ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘หอระฆังวัด’ ปฐมภูมิแห่งการตื่นรู้ถึงพุทธธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/368661

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หอระฆังวัด’ ปฐมภูมิแห่งการตื่นรู้ถึงพุทธธรรม

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หอระฆังวัด’ ปฐมภูมิแห่งการตื่นรู้ถึงพุทธธรรม

วันอาทิตย์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หอกังสดาลวัดพระธาตุหริภุญชัย

ช่วงนี้มีเหตุการณ์เกี่ยวกับหอระฆัง ๒ เรื่อง คือกรณีหอระฆังทรุดและการร้องเรียนให้วัดลดเสียงตีระฆังลงจนสร้างกระแสสังคมให้แสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางอาทิตย์นี้ขอตามรอย “ระฆัง” ที่มีบทบาทในการพระศาสนา จากการสำรวจทางโบราณคดีนั้นพบว่ามนุษย์รู้จักใช้หินเคาะแผ่นหินให้เกิดเสียงขึ้นแล้วเรียกว่า “กังสดาลหิน” ก่อนที่จะรู้จักทำแผ่นโลหะเคาะให้มีเสียงดังกังวานซึ่งน่าจะเป็นรูปแบบกังสดาลที่เกิดขึ้นก่อนจะมีการสร้างเป็นรูประฆัง

วัดสังกัส-ระฆังใหญ่

ในสมัยพระพุทธกาลมีเรื่องเล่าว่าผู้สร้างระฆังเป็นคนแรก คือ นางวิสาขา ซึ่งเป็นอริยบุคคล ผู้สำเร็จธรรมเป็นพระโสดาบันตั้งแต่ยังสาว นางเกิดในตระกูลเศรษฐี เมืองภัททิยะ แคว้นอังคะ เป็นบุตรีของธนญชัยเศรษฐี และสุมนาเทวี มีปู่ชื่อเมณฑกเศรษฐี ต่อมาคนในตระกูลเศรษฐีนี้ได้ย้ายไปอยู่เมืองสาวัตถีของพระเจ้าปเสนทิโกศล และนางได้แต่งงานกับปุณณวัฒนกุมาร บุตรของมิคารเศรษฐี ด้วยความถึงพร้อมแห่งเบญจกัลยาณีของนางนั้นทำให้นางศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ตามประวัตินั้้นว่า วันหนึ่งนางวิสาขาเมื่อมาถึงวัด นางได้ถอดเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์มอบให้สาวใช้ผู้ติดตามดูแล ด้วยเห็นว่าการใส่เครื่องประดับมากมายเข้าไปในศาลาฟังธรรมนั้นเป็นการไม่สมควรยิ่ง

ระฆังในพิพิธภัณฑ์ฯ

หลังจากนางฟังธรรมแล้วนางเดินกลับคฤหาสน์ สาวใช้เกิดลืมเครื่องประดับไว้ที่ข้างหน้าศาลาฟังธรรม ซึ่งพระอานนท์เห็นเข้าจึงเก็บรักษาไว้เสียข้างใน นางวิสาขาได้บอกสาวใช้ไปนำเครื่องประดับกลับมา โดยกำชับว่า หากพบว่าเครื่องประดับยังคงวางอยู่ที่เดิม ก็จงนำกลับมาแต่ถ้าพระคุณเจ้าเคลื่อนย้ายไปจากที่เดิมแล้วก็ถือว่าได้ถวายพระสงฆ์แล้วไม่ต้องขอกลับมา สุดท้ายสาวใช้ไม่ได้นำเครื่องประดับดังกล่าวกลับ นางวิสาขาเห็นว่าหากพระสงฆ์เก็บรักษาเครื่องประดับของสตรีเอาไว้ก็ไม่เป็นประโยชน์ จึงได้ช่วยประกาศขายเครื่องประดับนั้นโดยมีราคถึง ๙ โกฏิ กับ ๑ แสนกหาปณะ แต่ก็ไม่มีใครสามารถซื้อได้ สุดท้ายนางจึงขอซื้อไว้เอง แล้วนำเงินจำนวนนั้นมาสร้างวัดพระวิหารบุพผาราม ให้เป็นที่พำนักของพระภิกษุสงฆ์ คราวนั้นนางได้สร้างระฆังแขวนไว้รอบชายคาพระวิหารและปราสาท เวลามีลมพัดกระดิ่งกระทบกับระฆังเสียงดังกังวานสดใสดุจเสียงแห่งบุญกุศลที่ส่งเสียงไปถึงประตูสวรรค์

หอระฆังไม้วัดศรีบุญเรือง

หลังพุทธกาลผ่านมาแล้ว ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๓ เมื่อพระศาสนาเผยแพร่ไปดินแดนต่างๆ จึงนำเอาการสร้างระฆังแขวนขึ้นตามวัดวาอารามต่างๆ ในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา ซึ่งพากันนิยมสร้างระฆังสืบมาจนถึงปัจจุบัน จนมีการสร้างรูประฆังและหอระฆังขึ้นในวัดทุกแห่งสำหรับเป็นอาคารแขวนระฆังเพื่อใช้ตีบอกสัญญาณเวลาแก่พระสงฆ์ในการลงทำวัตรและประกอบสมณกิจ หอระฆังนั้นมีการสร้างด้วยไม้ อาคารก่ออิฐถือปูน และคอนกรีตเสริมเหล็ก ทำเป็นอาคารสวยงามในแบบสี่เหลี่ยมหกเหลี่ยม แปดเหลี่ยม และทรงกลมตามสถาปัตยกรรมนิยมแต่ละสมัย โดยมีการสร้างทรงหลังคาแบบต่างๆ เช่น หลังคาหน้าจั่วธรรมดา (ทรงคฤห์)-มณฑป-อาคารจัตุรมุข-อาคารบุษบก-อาคารยอดมงกุฎ-ยอดพระเกี้ยว-ยอดเจดีย์-ยอดปรางค์-อาคารทรงปราสาท หรืออาคารสถาปัตยกรรมตะวันตก หรือจีน ให้เป็นสื่อความหมายและแสดงสัญลักษณ์ทางพุทธปรัชญาให้รู้ว่าเป็นหอระฆังแห่งการตื่นรู้และเข้าถึงสัจธรรม ที่ให้ความรู้สึกแห่งสันติสุขในพระศาสนา

ระฆังพ่อขุนรามคำแหง

สำหรับหอระฆังที่งดงามที่สุดนั้นคือหอระฆังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๑สืบเนื่องจากมีการขุดพบระฆังลูกหนึ่งที่วัดบางหว้าใหญ่ ซึ่งมีเสียงไพเราะมาก รัชกาลที่ ๑ จึงขอมาใช้ที่หอระฆังในวัดพระแก้วและโปรดให้สร้างหอระฆัง พร้อมสร้างระฆังอีก ๕ ลูก แทนที่วัดบางหว้าใหญ่ ทำให้วัดนี้มีชื่อว่าวัดระฆัง มาจนทุกวันนี้ แม้รัชกาลที่ ๔ จะตั้งว่าวัดราชคัณฑิยาราม ก็ไม่นิยมเท่า

ระฆังสำริดสมัยสุโขทัย

ต่อมาหอระฆังในวัดพระแก้วนี้ รัชกาลที่ ๔ ได้ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใหม่ให้มีลักษณะคล้ายสถาปัตยกรรมไทยย่อมุมไม้สิบสอง คือตรงมุมทั้งสี่นั้นย่อเป็นมุมสามมุม ประดับด้วยเครื่องถ้วยชามแบบจีน เป็นลวดลายต่างๆ วิจิตรพิสดาร หอระฆังที่ปรากฏในพระอารามหลวงนั้นมีรูปแบบงดงามด้วยศิลปกรรมหลายแบบ เช่น หอระฆังของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หลังคาทรงบุษบก หอระฆังของวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หลังคาจตุรมุขยอดทรงเจดีย์ย่อไม้สิบสอง หอระฆังของวัดสำโรงเป็นอาคารไม้ หลังคาทรงคฤห์ จั่วประดับช่อฟ้าใบระกา หางหงส์ เป็นต้น หอระฆังจึงเป็นสัญลักษณ์การตื่นรู้ในพระพุทธศาสนามาแต่โบราณ

หอระฆังวัดพระเชตุพนฯ

หอระฆังของวัดพระแก้ว

กังสดาล

กังสดาลหิน

ระฆังจีนในพิพิธภัณฑ์วังจันทรเกษม

หอระฆังวัดระฆังโฆสิตาราม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘หมู่บ้านปิยะมิตร’ภูมิวิถีชุมชนคนบนเขาเบตง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/367131

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หมู่บ้านปิยะมิตร’ภูมิวิถีชุมชนคนบนเขาเบตง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หมู่บ้านปิยะมิตร’ภูมิวิถีชุมชนคนบนเขาเบตง

วันอาทิตย์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หมู่บ้านปิยะมิตร

สุดแดนของมาเลเซียที่อยู่เหนือสุดนั้นต่อแดนกันกับอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ซึ่งมีเทือกเขาสันกาลาคีรีทอดยาวซับซ้อน จนทำให้มีทิวป่าทึบและแนวเขาที่สลับซับซ้อนจนกลุ่ม จคม. ได้หลบซ่อนตัวอยู่นานวันจากการปราบปรามทั้งสองฝ่าย จากวันนั้นบริเวณที่ห่างไกลและปกคลุมด้วยขุนเขานั้นได้ถูกพัฒนากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ และมีการพัฒนาพื้นที่ตามธรรมชาตินั้นให้เป็นแหล่งเลี้ยงปลาจีน แปลงสวนผักน้ำ ฟาร์มเลี้ยงไก่เบตง เลี้ยงกบ เพื่อส่งเป็นอาหารประจำเมืองเบตง ได้แก่ ปลาจีนนึ่งบ๊วย เป็นอาหารชั้นหนึ่งของเบตง ปลาจีนเป็นชื่อใช้เรียกปลา ๓ ชนิด คือ ปลาเฉาฮื้อ หรือปลากินหญ้า (Grass carp) ปลาลิ่นฮื้อ หรือปลาเกล็ดเงิน (Silver carp) ปลาซ่งฮื้อ หรือปลาหัวโต (Bighead carp) ปลาจีนมีลักษณะคล้ายปลากระบอกมีขนาดโตที่เรียกว่าปลาจีน เพราะเป็นปลามาจากประเทศจีนนั่นเอง โดยนำมาเลี้ยงในบ่อข้างลำธารจนแพร่หลาย ไก่สับเบตง เป็นอาหารเลิศรสที่ขึ้นชื่อของเบตง ไก่เบตงนั้นกลายเป็นไก่เฉพาะถิ่นเบตงไปแล้วเดิมเป็นไก่พันธุ์เลียงชาน ที่ชาวจีนอพยพซึ่งมาตั้งรกรากในเบตงได้นำมาเลี้ยง และผสมพันธุ์กับไก่พื้นเมืองจนแพร่หลาย เนื้อไก่หวานนุ่ม ไม่เปื่อยยุ่ยเหมือนไก่ทั่วไป ไก่เบตง คือตัวผู้มีปากสีเหลืองอ่อน ส่วนตัวเมียปากสีน้ำตาลเข้ม ตานูน แจ่มใส หงอนจักร หัวกว้าง คอตั้ง แข็งแรง มีขนสีเหลืองทองที่หัว ปีกสั้น อกกว้าง ขาใหญ่ หน้าแข้งกลม และมีเล็บสีเทาอมเหลือง นับเป็นเอกลักษณ์ของไก่เบตง ผัดผักน้ำ ผักพื้นถิ่นคล้ายผักชีล้อม เติบโตเหมือนผักบุ้ง ใบเล็ก ลำต้นอวบน้ำ ชอบขึ้นในที่ที่มีอากาศเย็นที่มีน้ำไหลจากภูเขาผ่านตลอดเวลา มีสรรพคุณทางยาแก้ร้อนใน กบภูเขาเบตงทอดกระเทียม พริกไทยหรือผัดกบภูเขานี้อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ในป่าเบญจพรรณที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง มีขนาดใหญ่กว่ากบทั่วไป เป็นต้น

ทางเข้าหมู่บ้านปิยะมิตร

นอกจากอาหารพื้นถิ่นยังมีหมี่เบตง คือ เส้นเหนียวนุ่ม และซีอิ๊วเบตง ซึ่งมีซีอิ๊วน้ำหนึ่งหมักมา ๓ เดือน, ซีอิ๊วน้ำสอง ต้องใส่น้ำเกลือหมักต่ออีกอย่างน้อย ๑๕ วัน และซีอิ๊วดำหมักทิ้งไว้ถึง 6 เดือน, ซินซิงชาสมุนไพรเห็ดหลินจือ ของฝากพิเศษเมืองเบตง เคาหยก อาหารทำจากเนื้อหมูกับเผือกที่ผ่านความเย็นทันที หมักกับเครื่องยาจีน, จี๊ฉ่อง ฝันอาหารพื้นถิ่นเรียกว่าหมี่ขาว หรือ
หมี่ถังแตก เข้าเครื่องนึ่งทำแผ่นแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก แล้วมาปรุงด้วยซีอิ๊วขาวก่อนโรยงาขาว และกระเทียมเจียว, เฉาก๊วย หรือวุ้นดำของเบตง ซึ่งนำเอาหญ้าวุ้นดำจากประเทศจีนมาเป็นส่วนผสมจนเฉาก๊วยมีสีดำขลับ เหนียว และนุ่ม, ข้าวหลาม หรือปูโละลือแมของเบตงเนื้อเหนียว หวานมันมีรสชาติดีและกาแฟโบราณของเบตง เป็นกาแฟที่กลายพันธุ์มาเป็นกาแฟพื้นเมืองนับเป็นวิถีชุมชนของคนบนเขาในเบตง โดยเฉพาะเขตหมู่บ้านปิยะมิตรของคนที่เคยหลบซ่อนในอุโมงค์ใต้เขานี้มาเนิ่นนานและสืบลูกหลานเป็นคนรุ่นใหม่นั้น

อุโมงค์ปิยะมิตรที่นักท่องเที่ยวสนใจ

อาทิตย์นี้ได้เดินตามรอย “เพื่อนธรรมชาติ” เข้าไปยังแหล่งท่องเที่ยวนอกเมืองเบตง ไปยังหมู่บ้านปิยะมิตร ซึ่งมีบ่อน้ำร้อนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจากภูเขา ความร้อนของน้ำสามารถต้มไข่ให้สุกได้ภายในเวลา ๗ นาที ซึ่งปรับน้ำร้อนนั้นให้มีอุณหภูมิจนสามารถอาบน้ำแร่ได้ พร้อมกับมีการสร้างรีสอร์ทไว้บริการแก่นักท่องเที่ยวด้วย และมีน้ำตกอินทรศรขนาดเล็กที่เกิดจากลำธารบนเขา ซึ่งมีแอ่งน้ำ ลงเล่นได้จากบ่อน้ำร้อนเบตงนั้นต้องเดินทางด้วยรถขนาดเล็กไปทางหมู่บ้านปิยะมิตร๑ ประมาณ ๓.๗ กิโลเมตร เป็นสถานที่ที่มีอุโมงค์ปิยะมิตร อยู่ในหมู่ที่ ๒ตำบลตะเนาะแมเราะ เป็นอุโมงค์ดินที่ขุดขึ้นบนเขา ซึ่งอดีตขบวนการโจรคอมมิวนิสต์มลายา (จคม.) ได้หลบการปราบปรามมาสร้างขึ้นไว้บนเนินเขาในป่าทึบ สำหรับเป็นฐานปฏิบัติการต่อสู้ทางการเมือง อุโมงค์แห่งนี้คดเคี้ยวเข้าไปในภูเขาประมาณ ๑ กิโลเมตร ลึก ๕๐-๖๐ ฟุตและมีทางออกในปัจจุบัน ๖ ทางเดิม มี ๙ ทาง ใช้เวลาขุด ๓ เดือนใช้เป็นที่หลบภัยทางอากาศและสะสมเสบียง ห่างไปอีก ๙ กิโลเมตร เป็นสวนดอกไม้เมืองหนาว “สวนหมื่นบุปผา” อยู่บนเขาที่หมู่บ้านปิยะมิตร ๒ เป็นโครงการตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีอากาศเย็นสบาย มีแปลงทดลองปลูกไม้ดอกหลายประเภท เช่น ดอกฮอลีฮ้อค ดอกแอสเตอร์ ปัจจุบันมีบ้านพักบริการนักท่องเที่ยวด้วย นับเป็นวิถีชุมชนที่เกิดขึ้นมาเสริมให้เบตงนั้นไม่ได้มีแต่ตู้ไปรษณีย์ขนาดใหญ่ หรือนกนางแอ่นเกาะสายไฟอย่างเดียว

 

อุโมงค์ปิยะมิตร

อุโมงค์ปิยะมิตร
ปลาจีนนึ่งบ๊วย

ปลาจีนนึ่งบ๊วย
ไก่เบตงนํ้าแดง

ไก่เบตงนํ้าแดง
ผัดผักนํ้า

ผัดผักนํ้า
ไก่เบตง

ไก่เบตง
ปลาจีนในบ่อข้างลำธาร

ปลาจีนในบ่อข้างลำธาร
บ่อน้ำร้อนจากเขา

บ่อน้ำร้อนจากเขา
หอนาฬิกากลางเมืองเบตง

หอนาฬิกากลางเมืองเบตง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘รัฐโบราณ’ ภูมิศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งสุวรรณภูมิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/365698

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘รัฐโบราณ’ ภูมิศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งสุวรรณภูมิ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘รัฐโบราณ’ ภูมิศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งสุวรรณภูมิ

วันอาทิตย์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากการนิทรรศการเรื่อง “จากบ้านสู่เมือง รัฐแรกเริ่มบนแผ่นดินไทย” ของกรมศิลปากรที่จัดขึ้นยาวนานตั้งแต่มิถุนายนจนถึง ๓๐ กันยายน กับโครงการพิพิธภัณฑ์เสวนาเรื่อง “ทวารวดี รัฐโบราณ วัฒนธรรมหรือศิลปกรรม” และเรื่องศรีวิชัยในสุวรรณทวีปฯนั้นได้ทำให้ความสำคัญของรัฐโบราณที่อยู่ในดินแดนสุวรรณภูมินั้น ต้องปรับเปลี่ยนความรู้ไปพร้อมกับการพบหลักฐานใหม่ในคาบสมุทรภาคใต้

พระพุทธรูปศิลปทวาราวดี

ด้วยดินแดนสุวรรณภูมินั้นนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าศูนย์กลางน่าจะอยู่ที่ตอนกลางของคาบสมุทรอินโดจีน ด้วยเหตุเป็นจุดกึ่งกลางที่เชื่อมต่อการเดินทะเล การขนถ่ายสินค้าระหว่างทะเลทาง
ด้านทิศตะวันตกของคาบสมุทรกับทะเลด้านทิศตะวันออกได้สะดวกกว่าที่อื่นจนเชื่อว่าเป็น เมืองท่าสำคัญด้านตะวันตกคือ พื้นที่บริเวณ อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงาและอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ และขนถ่ายสินค้าไปมาสู่เมืองท่าสำคัญด้านทิศตะวันออกคือ พื้นที่อำเภอพุนพิน อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี  “ดินแดนสุวรรณภูมิยุคแรก” นั้น “เมืองพันพาน”น่าจะเป็นเมืองศูนย์กลางดังกล่าว ในคัมภีร์มหาวงศ์ของลังกา บันทึกว่าเมื่อราว พ.ศ. ๒๓๖ สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ เมื่อทำสังคายนา ครั้งที่ ๓ แล้วได้ส่งพระเถระผู้รู้ธรรมมาประกาศพระศาสนายังสุวรรณภูมิ คือพระโสณเถระและพระอุตตระเถระซึ่งเดินทางเผยแพร่พระพุทธศาสนาในสุวรรณภูมิ

พระกฤษณพ เมืองศรีเทพ

การปรากฏชื่อ “ทวารวดี”ขึ้นเพื่อเรียกเป็นศิลปกรรม/วัฒนธรรมหรือรัฐโบราณหนึ่งในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่เมืองเพชรบุรี ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี ลพบุรี นั้น สืบจากเหตุที่มีการพบเหรียญเงินจำนวนมาก และมีจารึกภาษาสันสฤตว่า “ศฺรีทฺวารวตีศฺวรปุณฺยะ” ที่แปลว่า “บุญกุศลของพระราชาแห่งทวารวดี” หรือ “พระเจ้าศรีทวารวดี ผู้มีบุญอันประเสริฐ” ดังนั้น ศูนย์กลางของทวารวดีจึงมีความเห็นต่างมากมาย เช่น อู่ทอง เป็นทวารวดียุคแรกประมาณพุทธศตวรรษที่ ๘-๑๒และนครปฐม เป็นทวารวดียุคหลังประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ การที่ทวารวดี เป็นเมืองท่าค้าขายนั้น จึงมีพ่อค้าชาวต่างชาติคืออินเดีย เข้ามาติดต่อค้าขายที่สำคัญ ทำให้ทวารวดีรับอิทธิพลของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ศิลปกรรม-วัฒนธรรมตลอดจนแบบแผนการปกครองจากอินเดีย จนเกิดการผสมผสานจนกลายเป็นวัฒนธรรมทวารวดีและความเป็นทวารวดีนั้นเริ่มเสื่อมลงเมื่อขอมโบราณได้มีอิทธิพลเข้ามาในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๕ เป็นต้นมาก่อนจะสิ้นสุดอำนาจลงโดยสิ้นเชิงในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘

พระวิษณุ-เขาศรีวิชัย

ส่วนศรีวิชัยนั้น ในเอกสารจีนโบราณ เรียกว่า ชิลิโฟชิ เกิดขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑โดยราชวงศ์ไศเลนทร์ เมื่อฟูนันล่มสลายลงก็รวมตัวเป็นรัฐโบราณของชาติพันธุ์มลายูโบราณ มีอาณาเขตคลุมบริเวณมลายู เกาะชวา เกาะสุมาตรา ช่องแคบมะละกา ช่องแคบซุนดา และบริเวณภาคใต้ของไทย ซึ่งมีหลักฐานการติดต่อกับนาลันทาซึ่งมีมหาวิทยาลัยของคณะสงฆ์นิกายมหายาน ในแคว้นเบงกอล ของอินเดีย เดิมนั้นว่าศูนย์กลางอำนาจศรีวิชัย นั้นน่าจะอยู่ที่ปาเล็มบัง บนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย แม้จะมีการเสนอว่าเมืองไชยาสุราษฎร์ธานี เป็นศูนย์กลางจากการพบจารึกระบุชื่อและรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรอีกยังเป็นพื้นที่เหมาะกับการติดต่อกับอินเดียและโลกภายนอกก็ตาม ศรีวิชัยนี้ในปี พ.ศ. ๑๕๖๘ ได้ถูกโจมตีจากโจฬะซึ่งอยู่ทางอินเดียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้นการเกิดขึ้นของศิลปกรรมและรัฐโบราณนั้นไม่ว่าจะเป็น ฟูนัน,ศรีจนาศะ, ลพบุรี, ศรีเทพ, ทวารวดี, ศรีวิชัย, ตามพรลิงค์, ลังกาสุกะ เป็นต้น แต่ละแห่งนั้นต่างมีการสร้างศิลปกรรมของตนและบูรณาการกันจนเป็นวัฒนธรรมของรัฐโบราณให้น่าสนใจเรียนรู้ทั้งสิ้น

พระวิษณุ-ตามพรลิงค์

พระวิษณุ-ตามพรลิงค์
พระโพธิสัตว์ฯพบที่ไชยา

พระโพธิสัตว์ฯพบที่ไชยา
พระนารายณ์บรรทมสินธุ์-ศิลปะลพบุรี

พระนารายณ์บรรทมสินธุ์-ศิลปะลพบุรี
โบราณสถาน-ลังกาสุกะ

โบราณสถาน-ลังกาสุกะ
ดินเผาพระสามองค์อุ้มบาตร-อู่ทอง

ดินเผาพระสามองค์อุ้มบาตร-อู่ทอง
ท้าวกุเวร-สิงห์บุรี

ท้าวกุเวร-สิงห์บุรี
รูปปั้นชาวต่างชาติ

รูปปั้นชาวต่างชาติ
ฑูตจากลังกาสุกะ

ฑูตจากลังกาสุกะ
สุวรรณภูมิ-siam1686

สุวรรณภูมิ-siam1686
ตราดินเผา รูปเรือ-นครปฐม

ตราดินเผา รูปเรือ-นครปฐม
ศิวลึงค์ทองคำ-ตามพรลิงค์

ศิวลึงค์ทองคำ-ตามพรลิงค์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เครื่องสังคโลก’ ภูมินวัตหัตถกรรมเมืองสุโขทัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/364280

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เครื่องสังคโลก’ ภูมินวัตหัตถกรรมเมืองสุโขทัย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เครื่องสังคโลก’ ภูมินวัตหัตถกรรมเมืองสุโขทัย

วันอาทิตย์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผอ.อพท.กับงานปั้นดิน

การเดินหน้าสู่ประเทศไทย ๔.๐ นั้นทำให้ชุมชนหลายแห่งต่างพากันค้นหาตัวเอง และสร้างวิถีของตนให้น่าสนใจ จากชุมชนถนนสายวัฒนธรรม ชุมชนถนนคนเดิน ชุมชนตลาด ๑๐๐ ปี ชุมชนตลาดประชารัฐ ชุมชนนวัตวิถี และอะไรๆ นั้นต่างก็มุ่งให้ชุมชนหรือท้องถิ่นรักษาและสร้างสิ่งดีงามให้ยังอยู่ โดยเฉพาะงานหัตถกรรมที่มีศิลปะและภูมิปัญญา อย่างเครื่องสังคโลกของแคว้นสุโขทัย ที่สืบทอดต่อรุ่นมากว่า ๗๐๐ ปีนั้นยังเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวที่เดินทางชมโบราณสถานในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยและแหล่งเตาเผาเครื่องสังคโลก ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสินค้าส่งออกมาแต่โบราณ

หัตถกรรมจากฝีมือชาวบ้าน

ดังนั้น เครื่องสังคโลกแคว้นสุโขทัยจึงเป็นมากกว่าวัตถุสิ่งของ นอกจากจะเป็นตัวแทนในการบอกเล่าเรื่องราวในอดีต บอกความเจริญ และความอุดมสมบูรณ์ของแคว้นสุโขทัยแล้ว ยังเป็นตัวแทนที่ชาวสุโขทัยมีความภาคภูมิใจ ด้วยเป็นหัตถกรรมที่สร้างศิลปะชิ้นเดียวโดยไม่ซ้ำกัน จากช่างฝีมือที่มีความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง โดยมีการพัฒนาออกแบบเครื่องสังคโลกและสร้างเป็นถ้วยชาม ของที่ระลึกที่สวยงามและงานศิลปะบนเครื่องเคลือบแบบโบราณ ผลงานแต่ละชิ้นนั้นใช้ช่างถึง ๓ คนในเป็น ช่างปั้น ช่างเขียนลาย ลงสีจากธรรมชาติและช่างเก็บรายละเอียด ใช้เวลามากกว่าสองชั่วโมงขึ้นไปจนถึงชิ้นงานที่ใช้เวลาหลายเดือนขึ้นอยู่กับการสร้างผลิตภัณฑ์งานศิลป์

เครื่องเคลือบเทียบแบบเก่า-ใหม่ 

ปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตครื่องปั้นดินเผาเข้ามามีบทบาทในกระบวนการผลิตมากขึ้น ทำให้มีราคาถูกกว่าเครื่องสังคโลกมาก จนส่งผลกระทบให้กรรมวิธีการผลิตเครื่องสังคโลกแบบเดิมนั้นเริ่มจะสูญหายไป จนผู้ประกอบการทยอยปิดตัวหันไปทำอาชีพอื่นแทนด้วยปัญหาดังกล่าวองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) โดย พันเอก ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท ผู้อำนวยการ อพท.และคณะ ซึ่งรับผิดชอบร่วมในการพัฒนาเมืองสุโขทัย ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในฐานะที่เป็นแหล่งมรดกโลกสำคัญของประเทศ จึงได้มีการพัฒนาทั้งคน ชุมชน แหล่งท่องเที่ยว วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรมขึ้นให้เกิดความยั่งยืนตามภารกิจของ อพท. ที่ไม่ใช่แต่เพียงการอนุรักษ์เท่านั้น ต้องสร้างงานให้เกิดการสืบทอดอย่างยั่งยืนซึ่งจะต้องใช้เทคโนโลยีและ นวัตกรรม เข้ามาช่วยพัฒนา โดยเฉพาะงานเครื่องสังคโลก ซึ่งจะต้องคงอยู่และสานต่องานให้มีการพัฒนาและน่าสนใจสืบไป

เครื่องเคลือบเขียนลายแบบเก่า

จากการที่อพท.ได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วว.) ในการพัฒนากระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์สังคโลกเพื่อลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นนั้นได้ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาปรับปรุงกระบวนการผลิต ตั้งแต่วัตถุดิบ เช่น การเตรียมดินสำหรับปั้น เนื้อดินต้องเนียนละเอียดสม่ำเสมอเป็นเนื้อเดียวกัน มีคุณภาพคงที่ แนะนำวิธีการควบคุมความชื้น โดยมีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบที่ใช้ทั้งกระบวนการผลิต ด้วยการเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบนั้นจะส่งผลให้การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบทำได้ยาก ซึ่งมีผลต่อคุณภาพของชิ้นงานที่เกิดขึ้นหลังการเผาเครื่องเคลือบ

เครื่องเคลือบลงสีแบบใหม่

ภายหลังที่ได้ควบคุมคุณภาพการผลิตนั้นได้พบว่าคุณภาพชิ้นงานดีขึ้นร้อยละ ๑๙ ลดการแตกร้าวจากกระบวนการผลิตได้ร้อยละ ๒๐-๓๐ สามารถลดความหนาของชิ้นงานช่วยลดเวลาการเผาได้ร้อยละ ๓๐-๕๐ ซึ่งประหยัดแก๊สได้ร้อยละ ๓๐ และเมื่อผลิตภัณฑ์มีน้ำหนักเบาขึ้นจึงลดต้นทุนค่าขนส่งในการจัดจำหน่าย อีกทั้งยังพบว่าผลิตภัณฑ์มีจุดสีดำลดลง มีเนื้อดินเนียนและมีความสม่ำเสมอมากขึ้น

การเขียนลายด้วยมือ

การพัฒนาเครื่องเคลือบสังคโลกครั้งนี้ อพท. ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากเชียงใหม่ศิลาดล มาร่วมออกแบบผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ในเบื้องต้นนั้นจัดทำรูปแบบชามสลัด ถ้วยซุป และจาน เพื่อให้เกิดการซื้อซ้ำ โดยปรับรูปแบบให้มีความร่วมสมัย สวยงาม สะดวกต่อการใช้งาน และปรับลวดลายให้มีความประณีต แต่ยังคงเอกลักษณ์ของการเป็นสังคโลกสุโขทัยไว้ ด้วยการเพิ่มเทคนิคการเขียนลายการเคลือบ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ให้ได้รับความนิยมมากขึ้น จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคการถ่ายภาพ การเขียนเนื้อหานำเสนอ และการใช้แพลตฟอร์มที่เป็นนวัตกรรมทางการตลาดออนไลน์ทำให้ผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวของชุมชนที่เป็นoffline นั้นสามารถเข้าสู่โลก online ได้ตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ของรัฐบาล จนมั่นใจได้ว่าเครื่องสังคโลกจะกลับมาเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญอีกครั้งในปัจจุบัน

ลายเขียนแบบใหม่

ลายเขียนแบบใหม่
เครื่องเคลือบใหม่สู่สากล

เครื่องเคลือบใหม่สู่สากล
เครื่องเคลือบสังคโลกแบบเดิม

เครื่องเคลือบสังคโลกแบบเดิม
การเขียนลายใหม่เพื่อพัฒนา

การเขียนลายใหม่เพื่อพัฒนา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ไพบูลย์ บุตรขัน’ ภูมิคีตกวีผู้อัจฉริยะเพลงลูกทุ่งไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/362877

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ไพบูลย์ บุตรขัน’ ภูมิคีตกวีผู้อัจฉริยะเพลงลูกทุ่งไทย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ไพบูลย์ บุตรขัน’ ภูมิคีตกวีผู้อัจฉริยะเพลงลูกทุ่งไทย

วันอาทิตย์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วันที่ ๔ กันยายนที่ผ่านมาเป็นวันครบ ๑๐๐ ปีแห่งชาตกาลของครูเพลงลูกทุ่งไทยคนสำคัญที่สร้างผลงานเพลงจนเป็นที่รู้จักกันดีทั้งประเทศ ไม่มีใครเลยที่จะไม่เคยได้ฟังเพลงของ ครูไพบูลย์ บุตรขัน ครูเป็นทั้งนักแต่งเพลงและนักเขียนบทละคร จึงทำให้ผลงานจำนวนมากนั้นโดนใจผู้คนจนได้รับการยกย่องเป็น “นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้อัจฉริยะหนึ่งเดียวของแผ่นดิน” อาทิตย์นี้จึงขอตามรอยไปยังภูมิสถานบ้านครูไพบูลย์ บุตรขัน ที่ปทุมธานี เดิมนั้นครูชื่อ ไพบูลย์ ประณีต เกิดที่บ้านท้องคุ้ง ตำบลเชียงรากใหญ่อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เป็นบุตรของนายบุตรและนางพร้อม ประณีต ครอบครัวมีอาชีพทำนา มีฐานะยากจน มีปู่ชื่อ ขัน จึงนำชื่อปู่และพ่อมาตั้งนามสกุล บุตรขัน เมื่อครูอายุ ๖ ขวบนั้นบิดาเสียชีวิตจึงได้รับการเลี้ยงดูจาก นายเจน บุตรขัน ผู้เป็นอา ซึ่งพามาที่กรุงเทพฯ แถวอำเภอปทุมวัน ศึกษาที่โรงเรียนสตรีปทุมวันจบประถมปลาย และจบมัธยม ๘ ที่โรงเรียนสวัสดิ์อำนวยเวทย์ กรุงเทพฯ ครูได้ศึกษาดนตรีจาก ครูพิณ โปร่งแก้วงาม ระหว่างพ.ศ.๒๔๗๖-๒๔๗๘ แล้วเรียนวิชาดนตรีและโน้ตเพลงสากลเพิ่มเติมที่สมาคมวายเอ็มซีเอ ถนนวรจักร จนสามารถได้ใช้โน้ตดนตรีประกอบการแต่งเพลงมาทุกครั้ง

เพลงของครูและนักร้อง

ครูไพบูลย์ บุตรขัน ได้ทำงานเป็นครูสอนภาษาไทยที่โรงเรียนกว๋องสิว ต่อมาลาออกไปทำงานเป็นช่างไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าสามเสน และลาออกไปทำงานอยู่กับคณะละคร คณะแม่แก้ว และคณะจันทโรภาส ของพรานบูรพ์ ทำโดยทำหน้าที่เขียนบทละครวิทยุ และแต่งเพลงให้กับคณะละคร มีผลงานเพลงบันทึกเป็นแผ่นเสียงครั้งแรกเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๙๐ จากการชักนำของ สวัสดิภาพ บุนนาค ซึ่งเป็นเพื่อนและน้องเขย สำหรับเพลงยุคแรกนั้นมีเพลง “มนต์เมืองเหนือ”“คนจนคนจร” “ดอกไม้หน้าพระ” “ดอกไม้หน้าฝน” และ “ค่าน้ำนม” ซึ่งได้รับความนิยมว่าเป็นผลงานที่มีคุณค่า และมีเพลงที่ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน หลายเพลง เช่น “โลกนี้คือละคร” (ขับร้องโดย ปรีชาบุณยะเกียรติ) “เบ้าหลอมดวงใจ” และ “มนต์รักลูกทุ่ง”(ขับร้อง โดย ไพรวัลย์ ลูกเพชร) “ฝนเดือนหก” (ขับร้องโดย รุ่งเพชร แหลมสิงห์) “ยมบาลเจ้าขา” (ขับร้องโดย บุปผา สายชล) เป็นต้น โดยเฉพาะเพลงที่เป็นตำนานให้คนกล่าวถึงมากคือ “กลิ่นโคลนสาปควาย” (ขับร้องโดยชาญ เย็นแข) เป็นเพลงที่แต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖ นั้น ถูกประกาศห้ามเปิดในช่วงการปราบปรามคอมมิวนิสต์ ซึ่งยิ่งห้ามก็เท่ากับกระตุ้นให้คนอยากฟังมากจนพากันซื้อแผ่นเสียงไปฟังเป็นจำนวนมาก เพลงนี้ได้รับการยกให้เป็นต้นแบบของเพลงลูกทุ่ง ทำให้เกิดเพลงแนวนี้ตามมาจนมีการเรียกเพลงลูกกรุงและเพลงลูกทุ่งให้แตกต่างกันในเวลาต่อมา เสียดายที่ครูไพบูลย์อายุสั้น เมื่อ ๕๖ ปีนั้นได้ล้มป่วยและเสียชีวิตเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๕

หุ่นครูไพบูลย์ บุตรขัน

ผลงานการแต่งเพลงของครูไพบูลย์ บุตรขัน นั้น มีอยู่จำนวนมาก ซึ่งถือเป็นเพลงลูกทุ่งชั้นครูที่มีเรื่องราวอย่างเรื่องสั้น จึงได้รับความนิยมอยู่ทุกสมัย ในปี พ.ศ.๒๕๓๒ นั้นมีเพลงของครูได้รับรางวัลพระราชทานตามมาในงานกึ่งศตวรรษเพลงลูกไทย อีก ๑๐ เพลง ได้แก่ “ชายสามโบสถ์” (ขับร้องโดย คำรณ สัมบุญณานนท์) “น้ำตาเทียน” (ขับร้องโดย ทูล ทองใจ) “บ้านไร่น่ารัก” และ “เพชรร่วงในสลัม” (ขับร้องโดย ชินกร ไกรลาศ) “ฝนซาฟ้าใส” (ขับร้องโดย ยุพิน แพรทอง) “ฝนเดือนหก” (ขับร้องโดย รุ่งเพชร แหลมสิงห์) “บุพเพสันนิวาส” และ “มนต์รักแม่กลอง” (ขับร้องโดย ศรคีรี ศรีประจวบ) “มนต์รักลูกทุ่ง” (ขับร้องโดย ไพรวัลย์ ลูกเพชร) และ “ยมบาลเจ้าขา” (ขับร้องโดย บุปผา สายชล) และในปี พ.ศ.๒๕๓๔ มีเพลงได้รับรางวัลอีกคือเพลง “หนุ่มเรือนแพ” (ขับร้องโดย กาเหว่า เสียงทอง) ด้วยความอัจฉริยะที่หาได้ยากและเป็นครูผู้สร้างผลงานให้ศิษย์อย่างมากมาย เพลงของครูทำให้ศิษย์ได้เป็นศิลปินแห่งชาติ เป็นนักร้องลูกทุ่งที่มีชื่อเสียง  ดังนั้น เรือนไม้ริมแม่น้ำเจ้าพระยาของครูจึงถูกนำมาจัดเป็นแหล่งเรียนรู้ให้คนทั่วไปได้ศึกษาชีวประวัติและผลงานการแต่งเพลง ซึ่งมีการแสดงต้นฉบับ สิ่งของ และนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับ ครูไพบูลย์ บุตรขันผู้ได้รับการยกย่องเป็น “บูรพศิลปิน” จากกระทรวงวัฒนธรรม

ต้นฉบับลายมือครู

ในวาระ ๑๐๐ ปีแห่งชาตกาลของครูไพบูลย์ บุตรขัน ในปีนี้จึงเป็นความหวังของศิษย์และผู้ที่นิยมเพลงลูกทุ่งไทยว่าผลงานของครูที่สร้างสรรค์เพลงลูกทุ่งนั้นจะมีชื่อเสียงและเผยแพร่ให้กว้างไกลมากขึ้น ทุกปีนั้นศิษย์เก่า-ใหม่จะพร้อมกันมาทำบุญแสดงความกตัญญูและระลึกเพลงของครูที่ไม่มีวันตายในที่แห่งนี้ตลอดไป

ผลงานเพลงลูกทุ่งยอดนิยม

ผลงานเพลงลูกทุ่งยอดนิยม
รางวัลแผ่นเสียงทองคำ

รางวัลแผ่นเสียงทองคำ
มนต์รักลูกทุ่งจากขลุ่ย

มนต์รักลูกทุ่งจากขลุ่ย
แสดงผลงานแต่งเพลงของครู

แสดงผลงานแต่งเพลงของครู
บ้านครูไพบูลย์ บุตรขัน

บ้านครูไพบูลย์ บุตรขัน
ทำบุญ ๑๐๐ ปี วันชาตกาล

ทำบุญ ๑๐๐ ปี วันชาตกาล
ศิษย์และคนรักเพลงลูกทุ่ง

ศิษย์และคนรักเพลงลูกทุ่ง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เสาเสมาธรรมจักร’ ภูมิพุทธศาสนสัมพันธ์อาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/361498

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เสาเสมาธรรมจักร’ ภูมิพุทธศาสนสัมพันธ์อาเซียน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เสาเสมาธรรมจักร’ ภูมิพุทธศาสนสัมพันธ์อาเซียน

วันอาทิตย์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผู้แทนไทยและผู้รับเสาเสมาธรรมจักร

ประเทศแถบเอเชียอาคเนย์นั้นมีพุทธศาสนาเป็นหลัก ทำให้แต่ละประเทศได้มีการสร้างสรรค์งานศิลปวัฒนธรรมที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน หากย้อนประวัติศาสตร์แล้วพบว่าแต่ละประเทศนั้นได้มีความสัมพันธ์กันมาแต่โบราณ ในฐานะเพื่อนบ้านและมีวัฒนธรรมเดียวกันโดยผ่านมิติความเชื่อในศาสนา ด้วยเหตุนี้การที่ผู้แทนรัฐบาลไทยโดย นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วธ. พร้อมด้วย นายมานัส ทารัตนใจอธิบดีกรมการศาสนา และ นายเกียรติคุณ ชาติประเสริฐเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ ได้ร่วมกันจัดพิธีถวายรางวัลพระราชทานเสาเสมาธรรมจักรผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา ประจำปี ๒๕๖๑ แก่พระมหางอน ดำลงบุญ สมเด็จพระสังฆราชประธานาธิบดี ปัญจศรีวิสุทธิ พุทธวรางกูร (พระสังฆราช สปป.ลาว) แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และมอบรางวัลพระราชทานเสาเสมาธรรมจักรให้กรมศาสนา ศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติ ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ เวียงจันทน์นั้น จึงเป็นการสานพุทธศาสนสัมพันธ์ที่มีแต่อดีตให้เกิดความสันติสุขและสานกิจกรรมสัมพันธ์ต่อกัน ดังปรากฏว่าประเทศเพื่อนบ้านต่างร่วมกันประกอบศาสนาพิธีในวันปีใหม่หรือสวดมนต์ข้ามปีพร้อมกันไปทั่วภูมิภาคอาเซียน พร้อมกันนี้สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงมีสารถึงประธานสังฆประธานาธิบดี ประธานศูนย์กลางองค์การพระพุทธศาสนสัมพันธ์ลาว ทรงเเสดงถึงความห่วงใยในพระภิกษุ สามเณร และประชาชนชาวลาว ผู้ประสบอุทกภัย

พิธีถวายเสาเสมาธรรมจักร

พร้อมนี้ได้ถวายกัปปิยภัณฑ์มีมูลค่าเท่ากับหนึ่งเเสนบาทถ้วน เพื่อนำไปสงเคราะห์ผู้ประสบภัยในโอกาสสำคัญนั้นด้วย ในการพิจารณาคัดเลือกผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา ประจำปี ๒๕๖๑ ที่ผ่านมาได้มีการยกย่องเชิดชูเกียรติ ประกาศเกียรติคุณให้ทราบโดยแพร่หลาย และเป็นแบบอย่างให้ผู้อื่นได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ จำนวน ๑๖๐ ราย เป็นพระสงฆ์ ๙๒ รูป ฆราวาส ๕๓ คน และหน่วยงาน ๑๕ แห่ง ซึ่งได้เข้ารับพระราชทานรางวัลเสาเสมาธรรมจักร จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ที่ผ่านมาในครั้งนั้นพระมหางอน ดำลงบุญ ประธานสงฆ์ และอธิบดีกรมศาสนา ศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติฯ นั้นได้รับรางวัลพระราชทานด้วย ผู้แทนรัฐบาลไทยดังกล่าว จึงเชิญรางวัลพระราชทานเสาเสมาธรรมจักรผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา มาถวายแก่พระมหางอน ดำลงบุญ ประธานสงฆ์ สปป.ลาว และมอบแก่อธิบดีกรมศาสนา ศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติฯ เมื่อวันที่๒๔ สิงหาคม ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่กรมการศาสนาได้ถวายและมอบรางวัลแด่ประมุขสงฆ์ พระสงฆ์ หน่วยงาน และพุทธศาสนิกชนในประเทศอาเซียนและต่างประเทศที่ได้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาปรากฏเด่นชัด โดยร่วมกันสร้างกิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนาร่วมกับประเทศไทยตลอดมา เช่น การจัดงานวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอาเซียนสานสัมพันธไมตรี จัดสวดมนต์ข้ามปี และภาวนาทั่วโลกเพื่อสันติภาพ ปี พ.ศ.๒๕๖๑ อันเป็นการสานสัมพันธ์ทางศาสนาในประเทศอาเซียนที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นที่ประจักษ์และเป็นที่ยอมรับของสาธารณชนนั้นให้ได้รับการยกย่องเชิดชูเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาซึ่งสอดคล้องกับนโยบายในการส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและศาสนากับประเทศอาเซียน

เสาเสมาธรรมจักร

สำหรับความร่วมมือกับ สปป.ลาว ได้ร่วมทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมเผยแผ่พระพุทธศาสนาและส่งเสริมความสัมพันธ์ในมิติศาสนาและศิลปวัฒนธรรมเป็นอย่างดี ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้ร่วมกิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดงานสวดมนต์ข้ามปี ซึ่งได้มีการหารือถึงแนวทางความร่วมมือและเชิญชวนคณะสงฆ์ สปป.ลาว ร่วมกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในปีนี้กรมการศาสนาของไทย จะนิมนต์ประมุขสงฆ์และเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและศาสนาในประเทศอาเซียนและประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเข้าร่วมพิธีสวดมนต์ข้ามปีที่ประเทศไทยขึ้นเป็นครั้งแรก ด้วยนับเป็นการสร้างพุทธศาสนสัมพันธ์ที่เชื่อมความสัมพันธ์ด้านความร่วมมือทางด้านศาสนาและศิลปวัฒนธรรมระหว่างประเทศได้เป็นอย่างดีซึ่งในปลายปีนี้ประเทศไทยจะได้รับตำแหน่งเป็นประธานอาเซียน

 

ผู้แทนรัฐบาลไทยถวายเสาเสมาธรรมจักร

ผู้แทนรัฐบาลไทยถวายเสาเสมาธรรมจักร
นายมานัส ทารัตน์ใจ อธิบดีกรมการศาสนา

นายมานัส ทารัตน์ใจ อธิบดีกรมการศาสนา
ศ.ดร.บ่อแสงคำ วงดาลา รมว. แถลงข่าววัฒนธรรมและท่องเที่ยว

ศ.ดร.บ่อแสงคำ วงดาลา รมว. แถลงข่าววัฒนธรรมและท่องเที่ยว
พิพิธภัณฑ์วัดพระแก้ว

พิพิธภัณฑ์วัดพระแก้ว
พิพิธภัณฑ์ในวัดพระแก้ว

พิพิธภัณฑ์ในวัดพระแก้ว

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองเพนียด’ ภูมิเมืองท่าโบราณชายทะเลตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/360105

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองเพนียด’  ภูมิเมืองท่าโบราณชายทะเลตะวันออก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองเพนียด’ ภูมิเมืองท่าโบราณชายทะเลตะวันออก

วันอาทิตย์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การศึกษาจากแหล่งโบราณคดี

บริเวณชายทะเลตะวันออกนั้นไม่ได้มีแต่อาชีพการประมง ที่ออกหาปลาในทะเล สวนผลไม้ หรือเหมืองอัญมณีเท่านั้น ยังพบว่าเป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญที่น่าสนใจเพื่อต่อเชื่อมอดีตที่หายไป โดยเฉพาะการเป็นเมืองท่าโบราณในอดีตจนมาถึงเส้นทางพาณิชย์นาวีในปัจจุบัน อาทิตย์นี้ได้เดินตามรอยหาภูมิเมืองทางด้านตะวันออกไปกับ นายเมธาดล วิจักขณะ รองอธิบดีกรมศิลปากรและนักโบราณคดีผู้ทำงานพร้อมด้วยกลุ่มอาสาสมัคร ซึ่งทำให้สามารถเข้าเรียนรู้ถึงพื้นที่ซึ่งมีชื่อเรียกขานกันมานานแล้วว่า เมืองเพนียด หรือเมืองกาไว ที่เชื่อว่าเป็นเมืองโบราณเกิดขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๘ ซึ่งปัจจุบันนี้โบราณสถานนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลคลองนารายณ์ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ใกล้เชิงเขาสระบาปที่มีลำน้ำสาขา คือ คลองนารายณ์ ไหลออกสู่ทะเลอ่าวไทย ผ่านพื้นที่ของเมืองนี้ แต่ด้วยเหตุที่ถูกปล่อยทิ้งจนมีการนำพื้นที่ไปสร้างบ้านทำสวนจึงทำให้ภาพรวมของเมืองโบราณนี้ค่อนข้างจะหาขอบเขตของโบราณสถานทั้งหมดได้ยาก แม้เบื้องต้นจะมีโบราณสถานให้เห็นอยู่ ไม่กี่แห่ง แต่ด้วยความที่มีเอกสารเก่าระบุพื้นที่อยู่ประกอบกับตลอดเวลานั้นมีการค้นพบโบราณวัตถุสำคัญบ่อยครั้ง จึงทำให้ชุมชนแห่งนี้มองเห็นความสำคัญของความเป็นเมืองโบราณในอดีต

เขาสระบาป

เมืองเพนียดนี้เรียกตามปากชาวบ้านด้วยลักษณะผังเมืองคล้ายรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีคันดินล้อมรอบ พื้นที่ราว ๑,๖๐๐ ไร่ เหมือนเป็นเพนียดคล้องช้าง แต่ด้วยเหตุที่พบจารึกจำนวน ๓ หลัก คือจารึกวัดทองทั่ว-ไชยชุมพล (อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒)  จารึกเพนียด ๑ (อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕) จารึกเพนียด (อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕) และโบราณวัตถุอื่นๆ อีกมากมาย เช่น พระหริหระแบบพนมดา (อายุราว พ.ศ.๑๐๘๐-๑๑๕๐) ทับหลังในสมัยต่างๆ โดยเฉพาะศิลปะแบบถาลาบริวัต (พ.ศ.๑๑๕๐) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากอินเดียโบราณในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ นั้น จึงเชื่อกันว่าเมืองเพนียด นั้นเป็นเมืองท่าของขอมโบราณสืบจากวัฒนธรรมอินเดีย และพื้นที่จันทบูรแห่งนี้ก็เป็นชัยภูมิสำคัญที่เชื่อมวัฒนธรรมต่างถิ่นที่เดินทางเข้าสู่พื้นที่ด้านชายทะเลตะวันออก ในการสำรวจพบเมืองเพนียดโดยสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ เมื่อพ.ศ.๒๔๓๖-๒๔๔๖ นั้น ทำให้กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและประกาศในราชกิจจานุเบกษาพ.ศ.๒๔๗๘

ทับหลังของโบราณสถานเพนียด

ส่วนในการสำรวจและศึกษานั้น พ.ศ.๒๕๔๒- ๒๕๔๕ สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๔ ปราจีนบุรี (คือสำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี) ได้ดำเนินงานโบราณคดีและบูรณะโบราณสถานด้านทิศเหนือ หรือคูเพนียด ลักษณะเป็นสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ๒ สระ แต่ละสระมีขนาดกว้าง ๖๐ เมตรยาว ๔๐ เมตร กรุด้วยศิลาแลง มีบันไดทางขึ้น ซึ่งเชื่อว่าน่าจะสร้างขึ้นเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ หลังสุดสำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี ดำเนินโครงการสำรวจทำแผนผังและขุดแต่งโบราณสถานเมืองเพนียดขึ้นและพบว่ายังมีพื้นที่ของเมืองเพนียดและโบราณวัตถุอีกจำนวนมากที่ควรค่าแก่การศึกษาค้นคว้า เพื่อเชื่อมต่อความรู้ทางวิชาการและสามารถจะพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านชายทะเลตะวันออกในอนาคต สำหรับหลักฐานสำคัญคือ จารึกเมืองเพนียด ซึ่งเป็นความพระราชโองการว่าด้วยธรรมเนียมปฏิบัติของบรรดาบุคคล ผู้เฝ้าแหนติดตามพระมหากษัตริย์ ที่จะเสด็จไปประกอบพระราชพิธีทางศาสนาในอาศรม ว่าบุคคลแต่ละตำแหน่ง แต่ละชนชั้นควรประพฤติปฏิบัติตนอย่างไร เช่น ถ้าเป็นสามัญชนก็ห้ามสวมเครื่องประดับ และห้ามเข้าไปในอาศรม ส่วนนักบวช ให้เข้าพักในอาศรมได้ แต่ถ้าเป็นนักบวชที่มีความประพฤติไม่ดี ก็ห้ามเข้าพักในอาศรม เป็นต้น

ชิ้นส่วนทับหลัง

จากข้อความจารึกนี้เหมือนกับจารึกหลักอื่นอีก ๑๑ หลัก ที่พบในพระตะบอง เสียมราบนครจำปาสัก ตะโบงฆมุม บาพนม บันทายมาส และมาสัก ซึ่งมีลักษณะการจารึกอักษรและข้อความในจารึกเหมือนกันเกือบทุกประการคือ ด้านที่ ๑ จารึกด้วยอักษรขอมโบราณ ประพันธ์เป็นโศลกภาษาสันสกฤต ๔๙ บท มีข้อความร้อยแก้วภาษาเขมรสั้นๆ จารึกไว้ตอนท้าย ส่วนด้านที่สองจารึกด้วยอักษรอินเดียเหนือ ภาษาสันสกฤต ประพันธ์เป็นโศลกเนื้อความตรงกับด้านที่ ๑ และมีโศลกสุดท้ายจารึกด้วยอักษรขอมโบราณ ซึ่งตรงกับตำแหน่งของจารึกภาษาเขมรในด้านที่ ๑ จึงกำหนดว่า จารึกหลักนี้เป็นจารึกอักษรขอมโบราณ อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕นอกจากนี้ยังมีตำนานเมืองกาไวหรือพระนางกาไวส่วนชื่อเมืองนี้จะมีชื่อว่าอะไรนั้นต้องสืบค้นหาหลักฐานกันต่อไป…คงไม่ใช่เพนียดแน่

สิงห์ที่เหลืออยู่

สิงห์ที่เหลืออยู่
เทวรูปสำริด

เทวรูปสำริด
เสมาเก่าวัดทองทั่ว

เสมาเก่าวัดทองทั่ว
วัดทองทั่วในเมืองเพนียด

วัดทองทั่วในเมืองเพนียด
หน้ากลองมโหระทึก

หน้ากลองมโหระทึก
เมธาดล วิจักขณะ รองอธิบดีกรมศิลปากร

เมธาดล วิจักขณะ รองอธิบดีกรมศิลปากร
ศิวลึงค์ที่พบ

ศิวลึงค์ที่พบ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘หมู่บ้านดอนไก่ดี’ ภูมิศิลปกรรมเบญจรงค์สู่สากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/358551

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หมู่บ้านดอนไก่ดี’  ภูมิศิลปกรรมเบญจรงค์สู่สากล

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หมู่บ้านดอนไก่ดี’ ภูมิศิลปกรรมเบญจรงค์สู่สากล

วันอาทิตย์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เครื่องเบญจรงค์งานพระเมรุมาศ รัชกาลที่ ๙

โครงการธุรกิจไตรภาคีมุ่งสู่สากลโดยมีกิจกรรมส่งเสริมศักยภาพนั้น กิจกรรม Familiarzation Trip เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ทำให้รู้จัก หมู่บ้านเบญจรงค์ดอนไก่ดี ของสมุทรสาคร ซึ่งถือว่าเป็นหมู่บ้านทำมา
หากินที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกจากผลงานศิลปกรรม คือ การออกแบบเครื่องเบญจรงค์ร่วมสมัยและสืบสานเครื่องเบญจรงค์แบบเก่าที่มีการศึกษาและเรียนรู้ผ่านบุคคลผู้สืบสายงานวัฒนธรรมจนสามารถมีรูปแบบและความเด่นของตนเอง เช่น อุไรเบญจรงค์ของ ป้าอุไร แตงเอี่ยม ประธานกลุ่มหมู่บ้านเบญจรงค์ดอนไก่ดี ผู้สร้างตำนานหมู่บ้านเบญจรงค์มาจนถึงวันนี้ เอกลักษณ์เฉพาะตัวเน้นเบญจรงค์ที่มีลวดลายโบราณในสมัยรัชกาลที่ ๒ และรัชกาลที่ ๕ แล้วยังออกแบบลวดลายใหม่ๆ เพื่อสืบสานวัฒนธรรมและประเพณีไทยเป็นภาพประดับ หนูเล็กเบญจรงค์ มีลักษณะเด่นของภาพศิลปะเบญจรงค์พุทธประวัติ ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายไม้เลื้อย ลายจักรี และภาพศิลปะที่ใช้เทคนิคการเขียนลายแบบเบญจรงค์มาประยุกต์ใช้

ภาพพระพุทธประวัติ

แดงเบญจรงค์ มีลักษณะเด่นของการออกแบบสิ่งที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น นาฬิกา กรอบรูป พวงกุญแจ และผลิตภัณฑ์สำหรับสปา เป็นต้น และจัดภายในบ้านแสดงห้องสรง และห้องเสวยที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เคยเสด็จฯมาประทับ ปานรดาเบญจรงค์ ออกแบบเบญจรงค์ตามสั่งแล้วยังจัดโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วิถีของหมู่บ้าน และหาประสบการณ์การลงสีเบญจรงค์สังวาลย์เซรามิก สร้างชิ้นงานเครื่องดินออกมาเป็นรูปทรงต่างๆ ตามสั่งโดย ลุงสังวาลย์ ที่มีฝีมือประณีตสวยงามเพื่อส่งต่อให้ช่างได้เขียนสีเบญจรงค์ในแต่ละบ้านที่มีเอกลักษณ์ด้านการออกแบบและสร้างชิ้นงานของตน

เครื่องลายเขียนสีแบบเก่า

หมู่บ้านเบญจรงค์ดอนไก่ดีนั้นมีกระบวนการผลิตเครื่องเบญจรงค์ที่ดียังคงอนุรักษ์การผลิตรูปแบบเก่าจากช่างโบราณ เป็นงานหัตถกรรมเชิงประณีตที่ใช้มือทำเท่านั้น ไม่มีเทคโนโลยีหรือเครื่องจักรมาใช้สำหรับขั้นตอนการทำนั้นมีรูปแบบชัดเจน คือ ๑.เตรียมเครื่องปั้นขาว ๒.เขียนลาย ๓.ลงสี ๔.วนทอง ๕.เผาเคลือบ อันเป็นขั้นตอนการผลิตชิ้นงานเบญจรงค์ของชาวบ้านดอนไก่ดีที่เริ่มต้นด้วยการเลือกเครื่องปั้นขาวเนื้อดี แล้วนำมาเขียนลาย และการลงสี ซึ่งมีทั้งแบบดั้งเดิมคือแบบมัน จนถึงรูปแบบใหม่ แบบนูนและด้าน จากนั้นนำเครื่องเบญจรงค์เข้าเตาเผา การอบในเตาเผานั้นก็ต้องอบที่อุณหภูมิ ๘๐๐-๑,๒๐๐ องศา หรือใช้เวลาประมาณครึ่งวัน การอบสีหลังจากเขียนลวดลายแล้วจะนำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ ๘๐๐ องศา ใช้เวลาประมาณ ๓ ชม.ซึ่งถ้าอุณหภูมิแรง และใช้เวลานานกว่านี้จะทำให้สีไม่สดอาจละลายได้ จึงมีข้อห้ามว่าก่อนจะนำเข้าเตาอบห้ามนำมือไปแตะต้องสีที่เขียนเคลือบไว้เด็ดขาด

หมู่บ้านเบญจรงค์ดอนไก่ดี

กระบวนผลิตทั้งหมดนี้มาจากการเรียนรู้และประสบการณ์จนเป็นภูมิปัญญาที่ตกผลึกการเรียนรู้และบูรณาการความคิดที่นำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานศิลปหัตถกรรมให้มีคุณค่าในศิลปกรรมเฉพาะตัว พร้อมกับได้พัฒนารูปแบบของเครื่องเบญจรงค์ให้สอดคล้องกับสมัยนิยมจากการใฝ่รู้สู้สิ่งยากผ่าน ความรู้สึก การสังเกต การคิดและการปฏิบัติ จากการเรียนรู้เป็นองค์ความรู้ใหม่ จึงไม่แปลกใจที่งานผลิตเครื่องเบญจรงค์ของหมู่บ้านเบญจรงค์ดอนไก่ดี อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ได้สร้างผลงานจนมีชื่อเสียงสู่สากลที่ทำรายได้จากการส่งออกและการสั่งผลิตสำหรับงานสำคัญของแผ่นดิน อีกทั้งยังสร้างการเรียนรู้แบบปฏิบัติจริงไปพร้อมกัน

ร้านจำหน่ายในหมู่บ้าน

ซึ่งปัจจุบันนั้นการถ่ายทอดความรู้ยังคงยึดหลักการเรียนรู้จากการทำงานจริง เพราะงานศิลปะเบญจรงค์นั้นเป็นงานฝีมือที่ไม่สามารถจับมือใครมาทำได้ ดังนั้น ผู้สนใจใฝ่รู้จะต้องสู้สิ่งยากตามอย่างบรรพบุรุษนั้นให้ โดยการเรียนรู้จริงเท่านั้นและมีเวลามากพอในการเรียนรู้จนประสบผลความสำเร็จได้จริง ด้วยเหตุนี้ ผลงานเบญจรงค์ของหมู่บ้านเบญจรงค์จากแห่งนี้จึงมีรางวัล สินค้า OTOP ระดับห้าดาว ปีพ.ศ.๒๕๔๖ รับรองผลงานการผลิตเครื่องเบญจรงค์ที่หลากหลายลวดลาย เช่น ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายไม้เลื้อย ลายจักรี ลายประเพณีไทย ประเพณีสงกรานต์ ลายตลาดน้ำดำเนิน ลายดอกพิกุลลายก้านแย่ง และลวดลายดอกไม้จีนต่างๆ ฯลฯ สีแบบต่างๆ เช่น แบบด้าน แบบมัน แบบด้านนูนซึ่งหาได้ยากในปัจจุบันนั้น ได้รับการเรียนรู้ฟื้นฟู จนสามารถผลิตได้ เป็นผลงานจากที่นี่ส่วนใหญ่ซึ่งถือเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบและสามารถออกแบบผลิตงานชิ้นเดียวได้ตามสั่งแห่งเดียว

สนใจดูงานและการดำเนินงานนั้นติดต่อกลุ่มหมู่บ้านเบญจรงค์ดอนไก่ดี จ.สมุทรสาคร นี้ได้ที่ โทร.๐๓๔-๔๗๓๔๘๐, ๐๘๑-๘๖๑๔๖๒๖ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่สร้างภูมิปัญญาไทยสู่สากลได้ตามจริง

ป้าอุไร แตงอ่อน ผู้สร้างตำนานดอนไก่ดี

ช่างลงสีเบญจรงค์ก่อนเคลือบ

งานออกแบบใหม่

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ผ้าทอบ้านผาทั่ง’ ภูมิลายโบราณลาวภูคัง-ลาวครั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/355717

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ผ้าทอบ้านผาทั่ง’  ภูมิลายโบราณลาวภูคัง-ลาวครั่ง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ผ้าทอบ้านผาทั่ง’ ภูมิลายโบราณลาวภูคัง-ลาวครั่ง

วันอาทิตย์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ทอดพระเนตรผ้าทอผาทั่ง

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ นั้นได้ทำให้การทอผ้าที่สืบต่อมาแต่โบราณนั้นได้รับความนิยมจนเป็นสินค้าพื้นถิ่นและมีช่างฝีมือสร้างชื่อเสียงในวงการผ้าทอของโลก หนึ่งในนั้น คือ สาวทอผ้าจากอุทัยธานีที่เคยเป็นปกหนังสืออนุสารอ.ส.ท. ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เมื่อพ.ศ. ๒๕๑๗ อาทิตย์นี้จึงออกตามรอยไปหาสาวช่างทอผู้นั้น คือ ทองลี้ ภูริผล สาวทอผ้าบ้านผาทั่งตำบลห้วยแห้ง อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ที่ยังสืบทอดภูมิปัญญาการทอผ้าจากบรรพบุรุษ ผู้สืบเชื้อสายจากลาวเวียง คือกลุ่มที่เรียกว่าลาวเวียงนั้นสืบเนื่องจากพากันอพยพมาจากเวียงจันทน์

การทอผ้าของชาวลาวนั้นนิยมทอผ้าแบบมัดหมี่เช่นเดียวกับกลุ่มลาวภูคัง คือ มาจากเมืองภูคังในลาว ภายหลังเห็นว่านิยมย้อมสีแดงหรือผ้าทอมักมีสีแดงเป็นหลัก จึงถูกเรียกว่าลาวครั่ง จากความเข้าใจว่าย้อมจากสีแดงของครั่ง วิธีการทอผ้านั้นนิยมใช้ฝ้ายมาทำเป็นเส้นด้ายและมัดย้อมสีตามลายแบบโบราณ แล้วทอด้วยกี่กระตุกโดยมีผ้าแม่ลายเป็นต้นแบบในการทอผ้าให้ลายผ้าแบบบรรพบุรุษที่สืบทอดกันมา

วิธีการทอผ้านั้นใช้ด้ายเส้นยืนและด้ายเส้นพุ่งด้านเส้นยืนใช้สีแดง ส่วนด้ายเส้นพุ่งนั้นในการทอลวดลายจกนิยมใช้สีเหลืองเป็นสีหลัก ส่วนสีอื่นๆ เป็นองค์ประกอบมีสีส้มหมากสุก สีขาว สีดำ และสีเขียว ผ้าหนึ่งผืนจะมีเพียง ๕ สีเท่านั้น ลาวครั่งมีความชำนาญในการใช้สีโทนตรงข้ามและขัดแย้งมาอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืนจึงทำให้งดงาม สำหรับผ้าทอผู้สูงอายุนั้นมักจะใช้สีดำแทนสีแดงทั้งด้ายเส้นยืนและเส้นพุ่ง ซึ่งใช้เพียง ๕ สีเช่นเดียวกัน ลายจกส่วนใหญ่นั้นจะเป็นลายเรขาคณิตขนาดใหญ่ เช่น ลายข้าวหลามตัด ลายสี่เหลี่ยมผืนผ้าลายสามเหลี่ยม เป็นต้น ผ้าทอนั้นจะมีลักษณะลายผสมที่นำลายเล็กๆ คือ ขิดหน่วยขิดดอก และขิดขอ มาออกแบบผสมกัน การทอตีนซิ่นจกนั้นจะเว้นส่วนปลายของซิ่นไว้เป็นสีพื้นแดงหรือดำแล้วแต่ชนิดของซิ่นและทอปลายสุดด้วยแถบ สีเหลืองหรือสีเขียว

ทองลี้ ภูริผล ช่างทอผ้าบ้านผาทั่งนั้นได้ให้ความสำคัญต่ออาชีพทอผ้ามาแต่ยังสาวซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมของบ้านผาทั่ง ต่อมา ทองลี้ ภูมิผล ได้รวบรวมกลุ่มสตรีเกษตรกร เพื่อใช้เวลาว่างจากงานหลักที่เก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จแล้วให้มีรายได้เพิ่ม ตั้งเป็นกลุ่มสตรีผ้าไหมไทยในโครงการพระราชดำริเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๘ ซึ่งทำการผลิตสิ่งทอโดยใช้วัตถุดิบภายในประเทศและทำออกจำหน่ายในรูปสิ่งทอผ้าไหม เสื้อผ้า งานจักสาน ฯลฯโดยเฉพาะ “ผ้าฝ้ายทอมือ” นั้น ได้ตัดเย็บเป็นชุดสำหรับสวมใส่จนได้รับความนิยม และพัฒนารูปแบบสำหรับการใช้ในงานต่างๆ จนเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มผ้าทอบ้านผาทั่ง เปลี่ยนจากการทอผ้าเพื่อใช้ในครัวเรือนมาเป็นการรวมกลุ่มของชาวบ้านผาทั่ง เพื่อการอนุรักษ์ศิลป์การทอผ้าโบราณและเพื่อเป็นการอนุรักษ์ทอผ้าโบราณเพื่อเสริมรายได้ของชาวบ้าน ซึ่งในปี พ.ศ.๒๕๒๔ จัดตั้ง “ศูนย์ผ้าทอลายโบราณบ้านผาทั่ง” ขึ้น และได้รวบรวมผ้าทอซึ่งเป็นผลงานจากสมาชิกมาจัดจำหน่ายมากมาย พร้อมกับการสร้างสรรค์ผ้าทอหลายรูปแบบให้งดงาม โดยยังมีกระบวนการผลิตตั้งแต่ปลูกฝ้ายวัตถุดิบไปจนถึงการทอผ้า เมื่อฝ้ายออกดอกก็เก็บมาลิ่วเอาเมล็ดฝ้ายออก นำมาดีดให้ฟูแล้วหล่อให้เป็นหลอดยาวประมาณ ๑ ฟุต จากนั้นนำมาปั่นเป็นเส้นด้าย จากนั้นนำด้ายไปย้อมด้วยสีธรรมชาติ เช่น สีแดงใช้เปลือกไม้ประดู่ สีเหลืองใช้แก่นขนุน สีเขียวใช้ใบสัก หรือใบเตยสีกรมท่า หรือสีดำใช้ต้นคราม จากนั้นนำไปตากให้แห้งเพื่อนำไปทอ และใช้เวลาทอผ้าผืนหนึ่งประมาณ ๑-๒ เดือน ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของลายโบราณ สำหรับผลงานที่ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกนั้นคือชุดเครื่องนอนก่อนแต่งงาน เป็นผ้าฝ้าย ทอมือผ่านกรรมวิธีการย้อมสีโดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติที่สามารถหาได้ในท้องถิ่น ลวดลายที่ถักผ้าทอเป็นผืนผ้าแต่ละชิ้นใช้ลายพญานาคว่ายน้ำ ซึ่งเป็นลายที่ยากที่สุด

ปัจจุบันผลงานผ้าทอลายโบราณบ้านผาทั่งแห่งนี้ได้รับความนิยมและจัดเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สามารถถ่ายทอดสู่คนรุ่นใหม่ ปัจจุบันสามารถเข้าชมตัวอย่างลายผ้าโบราณ ๒๐๐ ปี ได้ที่ “กลุ่มผ้าทอบ้านผาทั่ง” โทร.056-539157, 089-2709683จัดเป็นแหล่งเรียนรู้สู่ภูมิปัญญาผ้าทอลายโบราณของอุทัยธานี

ทองลี้ ภูริผล ช่างทอฝีมือรางวัลยูเนสโก

ทองลี้ ภูริผล ช่างทอฝีมือรางวัลยูเนสโก
ลายโบราณผาทั่ง

ลายโบราณผาทั่ง
ลายช้างสามเศียร อายุ ๒๐๐ ปี

ลายช้างสามเศียร อายุ ๒๐๐ ปี
ผู้สืบทอดทอผ้าลายโบราณผาทั่ง

ผู้สืบทอดทอผ้าลายโบราณผาทั่ง
ประเพณีต้อนรับแขกผู้มาเยือน

ประเพณีต้อนรับแขกผู้มาเยือน
ทองลี้ ภูริผล ปกอนุสาร อ.ส.ท. ๒๕๑๗

ทองลี้ ภูริผล ปกอนุสาร อ.ส.ท. ๒๕๑๗

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองลับแล’ ภูมิเมืองแม่หม้ายผู้รักสัจวาจา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/353001

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'เมืองลับแล' ภูมิเมืองแม่หม้ายผู้รักสัจวาจา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองลับแล’ ภูมิเมืองแม่หม้ายผู้รักสัจวาจา

วันอาทิตย์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมืองลับแล

จากเหตุการณ์ถ้ำหลวงนั้นมีเรื่องลี้ลับกล่าวถึงเมืองลับแล จึงทำให้นึกถึงตำนานเมืองแม่หม้ายที่รู้จักกันมานานว่าเป็นเมืองลับแล  ซึ่งเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ อาทิตย์นี้ได้ตามรอยหาภูมิสถานแห่งนี้ไปกับเพื่อนธรรมชาติ ซึ่งนำพาไปชุมชนโบราณแห่งนี้นัยว่าเดิมเป็นชุมชนโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย  ก่อนจะถูกทิ้งร้างนั้นได้มีการอพยพเทครัวชาวเชียงแสนมาตั้งรกรากเพิ่มเติม ความเป็นมาของคำว่า “ลับแล” นั้น สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้สันนิษฐานไว้ว่าเดิมชาวเมืองแพร่ เมืองน่าน หนีข้าศึกและความเดือดร้อนมาซุ่มซ่อนตั้งชุมชนอยู่บริเวณนี้ ด้วยเหตุเป็นที่ป่ารก หลบซ่อนตัวง่ายและ ภูมิประเทศอยู่ในหุบเขาที่มีเนินสลับกับที่ต่ำ คนต่างเมืองหากไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศแล้วจะหลงทางได้ง่ายจึงลี้ลับเหมือนเมืองลับแลคือเมืองที่มองไม่เห็น

ชาวพื้นเมืองลับแล

จนเล่าว่าคนมีบุญเท่านั้นจึงจะเข้าไปถึงเมืองลับแลได้  นอกจากนี้มีตำนานเล่าขานว่า ครั้งหนึ่งมีชายคนหนึ่งเข้าไปหาของป่าและล่าสัตว์ในป่า ได้เห็นหญิงสาวสวยหลายคนเดินออกมาจากกลางป่า ครั้นมาถึงชายป่า นางเหล่านั้นก็เอาใบไม้ที่ถือมาไปซ่อนไว้ในที่ต่างๆ แล้วก็เข้าไปในเมือง ด้วยความสงสัยชายหนุ่มจึงแอบหยิบใบไม้มาเก็บไว้ใบหนึ่ง ตอนบ่ายกลุ่มหญิงสาวนั้นกลับมา ต่างก็หาใบไม้ที่ตนซ่อนไว้เมื่อพบแล้วก็ถือใบไม้นั้นเดินหายลับไป แต่มีหญิงสาวคนหนึ่งหาใบไม้ไม่พบ เพราะชายหนุ่มนั้นแอบหยิบใบไม้มา นางจึงวิตกที่กลับไปไม่ได้ ชายหนุ่มจึงปรากฏตัวให้เห็นและคืนใบไม้ให้และมีข้อแลกเปลี่ยนคือ ขอติดตามนางไปด้วย

การแต่งกายชาวลับแล

ด้วยอยากเห็นเมืองลับแลที่คนกล่าวขานถึงแม่หม้าย หญิงสาวจึงยินยอมแล้วนางพาชายหนุ่มเข้าไปในเมืองลับแล ซึ่งชายหนุ่มเห็นว่าทั้งเมืองมีแต่ผู้หญิง นางอธิบายว่า คนในหมู่บ้านนี้ล้วนมีศีลธรรม ถือวาจาสัตย์ ใครประพฤติผิดก็ต้องออกจากหมู่บ้านไป ผู้ชาย ส่วนมากมักไม่รักษาวาจาสัตย์ ทำให้ต้องออกจากหมู่บ้านไปจนหมด แล้วนางก็พาชายหนุ่มไปพบมารดาโดยชายหนุ่ม เกิดความรักใคร่ในตัวนางจึงขออาศัยอยู่ด้วย มารดาของหญิงสาวก็ยินยอมแต่ให้ชายหนุ่มสัญญาว่าจะต้องอยู่ในศีลธรรม ไม่พูดเท็จ ชายหนุ่มแต่งงานอยู่กินกับหญิงสาวชาวลับแลจนมีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคน

ชายหนุ่ม​ลับแล

วันหนึ่งขณะที่ภรรยาไม่อยู่บ้านนั้น ชายหนุ่มผู้เป็นพ่อเลี้ยงบุตรอยู่แล้วบุตรน้อยเกิดร้องไห้หาแม่ไม่ยอมหยุด ผู้เป็นพ่อจึงปลอบโกหกว่า “แม่มาแล้วๆ” มารดาของภรรยาได้ยินเข้าก็โกรธมากที่บุตรเขยพูดเท็จ  เมื่อบุตรสาวกลับมาก็บอกให้รู้เรื่อง  ฝ่ายภรรยาของชายหนุ่มเสียใจมากที่สามีไม่รักษาวาจาสัตย์ นางบอกให้เขาออกจากหมู่บ้านไปเสีย แล้วนางก็จัดหาย่ามใส่เสบียงอาหารและของใช้ที่จำเป็นให้สามี พร้อมทั้งขุดหัวขมิ้นใส่ลงไปด้วยเป็นจำนวนมาก จากนั้นก็พาสามีไปยังชายป่า ชี้ทางให้แล้ว  นางก็กลับไปเมืองลับแล  ชายหนุ่มจำต้องเดินทางกลับบ้านตามที่ภรรยาชี้ทางให้ ระหว่างทางที่เดินไปนั้น เขารู้สึกว่าถุงย่ามที่ถือมาหนักขึ้นเรื่อยๆ และหนทางก็ไกลมาก จึงหยิบเอาขมิ้นที่ภรรยาใส่มาให้ทิ้งเสียจนเกือบหมด

ผ้าทอลับแล

ครั้นเดิน  ทางกลับไปถึงหมู่บ้านเดิมญาติมิตรต่างก็ซักถามว่าเหตุที่หายไปอยู่ที่ไหนมาเป็นเวลานานชายหนุ่มจึงเล่าให้ฟังโดยละเอียดรวมทั้งเรื่องขมิ้นที่ภรรยาใส่ย่ามมาให้แต่เขาทิ้งไปเกือบหมด เหลืออยู่เพียงแง่งเดียว พร้อมทั้งหยิบขมิ้นที่เหลืออยู่ออกมา ปรากฏว่าขมิ้นนั้นกลับกลายเป็นแท่งทองคำ ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจและเสียดาย จึงพยายามย้อนไปเพื่อหาขมิ้นที่ทิ้งไว้ ปรากฏว่าขมิ้นเหล่านั้นได้งอกเป็นต้นขมิ้นไปหมดแล้ว และเมื่อขุดดูก็พบแต่แง่งขมิ้นธรรมดาที่มีสีเหลืองทองแต่ไม่ใช่ทองเหมือนแง่งที่เขาได้ไป เขาพยายามหาทางกลับไปเมืองลับแลก็หลงทางวกวนไปไม่ถูก จึงละความพยายามกลับไปอยู่หมู่บ้านของตนตามเดิม

ทุเรียนหลิน-หลง ลับแล

ตำนานเมืองลับแลนี้ในหลายแห่งเล่าเหมือนๆกันจะต่างก็ตรงสิ่งของที่ใส่ให้กลับมา เมืองลับแลแห่งนี้ต่อมาตั้งเป็นอำเภอลับแล มีบุคคลสำคัญชื่อพระศรีพนมมาศ (ทองอิน) เป็นนายอำเภอลับแลในสมัยรัชกาลที่ ๕ ถือเป็นคนสำคัญที่สร้างความเจริญให้อำเภอลับแลเป็นอย่างมาก เป็นผู้วางผังเมืองลับแล สร้างฝายหลวง พัฒนาการศึกษารวมทั้งส่งเสริมการเกษตร เป็นผู้ต้นคิดทำ “ไม้กวาด” ติดผ้าแดงเป็นของที่ระลึก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ นั้นเคยเสด็จฯ มาอำเภอลับแล เมื่อพ.ศ. ๒๔๔๔ ปัจจุบันอำเภอลับแลเป็นแหล่งทอผ้าลับแล ปลูกสวนทุเรียนพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงบนเขาคือ หลิน-หลง ทุเรียนที่ตั้งตามชื่อนางหลิน อุประและนายหลงปันลาด ผู้ปลูกทุเรียนชนะการประกวด อำเภอลับแลนี้มีอาหารพื้นถิ่นเช่น ข้าวแคบ หมี่พัน กระบองทอด ขนมจีนเค็ม ข้าวพันผัก ที่หากินได้แห่งเดียว

ผ้าเมืองลับแล

พระศรีพนมมาศ

สาวลับแลแต่งกาย

สาวลับแลปัจจุบัน

หญิงลับแลในอดีต