ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ทุ่งไหหินเชียงขวาง’ ภูมิวัฒนธรรมหินตั้งสมัยขุนเจือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/321357

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ทุ่งไหหินเชียงขวาง’  ภูมิวัฒนธรรมหินตั้งสมัยขุนเจือง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ทุ่งไหหินเชียงขวาง’ ภูมิวัฒนธรรมหินตั้งสมัยขุนเจือง

วันอาทิตย์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คณะอยุธยาศึกษากับไหหินทรงเหลี่ยม

โครงการศึกษาประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมอาเซียนของสถาบันอยุธยาศึกษา ได้พาคณาจารย์และนักวิชาการไปเมืองหลวงพระบางและเมืองเชียงของ เมื่อวันที่ ๙-๑๔ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมานั้นมีเรื่องที่น่าสนใจหลายเรื่องถึงภูมิปัญญาในประเทศอาเซียนโดยเฉพาะเรื่องของทุ่งไหหิน (Plain of Jars)  แหล่งโบราณคดีอันเป็นที่ตั้งของหินใหญ่ (Megalith) ซึ่งกระจัดกระจายไปทั่วที่ราบสูงของเมืองเชียงขวาง ทางเหนือ ของประเทศลาว มีหินรูปทรงไหขนาดใหญ่นับพัน ปรากฏเป็นกลุ่มอยู่ตลอดแนวเขาและล้อมรอบหุบเขาสูงบริเวณที่ราบสูงเชียงขวางแห่งนี้ ตั้งอยู่บริเวณเหนือสุดของเทือกเขาอันนัม (Annamite Range) เทือกเขาหลักของอินโดจีน จากการพบทุ่งไหหินเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๓ นั้น ทำให้มีการศึกษาในเบื้องต้นถึงไหหินขนาดใหญ่ทั้งหมดว่ามีความสัมพันธ์กับพิธีกรรมเกี่ยวกับงานศพในยุคมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์อย่างไร จากการขุดค้นโดยนักโบราณคดีชาวลาวและชาวญี่ปุ่นนั้น ได้พบโบราณวัตถุเกี่ยวกับงานศพและเครื่องเคลือบอยู่รอบไหหินและถ้ำประมาณได้ว่าอยู่ในยุคโลหะ (Iron Age) นับเป็นแหล่งโบราณคดีทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจหนึ่งเดียวและสำคัญที่สุดในอาเซียนที่มีโครงสร้างหินขนาดใหญ่ ยุคโลหะเกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรัฐบาลลาวได้ดำเนินการให้ทุ่งไหหินแขวงเชียงขวางเป็นแหล่งมรดกโลกอีกแห่งหนึ่งคู่กับเมืองหลวงพระบาง

พื้นที่แหล่งโบราณคดีเมืองเชียงขวางมีพื้นที่หลายแห่งเต็มไปด้วยไหหินอายุระหว่าง ๒,๕๐๐-๓,๐๐๐ ปีที่ยังคงสภาพสมบูรณ์และมีขนาดใหญ่โตมากกว่าพันชิ้น ก็คงต้องฟังเรื่องราวและตำนานของลาวที่เล่าต่อกันมาว่าครั้งหนึ่งมีการต่อสู้ของยักษ์ ผู้อาศัยอยู่บนดินแดนแห่งนี้โดยมีเรื่อง “ขุนเจือง” (ชื่อเหมือน “ขุนจ๋อง” ที่เล่ากันในตำนานไทย) เข้าปราบปรามยักษ์และต่อสู้กันอย่างยาวนาน ในที่สุดก็สามารถชนะยักษ์ได้ แล้ว “ขุนเจือง” สั่งให้สร้างไหเพื่อเลี้ยงเหล้าฉลองชัยชนะ ไหนั้นถูกหล่อขึ้นจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ดินเหนียว ทราย น้ำตาล และซากพืชซากสัตว์ในรูปแบบหินผสม โดยเชื่อว่าถ้ำที่อยู่บริเวณทุ่งไหหินนั้นคือเตาเผาไหให้เป็นหิน บ้างว่าไหนี้สร้างขึ้นเพื่อเก็บน้ำฝนในฤดูมรสุมใช้สำหรับกองคาราวานที่เดินทางผ่านไปมา ด้วยความเก่าของหินขนาดใหญ่จึงมีการสันนิษฐานถึง ๓ ประการว่า ไหหินนี้ตัดมาจากหินก้อนใหญ่จำนวนหนึ่งสำหรับบรรจุคนตายยุคก่อนประวัติศาสตร์เมื่อ ๓-๔ พันปี ตามความเชื่อว่าสถานที่ฝังศพคนตายนั้นต้องอยู่บนที่สูงป้องกันการเซาะพังทลายจากน้ำท่วม หรือเป็นไหเหล้าของนักรบโบราณตามตำนานเมื่อศตวรรษที่ ๘ คือ ขุนเจือง ผู้กล้าหาญของลาวในอดีตผู้หนึ่งที่นำไพร่พลสู้กับยักษ์แล้วฉลองชัยอยู่เป็นเวลา ๗ เดือน จนคนลาวทั่วไปเรียกว่า “ไหเหล้าเจือง” หรือจะเป็นไหหินธรรมชาติตั้งเช่นเดียวกับสโตนเฮนจ์ ในประเทศอังกฤษ ส่วนจะเชื่ออย่างไหนว่ากันไปตามสบายที่น่าสนใจนั้นอยู่ที่การเป็นวัฒนธรรมหินตั้งแบบทุ่งไหหินที่เกิดขึ้นทั่วโลก

โดยเฉพาะทุ่งไหหินที่เมืองเชียงขวางนี้มีจำนวนมากและอยู่แยกกันเป็น ๓ กลุ่ม คือ กลุ่มทุ่งไหหินขนาดใหญ่และมีมากที่สุด ๒๐๐ ใบ อยู่ห่างจากเมืองโพนสวรรค์ ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ ๗.๕ กิโลเมตรด้านทางเมืองคูน เมืองหลวงเก่าแห่งนี้มีถ้ำที่มีช่องแสงสูงประมาณ ๖๐ เมตร กลุ่มทุ่งไหหิน ๙๐ ใบ อยู่ห่างจากเมืองไปทางใต้ ๒๕ กิโลเมตร และกลุ่มที่สามทุ่งไหหิน๑๕๐ ใบ ทางใต้ ๑๐ กิโลเมตร ห่างจากโพนสวรรค์ ๓๕ กิโลเมตรจากการศึกษาทางโบราณคดีพบว่าไหหินนี้ถูกทำขึ้นด้วยมนุษย์ให้มีรูปทรงเหมือนไหหรือโกศขนาดใหญ่โดยเจาะตรงกลางเป็นหลุมขนาดใหญ่สำหรับใส่ศพมนุษย์ไว้ข้างใน และมีฝาปิด โดยเข็นขึ้นไปตั้งไว้บนเนินสูงสำหรับคนชั้นผู้นำชนเผ่า ส่วนไหหินที่ตั้งอยู่บริเวณที่ราบเชิงเขาซึ่งห่างออกไปนั้นเป็นคนทั่วไป ส่วนแหล่งหินนั้นน่าจะขนมาจากที่อื่นสำหรับการสกัดหินนั้นน่าจะใช้เหล็กสกัดให้เป็นรูปทรงที่ต้องการและเจาะตรงกลางมีทั้งแบบกลมและที่เหลี่ยมก็คงต้องสำรวจแหล่งโบราณคดีที่อยู่บริเวณโดยรอบว่าคนยุคก่อนประวัติศาสตร์หรือคนสมัยขุนเจืองนั้นอาศัยอยู่แห่งหนตำบลไหน ก็คงทิ้งให้เป็นปริศนาด้วยรอบบริเวณเมืองเชียงขวางยังมีลูกระเบิดฝังจมดินอยู่ จนต้องเดินชมไหหินตามเส้นทางที่กำหนดให้ ห้ามนอกเส้นเป็นอันขาด

เครื่องมือเหล็กในถ้ำ

เครื่องมือเหล็กในถ้ำ
ไหหินขนาดใหญ่บนเขา

ไหหินขนาดใหญ่บนเขา
แผนที่ทุ่งไหหินเชียงขวาง

แผนที่ทุ่งไหหินเชียงขวาง
โบราณวัตถุในถ้ำ

โบราณวัตถุในถ้ำ
โบราณวัตถุก่อนประวัติศาสตร์

โบราณวัตถุก่อนประวัติศาสตร์
ทุ่งไหหินบนที่ราบเชิงเขา

ทุ่งไหหินบนที่ราบเชิงเขา
ทุ่งไหหินบนเขา

ทุ่งไหหินบนเขา
แต่ละใบสูงกว่าคน

แต่ละใบสูงกว่าคน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระลานพระราชวังดุสิต’ ภูมิอุ่นไอรักวัฒนธรรมแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/319859

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระลานพระราชวังดุสิต’  ภูมิอุ่นไอรักวัฒนธรรมแผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระลานพระราชวังดุสิต’ ภูมิอุ่นไอรักวัฒนธรรมแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

งานอุ่นไอรัก คลายลมหนาว

งาน “อุ่นไอรักคลายลมหนาว” ณ พระลานพระราชวังดุสิต สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ไปจนถึง ๑๑ มีนาคมนั้น ทำให้พระลานพระราชวังดุสิตดาดาษด้วยความงดงามจากไม้ประดับ และการย้อนบรรยากาศสมัยรัชกาลที่ ๕-๗ ให้กลับคืนมาให้หนุ่ม-สาวยุคนี้ได้สัมผัสมิติความสุขที่เคยมีแต่กาล อาทิตย์นี้ขอตามรอยถึงพระราชวังดุสิตภูมิสถานแห่งการเวลาที่สืบเนื่องมาจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรปครั้งแรกในพ.ศ.๒๔๔๒ นั้นพระองค์ทรงพอพระราชหฤทัยพระราชวังของต่างประเทศที่อยู่ชานเมือง ซึ่งมีพระราชอุทยานกว้างขวางงดงาม เมื่อกลับมาแล้วพระองค์จึงมีพระราชประสงค์สร้างพระราชวังตามแบบประเทศในยุโรปอยู่ชานพระนครตามอย่าง พื้นที่สวนและทุ่งนาซึ่งอยู่ระหว่างคลองผดุงกรุงเกษมและคลองสามเสนนั้นทำให้พระองค์ทรงพอพระราชหฤทัยว่าเป็นที่เหมาะสมในการสร้างพระราชอุทยานให้เป็นสถานที่สำราญพระราชหฤทัย พระองค์ทรงมีพระราชดำริว่า บริเวณนี้เป็นสถานที่เย็นสบายและมีทำเลดีอยู่ไม่ห่างไกลจากพระบรมราชวังนัก จึงโปรดเกล้าฯ ให้ใช้เงินพระคลังข้างที่อันเป็นส่วนของพระมหากษัตริย์นั้นซื้อที่ดินชายทุ่งนาคือ “ทุ่งสามเสน” ดังกล่าวไว้ และทรงพระราชทานนามว่า “สวนดุสิต” โดยทรงนำชื่อ “วัดดุสิต” ซึ่งเป็นวัดเก่าที่ต้องรื้อไปเพื่อใช้ที่ดินมาสร้างพระราชวังขึ้นใหม่ พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ตัดต้นไม้เป็นปฐมฤกษ์เมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ร.ศ.๑๑๗ (พ.ศ.๒๔๔๑) ต่อจากนั้นจึงให้มีการตัดถนนขุดคลอง สร้างสะพาน พระราชอุทยาน และสร้างพลับพลาใช้เป็นที่ประทับชั่วคราวขึ้นเป็นครั้งแรก

เมื่อสร้างพลับพลาบนที่ดินแปลงนั้นเสร็จแล้วพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินเถลิงพลับพลาประทับเป็นครั้งแรกในวันที่ ๑ มีนาคม ร.ศ.๑๑๘(พ.ศ.๒๔๔๒) หลังจากนั้นทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างกำแพงวัง ขุดสระหน้าพระที่นั่ง ทำถนน ขุดคลอง ถมดินและอื่นๆ เพื่อสร้างพระราชวังดุสิตสำหรับพระองค์ทรงพระสำราญพระราชอริยาบถในวันว่างจากพระราชกิจ ในปีถัดมานั้นพระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งถาวรขึ้น พระราชทานนามว่า “พระที่นั่งวิมานเมฆ” นับเป็นพระที่นั่งถาวรองค์แรกของพระราชวังดุสิต ครั้งนั้นพระองค์มีพระราชดำรัสสั่งให้ พระราชโยธาเทพ(กอน หงสกุล) เป็นนายงานออกไปรื้อ พระที่นั่งมันตธาตุรัตนโรจน์ จากพระราชวังพระจุฑาธุชราชฐาน ณ เกาะสีชังซึ่งสร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๕ เพื่อใช้เป็นพระที่นั่งที่ประทับเวลาพระองค์เสด็จประพาสพักผ่อนพระอิริยาบถริมทะเลเกาะสีชัง ที่ถูกทิ้งค้างไว้จากการเกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒ โดยพระองค์ไม่ได้เสด็จประพาสหัวเมืองชายทะเลแถบนี้เสียนาน จนพ.ศ.๒๔๓๔ นั้นพระองค์ได้เสด็จฯประพาสเกาะสีชัง และมีพระราชดำริว่า เกาะสีชังเวลานั้นไม่ใช่เป็นที่พระองค์จะเสด็จฯประพาสได้บ่อยๆ จึงยังไม่จำเป็นต้องมีพระที่นั่งถาวร สมควรให้รื้อพระที่นั่งองค์นี้ไปปลูกที่วังสวนดุสิต จะได้เป็นที่ประทับแรมได้โดยสะดวก ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๔๔๓ เป็นต้นมาจึงได้ทำการรื้อถอนพระที่นั่งมันตธาตุรัตนโรจน์เพื่อนำมาสร้างเป็นพระที่นั่งองค์ใหม่ซึ่งมีพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๔๓ พระยาราชโยธาเทพ เป็นแม่งานทำการก่อสร้างอยู่ ๑๙ เดือน จึงแล้วเสร็จ

วันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ.๒๔๔๔ จึงมีการเฉลิมฉลองพระที่นั่งวิมานเมฆองค์นี้ พระองค์ทรงประทับพระที่นั่งนี้อยู่รวมกับสมเด็จพระบรมราชินี พระราชเทวี พระราชธิดาหลายพระองค์ พระราชวังดุสิตนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงจัดระเบียบของพระราชวังให้เป็นเขตพระราชฐานฝ่ายหน้าและพระราชฐานฝ่ายในอย่างถาวร ทรงโปรดเกล้าฯให้ขุดคลองใหญ่น้อย สร้างสะพาน สร้างถนนภายในและภายนอก สร้างสวนให้มีธรรมชาติที่ร่มรื่นสร้างกำแพง และประตูรอบพระราชวัง พร้อมกับสร้างพระที่นั่งองค์อื่นๆ อีกเช่นพระที่นั่งอัมพรสถาน พระที่นั่งอภิเษกดุสิต พระที่นั่งราชฤทธิ์รุ่งโรจน์ พระที่นั่งราชฤดี พระที่นั่งสีตลาภิรมย์ และเรือนรับรอง หมู่เรือนไทย โดยเฉพาะพระลานพระราชวังดุสิตนั้นมีพระบรมรูปทรงม้า อยู่หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม วันนี้บริเวณพระลานฯ สวนอัมพรและสนามเสือป่า จะเป็นส่วนที่สร้างอุ่นไอรักเช่นเดียวกับงานฉลองพระที่นั่งวิมานเมฆองค์ใหม่ในอดีต พร้อมกับแสดงกิจกรรมทางวัฒนธรรมและพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงกำเนิดรัฐวิสาหกิจเพื่อความเจริญก้าวหน้าแห่งแผ่นดิน

ความสนุกในพระราชวังดุสิต

ความสนุกในพระราชวังดุสิต
พระลานพระราชวังดุสิต

พระลานพระราชวังดุสิต
พระบรมรูปทรงม้า

พระบรมรูปทรงม้า
พระที่นั่งอภิเศกดุสิต

พระที่นั่งอภิเศกดุสิต
พระที่นั่งวิมานเมฆ

พระที่นั่งวิมานเมฆ
พระที่นั่งวิมานเมฆ (2)

พระที่นั่งวิมานเมฆ (2)
ดอกไม้เต็มพระลาน

ดอกไม้เต็มพระลาน
ฉากรถรางที่หายไป

ฉากรถรางที่หายไป
ฉากพระที่นั่งวิมานเมฆ

ฉากพระที่นั่งวิมานเมฆ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เพลงลูกกรุง’ เพลงไทยสากลสองวัยใจเดียวกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/316901

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เพลงลูกกรุง’  เพลงไทยสากลสองวัยใจเดียวกัน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เพลงลูกกรุง’ เพลงไทยสากลสองวัยใจเดียวกัน

วันอาทิตย์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดนตรีตะวันตกในอดีต

จากการที่สมาคมนักร้องแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี กับมูลนิธิสวัสดิการนักแสดงอาวุโส ได้รวมตัวกันครั้งแรก เพื่อสืบทอดเพลงลูกกรุงในคอนเสิร์ต “สองวัยใจเดียวกัน” ที่จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ ๑๗ กุมภาพันธ์นี้ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยมีศิลปินแห่งชาติ๔ คน คือ สุเทพ วงศ์กำแหง, สวลี ผกาพันธุ์, เศรษฐาศิระฉายา, จินตนา สุขสถิตย์ พร้อมด้วยนักร้องคุณภาพผู้เป็นครูเป็นศิษย์กัน ร่วมร้องเพลงคู่เพื่อร่วมกันหารายได้สมทบทุนให้กับสมาคมและมูลนิธิดังกล่าว อาทิตย์นี้จึงขอตามรอยถึงปฐมภูมิเพลงไทยสากลหรือเพลงลูกกรุงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ด้วยเพลงไทยสากลนั้นเป็นเพลงที่ขับร้องด้วยภาษาไทย ด้วยภูมิปัญญาของครูเพลงที่นำทำนองเพลงไทยเดิมนั้นมาใส่เนื้อร้อง สำหรับบรรเลงและขับร้องโดยใช้มาตรฐานโน้ตเพลงแบบสากล จนเป็นเพลงไทยสากลแนวใหม่ขึ้น เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๗๖ ขณะนั้นทั้ง ละครเวที ละครวิทยุและภาพยนตร์ไทย ต่างมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่จนทำให้เพลงไทยสากลได้รับความนิยมมาก จนเรียกกันว่าเพลงลูกทุ่งถึงปัจจุบันนี้

ต่อมาจึงเกิดการแยกสาขาเพลงไทยสากลออกไปอีกหลายแนวทาง การเริ่มใช้ดนตรีบรรเลงประเภทแตรวงนั้นจากบันทึกของ ทาวน์เซนด์ แฮร์ริส ทูตชาวอเมริกันที่เข้ามาเมืองไทยได้กล่าวว่า “วงดนตรีของเขาแปลกใหม่ที่ดึงดูดความสนใจของคนไทยที่พบเห็นเป็นอันมาก” ตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมา คนไทยเริ่มคุ้นกับแตรวงหรือแตรฝรั่งด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการฝึกหัดทหารตามแบบยุโรป ที่มีการใช้ดนตรีประเภทแตรวงบรรเลงประกอบการฝึกทหาร จนถึงรัชกาลที่ ๕จึงจ้าง Jacob Feit ผู้เป็นบิดาของ พระเจนดุริยางค์ชาวอเมริกันเชื้อสายเยอรมัน เข้ามารับราชการเป็นครูแตรวงในพระราชสำนักของ กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ(วังหน้า) ครั้งนั้นได้ทำการปรับปรุงแตรวงทหารในปีพ.ศ.๒๔๒๐ วงแตรวงทหารนี้ต่อมาได้เรียกชื่อใหม่ว่า“วงโยธวาทิต” (Military Band) ในราชสำนักไทยจึงมีการเล่นดนตรีสำหรับบรรเลงทั้งดนตรีไทยและดนตรีแตรฝรั่งแบบตะวันตก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตทรงเป็นผู้นำการแต่งทำนองเพลงตามมาตรฐานดนตรีสากลและในการประพันธ์เพลงสำหรับบรรเลงด้วยแตรวงโดยเฉพาะเพลงวอลซ์ปลื้มจิต ในปีพ.ศ.๒๔๔๖สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเพลงไทยสากลเพลงแรกในประวัติศาสตร์การดนตรีของไทย เพลงประเภทนี้ทรงนิพนธ์โดยใช้โน้ตและจังหวะแบบสากล ด้วยพระปรีชาสามารถในการทรงประพันธ์เพลงไทยสากลของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตนั้น จึงทรงได้รับการยกย่องให้เป็น “พระบิดาแห่งเพลงไทยสากล” ในกาลต่อมาเมื่อละครร้องเกิดขึ้นในพ.ศ.๒๔๕๑ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ได้ทรงดัดแปลงมาจากละครมลายูที่เรียกกันว่า “มาเลย์โอเปร่า” หรือ“บังสาวัน” และทรงตั้งชื่อละครคณะใหม่นี้ว่า “ปรีดาลัย”ลักษณะของเพลงมีเนื้อร้องมากเอื้อนน้อยและให้ลูกคู่เป็นผู้เอื้อนแทนนักแสดง ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยนั้น

จนในปี พ.ศ.๒๔๕๕ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงสร้างวงดนตรีในราชสำนักใหม่เรียกว่า “วงเครื่องสายฝรั่งหลวง” และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดตั้งโรงเรียนเพื่อสอนดนตรีตะวันตกและดนตรีไทยทุกประเภทที่โรงเรียนพรานหลวง ในสวนมิสกวัน และยังทรงสร้าง “กาแฟนรสิงห์” บริเวณมุมถนนศรีอยุธยาลานพระราชวังดุสิต ให้ประชาชนพักผ่อน มีสถานที่ขายอาหาร และยังจัดบรรเลงดนตรี วงดุริยางค์สากลและวงปี่พาทย์ให้ประชาชนฟัง ทุกวันอาทิตย์เวลา ๑๗.๐๐-๑๙.๐๐ น. ซึ่งมีนักดนตรีในครั้งนั้นคือ พระเจนดุริยางค์(ปิติ วาทยะกร) และครูเอื้อ สุนทรสนาน เป็นผู้สานต่อจนมีเพลงไทยสากลหรือเพลงลูกกรุงขึ้นในสมัยต่อมาจนมีนักร้องนักดนตรีมาร่วมขับร้องกันจนถึงทุกวันนี้

ครูเอื้อ สุนทรสนาน

ครูเอื้อ สุนทรสนาน
สองวัยเพลงเดียวกัน

สองวัยเพลงเดียวกัน
พระเจนดุริยางค์

พระเจนดุริยางค์
นักร้องสองวัยใจเดียวกัน

นักร้องสองวัยใจเดียวกัน
นักร้องลูกกรุงรุ่นครูและศิษย์

นักร้องลูกกรุงรุ่นครูและศิษย์
นักร้องลูกกรุงรวมใจเดียวกัน

นักร้องลูกกรุงรวมใจเดียวกัน
นักร้องลูกกรุง

นักร้องลูกกรุง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘การ์ตูนไทยชั้นครู’ ปฐมภูมิการอ่านหนังสือของเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/314090

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘การ์ตูนไทยชั้นครู’ ปฐมภูมิการอ่านหนังสือของเด็ก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘การ์ตูนไทยชั้นครู’ ปฐมภูมิการอ่านหนังสือของเด็ก

วันอาทิตย์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

งานวันเด็กในวันเสาร์เมื่อวานนี้ ทำให้คิดถึงการ์ตูนแบบไทยมากขึ้น โดยเฉพาะนักวาดการ์ตูนรุ่นเก่า ที่ได้สร้างสรรค์ผลงานทิ้งไว้มากมาย จากการที่ตัวการ์ตูนนั้นมีบทบาทสำคัญในการสร้างนิสัยการอ่านหนังสือ โดยผ่านตัวการ์ตูนที่ชื่นชอบนั้น เป็นที่นิยมกันมาช้านาน ด้วยการอ่านหนังสือที่มีภาพวาดลายเส้นหรือตัวการ์ตูนประกอบในแบบเรียนไทยนั้นชวนให้น่าสนใจมากกว่า ยิ่งเมื่ออ่านหนังสือการ์ตูนที่มีการแต่งเรื่องราวอย่างสนุกสนานด้วยแล้ว ได้ทำให้เด็กสนใจการอ่านหนังสือมากขึ้นจนเรียกว่าติดการ์ตูนจนไม่อ่านหนังสือเรียนนั่นแหละ  ความเป็นมาของการ์ตูนแบบไทยนั้นนับตั้งแต่มีภาพล้อเส้นหมึกของขุนปฏิภาคพิมพ์ลิขิต (เปล่ง ไตรปิ่น) นักเขียนการ์ตูนล้อเลียนการเมืองคนแรกที่ลงพิมพ์ในดุสิตสมิต ดุสิตสมัย ในสมัยรัชกาลที่ ๖ แล้ว ยังมีพระยาอนุศาสน์จิตกรเขียนการ์ตูนและภาพประกอบด้วย นักเขียนการ์ตูนรุ่นเก่าหลายคนนั้นได้สร้างการ์ตูนของตนขึ้นอย่างน่าติดตาม เช่น การ์ตูนของ สวัสดิ์ จูฑะรพ ที่นำเรื่องสังข์ทองมาวาดเป็นการ์ตูนเรื่องยาวเรื่องแรก ลงในหนังสือพิมพ์สยามราษฎร์ และยังได้สร้างตัวการ์ตูน “ขุนหมื่น” โดยดัดแปลงมาจากป๊อบอายและมิกกี้เมาส์ ในระยะแรกนั้นมีการเอาอย่างตัวการ์ตูนต่างประเทศมาสร้างตัวการ์ตูน อย่างเช่น “หนูเล็กลุงโกร่ง” โดยฝีมือ “จิงโจ้”

ส่วนตัวการ์ตูนแบบไทยนั้น เมื่อพ.ศ.๒๔๙๕ ได้มีการสร้างหนูไก่ หนูนิด หนูหน่อย หนูแจ๋ว โดย“ตุ๊กตา” หรือ พิมล กาฬสีห์, สร้างนายศุขเล็ก โดย ประยูร จรรยาวงษ์ นักเขียนการ์ตูนเจ้าของฉายา “ราชาการ์ตูนไทย” ซึ่งมีทั้งการ์ตูนตลกและการ์ตูนล้อเลียนการเมือง ผลงานของผู้นี้ได้รับรางวัลแมกไซไซส่วนที่แต่งเรื่องเป็นการ์ตูนเล่มหรือนิยายภาพนั้นมีนักเขียนการ์ตูนอีกหลายคนที่มีชื่อเสียง เช่นปยุต เงากระจ่าง, เหม เวชกร, วิตต์ สุทธิเสถียร, จำนงค์ รอดอริและคนอื่นๆ ต่างสร้างตัวการ์ตูนของตนจนเป็นที่รู้จักกันดีเช่น พ.บางพลี สร้างอัศวินสายฟ้า, จุก เบี้ยวสกุลสร้างเจ้าชายผมทอง, ราช เลอสรวง สร้างสิงห์ดำ,ฉันท์ สุวรรณบุณย์ สร้างป๋องเปรียว และเป็นผู้บุกเบิกการ์ตูนเด็กเป็นคนแรก หลังสุดนั้นการ์ตูนได้มีการนำ นิทานพื้นบ้านและเรื่องผีมาเขียนเป็นเรื่องแบบไทย โดย ทวี วิษณุกร ซึ่งมีการ์ตูนน่าสนใจอยู่หลายเรื่องเช่น แม่นาคพระโขนง, นางตานี, แก้วหน้าม้า, โกมินทร์ กุมาร, จอมไพรจอมสิงขร, ราชาร้อยเล่ห์, สองอัศวินดาบดำ, เห้งเจียผู้วิเศษ เป็นต้น นักการ์ตูนไทยผู้นี้เป็นผู้สร้างการ์ตูน “ผีกระสือ” เมื่อพ.ศ.๒๕๑๑นับเป็นการ์ตูนเรื่องแรกที่นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์จนผู้สร้างสรรค์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์รูปแบบผีกระสือยอดนิยมนั้นด้วย อีกทั้งยังทำให้กระแสการ์ตูนจากนิยายพื้นบ้าน เรื่องผีสางนางไม้และเรื่องจักรๆวงศ์ ๆ นั้นได้รับความนิยมตามมาเป็นอย่างมาก จนเรียกกันทั่วไปว่าการ์ตูนเล่มละบาทเกิดขึ้นครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์สากล

การ์ตูนไทยนั้นพัฒนางานจากการเขียนประกอบเรื่องและการ์ตูนล้อแล้วต่อมาได้พัฒนาจนสามารถมีหนังสือการ์ตูนออกประจำในแนวการ์ตูนขำขัน ซึ่งมีทั้งการ์ตูนตลกช่องเดียว และการ์ตูน ๓ ช่องจบหนังสือการ์ตูนที่ออกมาประจำนั้น ได้แก่ ตุ๊กตา โดย พิมล กาฬสีห์, ชัยพฤกษ์การ์ตูน โดย “รงค์”, หนูจ๋าโดยจุ๋มจิ๋ม หรือจำนูญ เล็กสมทิศ, เบบี้ โดยวัฒนาเพ็ชรสุวรรณ, ขายหัวเราะ มหาสนุก โดย บรรลือสาส์น,ต่วยตูน โดย วาทิน ปิ่นเฉลี่ยว และอื่นๆ ที่ต่างออกหนังสือการ์ตูนออกมามากมายจนติดตามไม่ทัน ปัจจุบัน การ์ตูนแบบไทยยังเป็นสื่อส่งเสริมการอ่านให้กับเด็กมากกว่าสื่ออื่น อีกทั้งยังพัฒนาการ์ตูนจากหนังสือไปเป็นภาพยนตร์ เป็นสื่อกราฟิกที่ทันสมัย มีสีสัน ให้สามารถออนไลน์เผยแพร่ให้กว้างไกล และยังได้พัฒนาการรูปแบบการ์ตูนให้เป็นการ์ตูนแบบสากลมากขึ้น จนน่าเป็นห่วงว่าการ์ตูนแบบไทยที่มีการสร้างสรรค์และเป็นลักษณะเฉพาะนั้นจะสูญหายไป ด้วยมีการแข่งขันฝีมือการเขียนการ์ตูนแบบใหม่ที่นิยม โดยเฉพาะการ์ตูนแนวมังงะของญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีการสร้างสรรค์ตัวการ์ตูนใหม่ๆสำหรับใช้ในธุรกิจออนไลน์มากขึ้นด้วย นั่นคือการสร้างลิขสิทธิ์ในการใช้การ์ตูนที่ทุกคนสามารถคิดและสร้างขึ้นได้เอง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๑๓๐ปี ไทย-ญี่ปุ่น’ ภูมิการเรียนรู้ศิลปทัศน์ข้ามทวีป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/312704

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๓๐ปี ไทย-ญี่ปุ่น’  ภูมิการเรียนรู้ศิลปทัศน์ข้ามทวีป

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๓๐ปี ไทย-ญี่ปุ่น’ ภูมิการเรียนรู้ศิลปทัศน์ข้ามทวีป

วันอาทิตย์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯทอดพระเนตรนิทรรศการ

ด้วย พ.ศ.๒๕๖๐ ที่ผ่านมานี้เป็นปีสำคัญอันสืบเนื่องมาจากเป็นปีที่ครบรอบ ๑๓๐ ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทย-ญี่ปุ่น จึงทำให้ทั้งสองประเทศร่วมมือกันจัดนิทรรศการพิเศษ ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ได้ร่วมกันกับสำนักกิจการวัฒนธรรมแห่งประเทศญี่ปุ่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว-คิวชู และเจแปนฟาวน์เดชั่น แลกเปลี่ยนโบราณวัตถุและศิลปวัตถุเพื่อจัดแสดงซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะชิ้นงานจากญี่ปุ่นนั้น ได้จัดนิทรรศการพิเศษเรื่อง“วิถีแห่งศรัทธาจากศิลปทัศน์ญี่ปุ่น” (The History ofJapanese Art : Life and Faith) ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมานพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ระหว่างวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๐-๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑

จากหลักฐานการบันทึกในเอกสารประวัติศาสตร์นั้นพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นนั้น มีมายาวนานมากกว่า ๖๐๐ ปีแล้ว แม้จะมีเหตุการณ์ต่างๆ เกี่ยวพันในด้านความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักในสมัยอยุธยามาแล้วก็ตาม บทบาทอื่นในด้านเศรษฐกิจการค้า การเมือง ทางสังคม ตลอดจนการช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตลอดตามยุคสมัยนั้นทำให้ทั้งสองประเทศมีเรื่องราวเกี่ยวกันหลายเรื่องในอดีต เช่นเส้นทางการค้า เครื่องเคลือบ ออกญาเสนาภิมุข (ยามาด้า)กองอาสาญี่ปุ่น การส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและโรงทอไหม สงครามมหาเอเชียบูรพา การสร้างเส้นทางรถไฟสายมรณะ อีกทั้งยังมีนวนิยายผ่านเรื่อง ระย้า,คู่กรรม, บุญผ่อง เป็นต้น จนรู้จักพระเอกโกโบริ และนายบุญผ่องกันทั่วไป

ครั้งหลังสุดทั้งสองประเทศนั้นได้มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการโดยการลงนามในปฏิญญาทางไมตรี และการพาณิชย์ เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ.๒๔๓๐ นั้นทำให้ทั้งสองประเทศได้เริ่มความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นได้พัฒนาก้าวหน้าขึ้นอย่างมากทำให้ไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีจำนวนบริษัทเอกชนของญี่ปุ่นเข้ามาตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังมีชาวญี่ปุ่นพำนักอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากแห่งหนึ่งในโลก จนชาวญี่ปุ่นต่างมีความรู้สึกใกล้ชิดกับไทยเป็นอย่างดี

การเสด็จฯทรงเยี่ยมเยือนซึ่งกันและกันหลายครั้งระหว่างพระราชวงศ์ไทยกับพระราชวงศ์ญี่ปุ่นนั้นได้แสดงถึงสัมพันธภาพอันแน่นแฟ้นยาวนานของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะการเสด็จฯของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ เสด็จฯทรงเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๖ นั้น ได้ยิ่งทำให้สองประเทศมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นมากขึ้นซึ่งในปีต่อมานั้นสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตและสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ เมื่อยังดำรงพระราชอิสริยยศเป็นมกุฎราชกุมารเจ้าชายอากิฮิโต และเจ้าหญิงมิชิโกะ นั้นได้เสด็จฯทรงเยือนประเทศไทย ในฐานะผู้แทนพระองค์สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโต ทำให้ความร่วมมือของทั้งสองประเทศนั้นมีบทบาทต่างๆ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของประเทศไทยได้มุ่งกระชับความสัมพันธ์ และความร่วมมือกับญี่ปุ่นให้พัฒนาไปสู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจ (Strategic and Economic Partnership)เป็นอย่างดี การเยือนสำคัญทั้งระดับพระราชวงศ์และผู้นำประเทศได้กระชับความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและประเทศไทยจนต่างมีความน่าเชื่อถือและมีความสนิทสนมอย่างมาก ทำให้ชาวไทยชาวญี่ปุ่นนิยมเดินทางท่องเที่ยวต่อกันมากที่สุด ทำให้ต่างได้เรียนรู้และเข้าใจศิลปวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน ผ่านชิ้นงานสำคัญจากญี่ปุ่นที่นำมาแสดง โดยไม่ต้องเดินทางไปชมที่นั่น เป็นการเปิดโลกการเรียนรู้ด้านทัศนศิลป์ และได้ติดตามความสัมพันธ์อันยาวนานผ่านงานศิลปกรรมชิ้นเอกของแต่ละประเทศ ซึ่งน่าจะเป็นภูมิการเรียนรู้เกิดขึ้นกับทุกประเทศในภูมิภาคอาเซียน อีกทั้งยังส่งเสริมความเข้าใจจากมิติวัฒนธรรมให้ต่อยอดความรู้เดิมมากขึ้นด้วย

จิตรกรรมพระพุทธเจ้าปรินิพพาน สมัยคามากุระ

จิตรกรรมพระพุทธเจ้าปรินิพพาน สมัยคามากุระ
เสด็จฯทอดพระเนตรศิลปทัศน์ญี่ปุ่น

เสด็จฯทอดพระเนตรศิลปทัศน์ญี่ปุ่น
พระพิมพ์พระพุทธรูปนั่งห้อยบาท

พระพิมพ์พระพุทธรูปนั่งห้อยบาท
ตุ๊กตาดินเผาก่อนประวัติศาสตร์โดกุ

ตุ๊กตาดินเผาก่อนประวัติศาสตร์โดกุ
ชุดนุกิฮากุ ลายดอกลิลลี่ สมัยอาซีจิโมโมะยามะพุทธศตวรรษ ๒๑-๒๒

ชุดนุกิฮากุ ลายดอกลิลลี่ สมัยอาซีจิโมโมะยามะพุทธศตวรรษ ๒๑-๒๒

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘สวดมนต์ข้ามปี’ ภูมิมงคลแห่งธรรมในวันปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/310547

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สวดมนต์ข้ามปี’  ภูมิมงคลแห่งธรรมในวันปีใหม่

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สวดมนต์ข้ามปี’ ภูมิมงคลแห่งธรรมในวันปีใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พระปฐมเจดีย์

การสวดมนต์ข้ามปีนั้นเป็นประเพณีนิยมชาวพุทธมาแต่เดิม ก่อนสิ้นปีเปลี่ยนพุทธศักราชใหม่นั้นพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์บทนพเคราะห์ตามวัดเป็นประจำต่อมาจึงได้มีการนิมนต์เจริญพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์บทชัยมงคลคาถาออกอากาศไปทั่วประเทศผ่านทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยของกรมประชาสัมพันธ์ หลังสุดสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ได้นำคณะสงฆ์วัดสระเกศ ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ข้ามปีขึ้น ณ พระอุโบสถวัดสระเกศราชวรมหาวิหร โดยอนุมัติตามโบราณราชประเพณีในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ซึ่งโปรดให้ประกอบพิธีในช่วงเทศกาลสงกรานต์ อันเป็นวันเถลิงศกปีใหม่แบบไทยที่มีมาแต่เดิม

ดังนั้นการสวดมนต์ข้ามปีจึงเริ่มจัดขึ้นที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เป็นครั้งแรก และในปีพุทธศักราช ๒๕๔๙ กรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ได้เห็นความสำคัญของการสวดมนต์ข้ามปี จึงได้ร่วมกับคณะสงฆ์วัดสระเกศ จัดสวดมนต์ข้ามปีขึ้นอย่างเป็นทางการและคณะสงฆ์ได้มีความเห็นร่วมกันว่า การสวดมนต์ข้ามปีนั้นเป็นที่นิยมของประชาชนอย่างแพร่หลาย เป็นการสร้างค่านิยมที่งดงามควรแก่การส่งเสริม ที่ประชุมมหาเถรสมาคม เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๓ ณ ตำหนักสมเด็จฯวัดสระเกศฯ จึงมีมติให้วัดทุกวัดจัดสวดมนต์ข้ามปี โดยมีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นศูนย์กลางการอำนวยการ และให้วัดเจ้าคณะจังหวัดเป็นศูนย์กลางการสวดมนต์ของจังหวัดนั้น ด้วยเหตุที่วัดสระเกศเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ได้ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ที่บริเวณสระน้ำวัดสะแก ซึ่งเป็นที่ตั้งวัดสระเกศในปัจจุบัน เป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืน จากนั้นจึงประกอบพิธีมูรธาภิเษก ก่อนปราบดาภิเษกเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีวัดสระเกศจึงนับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์และราชวงศ์จักรีด้วย

โดยคณะสงฆ์วัดสระเกศนั้นได้รักษาประเพณีการเจริญพระพุทธมนต์เพื่อประกอบพิธีทำน้ำพระพุทธมนต์ในวาระที่สำคัญตามโบราณพระราชประเพณีตั้งแต่รัชกาลที่ ๑สืบต่อมา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูพิธีเจริญพระพุทธมนต์ บทมหาสมัยสูตร ให้มีระเบียบแบบแผนมากขึ้น โดยโปรดฯให้ประกอบพิธีที่พระวิหารพระอัฏฐารส ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางประทับยืน ศิลปะสมัยสุโขทัยตอนต้น อายุกว่า ๗๐๐ ปี หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ทั้งองค์สูง ๒๑ ศอก ๑ นิ้ว เป็นการหล่อพระพุทธรูปโลหะที่มีขนาดสูงใหญ่ที่สุดเป็นครั้งแรกเดิมประดิษฐานอยู่วัดวิหารทอง วัดในพระราชวังจันทน์เมืองพิษณุโลก ครั้งนั้นพระองค์ทรงปรารภว่า พระอัฏฐารสเป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นจากเหตุการณ์ในมหาสมัยสูตรด้วยพระประยูรญาติของพระพุทธองค์เกิดความแตกแยกกันอย่างรุนแรง จนถึงขั้นยกทัพมาประจันหน้าจะทำสงครามกันเหตุจากแบ่งผลประโยชน์เรื่องน้ำไม่ยุติลงได้ พระพุทธองค์จึงเสด็จมาห้ามทัพและทำให้เหตุการณ์นั้นสงบลงโดยดีดังนั้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ วัดเถลิงศกปีใหม่จึงมีธรรมเนียมปฏิบัติเพื่อนำน้ำพระพุทธมนต์แจกจ่ายให้กับประชาชน ได้นำไปประพรมให้ลูกหลานบ้านเรือน เรือกสวนไร่นา ให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขโดยทั่วกัน

กระทรวงวัฒนธรรม กรมการศาสนาและสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ร่วมกันสร้างธรรมเนียมปฏิบัติการสวดมนต์ข้ามปีในวันปีใหม่ตามมติมหาเถรสมาคมนั้นให้เกิดขึ้นทั่วประเทศและต่างประเทศ โดยนายวีระโรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม พร้อมด้วย นายมานัสทารัตน์ใจ อธิบดีกรมการศาสนา, พระโสภณวชิราภรณ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ร่วมกันประสานกับสมเด็จพระสังฆราชและผู้นำทางศาสนาในประเทศต่างๆ จนมีความร่วมมือด้านการส่งเสริมและแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม ส่งเสริมงานด้านศาสนาและกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีระดับนานาชาติ โดยจะมีวัดต่างๆ ในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ลาว จีน ศรีลังกา เมียนมา อินเดีย และประเทศที่มีวัดพุทธศาสนา ได้ร่วมกันจัดพิธีสวดมนต์ข้ามปีและจะมีการถ่ายทอดสดจากประเทศเมียนมา สวดที่พระเจดีย์ชเวดากอง ที่อินเดีย สวดที่พุทธคยา ศรีลังกา สวดที่วัดพระเขี้ยวแก้ว อินโดนีเซีย สวดที่วิหารบุโรพุทโธ เข้ามายังส่วนกลางในประเทศไทย เพื่อสร้างภูมิมงคลแห่งธรรมให้เกิดขึ้นทั่วโลก

คณะรมว.วัฒนธรรม เข้าเฝ้าฯสมเด็จพระสังฆราชกัมพูชา

คณะรมว.วัฒนธรรม เข้าเฝ้าฯสมเด็จพระสังฆราชกัมพูชา
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
พระอัฏฐารสศรีสุคตทศพล ญาณบพิตร- วัดสระเกศฯ

พระอัฏฐารสศรีสุคตทศพล ญาณบพิตร- วัดสระเกศฯ
เจดีย์บูโรพุทโธ

เจดีย์บูโรพุทโธ
เจดีย์ชเวดากอง

เจดีย์ชเวดากอง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘นาฏศิลปะดนตรี’ ภูมิวัฒนธรรมร่วมไทย-กัมพูชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307890

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘นาฏศิลปะดนตรี’ ภูมิวัฒนธรรมร่วมไทย-กัมพูชา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘นาฏศิลปะดนตรี’ ภูมิวัฒนธรรมร่วมไทย-กัมพูชา

วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักแสดงไทย-กัมพูชา ร่วมกันแสดง

จากการที่ไทย-กัมพูชาได้ลงนามในความตกลง ทางวัฒนธรรมระหว่างกันเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๐ นั้นทำให้มีการสานต่อความร่วมมือกันโดยเฉพาะด้านวัฒนธรรมและศาสนา ซึ่ง นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ให้ความสำคัญต่อกิจกรรมความร่วมมือทางวัฒนธรรมไทย-กัมพูชาและอาเซียนมาตลอด ด้วยต่างฝ่ายนั้นมีการแสดงนาฏศิลปะดนตรีที่มีวัฒนธรรมร่วมกันมาแต่โบราณ เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้ร่วมกันจัดการแสดงนาฏศิลป์และดนตรี ณ โรงละครแห่งชาติ จตุมุข โดยก่อนหน้านั้นสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ของไทยและมหาวิทยาลัยวิจิตรศิลป์ของกัมพูชา ได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านนาฏศิลป์และดนตรี และร่วมกันแสดงให้เห็นว่าเป็นวัฒนธรรมร่วมระหว่างชาติ เช่น การแสดงรำอวยพร, ระบำกินรีและซัดชาตรี, โขนรามเกียรติ์ ตอน หนุมานจับสุวรรณมัจฉา, เต้นรำแคน, เซิ้งตังหวาย, ระบำชาวเล, ระบำชาวนา และรำวง

นักแสดงจากกัมพูชา

ซึ่งทั้งบทเพลงและดนตรีนั้นสามารถร่วมแสดงและบรรเลงร่วมกันได้จากพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่เหมือนกันสำหรับนาฏศิลป์ของกัมพูชาที่ใช้แสดงในหมู่ประชาชนทั่วไปและชนเผ่าต่างๆ เช่น ชาวจาม เขมรบน ชาวนา และกรรมกรนั้น ส่วนใหญ่ใช้วงมโหรีบรรเลงประกอบ บางส่วนเกี่ยวข้องกับความรักและนิทานพื้นบ้าน เป็นระบำพื้นบ้าน ได้แก่ ระบำเกนียกไพลิน เป็นการแสดงของชาวกุลาในเมืองไพลิน  เสนียกโตเซีย เป็นระบำที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ชนิดต่างๆ มีต้นกำเนิดมาจากชาวเปียร์ในจังหวัดโพธิสัตว์ระบำก็อมบาเรียน คล้ายกับการเต้นรำลาวกระทบไม้ของไทย ที่ใช้ไม้ไผ่กระทบกันเป็นจังหวะ นัยว่าเป็นการแสดงของชาวกุย บ้างว่าได้รับอิทธิพลจากการแสดงของฟิลิปปินส์ระบำโทรต เป็นระบำที่เล่าถึงพรานกับกวาง ชยัมการแสดงแบบเขมรแท้ เป็นการแสดงตลกและใช้เด็กหญิงที่หน้าตาดี ดังนั้นนาฏศิลป์ไทย-กัมพูชา จึงถือเป็นวัฒนธรรมร่วมของสุวรรณภูมิในอาเซียนมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาร่วมกันชนิดที่แยกแยะออกมาไม่ได้

นาฏศิลปะดนตรีจากสองประเทศ

แม้จะมีการเรียกนาฏศิลป์ที่ไทยเรียกละครในอันหมายถึงละครของพระเจ้าแผ่นดินที่เล่นแต่ในวัง ส่วนกัมพูชานั้นเรียกระบำพระราชทรัพย์ หมายถึงระบำหรือละครของพระเจ้าแผ่นดินก็ตาม ส่วนใครจะรับหรือเรียนรู้จากใครก่อนหลังนั้นถือเป็นเรื่องของการเรียนรู้ต่อกันไว้ดีกว่า “ระบำพระราชทรัพย์” หรือ “ระบำเขมรโบราณ”ที่ไทยเรียกว่า “ระบำอัปสร” นั้น น่าจะมีความเกี่ยวพันกับอารยธรรมจากนครวัด ด้วยพบว่ามีการจารึกภาพไว้ตามผนังปราสาทขอมโบราณที่มีอยู่ทั่วไปในไทย ลาว เวียดนามใต้ และกัมพูชา อยู่หลายร้อยแห่งจนถือว่าเป็นสัญลักษณ์และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันมีค่าของกัมพูชาในอดีต พระบาทสมเด็จพระนโรดมสีหนุนั้นได้ใช้ประโยชน์จากระบำนี้นำไปแสดงในขณะที่เสด็จพระราชดำเนินไปประเทศต่างๆ ในยุโรปและอเมริกาเหนือเพื่อเรียกร้องเอกราชจากฝรั่งเศส ในอดีต “ระบำ พระราชทรัพย์” หลังเสียพระนครหลวง มีนักวิจัยและนักวิชาการสันนิษฐานว่ากลุ่มนางรำเขมรคงถูกนำมาอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ด้วยมีสงครามระหว่างละแวก-อุดง กับอยุธยา และกรุงเทพฯ เกิดขึ้นหลายครั้ง การเกณฑ์และกวาดต้อนผู้คนนั้น ย่อมมีนางรำอยู่ในหมู่คนที่ถูกกวาดต้อนในแต่ละครั้งด้วย เช่นเดียวกับนาฏศิลป์นางรำก็ถูกกวาดต้อนไปจากอยุธยาเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ เช่นกัน ในสมัยอยุธยาตอนต้นพระเจ้าอู่ทองได้เข้าตีและยึดเมืองหลวงของขอมไว้ได้ มีการกวาดต้อนคนในนครหลวงมาไว้กรุงศรีอยุธยาเป็นอันมาก ทั้งนักปราชญ์พระ และปุโรหิต จึงทำให้มีการบูรณาการศิลปะขอม มอญสุโขทัย และละโว้ไว้ด้วยกันด้วยศิลปวัฒนธรรม และพัฒนาจนเป็นวัฒนธรรมอยุธยาตอนปลาย และต้นรัตนโกสินทร์

ปี่พาทย์ไทย

ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เจ้านายกัมพูชา ได้ถูกนำมาเลี้ยงดูในกรุงเทพฯ เมื่อกลับไปครองราชย์ ก็มีการนำศิลปะและวัฒนธรรมของไทยไปเผยแพร่และมีการนำการฟ้อน การแสดง การก่อสร้าง ไปสร้างขึ้นที่เมืองพนมเปญ นอกจากนี้ยังมีเจ้านายไทยบางท่านหนีลี้ภัยการเมืองไปกัมพูชา นำคณะละคร โขนไทยไปด้วย ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ไทยปรับปรุงดีแล้วกลับไปยังกัมพูชา ทำให้กัมพูชาอนุรักษ์ศิลปะไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นไว้จึงทำให้เห็นถึงท่วงท่ารำที่อ่อนช้อย เชื่องช้า ผิดแปลกไปจากการร่ายรำนาฏศิลปะดนตรีไทยปัจจุบันที่พัฒนาไปอีกหลายแนวทาง

ปี่พาทย์วงกัมพูชา

ปี่พาทย์วงกัมพูชา
ระบำแคนจากกัมพูชา

ระบำแคนจากกัมพูชา
หนุมานจับสุวรรณมัจฉา

หนุมานจับสุวรรณมัจฉา
ระบำชาวนา

ระบำชาวนา
รำชัดชาตรีจากไทย

รำชัดชาตรีจากไทย

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ภูเขาทอง’ ภูมิวัดย้อนประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/306634

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ภูเขาทอง’ ภูมิวัดย้อนประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ภูเขาทอง’ ภูมิวัดย้อนประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ

วันอาทิตย์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ภูเขาทองเสริมอิฐ

สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้เชิญชวนไปเดินตามรอยตามประวัติศาสตร์ ซึ่งจัดเป็นครั้งที่ ๕ แล้วครั้งนี้ให้ความสำคัญกับ บรมบรรพต หรือภูเขาทองซึ่งเป็นเจดีย์บนภูเขาจำลองตั้งอยู่ในวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานครถือเป็นภูมิเมืองสำคัญที่เกิดจากพระราชประสงค์เดิมของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงมีพระราชดำริให้จัดสร้างพระเจดีย์ภูเขาทองไว้เป็นปูชนียสถานในพระนครเหมือนดั่งที่กรุงเก่า ซึ่งมีวัดภูเขาทองตั้งอยู่ที่ชายทุ่ง มีองค์พระเจดีย์เป็นที่สำหรับชาวพระนครศรีอยุธยาลงไปประชุมเล่นเพลง และเล่นสักวาในเทศกาลประจำปี พระองค์ทรงเลือกเอาบริเวณวัดสระเกศ นั้นเป็นสถานที่ก่อสร้างพระเจดีย์ภูเขาทองและขุดคลองออกไปเชื่อมคลองมหานาค

ภูเขาทอง

เมื่อแรกก่อสร้างนั้นใช้โครงไม้ทำเป็นรูปปรางค์ใหญ่ โดยทรงดำริให้สร้างพระปรางค์ย่อมุมไม้สิบสองขนาดใหญ่อยู่ทางทิศตะวันออกของพระนคร คล้ายพระเจดีย์วัดภูเขาทองที่กรุงศรีอยุธยา ขุดฐานเอาไม้ซุงปูเป็นตาราง เอาศิลาแลงก่อขึ้นจนเสมอดินแล้วจึงก่อด้วยอิฐในองค์พระปรางค์เอาศิลาก้อนที่ราษฎรเก็บมาขายใส่ลงไปแต่ก่อสร้างได้ไม่เท่าไรก็ทรุด ยุบตัวพังลงมาเนื่องจากพื้นที่ก่อสร้างอยู่ใกล้ชายคลอง พื้นดินไม่แข็งแรงพอจึงต้องปักเสารอบๆ องค์พระปรางค์หลายๆ ชั้น กันไม่ให้ดินทลายออกไป จึงเริ่มก่อใหม่แต่ก็ยังทรุดอีก ด้วยเหตุที่ต้องใช้โครงสร้างขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมากเกิน จึงทำให้ดินเลนในบริเวณนั้นไม่สามารถรองรับน้ำหนักได้องค์ปรางค์จึงทะลายลงมาเป็นกองภูเขาอยู่ จึงยุติการก่อสร้างชั่วคราวจนสิ้นรัชกาล จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เมื่อพ.ศ.๒๔๐๖ จึงมีการสร้างขึ้นใหม่โดยมีการเปลี่ยนแบบให้เป็นภูเขาทองตามแบบการสร้างบรมบรรพตที่สร้างขึ้นณ ท้องสนามหลวง ซึ่งน่าจะมีการเรียนรู้ทางช่างและหาวิธีสร้างได้แล้ว พระองค์ได้เสด็จทรงวางศิลาฤกษ์เมื่อปีพ.ศ.๒๔๐๘ เดือน ๖ ปีฉลู ทรงให้เปลี่ยนชื่อใหม่ ตามพระเมรุบรมบรรพตที่ท้องสนามหลวง จากภูเขาทองเป็น “บรมบรรพต” การก่อสร้างครั้งนี้ได้แปลงพระเจดีย์องค์เดิมให้เป็นภูเขามีพระเจดีย์อยู่ด้านบน บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้บนยอด มีบันไดเวียนขึ้น-ลง ๒ สาย เพื่อสะดวกในเวลาเทศกาล การก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๔ นั้นยังไม่แล้วเสร็จ จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕จึงโปรดเกล้าฯให้ทำการก่อสร้างภูเขาทองที่ยังค้างอยู่จนสำเร็จ นับเป็นพระเจดีย์ที่มีการก่อสร้างบรมบรรพตถึงสองรัชกาล มาแล้วเสร็จในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ โดยบนยอดเจดีย์ได้มีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ภายในองค์พระเจดีย์มีอยู่หลายครั้งในพ.ศ.๒๔๒๐ ที่สำคัญคือเมื่อ พ.ศ๒๔๒๒ รัฐบาลอินเดียได้ถวายพระบรมสารีริกธาตุ ที่ขุดได้จากเนินพระเจดีย์เก่าที่เมืองกบิลพัสดุ์ บรรจุอยู่ภายในผอบที่มีอักษร พราหมี หรือเมาริยะ จารึกไว้ว่า “พระบรมสารีริกธาตุนี้ เป็นของพระพุทธเจ้า (สมณโคดม) ตระกูลศากยราช ได้รับแบ่งปันในเวลาถวายพระเพลิงพุทธสรีระ” อัญเชิญมาถวายแด่รัชกาลที่ ๕ พระองค์ได้โปรดเกล้าฯให้นำมาบรรจุไว้ในองค์พระเจดีย์ ภายหลังมีการบรรจุใน ปีพ.ศ.๒๔๔๑ อีกครั้ง บรมบรรพตนี้มีทางขึ้นทั้งสองในทิศเหนือแและใต้

เจดีย์พระสารีริกธาตุ

ปัจจุบันบรมบรรพตนี้ถือเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นของพระนครด้วยมีความสูงกว่า ๕๙ เมตร หรือเท่าตึกสูง ๑๙ ชั้น เคียงคู่กันกับโลหะปราสาทวัดราชนัดดารามวรวิหาร ที่อยู่ไม่ห่างกันและในช่วงวันลอยกระทงของทุกปีทางวัดสระเกศราชวรมหาวิหารจะจัดงานประเพณี เรียกว่า “งานภูเขาทอง” ระยะเวลาราว ๗-๑๐ วัน เป็นประจำ นับว่าเป็นงานวัดที่สำคัญงานหนึ่งที่อยู่นอกพระนคร ซึ่งงานนี้มีพิธีสำคัญของบรมบรรพตคือพิธีห่มผ้าแดงบรมบรรพตภูเขาทองด้วยเหตุนี้วัดสระเกศฯจึงมีปูชนียสถานที่เกี่ยวพันกับพระปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จักรีหรือ รัชกาลที่ ๑ เป็นอย่างมาก นอกจากหอพระไตรปิฎกและศาลาการเปรียญที่สร้างในรัชกาลที่ ๑ แล้ว ยังมีพระพุทธรูปสำคัญสมัยสุโขทัยถือเป็นวัดที่มีการจัดผังเขตพุทธาวาสและสังฆาวาสไว้เป็นแบบแผนของการสร้างวัดต่อไป

ภูเขาทองเมื่อแรกสร้าง

ภูเขาทองเมื่อแรกสร้าง
สะดือเมือง

สะดือเมือง
วิวรอบภูเขาทอง

วิวรอบภูเขาทอง
วิทยากรให้ความรู้

วิทยากรให้ความรู้
วักสระเกศฯ

วักสระเกศฯ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ไทอัสสัมในอินเดีย’ ปฐมบทชาติพันธุ์ ไทตะวันตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/305236

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ไทอัสสัมในอินเดีย’ ปฐมบทชาติพันธุ์ ไทตะวันตก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ไทอัสสัมในอินเดีย’ ปฐมบทชาติพันธุ์ ไทตะวันตก

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การทำนาของไทในอินเดีย

ในโอกาสครบรอบ ๗๐ ปี ของความสัมพันธ์ไทย-อินเดียนั้น ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) โดยนายพีรพน พิสณุพงศ์ ผู้อำนวยการได้ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตอินเดีย จัดสัมมนาวิชาการ เรื่อง “วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ไท ในประเทศอินเดียขึ้น เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๘ พฤศจิกายนที่ผ่านมานั้้น ทำให้หลายคนได้รับรู้ถึงองค์ความรู้และการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ไทในอินเดีย ในด้านอาหาร วัฒนธรรม และภาษา ซึ่งมีทั้งนักวิชาการไทยและนักวิชาการอินเดีย” คือ Dr.Dayananda Borgohain และ Mr.Paim Thee GohainMs.Pari Borgohain  พร้อมกับการแสดงของชาติพันธุ์ไทที่เดินทางมาจากอินเดียหลายกลุ่ม เช่น ไทอาหม ไทคำตี่ จากอินเดีย ไทใหญ่และไทลื้อในไทย ดังนั้นการศึกษาและเรียนรู้ถึงพันธุ์ไทในอินเดียจึงไม่ใช่เรื่องใหม่แต่เป็นการต่อยอดความรู้จากเรื่องกาเลหม่านไตของ อาจารย์บรรจบ พันธุเมธา ที่มีการศึกษาและเดินทางไปมาก่อน ด้วยไทอาหม หรืออัสสัม :หรืออาโหมะ-อาหมนี้เป็นกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่งซึ่งอาศัยในรัฐอัสสัมของประเทศอินเดีย เดิมใช้ภาษาอาหมในกลุ่มภาษาย่อยไท-พายัพ ซึ่งเป็นภาษาในกลุ่มภาษากัม-ไทตระกูลภาษาไท-กะได ชาวอาหมในปัจจุบันนั้นหันไปใช้ภาษาตระกูลอินโด-ยุโรเปียน ต่อมาปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐-๒๑ ชาวอาหมเกิดความสนใจในวัฒนธรรมดั้งเดิมของตน จึงมีพยายามที่จะศึกษาและฟื้นฟูวัฒนธรรมดั้งเดิมมากยิ่งขึ้น ชาวอาหมปัจจุบันนี้มีจำนวนมากกว่าชาวไทกลุ่มอื่นที่อพยพมายังอัสสัมในปี พ.ศ.๒๕๓๓ ชาวอาหมมีจำนวนประชากรราว ๒ ล้านคนในรัฐอัสสัม และรัฐอรุณาจัลประเทศ และมีชาวอัสสัมราว๘ ล้านคนที่อ้างว่ามีบรรพบุรุษหรือสืบเชื้อสายมาจากชาวอาหม

เมื่อราว พ.ศ.๑๗๖๓ ใกล้เคียงกับยุคที่มีการตั้งอาณาจักรสุโขทัยนั้น ชาวไทพวกหนึ่ง ชื่อว่า “อาหม” ได้อพยพเข้ามาในดินแดนนี้ โดยข้ามภูเขาปาดไก่ทางเหนือของพม่า ไทพวกนี้มาจากอาณาจักรไทโบราณอาณาจักรหนึ่ง เรียกว่า “ปง” คือโมกอง(เมืองกอง) ในพม่าทางเหนือ และเริ่มประวัติศาสตร์อาหมเมื่อ พ.ศ.๑๗๙๖ เมื่อเสือก่าฟ้า ปฐมบรมราชวงศ์อาหมได้วางรากฐานในอาณาจักรของพระองค์ ช่วงแรกของชาวอาหมนั้นอพยพมาตามตำนานกล่าวไว้ว่ามีกษัตริย์ พระองค์ ขุนนาง๘ คน ช้าง ๒ เชือก และม้าอีก ๓๐๐ ตัว ประชากร ๙,๐๐๐ คน รวมทั้งสตรี และเด็ก อาหมนั้นเป็นไทพวกเดียวกับไทใหญ่ เมื่อแรกเข้าไป ได้ตั้งภูมิลำเนาลงที่ นามรูป และได้พบชนเจ้าของถิ่นสองข้างข้างหนึ่งคือ ชุติยะซึ่งครองทางตะวันออกของแม่น้ำสุพรรณสิริ อีกข้างหนึ่งมาจากโมราน ยึดครองพื้นที่แม่น้ำทิขุ และแม่น้ำทิหิง

พวกอาหมต้องพิพาทกับพวกโมราน และราวพ.ศ. ๑๗๗๙ อาหมจึงตั้งเมืองหลวงที่อภัยปุระ ต่อมาอีก ๒๐ ปีก็ขยายตัวออกไปตั้งเมืองใหม่ชื่อ เมืองเจ้รายดอย เป็นเมืองหลวงแรกแห่งอาณาจักรอาหม เมื่อย้ายเมืองหลวงไปที่อื่น ก็ยังให้ความสำคัญแก่เมืองเจ้รายดอย พระศพของกษัตริย์จะถูกฝังที่เมืองนี้ เวลาอาหมรบชนะ ก็จะตัดหัวของข้าศึกมาฝังที่เจ้รายดอย ชาวไทอาหมนั้นมีภาษาพูดและตัวหนังสือ มีพงศาวดารของตนเอง คือบุราณจี (Ahom Buranji-อาหม บุราณจี) เป็นเอกสารประวัติศาสตร์ของไทอาหมและส่วนใหญ่บุราณจีนั้นคาดว่าชาวอาหมนั้นอ่านหนังสือไม่ออกตั้งแต่ ๒๐๐-๔๐๐ ปีที่แล้ว พงศาวดารนี้มีเรื่องเกี่ยวกับการสร้างโลก ประวัติต้นตระกูลกษัตริย์อาหม ประเพณี และวัฒนธรรม รวมไปถึงพระราชประวัติกษัตริย์อาหม อาหมเป็นชาวไทที่ไม่ได้รับศาสนาพุทธ เมื่อเสือก่าฟ้านำชาวไทจากเมืองเมาหลวงในรัฐฉานจำนวน ๙๐,๐๐๐ คนข้ามช่องเขาปาดไก่มาตั้งอาณาจักรในลุ่มแม่น้ำพรหมบุตรในปี ค.ศ.๑๗๗๑ และตลอดเวลากว่า ๖๐๐ ปีที่เป็นเอกราชนั้น

สังคมอาหมนั้นไม่ได้รับความเชื่อจากศาสนาพุทธเลยดังนั้นชาวอาหมจึงไม่สูญเสียการบูชาบรรพบุรุษ เพียงแต่หันไปนับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมากขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุสูญเสียสถานะการปกครองจึงทำให้อาหมกลายเป็นกลุ่มนอกวรรณะ ปัญญาชนชาวอาหมที่เป็นผู้นำในการเลิกนับถือศาสนาฮินดูนั้นได้ทำให้พิธีการบูชาบรรพบุรุษเด่นชัดขึ้น พร้อมทั้งมีการจัดพิธีไหว้ผีเป็นประจำ โดยมีการตั้งหลักไฟ ซึ่งเป็นเสาไม้จุดรายรอบปะรำเล็กๆ ไหว้บรรพบุรุษ รวมไปถึงพิธีบูชาบรรพบุรุษที่เรียกว่า เมด้ำเมผี ครั้งใหญ่ที่สุดในเมืองรังคปุระ แต่ชาวอาหมฮินดูบางส่วนอย่างเช่นในหมู่บ้านบอราโจโหกีจึงมีแนวโน้มหันไปนับถือศาสนาพุทธกันมากขึ้นเพื่อลดปัญหาเกี่ยวกับวรรณะ ดังนั้นการเชื่อมสายสัมพันธ์ไทในอินเดียด้วยการแสดงทางวัฒนธรรมจึงทำให้มีการศึกษาถึงวัฒนธรรมร่วมในอดีตกาลให้ชัดเจน ถือว่าเป็นปฐมบทแห่งพันธุ์ไทด้านตะวันตกที่ห่างไกลกันเสียนานที่ยังไม่ลืมกัน

ศูนย์มนุษย์สิรินธรเชื่อมกลุ่มชาติพันธุ์ไท

ศูนย์มนุษย์สิรินธรเชื่อมกลุ่มชาติพันธุ์ไท
วัง อาณาจักรอาหม ในอัสสัม

วัง อาณาจักรอาหม ในอัสสัม
เจ้าหลวงเสือก่าฟ้า

เจ้าหลวงเสือก่าฟ้า
ไทในรัฐอัสสัมในอินเดีย

ไทในรัฐอัสสัมในอินเดีย
เขาควายใช้เป่าในการแสดง

เขาควายใช้เป่าในการแสดง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วัดบวรนิเวศวิหาร’ ภูมิสถานพระราชาผู้ทรงผนวช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/303933

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดบวรนิเวศวิหาร’ ภูมิสถานพระราชาผู้ทรงผนวช

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดบวรนิเวศวิหาร’ ภูมิสถานพระราชาผู้ทรงผนวช

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เจดีย์ทองสร้างใน รัชกาลที่ ๔

ด้วยเหตุที่พระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้อัญเชิญประดิษฐาน ณ วัดบวรนิเวศวิหารนั้นจึงทำให้มีประกาศให้วัดบวรนิเวศวิหารเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๙  อาทิตย์นี้ขอแนะนำวัดบวรนิเวศวิหารซึ่งเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ริมถนนบวรนิเวศ และถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศเขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เป็นวัดที่มีสมเด็จพระสังฆราชประทับอยู่ถึง ๔ พระองค์ และเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยด้วย

วัดนี้เป็นวัดที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพโปรดให้สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๓ แต่พระองค์สวรรคตเสียก่อนที่จะสร้างวัดให้แล้วเสร็จ จึงมีการสร้างในภายหลังต่อมา เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๔๕๘พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงมีพระราชดำริว่า วัดรังษีสุทธาวาส ซึ่งอยู่ติดกับวัดบวรนิเวศวิหารนั้นมีสภาพทรุดโทรมมากจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยุบรวมเข้าเป็นวัดเดียวกับวัดบวรนิเวศวิหาร ทำให้วัดมีบริเวณกว้างมากขึ้น ปูชนียสถานวัดแห่งนี้สร้างรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยผสมจีน ภายในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปสำคัญอยู่สององค์ คือ พระพุทธสุวรรณเขต (หลวงพ่อโต) อัญเชิญมาจากวัดสระตะพานจังหวัดเพชรบุรี เป็นพระประธาน และพระพุทธชินสีห์อัญเชิญมาจากวิหารทิศเหนือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก ประดิษฐานอยู่ด้านหน้าใต้ฐานพุทธบัลลังก์ ของพระพุทธชินสีห์นี้เป็นที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖  ผู้ทรงเคยผนวช ณ วัดนี้เมื่อยังทรงดำรงพระอิสริยยศที่สยามมกุฎราชกุมาร และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ซึ่งทรงผนวชโดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ทรงเป็นพระอุปัชฌาจารย์ และประทับอยู่วัดนี้

ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงผนวชและประทับที่วัดบวรนิเวศวิหารนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประติมากรของกรมศิลปากรปั้นหุ่นและสร้างพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร โดยเสด็จพระราชดำเนินหล่อพระพุทธรูปเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๙๙ สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ได้ถวายพระนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “พระพุทธนาราวันตบพิตร” ด้านหลังพระอุโบสถนั้นมีเจดีย์กลมขนาดใหญ่ สร้างรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หุ้มกระเบื้องสีทอง บริเวณรอบเจดีย์นั้นมีพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่ง คือ พระไพรีพินาศรอบฐานพระเจดีย์มีศาลาจีนและซุ้มจีน ถัดออกไปเป็นวิหารเก๋งจีน นอกจากนี้มีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือขรัวอินโข่ง

วัดบวรนิเวศวิหารแห่งนี้มีเจ้าอาวาสครองวัดมาแล้วทั้งสิ้น ๗ องค์ ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎ(คือ รัชกาลที่ ๔) หรือพระวชิรญาณเถระ เมื่อพ.ศ.๒๓๘๐-๒๓๙๔ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๔-๒๔๓๕ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสเมื่อพ.ศ.๒๔๓๕-๒๔๖๔ สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เมื่อพ.ศ.๒๔๖๔-๒๕๐๑พระพรหมมุนี (ผิน สุวโจ) เมื่อพ.ศ.๒๕๐๑-๒๕๐๔ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน)เมื่อพ.ศ.๒๕๐๔-๒๕๕๖ และสมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) เมื่อพ.ศ.๒๕๕๘-จนถึงปัจจุบันนี้ นอกจากนี้วัดบวรนิเวศวิหาร ยังเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ที่เสด็จออกทรงผนวช คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่  ๔  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ รวมไปถึงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ ๑๐ ตลอดถึงพระบรมวงศ์ชั้นสูงที่ทรงผนวชเกือบทุกพระองค์ นับเป็นภูมิที่ประทับแห่งพระราชาผู้ทรงผนวชมาตลอด

เจดีย์ทอง

เจดีย์ทอง
ภูมิพโลภิกขุ

ภูมิพโลภิกขุ
พระภิกษุเจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ

พระภิกษุเจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ
พระประธานในพระอุโบสถ

พระประธานในพระอุโบสถ
ป้ายหน้าวัดบวรนิเวศวิหาร

ป้ายหน้าวัดบวรนิเวศวิหาร
ตำหนักเพชร

ตำหนักเพชร