ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วันนักเขียน ๕ พฤษภาคม’ ภูมิงานวรรณศิลป์ของแผ่นดิน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/802769

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันนักเขียน ๕ พฤษภาคม’ ภูมิงานวรรณศิลป์ของแผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันนักเขียน ๕ พฤษภาคม’ ภูมิงานวรรณศิลป์ของแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.30 น.

ขุนวิจิตรมาตรา

วันที่ ๕ พฤษภาคม วันนี้ ทุกปีถือเป็นวันนักเขียนไทยจุดเริ่มของการรวมตัวของนักเขียนนั้นส่วนใหญ่มักจับกลุ่มกันในกองบรรณาธิการที่สำนักพิมพ์มีวารสารเผยแพร่นิยายและเรื่องบันเทิง ซึ่งมีอยู่หลายค่าย แต่ละแห่งนั้นมีบรรณาธิการและนักเขียนที่มีชื่อเสียงเป็นแม่เหล็กในการอ่านนิยาย เรื่องสั้น เรื่องแปล และนักเขียนหลายท่านก็มีผลงานในค่ายอื่นด้วยเพียงแต่ใช้นามปากกาไม่ให้ซ้ำกัน สรุปว่าวงการนักเขียนหรือนักประพันธ์นั้น ต่างเป็นพี่เป็นน้องมีความสัมพันธ์กันแม้จะอยู่ต่างค่าย ในปี พ.ศ.๒๕๑๑นายเลียว ศรีเสวก เจ้าของนามปากกา “อรวรรณ” ซึ่งเป็นนักประพันธ์เอกแห่งยุคสมัยได้ ป่วยหนัก บรรดานักเขียน-นักเขียน ใหญ่น้อยที่เคารพนับถือ “อรวรรณ” นั้นนายสุวัฒน์ วรดิลก ได้นัดรวมตัวกันจัด “งานชุมนุมน้ำใจ” ในวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๑ เพื่อหาเงินช่วยการรักษา “อรวรรณ” หลังจากการจัดงานครั้งนั้น นักเขียน ทั้งหลายได้รวมตัวกัน ตั้ง “ชมรมนักเขียน ๕ พฤษภา” และถือเอาวันที่ ๕ พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันฉัตรมงคล นั้นเป็นวันมงคลของนักเขียน เพื่อร่วมชุมนุมกันเป็นประจำทุกปี “ชมรมนักเขียน 5 พฤษภา” นั้น มีนายสุวัฒน์ วรดิลก เป็นประธานจัดชุมชนุม ใน๒ ปีแรก ใน พ.ศ.๒๕๑๑-๒๕๑๒ นายอุทธรณ์พลกุล เป็นประธานในปี พ.ศ.๒๕๑๓-๒๕๑๔ภายหลังชมรมนักเขียน๕ พฤษภา ได้จัดตั้งเป็น“สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย”เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๔  โดยการมีผู้ก่อตั้ง ๓ คน คือ นางสุภาว์ เทวกุล ณ อยุธยา, นายเสนีย์ บุษปะเกศ และนายถาวร สุวรรณ ผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นนายกสมาคม คนแรก คือ นายอุทธรณ์ พ กุล นามปากกา “งาแซง” ซึ่งให้ข้อคิด ในวันนักเขียน๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ว่า “นักเขียนทุกคนย่อมมีภาระหน้าที่ส่วนตัว โดยปรากฏผลงานออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร และตีพิมพ์อยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์ต่างๆ ผลงานเหล่านี้จะคงทาบติดฝาผนังอันยาวเหยียดของกาลเวลาที่ไม่มีที่สิ้นสุด และยังคงห้อยแขวนอยู่ตามราวแห่งความคิดคำนึงในภายหลัง ไม่ว่าผลงานนั้นจะเป็นมาในอดีต ปัจจุบันหรืออนาคตข้างหน้า” บุคคลผู้ก่อตั้งสมาคมทั้งสามท่านนั้นได้วางข้อบังคับและภาระกิจของสมาคมเพื่อให้สมาคมฯ ส่งเสริมให้นักเขียนได้สร้างสรรค์ผลงานและยกย่องเชิดชูผลงานเหล่านั้นให้ประจักษ์แก่สาธารณชนทั้งในสังคมไทยและในสังคมโลก รวมทั้งเป็นศูนย์กลางให้นักเขียนได้มีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และช่วยเหลือคุ้มครองและส่งเสริมสวัสดิภาพให้นักเขียนเท่าที่จะสามารถทำได้

ขุนวิจิตรมาตรากับนักเขียน

ปัจจุบันการเขียนหนังสือในนิตยสารและหนังสือพิมพ์ที่เคยนิยมมาก่อนนั้นได้ถูกสื่อออนไลน์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น และมีการพัฒนาเข้าถึงคนในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ เว็บไซต์ ยูทูบ เฟซบุ๊ก ติ๊กต็อกจนกิจการการพิมพ์ สำนักพิมพ์ และหนังสือต้องปรับเปลี่ยนบทบาทลง แต่ความเป็นนักเขียนอาชีพจึงทำให้หันมาใช้สื่อออนไลน์ทำหน้าที่การเผยแพร่แทน และต้องทันสื่อใหม่ ที่นำ AI มาใช้ ดังนั้น กิจกรรมของนักเขียนจึงถูกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จนความเป็นนักเขียนที่มีศักดิ์ศรีไม่เหมือนเดิม กิจกรรมหลักวันนักเขียนที่สร้างขึ้นเป็นประจำในวันนักเขียนนั้น คือ การทำบุญอุทิศบุญกุศลให้กับนักเขียนผู้ล่วงลับไปแล้ว ในตอนเช้า และจัดเสวนาจากนักเขียนที่มีชื่อเสียงและนักวิชาการ ต่อจนถึงช่วงเย็นก็สังสรรค์เฮอาจากการสนับสนุนจากค่ายนักเขียนสำนักต่างๆ และมีหนังสือจากสำนักพิมพ์มาร่วมจำหน่ายด้วย ทุกปีที่งานนวนิยาย เฟื่องฟูจนไปทำละครโทรทัศน์ และภาพยนตร์ สร้างดารายอดนิยมและนักเขียนชื่อดังหลายคน วันนี้ต้องทบทวนว่าอาชีพนักเขียนยังเป็นงานอดิเรกหรืออาชีพมั่นคงผลงานยอดนิยมในอดีตของนักเขียนที่มีชื่อเสียงหายไปใหนหมด หรือจะค้นหานักเขียนรุ่นใหม่ไฟแรงให้รางวัลกันไปจนไม่สนใจ ปัญหาคือทำอย่างไรให้งานเขียนของนักเขียนมีผลงานไปสู่สากลได้อ่านให้ได้

ทรงเป็นกันเองกับนักเขียน

ทรงเป็นกันเองกับนักเขียน

สมเด็จพระกนิษฐาเจ้าฯ ทรงฉายพระรูปร่วมกับนักเขียน

สมเด็จพระกนิษฐาเจ้าฯ ทรงฉายพระรูปร่วมกับนักเขียน

สุภัทร สวัสดิรักษ์

สุภัทร สวัสดิรักษ์

สุภาว์ เทวกุล เสาหลักสมาคมฯ

สุภาว์ เทวกุล เสาหลักสมาคมฯ

สุวัฒน์ วรดิลก แม่งานรวมใจนักเขียน

สุวัฒน์ วรดิลก แม่งานรวมใจนักเขียน

กิจกรรมเสวนา

กิจกรรมเสวนา

อรวรรณ มาร่วมฟัง

อรวรรณ มาร่วมฟัง

สังสรรค์เป็นกันเอง

สังสรรค์เป็นกันเอง

สำนักพิมพ์มาจำหน่ายหนังสือ

สำนักพิมพ์มาจำหน่ายหนังสือ

วิทยากรเสวนา

วิทยากรเสวนา

วันนักเขียนในอดีต

วันนักเขียนในอดีต

นักเขียนร่วมงาน

นักเขียนร่วมงาน

นักเขียนเก่าใหม่ร่วมสังสรรค์

นักเขียนเก่าใหม่ร่วมสังสรรค์

ทำบุญอุทิศกุศลแด่นักเขียนในอดีต

ทำบุญอุทิศกุศลแด่นักเขียนในอดีต

ทำบุญให้กับนักเขียนผู้ล่วงลับ

ทำบุญให้กับนักเขียนผู้ล่วงลับ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘สนามหลวง’ภูมิสถานงานแผ่นดินและประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/801504

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สนามหลวง’ภูมิสถานงานแผ่นดินและประชาชน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สนามหลวง’ภูมิสถานงานแผ่นดินและประชาชน

วันอาทิตย์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2567, 08.00 น.

สนามหลวง

เดือนเมษายนที่ผ่านมาสนามหลวง หรือ ทุ่งพระเมรุเดิมนั้น มีการจัดงานสำหรับประชาชน อย่างต่อเนื่อง แม้อากาศจะร้อนสุดร้อน สนามหลวงก็ยังได้ถูกใช้เป็นสถานที่ของการจัดงานหลากหลายจนถึงวันมหาสงกรานต์โลก สนามหลวงจึงเป็นสนามสำหรับงานของประชาชนตามเดิม คติการจัดตั้ง หรือสร้างสนามหลวงนั้นจำลองแบบมาจากความเชื่อในเรื่องมณฑลจักรวาล ที่ใช้เป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่งทั้งปวง โดยแสดงออกมาในรูปของสัญลักษณ์แทนสรรพสิ่งต่างๆ ในจักรวาลเชิงบุคลาธิษฐาน แสดงเป็นเทพเจ้าต่างๆ หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งมณฑลจักรวาล กล่าวคือ สนามหลวง นั้นเดิมเรียกสนามนี้อย่างไรไม่ปรากฏ แต่สร้างไว้เป็นสนามของประชาชนอย่างอยุธยา การถูกเรียกทุ่งพระเมรุนั้นเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นต้นมา ได้ใช้สนามหลวงเป็นที่ประกอบพระราชพิธีต่างๆ เช่น เป็นที่ตั้งพระเมรุมาศของพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ และเป็นที่ประกอบพระราชพิธีต่างๆ ด้วย ในรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ทำนาที่สนามหลวง เพื่อแสดงให้ปรากฏแก่นานาประเทศว่าเมืองไทย บริบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหารมีไร่นาไปจนใกล้ๆ พระบรมมหาราชวัง และเป็นการแสดงว่าสยามใส่ใจการสะสมเสบียงอาหารไว้เป็นกำลัง ของบ้านเมืองด้วย การถูกใช้เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ พระบรมราชินีนาถ และพระศพของพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง รวมถึงสมเด็จพระสังฆราชนั้น สอดคล้องกับคติความเชื่อเรื่องมณฑลจักรวาล เปรียบเป็นศูนย์กลางของเทพผู้มีพระบารมีกว่าสิ่งอื่นใดทั้งปวง

งานเฉลิมพระชนมพรรษา

ดังนั้นการสร้างพระบรมมหาราชวังอันเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ จึงจำลองเรื่องจักรวาลมา เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นศูนย์กลางของบ้านเมือง แต่เดิมนั้นพื้นที่สนามหลวงไม่ใหญ่โตเท่าปัจจุบัน สำหรับให้ประชาชนได้ใช้ในจัดกิจกรรมต่างๆ ด้วย  ต่อมาพ.ศ.๒๓๙๘ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกคำว่าทุ่งพระเมรุ เปลี่ยนเป็น “ท้องสนามหลวง”ดังปรากฏในประกาศว่า “ที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้น คนอ้างการซึ่งนานๆ มีครั้งหนึ่ง แลเป็นการอวมงคล มาเรียกเป็นชื่อตำบลว่า“ทุ่งพระเมรุ” นั้นหาชอบไม่ -ตั้งแต่นี้สืบไปที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้น ให้เรียกว่า“ท้องสนามหลวง””และโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีพืชมงคล พิธีพิรุณศาสตร์มีกำแพง แล้วล้อมรอบบริเวณข้างในสร้างหอพระพุทธรูปสำคัญเป็นที่ประดิษฐานพระสำหรับพิธีสำหรับการพิธีมีพลับพลาที่ทำการ พระราชพิธีมีหอดักลมลงที่พลับพลาสำหรับทอดพระเนตรการทำนา ข้างพลับพลามีโรงละครสำหรับเล่นบวงสรวง ด้านเหนือ มีพลับพลาน้อยสร้างบนกำแพงแก้วสำหรับประทับทอดพระเนตรการทำนาในท้องทุ่งนอกกำแพงแก้วยังมีฉางสำหรับใส่ข้าวที่ได้ จากการปลูกข้าว ต่อมาสนามหลวงแห่งนี้ได้ขยายพื้นที่กว้างขวาง ด้วยเหตุพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงยกเลิกตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลหลังจากพระมหาอุปราชแห่งวังหน้าองค์สุดท้ายทิวงคตทำให้ ป้อมปราการสถานที่ของวังหน้าทรุดโทรมลง จึงโปรดเกล้าฯ ให้รื้อส่วนที่ทรุดโทรมโดยเฉพาะชั้นนอกด้านตะวันออกเปิดพื้นที่ท้องสนามหลวง และเมื่อเสด็จกลับจากประพาสยุโรป เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๐ ก็โปรดเกล้าฯ ให้ตกแต่งพระนครให้ทันสมัย ขยายท้องสนามหลวงขึ้นไปทางทิศเหนือ ตกแต่งบริเวณท้องสนามหลวงเป็นรูปไข่และปลูกต้นมะขามโดยรอบ และใช้สนามหลวงเป็นที่ประกอบพิธีต่างๆ เช่น การฉลองพระนครครบ ๑๐๐ ปี งานฉลองเมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับจากยุโรปใน พ.ศ.๒๔๔๐ และในรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้ประกอบพระราชพิธีต่างๆ ในการชุมนุมเสือป่าลูกเสือและใช้เป็นสนามแข่งม้า สนามกอล์ฟ การแข่งว่าวและกีฬาไทย

สนามหลวงแห่งนี้เป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๔ ตอนที่ ๑๒๖ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๐ มีเนื้อที่๗๔ ไร่ ๖๓ ตารางวา ปัจจุบันแม้จะลดความเป็นสนามหลวงของประชาชนก็ยังถูกใช้จัดงานสำคัญๆเช่นเดิม เพียงแต่กิจกรรมบางเรื่องนั้นได้จัดในศูนย์การค้าและลานคนเมืองแทน ผลจากมีการขยายพื้นที่และเกิดชุมชนใหม่ขึ้น

สนามหลวง

สนามหลวง

สนามหลวงปัจจุบัน

สนามหลวงปัจจุบัน

สนามหลวง-ภาพมุมสูง

สนามหลวง-ภาพมุมสูง

ตลาดนัดสนามหลวง

ตลาดนัดสนามหลวง

สนามหลวงยามราตรี

สนามหลวงยามราตรี

งานพระเมรุมาศในอดีต

งานพระเมรุมาศในอดีต

สนามหลวงในร.๕

สนามหลวงในร.๕

ท้องพระโรง

ท้องพระโรง

สนามหลวง สะพานพระราม 8

สนามหลวง สะพานพระราม 8

สนามหลวง

สนามหลวง

งานวันสงกรานต์

งานวันสงกรานต์

งานฉลอง

งานฉลอง

สนามหลวง-สนามเด็กเล่น

สนามหลวง-สนามเด็กเล่น

งานอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันต์

งานอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันต์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘กรุงรัตนโกสินทร์๒๔๒ปี’ ใต้พระบารมีพระเจ้าแผ่นดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/800148

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘กรุงรัตนโกสินทร์๒๔๒ปี’ ใต้พระบารมีพระเจ้าแผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘กรุงรัตนโกสินทร์๒๔๒ปี’ ใต้พระบารมีพระเจ้าแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

อนุสารีย์ร.๑ พระปฐมราชงศ์จีกรี

กรุงรัตนโกสินทร์ เป็นราชอาณาจักรของสยาม โดยเริ่มย้ายเมืองหลวงจากกรุงธนบุรี มายังฝั่งบางกอกตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) ได้ทรงปราบดาภิเษกเป็น พระเจ้าแผ่นดินต้น ภายหลังทรงพระนามใหม่ว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๓๒๕ หลังเหตุการณ์จลาจล แต่ด้วยเหตุพระนครยังไม่ได้สร้างขึ้นจึงกำหนดแบบพระราชวังเดิมของกรุงศรีอยุธยา และเร่งการก่อสร้างจนแล้วเสร็จจึงมีพิธีพระบรมราชาภิเษกครั้งแรกในวันที่ ๑๐-๑๓ มิถุนายน ๒๓๒๕ ในระยะแรกนั้นพระนครใหม่ต้องแก้ปัญหาจากพม่า เวียดนามและลาว และเผชิญกับประเทศเจ้าอาณานิคม อังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งกษัตริย์แต่ละรัชกาลได้ทรงแก้ไขปัญหาจนทำให้สยามเป็นเพียงประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่ตกเป็นอาณานิคมของตะวันตกและผลกระทบจากภัยคุกคามนั้น นำให้พระนครนาม “กรุงเทพรัตนโกสินทร์” สามารถพัฒนาไปสู่รัฐชาติ สมัยใหม่ที่รวมอำนาจเป็นศูนย์กลาง โดยมีพรมแดนที่กำหนดร่วมกับชาติตะวันตก สมัยนี้มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญ ด้วยการเพิ่มการค้ากับต่างประเทศ การเลิกทาส และสร้างระบบการศึกษาให้แก่ไพร่ฟ้าชนชั้นกลาง ปฏิรูปแผ่นดินโดยมีกระทรวงรับผิดชอบงานราชการแม้จะไม่มีการปฏิรูปทางการเมืองอย่างแท้จริงแต่ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบราชาธิปไตยโดยมีรัฐธรรมนูญจากประชาชนที่เลือกตั้งผู้แทนจากผลการ “อภิวัฒน์สยามพ.ศ.๒๔๗๕ แต่ความเป็นพระนครกรุงรัตนโกสินทร์” ยังดำรงอยู่ “ใต้ร่มพระบารมีมาตลอดถึงรัชกาลปัจจุบัน มา ๒๔๒ ปี”ระหว่างวันที่ ๒๑-๒๕ เมษายน ๒๕๖๗  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โรงละครแห่งชาติ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน บริเวณพื้นที่รอบเกาะรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ และวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชวงศ์จักรีและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์

อนุสาวรีย์ พระปฐมกษัตริย์ผู้สร้างกรุง

วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๖๗ รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดพิธีบวงสรวงเทพยดา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๖๗ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชและพิธีตักบาตรพระสงฆ์ ๙๙ รูป ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และจัดพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ณ ศาลหลักเมือง กรุงเทพมหานคร นายเสริมศักดิ์พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) ได้ร่วมกับหน่วยงานรัฐ เอกชนและเครือข่ายวัฒนธรรมกว่า ๒๐ หน่วยงาน ร่วมกันจัดงานใต้ร่มพระบารมี ๒๔๒ ปี กรุงรัตนโกสินทร์และเพื่อให้เด็ก เยาวชน และประชาชนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ต่อยอดสร้างรายได้สู่ประชาชนและชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ โดยแบ่งเป็นพื้นที่หลัก๒ พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่แรก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร และโรงละครแห่งชาติ มีกิจกรรม อาทิ ซุ้มเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบูรพกษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ส่วนพื้นที่ที่สอง กิจกรรม ณ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน ส่วนพื้นที่ที่สอง มีกิจกรรม ณ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนินและมีพิพิธภัณฑ์แหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ๕ แห่งเข้าร่วมการจัดงานโดยเปิดให้ประชาชนเข้าชมนิทรรศการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ศาลาว่าการกลาโหม พิพิธภัณฑ์ตำรวจ วังปารุสกวันพิพิธภัณฑ์เหรียญกษาปณานุรักษ์, พิพิธบางลำพู มิวเซียมสยามพิพิธภัณฑ์ใต้ดินณ ลานปฏิมากรรมรุ้ง และ MRT สนามไชย นอกจากนี้ วธ.ได้ร่วมกับ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร จัดงานวัดพัฒนาประชาคม ไหว้พระรับพรย้อนวันวาน สารพันอาหารย่านกะดีจีน-คลองสาน ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ ๑๙-๒๓ เมษายน๒๕๖๗ เรียกว่าครึกครื้นกันเต็มเมืองหลวง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนวัฒนธรรม 1765

นายเสริมศักดิ์ พงษ์ไพบูลย์ รมว.วธ.

นายเสริมศักดิ์ พงษ์ไพบูลย์ รมว.วธ.

พิธีบวงสรวง

พิธีบวงสรวง

คณะผู้ร่วมจัดงาน

คณะผู้ร่วมจัดงาน

พระนครรัตนโกสินทร์

พระนครรัตนโกสินทร์

แม่น้ำแห่งกรุงเทพรัตนโกสินทร์

แม่น้ำแห่งกรุงเทพรัตนโกสินทร์

ยุพา วัฒนกิจบวร ปลัด วธ.

ยุพา วัฒนกิจบวร ปลัด วธ.

เสาหลักเมือง

เสาหลักเมือง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘สงกรานต์ไทยแลนด์’-มรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/798996

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สงกรานต์ไทยแลนด์’-มรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมโลก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สงกรานต์ไทยแลนด์’-มรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมโลก

วันอาทิตย์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายกรัฐมนตรียินดีกับมรดกวัฒนธรรม

วันสงกรานต์ปีนี้ รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ของรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้พร้อมกันจัดงานประเพณีสงกรานต์ของไทยไปสู่เทศกาลระดับโลก หลังจากที่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO)ประกาศขึ้นทะเบียน “สงกรานต์ในประเทศไทย”(Songkran in Thailand, traditional Thai New Yearfestival) ให้เป็นรายการในบัญชีตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ซึ่งทำให้ “สงกรานต์ของไทย” ถูกบรรจุรายการในบัญชีตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ลำดับที่ ๔ ต่อจากโขน นวดไทย โนรา ซึ่งเป็นเรื่องที่วัฒนธรรมไทยนั้นสร้างความภาคภูมิใจให้เเก่คนไทยทุกคน และทำให้นานาชาติรู้จักประเทศไทยมากขึ้น โดยรัฐบาลได้สนับสนุนการอนุรักษ์ สืบสาน ปกป้อง คุ้มครองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของประเทศ และช่วยสร้างการรับรู้ให้ชาวต่างชาติได้เข้าถึงประเพณี เทศกาลของไทยให้มากขึ้นซึ่งมั่นใจว่า ผลสำเร็จในครั้งนี้จะสามารถต่อยอดไปสู่ภาคเศรษฐกิจ เป็นเม็ดเงิน เป็นรายได้สู่ประชาชนต่อไป จากเทศกาลของประเทศที่จัดตามวาระของวันเถลิงศกที่จัดกันประจำทุกปีนั้น ได้ให้จัดสงกรานต์ยาว ๒๑ วัน ตั้งแต่วันที่ ๑๒-๒๑ เมษายน ๒๕๖๗ โดยเฉพาะช่วงวันงานจริงนั้นระหว่างวันที่ ๑๑-๑๕ เมษายน ๒๕๖๗ มีการจัดขบวนพาเหรดสงกรานต์ยิ่งใหญ่ พร้อมนำเสนอความวิจิตรตระการตา สะท้อนอัตลักษณ์วัฒนธรรมซอฟต์พาวเวอร์ไทยบริเวณถนนราชดำเนินกลางและท้องสนามหลวงภายใต้ชื่องาน “Maha SongkranWorld Water Festival 2024 เย็นทั่วหล้ามหาสงกรานต์ ๒๕๖๗”

ภาพนางสงกรานต์

สำหรับงานนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้สนับสนุนการจัดกิจกรรมสงกรานต์ทั้งในกรุงเทพมหานคร และส่วนภูมิภาค ๕ แห่งที่เชียงใหม่ ขอนแก่น สมุทรปราการ ชลบุรี และภูเก็ต เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองและเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยให้สมกับที่ได้รับการรับรองเป็นมรดกโลกโดยแต่งตั้งนางสาวแอนโทเนีย โพซิ้ว รองนางงามจักรวาลอันดับ ๑เป็น “นางมโหธรเทวี นางสงกรานต์ประจำปี ๒๕๖๗” เพื่อร่วมถ่ายทอดคุณค่า และแสดงอัตลักษณ์ของประเพณีสงกรานต์ไทยที่มีนางสงกรานต์หมุนเวียนประจำทุกปี พร้อมกับจัดทำบทเพลงสงกรานต์ ๔ ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษาฝรั่งเศส เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างชาติได้รับรู้ถึงคุณค่าสาระทางวิถีวัฒนธรรมของเทศกาลสงกรานต์ไทย และเข้าใจถึงบริบททางวัฒนธรรมในเดือนเมษายนมากกว่า การเล่นน้ำวันสงกรานต์ เพราะวัน“สงกรานต์แบบไทย” นี้เป็นวันแสดงความกตัญญูและเปลี่ยนชีวิตใหม่ ซึ่งสืบคติปฏิบัติมาจากอินเดียซึ่งปรับให้เหมาะกับวัฒนธรรมไทย ดังนั้นคำว่า “สงกรานต์” ซึ่งมาจากภาษาสันสกฤต แปลว่าการเคลื่อนที่ หรือการ เคลื่อนย้าย หมายถึง การเคลื่อนย้ายของพระอาทิตย์จากราศีหนึ่งสู่อีกราศีหนึ่ง คือ วันขึ้นปีใหม่ นั่นเอง ตามความหมายเดิมในภาษาสันสกฤต วิถีสงกรานต์จึงเกิดขึ้นทุกเดือน ส่วนระยะเวลาที่คนไทยเรียก“สงกรานต์” นั้น ถือเอาเป็นช่วงที่พระอาทิตย์เคลื่อนย้ายจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษนับว่าเป็น มหาสงกรานต์เพราะเป็นวันและเวลาตั้งต้นปีใหม่ตามสุริยคติ ดังนั้นเทศกาลสงกรานต์จริง คือ วันที่ ๑๓-๑๔-๑๕ เมษายนจึงมีการเรียกวันที่ ๑๓ เมษายน ว่า วันมหาสงกรานต์วันที่ ๑๔ เมษายน เป็น วันเนา และวันทำบุญให้บรรพบุรุษและครอบครัว วันที่ ๑๕ เมษายน เป็นวันเถลิงศก ดังนั้น การรดน้ำดำหัวขออภัยผู้ใหญ่จึงมีการให้ผ้านุ่งใหม่และรับพรดีๆ จากปากคนมีคุณธรรมให้เป็นมงคลต่างหาก คือแก่นของงานวัฒนธรรมนี้ นอกนั้นเป็นส่วนประกอบทำให้งานดีๆสนุกสนาน ฉ่ำเย็นชื่นใจ ซึ่งมีการละเล่นด้วยเช่น เล่นลูกช่วงชิงชัย ไม้หึ่ง แห่นางแมว เข้าผีกระด้งครก สาก แห่กลองยาว ล้วนเป็นเปลือกเกาะติดไปตามจริตนิสัยชอบ การสร้างงานสร้างผลิตภัณฑ์สินค้าให้มีรายได้ไปด้วย นั้นเป็นความหวังว่าทั่วโลกนั้นจะร่วมจัดงานนี้ด้วยกันทุกปี

ใบประกาศจากยูเนสโก

ใบประกาศจากยูเนสโก

แอนโทเนีย โพซิ้ว รองนางงามจักรวาลอันดับ ๑

แอนโทเนีย โพซิ้ว รองนางงามจักรวาลอันดับ ๑

นางมโหธรเทวีปีนี้

นางมโหธรเทวีปีนี้

ก่อกองทรายเข้าวัด

ก่อกองทรายเข้าวัด

วัฒนธรรมกลองของเชียงใหม่

วัฒนธรรมกลองของเชียงใหม่

หุ่นละครเล็ก

หุ่นละครเล็ก

หมากหลุมของภาคใต้

หมากหลุมของภาคใต้

สรงน้ำพระพุทธรูป

สรงน้ำพระพุทธรูป

การแสดงโขน

การแสดงโขน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เอกสารจารึกสยาม’ ภูมิการอนุรักษ์หลักฐานแผ่นดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/797781

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เอกสารจารึกสยาม’  ภูมิการอนุรักษ์หลักฐานแผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เอกสารจารึกสยาม’ ภูมิการอนุรักษ์หลักฐานแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2567, 07.25 น.

กฎหมายตราสามดวง รัชกาลที่ ๑

วันอนุรักษ์มรดกไทย วันที่ ๒ เมษายนของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวงในงานด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติคณะกรรมการอำนวยการวันอนุรักษ์มรดกไทย ได้มีมติเห็นชอบคำจำกัดความคำว่ามรดกไทย คือ “มรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงออกถึงสัญลักษณ์ของความเป็นชาติ ซึ่งได้แก่ โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ โบราณสถาน วรรณกรรม ศิลปหัตถกรรม นาฏศิลป์และดนตรี ตลอดจนถึงการดำเนินชีวิตและคุณค่าประเพณีต่างๆ อันเป็นผลผลิตร่วมกันของผู้คนในผืนแผ่นดินในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา” คณะรัฐมนตรีซึ่งมี ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๒๘ ประกาศให้วันที่ ๒ เมษายนของทุกปี เป็น“วันอนุรักษ์มรดกไทย” เพื่อรณรงค์สร้างความเข้าใจความสำนึกรัก และหวงแหนในมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ รวมทั้งให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพิทักษ์รักษามรดกทางวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติให้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งจัดให้มีกิจกรรม เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นราชสักการะแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในฐานะทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวงในงานด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติตลอดมา สำหรับปีนี้ นายพนมบุตร จันทรโชติอธิบดีกรมศิลปากร ได้รับมอบหมายจากกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จัดนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย เรื่อง “เอกสารล้ำค่าจารึกสยาม”โดนนำเอกสารสำคัญแห่งสยามประเทศมาเล่าเรื่องราวการเปลี่ยนผ่านจากรัฐจารีตแบบดั้งเดิม สู่การเป็นรัฐสมัยใหม่ในห้วงศตวรรษที่ผ่านมา โดยจัดแสดงเอกสารต้นฉบับ ๔๑ ชุด กว่า ๒๐๐ รายการ ที่ล้วนเป็นเอกสารทรงคุณค่าสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ชาติไทย ซึ่งหลายฉบับยังไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน แบ่งการจัดแสดงออกเป็น ๖ หัวข้อ ได้แก่ “จารจารึก บันทึกสยาม” เป็นชุดเอกสารโบราณที่บันทึกอยู่ในรูปของศิลาจารึก หนังสือสมุดไทย และเอกสารใบลาน ได้แก่ ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง พระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ นันโทปนันทสูตรคำหลวง คัมภีร์อัลกุรอาน ไตรภูมิฉบับพระมหาช่วยจารที่วัดปากน้ำ จินดามณี จุลศักราช ๑๑๔๔ รามเกียรติ์ บทละครพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑ หนังสือสมุดไทย เรื่อง สามก๊ก มหาชาติคำหลวง และอุรังคธาตุ ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพเค้าโครงทางประวัติศาสตร์ช่วงสมัยสุโขทัยจนถึงก่อนการปฏิรูปประเทศในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “แผนภูมิของแผ่นดิน” จัดแสดงแผนที่โบราณของประเทศไทย และตราประจำจังหวัด“นิติสารเมื่อเพรงกาล เล่าขานประวัติศาสตร์ไทย”นำเสนอเอกสารด้านกฎหมายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อาทิ กฎหมายตราสามดวงสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง เอกสารเกี่ยวกับการเลิกทาส“เมื่อแรกมีการพิมพ์” จัดแสดงชุดเอกสารกลุ่มแรกๆ ในสังคมไทยที่เปลี่ยนจากการจดจารด้วยวัสดุและเทคนิคแบบโบราณ มาเป็นการบันทึกด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์แบบตะวันตก เช่น หนังสือจดหมายเหตุ บางกอกรีคอร์เดอร์ คัมภีร์ครรภ์ทรักษา ราชกิจจานุเบกษา รัชกาลที่ ๔…“ต้นร่างสร้างเมือง เรืองรองศิลปกรรม” จัดแสดงเอกสารการออกแบบก่อสร้างอาคาร สถานที่สำคัญต่างๆตามรูปแบบตะวันตก เช่น แบบแปลนวังพญาไท แบบหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แบบก่อสร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ “ด้วยความทรงจำอันงดงามและความคิดถึง” ย้อนระลึกถึงวันวานกับของสะสมในความทรงจำ ที่สะท้อนให้เห็นว่าวัฒนธรรมตะวันตกได้มีอิทธิพลมาสู่วิถีชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคมไทยอย่างแพร่หลาย เช่น การเขียนจดหมาย การส่งไปรษณียบัตร…นิทรรศการนี้สามารถเข้าชมนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักรา ๒๕๖๗ เรื่อง “เอกสารล้ำค่าจารึกสยาม” นี้ได้ ระหว่างตั้งแต่วันที่ ๒๘ มีนาคม-๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๗ เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. (ปิดวันจันทร์- วันอังคาร) ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร…สำหรับคอหนังสือเก่า เอกสารหายาก และสิ่งสะสมนั้นขาดงานนี้ไม่ได้เลย

คัมภีร์อัลกุระอานโบราณ

คัมภีร์อัลกุระอานโบราณ

เอกสารสนธิสัญญากับต่างประเทศ

เอกสารสนธิสัญญากับต่างประเทศ

สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง

สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง

ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง

ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง

ราชกิจจานุเบกษา รัชกาลที่ ๔ ฉบับแรก

ราชกิจจานุเบกษา รัชกาลที่ ๔ ฉบับแรก

พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหลวงประเสริฐฯ

พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหลวงประเสริฐฯ

แผนที่วัดในอยุธยาที่เก่าที่สุด

แผนที่วัดในอยุธยาที่เก่าที่สุด

แบบแปลนอาคารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แบบแปลนอาคารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นิทรรศการเอกสารสำคัญของสยาม

นิทรรศการเอกสารสำคัญของสยาม

ตำราอุรังคธาตุ นครพนม

ตำราอุรังคธาตุ นครพนม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘กรุงธนบุรี’ภูมิราชธานีที่สืบต่อจากกรุงศรีอยุธยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/796304

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘กรุงธนบุรี’ภูมิราชธานีที่สืบต่อจากกรุงศรีอยุธยา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘กรุงธนบุรี’ภูมิราชธานีที่สืบต่อจากกรุงศรีอยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2567, 07.00 น.

พระราชวังเดิม

ก่อนมีการสถาปนาพระนครใหม่และตั้งหลักเมืองกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อวันที่ ๒๑เมษายน พ.ศ.๒๓๒๕ นั้น พระราชวังเดิมหรือกรุงธนบุรี ซึ่งเป็นราชธานีสืบสมัยต่อจากกรุงศรีอยุธยา โดย สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีหรือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้สร้างพระนครขึ้นใหม่จากพื้นที่ด่านขนอนเก็บภาษีคือ เมืองธณบุรี หรือ เมืองธนบุรีศรีสมุทรให้เป็นพระนครขนาดเล็กตั้งอยู่แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณปากคลองบางกอกใหญ่ ปัจจุบันคือกองบัญชาการกองทัพเรือ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ซึ่งในอดีตนั้นเมืองธนบุรีศรีสมุทรเป็นที่ตั้งของป้อมวิไชยเยนทร์ ที่สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ด้วยเหตุที่เป็นตำแหน่งสำคัญทางยุทธศาสตร์ ที่สามารถสังเกตการณ์ทางแม่น้ำเจ้าพระยาได้ในระยะไกล อีกทั้งเป็นเส้นทางคมนาคม และเส้นทางการเดินทัพทางน้ำและทางบกที่สำคัญ

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี จึงทรงโปรดฯให้ใช้พื้นที่ของเมืองธนบุรีสร้างพระนครขึ้นในปีประมาณธันวาคม-มกราคม พ.ศ.๒๓๑๐ หลังจากที่ได้กอบกู้เอกราชรวมประเทศให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อใช้เป็นที่ประทับและว่าราชการงานรวมแผ่นดิน การสถาปนากรุงธนบุรีในครั้งนั้น ได้ปรับปรุงป้อมวิไชยเยนทร์ และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นป้อมวิไชยประสิทธิ์ พร้อมกับขยายบริเวณให้เป็นกรุงธนบุรี สร้างพระราชวังเดิมและพระตำหนัก เรือนขุนนาง โรงช้าง มีอาณาเขต ตั้งแต่ป้อมวิไชยประสิทธิ์ขึ้นมาจนถึงคลองเหนือวัดอรุณราชวราราม (คลองนครบาล) และวัดท้ายตลาด (วัดโมลีโลกยาราม) เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ได้ทรงย้ายราชธานีมาสร้างพระนครใหม่อยู่ฝั่งบางกอกตะวันออกเป็นพระนครใหม่ โดยสร้างพระบรมมหาราชวังขึ้นเป็นที่ประทับ เมื่อเดือนมิถุนายน พระราชวังของกรุงธนบุรีเรียกชื่อว่า“พระราชวังเดิม” ตั้งแต่นั้นมาและยังใช้พระราชวังเดิมอยู่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงกำหนดเขตวังให้แคบกว่าเดิมโดยให้วัดทั้งสองที่กล่าวแล้วคือ วัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) และวัดโมลีโลกยาราม (วัดท้ายตลาด) อยู่ภายนอกพระราชวัง และนอกจากนี้ทรงแต่งตั้งพระราชวงศ์ชั้นสูงที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยมาประทับที่นี่ ด้วยเหตุยังมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์และทำเลที่ตั้งพระราชวงศ์ที่ประทับอยู่พระราชวังเดิมนั้น ได้แก่สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงธิเบศรบดินทร์ พระโอรสในกรมพระเทพสุดาวดีประทับอยู่จนสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ.๒๓๒๘ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าฉิม กรมหลวงอิศรสุนทร(รัชกาลที่ ๒) ประทับจนกระทั่งเสด็จขึ้นครองราชสมบัติในปี พ.ศ.๒๓๕๒ สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ประทับจนสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ.๒๓๖๕ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎ (รัชกาลที่ ๔) ประทับอยู่จนทรงผนวชเมื่อ พ.ศ.๒๓๖๘ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑามณี (พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ) ประทับอยู่จนกระทั่งพิธีบวรราชาภิเษกและเสด็จไปประทับที่วังหน้าใน พ.ศ.๒๓๙๔กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญประทับอยู่ตั้งแต่พระประสูติ กระทั่งเสด็จไปประทับที่วังใหม่ที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างพระราชทาน พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงวงศาธิราชสนิทประทับอยู่ตั้งแต่ พ.ศ.๒๓๙๔ จนสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๔ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมีประทับอยู่ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๒๔ จนสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๓ภายหลังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ ๕) ได้พระราชทานพระราชวังเดิมให้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนนายเรือ ตามคำกราบบังคมทูลขอพระราชทานจาก นายพลเรือตรีพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๙หลังจากโรงเรียนนายเรือย้ายออกไปอยู่สัตหีบ และย้ายมาอยู่ที่สมุทรปราการ กองทัพเรือจึงได้ใช้พระราชวังเดิมแห่งนี้เป็นที่ตั้งกองบัญชาการกองทัพเรือจนวันนี้ พื้นที่ของกรุงธนบุรีที่อยู่โดยรอบพระราชวังเดิมนั้น ปรากฏมีวัดและสถานที่สำคัญสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ที่ได้รับการทำนุบำรุงให้สืบสมัยและศิลปกรรมอยู่หลายแห่ง บางแห่งถูกบุกรุกและทิ้งร้างไปอย่างน่าเสียดาย

ป้อมวิไชยประสิทธิ์

ป้อมวิไชยประสิทธิ์

ขบวนเรือรับทูต

ขบวนเรือรับทูต

ชุมชนทางน้ำธนบุรี

ชุมชนทางน้ำธนบุรี

แผนผังกรุงธนบุรี

แผนผังกรุงธนบุรี

ศาลเจ้าเกียนอันเกง

ศาลเจ้าเกียนอันเกง

วัดอรุณราชวรารามฯ-วัดแจ้ง

วัดอรุณราชวรารามฯ-วัดแจ้ง

วัดโมลีโลกยาราม

วัดโมลีโลกยาราม

แผนผังกรุงธนบุรี-พม่าเขียน

แผนผังกรุงธนบุรี-พม่าเขียน

ป้อมวิไชยประสิทธิ์ ปัจจุบัน

ป้อมวิไชยประสิทธิ์ ปัจจุบัน

ท้องพระโรงพระราชวังเดิม

ท้องพระโรงพระราชวังเดิม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองพะเยา’ภูมิเมืองพญาจอมธรรมและพญางำเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/794940

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองพะเยา’ภูมิเมืองพญาจอมธรรมและพญางำเมือง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองพะเยา’ภูมิเมืองพญาจอมธรรมและพญางำเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2567, 07.35 น.

เมืองพะเยาปัจจุบัน

การประชุมคณะรัฐมนตรีที่เมืองพะเยาที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ ๑๘-๑๙ มีนาคม ๒๕๖๗ในภาคเหนือนั้น ทำให้หลายคนสนใจถึงความสำคัญในมิติต่างๆ ที่รัฐบาลได้นำหารือว่าเมืองนี้ควรมีท่าอากาศยานพะเยา บนพื้นที่ ๒,๘๐๐ ไร่ ที่ดอกคำใต้เพื่อการพัฒนาเมืองและการขนส่งให้มีความสำคัญยิ่งขึ้น สำหรับด้านประวัติศาสตร์นั้นเมืองพะเยานับเป็นเมืองเก่าที่มีพัฒนาการมาตั้งแต่ก่อนพ.ศ.๑๗๐๐ หรือพุทธศตวรรษที่ ๑๘ มีสถานที่รู้จักกันดีก็คือ กว๊านพะเยา คำว่า พะเยา ในชื่อจังหวัดพะเยา และเมืองพะเยา สะกดแบบเก่าสุดว่า พยาวมาจากชื่อ ทิวเขาภูยาว หรือ ภูกามยาว เป็นทิวเขาประจำเมือง ตัวเมืองตั้งอยู่ตอนปลายของทิวเขาชื่อเมืองพะเยา ก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๖ โดยกษัตริย์องค์แรกคือ พญาจอมธรรมราชบุตรจากเมืองหิรัญนครเงินยางเชียงแสน และเป็นบรรพบุรุษของกษัตริย์เมืองพยาวอีกหลายองค์ ไม่ว่าจะเป็น พญาเจือง วีรบุรุษแห่งเผ่าไท-ลาวในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง และ พญางำเมือง ที่ได้มีการกระทำสัตย์สาบานเป็นไมตรีกับ พญามังราย แห่งนครพิงค์ เชียงใหม่ และพญาร่วงรามคำแหง แห่งสุโขทัย

ชื่อเมืองพะเยานั้นปรากฏในศิลาจารึกศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๒ วัดศรีชุม สมัยสุโขทัย จารึกราวหลัง พ.ศ.๑๘๐๐ เขียนไว้ว่า พยาว และในสมุทรโฆษคำฉันท์ วรรณคดีสมัยอยุธยาตอนต้นก็เขียนว่า พยาว อยู่ในตอนเล่นเบิกโรงหนังใหญ่เรื่องลาวกับไทยฟันดาบว่า “๏กูนี้เนื้อลาว  แต่ยัง พยาวบมีผู้ปาน เขาขึ้นชื่อกู ชื่อเสียงไกรหาญ ปานปล้นเมืองมาร ขุนมารหักหัน” ต่อมานั้นเมืองพะเยาเติบโตเป็นศูนย์กลางของแคว้นพะเยา เป็นรัฐอิสระร่วมสมัยกับแคว้นสุโขทัย และแคว้นเชียงแสน-เชียงราย ภายหลัง พ.ศ.๑๘๐๐ หรือพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เมืองพะเยาตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำอิงหรือแม่น้ำสายตา โดยมีทิวเขาภูกามยาว หรือดอยชมภูหรือดอยด้วน ซึ่งเป็นทิวเขาที่ทอดยาวจากทิศเหนือลงไปทิศใต้ เริ่มจากบริเวณที่ราบเขตอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย อันเป็นเขตติดต่ออำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา หัวดอยที่อำเภอพานมีลักษณะตั้งชันคล้ายถูกตัดให้ด้วน ซึ่งแตกต่างจากดอยลูกอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน ชาวบ้านจึงเรียกดอยด้วน ส่วนการที่เรียกชื่อ จอมเขา ว่า ภู นั้นน่าจะประเพณีล้านช้าง ซึ่งในยุคแรกเมื่อราวก่อน พ.ศ.๑๗๐๐ นั้นผู้คนน่าจะเป็นชาติพันธุ์เดียวกับชาวล้านช้าง หรือไม่ก็นับถือวัฒนธรรมล้านช้าง

พญางำเมือง

เมื่อถูกผนวกเป็นล้านนาราวหลัง พ.ศ.๒๐๐๐ จึงเปลี่ยนมาเรียก จอมเขา ว่าดอย ตามประเพณีล้านนา แทนตรงปลายดอยด้วนนั้น มี หนองเอี้ยงเป็นแหล่งน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ ปัจจุบันคือ กว๊านพะเยา

ภายหลังเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจขึ้น ทำให้เมืองพะเยาตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรล้านนา ในสมัยของพญาคำฟู พอถึงในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ ๓ พ.ศ.๒๓๘๖นั้น เมืองพะเยา ก็ถูกตั้งขึ้นใหม่พร้อมกับเมืองเชียงรายและเมืองงาว เพื่อใช้เป็นเมืองหน้าด่านในการรบกับกองทัพพม่าที่ตั้งอยู่ในเมืองเชียงแสน โดยเมืองพะเยานั้นขึ้นตรงต่อนครลำปาง ก่อนหน้านี้พะเยาเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงราย และวันที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๐ อำเภอพะเยาก็ได้ยกฐานะขึ้นเป็นจังหวัดพะเยาและมีคำขวัญจังหวัดว่า “กว๊านพะเยาแหล่งชีวิต ศักดิ์สิทธิ์พระเจ้าตนหลวง บวงสรวงพ่อขุนงำเมือง งามลือเลื่องดอยบุษราคัม” ซึ่งเน้นให้รู้ว่า กว๊านพะเยา นั้นเป็นแหล่งทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่เป็นอันดับ ๑ในภาคเหนือ และอันดับ ๔ ของประเทศไทย โดยเฉพาะพระเจ้าตนหลวง พระประธานอยู่ในวิหาร วัดศรีโคมคำจังหวัดพะเยา สร้าง พ.ศ.๒๐๓๔ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ตกแต่งศิลปะแบบสกุลช่างเชียงแสน เป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในดินแดนล้านนา พ่อขุนงำเมือง เป็นกษัตริย์แห่งแคว้นพะเยาที่ได้รับการยกย่องนับถืออย่างมาก และ วัดอนาลโยทิพยาราม หรือ ดอยบุษราคัม เป็นอุทยานพระพุทธศาสนา ที่มีพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยองค์ใหญ่และพระพุทธรูปปางต่างๆ ประดิษฐานอยู่ นับเป็นเมืองเก่าที่ยังน่าเที่ยวและเปิดประตูด้านการเศรษฐกิจชายแดนภาคเหนืออีกแห่งหนึ่ง

อนุสาวรีย์พญางำเมือง

อนุสาวรีย์พญางำเมือง

พระเจ้าตนหลวง

พระเจ้าตนหลวง

พระเจ้าตนหลวง

พระเจ้าตนหลวง

คณะ ครม.สัญจร

คณะ ครม.สัญจร

ประชุม ครม.สัญจร

ประชุม ครม.สัญจร

กว๊านพะเยา

กว๊านพะเยา

วัดอนาลโยทิพยาราม

วัดอนาลโยทิพยาราม

ตักบาตรริมกว๊านพะเยา

ตักบาตรริมกว๊านพะเยา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระธาตุเมืองละคร-ภูมิพระบรมธาตุสำคัญจากลังกา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/793515

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระธาตุเมืองละคร-ภูมิพระบรมธาตุสำคัญจากลังกา’

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระธาตุเมืองละคร-ภูมิพระบรมธาตุสำคัญจากลังกา’

วันอาทิตย์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช

พระบรมธาตุทางภาคใต้นั้น พระธาตุเมืองละคร นั้นมีตำนานเล่าขานนานมาถึง พระนางเหมชาลา และพระราชกุมาร พระทันทกุมาร มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับตำนานพื้นเมืองท้องถิ่นทางภาคใต้โดยเฉพาะเมืองละคร หรือนครศรีธรรมราช และเมืองสทิงพระ ที่ได้รับพุทธแบบเถรวาทจากศรีลังกาและได้รับการสักการบูชาในฐานะปูชนียบุคคลที่ได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในมเหสักข์และอารักษ์ในศาสนาพื้นเมืองเดิมท้องถิ่นร่วมกับเทพารักษ์พระหลักเมือง พระเสื้อเมือง อารักษ์เสื้อวัด ตลอดจนเทพบรรพชนโดยทั่วไปของท้องถิ่นภาคใต้ ดังนั้นนามของพระนางและพระราชกุมารจึงได้รับสถาปนาเป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์อุทิศถวาย ณ วิหารธรรมศาลา วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารซึ่งกำหนดอายุทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีได้ในศิลปะไทยสกุลช่างท้องถิ่นสมัยอาณาจักรอยุธยาตอนปลายประมาณ รัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศลงมาและยังมีพระราชานุสาวรีย์ของพระนางและพระราชกุมารในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร และวัดจะทิ้งพระด้วย นอกจากนี้ ยังมีพระพุทธรูปฉลองพระองค์อุทิศถวายแด่ทั้งสองพระองค์ในฐานะพระพุทธรูปประธานของอุโบสถร่วมกับพระพุทธรูปฉลองพระองค์ของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ณ วัดหนองคุย อำเภอแกลง จังหวัดระยองอีกด้วย จนถือว่า “ชาวนครฯนั้นอยู่เมืองพระมั่นอยู่ในสัจจะ ศีลธรรม กอปรกรรมดี มีมานะ พากเพียร ไม่เบียดเบียน ทำอันตรายผู้ใด”

พระเจ้าจันทรภาณุ

อดีตนั้นชาวเมืองละครหรือนครศรีธรรมราช เป็นเมืองโบราณที่มีความสำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครองและศาสนามากที่สุดเมืองหนึ่ง ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นที่รู้จักกันมาไม่น้อยกว่า ๑,๘๐๐ ปี ซึ่งมีหลักฐานทางโบราณคดี และหลักฐานทางเอกสารที่ยืนยันว่าเมืองนี้ได้กำเนิดมาแล้วตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๗ และนาม “นครศรีธรรมราช” ก็เป็นพระนามของปฐมกษัตริย์ผู้ครองนครศรีธรรมราช คือพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช แปลว่า “นครอันงามสง่าแห่งพระราชาผู้ทรงธรรม” ที่ยืนยันความเป็นพระธรรมของราชาแห่งนครนี้ คือ พระธรรมราชาแห่ง พระพุทธศาสนา โดย ราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราชได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองในพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๙ จากการเป็นสถานีการค้าสำคัญของคาบสมุทรไทยเป็นจุดพักถ่ายซื้อสินค้าระหว่างตะวันออกกับตะวันตกที่ดีที่สุดในเวลานั้น ประกอบกับบริเวณ หาดทรายแก้วอันเป็นศูนย์กลางของชุมชนเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์ความศรัทธาและความเลื่อมใสในบวรพุทธศาสนา จึงเป็นปัจจัยชักนำให้ผู้คนจากทุกสารทิศในภาคใต้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในนครศรีธรรมราชอย่างหนาแน่นในราวพ.ศ.๑๗๐๐ เศษ ราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราชก็สามารถจัดการปกครองหัวเมืองรายรอบ ได้สำเร็จถึง ๑๒ เมือง เรียกว่า เมืองสิบสองนักษัตร พระบรมธาตุเจดีย์ เป็นเจดีย์สถาปัตยกรรมแบบทรงระฆังคว่ำ มีจุดเด่นที่ยอดเจดีย์ ซึ่งหุ้มด้วยทองคำแท้ จากความเชื่อที่เล่าสืบต่อกันมาว่าองค์พระธาตุประกอบด้วยทองรูปพรรณและของมีค่ามากมายจรดปลายเจดีย์ ซึ่งสิ่งของมีค่าเหล่านี้พุทธศาสนิกชนนำมาถวายแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อให้ตนได้พบกับนิพพาน ซึ่งมีประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ หมายถึงการนำผ้าผืนยาวขึ้นไปห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ในวันสำคัญทางศาสนา ชาวนครได้ร่วมมือร่วมใจกันบริจาคเงินตามกำลังศรัทธานำเงินที่ได้ไปซื้อผ้ามาเย็บต่อกันเป็นแถวยาวนับพันหลา แล้วจัดเป็นขบวนแห่ผ้าขึ้นห่มพระบรมธาตุเจดีย์ ผ้าที่ขึ้นไปห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์เรียกว่า “ผ้าพระบฏ” (หรือพระบต) นิยมใช้สีขาวสีเหลือง สีแดง สำหรับผ้าสีขาวนิยมเขียนภาพเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธประวัติตั้งแต่ประสูติ เสด็จออกบรรพชา ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพานตามตำนานประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ มีตำนานว่าในขณะพระเจ้าสามพี่น้อง คือ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช พระเจ้าจันทรภาณุและ พระเจ้าพงษาสุระ กำลังดำเนินการสมโภชพระบรมธาตุอยู่นั้น คลื่นได้ซัดผ้าแถบยาวชิ้นหนึ่ง ซึ่งมีลายเขียนเรื่องราวพุทธประวัติ(เรียกว่า พระบฏ หรือพระบต) ขึ้นที่ชายหาดปากพนัง จึงนำผ้าผืนนั้นไปถวาย พระเจ้าศรีธรรมโศกราช พระองค์จึงรับสั่งให้ซักจนสะอาดแต่ลายเขียนพุทธประวัติก็ไม่ลบเลือนยังคงสมบูรณ์ดีทุกประการ นับเป็นพระธาตุองค์สำคัญอีกแห่งหนึ่งสถิตอยู่ทางภาคใต้

พระนางเหมชาลา และเจ้าชายทันทกุมาร

พระนางเหมชาลา และเจ้าชายทันทกุมาร

พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช

พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช

ท้าวขัตตุคามและท้าวรามเทพ

ท้าวขัตตุคามและท้าวรามเทพ

วัดพระมหาธาตุเมืองนครศรีธรรมราช

วัดพระมหาธาตุเมืองนครศรีธรรมราช

พระธาตุเมืองละคร

พระธาตุเมืองละคร

หาดทรายแก้ว เมืองละคร

หาดทรายแก้ว เมืองละคร

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระธาตุดอยตุง’ภูมิพระมหาชินธาตุเจ้าแห่งโยนกนาคนคร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/792072

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระธาตุดอยตุง’ภูมิพระมหาชินธาตุเจ้าแห่งโยนกนาคนคร

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระธาตุดอยตุง’ภูมิพระมหาชินธาตุเจ้าแห่งโยนกนาคนคร

วันอาทิตย์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

วัดพระธาตุดอยตุง

ในโอกาสที่รัฐบาลได้ร่วมกับอินเดียอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุในพิพิธภัณฑ์ของอินเดียมาประดิษฐานให้ชาวไทยภาคเหนือได้ร่วมสักการะอย่างใกล้ชิดนั้น อาทิตย์นี้ขอตามรอยสยามไปสักการะพระธาตุองค์สำคัญที่ประดิษฐานมาก่อนแต่โบราณกาลไปที่ วัดพระมหาชินธาตุเจ้า หรือที่เรารู้จักกันดีว่าพระธาตุดอยตุง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณส่วนที่เรียกว่าหน้าอกของดอยนางนอน ตำบลห้วยไคร้ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย อันเป็นภูมิสถานของชาวลัวะจักราชหรือชาวเขา ที่อยู่ห่างจากอำเภอเมืองเชียงรายประมาณ ๔๖ กม. เป็นพระธาตุที่อยู่บนยอดดอยสูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณสองพันเมตร ตามตำนานสิงหนติโยนกและตำนานพระธาตุดอยทุง เมืองเชียงแสนกล่าวว่าพระพุทธเจ้าได้เสด็จมายังดอยดินแดง ประทับบนหินก้อนหนึ่งมีรูปทรงเหมือนมะนาวผ่าซีกและทำนายว่าที่นี่จะเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระรากขวัญเบื้องซ้าย(กระดูกไหปลาร้า) และบอกพระอานนท์ว่า หลังพระองค์ปรินิพพาน ให้พระมหากัสสปะนำพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานที่นี่ เมื่อพ.ศ. ๑ สมัยพญาอชุตราช กษัตริย์ผู้ครองเมืองโยนกนครไชยบุรีราชธานีศรีช้างแส่น องค์ที่ ๓นั้น พระมหากัสสปะได้อัญเชิญโกศแก้วปัทมราช บรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระรากขวัญเบื้องซ้าย (กระดูกไหปลาร้า) มายังเมืองโยนกนครไชยบุรีราชธานีศรีช้างแส่น แล้วแจ้งเหตุพระพุทธเจ้าได้ทำนายให้ทราบ

กัมมะโลฤๅษี ผู้อุปถากพระธาตุดอยตุง

ครั้งนั้นพญาอชุตราชยินดี ให้สร้างโกศเงิน โกศทองคำเข้าซ้อนโกศแก้วปัทมราช บูชาด้วยข้าวตอกดอกไม้ แล้วแห่ออกจากเมืองไปยังยอดดอยดินแดง พระมหากัสสปะตั้งโกศประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุบนหินที่พระพุทธเจ้าเคยประทับ แล้วอธิษฐานให้พระบรมสารีริกธาตุจมลงในหินประมาณ ๘ ศอก พญาอชุตราชขอซื้อที่จากปู่เจ้าลาวจกและย่าเจ้า ๑,๐๐๐ (ทอง) คำ ด้านละ๓,๐๐๐ วา และถวายครัวมิลักขุ ๕๐๐ ครัว ดูแลพระธาตุ พระมหากัสสปะได้ให้ทำตุง (ทุงหรือธง)เสายาว ๘ พันวา ตุงยาว ๗ พันวา กว้าง ๕๐๐ วาปักบูชาพระธาตุองค์นี้ จึงเรียกว่า ดอยตุง (ดอยทุง)แต่นั้นมา ปัจจุบันยังปรากฏหลุมปักตุงอยู่ข้างพระธาตุ กัมมะโลฤๅษีได้มาอยู่อุปัฏฐากพระธาตุบริเวณดอยมุงเมือง ต่อมาแม่กวางตัวหนึ่งมาดื่มน้ำปัสสาวะพระฤๅษี ตั้งท้องเกิดลูกเป็นกุมารีน้อย กัมมะโลฤๅษีเก็บมาเลี้ยง ตั้งชื่อว่านางปทุมมาวติ เมื่ออายุได้ ๑๖ ปี พญาอชุตราชได้มาสู่ขอนางไปเป็นมเหสีด้วยทองคำ ๔ แสนคำกัมมะโลฤๅษีให้นำทองคำนั้นไปหล่อเป็นรูปกวางสมมุติเป็นแม่ให้นางปทุมมาวติ ได้กราบไหว้ทุกวัน พ.ศ. ๑๐๐ สมัยพระองค์มังรายนราชกษัตริย์ผู้ครองเมืองโยนกนครไชยบุรีราชธานีศรีช้างแส่น องค์ที่ ๔ ตำนานสิงหนติโยนกว่า พระมหาวชิรโพธิเถระได้นำพระบรมสารีริกธาตุมาถวาย ๑๕๐ องค์ ตำนานพระธาตุดอยทุงเมืองเชียงแสนว่า สุรเทโวฤๅษีได้นำพระบรมสารีริกธาตุมาถวาย ๕๐ องค์พระองค์มังรายนราชยินดี ให้ทำโกศเงิน โกศทองคำโกศแก้วเข้าซ้อนกัน แล้วแห่ออกจากเมืองไปยังยอดดอยทุง (ดอยตุง) ตั้งโกศประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุบนหินที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุสมัยพญาอชุตราช แล้วอธิษฐานให้พระบรมสารีริกธาตุจมลงในหิน ประมาณ๗ ศอก พระองค์มังรายนราชให้ก่อเจดีย์ครอบหินสูง ๗ ศอก บุเงินจังโก ทองจังโก ประดับแก้ว๗ ประการ จัดฉลองพระธาตุ ๓ เดือน แล้วซื้อครัวมิลักขุ ๕๐๐ ครัว ที่พญาอชุตราชเคยถวายมาถวายพระธาตุอีกครั้ง ปู่เจ้าลาวจกและย่าเจ้าได้อุปัฏฐากพระธาตุ ด้วยอานิสงส์นี้ผู้อุปการะจึงไปจุติเป็นเทวบุตร และเทวธิดาบนสวรรค์ภายหลัง พ.ศ. ๒๑๙ สมัยพระองค์เพิง กษัตริย์ผู้ครองเมืองโยนกนครไชยบุรีราชธานีศรีช้างแส่นองค์ที่ ๘ พระมหารักขิตเถระได้นำพระบรมสารีริกธาตุมา ๙ องค์ พระองค์เพิงให้ทำโกศเงินโกศทองคำ โกศแก้วเข้าซ้อนกัน แบ่งเป็น ๓ ส่วนส่วนหนึ่งบรรจุที่ดอยโยนกปัพพตะ ส่วนหนึ่งบรรจุที่พระธาตุดอยทุง (ดอยตุง) ส่วนหนึ่ง บรรจุที่พูกวาวหัวเวียงไชยนารายณ์เมืองมูลแต่ไม่สามารถประดิษฐานในหินที่เดียวกับที่เคยฝังพระบรมสารีริกธาตุแล้วได้ ด้วยมีการสร้างเจดีย์ทับแล้ว จึงสร้างเจดีย์อีกองค์ทางทิศตะวันออกของเจดีย์องค์เดิม เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในครั้งนี้ แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๒๑ ฉลองพร้อมกันทุกแห่ง ทำให้พระธาตุดอยตุง มีเจดีย์ ๒ องค์ สมัยต่อมามีตำนานสร้างพระธาตุช้างมูบอีกและนำต้นนิโครธมาจากกุสินารา แม้ว่าปัจจุบันยังไม่ค้นพบหลักฐานตามตำนานเก่าสมัยโยนกนครอ้างก็ยังปรากฏ พระธาตดอยตุง ๒ องค์ เดิมให้นับถือมาจนวันนี้

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา

แผ่นป้ายพิธีตัดลูกนิมิตพระอุโบสถ

แผ่นป้ายพิธีตัดลูกนิมิตพระอุโบสถ

ตุงจำลองแทนขนาดใหญ่ในอดีต

ตุงจำลองแทนขนาดใหญ่ในอดีต

พระธาตุดอยตุงสององค์

พระธาตุดอยตุงสององค์

พระมหากัสสปะ

พระมหากัสสปะ

พระอุโบสถวัดที่สร้างใหม่ภายหลัง

พระอุโบสถวัดที่สร้างใหม่ภายหลัง

วัดพระธาตุดอยตุงของโยนกนาคนคร

วัดพระธาตุดอยตุงของโยนกนาคนคร

หลุมหินปักตุงในอดีตกาล

หลุมหินปักตุงในอดีตกาล

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระอุรังธาตุ’ พระธาตุพนมแห่งศรีโคตรบูร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/790645

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระอุรังธาตุ’ พระธาตุพนมแห่งศรีโคตรบูร

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระอุรังธาตุ’ พระธาตุพนมแห่งศรีโคตรบูร

วันอาทิตย์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พระธาตุพนมปัจจุบัน

ในดินแดนสยามนั้น มีพระธาตุสถิตและสักการะมาแต่โบราณ อยู่ในจังหวัดต่างๆ แต่ที่สำคัญนั้น คือ พระธาตุพระพนม ด้วยเมื่อต้นพุทธกาลประมาณพุทธศักราชที่ ๘ 
สมัยศรีโคตรบูร มี “พระอุรังธาตุ” ประดิษฐานอยู่บน ณ ดอยกัปปนคีรี หรือภูกำพร้า อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ตำนานเล่าว่า เป็นสถานที่ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์เคยเสด็จมาโปรดสัตว์น้อยโหญ่ในตํานานอุรังคธาตุได้กล่าวถึง เมื่อพุทธศตวรรษที่ ๖-๗ พระมหากัสสปะ เป็นหัวหน้าพระธรรมทูตที่เดินทางมาจากประเทศอินเดีย เพื่อมาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในสุวรรณภูมิ และคณะพระอรหันต์๕๐๐ องค์ ได้นําพระอุรังคธาตุ (กระดูกส่วนหน้าอก) ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาจากชมพูทวีปคณะเดินทางมาถึงอาณาจักรแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำโขง บริเวณที่เป็นแขวงคำม่วน-แขวงสุวรรณเขต แห่งพระราชอาณาจักรลาว และบริเวณที่เป็นแขวงนครพนม-แขวงสกลนคร แห่งพระราชอาณาจักรไทย ซึ่งบริเวณพื้นที่ดังกล่าวนั้นเดิมเรียกว่า อาณาจักรศรีโคตรบูรหรืออาณาจักรสีโคตรบอง เป็นอาณาจักรที่มีอายุอยู่ในสมัยเดียวกันกับอาณาจักรฟูนัน แห่งกัมพูชาด้วยคำว่าฟูนันในสำเนียงภาษาจีน เรียกว่า “พนม” ในภาษาเขมรโบราณ แปลว่าเมืองแห่งภูเขาและในบริเวณแขวงคำม่วนมีโบราณสถานสมัยก่อนเขมรโบราณอยู่หลายแห่ง ดังนั้นชื่อเมืองท่าแขก เมืองนครพนมก็ดี ล้วนแต่เป็นชื่อที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประเทศอินเดียและอาณาจักรฟูนันทั้งนั้น

ครั้งนั้นพระมหากัสสปะได้ชักชวนพระยาจากเมืองทั้ง ๕ คือ ๑.พระยานันทะเสนเจ้าผู้ครองเมืองสีโคตะบอง อยู่ห่างจากปากเซบั้งไฟไปประมาณ ๑๕ กิโลเมตร ๒.พระยาสุวรรณภิงคาร เจ้าผู้ครองเมืองหนองหานหลวง (คือสกลนคร) ๓.พระยาคำแดง เจ้าผู้ครองเมืองหนองหานน้อย (กุมภวาปีเป็นอำเภอหนึ่งอยู่ในเขตอุดรธานี) ๔.พระยาอินทปัฐ เจ้าผู้ครองเมืองอินทปัฐถะ (เมืองกัมพูชา) ๕.พระยาจุลณีพรหมทัตเจ้าผู้ครองเมืองปะกัน (คือเมืองเชียงขวาง หรือสิบสองจุไท) ได้พาไพร่พลมาร่วมกันก่อสร้างพระเจดีย์ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุขององค์พระพุทธเจ้าไว้บริเวณที่ดังกล่าว โดยสร้างเป็นพระเจดีย์สูงเพียงชั้นเดียวก่อน

ศิลปกรรมพระธาตุพนม

ในสมัยพระเจ้าสุมินทะราชราชาธิราชแห่งอาณาจักรสีโคตะบอง เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๑ นั้น พระองค์ได้รับคำแนะนำจากพระเถระที่เดินทางมาจากอินเดีย และพระเถระในประเทศของพระองค์เอง พระองค์จึงได้สร้างต่อเติมพระธาตุพนมขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง

พระธาตุพนม เป็นสถาปัตยกรรมโบราณของศิลปะล้านช้าง ด้วยมีการค้นพบศิลปะรูปเคารพโดยเฉพาะพระพุทธรูปที่มีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ อยู่หลายองค์ในบริเวณสองฟากฝั่งแม่น้ำโขง เป็นหลักฐานสกุลช่างศิลปะสมัยสีโคตะบองที่ท่าลาด และที่บริเวณปากแม่น้ำเหือง ซึ่งอยู่ในพระราชอาณาจักรลาว

องค์พระธาตุพนมแห่งนี้ได้รับการปฏิสังขรณ์หลายครั้ง และหลายยุคสมัยปรับเปลี่ยนรูปแบบ จนเป็นพระธาตุพนมองค์ใหม่ในปี พ.ศ.๒๔๘๒ มียอดพระธาตุพนมซึ่งสูงกว่าเดิม ๑๔ เมตร มีความสูงของพระธาตุพนมทั้งหมดรวมได้ ๕๗ เมตร จนเมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๑๘ เวลา ๑๙.๓๙ น. พระธาตุพนมได้ล้มทลายลงทั้งองค์เนื่องจากความเก่าแก่ขององค์พระธาตุ และภัยพิบัติจากการเกิดฝนตกพายุพัดแรงติดต่อกันหลายวันประชาชนได้ร่วมบริจาคทุนทรัพย์ และรัฐบาลได้ก่อสร้างองค์พระธาตุขึ้นใหม่สร้างครอบฐานพระธาตุองค์เต็ม โดยรักษารูปแบบเต็มก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๒นอกจากพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุในองค์พระธาตุแล้ว ยังมีของมีค่ามากมายนับหมื่นชิ้นเดิมนั้นการปรนนิบัติดูแลรักษาองค์พระธาตุพนมเป็นหน้าที่ของชาวเมืองปากเซบั้งไฟ แขวงคำม่วนต่อมาสยามได้ทำนุบำรุงดูแลรักษาพระธาตุพนมต่อเนื่องมาเกือบร้อยปีแล้ว

ด้วยเหตุนี้ชาวลุ่มแม่น้ำโขงทั้งสยาม ลาว กัมพูชาจึงพากันร่วมงานบุญเฉลิมฉลององค์พระธาตุพนมทุกปีมิได้ขาด  ที่สำคัญคือเป็นพระธาตุที่มีเรื่องเล่าเก่าแก่ที่สุด

ร.๙ ทรงอัญเชิญกลับในพระธาตุตามเดิม

ร.๙ ทรงอัญเชิญกลับในพระธาตุตามเดิม

งานสักการะบูชาพระธาตุ

งานสักการะบูชาพระธาตุ

ผอบบรรจุพระอุรังคธาตุ

ผอบบรรจุพระอุรังคธาตุ

ผอูบพระธาตุพนม

ผอูบพระธาตุพนม

พระธาตุพนมล้ม พ.ศ. ๒๕๑๘

พระธาตุพนมล้ม พ.ศ. ๒๕๑๘

พระธาตุพนมองค์เดิม

พระธาตุพนมองค์เดิม

พระอุรังคธาตุ-ในพระธาตุพนม

พระอุรังคธาตุ-ในพระธาตุพนม

ภาพลายอิฐพระธาตุพนม

ภาพลายอิฐพระธาตุพนม