ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๓๓๐ ปีสุริยุปราคา’ ภูมิดาราศาสตร์ของแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/336993

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๓๓๐ ปีสุริยุปราคา’  ภูมิดาราศาสตร์ของแผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๓๓๐ ปีสุริยุปราคา’ ภูมิดาราศาสตร์ของแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หอดูดาววัดสันเปาโล

วันที่ ๓๐ เมษายนที่ผ่านมา เมื่อพ.ศ.๒๒๓๑ นั้นได้เกิดปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์คือ สุริยุปราคา ขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อาทิตย์นี้จึงตามรอยไปกับคณะของ อาจารย์อารีสวัสดี นายกสมาคมดาราศาสตร์ไทยไปจังหวัดลพบุรี เพื่อร่วมกันระลึก ๓๓๐ ปี สุริยุปราคา และพระมหากรุณาธิคุณผู้เป็นต้นแบบของการเรียนรู้ดาราศาสตร์ไทย ๓ พระองค์ คือ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีที่สืบต่อวิชาการและกิจการดาราศาสตร์ไทยจนเป็นที่ยอมรับกันในสากล สำหรับเมืองลพบุรีนั้นถือเป็นภูมิสถานที่เกี่ยวข้องกับวิชาการดาราศาสตร์อย่างมาก กล่าวคือเมื่อ พ.ศ.๒๒๒๘-๒๓๓๐ นั้นคณะบาทหลวงเยสุอิตชาวฝรั่งเศส ได้มาเผยแพร่ดาราศาสตร์ไทยในสยามประเทศ ครั้งนั้นสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงแสดงเจตจำนงให้ฝ่ายฝรั่งเศสทราบโดยผ่าน เชอวาลีเย เดอ โชมง และบาทหลวงคณะเยสุอิตนักคณิตศาสตร์ทั้ง ๖ รูป ที่เข้าเฝ้าพระองค์ที่เมืองลพบุรีเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๒๒๘ ว่า ทรงมีพระราชประสงค์สร้างหอดูดาว ที่พัก และโบสถ์ที่พระนครศรีอยุธยาและที่เมืองลพบุรี เพื่อให้คณะบาทหลวงคณะเยสุอิตนักคณิตศาสตร์ทั้ง ๑๒ รูป ที่พระองค์ทรงขอจากฝรั่งเศสนั้นได้ใช้สอยดำเนินงาน รวมทั้งจะทรงให้ความอนุเคราะห์และความคุ้มครองทุกประการเท่าที่พระองค์จะทรงกระทำได้ จึงทำให้มีสิ่งก่อสร้างเกี่ยวกับดาราศาสตร์ขึ้นในแผ่นดินสยาม

จากการสำรวจและบูรณะโบราณสถานดังกล่าวจึงได้รับรู้ หอดูดาวแห่งแรกของสยามที่วัดสันเปาโล ซึ่งมีอาคารที่พักนักคณิตศาสตร์ ๑๒ คนโบสถ์ฝรั่ง และหอสูงแปดเหลี่ยม บาทหลวงนักคณิตศาสตร์ ๖ รูป ได้ถวายคำอธิบายแก่พระองค์ว่าดาราศาสตร์เป็นวิทยาการที่มีประโยชน์ และยังได้กราบทูลอีกว่าที่กรุงปักกิ่งได้มีหอดูดาวแล้ว และมีการเชื่อมโยงความรู้ระหว่างหอดูดาวปักกิ่งกับหอดูดาวกรุงปารีส ฉะนั้นการมีหอดูดาวในสยามก็จะเพิ่มความถูกต้องให้กับความรู้เรื่องดาราศาสตร์มากยิ่งขึ้น จากนั้นสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้มีรับสั่งให้ออกญาวิชเยนทร์ (คอนสแตนตินฟอลคอน) มาบอกแก่คณะบาทหลวงเยสุอิต ๖ รูปนั้นว่า พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์จะสร้างหอดูดาวขึ้นแห่งหนึ่งในสยามและจักพระราชทานให้แก่คณะบาทหลวงเยสุอิตซึ่งพระองค์โปรดปรานมากพระองค์ทรงปรารถนาให้ความคุ้มครองและให้ความอนุเคราะห์ทุกประการอันอยู่ในวิสัยที่พระองค์จะทรงกระทำได้

หอดูดาวสร้างใน พ.ศ.๒๒๒๙ จนเสร็จใช้งานได้ในปีนี้ หอดูดาวนี้เป็นสถานที่ใช้ประกอบกิจกรรมศึกษาค้นคว้าวิชาดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ ตรงกลางเป็นหอดูดาวบนอาคารทรงแปดเหลี่ยมสูงสามชั้น มีปีกเป็นตึกสองชั้นใช้เป็นที่พัก สำหรับฐานอาคารที่อยู่ใกล้ๆ นั้น มีผังเป็นรูปไม้กางเขนที่กำลังเริ่มก่อสร้าง นั่นคือโบสถ์

สถานที่แห่งนี้มีชื่อเรียกในเอกสารชั้นต้นของชาวฝรั่งเศสว่า วิทยาลัยแห่งเมืองลพบุรีหรือคณะเยสุอิต เป็นสถานที่ได้ศึกษาวิชาดาราศาสตร์ตะวันตกได้จริงตั้งแต่ครั้งปลายแผ่นดินคือ ภายหลังพ.ศ.๒๒๓๑ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงโปรดฯให้ประกาศพระบรมราชโองการพระราชทานสิทธิอันพิเศษให้กับสถานที่ของคณะบาทหลวงเยสุอิตแห่งนี้ซึ่งถือว่าเป็น “วิทยาลัยแห่งเมืองลพบุรี” ชื่อ วิทยาลัยคอนสแตนตินติเนียน ด้วยการพระราชทานเลกวัดกว่า ๑๐๐ คนสำหรับใช้พายเรือให้คณะบาทหลวง และใช้สอยงานอื่นๆและพระที่นั่งไกรสรสีหราช หรือพระที่นั่งเย็นตามที่ปรากฏในเอกสารต่างๆ ของชาวฝรั่งเศส และภาพพิมพ์จากภาพแกะไม้เหตุการณ์สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงกล้องทอดพระเนตรจันทรุปราคาเต็มดวงในคืนวันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๒๒๘ ร่วมกับคณะบาทหลวงชาวฝรั่งเศสณ พระตำหนักทะเลชุบศร คือพระที่นั่งเย็น และภาพเขียนเหตุการณ์สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทอดพระเนตรการเกิดสุริยุปราคา ในเวลาตอนเช้า ของวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ.๒๒๓๑ ณ พระที่นั่งเย็นเช่นเดียวกัน การเกิดสุริยุปราคาในครั้งนั้นสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวงที่พาดผ่านแม่น้ำกฤษณะในประเทศอินเดีย พม่า จีน ไซบีเรีย ไปสิ้นสุดในทวีป สำหรับสยามในตอนนั้นเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วน ดังนั้นการเรียนรู้วิชาดาราศาสตร์จากภูมิสถานจริงจึงสร้างการเรียนรู้ตามกาลเทศะได้เป็นอย่างดีที่สุด

สุริยุปราคา ๓๐ เมษายน ๒๒๓๑

สุริยุปราคา ๓๐ เมษายน ๒๒๓๑
พระที่นั่งเย็นกับอุปกรณ์ดาราศาสตร์

พระที่นั่งเย็นกับอุปกรณ์ดาราศาสตร์
อนุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

อนุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘หมาก’ ปฐมบทเครื่องแสดงยศศักดินาอยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/335644

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หมาก’  ปฐมบทเครื่องแสดงยศศักดินาอยุธยา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หมาก’ ปฐมบทเครื่องแสดงยศศักดินาอยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เครื่องแสดงยศ

ความสนใจใคร่รู้ในเรื่องวัฒนธรรมไทยจากกระแสละครย้อนยุคนั้น คงไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับการนุ่งโจงห่มสไบถ่ายรูปกันเท่านั้น การเรียนรู้ต่อยอดเพื่อให้เกิดการศึกษาเชิงลึกนั้น คุณนิตยา กนกมงคล ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนครและคณะ ได้หยิบยกเรื่อง “สารพัดเชี่ยนหมาก” สมัยอยุธยา มาขยายความรู้ต่อเพื่อนำสู่ความเข้าใจถึงวัฒนธรรมกินหมากและการสร้างเครื่องแสดงยศขุนนางและพระบรมวงศานุวงศ์ ด้วยเหตุที่การกินหมากนั้นเป็นวิถีวัฒนธรรมไทยในอดีต ที่ใช้สร้างสัมพันธไมตรีดีต่อกัน จนมีการสร้างสรรค์เครื่องใช้ใส่หมากพลูขึ้น พร้อมกับสร้างสรรค์ประณีตศิลป์แตกต่างกันตามฐานะและรสนิยมชั้นยศ ให้เป็นประเพณีปฏิบัติของการสร้างเครื่องแสดงยศในสังคมศักดินาอยุธยา การกินหมากนั้นมีเครื่องกินหมากทั้งหมด ๔ อย่างคือ ผลหมาก ใบพลู ปูนแดง และยาเส้น บางครั้งมีการใส่เครื่องหอมหรือเปลือกไม้อื่นเพิ่มเติมตามรสนิยม เช่น กานพลู การบูร พิมเสน เปลือกตะเคียน เปลือกสีเสียด

สำหรับ “หมาก” (Betel nut, Arecanut หรือArecanut palm) นั้นนับเป็นพืชพื้นถิ่นยืนต้นตระกูลเดียวกับปาล์ม ปลูกได้ทั่วไปในพื้นที่เขตอบอุ่นและเขตร้อนมีถิ่นกำเนิดในแถบแหลมมลายูและหมู่เกาะฟิลิปปินส์ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Areca catechy Linn. มีคำเรียกชนิดผลของหมากที่ใช้กินว่า หมากดิบ คือ หมากที่ยังไม่แก่หมากส่ง คือ หมากที่แก่จัด หมากอีแปะ คือหมากที่นำเนื้อในผลมาผ่าเป็นแผ่นบางๆ แล้วตากแห้งไว้ และหมากยับ คือ หมากแก่จัดที่เก็บไว้ทั้งเปลือก ไว้กินยามที่หาหมากยาก ส่วนเครื่องประกอบการกินหมากอื่นๆ ได้แก่ พลู นั้นนิยมใช้ใบมาบริโภคมี พลูค้างทองหลางมีใบสีเขียวและรสเผ็ด มักปลูกทิ้งค้างไว้กับต้นไม้อื่น และพลูจีนหรือพลูค้างไม้ ใบสีเหลืองขนาดใหญ่กว่าพลูค้างทองหลางและรสไม่ค่อยเผ็ด มักปลูกทิ้งไว้ให้เลื้อยบนไม้ที่พาดให้

นอกจากนี้ยังมี พลูนาบ เป็นพลูป่าที่นำมานาบด้วยความร้อนเก็บใช้กินยามขาดแคลน  ปูนแดง ทำมาจากการเผาหินปูนหรือเปลือกหอยจนเป็นเถ้าแล้วนำมาบดให้เป็นผงกวนกับน้ำเป็นปูนขาว แล้วนำปูนขาวนั้นมาผสมขมิ้น เพื่อให้กรดในปูนทำปฏิกิริยากับขมิ้นกลายเป็นสีแดงและลดความเป็นกรดลง  ยาเส้น มี ๒ ชนิด คือยาจีน หรือ ยาฝอย กับ ยาฉุน นำมาปั้นเป็นก้อน ใช้เช็ดหรือสีฟันหลังจากเคี้ยวหมากแล้ว  เครื่องกินหมากทั้งหมดนี้ทำให้เกิดการสร้างเครื่องใส่ใช้ในการกินหมากหลายรูปแบบจากวัสดุต่างๆ เช่น ไม้ เงิน นาก ทอง เครื่องเขิน เครื่องถมมีรูปแบบและความประณีตแตกต่างกันไปตามฐานะและใช้เป็นเครื่องแสดงยศ ซึ่งประกอบด้วยสิ่งของต่างๆ คือ เต้าปูน ใช้ใส่ปูนหมาก โดยมีไม้ควักปูน ซองพลู ใช้ใส่พลูจีบ ที่ใส่หมาก ใช้ใส่หมากสดและหมากแห้ง นอกจากนี้ยังมี ตลับ ผอบกล่อง ใช้ใส่ยาเส้น กานพลู การบูร สีเสียดจัดเป็นชุดเชี่ยนหมาก ๓-๘ ใบ ถ้าเป็นเครื่องประกอบยศเรียกพานพระศรี โดยมีอุปกรณ์ประกอบ ได้แก่ มีดเจียนหมาก เป็นมีดขนาดเล็กใช้ผ่าหมากดิบและเจียนพลูกรรไกรหนีบหมาก เป็นกรรไกรที่ใบมีดข้างหนึ่งใหญ่และคมกว่าอีกข้าง ใช้สำหรับผ่าลูกหมากและเนื้อหมาก
ตะบันหมาก มีลักษณะทรงกระบอกเรียวเล็กลงด้านปลายใช้ตำหมากพลูให้แหลกโดยมีสากตะบัน และ กระโถน ใช้บ้วนน้ำหมาก หรือคายชานหมากที่จืดแล้ว

วัฒนธรรมกินหมากนี้ทำให้เกิดความนิยมการมีฟันดำจนมีคำกันว่า “ขอให้ฟันดำเหมือนลูกหว้า ขอให้ปัญญาเหมือนพระมโหสถ” การทำให้ฟันดำเร็วนั้นใช้กะลามะพร้าวไปเผาไฟ แล้วนำมะนาวมาบีบใส่ให้ เกิดเป็นยางดำ ใช้เป็นยาสีฟัน ดังนั้นการมอบ “พานพระศรี”จึงเป็นเครื่องแสดงยศประกอบบำเหน็จความดีความชอบในสังคมศักดินาอยุธยา ซึ่ง Mr.Nicolas Gervaiseได้เล่าไว้ในหนังสือ Histoire Naturelle et Politique de Royaume du Siam ว่า “เราจะรู้จักความสำคัญของขุนนางเหล่านี้ในที่สาธารณะได้ ไม่เพียงจากหีบหมากพระราชทาน จากฐานะของเรือ จากดาบที่คาดเท่านั้นแต่ยังรู้ได้จากจำนวนทาสที่ติดหน้าตามหลังด้วย”สรุปว่าเชียนหมาก หรือ “พานพระศรี” คือปฐมบทเครื่องแสดงยศขุนนางศักดินาสมัยอยุธยาที่ต่อเนื่องมาจนปัจจุบันนั่นเอง

เครื่องแสดงยศขุนนาง

เครื่องแสดงยศขุนนาง
หมากพลูค่านิยมคนอยุธยา

หมากพลูค่านิยมคนอยุธยา
หมากทองคำ

หมากทองคำ
พานพระศรี-สมเด็จเจ้าฟ้า

พานพระศรี-สมเด็จเจ้าฟ้า
พานพระศรีของพระบรมวงศ์

พานพระศรีของพระบรมวงศ์
พานพระศรีของเก่า

พานพระศรีของเก่า
ชุดแสดงเครื่องยศ

ชุดแสดงเครื่องยศ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พราหมณ์ศิวไกวัลย์’ ภูมิพิธีศักดิ์สิทธิ์ราชสำนักขอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/334255

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'พราหมณ์ศิวไกวัลย์'  ภูมิพิธีศักดิ์สิทธิ์ราชสำนักขอม

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พราหมณ์ศิวไกวัลย์’ ภูมิพิธีศักดิ์สิทธิ์ราชสำนักขอม

วันเสาร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2561, 15.56 น.

ปราสาทแห่งพิธีศักดิ์สิทธิ์

แม้ปราสาทสด๊กก๊อกธมจะอยู่ชายแดนแถบตาพระยา จังหวัดสระแก้ว แต่ด้วยเป็นปราสาทที่พบจารึก ๒ หลัก ซึ่งกล่าวถึงสถานที่และตระกูลของพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นหลักฐานสำคัญของประวัติศาสตร์ขอมโบราณ ได้ทำให้กรมศิลปากรทำการบูรณะฟื้นฟูจากกองหินจำนวนมากที่ถูกทำลายจากการสู้รบตามชายแดนโดยวิธีการประกอบคืนสภาพที่เรียกว่า อนัสติโลซิส(Anastylosis) ซึ่งมีการนำมาใช้ครั้งแรกเพื่ออนุรักษ์กลุ่มโบราณสถานอะโครโปลิสแห่งเมืองเอเธนส์ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๖ นั้น มาประกอบขึ้นเป็นปราสาทโดยใช้เวลานานปี

สำหรับความในจารึกหลักที่ ๑ ซึ่งเชื่อว่ากษัตริย์ขอมน่าจะเป็นพระเจ้าชัยวรมันที่ ๔ นั้นได้ทรงมีพระบรมราชโองการให้วีเรนทรวรมัน เป็นผู้สั่งให้เจ้าหน้าที่นำศิลาจารึกหลักนี้มาประดิษฐานไว้ที่แห่งนี้ปรากฏมหาศักราช ๘๕๙ ตรงกับพ.ศ.๑๔๘๐ มีความบอกไว้ว่า “เสตญอาจารย์โขลญสันดับ และเสตญอาจารย์โขลญพนม” ผู้ดูแลพระเทวรูปได้แจ้งให้ พระบุณย์มรเตญมัทยมศิวะ วาบบรม พรหม และแม่บส  ให้ร่วมกันดูแลพระเทวรูป โดยการถวายข้าวสารและน้ำมัน ตลอดหนึ่งปี และแจ้งพระบรมราชโองการถึง กำเสตญอัญศรีวีเรนทรวรมัน ให้เจ้าหน้าที่มาตั้งหลักศิลาจารึกไว้ในเมืองนี้ โดยห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลน้ำมัน ริบเอาน้ำมันเป็นของตนเอง ห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลเรื่องข้าวริบเอาข้าวเป็นของตนเอง และห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลเทวสถานเรียกใช้ทาสพระให้ไปทำงานอื่น ให้ใช้ทาสพระเหล่านั้นในการดูแลพระเทวรูปและพระศิวลึงค์เท่านั้น ส่วนข้อความความต่อไปนั้นเป็นรายชื่อของทาสและพระ

สำหรับจารึกหลักที่ ๒ นั้น มีข้อความอยู่ ๔ ด้านระบุมหาศักราช ๙๗๑ ซึ่งตรงกับพ.ศ.๑๕๙๕ ไว้โดยมีความโดยสังเขปแต่ละด้านดังนี้  ด้านที่ ๑ เป็นคำกล่าวนมัสการพระศิวะ พระพรหม พระนารายณ์ ตามด้วยการกล่าวสรรเสริญ พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒ ว่ารูปงามเหมือนกามเทพ มีปัญญาดุจพระพรหม และทรงปกครองแผ่นดินด้วยความยุติธรรม จากนั้นก็กล่าวถึงพราหมณ์ศิวไกวัลย์ ว่าเป็นผู้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นมุนี ผู้ประกอบพิธีกรรมตามประเพณี หลังจากที่ได้เรียนรู้เรื่องเวทมนตร์จากพราหมณ์หิรัณยทามะแล้ว ตอนท้ายกล่าวสรรเสริญ ชเยนทรวรมันผู้เป็นพระอาจารย์ของพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒ ผู้มีบรรพบุรุษต้นตระกูลคือ “พราหมณ์ศิวไกวัลย์” ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ประกอบพิธีกรรมตามประเพณีด้านที่ ๒ นั้น เป็นการลำดับความสัมพันธ์ และผลงานของผู้ที่อยู่ในสายตระกูล ที่มีหน้าที่ประกอบพิธีกรรมในราชสำนักกัมพูชา เริ่มตั้งแต่ พราหมณ์ศิวไกวัลย์เรื่อยมาจนถึง ชเยนทรวรมัน หรือ สทาศิวะ ด้านที่ ๓เป็นข้อความกล่าวสรรเสริญ พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒แจงรายการสิ่งของ ที่พระองค์ถวายแด่เทวสถานณ เมืองภัทรนิเกตนะ ไว้เป็นจำนวนมาก

จากนั้นก็กล่าวถึงการบริจาคที่ดินของ พระราชครูชเยนทรวรมัน ตามด้วยการลำดับสายสกุล และผลงานของพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีกรรมในราชสำนัก ของแต่ละรัชกาล และความ ด้านที่ ๔นั้นเป็นข้อความการลำดับสายสกุลและผลงานของพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีกรรมในราชสำนัก ของแต่ละรัชกาลต่อมาจากจารึกด้านที่ ๓ ส่วนชื่อของปราสาทสด๊กก๊อกธมที่ถูกเรียกจากสภาพพื้นที่มีต้นกกจำนวนมากนั้นจะมีชื่อแท้จริงว่าอะไรไม่ปรากฏชื่อ แต่ด้วยเหตุที่เป็นเทวสถานสำคัญของเมืองภัทรนิเกตนะ และเป็นเทวสถานของพราหมณ์ผู้สืบเชื้อสายมาจาก พราหมณ์ศิวไกวัลย์ ผู้ประกอบพิธีกรรมสำหรับกษัตริย์ขอมโบราณจนถึง ชเยนทรวรมัน หรือสทาศิวะนั้น ทำให้ปราสาทสด๊กก๊อกธมแห่งนี้เป็นเทวสถานหนึ่งเดียวแห่งพิธีศักดิ์สิทธิ์ของพราหมณ์โบราณ ที่กรมศิลปากรได้พัฒนาเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ขึ้นอีกแห่งหนึ่ง

จารึก ๑ - ด้าน ๑

จารึก ๑ – ด้าน ๑
พราหมณ์ผู้ประกอบพิธี

พราหมณ์ผู้ประกอบพิธี

ปราสาทสด๊กก๊อกธม

ปราสาทสด๊กก๊อกธม
ปราสาทเมืองกัทรนิเกตนะ

ปราสาทเมืองกัทรนิเกตนะ
เทวสถานแห่งภัทรนิเกตนะ

เทวสถานแห่งภัทรนิเกตนะ
จารึก ๒ - ด้าน ๑

จารึก ๒ – ด้าน ๑

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองลพบุรี’ภูมิราชธานีแห่งขุนหลวงนารายณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/332990

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองลพบุรี’ภูมิราชธานีแห่งขุนหลวงนารายณ์

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองลพบุรี’ภูมิราชธานีแห่งขุนหลวงนารายณ์

วันอาทิตย์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เรื่องราวสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชหรือขุนหลวงนารายณ์นั้น ต้องถือว่าเมืองลพบุรีมีความสำคัญยิ่งกว่ากรุงศรีอยุธยา ด้วยถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นราชธานีอันดับสองแล้วขุนหลวงนารายณ์ก็ทรงโปรดที่จะประทับอยู่จนขุนนางวิ่งขึ้นล่องอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะการรับคณะราชทูตฝรั่งเศสและปลายรัชกาลนั้นมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นที่นี่ แล้วออเจ้าจะไม่มาตามชมภูมิสถานแห่งนี้ก็ถือว่าไม่มีบุพเพสันนิวาสโดยแท้ ด้วยเมืองลพบุรีเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่มีหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์มาแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์เมื่อ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว จากการพบหลักฐานทางโบราณคดีจำนวนมาก รวมทั้งจารึกและเอกสารต่างๆ นั้นในพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๕ จากพงศาวดารเหนือ กล่าวถึงพระยากาฬวรรณดิศได้ให้พราหมณ์ยกพลมาสร้างเมืองละโว้ตั้งแต่ พ.ศ.๑๐๐๒ จากตำนานชินกาลมาลีปกรณ์ได้กล่าวถึงการสร้างเมืองหริภุญไชยใน พ.ศ.๑๒๐๔ และต่อมาอีก ๒ ปี คือ พ.ศ.๑๒๐๖ ได้ส่งทูตล่องลำน้ำปิงไปเมืองลวปุระทูลขอเชื้อสายกษัตริย์ลวปุระให้ไปครองเมือง ครั้งนั้นกษัตริย์ลวปุระได้พระราชทานพระนางจามเทวี พระราชธิดาให้ไปครองเมืองหริภุญไชย ทรงสร้างวัดจามเทวีที่เมืองหริภุญไชย เมืองลวปุระนี้ก็คือเมืองลพบุรีในปัจจุบัน ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๘ ลวปุระได้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของอาณาจักรเขมรเป็นครั้งคราวโดยมี พระปรางค์สามยอด ศิลปะเขมรสมัยบายน อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ปรางค์แขกและศาลพระกาฬ จนเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๘ อาณาจักรเขมรอ่อนแอลง จึงทำให้รัฐต่างๆ ที่เคยอยู่ใต้อำนาจนั้นต่างแยกตัวเป็นอิสระ รวมทั้งลวปุระด้วย

ในสมัยอยุธยาขุนหลวงนารายณ์ (ครองราชย์ ระหว่างพ.ศ. ๒๑๙๙-๒๒๓๑) ได้สร้างเมืองใหม่ขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๒๐๙ และสถาปนาลพบุรีเป็นราชธานีที่สอง ซึ่งก่อนนั้นพระราเมศวร เคยมาประทับเมืองนี้ ครั้งนั้นได้มีการจัดวางระบบการจัดการทรัพยากรน้ำ คือ มีการนำท่อดินเผามาใช้เป็นท่อส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำซับเหล็กมาใช้ในวังพระนารายณ์ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตตำบลท่าหิน อำเภอเมืองลพบุรีจังหวัดลพบุรี พระนารายณ์ราชนิเวศน์ มีเนื้อที่ ๔๑ ไร่ เป็นพระราชวังที่ใช้เป็นประทับ ล่าสัตว์ ออกว่าราชการ และต้อนรับแขกเมือง พระองค์ทรงประทับ ณ พระราชวังแห่งนี้ประมาณ ๘-๙ เดือนในช่วงปลายรัชกาลและเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งสุทธาสวรรค์เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๒๓๑ ภายหลังการเสด็จสวรรคตทำให้วังพระนารายณ์ถูกทิ้งร้าง

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ พระองค์โปรดให้บูรณะวังพระนารายณ์ และสร้างพระที่นั่งขึ้นใหม่ในปี พ.ศ.๒๓๙๙ แล้วพระราชทานนามว่า “พระนารายณ์ราชนิเวศน์”ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ฯซึ่งพระที่นั่งและอาคารที่จัดว่าเป็นสถาปัตยกรรมพระราชวังที่งดงามที่สุด ภายในตัวเมืองลพบุรีนั้นยังมีแนวกำแพงเมืองและสถานที่สำคัญที่น่าสนใจสมัยพระนารายณ์อีกหลายแห่ง เช่นวัดพระศรีมหาธาตุ วัดสันเปาโล พระที่นั่งเย็น วัดนครโกษา และ บ้านหลวงรับราชทูต ซึ่งอยู่ทางเหนือของวังนารายณ์ราชนิเวศน์ เป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกแบ่งได้ ๓ ส่วน ด้านตะวันออกเป็นบ้านพักของคณะทูตชาวฝรั่งเศส ด้านตะวันตกเป็นบ้านพักของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ขุนนางชาวกรีก และท้าวทองกีบม้า ภรรยา ส่วนกลางเป็นที่ตั้งของโบสถ์ของคริสต์ศาสนาที่สถาปัตยกรรมเป็นแบบ Renaissence ผสมสถาปัตยกรรมไทยแห่งแรกของไทยและของโลกด้วย  ดังนั้นเมืองลพบุรีหรือลวปุระในอดีต จึงเป็นภูมิสถานราชธานีที่สองในแผ่นดินขุนหลวงพระนารายณ์ที่มีเหตุการณ์การช่วงชิงอำนาจเพื่อขจัดชาวต่างชาติของขุนนางคนสำคัญหลายคน…แล้วทำไมไม่ไปชมกันนะออเจ้า

การเรียนรู้จากสถานที่จริง

การเรียนรู้จากสถานที่จริง
วังพระนารายณ์

วังพระนารายณ์
ศิลปกรรมปูนปั้นที่เหลืออยู่

ศิลปกรรมปูนปั้นที่เหลืออยู่
วัดสันเปาโล

วัดสันเปาโล
วัดพระศรีมหาธาตุ ลพบุรี

วัดพระศรีมหาธาตุ ลพบุรี
พระที่นั่งเย็น

พระที่นั่งเย็น
พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญมหาปราสาท

พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญมหาปราสาท
นิทรรศการแผ่นดินพระนารายณ์

นิทรรศการแผ่นดินพระนารายณ์
แผนที่ลพบุรี

แผนที่ลพบุรี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองดงละคร’ ภูมิเมืองท่าโบราณพุทธศตวรรษที่ ๑๕

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/331748

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองดงละคร’  ภูมิเมืองท่าโบราณพุทธศตวรรษที่ ๑๕

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองดงละคร’ ภูมิเมืองท่าโบราณพุทธศตวรรษที่ ๑๕

วันอาทิตย์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯเมืองดงละคร

วันอนุรักษ์มรดกไทย วันที่ ๒ เมษายน ที่ผ่านมานั้น เป็นวันที่ทุกคนให้ความสำคัญต่อการเอาใจใส่ดูแลรักษาโบราณสถานของตน ดังนั้นในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ กรมศิลปากรจึงมีกิจกรรมที่เกี่ยวกับโบราณสถานแม้จะเป็นเพียงการปลูกต้นไม้และทำความสะอาดพื้นที่ ก็พอทำให้เห็นหนทางความรักหวงแหนมรดกของแผ่นดิน มากกว่าการบุกรุกทำลาย อาทิตย์นี้ได้ตามกิจกรรมวันอนุรักษ์มรดกไทยไปที่เมืองโบราณดงละคร ซึ่งเป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดีที่ใกล้กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ตำบลดงละคร อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก โดยเมืองโบราณนี้ตั้งอยู่บนเนินดินทางด้านทิศตะวันออก สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ๓๔ เมตร ลักษณะของเมืองนั้นเป็นรูปไข่เกือบกลม มีคูน้ำและคันดินโดยรอบ มีเนื้อที่ประมาณ ๓,๐๐๐ ไร่ มีเส้นผ่าศูนย์กลางของเมืองประมาณ ๗๐๐-๘๐๐ เมตร

เดิมนั้นมีแนวกั้นเป็นคันดินสองชั้น ปัจจุบันถูกบุกรุกทำลายเหลือเพียงชั้นนอกชั้นเดียว คันดินชั้นนอกมีความสูงกว่าคันดินชั้นใน และคันดินชั้นในนี้มีพื้นที่กว้างขวางกว่า  การสร้างเมืองนี้ติดกับแม่น้ำนครนายกสายเดิมที่สามารถเชื่อมต่อชายฝั่งทะเล ทำให้เหมาะสำหรับเดินทางค้าขายทางทะเล และยังทำการเกษตรได้โดยรอบ ประมาณเอาว่ามีผู้อยู่อาศัยในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๘ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการค้าขายทางทะเลในสมัยโบราณ

ตำนานของเมืองถูกเล่ากันว่าชาวบ้านเรียกเมืองนี้ว่าเมืองลับแล ส่วนชื่อเมืองจริงๆ นั้นไม่รู้ นอกจากความเชื่อว่า เวลากลางคืน ได้ยินเสียงดนตรีมโหรีแว่วออกมาจากในป่ากลางเมืองราวกับมีงานละคร จึงเรียกว่าดงละคร นัยว่าเมืองที่มีการเล่นละครในดง บ้างกว่าเมืองนี้น่าจะเรียกว่าดงนคร หมายถึงนครที่อยู่ในดง แล้วเพี้ยนเปลี่ยนเป็นดงละคร

เมื่อครั้งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสเมืองปราจีนบุรีนั้นได้มีพระบรมราชาธิบายเกี่ยวกับเมืองดงละครไว้ว่า “เป็นเมืองที่สร้างขึ้นโดยเจ้าแผ่นดินเขมรโบราณซึ่งเป็นสตรี หรืออาจเรียกว่าราชินีแห่งแผ่นดินเขมรโบราณนั่นเอง โดยเมื่อราชินีองค์นี้ขึ้นครองแผ่นดินเขมร ได้เฟ้นหาชายรูปงามจากแคว้นต่างๆ เพื่อเป็นคู่ครอง โดยได้พบชายชาวเขมรสองคนก่อน จึงได้รับเลี้ยงไว้ แต่ต่อมาได้พบกับชายอีกคนจากแผ่นดินเขมรเก่าปัจจุบันคือแผ่นดินไทย ราชินีเขมรพอพระทัยในชายผู้นี้มากจึงอยากจะรับเลี้ยงไว้อีกคน แต่ชายสองคนก่อนไม่ยอม ราชินีเขมรจึงสร้างเมืองใหม่ชายอีกคนคือ เมืองดงละครซึ่งอยู่ใกล้กับอาณาจักรเขมร แต่ต่อมาราชินีเขมรองค์นั้นก็ได้ประชวรและสิ้นพระชนม์ไป ไม่ได้มีราชบุตรสืบพระราชวงศ์ต่อไป” ประมาณได้ว่าเป็นเมืองโบราณที่สร้างโดยขอมโบราณ ซึ่งเมื่อสำรวจแล้วได้พบหลักฐานหลายอย่างที่เป็นศิลปะขอมหรือเขมรเช่น คันฉ่องสำริด เทวรูปสำริดนุ่งผ้าศิลปะแบบเดียวกับที่นครวัด เป็นต้น

หลังพุทธศตวรรษที่ ๑๘ คาดว่าแม่น้ำนครนายกเปลี่ยนเส้นทางการไหลซึ่งเดิมไหลผ่านทางทิศตะวันตกของเมืองดงละครมาเป็นปัจจุบันนี้ จึงทำให้เมืองที่เจริญรุ่งเรืองขาดแคลนน้ำจนคนส่วนใหญ่ย้ายไปตั้งถิ่นฐานใหม่ตามเส้นทางน้ำเป็นเมืองนครนายกในปัจจุบันนี้ ช่วงต้นรัตนโกสินทร์นั้นได้มีพวกลาวพวนลาวเวียง และมอญ มาตั้งถิ่นฐานบริเวณนี้โดยใช้พื้นที่ทำนาเป็นหลัก และมักมีช้างป่าลงมากินข้าวในนาเสมอๆ จนมีผู้คนมาอาศัยมากขึ้นช้างป่าจึงถอยหนีไปอยู่ที่บริเวณเขาใหญ่แทน ดังนั้นการฟื้นฟูดูแลรักษาเมืองโบราณดงละครแห่งนี้จึงมีการสงวนพื้นที่โบราณสถานตามสภาพที่มีผู้คนเข้ามาอาศัยทำสวนทำนา  และประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ ๕๒ ตอนที่ ๗๕ เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ในปีพ.ศ. ๒๕๑๕ จึงมีการขุดแต่งเมืองโบราณดงละครโดยนายพิสิฐ เจริญวงศ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากรและคณะได้ดำเนินการขุดแต่งและอนุรักษ์เมืองนี้มาเป็นลำดับ ซึ่งพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงการอยู่อาศัยของผู้คนในยุคพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๕ เช่น พระพิมพ์เนื้อเงิน ศิลปะแบบทวารวดี เครื่องปั้นดินเผา เครื่องเคลือบสีน้ำตาล เครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ถังและซ้อง รวมทั้งลูกปัดแก้วหลายสี ลูกปัดแบบลูกตา (eye beads)ลูกปัดสลับสี (mosaic beads) ลูกปัดหินคาร์เนเลียน และอะเกต จากเปอร์เซีย อิหร่าน อิรัก  เป็นต้น ซึ่งยืนยันว่าเมืองดงละครนี้เป็นเมืองท่าสำคัญในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๕ และนับถือพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทด้วยพบเศียรพระพุทธรูปแบบนาคปรกและโบราณวัตถุสำคัญมากมาย

แนวคันดินและประตูเมือง

แนวคันดินและประตูเมือง

ผู้ร่วมกิจกรรมวันอนุรักษ์

ผู้ร่วมกิจกรรมวันอนุรักษ์
ผังเมืองดงละคร

ผังเมืองดงละคร

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พหุวัฒนธรรม’ ปฐมบทการเรียนรู้สาธารณะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/330309

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พหุวัฒนธรรม’  ปฐมบทการเรียนรู้สาธารณะ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พหุวัฒนธรรม’ ปฐมบทการเรียนรู้สาธารณะ

วันอาทิตย์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คณะวิทยากรพหุวัฒนธรรม

ด้วยเหตุที่เรื่อง “พหุวัฒนธรรม” นั้นเป็นเรื่องที่รัฐให้ความสำคัญ ด้วยเหตุนี้ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรและสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงร่วมกันจัดกิจกรรมเสวนาวิชาการเรื่อง “พหุวัฒนธรรม : อดีตและปัจจุบันของความหลากหลายในปาตานี” เมื่อวันที่๒๗ มีนาคม ๒๕๖๑ อาทิตย์นี้ขอตามรอยปฐมบทของแนวคิด “พหุวัฒนธรรม” ที่จังหวัดปัตตานี อันเป็นบทบาทสำคัญหนึ่งในการสร้างความรู้ความเข้าใจและปรับใช้ได้จริงในพื้นที่ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคมผ่านมิติของพหุวัฒนธรรม อีกทั้งยังเป็นการทำงานผ่านเครือข่ายวิชาการในการสร้างการมีส่วนร่วมสนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมความรู้ทางมานุษยวิทยาและสาขาที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเป็นเวทีสร้างเครือข่ายความร่วมมือต่อกันให้มีความเข้มแข็งทางวิชาการมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาองค์ความรู้ทางมานุษยวิทยาและสาขาที่เกี่ยวข้อง เป็นการเชื่อมโยงนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ปี ๒๕๖๐-๒๕๖๑ ที่มุ่งให้สังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความปลอดภัยปราศจากเงื่อนไขความรุนแรง วิถีชีวิตของทุกคนได้รับการปกป้อง พัฒนาบนพื้นฐานสังคมพหุวัฒนธรรม และมีส่วนร่วมในกระบวนการเสริมสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะวัตถุประสงค์ในข้อที่ ๓เพื่อให้สังคมไทยและสังคมในพื้นที่ยอมรับและเห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกันภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม และร่วมกันแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้สังคมตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดนี้อย่างแท้จริง

ด้วยเหตุที่ พหุวัฒนธรรม (MULTICULTURAL-SOCIETY) นั้นเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมหลากหลายซึ่งจะตรงกันข้ามกับสังคมวัฒนธรรมเดียว (monoculural society) สังคมเมืองปัตตานีนั้นเป็นสังคมหลากหลายประกอบด้วยคนจีน มลายู และไทย ซึ่งแต่ละบุคคลนั้นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่มีลักษณะวัฒนธรรมที่เป็นของตนเอง และหลายๆ กลุ่มจะรวมตัวกันเป็นสังคมใหญ่ การอยู่รอดของกลุ่มเกิดจากการเห็นคุณค่าของกระบวนการคิดและสัญลักษณ์ที่เกิดจากการสร้างของวัฒนธรรม ปัจจัยทางศาสนา เชื้อชาติ อายุ เพศ ชนชั้นทางสังคม และการศึกษา จะเป็นตัวสำคัญที่กำหนดเกี่ยวกับความเชื่อ ความรู้สึก และการกระทำของบุคคล ในลักษณะของการรวมกลุ่มต่างๆ ของสังคมใหญ่ ย่อมมีการประสานของกลุ่มต่างๆ ในสังคม บุคคลแต่ละคนนอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มหนึ่งแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอื่นๆ ในขณะเดียวกันด้วย ซึ่งอาจมีลักษณะที่ชัดเจนในกลุ่มหนึ่งและมีลักษณะที่น้อยหรือไม่มีเลยในอีกกลุ่มหนึ่ง พหุวัฒนธรรม คือการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสังคม การเมือง เศรษฐกิจ การศึกษาและประวัติศาสตร์โดยใช้โครงสร้างของกลุ่มชน(ethnicity) เชื้อชาติ(race) สถานะของครอบครัว(socioeconomic status) เพศ(gender) ความสามารถพิเศษ(exceptionalities ภาษา(language)ศาสนา(religion) บทบาททางเพศ(sexual orientation)และพื้นที่ทางภูมิศาสตร์(geographical area)

ซึ่งศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (ศมส.) กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) โดย นายพีรพน พิสณุพงศ์ ผอ.ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ได้คำนึงถึงภารกิจรวบรวมและจัดระเบียบข้อมูลในสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ และให้ความสำคัญกับการพัฒนาคลังข้อมูลที่มีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจวิถีชีวิตและวัฒนธรรม โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในการประมวลผล และนำเสนอชุดข้อมูลอย่างเป็นระบบซึ่งในปี ๒๕๖๑ นี้ ได้มุ่งเน้นงานเผยแพร่วิชาการสู่สาธารณะ และการจัดกิจกรรมทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง ในเป้าหมายสำคัญ ๓ ประการ คือ ๑.บริการความรู้ทางมานุษยวิทยาและสาขาที่เกี่ยวข้องแก่นักวิชาการผู้ใช้ข้อมูลทางวิชาการ และผู้ปฏิบัติการทางวัฒนธรรม ได้มีโอกาสและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน  ๒.เปิดพื้นที่ให้นักวิชาการ ได้นำเสนอผลงานวิชาการ และ ๓.สร้างเครือข่ายนักวิชาการด้านมานุษยวิทยาและผู้ปฏิบัติการทางวัฒนธรรม เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลวิชาการด้านมานุษยวิทยา โดยมุ่งเน้นประเด็นสำคัญในเรื่องชาติพันธุ์วิทยา มรดกทางวัฒนธรรม และวัฒนธรรมร่วมสมัย ซึ่งในวันที่ ๒ เมษายน วันอนุรักษ์มรดกไทยนี้ ศมส.จะมีการเปิดพื้นที่บริการความรู้และจัดเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญทางมานุษยวิทยาที่สำคัญของประเทศ

ความหลากหลายวัฒนธรรมอาหาร

ความหลากหลายวัฒนธรรมอาหาร
ศจ.ดร.อรรถจักร สัตยานุรักษ์

ศจ.ดร.อรรถจักร สัตยานุรักษ์
เอนก สีหามาตย์ จากศมส.

เอนก สีหามาตย์ จากศมส.
แหล่งความรู้ ศมส.

แหล่งความรู้ ศมส.
ห้องประวัติศาสตร์

ห้องประวัติศาสตร์
หนังสือพหุวัฒนธรรม

หนังสือพหุวัฒนธรรม
ศูนย์มานุษย์วิทยาสิรินธร

ศูนย์มานุษย์วิทยาสิรินธร
เวทีสาธารณะทางวิชาการ

เวทีสาธารณะทางวิชาการ
ดร.อัมพร หมาดเด็น

ดร.อัมพร หมาดเด็น
ดร.อันธิฌา แสงชัย

ดร.อันธิฌา แสงชัย
ดร.สุชาติ เศรษฐมาลินี

ดร.สุชาติ เศรษฐมาลินี
เครือข่ายพหุวัฒนธรรม

เครือข่ายพหุวัฒนธรรม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระนารายณ์มหาราช’ ปฐมภูมิการทูตในแผ่นดินอยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/328824

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระนารายณ์มหาราช’  ปฐมภูมิการทูตในแผ่นดินอยุธยา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระนารายณ์มหาราช’ ปฐมภูมิการทูตในแผ่นดินอยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตราพระนารายณ์

วันนี้เป็นปรากฏการณ์จากละครบุพเพสันนิวาสที่ชวนให้ผู้คนพากันสนใจประวัติศาสตร์ไทยมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกิดขึ้นแผ่นดินพระนารายณ์มหาราช กษัตริย์สมัยอยุธยาตอนปลายเมื่อพ.ศ.๒๑๙๙-พ.ศ.๒๒๓๑ อาทิตย์นี้ขอตามรอยกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่พระองค์นี้ในมิติการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ที่คุณนิภา สังคนาคินทร์ เป็นผู้อำนวยการและบ้านรับราชทูต เมืองลพบุรี ด้วยมีจดหมายเหตุชาวต่างชาติอยู่จำนวนมาก จนเป็นที่ทราบกันว่าพระองค์นั้นมีพระราชกรณียกิจสำคัญทั้งด้านการทหาร วรรณคดี และการทูต โดยเฉพาะการส่งคณะราชทูตไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส ในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของกรุงศรีอยุธยา

พระนารายณ์มหาราช หรือ “ขุนหลวงนารายณ์” ในพระนามเรียกเดิมนั้น เป็นพระโอรสของพระเจ้าปราสาททองและพระราชมารดา ผู้เป็นพระราชธิดาของพระเจ้าทรงธรรมพระราชสมภพเมื่อวันจันทร์ เดือนยี่ ปีวอก พ.ศ.๒๑๗๕ เมื่อแรกประสูตินั้นในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาเล่าว่า พระญาติเห็นพระโอรสมีสี่กร พระราชบิดาจึงโปรดเกล้าฯพระราชทานนามว่า “พระนารายณ์” แต่คำให้การชาวกรุงเก่าและคำให้การขุนหลวงหาวัด เล่าว่า เมื่อเพลิงไหม้พระที่นั่งมังคลาภิเษก พระโอรสเสด็จไปช่วยดับเพลิง ผู้คนเห็นเป็นสี่กร จึงพากันขนานพระนามว่า พระนารายณ์ เมื่อเยาว์วัยนั้นพระนารายณ์ทรงรับการศึกษาจากพระโหราธิบดี พระอาจารย์พรหม พระพิมลธรรม และสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

ครั้นพระนารายณ์มหาราช มีพระชนมายุ ๒๕ พรรษานั้นได้เสด็จครองราชย์ มีพระนามในพระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระรามาธิบดี ที่ ๓” เมื่อวันพฤหัสบดี แรม ๒ ค่ำเดือน ๑๒ จุลศักราช ๑๐๑๘ ปีวอก (ตรงกับวันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๑๙๙) เวลา ๒ นาฬิกา หลังจากประทับในกรุงศรีอยุธยาได้ ๑๐ ปีแล้ว พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองลพบุรีขึ้นเป็นราชธานีแห่งที่ ๒ ในปีพ.ศ. ๒๒๐๙จากนั้นพระองค์นิยมเสด็จประทับที่ลพบุรีเป็นประจำทุกปีแต่ละครั้งนั้นเป็นเวลานานหลายเดือน จนกระทั่งเสด็จสวรรคตเมื่อพ.ศ.๒๒๓๑ ณ พระที่นั่งสุทธาสวรรย์พระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี รวมครองราชสมบัติเป็นเวลา ๓๒ ปี มีพระชนมายุ ๕๖ พรรษา พระองค์ทรงมีพระราชธิดาเพียงพระองค์เดียว คือ กรมหลวงโยธาเทพ และมี พระปีย์ เป็นบุตรบุญธรรม

ในแผ่นดินพระนารายณ์มหาราชนั้น พระองค์ทรงปราบปรามหัวเมืองน้อยใหญ่ให้มาสวามิภักดิ์ทั้งหัวเมืองทางเหนือ เช่น เชียงใหม่ ลำพูน ส่วนศึกกับพม่านั้นทรงจัดทัพตีพ่ายกลับไปอยู่เนืองๆ โดยมี“ขุนเหล็ก” คือ เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) เป็นแม่ทัพและนักรบคู่ราชบัลลังก์ จึงนับว่ามีความเข้มแข็ง ด้วยพระนารายณ์มหาราชทรงชำนาญในการศึก คล้องช้าง และทรงซื้ออาวุธจากต่างชาติใช้ในการสงครามด้วย

อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์กับต่างประเทศโดยมีการติดต่อทั้งด้านการค้าและการทูตกับประเทศต่างๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น อิหร่าน อังกฤษ และฮอลันดา มีชาวต่างชาติเข้ามาในพระราชอาณาจักรอยู่จำนวนมาก ซึ่งมี คอนสแตนตินฟอลคอน ชาวกรีก เข้ารับราชการอวยยศเป็นถึงเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ที่สมุหนายก ขณะเดียวกันพระองค์ทรงโปรดฯ ให้แต่งคณะทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักฝรั่งเศส ในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ถึง ๔ ครั้งด้วยกัน นับเป็นปฐมเหตุการณ์ทูตในครั้งแรกที่เกิดขึ้นโดยมีเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เป็นหัวหน้าคณะราชทูตที่มีชื่อเสียง พระองค์ทรงรับเอาวิทยาการสมัยใหม่จากยุโรปเข้ามาใช้ เช่น กล้องดูดาว และยุทโธปกรณ์บางประการ รวมทั้งยังมีสร้างน้ำพุ และวางระบบท่อประปาขึ้นภายในพระราชวังด้วย พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถในวรรณคดี เช่น สมุทรโฆษคำฉันท์ ส่วนตอนต้นนั้นเชื่อกันว่าพระมหาราชครูเป็นผู้แต่งแต่ถึงแก่อนิจกรรมเสียก่อน พระนารายณ์จึงพระราชนิพนธ์ต่อจนจบ ถือเป็นยุคกวีที่มีผลงานสำคัญหลายเรื่อง คือ ขุนเทพกวี แต่งคำฉันท์กล่อมช้าง (ของเก่า) คราวสมโภชน์ขึ้นระวางเจ้าพระยาบรมคเชนทร์ฉัททันต์ เมื่อพ.ศ.๒๒๐๓ หลวงศรีมโหสถแต่ง เช่น โคลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระโหราธิบดีแต่ง จินดามณี เป็นตำราเรียนภาษาไทยเล่มแรก และอนิรุทธคำฉันท์ เรื่องราวในสมัยพระนารายณ์มหาราชนั้น มองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ได้เขียนถึงกรุงศรีอยุธยาและสยามมากที่สุด และมีภาพลายเส้นประกอบให้ศึกษาหาข้อมูลกัน ผิดถูกอย่างไรก็คงเรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้

กรมหมื่นโยธาเทพ

กรมหมื่นโยธาเทพ
ออกขุนนางในสมัยพระนารายณ์

ออกขุนนางในสมัยพระนารายณ์
ภาพพิมพ์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
โดย เป.แบร์ทร็องด์ (P.Bertrand) จิตรกรชาวฝรั่งเศส พิมพ์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในราวพ.ศ.๒๒๓๐

ภาพพิมพ์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดย เป.แบร์ทร็องด์ (P.Bertrand) จิตรกรชาวฝรั่งเศส พิมพ์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในราวพ.ศ.๒๒๓๐
พระราชวังเมืองลพบุรี

พระราชวังเมืองลพบุรี
พระนารายณ์ทรงช้าง

พระนารายณ์ทรงช้าง
พระนารายณ์

พระนารายณ์
พระนารายณ์

พระนารายณ์
พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ รับคณะทูตสยาม

พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ รับคณะทูตสยาม
พระเจ้าหลุยส์รับคณะทูตสยาม

พระเจ้าหลุยส์รับคณะทูตสยาม
บันทึกโกษาปาน

บันทึกโกษาปาน
จดหมายเหตุลาลูแบร์

จดหมายเหตุลาลูแบร์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ขุนนางสมัยอยุธยา ภูมิคนสมัยขุนหลวงนารายณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/327367

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ขุนนางสมัยอยุธยา ภูมิคนสมัยขุนหลวงนารายณ์

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ขุนนางสมัยอยุธยา ภูมิคนสมัยขุนหลวงนารายณ์

วันอาทิตย์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ขุนนางสมัยอยุธยา

วันนี้ขอย้อนอดีตตามรอยละครดัง “บุพเพสันนิวาส” ผลงานเขียนของออเจ้า “รอมแพง” ที่สร้างผลงานจนเกิดกระแสนิยมให้สังคมได้สนใจใคร่รู้และมีการจัดกิจกรรมตามรอยประวัติศาสตร์และภูมิปํญญาไทยกันอย่างกว้างขวางชนิดที่พูดได้ว่าเป็นผลงานที่ทั้งผู้เขียน และ “ศัลยา” ผู้เขียนบทได้ใจผู้คนไปทั้งประเทศ กรมศิลปากรในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบโบราณสถานและเอกสารประวัติศาสตร์และวรรณคดีจึงได้มีกิจกรรมเสริมเกิดความสนใจใคร่รู้ในหลายแห่ง เช่น อุทยานประวัติศาสตร์แห่งชาติพระนครศรีอยุธยา เปิดโบราณสถานที่เกี่ยวข้องในละครให้แต่งตัวสมัยอยุธยาถ่ายภาพกัน จัดนำชมและเรียนรู้ข้อมูลเพิ่มจากพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา รวมทั้งพิพิธภัณฑ์แห่งชาตินารายณ์ราชนิเวศน์ เมืองลพบุรี ก็จัดกิจกรรมแต่งกายย้อนอดีต

ประเด็นที่น่าสนใจจากการมีชื่อขุนนางอยุธยาปรากฏอยู่ในตัวละครเดินเรื่อง เช่น ขุนศรีวิสารวาจา,คอนสแตนติน ฟอลคอน (เจ้าพระยาวิชเยนทร์), ตองกีมาร์หรือท้าวทองกีบม้า (Tanquimar), ออกญาโหราธิบดี,หลวงศรียศ (แก้ว), หมื่นเรืองราชภักดี แล้ว ยังมีการให้ความรู้ถึงตำแหน่งสำคัญของสมุหกลาโหม สมุหนายกและจตุสดมภ์ คือ เวียง วัง คลัง นา ออกญาโกษาธิบดี (เหล็ก) ออกญาโกษาธิบดี (ปาน) อีกด้วย โดยผ่านความไม่รู้ในสมัยอยุธยาและรู้แล้วจากสมัยกรุงเทพฯของคนสองคนคือ พ่อเดช(หมื่นสุนทรเทวา) และเกษสุรางค์ในร่างแม่นางการะเกด โดยมีเรื่องราวประวัติศาสตร์บางตอนเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ด้วยโดยสอดแทรกความรู้ข้ามภพให้ชวนสงสัยและได้เรียนรู้ธรรมเนียมปฏิบัติสมัยอยุธยากันหลายเรื่อง การให้ความรู้ใหม่ข้ามยุค เช่น วิธีช่วยคนจมน้ำ การกรองน้ำให้บริสุทธิ์การใช้สมุนไพรรักษาอาการไข้ วิธีการเชียร์การแข่งเรือ เป็นต้น นั้นทำให้ละครมีสาระความรู้เรื่องหนึ่ง อีกทั้งคำพูดในสมัยอยุธยาผ่านขุนนางน้อยใหญ่ที่ไม่เคยรู้นั้นได้ทำให้เกิดความสนใจให้รู้จักคำไทยเดิมๆ มากขึ้น เช่นออเจ้า, เวจกุฎี, ชะม้ายชายตา, สามหาว, เพ-ลา ชาย, อึดตะบือนัง,๕ บาท ๑๐ บาท, เทื้อคาเรือน…ได้ถูกนำมาใช้พร้อมอธิบายความหมายให้เข้าใจมากขึ้น จนพากันพูด “ออเจ้า” ไปทุกแห่ง

สำหรับโบราณสถานในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาที่เกี่ยวข้องจากละครนั้นมีสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง นอกจาก พระราชวังหลวง วัดพระศรีสรรเพชญ์ แล้วยังมีวัดไชยวัฒนาราม จุดเริ่มต้นของเกศสุรางค์ ที่มีเหตุสับเปลี่ยนกับแม่นางการะเกดจนเกิดการเรียนรู้ข้ามภพข้ามยุคระหว่างนักโบราณคดีจากท่าพระไปอยู่ในครอบครัวของออกญาโหราธิบดีในแผ่นดินขุนหลวงพระนารายณ์  วัดใหญ่ชัยมงคล ที่มีเจดีย์องค์ใหญ่ศิลปะอยุธยาที่มีการค้นพบคาถาพาหุงมหากา ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกับมนต์กฤษณะกาลีไหม วัดพนัญเชิงวรวิหาร ที่มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ คือ พระพุทธไตรรัตนนายก สร้างในสมัยอโยธยาศรีรามเทพนคร วัดโลกยสุธาราม ที่มีพระนอนขนาดใหญ่อยู่กลางแจ้ง ที่น่าสนใจคือตลาดชีกุน มีพวกแขกนั่งร้านขายกำไลมือ กำไลเท้า ปิ่นปักผม แหวนหัวมะกล่ำ แหวนลูกแก้วลูกปัด เครื่องประดับประดาล้วนแต่เครื่องทองเหลืองตะกั่วตลาดบ้านจีน ปากคลองขุนละครชัย (คลองตะเคียน)มีหญิงละครโสเภณีตั้งอยู่ท้ายตลาด ๔ โรง รับจ้างทำชำเราแก่บุรุษ ตลาดนี้เป็นตลาดใหญ่ใกล้ทางเรือและทางบกมีตึกกว้านร้านจีนมาก ขายของจีนมากกว่าของไทย มีศาลเจ้าจีนศาลหนึ่งอยู่ท้ายตลาด และวัดถนนจีน มีประตูน้ำชักน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านเข้ามาตามคลองนายก่ายไปออกแม่น้ำป่าสัก ทางทิศตะวันตกนั้นมีป้อมอกไก่ และประตูจีน ซึ่งเป็นประตูน้ำชักน้ำเข้าไปตามคลองประตูจีน(คลองข้าวเปลือก) บริเวณนี้เป็นหมู่บ้านใหญ่มาก พระยาโบราณราชธานินทร์กล่าวไว้ในหนังสือเรื่อง อธิบายแผนที่พระนครศรีอยุธยา ว่า “ย่านบ้านแห ขายแหแลเปลป่านด้ายตะกอแลลวด มีตลาดขายของคาว ปลาสด เช้า-เย็นอยู่ในบ้านแขกใหญ่ ชื่อตลาดจีน ๑…ย่านบ้านวัดน้อยประตูจีนขายปรอท ทองเหลืองเคลือบ ๑ ย่านในไก่เชิงสะพานประตูจีนไปเชิงสะพานประตูในไก่ เป็นย่านจีนอยู่ตึกทั้งสองฟากถนนหลวง นั่งร้านขายของสรรพเครื่องสำเภา ไหม แพรทองขาว ทองเหลือง ถ้วย โถ ชาม เครื่องสำเภาครบ…จีนทำเครื่องจันอับ แลขนม ทำโต๊ะเตียงและถังน้อยใหญ่และทำสรรพเครื่องเหล็ก” ถนนนี้จึงเป็นตลาดใหญ่ที่น่าสนใจ ตามที่ปรากฏในฉากของละครเรื่องนี้ก็เห็นจะต้องเชิญชวนให้ไปย้อนอดีตมรดกโลกสมัยอยุธยาและเรียนรู้ประวัติศาสตร์กันจริงจังกันเสียที

ขุนหลวงนารายณ์

ขุนหลวงนารายณ์
ออกญาโกษาธิบดี(ปาน)

ออกญาโกษาธิบดี(ปาน)
หลวงศรีวิสารวาจา

หลวงศรีวิสารวาจา
วัดไชยวัฒนาราม

วัดไชยวัฒนาราม
รับคณะราชทูตฝรั่งเศส

รับคณะราชทูตฝรั่งเศส
พ่อเดชกับการะเกด

พ่อเดชกับการะเกด
ท้าวทองกีบม้า

ท้าวทองกีบม้า
คอนสแตนติน ฟอลคอน

คอนสแตนติน ฟอลคอน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๒๕๐ปีกรุงธนบุรี’ ราชธานีสุดท้ายแทนกรุงศรีอยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/325796

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๒๕๐ปีกรุงธนบุรี’  ราชธานีสุดท้ายแทนกรุงศรีอยุธยา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๒๕๐ปีกรุงธนบุรี’ ราชธานีสุดท้ายแทนกรุงศรีอยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรุงธนบุรี

จากการที่กรุงธนบุรีครบ ๒๕๐ ปี เมื่อ พ.ศ.๒๕๖๐ที่ผ่านมานั้น ทำให้กรมศิลปากร ศูนย์มนุษยวิทยาสิรินธร,คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรและมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ต่างได้ร่วมกันจัดเสวนาทางวิชาการเพื่อเสนอมุมมองเรื่อง กรุงธนบุรี ราชธานีเชื่อมต่อกรุงศรีอยุธยาต่อกรุงเทพ และเรื่อง ธนบุรีในวัฏจักรการเปลี่ยนแปลงมองผ่านชีวิคคนและชุมชน โดยมีงานวิจัยการเปลี่ยนแปลงสังคมกับวัฒนธรรมของคนกลุ่มต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ธนบุรีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนอกเหนือไปจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ วรรณคดีและศิลปวัฒนธรรมที่รู้กันมาก่อนแล้ว ด้วยเหตุที่กรุงธนบุรีนั้นเป็นราชธานีที่มีระยะเวลาสั้นที่สุดของไทยระหว่างพ.ศ.๒๓๑๐-๒๓๒๕ รวมเวลา ๑๕ ปีเท่านั้นอีกทั้งยังมีสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ที่เรียกรู้กันทั่วไปว่า สมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราช นั้นทรงเป็นกษัตริย์เพียงพระองค์เดียวที่ทรงครองราชย์หลังจากกู้แผ่นดินจากข้าศึกจนรวมเป็นอาณาจักรไทยโดยใช้เมืองธนบุรีศรีสมุทรเดิมนั้นมาตั้งเป็นราชธานีแทนกรุงศรีอยุธยา พระองค์ทรงแก้ปัญหาและสร้างเมืองให้เป็นศูนย์กลางการค้าติดต่อกับต่างประเทศได้ในที่สุด พร้อมกับทำสงครามขยายอาณาเขตจนกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งมีการสู้รบป้องกันข้าศึกที่พระองค์ให้เจ้าเมืองทวายคุมกองทัพมาควบคุมสถานการณ์ของอาณาจักรอยุธยาเดิม เมื่อปลาย พ.ศ.๒๓๑๐ครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงนำทัพตีข้าศึกแตกพ่ายด้วยพระองค์เอง ในระหว่างพ.ศ.๒๓๑๑-๑๓ นั้นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทำการปราบชุมนุมต่างๆที่ตั้งตนเป็นใหญ่จนสำเร็จ ซึ่งมีการจัดการการปกครองและคณะสงฆ์หัวเมืองฝ่ายเหนือใหม่ นับเป็นการรวมพระราชอาณาเขตให้เป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียว และทรงสถาปนากรุงธนบุรีให้เป็นราชธานีของแผ่นดินโดยสมบูรณ์

สำหรับการปกครองในสมัยกรุงธนบุรีนั้นยังนำรูปแบบจากกรุงศรีอยุธยามาใช้ โดยให้กรุงธนบุรีเป็นศูนย์กลาง มีอัครมหาเสนาบดีตำแหน่ง “เจ้าพระยา” คือ สมุหนายก เป็นอัครมหาเสนาบดีฝ่ายพลเรือนเป็นผู้ดูแลหัวเมืองฝ่ายเหนือ ทั้งในราชการฝ่ายทหารและพลเรือน ในฐานะเจ้าเสนาบดีกรมมหาดไทย ผู้นี้มียศเป็น“เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์” หรือที่เรียกว่า “ออกญาจักรี”และ สมุหพระกลาโหม ซึ่งเป็นอัครมหาเสนาบดีฝ่ายทหารเป็นผู้ดูแลหัวเมืองฝ่ายใต้ทั้งปวง มียศเป็น “เจ้าพระยามหาเสนา” หรือที่เรียกว่า “ออกญากลาโหม” ส่วนจตุสดมภ์มีเสนาบดีตำแหน่ง “พระยา” จำนวน ๔ กรม ได้แก่ กรมเวียงหรือนครบาล มีพระยายมราชทำหน้าที่ดูแล และรักษาความสงบเรียบร้อยภายในพระนคร กรมวัง หรือธรรมาธิกรณ์ มีพระยาธรรมาธิกรณ์ ทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในเขตพระราชฐาน กรมคลัง หรือโกษาธิบดีมีพระยาโกษาธิบดี ทำหน้าที่ดูแลการซื้อขายสินค้าภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้ดูแลหัวเมืองฝ่ายตะวันออกด้วยกรมนา หรือเกษตราธิการ มีพระยาพลเทพทำหน้าที่ดูแลการเกษตรกรรม หรือการประกอบอาชีพของประชากรอย่างกรุงศรีอยุธยา

สำหรับการ ปกครองส่วนภูมิภาคนั้นมีหัวเมืองชั้นใน มี ผู้รั้งเมือง เป็นผู้ปกครอง จะอยู่โดยรอบไม่ไกลจากราชธานี เมืองพระยามหานคร แบ่งเป็น เมืองเอก โท ตรี จัตวา มีเจ้าเมืองเป็นผู้ปกครอง เมืองประเทศราช เป็นเมืองที่ต้องส่งเครื่องราชบรรณาการมาให้กรุงธนบุรีมี นครศรีธรรมราช เชียงแสน เชียงใหมลำปาง ลำพูน พะเยา แพร่ น่าน ปัตตานี ไทรบุรีตรังกานู มะริด ตะนาวศรี พุทไธมาศ พนมเปญ จำปาสักหลวงพระบาง และเวียงจันทน์ ฯลฯ เป็นต้น ในช่วงต้นรัชกาลนั้นสภาพบ้านเมืองเสียหายมากจากผลการสงคราม และเกิดทุพภิกขภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เนื่องจากไม่มีการทำนามานาน ทำให้ราคาข้าวในแผ่นดินสูงอยู่ตลอดรัชกาล บางครั้งพระองค์ทรงสละทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อข้าวมาให้แก่ราษฎรทั้งหลายนับหมื่นราย พระองค์ได้โปรดให้ผู้คนหลายกลุ่มหลายชาติได้เข้ามาอาศัยอยู่ในกรุงธนบุรีและสืบลูกหลานอาศัยอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ ตลอดรัชกาลนั้นพระองค์ได้ทรงทำนุบำรุงการค้าขายทางเรือกับต่างชาติ ส่งเสริมการขายสินค้าพื้นเมือง พระองค์ทรงพยายามผูกไมตรีกับจีนเพื่อที่จะให้เกิดประโยชน์ทางการค้ามากขึ้น จนในที่สุดกรุงธนบุรีจึงเติบโตเป็นศูนย์กลางการค้าและราชธานีที่มีเส้นทางน้ำลำคลองและท่าสำหรับค้าขายกับต่างชาติที่เดินเรือมาทางฝั่งทะเลอันดามันแทนกรุงศรีอยุธยา โดยมีการค้าดีบุกจำนวนมาก เช่นเดียวกับเมืองไชยาและเมืองสงขลา จนมีการกล่าวกันว่า ที่แห่งใดมีชาวจีนอาศัยอยู่มากท้องที่แห่งนั้นย่อมเจริญ ดังไม่แปลกที่มีชุมชนคนจีน และชนชาติอื่นๆ จะอยู่ทุกแห่งในกรุงธนบุรี

คณะวิทยากรเรื่องธนบุรี

คณะวิทยากรเรื่องธนบุรี
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
ป้อมบางกอก

ป้อมบางกอก
ไตรภูมิกถาฉบับกรุงธนบุรี

ไตรภูมิกถาฉบับกรุงธนบุรี
ตีข้าศึกในเมืองธนบุรี

ตีข้าศึกในเมืองธนบุรี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : วัดไชยวัฒนาราม สถาปัตยกรรมพระเมรุมาศกษัตริย์อยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/322877

ภูมิบ้าน ภูมอเมือง : วัดไชยวัฒนาราม สถาปัตยกรรมพระเมรุมาศกษัตริย์อยุธยา

ภูมิบ้าน ภูมอเมือง : วัดไชยวัฒนาราม สถาปัตยกรรมพระเมรุมาศกษัตริย์อยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หมู่พระปรางค์บริวาร

เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา นายกลินที.เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยได้มอบเงินทุนจำนวน ๓๒๕,๐๐๐ ดอลลาร์ หรือ ๑๐,๑๗๒,๒๐๐ บาท จากกองทุนเอกอัครราชทูตฯเพื่อการอนุรักษ์ทางวัฒนธรรม (AFCP) ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา สำหรับบูรณะวัดไชย-วัฒนารามต่อเนื่อง โดยกองทุนเพื่ออนุสรณ์สถานโลก (WMF) ในขั้นตอนที่สอง แก่นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากวัดไชยวัฒนารามเป็นสถานที่มีความงดงามและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมและพุทธศาสนา ซึ่งมีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งมรดกโลกที่ได้รับการรับรองจากองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ โดยกองทุนเอกอัครราชทูตฯนั้้นมีเป็นโครงการที่เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาให้ความช่วยเหลือประเทศเจ้าบ้านด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมที่เปราะบางและเสี่ยงต่อการสูญสลายนี้มาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๔ เป็นต้นมา ซึ่งที่ผ่านมานั้น กองทุนเอกอัครราชทูตฯ นี้ได้ให้เงินทุนแก่โครงการอนุรักษ์วัฒนธรรมมากกว่า ๙๐๐ โครงการ ในกว่า ๑๒๕ ประเทศทั่วโลก สำหรับวัดไชยวัฒนาราม นั้นเป็นวัดสมัยอยุธยาตอนปลายตั้งอยู่ที่ ตำบลบ้านป้อม อำเภอเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยา บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทางฝั่งตะวันตกนอกเกาะเมืองซึ่งมีประวัติว่าสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปราสาททองเมื่อพ.ศ.๒๑๗๓ เดิมนั้นบริเวณนี้ถูกใช้เป็นที่อยู่ของพระราชมารดาที่ได้สิ้นพระชนม์ไปก่อนที่พระเจ้าปราสาททองเสด็จเสวยราชสมบัติเป็นกษัตริย์ เมื่อพระองค์เสวยราชสมบัติ พระองค์จึงโปรดให้สร้างวัดไชยวัฒนารามขึ้น เพื่ออุทิศผลบุญนี้ให้กับพระราชมารดาของพระองค์ และอีกประการหนึ่งว่าวัดนี้อาจถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ที่พระองค์ทรงมีชัยชนะเหนือเขมรด้วย

จึงทำให้การก่อสร้างสถาปัตยกรรมนั้นจึงมีแบบส่วนหนึ่งมาจากปราสาทหินนครวัด หลังจากนั้นวัดไชย-วัฒนารามได้ถูกสถาปนาเป็นวัดหลวงสำหรับบำเพ็ญพระราชกุศลของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์สืบต่อมาและใช้เป็นสถานที่ถวายเพลิงพระศพพระบรมวงศานุวงศ์เกือบทุกพระองค์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสิ้นพระชนม์ก็ได้ถวายพระเพลิงที่วัดนี้ด้วย สรุปว่าวัดนี้มีการปฏิสังขรณ์สืบต่อมาทุกรัชสมัย ก่อนกรุงศรีอยุธยาแตกเมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐ วัดไชยวัฒนารามถูกแปลงเป็นค่ายตั้งรับข้าศึก และหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาแล้ววัดไชยวัฒนารามถูกปล่อยทิ้งให้ร้างเรื่อยมา จนมีผู้ร้ายเข้าไปลักลอบขุดเจาะหาสมบัติ แม้แต่เศียรพระพุทธรูปก็ถูกตัดขโมย ตลอดจนมีการรื้ออิฐพระอุโบสถ และกำแพงวัดไปขาย สุดท้ายกรมศิลปากรได้เข้ามาอนุรักษ์ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๐ จนแล้วเสร็จในปี พ.ศ.๒๕๓๕ ด้วยความที่เป็นโบราณสถานขนาดใหญ่และมีปรางค์ประธานและปรางค์บริวารอยู่บนฐานเดียวกัน พระปรางค์ประธานนั้นนำแบบพระปรางค์สมัยอยุธยาตอนต้นมาก่อสร้าง โดยเพิ่มส่วนมุขทิศยื่นออกมามากกว่า และบนยอดองค์พระปรางค์ใหญ่นั้นอาจจะเคยประดิษฐานเจดีย์ขนาดเล็ก สำหรับสื่อถึงพระเจดีย์จุฬามณีบนยอดเขาพระสุเมรุ รอบพระปรางค์ประธานนั้นล้อมรอบด้วยระเบียงคดที่เดิมนั้นมีหลังคา ภายในระเบียงคดประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยที่ลงรักปิดทองจำนวน ๑๒๐ องค์ ตามแนวระเบียงคดเป็นเสมือนแนวเขตพุทธสถาน และตรงทิศทั้งแปดนั้นสร้างเมรุทิศและเมรุมุมเป็นเหมือนเจดีย์รอบพระปรางค์ใหญ่ ภายในเมรุทุกองค์นั้นประดิษฐานพระพุทธรูป ภายในซุ้มเรือนแก้วล้วนลงรักปิดทอง ฝาเพดาน ทำด้วยไม้ประดับลวดลายลงรักปิดทองเช่นกัน

สำหรับพระอุโบสถ สร้างอยู่ทางด้านหน้ากำแพงเมรุทิศ เมรุรายด้านนอกระเบียงคด ปัจจุบันเหลือแต่ฐานเท่านั้น สองข้างมีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองโบราณสถานแห่งนี้มี กำแพงแก้วล้อมรอบถึงสามชั้นและมีปรางค์เจดีย์ขนาดย่อมอีกจำนวนหนึ่งซึ่งสร้างเพิ่มขึ้นในยุคหลัง สำหรับเมรุทิศ เมรุราย ที่ตั้งล้อมรอบพระปรางค์ ๘ องค์ ผนังภายในเขียนจิตรกรรมฝาผนังลวดลายใบไม้ลายกนกซึ่งลบเลือนมาก ผนังด้านนอกเป็นภาพปูนปั้นพุทธประวัติ จำนวน ๑๒ ภาพ ที่เหลือชิ้นส่วนปูนน้อยมากเมรุนี้เป็นทรงปราสาท ซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไป ๗ ชั้นรองรับส่วนยอดนี้เป็นรูปแบบจากคติพระเมรุมาศที่สร้างสถาปัตยกรรมสำคัญสมัยอยุธยาซึ่งมีความสำคัญและต้องบูรณะโดยใช้เงินทุนดังกล่าวช่วยทุกปีไป

วัดไชยวัฒนาราม

วัดไชยวัฒนาราม

วัดไชยวัฒนาราม

วัดไชยวัฒนาราม

วัดไชยวัฒนารามมองมุมสูง

วัดไชยวัฒนารามมองมุมสูง

วัดไชยวัฒนารามในครั้งแรกบูรณะ

วัดไชยวัฒนารามในครั้งแรกบูรณะ

ร่างปรางค์เมรุทิศ

ร่างปรางค์เมรุทิศ

ปรางค์เมรุทิศที่บูรณะอยู่

ปรางค์เมรุทิศที่บูรณะอยู่

เจดีย์ที่สร้างภายหลัง

เจดีย์ที่สร้างภายหลัง

คณะเอกอัครราชทูต สรอ. ดูผลงานบูรณะ

คณะเอกอัครราชทูต สรอ. ดูผลงานบูรณะ