ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ปฏิบัติการถํ้าใต้นํ้า’หนึ่งเดียวของโลกในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/351605

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ปฏิบัติการถํ้าใต้นํ้า’หนึ่งเดียวของโลกในไทย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ปฏิบัติการถํ้าใต้นํ้า’หนึ่งเดียวของโลกในไทย

วันอาทิตย์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมี

ช่วงนี้ไม่มีอะไรน่าสนใจไปกว่าการปฏิบัติการค้นหา ทีมฟุตบอล “หมูป่าอะคาเดมี” รวม ๑๓ ชีวิตที่เข้าไปติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย และความสำเร็จของการปฏิบัติการช่วยเหลือจนประสบความสำเร็จนั้นเป็นข่าวดีที่ทำให้ ๑๗ วัน แห่งการติดตามหานั้นเป็นเรื่องมหัศจรรย์ ด้วยเหตุที่พื้นที่แห่งนี้เป็นถ้ำใต้น้ำ ซึ่งยอมรับกันว่าเป็นการปฏิบัติการกู้ชีวิตครั้งแรกของโลกที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน อีกทั้งการปฏิบัติการทั้งหมดนั้นต้องมีการบูรณาการทีมงานจากทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน และหน่วยงานต่างประเทศกว่า ๕๐ ทีมท่ามกลางอุปสรรคทางธรรมชาติชนิดประเมินสถานการณ์ระดับน้ำในถ้ำกันทุกวินาที ที่ต้องร่วมกันแก้ปัญหาท่ามกลางอากาศแปรปรวนและมีฝนตกทำให้เกิดความยากลำบากในการทำงาน

นายกรัฐมนตรีให้กำลังใจ ผอ.ศอร

การปฏิบัติการค้นหากลุ่มคนและการกู้ชีวิตในถ้ำใต้น้ำที่เกิดขึ้นครั้งนี้ จึงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งแรกของโลกที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศได้พากันติดตามตั้งแต่วันแรกที่ทีม “หมูป่าอะคาเดมีแม่สาย” ซึ่งมี นายเอกพลจันทะวงษ์ ผู้ช่วยโค้ชพร้อมกับลูกทีมฟุตบอล รวม ๑๓ คนหายเข้าไปในถ้ำที่วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน๒๕๖๑ โดยมีการตั้งทีมค้นหาทุกวิธีจนเมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม เวลา ๒๒.๐๐ น. นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ซึ่งทำหน้าที่ผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหายในวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน (ศอร.) นั้น ได้ออกมาแถลงข่าวและบอกผู้ปกครองของเด็กที่เฝ้ารอด้านหน้าถ้ำและสื่อมวลชนว่า ทีมค้นหานั้นได้พบบุคคลทั้งหมด ๑๓ คนแล้วและยืนยันว่าทุกคนปลอดภัย ผู้ที่สามารถเข้าไปพบทีมหมูป่าฯทั้ง ๑๓ คน เป็นทีมแรก คือคือ นายริชาร์ด สแตนตัน, เวิร์น อันสเวิร์ธ และ นายจอห์น โวลันเธน นักดำถ้ำที่ดีที่สุดในโลก ๓ คน จากประเทศอังกฤษ และหน่วยซีลที่ติดตามมาสมทบอีกที  ดังนั้น การวางแผนเพื่อปฏิบัติการช่วยเหลือทุกชีวิตให้ออกมาอย่างปลอดภัยจึงเป็นการปฏิบัติการหนึ่งเดียวที่มีการออกแบบขึ้นโดยเฉพาะจากทีมผู้เชี่ยวชาญทุกสาขา โดยมีการประสานงานและปฏิบัติการด้วยความรอบคอบและรัดกุมเพื่อให้ทุกชีวิตได้รับความปลอดภัยที่สุดซึ่งผอ.ศอร. ยืนยันการปฏิบัติการดีเดย์ในวันที่ ๘ กรกฎาคม โดยส่งทีมเชี่ยวชาญดำน้ำในถ้ำจากต่างประเทศพร้อมหน่วยซีลนำทีมหมูป่า ๑๓ คน ออกจากถ้ำหลวง ซึ่งยืนยันว่าเจ้าหน้าที่-เด็ก ทั้งหมดมีความพร้อม ๑๐๐% สุดท้ายวันที่ ๑๐ กรกฎาคม เวลา ๑๘.๕๑ น. เพจเฟซบุ๊ก Thai Navy SEALโพสต์ข้อความว่า “หมูป่า ๑๒ ตัว และโค้ช ออกจากถ้ำแล้วปลอดภัยทุกคน เวลานี้รอรับมนุษย์กบ ๔ คน ออกมาครับผม” Hooyah เวลา ๒๑.๓๓ น. เพจเฟซบุ๊ก Thai Navy SEAL โพสต์ข้อความว่า “ทุกคนออกจากถ้ำอย่างปลอดภัยแล้ว” หลังใช้เวลาปฏิบัติการเกือบ ๙ ชั่วโมง ในวันที่สามของการลำเลียงออกจากนับเป็นวันที่ ๑๘ ของปฏิบัติการถ้ำหลวงซึ่งเริ่มต้นด้วยการค้นหากู้ภัยส่งกลับ

ซีลฉลามขาว

วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๑ เวลา ๑๘.๑๘ น.นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหายในวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน (ศอร.) แถลงปิดศอร. หลังเปิดศูนย์มา ๑๗ วัน นายแพทย์ไชยเวช ธนไพศาล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เปิดภาพน้องๆ ทั้ง ๘ คน ที่พักอยู่ในโรงพยาบาล พร้อมทั้ง ๕ คน ที่เข้าถึงโรงพยาบาลเมื่อคืน พร้อมหน่วยซีล ซึ่งได้รับการอนุญาตแล้ว โดยทุกคนแข็งแรงดี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า “นับตั้งแต่วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๑ที่นักฟุตบอลและผู้ช่วยโค้ชทีมหมูป่าอะคาเดมี แม่สาย รวม ๑๓ คน ได้ประสบอันตราย ติดอยู่ภายในวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย รัฐบาลได้รวบรวมสรรพกำลังเพื่อให้การช่วยอย่างเต็มความสามารถด้วยการบูรณาการ ความร่วมมือของทุกฝ่ายทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน ทั้งไทยและต่างประเทศ ที่ได้ร่วมมือกัน เสียสละ อดทน ปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มขีดความสามารถด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญ ประกอบกับกำลังใจ จากทั่วทุกมุมโลก ทุกชาติ ศาสนาที่ส่งมายังประเทศไทย” และยังได้ยืนยันว่า “แม้วันนี้ภารกิจจะเสร็จสิ้นแล้วแต่ภาพของความร่วมแรงร่วมใจโดยไม่แบ่งเชื้อชาติ ศาสนาจะยังคงอยู่ตลอดไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพของเจ้าหน้าที่ผู้กล้าหาญ จ่าเอกสมาน กุนัน อดีตนักทำลายใต้น้ำจู่โจมแห่งกองทัพเรืออาสาสมัครผู้สละชีพ ในปฏิบัติการครั้งนี้อย่างสมเกียรติ ความเสียสละของจ่าเอกสมานจะเป็นต้นแบบแห่งความกล้าหาญและประทับในจิตใจของพวกเราตลอดไป”

พื้นที่ปฏิบัติการทั้งหมด

พื้นที่ปฏิบัติการทั้งหมด
ผู้ว่าณรงค์ศักดิ์ ผอ.ศอร

ผู้ว่าณรงค์ศักดิ์ ผอ.ศอร
ทีมลุยป่า

ทีมลุยป่า
นักประดานำชั้้นยอดจากอังกฤษ

นักประดานำชั้้นยอดจากอังกฤษ
นักประดาอังกฤษน้ำผู้พบทีมหมูป่า

นักประดาอังกฤษน้ำผู้พบทีมหมูป่า
หมอภาคย์ โลหารชุน ผู้อยู่ดูแลทีมหมูป่า

หมอภาคย์ โลหารชุน ผู้อยู่ดูแลทีมหมูป่า
ผนังถ้ำที่นำมาวางแผนปฏิบัติการ

ผนังถ้ำที่นำมาวางแผนปฏิบัติการ
แสดงการช่วยเหลืออีกวิธีหนึ่ง

แสดงการช่วยเหลืออีกวิธีหนึ่ง
แผนผังจากหน่วยซีล

แผนผังจากหน่วยซีล
ภาพการพบบุคคลผู้หายเข้าถ้ำ

ภาพการพบบุคคลผู้หายเข้าถ้ำ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘โบราณสถานเมืองศรีเทพ’ภูมิสุริยเทพแห่งลุ่มน้ำสัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/350194

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'โบราณสถานเมืองศรีเทพ'ภูมิสุริยเทพแห่งลุ่มน้ำสัก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘โบราณสถานเมืองศรีเทพ’ภูมิสุริยเทพแห่งลุ่มน้ำสัก

วันอาทิตย์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปรางค์สองพี่น้อง

การเดินทางสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ในภาคเหนือ Familiarzation Trip นั้น เป็นโครงการเปิดประตูเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง๔ มรดกโลก เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและการลงทุนในประเทศไทย โดยสร้างเส้นทางความสนใจใคร่รู้ในแหล่งมรดกโลก ด้านประวัติศาสตร์ จากอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ หลวงพระบาง อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย และอุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา

อาทิตย์นี้จังหวัดเพชรบูรณ์โดยสำนักงานท่องและกีฬาจังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้เริ่มโครงการดังกล่าวนั้นได้ชวนกันตามหาคุณค่าของภูมิสถานมรดกโลกทั้งสี่แห่ง โดยเริ่มต้นจากอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญของเมืองเพชรบูรณ์ ซึ่งมีพื้นที่โบราณสถานของเมืองเก่าศรีเทพ อยู่ที่อำเภอศรีเทพ เดิมเรียกว่า “เมืองอภัยสาลี” ถูกค้นพบเมื่อครั้งสมเด็จฯ พระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จตรวจราชการมณฑลเพชรบูรณ์เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๗-๘ และทรงเรียกเมืองนี้เสียใหม่ว่า “เมืองศรีเทพ” เมืองโบราณศรีเทพนี้มีลักษณะเป็นเมืองซ้อนเมืองขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในแม่น้ำป่าสักเป็นชุมทางที่สามารถติดต่อกับชุมชนอื่นได้สะดวก จึงทำให้รับอิทธิพลศิลปวัฒนธรรมจากอาณาจักรข้างเคียง ได้แก่ ศิลปทวารวดี ศิลปะขอม เป็นต้น มาบูรณาการสิ่งก่อสร้างในเมืองนี้

เมืองนี้มีเนื้อที่ประมาณสองพันไร่เศษมีแนวกำแพงเมืองเป็นเนินดินล้อมรอบ และมีคูเมืองนอกกำแพง มีประตูเมืองสี่ทิศ ภายในเมืองมีปรางค์สมัยลพบุรีอยู่สององค์ เรียกปรางค์สองพี่น้อง ทางทิศเหนือนอกกำแพงเมืองออกไปนั้นมีสระน้ำสองแห่ง ชื่อสระแก้วและสระขวัญซึ่งถือเห็นแหล่งน้ำสำคัญที่เมืองศรีเทพได้ส่งน้ำจากสระทั้งสองนี้ เพื่อนำไปใช้ทำน้ำศักดิ์สิทธิ์ในพิธีมุรธาภิเษกและพิธีถือน้ำพิพัธสัจจา จากร่องรอยสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมที่เกิดขึ้นจากโบราณสถานนั้น ประมาณว่าเมืองศรีเทพแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยที่ขอมครอบครองดินแดนแถบนี้ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๖ เมื่อ ๑,๐๐๐ ปีมาแล้ว และเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีความเจริญสูงสุดทางด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมซึ่งอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพแห่งนี้ได้รับรางวัลThailand Tourism Award ประจำปี ๒๕๔๓ เป็นรางวัลประเภทแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมโบราณสถานยอดเยี่ยมและรางวัลสื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ด้านอินเตอร์เนตดีเด่นที่สามารถค้นหาได้ง่าย กรมศิลปากรได้ดำเนินการ สำรวจ ขุดค้น ศึกษา และพัฒนาบรรดาโบราณสถานและโบราณวัตถุในเมืองศรีเทพมาตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๒๑ จนปรากฏโบราณสถานที่น่าสนใจมากมายเช่น ปรางค์ศรีเทพ เป็นสถาปัตยกรรมแบบศิลปะขอมหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ฐานล่างก่อด้วยศิลาแลงเป็นฐานบัวลูกฟัก เรือนธาตุก่อด้วยอิฐ

ในการขุดค้นบริเวณนี้พบชิ้นส่วนทับหลังรูปลายสลักราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ เป็นการสร้างเพิ่มขึ้นหลังจากโบราณสถานเขาคลังในต่อมาได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใหม่แต่ยังไม่สำเร็จในพุทธศตวรรษที่๑๘ สระแก้ว อยู่นอกเมืองไปทิศเหนือ ส่วน สระขวัญ นั้นอยู่ในบริเวณเมืองส่วนนอก สระน้ำทั้งสองสระนี้มีน้ำขังตลอดปีปรางค์สองพี่น้อง เป็นปรางค์สององค์ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงขนาดใหญ่สร้างราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ หันหน้าไปทางทิศตะวันตกมีประตูทางเข้าทางเดียวและจากการขุดแต่งทางโบราณคดี ได้พบทับหลังที่มีจำหลักเป็นรูปพระอิศวรอุ้มนางปารวตี ประทับนั่งอยู่เหนือโคอุสุภราช ซึ่งลักษณะของทับหลังและเสาประดับกรอบประตูนั้นประมาณว่ามีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ เป็นศิลปะขอมแบบบาปวนต่อมาได้สร้างปรางค์องค์เล็กเพิ่มพบร่องรอยการสร้างทับกำแพงแก้วที่ล้อมรอบปรางค์องค์ใหญ่อยู่ใต้ปรางค์องค์เล็ก โดยมีการก่อปิดทางขึ้นและเสริมทางด้านหน้าให้ยื่นออกมา พร้อมกับสร้างอาคารขนาดเล็กทางทิศเหนือเพิ่มขึ้น โบราณสถาน เขาคลังใน สร้างประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ เป็นเทวสถานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ใช้ศิลาแลงเป็นวัสดุหลักฐานสร้างรูปปูนปั้นบุคคล และสัตว์ประดับเป็นศิลปะแบบทวารวดีเช่นเดียวกับโบราณสถานเมืองคูบัวราชบุรี โบราณสถานบ้านโคกไม้เดน นครสวรรค์และวัดนครโกษา ลพบุรี ด้านนอกเมืองยังมีโบราณสถานคลังนอก ที่เพิ่งบูรณะเสร็จแล้ว และกำลังสำรวจขุดแต่งเจดีย์บริวารอยู่ และเขาถมอรัตน์  สิ่งเคารพหนึ่งเดียวของเมืองศรีเทพคือ พระสุริยเทพ ซึ่งเป็นเทพสำคัญของเมืองโบราณแห่งนี้พบถึง ๔ องค์ จึงมีชื่อเรียกภายหลังว่า “ศรีเทพ” ของเมืองเพชบูรโบราณ

พระสุริยเทพอีกองค์

พระสุริยเทพอีกองค์
พระสุริยเทพ

พระสุริยเทพ
พระพุทธรูปสมัยทวารวดี

พระพุทธรูปสมัยทวารวดี
ปูนปั้นฐานเขาคลังใน

ปูนปั้นฐานเขาคลังใน
จารึกเมืองศรีเทพ

จารึกเมืองศรีเทพ
คูเมืองและแนวกำแพง

คูเมืองและแนวกำแพง
เขาถมอรัตน์

เขาถมอรัตน์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน’ภูมิขุนเขาแห่งราชวงศ์ลวจักราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/348765

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน'ภูมิขุนเขาแห่งราชวงศ์ลวจักราช

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน’ภูมิขุนเขาแห่งราชวงศ์ลวจักราช

วันอาทิตย์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เขานางนอน

จากเหตุการณ์ทีมฟุตบอล “หมูป่าอคาเดมี”หายเข้าไปในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จนมีการระดมกำลังเข้าติดตามจนเป็นข่าวที่ทุกคนเอาใจช่วยนั้นอาทิตย์นี้ขอตามรอยภูมิประเทศถึงถ้ำหลวงสถานที่ลึกลับแห่งนี้ ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนนี้อยู่ในวนอุทยานในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยนางนอนตั้งอยู่ใน ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงรายมีเนื้อที่ ๕,๐๐๐ ไร่ จัดตั้งเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๒๙ โดยกรมป่าไม้ ภูมิประเทศนั้นเป็นภูเขาขนาดใหญ่หลายลูกติดต่อกัน มีความสูงโดยเฉลี่ย ๗๗๙ เมตร และลาดชันมาทางทิศตะวันออกสำหรับถ้ำหลวงนั้น ตั้งอยู่ที่บ้านน้ำจำ ต.โป่งผา เป็นถ้ำหินปูนกึ่งแห้งขนาดใหญ่ มีความยาวรวมทั้งสิ้น ๑๐,๓๑๖ เมตร (สำรวจโดย SMCC, BEC, Unsworth ระหว่างปีพ.ศ.๒๕๕๗-๒๕๕๙) ถือเป็นถ้ำที่มีเกล็ดหินสะท้อนแสง มีหินงอกหินย้อย ธารน้ำถ้ำลอด และถ้ำแขนง แนวโถงถ้ำมีเส้นทางคดเคี้ยวบางช่วงเข้าถึงง่าย บางช่วงมีเพดานต่ำมีรอยการไหลของน้ำเป็นริ้วคลื่น (ripple mark)ระดับพื้นถ้ำเก่า มีหินถล่มขนาดใหญ่และเล็กจำนวนมาก มีรอยแตกแบบมีแรงดึง (tension crack) รอยระดับน้ำ หลุมยุบ โพรงเพดานถ้ำ และรอยแตกของผนัง ส่วนขุนน้ำนางนอน นั้นตั้งอยู่ที่บ้านจ้อง ต.โป่งผา อยู่ห่างจากถ้ำหลวง๒.๕ กิโลเมตร เป็นพื้นที่มีลำธารไหลออกมาจากรอยแยกของหินใต้ภูเขาหินปูน ซึ่งเมื่อทำฝายขนาดเล็กจะเป็นแอ่งน้ำขนาดพื้นที่ ๓ ไร่

ถ้ำหลวงและเขานางนอนนี้มีเรื่องเล่าว่ากาลนานมาแล้ว ณ เมืองเชียงรุ้ง ในแคว้นสิบสองปันนานั้น เจ้าหญิงองค์หนึ่งมีพระสิริโฉมงดงามยิ่ง แต่นางนั้นกลับแอบรักกับชายเลี้ยงม้า เป็นการผิดกฎโบราณราชประเพณีที่เจ้าหญิงจะลดตัวลงไปรักกับชายที่ต่ำศักดิ์กว่าไม่ได้ แต่ด้วยความรักที่มีต่อกันจึงทำให้ทั้งสองแอบรักกันมาจนเจ้าหญิงเกิดตั้งครรภ์ เกินกว่าที่จะปิดความต่อไปได้คนทั้งสองจึงหลบหนีตามกันมา เจ้าเมืองเชียงรุ้งรู้ก็โกรธจึงส่งทหารออกติดตาม คนทั้งสองพากันระหกระเหินเดินป่ามาจนถึงร่มไม้ในที่ราบแห่งหนึ่งริมน้ำโขง เจ้าหญิงซึ่งมีพระครรภ์ได้หลายเดือนเห็นว่านางเดินต่อไปไม่ไหว ประกอบกับความหิว และเหนื่อยอ่อน จึงขอหยุดพัก ชายหนุ่มให้นางรออยู่ที่แห่งนั้นแล้วตนเข้าป่าไปหาอาหารมาให้ อย่าได้ไปไหน แล้วชายหนุ่มก็เข้าป่าไปหาอาหารกองทหารเชียงรุ้ง ตามมาทันเห็นชายเลี้ยงม้าในป่าจึงเข้ารุมฟันแทงตายอยู่กับที่ ฝ่ายเจ้าหญิงรอชายคนรักอยู่จนเย็นมืดค่ำก็ไม่เห็นกลับมา ได้แต่ชะเง้อรอคอยอยู่นาน จนเห็นทหารของพระบิดาออกจากชายป่ามาล้อมเจ้าหญิง แล้วทูลเชิญกลับไปยังนครเชียงรุ้ง เจ้าหญิงนั้นสังหรณ์ว่าชายคนรักน่าจะมีภัยเสียแน่แล้ว จึงแข็งใจถามทหารว่าเห็นชายหนุ่มหรือไม่ ทหารตอบว่าได้ฆ่าตายไปแล้ว ทำให้เจ้าหญิงเสียพระทัย กรรแสงร่ำไห้เกลือกกลิ้งอยู่กับพื้น เมื่อได้สตินางเห็นว่าคนรักได้ตายไปแล้ว หากกลับนครเชียงรุ้งก็คงถูกอาญาลงโทษ อีกทั้งนางนั้นยังมีครรภ์กับชายเลี้ยงม้า ชาวเมืองจะดูแคลนนางอีกนางจึงตัดสินใจตั้งสัจจะอธิษฐานด้วยความรักอันบริสุทธิ์ของนางนั้นจึงยอมตาย แล้วนางจึงดึงปิ่นปักผมออกมาแทงที่ขมับ จนโลหิตไหลออกมาเป็นสาย สิ้นพระชนม์อยู่ตรงนั้น สายพระโลหิตที่ได้หลั่งไหลออกมาได้กลายมาเป็นต้นแม่น้ำแม่สายส่วนพระวรกายของนางที่นอนตายเหยียดยาวจากใต้จรดเหนือนั้นกลายเป็นดอยนางนอน อิตถีเพศของพระนางกลายเป็นถ้ำหลวง และส่วนพระอุทรที่ทรงครรภ์อยู่เป็นดอยตุง ส่วนพระเศียรเป็นดอยท่า หรือดอยจ้อง พระถันเป็นดอยลูกหนึ่งเรียกว่าดอยแม่ย่า

อีกความในตำนานลาวจก จากพงศาวดารลาวเฉียงเล่าแตกต่างว่า ปู่เจ้าลาวจกเทวบุตรได้เงินลงมาจากสวรรค์ ต่อมาได้สร้างตุงใหญ่ขึ้นปักบนดอยจึงเรียกดอยนั้นว่าดอยตุง ส่วนดอยที่เกิดจากพระถันนั้น ยอดพระถันเป็นที่อยู่ของชายาปู่เจ้าลาวจก จึงเรียกว่าดอยแม่ย่า ส่วนดอยที่เกิดจากพระเศียร เป็นดอยที่ราชโอรสปู่เจ้าลาวจกคอยพ่อ จึงเรียกว่าดอยท่า ด้วยความลึกลับจากธรรมชาติจึงมีความเชื่อกันว่า ดอยทั้งสามในเทือกเขานางนอนนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของบรรพบุรุษแห่งราชวงศ์ลวจักราช ต้นราชวงศ์ของพญาเม็งรายก่อนที่จะเคลื่อนย้ายลงจากเขามาสร้างเมืองหิรัญนครเงินยาง ซึ่งเหนือดอยดินแดงนั้นได้สร้างพระธาตุดอยตุงไว้ ถือเป็นปฐมพระธาตุแห่งแรกของอาณาจักรล้านนา ชื่อเสียงของถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอนคงไม่หยุดแค่ตำนานนี้เท่านั้น

เหตุการณ์พลัดหลงในถ้ำลึกลับและอันตรายของทีมฟุตบอล “หมู่ป่าฯ” จึงเป็นปรากฏการณ์เสี่ยงชีวิตที่คนทั้งประเทศเอาใจช่วยและได้เห็นประสบการณ์ทำงานกู้ชีวิตที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ดอยหลวงขุนเขาของลวจักราช

ดอยหลวงขุนเขาของลวจักราช
อาคารด้านหน้า

อาคารด้านหน้า
แผนที่บริเวณถ้ำหลวง

แผนที่บริเวณถ้ำหลวง
บริเวณปากทางเข้าถ้ำหลวง

บริเวณปากทางเข้าถ้ำหลวง
ดอยแห่งบรรพบุรุษลวจักราช

ดอยแห่งบรรพบุรุษลวจักราช

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ผืนป่าห้วยขาแข้ง’ภูมิมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/347267

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'ผืนป่าห้วยขาแข้ง'ภูมิมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ผืนป่าห้วยขาแข้ง’ภูมิมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรก

วันอาทิตย์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

โครงการทัศนศึกษา Agent& Media Fam Trip ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยนั้้นทำให้คนหลายคนรู้จัก ตำบลแก่นมะกรูด ของอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ดีขึ้นและในไม่ช้าก็จะรู้จักแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวิถีชุมชนจนสามารถขยายการตลาดให้ชุมชนมีรายได้จากธุรกิจการท่องเที่ยวต่อไป ดังนั้้นเรื่องผืนป่าขนาดใหญ่ของตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานีนั้น น่าสนใจด้วยเหตุที่เป็นป่าต้นน้ำของแควใหญ่ มีลำน้ำแยกจากแควใหญ่ชื่อว่า “ลำน้ำข้าง”โดยไหลพาดผ่านผืนป่าใหญ่ขึ้นสู่ป่าแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ในอดีตนั้นป่าแห่งนี้เป็นป่ารกทึบไม่มีผู้บุกรุกทำลายป่าเรียกกันว่าเป็นป่าบริสุทธิ์(VIRGIN FOREST) ที่ยังไม่เคยมีการจัดการด้านป่าไม้มาก่อนนั่นเอง จนปีพ.ศ.๒๔๙๘ ป่าแห่งนี้ได้ถูกจัดให้เป็นป่าโครงการที่ให้สัมปทานการทำไม้แก่บริษัทไม้อัดไทยตามสัญญาสัมปทานที่ ๘๔เป็นป่าสัมปทานปิด

ต่อมา พ.ศ.๒๕๐๖ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี ได้เสนอกรมป่าไม้ขอให้ดำเนินการสงวนป่าผืนนี้ ซึ่งกรมป่าไม้ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นป่ารกทึบยังไม่มีการบุกรุกทำลาย และมีอาณาเขตกว้างขวางมาก ประมาณ ๑,๖๐๐ ตารางกิโลเมตร จึงสมควรดำเนินการคุ้มครองไว้ก่อน ต่อมาหนังสือพิมพ์สารเสรี ฉบับประจำวันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๗ ได้ลงข่าวเกี่ยวกับการตรวจราชการท้องถิ่น ตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่  ของป่าไม้จังหวัดอุทัยธานี ตามคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น ได้พบว่าชาวกะเหรี่ยงบ้านใหม่ฯนั้นได้แผ้วถางป่าจำนวน ๒๐๐ ไร่ กับบริเวณป่าอีมาด ห้วยขาแข้ง ซึ่งอยู่ในโครงการที่จะกำหนดให้เป็นป่าคุ้มครอง ซึ่งมีเนื้อที่ ๒,๑๐๐ตารางกิโลเมตร จึงรายงานเสนอกรมป่าไม้ที่เห็นพ้องต้องกันประกอบกับได้มีการจัดให้ป่าแห่งนี้อยู่ในโครงการที่จะจัดตั้งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าไว้ก่อนแล้วจึงพิจารณาจัดตั้งให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งมีอาณาเขตติดกัน

ต่อมาวันที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๐๘ ได้มีการแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ๔  เรื่องการสำรวจควายป่าของนักหนังสือพิมพ์คนหนึ่งที่เข้าร่วมสำรวจป่ากับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และเจ้าหน้าที่บริษัทไม้อัดไทย จำกัด หลังจากการแพร่ภาพนั้นจึงมีการส่งรายงานการสำรวจให้กรมป่าไม้ โดยรายงานว่าสัตว์ป่าในป่าห้วยขาแข้งนั้นยังมีอยู่จำนวนมาก จึงมีการดำเนินการและเตรียมการจัดตั้งให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยประสานงานกับ บริษัทไม้อัดไทย จำกัด เจ้าของสัมปทานทำไม้ในป่าบริเวณดังกล่าว เพื่อยกเลิกสัมปทาน จนวันที่๒๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๕ ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๐ จึงได้ประกาศให้ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งอยู่ในท้องที่อำเภอลานสัก  อำเภอบ้านไร่  จังหวัดอุทัยธานีและอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก เนื้อที่ ๑,๐๑๙,๓๗๕ ไร่หรือ ๑,๖๓๑ ตารางกิโลเมตร นั้นเป็น “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง”

ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๒๙ ได้มีการผนวกพื้นที่เพิ่มเติมทางด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ รวมเป็นเนื้อที่ทั้งหมด ๑,๗๓๗,๕๘๗ ไร่ หรือ ๒,๗๘๐,๑๔ ตารางกิโลเมตร ประกาศเพิ่มพื้นที่เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๓๕ นับเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศและมีพื้นที่ติดต่อกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรในพื้นที่จังหวัดตากและจังหวัดกาญจนบุรี ที่อยู่ทางทิศตะวันตก ถือเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของผืนป่าตะวันตกของประเทศไทย และเป็นผืนป่าที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าผืนใหญ่นี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ โดยองค์การยูเนสโก เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๔

ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของป่าผืนใหญ่จึงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสุดท้ายของสัตว์ป่าหายากหลายชนิด บางชนิดอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ เช่น สมเสร็จ, เก้งหม้อ, เลียงผา,กระทิง, วัวแดง, ควายป่า  และเป็นแหล่งอาศัยของเสือโคร่ง ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และได้แพร่ขยายไปยังพื้นที่ป่าใกล้เคียงกันด้วย จากการศึกษาพบว่าป่านี้มีเสือโคร่งประมาณ ๗๐-๘๐ ตัว จากจำนวนทั้งหมดที่มีอยู่ตามธรรมชาติในประเทศไทย ๒๕๐-๓๐๐ ตัว เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งนี้มีสัตว์ป่าที่เป็นจุดสนใจที่เรียกกันว่า “ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งเจ็ด” (Big 7) ได้แก่ ช้าง, เสือโคร่ง,เสือดาว, ควายป่า, วัวแดง, กระทิง และสมเสร็จ ที่นักนิยมไพรถ่ายภาพสามารถเดินทางเข้าไปชมธรรมชาติได้ ก่อนจะเข้าป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯรอบนอกนั้น มีชุมชนชายป่าที่ได้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีสวนดอกไม้ตามฤดูกาล  มีรีสอร์ทสวนไม้ผลธรรมชาติ และแหล่งผ้าทอพื้นบ้านที่มีฝีมือระดับอาเซียนและมีผลงานรับรางวัลจากยูเนสโกล้วนทำให้อำเภอบ้านไร่แห่งนี้มีเสน่ห์จากวิถีธรรมชาติจนมีคนพากันไปเที่ยวมากขึ้น

คณะในสวนห้วยขาแข้ง คันทรีโฮม

คณะในสวนห้วยขาแข้ง คันทรีโฮม
สัตว์ป่าที่พบเห็นกันประจำ

สัตว์ป่าที่พบเห็นกันประจำ
สวนไม้ดอกสวยงามในพื้นที่โครงการ

สวนไม้ดอกสวยงามในพื้นที่โครงการ
โรงเรียนเด็กเล็กบนเขา

โรงเรียนเด็กเล็กบนเขา
แผนที่ป่าห้วยขาแข้ง

แผนที่ป่าห้วยขาแข้ง
ผ้าทอพื้นบ้านราคาส่งนอก

ผ้าทอพื้นบ้านราคาส่งนอก
น้ำตกผาร่มเย็น

น้ำตกผาร่มเย็น
ธรรมชาติจากลำธารในป่าลึก

ธรรมชาติจากลำธารในป่าลึก
ถ้ำพุหวายท่ีสวยงาม

ถ้ำพุหวายท่ีสวยงาม
ต้นเซียงใหญ่ในสะนำ

ต้นเซียงใหญ่ในสะนำ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ภูมิสถานบรรพบุรุษ’เจ้าพระยาโกษาธิบดี(ปาน)ในกรุงศรีอยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/345745

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'ภูมิสถานบรรพบุรุษ'เจ้าพระยาโกษาธิบดี(ปาน)ในกรุงศรีอยุธยา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ภูมิสถานบรรพบุรุษ’เจ้าพระยาโกษาธิบดี(ปาน)ในกรุงศรีอยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เจดีย์วัดดุสิต

ในเดือนมิถุนายนนี้ มีวันสำคัญอันเนื่องจากสมเด็จพระปฐมบรมชนกนาก (ทองดี) แห่งสมเด็จพระปฐมกษัตย์ราชวงศ์จักรี ซึ่งได้รับการสถาปนาเป็น “สมเด็จชนกาธิบดี” ดังนั้นการตามรอยเชื้อสายเจ้าพระยาโกษาปานถึงสมเด็จพระปฐมราชวงศ์จักรี ในโครงการทัศนศึกษา Agent & Media Fam Trip จึงเป็นโครงการที่ทำให้เกิดการเรียนรู้จากสถานที่สำคัญโดยเฉพาะภูมิสถานที่เกี่ยวข้องกับตระกูลเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ในกรุงศรีอยุธยา นอกจากภายในพระนครนั้นมีวัดขุนแสน อยู่ที่ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นถิ่นของกลุ่มมอญรุ่นแรกที่มีเรื่องราวในแผ่นดินพระมหาธรรมราชา ว่า “8 รอบครัวมอญ ซึ่งกวาดลงมานั้นก็พระราชทานให้พระยาราม พระยาเกียนควบคุมว่ากล่าวด้วย แลพระยาเกียนพระยารามนั้นให้อยู่ตำบลบ้านขมิ้นวัดขุนแสน” ซึ่งยังมีเจดีย์องค์ใหญ่อยู่แล้ว

ภูมิสถานแห่งนี้คือบรรพบุรุษของเจ้าพระยา โกษาธิบดี (ปาน) กล่าวคือพระยาเกียนมีลูกหลานสืบต่อมาจนถึงเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน)ในแผ่นดินพระนารายณ์ ต่อมาลูกหลานคนหนึ่งได้รับราชการกับเจ้าพระยาพิษณุโลกเมื่อตอนเสียกรุงศรีอยุธยาได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระอักษรสุนทร เสมียนตรา พระอักษรเสมียนตรามีลูกหลานหลายคน คนที่ ๔ นั้นเป็นชาย ต่อมาได้ขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าอยู่หัวแผ่นดินต้นคือรัชกาลที่ ๑ และในเรื่องอภินิหารบรรพบุรุษมีความว่า “พระยาเกียนแม่ทัพมอญได้ติดตามพระนเรศวรเข้ามารับราชการกับไทย ลูกหลานคนหนึ่งของพระยาเกียนได้แต่งงานกับเจ้าแม่ดุสิตซึ่งเป็นพระนางที่มีตำแหน่งสูงในสำนักพระราชวัง เจ้าแม่ดุสิตมีบุตร ๓ คน คือ นายเหล็กผู้พี่ใหญ่ คนที่สองเป็นหญิงชื่อแช่ม ต่อมาเป็นท้าวศรีสุดารักษ์ คนที่สามชื่อนายปาน  ซึ่งทุกวันนี้ยังมีวัดที่น่าสนใจอยู่นอกพระนครอันเกี่ยวข้องกับบรรพบุรุษคือวัดสมณโกฏฐาราม เป็นวัดสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น และปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในสมัยอยุธยาตอนปลายโดยเจ้าพระยาโกษา(เหล็ก) และเจ้าพระยาโกษา (ปาน) ในสมัยพระนารายณ์มหาราช เพื่อให้เป็นวัดประจำตระกูล เดิมเรียกว่า “วัดพระยาพระคลัง”มีความระบุว่าพระเพทราชาเสด็จไปวัดสมณโกฏฐาราม ในคราวพระราชทานเพลิงศพเจ้าแม่ดุสิต ผู้เป็นมารดาของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก)และเจ้าพระยาโกษาธิบดี  (ปาน) ซึ่งเป็นพระนมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  เมื่อปีพ.ศ.๒๒๓๓

ภายในวัดนี้ยังมีวิหารอยู่ทางทิศตะวันออกมีฐานปรางค์ขนาดใหญ่ล้อมด้วยระเบียงคดรูปสี่เหลี่ยม สำหรับวัดถัดไปเป็นวัดดุสิดารามสร้างเมื่อประมาณพ.ศ.๒๑๐๐ รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อพ.ศ.๒๑๑๐ หนังสือคำให้การชาวกรุงเก่าว่าวัดดุสิตมหานั้นเป็นวัดพระนเรศวรทรงสร้างสันนิษฐานว่า หมายถึงวัดดุสิดาราม ในพิธีพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยานั้นมีชื่อ “พระนารถ” อยู่วัดดุสิตาราม เป็นพระราชาคณะรูปหนึ่ง จากทั้งหมด ๑๗ รูป ๑๗ วัด ในกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา วัดนี้เป็นวัดที่เจ้าแม่วัดดุสิต ขัตติยะนารี บรรพบุรุษของราชวงศ์จักรี ผู้เป็นสตรีผู้สูงศักดิ์แห่งราชสำนักสยามในแผ่นดินพระเจ้าปราสาททอง และเป็นแม่นมของพระนารายณ์ ตอนหลังได้เป็นท้าวสมศักดิ์มหาธาตรี เดิมชื่อหม่อมเจ้าหญิงบัว เดิมอาศัยอยู่ใกล้วัดดุสิต ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองดุสิตตรงส่วนที่ต่อกับคลองปากข้าวสาร ต่อมาพระนารายณ์สร้างวังมีตำหนักตึกที่ริมวัดดุสิดารามถวายพระแม่นมจึงเรียกกันมาว่า เจ้าแม่วัดดุสิต ปัจจุบันวัดนี้มีเจดีย์สูงใหญ่เช่นเดียวกับเจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคลเป็นเจดีย์ทรงระฆัง ศิลปะสมัยอยุธยาตอนกลาง ตั้งอยู่บนฐานประทักษิณ มีบันไดทางขึ้น-ลง โดยรอบมีเจดีย์บริวารทั้งสี่มุม ส่วนล่างของเจดีย์เป็นฐานรูปแปดเหลี่ยมลดหลั่นขึ้นไปรองรับมาลัยเถาด้านบนเป็นองค์ระฆัง ทรงเรียว ถัดขึ้นไปเป็นบัลลังก์ย่อมุมไม้สิบสอง รองรับเสาหานที่ล้อมรอบก้านฉัตร ถัดขึ้นไปเป็นปล้องไฉนและปลียอดได้รับการบูรณะ บริเวณวัดสมนโกฏฐารามที่ต่อไปถึงวัดดุสิดารามนั้นน่าจะเป็นภูมิสถานบรรพบุรุษของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ในสมัยนั้น ซึ่งด้านหลังมีคลองออกสู่แม่น้ำลพบุรีซึ่งเป็นเส้นทางเดินทางไปยังเมืองลพบุรีก่อนสิ้นแผ่นดินพระนารายณ์

เรือนเก่าแบบอยุธยา

เรือนเก่าแบบอยุธยา
ออกพระวิสูตรสุนทร (ปาน)

ออกพระวิสูตรสุนทร (ปาน)
ออกญาโกษาธิบดี (ปาน)

ออกญาโกษาธิบดี (ปาน)
วัดสมณโกฐ-พระศรีสมณโกฏบพิตร

วัดสมณโกฐ-พระศรีสมณโกฏบพิตร
วัดสมณโกฏฐาราม

วัดสมณโกฏฐาราม
วัดดุสิตาราม

วัดดุสิตาราม
วัดขุนแสน

วัดขุนแสน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๑๓ มิถุนายน’วันสมเด็จพระชนกาธิบดี พระปฐมราชวงศ์จักรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/344212

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๓ มิถุนายน’วันสมเด็จพระชนกาธิบดี พระปฐมราชวงศ์จักรี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๓ มิถุนายน’วันสมเด็จพระชนกาธิบดี พระปฐมราชวงศ์จักรี

วันอาทิตย์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯยังอนุสาวรีย์ฯ

วันที่ ๑๓ มิถุนายน ที่จะถึงนี้ เป็นวันสำคัญของสมเด็จพระปฐมราชวงศ์จักรีซึ่งมีอนุสาวรีย์ตั้งอยู่ที่จังหวัดอุทัยธานี กล่าวคือเมื่อพ.ศ.๒๓๒๕ นั้นได้มีพิธีสถาปนาพระอักษรสุนทรศาสตร์ (ทองดี)ขุนนางสมัยอยุธยา ผู้เป็นพระบรมชนกแห่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นเป็น“สมเด็จพระชนกาธิบดี”พระปฐมราชวงศ์จักรีเป็นอันดับแรก สำหรับสาเหตุการสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกฯแห่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ นั้นสืบต่อจากหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ประทานความรู้และแนะนำให้ นายพลาดิศัย สิทธิธัญกิจ ศิษย์ศึกษาค้นคว้าสืบค้นจากพระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่ ๔ ถึงเรื่องราวราชวงศ์และความสัมพันธ์ในราชตระกูลเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ถึงสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกนาถ (ทองดี) นั้นกำเนิดที่เมืองอุไทยธานี ณ ตำบลสะแกกรัง ในสมัยอยุธยาอันเป็นที่ตั้งจังหวัดอุทัยธานีปัจจุบัน

ในพ.ศ.๒๕๑๑ นายสง่า จันทรสาขาผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานีได้ให้นำชื่อไปตั้งเป็นถนนพระบรมชนกขึ้นเป็นอนุสรณ์อันดับแรก ต่อมาพ.ศ.๒๕๑๔ นายเวทย์  นิจถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี ได้เห็นชอบในข้อมูลดังกล่าวและได้รับการยืนยันจากกรมศิลปากรแล้ว จึงได้ริเริ่มโครงการสร้างอนุสาวรีย์ของสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกฯแห่งราชวงศ์จักรีขึ้นจากผลงานการศึกษาค้นคว้าดังกล่าว นายน้อย มัธวรัตน์ ประธานสภาจังหวัดได้นำเรื่องผ่านความเห็นชอบจากสภาจังหวัดอุทัยธานีส่งเรื่องถึงกระทรวงมหาดไทยเพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้มีการจัดสร้างอนุสาวรีย์ฯ เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ โดย นายเวทย์ นิจถาวรผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี ได้ริเริ่มจัดงานลุ่มน้ำสะแกกรังและกาชาดอุทัยธานี เพื่อหาเงินทุนการสร้างพระรูปและอนุสาวรีย์ขึ้นครั้งแรกโดยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุขุมาภินันท์  เป็นประธานการจัดงานในปีแรก ซึ่งมีการถวายเงินบริจาคในวาระต่างๆ คือวันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชมารได้เสด็จฯพระราชทานธงลูกเสือชาวบ้านและทรงเยี่ยมเยียนราษฎรชาวจังหวัดอุทัยธานี ได้ทูลเกล้าฯถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลสมทบทุนสร้างพระบรมรูป สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกฯ เป็นเงิน ๓๕๘,๗๕๖.๐๐ บาท วันที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพระราชพิธีตัดลูกนิมิต พระอุโบสถวัดจันทาราม(วัดท่าซุง) และพระราชทานธงประจำรุ่นลูกเสือชาวบ้าน จังหวัดอุทัยธานี ณ สนามกีฬาจังหวัดอุทัยธานี  รวม ๕๐ รุ่น ชาวจังหวัดอุทัยธานีได้ทูลเกล้าฯถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลสมทบทุนสร้างพระบรมรูปสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกฯ เป็นเงิน ๑,๔๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท ต่อมาพ.ศ.๒๕๒๐ ได้เริ่มการก่อสร้างพลับพลาอนุสาวรีย์สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกฯขึ้นที่บนยอดเขาสะแกกรังจากเงินบริจาคเป็นเงิน ๑,๕๒๐,๐๐๐.๐๐ บาท มีพิธีวางศิลาฤกษ์สร้างพลับพลาจตุรมุข

เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๒๐พลับพลาอนุสาวรีย์ออกแบบสร้างเป็นพลับพลาจตุรมุข ได้รับพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญตราราชวงศ์จักรีประดิษฐานที่หน้าบันของพลับพลา  ออกแบบโดย นายอาวุธ เงินชูกลิ่น อธิบดีกรมศิลปากรและศิลปินแห่งชาติ วันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ เวลา ๑๕.๓๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเททองหล่อพระบรมรูปสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกฯ  ณ โรงหล่อของกรมศิลปากรพระบรมรูปฯนี้ออกแบบโดย นายสนิท ดิษฐพันธ์ศิลปินแห่งชาติและช่างศิลป์ของกรมศิลปากร ดำเนินการจัดสร้าง เป็นเงิน ๑๓๖,๐๐๐.๐๐ บาทหล่อแล้วเสร็จในวันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๒ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช(วาสน์ วาสโน) วัดราชบพิธ เสด็จเป็นประธานในพิธีประดิษฐานและสมโภชพระบรมรูปสมเด็จ พระปฐมบรมมหาชนกนาถ บนยอดเขาสะแกกรังโดยพิธีอัญเชิญพระบรมรูปฯ พร้อมจัดขบวนแห่เป็นพระเกียรติยศและสิริมงคลแก่ชาวอุทัยธานีวันพฤหัสบดีที่ ๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๒ เวลา ๑๕.๑๕ น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพระวิสูตรคลุมพระบรมรูปสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณวลัยลักษณ์ นับเป็นอนุสรณ์สถานหนึ่งเดียวของแผ่นดินที่มีความสำคัญและมีพิธีสักการะในวันนี้ตลอดไป

ตำบลบ้านสะแกกรัง

ตำบลบ้านสะแกกรัง
รัชกาลที่ ๑๐ เสด็จฯอุทัยธานี

รัชกาลที่ ๑๐ เสด็จฯอุทัยธานี
พิธีอัญเชิญพระรูปสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกฯ

พิธีอัญเชิญพระรูปสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกฯ
พลับพลาจตุรมุขหน้าบันตราจักรี

พลับพลาจตุรมุขหน้าบันตราจักรี
พระบรมอัฐิ

พระบรมอัฐิ
พระบรมรูปสมเด็จพระปฐมมหาบรมชนก

พระบรมรูปสมเด็จพระปฐมมหาบรมชนก
ปราบดาภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดิน

ปราบดาภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดิน
ประติมากรรมต้นแบบ

ประติมากรรมต้นแบบ
นายเวทย์ นิจถาวร

นายเวทย์ นิจถาวร

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘อนุสรณ์สถานแห่งชาติ’ แหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติแห่งเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/342654

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'อนุสรณ์สถานแห่งชาติ'  แหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติแห่งเดียว

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘อนุสรณ์สถานแห่งชาติ’ แหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติแห่งเดียว

วันอาทิตย์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อนุสรณ์สถานแห่งชาติ

อีกไม่กี่วันจะมีงานสำคัญที่น่าสนใจที่จะต้องตามรอยหาภูมิสถานกันคืองาน “รักชาติเฟสติวัล ตอนรักเธอประเทศไทย ครั้งที่ ๓”ในวันที่ ๖-๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๑ ณ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ ตั้งอยู่ใกล้สนามบินดอนเมือง แต่เป็นเขตของจังหวัดปทุมธานี ซึ่งจัดโดยสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองบัญชาการกองทัพไทยกระทรวงกลาโหม โดยความร่วมมือจากพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ต่างๆ มากกว่า ๕๐ แห่งทั่วประเทศ เช่น กลุ่มพิพิธภัณฑ์การทหาร ตำรวจและสงคราม กลุ่มพิพิธภัณฑ์ด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี กลุ่มพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกลุ่มพิพิธภัณฑ์เฉพาะเรื่องโดยเฉพาะมีการนำธงชาติไทยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกให้ชมด้วย สำหรับกิจกรรมนั้นมีการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมไทย การแสดงสุนัขตำรวจ มินิคอนเสิร์ตจากเหล่าศิลปิน และสินค้า OTOP สินค้าราคาประหยัดแล้ว เพื่อให้สถานที่ดังกล่าวเป็นแหล่งเรียนรู้ในอนาคต และมีการเสวนาทางวิชาการจากวิทยากรพิเศษ ในหัวข้อต่างๆ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติและความเป็นไทย เช่น “อนาคตพิพิธภัณฑ์ไทยในยุค 4.0” “เปิดเอกสารลับ คอนสแตนตินฟอลคอน” เป็นต้น โดยให้ทุกคนได้ชมและร่วมกิจกรรมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ถือเป็นงานเผยแพร่แหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายเรื่องในงานเดียว

สำหรับการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาตินั้นภายในอนุสรณ์สถานแห่งชาตินี้มีการจัดการแสดงถาวรหลายเรื่องเพื่อให้เป็นอนุสรณ์แด่บูรพมหากษัตริย์และวีรชนไทยผู้เสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติในสงครามต่างๆ แล้ว ได้แก่พระบรมรูปมหาราช ๙ พระองค์ บทโคลงพระราชนิพนธ์ ภาพการก่อตั้งราชธานีภาพมงคลแปด และภาพเครื่องราชอิสริยาภรณ์ดินจากสมรภูมิรบ แล้วยังมีอาคารประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหาร มีสร้างเป็นลักษณะคล้ายป้อมค่ายหอรบสมัยโบราณ ด้านหน้าของอาคารนี้ประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานกำเนิดกองทัพไทยสมัยใหม่ประทับยืนอยู่ในชุดฉลองพระองค์เต็มยศ จอมพลทหารบก ขนาดหนึ่งเท่าครึ่งของพระองค์จริงโดยสลักจากหินอ่อน ภายในอาคารประวัติศาสตร์ และพิพิธภัณฑ์ทหาร มีการจัดแสดงกิจกรรมต่างๆทั้ง ๔ ชั้น ที่แสดงถึงเหตุการณ์สงครามสมัยใหม่ที่กองทัพไทยได้ปฏิบัติการรบครั้งสำคัญ ในสงครามโลกครั้งที่ ๑ กรณีพิพาทอินโดจีน สงครามมหาเอเชียบูรพา สงครามเกาหลี และสงครามเวียดนาม มีห้องพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติจอมทัพไทย แสดงพระราชกรณียกิจอันเกี่ยวเนื่องกับกองทัพและกรณียกิจของกองทัพเพื่อสนองโครงการในพระราชดำริ  ห้องแสดงเครื่องแบบ เครื่องหมายยศ และส่วนประกอบของเครื่องแบบทหาร สมัยก่อนสุโขทัย สมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา สมัยธนบุรี สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นและสมัยปัจจุบัน

สำหรับอาคารทรงแปดเหลี่ยมนั้นผนังภายในอาคารโค้งเป็นวงกลม มีจิตรกรรมฝาผนังขนาดสูง ๔.๓๐ เมตร ยาว ๙๐ เมตร เป็นภาพ ๓๖๐ องศา แสดงเหตุการณ์สำคัญประวัติศาสตร์สำคัญของชาติไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ รวมทั้งความกล้าหาญเสียสละของบรรพบุรุษที่ได้อุทิศตนเพื่อปกป้องและรักษาเอกราชของชาติ ตลอดจนการพัฒนาประเทศที่สร้างความเป็นชาติไทย ซึ่งเขียนโดยนายปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ กับคณะนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากรและมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งนับเป็นฐานการเรียนรู้ที่ใช้สร้างความเข้าใจด้านประวัติศาสตร์ชาติที่น่าสนใจยิ่งส่วนด้านนอกนั้นเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง สำหรับจัดแสดงวัตถุ แสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่บางส่วน เช่น รถสะเทินน้ำสะเทินบก รถถังเครื่องบิน บ.จฝ. เรือยนต์เร็วตรวจการณ์ลำน้ำ(เรือนปข.) เฮลิคอปเตอร์แบบปืนใหญ่ เป็นต้นในสังคมการเรียนรู้ปัจจุบันมีการเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้สะดวกง่ายดาย ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญในสังคมโลกออนไลน์ แม้ว่าจะทำให้การเรียนรู้จากนิทรรศการและของจริงหรือภาพจำลองนั้นจะทำให้ลดจำนวนผู้เข้าชม จนต้องเกณฑ์จำนวนหรือคอยรับส่งกันอย่างที่ปรากฏ การสร้างกระบวนการเรียนรู้จึงจำเป็นต้องบูรณาการให้สอดคล้องกันโดยการมีกิจกรรมสำคัญๆ ดังกล่าว

ภาพประวัติศาสตร์ไทย

ภาพประวัติศาสตร์ไทย
ภาพเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยา

ภาพเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยา
ภาพเหตุการณ์สงครามยุทธหัตถี

ภาพเหตุการณ์สงครามยุทธหัตถี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วิถีชีวิตกะเหรี่ยง’ ภูมิปัญญาชุมชนคนทำไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/341211

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วิถีชีวิตกะเหรี่ยง’  ภูมิปัญญาชุมชนคนทำไร่

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วิถีชีวิตกะเหรี่ยง’ ภูมิปัญญาชุมชนคนทำไร่

วันอาทิตย์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การทำไร่หมุนเวียนใหญ่

อาทิตย์ที่แล้วได้มีโอกาสตามรอยการจัดเทศกาลวิถีภูมิปัญญาชาติพันธุ์กะเหรี่ยงหมุนเวียนอย่างยั่งยืนของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน) ซึ่งได้นำสาระความรู้และแนวคิดพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษกับการฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงและบทเรียนของการทำไร่หมุนเวียนในเอเชีย-เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมาคุยกันพร้อมกับเปิดตัวหนังสือ “ต่า ออ เลอ คึ : อาหารในไร่หมุนเวียน” อันเป็นผลจากการศึกษาจากมิติวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงและเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อสร้างความเข้าใจถึงระบบการทำไร่ของชาวกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นระบบการทำไร่ลักษณะหมุนเวียนโดยมีการหมุนเวียนใช้พื้นที่ประมาณ ๗-๑๐ ปี เพื่อทำให้ระบบนิเวศน์ที่ถูกทำลายไปนั้นได้ฟื้นตัวกลับสู่สภาพเดิมและทำการปลูกพืช หลายชนิดในไร่ ได้แก่ พันธุ์ข้าว ถั่ว แตงกวา ฟักทอง ฟักเขียว และเครื่องเทศหลายชนิด ตามความเชื่อเก่าที่เชื่อว่าการทำไร่นั้นเปรียบเสมือนการเหยียบบนท่อนไม้ไผ่ คือไม่มีความแน่นอนในด้านผลผลิต ด้วยขึ้นอยู่กับคุณภาพดิน และสภาพดินฟ้าอากาศของแต่ละปี อันมีตำนานการทำไร่หมุนเวียนเล่าขานไว้หลายเรื่อง เช่น หน่อ ส่อ ซริ (คนกับผี) จอ ปา จอ โผ่ แฆ (กษัตริย์กับยาจก) กอ แกละ (สิงห์โตกับเด็กสาว) เป็นต้น

ดังนั้น ประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ชาวกะเหรี่ยงได้เริ่มต้นเลือกหาพื้นที่สำหรับถางไร่ เพื่อให้เกิดวงจรชีวิตเริ่มต้นในรอบปีใหม่มาถึงอีกครั้งหนึ่ง หลังจากได้พื้นที่แล้ว ก็ทำเครื่องหมายกากบาทเอาไว้ที่ต้นไม้แสดงให้รู้ว่า พื้นที่ตรงนี้มีเจ้าของจับจองแล้ว สำหรับการคัดเลือกพื้นที่ทำไร่ยึดหลักการว่าไม่เป็นพื้นที่ป่าต้องห้ามตามประเพณี ไม่เป็นข้อห้ามตามประเพณีในการเลือกพื้นที่ทำไร่และไม่มีลางบอกเหตุ จากนั้นอีกหนึ่งสัปดาห์ถึงเวลาลงมือฟันไร่ ก่อนลงมือฟันไร่หัวหน้าครอบครัวจะอธิษฐานให้ต้นไม้ตายให้แตกหน่อ ไม้ไผ่ตายให้แตกหน่อ เมื่อถึงเวลาจึงหว่านข้าวเจ้าซึ่งมีการเตรียมพื้นที่ปลูกแม่ข้าว ชายหนุ่มจะปักหลุมและหญิงสาวจะหยอดข้าว เมื่อเสร็จแล้วหากยังมีเชื้อข้าวเหลืออยู่ในมือของผู้หยอดข้าวเจ้าของไร่จะให้เก็บรวมกันไว้ในกระชุ หญิงสาวผู้หยอดข้าวแรกจะหยิบมาหน่อยหนึ่ง แล้วหยอดเป็นหลุมสุดท้าย จากนั้นก็จะแยกย้ายกันกลับบ้าน

นอกจากนี้มีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องจากการทำไร่ เช่น พิธีกินเชื้อข้าว พิธีเลี้ยงผี พิธีเลี้ยงผีไร่ขอพร พิธีเลี้ยงไร่ปัดรังควาญ พิธีเลี้ยงเทพอัคคีพิธีเลี้ยงเทพขวัญข้าว พิธีไล่ความชั่วในไร่ปัจจุบันการทำไร่เริ่มเลือนหายไปจากชนเผ่ากะเหรี่ยง ด้วยมีอาชีพใหม่ๆ และมีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่และสิ่งแวดล้อม นายพีรพน พิสณุพงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์ได้ชี้ให้เห็นปัญหาสำคัญของชาวกะเหรี่ยง อัตลักษณ์ชาติพันธุ์และวัฒนธรรม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติสิทธิในสัญชาติ การสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม และการศึกษา การรักษาวิถีการทำไร่หมุนเวียนให้คงอยู่ ซึ่งเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนนโยบายที่แสดงถึงความสัมพันธ์ของวิถีชีวิตกะเหรี่ยงและธรรมชาติ ได้ทำเกษตรกรรมแบบไร่หมุนเวียนที่เป็นมิตรต่อป่า รวมไปถึงการจัดแสดงผลผลิตจากไร่หมุนเวียน ที่ได้นำภูมิปัญญามาต่อยอดพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างสร้างสรรค์

ดังนั้น การให้ประชาชนในพื้นที่เมืองหลวงได้รับทราบและได้เข้าใจวิถีความหลากหลายทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์นั้น ทำให้การกำหนดนโยบายโดยไม่ได้ศึกษาหรือเข้าใจวิถีชีวิตของ
ท้องถิ่นนั้นจึงก่อให้เกิดอันตรายต่อวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่น ส่งผลให้อัตลักษณ์วัฒนธรรมบางอย่างอาจสูญหายไปในอนาคตได้ การเรียนรู้วิถีชีวิตการทำไร่หมุนเวียน และการรักษาสมดุลแบบฉบับชาวกะเหรี่ยง โดยมีแบ่งป่าตามการใช้ประโยชน์ออกเป็น ๖ ประเภท จึงเป็นการสร้างความเข้าใจใหม่ต่อสังคมว่า ไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยง ไม่ใช่ไร่เลื่อนลอยตามที่สังคมเข้าใจกันมานาน ดังนั้นการศึกษาวิจัยและการเสวนาจึงเป็นฐานข้อมูลให้แก่รัฐ ได้ศึกษาก่อนที่จะนำกฎเกณฑ์ของส่วนกลางไปบังคับใช้กับกลุ่มชาติพันธุ์ หากไม่ได้ศึกษาในวิถีภูมิปัญญาอย่างละเอียดลึกซึ้ง ก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด และเกิดผลร้ายต่อวิถีชีวิต รวมถึงกระทบต่อความมั่นคงของบ้านเมืองได้วิถีกะเหรี่ยง จึงเป็นตัวแบบหนึ่งจากภูมิปัญญาชุมชนคนอยู่ป่าทำไร่ทำนาอย่างยั่งยืนมาก่อน

ตัวอย่างเมล็ดพันธุ์พืช

ตัวอย่างเมล็ดพันธุ์พืช
วิถีชีวิตจากธรรมชาติ

วิถีชีวิตจากธรรมชาติ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘สาครบุรีวิถีชาวบ้าน’ ปฐมภูมิชุมชนลุ่มแม่น้ำท่าจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/339809

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สาครบุรีวิถีชาวบ้าน’  ปฐมภูมิชุมชนลุ่มแม่น้ำท่าจีน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สาครบุรีวิถีชาวบ้าน’ ปฐมภูมิชุมชนลุ่มแม่น้ำท่าจีน

วันอาทิตย์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมืองสมุทรสาคร

อาทิตย์นี้ขอตามรอยโครงการศึกษาวิจัยชุมชนในลุ่มแม่น้ำท่าจีนของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ไปที่จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งถูกเลือกเป็นกรณีศึกษา ด้วยเหตุที่ชุมชนท้องถิ่นแห่งนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วภายใต้การพัฒนาสมัยใหม่ เรื่องนี้ นายพีรพนพิสณุพงศ์ ผู้อำนวยการ ศมส. ได้ให้ความสำคัญของการศึกษาวิจัยความหลากหลายและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมในท้องถิ่นซึ่งการทำความเข้าใจวิถีชีวิตคนในท้องถิ่นนั้นทำให้มองเห็นรากฐานความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ภูมิสังคม ประเพณี ความเชื่อ และแบบแผนทางวัฒนธรรมของผู้คนในท้องถิ่นนั้นๆ อันเป็นภารกิจหนึ่งที่จำเป็นต้องเก็บข้อมูลประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรม เพื่อเรียนรู้การเปลี่ยนผ่าน การปรับตัว และการดำรงอยู่ของผู้คนที่หลากหลาย ผลจากการทำงานมา ๒ ปีโดยมี นายเอนก สีหามาตย์ ผู้ทรงคุณวุฒิบริหารด้านวิชาการ ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยและพัฒนาและคณะทำงานนั้นได้ทำให้ “หนังสือสาครบุรีจากวิถีชาวบ้าน” เป็นตัวอย่างชุดความรู้ที่เป็นประโยชน์ สำหรับนำไปใช้ประกอบการเรียนการสอนและเป็นข้อมูลประกอบการทำงานส่งเสริมและฟื้นฟูวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งเป็นฐานความรู้ที่กระตุ้นให้คนท้องถิ่นมีจิตสำนึกในการสืบทอดและรักษาวัฒนธรรมของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของชาติที่ต้องการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ ที่นำเอาคุณค่าทางวัฒนธรรมมาสร้างความมั่นคงและความเข้มแข็งให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

จังหวัดสมุทรสาครหรือสาครบุรีนั้นเป็นจังหวัดอยู่ชายทะเล ปากแม่น้ำท่าจีน หลักฐานทางประวัติศาสตร์กล่าวว่าในอดีตนั้นมีชุมชนใหญ่เรียกว่า “บ้านท่าจีน” ตั้งอยู่บริเวณปากอ่าวไทยในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อประมาณพ.ศ.๒๐๙๙ นั้น ได้ยกบ้านท่าจีนนั้นขึ้นเป็น เมืองสาครบุรี เพื่อเป็นหัวเมืองสำหรับเรียกระดมพลเวลาเกิดสงครามและเป็นเมืองด่านหน้าป้องกันผู้รุกรานทางทะเล ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้เปลี่ยนชื่อเมืองสาครบุรีนั้นเป็น เมืองสมุทรสาคร ในปีพ.ศ.๒๔๔๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้มีพระราชดำริที่จะสร้างสรรค์ความเจริญให้แก่ท้องถิ่นโดยใช้รูปแบบการปกครองแบบสุขาภิบาล และเมื่อวันที่๑๘ มีนาคม พ.ศ.๒๔๔๘ มีพระบรมราชโองการให้ยกฐานะตำบลท่าฉลอมเป็นสุขาภิบาล เรียกว่า“สุขาภิบาลท่าฉลอม” จึงถือได้ว่าสุขาภิบาลท่าฉลอมเป็นสุขาภิบาลแห่งแรกในหัวเมืองของประเทศไทย และปี พ.ศ.๒๔๕๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้เปลี่ยนคำว่า “เมือง” เป็น “จังหวัด” เช่นเดียวกับจังหวัดทั้งประเทศ

การศึกษาการเปลี่ยนแปลงชุมชนท้องถิ่นครั้งนี้ได้เน้นถึงประเด็นประวัติศาสตร์ภูมินามและภูมิสังคม เครือข่ายสังคมของกลุ่มชาติพันธุ์ และพิธีกรรมความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับครู บุคลากรด้านวัฒนธรรมและคนในชุมชน นำข้อมูล ข้อค้นพบจากโครงการวิจัยชุดนี้ไปประกอบการเรียนการสอน และเป็นการทำงานส่งเสริมฟื้นฟูวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย…ตามคำขวัญว่า “เมืองประมง ดงโรงงาน ลานเกษตร เขตประวัติศาสตร์” ซึ่งจะเป็นโมเดลตัวอย่างในการศึกษาสังคมและวัฒนธรรมชุมชนอื่นๆ ต่อไปเรื่องการศึกษาวิถีชุมชนเพื่อสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ที่แท้จริงนั้นหากตั้งต้นจากท้องถิ่นในมิติทางประวัติศาสตร์และวิถีวัฒนธรรมจากชุมชนทั้งประเทศได้ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการเข้าถึงการพัฒนาการของท้องถิ่น โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้จากชุมชนและคนในพื้นที่ ตลอดจนความหลากหลายทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ท้องถิ่นนั้น นี่คือการก้าวเดินไปข้างหน้าให้พัฒนาตนจากข้างใน ตาม “ศาสตร์พระราชา” ที่เข้าถึง เข้าใจ และนำไปพัฒนา ที่ทุกท้องถิ่นควรจะหันกลับมาเร่งเรื่องการยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม ดีกว่าแห่แหนจัดงานเถิดเทิงแบบละลายทิ้งแม่น้ำให้ลอยไปลอยมา


คณะทำงานวิจัยชุมชน

คณะทำงานวิจัยชุมชน
ศาลหลักเมือง

ศาลหลักเมือง
วิถีพุทธศาสนา

วิถีพุทธศาสนา
วัฒนธรรมจากชุมชนมอญ

วัฒนธรรมจากชุมชนมอญ
เอนก สีหามาตย์ ผู้ทรงคุณวุฒิฯ

เอนก สีหามาตย์ ผู้ทรงคุณวุฒิฯ
พีรพน พิสณุพงศ์ ผอ.ศมส.

พีรพน พิสณุพงศ์ ผอ.ศมส.

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ฟิลม์กระจก’ ปฐมภูมิมรดกความทรงจำของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/338398

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ฟิลม์กระจก’  ปฐมภูมิมรดกความทรงจำของโลก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ฟิลม์กระจก’ ปฐมภูมิมรดกความทรงจำของโลก

วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

รัชกาลที่ ๕ กับกล้องถ่ายภาพ

ด้วยฟิล์มกระจกนั้นเป็นสิ่งที่ใช้บันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในอดีต ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ใช้อ้างถึงและเล่าความเป็นมาถึงยุคสมัยต่างๆ ตั้งแต่แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ มานั้น ได้มีการเก็บรักษาและอนุรักษ์ฟิล์มกระจกมาอย่างต่อเนื่องจนมีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง จนสามารถนำเสนอภาพที่อยู่บนฟิล์มกระจกให้ได้รู้จักถึงบุคคลตั้งแต่สถาบันพระมหากษัตริย์จนถึงสามัญชน ได้เรียนรู้ถึงการแต่งกายแต่ละยุคสมัยที่รับค่านิยมจากต่างประเทศที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ และความทันสมัยของชาวไทยในสังคมของยุคสมัยแล้ว ยังมีภาพสถานที่สำคัญ วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และพิธีสำคัญ ให้เห็นสิ่งที่มีอยู่และไม่มีแล้วปัจจุบันสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภายใต้การนำของ คุณนันทกา พลชัย ผู้อำนวยการและคณะได้ทำหน้าที่ดูแลฟิล์มกระจก โดยศึกษาวิธีการจัดการฟิล์มกระจกจากหน่วยงานต่างประเทศและปรึกษาผู้มีความรู้จากกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เป็นต้น เพื่อรักษาฟิล์มกระจกและจัดการสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับฟิล์มกระจก จนฟิล์มกระจกนั้นได้รับการถ่ายโอนข้อมูลเก็บรักษาในรูปแบบดิจิทัล และสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติก็ยังคงทำการอนุรักษ์ตัวฟิล์มกระจกต่อไป

นอกจากนี้ ยังเพิ่มภารกิจในการอนุรักษ์ไฟล์ที่ได้รับการแปลงอีกด้วย เพื่อให้เป็นข้อมูลชั้นต้นของประเทศไทยสืบไป สำหรับงานจดหมายเหตุในประเทศไทยได้มีการศึกษาและสืบค้นจากเอกสารต้นฉบับได้ถึงสมัยอยุธยา-สุโขทัย โดยอาศัยตามข้อทรงสันนิษฐานของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า “เรื่องจดหมายเหตุมีธรรมเนียมเก่าเป็นหน้าที่ของมหาดเล็กจะต้องจดบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ เก็บไว้ในหอศาสตราคม และงานจดหมายเหตุในราชสำนักก็ยังเป็นประเพณีสืบต่อมาหลายสมัย ถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ปรากฏหลักฐานเรื่องการจัดงบประมาณกรม พระอาลักษณ์เมื่อร.ศ.115 ขอรับพระราชทานยกการบันทึกเหตุการณ์ประจำวันรวมกับราชกิจจานุเบกษา ยกเป็นกองจดหมายเหตุ ในร.ศ.118 ปรากฏหลักฐานประกาศตั้งตำแหน่งข้าราชการกรมรัฐมนตรีและกรมพระอาลักษณ์ มีหลวงนรราชจำนง ดำรงตำแหน่งปลัดกรม ยังคงปรากฏมีกองจดหมายเหตุอยู่”

สำหรับภาพถ่ายนั้นนับเป็นจดหมายเหตุภาพที่มีการบันทึกอย่างจริงจังนั้นเป็นภาพในแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ดังปรากฏภาพฝีพระหัตถ์ในคราวเสด็จประพาสต้น-เสด็จประพาสยุโรปและงานสำคัญอื่นๆ ซึ่งต่อมามีการจัดงานอวดรูปที่วัดเบญจมบพิตรเป็นครั้งแรก ทำให้เกิดการรวบรวมฟิล์มกระจกและภาพถ่ายขึ้นโดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ขณะดำรงตำแหน่งสภานายกหอพระสมุดวชิรญาณ ต่อมาฟิล์มกระจกหอพระสมุดวชิรญาณถูกส่งมอบให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเป็นผู้ดูแล และสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติได้รับมอบภาพฟิล์มกระจกดังกล่าวจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เป็นจำนวน ๓๕,๔๒๗ แผ่น

ทั้งยังได้รวบรวมและรับมอบฟิล์มกระจกจากแหล่งอื่นเพิ่มเติมอีก สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติได้เริ่มนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้กับฟิล์มกระจก โดยทำการสแกนฟิล์มกระจกต้นฉบับให้ได้ภาพดิจิทัล เพื่อประโยชน์ต่อการอนุรักษ์ฟิล์มกระจกต้นฉบับและข้อมูลทางประวัติศาสตร์ พร้อมนำเสนอขึ้นทะเบียนเอกสารมรดกความทรงจำ และเมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๙ ฟิล์มกระจกดังกล่าวนั้นได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนมรดกความทรงจำแห่งโลก โดยองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)วันนี้กระทรวงวัฒนธรรม กรมศิลปากรโดยสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ร่วมกับบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)จึงร่วมกันจัดนิทรรศการ “เฉลิมฟิล์มกระจกฉลองมรดกความทรงจำแห่งโลก” ระหว่างวันที่ ๒๕ พ.ค.-๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๑ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสฟิล์มกระจกเป็นมรดกความทรงจำของโลกและของคนไทยทั้งประเทศ

เจ้าจอมกับกล้องถ่ายภาพ

เจ้าจอมกับกล้องถ่ายภาพ
ฟิล์มกระจก

ฟิล์มกระจก
เจ้านายทรงเล่นกล้อง

เจ้านายทรงเล่นกล้อง