ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ศาสตร์พระราชา’ ภูมิตำราพัฒนาคุณภาพชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/302569

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ศาสตร์พระราชา' ภูมิตำราพัฒนาคุณภาพชีวิต

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ศาสตร์พระราชา’ ภูมิตำราพัฒนาคุณภาพชีวิต

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ทรงศึกษาทุกพื้นที่

ด้วย “ศาสตร์พระราชา” นั้น คณะรัฐบาลได้กำหนดให้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเรียนรู้และนำไปสู่การสืบต่อความรู้ในอนาคต ด้วยเป็นตำราจากนวัตกรรมและความรู้ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากโครงการใหญ่น้อยในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่พระองค์ทรงงานเพื่อการพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ มาตลอดเวลา จนทำให้มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอยู่ทั่วประเทศถึง ๔,๔๑๑ โครงการ ซึ่งแต่ละโครงการนั้นล้วนเป็นตำราของชีวิตที่สามารถเรียนรู้ได้เองและปฏิบัติแล้วมีผลให้มีความมั่นคงในชีวิต จากงานนิทรรศการพระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวง ที่จัดให้ชมอยู่ขณะนี้ นอกจากแสดงถึงงานศิลปกรรมชิ้นเยี่ยมของไทยแล้วได้มีการนำ “ศาสตร์พระราชา” มาเป็นฐานความรู้ในภาพเขียนฉากบังเพลิงและภาพเขียนของพระที่นั่งทรงธรรมเพื่อให้ทุกคนได้สำนึกใน “ศาสตร์พระราชา” จนมีการศึกษาเรียนรู้ต่อในอนาคต

“ศาสตร์พระราชา” ทั้งหมดนั้นเป็นพระราชดำริที่ทำให้เกิดการคิดค้น ทดลอง และสร้างความรู้ไปสู่ประชาชนซึ่งสามารถแยกงานได้ตามหมวดที่เกี่ยวข้อง คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ โดยมีแหล่งเรียนรู้อยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศได้แก่ หมวดน้ำ มีพระราชดำริด้านน้ำที่ทำให้เกิดฝนหลวงใช้แก้ปัญหาความแห้งแล้งในภาคอีสาน อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ฝายต้นน้ำ เพื่อชะลอน้ำที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ เชียงใหม่ อ่างเก็บน้ำเขาเต่า ที่ประจวบคีรีขันธ์เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อเก็บกักน้ำไว้ยามขาดแคลนน้ำประตูน้ำโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง กังหันน้ำชัยพัฒนา เครื่องกลเติมอากาศ บำบัดน้ำเสียในทุกแห่ง หมวดดิน มีพระราชดำริด้านดินที่ทำให้เกิดความรู้เรื่องดินได้แก่ ดินกรวด ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ดินเค็ม ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน ดินทรายที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน และโครงการหุบกะพง-ดอนห้วยขุน ดินดานลูกรัง ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย ดินพรุที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง และดินเปรี้ยวที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง หมวดลมมีพระราชดำริด้านลมทำให้มีการใช้กังหันลม ที่โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ บ้านหนองคอไก่ จ.เพชรบุรีโครงการสถานีพัฒนาเกษตรที่สูงตามพระราชดำริดอยม่อนล้าน จ.เชียงใหม่  กังหันลม ที่โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลมและกังหันลมสูบน้ำ ที่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัยแหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราช และบางกระเจ้า ซึ่งมีพระราชดำริให้พื้นที่บางกระเจ้า อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เป็นพื้นที่สีเขียวและเป็นปอดของกรุงเทพฯ ด้วยลมมรสุมจากอ่าวไทยนั้นได้พัดเอาอากาศบริสุทธิ์จากพื้นที่แห่งนี้เข้ามาฟอกอากาศเสียในกรุงเทพฯ ตลอดเวลามากกว่าปีละ ๙ เดือนหมวดไฟ มีพระราชดำริด้านไฟทำให้เกิดการเรียนรู้พลังงานและเชื้อเพลิงทางเลือก ได้แก่ การใช้สบู่ดำ ปลูกเพื่อสกัดน้ำมัน สามารถใช้แทนน้ำมันดีเซล ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน โรงงานผลิตไบโอดีเซล ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง เชื้อเพลิงอัดแท่ง แกลบอัดแท่ง ที่โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ก๊าซชีวภาพ ที่โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา พลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ ผลิตกระแสไฟฟ้า ใช้ไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์รับส่งสัญญาณดาวเทียมที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ และกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าที่ประตูน้ำคลองลัดโพธิ์ เป็นต้น


เสด็จฯ ที่ทุรกันดารไม่มีเว้น

“ศาสตร์พระราชา” ในรัชกาลที่ ๙ ทั้งหมดนั้นถือเป็นตำราที่เกิดจากการแก้ปัญหาในพื้นที่ โดยรวบรวมข้อมูลศึกษา ทดลองและคิดค้นนวัตกรรมเพื่อใช้แก้ปัญหา จนนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตในที่สุด และยังเพิ่มผลผลิตทางเกษตรให้กับผู้ที่นำไปปฏิบัติตามพระราชดำริ จนเป็นที่ยอมรับกันในนานาประเทศว่าเป็น “ศาสตร์” ที่ทำให้เกิดความสำเร็จได้จริง ซึ่งที่ประชุมยูเนสโกได้ถวายราชสดุดีว่า“นี่เป็นการยืนยันว่าการพัฒนาประเทศไทยในอนาคตถึงความรู้ที่สำคัญทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการศึกษาระดับสูงนั้น จะเป็นกุญแจสำคัญของการพัฒนาระบบเศรษฐกิจระดับโลก ที่จะผลักดันโดยนวัตกรรมความรู้การวิจัย อันเป็นวิสัยทัศน์ของยุทธศาสตร์ทั้งปวงที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้” นับเป็นภูมิตำรา “ศาสตร์พระราชา” จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ผู้เป็นกษัตริย์นักพัฒนาของโลก

พระราชทานความรู้เรื่องน้ำ

พระราชทานความรู้เรื่องน้ำ

ทรงสอนนักเรียน

ทรงสอนนักเรียน
ทรงศึกษาภูมิประเทศทุกแห่ง

ทรงศึกษาภูมิประเทศทุกแห่ง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘นางนพมาศ’ ปฐมภูมิกระทงดอกบัวพิธีจองเปรียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/301153

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘นางนพมาศ’ ปฐมภูมิกระทงดอกบัวพิธีจองเปรียง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘นางนพมาศ’ ปฐมภูมิกระทงดอกบัวพิธีจองเปรียง

วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ภาพสลักขอมลอยกระทง

ประเพณีลอยกระทงเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายนที่ผ่านมานั้น ทำให้นึกถึงบุคคลสำคัญที่เกือบจะลืมไปคือนางนพมาศ หรือเรวดีนพมาศ หรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์บุคคลผู้นี้ปรากฏชื่ออยู่ในเรื่องนางนพมาศ หรือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ที่อ้างอิงกันว่าแต่งขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัย ซึ่งมีข้อความเล่าถึงนางนพมาศนั้น เล่าถึงความเป็นไปภายในรัฐสุโขทัยว่ามีความเจริญรุ่งเรืองสมบูรณ์นานัปการ ในรัฐสุโขทัยมีคนต่างชาติต่างภาษาและศาสนามาอาศัยอยู่ร่วมกัน เรื่องที่เด่นที่สุดในเรื่องคือการที่นางได้ประดิษฐ์กระทงขึ้นใช้เป็นประเพณี จนชื่อนางนพมาศนั้นเป็นสัญลักษณ์ของประเพณีลอยกระทงในที่สุด มีการเล่าว่านางนพมาศนั้นมีรูปงามจึงมีการคิดประกวดสาวงามแต่งตัวเป็นนางนพมาศเสียจนลืมบุคคลจริง ซึ่งก็ยังสงสัยกันในยุคหลังว่านางนพมาศนั้นมีตัวตนจริงหรือแต่งขึ้น ด้วยในเรื่องนางนพมาศ หรือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ นั้นเล่าว่า นางนพมาศเป็นธิดาของพราหมณ์ในราชสำนักสมัยกรุงสุโขทัย รับราชการเป็นพระปุโรหิตตำแหน่งพระศรีมโหสถ ยศกมเลศครรไลหงส์ พงศ์มหาพฤฒาจารย์ กับมารดาชื่อนางเรวดี นางนพมาศจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า เรวดีนพมาศตามนามมารดา ต่อมาบิดามารดาของนางได้ถวายตัวนางแก่พระร่วงเจ้า ซึ่งไม่อาจยุติว่าพระร่วงเจ้าองค์ใด บางแห่งว่าคือพญารามราชบ้างว่าเป็นพญาเลอไท นางนพมาศนี้ต่อมาเลื่อนเป็นพระสนมเอกในตำแหน่งท้าวศรีจุฬาลักษณ์ มีความชอบที่คิดค้นประดิษฐ์กระทงรูปดอกบัวในพระราชพิธีจองเปรียงเป็นที่ถูกพระราชหทัยของพระร่วงเจ้า

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงให้ความเห็นว่า “หนังสือเรื่องนางนพมาศ ซึ่งฉันเข้าใจว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์” และ “ว่าโดยทางโวหาร ใครๆ อ่านหนังสือเรื่องนี้ด้วยความสังเกตจะแลเห็นได้โดยง่ายว่าเปนหนังสือแต่งในครั้งกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง แต่งในระหว่างรัชกาลที่ ๒-๓ไม่ก่อนนั้นขึ้นไป ไม่ทีหลังนั้นลงมาเปนแน่…และยังซ้ำมีความที่กล่าวผิดที่จับได้โดยแจ่มแจ้งว่าเปนของใหม่หลายแห่ง ยกตัวอย่างดังตรงว่าด้วยชนชาติต่างๆ หนังสือนี้ออกชื่อฝรั่งหลายชาติ ซึ่งที่จริงไม่ว่าชาติใด (โดยเฉพาะอเมริกัน)ยังไม่มีเข้ามาในประเทศนี้เมื่อครั้งนครศุโขไทยเปนราชธานีเปนแน่”


นพมาศ

ส่วนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและกรมหลวงวงศาธิราชสนิท นั้นทรงเชื่อถือหนังสือเรื่องนี้อยู่ จึงทรงคาดว่าหนังสือเรื่องนางนพมาศของดั้งเดิมน่าจะถูกแต่งขึ้นโดยท้าวศรีจุฬาลักษณ์พระสนมเอกในสมเด็จพระร่วงเจ้าจริง หากแต่ฉบับเดิมอาจจะเก่าและขาดหายไปบ้าง จึงมีผู้ที่อยู่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์แต่งขึ้นใหม่โดยตั้งใจจะปฏิสังขรณ์ให้เรียบร้อย แต่ผู้แต่งมิได้ถือเอาความจริงเท็จในพงศาวดารเป็นสำคัญ แต่ต้องการจะแต่งให้ไพเราะเพราะพริ้งเรียบเรียงลงไปตามความรู้ที่มีอยู่ในเวลานั้นจนเรื่องราวในหนังสือแตกต่างไปจากข้อเท็จจริง

กล่าวคือประเพณีหลวงทางน้ำนั้นไม่พบในรัฐที่อยู่เหนือจากกรุงศรีอยุธยาขึ้นไป ตระพังน้ำในสุโขทัยนั้นก็มีไว้ใช้อุปโภคบริโภคในวัดและวัง หาได้ทำเพื่อลอยกระทงไม่ ในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ แม้จะกล่าวถึง “เผาเทียน เล่นไฟ” ก็หมายรวมถึงการทำบุญไหว้พระเท่านั้นจึงไม่ชัดเจนถึงการลอยกระทงเลย ดังนั้นจึงเชื่อว่าเรื่องนางนพมาศนี้ถูกแต่งขึ้นระหว่าง พ.ศ.๒๓๖๐-๒๓๗๘ ในรัชกาลที่ ๓ เพื่อฟื้นฟูพิธีกรรมสำคัญแสดงความอุดมสมบูรณ์ของอาณาจักรและมีความจำเป็นที่จะสมมุติฉากในยุคพระร่วงเจ้ากับตัวละครคือนางนพมาศขึ้นด้วยให้กระทงทำจากใบตอง ดังนั้นเรื่องจึงมีลักษณะร่วมกับวรรณกรรมในยุคเดียวกันหลายประการและแพร่หลายจากวังหลวงไปสู่เมืองแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาโดยอ้างนางนพมาศให้เป็นคนสำคัญ หนังสือนี้ตีพิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๗ เริ่มต้นว่าด้วยกำเนิดมนุษย์ ชาติภาษา พร้อมแนะนำตัวผู้เขียน “ข้าน้อยผู้ได้นามบัญญัติชื่อว่า ศรีจุฬาลักษณ์” เล่าถึงกำเนิดอาณาจักรและจากนั้นก็สรรเสริญพระเกียรติสมเด็จพระร่วงเจ้าเล่าถึงผู้คน ชาติตระกูลในสุโขทัย ซึ่งมีเรื่องเล่าว่ารัชกาลที่ ๓ ได้พระราชนิพนธ์แทรกไว้ตอนหนึ่ง คือ ตอน “พระศรีมโหสถลองปัญญานางนพมาศ” จนจบ “นางเรวดีให้โอวาทของนพมาศ” มีเนื้อหา ๑ ใน ๓ ของเรื่องไว้ด้วย ดังนั้นนางนพมาศตัวจริงก็น่าจะมีพระสนมเอกเป็นตัวอย่างอยู่ในต้นรัตนโกสินทร์เหมือนแม่พลอย ในเรื่องสี่แผ่นดินนั่นแหละ


พระร่วง

กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

กระทงรัชกาลที่ ๙ และกระทงสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙

กระทงรัชกาลที่ ๙ และกระทงสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ’ ภูมิพระเกียรติยศสูงสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/299855

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ’ ภูมิพระเกียรติยศสูงสุด

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ’ ภูมิพระเกียรติยศสูงสุด

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พระมหาพิชัยราชรถอัญเชิญพระบรมโกศ

การอัญเชิญพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรไปสู่พระเมรุมาศนั้น จัดริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศแห่แหนตามแบบแผนที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาตามราชประเพณีโบราณ ดังนั้นเครื่องประกอบในริ้วขบวนอันเป็นพระเกียรติยศในส่วนนี้ จึงมีการจัดสร้างพระมหาพิชัยราชรถ ราชรถน้อย พระยานมาศสามลำคาน พระที่นั่งราเชนทรยาน พระวอสีวิกากาญจน์บุษบกทอง พระเสลี่ยงกลีบบัว พระเสลี่ยงแว่นฟ้า เกรินบันไดนาค ธรรมมาสน์กลีบบัว เป็นต้น  สำหรับนำมาเป็นส่วนประกอบในริ้วกระบวนพระบรมราชอิสริยยศ โดยแต่ละสิ่งนั้นมีประวัติและหน้าที่สำคัญแตกต่างกันตามคติของไตรภูมิหรือจักรวาล

ด้วยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นกษัตริย์ไทยผู้ทรงทศพิธราชธรรม ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ ทรงได้รับการยกย่องเป็นสมมติเทวราช กล่าวคือ เป็นเทวดาจุติลงมาอุบัติบนโลกมนุษย์ ครั้นเมื่อสวรรคตจึงเป็นการเสด็จกลับสู่สรวงสวรรค์ ดังนั้นพระราชพิธีอันเกี่ยวเนื่องกับพระบรมศพจึงถือเป็นการถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามโบราณราชประเพณีการถวายพระเพลิงพระบรมศพ เพื่อน้อมส่งเสด็จพระมหากษัตริย์สู่สวรรคาลัย โดยอัญเชิญพระบรมโกศทรงพระบรมศพออกจากพระบรมมหาราชวัง ประดิษฐานบนพระมหาพิชัยราชรถ เคลื่อนสู่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง อัญเชิญพระบรมโกศเวียนรอบพระเมรุมาศ จากนั้นจึงอัญเชิญพระบรมโกศขึ้นประดิษฐานเหนือพระจิตกาธาน แล้วจึงถวายพระเพลิง วันรุ่งขึ้นอัญเชิญพระบรมอัฐิและพระบรมราชสรีรางคารจากพระเมรุมาศไปประดิษฐานในพระบรมมหาราชวัง

การอัญเชิญพระบรมศพจากพระมหาปราสาทไปสู่พระเมรุมาศ การอัญเชิญพระบรมอัฐิจากพระเมรุมาศมาสู่พระบรมมหาราชวัง อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารไปบรรจุในสุสานหลวงที่วัดราชบพิธและวัดบวรนิเวศ จึงต้องอัญเชิญไปด้วยขบวนพระราชอิสริยยศ ซึ่งเรียกว่า “ริ้วขบวน” ซึ่งในแต่ละริ้วขบวนมีคนหาม คนฉุดชักจำนวนมาก พร้อมด้วยเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศดังกล่าว พร้อมด้วยเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศ ได้แก่ เครื่องสูง พระกลด บังสูรย์ พัดโบก บังแทรก พุ่มเงิน พุ่มทอง จามร พระอภิรุมชุมสาย แวดล้อมตามพระราชฐานันดรศักดิ์แห่งพระบรมศพนั้น พรั่งพร้อมด้วยเครื่องประโคม เช่น สังข์แตร ปี่กลองชนะ พร้อมสรรพด้วยโขลนพลโยธาแห่นําตามแซงเสด็จทั้งคู่แห่คู่เคียง เป็นจํานวนมาก  ซึ่งการเข้าขบวนและเคลื่อนขบวนไปอย่างมีระเบียบและสง่างามสมพระเกียรติยศสูงสุด

การจัดริ้วขบวนเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ จึงเป็นภูมิโบราณสำคัญแห่งการเสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยเป็นเหตุที่มิได้เกิดขึ้นบ่อยจึงต้องบูรณะและตกแต่งราชรถ รวมทั้งราชยาน คานหาม ให้พร้อมสำหรับการอัญเชิญพระบรมศพ พระบรมอัฐิ และพระบรมราชสรีรางคาร ตลอดจนอนุรักษ์รูปแบบประเพณีและความรู้ที่รวมไปถึงแนวทางการ
ซักซ้อมการเคลื่อนขบวนให้งดงามประหนึ่งราชรถนั้นเคลื่อนบนหมู่เมฆเพื่อการส่งเสด็จสู่สรวงสวรรค์ฉะนั้น ในวันที่ ๒๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ที่ผ่านมา ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศจึงเป็นพระเกียรติยศสูงสุดในโลกที่มีความสง่างามแห่งภูมิสรวงสวรรค์ โดยงานศิลปกรรมไทยที่ร่วมกันเนรมิตความวิจิตรงดงามประหนึ่งเขาพระเมรุฉะนั้น ริ้วขบวนได้มีการจัดแต่ละขบวนตามลำดับจนครบถ้วนถึงวันที่ ๒๙ ตุลาคม ในวันนี้ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้แห่ง “ศาสตร์พระราชา” และเป็นพระมหากษัตริย์ของประชาชนโดยแท้นั้นปวงชนชาวไทยทั้งแผ่นดิน
จึงพร้อมใจกันร่วมพิธีการส่งเสด็จสู่สวรรค์อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในโลกนี้ ขอพระองค์ทรงสถิต ณ สรวงสวรรค์นิรันดร

ภาพมุมสูงริ้วขบวนฯ

ภาพมุมสูงริ้วขบวนฯ
อัญเชิญพระบรมโกศบนรถรางปืนใหญ่

อัญเชิญพระบรมโกศบนรถรางปืนใหญ่
ริ้วขบวนสู่พระเมรุมาศ

ริ้วขบวนสู่พระเมรุมาศ
ริ้วขบวนสมเด็จพระวันรัตนำพระบรมโกศ

ริ้วขบวนสมเด็จพระวันรัตนำพระบรมโกศ
ริ้วขบวนพระบรมศพ รัชกาลที่ ๙

ริ้วขบวนพระบรมศพ รัชกาลที่ ๙
ริ้วขบวนพระเกียรติยศสูงสุดสมัยอยุธยา

ริ้วขบวนพระเกียรติยศสูงสุดสมัยอยุธยา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘สถิต ณ สรวงสวรรค์นิรันดร’ ภูมิโบราณราชประเพณี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/298738

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สถิต ณ สรวงสวรรค์นิรันดร’ ภูมิโบราณราชประเพณี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สถิต ณ สรวงสวรรค์นิรันดร’ ภูมิโบราณราชประเพณี

วันอาทิตย์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พระเมรุมาศบุษบก ๙ ยอด

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรในวันที่ ๒๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ ซึ่งจะถึงอีกไม่กี่วันนี้เป็นการส่งพระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย ซึ่งเป็นโบราณราชประเพณีที่มีแนวทางปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่ การสร้างพระเมรุมาศ การเชิญพระโกศพระบรมศพเพื่อถวายพระเพลิง ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง การเชิญพระบรมอัฐิ และพระบรมราชสรีรางคารกลับสู่พระบรมมหาราชวัง ดังนั้นภูมิโบราณราชประเพณีนี้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ จากคตินิยมจากลัทธิไวษณพ ซึ่งนับถือพระวิษณุทรงเป็นใหญ่เหนือมหาเทพทั้งหลายในตรีมูรติ ซึ่งมีความเจริญรุ่งเรืองมากในสมัยราชวงศ์คุปตะประมาณพุทธศตวรรษที่ ๓-๖ โดยกษัตริย์อินเดียในราชวงศ์นี้ส่วนมากนับถือลัทธิไวษณพ และทรงรับลัทธินี้ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยนับถือว่าการอวตารขององค์พระวิษณุหรือพระนารายณ์ ซึ่งเป็นหัวใจที่สำคัญของลัทธิภควตา (Bhagavata) ที่เกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์คุปตะและแผ่ความเจริญรุ่งเรืองมาเป็นลำดับ ถึงแม้ว่าราชวงศ์คุปตะจะเสื่อมลงแล้ว ลัทธิไวษณพนี้ก็ยังคงอยู่จึงมีการเคารพบูชาปางอวตารของพระวิษณุหรือพระนารายณ์กันมาจนถึงวันนี้

การอวตารซึ่งมีความหมายว่าเป็น “การลงมา”เกิดเป็นมนุษย์ หรือ “การเข้าในร่างของมนุษย์” โดยเชื่อว่าพระนารายณ์หรือพระวิษณุได้เสด็จลงมาเกิดบนโลกมนุษย์เป็นภาคต่างๆ นั้น ก็เพื่อปราบยุคเข็ญที่เกิดขึ้นบนโลกให้หมดสิ้นไป ถือเป็นหน้าที่ปฏิบัติของมหาเทพพระองค์นี้ การอวตารของพระนารายณ์หรือพระวิษณุอวตารนั้นมาจากคัมภีร์ปุราณะซึ่งแต่งขึ้นหลังคริสต์ศตวรรษที่ ๖ แต่ละคัมภีร์ปุราณะได้กล่าวการอวตารไว้แตกต่างกันไปตามผู้ประพันธ์ โดยทั่วไปให้ความนับถือว่าพระนารายณ์หรือพระวิษณุมีการอวตารปางสำคัญอยู่ ๑๐ ปาง หรือ “ทศาวตาร” จากการอวตารที่มีจำนวนมากมายหลายสิบปางซึ่งมีเรื่องอยู่ในครุฑปุราณะ หากแบ่งเวลาของยุคในศาสนาฮินดูนั้นเป็นดังนี้ อวตารสี่ปางแรกของพระนารายณ์เกิดขึ้นในสัตยยุค สามปางต่อมานั้นเกิดขึ้นในไตรดายุค อวตารปางที่แปดเกิดขึ้นในทวาปรยุค ปางที่เก้าเกิดในกลียุค และปางที่สิบซึ่งเป็นปางสุดท้ายจะเกิดขึ้นเมื่อถึงปลายกลียุค การอวตารทั้งสิบของพระนารายณ์หรือพระวิษณุ ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู ลัทธิไวษณพนั้นก็คือ (นับเวียนตามเข็มนาฬิกา) คือ มัตศยาวตาร (ปลา), กูรมาวตาร (เต่า),วราหาวตาร (หมูป่า), วามนาวตาร (พราหมณ์ค่อม), กฤษณวตาร(พระกฤษณะ), กัลกยาวตาร (อัศวินม้าขาว), พุทธาวตาร(พระโคตมพุทธเจ้า), ปรศุรามาวตาร (รามผู้ถือขวาน),รามจันทราวตาร (พระราม), นรสิงหาวตาร (นรสิงห์,คนครึ่งสิงห์)

คติพระรามจันทราวตารนั้นก็หมายถึงการจุติของพระนารายณ์ลงมาเป็นกษัตริย์ในโลกมนุษย์ ดังปรากฏพระนามที่เกี่ยวข้องกับพระมหาเทพพระองค์นี้อยู่หลายสมัย จากเรื่องไตรภูมิกถาของพระมหาธรรมราชาลิไทนั้นนับเป็นวรรณกรรมไทยเล่มแรกที่เป็นรากฐานให้มีการสร้างวรรณกรรม ศิลปกรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีในเรื่องโลกสัณฐานในสังคมไทย จนมีความเชื่อในเรื่องสวรรค์ เขาพระสุเมรุ ที่สถิตของพระมหาเทพหรือเทพเจ้า และสัตว์หิมพานต์ของจักรวาลในที่สุด แม้ต่อมาพุทธปรัชญาได้อาศัยคติไตรภูมินั้นมาเป็นสัญลักษณ์แทนการลำดับชั้นตามสภาวธรรม และเปลี่ยนสาระสำคัญให้แสดงความจริงแท้ตามหลักพุทธธรรมก็ตาม ให้ความเชื่อเรื่องเทพเจ้าสร้างโลกนั้นเป็นเรื่องกฎแห่งกรรม สรรพสิ่งเป็นไปตามเหตุและผลต่อเนื่องกันมาเป็นภาวะนิรันดร เป็นความไม่คงที่แน่นอนหรืออนิจจังแทน ด้วยเหตุนี้กษัตริย์ตามคติเทวราชานั้น จึงหมายถึงบุคคลที่ได้บำเพ็ญคุณธรรมความดีจนเชื่อว่าเป็นเทพเจ้า แล้วจึงจุติมาเป็นพระมหากษัตริย์หรือพระราชาธิราชนั้นเป็นสมมติเทวราช ที่ได้จุติลงมายังโลกภูมิเพื่อครองแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรม การสวรรคตหรือสิ้นพระชนม์นั้นจึงเป็นการเสด็จสู่สรวงสวรรค์และสถิตอยู่จนชั่วนิรันดรนั่นเอง

สระอโนดาตรอบพระเมรุมาศ

สระอโนดาตรอบพระเมรุมาศ
สถิต ณ สวรรค์ดาวดึงส์

สถิต ณ สวรรค์ดาวดึงส์

ภาพไตรภูมิ

ภาพไตรภูมิ
พระเมรุมาศเนรมิตดุจสรวงสวรรค์

พระเมรุมาศเนรมิตดุจสรวงสวรรค์
พระเมรุจำลองในต่างจังหวัด

พระเมรุจำลองในต่างจังหวัด
พระมหาพิชัยราชรถราชยานส่งเสด็จ

พระมหาพิชัยราชรถราชยานส่งเสด็จ
เขาพระสุเมรุ-นาคราชพัน ๗ รอบ บังดาวดึงส์

เขาพระสุเมรุ-นาคราชพัน ๗ รอบ บังดาวดึงส์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘จิตรกรรมพระที่นั่งทรงธรรม’ ปฐมภูมิทรงงานพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/297505

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘จิตรกรรมพระที่นั่งทรงธรรม’ ปฐมภูมิทรงงานพระราชดำริ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘จิตรกรรมพระที่นั่งทรงธรรม’ ปฐมภูมิทรงงานพระราชดำริ

วันอาทิตย์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โครงการชั่งหัวมัน

ความงดงามแห่งพระเมรุมาศบุษบก ๙ ยอด ซึ่งจะมีพระราชพิธีสำคัญของคนไทยทั้งแผ่นดินในวันที่๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ นั้น ความสนใจใคร่รู้ในเรื่องพระเมรุมาศและอาคารประกอบอื่นๆ จึงเป็นการรอคอย ถึงความมหัศจรรย์แห่งศิลปกรรมหนึ่งเดียวในโลก โดยเฉพาะพระที่นั่งทรงธรรมซึ่งเป็นอาคารประกอบสำคัญในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระบรมนาถบพิตร อันเป็นที่ประทับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชอาคันตุกะจากประเทศต่างๆ และบุคคลสำคัญผู้เข้าร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพนั้น ต้องนับว่าพระที่นั่งทรงธรรมครั้งนี้ได้ถูกออกแบบการสร้างให้เป็นอาคารขนาดใหญ่ครั้งแรกและติดเครื่องปรับอากาศ โดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่จากแบบแผนเดิมโดยช่างสิบหมู่กรมศิลปากรและจิตรกรจิตอาสาคือการจัดสร้างจิตรกรรมฝาผนังภายในพระที่นั่งทรงธรรมโดยนำโครงการพระราชดำริที่เกิดขึ้นใน รัชกาลที่ ๙ ที่มีจำนวนมากกว่า ๔,๐๐๐ โครงการนั้น มาคัดเลือกให้เป็นตัวอย่าง ๔๖ โครงการ เพื่อจัดทำภาพร่างลายเส้นต้นแบบของจิตรกรรมฝาผนังสำหรับติดผนังทั้งสาม

กล่าวคือ ผนังที่หนึ่ง นั้นจัดแสดงเรื่องราวโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ๑๐ โครงการ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ๙ โครงการ รวมเป็น ๑๙ โครงการแรก เป็นภาพโรงสีข้าว โรงหล่อเทียนหลวง ผลิตภัณฑ์จากโคนมสวนจิตรลดา ผลิตภัณฑ์จากผักและผลไม้ การเพาะเลี้ยงปลา นาข้าวทดลอง ป่าสาธิตและกังหันลม เป็นต้น นอกจากนี้พื้นที่บริเวณปริมณฑลยังเสนอเรื่องมูลนิธิราชประชาสมาสัย การบริหารจัดการน้ำท่วม โครงการแก้มลิง โครงการยกระดับลอยฟ้าบรมราชชนนีตามพระราชดำริ โดยจิตรกรจากสำนักช่างสิบหมู่
และจิตกรจิตอาสาร่วมกัน เสร็จแล้วนำติดบริเวณมุกด้านหน้าตรงกลางพระที่นั่งทรงธรรมโดยผนังส่วนนี้จะอยู่ตรงกลางด้านหลังที่ประทับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร


โครงการหลวงพัฒนา

ผนังที่สอง เป็นภาพโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ๑๓ โครงการสูง ๕ เมตร ๘๐ เซนติเมตร ยาว ๑๒ เมตร โดยอาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์วิทยาลัยเขตเพาะช่าง ติดตั้งที่ผนังฝั่งขวาของอาคารพระที่นั่งทรงธรรม และ ผนังที่สามเป็นภาพโครงการพระราชดำริในพื้นที่ภาคกลาง และภาคใต้๑๔ โครงการ โดยคณาจารย์และศิษย์เก่า วิทยาลัยช่างศิลป์ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กว่า ๓๐๐ คน ร่วมกันลงสีเพื่อนำไปประดับที่พระที่นั่งทรงธรรม ฝั่งตะวันตกของพระเมรุมาศ ภาพจิตรกรรมนี้ได้ขยายแบบลงบนผ้าใบแคนวาสขนาดเท่าผนังของจริง จึงต้องมีห้องปฏิบัติการจำลองผนังพระที่นั่งทรงธรรมขึ้นที่อาคารประติมากรรม สำนักช่างสิบหมู่ จังหวัดนครปฐม พร้อมกับประสานงานช่างศิลป์จากสถาบันศิลป์ต่างๆ และจิตรกรจิตอาสามาร่วมลงสีในขนาดเท่าจริง ซึ่งเป็นภาพโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริจ.เชียงใหม่ และโครงการอื่นๆ รวมทั้งพื้นที่ภาคอีสาน ใต้และตะวันออก ที่จะปรากฏบนจิตรกรรมฝาผนัง โดยจิตรกรจะวาดเหมือนจริง จัดวางองค์ประกอบลำดับเรื่องราวในรูปแบบจิตรกรรมไทยแบบโบราณในมุมสูง ให้ผู้เข้าชมสามารถเห็นได้รอบด้าน แต่ละเรื่องจะใช้แม่น้ำ ภูเขา ต้นไม้ท้องฟ้า หรือสถาปัตยกรรมในการกั้นแบ่งเรื่องราว ทำให้เกิดลักษณะพิเศษเป็นภาพทิวทัศน์ที่เรียงร้อยกันไปอย่างงดงาม

อีกทั้งยังบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ตามข้อมูลจริง ทั้งฉลองพระองค์ที่ทรงสวมขณะประกอบพระราชกรณียกิจ สภาพบ้านเรือนของชาวบ้านในอดีต เหมือนได้ตามรอยพระบาทในหลวง รัชกาลที่ ๙ ไปทั่วทุกภูมิภาคที่นำมาสร้างประโยชน์แก่พสกนิกรทั่วไทยให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข นับเป็นผลงานการลงสีลงบนผ้าใบแคนวาสขนาดใหญ่มากครั้งแรก ดังนั้นต้องสั่งทอผ้าใบแคนวาสสำหรับการเขียนภาพขนาดใหญ่นี้จากประเทศอินเดีย ซึ่งต้องเขียนเนื้อหาของแต่ละภาพนั้นให้มีความเชื่อมโยงให้ดูเหมือนว่าเป็นภาพผืนเดียวกัน จิตรกรรมฝาผนังโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงถือเป็นความพิเศษของสถาปัตยกรรมพระที่นั่งทรงธรรมในพระเมรุมาศครั้งนี้เป็นครั้งแรกของแผ่นดิน


แบบร่าง-โครงการส่วนพระองค์


พระที่นั่งทรงธรรม-ผนังที่-2-


พระที่นั่งทรงธรรม-ผนังที่-3-


เสด็จทอดพระเนตรโครงการฯ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ชุมชนสวนหลวง’ ภูมิอาหารฮาลาลย่านบางคอแหลม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/296287

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ชุมชนสวนหลวง’  ภูมิอาหารฮาลาลย่านบางคอแหลม

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ชุมชนสวนหลวง’ ภูมิอาหารฮาลาลย่านบางคอแหลม

วันอาทิตย์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ชุมชนมุสลิมในอดีต

อาทิตย์นี้ สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้เชื้อชวนให้ไปช่วยกันตามหาภูมิอาหารฮาลาลที่ชุมชนสวนหลวง เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่ในซอยถนนเจริญกรุง ๑๐๓ นั้น มีเรื่องราวน่าสนใจสืบสายกันไปถึงชาวมุสลิมรุ่นแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นและสมัยอยุธยา

ชุมชนแถบนี้เป็นถิ่นฐานบ้านเรือนของชาวมุสลิมเชื้อสายมลายู-ตานี ซึ่งมีการสร้างมัสยิดขึ้น ๓ แห่ง คือ มัสยิดอัสสะละฟียะห์ มัสยิดบางอุทิศนอกและมัสยิดบางอุทิศใน ซึ่งเรียกกันว่า มัสยิดหรือสุเหร่าแม่บาง ตามชื่อผู้อุทิศที่ดินสร้างมัสยิด ชาวมุสลิมเชื้อสายชวานั้นมีกรรมสิทธิ์จากการซื้อที่ดินมาตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๔๒๕ เป็นต้นมาดังนั้นบริเวณที่ดินในเขตบางคอแหลม บางโคล่ คอกกระบือบางรัก ทุ่งวัวลำพอง บางขวาง บ้านใหม่ บ้านทวาย คอกกรวย บางมด สามเสน หนองจอก เลยไปถึงจังหวัดปทุมธานีและจังหวัดนนทบุรี จึงมีการอุทิศที่ดินเพื่อสร้างมัสยิดขึ้นหลายแห่ง เช่น มัสยิดยะหวาซอยโรงน้ำแข็ง (วัดปรก) แขวงยานนาวา เขตสาทร สร้างปีพ.ศ.๒๔๓๗, มัสยิดบาหยัน ตั้งชื่อตามเกาะบาหยัน หรือโบหยัน ในชวา สร้างขึ้นเมื่อประมาณปีพ.ศ.๒๔๕๔, มัสยิดดารุลอาบิดีน ตรอกจันทน์ หรือสุเหร่าคลองกรวย ถูกสร้างขึ้นโดยชาวยะวา เป็นต้น


ชุมชนชาวมุสลิมสวนหลวง

เมื่อสืบค้นประวัติพื้นที่บางคอแหลม พบว่าเดิมนั้นอยู่ในพื้นที่อำเภอบ้านทะวาย เมืองพระประแดง ต่อมาอำเภอบ้านทะวายนั้น ย้ายมาขึ้นกับพระนคร เปลี่ยนชื่อเป็นยานนาวา พื้นที่บางคอแหลมแห่งนี้ มีชุมชนมุสลิมตั้งอยู่เป็นช่วงๆ ตลอดแนวถนนเจริญกรุง มีมัสยิดทั้งหมด๖ แห่ง คือ มัสยิดดารุ้ลอาบีดีน (ตรอกจันทน์) มัสยิดบาหยัน มัสยิดอัลอะติ๊ก มัสยิดบางอุทิศนอก มัสยิดบางอุทิศใน และมัสยิดอัสสะละฟียะห์ตามลำดับชาวมุสลิมที่ตั้งชุมชนและสร้างมัสยิดขึ้นตลอดแนวด้านในของถนนเจริญกรุงนี้ เป็นชาวมุสลิมเชื้อสายชวา (ยะวา- อินโดนีเซีย) และมลายู (มาเลย์) โดยส่วนใหญ่ สำหรับชาวมุสลิมเชื้อสายชวานั้นพบว่าเริ่มเข้ามาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๐๕ เป็นชาวชวาจากเมืองสุราบายา และเป็นคนในบังคับของฮอลันดา ที่ทยอยเข้ามาในไทยเป็นระยะ สำรวจเมื่อพ.ศ.๒๔๑๔ นั้น มีชาวชวา (ยะวา-ยะหวา) เดินทางมาอยู่ในไทยประมาณ ๑๖๒ คน  ชาวมุสลิมเชื้อสายชวารุ่นแรกที่เดินทางเข้ามาสู่เมืองไทยในรัชกาลที่ ๕ นั้นเดินทางด้วยเรือใบ ต่อมาเมื่อมีเรือกลไฟเดินเรือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การเดินทางสู่เมืองไทยจึงสะดวกรวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น ในรัชกาลที่ ๔ มีชื่อเรือ เรือกะตง เรือเดลฮี เรือกฤษณา เรือกะมุหนิง เรือบันดหรา รับผู้โดยสารชาวชวาจากสิงคโปร์สู่เมืองไทย โดยส่งผู้โดยสารขึ้นที่ท่าเรือเอเชียติค ท่าเรือบอร์เนียว ท่าเรือบี.ไอ.ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และคงได้ทำงานตามท่าเรือสินค้าเหล่านี้ โดยมีถนนสายสำคัญที่สร้างเมื่อครั้งรัชกาลที่ ๔คือ ถนนเจริญกรุงสายนอก ซึ่งเป็นถนนสายแรกที่ใช้เทคนิคการสร้างแบบยุโรป โดยให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง) ที่สมุหพระกลาโหม เป็นแม่กองให้พระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง เป็นนายงาน รับผิดชอบในการก่อสร้างถนนช่วงตั้งแต่คูเมืองชั้นในถึงถนนตกริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลบางคอแหลม ถนนเจริญกรุงสายนี้ แบ่งเป็นสองตอนคือ ถนนเจริญกรุงตอนในอยู่เขตกำแพงเมือง เริ่มจากบริเวณหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามจนถึงสะพานดำรงสถิตย์ ต่อกับถนนเจริญกรุงตอนนอกอยู่นอกเขตกำแพงเมืองจนถึงตำบลดาวคะนอง ที่ถนนตก โดยตัดผ่านพื้นที่เขตพระนครเขตสัมพันธวงศ์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตบางรักเขตสาทร และเขตบางคอแหลม

ชาวมุสลิมเชื้อสายชวา (ยะวา) ในเขตบางคอแหลมโดยเฉพาะชุมชนสวนหลวงนั้น วันนี้เป็นชาวไทยมุสลิมที่ผสมผสานไปกับชาวมุสลิมเชื้อสายมลายู-ตานีอย่างกลมกลืนและสืบสานศาสนาอิสลามในชุมชนของตนอย่างมั่นคง โดยมีมัสยิดและโรงเรียนสอนศาสนาที่ชาวมุสลิมทั้งสองกลุ่มได้ร่วมกันสร้างขึ้น และช่วยกันพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งโดยรักษาวิถีชุมชนตามวัฒนธรรมของตนดังนั้นการท่องเที่ยวหาอาหารฮาลาล ที่มีรสชาติแบบเดิม ด้วยเป็นอาหารตามกฎบัญญัติอนุมัติให้มุกัลลัฟ (มุสลิมที่อยู่ในศาสนนิติภาวะ) กระทำได้คือได้รับการอนุมัติให้ทำด้วยความสะอาด จึงเป็นเสน่ห์ที่หาได้ไม่ยากในชุมชนสวนหลวงแห่งนี้

ชุมชนสวนหลวงในปัจจุบัน

ชุมชนสวนหลวงในปัจจุบัน
มัดยิคอัลอะติ๊กในชุมชน

มัดยิคอัลอะติ๊กในชุมชน
มัดยิคอัลอะติ๊กหลังเดิม

มัดยิคอัลอะติ๊กหลังเดิม
ถนนเจริญกรุงในอดีต

ถนนเจริญกรุงในอดีต

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระโกศไม้จันทน์’ เครื่องเฉลิมพระเกียรติยศพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/295020

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระโกศไม้จันทน์’  เครื่องเฉลิมพระเกียรติยศพระบรมศพ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระโกศไม้จันทน์’ เครื่องเฉลิมพระเกียรติยศพระบรมศพ

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พระโกศจันทน์-รัชการที่ 9

หนึ่งในองค์ประกอบบนพระเมรุมาศนั้นงานสร้างพระโกศไม้จันทน์ ถือเป็นศิลปกรรมชิ้นเอกที่ต้องใช้เวลาและความประณีตมากที่สุด ตั้งแต่การหาต้นไม้จันทน์ การออกแบบ และการฉลุชิ้นงานจนประกอบให้เป็นรูปร่างตามต้องการ ซึ่งมีการสร้างสรรค์งานศิลปกรรมแตกต่างจากแบบแผนเดิมให้มีความเหมาะสมกับกาลสมัยมากขึ้น พระโกศไม้จันทน์ นั้นมีโครงสร้างเป็นโกศแปดเหลี่ยม มียอดเช่นเดียวพระโกศลองทองใหญ่ โดยใช้โครงลวดตาข่ายประดับลายฉลุเป็นลายไม้ซ้อนทั้งองค์ องค์พระโกศไม้จันทน์นั้นสามารถถอดแยกได้เป็น ๓ ส่วน สำหรับใช้ประกอบกันเป็นองค์พระโกศด้วยพระโกศไม้จันทน์เป็นเครื่องเฉลิมพระเกียรติแก่พระบรมศพและพระศพ จะถูกใช้เมื่ออัญเชิญพระโกศพระบรมศพหรือพระศพประดิษฐานยังพระจิตกาธานภายในพระเมรุมาศ หลังจากเปลื้องพระลองชั้นนอกออกแล้ว เจ้าพนักงานจะนำพระโกศจันทน์เข้าประกอบพระโกศลองใน ซึ่งประดิษฐานบนตะแกรงเหล็กช่วงรัดเอวของพระจิตกาธาน เพื่อถวายพระเพลิง การสร้างพระโกศไม้จันทน์ เริ่มจากการใช้ลวดโครงเหล็กตัดตามรูปร่างและขนาดตามแบบมาเชื่อมกัน แล้วจึงนำตะแกรงลวดตาข่ายมาบุทับโครงภายนอกเพื่อไว้ติดลวดลายไม้จันทน์ ซึ่งจะนำไม้จันทน์ที่เป็นท่อนมา ซอยเป็นแผ่นบางๆตามขนาดที่ต้องการแล้วฉลุลวดลายตามขนาดที่กำหนดเช่น แปรรูปเป็นแผ่นรูปโค้งตามลักษณะลวดบัวต่างๆ ตามแบบ รวมทั้งทำการกลึงไม้สำหรับเป็นยอดพระโกศจันทน์

สำหรับพระโกศจันทน์ที่ใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั้น มีรูปลักษณะใกล้เคียงกับพระโกศจันทน์ที่ใช้ในพระราชพิธีถวายเพลิงพระศพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส ราชนครินทร์ ประกอบด้วย๒ ส่วน กล่าวคือ  ส่วนบนเป็นพระโกศทรงแปดเหลี่ยมมีฝาเป็นทรงมงกุฎ ส่วนล่างเป็นพระหีบรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าปากผาย มีความแตกต่างอยู่ที่ลวดลายที่ใช้ในการโกรกลายซ้อนไม้ประดับที่ตัวพระโกศไม้จันทน์นี้สร้างขึ้นด้วยไม้จันทน์ทั้งหมด


พระโกศไม้จันทน์ ร.๙

การจัดสร้างพระโกศจันทน์ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แห่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ ณ ท้องสนามหลวง องค์นี้ออกแบบโดยนายสมชายศุภลักษณ์อำไพพร นายช่างศิลปกรรมอาวุโสสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ได้จัดทำเป็นการพิเศษ โดยมีส่วนประกอบทั้งหมด ๓ ส่วนคือ พระหีบฐานรองพระโกศจันทน์ ซึ่งมีลวดลายหลักคือ ลายเครือเถาครุฑทั้งสี่ด้าน นำมาใช้เป็นครั้งแรก และลวดลายอื่นๆ รวมทั้งสิ้น ๒๖ แบบ อาทิ ลายกระจัง, ลายฐานสิงห์, ลายสังเวียนใช้จำนวนชิ้นไม้จันทน์มากกว่า ๓๐,๐๐๐ ชิ้นพระโกศจันทน์ ซึ่งมีลวดลายหลักคือ ลายกลีบจงกลประดับเทพพนม รอบองค์พระโกศจันทน์ทั้งแปดเหลี่ยม และลวดลายอื่นๆ รวม ทั้งสิ้น ๔๒ แบบอาทิ ลายหน้ากระดาน, ลายดอกไม้ไหว, ลายกระจังคว่ำ เป็นต้น จำนวนชิ้นไม้จันทน์มากกว่า ๑๐,๐๐๐ ชิ้น  ฝาพระโกศไม้จันทน์ ประกอบด้วยลวดลายต่างๆ อาทิ ลายบัวถลา (บัวคว่ำ),ลายดอกจอก, ลายดอกไม้ทิศ เป็นต้น โดยทั้งหมดเป็นงานลายซ้อนไม้ที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีการเพิ่มความพิเศษคือ มีการลงรักปิดทองบนชิ้นไม้บางส่วนเพื่อเพิ่มมิติ ให้มีความงดงามอย่างสมพระเกียรติยศสูงสุด เพิ่มลายเทพพนมบนพระโกศไม้จันทน์ บนพระโกศไม้จันทน์เพิ่มช่อข้าวบิณฑ์ขึ้นบนส่วนหีบพระบรมศพไว้สองข้าง อันเป็นพระโกศไม้จันทน์หนึ่งเดียวที่มีศิลปกรรมแตกต่างจากที่สร้างมาเช่นเดียวกันช่อไม้จันทน์ได้มีการประดิษฐ์ลายเฉพาะขึ้นเป็นพิเศษสำหรับในส่วนของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และพระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ส่งเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ออกแบบโดยนายสมชาย ศุภลักษณ์อำไพพร  และจัดสร้างโดยสถาบันสิริกิติ์ นับเป็นงานศิลปกรรมหนึ่งเดียวในโลกเพื่อเฉลิมพระเกียรติยศสูงสุดแห่งสมเด็จพระบรมนาถบพิตรของแผ่นดิน

 

ช่อดอกไม้จันทน์

ช่อดอกไม้จันทน์
หีบพระศพ-ร.๙

หีบพระศพ-ร.๙
ลายหีบพระศพ

ลายหีบพระศพ
ลายดอกบัวเชิงบาตร์

ลายดอกบัวเชิงบาตร์
ลายครุฑ

ลายครุฑ
ลวดล่ายพระโกศไม้จันทน์

ลวดล่ายพระโกศไม้จันทน์
ร่างแบบพระโกศจันทน์

ร่างแบบพระโกศจันทน์
ไม้จันทน์ที่ฉลุลวดลายประกอบ

ไม้จันทน์ที่ฉลุลวดลายประกอบ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วัดทุ่งหญ้าคมบาง’ ภูมิศิลป์ช่างจีนลุ่มน้ำแม่กลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/293737

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดทุ่งหญ้าคมบาง’ ภูมิศิลป์ช่างจีนลุ่มน้ำแม่กลอง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดทุ่งหญ้าคมบาง’ ภูมิศิลป์ช่างจีนลุ่มน้ำแม่กลอง

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ภาพพุทธประวัติกับลายเพดาน

ด้วยความศรัทธาในพุทธศาสนา และความนิยมฝีมือช่างพื้นถิ่นของชาวบ้าน จึงทำให้โบสถ์ วิหารและศาลาวัด ในแถบลุ่มน้ำแม่กลองนั้นมีการสร้างศิลปกรรมที่น่าสนใจอยู่หลายแห่ง โดยเฉพาะวัดทุ่งหญ้าคมบางที่ตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรีนั้น แม้จะเป็นวัดขนาดเล็กที่หลงหูหลงตาจนเกือบไม่รู้จัก แต่ด้วยความสำคัญของภาพเขียนที่งดงามแปลกตาบนศาลาการเปรียญอายุ ๑๐๐ ปีนั้น ทำให้ต้องตามไปหาภูมิศิลป์ช่างแถบลุ่มน้ำแม่กลองกันที่นี่

วัดทุ่งหญ้าคมบางแห่งนี้สร้างขึ้นราวสมัยรัชกาลที่ ๔ เป็นวัดของชาวไทย-ญวนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในราชบุรีตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ศาลาการเปรียญของวัดนี้เป็นศาลาไม้ขนาดใหญ่ ที่มีการบูรณะก่อนอิฐถือปูนยกตัวศาลาสูงขึ้นเป็นสองชั้น ภายในศาลาไม้ส่วนบนนั้นมีภาพเขียนพุทธประวัติ บนแผ่นไม้คอสอง คือแผ่นไม้หน้ากว้างยาวตลอดที่ปิดเชื่อมหลังคาลดชั้นข้างใน และบนเพดานมีการเขียนภาพขนาดใหญ่ เป็นภาพที่ช่างเขียนใช้ภูมิปัญญาผสมผสานกับศิลปะไทย จีน ฝรั่ง โดยฝีมือช่างชื่น ชาวอัมพวา จังหวัดสมุทรสงครามเป็นผู้เขียนภาพบนเพดานและพุทธประวัติตอนต้น


ภาพเพดานฝีมือช่างลุ่มน้ำแม่กลอง

ส่วนภาพพุทธประวัติตอนท้ายนั้นเป็นฝีมือของช่างกลม ชาวบ้านคลองประดู่ อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรีการชมภาพที่ศาลานี้ทุกภาพต้องนอนหงายหรือแหงนหน้าดู ภาพพุทธประวัตินั้นเขียนเรียงตามลำดับตั้งแต่ประสูติ, สมโภชการตรัสรู้, มารผจญ, เสด็จลงจากดาวดึงส์ ตามลำดับจนถึงปรินิพพาน สำหรับภาพบนเพดานนั้นมีการนำการละเล่นไทย เช่น ว่าว หัวล้านชนกัน โดยนำภาพคนจีน ไทย และฝรั่งมาสร้างความสนุกสนาน มีการเขียนรูปคนที่มีลายสักตั้งแต่ระดับสะดือลงไปถึงหัวเข่า เป็นการสักในกลุ่มลาวพุงดำหรือลาวญวนซึ่งเป็นเชื้อสายเดียวกันกับคนในบริเวณนี้ไว้ด้วยช่างเขียนภาพจนเต็มพื้นเพดานของศาลาเป็นเรื่องราวตามจินตนาการของช่างเขียน ใช้พื้นฐานของเรื่องราวสื่อถึงสิ่งที่เคยปรากฏในชุมชนของตน หากนอนหงายพิจารณาดูรายละเอียดของภาพเขียนแล้ว จะพบว่าเป็นทั้งมีศิลปะไทย จีน ฝรั่ง ผสมผสานกันอย่างลงตัว ลายกนกบนศาลาการเปรียญวัดทุ่งหญ้าคมบางนี้ มีลูกไม้ตูมๆ อย่างฝรั่งประดับประกอบขึ้นเป็นลายเครือเถา และยังมี “ลายค้างคาว” ซึ่งช่างจีนนิยมและนำเข้ามาเผยแพร่เดิมนั้นรูปค้างคาวนิยมเขียนอยู่ตรงมุมทั้งสี่ของเพดานต่อมาแม้จะเขียนเป็นลวดลายอื่นแทน แต่ยังจัดวางอยู่ในตำแหน่งมุมทั้งสี่เช่นเดิม และสีที่ใช้ก็เป็นสีเข้มออกโทนดำ น้ำเงิน คราม และมีสีทองผสมด้วยภาพเขียนแห่งนี้มีความชัดเจนทั้งเส้นภาพและสีสัน แม้จะชำรุดจนเห็นร่องรอยคราบน้ำรั่วซึมให้เลือนลางไปก็ยังถือว่างดงามขนาด น. ณ ปากน้ำ ศิลปินแห่งชาติชั้นครูได้พูดถึงภาพเขียนของวัดนี้ไว้ว่า “ภาพเขียนที่พบในราชบุรี เมื่อเทียบกับภาพเขียนระดับฝีมือชาวบ้านในภาคกลาง นับว่าใช้ได้ทีเดียว ใช้สีน้อยสีและไม่ตัดกันฉูดฉาดเกินไป การใช้สีวรรณะเดียวกันเป็นไปอย่างกลมกลืน เส้นสายก็ดูคมประณีต แม้เป็นงานฝีมือชาวบ้านก็ตาม ภาพเขียนบางแห่งช่างพยายามจะเลียนแบบช่างหลวง ทว่ายังไปไม่ถึงขั้น อีกทั้งภาพเขียนที่ปรากฏในราชบุรียังได้บันทึกเรื่องราวของความหลากหลายชีวิตในสังคม ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย การละเล่น วัฒนธรรมประเพณี ซึ่งบางอย่างนั้นได้สูญหายไปจากชุมชน เหลือเพียงภาพเขียนเป็นประจักษ์พยานอยู่”น. ณ ปากน้ำ ยังให้ความเห็นต่ออีกว่า เท่าที่ได้ออกสำรวจวัดทั่วประเทศ พบว่าศาลาการเปรียญบริเวณดังกล่าวมีลักษณะแปลกกว่าที่อื่น พร้อมทั้งให้ข้อสังเกตว่าอาจนิยมตามกันจนเป็นเอกลักษณ์ก็เป็นได้ ศาลาการเปรียญเป็นสถานที่ที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ใกล้ชิดกว่าศาสนอาคารอื่นๆ เป็นที่ชุมนุมในวันพระ วันถือศีล จึงได้ตกแต่งกันอย่างวิจิตร บ่งบอกฐานะและความศรัทธาของชาวบ้านไว้ด้วยในอดีตนั้นช่างไม้ช่างเขียนส่วนใหญ่ในแถบลุ่มแม่น้ำกลองนั้นเป็นชาวจีนไหหลำ มาจากปากแม่น้ำแม่กลอง หรือเมืองสมุทรสงคราม  ด้วยมีชุมชนชาวจีนตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น นับตั้งแต่ อ.วัดเพลง อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรีต่อไปถึง อ.บางคนที และ อ.อัมพวา สมุทรสงคราม ดังนั้นอิทธิพลของช่างจีนจึงนิยมถ่ายทอดฝีมือที่สอดแทรกความสนุกสนานจึงมีอยู่ทั่วไปตามวัดที่อยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำกลอง


ภาพฤาษีกับตัวงิ้ว


รามสูรเมฆขลา-ลิง-ช้าง


ลวดลายที่รวมศิลปะจีน-ฝรั่ง


ป้ายบอกชื่อช่างเขียน


ภาพถูกคราบน้ำทำลาย

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ช่างอิฐปูนแบบไทย’ ปฐมภูมิการอนุรักษ์มรดกโลกอยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/292473

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ช่างอิฐปูนแบบไทย’ ปฐมภูมิการอนุรักษ์มรดกโลกอยุธยา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ช่างอิฐปูนแบบไทย’ ปฐมภูมิการอนุรักษ์มรดกโลกอยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ปัญหาการบูรณะโบราณสถานที่เกิดขึ้นในทุกแห่งนั้นคือ การขาดช่างอนุรักษ์ที่มีฝีมือที่เข้าใจขบวนการแบบโบราณและวัสดุแบบเก่าที่ขาดแคลน ดังนั้นการที่กรมศิลปากร ร่วมกับองค์การยูเนสโก กรุงเทพมหานคร ด้วยการสนับสนุนของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้ร่วมกันให้มีโครงการเพื่อการฟื้นฟูภูมิปัญญาช่างฝีมือสถาปัตยกรรมไทยดั้งเดิมเพื่อการอนุรักษ์มรดกโลกนั้น จึงเป็นเรื่องดี  ต่อการอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุ อาทิตย์นี้ได้ตามรอยไปดูผลงานการฝึกอบรมนำร่องหลักสูตรช่างอนุรักษ์ (โบราณสถานประเภทอิฐและปูน) ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แหล่งมรดกโลกที่รู้จักกันดี โดยนายประทีป เพ็งตะโก รองอธิบดีกรมศิลปากรได้เป็นประธานมอบประกาศนียบัตรให้กับผู้ผ่านการฝึกและเรียนรู้ตามโครงการเพื่อการฟื้นฟูภูมิปัญญาช่างฝีมือสถาปัตยกรรมไทยดั้งเดิมเพื่อการอนุรักษ์มรดกโลก ซึ่งเป็นโครงการเริ่มแรกในระยะ ๒ ปี โดยเริ่มต้นในปี พ.ศ.๒๕๕๙ เพื่อพัฒนาหลักสูตรยกระดับความรู้และทักษะของผู้ที่ทำงานด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน โดยได้แบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น๓ กลุ่ม คือ ผู้เชี่ยวชาญ (วิศวกร สถาปนิก นักโบราณคดีนักวิทยาศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ศิลปะ ฯลฯ) ช่างฝีมือ และผู้ควบคุมโครงการ ซึ่งมีการศึกษาถึงความเข้าใจอาชีพช่างอนุรักษ์ ทัศนคติ ข้อจำกัดและโอกาสพัฒนาในด้านต่างๆ

การจัดการสัมมนาวิชาการนานาชาติเพื่อสร้างความตระหนักในหลักการอนุรักษ์ และการวิจัยด้านวัสดุสำหรับการอนุรักษ์ โดยเฉพาะงานปูนโบราณและอิฐ เพื่อระบุแนวทางแบบแผนในการศึกษาวัสดุก่อนขั้นตอนการบูรณะซ่อมแซมจริง โดยกรมศิลปากรและองค์การยูเนสโกนั้นได้ตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญเพื่อร่างคลังวิชาและโครงสร้างหลักสูตรสำหรับกลุ่มเป้าหมายทั้งสาม และทดลองใช้หลักสูตร โดยจัดการสัมมนาถกแถลงเพื่อพัฒนาหลักสูตรสำหรับผู้ทำงานอนุรักษ์ และการฝึกอบรมนำร่องสำหรับช่างอนุรักษ์ (โบราณสถานประเภทอิฐและปูน) ขึ้นเป็นเบื้องต้น เพื่อพัฒนาหลักสูตร
สำหรับผู้ทำงานอนุรักษ์ ที่จัดกันมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๐ มีผู้เข้าร่วม ๘๕ คน ซึ่งเป็นผู้บริหาร ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้เชี่ยวชาญในสาขาอาชีพต่างๆที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์มรดกของชาติ ทั้งในกรมศิลปากร ภาคเอกชน วัด ชุมชน และมหาวิทยาลัย มีการทดลองบรรยายและปฏิบัติตามร่างหลักสูตรพร้อมประเมินผลเพื่อปรับปรุงให้เป็นหลักสูตรสำคัญของการบูรณะมรดกของชาติในอนาคต ซึ่งมีการอบรมนำร่องสำหรับช่างอนุรักษ์ ประเภทโบราณสถานประเภทอิฐและปูนขึ้นเมื่อ ๗-๑๒ สิงหาคม และ ๔-๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๐


การฝึกด้วยตนเอง

โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการนี้ ๑๐๔ คน ทดลองใช้ร่างหลักสูตรทั้งในภาคความรู้ทฤษฎีและภาคปฏิบัติด้านการรักษาสภาพโบราณสถานและการซ่อมแซมวัสดุที่เสื่อมสภาพ โดยผลการประเมินการอบรมนี้จะนำไปใช้ปรับปรุงหลักสูตรช่างอนุรักษ์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในวันหน้า ซึ่งเป็นการฟื้นฟูช่างฝีมือและความเข้าใจการอนุรักษ์อย่างถูกทิศทางที่กรมศิลปากรและองค์การยูเนสโก มีความหวังที่จะสานต่อการดำเนินงานการอนุรักษ์ที่ขาดช่างฝีมือนี้ร่วมกันต่อไป เป็นการสร้างระบบการพัฒนาทางวิชาชีพที่ทั้งสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่คนไทยและเพิ่มพูนศักยภาพของประเทศในการปกป้องคุ้มครองแหล่งมรดกของชาติที่มีโบราณสถานสำคัญให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด

การอนุรักษ์โบราณสถานที่สำคัญอันเป็นปัญหาให้มีการถกเถียงกันนั้น หากมีความเข้าใจในด้านการอนุรักษ์และปัญหาความขาดแคลนร่วมกันแล้วย่อมจะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งก่อนหน้านั้นได้มีการประชุมสัมมนาวิชาการนานาชาติว่าด้วยการอนุรักษ์โบราณสถานอิฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในคำแนะนำของคณะกรรมการมรดกโลก ยูเนสโก ที่มีการแสดงความห่วงใยต่อการอนุรักษ์มรดกโลกอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จึงทำให้ประเทศไทยต้องเพิ่มขีดความสามารถและมีความชัดเจนในเรื่องปรัชญาการอนุรักษ์มรดกโลก รวมทั้งการรื้อฟื้นภูมิปัญญาในการอนุรักษ์โบราณสถานอื่นๆ และโบราณสถานประเภทอิฐ ที่ทำให้ช่างลงมือหน้างานและเจ้าหน้าที่ควบคุมงาน มีความรู้ความเข้าใจในการอนุรักษ์มากขึ้น ด้วยการอนุรักษ์แบบของดั้งเดิมกับการคุ้มครองให้พื้นที่คงทน อยู่ครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งคณะกรรมการมรดกโลก ยูเนสโก ได้ให้คำแนะนำว่าควรใช้วัสดุที่เหมาะสมในการอนุรักษ์โดยเฉพาะการรื้อฟื้นสืบต่อการใช้ปูนโบราณในรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็นปูนฉาบ ปูนก่อ ปูนปั้น ของศิลปะอยุธยา รวมถึงฝีมือช่างที่ต้องเข้าใจศิลปะอยุธยา เพื่อให้มีทักษะฝีมือสมสมัยในการอนุรักษ์มากขึ้น


การเรียนรู้เครื่องมือใหม่


ควบคุมการปฏิบัติให้ถูกวิธี


การศึกษาในพื้นที่จริง


เครื่องมือตรวจสอบใหม่

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระราชวังจันทน์’ ภูมิเรียนรู้ประวัติศาสตร์พิษณุโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/289540

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระราชวังจันทน์’ ภูมิเรียนรู้ประวัติศาสตร์พิษณุโลก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระราชวังจันทน์’ ภูมิเรียนรู้ประวัติศาสตร์พิษณุโลก

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ศูนย์ประวัติศาสตร์พระราชวังจันทน์

การขุดสำรวจพื้นที่โบราณสถานโดยเฉพาะ พระราชวังจันทน์ที่เมืองพิษณุโลกนั้นได้ทำให้มีความชัดเจนในเรื่องราวของวังหน้าแห่งนี้มากมาย ดังนั้นโครงการเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรม “เปิดตำนานวังหน้าจากอดีตถึงปัจจุบัน” ซึ่งมี คุณเด่นดาว ศิลปานนท์ และ คุณนาตยา ภูศรี นักโบราณคดีคนเก่งเป็นวิทยากรความรู้นั้น ทำให้มีการศึกษาข้อมูลจากสถานที่จริงกันขึ้นซึ่งปัจจุบันนี้ได้ขยายบริเวณของพระราชวังจันทน์และจัดตั้งศูนย์ประวัติศาสตร์พระราชวังจันทน์ นับเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่น่าสนใจถึงการวิเคราะห์สถานที่ และสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ทำให้เข้าใจเรื่องราวมากขึ้น

พระราชวังจันทน์แห่งนี้ตั้งอยู่บนถนนวังจันทน์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ติดค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กองทัพภาคที่ ๓ และศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หลังจากมีการย้ายโรงเรียนพิษณุโลกซึ่งอยู่บนพื้นที่ดังกล่าวแล้ว กรมศิลปากรได้ทำการบูรณะค้นหาแนวเขตพระราชวังจันทน์มาอย่างต่อเนื่องมาจนสามารถกันบริเวณพระราชวังจันทน์
ที่จมอยู่ใต้ดินให้ปรากฏขึ้น แม้จะมีบางส่วนที่ยังจมอยู่ใต้ดินและถูกใช้อยู่ก็ตาม ก็ฝากความหวังว่าจะมีการสำรวจต่อให้ปรากฏความสมบูรณ์ได้ในอนาคต เพราะพระราชวังจันทน์แห่งนี้มีประวัติการสร้างมาแต่ครั้งพระมหาธรรมราชา ที่ ๑ (พระยาลิไท) พ่อขุนองค์ที่ ๖ซึ่งเป็นโอรสของ พระยาเลอไท พ่อขุนองค์ที่ ๔ แห่งราชวงศ์พระร่วง ครองกรุงสุโขทัยระหว่าง พ.ศ.๑๘๙๐-๑๙๐๔  พระมหาธรรมราชาที่ ๑ เสด็จครองราชสมบัติแคว้นสุโขทัย ณ เมืองพิษณุโลก และทรงครองเมืองพิษณุโลกระหว่าง พ.ศ.๑๙๐๕-พ.ศ.๑๙๑๒ เป็นเวลา๗ ปี ครั้งนั้นพระองค์ได้สร้างพระราชวังจันทน์บนเนินดินบนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน่าน สันนิษฐานว่าเป็นพระราชวังที่เคยเป็นที่ประทับของพ่อขุนสมัยสุโขทัย จนถึงอยุธยา เมื่อครั้งสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กษัตริย์แห่งอยุธยา ทรงย้ายราชธานีมาอยู่ที่เมืองพิษณุโลกเมื่อพ.ศ.๒๐๐๖ นั้น พระองค์ทรงใช้พระราชวังจันทน์เป็นที่ประทับมาตลอด เชื่อว่ามีการก่อสร้างเพิ่มเติมในสมัยพระองค์ด้วย


แนวกำแพงพระราชวังจันทน์ (2)

จากนั้นพระราชวังจันทน์ก็ใช้เป็นที่ประทับของพระมหาอุปราชของอยุธยาในสมัยต่อมา จนถึงสมัยของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชทรงให้สมเด็จพระนเรศวรเสด็จไปประทับอยู่ที่พระราชวังจันทน์ ทำให้พระราชวังจันทน์ดูเหมือนเป็นวังหน้า จากนั้นก็ไม่ปรากฏว่ามีเชื้อพระวงศ์พระองค์ใดไปอยู่ที่พระราชวังจันทน์อีกด้วยเหตุพระราชวังจันทน์ร้างลงและไม่มีใครสนใจจนเข้าไปใช้พื้นที่ตั้งค่ายตั้งโรงเรียนกันนั่นแหละในจดหมายเหตุระยะทางไปพิษณุโลกของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ เสด็จตรวจราชการเมืองพิษณุโลก ในพ.ศ.๒๔๔๔โปรดให้ขุนศรเทพบาล สำรวจรังวัดจัดทำผังพระราชวังจันทน์ขึ้น และในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้มีการเสด็จสังเวยเทพารักษ์วันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๔๔ มีพระราชหัตถเลขาระบุว่ามีซากพระราชวังก่อด้วยอิฐ สูงพ้นดิน ๒-๓ ศอกเศษมีพระที่นั่งคล้ายพระที่นั่งจันทรพิศาลในพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี มีกำแพงวัง ๒ ชั้น มีสระสองพี่น้องอยู่นอกกำแพงวัง ภายหลังปรักหักพังเป็นป่ารกในสงครามอะแซหวุ่นกี้ตีเมืองพิษณุโลก


ประตูพระราชวังจันทน์

เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๕ โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคมได้ย้ายมาจากบริเวณวัดนางพญา มาตั้งบนพื้นที่พระราชวังจันทน์ ทำให้มีการปรับพื้นที่ก่อสร้างอาคารสถานที่มากมาย จนเมื่อพ.ศ.๒๕๓๕ โรงเรียนมีการก่อสร้างอาคารเรียน ๔ ชั้น ที่บริเวณสนามบาสเกตบอลใกล้ต้นโพธิ์ใหญ่ ขณะขุดหลุมเสาฐานรากนั้นได้พบซากอิฐเก่า กรมศิลปากรจึงได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๖ มีพื้นที่ ๑๒๘ ไร่๒ งาน ๕๐ ตารางวา จึงเป็นเหตุให้พระราชวังจันทน์นั้นถูกฟื้นฟูเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ในที่สุดปัจจุบันทั้ง อบจ.พิษณุโลก กรมศิลปากร กองทัพภาคที่ ๓ได้ร่วมกันดำเนินการพัฒนาเขตโบราณสถานพระราชวังจันทน์ให้เป็นสถานที่เรียนรู้ประวัติศาสตร์และการท่องเที่ยวในมิติประวัติศาสตร์เมืองพิษณุโลก ที่สามารถเชื่อมโยงความรู้ไปยังวัดสำคัญที่อยู่โดยรอบ


ภูมิสถานพระราชวังจันทน์


วัดวิหารทอง


การขุดสำรวจพระราชวังจันทน์


จำลองพระราชวังจันทน์