ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ราชบุรี’ ภูมิเมืองแห่งอัมพรธรรมอำไพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/288246

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ราชบุรี’ ภูมิเมืองแห่งอัมพรธรรมอำไพ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ราชบุรี’ ภูมิเมืองแห่งอัมพรธรรมอำไพ

วันอาทิตย์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ด้วยสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร มหาเถร) ในรัชกาลที่ ๑๐ เป็นชาวราชบุรี จึงมีแรงบันดาลใจให้คุณธีรภาพ โลหิตกุล นักเขียนสารคดีศิลปินแห่งชาติและผู้ที่เคารพนับถือมีความปรารถนาร่วมกันที่จะเผยแผ่พระสังฆคุณ และพระคติธรรมคำสอน ของเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ให้เป็นธรรมบรรณาการสำหรับบุคคลผู้สนใจ ด้วยความสนับสนุนจากนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี จึงทำให้ “อัมพรธรรมอำไพ” เป็นหนังสือเผยแพร่และนำไปสู่แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของราชบุรี เช่นวัดสัตตนารถปริวัตรวรวิหาร วัดตรีญาติ วัดศรีสุริยวงศารามวัดมหาธาตุวิหาร วัดอรัญญิกาวาส วัดทุ่งหญ้าคมบาง วัดอมรินทราราม (วัดตาล) และวัดช่องลม โครงการพระราชดำริเขาชะงุ้ม เป็นต้น เป็นการผ่านมุมมองของคนเขียนหนังสือ กวี และนักถ่ายภาพ  ดังนั้นการตามรอยไปตามสถานที่สำคัญของเมืองราชบุรีจึงเต็มไปด้วยความรู้และการค้นพบความงดงามที่อุดมไปด้วยมิตรธรรมไมตรีแห่งความสุขความหวัง

เมืองราชบุรีนั้นเป็นเมืองโบราณที่มีบทบาทสำคัญอยู่ทางภาคตะวันตกมาแต่ครั้งสมัยทวารวดีถึงอยุธยา เป็นศูนย์กลางด้านการปกครอง เศรษฐกิจ และการคมนาคมในภูมิภาค โดยเชื่อมต่อถึงกาญจนบุรี เพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และนครปฐม ซึ่งด้านตะวันตกนั้นติดต่อประเทศเมียนมา นับเป็นดินแดนวัฒนธรรมของลุ่มน้ำแม่กลองและเทือกเขาตะนาวศรี ที่มีภูมิประเทศหลากหลายจากพื้นที่ที่ราบต่ำจากลุ่มแม่น้ำแม่กลองอุดมสมบูรณ์ จนเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชผักผลไม้เศรษฐกิจนานาชนิด และมีพื้นที่สูงเทือกเขาตะนาวศรีทอดตัวยาวทางทิศตะวันตกจรดชายแดนไทย-เมียนมา ในปัจจุบันความเป็นศูนย์กลางการค้าแต่โบราณยังปรากฏอยู่และพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร เช่น มะพร้าว ชมพู่ ฝรั่ง มะม่วง และการปศุสัตว์ของประเทศนั้นถือเป็นอันดับที่ ๑๓ ของประเทศ จังหวัดราชบุรีมีการลงทุนทางอุตสาหกรรมมากกว่า ๑,๐๐๐ โครงการ คิดเป็นเงินลงทุนแล้วมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเป็น ๑ ใน ๑๔ จังหวัด ที่มีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศ มีศูนย์กลางตลาดผักผลไม้ในภูมิภาค เป็นหนึ่งในตลาดกลางสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุด แห่งหนึ่งของประเทศไทย มีอู่ต่อรถโดยสารมากกว่า ๕๐ แห่ง ที่มีชื่อเสียงมากเช่นเดียวกับการผลิตโอ่งมังกรในอดีตและยังเป็นศูนย์กลางในด้านพลังงานของประเทศด้วย


ธรรมาสน์วัดทุ่งหญ้าคมบาง

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และแหล่งโบราณคดีทำให้สันนิษฐานได้ว่า ราชบุรีเป็นหัวเมืองที่เจริญรุ่งเรืองมากแห่งหนึ่งของแคว้นสุวรรณภูมิมาตั้งแต่สมัยที่พระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดียได้เผยแพร่พุทธศาสนาเข้ามาในดินแดนแถบนี้เมื่อราวปี พ.ศ.๒๑๘ ประมาณว่าแคว้นสุวรรณภูมินี้มีศูนย์กลางการค้าอยู่ตามเมืองท่าโบราณที่อยู่ริมทะเลอ่าวไทยเดิม ซึ่งมีคำเรียกกันว่า “ทวารวดี” คือบริเวณเมืองนครปฐมหรือนครไชยศรี เมืองอู่ทอง และเมืองสุพรรณภูมิ จึงทำให้เมืองราชบุรีนั้นเป็นแหล่งพ่อค้าทางทะเลมาแต่ครั้งโบราณ ในสมัยอยุธยาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์นั้นเป็นเมืองหน้าด่านที่ติดต่อกับพม่า ซึ่งมีเหตุการณ์สงครามที่รู้จักกันดีคือ สงครามเก้าทัพ ที่ใช้เมืองราชบุรีเป็นทางผ่านเข้าพระนคร การสงครามและการค้าขายจึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เมืองราชบุรีแห่งนี้เป็นดินแดนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่สำคัญคือมีกลุ่มคนไทยพื้นถิ่นราชบุรีคนไทยเชื้อสายจีน ไท-ยวน มอญเขมรลาวเวียงกะเหรี่ยง ไทดำ หรือชาวโซ่ง ซึ่งต่างมีประเพณี วัฒนธรรม และความเชื่อสืบทอดกันมา โดยเฉพาะปราชญ์ทางธรรมนั้นเมืองราชบุรีได้บังเกิดพระเถระรูปสำคัญหลายรูปและสมเด็จพระสังฆราช๒ พระองค์ คือ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฺฐายี) พระองค์ที่ ๑๖ วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร อมฺพโร)  พระองค์ที่ ๒๐ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร นับว่า เมืองราชบุรีนั้นเป็นดินแดนแห่งอัมพรธรรมอำไพ เช่นเดียวกับการเป็นแหล่งธรรมของ “ศรีทวารวดี” ที่สอนถึง-เย ธมมาในอดีต


ปูนปั้นพระนารายณ์ทรงครุฑ


อาคารเก่าในราชบุรี


ภาพเขียนอดีตพระพุทธเจ้า

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘นราธิวาส’ ภูมิบางนราถิ่นคนดีรักษาแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/286954

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'นราธิวาส' ภูมิบางนราถิ่นคนดีรักษาแดนใต้

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘นราธิวาส’ ภูมิบางนราถิ่นคนดีรักษาแดนใต้

วันอาทิตย์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ชายทะเลเมืองนราธิวาส

ด้วยนโยบายการแก้ไขปัญหาและสถานการณ์จังหวัดชายแดนใต้นั้นจึงมีโครงการเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ขึ้น โดยอำเภอสุไหงโก-ลก นราธิวาส อำเภอเบตง ยะลา และอำเภอหนองจิก ปัตตานี เป็นพื้นที่การพัฒนาต้นแบบตามบริบทของแต่ละอำเภอดังนี้การพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมก้าวหน้าผสมผสานที่อำเภอหนองจิก การพัฒนาที่พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนที่อำเภอเบตง และการพัฒนาการค้าชายแดนระหว่างประเทศที่อำเภอสุไหงโก-ลก ดังนั้นกรมประชาสัมพันธ์จึงมีนโยบายสร้างความเข้าใจเรื่องดังกล่าวขึ้นเพื่อให้รู้ว่าพื้นที่ดังกล่าวนั้นยังน่าอยู่น่าเที่ยวและมีสิ่งสนใจมากมาย อาทิตย์นี้ขอตามรอยภูมิเมืองไปที่จังหวัดนราธิวาสซึ่งเดิมนั้นเป็นเมืองเก่าใน อาณาจักรลังกาสุกะที่พบเพียงซากเจดีย์ ๓ องค์ บริเวณวัดเขากง อายุประมาณ๑,๓๐๐ ปี ซึ่งถูกรื้อสร้างพระพุทธทักษิณมิ่งมงคลแทนไปแล้ว ชื่อเดิมนั้นคือ บางนรา ขึ้นกับเมือง สายบุรี เป็นหนึ่งในเจ็ดหัวเมืองภาคใต้ต่อมาได้โอนขึ้นกับเมือง ระแงะ ซึ่งมีประวัติเชื่อมโยงกันกับเมืองปัตตานี เมืองสายบุรี และเมืองระแงะ

ในสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ได้ให้ยกทัพมาปราบปรามข้าศึกที่เข้ามาทางปักษ์ใต้ เมื่อข้าศึกแตกพ่ายหนีไปแล้ว จึงเสด็จประทับ ณ เมืองสงขลา และได้มีรับสั่งออกไปถึงหัวเมืองมลายูทั้งหลาย ที่เคยขึ้นกับอยุธยามาก่อนนั้นให้มาขึ้นต่อกันดังเดิมโดยมีพระยาไทรบุรี และพระยาตรังกานูยอมอ่อนน้อมแต่โดยดี แต่พระยาปัตตานีนั้นแข็งเมืองไม่ยอมอ่อนน้อม จึงรับสั่งให้ยกทัพไปเมืองปัตตานีเมื่อ พ.ศ.๒๓๓๒ ได้เมืองปัตตานีแล้ว ได้โปรดเกล้าฯ ตั้งให้แก่ พระยาสงขลา (บุญฮุย) เป็นพระยาปัตตานีอยู่ในการกำกับดูแลของเมืองสงขลาต่อไปและตั้งให้เป็นเมืองมนตรีขึ้นอยู่กับกรุงรัตนโกสินทร์โดยตรง ระหว่างที่พระยาปัตตานี (ขวัญซ้าย) ว่าราชการเมืองปัตตานีอยู่นั้นบ้านเมืองสงบเรียบร้อยปกติสุขตลอดมาจนถึงแก่กรรมจึงโปรดเกล้าฯ ให้นายพ่าย น้องชายพระยาหลวงสวัสดิภักดีผู้ช่วยราชการเมืองปัตตานี และได้ย้ายที่ว่าการเมืองปัตตานีจากบ้านมะนา (อ่าวนาเกลือ) ไปตั้งอยู่ที่บ้านยามู ระหว่างนั้นพวกของซาเห็ดรัตนวงศ์ฯ และพวกโมเซฟได้เริ่มก่อกวนความสงบสุขของบ้านเมืองโดยคบคิดกันปล้นบ้านพระยาปัตตานี และบ้านหลวงสวัสดิภักดี แต่ก็ได้ถูกตีถอยหนีไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่บ้านกะลาพอ แขวงเมืองสายบุรี เมืองปัตตานีนั้นมีเขตกว้างขวาง และมีโจรผู้ร้ายชุกชุม เที่ยวปล้นบ้านเรือนราษฎรจนเหลือกำลังที่พระยาปัตตานีจะปราบลงได้ จึงแจ้งราชการไปยังเมืองสงขลา พระยาสงขลา (เถียนจ๋อง) ได้ออกมาปราบปรามและจัดนโยบายแบ่งแยกเมืองปัตตานีออกเป็น ๗ เมืองได้แก่ เมืองปัตตานี, เมืองหนองจิก, เมืองยะลา, เมืองรามัน,เมืองระแงะ, เมืองสายบุรี และ เมืองยะหริ่ง


พระยาภูผาภักดีศรี เจ้าเมืองระแงะ คนสุดท้าย

ต่อมาในสมัยที่ ๓ พระยาปัตตานี (ต่วนสุหลง),พระยาหนองจิก (ต่วนกะจิ), พระยายะลา (ต่วนบางกอก) และพระยาระแงะ (หนิเดะ) โดยเจ้าเมืองทั้งสี่ได้สมคบคิดกันเป็นกบฏขึ้น จึงโปรดเกล้าฯให้พระยาเพชรบุรี และ พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ลงมาปราบ และพิจารณาเห็นว่า หนิบอสู ชาวบ้านบางปูซึ่งพระยายะหริ่งแต่งตั้งให้เป็นกรมการเมืองยะหริ่งนั้นเป็นกำลังสำคัญและได้ทำการต่อสู้ด้วยความกล้าหาญยิ่งจึงตั้งให้เป็นผู้รักษาราชการเมืองระแงะ สืบต่อจากพระยาระแงะ (หนิเดะ)ที่หนีไป และได้ย้ายที่ว่าราชการจากบ้านระแงะมาตั้งใหม่ที่ ตำบลตันหยงมัส ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงให้ยกเลิกการปกครองแบบเก่า

โดยระเบียบแผนการปกครองและตำแหน่งหน้าที่ราชการให้เป็นระเบียบตามสมควรแก่กาลสมัย เมื่อวันที่
๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๔ ต่อมาวันที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ จึงให้แยก ๗ หัวเมือง ออกมาจากมณฑลเทศาภิบาล เรียกว่า มณฑลปัตตานี พ.ศ. ๒๔๕๘ ได้ย้ายจากเมืองระแงะ ตำบลตันหยงมัส มาตั้งที่บ้านมะนาลอ(บางมะนาว) อำเภอบางนรา เมืองระแงะเดิมนั้นฐานะอำเภอบางนราขึ้นเป็นเมืองบางนรา มีอำเภอในการปกครองได้แก่ บางนรา, ตันหยงมัส, ยะบะ, สุไหงปาดี และโต๊ะโมะ สมัยรัชกาลที่ ๖ วันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๘ พระองค์ได้พระราชทานพระแสงศาสตราแก่เมืองบางนรา และเปลี่ยนชื่อเป็น “เมืองนราธิวาส” ซึ่งหมายถึงที่อยู่ของคนดีรักษาแดนใต้จนทุกวันนี้ นับเป็นแหล่งการค้าชายแดนสำคัญที่สานต่อโครงการดังกล่าว


วงเวียนนกกระดาษ


ชุมชนในเมือง


ด่านชายแดนสุไหงโก-ลก


ท่าเรือประมง


เสานาฬิกากลางเมือง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระมหาเศวตฉัตร’ ภูมิพระราชอิสริยยศแห่งพระราชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/285830

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'พระมหาเศวตฉัตร' ภูมิพระราชอิสริยยศแห่งพระราชา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระมหาเศวตฉัตร’ ภูมิพระราชอิสริยยศแห่งพระราชา

วันอาทิตย์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พระมหาเศวตฉัตร

เอกลักษณ์สำคัญที่สืบทอดคติความเชื่อเกี่ยวกับการจัดงานพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ ซึ่งถือเป็นการส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยมาแต่โบราณนั้นคือ การจัดริ้วขบวนที่มีเครื่องสูงประกอบพระราชอิสริยยศ อาทิตย์นี้ได้ตามงานศิลปกรรมถึงเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศในริ้วขบวน อันประกอบด้วย ฉัตร เครื่องสูง ราชยาน ราชรถ รูปเทวดา และรูปสัตว์หิมพานต์ ที่จะปรากฏในริ้วขบวนแห่พระบรมศพและใช้ประดับบนชั้นฐานพระเมรุ ณ ท้องสนามหลวง โดยเฉพาะฉัตร ซึ่งเป็นเครื่องสูงที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นผู้มีอำนาจ และเป็นเครื่องหมายมงคลตามคติความเชื่อของอินเดียโบราณว่าด้วยมงคล ๑๐๘  ฉัตรนี้มีรูปร่างคล้ายร่มที่ซ้อนกันขึ้นไปเป็นชั้นๆ โดยชั้นบนนั้นมีขนาดเล็กกว่าชั้นล่าง  ด้วยเหตุนี้ความเป็นฉัตร จึงเป็นเครื่องสูงที่ใช้ทั้งสำหรับแขวน ปัก ตั้ง หรือเชิญเข้ากระบวนแห่เป็นพระเกียรติยศจากคติความเชื่อว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระจักรพรรดิ หมายถึงผู้ชนะศึก ทั้ง ๘ ทิศ จึงนำเอาร่มของเมืองขึ้นทั้ง ๘ ทิศ มารวมซ้อนเข้าด้วยกันเป็นชั้นๆ และเพิ่มทิศของตนเองอีก ๑ ทิศ รวมเป็น ๙ ทิศ อีกทั้งยังถือว่า สีขาวเป็นมงคล จึงเรียกว่า ร่มสีขาวหรือเศวตฉัตร ฉัตรสำหรับพระมหากษัตริย์ผู้เป็นจอมทัพหรือพระจักรพรรดิจึงมี ๙ ชั้น จัดเป็นเครื่องสูงที่มีความสำคัญสูงสุด เช่นเดียวกับพระมหามงกุฎ เศวตฉัตร ๙ ชั้นนี้ เรียกว่า นพปฎลมหาเศวตฉัตร

การใช้ฉัตรเป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศสำหรับพระมหากษัตริย์นั้นมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ หรือพระเจ้าอู่ทอง มีระบุในกฎมณเฑียรบาล ฉบับศักราช ๗๒๐ หรือ พ.ศ. ๑๙๐๑ ในครั้งนั้นว่า อภิรม  ก็คือฉัตร นั่นเอง ซึ่งกำหนดว่า อภิรม สำหรับเจ้านายที่ดำรงพระยศหรือตำแหน่ง หน่อสมเด็จพระพุทธเจ้าได้อภิรม ๓ ชั้น พระอุปราชได้อภิรม ๒ ชั้น ในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นฉัตรมี ๔ ชนิด คือ ฉัตรขาวหรือเศวตฉัตร ฉัตรขาวลายทอง ฉัตรตาด และฉัตรโหมด ซึ่งมีการใช้จำนวนชั้นของฉัตรให้เป็นการแสดงพระราชอิสริยยศด้วย วิธีการใช้มีทั้งการแขวนและการปักตั้งเช่นเดียวกัน


พระมหาเศวตฉัตรในท้องพระโรง

เศวตฉัตร ๙ ชั้นนี้เป็นฉัตรสำหรับพระมหากษัตริย์ที่ทรงรับพระบรมราชาภิเษกตามโบราณขัตติยราชประเพณีแล้ว เรียกว่า พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร เรียกย่อว่า พระมหาเศวตฉัตร ลักษณะเป็นฉัตรผ้าขาว ๙ ชั้น แต่ละชั้นมีระบายขลิบทองแผ่ลวดซ้อน ๓ ชั้น ฉัตรชั้นล่างสุดห้อยอุบะจำปาทอง เศวตฉัตรแบบนี้ใช้แขวนหรือปักในสถานที่และโอกาสต่างๆ คือใช้ปักเหนือราชบัลลังก์ในท้องพระโรง พระมหาปราสาทราชมณเฑียรสถาน  ใช้ปักเหนือพระที่นั่งภัทรบิฐเมื่อครั้งรัชกาลที่ ๙ ทรงรับพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก ใช้แขวนเหนือพระแท่นราชบรรจถรณ์ภายในพระมหามณเฑียร ใช้แขวนเหนือพระบรมโกศทรงพระบรมศพ ณ ที่ประดิษฐานพระบรมศพ ใช้ปักยอดพระเมรุมาศ ใช้ปักบนพระยานมาศสามลำคานในการเชิญพระบรมศพโดยขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ใชัปักเหนือเกรินขณะเชิญพระบรมโกศพระบรมศพขึ้นสู่พระมหาพิชัยราชรถ และเชิญขึ้นประดิษฐานบนพระเมรุมาศ ใช้แขวนเหนือพระจิตกาธานเมื่อสุมเพลิงและเก็บพระบรมอัฐิ  นอกจากนี้ยังมีฉัตรพิเศษสำหรับการพระบรมศพอีกคือ ฉัตรที่ใช้สำหรับพระบรมศพ เป็นฉัตรปักประดับยอดพระโกศพระบรมอัฐิ เนื่องจากยอดพระโกศปกติเป็นยอดพุ่มข้าวบิณฑ์ เมื่อเชิญออกจากที่ประดิษฐานจึงถอดพุ่มข้าวบิณฑ์ออก ถวายฉัตรแทน กับฉัตรสำหรับปักพระเบญจา ที่ประดิษฐานพระบรมศพด้วย ซึ่งฉัตรปักประดับยอดพระโกศพระบรมอัฐิเป็นฉัตรทองคำจำลองรูปทรงจากฉัตรที่ใช้ปักหรือแขวนแสดงพระราชอิสริยยศ ลักษณะของฉัตรปักประดับยอดพระโกศสำหรับพระบรมอัฐิพระมหากษัตริย์นั้น มีลักษณะเป็นฉัตรทองคำลงยา ๙ ชั้น องค์ฉัตรเป็นลายสลักโปร่ง ภายในบุผ้าขาว ฉัตรปักพระเบญจา  พระเบญจานั้นเป็นพระแท่นสำหรับตั้งเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศพระโกศพระบรมอัฐิ ซึ่งที่มุมพระเบญจาจัดตั้งฉัตรทองทรงกระบอกลายสลักโปร่ง  ๕ ชั้น เรียกว่า ฉัตรปักพระเบญจา หนึ่งสำรับ มี ๘ องค์ ตั้งแต่งมุมพระเบญจา ทั้ง ๔ มุม ในพระราชพิธีพระบรมศพฯ ทุกคนจะได้เห็นฉัตร เป็นเครื่องสูงประกอบพระอิสริยยศตามราชประเพณีโบราณ และจะมีพิธีอัญเชิญพระมหาเศวตฉัตรขึ้นประดิษฐานบนยอดพระเมรุมาศเมื่อทุกอย่างนั้นได้สร้างเสร็จเรียบร้อยดีแล้ว


พระมหาเศวตฉัตรเหนือบัลลังก์


พระมหาเศวตฉัตรเหนือพระที่นั่งฯ


ฉัตรบนพระที่นั่งอัฐทิศ


ฉัตรเหนือโกศพระบรมอัฐิ (2)


ฉัตรเหนือพระโกศจันทน์บนจิตกาธาน


พระมหาเศวตฉัตรเหนือพระบรมโกศ-ร.๙

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองเก่าสงขลา’ ปฐมภูมิแห่งเมืองท่าโบราณอยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/284629

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองเก่าสงขลา’ ปฐมภูมิแห่งเมืองท่าโบราณอยุธยา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองเก่าสงขลา’ ปฐมภูมิแห่งเมืองท่าโบราณอยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ด้วยเส้นทางทะเลโบราณนั้นได้มีการค้าขายติดต่อเชื่อมโยงกันระหว่างอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
และจีน ซึ่งทำให้เกิดเมืองท่า และสถานีพักสินค้า เพื่อถ่ายสินค้า เพิ่มเติมน้ำจืดและอาหาร รวมไปถึงการซ่อมแซมเรือ จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ด้วยต้องอาศัยทิศทางกำลังลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เพื่อเดินทางจากอินเดียไปยังจีน และอาศัยลมมรสุมจากตะวันออกเฉียงเหนือ เดินทางจากจีนไปยังอินเดีย ดังนั้นเมืองท่าชายฝั่งภาคใต้ของไทย ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเส้นศูนย์สูตรจึงเป็นทำเลที่ดีต่อการจอดซ่อมแซมเรือ เติมน้ำจืดและอาหาร รวมถึงขนถ่ายสินค้าข้ามคาบสมุทรกลางทางในรอบปี การขนถ่าย แลกเปลี่ยนสินค้านี่เอง ได้ทำให้เมืองท่าต่างๆ ในคาบสมุทรทางภาคใต้ของไทย มีความเจริญรุดหน้า จากการค้าขายเป็นอันมาก อีกทั้งมีสินค้าสำคัญทำให้ชาวตะวันตกต้องแสวงหาและเดินทางมายังเมืองท่าในคาบสมุทรมลายูคือ เครื่องเทศ เช่น ว่าน กระวาน ขิง ข่า ขมิ้น กระชาย พริกไทย กานพลู อบเชย ดีปลี จันทน์เทศ จนมีชื่อว่าเป็นเส้นทางเครื่องเทศ โดยเฉพาะเมืองสงขลา นั้นเป็นเมืองท่าสำคัญแห่งหนึ่งที่มีประวัติเมืองในสมัยต่างๆ ทั้ง ๓ แห่ง คือเมืองสงขลาฝั่งหัวเขาแดง เมืองสงขลาฝั่งแหลมสน,และเมืองสงขลาฝั่งบ่อยางตามลำดับ กล่าวคือเมื่อ พุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ นั้นมีชื่อปรากฏในเอกสารพ่อค้าชาวตะวันตกว่า Singoraบ้าง Singor บ้าง จนเชื่อว่าเมือง สิงขร สิงคะ แปลว่าจอม ที่สูงสุดยอดเขานี้เป็นเมืองสำคัญ คือ เมืองสงขลาฝั่งหัวเขาแดงแห่งนี้มีประวัติว่า ในพ.ศ.๒๑๖๕ ดาโต๊ะโกมอลล์(คือโมกุลผู้นำชาวมุสลิมจากเมืองสาเลย์ ได้อพยพและนำชาวแขกชวา หนีภัยจากโจรสลัดอาละวาดหนักในแถบหมู่เกาะชวาล่องเรือมาขึ้นฝั่งบริเวณฝั่งหัวเขาแดงแล้วสร้างเมืองขึ้น พร้อมกับปรับปรุงพื้นที่บริเวณปากทางเข้าทะเลสาบสงขลาเป็นท่าจอดเรือขนาดใหญ่ ที่มีเรือสำเภา หรือ เรือกำปั่นมาจอดทำการค้าทางทะเล เข้าแวะเข้าจอดเทียบท่าได้ จนเมืองสงขลาที่หัวเขาแดงในสมัยนั้นเป็นเมืองท่าเรือระหว่างประเทศมีชื่อเสียงไปถึงกรุงศรีอยุธยา

ชุมชนเมืองเก่าสงขลา

ทะเลสาบและลำน้ำ

ครั้งนั้นพระเอกาทศรถ (พ.ศ.๒๑๔๘-๒๑๕๓) ได้ แต่งตั้งให้ดาโต๊ะ โกมอลล์  เป็นข้าหลวงใหญ่ของพระเจ้ากรุงสยาม ประจำเมืองพัทลุงอยู่ที่หัวเขาแดง แขวงเมืองสงขลา โดยเมืองท่านี้ได้ทำการค้าขายกับ ฮอลันดา โปรตุเกส อังกฤษ จีน อินเดีย และ ฝรั่งเศส ซึ่งประเทศคู่ค้าประเทศแต่แรกนั้นมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกรุงศรีอยุธยามาตลอดและทำให้ฮอลันดานั้นสามารถขยายความสัมพันธ์ทางการค้ามายังสงขลา โดยเฉพาะระหว่างปี พ.ศ.๒๑๗๑-๒๒๐๑ ฮอลันดา มีความมั่งคั่งจากการผูกขาดเครื่องเทศแต่เพียงผู้เดียว และฮอลันดาสามารถกำจัดคู่แข่งทางการค้าอื่นๆ เช่นโปรตุเกส อังกฤษ และ พ่อค้ามุสลิม จนฮอลันดามีอำนาจขึ้นในยุโรป และ ตะวันออกไกล ครั้นเมื่อชาวดัตช์ยึดเมืองมะละกาซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเลที่สำคัญของโปรตุเกสได้ จึงใช้มะละกาเป็นศูนย์กลางการค้าขายกับจีน และญี่ปุ่นโดยตรง ด้วยความเป็นคู่แข่งทางการค้าระหว่างฮอลันดา กับ อังกฤษนั้นจึงนำปัญหามาสู่การคานอำนาจของหัวเมืองต่างๆ ที่อยู่ภายใต้การปกครองของอยุธยามากมาย จนในที่สุดต่อมา เมืองสงขลาฝั่งหัวเขาแดงได้ถูกกองทัพอยุธยาทำลายจนหมดสิ้น จนต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๓ ประชาชนชาวสงขลาฝั่งหัวเขาแดงที่เหลืออยู่ได้ย้ายชุมชนไปสร้างเมืองใหม่ที่เมืองสงขลาฝั่งแหลมสนแต่ด้วยเหตุการณ์ขยายตัวเป็นเมืองท่าในอนาคตนั้นมีพื้นที่แนวราบไม่เพียงพอ พ.ศ.๒๓๗๙ เจ้าพระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้งเจ้าเมืองจึงย้ายตั้งเมืองสงขลาใหม่ที่ตำบลบ่อยางในที่ปัจจุบัน โดยยังรักษาความเป็นเมืองท่าไว้อย่างเดิมซึ่งมีการสร้างป้อม กำแพงเมืองยาว ๑,๒๐๐ เมตร มีประตูเมือง สิบประตู และตั้งหลักเมืองไม้ชัยพฤกษ์พระราชทานและสมโภชหลักเมืองในปี พ.ศ. ๒๓๘๕ ปัจจุบันเมืองสงขลายังมีท่าเรือ มีชุมชนเมืองเก่าที่น่าสนใจที่ยังมีถนนอาคารเก่าและความเป็นเมืองเก่าน่าอยู่  ซึ่งทำให้ศูนย์มานุษย์วิทยาสิรินธรและคณะได้ศึกษาดูงานสภาพของชุมชนเมืองที่มีกลุ่มชาติพันธ์ที่น่าสนใจโดยเฉพาะ โรงสี หับ โห้ หิ้น ที่เคยรับข้าวเปลือกจากย่านระโนด หัวไทร และพัทลุง มาสี โดยมีเรือเอี้ยมจุ๊นใช้ใบล่องข้ามทะเลสาบสงขลามาเทียบท่าเรือด้านหลังของโรงสีเพื่อนำข้าวสารไปขายนราธิวาสถึงมาเลเซียแม้จะเลิกกิจการหลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ ไปแล้วก็ยังรักษาเรื่องราวชุมชนและผลักดันชุมชนเก่าจนเป็นตำนานเมืองเก่าสงขลาให้ก้าวสู่ความเป็นมรดกโลกในอนาคต

ท่าจอดเรือสินค้า

ท่าเรือในเมืองเก่าสงขลา

ศิลปบนผนังอาคารเก่า

ถนนแห่งศิลปะ

อาคารเก่ายังรักษาไว้

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระแก้วมรกตน้อย’ ภูมิราชสิริสักการะแห่งพระนคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/283278

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระแก้วมรกตน้อย’ ภูมิราชสิริสักการะแห่งพระนคร

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระแก้วมรกตน้อย’ ภูมิราชสิริสักการะแห่งพระนคร

วันอาทิตย์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สมเด็จพระสังฆราชทรงนำการสวดมนต์

ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร และถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 65 พรรษา 28 กรกฎาคม 2560 เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เมื่อวันพฤหัสบดีที่27 กรกฎาคม 2560 เวลา 17.00 น. ณ พระลานพระราชวังดุสิตที่ผ่านมานั้น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณสมเด็จพระสังฆราช (อัมพร อมฺพโร) เป็นประธานสงฆ์ร่วมกับพระสงฆ์ 241 รูป ได้นำสวดเจริญพระพุทธมนต์ให้กับประชาชนแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาทรงออกแบบภาพปกหนังสือสวดมนต์และพระราชทานพระราชานุญาตให้เชิญพระพุทธมณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกตน้อย) ประดิษฐานเป็นประธานในพิธี เพื่อให้ประชาชนได้สักการบูชา เพื่อเป็นสิริมงคลในวาระสำคัญนี้เป็นครั้งแรก

พระพุทธมณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกตน้อย)องค์นี้ได้สถาปนาขึ้นด้วยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงมีพระราชดำริว่า “พระราชวังสวนดุสิตเป็นพระราชวังอันสำคัญ เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) อีกแห่งหนึ่ง สมควรจะมีเจดียฐานอันประเสริฐ ไว้เป็นที่ทรงกระทำสักการบูชา เช่นพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ซึ่งประดิษฐานอยู่ใน พระบรมมหาราชวัง ให้เป็นเครื่องเชิดชูพระเกียรติคุณแห่งพระองค์ (รัชกาลที่ 5)ผู้เป็นพระพุทธศาสนูปถัมภกอันยิ่ง” อีกทั้งจะได้สถาปนาเจดียฐานคือพระพุทธรูปที่สร้างขึ้น “เพื่อเป็นราชสิริได้ทรงสักการบูชาแลเป็นศรีแห่งพระนคร อีกทั้งประชาชนในพระราชอาณาจักรทั่วไป” เสียพร้อมกันด้วย


เจ้าฟ้าจักรพงษ์ และรัชกาลที่ 5

ในครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ไปว่าจ้างห้างคาร์ล ฟาแบร์เช่ (Carl Fabergé) ที่กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย สลักพระพุทธรูปด้วยหยกสีเขียว แต่เมื่อเจียระไนแล้วเกิดการชำรุดขึ้น จึงต้องหาหยกก้อนใหม่ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่จะหาได้ในเวลานั้น มาสลักเป็นพระพุทธรูปตามตัวอย่างที่พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ส่งไปเป็นต้นแบบ

เมื่อสลักแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2457 ก็เกิดสงครามโลก ครั้งที่ 1 ขึ้นในยุโรป แต่ด้วยพุทธานุภาพของพระพุทธรูป จึงดลบันดาลให้เรือเดินทาง มาถึงกรุงเทพมหานครได้โดยสวัสดิภาพ ในปีเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้สมโภชพระพุทธรูปและถวายพระราชพิธีพุทธาภิเษกในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พร้อมกับ ถวายพระนามพระพุทธรูปว่า “พระพุทธมณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกตน้อย)” พระพุทธรูปหยกองค์นี้มีพระเศียรคล้ายกับพระพุทธสิหิงค์ คือมีพระศกเป็นขมวดใหญ่ มีพระเมาลีทรงสูง และรัศมีเป็นดอกบัวตูมแต่พระวรกายและจีวรห่มดองแบบพระภิกษุมหานิกายสลักให้ดูเป็นธรรมชาติ ประทับเหนือเกสรบนฐานบัวคว่ำบัวหงาย โดยเฉพาะส่วนที่เป็นพิเศษของพระพุทธรูปองค์นี้ก็คือใต้ฐานองค์พระ มีชื่อห้างฟาแบร์เช่สลักไว้ อันถือได้ว่าพระแก้วมรกตน้อยองค์นี้เป็นพระพุทธรูปองค์แรกของไทยที่มีชื่อผู้สร้างและปีการสร้างตามธรรมเนียมของการสร้างงานศิลปะแบบตะวันตก นับว่าเป็นแบบอย่างที่แสดงถึงค่านิยมศิลปะตะวันตกที่ได้สร้างสรรค์ในงานศิลปะอย่างไทยที่ดงามที่สุด และการอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ มณฑลพิธีในวันมหามงคลจึงเป็นมหามงคลยิ่ง อันเป็นภูมิราชสิริแห่งการสักการบูชา เพื่อเป็น ศรีแห่งพระนครและอาณาประชาราษฎร์ขึ้นอีกวาระหนึ่ง


ชื่อผู้สร้างและปีที่สถาปนา


พระแก้วมรกตน้อย


พระแก้วมรกตน้อย สร้างด้วยหยกเขียว


อัญเชิญพระแก้วมรกตน้อย


อัญเชิญสู่มณฑลพิธี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระมหาเทพ’ ประติมากรรมแห่งเขาพระเมรุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/282099

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'พระมหาเทพ' ประติมากรรมแห่งเขาพระเมรุ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระมหาเทพ’ ประติมากรรมแห่งเขาพระเมรุ

วันอาทิตย์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ชมผลงานของช่าง

ด้วยพระเมรุมาศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 สร้างเป็นพระเมรุมาศขนาดใหญ่ดังเขาพระสุเมรบนสรวงสวรรค์อย่างที่ปวงชนชาวไทยทั้งแผ่นดินจะเห็นเป็นครั้งแรก จึงทำให้การสร้างศิลปกรรมประดับพระเมรุมาศมีขนาดใหญ่ตามไปด้วย  อาทิตย์นี้ได้ตามหาภูมิช่างศิลปกรรมและประณีตศิลป์ชั้นเยี่ยมไปที่สำนักช่างสิบหมู่

กรมศิลปากร ผู้ดูแลการสร้างงานประดับตกแต่งพระเมรุมาศและบริเวณปริมณฑลให้งามราวสวรรค์ชั้นฟ้า โดยเฉพาะบนพระเมรุมาศที่ประกอบด้วยชั้นต่างๆ คือ จากชั้นที่หนึ่ง เป็นพื้นล่างสุดที่ติดกับถนนรอบพระเมรุมาศ ถัดขึ้นมาเป็นฐานไพทีชั้นที่หนึ่ง
ฐานไพทีชั้นที่สอง ฐานไพทีชั้นที่สาม ซึ่งต่อขึ้นไปจะเป็นบริเวณที่สร้างเป็นอาคารพระเมรุทรงมณฑปหรือบุษบกขนาดใหญ่ จึงทำให้มีพื้นที่สำหรับการสร้างประติมากรรมแห่งเขาพระสุเมรุนั้นเกิดขึ้นมากมาย


ช่างประติมากรรม

ที่น่าสนใจมากคือประติมากรรมรูปมหาเทพหรือพระผู้เป็นเจ้าของพราหมณ์ 4 องค์ ได้แก่ 1.พระอิศวร(พระศิวะ) พระผู้เป็นเจ้าหรือเทพผู้ทรงประทานพรวิเศษให้แก่ผู้หมั่นทำความดีและยึดมั่นในศีลธรรม 2.พระนารายณ์ (พระวิษณุ) พระผู้เป็นเจ้าหรือเทพผู้อวตารเป็นพระรามหรือพระรามาธิบดีลงมามีชีวิตบนมนุษย์โลกเพื่อปราบยุคเข็ญ 3.พระอินทร์ พระผู้เป็นเจ้าหรือเทพผู้สามารถบันดาลความสุขให้แก่โลก โดย บันดาลให้เกิดฝนตกต้องตามฤดูกาล และบันดาลให้พืชพรรณเจริญงอกงาม และ 4.พระพรหม พระผู้เป็นเจ้าหรือเทพผู้กำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์ ซึ่งมหาเทพหรือพระผู้เป็นเจ้าของพราหมณ์ทั้ง 4 องค์นี้ต่างเสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์เพื่อรับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จกลับสู่สวรรค์

ดังนั้นจึงกำหนดให้พระมหาเทพทั้งสี่องค์ประดิษฐานบนฐานไพทีชั้นที่สาม ล้อมรอบองค์พระเมรุมาศนอกจากนี้ยังมี เทวดาผู้เป็นจตุโลกบาล 4 องค์คือ 1.ท้าวธตรฐ เทวดาผู้ดูแลรักษาโลกด้านทิศตะวันออก2.ท้าววิรุฬหก เทวดาผู้ดูแลรักษาโลกด้านทิศใต้ 3. ท้าววิรูปักษ์ เทวดาผู้ดูแลรักษาโลกด้านทิศตะวันตก 4.ท้าวกุเวร หรือ ท้าวเวสวัณ (ท้าวเวสสุวรรณ) เทวดาผู้ดูแลรักษาโลกด้านทิศเหนือ ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 องค์นี้เป็นเทวดาผู้ป้องกันอันตรายที่จะเกิดแก่มนุษย์โลกประจำ 4 ทิศ ได้เสด็จลงมาจากสวรรค์เพื่อรับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จกลับสู่สวรรค์เช่นกันโดยกำหนดให้ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่องค์ประดิษฐานบนฐานไพทีชั้นที่หนึ่งบริเวณมุม ล้อมรอบองค์พระเมรุมาศ  สำหรับมหาเทพแห่งความสำเร็จที่รู้จักกันดีคือ พระพิเนก(พระพิฆเนศวร) เป็นบุตรแห่งพระอิศวรและพระอุมาเทวีเป็นเทพแห่งความสำเร็จ มีความฉลาดรอบรู้ในศิลปวิทยาการทั้งปวง เป็นเทพที่แสดงถึงพระราชอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถรอบรู้สรรพศาสตร์และทรงใช้พระปัญญาญาณด้วยสายพระเนตรยาวไกลในการแก้ไขปัญหาต่างๆ


ประติมากรรมมหาเทพ

พระราชทานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและ “ศาสตร์พระราช” บันดาลสุขให้ประชาชนของพระองค์มาตลอดรัชกาล จึงกำหนดให้พระพิฆเนศวรประดิษฐานบนฐานไพทีชั้นที่สอง หน้าบันไดทางขึ้นฐานไพทีชั้นที่สามด้านทิศเหนือ พร้อมกับพระพินาย (พระโกญจนาเนศวร)เป็นโอรสของพระอิศวร มีศักดิ์เป็นน้องของพระพิฆเนศวร มีพระพักตร์เป็นช้างเช่นเดียวกัน เป็นเทพเจ้าแห่งช้างทุกชนิด เป็นผู้สร้างช้างเอราวัณ ช้างคีรีเมขล์ไตรดายุคและช้างเผือกในโลก ด้วยในแผ่นดินรัชกาลที่ 9 นั้น มีช้างเผือกบังเกิดขึ้นหลายช้าง เป็นสัญลักษณ์แห่งมหามงคลแสดงความเป็นพระจักรพรรดิราชที่หาได้ยากยิ่งบนแผ่นดินไทยพระองค์ทรงตั้งกองทุนการศึกษาขึ้นมากมาย เพื่อสร้างบุคลากรผู้มีคุณค่ายิ่งประดุจเช่นช้างเผือกที่อยู่ในป่าที่นำสร้างให้เป็นคนดีมีความสามารถให้ชาติบ้านเมืองพระโกญจนาเนศวรนี้ประดิษฐานบนฐานไพทีชั้นที่สองหน้าบันไดทางขึ้นฐานไพทีชั้นที่สาม ด้านทิศเหนือคู่กับพระพิฆเนศวร ประหนึ่งเฝ้ารับเสด็จสู่สรวงสวรรค์ โดยบริเวณโดยรอบเป็นงานโครงการพระราชดำริ “ศาสตร์พระราชา” ที่พระองค์พระราชทานให้ทุกคนได้สำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้นั้นไปตลอดกาลนาน

 


พระนารายณ์

 


พระอินทร์

 


พระพรหม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ฉากบังเพลิง’ จิตรกรรมชั้นสูงพระนารายณ์อวตาร 9 ปาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/280833

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ฉากบังเพลิง’ จิตรกรรมชั้นสูงพระนารายณ์อวตาร 9 ปาง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ฉากบังเพลิง’ จิตรกรรมชั้นสูงพระนารายณ์อวตาร 9 ปาง

วันอาทิตย์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 นั้น กรมศิลปากรโดยสำนักช่างสิบหมู่ได้ร่วมกันสร้างศิลปกรรมชั้นสูงหนึ่งเดียวในแผ่นดิน โดยเฉพาะงานจิตรกรรมฉากบังเพลิงขนาดสูง 4.4 เมตร กว้าง 5.35 เมตร สำหรับประกอบบนพระเมรุมาศทรงบุษบก 9 ยอดนั้นมีความน่าสนใจมาก กล่าวคือ ฉากบังเพลิงด้านหน้าและด้านหลังแต่ละด้านเขียนภาพในฉากบังเพลิง 4 ช่อง ช่องละ 2 ส่วนนั้นเขียนเป็นภาพพระผู้เป็นเจ้าของพราหมณ์จากพระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ 6 เรื่อง พระนารายณ์สิบปาง ที่คัดเลือกมา 8 ปาง ยกเว้นปางที่ 5 และปางที่ 9 สำหรับปางที่ 9 นั้นได้ถือเอาพระบรมโกศทองใหญ่ในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็นพระนารายณ์อวตารอีกปางหนึ่ง ซึ่งได้อัญเชิญพระบรมโกศตั้งอยู่ในพระเมรุมาศทรงบุษบก9 ยอดอยู่แล้ว

นอกจากภาพพระนารายณ์อวตารแล้วฉากบังเพลิง นั้นยังคัดเลือกเอาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสำคัญจาก 4,000 โครงการ โดยแยกงานตามหมวด ดิน น้ำ ลม ไฟ  เป็น 24 โครงการ ประกอบช่องล่างของพระนารายณ์อวตารที่ภาพขนาบซ้ายขวาของฉากนั้นเป็นภาพกลุ่มเทวดาที่ลงมาแสดงความสักการะแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9และรับกลับขึ้นสู่สรวงสวรรค์ ส่วนช่องล่างของฉาก 4 ช่องรวมถึงบริเวณทางขึ้นบันไดสองด้านนั้นเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 6 โครง โดยกำหนดให้ด้านทิศเหนือเป็นหมวดน้ำ ด้านบนเป็นพระนารายณ์อวตารปางที่ 1 มัสยาอวตาร ทรงอวตารเป็นปลากรายทอง และปางที่ 2 กูรมาวตาร ทรงอวตารเป็นเต่า โครงการได้แก่ ฝนหลวง แก้ปัญหาความแห้งแล้ง ภาคอีสานอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ฝายต้นน้ำ เพื่อชะลอน้ำศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ เชียงใหม่ อ่างเก็บน้ำเขาเต่า ประจวบคีรีขันธ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อเก็บกักน้ำไว้ยามขาดแคลนน้ำ ประตูน้ำ โครงการพัฒนาพื้นที่ ลุ่มน้ำปากพนัง กังหันน้ำชัยพัฒนา เครื่องกลเติมอากาศ บำบัดน้ำเสีย ด้านทิศตะวันออก เป็นหมวดดิน ด้านบนเป็นพระนารายณ์อวตาร ปางที่ 3 วราหาวตาร ทรงอวตารเป็นหมูป่าและปางที่ 4 สิงหาวตาร ทรงอวตารเป็นนรสิงห์  โครงการได้แก่ ดินกรวด ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ ดินเค็ม ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน ดินทราย ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน และโครงการหุบกะพง-ดอนห้วยขุน ดินดานลูกรัง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย ดินพรุ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง และ ดินเปรี้ยว ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองทิศตะวันตก เป็นหมวดลม ช่องด้านบนเป็นพระนารายณ์อวตารปางที่ 9 กฤษณาวตาร ทรงอวตารเป็นพระกฤษณะและปางที่ 10 กัลกยาวตาร ทรงอวตารเป็นมนุษย์ขี่ม้าขาว โครงการ ได้แก่ กังหันลม โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ บ้านหนองคอไก่ จ.เพชรบุรี โครงการสถานีพัฒนาเกษตรที่สูงตามพระราชดำริดอยม่อนล้าน จ.เชียงใหม่ กังหันลม โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลมและ กังหันลมสูบน้ำ ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัยแหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราช และบางกระเจ้า

พระราชดำริพื้นที่บางกระเจ้า อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ พื้นที่สีเขียวและเป็นปอดของกรุงเทพฯ ด้วยลมมรสุมจากอ่าวไทยนั้นได้พัดเอาอากาศบริสุทธิ์จากพื้นที่แห่งนี้เข้ามาฟอกอากาศเสียในกรุงเทพฯ ตลอดเวลามากกว่าปีละ 9 เดือน ด้านทิศใต้เป็นหมวดไฟ ช่องด้านบนเป็นภาพพระนารายณ์อวตาร ปางที่ 6 ปรศุรามาวตารทรงอวตารเป็นพราหมณ์ปรศุราม ผู้ใช้ขวานเป็นอาวุธและปางที่ 7 รามาวตาร ทรงอวตารเป็นพระรามในรามเกียรติ์ โครงการได้แก่ สบู่ดำ ปลูกเพื่อสกัดน้ำมัน สามารถใช้แทนน้ำมันดีเซล ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน โรงงานผลิตไบโอดีเซล ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองเชื้อเพลิงอัดแท่ง แกลบอัดแท่ง โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ก๊าซชีวภาพ โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา พลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ ผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์รับส่งสัญญาณดาวเทียม ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ และกังหันน้ำผลิตไฟฟ้า ที่ประตูน้ำคลองลัดโพธิ์ ด้านหลังฉากบังเพลิงทั้งสี่ด้านนั้น เป็นภาพพระปรมาภิไธยย่อ “ภปร” ลอยบนพื้นดอกดาวเรืองสีเหลืองสีประจำวันพระราชสมภพของพระองค์และรอบข้างเป็นดอกไม้มณฑาทิพย์ที่ร้อยเป็นลายเฟื่องอุบะห้อยอยู่ถือเป็นดอกไม้แห่งสวรรค์ที่ร่วงหล่นแสดงการเสด็จสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 9 พระเจ้าแผ่นดินของโลก


ภาพหมู่เทวดา


ภาพวราหาวตาร


สิงหาวตาร


ฉากบังเพลิงด้านหลัง


เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘บ้านคลองแดน’ วิถีชุมชนคนสามคลองสองเมืองหนึ่งเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/279652

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บ้านคลองแดน’  วิถีชุมชนคนสามคลองสองเมืองหนึ่งเดียว

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บ้านคลองแดน’ วิถีชุมชนคนสามคลองสองเมืองหนึ่งเดียว

วันอาทิตย์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักแสดงพรานบุญรุ่นเยาว์

ชุมชนเก่าหลายแห่งมีความพยายามรื้อฟื้นวิถีชีวิตให้กลับคืนและรักษาอัตลักษณ์ของตนเพื่อการท่องเที่ยวนั้น มีที่ที่น่าสนใจอยู่ไม่กี่แห่งที่มีความชัดเจนโดยไม่เถิดเทิงไปกับกิจกรรมการท่องเที่ยวที่นับวันจะเลอะเทอะมากขึ้น อาทิตย์นี้ได้ตามรอยชุมชนต้นแบบของดีจากชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่ได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรมในปี พ.ศ.2559  ซึ่งมีอยู่ 10 แห่งทั่วประเทศหนึ่งในจำนวนนั้นได้แก่ ชุมชนตลาดริมน้ำคลองแดน ตั้งอยู่ที่ตำบลคลองแดน อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ติดต่อกับพื้นที่ตำบลรามแก้ว อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช  ชุมชนนี้เป็นชุมชนวิถีพุทธ เป็นตลาดเก่าริมคลองแดนและเชื่อมต่อคลองสามคลองที่ไหลมาจากทะเลสาบและทะเลหลวง (อ่าวไทย) ได้แก่ คลองระโนด, คลองชะอวดและคลองปากพนัง ที่ไหลมาบรรจบกันเป็นคลองเล็ก ชื่อ “คลองแดน” ทำให้ชุมชนนี้มีคลองเป็นเส้นแบ่งตามธรรมชาติของสองเมือง คือเมืองสงขลาและเมืองนครศรีธรรมราช ชุมชนคลองแดน แห่งนี้เป็นตลาดที่มีห้องแถวเก่าอายุมากกว่า 50 ปีเรียงรายเลียบริมคลองจนทำให้มีการสร้างสะพานไม้เชื่อมถึงกันและสร้างวิถีชุมชนมาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่พ.ศ.2406 นับเป็นชุมชนท่องเที่ยวตามวิถีดั้งเดิมที่ยังรักษาและพัฒนาอดีตให้อยู่กับปัจจุบันโดยมีการศึกษาและปรับปรุงตามโครงการนำร่องการปรับปรุงที่อยู่อาศัยและชุมชนในชนบทภาคใต้ โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ร่วมกับการเคหะแห่งชาติจนชาวบ้านรวมตัวกันพัฒนาให้เป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่ดำรงอยู่อย่างเหมาะสมสำหรับการพักผ่อนและปฏิบัติธรรม โดยมี วัดคลองแดน สร้างเมื่อพ.ศ.2330 เป็นแหล่งรวมใจและสร้างวัฒนธรรมที่ดีงามในอดีตนั้นเคยเป็นแหล่งศึกษาให้ความรู้แก่พระสงฆ์ เปิดสอนธรรมะภาษาบาลี เคยมีกุฏิมากถึง 17 หลัง ปัจจุบันยังมีศาลาหอฉันอายุ 100 ปี โดยเฉพาะพระพุทธรูปเนื้อทอง ที่มีความงดงามมาก ชุมชนนี้มีของดีน่าสนใจเช่น โพนฟ้าลั่น กลองใหญ่ ทำจากไม้หลุมพอใช้หนังควายเผือกหุ้มโพน มีลูกสลักทำจากกระดูกส่วนขาของช้างค่อมมีความเชื่อว่ากลองนี้มีเสียงก้องกังวานดังไกลกว่า 2 กิโลเมตร เรือขุดไม้ตะเคียนทองทั้งต้น ยาว 15.30 เมตร กว้าง2.06 เมตร มโนราห์คลองแดน ที่สืบทอดต่อรุ่นมาจนทุกวันนี้ สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น รูปแบบของเรือนไม้เดี่ยว เรือนแถวไม้เดี่ยว และเรือนแถว ร้านขายยาโบราณ ในอดีตของชุมชนคลองแดนที่เหลืออยู่ร้านเดียว คือ ร้านหมอฮ่วน (ร้านศรีสุขโอสถ) ที่มีผู้สืบทอดรุ่นที่สี่เปิดขายยาแผนโบราณ ยาสมุนไพร ตามตำรายาที่ถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษซึ่งเป็นชาวจีนจากรุ่นสู่รุ่น และจากการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง รวมทั้งการได้รับตำรับยาจากพระในวัดต่างๆ เดิมนั้นมีร้านขายยาแผนโบราณอยู่หลายร้าน เช่น ร้านหมอเซี้ยน ร้านหมอฮ่วนร้านหมอชลอ ร้านหมอสวัสดิ์ เป็นต้นไม้ ตำนานลูกขวาน เป็นอาวุธขนาดเล็กใช้เป็นอาวุธป้องกันตัวในอดีตที่ถูก ปรางค์ บางกอก นำไปเขียนนิยายและสร้างภาพยนตร์ชื่อ “ลูกขวาน” ในปี พ.ศ.2520 ซึ่งชุมชนยังมีการทำลูกขวานนี้อยู่  สำหรับอาหารพื้นบ้านในชุมชนนั้นมีการสืบทอดต่ออายุไม่ให้หายไปตามกาลเวลา เช่น ปลาทอดทรงเครื่อง (สูตรโบราณ), แป้งแดง,ข้าวยำ, ข้าวมันแกงไก่, เต้าคั่ว, ห่อหมกปลาอินทรีย์,ขนมกอ, ขนมจาก, ขนมลูกโดน, ขนมโค, ขนมพิมพ์,ขนมทราย (ขนมขี้หนู), ขนมปำจี, ข้าวเกรียบปากหม้อ, ขนมค่อม, ขนมเทียน, ขนมดอกลำเจียก, ขนมหน้ามัน,กล้วยทับ, ข้าวเหนียวปิ้ง, กุ้งทอด และอาหารพื้นบ้านอีกมากมาย โดยเน้นความสะอาด อร่อยและราคาถูกพร้อมทั้งช่วยกันนำวัสดุธรรมชาติมาห่อมาใช้เป็นภาชนะ ปัจจุบันจากชุมชนที่เคยทิ้งร้างกลับมีบ้านเรือนกว่า 140 แห่ง จนกลายเป็นชุมชนตัวอย่างที่น่าสนใจสำหรับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยมีวิถีของพุทธศาสนา วิถีชีวิตจากคลองสามแห่งและความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมของคนสองเมืองที่ร่วมกันสร้างอัตลักษณ์ของตนให้ยั่งยืนได้จนวันนี้


เรือนเก่าของชุมชน


วันเปิดชุมชนวัฒนธรรมคลองแดน


พระพุทธรูปทอง


สะพานไม้เชื่อมคลอง


ศูนย์ข้อมูลชุมชนคลองแดน


มโนราห์ที่ยังสืบทอดอยู่


คลองแดนชุมชนริมน้ำ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘บ้านเก่า’ ปฐมภูมิวิชาก่อนประวัติศาสตร์ของแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/278416

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บ้านเก่า’ ปฐมภูมิวิชาก่อนประวัติศาสตร์ของแผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บ้านเก่า’ ปฐมภูมิวิชาก่อนประวัติศาสตร์ของแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ห้องแสดงเรื่องราวมนุษย์ยุคหิน

เรื่องราวของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์นั้นไทยยังไม่มีการเรียนรู้มาก่อนนอกจากมีพระนิพนธ์ของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเขียนทิ้งไว้จนเมื่อมีฝรั่งต่างชาติมาเป็นเชลยสงครามพบเครื่องมือหินนั่นแหละ จึงทำให้ริมแควน้อยแถบบ้านเก่า ของเมืองกาญจนบุรีนั้นกลายเป็นแหล่งโบราณคดีแหล่งแรกที่ทำให้คนไทยได้รู้จักวิชาโบราณคดีโดยเฉพาะเรื่องก่อนประวัติศาสตร์ขึ้น ครั้งนั้นครูชิน อยู่ดี เป็นคนแรกที่ได้เรียนรู้และปฏิบัติงานร่วมกับนักโบราณคดีชาวต่างประเทศ ต่อมาทำให้เกิดวิชาการนี้ขึ้นจนคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร  ยกย่องครูชิน อยู่ดี เป็นบิดาแห่งวิชาก่อนประวัติศาสตร์ไทย

ดังนั้นการที่ นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากรได้หวนกลับมาวางรากฐานให้พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควนั้นมีความสำคัญขึ้น จึงเป็นเรื่องน่ายินดี โดยมีโครงการก่อสร้างอาคารใหม่ แม้จะอยู่ไกลจากตัวเมืองกาญจนบุรีปัจจุบันไปทางทิศเหนือประมาณ 35 กิโลเมตรก็ตาม แต่ด้วยแควน้อยแห่งนี้มีโบราณสถานขนาดใหญ่ที่รู้จักกันดีคือปราสาทเมืองสิงห์ จึงทำให้ขอบเขตการเรียนรู้ขยายมาถึงที่นี่อย่างรวดเร็วพร้อมกับชุมชนที่เกิดใหม่ บ้านเก่าแห่งนี้เป็นแหล่งวัฒนธรรมแฟงน้อย( fengnoi culture) ซึ่งมาจากคำว่า “แควน้อย” นั้น ได้เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากเชลยศึกชาวฮอลันดาที่ถูกเกณฑ์ให้มาสร้างทางรถไฟสายมรณะคนหนึ่งชื่อ ดร.แวน ฮิคเดอเรน ได้พบเครื่องมือสมัยหินหลายชิ้นในบริเวณนี้ จึงเก็บรวบรวมไว้ และได้บันทึกเรื่องราวเปิดเผยเกี่ยวกับสิ่งที่ค้นพบออกเผยแพร่ จนทำให้นักโบราณคดี นักมานุษยวิทยา นักโบราณชีววิทยานักธรณีวิทยา ฯลฯ ทั้งที่เป็นชาวไทย และชาวต่างประเทศร่วมมือกันสำรวจ และศึกษาค้นคว้าเรื่องราวของบ้านเก่าตั้งแต่ พ.ศ.2503 เป็นต้นมา ผลการศึกษาค้นคว้าพบหลักฐานว่า ตำบลบ้านเก่าเคยเป็นที่อยู่อาศัยของคนมาตั้งแต่ประมาณ 500,000 ปีเศษมาแล้ว


รูปแบบภาชนะดินเผา

จากการค้นพบเรื่องราวของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านเก่า ทำให้กรมศิลปากรสร้างพิพิธภัณฑ์บ้านเก่า เพื่อจัดเก็บโบราณวัตถุบางส่วนที่ค้นพบขึ้น ซึ่งมีโครงกระดูกของมนุษย์ในยุคหินจัดวางอยู่บนแท่นดินที่ขุดลงไปในดิน ให้ได้ระดับเดียวกับที่พบโครงกระดูกมนุษย์ในยุคหิน และเครื่องมือเครื่องใช้ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่พบในบริเวณเดียวกัน เช่น เครื่องมือหินกะเทาะจากหินกรวด ขวานหินขัด เครื่องมือเหล็ก เครื่องประดับต่างๆ ที่ทำจากหอยและหินสี เครื่องปั้นดินเผาแบบต่างๆ และอื่นๆ จากการตรวจสอบพบว่าเป็นเครื่องมือยุคหินใหม่ ที่เรียกว่าวัฒนธรรมแควน้อย โดยเฉพาะครูชิน อยู่ดีนั้นเป็นหัวหน้าฝ่ายไทยของคณะสำรวจก่อนประวัติศาสตร์โดยความร่วมมือระหว่างไทย-เดนมาร์ก (The Thai-Danish PrehistoricExpedition) และร่วมกันขุดสำรวจในท้องที่จังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดราชบุรี ระหว่าง พ.ศ.2503-2505

ผลการสำรวจขุดค้นทำให้มีการเรียนรู้วิชาโบราณคดีและวิธีศึกษาที่ทำให้ทราบว่ามีคนก่อนประวัติศาสตร์ในไทยมาตั้งแต่สมัยหินเก่า สมัยหินกลาง สมัยหินใหม่และยุคโลหะอยู่ในพื้นที่ของจังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดราชบุรี ซึ่งมีการจัดพิมพ์รายงานการสำรวจ  4 เล่ม ซึ่งทางเดนมาร์กจัดพิมพ์เผยแพร่จนทำให้ทั่วโลกรู้จักแหล่งโบราณคดีบ้านเก่าหรือวัฒนธรรมแควน้อยเป็นอย่างดี ในครั้งนั้นครูชิน อยู่ดี ได้บุกเบิกการเรียนวิชาโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ขึ้นและเป็นผู้เขียนหนังสือ “สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย” เมื่อพ.ศ.2510 ทำให้ครูชิน อยู่ดี ได้นำการสำรวจภาคสนามอย่างต่อเนื่องอีกหลายแห่ง เช่น การขุดค้นแหล่งโบราณคดีบ้านดอนตาเพชร อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี เมื่อพ.ศ.2518-2519 การสำรวจภาคสนามกลุ่มชาติพันธุ์ชอง ที่ จ.จันทบุรี เมื่อพ.ศ.2529 เป็นต้น ทุกวันนี้คณะโบราณคดีได้สร้างนักโบราณคดี เข้าทำงานกับกรมศิลปากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกปฏิบัติงานสำรวจ ขุดค้นทางโบราณคดีให้กับแผ่นดินอย่างมากมายและต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้


เครื่องมือหินที่พบ


รมว.วัฒนธรรมวางฤกษ์สร้างอาคารใหม่


แหล่งโบราณคดีบ้านเก่า


แหล่งโบราณคดีบ้านเก่า

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘อนุสรณ์สถานแห่งชาติ’ ภูมิประวัติศาสตร์การทหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277225

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘อนุสรณ์สถานแห่งชาติ’ ภูมิประวัติศาสตร์การทหาร

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘อนุสรณ์สถานแห่งชาติ’ ภูมิประวัติศาสตร์การทหาร

วันอาทิตย์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พิพิธภัณฑ์ที่ร่วมจัดงาน

เมื่อวันที่ ๒๑-๒๔ มิถุนายน นี้ มีงานที่น่าสนใจงานหนึ่งคือ รักชาติเฟสติวัล เป็นงานที่พิพิธภัณฑ์ต่างๆ มาร่วมกันให้ความรู้กับนักเรียนและคนทั่วไป ณ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ สถานที่สร้างขึ้นในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่บูรพมหากษัตริย์และวีรชนไทยผู้เสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติ  อนุสรณ์สถานแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณทางแยกต่างระดับ ช่วงถนนวิภาวดีรังสิตบรรจบกับถนนพหลโยธิน ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกาจังหวัดปทุมธานี ในพื้นที่ ๓๘ ไร่ ๑ งาน ๙๗ ตารางวา ปัจจุบันกองประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองบัญชาการกองทัพไทยกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ดูแล การสร้างอนุสรณ์สถานแห่งชาติแห่งนี้เกิดขึ้นจากดำริของ พลเอก สายหยุด เกิดผล ผู้บัญชาการทหารสูงสุดในขณะนั้น ซึ่งเห็นว่าที่ผ่านมานั้นได้จัดสร้างอนุสาวรีย์เพื่อบรรจุอัฐิของผู้เสียชีวิตในสงครามต่างๆ เช่น อนุสาวรีย์ทหารอาสาเป็นที่ระลึกสำหรับผู้เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ ๑อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ สำหรับเหตุการณ์ปราบกบฏบวรเดช, อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สำหรับกรณีพิพาทไทย-ฝรั่งเศส และสงครามโลกครั้งที่ ๒ แต่ยังมีการสู้รบเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง เช่น สงครามเกาหลีสงครามเวียดนาม การปราบปรามผู้ก่อการร้าย มีผู้เสียชีวิตทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิงศพเป็นประจำทุกปี แต่อัฐิของผู้พลีชีพเพื่อชาติเหล่านี้ยังคงเก็บรวบรวมไว้ และยังมิได้จัดสร้างถาวรวัตถุขึ้นเป็นอนุสรณ์อย่างสมเกียรติ  กระทรวงกลาโหมจึงได้จัดทำโครงการก่อสร้างอาคารอนุสรณ์วีรชนแห่งชาติเป็นส่วนรวม โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ เวลา ๑๖.๓๐ น. เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๓๗ และพระราชทานนามสถานที่นี้ว่า “อนุสรณ์สถานแห่งชาติ” การจัดแสดงนั้นได้มุ่งเน้นสาระความรู้ให้เป็นอนุสรณ์แก่ผู้เสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติ และจารึกนามผู้กล้าหาญเหล่านี้ไว้ให้สถิตสถาวรสืบไป เป็นสถานที่แสดงประวัติวีรกรรม และเหตุการณ์รบครั้งสำคัญต่างๆ ให้เป็นเครื่องกระตุ้นเตือนให้ประชาชนได้ตระหนักถึงภัยที่เกิดขึ้นในอดีต อันเป็นผลกระทบต่อความมั่นคงของสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์และให้เป็นสถานที่ศึกษาหาความรู้ และพักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไป นับเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์และสมรภูมิการสู้รบที่น่าสนใจแห่งหนึ่ง โดยมีการนำดินจากสมรภูมิสำคัญในอดีต รวม ๑๐ แห่ง ได้แก่ดินสมรภูมิไทยรบขอม สมัยสุโขทัย ดินสมรภูมิไทยรบพม่า ในสงครามยุทธหัตถี พ.ศ.๒๑๓๕ ดินสมรภูมิไทยรบพม่า ในศึกบางระจัน พ.ศ.๒๓๐๘ ดินสมรภูมิไทยรบพม่า ที่ค่ายโพธิ์สามต้น พ.ศ.๒๓๑๐ ดินสมรภูมิไทยรบพม่า ที่ตำบลบางแก้ว ราชบุรี ในศึกบางแก้ว พ.ศ.๒๓๑๗ ดินสมรภูมิไทยรบพม่า ที่ทุ่งลาดหญ้า กาญจนบุรี ในสงคราม ๙ ทัพ พ.ศ.๒๓๒๘ ดินสมรภูมิไทยรบพม่า ในศึกถลาง พ.ศ.๒๓๒๘ ดินสมรภูมิไทยรบพม่า ที่เมืองเชียงใหม่พ.ศ.๒๓๔๕ ดินสมรภูมิไทยรบพม่า ที่เมืองเชียงแสน พ.ศ.๒๓๔๗ และดินสมรภูมิไทยรบลาว ที่ทุ่งสัมฤทธิ์ นครราชสีมา พ.ศ.๒๓๖๙ โดยกรมทรัพยากรธรณี ได้ทำการตรวจสอบชั้นดิน เพื่อให้ได้ดินที่อยู่ในช่วงเวลานั้น


แผนที่-สมรภูมิรบ

อาคารประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหารนั้นสร้างมีลักษณะคล้ายป้อมค่ายหอรบสมัยโบราณ  จัดแสดงหุ่นจำลองเหตุการณ์สงครามสมัยใหม่ที่กองทัพไทยได้ปฏิบัติการรบครั้งสำคัญ ๕ สงคราม คือ สงครามโลกครั้งที่ ๑กรณีพิพาทอินโดจีน และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอาคารภาพปริทัศน์นั้นเป็นอาคารทรงแปดเหลี่ยม ผนังภายในอาคารโค้งเป็นวงกลม มีจิตรกรรมฝาผนัง ฝีมือนายปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ กับคณะนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากรและมหาวิทยาลัยรังสิต แสดงภาพเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ รวมทั้งความกล้าหาญเสียสละของบรรพบุรุษ ที่ได้อุทิศตนเพื่อปกป้องและรักษาเอกราชของชาติ ซึ่งถือเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทยผ่านงานศิลปกรรมและผ่านการถ่ายทอดวิทยากรผู้รู้อย่างน่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง


พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง


ดินจริงจากสมรภูมิรบ


มาสคอตสี่เหล่าทัพ


อาคารอนุสรณ์สถานแห่งชาติ