ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พิพิธภัณฑ์แห่งชาติเชียงใหม่’ ภูมิเรียนรู้ตามพระราชดำรัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/275952

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'พิพิธภัณฑ์แห่งชาติเชียงใหม่'  ภูมิเรียนรู้ตามพระราชดำรัส

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พิพิธภัณฑ์แห่งชาติเชียงใหม่’ ภูมิเรียนรู้ตามพระราชดำรัส

วันอาทิตย์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สมุดพระปรมาภิไธยพิธีเปิด

การเรียนรู้จากแหล่งความรู้นั้นนับวันมีความสำคัญมากขึ้น แม้ว่าหลายแห่งจะประสบปัญหาด้านงบประมาณที่ต้องเสียค่าดูแลบำรุงรักษากับเทคโนโลยีต่างๆที่พยายามยัดเยียดนำเสนอกันมากมาย จนรู้สึกว่าอยากจะเห็นวิธีคิดที่ทำให้แหล่งเรียนรู้ดูง่ายหมายรู้เนื้อหาและเข้าใจมากกว่าตื่นตากับสื่อเปลืองเงิน ดังนั้นในโอกาสที่มีการปรับปรุงนิทรรศการภายในอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ จึงมุ่งเนื้อหาทางวิชาการและเทคนิคการจัดแสดงที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการเผยแพร่ข้อมูลและหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีแก่ผู้สนใจศึกษาค้นคว้า ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 44 ปีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ และทอดพระเนตรนิทรรศการถาวรภายในอาคารเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2516

ซึ่งครั้งนั้นมีพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า…“การจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานให้ได้ผลสมบูรณ์ตามหลักการและวัตถุประสงค์อย่างแท้จริงนั้นทำได้ไม่ง่ายนักเพราะต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนพร้อมกันหลายด้านนอกจากวัตถุสิ่งของจำนวนมากมายและอาคารสถานที่อันเหมาะสมแล้ว ยังต้องมีกำลังงบประมาณมีกำลังเจ้าหน้าที่ที่สามารถอย่างพอเพียงด้วย งานจึงจะดำเนินไปได้เต็มรูป…” ดังนั้น ความคาดหวังที่สร้างพิพิธภัณฑ์แห่งชาติให้เป็นแหล่งเรียนรู้นั้นจึงย่อมได้รับความสนใจดูแลมากขึ้นดังเห็นได้จากแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่รวบรวมได้ทางภาคเหนือสำหรับสร้างการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปะและวัฒนธรรม อันเป็นการเสริมสร้างความภาคภูมิใจต่อศิลปวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองแต่อดีตกาลของอาณาจักรล้านนา


ขนมของชาวเหนือ

การจัดแสดงนิทรรศการที่นี่ประกอบด้วยเรื่อง การพัฒนาการพระพุทธรูปศิลปะล้านนา พระแสนแซว่พระพิมพ์ล้านนา เครื่องสักการะและพุทธบูชาในพระพุทธศาสนาโบราณวัตถุพบที่อำเภอฮอด เครื่องถ้วยล้านนา  จิตรกรรมล้านนา และศิลปะในประเทศไทย ประกอบด้วยคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนา พุทธศาสนาในอาณาจักรล้านนา ความสัมพันธ์ระหว่างเชียงใหม่และราชสำนักสยามล้านนาสมัยรัตนโกสินทร์ อาณาจักรล้านนาภายใต้การปกครองของพม่า อาณาจักรล้านนาสมัยประวัติศาสตร์ในภาคเหนือและสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในภาคเหนือ โดยมีโบราณวัตถุชิ้นสำคัญ อาทิ เศียรพระแสนแซว่ สำริด ศิลปะล้านนาพุทธศตวรรษที่ 19-20 รอยพระพุทธบาทไม้ประดับมุกและกระจก ศิลปะล้านนา ปลายพุทธศตวรรษที่ 20-ต้นพุทธศตวรรษที่ 21 เครื่องสักการะพระรัตนตรัยหีบพระธรรม เครื่องถ้วยจีน เป็นต้น

พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการถาวรในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ที่ผ่านมา พร้อมด้วย นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและ นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ต่างมีความชื่นชมการจัดนิทรรศการที่สามารถนำเสนอที่เข้าถึงผู้สนใจและการเรียนรู้ จนสำนึกได้ถึงพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่องานด้านการอนุรักษ์และพัฒนาศิลปวัฒนธรรมของชาติผ่านโบราณวัตถุและศิลปวัตถุที่มีการคัดเลือกมาดีแล้ว ซึ่งภายนอกนั้นมีการแสดงพื้นบ้านงานพื้นเมืองและบรรยากาศกาดมั่วย้อนอดีตให้เห็นถึงอาหารจากภูมิปัญญาท้องถิ่นและการพัฒนาฝีมือหัตถศิลปเพื่อเป็นสินค้าเดินหน้าไปสู่ความสนใจของนักท่องเที่ยว จนทำให้พิพิธภัณฑ์แห่งชาติเป็นแหล่งเรียนรู้เบื้องต้นของสังคมต่อไป การสร้างปฐมภูมิการเรียนรู้ก่อนที่จะเดินทางเที่ยวไปตามวัด ตามโบราณสถานที่มีประวัติการและชมผลงานจากฝีมือของคนเมืองที่มีอยู่มากมายนั้นจึงย่อมได้รับแรงบันดาลใจไปสู่การพัฒนาตนเต็มรูป มากกว่าจะเที่ยวกินเที่ยวสนุกสนาน อย่างน้อยก็สร้างวิถีเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในสังคมเมือง สังคมชนบทและชุมชนชาวบ้านมากขึ้น การเรียนรู้จากพิพิธภัณฑ์นั้นสามารถทำให้รู้จักแยกแยะศิลปกรรม รู้จักอ่านความคิดและภูมิปัญญาบรรพบุรุษได้เสมอ หากไม่มัวแต่เถิดเทิงท่องเที่ยวจนไม่รู้จักประวัติศาสตร์ โบราณคดีและภูมิปํญญา ที่เป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมจากบรรพชนแล้วก็นับเวลาจะถูกทิ้งให้หมดสิ้นไปได้เลย


ผู้ร่วมงานพิพิธภัณฑ์


พระพุทธบาทไม้


พระที่นั่งกงและสัปคับ


โบราณวัตถุสมัยล้านนา


เศียรพระเจ้าแสนแซว่-


เครื่องปั้้นล้านนา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘สมเด็จพระชนกาธิบดี’ พระปฐมราชวงศ์จักรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/274697

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'สมเด็จพระชนกาธิบดี'  พระปฐมราชวงศ์จักรี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สมเด็จพระชนกาธิบดี’ พระปฐมราชวงศ์จักรี

วันอาทิตย์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พระมหาพิชัยราชรถ

วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พุทธศักราช 2325 เป็นวันสำคัญแห่งการสถาปนาราชวงศ์จักรี ในพระราชพงศาวดารกล่าวถึงพระราชพิธีปราบดาภิเษก เมื่อปีขาล จัตวาศก ศักราช 1144 ว่า วันจันทร์ เดือนแปด ปฐมาสาธขึ้นค่ำ 1 ตั้งการพระราชพิธีปราบดาภิเษกโดยสังเขป นิมนต์พระราชาคณะสวดพระพุทธมนต์ แล้ววันรุ่งขึ้นณ วันพฤหัสบดี เดือน 8 ขึ้น 4 ค่ำ เพลารุ่งเช้าแล้วสี่บาท ได้มหาอุดมวิชัยมงคลนักขัตฤกษ์ พระสุริยเทพบุตรทรงกลดจำรัสดวงปราศจากเมฆผ่องพื้นนภากาศ พระราชพิธีปราบดาภิเษกสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง)ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินอันเป็นสมเด็จพระปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อตรวจสอบกับปฏิทินในอดีตแล้วตรงกับวันจันทร์ที่ 10 วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2325พระราชพิธีปราบดาภิเษกในครั้งนั้น เริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่ 10ถึงวันพุธที่ 12 มิถุนายน นิมนต์พระราชาคณะสวดพระพุทธมนต์3 วัน ณ ปริมณฑลพิธี ส่วนวันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน เป็นพระราชพิธีปราบดาภิเษกโดยมีเครื่องเบญจกกุธภัณฑ์ ซึ่งมีการสร้างขึ้นใหม่จนครบตามราชประเพณีโบราณ

พิธีสำคัญของการปราบดาภิเษกนั้นคือพระราชพิธีสถาปนาราชวงศ์กษัตริย์ขึ้นเป็นพระปฐมราชวงศ์จักรี ในเบื้องแรกนั้นได้สถาปนาพระอัฐิของสมเด็จพระชนกนาถ (ทองดี)ขึ้นเป็น “สมเด็จพระชนกาธิบดี” พระปฐมราชวงศ์จักรีโดยหมายเอาตำแหน่งที่สมเด็จพระชนกนาถ (ทองดี) ได้รับการสถาปนาคือ เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ ซึ่งสอดคล้องกับ“จักรและตรี” อันเป็นมงคลสัญลักษณ์ด้วยเป็นอาวุธของพระนารายณ์อวตาร หรือพระรามาธิบดี อันเป็นพระนามแห่งกษัตริย์ ลำดับต่อไปจึงสถาปนาพระพี่นางและพระอนุชาเป็นพระบรมวงศ์แห่งราชวงศ์จักรีตามลำดับคือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี (สา)สมเด็จพระเจ้าขุนรามณรงค์ (ขุนรามณรงค์ ไม่ปรากฏพระนามเดิม) สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ (แก้ว) พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ทองด้วง) สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (บุญมา) และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากรมหลวงนรินทรเทวี (กุ) ประสูติแต่พระน้องนางในพระอัครชายา (ดาวเรือง) สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า กรมหลวงจักรเจษฎา (ลา) ประสูติ คุณมา


พระบรมอัฐิสมเด็จบูรพกษัตริยาธิราช

สมเด็จพระชนกาธิบดี พระนามเดิมชื่อ ทองดีเป็นสมเด็จพระบรมอรรคราชบรรพบุรุษแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์หรือพระปฐมราชวงศ์จักรี ด้วยเป็นสมเด็จพระชนกนาถในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ทองด้วง) พระปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี สมเด็จพระชนกนาถ ผู้นี้ถือกำเนิดที่บ้านสะแกกรัง เป็นบุตรคนโตของ พระราชนิกูล (ทองคำ) ปลัดทูลฉลองกรมมหาดไทยในแผ่นดิน ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เสนาบดีพระคลังในแผ่นดินพระเพทราชา ซึ่งเมื่อครั้งเป็นออกพระวิสุทธสุนทรนั้นได้เดินทางไปถวายพระราชสาส์นของพระนารายณ์มหาราชยังราชสำนักฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เมื่อพ.ศ.2228  สมเด็จพระชนกาธิบดี(ทองดี) รับราชการในกรมมหาดไทยมีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงพินิจอักษร และพระอักษรสุนทรศาสตร์ เสมียนตรากรมมหาดไทย มีหน้าที่ร่างพระราชสาส์นโต้ตอบกับหัวเมืองฝ่ายเหนือ และเก็บรักษาตราพระราชลัญจกรของพระเจ้าแผ่นดิน คุณพระได้แต่งงานกับดาวเรือง บุตรีคหบดีซึ่งเป็นหลานของเจ้าพระยาอภัยราชา สมุหนายก และหยก ผู้เป็นน้องสาว ตั้งบ้านเรือนอยู่ภายในกำแพงพระนคร ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณป้อมเพชร ซึ่งเป็นย่านที่อาศัยของชาวจีน ในช่วงกรุงศรีอยุธยาเสียกรุงพ.ศ.2310 นั้นคุณพระอักษรสุนทรศาสตร์ (ทองดี) พร้อมด้วยคุณมา ภรรยาและนายลา บุตรชายได้ไปอยู่เมืองพิษณุโลกต่อมาล้มป่วยเสียชีวิต นายลาและมารดาได้ทำศพและเชิญพระอัฐิบรรจุในมหาสังข์ มามอบแด่พระยาอภัยรณฤทธิ์ (ทองด้วง)บุตรคนโต ครั้นเมื่อสถาปนาพระอัฐิขึ้นเป็น “สมเด็จพระชนกาธิบดี”พระปฐมราชวงศ์จักรีแล้ว พระเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯให้จัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระอัฐิของสมเด็จพระชกนาธิบดีขึ้นเมื่อพ.ศ.2338 ครั้งนั้นทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระมหาพิชัยราชรถและพระเมรุมาศขนาดใหญ่ และมีเครื่องมหรสพสมโภช เหมือนอย่างงานพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินในสมัยอยุธยา ดังนั้นวันที่ 13 มิถุนายน ทุกปีจึงถือเป็นวันสมเด็จพระชนกาธิบดี พระปฐมราชวงศ์จักรี ซึ่งปีนี้ชาวอุทัยธานีได้พร้อมใจกันจัดพิธีสักการะขึ้นเป็นครั้งแรก


สมเด็จพระชนก


ปราดาภิเษกแผ่นดินต้น

 


พระโกศทองใหญ่


การหาจุดสร้างอนุสาวรีย์


เจ้าพระยาโกษาปาน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น’ เครือข่ายภูมิปัญญาของมนุษย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/273495

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น’  เครือข่ายภูมิปัญญาของมนุษย์

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น’ เครือข่ายภูมิปัญญาของมนุษย์

วันอาทิตย์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เครือข่ายดูงาน

อาทิตย์นี้ได้ตามรอยไปกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ที่ให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาในท้องถิ่นโดยมีเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นร่วมกันระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่มีต่อคนในภาคใต้ จากแนวคิดในการจัดงานมหกรรมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นภาคใต้ “ทักษิณถิ่นไทย ใต้ร่มพระบารมี” ซึ่งจัดขึ้นที่จังหวัดสงขลา นับเป็นก้าวที่สำคัญของการทำงานร่วมกันแบบเครือข่าย ที่สร้างกระบวนการทำงานร่วมกันร่วมกันคิด ร่วมกันจัดการ ซึ่งทำให้มีการสร้างความสัมพันธ์และการสร้างพื้นที่เพื่อบอกเล่าตัวตนของพิพิธภัณฑ์แต่ละแห่งให้รู้จักถึงศิลปวัฒนธรรม และการดำรงชีวิตโดยได้รับความร่วมมือจากพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจากสงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี พัทลุง ภูเก็ต ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส รวม 31 แห่งมาร่วมกันเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของพิพิธภัณฑ์วิถีชุมชน ผ่านนิทรรศการ และวัตถุจากพิพิธภัณฑ์วงเสวนา และการแสดงพื้นบ้าน โดยแบ่งพื้นที่ในการเล่าเรื่องทรัพยากรธรรมชาติของภาคใต้ ทั้งพืช สัตว์ และพลังงานที่มีความสัมพันธ์ เกี่ยวของกับชีวิตของคนใต้เช่น พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา 50 พรรษาสยามบรมราชกุมารี จ.สงขลา

นำเสนอเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตใน จ.สงขลาศูนย์การเรียนรู้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตจะนะ จ.สงขลา นำเสนอเรื่องพลังงานและการผลิตไฟฟ้าในจังหวัดสงขลา พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติเพื่อพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช นำเสนอความเป็นมาของลุ่มน้ำปากพนัง และ “จาก” พืชท้องถิ่นที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนปากพนัง การเล่าเรื่องอาชีพการทำมาหากิน และวิถีชีวิตของคนใต้นั้น พิพิธภัณฑ์วัดคลองแห จ.สงขลา นำเสนอกรงดักนกคุ่มเครื่องใช้พื้นบ้านที่สะท้อนภูมิปัญญา ความเชื่อ และฝีมือทางเชิงช่างพิพิธภัณฑ์นายอรุณ แก้วสัตยา จ.สงขลา นำเสนอมีดศาสตราวุธสำคัญของคนใต้ เช่น มีดจะโหนง ที่เป็นมีดแสดงตำแหน่งคนผู้นำ เช่น กำนัน หัวหน้าโจร พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านตำบลตะโล๊ะหะลอ จ.ยะลา


พิธีเปิดมหกรรม

นำเสนอเบ้าขนมก้อ ซึ่งใช้ทำขนมก้อในการประกอบพิธีกรรมของชาวมุสลิมมะลายู เช่น การแต่งงานการเข้าสุนัต และสาธิตการทำขนมก้อ พิพิธภัณฑ์บ้านเหมืองแร่ จ.ภูเก็ต นำเสนออุปกรณ์ในการทำเหมืองแร่ซึ่งในอดีตถือว่าเป็นอาชีพที่สร้างเมืองภูเก็ต แมหรือแมะเครื่องมือสำหรับถากไม้ทำเรือจากพิพิธภัณฑ์วัดดอนจ.สงขลา สะท้อนวิถีชีวิตของชาวบ้านในอดีตที่ต้องสร้างเรือไว้สำหรับสัญจรในคลองอู่ตะเภาและทะเลสาบสงขลาตรูดหรือกรูดที่คนไชยาในอดีตใช้เกี่ยวข้าว จากพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเมืองไชยา จ.สุราษฎร์ธานี เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการสาธิตการจัดงานประเพณีสำคัญของคนใต้ เช่น สาธิตการแกะลวดลายประดับเรือพระ ในประเพณีลากพระที่จัดขึ้นในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 โดยพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านอาจารย์ศรี ธมฺมปาโล วัดโคกเหรียง จ.สงขลา เครื่องมือเครื่องใช้ในพิธีเข้าสุนัต จากศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านกือเม็ง จ.ยะลา และเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการลากพระและการเข้าสุนัต จากผู้รู้ท้องถิ่น ในเรื่องภูมิปัญญานั้นได้ นำเสนอข้าวของเครื่องใช้ที่สะท้อนภูมิปัญญาของชาวใต้ โดยเฉพาะศิลปะการแสดง เช่นโหม่งฟาก เครื่องดนตรีกำกับจังหวะ กำกับเสียง ของการแสดงหนังตะลุง โนราห์ ลิเกป่า ที่ครูชัย เหล่าสิงห์ ได้รื้อฟื้นวิธีการผลิตแบบดั้งเดิมมาใช้ในการทำโหม่งฟากขึ้นใช้แทนโหม่งหล่อที่มีราคาแพง พิพิธภัณฑ์บ้านหนังตะลุงสุชาติ ทรัพย์สิน จ.นครศรีธรรมราช นำเสนอรูปหนังตะลุงจากต่างประเทศ แสดงให้เห็นวัฒนธรรมร่วมของการเล่นเงาของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ และพิพิธภัณฑ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านคลองหอยโข่งยังนำตัวตลกของหนังตะลุงและเครื่องมือการแกะตัวหนังมาให้ชมกันด้วย ความหลากหลายภูมิปัญญาดังกล่าวนี้นับเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อกันแล้ว ยังเปิดโอกาสให้เครือข่ายจากภาคอื่นๆมาร่วมแบ่งปันความรู้จากภูมิปัญญาของมนุษย์ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ


มหกรรมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น


เครือข่ายพิพิธภัณฑ์หารือ


เคียวเกี่ยวข้าว


เครื่องดักนก

 


ผอ.ศมส-เยี่ยมฮับโห้ หิ้น


แม่พิมพ์ทำด้วยไม้

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘บ้านไม้รูด’ ภูมิวิถีชุมชนประมงทะเลตราด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/272382

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บ้านไม้รูด’ ภูมิวิถีชุมชนประมงทะเลตราด

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บ้านไม้รูด’ ภูมิวิถีชุมชนประมงทะเลตราด

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตราดเป็นจังหวัดเดียวที่มีแผ่นดินและหาดชายทะเลยาวเหยียดไปสุดแดนจดกับกัมพูชา อาทิตย์นี้อพท.หรือองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ได้ชวนกันไปตามภูมิชีวิตชาวประมงในพื้นที่ตราด ด้วยมีชุมชนประมงพื้นบ้านเป็นเสน่ห์ให้หลงใหล จากการที่ทุกคนช่วยกันอนุรักษ์พื้นที่ทำมาหากินให้มีความยั่งยืน โดยป้องกันไม่ให้การเดินเรือหาปลาขนาดใหญ่เข้ามาทำลายวิถีของทรัพยากรในทะเลที่เคยเลี้ยงดูกันมาแต่บรรพบุรุษ

โดยมีนายสุธารักษ์ สุนทรวิภาต รักษาการผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง หรือ อพท.1ซึ่งเป็นสำนักงานใหม่ รับผิดชอบในการดูแลหมู่บ้านชาวประมงของตราด ที่มีอยู่หลายแห่งไปจนถึงบ้านหาดเล็กเป็นหมู่บ้านสุดท้ายปลายแหลมประเทศไทย โดยมีเทือกเขาบรรทัดกั้นเป็นแนวยาวระหว่างสองประเทศ ซึ่งเป็นเทือกเขาที่ก่อให้เกิดห้วย หนอง คลอง บึง ให้นำน้ำจากฝนและป่าไม้ให้ไหลลงสู่ทะเล ทำให้เกิดปากคลองชายทะเลขึ้นในทุกที่มีน้ำจากเขาไหลลงมา

แน่นอนชุมชนคนชายคลองที่อาศัยกุ้งหอยปูปลาในทะเลย่อมทำให้เกิดชุมชนใหญ่น้อยทำอาชีพหลักคือ “ประมงพื้นบ้าน” หรือ “ประมงเรือเล็ก” ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของชาวประมงเรือเล็ก โดยเฉพาะบ้านไม้รูด ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราดนั้น หลายคนในชุมชนล้วนชำนาญในการออกเรือประมงขนาดเล็กมาตั้งแต่เป็นเด็กทุกคนมีชีวิตอยู่กับการออกเรือทุกค่ำทุกเช้า ทำให้เรียนรู้ได้เองว่าวันใดทะเลมีคลื่นลมก็จะรู้ว่ากุ้งแชบ๊วยกับกุ้งโอคักจะออก ต้องรอจนกว่าคลื่นลมสงบจึงออกเรือ โดยนำอวนกุ้งไปลงทะเล อวนกุ้งเป็นผืนตาข่ายขนาดรูกว้าง 4.2 ซม. ยาวประมาณ 50 เมตร ผูกกับทุ่นลอยน้ำ และถ่วงตีนอวนด้วยตะกั่ว ปลายอวนสองข้างปักด้วยธงสีแสดงเจ้าของ หลักปักธงสีนี้ใช้ไม้ไผ่รวกขนาดเล็กยาวประมาณ 3-4 เมตรโคนหลักหุ้มด้วยปูนถ่วงให้หนัก ตรงช่วงกลางผูกอวน และปลายหลักประดับด้วยธงสีประจำเรือ ลงอวนตอนเย็น แล้วเก็บกู้อวนกันตอนเช้าตรู่

ส่วนอวนปูนั้นขนาดตา 3.5 นิ้ว ยาวเหมือนกันทำเหมือนกัน ปูจากทะเลนั้นเป็นปูม้าซึ่งอาจจะทิ้งอวนไว้ 2 วัน 2 คืน ปูม้าไม่ได้ขนาดก็ปล่อยลงทะเลไปก่อนทุกตัว เพื่อให้เติบโตแล้วสืบพันธุ์จนมีลูกให้จับกันตลอดไป ไม่เหมือนอวนลากของเรือประมงขนาดใหญ่ที่เก็บกวาดทุกอย่างทุกขนาดไปจนหมดทะเล หากเป็นช่วงหน้าแล้ง ส่วนใหญ่จะติดเบ็ดตกไปตกปลาอินทรีด้วย บางคืนก็ออกเรือไปตกหมึก ใช้หลอดไฟแค่ 2-3 หลอดเท่านั้น หมึกก็ลอยคอให้ตกแล้ว ใช้เบ็ดตกขึ้นมา ส่วนใหญ่เป็นหมึกหลอดทำให้เกิดกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวมาว่าจ้างเรือออกไปตกหมึกตกปลาขึ้น ส่วนการวางลอบดักปูนั้นใช้เหยื่อปลาสดหั่นล่อในลอบ ปูที่เข้าลอบก็มักเป็นปูม้า และปูดำ ปูทะเลนั้นทำเวลาเดียวกับวางอวนกุ้งอวนปูได้ ถ้า “น้ำหยุดเดิน” ก็จะหยุดการลงอวนปู กุ้งไปด้วย เรือประมงเล็กจะจอดนิ่งอยู่ในคลองนี้ ออกทะเลไปก็ได้ไม่คุ้มทุน วิถีชาวประมงนั้นเป็นภูมิปัญญาหากินของคนชายทะเลไทยในทุกแห่ง

โดยเฉพาะที่บ้านไม้รูดนั้นเป็นหมู่บ้านชาวประมงริมฝั่ง เหมาะกับการท่องเที่ยวเพื่อชมทิวทัศน์ หรือซื้ออาหารทะเลสด ชาวบ้านในชุมชนแห่งนี้มีอาชีพทำประมงเป็นหลัก และนักท่องเที่ยวสามารถหาซื้ออาหารทะเลสดได้จากสถานที่แห่งนี้ แม้ว่าบริเวณชุมชนชาวประมงบ้านไม้รูดจะไม่มีหาดทราย มีแต่หาดหินที่ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ และมีจุดชมทิวทัศน์ซึ่งสามารถมองเกาะกูด จากการที่อำเภอคลองใหญ่ ได้รับการประกาศให้เป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ  จึงทำให้มีการส่งเสริมการลงทุนในด้านธุรกิจการท่องเที่ยวขึ้นโดยนำวิถีชุมชนชาวประมงที่น่าสนใจ และสร้างจุดสำคัญที่เป็นแลนด์มาร์คของพื้นที่คือการสร้างจุดชมวิวในส่วนที่แคบที่สุดของประเทศไทย ไปพร้อมกับการพัฒนาสวนผลไม้ จุดชมแมงกะพรุนหลากสี ตลาดการค้าชายแดนที่หาดเล็ก จึงเป็นประตูสู่จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา เป็นการส่งเสริมให้มีชุมชนเชื่อมท่องเที่ยวสองประเทศเปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงตราด-เกาะกง โดยเรียนรู้วิถีประมงชายฝั่ง และป่าชายเลนขึ้น นั่นคือการเปิดเส้นทางท่องเที่ยว 2 เส้นทาง เชื่อมตราด-เกาะกง โดยผ่านเส้นทางตราด-แหลมกลัด-หาดเล็ก-เกาะกง (ป่าโกงกางบางคายัค) และเส้นทาง ตราด-บ้านไม้รูด-หาดเล็ก-เกาะกง(น้ำตกตาไต) เพื่อเพิ่มวันพักของนักท่องเที่ยวอีก 1 คืนและส่งเสริมให้จับจ่ายใช้สอยผลิตภัณฑ์ชุมชนและชายแดนมากขึ้นในอนาคต

ภูมิบ้านภูมิเมือง :พระโกศและหีบจันทน์ ร.9 ศิลปกรรมชั้นเอกแห่งแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/269990

ภูมิบ้านภูมิเมือง :พระโกศและหีบจันทน์ ร.9 ศิลปกรรมชั้นเอกแห่งแผ่นดิน

ภูมิบ้านภูมิเมือง :พระโกศและหีบจันทน์ ร.9 ศิลปกรรมชั้นเอกแห่งแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พระโกศและหีบจันทน์

อาทิตย์นี้ขอตามรอยภูมิปัญญาของงานช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ผู้สร้างศิลปกรรมชิ้นเอกสำหรับเครื่องเฉลิมพระเกียรติพระบรมศพและพระศพ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาช่างศิลปะไทยที่สืบสานและพัฒนาการต่อยอดงานศิลปกรรมอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะงานพระโกศจันทน์นั้นเป็นโกศแปดเหลี่ยม มียอดประกอบด้วยโครงลวดตาข่ายประดับลายฉลุเป็นลายไม้ซ้อนทั้งองค์ โดยสามารถถอดแยกได้เป็นสามส่วนสำหรับประกอบกันเป็นองค์พระโกศถือเป็นส่วนสิ้นสุดของงานออกพระเมรุ โดยอัญเชิญพระโกศพระบรมศพหรือพระศพประดิษฐานไปยังพระจิตกาธานที่อยู่ภายในพระเมรุมาศหรือพระเมรุ หลังจากเปลื้องพระลองชั้นนอกออกแล้ว เจ้าพนักงานจะนำพระโกศจันทน์เข้าประกอบพระโกศลองใน ขึ้นประดิษฐานบนตะแกรงเหล็กช่วงรัดเอวของพระจิตกาธานเพื่อทำการถวายพระเพลิง

ครุฑประดับบนลวดลาย 

การประดิษฐ์พระโกศจันทน์นั้นได้พัฒนาการจากการวางท่อนไม้จันทน์แบบเดิมนั้นมาสร้างเป็นรูปพระโกศเพื่อหุ้มโดยรอบพระโกศรองโดยใช้ลวดแทนเชือกสร้างโครงตามรูปร่างและขนาดให้เชื่อมต่อกันโดยรอบ ซึ่งทำเป็นตะแกรงลวดตาข่ายมาบุทับโครงภายนอกแล้วประกอบลวดลายของไม้จันทน์ โดยนำไม้จันทน์ที่เป็นท่อนนั้นมาเลื่อยเป็นแผ่นบาง ตามขนาดที่ต้องการ แล้วฉลุลวดลายตามที่กำหนดให้เป็นลายที่ออกแบบตามชั้นยศ ประกอบเป็นรูปดอก รูปลายเถาลายกระจัง และเป็นแผ่นรูปโค้งลายเฟื่อง เป็นแผ่นกลมตามลักษณะลายบัวต่างๆ หรือขึ้นเป็นรูปวิจิตรพิสดารตามแบบที่ต้องการเช่น ลายครุฑ ลายเทพพนม รวมทั้งทำการกลึงไม้จันทน์เป็นยอดพระโกศจันทน์ด้วย

หัวครุฑไม้จันทน์

ดังนั้นการฉลุแผ่นไม้จันทน์ให้เป็นลวดลายตามขนาดและจัดลงตำแหน่งต่างๆ จึงมีการแยกชิ้นส่วนของลวดลายอย่างละเอียด เพื่อให้ช่างโกรฉลุลายขึ้นสำหรับประกอบซ้อนตัวลายให้เป็นรูปต่างๆ เช่น ลายดอกไม้ไหว ดอกไม้เอว ลายเฟื่อง เป็นต้นสุดท้ายนั้นช่างประดับลาย นำไปติดกับโครงพระโกศด้วยการจัดวางลวดลายตามแบบศิลปกรรมให้มีความสวยงามพลิ้วไหวและรองรับนํ้าหนักได้อย่างลงตัว นับเป็นงานที่ต้องใช้เวลาและช่างฝีมือจำนวนมาก งานออกแบบพระโกศจันทน์นั้นถือว่าเป็นศิลปะประณีตศิลป์ที่พัฒนาการสร้างจากรูปแบบเดิม พระโกศจันทน์หลังสุดนั้นออกแบบโดย นายประเวศ ลิมปรังษี ซึ่งจัดสร้างพระโกศจันทน์ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ โดยออกแบบ เขียนแบบตามมาตราส่วน 1 : 5 จากนั้นจึงเขียนขยายแบบลายเท่าจริง แล้วเขียนคัดลายเส้นจากแบบขยาย คัดลอกแบบลาย คัดลอกแยกชั้นลายไม้ ต่อมาเป็นการแปรรูปไม้จันทน์ การเพาะต่อไม้ ตามด้วยการจัดทำโครงสร้างโลหะ และปะติดกระดาษแบบลวดลายบนไม้จันทน์ โกรกฉลุลายไม้ ขัดแต่งรูปทรง คัดแยกชนิดลาย แล้วประกอบซ้อนลายไม้ ประกอบลายกับโครงสร้างและการทดลองประกอบชิ้นส่วนพระโกศจันทน์

แบบพระโกศจันทน์ ร.9

สำหรับพระโกศจันทน์ที่สร้างขึ้นสำหรับ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 นั้นผู้ออกแบบคือ สมชาย ศุภลักษณ์อำไพพรนายช่างศิลปกรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ส่วนหีบจันทน์ตามพระราชดำริที่ทรงให้มีขึ้นครั้งแรกในรัชกาลที่ 9 ที่ออกแบบโดย นายอาวุธ ชูกลิ่นเงิน อธิบดีกรมศิลาปากร นั้น ได้ยึดถือแบบแผนออกแบบโดย นายพิจิตร นิ่มงาม นายช่างศิลปกรรมอาวุโส สำนักช่างสิบหมู่ฯ ครั้งนี้มีการเพิ่มการจัดทำแบบแสดงช่อและตำแหน่งลวดลายสำหรับพระหีบจันทน์หรือฐานรองพระโกศจันทน์ รวมแล้ว 18 ลาย ได้แก่ บัวเชิงฐานหนากระดานล่าง เท้าสิงห์นามสิงห์ บัวปากฐาน ดอกไม้ไหวปาฐาน สังเวียน ช่อก้านแย้งผนัง กระจังรวน ดอกจอกหน้ากระดานบนอุบะ กระจัง ช่อไม้ไหว บัวถลา ขอบคิ้วบัวถลากระจังฝา ช่อไม้ไหวบัวถลา กุดั่นดอกจอกฝา และเส้นคิ้วมอบขอบกุดั่นดอกจอก ลายครุฑ เป็นต้น ดังนั้นงานศิลปกรรมสำหรับพระโกศและหีบจันทน์ครั้งนี้จึงเป็นงานช่างฝีมือที่วิจิตรพิสดาร ซึ่งต้องออกแบบและฉลุชิ้นไม้จันทน์นับหมื่นชิ้น โดยมีลายมากกว่า 50 ลาย เพื่อให้มีความงดงามตามแบบแผนราชประเพณีและสมพระเกียรติยศสูงสุดในแผ่นดิน

ลายพื้นหีบจันทน์

ลายเฟื่องฝาหีบจันทน์

 

หีบพระศพไม้จันทน์

ภูมิบ้านภูมิเมือง :’ปากน้ำโพ’ปฐมภูมิแห่งแม่น้ำเจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/268933

ภูมิบ้านภูมิเมือง :'ปากน้ำโพ'ปฐมภูมิแห่งแม่น้ำเจ้าพระยา

ภูมิบ้านภูมิเมือง :’ปากน้ำโพ’ปฐมภูมิแห่งแม่น้ำเจ้าพระยา

วันอาทิตย์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จุดพบกันของแม่นํ้าปิงและแม่นํ้าน่าน

อาทิตย์นี้ ชสท.-ชมรมสื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชักชวนเดินทางตามหาภูมิบ้านภูมิเมืองในจังหวัดนครสวรรค์ที่มีทั้งป่าตะวันตกและเมืองโบราณในอดีต เพื่อให้กิจการท่องเที่ยวนั้นมีมากกว่างานแห่เจ้าแม่สิงโต ซึ่งมีหลายเรื่องที่ต้องศึกษาพัฒนากันต่อไป โดยเฉพาะแลนด์มาร์คที่หยิบยกคำว่า “ปากนํ้าโพ” มาเป็นปฐมภูมิแห่งแม่น้ำเจ้าพระยา หากเข้าใจได้ว่า “ปากน้ำโพ” นั้นเพี้ยนมาจาก “ปากน้ำโผล่” ก็จากภูมิสถานของน้ำแม่ ซึ่งคนตอนเหนือเรียกคลองหรือสายน้ำอย่างนี้มาก่อนว่า น้ำแม่ปิง น้ำแม่วัง น้ำแม่ยมน้ำแม่น่าน ดังนั้นการไหลของน้ำแม่ปิงกับน้ำแม่วังจึงทำให้มีแม่น้ำปิงหรือแควน้อยหรือแควกำแพงเกิดขึ้นที่อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก และน้ำแม่ยมกับน้ำแม่น่านก็ทำให้เกิดน้ำแม่น้ำน่าน หรือแควใหญ่ ที่บ้านเกยชัยอำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ไหลจากเหนือลงมาเป็นสองแคว โดยโผล่ที่ปากน้ำอันต่อเป็นทะเลหรืออ่าวไทยโบราณดังนั้นเมืองในอดีตจึงถูกเรียกเป็นทั้งสองแควและสี่แควกันไป ตามปากคนเดินทางที่ต่างเดินทางเรือลงมายังเมืองพระบาง เดิมในสมัยสุโขทัย เพื่อติดต่อค้าขายกับเมืองทางตอนล่าง

เจ้าพ่อเทพารักษ์-ปุนเถ้ากง

หากเข้าใจถึงภูมิสถานของทะเลโบราณในยุคสมัยละโว้หรือศิลปะทวารวดีแล้ว การเรียกว่า “ปากน้ำโผล่”น่าจะเป็นไปได้มากกว่าแล้วเพี้ยนมาเป็น “ปากน้ำโพ”ส่วนจะถูกดึงไปโยงกับคลองโพที่ไหลรวมกับแม่น้ำน่านก็ไม่มีเหตุอันควรจะมาเป็นชื่อ “ปากน้ำโพ” ได้เลย แม้จะอ้างเอาต้นโพธิ์ตามชื่อวัดโพธิ์ก็ไกลยุคของทะเลโบราณที่มีการเดินเรืในทะเลตามท่าเรือเก่าที่มีชุมชนอู่ทองอู่ตะเภา อู่บน ดงศรีมหาโพธิ์ ซึ่งอยู่โดยรอบอ่าวไทยโบราณ ซึ่งต่างมีปากน้ำที่มีชื่อโน่นนี่นั่นเกิดขึ้นไหลลงสู่ทะเล ก่อนที่จะมีปากน้ำที่เกิดใหม่จากการทับถมของดินดอนแข็งตัวในสมัยหลัง เช่น ปากยม ปากชม ปากลัด ปากน้ำและปากใต้ ก็เป็นส่วนของปากแม่น้ำใหม่ที่ใช้เข้า-ออกเป็นเส้นทางเดินเรือสู่ทะเลโบราณที่ถอยร่นลงไปทั้งสิ้น

เจ้าพ่อเทพารักษ์

ด้วยความสำคัญของปากน้ำโผล่ออกสู่ทะเลโบราณนั้น ภายหลังเมื่อมีชุมชนจีนเกิดขึ้นจากการเป็นที่เป็นชุมชนค้าขายขนาดใหญ่ในสมัยสุโขทัย-อยุธยา และมีคนงานเข้ามาสร้างทางรถไฟ จึงมีการสร้างศาลเจ้าขึ้นที่ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา สมัยแรกนั้นมีการนำสิ่งเคารพคือเจ้าพ่อเทพารักษ์ (ปุนเถ้ากง) มาประดิษฐานไว้ ต่อมามีเรื่องเล่าว่าเมื่อปีพ.ศ.2460-2462 นั้น ได้เกิดโรคห่า (อหิวาตกโรค) และฝีดาษระบาดขึ้นทำให้ผู้คนล้มตายและเจ็บป่วย เป็นจำนวนมาก ชาวบ้านได้หันไปพึ่งซินแสช่วยรักษาโรค แต่ไม่สามารถหยุดโรคระบาดได้ ชาวบ้านจึงพากันไปกราบไหว้เทพอารักษ์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายโดยมีเหตุอัศจรรย์ขึ้นคือชาวบ้านที่บนบานต่อเจ้าพ่อเทพารักษ์ หรือปุนเถ้ากง ให้ปัดเป่าโรคร้ายไปจากหมู่บ้านและได้ทำการเชิญเจ้ามาเข้าทรง เพื่อทำพิธีรักษาโรคด้วยนำ “ฮู้” กระดาษยันต์ที่เขียนนั้นไปเผาใส่น้ำดื่มกิน ปรากฏว่าโรคห่าหยุดระบาดและทำให้หายจากการเจ็บป่วยได้ จึงพากันนับถือความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อเทพารักษ์ดังกล่าว ดังนั้นในทุกปีต่อมาจึงมีการจัดพิธีแห่เจ้าพ่อไปตามเส้นทางของเมือง ให้ประชาชนได้กราบไหว้และให้เจ้าพ่อเจ้าแม่ได้ออกปัดเป่าทุกข์ภัยให้เป็นสิริมงคลแก่เมือง ซึ่งมีการเชิญเทพศักดิ์สิทธิ์จากศาลเจ้าต่างๆ คือ เจ้าพ่อเทพารักษ์ หรือ “ปุนเถ้ากง”เจ้าพ่อ-เจ้าแม่หน้าผา หรือ “ปึงเถ่ากง-ปึงเถ่าม่า” หรือ“เปิ่นโถวกง-เปิ่นโถวมา” เจ้าพ่อกวนอู หรือ “กวงกง”เจ้าแม่สวรรค์ หรือ “เทียนโหวเซี้ยบ้อ“ หรือ “หม่าโจ้ว” หรือ“เทียนโหวเซิ่งหมู่” หรือ “หม่าจู่” เจ้าแม่ทับทิม หรือ “จุยป๊วยเนี้ย”หรือ “ตุยโป๊ยเหนี่ยว หรือตุยป้วยเต๋งเหนี่ยง” และใช้ซิ่งเอี้ยหรือ “ไฉ่เส้นเหย” เป็นต้น ภายหลังการจัดขบวนแห่ตามประเพณีอย่างบรรพบุรุษแต่เดิมนั้นได้พัฒนาการแห่หลากหลายมากขึ้น จากการแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่นั้นได้มีสิงโต ล่อโก้ว มังกร  นักรบเอ็งกอ ธิดาเจ้าแม่ทับทิม ประกอบขบวนจนเป็นประเพณีสำคัญของชาวปากน้ำโพในเทศกาลตรุษจีน ชุมชน “ปากน้ำโผล่” ในยุคทะเลโบราณหรือชุมชนปากน้ำโพในยุคปัจจุบัน จึงถือเป็นปฐมภูมิต้นแม่น้ำเจ้าพระยาสายใหญ่อันสร้างที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยาอันกว้างไพศาลในภาคกลางและเป็นภูมิสถานที่ตั้งของราชธานี 3 แห่ง คือ กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงเทพมหานคร ในสมัยอยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์ด้วย

ตลาดปากนํ้าโพ-นครสวรรค์

ปากน้ำโผล่ที่เกิดจากสองแคว

แผนที่ปากน้ำโพ

แผนที่แม่น้ำเจ้าพระยา

แม่น้ำเจ้าพระยา

ระฆังสมัยรัชกาลที่ 5 พ.ศ.2413

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ช้างตระกูลทั้ง 10’ ภูมิคชศาสตร์พระเมรุมาศ ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/267823

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ช้างตระกูลทั้ง 10’ ภูมิคชศาสตร์พระเมรุมาศ ร.9

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ช้างตระกูลทั้ง 10’ ภูมิคชศาสตร์พระเมรุมาศ ร.9

วันอาทิตย์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

งาอ้อมจักรวาลของพระเศวตฯ

หลังจากได้มีกำหนดการพระราชทานเพลิงพระบรมศพแล้ว การสร้างพระเมรุมาศในวาระนี้จึงมีความสำคัญยิ่ง ด้วยเป็นผลงานศิลปกรรมชั้นยอดหนึ่งเดียวที่เกิดขึ้น ณ มณฑลท้องสนามหลวง ซึ่งเป็นพระเมรุมาศที่ถูกออกแบบแตกต่างจากอดีตมาก จนปวงชนชาวไทยต่างเฝ้าติดตามอยู่เป็นระยะ การสร้างศิลปกรรมประกอบพระเมรุมาศให้สมกับเป็นสรวงสวรรค์อันงดงามครั้งนี้ได้ช่างฝีมือจากกรมศิลปากรและช่างอาสาผู้มีฝีมือช่วยกันสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการสร้างสระอโนดาตที่จะมีการขุดสระน้ำขึ้นให้สมจริงและตรงเชิงบันไดมีเสาพญานาคเศียรเดียวทั้งสี่มุมซึ่งแต่ละมุมนั้นได้ออกแบบพญานาคไม่เหมือนกัน ส่วนบริเวณทางขึ้นนั้นมีสัตว์ 4 ชนิดตามไตรภูมิ คือ ช้าง ม้า พระโค และสิงห์ ด้านทิศเหนือนั้นประดิษฐานช้างสูง 108 เซนติเมตร ยืนเฝ้าบันไดและริมสระอโนดาตนั้นมีสวนช้าง 10 ตระกูล ซึ่งมีความสูง 30 เซนติเมตร ได้แก่

1.ช้างตระกูลกาฬวกะหัตถี หรือกาลาวกหัตถี สีดำเป็นช้างที่มีสีกาย ผิวหนังและขุมขนทั่วร่างประดุจสีปีกกาหรือตระกูลช้างที่เกิดใกล้กับเขากาฬคีรีในประเทศอินเดีย

2.ช้างตระกูลคังเคยยนาเคนทร์ หรือคังไคย สีอุทกวารี (น้ำ) เป็นช้างที่เกิดอยู่ในเขตหัวเมือง ที่ตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำคงคา ในประเทศอินเดีย

3.ช้างตระกูลปัณฑรนาเคนทร์ หรือปัณฑรหัตถี สีขาวเป็นช้างที่มีสีกายดุจเขาไกรลาส คือมีหนังและขนขาวเลื่อม เป็นมันดุจหิมะ ที่ตกปกคลุมยอดเขาที่ต้องแสงอาทิตย์ในตอนรุ่งอรุณ

4.ช้างตระกูลตัมพหัตถี สีทองแดงเป็นช้างที่มีผิวกายสีทองแดง ตาค่อนข้างเผือกออกเป็นแดง ขนหางแลดูคล้ายดอกบัวแดง

5.ช้างตระกูลปิงคถหัตถี สีจำปา เป็นช้างที่มีผิวกายเหลืองอ่อนขนยาวเป็นดอกเลาทั่วร่างกาย

6.ช้างตระกูลคันธหัตถี สีไม้กฤษณาเป็นช้างที่มีสีกายดังไม้กฤษณา สังเกตได้จากกลิ่นผิวกายหอม มูลถ่ายออกมาก็หอม

7.ช้างตระกูลมงคลหัตถี สีอัญชันเป็นช้างที่นับว่าเป็นมิ่งมงคล มีสีกายดำปนเขียวประดุจนิลอัญชัน ถ้าอยู่บ้านเมืองใด เมืองนั้นบ้านนั้นจะมีแต่ความสุขความเจริญ

8.ช้างตระกูลเหมหัตถี สีทองเป็นช้างที่มีสีกายประดุจสีทอง

9.ช้างตระกูลอุโบสถ สีทองเป็นช้างที่มีลักษณะสีกายเหลืองอร่าม ประดุจสีทอง และ

10.ช้างตระกูลฉัททันต์ สีขาวบริสุทธิ์ เป็นช้างที่มีลักษณะ เท้าแดงปากแดง ขาวเผือกงามบริสุทธิ์ประดุจสีเงินยวง จาก ตำราคชศาสตร์ ในวิชาไตรเทพ ของศาสนาพราหมณ์ มี 2 ตำรา คือ ตำราคชลักษณ์ กล่าวถึงรูปพรรณสัณฐานของช้าง ทั้งดีและชั่ว และตำราคชกรรม กล่าวถึงตำราที่รวบรวม เวทมนตร์คาถา กระบวนการจับช้าง รักษาช้าง และการบำบัดเสนียดจัญไรต่างๆของช้าง

รัชกาลที่ 9 ทรงขึ้นระวางช้างเผือก

ดังนั้นในการสร้างช้างตระกูลให้ปรากฏในสวนอโนดาตแห่งพระเมรุมาศนั้นเป็นมงคลตามตำราพระคชศาสตร์ที่กล่าวถึงการกำเนิด ช้างมงคล ว่า พระนารายณ์ ได้เนรมิตดอกบัว ให้เป็น โลก ทรงแบ่งกลีบ และเกสรบัวดอกนั้น ออกเป็น 4 ส่วนนำไปถวายพระพรหม พระอิศวร พระวิษณุและพระอัคนี และพระมหาเทพทั้งสี่ทรงเนรมิตช้างจากกลีบและเกสรบัวที่พระนารายณ์ประทาน และสามารถแบ่งช้างมงคลเป็น 4 ตระกูล ตามนามแห่งเทพผู้ให้กำเนิด คือ ช้างตระกูลพรหมพงศ์ พระพรหม เป็นผู้สร้าง ช้างตระกูลนี้เมื่อมาสู่พระบารมีย่อมให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางวัตถุและวิทยาการต่างๆ

ตำราช้างโบราณ

ช้าง ตระกูลอิศวรพงศ์ พระอิศวรเป็นผู้สร้าง ช้างตระกูลนี้เมื่อมาสู่พระบารมีบ้านเมืองจะมีความเจริญรุ่งเรืองด้วยทรัพย์และอำนาจ ช้างตระกูลวิษณุพงศ์ พระวิษณุ (พระนารายณ์)เป็นผู้สร้าง ช้างตระกูลนี้เมื่อมาสู่พระบารมีย่อมมีชัยชนะแก่ศัตรู ฝนจะตกต้องตามฤดูกาล ผลาหารธัญญาหารจะบริบูรณ์ และช้างตระกูลอัคนีพงศ์พระอัคนี เป็นผู้สร้าง ช้างตระกูลนี้เมื่อมาสู่พระบารมีบ้านเมืองจะเจริญด้วยมังสาหารและมีผลในทางระงับศึก อันพึงจะเกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นแล้ว ทั้งมีผลในทางระงับความอุบาทว์ทั้งปวง อันเกิดแก่บ้านเมืองและราชบัลลังก์ ด้วยเหตุที่ช้างเป็นสัตว์มงคลคู่บ้านคู่เมืองมาช้านาน ช่างศิลปะจากเพาะช่างได้นำช้างตระกูลพรหมพงศ์มาสื่อถึงรัชกาลที่ 9 กษัตริย์ผู้ครองแผ่นดินด้วยพรหมวิหาร 4 จึงเพิ่มลักษณะพิเศษ“งาอ้อมจักรวาล” ที่ปรากฏในพระเศวตอดุลยเดชพาหะฯ ช้างคู่พระบารมีของพระองค์ แล้วยังมีความพิเศษ ช้างของพระโพธิสัตว์ ชื่อพญาฉัททันต์ ที่เพิ่มลักษณะอันเป็นอุดมคติซึ่งเป็นภูมิคชศาสตร์ที่เป็นมงคลยิ่งแล้ว

แผนผังพระเมรุมาศ รัชกาลที่ 9 

พระเมรุมาศ

ภูมิทัศน์พระเมรุมาศ รัชกาลที่ 9

ภูมิบ้านภูมิเมือง:‘วัดหงส์รัตนาราม’ วัดสมเด็จพระสังฆราชกรุงธนบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/266614

ภูมิบ้านภูมิเมือง:‘วัดหงส์รัตนาราม’ วัดสมเด็จพระสังฆราชกรุงธนบุรี

ภูมิบ้านภูมิเมือง:‘วัดหงส์รัตนาราม’ วัดสมเด็จพระสังฆราชกรุงธนบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พระประธานวัดหงส์รัตนาราม

ลังจากจบการเสวนาวิชาการของสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์กรมศิลปากรเรื่อง ประวัติศาสตร์กรุงธนบุรีจากเอกสารของชาวต่างประเทศนั้น ได้มีการทัศนศึกษาเรียนรู้จากสถานที่จริงของประวัติศาสตร์สมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชขึ้น โดยเริ่มต้นที่วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร ซึ่งเป็นวัดเก่าริมคลองบางกอกใหญ่ใกล้กับถนนวังเดิม แขวงวัดอรุณราชวราราม กรุงเทพฯ วัดนี้มีมาแต่ครั้งสมัยอยุธยาเป็นวัดราษฎร์สร้างโดยเจ๊สัวหง หรือ เจ้าสัวหง เดิมเรียกว่า วัดเจ๊สัวหง ตามชื่อเศรษฐีชาวจีนผู้สร้าง มีเนื้อที่ ๔๖ ไร่ ๑ งาน ๒๓ ตารางวา ในจดหมายเหตุ รัชกาลที่ ๔ นั้นมีบันทึกไว้ว่า วัดเจ้าขรัวหง เล่ากันว่า จีนเจ๊สัวมั่งมี บ้านอยู่กะดีจีน สร้างขึ้นไว้แต่ในครั้งโน้น จีนที่มั่งมี คนเรียกว่า เจ้าขรัว สมัยกรุงธนบุรีวัดนี้มีชื่อว่า วัดหงส์อาวาสวิหาร ใน พ.ศ. ๒๓๑๔ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ขึ้นที่หน้าพระอุโบสถหลังเก่าสมัยอยุธยา ทรงสร้างศาลาโรงธรรมขนาดเท่าพระอุโบสถไว้ตรงด้านหน้า ทรงสร้างกุฏิและเสนาสนะอื่นๆ ทั้งพระอาราม คงเลิกใช้อุโบสถเก่า ปี พ.ศ. ๒๓๓๓ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอกรมขุนอินทรพิทักษ์ (เจ้าจุ้ย) ในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เสด็จผนวชที่วัดนี้ ตลอดจนพระราชนิกูลและข้าราชบริพารล้วนแต่อุปสมบทที่วัดแห่งนี้เกือบทั้งสิ้น โดยเฉพาะสมเด็จพระอัครมเหสี (หอกลาง) กรมหลวงบาทบริจาสอน และพระเจ้าน้องนางเธอ กรมหลวงเทวินทร์สุดานั้นเสด็จบำเพ็ญกุศล ฟังเทศน์ ถือศีลปฏิบัติธรรมอยู่ประจำ วัดนี้เป็นวัดของสมเด็จพระสังฆราช (ชื่น) สมัยกรุงธนบุรีแต่ถูกปลดเมื่อปลายรัชกาล วัดนี้มีการชื่อเรียกต่างกันในรัชกาลที่ ๑ เรียกชื่อว่า วัดหงส์อาวาศบวรวิหาร รัชกาลที่ ๒ เรียกชื่อว่า วัดหงส์อาวาสวรวิหาร รัชกาลที่ ๓ เรียกว่า วัดหงสาราม รัชกาลที่ ๔ มีชื่อว่า วัดหงส์รัตนาราม ด้วยทรงเห็นว่าเป็นวัดที่สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงกรมพระศรีสุดารักษ์ (แก้ว) สมเด็จบรมราชอัยกีผู้เป็นพระบุพการีของพระบรมราชชนนี ผู้ทรงอุปถัมภ์และปฏิสังขรณ์วัดนี้มาในอดีต สุดท้ายในรัชกาลที่ ๖ ได้ประกาศชื่อว่า วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๕๘ มาจนถึงปัจจุบัน

พระพุทธรูปทองคำโบราณ

เมื่อครั้ง สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ทรงพระยศ เป็น กรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชกาลที่ ๑ และประทับยังพระราชวังเดิมนั้น ได้ทำให้พระราชวังเดิมมีฐานะเป็นพระบวรราชวังใหม่และอีกครั้งมีการประสูติเจ้าฟ้าจุฑามณีนั้นได้ระบุว่าเป็นพระที่นั่งข้างในหลังตะวันตกคือพระราชวังปากคลองบางกอกใหญ่ซึ่งอยู่ในกำแพงกรุงธนบุรีจึงทำให้วัดแห่งนี้ซึ่งอยู่ด้วยมีสร้อยนามเป็นวัดหงส์อาวาศบวรวิหาร พระอารามหลวง สำหรับชื่อ วัดหงสาราม นั้นมีการเรียกอยู่ในจดหมายเหตุหลายแห่งนั้นทำให้เชื่อว่าเดิมเรียกวัดหงสารามนี้มาแต่รัชกาลที่ ๑ เป็นการเรียกโดยไม่มีพิธีรีตองสำคัญอะไร จึงเรียกต่อกันมา ๓ รัชกาล ในรัชกาลที่ ๓ นั้น สมเด็จกรมพระศรีสุริเยนทรามาตย์ ทรงรับปฏิสังขรณ์จากการทรงชักชวนของรัชกาลที่๓และทรงเกณฑ์ต่อให้เจ้าฟ้ามงกุฎ (รัชกาลที่ ๔) โดยให้รื้อพระอุโบสถเก่าแปลงปลูกเป็นวิหาร แต่พระองค์ไม่ทรงรับทำ จึงเป็นพระภาระของสมเด็จกรมพระศรีสุริเยนทรามาตย์แต่พระองค์เดียว ครั้งแรกนั้นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับพระราชภาระสร้างโรงธรรมตึกใหญ่ขึ้นใหม่ ครั้นเมื่อสมเด็จกรมพระศรีสุริเยนทรามาตย์สิ้นพระชนม์ การสร้างจึงยังไม่เสร็จ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงต้องทรงรับเป็นพระธุระทั้งพระอุโบสถ และพระวิหาร และสิ่งอื่นอีก จากหลักฐานประชุมพงศาวดารภาคที่ ๒๕ มีความตอนหนึ่งว่า วัดหงส์รัตนาราม วัดนี้ตามเดิมว่า วัดเจ้าขรัวหงส์ แล้วเปลี่ยนมาเป็น วัดหงสาราม สมเด็จพระศรีสุริเยนทรา บรมราชินี ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ วัดเขมาภิรตาราม โปรดฯ ให้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิสังขรณ์วัดหงส์ฯ การยังไม่ทันเสร็จ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ จึงทรงปฏิสังขรณ์ต่อมาจนสำเร็จ วัดนี้เป็นวัดของพระสงฆ์ผู้รู้หลักนักปราชญ์ เป็นสำนักเรียนใหญ่ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงอุปถัมภ์มาตลอดรัชสมัยของพระองค์แลหลังว่างพระราชกิจพระองค์มักเสด็จมานั่งวิปัสสนากรรมฐานในพระอุโบสถ นับว่าเป็นวัดที่มีความเจริญรุ่งเรือง และสวยงามวัดหนึ่งในกรุงธนบุรีที่น่าสนใจมาก

ภาพจิตรกรรมบนแคนวาส

ลวดลายดาวเพดาน

วัดหงส์รัตนาราม

สระน้ำมนต์ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชลงสรงประจำ

โบสถ์สร้าง พ.ศ. ๒๓๑๔

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระมหาพิชัยราชรถ’ พระวิมานเคลื่อนที่สู่สรวงสวรรค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/265480

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'พระมหาพิชัยราชรถ' พระวิมานเคลื่อนที่สู่สรวงสวรรค์

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระมหาพิชัยราชรถ’ พระวิมานเคลื่อนที่สู่สรวงสวรรค์

วันอาทิตย์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ซ้อมการลากราชรถ

ด้วยพระมหาพิชัยราชรถ เป็นราชรถองค์สำคัญสำหรับใช้พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ รูปแบบของ
ราชรถนั้นเป็นการจำลองเฉพาะเขาพระสุเมรุเพียงองค์เดียว โดยใช้บุษบกเป็นสัญลักษณ์ บุษบกเป็นอาคารโปร่งรูปสี่เหลี่ยมค่อนข้างจัตุรัส เปิดโล่งทั้ง 4 ทิศ หลังคาเป็นชั้นๆ ประกอบด้วยซุ้มรังไก่เรียงกัน 3 ซุ้ม ชั้นแต่ละชั้นซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไปดูเรียวแหลมนับเป็นสถาปัตยกรรมสร้างสรรค์ของช่างหนึ่งเดียวในโลก ตัวบุษบกจะแสดงชั้นภูมิของจักรวาลสำหรับเป็นที่ประดิษฐานพระบรมโกศบรรจุพระบรมศพที่ไม่มีรูป ตามคติความเชื่อนี้กับเทิดพระบารมีแห่งองค์ในพระบรมโกศ ซึ่งเป็นสมมติเทพในสัมปรายภพนั่นเอง ราชรถจึงเป็นพระวิมานเคลื่อนที่ โดยมียอดบุษบกแทนวิมานใหญ่น้อยแห่งจักรวาล

พระมหาพิชัยราชรถองค์นี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2338 เพื่อเชิญพระบรมอัฐิของสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (ทองดี) สำหรับออกถวายพระเพลิง ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวงเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2339 โดยทรงโปรดให้สร้างเป็นราชรถขนาดใหญ่ตามแบบพระราชประเพณีที่มีมาครั้งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งปรากฏในบันทึกการสร้างในพระราชพงศาวดารว่า…ปีเถาะ สัปตศกพระโองการรับสั่งให้ช่างทำพิชัยราชรถที่จะทรงพระโกศพระอัฐิ 7 รถ ให้ตัดเสาพระเมรุตั้ง ทรงประดับเครื่องให้แล้วเสร็จในปีเถาะ…สำหรับราชรถองค์ใหญ่นั้นสร้างให้มีขนาดสูง 1,120 เซนติเมตรยาว 1,530 เซนติเมตร เรียกนามว่า พระมหาพิชัยราชรถ โดยสร้างให้แตกต่างกับเวชยันต์ราชรถ ซึ่งสังเกตได้จากลวดลายกระจังประกอบราชรถเป็นลายกระจังรวนให้ย้อนน้ำเพื่อแสดงพระบรมเดชานุภาพ ส่วนของเวชยันต์ราชรถนั้นลายกระจังเป็นกระจังตามน้ำ นอกนั้นสร้างเป็นราชรถน้อยตามอย่างโบราณ

มหาเวชยันต์เชิญพระโกศ ร.5

ต่อมาเมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี สิ้นพระชนม์ ในพ.ศ.2342พระองค์ทรงโปรดให้อัญเชิญพระโกศทรงบนพระมหาพิชัยราชรถออกพระเมรุอีกครั้งหนึ่ง และนับจากนั้นมาพระมหาพิชัยราชรถได้ใช้สำหรับเชิญพระโกศพระบรมศพพระมหากษัตริย์ พระบรมราชินี และพระบรมวงศ์ผู้ทรงศักดิ์ชั้นสมเด็จเจ้าฟ้าในสมัยต่อมารวมแล้ว 23 พระองค์ ภายหลังการเชิญออกประดิษฐานพระโกศพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้วก็มิได้เชิญออก

ในรัชกาลที่ 6 นั้นได้มีการบูรณะซ่อมแซมใหม่ให้สวยงามแล้ว ยังทรงโปรดให้เพิ่มล้อขึ้นอีกที่ใต้ตัวราชรถ ทั้งนี้เพื่อให้รับน้ำหนักตัวราชรถ และบุษบกยอดรวมทั้งพระโกศที่ตั้งอยู่บนราชรถได้ทั้งหมด โดยครั้งนั้นได้มีการเชิญพระเวชยันต์ราชรถออกใช้งานแทน แต่ให้ขนานนามราชรถตามหมายกำหนดการว่าพระมหาพิชัยราชรถ จนกระทั่งในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในปี พ.ศ.2539 จึงได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์พระมหาพิชัยราชรถครั้งใหญ่โดยกรมสรรพาวุธทหารบกและเชิญออกใช้การอีกครั้งหนึ่ง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2339 มาหลังจากได้มีการใช้พระมหาพิชัยราชรถเชิญพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (ทองดี) จนถึงปัจจุบันนี้มีการเชิญพระมหาพิชัยราชรถในงานพระบรมศพและพระศพต่างๆ แล้วจำนวน 23 ครั้ง ซึ่งไม่นับรวมครั้งที่เชิญพระเวชยันต์ราชรถออกใช้งานโดยออกนามว่าพระมหาพิชัยราชรถตามหมายกำหนดการ หลังสุดได้เชิญพระมหาพิชัยราชรถออกใช้งานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เมื่อวันที่9 เมษายน พ.ศ.2555

มหาเวชยันต์เชิญพระโกศ ร.4

สำหรับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่จะมีขึ้นในกาลข้างหน้านั้น พระมหาพิชัยราชรถ จึงได้รับการบูรณะครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งและปรับเปลี่ยนล้อให้เหมาะสมสำหรับการเคลื่อนที่ในการออกพระเมรุมาศ สำหรับการอัญเชิญราชรถองค์นี้มีพิธีบวงสรวงเทพยดาฯ โดยพราหมณ์ประจำราชสำนัก มีการแสดงสมโภชราชรถ มีพิธีฉุดชักราชรถตามเทวีแห่งฤกษ์ เป็นขนบประเพณีถือปฏิบัติกันมาทุกครั้งตั้งแต่สมัยอยุธยา

มหาเวชยันต์เชิญพระโกศ ร.6

มหาเวชยันต์เชิญพระโกศ ร.8

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘กำแพงเมืองฉะเชิงเทรา’ ปราการแห่งอานามสยามยุทธ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/264440

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'กำแพงเมืองฉะเชิงเทรา' ปราการแห่งอานามสยามยุทธ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘กำแพงเมืองฉะเชิงเทรา’ ปราการแห่งอานามสยามยุทธ

วันอาทิตย์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

รัชกาลที่ 3

วันอนุรักษ์มรดกไทย 2 เมษายน ที่ผ่านมานั้นได้ติดตามงานการอนุรักษ์ที่กรมศิลปากรให้สำนักศิลปากรแต่ละในพื้นที่ดูแลมรดกของแผ่นดิน ซึ่งทั้งจัดงบและทำการอนุรักษ์อย่างต่อเนื่องมาทุกปี สำหรับการอนุรักษ์ในแต่ละพื้นที่นั้น นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ได้ให้ความสำคัญกับพื้นที่ทุกแห่งถึงการบูรณาการงานและร่วมกันอนุรักษ์จนรู้สึกได้ถึงทุกคนมองเห็นความสำคัญของมรดกชาติในท้องถิ่นมากขึ้น

อาทิตย์นี้ได้ไปชมการอนุรักษ์กำแพงเมืองฉะเชิงเทรา ซึ่งก่อสร้างขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เมื่อพ.ศ.2377โดยโปรดเกล้าฯให้ กรมหลวงรักษรณเรศร์ เป็นแม่กองคุมการก่อสร้าง ป้อมและกำแพงเมืองขึ้นจากเหตุจากการที่พระองค์ได้เสด็จยกทัพปราบขบถฝ่ายเวียงจันทน์แล้วเกิดการขบถเขมรขึ้น โดยเขมรนั้นได้ชักจูงญวนเข้ามาพัวพันด้วยจนเกิดการสู้รบขึ้นกับญวนในสงครามอานามสยามยุทธ เมื่อพ.ศ.2376-2390 ดังนั้นเพื่อสร้างแนวป้องกันบ้านเมืองพระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างและเสริมป้อมขึ้นหลายแห่งตามปากแม่น้ำสำคัญๆพร้อมกับตั้งเมืองป้อมเพื่อป้องกันข้าศึกทางทะเลพร้อมกับป้องกันเมืองทางแม่น้ำบางปะกงแห่งนี้ด้วย


ป้อมเมือง

ในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์นั้นชาวจีนที่หลั่งไหลเข้ามามากขึ้น ซึ่ง จอห์น ครอว์เฟิร์ด ผู้เดินทางเข้ามาสมัยรัชกาลที่ 2 กล่าวว่า เรือสำเภาที่บรรทุกสินค้าไปขายจะบรรทุกคนจีนเข้ามาถึงลำละ 1,200 คน และด้วยเหตุที่บ้านเมืองมีความต้องการแรงงานชาวจีนจำนวนมากเพื่อใช้ในการก่อสร้าง เช่น การขุดคลองตั้งแต่หัวหมากไปถึงบางขนาก เมื่อปี พ.ศ.2380 หรือคลองแสนแสบรวมไปถึงการสร้างถาวรวัตถุต่างๆ ทั้งปราสาทพระราชวังและวัดวาอาราม ด้วยชาวจีนผู้อพยพส่วนหนึ่งนั้นมีช่างฝีมือหรือผู้ชำนาญการงานช่างหลากหลาย เช่น กลุ่มช่างฝีมือชาวจีนแคะมาจากตำบลถงอัน มณฑลฝูเจี้ยนที่อพยพเข้ามาในรัชกาลที่ 3 มีช่างก่ออิฐ ช่างทำอิฐช่างต่อเรือ ช่างไม้ การเดินเรือและทำน้ำตาล เป็นต้น โดยเฉพาะการปลูกอ้อยได้มีกิจการทำน้ำตาลส่งออกมาก่อนแล้วในสมัยรัชกาลที่ 2 พ.ศ.2353 นั้นมีน้ำตาลส่งออกได้กว่า 6,000 หาบ ภายหลังจากมีการทำสนธิสัญญาเบอร์นี่ พ.ศ.2369 ในสมัยรัชกาลที่ 3 จึงมีการส่งออกน้ำตาลในปริมาณมากขึ้นในปีพ.ศ.2387 นั้นมีน้ำตาลส่งออกถึง 110,000 หาบ โดยมีอเมริกาและอังกฤษเป็นลูกค้าสำคัญ

ดังนั้นความสัมพันธ์ไทยกับจีนจึงมีอิทธิพลด้านทางการเมือง เศรษฐกิจ และงานศิลปกรรม เป็นอย่างมากบริเวณลุ่มแม่น้ำบางปะกงนั้นเป็นพื้นที่ไร่อ้อยและเป็นแหล่งผลิตน้ำตาล ข้าว ผลเร่ว ใบจาก และพืชผลอื่นๆมีฐานะเป็นเมืองหน้าด่านป้องกันชายฝั่งทะเลตะวันออกเนื่องมาจากสงครามระหว่างไทยและเวียดนาม หรือสงคราม อานามสยามยุทธ ที่ใช้เวลาถึง 14 ปี จนต้องสร้างป้อมปราการและขุดคลองจากหัวหมากไปบางขนาก เป็นเส้นทาง ลำเลียงกองทัพ และเป็นค่ายพักระหว่างทางของกองทัพ


ปืนใหญ่รักษาเมือง

แต่ก็มีเหตุรุนแรงจากเงื่อนไขของยุคสมัยซึ่งทำให้เกิดจีนตั้วเหี่ย เมืองฉะเชิงเทรา หรือการจลาจลของชาวจีนเมื่อปี พ.ศ.2391 โดยอ้ายจีนเสียงทอง จีนบู๊คบคิดกันตั้งตัวเป็นจีนตั้วเหี่ยเข้าปล้นเมืองฉะเชิงเทรา สังหารพระยาวิเศษฦาไชย (บัว) เจ้าเมืองฉะเชิงเทราตายในที่รบกำแพงและตัวเมืองฉะเชิงเทราจึงถูกพวกตั้วเหี่ยหรืออั้งยี่บุกเข้ายึดครอง ต่อมาจีนตั้วเหี่ยหรือจีนอั้งยี่นี้ได้ถูกกองทัพหลวง ซึ่งมีเจ้าพระยาพระคลังและเจ้าพระยาบดินทรเดชาเป็นแม่ทัพยกกำลังไปปราบได้สำเร็จที่นำไปสู่การปราบปรามขั้นเด็ดขาด ในขณะที่ชาวสยามนั้นสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนแบบว่ากำลังรุ่งเรืองภายใต้เศรษฐกิจการส่งสินค้าออกจนมีเงินถุงแดงเก็บในท้องพระคลังนั้นแหละ ด้วยเหตุนี้กำแพงเมืองฉะเชิงเทรา จึงถูกสร้างขึ้นแตกต่างจากป้อมกำแพงในที่อื่นและมีประวัติการมากกว่าการรักษาเมือง ปัจจุบันกำแพงเมืองนี้ยังรักษาไว้เป็นเครื่องเตือนสติและเรื่องราว สู้รบในสงครามอานามสยามยุทธและจีนตั้วเหี่ยในรัชกาลที่ 3 ด้านหน้ากำแพงนั้นจัดเป็นสวนสาธารณะริมแม่น้ำบางปะกง ถือเป็นแลนด์มาร์คประวัติศาสตร์ของเมืองที่ชาวฉะเชิงเทราลืมไม่ได้เลย


หลุมขุดตรวจ


แนวกำแพงเมืองด้านใน (2)


แนวกำแพงเมืองด้านใน


ป้อมและกำแพงเมือง


ภาพร่างป้อมและกำแพง