าเก้าตื้อพระเจ้าเก้าตื้อพญาภูคา

พญาภูคาบ่อเกลือ ๘๐๐ ปีบ่อเกลือ ๘๐๐ ปีทำตุงค่าคิง

ทำตุงค่าคิงดอยภูคา

ดอยภูคา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘แหล่งเตาโบราณสามโคก’ ภูมิถิ่นฐานย่านมอญสมัยอยุธยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/531818

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘แหล่งเตาโบราณสามโคก’ ภูมิถิ่นฐานย่านมอญสมัยอยุธยา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘แหล่งเตาโบราณสามโคก’ ภูมิถิ่นฐานย่านมอญสมัยอยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หลวงพ่อโต

ถิ่นฐานบ้านมอญในสมัยอยุธยานั้นถือว่าบ้านสามโคกเป็นชุมชนมอญขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับกรุงศรีอยุธยา การตามรอยสยามอาทิตย์นี้ ได้ตามรอยไปที่ตำบลสามโคก ซึ่งมีวัดเก่าแก่ของชุมชนอยู่คือวัดสิงห์ ประวัติวัดระบุว่าวัดนี้ได้รับวิสุงคามสีมาคือ ได้รับพระราชทานพื้นที่จากพระเจ้าแผ่นดินให้สร้างโบสถ์เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ.๒๒๑๐ เป็นวัดแบบศิลปะอยุธยาตอนปลาย หน้าพระอุโบสถ์มีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองอยู่หน้าโบสถ์ ๕ องค์ ส่วนพระอุโบสถนั้น กว้าง ๘.๕๐ เมตรยาว ๑๘.๐๐ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๓๐๐ พระประธานในอุโบสถศิลปะอยุธยากลาง หน้าตักกว้าง ๕ ศอกสูง ๖ ศอก พร้อมด้วยพระพุทธรูปบนฐานชุกชีโดยรอบแบบอยุธยา ข้างพระอุโบสถเป็นวิหารน้อย ประดิษฐานพระพุทธรูปศิลาทรายแดงเรียกหลวงพ่อดำ ด้านหลังวิหารมีโกศบรรจุอัฐิพระยากาย อดีตเจ้าอาวาสวัดสิงห์ เป็นงานประติมากรรมวิจิตรงดงามแบบศิลปะมอญโบราณนอกกำแพงแก้วเป็นศาลาโถงหรือศาลาดิน ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทอง กว้าง ๕ ศอก ๑ คืบ๕ นิ้ว และพระพุทธรูปหลวงพ่อโตปูนปั้นลงรักปิดทองปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๓ ศอก ๓ นิ้วสูง ๕ ศอก ด้านหลังมีภาพเขียนพระพุทธรูป ๓ องค์และรอยพระพุทธบาทจำลองไม้สัก ลงรักปิดทองเป็นฝีมือช่างต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ส่วนที่เป็นถิ่นฐานบ้านมอญนั้นมีแหล่งเตาโบราณอยู่ด้านหน้าวัดสิงห์ ซึ่งเดิมเป็นถิ่นฐานบ้านมอญสามโคก ที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่เมื่อครั้งอยุธยา ซึ่งมีวัดหลายวัดและคลองเชื่อมต่อถึงกัน ได้แก่ วัดตำหนัก วัดสะแก วัดสามโคก วัดสิงห์ วัดช่องลมวัดแจ้งนอก วัดแจ้งใน วัดป่าฝ้าย วัดไก่เตี้ย โดยมีลำคลองจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่ชุมชนและวัดต่างๆ ๙ สาย คือคลองวัดตำหนัก คลองวัดสะแก คลองเกาะปิ้น คลองบ้านทาส คลองวัดสิงห์ คลองวัดแจ้ง คลองขนอน คลองวัดป่าฝ้าย 

อาคารอำเภอสามโคก

จากบันทึกของต่างชาติที่เดินทางเข้ามาค้าขายในสมัยอยุธยานั้นในแผนที่แสดงเส้นทางแม่น้ำจากทะเลอ่าวไทยถึงกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเขียนโดย “มองซิเออร์ เดอร์ รามา” นั้น ได้ระบุชื่อย่านบ้านตำบลทั้งสองฟากฝั่งลำน้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะแผนที่ชาวฮอลันดาเขียนขึ้นในปี ค.ศ.๑๓๒๖ ตรงกับแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ พ.ศ.๒๒๖๙ ได้เขียนภาพสัญลักษณ์เช่น ภาพบ้านเรือน วัด โบสถ์ วิหาร เจดีย์ วัง กำแพงเมือง ป้อมค่ายคูเมือง ป่าไม้ ภูเขาซึ่งทำให้รู้ถึงที่ตั้งชุมชนหมู่บ้านวัดต่างๆ ในสมัยอยุธยาที่ตั้งอยู่ริมสองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น บ้านบางหลวง (Ban bouang) บ้านเตร็จใหญ่(Ban TretYai) บ้านเหนือ (Ban Niou) บ้านพร้าว(Ban Clas) บ้านสมัคร (Ban Seumac)บ้านกร่าง (Ban Tran) ปัจจุบันชื่อบ้านได้เปลี่ยนไปเช่น บ้านเตร็จใหญ่ เป็น บ้านใหม่ บ้านปากเตร็จใหญ่เป็น บ้านกระแซง บ้านเหนือ เป็น ปทุมธานี สำหรับย่านสำคัญริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณคุ้งน้ำฝั่งตะวันตก ที่ระบุไว้คือย่าน “Potte-Bakkers Dro” หมายถึงหมู่บ้านเครื่องปั้นดินเผา หรือ “หมู่บ้านปั้นหม้อ” ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญของสามโคกว่า หมู่บ้านนี้ประกอบอาชีพทำเครื่องปั้นดินเผาออกจำหน่าย ด้วยมีการก่อตั้งโคกเนินดินสร้างเตาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นไว้สามโคก แต่ละโคกนั้นก่อเตาเรียงคู่ขนานสลับซับซ้อนกันอยู่ ประมาณว่าทั้งสามโคกนั้นมีเตารวมกันไม่น้อยกว่า ๑๕ เตา จากหลักฐานการขุดค้นศึกษาทางโบราณคดีโดย กรมศิลปากร เมื่อมีนาคม พ.ศ ๒๕๔๓ บริเวณโคกเนินเตาเผาที่ ๑ นั้นพบเตาเผาปรากฏอยู่ ๔ เตาเรียงซ้อนกันอยู่ในโคกเนินเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ที่พบได้แก่ ตุ่มอีเลิ้ง อ่าง ครก กระปุก โถ หม้อน้ำ หวดนึ่งข้าวเตา ชาม ตะคัน ท่อน้ำ ภาชนะบางชิ้นมีการตกแต่งด้วยลวดลายขูดขีด หรือลายกดประทับเป็นลายดอกพิกุล ลายดอกไม้กลีบบัว ลายกระจัง ลายจักรบางชิ้นมีจารึกเป็นภาษามอญ ที่แปลความหมายไม่ได้ บางชิ้นเป็นภาษาไทย ว่า “หนังสือออกหลวง” จึงประมาณเอาว่าแหล่งเตาเผาที่บ้านสามโคกนี้เป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่ิเมือง-ใหญ่ในสมัยอยุธยา โดยเฉพาะ “ตุ่มอีเลิ้ง” คือตุ่มดินแดงไม่เคลือบ ปากเล็กก้นลึก กลางป่อง ได้เรียกตามชื่อแหล่งผลิตว่า “ตุ่มสามโคก” ถือเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องปั้นดินเผาชาวมอญสามโคกที่มีชื่อเสียงมาก ต่อมาในรัชกาลที่ ๕ แหล่งเตานี้ได้เลิกไปและย้ายไปใช้บริเวณย่านเกาะเกร็ดแทนกุฏิเก่า

กุฏิเก่าแหล่งเตาโบราณแหล่งเตาโบราณศาลาดิน

ศาลาดินวิหารน้อย-หลังวิหารน้อย-หลังภาพเขียนพระพุทธรูป ๓ องค์ภาพเขียนพระพุทธรูป ๓ องค์พระประธานวิหารน้อยพระประธานวิหารน้อยแผนที่ชุมชนสมัยอยุธยาแผนที่ชุมชนสมัยอยุธยาตุ่มสามโคกหรือตุ่มอีเลิ้ง

ตุ่มสามโคกหรือตุ่มอีเลิ้งเชื้อสายมอญสามโคก

เชื้อสายมอญสามโคกเจดีย์หน้าวัด

เจดีย์หน้าวัดเจดีย์พระยากราย

เจดีย์พระยากราย

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วัดชินวราราม’ ภูมิถิ่นชาวมอญเมืองสามโคก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/530366

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดชินวราราม’  ภูมิถิ่นชาวมอญเมืองสามโคก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดชินวราราม’ ภูมิถิ่นชาวมอญเมืองสามโคก

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 09.30 น.

ภายในพระอุโบสถ

ทุกสถานที่นั้นหากไม่เป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้วก็มักจะถูกทิ้งความสำคัญไปอย่างน่าเสียดาย การตามรอยสยาม..จึงเป็นการตามหาภูมิบ้านภูมิเมืองที่ยังหลงหูหลงตาเท่าที่ทำได้  ในจังหวัดปทุมธานี นั้นมีวัดสำคัญที่น่าสนใจอยู่หลายแห่ง ครั้งนี้ได้ตามรอยที่วัดชินวรารามวรวิหาร ซึ่งเดิมเป็นวัดเก่าชื่อวัดมะขามใต้ สร้างเมื่อประมาณ ๒๓๕๘ ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นโทชนิดวรวิหาร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ในหมู่ที่ ๒ บ้านบางขะแยง ตำบลบางขะแยง อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ด้วยเหตุที่ได้รับการปฏิสังขรณ์ใหม่โดย พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าอดีตเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีชื่อวัดใหม่ว่าวัดชินวรารามวรวิหาร ในการปฏิสังขรณ์นั้น ได้ทำให้พระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องทศชาติชาดก สวยงามพร้อมคำบรรยายเป็นโคลงสี่สุภาพ ซึ่งภายในนั้นประดิษฐานพระพุทธชินวร (หลวงพ่อทองคำ) เป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย ที่อัญเชิญมาจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

ตักบาตรพระร้อยปทุมธานี

นอกจากนี้ยังได้มีการสร้างตำหนักเจ้าแม่กวนอิมริมน้ำ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ พระวิหารพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ พระตำหนักชินวรสิริวัฒน์ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ ศาลาการเปรียญ หอระฆัง ศาลาท่าน้ำและมณฑปใหม่ที่สร้างขึ้นจากโครงสร้างเดิมพร้อมรอยพระพุทธบาทจำลอง สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ ทำให้วัดนี้ทิ้งร่องรอยของวัดมะขามใต้แต่เดิมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นไป ครั้นเมื่อมีการยกพื้นพระอุโบสถขึ้นหนีน้ำนั้นกลับพบเศียรและชิ้นส่วนพระพุทธรูปศิลาทรายจำนวนมากเป็นศิลปะอยุธยาตอนปลาย จึงทำให้ต้องตามรอยกันต่อว่าโบราณวัตถุสมัยอยุธยาที่พบนี้น่าจะอยู่ที่เดิมหรือวัดใด ซึ่งห่างจากวัดชินวรารามไปตามฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาเลี้ยวขวาออกจากวัดไปประมาณ ๑๐๐ เมตร มีวัดป่ากลางทุ่งหรือวัดเจตวงศ์ ซึ่งเป็นวัดร้าง ยังเหลือ โบสถ์ จิตรกรรมผนังและเจดีย์อยู่ให้เห็น ภาพจิตรกรรมฝาผนังนั้นฝีมืออยู่ในสมัยอยุธยาตอนปลาย ซึ่งสันนิษฐานว่าเดิมน่าจะสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ว่าเมื่อ พ.ศ. ๒๒๐๒ ชาวมอญที่เคยร่วมทัพกับพม่านั้นได้พาครอบครัวประมาณหนึ่งหมื่นคนออกจากเมืองเมาะตะมะหลบหนีเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในกรุงศรีอยุธยาและบางส่วนอยู่พื้นที่ด้านนอกโดยเฉพาะตำบลสามโคกซึ่งมีการสร้างแหล่งเตาเผาส่งภาชนะออกขายจนรุ่งเรืองเป็นเมืองสามโคก ครั้งหลังสุดสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นได้มีชาวมอญที่ถูกเกณฑ์สร้างเจดีย์เมงกุนอีก ๔ หมื่นคนอพยพมาอยู่อีก

พระพุทธรูปทอง

ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒โปรดฯให้กรมพระราชวังบวรสถานมงคลขึ้นมารับและจัดสรรพื้นที่ให้ชาวมอญได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ในแถบสามโคก นนทบุรี จนถึงพระประแดง เมื่อรัชกาลที่ ๒ เสด็จตำบลสามโคก ทรงได้รับดอกบัวจากชาวมอญจึงตั้งชื่อเมืองให้ว่า ปทุมธานี ด้วยเหตุนี้ประเพณีของชาวมอญตามชุมชนริมแม่น้ำซึ่งมีวัดตั้งอยู่นั้นได้รักษาประเพณีตักบาตรพระร้อย เป็นประเพณีตักบาตรทางน้ำในช่วงเทศกาลออกพรรษาที่ชาวปทุมธานี โดยเฉพาะชาวไทยเชื้อสายมอญ ปฏิบัติกันมานานนับร้อยปี โดยมีพิธีถือปฏิบัติว่าหากวัดใดที่จะจัดพิธีตักบาตรพระร้อยต้องแจ้งกำหนดวันเสียก่อน ซึ่งประเพณีจะเริ่มตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ ไปจนถึงวันแรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๑๑ วนเวียนกันไปในแต่ละวัด ซึ่งมีการนิมนต์พระเพื่อร่วมพิธีตั้งแต่เช้ามืด โดยจัดลำดับหมายเลขก่อนหลัง เสร็จแล้ววัดเจ้าภาพจึงถวายภัตตาหารเช้าแก่พระที่ร่วมพิธี การตักบาตรพระร้อย ซึ่งนำโดยเรือพระพุทธรูป วัดเจ้าภาพส่วนใหญ่นั้นนิยมใช้เรือกระแชง ภายในเรือจะตั้งพระพุทธรูป โต๊ะหมู่บูชา ดอกไม้ธูปเทียน จากนั้นจึงเป็นเรือพระสงฆ์เรียงตามลำดับหมายเลขที่ได้รับ เดิมนั้นชาวบ้านจะพายเรือแบบพ่อพายท้าย แม่พายหัว ลูกนั่งกลางลำเรือ มาจอดเรือจับเข้ากันเป็นพวงหน้าวัด แล้ว จัดเตรียมอาหารมาใส่บาตร ส่วนพระภิกษุลงเรือนั่งเป็นประธาน มีศิษย์วัดนั่งหัวเรือ ท้ายเรือคอยสาวเรือไปตามพวง เพื่อรับอาหารบิณฑบาต ปัจจุบันชาวบ้านนั่งใส่บาตรบนตลิ่งหน้าวัดแทน ชุมชนมอญที่ตั้งบ้านอยู่ริมน้ำจึงสร้างวัดมาตั้งแต่สมัยพระนารายณ์ถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้นพระอุโบสถที่ยกพื้นสูงขึ้น

พระอุโบสถที่ยกพื้นสูงขึ้นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์เศียรพระวัดชินวรารามเศียรพระวัดชินวรารามเศียรหินทราย

เศียรหินทรายหนังสือประวัติ

หนังสือประวัติ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เสือป่าลูกเสือ’ ภูมิคนรักชาติบ้านเมืองในรัชกาลที่๖ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/528831

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เสือป่าลูกเสือ’  ภูมิคนรักชาติบ้านเมืองในรัชกาลที่๖

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เสือป่าลูกเสือ’ ภูมิคนรักชาติบ้านเมืองในรัชกาลที่๖

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สัญลักษณ์ลูกเสือ

ในเดือนพฤศจิกายนนั้นเป็นเดือนที่ทุกคนน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ผู้มีพระราชสมัญญานามว่า “สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า”ด้วยพระองค์นั้นทรงมีพระอัจฉริยภาพและทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในหลายสาขา ทั้งด้านการเมืองการปกครอง การทหาร การศึกษาการสาธารณสุข การต่างประเทศ โดยเฉพาะด้านวรรณกรรมและอักษรศาสตร์นั้น พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์บทร้อยแก้วและร้อยกรองไว้นับพันเรื่อง ในจำนวนนั้นเป็นพระราชนิพนธ์ที่สร้างความรักชาติไว้หลายเรื่อง เช่น หัวใจนักรบ เทศนาเสือป่า ปลุกใจเสือป่า และบทความอื่นๆ ซึ่งเป็นการปลุกใจให้ “รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์”พร้อมกับทรงจัดกองเสือป่าและลูกเสือขึ้น เพื่อฝึกหัดเด็กชายให้เป็นลูกผู้ชายที่มีความกล้าหาญ ซื่อตรง ยึดมั่นในคำสัตย์ปฏิญาณว่า “เสียชีพอย่าเสียสัตย์”

สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าร.๖

จากเหตุการณ์วิกฤติ ร.ศ.๑๑๒ ขณะที่พระองค์ยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสยามมกุฎราชกุมาร ได้ทรงคิดเรื่องเสือป่า หลังจากเสด็จฯกลับจากมณฑลพายัพแล้วเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๘ พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์จะจัดตั้ง “กองเสือป่า” แต่พระองค์ทรงระงับไว้ และทรงมีรับสั่งให้มหาดเล็กและข้าราชบริพารในพระองค์ฝึกทหารและเล่นซ้อมรบเช่น การเล่นโปลิศจับขโมย, เล่นปราบเจ๊กก่อการอั้งยี่ หลังจากเสวยกระยาหารค่ำในพระราชอุทยานของพระราชวังสราญรมย์ไปพลางก่อน ซึ่งทั่วไปจะมองว่าเป็นการละเล่นเพื่อให้พระองค์ทรงพระสำราญ ครั้นเมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้ว พ.ศ.๒๔๕๓ พระองค์จึงโปรดฯ ให้จัดตั้งกองเสือป่าขึ้น ส่วนเหตุ
ที่พระองค์ไม่ทรงจัดตั้งกองเสือป่าในขณะทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสยามมกุฎราชกุมาร นั้น ด้วยเกรงว่ากลุ่มบุคคลที่ไม่พอใจพระองค์อยู่ก่อนหน้านั้นจะหาเรื่องกล่าวหาให้เสียหาย พระองค์ทรงมีพระบรมราชาธิบายเรื่อง “เสือป่า” ว่า มีลักษณะคล้ายทหารรักษาดินแดนของอังกฤษ (TerritoryArmy) มีหน้าที่สนับสนุนการทำงานของทหารโดยเฉพาะในยามศึกสงคราม ซึ่งจำเป็นต้องมีอาสาสมัครคอยป้องกันประเทศในขณะที่ทหารออกไปรบ แต่ต่างกันที่รูปแบบการปกครองด้วยกองทหารรักษาดินแดนของอังกฤษขึ้นตรงกับกระทรวงกลาโหม แต่กองเสือป่านั้นขึ้นตรงต่อพระองค์ สำหรับเด็กชายนั้นทรงตั้ง“ลูกเสือ” ขึ้น พระองค์ทรงมีพระราชดำริว่าพระอารามนั้นมีมากแล้ว และการสร้างอารามในสมัยก่อนนั้นก็เพื่อบำรุงการศึกษาเยาวชนของชาติ จึงทรงมีพระราชดำริให้สร้างโรงเรียนคือโรงเรียนมหาดเล็กหลวง หรือวชิราวุธวิทยาลัย ขึ้นแทนเพื่อให้การศึกษาตามรูปแบบอังกฤษ

เครื่องแบบลูกเสือ

ด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์นั้นใน พ.ศ.๒๕๒๔ องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศยกย่องพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่าทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก ผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรม ในฐานะที่ทรงเป็นนักปราชญ์ นักประพันธ์ กวี และนักแต่งบทละครไว้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพระองค์นั้นทรงสืบต่อพระราชปฏิภาณของสมเด็จพระบรมชนกนาถรัชกาลที่ ๕ ในเรื่องการศึกษา การทหาร โดยเฉพาะการเตรียมให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตยโดยสร้างเมืองจำลองดุสิตธานีเพื่อทดลองและสร้างความเข้าใจให้กับขุนนาง พร้อมโปรดให้ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นและทรงเริ่มกิจการหนังสือพิมพ์เพื่อให้ประชาชนมีเสรีภาพในการเขียนและแสดงความคิดเห็นเช่นเดียวกับประเทศประชาธิปไตยที่ทรงศึกษามาพระบรมรูปรัชกาลที่ ๖ พระราชวังสนามจันทร์พระบรมรูปรัชกาลที่ ๖ พระราชวังสนามจันทร์ชัพน์ บุนนาคชัพน์ บุนนาคกองเสือป่า

กองเสือป่าเสือป่าซ้อมรบ-ราชบุรีเสือป่าซ้อมรบ-ราชบุรีสโมสรเสือป่า-พระราชวังดุสิต

สโมสรเสือป่า-พระราชวังดุสิตลูกเสือ

ลูกเสือฝึกซ้อมในอุทยานสราญรมย์ฝึกซ้อมในอุทยานสราญรมย์ธงมหาศารทูลธวัช (เสือป่าใหญ่)ธงมหาศารทูลธวัช (เสือป่าใหญ่)

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘บ้านทัพทัน’ ภูมิสนามแนวรบด้านตะวันตก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/527242

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บ้านทัพทัน’ ภูมิสนามแนวรบด้านตะวันตก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บ้านทัพทัน’ ภูมิสนามแนวรบด้านตะวันตก

วันอาทิตย์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

โบสถ์ร้าง

จากการที่กรมศิลปากรโดยหน่วยศิลปากรที่ ๖ ได้บูรณะพระอุโบสถ์ร้างของวัดทัพทันวัฒนาราม อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จฯทอดผ้าพระกฐินที่วัดนี้ จึงได้ตามรอยภูมิสนามแนวรบด้านตะวันตกจากเรื่องเล่ากล่าวขานว่า ในสมัยกรุงธนบุรี นั้นได้มีทัพไทยซึ่งมีเจ้าพระยายมราช เจ้าพระยาราชสุภาวดี และเจ้าพระยารามัญวงศ์ เป็นนายทัพ เข้ามายังแนวรบด้านตะวันตกเพื่อทำการขับไล่ทัพพม่าที่มีกะละโม่ เป็นนายทัพนั้นได้ถูกตีถอยร่นจากเมืองกำแพงเพชร มาทางเมืองอุไทยธานี ซึ่งทัพไทยนั้นได้ยกไพร่พลติดตามทัพพม่ามาทัน ณ บ้านทัพทันแห่งนี้จึงได้รบพุ่งตีไพร่พลของข้าศึกแตกพ่ายไป แล้วทัพไทยยังยกไพร่พลไล่ตามไปจนสว่างที่บ้านสว่างแจ้งสบายใจ ต่อมาสถานที่สองแห่งนี้ได้ตั้งเรียกว่าบ้านทัพทัน และบ้านสว่างอารมณ์ ซึ่งภายหลังได้ตั้งเป็นอำเภอทัพทัน และอำเภอสว่างอารมณ์ ทั้งสองแห่ง

เมื่อแบ่งเขตตั้งอำเภอครั้งแรกนั้นตัวอำเภอตั้งอยู่ที่บ้านหนองกระดี่ จึงเรียกว่าอำเภอหนองกระดี่ ซึ่งมีโบสถ์เก่าของวัดหนองกระดี่ ร้างอยู่ ต่อมาได้มีการย้ายตัวอำเภอไปตั้งใหม่ที่บ้านทัพทันจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอทัพทัน พื้นที่ของอำเภอนี้อยู่ติดกับพื้นที่เมืองอุไทยธานีเก่า และบ้านคลองค่ายซึ่งทำหน้าที่เป็นด่านดูแลเขตแดนด้านตะวันตกที่รับผิดชอบไปถึงด่านแม่กลอง และด่านหนองหลวงซึ่งปัจจุบันโอนไปอยู่ในเมืองตาก คือ อำเภออุ้มผาง ในสมัยอยุธยานั้นเมืองอุไทยธานีเก่ามีฐานะเป็นหัวเมืองชั้นนอกทำหน้าที่ด่านเฝ้าระวังแนวรบด้านตะวันตก ซึ่งปรากฏชื่อว่า หลวงสรวิชิต (หน)เป็นนายด่านเมืองอุไทยธานี และทำหน้าที่ส่งกองอัตมาตลาดตะเวนตามแนวชายแดนไปตามด่านต่างๆ ซึ่งมีการรับผู้อพยพชาวมอญ พม่า เข้ามาอยู่ด้วยครั้งเมื่อพม่าเข้าตีเมืองอุไทยธานีเก่าและเผาค่ายนั้นทัพไทยได้ไล่ข้าศึกมาทันที่บ้านทัพทันแห่งนี้ จึงเป็นที่มาของชื่อบ้าน

เจดีย์หน้าโบสถ์เก่า

บ้านทัพทันแห่งนี้เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ทำอาชีพทำนา ค้าขาย และเลี้ยงสัตว์ เป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ต่อเชื่อมกับบ้านหนองเต่าบ้านสะแกกรัง เมื่อเมืองอุไทยธานีย้ายเมืองไปอยู่ที่บ้านสะแกกรัง เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๑ บ้านทัพทันแห่งนี้เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ทำอาชีพทำนา ค้าขาย และเลี้ยงสัตว์ เป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ต่อเชื่อมกับบ้านหนองเต่า บ้านสะแกกรัง เมื่อเมืองอุไทยธานี ย้ายเมืองไปอยู่ที่บ้านสะแกกรังเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๑ นั้น ทำให้ชาวบ้านจากบ้านอุไทยเก่า นั้น บ้านทัพทัน บ้านหนองเต่าและบ้านท่าซุง จึงพากันย้ายครัวไปตั้งบ้านเรือนที่บ้านสะแกกรัง จนเป็นตลาดใหญ่ในปลายสมัย รัชกาลที่ ๓

ส่วนบ้านทัพทันนั้นเมื่อมีการตั้งอำเภอขึ้นนั้นได้มีการสร้างวัดขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๓๘ โดยมีหลวงพ่อโต เป็นเจ้าอาวาสเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๐-๒๔๕๕เมื่อได้รับวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคมพ.ศ.๒๔๕๒ แล้ว พระอาจารย์เจ๊ก เจ้าอาวาส พ.ศ.๒๔๕๖-๒๔๖๑ จึงได้สร้างพระอุโบสถขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๔๕๙-๖๐ พระอุโบสถ์หลังนี้กว้าง ๖.๕๐ เมตรยาว ๑๕.๗๐ เมตร ภายนอกหน้าบัน-กรอบหน้าต่างนั้นประดับด้วยภาพปูนปั้นฝีมือช่างจีน และภายในโบสถ์เขียนรูปอสุภะ ๑๐ ที่มีข้อความระบุว่า“พระมูล สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๒ พรรษา”ในสมัยพระอาจารย์สอน เป็นเจ้าอาวาสพ.ศ. ๒๔๖๒-๖๖ ต่อมาพระอุโบสถหลังเดิมได้ทรุดโทรมลงจึงขอพระราชทานวิสุงคามสีมาสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๑ ส่วนพระอุโบสถหลังเดิมที่ถูกทิ้งร้างนั้นได้รับการบูรณะเพื่อรักษาภาพปูนปั้นที่ชำรุดและภาพเขียนอสุภะกลับคืนมาซึ่งเป็นแบบอย่างของศิลปกรรมของช่างจีนที่นิยมสร้างภาพปูนปั้นตามโบสถ์วิหารและเจดีย์ตามวัดต่างๆอยู่ในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์-ชัยนาท และอุทัยธานีซึ่งทั้งสามเมืองนี้ล้วนในอดีตนั้นต่างมีบทบาทกับการรักษาแนวรบด้านตะวันตก ที่ยังมีร่องรอยและชื่อภูมิสถานให้จดจำกันเช่น บ้านทัพทัน โพลงซ่อนนางคือ บ้านพลวงสองนาง โกรกพม่าคือ บ้านโกรกพระ นอกจากนี้วัดทัพทัน ยังเป็นวัดที่หลวงพ่อเคลือบ พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งลุ่มแม่น้ำสะแกกรังที่ชาวอุทัยธานีเคารพนับถือ เคยจำพรรษาอยู่วัดนี้จึงมีการสร้างรูปหล่อองค์แรกประดิษฐานไว้ที่วัดนี้ด้วยหลวงพ่อเคลือบหลวงพ่อเคลือบแนวรบด้านตะวันตกแนวรบด้านตะวันตกโบสถ์เก่าวัดหนองกระดี่โบสถ์เก่าวัดหนองกระดี่หน้าบันซุ้มเจดีย์หน้าบันซุ้มเจดีย์รูปหล่อหลวงพ่อเคลือบรูปหล่อหลวงพ่อเคลือบภาพอสุภะภาพอสุภะภาพอสุภะภาพอสุภะภาพปูนปั้้นหน้าบันโบสถ์ภาพปูนปั้้นหน้าบันโบสถ์ภาพปูนปั้้นหน้าบันภาพปูนปั้้นหน้าบันภาพปูนปั้้นศิลปะช่างภาพปูนปั้้นศิลปะช่างพระพุทธรูปปูนปั้นพระพุทธรูปปูนปั้น

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ตลาดเก่าริมน้ำ’ ภูมิท่องเที่ยวชุมชนวิถีไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/525711

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ตลาดเก่าริมน้ำ’ ภูมิท่องเที่ยวชุมชนวิถีไทย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ตลาดเก่าริมน้ำ’ ภูมิท่องเที่ยวชุมชนวิถีไทย

วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตลาดขายของสมัย ร.๕

ในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศนั้น ส่วนใหญ่ผูกพันกับตลาดจนเป็นวิถีไทยที่หาได้ไม่ยากด้วยเหตุที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมีลักษณะเด่นของท้องถิ่น ดังนั้น ตลาดเก่า ถนนคนเดินในหลายแห่งจึงถูกฟื้นฟูให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมซึ่งต่างมีความหลากหลายขึ้นการส่งเสริมให้เกิด การท่องเที่ยวชุมชน (Community-Based Tourism) จึงเกิดขึ้นทั่วประเทศ การเที่ยวตามชุมชนที่น่าสนใจนั้นมักเป็นชุมชนที่มีตลาดเก่า ถนนการค้าเดิม ที่สามารถจัดการท่องเที่ยวโดยคำนึงถึงความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งบริหารจัดการโดยชุมชนเพื่อชุมชน และให้ชุมชนได้มีบทบาทสร้างรายได้จากการเป็นเจ้าของ มีสิทธิการจัดการดูแลให้เกิดการเรียนรู้ในท้องถิ่นแก่ผู้มาเยือน   

การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนนั้นได้มีการจัดการไว้ ๔ ด้าน ได้แก่ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรม โดยให้ชุมชนนั้นมีฐานทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และมีวิถีการผลิตที่พึ่งพาและใช้ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นถิ่นอย่างยั่งยืนให้ชุมชนมีวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนขึ้น ด้านองค์กรชุมชน โดยให้ชุมชนมีระบบสังคมที่เข้าใจกัน โดยมีปราชญ์หรือผู้มีความรู้ และมีทักษะในเรื่องต่างๆ หลากหลายองค์ความรู้ จนให้ชุมชนนั้นรู้สึกถึงการเป็นเจ้าของ และเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา ด้านการจัดการให้ชุมชนมีกฎกติกาในการจัดการสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว ซึ่งมีองค์กรหรือกลไกการทำงานเพื่อจัดการการท่องเที่ยว และสามารถเชี่อมโยงการท่องเที่ยวกับการพัฒนาชุมชนโดยรวมได้  โดยมีกระจายผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและมีกองทุนที่สามารถเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนในอนาคต

ตลาดน้ำที่มีเรือมากมาย

ด้านการเรียนรู้ ซึ่งต้องสร้างให้ชุมชนมีกิจกรรมการท่องเที่ยวที่สามารถสร้างการรับรู้และความเข้าใจในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่แตกต่างได้ มีระบบจัดการให้กระบวนการเรียนรู้ระหว่างชาวบ้านกับผู้มาเยือนและร่วมสร้างจิตสำนึกเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมร่วมกันทั้งชาวบ้านเองและผู้มาเยือน การท่องเที่ยวโดยชุมชนนั้นมีหลักการที่มุ่งเน้นให้ชุมชนเป็นเจ้าของ สร้างการมีส่วนร่วมของชาวบ้านในการกำหนดทิศทางและตัดสินใจเพื่อร่วมกันส่งเสริมความภาคภูมิใจในตนเอง โดยร่วมกันยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อม คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่น  สร้างกิจกรรม ก่อให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างคนต่างวัฒนธรรม อันสร้างความเคารพในวัฒนธรรมที่แตกต่างและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งมีคำว่า “พหุวัฒนธรรม” มาสร้างการอยู่ร่วมกันจากความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยทำให้เกิดผลตอบแทนที่เป็นธรรมแก่คนในท้องถิ่นและมีการกระจายรายได้สู่สาธารณประโยชน์ของชุมชน การท่องเที่ยวโดยชุมชนตามหลักการนี้จึงเห็นว่ามีการส่งเสริมกันหลายวิธีหลายโครงการ ทั้งให้งบประมาณและแจกเงินให้ชวนกันเที่ยวกระจายรายได้เพื่อให้เข้าถึงชุมชนและวิถีไทยที่มีอยู่ทุกแห่งทั่วประเทศ ส่วนจะประสบความสำเร็จได้ครบถ้วนหรือไม่ขึ้นอยู่คนในชุมชนช่วยกัน ซึ่งมี ตลาดเก่า ถนนคนเดินต้นแบบให้เห็นอยู่หลายแห่ง เช่น ตลาดสามชุกที่สุพรรณบุรีตลาดบ้านสะแกกรัง ตรอกโรงยาที่อุทัยธานีถนนคนเดินในตลาดหล่มเก่าที่เพชรบูรณ์ตลาดกองต้า ที่ลำปาง ตลาดเก่าริมน้ำที่จันทบุรีตลาดคลองสวนที่ฉะเชิงเทรา เป็นต้น กระแสการเที่ยวตลาดเก่าร้อยปี ก็คงเหมือนกับการเที่ยวตามวัด ๙ วัด ซึ่งต่างสร้างกิจกรรมไหว้พระทำบุญและจัดการตลาดเก่าให้ขายของกับชมอาคารบ้านเรือนในอดีต ส่วนจะนิยมชมให้น่าสนใจน่าเที่ยวนั้นอขึ้นอยู่กับธรรมชาติในพื้นที่ซึ่งมีป่าเขา แม่น้ำ เช่น ตลาดริมแม่น้ำโขงที่เชียงคาน จ.เลย ตลาดสามชุกริมแม่น้ำท่าจีน เป็นต้น ภูมิสถานตลาดเก่าทุกแห่งจึงต้องมีแม่น้ำอยู่คู่กับตลาดนั้นๆด้วยวิถีชุมชนแต่ละแห่งนั้นในอดีตอยู่กับแม่น้ำมาตลอด ซึ่งมีวิถีวัฒนธรรมที่น่าสนใจตลาดบ้านสะแกกรังตลาดบ้านสะแกกรังอาคารเก่าสมัย ร.๕อาคารเก่าสมัย ร.๕วิวตลาดริมแม่น้ำวิวตลาดริมแม่น้ำวิถีเรือนแพ

วิถีเรือนแพร้านกาแฟย้อนยุค

ร้านกาแฟย้อนยุคภายในเรือนเก่า

ภายในเรือนเก่าปลาจากแม่น้ำ

ปลาจากแม่น้ำประเพณีท้องถิ่นบวชนาคประเพณีท้องถิ่นบวชนาค

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๕๐ปี มิตร ชัยบัญชา’ พระเอกตลอดกาลแห่งหนังไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/524134

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๕๐ปี มิตร ชัยบัญชา’  พระเอกตลอดกาลแห่งหนังไทย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๕๐ปี มิตร ชัยบัญชา’ พระเอกตลอดกาลแห่งหนังไทย

วันอาทิตย์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 08.15 น.

รางวัลดาราทองยอดนิยม

ชื่อเสียงของ มิตร ชัยบัญชา นั้น ไม่มีใครที่จะไม่รู้จัก ด้วยความที่เป็นดารายอดนิยมจึงถูกยกย่องให้เป็นพระเอกตลอดกาลของวงการภาพยนตร์ไทย ดังนั้นในวันที่ ๘ ตุลาคมของทุกปี จึงมีการจัดงานทำบุญเพื่อระลึกถึงพระเอกภาพยนตร์ไทยผู้นี้มาตลอด ปีนี้เป็นปีที่ ๕๐ แล้วที่มิตร ชัยบัญชา ได้จากไปพร้อมกับผลงานสุดท้าย คือ อินทรีทอง ที่ทำให้พระเอกผู้นี้ประสบอุบัติเหตุจากการถ่ายทำแบบช็อกกันทั้งประเทศ คงไม่ต้องพูดถึงความอาลัยรักและเสียดายว่ามากน้อยแค่ไหน 

มิตร ชัยบัญชา เกิดวันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ.๒๔๗๗ มีชื่อจริงคือ พันจ่าอากาศโทพิเชษฐ์ ชัยบัญชา (นามสกุลเดิม พุ่มเหม) ได้เข้าสู่วงการบันเทิงเมื่อปลาย พ.ศ.๒๔๙๙ เป็นพระเอกภาพยนตร์ไทยในช่วง พ.ศ.๒๕๐๐-๒๕๑๓ซึ่งเป็นยุคที่ภาพยนตร์ ๑๖ มม. มีผลงานภาพยนตร์กว่า ๓๐๐ เรื่อง ซึ่งมีการติดตามค้นพบแล้วประมาณ ๒๖๖ เรื่อง ผลงานเรื่องแรกคือเรื่องชาติเสือ ผลงานเรื่องที่สองที่ออกฉายคือจ้าวนักเลง หรือ อินทรีแดง งานเขียนของ เศก ดุสิตซึ่งทำให้มิตร ชัยบัญชา มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างมากมายจนทำรายได้เกินล้านบาทในสมัยนั้นมิตร ชัยบัญชา นั้น มีผลงานแสดงที่โดดเด่นมากและหลากหลายบทบาทมี ทั้งบทบู๊ รักกุ๊กกิ๊ก รักรันทด ตลก เชยเด๋อด๋า หรือชีวิตเศร้าเคล้าน้ำตา จนเรียกว่าคนนิยมชมภาพยนตร์ที่มีมิตร ชัยบัญชา แสดงมาก และแม้จะมีผู้แสดงบทนางเอกหลายคน ก็ไม่นิยมเท่ากับ เพชราเชาวราษฎร์ ดารานัยน์ตาหยาดน้ำผึ้งที่เป็นนางเอกคู่ขวัญจนเรียกกันติดปากว่าสร้างภาพยนตร์ต้อง “มิตร-เพชรา” เท่านั้น

๑๖ ปี แห่งความหลัง

สำหรับภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดเรื่องแรกคือเรื่อง ใจเพชร เมื่อพ.ศ.๒๕๐๖ต่อมามีภาพยนตร์ที่สร้างรายได้เกินล้านอีกหลายเรื่อง จนทำให้มิตร ชัยบัญชา ได้เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานรางวัล “โล่เกียรตินิยม” นักแสดงนำชาย ที่ทำรายได้สูงสุด จากภาพยนตร์ เรื่อง เงิน เงิน เงิน ซึ่งทำรายได้สูงเป็นประวัติการณ์ของหนังไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ ต่อมาภาพยนตร์เรื่อง เพชรตัดเพชร ทำรายได้ทำลายสถิติเงิน เงิน เงิน ได้ ๓ ล้านบาท ในเวลาหนึ่งเดือนเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๙ และได้เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานรางวัล“ดาราทอง” ขวัญใจมหาชน จากคุณสมบัติหลัก ๔ ประการ คือ ศรัทธา หน้าที่ ไมตรี และ น้ำใจ ซึ่งแสดงถึงคุณภาพของผู้รับรางวัล ต่อมา พ.ศ. ๒๕๑๓ ภาพยนตร์เรื่อง มนต์รักลูกทุ่ง ของ รังสี ทัศนพยัคฆ์เป็นภาพยนตร์เพลงลูกทุ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำรายได้มากกว่า๖ ล้านบาทและยืนฉายในโรงภาพยนตร์ นานกว่า๖ เดือนในกรุงเทพฯ และทำรายได้ทั่วประเทศมากกว่า ๑๓ ล้านบาท  หลังสุดวันที่ ๘ ตุลาคมพ.ศ. ๒๕๑๓ มิตร ชัยบัญชา ได้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตขณะถ่ายทำฉากโหนบันไดเชือกเฮลิคอปเตอร์ จากภาพยนตร์เรื่อง อินทรีทองท่ามกลางความอาลัยของมหาชน นับเป็นบุคคลธรรมดาที่มีผู้มาร่วมงานศพมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ ภายหลังได้มีการตั้งศาลบริเวณหาดจอมเทียน พัทยาใต้ สถานที่มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิตกับตรงบ้านเกิดคือ บ้านไสค้าน ที่จังหวัดเพชรบุรีและมีการสร้างรูปหล่อของมิตร ชัยบัญชา ในชุดอินทรีทอง ไว้ที่ศาลด้วย สิ่งที่เป็นอนุสรณ์ของมิตร ชัยบัญชา ที่ทิ้งไว้กับแผ่นดินคือ การรวบรวมเงินซื้อที่ดิน ๕๑๔ ตารางวา ตรงเชิงสะพานผ่านฟ้าเพื่อสร้างโรงภาพยนตร์ส่งเสริมกิจการหนังไทย ต่อมาธนาคารกรุงเทพ ตั้งเป็นศูนย์สังคีตศิลปะ เพื่อรักษาเจตนารมณ์เจ้าของที่ดินไว้ ด้วยความที่เป็นคนรักเพื่อนพ้องและเป็นมิตรไมตรีกับทุกคน และเป็นผู้ที่ได้อัญเชิญธงชัยเฉลิมพลในวันสำคัญนั้นจึงเป็นความภาคภูมิใจของด.ช.บุญทิ้ง เด็กต่างจังหวัดที่มาแต่ตัวและจากไปแต่ตัวไม่เหลืออะไรจริงๆ นอกจากชื่อ “มิตร ชัยบัญชา” นามการแสดงในบทบาทพระเอกดาราทองยอดนิยมอันดับหนึ่งของแผ่นดินผู้อยู่ในใจของมหาชนทั่วประเทศมาจนวันนี้พ.จ.ท.พิเชษฐ์ ชัยบัญชาพ.จ.ท.พิเชษฐ์ ชัยบัญชามิตร ชัยบัญชา

มิตร ชัยบัญชามิตร ในบท จ้าวอินทรีมิตร ในบท จ้าวอินทรีมิตร-เพชรามิตร-เพชราอินทรีทอง เรื่องสุดท้าย

อินทรีทอง เรื่องสุดท้ายอนุสรณ์มิตร ที่ จ.เพชรบุรี บ้านเกิด

อนุสรณ์มิตร ที่ จ.เพชรบุรี บ้านเกิดเรื่องมนต์รักลูกทุ่ง

เรื่องมนต์รักลูกทุ่งเรื่องจ้าวอินทรีเรื่องจ้าวอินทรี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๗๔ ปี คดีสวรรคต’ มุมมองใหม่ทางนิติวิทยาศาสตร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/522627

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๗๔ ปี คดีสวรรคต’  มุมมองใหม่ทางนิติวิทยาศาสตร์

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๗๔ ปี คดีสวรรคต’ มุมมองใหม่ทางนิติวิทยาศาสตร์

วันอาทิตย์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 08.35 น.

ข่าวจากหนังสือพิมพ์

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการนำเสนอผลงานสำคัญที่น่าสนใจถึง เรื่อง “๗๔ ปี คดีสวรรคต” ซึ่งเป็นมุมมองการทดลอง และพิสูจน์ใหม่ด้วยความก้าวหน้าทางนิติวิทยาศาสตร์ โดย คุณกังวาฬ พุทธิวนิช จากคดีสวรรคตในหลวง รัชกาลที่ ๘ ที่ทุกคนสนใจใคร่รู้กันมานานวัน ผลงานเล่มนี้ผู้ศึกษาได้ตั้งใจให้ข้อเท็จจริงด้วยความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โดยสืบนำข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ปรากฏแพร่หลายนั้นมาค้นคว้าและวิเคราะห์ในแบบใหม่ๆ ที่นำไปสู่ความรู้เท่าทันเพทุบายทางการเมือง เพื่อไม่ให้ดึงสถาบันที่เคารพเทิดทูนนั้นมาเป็นเครื่องมือมุ่งหวังกำจัดฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเรื่องราวของคดีสำคัญนี้จึงมีทั้งข้อมูลจากเหตุการณ์และถ้อยคำที่ปรากฏในเอกสารและหนังสือที่มีการเผยแพร่อยู่มากมายหลายเล่มนั้น ด้วยเหตุที่ยังไม่มีใครเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อไขคดี ดังนั้น การถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ที่ผ่านมากว่า ๗๔ ปีนี้ จึงถือว่าเป็นความรู้ใหม่ที่ต้องใช้ความอุตสาหะและความตั้งใจที่มีการตามหาข้อเท็จจริงและการทดลองพิสูจน์อย่างรอบด้านอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน 

กังวาฬ พุทธิวนิช ผู้ศึกษา

ในหลวงรัชกาลที่ ๘ ทรงเป็นที่รักใคร่ของอาณาประชาราษฎร์มาก เมื่อเสด็จสวรรคตนั้นทั่วแผ่นดินได้อาลัยร่ำไห้ไปทั่วและพากันระลึกถึงพระองค์อยู่ตลอดเวลา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๘ ทรงเป็นพระโอรสในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีสมเด็จพระเชษฐภคินีและสมเด็จพระอนุชาธิราช คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระองค์เสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๘ แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ขณะที่มีพระชนมพรรษาเพียง ๙ พรรษา และประทับที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ดังนั้น จึงมีการแต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพื่อทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินจนกว่าพระองค์จะทรงบรรลุนิติภาวะ พระองค์เสด็จนิวัตพระนครครั้งแรกภายหลังทรงราชย์เมื่อวันที่๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๘๑ และครั้งที่สองเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๘ แต่ก่อนกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินกลับไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพียง ๔ วัน พระองค์ได้เสด็จสวรรคตด้วยทรงต้องพระแสงปืน เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ณ ห้องพระบรรทม พระที่นั่งบรมพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวัง รวมระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติทั้งสิ้น ๑๒ ปี จากข่าวหนังสือพิมพ์และหนังสือที่กล่าวถึงกรณีสวรรคตที่มีอยู่มากกว่า ๓๐ เล่มนั้นได้ถูกนำมาประมวลถึงเหตุการณ์บ้านเมืองและเส้นทางของหนังสือคดีสวรรคตตามช่วงเวลา และลำดับเหตุการณ์ของคดีอย่างละเอียด ประกอบกับเรื่องเล่า จากทายาทหรือผู้เกี่ยวข้องกับคดี ความย้อนแย้งทั้ง ๔ กรณี และการแย่งอำนาจทางการเมือง จนทำให้คลายความสงสัยใคร่รู้อย่างที่สามารถหาคำตอบได้ระดับหนึ่ง ด้วยผัง-ตาราง-กราฟิกประกอบให้เข้าใจง่ายขึ้น ซึ่งเป็นแบบอย่างของการถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ต่างๆ ในอนาคต เช่น เหตุการณ์จากภัยจากสึนามิ เหตุการณ์การติดถ้ำของทีมฟุตบอลหมูป่า เหตุการณ์จากคดีสำคัญๆ ที่น่าสนใจ เป็นต้น คณะวิทยากร ซึ่งมี ม.ร.ว.สายสวัสดี สวัสดิวัตน์,ส.ศิวรักษ์, โคทม อารียา นั้น ต่างชื่นชม กังวาฬ พุทธิวนิชที่ทำงานตรงไปตรงมาและเปิดกว้างต่อการศึกษาสมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ หนึ่งในวิทยากรนั้นได้กล่าวไว้อย่างสะเทือนใจว่า สำหรับดิฉัน กรณีสวรรคตเป็น “ตราบาปของแผ่นดิน” การฉกฉวยโอกาสมืดของมหาอำนาจในนาทีนั้น ทำให้เราสูญเสียเอกราชทางจิตวิญญาณ ทำให้คนดีถูกทำลาย และคนเลวเป็นที่ยกย่อง ถึงขนาดเอาอาชญากรสงครามออกมาจากคุกในญี่ปุ่น มาเขียนตำราหลักสูตรทางศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ให้เราและลูกหลานตกเป็นทาสทางความคิดมาจนทุกวันนี้ เราควรมั่นใจในตัวเอง ว่าสังคมของเราสามารถถกเถียงข้อมูลข้อเท็จจริงได้อย่างเสรี เพื่อให้ความจริงปรากฏ-เพื่อความเป็นธรรมทางประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของสังคมหนังสือ ๗๔ ปี คดีสวรรคตหนังสือ ๗๔ ปี คดีสวรรคตคณะวิทยากรเสวนาข้อมูล

คณะวิทยากรเสวนาข้อมูลการเสวนา

การเสวนาเตียงจำลองเพื่อศึกษาเตียงจำลองเพื่อศึกษาบุคคลผู้เกี่ยวข้องกับคดี

บุคคลผู้เกี่ยวข้องกับคดีนิทรรศการการศึกษา

นิทรรศการการศึกษาผังการศึกษา

ผังการศึกษาพาชมนิทรรศการ

พาชมนิทรรศการ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เชียงคาน’ภูมิเมืองท่องเที่ยวสู่ระดับเวิลด์คลาส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/521160

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง :  ‘เชียงคาน’ภูมิเมืองท่องเที่ยวสู่ระดับเวิลด์คลาส

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เชียงคาน’ภูมิเมืองท่องเที่ยวสู่ระดับเวิลด์คลาส

วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.15 น.

ถนนคนเดินเชียงคาน

จากยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่พิเศษเลยที่มุ่งยกระดับให้เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวและพักผ่อน (Leisure Loei) ด้วยเหตุที่อำเภอเชียงคาน เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตนั้น องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ที่รู้จักกันในนาม อพท. นั้น ดร.ชูวิทย์ มิตรชอบ รักษาการผู้อำนวยการ อพท. ซึ่งเป็นหน่วยงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ได้ร่วมวางเป้าหมายพัฒนาให้จังหวัดเลย เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับเวิลด์คลาส (World Class Destinations) เพื่อให้พื้นที่แห่งนี้เกิดความยั่งยืนด้านการท่องเที่ยวยกระดับให้เป็นเมืองท่องเที่ยวและพักผ่อนให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยนำหลักเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลกหรือ GSTC และเกณฑ์การท่องเที่ยวโดยชุมชนหรือ CBT เป็นหลักในการพัฒนาให้พื้นที่และชุมชนเกิดความยั่งยืน และสอดคล้องกับนโยบายการท่องเที่ยวที่กำหนดไว้ ๔ ด้าน เพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยว ได้แก่ Safe-การท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย Clean-สะอาดสวยงาม Fair-มีความเสมอภาคเป็นธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบหรือหลอกลวงนักท่องเที่ยว บริการด้วยใจ และ Sustainability-ความยั่งยืน สร้างชุมชนท่องเที่ยว เพิ่มขีดความสามารถให้ท้องถิ่นบริหารจัดการการท่องเที่ยวได้ด้วยตัวเอง 

ดร.ชูวิทย์ มิตรชอบ รก.ผอ.อพท

สำหรับแนวทางการปฏิบัติงานที่ทำให้การพัฒนาพื้นที่อำเภอเชียงคานรุดหน้ายิ่งขึ้นนั้น อพท. ได้นำกำหนดให้ “เชียงคาน” เป็นอำเภอแรก จากการศึกษาพบว่าอำเภอเล็กๆ แห่งนี้ ทุกปีมีโอกาสต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างชาติเป็นจำนวนรวมมากถึงปีละกว่าล้านคน กับความความเข้มแข็งของชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ทำให้มีถนนคนเดินเลียบแม่น้ำโขงของอำเภอเชียงคาน อีกทั้งยังมีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายที่สร้างความมีเสน่หาทางวัฒนธรรมให้น่าสนใจ เช่น การใส่บาตรข้าวเหนียว การทำผาสาดลอยเคราะห์ หรือวิถีประมงในแม่น้ำโขง ที่สืบสาน รักษาเป็นประเพณีท้องถิ่นและเป็นกิจกรรมที่ดึงดูดการท่องเที่ยวทางวิถีวัฒนธรรม โดยการพัฒนาขยายพื้นที่ที่มีศักยภาพและเชื่อมโยงกับถนนคนเดินของเชียงคาน พัฒนาชุมชนชาไทดำ บ้านนาป่าหนาด ตำบลเขาแก้ว อำเภอเชียงคาน เพื่อยกระดับให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่จะนำเสนอต่อนักท่องเที่ยว อีกทั้งจังหวัดเลยนั้นได้สร้างสกายวอล์ก แลนด์มาร์คแห่งใหม่ให้กับเชียงคาน ที่ภูคกงิ้ว ตำบลปากตม อำเภอเชียงคาน สกายวอล์กแห่งนี้มีความสูงเท่ากับตึก ๓๐ ชั้น เป็นจุดชมวิวงดงามของแม่น้ำโขง และแม่น้ำเหือง ที่กั้นชายแดนระหว่างไทยกับสปป.ลาว ด้วยความที่มีพื้นที่ธรรมชาติที่งดงามของลุ่มแม่น้ำโขง ความเรียบง่ายของพหุวัฒนธรรมและจุดชมวิวที่งดงามนั้นจึงเป็นประทับใจกับแขกเยือนจนมีการท่องเที่ยวในเชียงคานแบบไม่ขาดสาย ดังนั้น การส่งเสริมให้เชียงคานก้าวสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับสากลจึงเป็นแนวทางให้มีการเสนอตัวเข้าสู่การจัดอันดับ Sustainable Destinations TOP 100 ในงานมหกรรมการท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง ITB ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนีในปี ๒๕๖๔ ซึ่งจะเป็นต้นแบบให้ชุมชนหรือแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม-ธรรมชาติอีกหลายแห่งได้ตื่นตัวตามกันแม้จะอยู่ในสถานการณ์โควิดอยู่ก็ตาม อย่างน้อยคนไทยและต่างชาติที่พำนักในประเทศไทย (Expat) จะได้เที่ยวกันในแคมเปญ Explore the Unseen Thailandหรือ “เรารู้จักกันดีพอหรือยัง” และวันที่ ๒ ตุลาคมนี้ เวลา ๑๑.๐๐ น.ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ร่วมกับสมาคมชาวทมิฬแห่งประเทศไทย ได้มีความยินดีขอเชิญร่วมการเสวนา “จะอยู่อย่างไรในยุคโควิดให้มีความสุขด้วยแรงบันดาลใจจากคติพจน์แห่งปัญญา “ธิรุกกุรัล”ในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ เมืองทองธานี กันก่อนจะมีวันหยุดยาวให้ไปเที่ยวกันด้วยผาสาดลอยเคราะห์ผาสาดลอยเคราะห์กระทงพิธี ผาสาดลอยเคราะห์

กระทงพิธี ผาสาดลอยเคราะห์หาปลาในลำนํ้าโขง

หาปลาในลำนํ้าโขงสกายวอล์กจุดชุมวิว

สกายวอล์กจุดชุมวิววิถีประมงเชียงคานวิถีประมงเชียงคานวิถีไทยริมโขงที่เชียงคานวิถีไทยริมโขงที่เชียงคานแม่น้ำโขงที่เชียงคาน

แม่น้ำโขงที่เชียงคานพิธีของชาวไทดำพิธีของชาวไทดำที่พักผ่อนริมแม่น้ำโขงที่พักผ่อนริมแม่น้ำโขง