ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘สัมโบรไพรกุก’ ภูมินครโบราณอิศานปุระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/384468

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สัมโบรไพรกุก’ ภูมินครโบราณอิศานปุระ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สัมโบรไพรกุก’ ภูมินครโบราณอิศานปุระ

วันอาทิตย์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นครสัมโบรไพรกุก

ความสัมพันธไมตรีด้านศิลปวัฒนธรรมและศาสนาระหว่างไทยกับกัมพูชา โดย นายวีระ โรจนพจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกับ นางเพรือง ซะโกะนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์นั้น ได้ทำให้การสานต่อกิจกรรมส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมต่อกันและร่วมมือกันจัดพิธีสวดมนต์ข้ามปีในโอกาสเปลี่ยนศักราชวันขึ้นปีใหม่แล้ว ยังได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในแหล่งโบราณคดีสำคัญของสองประเทศด้วย ปัจจุบันประเทศกัมพูชานั้นมีจำนวนนักท่องเที่ยวพากันเดินทางมาเที่ยวกัมพูชามากกว่า ๕ ล้าน ทุกปี สิ่งที่ดึงดูดความสนใจส่วนใหญ่คือความมหัศจรรย์ของปราสาทหินทั้งในกัมพูชาและไทย ในโอกาสนี้การเดินทางชมปราสาทสัมโบรไพรกุกที่กำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากนั้นจึงเป็นที่สนใจ ด้วยยูเนสโกได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อ พ.ศ.๒๕๖๐ ทำให้กัมพูชามีแหล่งมรดกโลก ๓ แห่ง คือ นครวัดในจังหวัดเสียมเรียบ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปีพ.ศ.๒๕๔๗ และเขาพระวิหาร ในปีพ.ศ.๒๕๕๑ กลุ่มปราสาทสัมโบรไพรกุก ตั้งอยู่ห่างจากกรุงพนมเปญไปทางเหนือพื้นที่ป่าอันสงบเงียบตั้งอยู่ในจังหวัดกำปงธม ประเทศกัมพูชา เดินทางไปทางเหนือของกรุงพนมเปญ ประมาณ ๑๙๓ กม. แหล่งโบราณคดีแห่งนี้เป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญที่สุดของก่อนยุคอังกอร์เรียน เป็นกลุ่มที่มีปราสาทหลายแห่งตั้งอยู่ โดยสถาปัตยกรรมของปราสาทเหล่านี้นับเป็นสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คำว่าสัมโบรไพรกุก (Sambor Prei Kuk) ในภาษาเขมรแปลว่า “วัดในป่าที่อุดมสมบูรณ์” ที่กลุ่มปราสาทนั้นยังปรากฏร่องรอยของเมืองหลวงรวมถึงใจกลางเมืองที่มีกำแพงล้อมรอบ และปราสาทที่เป็นศาสนสถานสำคัญหลายแห่งที่สร้างขึ้นจากหินทราย มีทับหลัง หน้าบัน ซึ่งทับหลัง เป็นชิ้นส่วนของสถาปัตยกรรมที่พบในศิลปะเขมร โดยจะติดตั้งอยู่บนกรอบประตูทางเข้าเสมอทับหลังในภาพ เป็นรูปแบบของทับหลังในศิลปะไพรกเมงที่จะคลี่คลายไปสู่แบบศิลปะกำพงพระ โดยมีการทำเส้นวงโค้งเป็นเส้นตรงเพียงเส้นเดียว กลางทับหลัง และปรากฏเหรียญอยู่กลางเส้นวงโค้ง ตามรูปแบบของศิลปะไพรกเมงแต่อย่างไรก็ตามตัวเหรียญได้ปรับเปลี่ยนเป็นลักษณะของลายใบไม้ซึ่งเหมือนกับปลายของทับหลังทั้งสองด้านปรากฏเป็นลายใบไม้ขนาดใหญ่ซึ่งต่อมาลายใบไม้ดังกล่าวจะเป็นที่นิยมในศิลปะกำพงพระ-สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอิศานวรมันแห่งอาณาจักรเจนละภายหลังจากที่พระองค์ได้ยกทัพยึดฟูนันได้สำเร็จ ทรงโปรดให้ย้ายเมืองหลวงมายังเมืองสัมโบรไพรกุก ซึ่งบางส่วนยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์จนถือว่าเป็น “ผลงานชิ้นเอกที่แท้จริง”

กำปงธม ต้อนรับ รมว.วัฒนธรรมของไทย

กลุ่มปราสาทสัมโบรไพรกุกนั้นตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด ๒๕ ตารางกิโลเมตร ยูเนสโกระบุว่า พื้นที่นี้ถูกเรียกว่า อิศานปุระ (Ishanapura) ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรโบราณเจนละ (Chenla)ในวัฒนธรรมขอม ในช่วงปลายศตวรรษที่ ๖-๗ ก่อนหน้าจักรวรรดิขอมจะเข้ามาแทนที่ กระทรวงศิลปะและวัฒนธรรมของกัมพูชาได้แถลงการณ์ว่า “การตัดสินใจของคณะกรรมการยูเนสโกครั้งนี้คือความภาคภูมิใจครั้งใหญ่ของประเทศ” โดยการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของสัมโบรไพรกุกนั้นได้ทำให้นักท่องเที่ยวไปยังสถานที่แห่งนี้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลกัมพูชาได้เพิ่มงบประมาณในการดูแลรักษาสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างดี

แหล่งโบราณคดีสมโบรไพรกุก (Sambor Prei Kuk) นั้นสันนิษฐานว่าเคยเป็นนครอิศานปุระ เมืองหลวงแห่งอาณาจักรเจนละ (Chenla Empire) ที่เจริญรุ่งเรืองอยู่ในช่วงปลายศตวรรษที่ ๖ จนถึงต้นศตวรรษที่ ๗ อิศานปุระ เมืองหลวงของอาณาจักรเจนละ ที่เจริญรุ่งเรืองในปลายศตวรรษที่ ๖ต่อเนื่องถึงต้นศตวรรษที่ ๗ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอิศานวรมันที่ ๑ กษัตริย์แห่งอาณาจักรเจนละจากการสำรวจพบร่องรอยของเมืองแห่งนี้ ประกอบด้วยจุดศูนย์กลางที่มีกำแพงล้อมรอบ รวมถึงวัดวาอารามจำนวนมาก ซึ่งลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมแบบสมโบรไพรกุกคือ การใช้หินทรายในการตกแต่งส่วนต่างๆ อาทิ ขื่อประตู หน้าจั่ว และเสาค้ำสถาปัตยกรรมดังกล่าวนั้นถือเป็นต้นแบบของสิ่งปลูกสร้างยุคพระนคร (Angkor period) ในช่วงเวลาต่อมา ซึ่งพัฒนาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของศิลปะเขมรที่ทำให้สองประเทศต่างได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี

สองรัฐมนตรีวัฒนธรรมไทย-กัมพูชา

สองรัฐมนตรีวัฒนธรรมไทย-กัมพูชา

ประชุมความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมไทย-กัมพูชา

ประชุมความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมไทย-กัมพูชา

รมว.วัฒนธรรมและคณะจากไทย

รมว.วัฒนธรรมและคณะจากไทย

นครสัมโบรไพรกุก

นครสัมโบรไพรกุก

ภาพศิลปะอิทธิพลอินเดีย

ภาพศิลปะอิทธิพลอินเดีย

ภาพประติมากรรมที่เหลืออยู่

ภาพประติมากรรมที่เหลืออยู่

ประติมากรรมรอบปราสาท

ประติมากรรมรอบปราสาท

ปราสาทสัมโบรไพรกุก

ปราสาทสัมโบรไพรกุก

ปราสาทสัมโบรไพรกุก

ปราสาทสัมโบรไพรกุก

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘กะเพราป่า’ ภูมิเกษตรกรคู่ชีวิตสู่อาหารยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/383086

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘กะเพราป่า’ ภูมิเกษตรกรคู่ชีวิตสู่อาหารยั่งยืน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘กะเพราป่า’ ภูมิเกษตรกรคู่ชีวิตสู่อาหารยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การดำรงอยู่ในสังคมมนุษย์นั้น ๑ ในปัจจัยสำคัญ ๔ อย่างนั้น อาหารถือเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดด้วยต้องเลี้ยงชีพด้วยอาหาร นอกนั้นเป็นความต้องการในเรื่อง ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ดังนั้นการที่ซีพีแรม ได้ให้ความสำคัญต่อการสร้างความยั่งยืนทางอาหาร (Food Sustainability) สู่สังคมประเทศนั้น จึงเป็นความสำเร็จประสงค์ที่น่าสนใจยิ่ง อาทิตย์นี้ได้ตามรอยไปชมโครงการ “เกษตรกรคู่ชีวิต” ที่ผู้ใหญ่บ้านนายประหยัด อุสาย แห่งบ้านนาหนองทุ่ม ต.โนนแดง อ.โนนศิลา จ.ขอนแก่น ได้ให้ชาวบ้านร่วมกันปลูกกะเพราในชุมชนขึ้น

เรื่องนี้ คุณวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการซีพีแรม ได้อธิบายถึงความสำคัญของคู่ชีวิตที่จะต้องช่วยกันสร้างความยั่งยืนทางบ่วงโซ่อาหารขึ้น จากการมีแปลงกะเพราสาธิตสู่ความยั่งยืน ที่มีการเรียนรู้ถึงจัดทำแปลงกะเพราสาธิต โดยผลผลิตที่เกิดขึ้นนั้นสามารถนำไปประกอบอาหารแล้ว ยังได้ส่งเสริมความรู้ในเชิงปฏิบัติให้กับชุมชม จนสามารถนำไปประกอบอาชีพสร้างรายได้ให้ครอบครัว และชุมชนในภาพรวม พร้อมทั้งเป็นการยกระดับการสร้างความยั่งยืนทางอาหาร (Food Sustainability)อีกด้วย นั่นคือการแบ่งปันองค์ความรู้ และให้คำแนะนำในการเพาะปลูกกะเพรา มีการส่งเสริมการรับรองระบบมาตรฐาน GAP ให้เกษตรกรนั้น มีความรู้ ความเข้าใจในการทำการเกษตรที่ดีและเหมาะสม ตลอดจนมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในชุมชนให้ดียิ่งขึ้น นำไปสู่การสร้างงาน สร้างอาชีพให้มีความมั่นคง ยั่งยืนแก่เกษตรกรในชุมชน รวมถึงการบูรณาการองค์ความรู้ต่างๆ ในการทำเกษตรกรรมของเกษตรกรให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดด้วย

จากบทเรียนที่ผ่านมานั้นผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านแห่งนี้ได้ทำการเพาะปลูกพืชผัก สวนครัว จำพวกคะน้า สลัด ผักกาด ผักชี และอีกหลายๆ ชนิดเพื่อส่งขายตามท้องตลาดมาแล้วแต่ต้องประสบกับปัญหาทั้งเรื่องราคา และคุณภาพของผลิตผลดังนั้นเมื่อซีพีแรม ได้เข้ามาส่งเสริมและนำวิธีการปลูกพืช อย่างถูกวิธีและได้ผลผลิตที่ดี พร้อมกับจัดการหาตลาดช่วยเหลือ โดยผลผลิตส่วนใหญ่นั้นจะถูกนำไปวางจำหน่ายในท้องถิ่นนั้น โดยนำกะเพราป่านั้นมาเป็นพืชสวนครัวของโครงการเกษตรกรคู่ชีวิต เพราะ กะเพราป่า เป็นส่วนประกอบที่ทำให้อาหารมีรสชาติชวนรับประทาน ทำให้กะเพราป่า ได้รับการส่งเสริมและรับซื้อเข้าไปในการประกอบอาหารในเมนู กะเพราหมูไก่ กุ้ง และอีกหลายเมนูที่สามารถหาได้จากร้านสะดวกซื้อ

ดังนั้นกะเพราป่าที่มีการวิเคราะห์สายพันธุ์มาอย่างดีแล้วนั้นจึงมีคุณภาพและความต้องการสูง ด้วยเป็นกะเพราที่มีสารน้ำมันทำให้มีรสชาติดีและกลิ่นหอม ซึ่งทำให้รับซื้อมีราคาสูงคือสามารถขายกะเพราต่อกิโลใบหรือใบกะเพราต่อกิโลกรัมถึง ๑๔๐ บาท โดยแม่บ้านช่วยกันทำการตัดแต่งและเด็ดใบ จนเชื่อมั่นว่าสามารถสร้างรายได้ในครอบครัวเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการปลูกพืชอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องกัน เช่น พริก ซึ่งเป็นส่วนประกอบในเมนู ข้าวผัดกะเพราอีกด้วย

สำหรับกะเพรานั้นถือเป็นพืชวิเศษ เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ พืชนี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอินเดีย ผู้คนมักนำมาใช้เป็นยาอายุรเวชเพื่อปรับสมดุลของความเครียดที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย ทั้งนี้ยังมีการนำเอาใบ ก้าน และเมล็ดของกะเพรามาใช้ในการรักษาอาการป่วยต่างๆ อีกด้วย ด้วยสรรพคุณทางยาของกะเพรานั้นมีมากมาย สามารถช่วยในการรักษาไข้หวัด โรคหอบ หลอดลมอักเสบ โรคเบาหวาน อาการปวดหูปวดศีรษะ และอาการภายในท้อง รวมทั้งมีความเครียดตลอดจนยังช่วยต้านพิษงูและแมงป่อง และนำมาใช้ในการไล่ยุงได้ด้วย ครั้นเมื่อนำกะเพรานี้มาประกอบกับอาหารแล้วกลับเพิ่มรสชาติให้อาหารนั้นมีรสชาติชวนรับประทานยิ่งขึ้น ประเด็นสำคัญของกะเพราป่านั้นคือ ความสดของกะเพรามีมากเท่าใดย่อมมีคุณค่าทางโภชนาการมากเท่านั้น ดังนั้นการสร้างนวัตกรรมส่งออกเพื่อให้กะเพราเป็นเมนูหนึ่งในอาหารที่เป็นครัวของโลกจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจในอนาคต

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ผ้าลายอย่าง’ ภูมิมรดกสิ่งทอของอยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/381766

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ผ้าลายอย่าง’ ภูมิมรดกสิ่งทอของอยุธยา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ผ้าลายอย่าง’ ภูมิมรดกสิ่งทอของอยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ถ่ายทอดการศึกษาลายผ้าอยุธยา

อาทิตย์นี้ขอตามรอยผ้าอยุธยาจากการเดินทางทำงานของผู้รู้สนใจเรื่องผ้ามากว่า ๒๕ ปี โดยทุนวิจัย ICCR ของรัฐบาลอินเดีย และทุน JAPAN FOUNDATION นั้น ได้ทำให้นักเรียนต่างจังหวัดได้มีโอกาสเก็บเกี่ยวข้อมูลผ้าทอที่สนใจจากอินเดีย-ญี่ปุ่นความยากลำบากจากหลักฐานที่เหลืออยู่และบุคคลผู้ที่ยังถ่ายทอดผลงานมาแต่บรรพบุรุษ ตลอดจนการเดินทางไปยังประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผ้าทอนั้นได้ทำให้ ผศ.ดร.สิทธิชัย สมานชาติ อาจารย์คณะศิลปประยุกต์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นบุคคลที่ยอมรับถึงความรู้และเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าทอหรือสิ่งทอโบราณทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ดังปรากฏผลงานการศึกษาผ้าทอของไทย-อินเดีย และญี่ปุ่น ขึ้นคือการศึกษา “Shamuro-zome” ผ้าลายสยามในญี่ปุ่น ซึ่งกล่าวได้ว่า เป็นการบ่งชี้ความสัมพันธ์ด้านศิลปะในอดีตของชนชาติไทยที่น่าภาคภูมิใจ

ดร.สิทธิชัย สมานชาติ

นอกจากนั้นยังมีเดินทางหาความรู้ไปถึงผ้าทอจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นถิ่นต่างๆ ของประเทศอีกมากมาย แบบไม่มีวัดหรือท้องถิ่นผ้าทอใดจะตกหล่นได้เลยในแถบอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี ชัยนาท พิษณุโลก กรุงเทพฯโดยเฉพาะเส้นทางเรือสำเภาสยามเคยจอดส่งสินค้าที่ญี่ปุ่น มีท่าเรือในโตเกียว เกียวโต นารา ไซตามะโอซากา ฮิโรชิมา โอกินาวา รวมทั้งเกาะฮิราโดะที่เกี่ยวข้อง ส่วนในอินเดีย แหล่งต้นตอการผลิตลายผ้าอยุธยานั้น ก็เดินทางรถไฟด่วน ๓ วัน ด้วยความยากลำบากเพื่อไปคุชราต และต่อแดนถึงปากีสถานเพื่อค้นหาคำตอบและสอบค้นแหล่งผลิตผ้า

ผลงาน ผ้าลายอย่าง ที่เดินทางมาอยุธยา

ด้วยความรู้ความสามารถแบบสนใจใฝ่รู้ด้านผ้าทอโบราณ และผ้าทอจากพื้นถิ่นนี้ ทำให้อาจารย์ได้รับความไว้วางใจเป็น Vice President World Crafts Council Asia Pacific และเป็นบุคคลที่ได้รับความเชื่อถือจากนักวิชาการสิ่งทอจากประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสมาคมสิ่งทอประเทศสหรัฐอเมริกา

ผลิตภัณฑ์จากผ้าลายอยุธยา

ตลอดเวลาที่มีการเดินทางสืบค้นนั้นมีผลงานบทความเกี่ยวกับผ้าทอนั้นเผยแพร่อยู่เสมอจนเป็นที่รู้จักกันดีในนิตยสารสกุลไทย วารสารวัฒนธรรมไทย ดังนั้นเมื่องานศึกษาผ้าอยุธยาชื่อ ผ้าลายอย่าง มรดกสิ่งทออยุธยา ถูกนำมาพิมพ์แจก จึงเป็นเรื่องยินดีของประเทศอาเซียนที่จะสนใจใคร่รู้มากขึ้น เดิมหนังสือเรื่องนี้เผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษมากว่า ๓ ปี ไม่มีโอกาสให้คนไทยอ่านซึ่งเป็นปัญหาทั่วไปที่เกิดเสมอ หากไม่มีคนอย่าง ดร.ดุลย์พิชัย โกมลวานิช ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีใจกับความสำคัญในเนื้อหาผ้าอยุธยาที่เป็นมรดกแผ่นดินแล้ว จะอุปถัมภ์ให้แปลทำไมโดยมี ดร.มนวิภา ประชัญคดี ช่วยปรับปรุงเนื้อหาโดยมีแรงหนุนจากผู้ใหญ่ใจดีผู้เป็นคหบดีแก้วแห่งกรุงศรีอยุธยา จัดพิมพ์แจกฟรีให้แก่หน่วยราชการและสถาบันการศึกษาทั่วไป ซึ่งหากันได้ยากยิ่งนักในสังคมปัจจุบัน

ผ้าลายอย่าง มรดกของอยุธยา

ประเด็นสำคัญนั้นคือการศึกษานี้พบว่าในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ นั้น ทรงมีพระราชสาส์นไปถึงราชวงศ์ริวกิว ส่งผ้าลายไปในช่วงที่พระองค์ประทับอยู่เมืองพิษณุโลก ต่างจากงานวิจัยญี่ปุ่นว่าส่งไปจากลพบุรี  เส้นทางการขนถ่ายสินค้าผ้านั้นมีท่าเรือหลายแห่ง เช่น มะริด ตะนาวศรีเกี่ยวข้องด้วย และพบตราประทับตราผ้าในสมัยอยุธยาว่าการสั่งผ้าต้องผ่านพ่อค้าฮอลันดา อังกฤษ ในช่วงที่แหล่งผลิตผ้านั้นถูกยึดครอง  เมื่อเปรียบเทียบลายผ้าโบราณจากคลังผ้าที่ญี่ปุ่นกับลวดลายศิลปะอยุธยาแล้ว พบว่าเป็นศิลปะร่วมยุคสมัยในลายเดียวกันที่มีการสร้างสรรค์กันทั้งลายผ้าและลายปูนปั้น ลายแกะสลักไม้และลายรดน้ำ เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบผ้าตัวอย่างว่ามีการวางระบบกรวยเชิงตามชั้นยศ ดังนี้ ผ้านั้นมีการทำ ๔ ชั้นเป็นกรวยเชิง ๓ กับหน้านาง ๑ ไม่ใช่ ๓ ชั้น ที่เข้าใจแต่เดิม ผ้า ๓ ชั้น เป็นกรวยเชิง ๒ กับหน้านาง ๑ ผ้า ๒ ชั้นเป็นกรวยเชิง ๑ หน้านาง ๑ ซึ่งไม่พบผ้าในไทย ซึ่งมีขอบผ้ามีกรวยเชิงทำจากโจฬะมณฑล ส่วนผ้าที่รู้จักเป็นลายหน้านางชั้นเดียวนั้นส่วนมากผลิตจากคุชราตฝั่งตะวันตก  นี่คืองานศึกษาทั้งชีวิตของผู้รู้จริง ต้องขอบคุณคนใจดีที่เกิดขึ้นในสังคมจนทำให้งานดีแบบนี้ไม่ถูกทิ้งให้จมแผ่นดิน

นักวิชาการแลกเปลี่ยนความรู้สิ่งทอกัน

ช่างทอผ้าพื้นบ้านที่สานต่อฝีมือ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘บ้านปางห้า’ ภูมิชุมชนนวัตกรรมแบรนด์ระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/378949

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บ้านปางห้า’ ภูมิชุมชนนวัตกรรมแบรนด์ระดับโลก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บ้านปางห้า’ ภูมิชุมชนนวัตกรรมแบรนด์ระดับโลก

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หมู่บ้านปางห้า เกาะช้าง

เมื่อชุมชนตื่นตัวจากการจัดงบประมาณหนุนจำนวนมากจนหาสาระให้สนใจได้ยากนั้น ความยั่งยืนของชุมชนอย่างที่ต้องการให้เกิดขึ้นนั้นดูเหมือนยังต้องใช้เงินและจัดงานเถิดเทิงกันไป อาทิตย์นี้เลยปลีกตัวออกหาชุมชนต้นแบบที่ทำอะไรเองได้แบบสิ้นเปลืองน้อยที่สุด อย่างน้อยก็เป็นแนวทางถึงการสร้างวิถีชุมชนตนเองได้ ไม่ต้องอาศัยบริษัทจัดกินงบจากชุมชนคนสู้งานที่ทำผลิตภัณฑ์มานานกว่า ๒๐ ปีนั้นกว่าจะมาเป็นชุมชนที่สร้างแบรนด์ระดับโลกให้กับหมู่บ้านตนเองได้นั้น ต้องชื่นชมและยังดึงเอาวิถีชุมชนมาสร้างแหล่งเรียนรู้ให้กับนักท่องเที่ยวจนเกิดการท่องเที่ยวยั่งยืนได้ตามอัตภาพนั้น ต้องถือว่าเป็นแบบอย่างที่น่าสนใจใคร่รู้มากกว่างานแห่แหนทั้งปวง

ชาวบ้านปางห้ากับผู้มาเยือน

ขนาดชื่อ บ้านปางห้า ม.1 ต.เกาะช้าง อ.แม่สาย จ.เชียงราย ซึ่งอยู่เหนือสุดประเทศนั้นก็ยากแล้วที่คนจะเดินทางเข้าถึงได้มากกว่าชื่อ วัดร่องขุ่น สามเหลี่ยมทองคำ และขุนน้ำนางนอน เรื่องนี้ต้องขอบคุณโอเรียลตัล โวยาจ ที่นำพาให้รู้จัก คุณจินนาลักษณ์ ชุ่มมงคล เจ้าของกิจการกระดาษสาจินนาลักษณ์ ซึ่งเป็นผู้สร้างผลิตภัณฑ์ใยไหมทองคำมาส์กหน้า “CEILK” และจดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ที่มีแห่งเดียวในโลก ประเด็นสำคัญนั้นไม่ได้อยู่ที่ผลิตภัณฑ์ยอดนิยมในตลาดต่างประเทศเท่านั้น แต่มีความเป็นคนพื้นถิ่นที่สำนึกรักบ้านเกิดจนมีแรงบันดาลใจจากงานกระดาษสาที่ทำกันรุ่นต่อรุ่นกันมานานนั้นได้คิดนวัตกรรมขึ้นเองต่างหาก และเป็นนวัตกรรมที่ได้รับการยกย่องระดับโลกจากรางวัลสุดยอดนวัตกรรมปี พ.ศ.๒๕๕๖

โรงบ่มยาเวียงแก้ว

กล่าวคือ ใยไหมที่ไม่ผ่านกระบวนการใดนั้นจะมีคุณค่าต่อผิวมนุษย์ด้วย น้ำลายจากตัวไหมนั้นสามารถปรับสภาพผิวให้ดีขึ้นได้มาก ซึ่งเป็นการศึกษาเรียนรู้จากชาวบ้านที่รู้จักกันไม่มากนัก และใช้เป็นเครื่องสำอางที่ทำมาจากชาวบ้านโดยตรง เป็นนวัตกรรมเพียงแห่งเดียวในโลกที่ทำแบบนี้ ก่อนจะมีงาน “นวัตวิถี” ตีปี๊บกันเกิดขึ้น เช่นเดียวกับชุมชนอีกหลายแห่ง ที่มีผลิตภัณฑ์ของชุมชนจากนวัตกรรมและสามารถสร้างรายได้ในชุมชนแบบไร้เงาราชการ จนบางแห่งมีธนาคารหมู่บ้านขึ้นเอง

ตีมีดแบบล้านนา

หมู่บ้านปางห้าแห่งนี้อยู่ติดเขตแดนคือส่วนบนสุดของประเทศ วิถีชุมชนนั้นไม่ได้แค่ทำนา ทำสวน ทำไร่เท่านั้น จากการเป็นชุมชนที่เกิดจากการเคลื่อนย้าย (เวียต) ไป-มาจนตั้งบ้านอยู่อาศัยขึ้น ได้มีการรวมคนเกิดขึ้นในยุคเก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมืองตอนต้นรัตนโกสินทร์นั้น ทำให้ชาวไทลื้อ ไทยวน ไทยอง ม่าน เข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ตามชายแดนเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นความชำนาญจากกลุ่มชาติพันธุ์จึงเกิดเป็นพหุวัฒนธรรมให้มีการสร้างอาชีพเกิดขึ้นในชุมชนโดยอัตโนมัติและต่างเอื้ออาทรกันในชุมชนขนาดเล็กจนสามารถเป็นหมู่บ้านชุมชนขนาดใหญ่ที่พึ่งตนเองได้ ซึ่งเป็นลักษณะร่วมทางมานุษยวิทยาและบูรณาการทางวัฒนธรรมให้มีรูปแบบและอัตลักษณ์ของตนขึ้น แม้ว่าเมืองโบราณที่เคยตั้งอยู่ในแถบนี้จะล่มสลายจากแผ่นดินไหวหรือปรากฏการณ์มหัศจรรย์ตามความเชื่อไปก็ตาม

สปาหน้าใยไหมทองคำ

ชุมชนชาวบ้านนั้นยังได้อาศัยแผ่นดินแห่งนี้สร้างงานสร้างอาชีพ จากการปลูกต้นสา ทำกระดาษสา จากการทำสวนฝรั่งกิมจูและผสมสายพันธุ์เนื้อสีชมพูขึ้นจากการตีเหล็กของช่างเมืองยองมาเป็นมีดใช้ในการเกษตร เป็นการตีมีดแบบดั้งเดิมของชาวล้านนาด้วยอุปกรณ์แบบเก่าที่ยังใช้เตาดินและสูบลมที่ทำขึ้นเอง จากการนำเครื่องหล่อเทียนจากเมียนมาเข้ามาทำเทียนรูปแบบต่างๆ ส่งตามวัดและตลาดเครื่องสังฆภัณฑ์ทั่วประเทศ จากการสร้างนวัตกรรมความงามที่มาจากการเลี้ยงไหมให้เป็นสปาหน้าใยไหมทองคำที่มีแห่งเดียว จากโรงบ่มยาสูบเวียงแก้วเดิม แม้เลิกกิจการแล้วก็เก็บโรงบ่มเป็นแหล่งเรียนรู้และจุดถ่ายภาพที่หาได้ยาก นอกจากนี้แต่ละบ้านยังใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ในเรื่องอื่นๆ อีก เช่น บ้านอาหารไทลื้อ, บ้านจิ้งหรีด, บ้านขนมล็อคนา, บ้านเจียระไนหยก,บ้านเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น นับเป็นชุมชนต้นแบบที่น่าสนใจ และมีการคิดนวัตกรรมสร้างงานให้ชุมชนจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เน้นการเรียนรู้ตามฐานความรู้แต่ละบ้านตามความสนใจ ซึ่งมีรถจักรยานและ “รถอีต๊อก” คือ รถไถนามุงหลังคาพาเที่ยวรอบหมู่บ้าน โดยมีที่พักบริการ ล้วนเป็นงานของชาวบ้านทั้งสิ้น สนใจติดต่อได้ที่ท่องเที่ยวชุมชนหมู่บ้านปางห้าโฮมสเตย์ โทร.087-6612172และ064-6797470 ครับ

 

คุณจินาลักษณ์

คุณจินาลักษณ์

การต้อนรับแขกแก้ว

การต้อนรับแขกแก้ว

อุโมงค์ต้นสัก

อุโมงค์ต้นสัก

หล่อเทียนด้วยเครื่องจากพม่า

หล่อเทียนด้วยเครื่องจากพม่า

สวนฝรั่งกิมจู

สวนฝรั่งกิมจู

โรงทำกระดาษสา

โรงทำกระดาษสา

โม่แป้งทำอาหารพื้นบ้าน

โม่แป้งทำอาหารพื้นบ้าน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘สมเด็จพระพันวัสสาฯ’ กับเวิลด์โคลัมเบียน เอ็กซ์โป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/377474

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สมเด็จพระพันวัสสาฯ’ กับเวิลด์โคลัมเบียน เอ็กซ์โป

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สมเด็จพระพันวัสสาฯ’ กับเวิลด์โคลัมเบียน เอ็กซ์โป

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า – รัชกาลที่ ๕ กับสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

ด้วยราชอาณาจักรไทยและสหรัฐอเมริกามีความสัมพันธไมตรีมานาน ดังนั้นในโอกาสครบรอบ ๒๐๐ ปี (พ.ศ.๒๓๖๑-๒๕๖๑) แห่งความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนั้น ด้วยพระกรุณาธิคุณต่อนักวิชาการประวัติศาสตร์และนักเรียนนายร้อยฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงเป็นประธานงานสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง “ของขวัญแห่งมิตรภาพ : สองศตวรรษแห่งความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับราชอาณาจักรไทย” เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน โดยพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปยังกองวิชาประวัติศาสตร์ ส่วนการศึกษาโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก โดยโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้ร่วมกันจัดทบทวนความรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ตลอดจนนำเสนอเอกสารและแหล่งข้อมูลใหม่สำหรับการศึกษาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของนักวิชาการ

ทรงบรรยายพิเศษ

ในวาระสำคัญนี้ พระองค์ทรงปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “The Queen And The White City : สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้ากับนครสีขาว” ทรงเล่าถึงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ในด้านต่างๆ และความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐอเมริกา ในสมัยรัชกาลที่ ๓-๔ ที่มีหมอสอนศาสนาเดินทางเข้าถ่ายทอดความรู้และแนวคิดวิทยาการต่างๆ โดยเฉพาะการศึกษาภาษาอังกฤษ, พระปรีชาสามารถของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าด้านการหัตถศิลป์ในสมัยรัชกาลที่ ๕,พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้ากับงานเวิลด์ โคลัมเบียน เอ็กซ์โปซิชัน ณ นครชิคาโก ในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ ซึ่งเป็นงานที่มีหลายประเทศทั่วโลกเข้ามาร่วมงาน เพื่อเผยแพร่ผลผลิตด้านการเกษตร ศิลปวัฒนธรรม และเทคโนโลยีของแต่ละประเทศมีผู้เข้าร่วมงาน ๒๖ ล้านคน โดย สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงเป็น “ประธานาธิปัตินี” อำนวยการจัดส่งผลงานศิลปหัตถกรรมไทยไปร่วมแสดง ซึ่งภายในงานนั้นมีการประกวดผลผลิต ประดิษฐกรรม และผลิตภัณฑ์ ผู้เป็นเจ้าของผลงานจะได้รับรางวัลแผ่นทองจารึกชื่อพร้อมประกาศนียบัตร โดยประเทศไทยหรือราชอาณาจักรสยามในสมัยนั้น ได้รับรางวัล ๑๐๑ รายการ ในจำนวนนี้มีผลงานฝีพระหัตถ์ สิ่งของส่วนพระองค์ หรือสิ่งของในพระนามาภิไธย สมเด็จพระพัสวัสสาอัยยิกาเจ้า จำนวน ๒๒ รายการ เช่น รูปปักสำหรับติดหลังสมุด, ฉากพับปักไหมและผ้าลายเขียนทองและขัดเงา

นักวิชาการประวัติศาสคตร์และนักเรียนนายร้อย

การที่สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงรับเป็นพระธุระดำเนินการเตรียมการจัดประชุมกรรมการฝ่ายสตรีคือ กรรมสัมปาทิกาผู้หญิง ที่เป็นชายาเจ้านายและภริยาขุนนางหารือและจัดส่งงานศิลปหัตถกรรมของสตรีไทยไปจัดแสดงครั้งนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรก ที่สตรีได้มีบทบาทสำคัญในการจัดงานแสดงระดับโลก คือมิสซิสเบอร์ธา พาลเมอร์ ประธานผู้จัดงาน ได้กล่าวสรรเสริญพระเกียรติคุณของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าและชื่นชมความสามารถของสตรีไทย ที่มีผลงานฝีพระหัตถ์และสิ่งของส่วนพระองค์ และผลิตภัณฑ์ที่วิจิตรและมีคุณภาพยิ่ง (อักขระเดิม) “พระบรมราชเทวีมีพระหฤไทยอันเลื่อมไสย แลเปนที่รักษเปนใหญ่ เปนประทาน สมเปนหญิงที่มีความเมตาจิตรโดยแท้” ซึ่งสมุดภาพพระราชทานในงานเวิลด์ โคลัมเบียน เอ็กซ์โปซิชัน ในครั้งนั้นได้มีการจัดพิมพ์เป็นที่ระลึกถึงความสัมพันธ์ต่อเนื่องที่เกิดขึ้นมานานกว่า ๑๘๒ ปีด้วย

อาคารแสดงในงานเวิร์ดเอ็กซ์โปร์

กิจกรรมทางวิชาการครั้งนี้ได้มีการบรรยายพิเศษ เรื่อง “สองศตวรรษแห่งความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับราชอาณาจักรไทย” โดย นายปีเตอร์ เฮย์มอนด์ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยและการสัมมนาเรื่อง “ความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างสหรัฐอเมริกาและราชอาณาจักรไทยในยุคสงครามเย็น” กับ “บทเรียนจากการทำงานของหน่วยอาสาสมัครสันติภาพสหรัฐอมริกาประจำประเทศไทยในยุคสงครามเวียดนาม” ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐอเมริกา ทั้งสองประเทศนั้น ส่งผลให้มีความสัมพันธ์กันหลากหลายมิติในด้านการเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคงและการทหาร ซึ่งไทยนั้นได้รับสถานะเป็นMajor Non-NATO Ally (MNNA) ของสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ ซึ่งเป็นเครื่องแสดงความเป็นมิตรภาพอันแน่นแฟ้นเช่นเดียวกับของขวัญอันมีค่าที่ต่างมอบให้แก่กันตามยุคสมัยมาจนถึงปัจจุบัน

งานฝีมือสตรี

งานฝีมือสตรี

ร้านสยาม

ร้านสยาม

ภาพจดหมายจากพระยาสุริยวงศ์มนตรี-ดิศ-บุนนาค

ภาพจดหมายจากพระยาสุริยวงศ์มนตรี-ดิศ-บุนนาค

นสพ.ลงข่าวถึงสยาม

นสพ.ลงข่าวถึงสยาม

ของขวัญแห่งมิตรภาพ

ของขวัญแห่งมิตรภาพ

สมุดภาพพระราชทาน

สมุดภาพพระราชทาน

ขนมไทยที่นำไปแสดง

ขนมไทยที่นำไปแสดง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘รางวัลช่อสะอาด’ภูมิคุณธรรมความดีในใจคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/375987

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘รางวัลช่อสะอาด’ภูมิคุณธรรมความดีในใจคน

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เครือข่ายจากวงการบันเทิง

ด้วยสังคมวันนี้ให้ความสำคัญและใส่ใจเรื่องการป้องกันทุจริตมากขึ้น จนมีความต้องการร่วมกันถึงการต้านการโกงกิน เพื่อมีส่วนร่วมในการสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นในประเทศ วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้ มีการมอบรางวัล “ช่อสะอาด” ในงาน NACC AWARD ซึ่งเป็นงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (National Anti-Corruption Commission)ที่รู้จักกันดีในนาม ป.ป.ช. ประกอบด้วยประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่ง พระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของ วุฒิสภา ผู้ได้รับการเสนอชื่อและได้รับเลือกให้เป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติต้องเป็นผู้ซึ่งมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๑ มาตรา ๒๓๒ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙-๑๑ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติปัจจุบัน ได้แก่พล.ต.อ.ดร.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ประกอบด้วยนายปรีชา เลิศกมลมาศ, พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง, นายณรงค์ รัฐอมฤต, นางสาวสุภา ปิยะจิตติ, นายวิทยา อาคมพิทักษ์, นางสุวณา สุวรรณจูฑะ, นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร, พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ โดยมี นายวรวิทย์ สุขบุญ เป็นเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ปฏิบัติงานในหน้าที่สำคัญดังนี้ ไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนพร้อมทั้งทำความเห็นเสนอต่อวุฒิสภาเกี่ยวกับการถอดถอนจากตำแหน่ง ไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนพร้อมทั้งทำความเห็นส่งไปยังอัยการสูงสุด เพื่อฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา ๓๐๘ ของรัฐธรรมนูญ-ไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

สำนักงาน ป.ป.ช.

การตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกำหนดตำแหน่งและชั้นหรือระดับของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการเปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบัติหน้าที่พร้อมข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาทุกปี และนำรายงานออกเผยแพร่เสนอมาตรการ ความเห็น หรือข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา ศาล หรือคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อให้มีการปรับปรุงการปฏิบัติราชการ หรือวางแผนงานโครงการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ เพื่อป้องกันหรือปราบปรามการทุจริตต่อหน้าที่ การกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม เป็นต้น

การประชุมคณะรางวัลช่อสะอาด

หนึ่งกิจกรรมของการสร้างความร่วมมือจากประชาชนนั้นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ใช้ผลงานชนะเลิศคือ “ช่อสะอาด” ของ นายกิตติบดี บัวหลวงงาม เป็นสื่อการส่งเสริมคุณธรรมความดี มีแนวคิดมาจากช่อดอกไม้ซึ่งเป็นของขวัญที่นิยมมอบให้กันในวาระสำคัญ เป็นของขวัญอันยิ่งใหญ่แด่ผู้ตั้งมั่นและดำรงตนในความซื่อสัตย์สุจริต ด้านการทำความดี ไม่โกง ไม่ทุจริตต่อตนเอง ผู้อื่น ชุมชน สังคม ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และประเทศชาติ โดยการรวบรวมมือทุกล้านมือที่ขาวใสสะอาดของคนทั้งแผ่นดิน ทั้งในและนอกราชอาณาจักร ไม่จำกัดเพศ วัย เชื้อชาติและศาสนาไว้เป็นหนึ่งเดียว ผูกด้วยโบสีธงชาติไทยแสดงถึงการรวมพลังทำความดี คณะรัฐมนตรีรับทราบและให้หน่วยงานภาครัฐนำสัญลักษณ์ส่งเสริมคุณธรรมความดี “ช่อสะอาด” ใช้ในกิจกรรมการส่งเสริมคุณธรรมความดี เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ตั้งแต่นั้นมาจนวันนี้ รางวัลช่อสะอาดได้มอบรางวัลเป็นเกียรติและกำลังใจให้กับบุคคล หน่วยงานและสื่อที่ทำงาน ด้านสนับสนุนและป้องกันการทุจริต จนมีเครือข่าย “ช่อสะอาด” อยู่จำนวนมากหลายสาขาวิชาชีพที่พร้อมจะออกดอกช่อสะอาดบานไปทั่วแผ่นดิน

ผู้รับรางวัลช่อสะอาด

ผู้รับรางวัลช่อสะอาด

เครือข่ายจากลูกเสือ

เครือข่ายจากลูกเสือ

คณะอนุกรรมการรางวัลช่อสะอาด

คณะอนุกรรมการรางวัลช่อสะอาด

ผู้ทรงคุณวุฒิที่ร่วมกันทำงาน

ผู้ทรงคุณวุฒิที่ร่วมกันทำงาน

เครือข่ายลูกเสือช่อสะอาด

เครือข่ายลูกเสือช่อสะอาด

เครือข่ายโรงเรียน

เครือข่ายโรงเรียน

เครือข่ายนักเรียนอาชีวะ

เครือข่ายนักเรียนอาชีวะ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ค่ายโพธิ์สามต้น’ สมรภูมิพระยาตาก(สิน)รบกู้ชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/374500

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ค่ายโพธิ์สามต้น’ สมรภูมิพระยาตาก(สิน)รบกู้ชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พระเจ้ากรุงธนบุรี – พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

วันที่ ๖ พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้ เป็นวันที่พระยาตาก (สิน) ได้ตีค่ายโพธิ์สามต้นและมีชัยชนะเมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐ ซึ่งเป็นเหตุการณ์พระยาตาก (สิน) กู้ชาติ หลังจากที่พระยาตาก (สิน) เข้าเมืองจันทบุรีได้เมื่อเดือน ๗ ปีกุนพ.ศ. ๒๓๑๐ แล้วนั้น พระยาตากได้เร่งระดมการต่อเรือรบ และรวบรวมอาวุธยุทโธปกรณ์ตรียมกำลังไว้โดยหมายจะยกเข้ามาตีคืนกรุงศรีอยุธยาจากพม่าในฤดูแล้ง ครั้งนั้นพระยาตากคิดเห็นการศึกกู้ชาติไว้อย่างรอบคอบ เห็นว่าเวลานั้นมีผู้ตั้งตัวเป็นใหญ่หลายชุมนุมหรือหลายก๊กอยู่ ถ้าใครจะเป็นใหญ่ให้ได้ทั่วทั้งแผ่นดินแล้ว จะต้องทำลายอำนาจข้าศึกที่มีอยู่ในกรุงศรีอยุธยาเสียก่อนและจะต้องให้ก๊กอื่นๆ ยอมอยู่ในอำนาจด้วยจึงจะได้อำนาจเป็นใหญ่ได้ซึ่งทุกก๊กนั้นคงคิดอ่านเช่นเดียวกัน แต่ความคิดที่จะทำการสู้รบนั้น ก๊กอื่นยังขัดข้องที่จะต้องหาโอกาสและอุบายสู้รบจึงรั้งรออยู่  ในเวลานั้นมีแต่พระยาตากผู้เดียวที่เห็นว่าต้องรีบทำการก่อนก๊กอื่นๆ หากรั้งรอไปจนก๊กอื่นทำได้ก่อนก็จะต้องไปขึ้นกับเขา พระยาตากจึงมุ่งที่จะยกทัพมารบกับข้าศึกชิงเอากรุงศรีอยุธยาให้ได้ก่อนก๊กอื่น

พระยาตากนำทัพออกจากพระนคร

ในการที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ เจ้าตากเสียเปรียบก๊กอื่นอย่างไรได้กล่าวมาแล้ว ความได้เปรียบของพระยาตากนั้นเหตุที่พระยาตากเป็นชาวอยุธยาอายุหนุ่มกว่าหัวหน้าก๊กอื่นทั้งหมด คืออายุย่างเข้า ๓๔ ปี (เกิดพ.ศ.๒๒๗๗)จึงมีกำลังกายและสติปัญญาคิดอ่าน ด้วยเจริญวัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ซึ่งได้คุ้นเคยคบหาเป็นมิตรสหายกับขุนนางรุ่นเดียวกัน จึงทำให้มีขุนนางหนุ่มเข้ามาช่วยเป็นกำลังอยู่มาก ในช่วงเวลาสู้รบรักษากรุงนั้นชื่อเสียงพระยาตากได้ปรากฏว่ามีฝีมือรบพุ่งเข้มแข็ง จนข้าศึกยกย่องว่าเป็นทหารสำคัญคนหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา โดยพระยาตากนั้นได้ตั้งตัวเข้ารบพุ่งอยู่หลายครั้ง อีกทั้งยังหมั่นฝึกซ้อมทหารในกองทัพอยู่เสมอจนเป็นที่รู้กันว่า พระยาตากนั้นมีความกล้าหาญ มีวินัยและชำนาญการยุทธมากกว่าคนอื่น จนรู้กันว่าพระยาตากนั้นเป็นนักรบโดยอุปนิสัย เอาตัวออกนำหน้าฝ่าฝืนภยันตรายทั้งปวง ทำให้ไพร่พลพากันจงรักภักดี เชื่อฟัง ทำให้กำลังส่วนน้อยสามารถสู้รบมีชัยชนะได้ในเดือน ๑๑ ปีกุน พ.ศ.๒๓๑๐ สิ้นมรสุมนั้นพระยาตากต่อเรือรบได้ ๑๐๐ ลำ รวบรวมไพร่พลทั้งไทยจีนได้ประมาณ ๕,๐๐๐ คน ยกกองเรือออกจากเมืองจันทบุรีตามปากอ่าวไทยจนเข้าตีเมืองธนบุรีฆ่านายทองอินซึ่งข้าศึกตั้งรักษาเมืองธนบุรีได้แล้วพระยาตากได้เร่งกองเรือยกเข้าตีค่ายโพธิ์สามต้นสุกี้ผู้รักษาค่ายของข้าศึกๆ ได้รู้ใบบอกก็ตกใจ จึงเข้าเตรียมรักษาค่ายโพธิ์สามต้น ด้วยเวลานั้นเป็นเวลาฤดูน้ำจึงเกรงว่ากองทัพของพระยาตากจะขึ้นไปถึงเสียก่อนจึงให้เตรียมต่อสู้ไว้โดยให้มองย่านายทัพรองคุมพลพวกมอญและไทยที่ยอมมาอยู่ด้วยนั้นยกกองเรือลงมาตั้งสกัดคอยต่อสู้อยู่ที่เพนียด

พระยาตาก(สิน)กู้ชาติ

เมื่อพระยาตากขึ้นไปถึงกรุงศรีอยุธยาแล้วค่ำวันนั้นจึงรู้ว่ามีทัพข้าศึกลงมาตั้งอยู่ที่เพนียด โดยยังไม่รู้ว่ากำลังข้าศึกจะมามากน้อยเท่าใด พระยาตากจึงยั้งอยู่ฝ่ายพวกไทยที่มาในกองทัพของมองย่าพอรู้ว่าเป็นทัพไทยด้วยกัน จึงรวนเรพากันหลบหนีไปก็มีและเข้ามาช่วยพระยาตากก็มี มองย่าได้หนีเอาตัวรอดกลับไปค่ายโพธิ์สามต้นในค่ำวันนั้น พอรุ่งเช้าพระยาตากรู้จากพวกไทยที่หนีพม่ามาเข้าด้วยว่าข้าศึกถอยหนีจากเพนียดหมดแล้วจึงเร่งยกทัพตามขึ้นไป ค่ายข้าศึกที่โพธิ์สามต้นนั้นตั้งอยู่ด้านตะวันออกค่ายหนึ่ง ตั้งด้านตะวันตกค่ายหนึ่ง สุกี้แม่ทัพนั้นอยู่ค่ายด้านตะวันตก ซึ่งค่ายนี้ข้าศึกรื้อเอาอิฐตามวัดมาก่อกำแพงทำเชิงเทินมั่นคงมาแต่ครั้งเนเมียวสีหบดีแม่ทัพใหญ่มาตั้งค่ายล้อมพระนครจึงเป็นที่มั่นของสุกี้

พระยาตากนำทัพตีค่ายโพธิ์สามต้น ๖ พฤศจิกายน ๒๓๑๐

พระยาตากเมื่อยกทัพตามมองย่าขึ้นไปถึงค่ายโพธิ์สามต้นเวลาเช้าวันที่ ๕ พฤศจิกายน จึงเร่งให้ไพร่พลระดมตีค่ายพม่าข้างฟากตะวันออกพอเวลา ๙ นาฬิกา ก็ได้ค่ายนั้น พระยาตากจึงเข้าตั้งรักษาค่าย แล้วให้ทำบันไดสำหรับใช้พาดปีนค่ายพม่าข้างฟากตะวันตกแต่เวลาเช้านั้น ครั้นพร้อมเสร็จแล้ว เวลาค่ำจึงให้พระยาพิพิธ พระยาพิชัยนายทหารจีน คุมกองทหารจีนไปตั้งประชิดค่ายสุกี้ ทางด้านวัดกลาง พอรุ่งเช้าวันที่ ๖ พฤศจิกายน จึงให้กองทหารไทยจีนเข้าระดมตีค่ายสุกี้พร้อมกัน รบกันแต่เช้าจนเที่ยง กองทัพพระยาตากก็เข้าค่ายโพธิ์สามต้นได้และได้ฆ่าสุกี้แม่ทัพข้าศึกตายในที่รบ พวกข้าศึกต่างพากันหนีไปสิ้น การตีค่ายโพธิ์สามต้นครั้งนี้เป็นชัยชนะของการกู้ชาติของพระยาตาก (สิน) ที่ต่อมานั้นคือ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ผู้สถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีแทนกรุงศรีอยุธยา เมื่อ ๒๕๐ ปีมาแล้ว

กรุงศรีอยุธยาแตก ๗ เมษายน ๒๓๑๐

ค่ายโพธิ์สามต้นปัจจุบัน

สมรภูมิรบในค่ายโพธิ์สามต้น

วัดหงส์ ค่ายสุกี้พระนายกอง

พิธีบวงสรวงค่ายโพธิ์สามต้น

จำลองเหตุการณ์กองเรือพระยาตาก

จำลองกองเรือเดินทัพเข้ากู้ชาติ

พระบรมรูปพระเจ้ากรุงธนบุรี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองสังกัสนคร’ ปฐมภูมิประเพณีตักบาตรเทโว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373055

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองสังกัสนคร’ ปฐมภูมิประเพณีตักบาตรเทโว

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองสังกัสนคร’ ปฐมภูมิประเพณีตักบาตรเทโว

วันอาทิตย์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พระพุทธเจ้าเปิดโลก

วันออกพรรษาที่ผ่านมา ทุกวัดส่วนใหญ่จะงานประเพณีตักบาตรเทโว ซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกันเช่น ตักบาตรเขาวงกต ตักบาตรดอกไม้ ตักบาตรออกพรรษา ตักบาตรพระร้อย งานบุญตักบาตรนี้ยึดถือจากพุทธตำนานว่า เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาพระอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดาซึ่งจุติเป็นเทพบุตรแล้ว พระพุทธองค์เสด็จกลับจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ โดยเสด็จดำเนินลงบันไดเนรมิตที่ทอดยาวจากเทวโลกจนถึงมนุษย์โลกนั้น บันไดนั้นอยู่ที่ภูเขาพระสิเนรุปลายบันไดนั้นมาอยู่ที่เมืองสังกัสสะหรือสังกัสนคร บันทึกฝ่ายเถรวาทกล่าวว่า บันไดขวาเป็นบันไดทองของเทพบันไดซ้ายเป็นบันไดเงินของพรหม บันไดกลางเป็นแก้วมณีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วทรงกระทำปาฏิหาริย์โลกทั้งสามภูมิให้เปิดออกเห็นกันและกันจากพรหมโลกจนถึงนรกอเวจี

บันทึกของพระฝาเสี่ยนฝ่ายมหายาน กล่าวว่าบันไดของเทพทำด้วยทองเหลือบม่วง (น่าจะเป็นนาก)บันไดของพรหมเป็นเงิน บันไดของพระพุทธองค์เป็นสัปตรัตนะ คือ แก้ว ๗ ประการ เมื่อลงมาถึงมนุษย์โลก พระองค์ทรงประทับพระบาทเบื้องขวา ซึ่งพระฝาเสี่ยนบันทึกอีกว่า เมื่อเสด็จถึงพื้นโลกแล้ว บันไดอันตรธานหายไปเหลือเพียง ๗ ขั้น

เสด็จจากดาวดึงส์

ต่อมาพระเจ้าอโศกปรารถนาจะเห็นปลายบันได ทรงสั่งให้ขุดลงไปถึงปลายก็ไม่พบปลายบันไดพบแต่น้ำพุสีเหลือง จึงเกิดศรัทธาสร้างวิหารครอบไว้ แล้วตั้งเสารูปสิงโต ในรูปจริงดูแล้วเป็นหัวช้างมากกว่า หัวเสาอโศกรูปช้างที่เมืองสังกัสสะนี้มีอายุราว ๓๐๐ ปี ก่อนคริสตกาล หรือ ๒,๒๐๐ ปี เชื่อว่าพระเจ้าอโศกทรงตั้งเสาขึ้นเมื่อเป็นหมุดหมายประกาศความสำคัญของเมืองสังกัสสะ ให้เป็นเมืองที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จลงจากดาวดึงส์ หลังจากที่พระองค์เสด็จไปจำพรรษาที่ ๗ หลังการตรัสรู้ ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงแสดงพระอภิธรรมปิฎกโปรดเทพบุตรพระพุทธมารดา เพื่อทดแทนพระคุณที่ให้กำเนิดมาจนเป็นคติธรรมในพุทธศาสนาว่า ไม่มีอะไรที่จะทดแทนพระคุณบิดรมารดาได้ดีเท่ากับชักนำท่านเข้าสู่ธรรม

เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ในคัมภีร์สังคีติกถา กล่าวว่าการแสดงธรรมคราวนั้นมี ๗ รอบ ได้แก่ รอบที่ ๑ เทศนาธรรมสังคณี๑๒ วัน เทวดาบรรลุมรรคผล ๗ โกฏิ รอบที่ ๒ ทรง เทศนาวิภังค์ ๑๒ วัน เทวดาบรรลุมรรคผล ๗ โกฏิรอบที่ ๓ ทรงเทศนาธาตุกถา ๖ วัน เทวดาบรรลุมรรคผล ๖ โกฏิรอบที่ ๔ ทรงเทศนาปุคคลบัญญัติ ๖ วัน เทวดาบรรลุมรรคผล๖ โกฏิ รอบที่ ๕ ทรงเทศนากถาวัตถุ ๑๓ วัน เทวดาบรรลุมรรคผล ๗ โกฏิ รอบที่ ๖ ทรงเทศนายมก ๑๘ วัน เทวดาบรรลุมรรคผล ๗ โกฏิและรอบที่ ๗ ทรงเทศนามหาปัฎฐาน ๒๓ วัน เทวดาบรรลุมรรคผล ๒๐ โกฏิรวมแล้วสามเดือนมีเทวดาบรรลุธรรม ๘๐ โกฎิ เทพบุตรพระสิริมหามายา พระมารดาจึงตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล เมื่อจบการแสดงธรรมแต่ละรอบ พระพุทธองค์จะเสด็จมาสอนพระสารีบุตร พระสารีบุตรจะสอนบรรดาศิษย์ในสำนัก และจดจำกันมาเป็นอภิธรรมทั้ง ๗ คัมภีร์ ตกทอดมาถึงทุกวันนี้

ทรงโปรดเทพบุตรพระพุทธมารดา

เมื่อครั้งที่นักบวชศาสนาอื่นมากล่าวว่าเขตวิหารนั้นเป็นของตนจึงเถียงกับภิกษุในพุทธศาสนาต่างเถียงกันไม่จบจึงพากันไปสาบานต่อหน้าวิหารว่า หากที่นี่เป็นของพุทธศาสนาแล้ว ขอให้เกิดปาฏิหาริย์ พอสิ้นคำ ช้างบนหัวเสานั้น ก็ร้องคำรามขึ้น ทำให้นักบวชนอกศาสนาเกิดความกลัว จึงยอมถอยไป ส่วนบันไดนั้นต่อมามีผู้สร้างด้วยอิฐและหินเป็นที่รำลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นไว้ เมื่อพระถังซำจั๋งเดินทางมาถึงเมืองสังกัสสะเมื่อศตวรรษที่ ๗ ได้บันทึกว่าบันไดนั้นยังอยู่แต่จมแผ่นดินไปเกือบหมดแล้ว

ภาพพุทธตำนานเสด็จจากดาวดึงส์

สำหรับประเพณีตักบาตรเทโวในประเทศไทยนั้นแม้จะมีภูมิสถานครั้งแรกตามพุทธตำนานที่สร้างวัดตะพานหิน เมืองสุโขทัย ไว้บนเขาหรือสร้างมณฑปพระพุทธบาท สระบุรี ในสมัยอยุธยา ซึ่งมีประเพณีขึ้นเขาไหว้พระและตักบาตรเทโวอยู่แล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่ชัดเจนตามพุทธตำนานเท่าการสร้างภูมิสถานของการเสด็จจากดาวดึงส์และประเพณีตักบาตรเทโวของเมืองอุทัยธานี ที่สร้างวัดสังกัสรัตนคีรีให้เป็นเมืองสังกัสนครและสร้างมณฑปสิริมายากุฎาคารบนยอดเขาแก้วเป็นเจดีย์จุฬามณีบนดาวดึงส์ เพื่อจำลองเหตุการณ์งานบุญครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้้นดาวดึงส์ และแสดงปาฏิหาริย์เปิดโลกไว้ที่เมืองนี้ ครั้งพุทธกาลนั้นด้านล่างนั้้นมีหมู่พุทธสาวก กษัตริย์ทั้้ง ๗ เมือง และพุทธบริษัท มาเฝ้ารอรับพระพุทธเจ้าที่เมืองสังกัสนคร ระหว่างรอนั้้นกษัตริย์ พุทธบริษัทได้จัดสิ่งของถวายพุทธสาวกที่เฝ้ารอการเสด็จกับของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นับเป็นการเกิดมหาสังฆทานครั้้งแรกของโลก งานตักบาตรเทโวเมืองอุทัยธานีจึงเป็นปฐมภูมิจำลองเหตุการณ์ครั้งสำคัญของพุทธกาลแห่งเดียวของแผ่นดินนี้

โบราณสถานบนยอดเขา

โบราณสถานบนยอดเขา

หัวเสารูปช้างที่เมืองสังกัสนคร

หัวเสารูปช้างที่เมืองสังกัสนคร

หัวเสารูปช้างที่พบครั้งแรก

หัวเสารูปช้างที่พบครั้งแรก

เขาหน้าเมืองสังกัสนครที่อินเดีย

เขาหน้าเมืองสังกัสนครที่อินเดีย

ตักบาตรเทโว วัดสะพานหิน เมืองสุโขทัย

ตักบาตรเทโว วัดสะพานหิน เมืองสุโขทัย

ตักบาตรเทโว เมืองอุทัยธานี

ตักบาตรเทโว เมืองอุทัยธานี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๒๕๐ ปีกองเรือกู้ชาติ’ วีรกรรมสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/371586

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๒๕๐ ปีกองเรือกู้ชาติ’ วีรกรรมสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๒๕๐ ปีกองเรือกู้ชาติ’ วีรกรรมสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี – ทรงนำการกู้ชาติ

ในวาระ ๒๕๐ ปี ของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ที่รู้จักกันในนาม สมเด็จพระเจ้าตากสิน นั้นได้มีการศึกษาด้านประวัติศาสตร์และจัดกิจกรรมตามรอยทั้งทางบกและทางน้ำกันหลายแห่ง สำหรับเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ กองทัพเรือโดย พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้มีโครงการ “๒๕๐ ปี ตามรอยกองเรือยกพลขึ้นบกสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จากจันทบุรีสู่อยุธยา” ร่วมกับ ๑๐ จังหวัด ซึ่งได้ทำพิธีมอบธงสัญลักษณ์การจัดงานให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง ๑๐ จังหวัดชายฝั่งทะเล และจังหวัดชายฝั่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่อยู่ตามเส้นทางยาตราทัพไปแล้ว คือ จันทบุรี ตราด ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา และกรุงเทพมหานคร

พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ

สำหรับโครงการนี้ได้จัดกองเรือขบวนชายฝั่งทะเลนั้นมีเรือหลวงอ่างทอง เป็นเรือประธาน อัญเชิญพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ขนาดเท่าพระองค์จริงเพื่อทำพิธีบวงสรวงในทุกจังหวัดที่กองเรือผ่าน และอัญเชิญมาประดิษฐานยังพิพิธภัณฑ์ทหารนาวิกโยธิน พร้อมจำลองกองเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยใช้เรือปฏิบัติการพิเศษความเร็วสูงของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ หรือหน่วยซีล และเรือพายโบราณอีก ๒๕ ลำ ซึ่งมีระยะเวลาการจัดงานระหว่างวันที่ ๒๔ ตุลาคม ถึงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๑ งานนี้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าร่วมชมกิจกรรมเทิดพระเกียรติในวีรกรรมการกู้ชาติ ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ได้ โดยกองเรือนั้นจะจอดทำกิจกรรมแสดงแสงสีเสียงเชิดชูวีรกรรม “ย้อนตำนาน ๒๕๐ ปี ตากสินมหาราชชาตินักรบ” จากสำนักดาบพุทไธสวรรค์จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งกำหนดกิจกรรมดังนี้

ผู้บัญชาการทหารเรือ มอบธงการจัดงานให้จังหวัด

วันที่ ๒๔-๒๕ ตุลาคม กองเรือจะจอดที่ปากน้ำจันทบุรี จัดพิธีเปิดโครงการ ณ บ้านเสม็ดงามและจัดกิจกรรมที่วัดพลับใน, วันที่ ๒๖ ตุลาคมกองเรือจะเคลื่อนขบวนไปจอดที่ปากน้ำ จ.ระยอง จัดกิจกรรมที่วัดลุ่ม พระอารามหลวง, วันที่ ๒๘-๒๙ ตุลาคม กองเรือจอดที่แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จัดกิจกรรมที่หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ หรือหน่วยซีล, วันที่๒๙ ตุลาคม กองเรือจะจอดอ่าวพัทยา จ.ชลบุรี จัดกิจกรรมณ ศาลาว่าการเมืองพัทยา, วันที่ ๓๐ ตุลาคม กองเรือจอดหน้าหาดบางแสน จ.ชลบุรี จัดกิจกรรมที่วัดใหญ่อินทาราม,วันที่ ๓๑ ตุลาคม กองเรือจอดที่ปากแม่น้ำบางปะกง จ.ฉะเชิงเทราจัดกิจกรรมที่วัดหงส์ทอง, วันที่ ๑-๓ พฤศจิกายน กองเรือจะจอดและจัดกิจกรรมที่บริเวณโรงเรียนนายเรือ จ.สมุทรปราการ,วันที่ ๔ พฤศจิกายน กองเรือจอดที่วัดกู้ จ.นนทบุรี จัดกิจกรรมที่วัดกู้และวัดเสาธงหิน, วันที่ ๕ พฤศจิกายนกองเรือจอดและจัดกิจกรรมบริเวณท่าเรือโรงเรียนวัดป่างิ้ว จ.ปทุมธานี,วันที่ ๖-๗ พฤศจิกายน กองเรือจอดที่วัดบางเดื่อ จ.พระนครศรีอยุธยา จัดกิจกรรมที่วัดบางเดื่อ และค่ายโพธิ์สามต้น, วันที่ ๑๐-๑๑ พฤศจิกายน กองเรือจอดบริเวณพระราชวังกรุงธนบุรี เพื่อจัดกิจกรรมใหญ่ที่พระราชวังกรุงธนบุรี และกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม ที่วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

ผู้แทน ๑๐ จังหวัด ร่วมจัดกิจกรรม

การกู้ชาติของพระยาตาก (สิน) เมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐ นั้นเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งเป็นการรวบรวมกองกำลังในขณะที่บ้านเมืองแตกพลัดกระจัดกระจายและเกิดการตั้งชุมนุมขึ้นอีก อีกทั้งมีกำลังข้าศึกอยู่ในประเทศ ดังนั้น การยกกองเรือเพื่อขับไล่ทัพพม่าที่ยังคงคุมกำลังกวาดต้อนเชลยอยู่ในกรุงศรีอยุธยาจึงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เรียกว่าการกู้ชาติครั้งนี้แพ้ไม่ได้ หลังการเสียพระนครนั้นส่งผลให้เกิดการจลาจลไปทั้งแผ่นดิน ทำให้ราชอาณาจักรอยุธยาเดิมนั้นถูกแบ่งออกเป็นชุมนุมอิสระขึ้นมากมาย หากย้อนเหตุการณ์ปีพ.ศ. ๒๓๐๙ ก่อนเสียกรุง พระยาตาก (สิน) ได้นำไพร่พลและทหารในบังคับบัญชาฝ่าวงล้อมข้าศึกไปทางด้านทิศตะวันออก เพื่อรวบรวมผู้คนและยุทธปัจจัยต่างๆ มาสู้รบกู้ชาติ เมื่อพระยาตาก (สิน) เตรียมกำลังรบจนพร้อมสรรพแล้ว จึงได้เคลื่อนกองเรือเข้าปากแม่น้ำเจ้าพระยาทำการสู้รบขับไล่ข้าศึกจนสำเร็จและปราบดาภิเษกเป็น สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ฟื้นฟูแผ่นดินให้คนไทยมีประเทศมาจนทุกวันนี้ นี่คือบทเรียนที่คนไทยจำกันมาตลอด

เส้นทางกู้ชาติ

เส้นทางกู้ชาติ

การแต่งกายสมัยกรุงธนบุรี

การแต่งกายสมัยกรุงธนบุรี

การแสดงวีรกรรมการกู้ชาติ

การแสดงวีรกรรมการกู้ชาติ

ละครวีรกรรมการกู้ชาติ

ละครวีรกรรมการกู้ชาติ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ธรรมจักร’ ปฐมภูมิธงเผยแผ่พระพุทธศาสนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370143

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ธรรมจักร’ ปฐมภูมิธงเผยแผ่พระพุทธศาสนา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ธรรมจักร’ ปฐมภูมิธงเผยแผ่พระพุทธศาสนา

วันอาทิตย์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ธงฉัพพรรณรังสีผืนใหญ่ที่สุดในโลก

สัญลักษณ์แสดงความเป็นพุทธศาสนาในอดีตนั้นคือ ธรรมจักร ซึ่งมีการค้นพบโบราณวัตถุชิ้นนี้ปรากฏในดินแดนที่นับถือพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกับพระพุทธรูปที่มีฉัพพรรณรังสี หรือประภามณฑล อาทิตย์นี้ขอตามหาปฐมภูมิแห่งธงพระพุทธศาสนา ด้วยเหตุที่วัดของศาสนาพุทธทั้งสายเถรวาทและสายมหายานในประเทศต่างๆ นั้นนิยมแสดง “ธงฉัพพรรณรังสี” ให้เป็นสัญลักษณ์แทนธรรมจักรให้เป็น “ธงพระพุทธศาสนา” ขึ้น แม้ว่าจะมีบางกลุ่มหรือบางสำนักเลือกใช้สีธงให้แตกต่างกันออก ไปก็เพื่อเน้นแนวทางคำสอนแห่งสำนักของตน ดังนั้นธงพระพุทธศาสนาที่ใช้ทั่วไปเป็นสากลนั้นจึงใช้ ธงฉัพพรรณรังสี เป็นธงพระพุทธศาสนาสากล ซึ่ง เริ่มปรากฏการใช้มาตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕ หรือปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ธงนี้ออกแบบโดยพุทธสมาคมโคลอมโบ เมื่อพ.ศ. ๒๔๒๓ โดยพันเอกเฮนรี เอส.โอลคอตต์ เป็นผู้แก้ไขให้เป็นแบบที่ใช้ในปัจจุบัน เริ่มใช้เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๘ ที่ประเทศศรีลังกา

ต่อมาองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก(World Fellowship of Buddhists-WFB) นั้นได้ประกาศให้ธงฉัพพรรณรังสีนั้นเป็นธงพุทธศาสนาสากลเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ณ กรุงโคลอมโบประเทศศรีลังกา ธงฉัพพรรณรังสี นั้นกำหนดให้เป็นธงแถบสี โดยนำสีของแสงที่แผ่ออกจากพระวรกายของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมี ๖ สี คือ ๑.สีนีละ-สีเขียวเหมือนดอกอัญชัน คือสีน้ำเงินหมายถึงพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่แผ่ไพศาลไปทั่วสากลจักรวาล ๒.สีปีตะ-สีเหลืองเหมือนหรดาลทอง หมายถึงทางสายกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทา ที่หลีกเลี่ยงความสุดโต่งทั้งปวง ๓.สีโรหิตะ-สีแดงเหมือนแสงตะวันอ่อนหมายถึงการอำนวยพรให้ประสบความสำเร็จสมบูรณ์พร้อมด้วยสติปัญญา คุณความดี ความเป็นผู้มีโชคและเกียรติยศทั้งปวง ๔.สีโอทาตะ-สีขาวเงินยวงหมายถึงความบริสุทธิ์แห่งพระธรรมอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งเป็นของที่ไม่จำกัดกาลคือ อกาลิโก และนำกลุ่มชนไปสู่ความหลุดพ้น ๕.สีมัญเชฏฐะ-สีแสดเหมือนหงอนไก่หมายถึงพระปัญญาธิคุณแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า๖.สีประภัสสร-สีเลื่อมพรายเหมือนแก้วผลึก อันเกิดจากการรวมของสีทั้ง ๕ สี หมายถึงความจริงทั้งมวลในพระธรรมคำสอนแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสงหรือสีที่ปรากฏนี้เรียกรวมว่า วรรณรังสี มี ๖ สี ถือว่า เป็นสีมงคลของพุทธศาสนิกชน ซึ่งนำมาใช้เป็นสีของ ธงฉัพพรรณรังสี ดังกล่าว คำว่า “ฉัพพรรณรังสี”ชื่อของธงนั้น แปลว่า รัศมี ๖ สี มาจากคำสมาสในภาษาบาลี“ฉ” (หก) + “วณฺณ” (สี) + “รํสี” (รังสี, รัศมี) ซึ่งมีที่มาจากสีของรัศมีว่าเป็นแสงที่แผ่ออกจากพระกายของพระพุทธเจ้า

ผู้ออกแบบธงนั้นได้นำสีทั้งหกมาดัดแปลงเป็นผืนธง มีลักษณะเป็นธงสี่เหลี่ยมผืนผ้า แบ่งเป็นแถบเรียงเป็นแนวตั้งความกว้างเท่ากัน ๖ แถบ เรียงลำดับแถบสีจากด้านซ้าย ซึ่งเป็นด้านต้นของธง เรียงสีไปทางขวาดังนี้ แถบแรกสีน้ำเงิน แถบที่สอง สีเหลือง แถบที่สาม สีแดง แถบที่สี่ สีขาว แถบที่ห้า สีแสด ส่วนแถบสุดท้ายนั้นเป็นแถบสีประภัสสร ที่เกิดจากการนำแถบสีทั้งห้าสีแรกมาเรียงลำดับใหม่ในแนวนอน

ส่วนประเทศไทยนั้นมี ธงสัญลักษณ์แห่งพระพุทธศาสนาที่ใช้โดยทั่วไปคือ ธงธรรมจักรอันหมายถึง ธรรมะที่นำไปสอนในที่ต่างๆ แล้วยังความสันติสุขให้เกิดขึ้นในที่นั้นๆ ลักษณะธงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีเหลืองแก่ ตรงกลางเป็นรูปพระธรรมจักรสีแดง  โดยนำธรรมจักรซึ่งมีซี่ล้อหรือกำ สิบสองซี่ หมายถึง ปัจจยาการ หรือปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ประการ โดยปกติแล้ว ธงธรรมจักรที่ประดับศาสนสถานนั้นนิยมทำแบบธรรมจักรมีกำ ๘ ซี่ เพื่อให้มีความหมายถึงองค์ของอริยมรรคแต่ละองค์ อันมีองค์แปด อยู่ในวงล้อซึ่งหมายถึง ทุกข์และสมุทัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนเกิดมาแล้วจะต้องประสบ ส่วนดุมที่เป็นศูนย์กลางและสงบนิ่งไม่หมุน นั้นหมายถึง จุดหมายสูงสุด คือ นิโรธหรือนิพพานนั่นเอง ธงธรรมจักรนี้คณะสงฆ์ไทยได้ประกาศใช้ธงธรรมจักรอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๑ ทำให้ในวันสำคัญของพระพุทธศาสนามีการประดับธงธรรมจักรร่วมกับธงชาติไทยอยู่เสมอ ซึ่งต่อไปนี้จะมีธงฉัพพรรณรังสี เป็นธงพระพุทธศาสนาสากลเพิ่มมาอีกหนึ่งธง

ธงฉัพพรรณรังสี

ธงฉัพพรรณรังสี

ธรรมจักรศิลปทวารวดี

ธรรมจักรศิลปทวารวดี

ธรรมจักรกับกวางหมอบ

ธรรมจักรกับกวางหมอบ

ธรรมจักร

ธรรมจักร

ธรรมจักร กงสิบสองซี่

ธรรมจักร กงสิบสองซี่

ธงศาสนาพุทธสากล

ธงศาสนาพุทธสากล

ธงพุทธศาสนาของญี่ปุ่น

ธงพุทธศาสนาของญี่ปุ่น

ธงพุทธศาสนาของไทย

ธงพุทธศาสนาของไทย