ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เพลงสุพรรณบุรี’ ภูมิเบญจภาคีดนตรีแผ่นดิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/519476

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เพลงสุพรรณบุรี’ ภูมิเบญจภาคีดนตรีแผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เพลงสุพรรณบุรี’ ภูมิเบญจภาคีดนตรีแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2563, 09.15 น.

แอ๊ด คาราบาว

ด้วยความโดดเด่นในวิถีชีวิตที่มีพ่อเพลงแม่เพลงของเมืองสุพรรณบุรีนั้น องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ร่วมกับพื้นที่ จึงร่วมกันยกระดับการพัฒนาเมืองโดยให้พ่อเพลงแม่เพลงหลายสาขาและดนตรีนั้นเป็นสายธารนำไปสู่การเป็นเมืองดนตรี ที่สร้างการรับรู้เรื่องศิลปะดนตรี เพลงพื้นบ้าน และดนตรีร่วมสมัย ให้เป็น “เบญจภาคีดนตรีสุพรรณ” ซึ่งมีเพลงพื้นบ้าน เพลงลูกทุ่งเพลงไทยเดิม เพลงเพื่อชีวิตและเพลงสตริงป๊อปร็อก เพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สมาชิกเครือข่ายเมืองสรรค์ด้านดนตรีของยูเนสโก (Unesco Creative Cities Neawork) ในปี พ.ศ.๒๕๖๔ อันจะเกิดประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวและชื่อเสียงของประเทศไทย ที่ทำให้เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ทั่วโลกนั้นได้พากันมาร่วมกิจกรรมประชุมเสวนา ศึกษาเรียนรู้ สร้างกระแสการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและเสริมสร้างคุณภาพนำรายได้เข้าประเทศในอนาคต

ครูมนตรี ตราโมท

ดังนั้น การสร้างกระแสการรับรู้ที่มีการสำรวจและรวบรวมข้อมูลด้านดนตรีเพื่อจัดแผนขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรีนั้น อพท. จึงเชิญคณะ ชสท. ลงพื้นที่ตามหาภูมิความรู้ในพื้นที่ที่น่าสนใจโดยเฉพาะ เช่น วรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ที่วัดป่าเลไลย์-วัดแค วัฒนธรรมข้าวที่นาเฮียใช้ และแม่เพลงอีแซว บัวผัน จันทร์ศรี ศิลปินแห่งชาติ ผู้สานต่อเพลงพื้นบ้านโบราณ สำหรับด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีนั้น เมืองสุพรรณบุรีเป็นเมืองโบราณ พบหลักฐานทางโบราณคดีมีอายุไม่ต่ำกว่า ๓,๕๐๐-๓,๘๐๐ ปี โบราณวัตถุที่พบมีทั้งยุคหินใหม่ยุคสำริด ยุคเหล็ก เมืองนี้ได้สืบวัฒนธรรมมาตั้งแต่สมัยสุวรรณภูมิ ฟูนัน อมราวดี ทวารวดี และศรีวิชัย เมืองสุพรรณบุรีเดิมนั้นมีชื่อว่า ทวารวดีศรีสุพรรณภูมิ หรือ พันธุมบุรี ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำท่าจีน แถบบริเวณตำบลรั้วใหญ่ ไปจดตำบลพิหารแดง พ.ศ.๑๔๒๐ ตามหลักฐานทางโบราณคดีได้จารึกชื่อไว้ในพงศาวดารเหนือว่าเมืองพันธุมบุรีในยุคทวารวดี ต่อมาพระเจ้ากาแตได้ย้ายเมืองมาตั้งอยู่ที่ฝั่งขวาของแม่น้ำ แล้วโปรดให้มอญน้อยไปสร้างวัดสนามชัย และบูรณะวัดป่าเลไลย์ ชักชวนให้ข้าราชการจำนวน ๒,๐๐๐ คนบวชเป็นพระภิกษุ จึงขนานนามเมืองใหม่ว่า สองพันบุรี ส่วนนาม “สุพรรณภูมิ” นั้นปรากฏในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ระบุว่าเป็นนครรัฐที่มีความสำคัญมาก่อนกรุงศรีอยุธยา เมื่อมีการสถาปนากรุงศรีอยุธยา เมืองสุพรรณบุรี จึงจัดอยู่ในฐานะเมืองลูกหลวง ซึ่งเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญ ในสมัยพระเจ้าอู่ทองนั้น ได้มีการสร้างเมืองมาทางฝั่งใต้หรือทางตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน ชื่อเมืองเรียกว่า อู่ทอง สืบสมัยมาถึงขุนหลวงพะงั่วเมืองนี้จึงเรียกว่าชื่อว่า สุพรรณบุรี แต่นั้นมามีทั้งสุพรรณบุรีและเมืองอู่ทอง จึงเป็นศูนย์กลางการที่ติดต่อไปยังเมืองต่างรอบด้าน ได้แก่อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา นครปฐม และกาญจนบุรี ซึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น เมืองสุพรรณบุรีเป็นเมืองหน้าด่านและเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญ ต้องผ่านศึกสงครามหลายต่อหลายครั้ง สภาพเมืองเดิมจึงถูกทำลายเหลือเพียงซากปรักหักพัง จนกระทั่งถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เมืองสุพรรณบุรี ได้ฟื้นตัวขึ้นใหม่ และตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำท่าจีน(ลำน้ำสุพรรณ) มาจนทุกวันนี้ จากเหตุที่สุพรรณบุรีเป็นเมืองต้นกำเนิดตำนาน “ขุนช้างขุนแผน” ซึ่งเป็นวรรณคดีไทยยอดนิยมมาทุกสมัย จึงทำให้ปรากฏสถานที่ตามท้องเรื่องให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในปัจจุบัน เช่น บ้านรั้วใหญ่ วัดเขาใหญ่ท่าสิบเบี้ย ไร่ฝ้าย วัดป่าเลไลย์ วัดแค อำเภออู่ทองและอำเภอศรีประจันต์ เป็นต้น จากการที่เมืองสุพรรณบุรีแห่งนี้เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์บนพื้นที่ราบภาคกลางมาแต่อดีต มีการทำนาปลูกข้าว ทำไร่ไถนานั้น ทำให้คนสุพรรณเป็นแหล่งเพลงพื้นบ้านมาตั้งแต่ปู่ย่าตาทวดสืบต่อรุ่นกันมาจนปัจจุบัน นับเป็นภูมิสถานของพ่อเพลงแม่เพลงอย่าง ไวพจน์ เพชรสุพรรณ, ขวัญจิตศรีประจันต์ นักร้องลูกทุ่งอย่าง ก้าน แก้วสุพรรณ,สุรพล สมบัติเจริญ, พุ่มพวง ดวงจันทร์นักร้องเพลงเพื่อชีวิตอย่าง แอ๊ด คาราบาว เพลงไทยเดิมอย่าง ครูมนตรี ตราโมท, ครูแจ้งคล้ายศรีทอง และคนอื่นๆ ซึ่งล้วนคนสำคัญของแผ่นดินสุวรรณภูมิทั้งสิ้นไวพจน์ เพชรสุพรรณไวพจน์ เพชรสุพรรณบัวผัน จันทร์ศรีบัวผัน จันทร์ศรีพุ่มพวง ดวงจันทร์

พุ่มพวง ดวงจันทร์ขุนช้างขุนแผนขุนช้างขุนแผนบ้านเรือนสุพรรณบุรี

บ้านเรือนสุพรรณบุรีวัดป่าเลไลย์

วัดป่าเลไลย์เพลงรำวงสุพรรณบุรีเพลงรำวงสุพรรณบุรี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เพลงชาติ’ ภูมิพลังรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/517909

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เพลงชาติ’ ภูมิพลังรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เพลงชาติ’ ภูมิพลังรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย

วันอาทิตย์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2563, 08.10 น.

ด้วยเพลงชาตินั้นมีความสำคัญในฐานะเป็นสัญลักษณ์ของการรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย ซึ่งเป็นเพลงที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ประกาศใช้ตามรัฐนิยมฉบับที่ ๖ เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๘๒ ซึ่งพระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) หรือ ปีเตอร์ ไฟท์ (Peter Feit) ได้ประพันธ์ทำนองโดยแก้ไขเพิ่มเติมจากเดิมโดย พันเอกหลวง
สารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) ในนามของกองทัพบก เป็นทำนองชนะการประกวดของกรมโฆษณาการ เมื่อพ.ศ.๒๔๗๕ ได้รับรางวัลมา ๑,๐๐๐ บาท โดยเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยาม เป็นไทย…ก่อนหน้าได้มี เพลงชาติ ที่ใช้กันมาแล้ว ๖ เพลง เริ่มต้นเพลงแรกเมื่อ ปี ๒๓๙๕-๒๔๑๔ ใช้ทำนองเพลง God Save the Queen เป็นเพลงเกียรติยศถวายความเคารพแด่พระเจ้าแผ่นดิน เรียกว่า เพลงสรรเสริญพระบารมีอังกฤษ ต่อมา พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร)ได้ประพันธ์เนื้อร้องขึ้นใหม่แล้วเรียกชื่อว่า เพลงจอมราชจงเจริญ เป็น เพลงชาติเพลงที่ ๑ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา ต่อมารัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระราชดำริว่าควรใช้ทำนองเพลงไทย ทำให้คณะครูดนตรีไทยได้เลือก เพลงทรงพระสุบิน หรือ เพลงบุหลันลอยเลื่อน พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ มาเรียบเรียงใหม่ให้เป็นสากลขึ้นโดย เฮ วุดเซนจึงเป็น เพลงชาติเพลงที่ ๒ ใช้บรรเลงระหว่าง ปี ๒๔๑๔-๒๔๓๑ ส่วน เพลงชาติเพลงที่ ๓ นั้นได้ประพันธ์ทำนองโดย ปโยตร์ สชูโรฟสกี้ (PyotrSchurovsky) ชาวรัสเซีย ส่วนคำร้องนั้นเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ ใช้บรรเลงเป็นเพลงชาติในระหว่างปี ๒๔๓๑-๒๔๗๕ ใช้มายาวนานด้วยมีทำนองไพเราะ, เนื้อหาสมบูรณ์ ซึ่งปัจจุบันใช้เป็น เพลงสรรเสริญพระบารมี แทน หลังการอภิวัตน์เปลี่ยนการปกครองโดยคณะราษฎร เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ แม้จะมีการเตรียมการสร้างเพลงชาติขึ้นใหม่ โดยสมาชิกของคณะผู้ก่อการท่านหนึ่งมอบหมายให้พระเจนดุริยางค์เป็นผู้ประพันธ์แต่ยังไม่เสร็จเลยต้องใช้ทำนองเพลงไทยเดิม เพลงมหาชัยไปพลางก่อน เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี(สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เป็นผู้ประพันธ์เนื้อร้อง เพลงชาติเป็นเพลงที่ ๔ ได้ใช้ในช่วงสั้นเพียง ๗ วัน ไม่ถึงเดือนก็เปลี่ยนแปลงไปเป็น เพลงชาติเพลงที่ ๕ ประพันธ์ทำนองโดยพระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) เมื่อวันที่ ๔กรกฎาคม ๒๔๗๕ ส่วนเนื้อร้องนั้นขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์)แต่งขึ้นบรรเลงครั้งแรก ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๔๗๕ ใช้อยู่เพียงปี ๒๔๗๕-๒๔๗๗จึงเปลี่ยนแปลงเฉพาะเนื้อร้อง โดยประพันธ์เพิ่มเติมจากของเดิมที่เห็นกันว่าสั้นไปนั้นให้ยาวขึ้น โดย นายฉันท์ ขำวิไลจึงถือเป็น เพลงชาติเพลงที่ ๖ ใช้ระหว่างปี๒๔๗๗-๒๔๘๒ ขณะเดียวกันมีเพลงชาติเพลงหนึ่งใช้ทำนองเพลงไทย ประพันธ์ทำนองโดย จางวางทั่ว พาทยโกศล โดยดัดแปลงเพลงไทยเดิม เพลงตระนิมิต ทำให้มีเพลงชาติแบบสากลและเพลงชาติแบบไทย ในที่สุดคณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาลงมติให้ใช้ เพลงชาติแบบสากล นับเป็นเพลงชาติอย่างเป็นทางการเพลงแรกจนถึงปัจจุบัน อันโดยเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทย เนื้อร้องของหลวงสารานุประพันธ์ ซึ่งส่งประกวดในนามกองทัพบกไทยก่อนแก้ไขเป็นฉบับทางการมีดังนี้ “ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย-เป็นประชาธิปไตยของไทยทุกส่วน-อยู่ยืนยงดำรงไว้ได้ทั้งมวล-ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี-ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่-สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี เถลิงประเทศชาติไทยทวีมีชัย ชโย” การประกวดเพลงชาติครั้งนั้นปรากฏว่ามีกวีและผู้มีชื่อเสียงทางการประพันธ์เพลงหลายคน เช่น เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี, แก้ว อัจฉริยะกุล, ชิต บุรทัต รวมถึงผู้ประพันธ์เนื้อเพลงชาติสองฉบับแรก ขุนวิจิตรมาตรา และ ฉันท์ ขำวิไล ด้วยส่งเนื้อร้องของตนเองเข้าประกวด แต่ปรากฏว่าไม่ผ่านการตัดสินครั้งนั้น นัยว่าเนื้อร้องที่ขุนวิจิตรมาตราแต่งใหม่นั้นมีการใช้คำว่า “ไทย” ถึง ๑๒ ครั้ง

สำหรับการเคารพธงชาติ เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมีนั้น จอมพล ป.พิบูลสงคราม มีความเห็นว่าธงชาติ เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นสิ่งที่ชาวไทยควรให้การเคารพและเชิดชู คณะรัฐมนตรีจึงได้ประกาศรัฐนิยมฉบับที่ ๔ เมื่อวันที่ ๘ กันยายน พ.ศ.๒๔๘๒ ระบุแต่เพียงว่า ให้ทุกคนแสดงความเคารพโดยปฏิบัติตามระเบียบเครื่องแบบ หรือตามประเพณีนิยม ส่วนจะนิยมแบบไหนก็ว่ากันไปตามนิยม เพราะเพลงชาตินี้เป็นเพลงรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทยขุนวิจิตรมาตราขุนวิจิตรมาตราจอมพล ป.พิบูลสงครามจอมพล ป.พิบูลสงครามฉันท์ ขำวิไล

ฉันท์ ขำวิไลพระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร)พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร)หลวงสารานุประพันธ์หลวงสารานุประพันธ์คำร้องเพลงชาติ

คำร้องเพลงชาติประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเพลงชาติที่แก้ไขเพลงชาติที่แก้ไขโน้ตเพลงชาติสมัยแรก ขุนวิจิตรมาตราโน้ตเพลงชาติสมัยแรก ขุนวิจิตรมาตราโน้ตเพลงสรรเสริญพระบารมี รัชกาลที่ ๕โน้ตเพลงสรรเสริญพระบารมี รัชกาลที่ ๕

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วัดพระแก้วเดิม’ ปฐมภูมิพระแก้วมรกตคืนสยาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/516370

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดพระแก้วเดิม’ ปฐมภูมิพระแก้วมรกตคืนสยาม

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดพระแก้วเดิม’ ปฐมภูมิพระแก้วมรกตคืนสยาม

วันอาทิตย์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2563, 08.30 น.

พระแก้วมรกต

พระแก้วมรกตหรือพระพุทธมณีรัตนปฏิมากร พระพุทธรูปสำคัญของล้านนา-ต่อมาสมัยอยุธยาได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่ล้านช้างโดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ ๑ หลังสุดเมื่อครั้งอัญเชิญกลับคืนสยามประเทศในสมัยกรุงธนบุรีนั้นได้มีการสร้างวัดพระแก้วเดิมขึ้นเพื่ออัญเชิญประดิษฐานชั่วคราว ณ ค่ายพานพร้าว ค่ายนี้ตั้งอยู่ที่อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ปัจจุบันคือบริเวณของหน่วยเรือรักษาความสงบตามลำแม่น้ำโขงเขตหนองคาย ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดพระแก้วเดิมนี้ที่ถูกทิ้งร้างไปพร้อมกับเรื่องราวที่รู้เพียงว่าเมืองพานพร้าว หรือ “ค่ายพานพร้าว” แห่งนี้เป็นเมืองคู่แฝดกับเมืองเวียงจันทน์ เมื่อปลายสมัยกรุงธนบุรีนั้นได้ถูกใช้ตั้งเป็นค่ายทหารที่มั่นชั่วคราวของกองทัพสยามเพื่อที่จะข้ามไปตีเอาเมืองเวียงจันทน์ ภายหลังเมื่อยกกำลังเข้าตีเอาเวียงจันทน์ได้แล้วเมื่อ พ.ศ.๒๓๒๑ เจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง) แม่ทัพได้อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางจากเมืองเวียงจันทน์นั้นมาประดิษฐานไว้ที่ค่ายพานพร้าว โดยสร้างหอพระแก้วชั่วคราว เพื่อรอการจัดพิธีอัญเชิญกลับไปยังกรุงธนบุรี ส่วนชาวเวียงจันทน์ที่กวาดต้อนมานั้นได้ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองพานพร้าว เมืองปะโค และเมืองเวียงคุกต่อจากนั้นประมาณ ๓ เดือน จึงได้จัดพิธีอัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางพร้อมทั้งได้นำเชื้อพระวงศ์เวียงจันทน์ ข้าราชการ กรมการเมือง รวมทั้งราษฎรชาวเวียงจันทน์ที่เหลือลงไปยังกรุงธนบุรีเมื่อ พ.ศ.๒๓๒๒

เจ้าจอมแว่น-ชายา

ครั้งนั้นเจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง) แม่ทัพได้พานางคำแว่น นางกำนัลของพระอัครมเหสีในพระเจ้าสิริบุญสารมาเป็นชายาและพาไปยังกรุงธนบุรีด้วย ต่อมาเมื่อเจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง) ได้ปราบดาภิเษกเป็นพระปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จักรี เมื่อ พ.ศ.๒๓๒๕ นางคำแว่น ชายานั้นได้รับแต่งตั้งเป็น “เจ้าจอมแว่น” เป็นพระสนมเอกรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทในพระเจ้าแผ่นดินต้นคือรัชกาลที่ ๑ เจ้าคุณจอมแว่น ผู้นี้เดิมเป็นชาวเวียงจันทน์ เกิดที่เมืองพานพร้าว คือศรีเชียงใหม่ ชาวเวียงจันทน์นิยมออกนามท่านว่า เจ้านางเขียวค้อม ชาวพานพร้าวเชื่อว่าเจ้าจอมแว่นเป็นหญิงเมืองพานพร้าวที่งามพร้อมทุกสิ่ง สมเป็นกุลสตรี และเจ้าจอมแว่นผู้นี้ทำให้กองทัพสยามไม่ทำลายเมืองเวียงจันทน์ จึงมีการเรียกศึกครั้งนี้ว่า “ศึกนางเขียวค้อม”ในตำนานเมืองขอนแก่นได้กล่าวถึงเรื่องราวของเจ้าคุณจอมแว่นไว้ว่า เจ้าคุณจอมแว่น เดิมนามว่า อัญญานางคำแว่น เป็นธิดาของพระนครศรีบริรักษ์บรมราชภักดีศรีศุภสุนทร (ศักดิ์ เสนอพระ) เจ้าเมืองขอนแก่นคนแรก และด้วยเจ้าคุณจอมแว่น มีศักดิ์เป็นปนัดดาในพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ ๓ คือ สมเด็จพระเจ้าสิริบุญสาร แห่งนครเวียงจันทน์ ซึ่งเป็นพระราชบิดาของเจ้าอนุวงศ์ เดิมเจ้าคุณจอมแว่นอาศัยอยู่กับบิดาที่นครเวียงจันทน์ ครั้งบิดาทำราชการเป็น เพียเมืองแพน (เพีย-เป็นตำแหน่งพญา)กรมการเมือง ต่อมาบิดาได้เป็นเจ้าเมืองรัตนนครซึ่งเชื่อกันว่า เจ้าคุณจอมแว่นเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการทูลขอพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งเมืองขอนแก่นหรือเมืองขามแก่นให้บิดาเป็นเจ้าเมือง เจ้าคุณจอมแว่น จึงเป็นพระสนมเอกคนโปรดในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑และรับใช้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังมีหน้าที่อภิบาลพระเจ้าลูกเธอที่ยังทรงพระเยาว์อย่างเข้มงวด จนได้รับฉายาว่า “คุณเสือ” อีกชื่อหนึ่งภายหลังเจ้าคุณได้กำกับดูแลงานฝ่ายในทั้งหมดถือเป็น เจ้าคุณข้างใน คนแรก ด้วยมีความชอบจากการที่นางตัดสินใจกัดนิ้วพระบาททำให้พระองค์รู้สึกพระองค์จากอาการละเมอ เมื่อเจ้าคุณจอมแว่นถึงแก่กรรมลงได้มีสร้างเจดีย์บรรจุพระอัฐิเป็นอนุสรณ์ไว้ที่วัดนางเขียวค้อม บริเวณบ้านหัวทราย อำเภอศรีเชียงใหม่ ไว้เป็นที่เคารพสักการะของชาวพานพร้าวหรือศรีเชียงใหม่ จนถึงทุกวันนี้ แต่ความจารึกวัดหอพระแก้วที่พบบนฐานวิหารแห่งนี้ กลับระบุว่าเจ้าอนุวงศ์กษัตริย์เวียงจันทน์ได้สร้างวัดหอพระแก้วและถวายสิ่งของผู้คนไว้แก่วัด ในช่วง พ.ศ.๒๓๕๓-๒๓๕๕ และเป็นโบราณสถานที่เคยเป็นวัดประดิษฐานพระแก้วมรกตเมื่อแรกกลับคืนสยามพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชชิ้นส่วนปูนปั้้นพญานาคชิ้นส่วนปูนปั้้นพญานาคสถูปประดิษฐานพระแก้วมรกตสถูปประดิษฐานพระแก้วมรกตวัดพระแก้วเก่า

วัดพระแก้วเก่าภาพเก่าวัดพระแก้ว

ภาพเก่าวัดพระแก้วภาพเก่าซากสถูปวัดพระแก้วเก่าภาพเก่าซากสถูปวัดพระแก้วเก่าแผ่นป้ายประวัติ

แผ่นป้ายประวัติป้ายวัดพระแก้ว

ป้ายวัดพระแก้วโบราณสถานวัดพระแก้วเดิมโบราณสถานวัดพระแก้วเดิม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองเชียงแสน’ ปฐมภูมิแห่งราชวงศ์กษัตริย์โบราณ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/514929

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองเชียงแสน’  ปฐมภูมิแห่งราชวงศ์กษัตริย์โบราณ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองเชียงแสน’ ปฐมภูมิแห่งราชวงศ์กษัตริย์โบราณ

วันอาทิตย์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 09.15 น.

ประตูเมือง

ข้อมูลจากตำนานและประวัติศาสตร์นั้นได้ทำให้หลายคนได้รับรู้ถึงเมืองเก่าที่เกิดขึ้นบนดินแดนสุวรรณภูมิหรือสยามในอดีตมากขึ้น ด้วยภารกิจที่กรมธนารักษ์จะต้องดูแลกำแพง-คูเมืองเก่า หลังจากที่มีการกำหนดเขตโบราณสถานจากการขุดแต่งและศึกษาของสำนักโบราณคดี กรมศิลปากรแล้ว การรับรู้ของคนในพื้นที่จึงมีความสำคัญมากในการสร้างความมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนเพื่อรักษาและต่อยอดให้พื้นที่ราชพัสดุนั้นมีประโยชน์ในอนาคต โดยเฉพาะเมืองเชียงแสนนั้นมีเรื่องราวมากมายและมีโบราณสถานน่าสนใจหลายยุคสมัย เดิมนั้นบริเวณนี้เป็นที่ตั้งของเมืองโบราณที่เกี่ยวพันระหว่างราชวงศ์พ่อขุนหรือพญาผู้ครองแผ่นดิน ซึ่งจะได้ยินเรื่องเมืองสุวรรณโคมคำ เมืองโยนกนาคพันธ์ เมืองหิรัญนครเงินยาง ปรากฏอยู่ในเอกสารตำนานและประวัติศาสตร์ที่จะต้องสอบค้นกันต่อไป เมืองหลังสุดคือเมืองเงินยาง เดิมมีการเรียกว่า เวียงดอย หรือเวียงรอยเมืองรอยจึงเป็นชื่อเมืองอีกชื่อหนึ่ง ก่อนจะถูกทิ้งร้างเมื่อครั้งพญามังราย เจ้าเมืองเงินยางได้ย้ายเมืองหลวงไปตั้งเมืองใหม่ที่เชียงราย เวียงกุมกาม และเชียงใหม่ตามลำดับนั้น หลังพญามังรายสร้างเมืองเชียงใหม่แล้ว พญามังรายได้ขอให้เจ้าแสนภู หลานของพระองค์ไปบูรณะและครองเมืองเงินยางขึ้นในปี พ.ศ.๑๘๓๐ บางแห่งว่า พ.ศ.๑๘๗๑ เพื่อจะได้ดูแลหัวเมืองทั้งปวงที่อยู่ในบริเวณนี้ นัยว่าเป็นเมืองหน้าด่านต้านการรุกรานของจีนฮ่อ

กำแพงเก่า

ครั้งนั้นได้มีการบูรณะวัดในเมืองเก่าหลายแห่งเช่น วัดพระธาตุจอมกิตติ วัดพระธาตุภูเข้า และวัดพระธาตุดอยรัง เป็นต้น เมืองเงินยางที่พญาแสนภูบูรณะนั้นถูกให้ชื่อว่า “เชียงแสน” ซึ่งหมายถึงเมืองของพญาแสนภู ทำนองเดียวกับการเรียกเมืองของพญามังรายว่า เชียงราย  โดยเมืองเชียงแสนนั้นมีฐานะเป็นเมืองอุปราช รองจากเมืองเชียงใหม่ แต่เนื่องจากเป็นเมืองที่สร้างทับลงบนพื้นที่เมืองเก่า จึงมีการเรียกชื่อเมืองรวมไปว่า“เมืองโยนกเชียงแสน” หรือ “เมืองเงินยางเชียงแสน” พญาแสนภูองค์นี้ต่อมาได้กลับไปครองเมืองเชียงใหม่สืบต่อพญาไชยสงคราม

กำแพงเมืองด้านใน 

สำหรับร่องรอยของเมืองเชียงแสนนั้นน่าสนใจมากด้วยเป็นเมืองรูปสี่เหลี่ยมด้านไม่เท่า ขนานไปกับแม่น้ำโขง ตัวเมืองกว้าง ๗๐๐ หรือยาว ๑,๔๐๐ เมตร ยาว ๑,๕๐๐ วา หรือ ๓,๐๐๐ เมตรมีประตูเมือง ๕ แห่ง คือ ประตูยางเขื่อน ประตูหนองมุนประตูเชียงแสน ประตูท่าม่านและประตูดินขอจากพื้นที่ในเขตปกครอง ๓๒ พันนา เมืองเชียงแสนจึงมีอาณาเขตไม่กว้างนักและเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนา ต่อมาปี พ.ศ.๑๙๕๑ พระเจ้าสามฝั่งแกน กษัตริย์อาณาจักรล้านนาได้โปรดเกล้าฯให้สร้างกำแพงเมืองขึ้นใหม่ด้วยอิฐมีป้อมปราการรวมทั้งขุดขยายคูออกไปให้ตัวเมืองมีความมั่นคงขึ้น ด้วยเมืองเชียงแสนนั้นได้เป็นเมืองสำคัญมีผู้คนมาอาศัยมากขึ้น และเป็นเส้นทางน้ำนำสินค้าเข้ามาทางแม่น้ำโขง จึงทำให้เป็นเป้าหมายของการรุกรานทางชายแดนของอาณาจักรล้านนาอยู่เนืองๆ เมื่อ พ.ศ.๒๑๐๑ อาณาจักรล้านนาทั้งหมดตกอยู่ในความปกครองของพม่า จึงรวมเมืองเชียงแสนไปด้วย ทำให้เมืองเชียงแสนมีผู้นำจากพม่าผลัดเปลี่ยนกันมาครองเมืองจนถึงแผ่นดินสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี จึงได้ทรงรวบรวมและพยายามขับไล่อิทธิพลของพม่าให้พ้นจากอาณาจักรล้านนา โดยได้รับความร่วมมือจากเจ้ากาวิละและเจ้าเมืองหลายเมืองของอาณาจักรล้านนา แม้ว่ากำลังพม่าบางส่วนจะยังคงยึดหัวเมืองเชียงแสนไว้ด้วยหลังสุด พ.ศ.๒๓๔๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้โปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงเทพหริรักษ์กับพระยายมราชคุมกองทัพไปขับไล่พม่าที่ยึดครองเมืองเชียงแสนได้และได้โปรดเกล้าฯ ให้อพยพราษฎรออกจากเมืองเชียงแสน ให้รื้อกำแพงเมืองและป้อมปราการไม่ให้เป็นประโยชน์แก่ข้าศึกได้อีกต่อไป ราษฎรที่อพยพมาจากเมืองเชียงแสนบางส่วนจึงไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านเสาไห้ จังหวัดสระบุรีและที่บ้านบัวคู จังหวัดราชบุรี บ้าง รวมทั้งกระจายอยู่ในเมืองต่างๆ ของภาคเหนือจนทุกวันนี้  

ปัจจุบันอำเภอเชียงแสน มีความเจริญรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้นด้วยมีการติดต่อค้าขายกับหัวเมืองต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ ทำให้เมืองเชียงแสนเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีแหล่งประวัติศาสตร์โดยเฉพาะบริเวณแหล่งท่องเที่ยวสามเหลี่ยมทองคำ ที่เป็นแหล่งกำเนิดกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีชุมชนตามลุ่มแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำโขงตามเรื่องน้ำเต้าบุ่งจากพงศาวดารล้านช้างผู้บริหารธนารักษ์และผู้นำท้องถิ่นผู้บริหารธนารักษ์และผู้นำท้องถิ่นชุดแต่งกายพื้นบ้านชุดแต่งกายพื้นบ้านอิฐของเมืองเชียงแสน

อิฐของเมืองเชียงแสนวัดพระเจดีย์หลวงกลางเมือง

วัดพระเจดีย์หลวงกลางเมืองร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้แม่น้ำโขงหน้าเมืองเชียงแสนแม่น้ำโขงหน้าเมืองเชียงแสนภาพเมืองเชียงแสนโบราณภาพเมืองเชียงแสนโบราณพญาแสนภู-สร้างเชียงแสนพญาแสนภู-สร้างเชียงแสนพญาไชยสงคราม-ครองเชียงรายพญาไชยสงคราม-ครองเชียงรายป้อมเมืองเชียงแสน

ป้อมเมืองเชียงแสนเชิงเทินกำแพงเมืองเก่าเชิงเทินกำแพงเมืองเก่า

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘สองสมเด็จฯ’ ภูมิศิลปวิทยาการแห่งสาส์นสมเด็จ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/513439

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สองสมเด็จฯ’ ภูมิศิลปวิทยาการแห่งสาส์นสมเด็จ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สองสมเด็จฯ’ ภูมิศิลปวิทยาการแห่งสาส์นสมเด็จ

วันอาทิตย์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ทรงเปิดนิทรรศการพิเศษ

ด้วยความสำคัญของวันอนุรักษ์มรดกไทย วันที่ ๒ เมษายน ทุกปีนั้น ทำให้มีการจัดกิจกรรมอนุรักษ์ ฟื้นฟู เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และสร้างจิตสำนึกในการทำนุบำรุง รักษามรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ เพื่อให้คนไทยได้ร่วมสืบสาน รักษา ต่อยอดความรู้ศาสตร์ความรู้ให้แพร่หลาย ตามพระราชปณิธาน “การรักษามรดกไทย เป็นการรักษาชาติ” ดังนั้น ในวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๓ ปีนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดนิทรรศการพิเศษ ณ พระที่นั่งศิวโมกพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ซึ่งจัดโดยกระทรวงวัฒนธรรมกรมศิลปากร โดยถอดบทเรียนจากความรู้ในหนังสือ “สาส์นสมเด็จ” อันเป็นพระนิพนธ์ของสองสมเด็จผู้เป็นปราชญ์แผ่นดิน ผู้ได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลกจากยูเนสโกทั้งสองพระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์  ผู้ได้รับการยกย่องว่าทรงเป็น “พระบิดาแห่งช่างศิลปะไทย”และ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผู้ได้รับการยกย่องว่าทรงเป็น “พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย” เจ้านายทั้งสองพระองค์นี้ทรงมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ให้เกิดศิลปวิทยาการหลายด้าน เช่น ด้านการจัดพิพิธภัณฑสถาน ด้านดนตรี ด้านนาฏศิลปะ ด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีโดยเฉพาะงานโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ งานเอกสารจดหมายเหตุ งานภาพเก่าและอื่นๆ ด้านภาษาและหนังสือ ด้านศิลปกรรม โดยเฉพาะงานสถาปัตยกรรมพระเมรุมาศ งานประณีตศิลปไทยงานอนุสาวรีย์และการออกแบบ เป็นต้นดังปรากฏผลงานการสืบทอดจากศิลปะวิทยาการของสองสมเด็จฯในการที่มีการจัดตั้งกรมศิลปากร รับผิดชอบงานที่ทั้งสองพระองค์ได้ทรงริเริ่มแต่แรกคือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหอสมุดแห่งชาติหอจดหมายเหตุแห่งชาติหอประติมากรรมต้นแบบ หอศิลป ซึ่งมีหน่วยงานขยายความรับผิดชอบไปทั่วประเทศ ได้แก่สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กองโบราณคดีสำนักสถาปัตยกรรม สำนักการสังคีต สำนักช่างสิบหมู่ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ สำนักหอสมุดแห่งชาติ กองโบราณคดีใต้น้ำ และสำนักศิลปากรที่ ๑-๑๒ เป็นต้น

คณะกรรมการวันอนุรักษ์มรดกไทย

นิทรรศการพิเศษนี้ถอดบทเรียนจากหนังสือชุดสาส์นสมเด็จ ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมพระหัตถเลขาส่วนพระองค์ที่ทรงอันมีไป-มาระหว่างกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความคิด จากเรื่องราวที่ปรากฏ จึงมีลักษณะรอบรู้หลากหลายถึงพร้อมด้วยพระอัจฉริยภาพมีลักษณะเป็นสหวิทยาการเป็นคุณประโยชน์อย่างยิ่ง แก่การรู้จักเรื่องไทยศึกษา ทั้งประวัติศาสตร์โบราณคดี ศาสนา ศิลปกรรม วรรณคดี และอักษรศาสตร์ ฯลฯ มีคุณค่าเป็นหนังสืออ้างอิงสำคัญเล่มหนึ่ง ผู้อ่านสามารถโดยเสด็จในทางความรู้และอ่านอย่างจำเริญใจได้ เพราะลีลาพระนิพนธ์ เป็นการเขียนจดหมาย มิใช่เพื่อแต่งตำรา แต่เป็นจดหมายเหตุของสองสมเด็จสองพระองค์ที่ต่างทรงเป็นกำลังสำคัญของบ้านเมือง มาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนกระทั่งเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แล้ว สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ จึงเสด็จไปประทับที่ปีนัง ขณะสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ยังทรงดำรงตำแหน่ง ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในช่วงหลังวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปประทับต่างประเทศ โดยพระสถานะที่มีโอกาสจะรู้ และสามารถศึกษาความรู้ได้ โดยความสนพระทัย และพระปรีชาในทางส่วนพระองค์ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการมีส่วนร่วมทางสังคม ทางวิชาการอันเป็นที่มาแห่งความรู้ และการที่ทรงแลกเปลี่ยนความรู้ เมื่อสองพระองค์ล่วงเข้าพระปัจฉิมวัยจึงได้แสดงถึงความคิด ความสุขุมคัมภีรภาพ รสนิยม และพระนิสัยใฝ่ดี อันควรจูงใจคนให้โดยเสด็จ แม้โอกาสของแต่ละคนและความเป็นไปได้จะทำให้ดีเสมอเหมือน จึงเป็นต้นแบบในการนำทางความคิด และสุนทรียภาพทางปัญญาที่เป็นการถอดบทเรียนครั้งแรกที่หาได้ยากยิ่งทอดพระเนตรนิทรรศการฯทอดพระเนตรนิทรรศการฯเสด็จเปิดนิทรรศการพิเศษเสด็จเปิดนิทรรศการพิเศษทอดพระเนตรนิทรรศการฯทอดพระเนตรนิทรรศการฯสองสมเด็จฯสองสมเด็จฯทรงจัดพิพิธภัณฑ์ครั้้งแรกทรงจัดพิพิธภัณฑ์ครั้้งแรกหอสมุดแห่งชาติสมัยแรกหอสมุดแห่งชาติสมัยแรกวันเปิดพิพิธภัณฑ์สสถานแห่งชาติวันเปิดพิพิธภัณฑ์สสถานแห่งชาติทรงออกแบบงานช่างทรงออกแบบงานช่างทรงตรวจโบราณสถานทรงตรวจโบราณสถานทรงบันทึกท่ารำทรงบันทึกท่ารำพระรูปหล่อสมเด็จกรมพระยาดำรงฯพระรูปหล่อสมเด็จกรมพระยาดำรงฯพระรูปหล่อสมเด็จเจ้าฟ้านริศฯพระรูปหล่อสมเด็จเจ้าฟ้านริศฯหนังสือนิทรรศการพิเศษหนังสือนิทรรศการพิเศษสาส์นสมเด็จ ๒๔๘๐-๘๖สาส์นสมเด็จ ๒๔๘๐-๘๖ลายพระหัตถ์สาส์นสมเด็จลายพระหัตถ์สาส์นสมเด็จนิทรรศการพิเศษฯนิทรรศการพิเศษฯ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองเพชบุระ’ ภูมิสถานเมืองเก่าลุ่มแม่น้ำป่าสัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/511926

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองเพชบุระ’  ภูมิสถานเมืองเก่าลุ่มแม่น้ำป่าสัก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองเพชบุระ’ ภูมิสถานเมืองเก่าลุ่มแม่น้ำป่าสัก

วันอาทิตย์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากความสำคัญของเมืองเก่า-กำแพงเก่าที่มีการสำรวจและพบในจังหวัดต่างๆ นั้น ทำให้กรมธนารักษ์ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลที่ดินราชพัสดุนั้นมีโครงการประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมและรักษาไว้เป็นหลักฐานของเมือง อาทิตย์นี้ได้ตามรอยหาภูมิเมืองของจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางตอนบนของประเทศไทย มีพื้นที่ประมาณ ๑๒,๖๖๘ ตารางกิโลเมตร งานนี้ คุณชุติมา ศรีปราชญ์ รองอธิบดีกรมธนารักษ์และคณะ ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ จัดการประชาสัมพันธ์และถ่ายทอดองค์ความรู้ “บอกเล่าเรื่อง เมืองเพชรบูรณ์” ขึ้น ด้วยเหตุที่เมืองเพชรบูรณ์ในชื่อเดิมจากจารึกลานทองที่พบ ณ วัดมหาธาตุนั้นระบุว่า “เพชบุระ” ซึ่งพื้นที่แห่งนี้มีป่าเขากว้างใหญ่อันอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชไร่และทรัพยากรทางธรรมชาติสมกับชื่อ เพชปุระ หรือเมืองพืชไร่ในอดีต

คณะวิทยากร

รองอธิบดีกรมธนารักษ์และคณะ

ด้วยความเอาใจใส่จากบุคลากรในพื้นที่จึงทำให้เมืองแห่งนี้มีความสำคัญจากร่องรอยของโบราณสถานที่เหลืออยู่ เช่น กำแพง ป้อมคูประตูรบและโบราณสถานในอดีต ประกอบกับความสนใจใคร่รู้ของ คุณวิศัลย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ จึงทำให้เกิดแหล่งเรียนรู้ขึ้นหลายแห่งที่น่าจะเป็นเมืองต้นแบบให้เมืองอื่นๆ ที่จมปรักตามปกติวิสัยนั้นกลับฟื้นคืนชีวิตประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมให้ได้เรียนรู้และสร้างงานเพื่อสืบสาน รักษาและต่อยอดได้เองจากข้อมูลความรู้และคุณค่าของพื้นที่ จนสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวชุมชนให้เกิดความประทับใจได้ดี
ดังปรากฏแหล่งเรียนรู้หลายแห่ง เช่น พุทธอุทยานเพชบุระ หอโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์ อินทราชัยหอวัฒนธรรมนครบาลเพชรบูรณ์ หอเกียรติยศเพชบุระ หอภูมิปัญญาและวิถีชาวบ้านเพชรบูรณ์ หอนิทรรศน์กำแพงเมืองขึ้น ท่ามกลางกำแพงเมืองเก่า และวัดในอดีต คือ วัดมหาธาตุวัดพระแก้ว วัดไตรภูมิ วัดเพชรวราราม ซึ่งล้วนแล้วเป็นหลักฐานบอกความเป็นเมืองเก่าตั้งแต่ครั้งสุโขทัย และสมัยอยุธยา โดยเฉพาะแนวกำแพงเมืองยุคสุโขทัยที่มีการสร้างขึ้นยาว ๘๐๐ เมตร และกำแพงเมืองสมัยอยุธยา กว้างยาว ๕๐๐ เมตร สืบต่องานโบราณคดีจากเมืองอภัยสาลี หรือเมืองศรีเทพครั้งขอมโบราณมีอำนาจเมื่อ ๑,๐๐๐ ปีมาแล้ว และเกี่ยวเนื่องมายังเมืองโบราณนครเดิดที่สร้างเมื่อครั้งพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ มีอำนาจเข้ามายังดินแดนนี้และได้สร้างรูปศิลาไว้ด้วย

ส่วนเมืองเพชรบูรณ์วันนี้เกิดเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้มีการปฏิรูปการปกครองจากเดิมให้เป็นแบบเทศาภิบาลเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๒ โดยตั้งมณฑลเพชรบูรณ์ขึ้น ทำให้มีการโอนเมืองหล่มสักอำเภอหล่มเก่า อำเภอวังสะพุง และยุบเมืองวิเชียรบุรีเป็นอำเภอ โอนอำเภอบัวชุม อำเภอชัยบาดาลขึ้นกับมณฑลเพชรบูรณ์ ต่อมา พ.ศ.๒๔๔๗ ได้ยุบมณฑลเพชรบูรณ์ และกลับมาตั้งขึ้นใหม่เป็นมณฑลเพชรบูรณ์อีกครั้งใน พ.ศ.๒๔๕๐ และยุบอีกครั้งในปี พ.ศ.๒๔๕๙ ขณะนั้นมี ๔ อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอวัดป่า (คือตำบลในอำเภอหล่มสัก) อำเภอวิเชียรบุรี และกิ่งอำเภอชนแดน จนกระทั่งยกเลิกการปกครองแบบเทศาภิบาลในปี พ.ศ.๒๔๗๖ 

ปัจจุบันพื้นที่ของเพชรบูรณ์มีส่วนที่กว้างที่สุดวัดจากทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตกยาว ๕๕ กิโลเมตร และยาวที่สุดวัดจากทิศเหนือ ถึงทิศใต้ยาว ๒๙๖ กิโลเมตร โดยมีอาณาเขตติดต่อพื้นที่ต่างๆ ในหลายจังหวัด เช่น เลย ขอนแก่น ชัยภูมิ ลพบุรี พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ ด้วยเหตุที่เป็นพื้นที่ราบลุ่มแบบท้องกระทะนั้นทำให้เป็นพื้นที่มีทั้งเนินเขา ป่าสูง และที่ราบอยู่สลับซับซ้อนเป็นช่วงๆ ทำให้เกิดพื้นที่ลาดชันจากเหนือลงไปใต้มีทิวเขาสูงทางตอนเหนือ มีพื้นที่ราบ ตอนกลางและมีเทือกเขาขนาบกันไปทั้งสองข้างเป็นรูปเกือกม้านั้น จึงมีแม่น้ำป่าสักเป็นแม่น้ำสำคัญไหลจากเลย เพชรบูรณ์ ไปสู่พื้นที่ภาคกลางสู่แม่น้ำเจ้าพระยา อันเป็นปัจจัยให้พื้นดินแห่งนี้มีทรัพยากรธรรมชาติเกิดขึ้นมากมาย  มีสภาพดินที่สภาพอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกพืชทำการเกษตรมีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยสมบูรณ์จากแหล่งน้ำธรรมชาติคือแม่น้ำป่าสักลุ่มน้ำเชิญ ลุ่มน้ำเข็ก ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำสายต่างๆ จนได้รับการเรียกขานว่าเมืองนี้เป็น “เมืองมะขามหวาน อุทยานน้ำหนาว ศรีเทพเมืองเก่า เขาค้ออนุสรณ์ นครพ่อขุนผาเมือง” และ “สวิตเซอร์แลนด์แดนอีสาน”

กำแพงเมืองที่เหลืออยู่

กำแพงเมืองอยุธยา

เจดีย์สุโขทัยวัดมหาธาตุ

หลักเมืองตั้งบนป้อมเก่า

เจดีย์สุโขทัย

แม่น้ำป่าสักในอดีต

แนวกำแพงสุโขทัย-อยุธยา

ปรางค์อยุธยาวัดไตรภูมิ

ภูเขาป่าไม้อุดมสมบูรณ์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ตำบลขุนศรี’ ภูมิคลองขุดทำนาสมัยรัชกาลที่๕ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/510496

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ตำบลขุนศรี’ ภูมิคลองขุดทำนาสมัยรัชกาลที่๕

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ตำบลขุนศรี’ ภูมิคลองขุดทำนาสมัยรัชกาลที่๕

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

วัดคลองขุนศรี

จากการติดตามงานโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กบ้านคลองโต๊ะนุ้ย ที่ตำบลขุนศรี อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี โดยคุณจิราวัฒน์ สุนทราอาคเนย์ ปชส.จ.นนทบุรี และคุณสมทรง เจริญผล ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลขุนศรีและคณะ โดยมี นายสุรสีห์ ศรีอินทร์สุทธิ์ อดีตกำนันตำบลขุนศรีและรองประธานหอการค้าจังหวัดนนทบุรี ผู้ที่พยายามทำให้พื้นที่ได้งบประมาณทำเส้นทางการคมนาคมที่เอื้อกับการแหล่งการเกษตรกรรมชายเขตนครปฐมและปทุมธานีนั้น เมื่อติดตามต้นทุนของพื้นที่นั้น พบว่าตำบลขุนศรีแห่งนี้คือป่ากระทุ่มมืดในอดีต เมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้ขุดคลองทวีวัฒนา (คลองเจ้า) และคลองนราภิรมย์ทางด้านทิศใต้ของป่ากระทุ่มมืดไปบรรจบแม่น้ำท่าจีน ใน พ.ศ. ๒๔๒๑-๒๔๒๓ เพื่อส่งน้ำเข้ามาในบริเวณพื้นที่อำเภอไทรน้อยนั้น ได้มีการขุดคลองเปิดพื้นที่การเกษตรเพื่อทำนาทางด้านตะวันตก ซึ่งด้านตะวันออกนั้นมีการขุดคลองรังสิตเปิดพื้นที่การทำนาเช่นเดียวกัน

ต่อมา พ.ศ. ๒๔๓๓-๒๔๔๒ พระองค์ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พระราชาภิมณฑ์ (เพ็ง) ทำการขุดคลองต่อจากคลองบางบัวทองไปทางทิศตะวันตก ไปสิ้นสุดใกล้รางกระทุ่ม ตรงบริเวณวัดยอดพระพิมล ซึ่งเป็นพื้นที่ตำบลขุนศรีและมีชื่อคลองว่า “คลองพระราชาภิมณฑ์” ผู้คนนิยม เรียกว่า คลองพระราชาพิมล หรือคลองพระพิมล ใน พ.ศ. ๒๔๓๕ พระยาบรรฤาสิงหนาท (เจ๊ก) ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ขุดคลองพระยาบรรฤา หรือ คลองพระยาบรรลือ เชื่อมต่อจากแม่น้ำท่าจีน หรือแม่น้ำสุพรรณบุรีจากอำเสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี หลังสุดราวปี พ.ศ. ๒๔๔๕ ขุนศรี (ไม่ปรากฏชื่อจริง)ได้เป็นกำนันตำบลนี้ตอนนั้นขึ้นกับ อำเภอบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ได้ขุดลำรางเล็กๆแยกจากคลองพระราชาพิมลฝั่งทิศเหนือถึงวัดคลองขุนศรี เพื่อให้ชาวบ้านได้ใช้น้ำทำนา

กำนันสุรสีห์ ศรีอินทวิสุทธิ์

ต่อมาในปีเดียวกันกำนันพร มัณยานนท์ กำนันตำบลไทรใหญ่ ได้ขุดลำรางต่อจากที่ขุนศรีกำนันตำบลขุนศรีขุดไว้แต่เดิมไปบรรจบกับคลองพระยาบรรลือ อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กำนันพร มัณยานนท์ ผู้นี้ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นขุนศรีราษฎร์นิยม กำนันตำบลไทรใหญ่ ทำให้คลองขุดที่ขุนศรีทั้งสองคนนี้ขุดไว้นั้นถูกเรียกว่า คลองขุนศรี ตามชื่อขุนศรีทั้งสองคน และ พ.ศ. ๒๔๔๕ หม่อมแช่มกฤดากร ณ อยุธยา ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ ได้บริจาคทรัพย์ให้ขุดลอกคลองจากคลองขุนศรีฝั่งตะวันตก ในเขตพื้นที่ตำบลขุนศรีไปบรรจบคลองลำลาดสวาย ตำบลบางภาษี อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม คลองนี้มีชื่อว่า คลองหม่อมแช่ม ดังนั้นตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๓๓-๒๔๕๐ นั้นป่ากระทุ่มมืด จึงเป็นพื้นที่ทำนาด้วยมีคลองสายหลักขุดส่งน้ำเข้านาได้เพียงพอ จึงทำให้ราษฎรพากันเข้ามาตั้งถิ่นฐานสองฝั่งคลองกลายเป็นชุมชนตามลำนำ โดยยังมีการขุดคลองเพิ่มขึ้นอีกเพื่อเชื่อมคลองพระราชาพิมลและคลองพระยาบรรลือ ในเขตอำเภอบางบัวทอง อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานีและอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐมทำให้พื้นที่ระหว่างคลองนราภิรมย์ฝั่งทิศเหนือต่อเนื่องจากมาถึงคลองพระราชพิมลและคลองหม่อมแช่มนั้นมีถิ่นฐานบ้านช่องจนป่ากระทุ่มมืดนั้นเป็นพื้นที่ทำนาในที่สุด เมื่อมีการตั้งอำเภอบางปลาขึ้น ชุมชนที่อยู่ในบริเวณปากคลองทวีวัฒนา (คลองเจ้า) ชุมชนริมคลองพระราชาพิมล จากปากคลองเจ้าไปถึงปลายคลองพระราชาพิมลจึงมีวัดยอดพระพิมล ชุมชนที่อยู่ฝั่งใต้นั้นมีชื่อตามกำนันคนแรกว่า ตำบลขุนศรี อำเภอบางปลา จังหวัดนครปฐม

ต่อมาอำเภอบางปลาได้เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอบางเลนและ พ.ศ. ๒๕๐๒ นายเชื้อ วิสุทธิเสน กำนันตำบลขุนศรีพร้อมราษฎรตำบลขุนศรีอยู่ใกล้ที่ว่าการอำเภอไทรน้อยได้ขอให้ตำบลขุนศรีนั้นโอนมาอยู่กับอำเภอไทรน้อย ซึ่งอยู่ใกล้และสะดวกแก่ราษฎรติดต่อราชการจึงทำให้พื้นที่การเกษตรกรรม ๑๓,๗๕๐ ไร่แห่งนี้ใช้ประโยชน์ในอาชีพเกษตรกรรม ประมาณ ๑๐,๘๐๑ ไร่ ที่ยังมีสภาพบ้านนาริมคลองหนองน้ำส่วนจะรักษาพื้นที่ทำนาไว้ได้แค่ไหนเป็นเรื่องการพัฒนาที่ ซึ่งทุกวันนี้ถูกวงล้อมของถนนหนทางวิ่งวนอยู่รอบด้านคณะดูงานโครงการ

คณะดูงานโครงการคลองขุนศรีคลองขุนศรีคลองพระยาบรรลือ

คลองพระยาบรรลือคลองพระพิมลราชาคลองพระพิมลราชาพื้นที่ทำนาจากอดีต

พื้นที่ทำนาจากอดีตพื้นที่ทำนาพื้นที่ทำนาผู้บริหารท้องถิ่นผู้บริหารท้องถิ่นแนวกำแพงกั้นริมคลองแนวกำแพงกั้นริมคลองทุ่งนาที่เก็บเกี่ยวแล้วทุ่งนาที่เก็บเกี่ยวแล้วถนนริมคลอง

ถนนริมคลองคลองขุดในอดีต

คลองขุดในอดีตผังคลองขุดทำนา

ผังคลองขุดทำนา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘บ้านวังน้ำมอก’ ภูมิวัฒนธรรมชุมชนสองล้านสองเวียง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/508973

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บ้านวังน้ำมอก’  ภูมิวัฒนธรรมชุมชนสองล้านสองเวียง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บ้านวังน้ำมอก’ ภูมิวัฒนธรรมชุมชนสองล้านสองเวียง

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การรับแขกสู่ขวัญ

ผลจากการตามรอยสยามเดินทางเลาะริมแม่น้ำโขงไปกับงานของหน่วยกองบัญชาการกองทัพไทยที่พัฒนาพื้นที่ชายแดนและดูแลชุมชนนั้น
ทำให้ได้เห็นความเข้มแข็งของหมู่บ้านที่น่าจะเป็นต้นแบบของหมู่บ้านทั่วไปโดยพึ่งพาตนเอง คือ ชุมชนบ้านวังน้ำมอก  ตำบลพระพุทธบาท อำเภอศรีเชียงใหม่จังหวัดหนองคาย ซึ่งสร้างสรรค์นำเอาวัฒนธรรมสองกลุ่มชาติพันธ์ุจากล้านนาและล้านช้างมาสู่ธุรกิจชุมชนให้เป็นการท่องเที่ยวเพื่อเรียนรู้ทางวัฒนธรรม แม้ว่าจะเป็นหมู่บ้านที่เกิดหลังการสร้างบ้านแปงเมืองต้นรัตนโกสินทร์ที่พากัน “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” ก็ตาม

วังน้ำมอกแห่งนี้เป็นหมู่บ้านแห่งใหม่ตั้งโดยนำชื่อของปืนไม้กระบอก หรือปืนพลุ ซึ่งสมัยโบราณนั้นใช้สำหรับยิงเป็นสัญญาณบอกเหตุต่างๆ ในกรณีสัตว์ร้ายเข้าบ้าน มีโจรผู้ร้ายหรือข้าศึกเข้ามารุกราน หรือสัญญาณการรวมไพร่พล เป็นต้น บ้านวังน้ำมอกนี้เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ราษฎรอพยพมาจากที่ต่างๆ หลายแห่ง ในครั้งแรกนั้น ผู้ใหญ่จอน สายสี และนายพูนชาวบ้านโคกคอน ต.โคกคอน อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ได้นำครัวมาตั้งบ้านอยู่ประมาณ ๕-๖ หลังคาเรือนโดยทำมาหาเลี้ยงชีพโดยการตัดไม้และเข้าป่าหาของขาย ต่อมาประมาณ พ.ศ.๒๕๑๒ ได้มีราษฎรพากันอพยพมาจาก อ.หนองบัวลำภู จ.อุดรธานี มาตั้งบ้านเรือนที่บ้านไทยเจริญและอยู่กระจัดกระจายไปทั่ว จนเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๖ นั้นพระอาจารย์ลี ได้เข้ามาตั้งวัดวังน้ำมอก ขึ้นเป็นสาขาของวัดหินหมากเป้ง พัฒนาสร้างทำนบเก็บกักน้ำบริเวณหน้าวัดโดยมีพระอยู่จำพรรษาที่วัดวังน้ำมอกต่อมา หลังจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานผ้าพระกฐินส่วนพระองค์มาทอดถวายเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๕ แล้ว จึงมีการจัดโครงการปรับปรุงเขื่อนกักเก็บน้ำด้านหน้าวัด (ทิศใต้) นั้น ด้วยความอนุเคราะห์จากกรมพัฒนาที่ดิน ทำให้ได้ฝายน้ำขนาดใหญ่เก็บกักน้ำสำหรับราษฎรในหมู่บ้านและชาววัดได้มีน้ำใช้ตลอดปี

กาแฟแบบบ้านๆ ใช้ตำ

การท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ในชุมชนแห่งนี้เป็นรูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (Conservation Tourism) โดยคนในชุมชนร่วมกันเป็นเจ้าของและดูแลทรัพยากรการท่องเที่ยวโดยผ่านการประสานประโยชน์ต่างๆ ของชุมชน ซึ่งทุกคนร่วมการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อความมั่นคงให้มีรายได้สู่คนในชุมชน คงไม่ใช่งานประเภท…วิถีบ้าๆ บอๆ รอผลาญงบประมาณแล้วคนในชุมชนไม่ได้อะไรเลย…หน่วยงานไหนทำอย่างนี้ก็เลิกเสีย นึกว่าสงสารชาวบ้านและชุมชนเล็กๆ ชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ถือว่าเป็นต้นแบบความเข้มแข็งด้วยตัวเอง มีการปลูกป่าให้เป็นแหล่งอาหารและฟื้นชีวิตให้สมบูรณ์หลังจากที่เคยถูกตัดไม้เผาถ่านมาก่อนปี พ.ศ.๒๕๐๗จนป่าเสียหายมากมายนั้นร่วมกันปลูกป่าทดแทนให้กลับกลายมาเป็นป่าชุมชนโดยสมบูรณ์ในปีพ.ศ.๒๕๓๗ ซึ่งทุกวันนี้ทุกคนได้ร่วมกันใช้ป่านั้นเป็นแหล่งเรียนรู้ความสัมพันธ์กับธรรมชาติ วัฒนธรรมและวิถีชุมชน คนอยู่กับป่า พร้อมกับคิดค้นนวัตกรรมการพัฒนาอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ จัดระเบียบวิธีการหาอาหารจากป่า ไม่ว่าจะเก็บหน่อไม้ เห็ด และตีผึ้ง สำหรับวิถีการท่องเที่ยวชุมชนนั้นได้นำเอาวัฒนธรรมของชาวไทยล้านนาและชาวไทยล้านช้างมารักษาวิถีของตนด้วยประเพณีต่างๆเช่น บุญเบิกบาน งานบุญในขนบประเพณีของฮีตสิบสองคองสิบสี่ และมีวิถีอยู่กับการพลิกฟื้นผืนป่าตามพระราชดำริในรัชกาลที่ ๙ จนกลายเป็นชุมชนต้นแบบในการสร้างอัตลักษณ์ของตนด้วย “การอนุรักษ์วิถีชีวิตสองล้านสองเวียง สืบสานมรดกล้านนาล้านช้าง สร้างสรรค์ชุมชนแห่งวัฒนธรรม” โดยมีดอกปีบ หรือดอกกาสะลอง เป็นดอกไม้ประจำชุมชนไปสู่ความภาคภูมิใจของตน งานนี้ขอชื่นชมที่มีผู้ทำงานใส่ใจอย่าง คุณติณณภพ สุพันธะ และชาวบ้านรักถิ่นช่วยกันดูแลและสร้างงานกันขึ้นเองบายศรีน้อยรับแขกเยือน

บายศรีน้อยรับแขกเยือนติณณภพ สุพันธะ ผู้ดูแล

ติณณภพ สุพันธะ ผู้ดูแลสืบสานวัฒนธรรมล้านนา-ล้านช้าง

สืบสานวัฒนธรรมล้านนา-ล้านช้างสาวงามวังน้ำมอกสาวงามวังน้ำมอกศูนย์วัฒนธรรมบ้านวังน้ำมอกศูนย์วัฒนธรรมบ้านวังน้ำมอกลำน้ำมอกของหมู่บ้าน

ลำน้ำมอกของหมู่บ้านพิธีสู่ขวัญพิธีสู่ขวัญบายศรีน้อยบายศรีน้อยบรรยากาศเรือนพัก

บรรยากาศเรือนพักน้ำตกวังน้ำมอกน้ำตกวังน้ำมอก

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ชายแดนแม่น้ำโขง’ ภูมิพัฒนาความมั่นคงของชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/507643

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง :  ‘ชายแดนแม่น้ำโขง’ ภูมิพัฒนาความมั่นคงของชาติ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ชายแดนแม่น้ำโขง’ ภูมิพัฒนาความมั่นคงของชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ชายแดนแม่น้ำโขง

อาทิตย์นี้ขอเวลาเดินทางออกสนามตามรอยการพัฒนาการตามแนวชายแดนเพื่อความมั่นคง ด้วยมีหน่วยขึ้นตรงของสำนักงานพัฒนาภาค ๒ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทยผู้ทำงานอยู่ตามแนวชายแดนของแม่น้ำโขงซึ่งมีภารกิจที่น่าสนใจใคร่รู้มาก ด้วยแม่น้ำโขงสายนี้เป็นแม่น้ำสำคัญในฐานะแม่น้ำนานาชาติ ที่มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาหิมาลัยที่เกิดจากการละลายของหิมะและน้ำแข็งของที่ราบสูงทิเบตไหลผ่านจีน เมียนมา ลาว และผ่านดินแดนไทยที่บริเวณสบรวก อ.เชียงแสน ใน จ.เชียงราย ไปทางทิศตะวันออก ผ่าน อ.เชียงของ ก่อนจะไหลเข้าลาวที่แก่งผาได อ.เวียงแก่นจ.เชียงราย ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายของแม่น้ำโขงที่ผ่านดินแดนภาคเหนือของไทย รวมความยาวช่วงที่ไหลผ่านชายแดนกั้นไทย-ลาว ที่เชียงรายเป็นระยะทางประมาณ ๑๘๐ กิโลเมตร ก่อนที่จะไหลวกกลับจากลาวเข้ามาไทยอีกครั้งหนึ่งที่ อ.เชียงคาน จ.เลย ผ่าน หนองคาย บึงกาฬ นครพนม อำนาจเจริญ อุบลราชธานี เป็นแนวชายแดนกั้นระหว่างไทย-ลาว ผ่านดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย รวมความยาวช่วงที่ไหลผ่านพรมแดนกั้นไทย-ลาวเป็นระยะทางอีกประมาณ ๘๐๐ กิโลเมตร แล้วจึงไหลเข้ากัมพูชา เวียดนาม ไหลลงสู่ทะเลจีนใต้มีความยาวทั้งหมด ๔,๘๘๐ กิโลเมตร โดยมีความยาวอยู่จีน ๒,๑๓๐ กิโลเมตร ลักษณะสำคัญของแม่น้ำโขงนี้มีตลิ่งสูงชันมากทั้งสองฝั่ง ไหลเลี้ยวเลาะไปตามไหล่เขา กระแสน้ำจะไหลจากทางเหนือลงสู่ทางใต้ตลอดทั้งปี ระดับน้ำในฤดูฝนกับฤดูแล้งจะมีความแตกต่างกันอย่างมาก ความเร็วของกระแสน้ำขึ้นอยู่กับแต่ละฤดูกาล ดินในแม่น้ำโขงเป็นดินทราย มีเกาะแก่งน้อยใหญ่กว่าหนึ่งร้อยแห่งเรียงรายตลอดแม่น้ำ การที่แม่น้ำโขงไหลผ่านหลายประเทศนี้ จึงมีบทบาทสำคัญของการเป็นแม่น้ำนานาชาติ ทำให้ขนานนามว่า แม่น้ำดานูบตะวันออก

ถนนสายใหม่แม้ไกลปืนเที่ยง

แต่สำหรับภารกิจของหน่วยพัฒนาเคลื่อนที่ ๒๓ และ ๒๕ ตามแนวชายแดนแม่น้ำโขงส่วนจังหวัดเลยนี้ พล.ต.ธีรพงศ์ ปัทมสิงห์ณ อยุธยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้นำคณะแนะนำถึงภารกิจหลักที่หน่วยพัฒนาเคลื่อนที่ดังกล่าวนั้นได้ทำงานเข้าถึงพื้นที่และแก้ปัญหาทุกเรื่องได้ในทันทีจนสร้างความมั่นคงของชาติแบบที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน ก่อนนั้นมักจะรู้จักดีในชื่อ หน่วยกรป.กลาง วันนี้เป็นหน่วยพัฒนาเคลื่อนที่ แม้จะยังมีหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขง (นปข.) ที่ต้องปฏิบัติกวดขันป้องกันการลักลอบอะไรๆ ที่ผิดกฎหมายอยู่ก็ตาม แต่การพัฒนาเคลื่อนที่แบบสร้างอาชีพ ขุดสระเก็บน้ำ เลี้ยงสัตว์  สร้างทาง ตั้งอาคาร ดับไฟและอื่นๆ ก็ยังต้องเข้าถึง ราษฎรในหมู่บ้านต่างๆ ที่อยู่ห่างไกลเสียจนไม่มีใครเข้าถึงนั้นก็ยังต้องเดินหน้า เพื่อพัฒนาศักยภาพของคน ชุมชน พื้นที่ให้เกื้อกูลต่อการผนึกกำลังป้องกันประเทศ แน่นอนคงไม่พ้น งานสร้างเส้นทางคมนาคมให้เข้าถึงพื้นที่การเกษตร ๕,๒๕๖ ไร่ ด้วยเส้นทางหลายสายรวม ๓๑ กิโลเมตร งานจัดหาน้ำกินน้ำใช้ให้ ๔๒๓ ครัวเรือน โดยขุดลอกคลองหาแหล่งน้ำให้พื้นที่การเกษตร ๑๑,๕๒๐ ไร่ช่วย ๕,๗๒๘ ครัวเรือน งานพัฒนาช่วยเหลือประชาชนได้ช่วย ๑๔๖ ครัวเรือน และราษฎร ๔๓๘ คน และงานการเกษตรผสมผสานตามแนวทางพระราชดำริ๒ โครงการ ให้ ๒๑ ครัวเรือน เป็นต้น ทำให้หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ ซึ่งมี พ.อ.ภาณุรัตน์ ดีเสมอ เป็น ผบ.นพค.๒๓และ พ.อ.รัฐวัฒน์ นิลภูผาทวีโชค ผบ.นพค.๒๕ นั้นสามารถพัฒนาตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่มีการจัดการสนับสนุนกองกำลังสุรศักดิ์มนตรีและกอ.รมน. ในพื้นที่จังหวัดเลย พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ของฐานปฏิบัติการ โดยสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานและการพัฒนาคุณภาพชีวิตกำลังพลในพื้นที่ปฏิบัติงานตามชายแดน ให้สามารถพัฒนาเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดน งานเร่งด่วนของรัฐบาล โดยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับราษฎรในพื้นที่ชายแดนตามแนวพระราชดำริ “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” ซึ่งน่าจะเป็นแบบอย่างในการสนับสนุนของการจัดระเบียบชายแดน อันเป็นภารกิจที่เป็นภูมิการพัฒนาความมั่นคงของชาติ จากปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามชายแดนของประเทศในทุกแห่งพ.อ.ที่รัก สร้อยนาค รองผอ.สปช.กร.พ.อ.ที่รัก สร้อยนาค รองผอ.สปช.กร.เรือนไม้ไผ่ชายแดนเรือนไม้ไผ่ชายแดนพล.ต.ธีรพงศ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยาพล.ต.ธีรพงศ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยาพื้นที่การเกษตร

พื้นที่การเกษตรบ้านสุดท้ายของเด็กน้อย

บ้านสุดท้ายของเด็กน้อย

หมู่บ้านราษฎรชายแดน

หมู่บ้านราษฎรชายแดน

เลี้ยงโคสร้างอาชีพ

เลี้ยงโคสร้างอาชีพสร้างถนนถึงหมู่บ้านสร้างถนนถึงหมู่บ้านสระน้ำของหมู่บ้าน

สระน้ำของหมู่บ้านเรือของนปข.รักษาลำนํ้าโขง

เรือของนปข.รักษาลำนํ้าโขง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระไภษัชยคุรุพระพุทธเจ้า’ บรมครูแห่งโอสถ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/506166

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'พระไภษัชยคุรุพระพุทธเจ้า' บรมครูแห่งโอสถ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระไภษัชยคุรุพระพุทธเจ้า’ บรมครูแห่งโอสถ

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พระไภษัชยคุรุในกรุงเทพฯ

ยามที่ผู้คนในบ้านเมืองเกิดโรคภัยไข้เจ็บนั้นนอกจากการเยียวยารักษาตนแล้ว การสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้อยู่รอดปลอดภัยจากโรคระบาดได้นั้น ก็คือ การกราบไหว้ขออำนาจจากคุณพระได้ช่วยเหลือ ในสมัยโบราณนั้นทุกคนนับถือ “พระไภษัชยคุรุ” เป็นสิ่งเคารพต่อกันมาช้านานพระพุทธรูปนี้มีนาม พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต เป็นพระพุทธเจ้าที่พบในนิกายพุทธมหายาน ไม่พบในพุทธเถรวาท พระนามนี้หมายถึงพระตถาคตเจ้าผู้เป็นบรมครูแห่งยารักษาโรค ผู้มีรัศมีสีน้ำเงินดังไพลินนอกจากนี้ ยังมีพระนามอื่นๆ อีกเช่น พระไภษัชยคุรุตถาคต พระมหาแพทย์ราชาพุทธเจ้า พระมหาไภษัชยราชพุทธเจ้า เป็นที่นิยมนับถือในหมู่ชาวจีนและชาวทิเบต แล้วได้แผ่ความเคารพนับถือตามกันไปในประเทศต่างๆ ของทวีปเอเชีย รวมทั้งแผ่นดินสยามพระพุทธเจ้าในความเชื่อของชาวจีน ได้สร้างรูปของพระองค์อยู่ในท่านั่งสมาธิ มีรัตนเจดีย์วางบนพระหัตถ์ บ้างถือกระปุกยา ส่วนพระพุทธเจ้าในความเชื่อของชาวทิเบต ได้สร้างรูปของพระองค์มีกายสีน้ำเงินเข้มนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ขวาถือยาสมุนไพร จีนนิยมทำเป็นเห็ดหลินจือ พระหัตถ์ซ้ายถือบาตรวางบนพระเพลา พระไภษัชยคุรุฯ นี้ถือกันว่าเป็นพระพุทธเจ้าที่สามารถรักษาโรคทางกายและโรคทางกรรมของสัตว์โลกทั้งปวง ในพระสูตรที่กล่าวถึงพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าโดยเฉพาะพระองค์เดียวนั้น คือ ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตปูรวปณิธานสูตร เดิมนั้นเขียนเป็นภาษาสันสกฤต ต่อมาแปลเป็นภาษาจีนโดยพระถังซำจั๋งหรือพระสมณะเสวียนจั้ง พระเถระสมัยราชวงศ์ถังของจีน และไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาสัปตพุทธปูรวปณิธานวิเศษสูตร ซึ่งแปลเป็นภาษาจีนโดยพระสมณะอี้จิง พระเถระสมัยถังของจีน ซึ่งได้กล่าวถึงพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ โดยให้พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้านั้นเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๗ ซึ่งได้กล่าวถึงปณิธานอันวิเศษของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าไว้ ๑๒ ข้อ คือ

พระไภษัชคุรุ-ราชวงศ์ชิง Qing Dynasty Buddha of healing

๑.ช่วยให้สรรพสัตว์บรรลุโพธิญาณโดยเร็ว ๒.ช่วยให้สรรพสัตว์ตื่นจากความโง่เขลา ๓.ช่วยให้สรรพสัตว์ถึงพร้อมด้วยของใช้ทั้งปวง ๔.ช่วยให้สรรพสัตว์หันมานับถือมหายานธรรม มุ่งสู่ความเป็นพระพุทธเจ้า ๕.ช่วยให้สรรพสัตว์มีศีลบริสุทธิ์ ๖.ช่วยให้สรรพสัตว์มีกายสมบูรณ์ ๗.ช่วยให้สรรพสัตว์พ้นจากความยากจน ๘.ช่วยให้สตรีได้เป็นบุรุษตามปรารถนา ๙.ช่วยให้สรรพสัตว์พ้นจากอุบายของมาร ๑๐.ช่วยให้สรรพสัตว์พ้นจากโทษทัณฑ์ทางอาญา ๑๑.ช่วยให้สรรพสัตว์พ้นจากการทำชั่วเพื่อเลี้ยงชีพ และ ๑๒.ช่วยให้สรรพสัตว์พบกับความสมบูรณ์ทั้งสิ้น 

ด้วยเหตุนี้พระไภษัชยคุรุฯ จึงเป็นที่เคารพนับถืออย่างแพร่หลายในหมู่ชาวพุทธมหายานแต่ไม่มีนิกายเป็นของตนเองอย่างพระอมิตาภะพุทธะ แต่พระองค์ทรงมีแดนศุทธิไวฑูรย์เหมือนกับแดนสุขาวดีของพระอมิตาภะ นอกจากนี้ในคัมภีร์ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาสัปตพุทธปูรวปณิธานสูตร ยังได้กล่าวว่าพระองค์ทรงเป็นหนึ่งในพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าทั้ง ๗ และมีพระโพธิสัตว์เป็นสาวก ๒ องค์ คือพระสุริยประภาโพธิสัตว์ และพระจันทรประภาโพธิสัตว์ ในช่วงการเข้าพรรษาตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ถึงวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๖๓ กรมศิลปากรโดยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศ ๒๒ แห่งได้ร่วมกันอัญเชิญพระไภษัชยคุรุ ที่เก็บรักษานั้นออกมาให้ประชาชนได้ “สักการะพระไภษัชยคุรุพระพุทธเจ้าบรมครูแห่งโอสถ” เพื่อคุ้มครองรักษาให้ทุกคนนั้นได้พ้นความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 พร้อมกับเรื่องราวของพระไภษัชยคุรุ ที่เป็นความเชื่อ ลักษณะทางประติมานวิทยา และประติมากรรมตามศิลปกรรมต่างๆ สำหรับกรุงเทพมหานครนั้นได้อัญเชิญพระไภษัชยคุรุ ๖ องค์ ให้สักการบูชา ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ในวันพุธ-อาทิตย์ ในเวลาราชการ ด้วยความเป็นมงคลแห่ง ๑๒ ประการของพระสำคัญองค์นี้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ จึงโปรดให้พระยาเวียงในนฤบาล สร้างพระกริ่งปวเรศขึ้นโดยมีลักษณะคล้ายคลึงกับพระไภษัชยคุรุพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระกริ่งสำคัญหนึ่งเดียวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่ได้รับความนิยมจนทุกวันนี้พระไภษัชยคุรุพระพุทธเจ้า

พระไภษัชยคุรุพระพุทธเจ้าพระไภษัชยคุรุ พระกายสีน้ำเงิน ศิลปะทิเบตพระไภษัชยคุรุ พระกายสีน้ำเงิน ศิลปะทิเบตพระไภษัชยคุรุ

พระไภษัชยคุรุ

พระไภษัชยคุรุ-ศิลปะลพบุรีพระไภษัชยคุรุ-ศิลปะลพบุรีพระไภษัชยคุรุ-ศิลปะพม่า เชียงรุ้งพระไภษัชยคุรุ-ศิลปะพม่า เชียงรุ้งพระไภษัชยคุรุ-ศิลปะญี่ปุ่น

พระไภษัชยคุรุ-ศิลปะญี่ปุ่นพระไภษัชยคุรุ-ศิลปะเขมรบายนพระไภษัชยคุรุ-ศิลปะเขมรบายนพระไภษัชยคุรุ-ศิลปะเขมร-บายนพระไภษัชยคุรุ-ศิลปะเขมร-บายนพระไภษัชยคุรุ-ศิลปะเขมรบายนพระไภษัชยคุรุ-ศิลปะเขมรบายนพระไภษัชยคุรุ วัดโฮรีวจิ-ญี่ปุ่น

พระไภษัชยคุรุ วัดโฮรีวจิ-ญี่ปุ่นพิธีสักการะพระไภษัชยคุรุพิธีสักการะพระไภษัชยคุรุ