ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระเมรุมาศรัชกาลที่ ๙’ ศิลปกรรมชิ้นเอกแห่งจักรวาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/262108

วันอาทิตย์ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โมเดลจำลองพระเมรุมาศ รัชกาลที่ ๙

ช่วงนี้มีเรื่องที่ติดตามกันอยู่ตลอดถึงการสร้างพระเมรุมาศเพื่อเตรียมการถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ด้วยเป็นงานศิลปกรรมที่สุดยอดของสถาปัตยกรรมไทย อันเป็นมรดกทางศิลปกรรมชั้นเอกของประเทศและที่สุดของโลกด้วย อาทิตย์นี้ขอตามรอยภูมิปัญญาของงานศิลปกรรมชิ้นเอกที่สร้างขึ้นเป็นเรื่องๆ ไป เริ่มต้นจากพระเมรุมาศเป็นอันดับแรก หลักฐานจากรูปแบบมกุฏพันธนเจดีย์ ซึ่งเป็นสถูปโบราณที่สร้างขึ้นตรงสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของพระพุทธเจ้าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นการจัดพระบรมศพแม้จะไม่ปรากฏรูปแบบให้เห็นก็ถือว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่เกิดขึ้นและสืบต่อมาจนมีรูปแบบการจัดพระราชพิธีอันเนื่องจากพระบรมศพของกษัตริย์ผู้เป็นองค์พุทธศาสนูปถัมภกในประเทศต่างๆ มกุฏพันธนเจดีย์แห่งนี้สร้างโดยพระเจ้าอโศกมหาราช ณ บริเวณด้านตะวันออก ของเมืองกุสินาราปัจจุบันคือ ตำบลกาเซีย รัฐอุตตรประเทศในอินเดีย

ด้วยเหตุที่กษัตริย์นั้นถือว่าเป็นสมมุติเทพหรือพระนารายณ์อวตารลงมาจุติยังโลกมนุษย์ ซึ่งเป็นเทพที่สถิตยังสวรรค์ และยอดเขาพระสุเมรุนั้นเป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อันมีผู้ปกครองสูงสุดคือ พระอินทร์ ผู้เป็นมหาเทพที่เป็นใหญ่เหนือเทวดาทั้งปวง ซึ่งมีการนำพระนามนั้นมาใช้กับกษัตริย์ผู้เป็น “อินทราชา” หรือ “รามาธิบดี” ซึ่งเป็นพระนามที่เชื่อมโยงคติความนับถือไปถึงพระมหาเทพทั้งสามหรือตรีมูรติ คือ พระพรหม พระศิวะ พระนารายณ์ โดยพระพรหมนั้นสถิตสวรรค์ชั้นพรหม เป็นเทวดาชั้นสูงกว่าเทวดาทั่วไปในฉกามาพจร พระศิวะหรือพระอิศวร สถิต ณ เขาไกรลาสตามคติ “เทวราชา”และพระวิษณุหรือพระนารายณ์ สถิต ณ เกษียรสมุทรเพื่อคอยรักษาและคุ้มครองโลกตามคติ “รามราชา”


เขาพระสุเมรุ-ลายรดนํ้าศิลปะอยุธยา

สำหรับพระเมรุมาศและประติมากรรมประดับพระเมรุมาศของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 จึงมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่วิจิตรตระการตาและยิ่งใหญ่ตามแนวคิดเรื่องคติจักรวาลของศาสนาพราหมณ์ฮินดูและพุทธศาสนาเช่นกัน โดยเทียบว่าพระเมรุมาศนั้นเป็นสัญลักษณ์แทนเขาพระสุเมรุอันเป็นศูนย์กลางของจักรวาล โดยรอบพระเมรุมาศนั้นมีอาคารบุษบกน้อยรายล้อมเปรียบได้กับเขาสัตบริภัณฑ์ หรือเขาบริวารทั้ง 7 ของยอดเขาพระสุเมรุ ในคติพราหมณ์ฮินดูและพุทธศาสนานั้นได้กล่าวถึงเขาพระสุเมรุไว้ว่าเป็นดินแดนแห่งสรวงสวรรค์ที่มีเทพ เทวดา และสัตว์ป่าหิมพานต์อาศัยอยู่ พระเมรุมาศองค์นี้เป็นพระเมรุมาศขนาดใหญ่ที่มีพระเมรุมาศและซุ้มอาคารบุษบกน้อยอยู่รอบรวมเป็น 9 ยอด โดยรอบพระเมรุมาศนั้นประกอบด้วยประติมากรรมรูปต่างๆ ที่สื่อความหมายถึงชีวิตในแดนสุขาวดี ดังนั้นพระราชพิธีอันเนื่องพระบรมศพจึงเกิดสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมที่เนรมิตงานศิลปกรรมและการได้อัญเชิญมากระทำพิธีที่พระเมรุมาศนั้น ประดุจได้กับเทพเจ้าที่เสด็จกลับไปยังแดนสวรรค์ การถวายพระเพลิงพระบรมศพที่พระเมรุมาศ จึงเปรียบเสมือนการส่งเสด็จกษัตริย์กลับสู่สวรรค์ยังเขาพระสุเมรุตามคติความเชื่อเรื่องสมมุติเทพที่ว่ากษัตริย์ทรงเป็นเทพเจ้าที่อวตารลงมาเพื่อปกครองมวลมนุษย์นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้การจัดวางประติมากรรมเพื่อสร้างให้พระเมรุมาศเป็นสรวงสวรรค์จึงแนวคิดเรื่องคติจักรวาลโดยมีการจัดวางผังของสถาปัตยกรรม ประติมากรรมแต่ละชิ้นนั้นให้มีความหมายเฉพาะตัว และมีการจัดวางเรียงลำดับชั้นของพระเมรุมาศให้สอดคล้องกับเขาพระสุเมรุ เป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้ปรากฏถึงสวรรค์ชั้นภูมิต่างๆ อันเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์หิมพานต์ และหมู่เทพ เทวดาในแต่ละชั้น โดยยึดหลักโบราณราชประเพณีการสร้างพระเมรุมาศของพระมหากษัตริย์ในกรุงรัตนโกสินทร์มาเป็นแบบอย่าง อีกทั้งยึดคติความเชื่อเรื่องพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าผู้เป็นสมมุติเทพตามระบอบเทวราชา การสร้างพระเมรุมาศจำลองเป็นเขาพระสุเมรุกลางสนามหลวงนั้นกำหนดสร้างพระเมรุมาศเป็นทรงบุษบก 9 ชั้น สูง 50.49 เมตร ให้เป็นองค์ประธานอยู่ตรงกลาง และรายรอบด้วยซุ้มบุษบกมีเรือนยอด 8 ซุ้มโดยประดับสัตว์หิมพานต์ซึ่งมีพื้นที่โดยรอบเป็นผังสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างด้านละ 60 เมตรและใช้เสาโครงแบบครุฑ โดยมีการตอกหมุดกึ่งกลางพระเมรุมาศ เป็นการสร้างสรวงสวรรค์บนดินโดยศิลปกรรมไทยหนึ่งเดียวในโลก


จักรวาลและเขาพระสุเมรุ ในคติไตรภูมิ


ช่างศิลปกรรมไทยผู้สร้างงาน


มกุฏพันธนเจดีย์-พระเจ้าอโศกฯทรงสร้าง


พระเมรุมาศ รัชกาลที่ ๙


สวรรค์ชั้นดาวดึงส์


แบบร่างพระเมรุมาศ รัชกาลที่ ๙

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระราชวังหลวงอยุธยา’ ภูมิสถานแห่งมรดกโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/260991

วันอาทิตย์ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ในวาระวันสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีแห่งใหม่บนแผ่นดินแม่น้ำสามสายเมื่อพ.ศ.1893 นั้น วันนี้กรุงศรีอยุธยา 666 ปีแล้ว จึงขอร่วมฉลองในวาระสำคัญนี้ไปกับการตามรอยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือพระเจ้าอู่ทอง ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยาไปตามหาภูมิสถานพระราชวังหลวงสมัยอยุธยา ที่อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มรดกโลกว่า เมื่อแรกสร้างพระนครนั้น สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1ได้ทำการขุดเอาดินในบึงมาถมพื้นที่ ในกฎมณเทีียรบาลระบุชื่อว่า “บึงชีขัน” หรือ “หนองโสน”  ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “บึงพระราม” ครั้งนั้นพระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ สร้างพระที่นั่งขึ้น 3 องค์ คือ พระที่นั่งไพฑูรย์มหาปราสาท พระที่นั่งไพชยนต์มหาปราสาท และ พระที่นั่งไอศวรรย์มหาปราสาท ตั้งอยู่ในเขตของวัดพระศรีสรรเพชญ์ปัจจุบัน  ต่อมาได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งมังคลาภิเษกมหาปราสาทและพระที่นั่งตรีมุข (หลังเดิม) เพิ่มขึ้น พระราชวังเดิมสมัยแรกนี้ ใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์อยุธยาอยู่ 7พระองค์ รวมเวลา 98 ปี  ต่อมาเมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติเมื่อ พ.ศ.1991 พระองค์ทรงโปรดฯให้ยกบริเวณพระราชวังเดิมสมัยแรกที่ตั้งของพระที่นั่ง3 องค์นั้น เป็นเขตพุทธาวาส สร้างวัดพระศรีสรรเพชญ์-ขึ้นแล้วโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายพระราชวังมาสร้างขึ้นใหม่ทางด้านเหนือของเขตพระราชวังเดิม ใกล้แม่น้ำลพบุรีซึ่งเป็นเสมือนคูเมืองพระนครด้านเหนือ  และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่ง 2 องค์ คือพระที่นั่งเบญจรัตนมหาปราสาทและพระที่นั่งสรรเพชญ์มหาปราสาท ต่อมาได้มีการสร้างพระที่นั่งอีกองค์หนึ่งคือ พระที่นั่งมังคลาภิเษก หรือพระที่นั่งวิหารสมเด็จพระมหาปราสาท ซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างในรัชกาลใด รวมว่าพระที่นั่ง 3 องค์ ในพระราชวังหลวงแห่งใหม่ใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์อยู่ 16 พระองค์ รวมเวลา 182 ปี

กำแพงพระราชวังหลวง

ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พระองค์ทรงโปรดฯให้ขยายเขตพระราชวังหลวงให้กว้างมากไปจากเดิม โดยขยายเขตพระราชวังไปเชื่อมติดกับ วัดพระศรีสรรเพชญ์ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งเพิ่มอีก 2 องค์ คือพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ และพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ หลังสุดรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้น พระองค์ทรงโปรดฯสร้างพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ขึ้นเป็นที่ประทับอีกองค์หนึ่งโดยมีสระน้ำล้อมรอบจึงมีชื่อเรียกว่า พระที่นั่งท้ายสระ สรุปแล้วพระราชวังหลวงสมัยอยุธยาตอนปลายนั้นมีพระที่นั่งแบบมหาปราสาทแต่ละสมัยรวมทั้งสิ้น6 องค์ ใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์ 10 พระองค์ รวมเวลา137 ปี จนเสียกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ.2310 รวมเวลา407 ปี สำหรับการเป็นราชธานีและมีพระราชวังหลวงอยู่ที่นี่ ภายหลังสมเด็จพระเจ้าตากสินได้ทำการกู้ชาติ8 เดือน และสถาปนากรุงธนบุรีสืบต่อสมัยอยุธยาอีก 14 ปี  ดังนั้นโบราณสถานในส่วนพระราชวังหลวงจึงมีรูปแบบที่ลงตัวสำหรับการเป็น เขตพระราชฐานชั้นนอกซึ่งมีพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ และส่วนราชการ ได้แก่ศาลาลูกขุน ศาลหลวง ศาลาสารบัญชี เป็นต้น เขตพระราชฐานชั้นกลาง มีพระที่นั่งวิหารสมเด็จ พระที่นั่งสรรเพชญ์มหาปราสาท พระที่นั่งสุริยาสน์อัมรินทร์ และส่วนราชสำนักได้แก่คลังมหาสมบัติ โรงช้าง โรงม้า เป็นต้นเขตพระราชฐานชั้นใน มีพระที่นั่งบรรยงค์รัตนาสน์โรงเครื่องต้น และที่อยู่ของฝ่ายใน เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีพระที่นั่งตรีมุข ซึ่งมีการสร้างขึ้นใหม่บนรากฐานพระที่นั่งองค์เดิมในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 นั้น ทรงโปรดให้สร้างพลับพลาตรีมุขขึ้นเพื่อประกอบพระราชพิธีบวงสรวงบูรพกษัตริย์ในวาระที่พระองค์ครองราชย์ครบ 40 ปี เท่ากับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เมื่อพ.ศ.2451 สำหรับบริเวณสวนไพชยนต์เบญจรัตน์นั้นพบว่าเป็นที่ตั้งของพระคลังมหาสมบัติ ได้แก่ คลังศุภรัตน์ คลังพิมาณอากาศ คลังวิเศษโรงราชรถ คลังแสง เป็นต้น และสวนองุ่น พบว่าเป็นสวนหลวงประจำพระราชวัง มีตำหนักสระแก้ว ตำหนักสวนกระต่าย และตำหนักศาลาลวด พระราชวังหลวงแห่งนี้อยู่ติดกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ พระอารามหลวงประจำพระราชวังหลวง ดังนั้นเมื่อมีการสร้างพระนครเพื่อเป็นราชธานีแห่งใหม่ขึ้นที่บางกอกในรัชกาลที่ 1 นั้นพระองค์จึงโปรดฯให้จำลองรูปแบบพระราชวังหลวงกรุงศรีอยุธยาแห่งนี้ไปสร้างพระบรมมหาราชวังกรุงรัตนโกสินทร์ทุกประการ นับเป็นภูมิสถานสำคัญที่มีชื่อเสียงในฐานะมรดกโลกที่คนไทยควรภาคภูมิใจยิ่งนัก

 

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๖๖๖ปีกรุงศรีอยุธยา’ งานฉลองมรดกโลกสู่การเรียนรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/259924

วันอาทิตย์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อปี ๒๕๕๙ นั้นคงจำกันถึงการสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์อยุธยา เพื่อให้ประชาชน สถาบันการศึกษา ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์สมัยอยุธยาและความเกี่ยวเนื่องกับประเทศอาเซียน รวมทั้งนานาประเทศ จากองค์ความรู้แขนงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์ความรู้จากจารึก วรรณกรรม พงศาวดาร เอกสารไทย เอกสารต่างชาติ หลักฐานทางโบราณคดี และศิลปกรรม เป็นต้น  ด้วยเป็นปีสำคัญในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และการเข้าสู่ปีที่ ๒๕ แห่งการเป็นมรดกโลกของนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จากยูเนสโก (UNESCO)  อีกทั้งยังเป็นปีที่ ๖๖๖ ของการสถาปนากรุงศรีอยุธยา ดังนั้นปีนี้ในวันที่ ๑๗-๑๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๐ ที่จะถึงนี้ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรมศิลปากร สำนักงานศิลปากรที่ ๓ ได้ร่วมกันจัดงาน ๖๖๖ ปีกรุงศรีอยุธยา ๒๕ ปี มรดกโลก : พัฒนาการตามรอยทางของพระยาโบราณราชธานินทร์ ขึ้น ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยจัดนิทรรศการวิชาการด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดีกรุงศรีอยุธยา นิทรรศการกลางแจ้งด้านประวัติศาสตร์ศิลปะและสถาปัตยกรรมนิทรรศการภาพถ่าย “อยุธยาในมุมมองที่แตกต่าง” สาธิตการทำอาหารตำรับโบราณและร่วมพูดคุยเกี่ยวกับสำรับชาววังและกับข้าวชาวบ้านสำหรับงานทางวิชาการนั้นวิทยากรผู้มีชื่อเสียงได้เผยแพร่ความรู้ใหม่จากการศึกษาเครื่องทองสมัยอยุธยา, ชีวิตและผลงานของพระยาโบราณราชธานินทร์และการบริหารจัดการมรดกโลกกว่า ๒ ทศวรรษ พร้อมกับมีการแสดงจากกรมศิลปากรโขนชุดรามเกียรติ์ ตอน สร้างเมืองอโยธยา ละครนอกเรื่องสังข์ทอง ตอนรจนาเสี่ยงพวงมาลัยถึงตอนหาปลา และการบรรเลงดนตรีและขับร้องบทเพลงพระราชนิพนธ์ ซึ่งมีการนำเพลงโบราณจากจดหมายเหตุลาลูแบร์โดยเชิญชวนให้ “แต่งไทยชมวังจันทรเกษม” และถ่ายรูปคู่กับเจ้าคุณกรุงในงานนี้

เมื่อก่อน ๖๖๖ ปีที่ผ่านมานั้นทุกคนรู้จักว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ได้สถาปนากรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานีของไทย ขึ้นในพ.ศ.๑๘๙๓“กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา”แหล่งนี้ตั้งอยู่บริเวณ หนองโสน(บึงพระราม) บนเกาะเมืองอยุธยา โดยมีแม่น้ำสำคัญไหลผ่าน๓ สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำป่าสัก โดยมีเมืองละโว้ เมืองสุพรรณบุรี เมืองอโยธยา ร่วมมือกันสร้างความเจริญรุ่งเรือง ทั้งด้านการเมือง การปกครอง สังคมเศรษฐกิจ วัฒนธรรม ประเพณี และความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ความเป็นมาของปฐมกษัตริย์อยุธยานั้นมีข้อสันนิษฐานมากมายถึงถิ่นกำเนิดเดิมมาจากเมืองอู่ทอง แคว้นสุพรรณภูมิ เมื่อประมาณ พ.ศ.๑๘๙๐ เมืองอู่ทองซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่ง แม่น้ำจระเข้สามพัน ประสบภัยธรรมชาติ ลำน้ำจระเข้สามพันตื้นเขิน ขาดแคลนน้ำ จึงเกิดโรคระบาด (โรคห่าหรืออหิวาตกโรค) มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก พระเจ้าอู่ทองจึงทรงทิ้งเมือง อพยพผู้คนข้ามฟากแม่น้ำมาตั้งเมืองใหม่ที่บริเวณตำบลหนองโสน (บึงพระราม) ใช้เวลาสร้างเมืองใหม่ ๓ ปี และสถาปนาขึ้นเป็นกรุงศรีอยุธยา ราชธานีแห่งใหม่ ใน พ.ศ.๑๘๙๓ บ้างว่า มีถิ่นกำเนิดเดิมมาจากเมืองอโยธยา บริเวณปากแม่น้ำลพบุรี ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นละโว้ โดยพระเจ้าอู่ทองทรงอพยพไพร่พลทิ้งเมืองอโยธยา หนีภัยอหิวาตกโรคระบาด มาสร้างเมืองใหม่เช่นกัน มีฐานะเป็นพระราชโอรสของแคว้นละโว้ พระราชบิดาของพระเจ้าอู่ทองเป็นกษัตริย์แห่งแคว้นละโว้และมอบหมายให้พระเจ้าอู่ทองไปครองเมืองเพชรบุรีในฐานะเมืองลูกหลวง ครั้งเมื่อพระราชบิดาสวรรคตพระเจ้าอู่ทองจึงเสด็จกลับมาครองราชสมบัติในแคว้นละโว้และต่อมาได้ย้ายมาตั้งราชธานีแห่งใหม่ที่กรุงศรีอยุธยาการถือกำเนิดของอาณาจักรอยุธยา ซึ่งในพ.ศ.๑๘๙๓ นั้นเป็นช่วงที่แคว้นสุโขทัย ซึ่งเป็นอาณาจักรของคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งทางตอนบนของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเริ่มเสื่อมอำนาจลง ในขณะที่ดินแดนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างนั้นมีแคว้นของคนไทยตั้งบ้านเมืองมั่นคงเป็นปึกแผ่นอยู่ก่อนแล้ว ได้แก่ ลพบุรี และสุพรรณบุรี ซึ่งต่อมาถูกรวมให้เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาให้มีความสำคัญจนได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกในที่สุด ดังนั้นการค้นพบหลักฐานใหม่และการเผยแพร่ทางวิชาการจึงเป็นถือเป็นเรื่องสำคัญของทุกฝ่ายร่วมกันซึ่งคุณอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากรนั้นให้ความสำคัญอย่างที่สุด

 

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ทศกัณฐ์หน้าพระอินทร์’ โขนตอนสำคัญที่ลืมมา100ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/258886

วันอาทิตย์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ทศกัณฐ์สั่งเมือง

การแสดงโขนจากเรื่องรามเกียรติ์นั้นนับวันจะหาดูได้ยาก ด้วยเป็นการแสดงที่ต้องมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ดังนั้นการที่ชมรมอนุรักษ์วัฒนธรรมรามเกียรติ์ เชียงใหม่โดย ผศ.คำนึง สุขเกษม อาจารย์สอนวิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่ ซึ่งเป็นประธานชมรมฯ ได้ดำเนินการให้คนรักชอบการแสดงมาร่วมกันอนุรักษ์ศิลปะโขนอันเป็นสมบัติของชาติโดยร่วมกันเป็นเจ้าภาพ นำโดยศิลปินแห่งชาติและผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านมาร่วมกันฟื้นฟูและถ่ายทอดศิลปการแสดงสู่คนรุ่นเยาว์นั้น

นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีนัก ปกติโขนที่นำแสดงกันแต่ละตอนส่วนใหญ่เป็นตอนที่สนุกสนานและไม่จบบทพระราชนิพนธ์จนเป็นที่สงสัยในความเชื่อว่า “ยักษ์ใหญ่ไม่จบชีวิตกลางโรง” แล้วทำไมตัวละครตัวอื่นจึงจบชีวิตกลางโรงได้ เช่น พาลี อินทรชิต กุมกัณฐ์ เป็นต้น โดยเฉพาะทศกัณฐ์นั้นถือกันว่าจะแสดงจบชีวิตกลางโรงไม่ได้ ด้วยถูกกำหนดให้มีอายุ 2,000 ปี เมื่อล้มแล้วไปเกิดอีกไม่ได้ด้วยเหตุนี้ การแสดงโขนตอนทศกัณฐ์ล้ม จึงมีเรื่องราวเล่าขานจนไม่มีการนำมาแสดงอีก


ทศกัณฐ์หน้าพระอินทร์

ครูบาอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านเล่าว่า ในสมัยรัชกาลที่ 6 นั้น มีการแสดงในศึกสุดท้ายของทศกัณฐ์โดยใช้ชื่อตอนว่า “ทศกัณฐ์สั่งเมือง หรือ ทศกัณฐ์ล้ม”แสดงโดย พระราชวรินทร์ (กุหลาบ โกสุม) หลังจากได้แสดงแล้วชีวิตของท่านเกิดตกต่ำลงเป็นลำดับ และยังมีผู้นำไปแสดงอีก ก็ปรากฏว่ามีอันเป็นไป เช่น ถูกรถชนเสียชีวิต ถูกไฟไหม้บ้าน เป็นต้น แม้แต่เพลงหน้าพาทย์ที่ใช้ประกอบการแสดงตอนนี้คือ เพลงหน้าพาทย์สยาครัว และเพลงหน้าพาทย์สยาเดิน ก็ถูกจัดเป็นเพลงต้องห้ามหรือต้องทิ้งเสียนับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 จนถึงปัจจุบันการแสดงโขนตอนนี้ได้สูญหายไปกว่าร้อยปีแล้ว หากไม่สร้างหรือจัดการแสดงโขนขึ้นมา ก็จะไม่มีโอกาสได้รู้ได้เห็นกันอีกเลยศึกสุดท้ายของทศกัณฐ์ก่อนที่จะจบล้มลงนั้น ได้แปลงกายเป็นพระอินทร์ มีสิบหน้า ซึ่งไม่มีใครเห็นการแสดงในรูปลักษณ์ของพระอินทร์แปลงหรือทศกัณฐ์หน้าพระอินทร์

ซึ่งชมรมอนุรักษ์วัฒนธรรมรามเกียรติ์ได้ศึกษาค้นคว้าและนำหัวโขน “ทศกัณฐ์หน้าพระอินทร์” ที่สูญหายไปนั้นกลับมาสร้างสรรค์และออกแสดงเพื่อเชิดชูครูบาอาจารย์ขึ้นเป็นครั้งแรกในชุด “ทศกัณฐ์สั่งลา รูปอินทราครวญ” โดยมีผู้ทรงคุณวุฒินาฏศิลป์ศิลปินแห่งชาติและครูโขนคนสำคัญ เช่น ครูจตุพร รัตนวราหะ, ครูประสิทธิ์ ปิ่นแก้ว,ครูสมบัติ แก้วสุจริต, ครูสมศักดิ์ ทัตติ, ครูบุญช่วย โสวัตร,ครูไพฑูรย์ เข้มแข็ง, ครูวีระชัย มีย่อทรัพย์, ครูอรรถพลฉิมพูลสุข, เชาวนาท เพ็งสุข, ดร.ธีรภัทร์ ทองนิ่ม และครูโขนทั่วประเทศมาร่วมกันบูรณาการพัฒนาการความเหมาะสมโดยมีนักแสดงผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ทั่วประเทศมาร่วมแสดงเป็นครั้งแรก รายได้ทั้งหมดนั้นได้สมทบทุนสร้างกุฏิพระวัดต้นกอก ต.ป่าตุ้ม อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ และจัดตั้งกองทุนครูประสิทธิ์ ปิ่นแก้ว เพื่อช่วยเหลือเด็กขาดแคลน เสียดายที่จัดแสดงเพียงรอบเดียว เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 ที่ผ่านมา ณ โรงละครกาดเธียเตอร์ เชียงใหม่ นับเป็นปฐมภูมิการแสดงโขนครั้งแรกในรอบ 100 ปี ที่ฟื้นฟูบทของทศกัณฐ์หน้าพระอินทร์ แสดงโดย ครูทรรศนะภาคอัมพร เพื่อรักษาไว้ไม่ให้สูญหายไปจากสังคมไทย


การแสดงรูปพระอินทร์แปลงครวญ

เรื่องราวของศึกสุดท้ายของทศกัณฐ์นั้นหาอ่านได้จากวรรณกรรมรามเกียรติ์และภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดพระแก้วก็จริง แต่การแสดงหายากเป็นการแสดงจับตอนทศกัณฐ์เมื่อรู้ชะตาชีวิตของตัวเองว่าคงจะหมดอายุลงในเร็ววัน จึงได้สั่งเสียนางมณโฑและนางกาลอัคคี มเหสีรอง บอกว่าออกรบครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแต่จะขอตายอย่างชาติกษัตริย์ ครั้งนั้นทศกัณฐ์ได้แปลงร่างเป็นพระอินทร์งามสง่า จนพระรามตะลึงน้าวศรพรหมมาสตร์ แต่ไม่แผลงศรยิงได้ หนุมานต้องเตือนให้แผลงศร พระรามจึงได้สติ รู้ว่า
เป็นพระอินทร์จำแลง จึงแผลงศรพรหมมาสตร์ต้องทศกัณฐ์ล้มลงแล้วสำนึกผิด ทศกัณฐ์ได้สอนพิเภกทั้งต่อว่า ทั้งฝากฝังให้ดูแลบ้านเมือง ดูแลนางมณโฑ นางกาลอัคคี ให้อยู่ในทศพิธราชธรรมและลาตาย พร้อมกับขอให้จัดการพระศพอย่างสมพระเกียรติ ก่อนที่หนุมานขยี้ดวงใจของทศกัณฐ์จนแหลกลาญ แล้วทศกัณฐ์ก็สิ้นใจตายฝ่ายพิเภกนั้นจัดพิธีพระศพของทศกัณฐ์อย่างครบถ้วนกระบวนความตามขนบธรรมเนียมประเพณี ปัจจุบันนี้ทั้งวรรณกรรมและภาพจิตรกรรมฝาผนังตอนนี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญในการจัดพิธีพระบรมศพมาถึงทุกวันนี้


นักแสดงชั้นครูผู้อนุรักษ์โขนรามเกียรติ์


ทศกัณฐหน้าพระอินทร์อายุ 100 ปี


ทศกัณฐ์รบครั้งสุดท้าย


ทศกัณฐ์แปลงเป็นพระอินทร์


พระรามรบกับทศกัณฐ์


พระศพทศกัณฐ์-พระเมรุมาศ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระราชวังจันทรเกษม’ ภูมิโบราณพิพิธภัณฑ์แห่งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/257948

วันอาทิตย์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พลับพลาจตุรมุข (2)

อาทิตย์นี้ได้ตามรอยการเปิดตำนานวังหน้าจากอดีตสู่ปัจจุบัน ซึ่งเป็นโครงการเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติที่กรมศิลปากรจัดขึ้นด้วยวังหน้านั้นมีบทบาทสำคัญทางด้านศิลปกรรมของชาติมาตลอด วังหน้ากรุงรัตนโกสินทร์คือพระราชวังบวรสถานมงคลได้ถูกจัดเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งชาติสำหรับพระนคร เช่นเดียวกันวังหน้าสมัยอยุธยาคือ พระราชวังจันทรเกษมก็จัดเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเช่นเดียวกัน พระราชวังจันทรเกษมแห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่นํ้าป่าสัก หรือคลองคูขื่อหน้า ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สันนิษฐานว่าพระราชวังนี้สร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ.2120 ในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา เพื่อเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรในยามที่เสด็จจากเมืองพิษณุโลกมาเฝ้าพระราชบิดาที่กรุงศรีอยุธยา

สมเด็จพระนเรศวรเคยทรงใช้เป็นกองบัญชาการรบกับข้าศึกจากหงสาวดีเมื่อพ.ศ.2129 มีกษัตริย์และพระมหาอุปราชเคยประทับอยู่ถึง 8 พระองค์คือสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถเจ้าฟ้าสุทัศน์ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ขุนหลวงสรศักดิ์หรือสมเด็จพระเจ้าเสือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศและกรมพระราชวังบวรมหาเสนาพิทักษ์หลังจากเหตุการณ์เสียกรุงเมื่อพ.ศ.2310 พระราชวังจันทรเกษมได้ถูกทิ้งร้างและไม่มีสิ่งก่อสร้างของเดิมเหลืออยู่นอกจากฐานราก

จนกระทั่งพ.ศ.2404 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯให้พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าชิดเชื้อพงศ์ เป็นแม่กองดูแลก่อสร้างพระตำหนักและพลับพลาที่ประทับขึ้นใหม่เพื่อใช้เป็นที่ประทับในเวลาที่พระองค์เสด็จประพาสพระนครศรีอยุธยา และพระราชทานนามว่า พระราชวังจันทรเกษม

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2436 ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5ได้พระราชทานพระราชวังจันทรเกษมเป็นที่ทำการมณฑลกรุงเก่า โดยใช้พระที่นั่งพิมานรัตยาเป็นที่ทำการในครั้งแรก ต่อมาพระยาโบราณราชธานินทร์สมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า ได้จัดสร้างอาคารขึ้นจึงย้ายจากพระที่นั่งพิมานรัตยามาอาคารที่ทำการมณฑล ครั้งนั้นพระยาโบราณราชธานินทร์ ได้รวบรวมโบราณวัตถุในบริเวณกรุงเก่าและบริเวณใกล้เคียงมาเก็บรักษาไว้ที่พระราชวังจันทรเกษมเป็นจำนวนมากและในปี พ.ศ.2445 นั้น สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงแนะนำให้พระยาโบราณราชธานินทร์ จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่เรียกว่าโบราณพิพิธภัณฑ์โดยใช้ตึกโรงม้าพระที่นั่งเป็นที่เก็บรวมรวมโบราณวัตถุ

ต่อมาปี พ.ศ.2447 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายวัตถุต่างๆจากโรงม้าพระที่นั่งนั้นเข้ามาเก็บรักษาและตั้งแสดงที่บริเวณอาคารพลับพลาจตุรมุข และต่อเติมระเบียงตามแนวอาคารด้านทิศเหนือและทิศตะวันออกเพื่อจัดตั้งวัตถุ ศิลาจารึก และประติมากรรมต่างๆ โดยพระราชทานชื่อว่า อยุธยาพิพิธภัณฑ์ จนถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2479 กรมศิลปากร ได้ประกาศให้อยุธยาพิพิธภัณฑ์นั้นเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทรเกษม

พระราชวังจันทรเกษมนั้นมีกำแพง พระราชวังก่ออิฐ มีใบเสมา มีประตู 4 ด้าน เดิมนั้นคาดว่ามีกำแพงสองชั้น เช่นเดียวกับวังหลวง ภายในมีพลับพลาจตุรมุขสร้างสมัย ร.4 โดยโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอาคารพลับพลาทรงจตุรมุขแฝดเพื่อใช้เป็นท้องพระโรงสำหรับออกงานว่าราชการ และที่ประทับในเวลาเดียวกัน พระที่นั่งพิมานรัตยา เป็นหมู่อาคารตึกกลางพระราชวัง มี 4 หลัง คือ อาคารปรัศว์ซ้าย อาคารปรัศว์ขวา พระที่นั่งพิมานรัตยา และศาลาเชิญเครื่อง หอดูดาวหรือพระที่นั่งพิสัยศัลลักษณ์เป็นอาคารหอสูง 4 ชั้น สร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชต่อมา ร.4 ทรงสร้างขึ้นใหม่ตามแนวรากฐานอาคารเดิมทรงใช้เป็นที่ประทับทอดพระเนตรดวงดาว ตึกโรงม้าพระที่นั่ง เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนสองชั้นและอาคารสโมสรเสือป่า สร้างขึ้นในสมัย ร.6 และอาคารมณฑลหรืออาคารมหาดไทย เป็นอาคารยาวชั้นเดียว  ปัจจุบันทุกอาคารนั้นใช้จัดแสดงโบราณวัตถุทั้งหมด

 

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วัฒนธรรมบ้านเชียง’ ภูมิภาชนะลายเขียนสีของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/257030

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

บ้านเชียง เป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การ UNESCOในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 16 ที่เมืองแซนตาเฟ ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อพ.ศ.2535 นับเป็นแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์แห่งแรกที่มีความสำคัญในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ดังนั้นการจัดงานฉลองมรดกโลกบ้านเชียงที่อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ในปีนี้ นายวีระ โรจนพจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมจึงได้ให้ความสำคัญและเป็นประธานเปิดงาน “ตามรอยพ่อ มรดกไทย มรดกโลกบ้านเชียง” ระหว่างวันที่ 10-12 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา  นอกจากทำให้รับรู้ถึงการดำรงชีวิตสมัยก่อนประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปกว่า 5,000 ปีแล้ว ยังสร้างความเถิดเทิงรื่นเริงใจกันอย่างสนุกสนานโดยคาดหวังไว้ว่าในวันข้างหน้าหมู่บ้านแห่งนี้จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้ที่สร้างเกียรติภูมิของวัฒนธรรมบ้านเชียงมากขึ้น ดังนั้นการสร้างแบรนด์หรือเกียรติภูมิให้ได้ผลต่อพื้นที่นั้นจึงต้องยกเอาประวัติการและคุณค่าทางวัฒนธรรมมาเรียนรู้ถึงหลักฐานจากร่องรอยมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ที่พบโดยบังเอิญที่บ้านเชียงนั้นมาสร้างงานมากกว่าพิธีการเถิดเทิงอย่างเดียว โดยทั่วไปแล้วหลักฐานทางโบราณคดีที่พบโครงกระดูกมนุษย์ เครื่องปั้นดินเผา เครื่องมือเครื่องใช้ มักพบเหมือนกัน แต่การยกย่องให้เป็นวัฒนธรรมบ้านเชียงนั้นนอกจากแบบลายที่เขียนด้วยสีแดงเฉพาะแล้ว ยังทำให้มองเห็นการพัฒนาการในหลายมิติด้านความรู้ความสามารถของภูมิปัญญาที่เป็นตัวช่วยให้ผู้คนจากอดีตนั้นสามารถดำรงชีวิตและสร้างสังคมมนุษย์ได้สืบเนื่องต่อกันมายาวนานจนถึงปัจจุบันดังปรากฏว่าวัฒนธรรมบ้านเชียงนั้นได้แพร่กระจายครอบคลุมถึงแหล่งโบราณคดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกกว่าร้อยแห่ง ซึ่งเป็นบริเวณพื้นที่เคยมีมนุษย์อยู่อาศัยหนาแน่นมาเมื่อหลายพันปีมาแล้ว

จากการศึกษาศิลปะเครื่องปั้นดินเผาจากวัฒนธรรมบ้านเชียงนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ยุค ได้แก่ ภาชนะดินเผาสมัยต้น อายุ 5,600-3,000 ปี มีลายเชือกทาบ เชื่อว่าเป็นปอกัญชา มีทั้งลายขูดขีด และการเขียนสีบ่า พบวางคู่กับโครงกระดูก ภาชนะบางใบใช้บรรจุศพเด็กด้วย ภาชนะดินเผาสมัยกลาง อายุ 3,000-2,300 ปีเป็นสมัยที่เริ่มมีการขีดทาสีแดงแล้ว ภาชนะดินเผาสมัยปลาย อายุ 2,300-1,800 ปี เป็นยุคที่มีลวดลายสวยงามที่สุด ลวดลายพิสดารมาก สะท้อนให้เห็นถึงสังคมที่สงบสุขร่มเย็นก่อนที่จะมีการเคลือบน้ำโคลนสีแดงขัดมันวัฒนธรรมบ้านเชียงโบราณนั้นใช้เครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับจากสำริดในระยะแรกก่อนที่จะรู้จักใช้เหล็ก เช่นเดียวกับชาวโฟลินีเซียน และมีการสร้างและใช้กลองมโหระทึก ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว โดยมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง เป็นแหล่งเรียนรู้ในระดับสากลและมีชุมชนที่สืบทอดวัฒนธรรมจนเกิดธุรกิจรายได้ทำให้หมู่บ้านกลายเป็นชุมชนของวัฒนธรรมบ้านเชียงที่สามารถรักษาและสืบทอดขนบธรรมเนียมในอดีตผสมผสานกับวัฒนธรรมประเพณีพื้นบ้านของชาวไทพวนที่เข้ามาอยู่ร่วมในวัฒนธรรมบ้านเชียง และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยววัฒนธรรมให้มีรายได้ต่อชุมชน

นอกจากโบราณวัตถุที่อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง และหลุมขุดค้นทางโบราณคดีที่วัดศรีโพธิ์ในอันเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมดั้งเดิมแล้ว ยังมีการสร้างพิธีรำบวงสรวงบรรพบุรุษชาวบ้านเชียงด้วยเครื่องแต่งกายและวิถีการรำแบบชาวไทพวนแสดงผ้าสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ผ้าทอมือของไทย และผ้าทอมือลายคุณทองแดง จากศิลปินพื้นบ้านชาวอีสาน ยายบุญมา ศรีจันทร์ ซึ่งเป็นผู้ได้เข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และได้รับพระราชทานพระราชดำริให้ทอผ้าลายคุณทองแดงโบราณขึ้นตามเรื่องสุนัขโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตัวแรกของไทยที่ได้มีการขุดค้นพบในแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ปัจจุบันนี้หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้เมื่อ 200 ปีนั้นได้มีคนไทยเชื้อสายลาวพวนอพยพเคลื่อนย้ายชุมชนมาจากแขวงเชียงขวาง ประเทศลาว จึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงตามกลุ่มชาติพันธุ์ต่อชุมชนโบราณโดยมีวัฒนธรรมไทยพวนเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อหมู่บ้านนี้มากขึ้นหมู่บ้านนี้ถูกประกาศเป็นแหล่งห้ามการขุดค้นในพื้นที่บ้านเชียง และบริเวณโดยรอบ และเป็นแหล่งมรดกโลกที่กระจายวัฒนธรรมบ้านเชียงไปทั่วอีสาน

 

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองอุตรดิตถ์’ ภูมิการค้าท่าน้ำแห่งเมืองเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/256173

วันอาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

อนุสาวรีย์พระยาพิชัยดาบหัก

สังคมการเรียนรู้ทุกวันนี้สามารถสืบค้นข้อมูลและศึกษาได้จากแหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่มากมายหลายแห่ง  แต่การเรียนรู้ที่แหล่งความรู้เคลื่อนที่เข้าหากลุ่มผู้เรียนนั้นเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียน ครูและประชาชนได้เข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้ในคราวเดียวกันนั้น หาได้ยาก อาทิตย์นี้ได้ตามการจัดงานวัฒนธรรมศาสนา วิทยาศาสตร์ สร้างโอกาสให้เด็กจังหวัดอุตรดิตถ์  ที่กระทรวงวัฒนธรรมและมูลนิธิเผยแผ่ศาสนาและพัฒนาคุณภาพชีวิตร่วมกับจังหวัดอุตรดิตถ์  ซึ่งเป็นโครงการที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันจัดทุกปี โดยหมุนเวียนไปจังหวัดต่างๆ ครั้งนี้ เป็นครั้งที่ ๑๗ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ในวันที่๘-๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา

เมืองอุตรดิตถ์ในอดีตนั้น เป็นพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ มีที่ราบลุ่มอันเกิดจากดินตะกอนจากแม่น้ำน่านจึงทำให้เป็นพื้นที่เหมาะแก่การตั้งถิ่นฐานและประกอบกสิกรรมมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ มีหลักฐานว่ารอบตัวเมืองอุตรดิตถ์นั้นมีร่องรอยการเคลื่อนไหวและการตั้งถิ่นฐานของแหล่งชุมชนมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุมากกว่า ๒,๐๐๐ ปี โดยสำรวจพบเครื่องมือหินขัดและโครงกระดูกมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านบุ่งวังงิ้วซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามตำบลบางโพ-ท่าอิฐ และการค้นพบกลองมโหระทึกสำริด, กาน้ำและภาชนะสำริดที่ในเขตตำบลบางโพ  ตามริมแม่น้ำน่านนั้นมีท่าน้ำสำคัญ ๓ แห่ง คือ ท่าเซา ท่าอิด และท่าโพธิ์ ที่บอกถึงความสำคัญและเจริญรุ่งเรืองมาแต่สมัยที่ขอมปกครองดินแดนนี้ตั้งแต่พ.ศ.๑๔๐๐ ท่าอิด นั้นคือ บริเวณท่าอิฐบนและท่าอิฐล่างปัจจุบัน  ท่าโพธิ์ คือ บริเวณวัดท่าถนน ตลาดบางโพ เนื่องจากมีต้นโพธิ์มาก มีคลองไหลผ่าน เรียกว่า คลองบางโพธิ์ (เพี้ยนมาเป็นบางโพ)และท่าเสาคือ บริเวณตลาดท่าเสา  อันเป็นกลุ่มชนสุโขทัยดั้งเดิมที่ใช้กลุ่มภาษาไทยกลุ่มเมืองในแคว้นสุโขทัย เช่นเดียวกับชาวสุโขทัย นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก กำแพงเพชร เช่นเดียวกับกลุ่มคนในตำบลทุ่งยั้ง บ้านพระฝาง เมืองพิชัย บ้านแก่ง และบ้านคุ้งตะเภา เป็นกลุ่มคนแคว้นสุโขทัยเดิมเช่นเดียวกัน สมัยอยุธยานั้นประวัติศาสตร์เมืองนี้มีเรื่องเมืองสวางคบุรีและชุมนุมพระฝาง มีบุคคลสำคัญที่รู้จักกันดีคือ พระยาพิชัยดาบหัก บุคคลตัวอย่างความกล้าหาญในการสู้รบและความซื่อสัตย์ที่ไม่ยอมเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย สมัยพระเจ้าตากสิน ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้นท่าอิฐและท่าเสานับเป็นท่าค้าขายที่มีความเจริญทางการค้าในภาคเหนือ และภาคกลาง ซึ่งรวมถึงเชียงตุง เชียงแสน หัวพันทั้งห้าทั้งหก สิบสองปันนาสิบสองจุไทยด้วย เมื่อแควน่านเปลี่ยนทางเดิน จึงทำให้หาดท่าอิดมีพื้นที่เปลี่ยนแปลงเป็นหาดท่าอิดล่าง ท่าอิดเดิมเรียกว่าท่าอิดบน  ท่าอิดล่างนั้นยังคงเป็นศูนย์การค้าสำคัญของภาคเหนือมาตลอดจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๖ ด้วยเหตุนี้สินค้าพื้นเมืองและภูมิปัญญาโบราณโดยเฉพาะงานศิลปหัตถกรรมของเมืองนี้จึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนใจ ในปีพ.ศ. ๒๔๓๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ได้พระราชทานนามเมืองท่าอิดไว้ว่า “อุตรดิฐ”แปลว่า “ท่าน้ำแห่งทิศเหนือ” ซึ่งมีการเปลี่ยนเป็น“อุตตรดิตถ์” และ “อุตรดิตถ์” ในปัจจุบัน  ด้วยพระองค์ทรงให้ความสำคัญว่าเมืองแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการค้าขายของแถบภาคเหนือตอนล่าง หรือเมืองท่าที่ตั้งอยู่ปลายเหนือสุดของการควบคุมด้วยอำนาจโดยตรงของอาณาจักรนั่นเอง สำหรับแหล่งโบราณสถานที่สำคัญนั้นมีแหล่งโบราณคดีเวียงเจ้าเงาะ วัดพระแท่นศิลาอาสน์ และวัดพระธาตุทุ่งยั้ง  เป็นต้น ซึ่งในอดีตนั้นได้มีการศึกษาใหม่ว่า เมืองนี้น่าจะเป็นเมืองราดของพ่อขุนผาเมือง ผู้ร่วมคิดกับพ่อขุนบางกลางหาว สถาปนาแคว้นสุโขทัยเป็นอาณาจักรของคนไทย นอกจากนี้ยังมีแหล่งเหล็กน้ำพี้ บ่อแสนขัน ที่ใช้สร้างดาบรบกู้ชาติบ้านเมือง และอาหารพื้นถิ่นแห่งเดียวคือ หมี่พัน ข้าวหลามลับแล  แล้วยังมีทุเรียนหลงลับแล ที่ใครต่อใครหลายคนใคร่ชิมลิ้มรส แม้จะราคาแพงก็ตามไม่ต่างกับความงามของสาวเมืองลับแล ที่ชวนให้ใครต่อใครอยากพบเธอนั่นแหละ

 

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วัดราชบพิธฯ’ ภูมิศิลปกรรมพระอารามหลวง ร.5

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/255229

วันอาทิตย์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

อาทิตย์นี้ขอตามรอยศิลปกรรมในพระอารามหลวงที่มีความสำคัญมาก ด้วยวัดนี้เป็นพระอารามหลวงสุดท้ายที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างตามโบราณราชประเพณีของการสร้างวัดประจำรัชกาล คือ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม อยู่ถนนเฟื่องนคร ใกล้กระทรวงมหาดไทย วัดนี้เป็นพระอารามหลวงที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ.2412โดยทรงโปรดให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจและเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (หม่อมราชวงศ์ปุ้มมาลากุล) เป็นผู้อำนวยการก่อสร้าง มีลักษณะผสมระหว่างสถาปัตยกรรมไทยกับสถาปัตยกรรมตะวันตกคือ ลักษณะภายนอกเป็นสถาปัตยกรรมไทย ส่วนภายในออกแบบตกแต่งอย่างตะวันตกที่ถือว่าเป็นศิลปกรรมสมัยรัชกาลที่ 5 ที่พัฒนาจากรูปแบบของวัดพระปฐมเจดีย์กับวัดราชประดิษฐ์ ในรัชกาลที่ 4 เมื่อสร้างเสร็จ รัชกาลที่ 5พระราชทานนามว่า “วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม” หมายถึง วัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง และมีมหาสีมาอันเป็นเสาศิลาจำหลักยอดรูปเสมาธรรมจักร 8 เสา ตั้งเป็นสีมาที่กำแพง 8 ทิศ “ราชบพิธ” หมายถึงพระอารามที่พระเจ้าแผ่นดินทรงสร้าง และ “สถิตมหาสีมาราม”หมายถึงพระอารามซึ่งมีสีมากว้างใหญ่ เป็นมหาสีมาล้อมรอบอาณาเขตของวัด

สำหรับบานประตูหน้าต่างลายมุกภาพเครื่องราชอิสริยภรณ์และพระประธานในพระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามนั้น ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชีหินอ่อนจากประเทศอิตาลี พระนาม “พระพุทธอังคีรส”แปลว่า มีรัศมีซ่านออกจากพระวรกายเป็นพระพุทธรูปที่หล่อขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นเนื้อกระไหล่ทองคำเนื้อแปดหนัก 180 บาท โดยนำทองที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้เมื่อยังครั้งทรงพระเยาว์นั้นมาหล่อเป็นองค์พระ เดิมนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะทรงอัญเชิญพระพุทธรูปนี้ไปประดิษฐานที่พระปฐมเจดีย์ แต่สิ้นรัชกาลเสียก่อนในรัชกาลที่ 5 ได้โปรดเกล้าฯดำเนินการต่อและให้อัญเชิญมาประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดราชบพิธฯ เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2415 ฐานบัลลังก์ขององค์พระนั้นทำด้วยกระไหล่ทองเนื้อหกหนัก 48 บาท ภายในบรรจุพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระศรีสุลาไลย และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าละม่อม กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร และพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระราชสรีรางคาร สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี มหาเจดีย์ของวัดอยู่กลางระเบียงคตรูปวงกลมที่ต่อกับโบสถ์และวิหารนั้น ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบลายเบญจรงค์

ด้านหนึ่งของวัดได้จัดเป็นสุสานหลวง ซึ่งมีอนุสาวรีย์ที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมหลายแบบสำหรับที่ระลึกของพระมเหสีและพระบรมวงศ์ทั้งหมด 34 องค์  พระเถระผู้ครองวัดนี้พระองค์แรกคือพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ พ.ศ.2412-2444,พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า  พ.ศ.2444-2480, พระศาสนโศภน(ภา ภาณโก) พ.ศ.2480-2489, สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณสมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) พ.ศ.2491-2531,สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินฺตากโร) พ.ศ. 2531-2551 และสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร)พ.ศ.2551-ปัจจุบัน  วัดราชบพิธฯแห่งนี้เป็นวัดธรรมยุติกนิกายซึ่งมีสมเด็จพระสังฆราชครองวัดมาแล้ว 2 พระองค์และเป็นวัดที่มีบทบาทสำคัญต่อการศึกษาพุทธศาสนาในสถานศึกษามาอย่างต่อเนื่องแห่งหนึ่ง

 

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘หมู่บ้านสังคโลก’ ภูมิปัญญาศิลาดลเมืองสุโขทัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/254314

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พระพิฆเนศจากฝีมือคุณสันติ

เครื่องปั้นดินเผานั้นเป็นวัฒนธรรมเชิงหัตถศิลป์ที่มีการสืบทอดมาแต่ครั้งก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งมีการพัฒนาต่อเนื่องกันจนมีลักษณะเฉพาะอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ในสมัยสุโขทัยนั้นเครื่องสังคโลกได้ถูกสร้างขึ้นจนเป็นสินค้าสำคัญของเมืองนี้ อาทิตย์นี้ได้ตามรอยหาวัฒนธรรมกับกรมศิลปากรไปยังหมู่บ้านสังคโลก อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย ซึ่งมีการจัดพิพิธภัณฑ์เครื่องสังคโลกและการผลิตชิ้นงานศิลปะเพื่อเป็นอุตสาหกรรมท่องเท่ี่ยวในอนาคต

เครื่องสังคโลก เป็นเครื่องปั้นดินเผาที่เน้นการเคลือบสี  อันเป็นลักษณะเด่นจากภูมิปัญญาที่ต่อยอดจากฝีมือช่างโบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคลือบชนิดเนื้อแตกลายงา การเคลือบสีเขียวไข่กา สีเขียวมะกอกที่มีวิวัฒนาการจนงดงามที่รู้จักกันดีในชื่อ ศิลาดลหรือ “เซลาดอน” คำว่า สังคโลกนั้น มีผู้สันนิษฐานไว้ต่างกันว่าเรียกจากคำว่า “ซ้องโกลก” ที่แปลว่า เตาเผาแผ่นดินซ้อง บอกเป็นนัยว่ามาจากจีน  บ้างก็ว่ามาจากคำว่า “ซันโกโรกุ”หรือ “ซังโกโรกุ” ในภาษาญี่ปุ่น ที่เรียกเพี้ยนมาจากคำว่า “สวรรคโลก” หากถือข้างไทยๆ ก็ต้องว่าเรียกมาจากชื่อเมืองสวรรคโลกหรือเมืองสังคโลก อันเป็นแหล่งเตาเผานั่นเอง ในพงศาวดารอยุธยานั้นระบุว่ามีการซื้อเครื่องปั้นดินเผาจากสังคโลกแหล่งผลิตที่มีชื่อเสียงนั้นอยู่ที่เมืองเชลียง หรือศรีสัชนาลัย ที่เมืองเดิมคือสวรรคโลก และเมืองที่สัมพันธ์กัน คือ เมืองสุโขทัย ล้วนต่างพบเตาเผาและแหล่งผลิตภาชนะเคลือบมากมาย แม้จะพบเตาเผาในเมืองอื่นทางภาคเหนือ หากเป็นเครื่องปั้นดินเผาที่มีการเคลือบแล้วก็จะเรียกเป็นสังคโลก ด้วยเช่นกันจากหลักฐานการค้นพบเครื่องสังคโลกกับเครื่องถ้วยสีเขียวของจีนสมัยราชวงศ์หยวนในเรือที่จมอยู่ใต้อ่าวไทยชื่อ เรือรางเกวียนนั้นว่ามีอายุประมาณต้นพุทธศตวรรษที่ 19

เมื่อศึกษาเปรียบเทียบเครื่องสังคโลกกับเครื่องปั้นดินเผาจีนสมัยราชวงศ์หมิงที่พบในฟิลิปปินส์แล้ว ปรากฏว่าเครื่องสังคโลกนั้นมีอายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ 18-19  เชื่อว่ามีการผลิตเครื่องสังคโลกเกิดขึ้นในสมัยสุโขทัย และส่งเป็นสินค้าออกจนขยายการผลิตจำนวนมากในสมัยอยุธยา ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ 23 การผลิตเครื่องสังคโลกได้ลดลงจนทำให้ตลาดการค้าเครื่องสังคโลกเปลี่ยนแปลงไปเมื่อจีนหวนกลับมาผลิตเครื่องลายครามน้ำเงิน-ขาวแทนและได้รับความนิยมจนมีการส่งค้าขายกันสมัยอยุธยา

ดังนั้นการผลิตเครื่องสังคโลกจึงเหลือน้อยลงหรือไม่มีเลย ปัจจุบันการทำสังคโลกนั้นหาวิธีทำได้ยาก จึงมีการฟื้นฟูค้นหาจนผลิตเครื่องสังคโลกขึ้นมาใหม่โดยอาศัยลวดลายของเก่า เป็นการสานต่อภูมิปัญญาเครื่องสังคโลกขึ้นพร้อมกับการพัฒนารูปแบบภาชนะที่เคยมีแต่เดิมมาเป็นสินค้าตามความสนใจซึ่งทำเป็นภาชนะ เครื่องใช้ และเครื่องประดับ เช่น ถ้วย ชาม จาน ไหดิน โอ่งนํ้า ขวดดิน กระปุก ป้านนํ้าชา ช้อน และสร้างเป็นงานศิลปะ เช่น ตุ๊กตารูปคน  รูปสัตว์ เช่น ช้างและพิฆเนศ รูปยักษ์  รูปเทวดา พระพุทธรูป กระเบื้องมุงหลังคา สิงห์ ลูกมะหวด ท่อนํ้า ตุ๊กตาเสียกบาลตัวหมากรุก ช่อฟ้า บราลี และภาพศิลปะผนังบ้านเป็นต้น โดยมีทั้งที่เคลือบน้ำยาและไม่เคลือบน้ำยา การสานต่อภูมิปัญญาและสร้างสรรค์งานศิลปะจนมีความโดดเด่นน่าสนใจจึงทำให้สังคโลกมีชื่อเสียงรู้จักกัน โดยเฉพาะงานศิลปะสร้างสรรค์ปั้นดินจากฝีมือคุณสันติ พรมเพชร ช่างศิลปะผู้สานต่อจากบรรพบุรุษต่อรุ่นคุณสุเทพ สังคโลกนั้นได้ทำให้กะเณชา สังคโลกเป็นแหล่งเครื่องสังคโลกแบบสุโขทัยแท้ และเครื่องสังคโลกที่ประยุกต์ออกแบบ ทำให้หมู่บ้านสังคโลกกลายเป็นแหล่งผลิตสินค้าท่องเที่ยวของสุโขทัยที่น่าสนใจยิ่ง

 

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วันพ่อขุนรามคำแหง’ ภูมิวันประวัติศาสตร์เมืองสุโขทัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/253407

วันอาทิตย์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

แสดง-ระบำสุโขทัย

สืบเนื่องจากการที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงพบศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ในวันศุกร์ที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ.๒๓๗๖ นั้น คณะรัฐมนตรีจึงมีมติอนุมัติตามที่คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ และคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี เสนอ เมื่อพ.ศ.๒๕๓๓ โดยเสนอให้วันที่ ๑๗ มกราคม ทุกปี เป็น “วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช” ซึ่งเป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ถูกกำหนดขึ้นเป็นครั้งแรก

ดังนั้นในโอกาสที่พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เดินทางไปเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการและควบคุมการดำเนินงานโครงการอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยและอุทยานกำแพงเพชร โดยบูรณาการการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ให้เป็นไปตามเป้าหมายของอนุสัญญามรดกโลกนั้น จึงได้ร่วมพิธีวันพ่อขุนรามคำแหงในปีนี้ด้วย นอกจากพิธีการบวงสรวงอนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงแล้ว ยังได้มีการแสดงแสงเสียงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เห็นถึงวีรกรรมการชนช้างอันเป็นที่มาของชื่อรามคำแหงและคุณูปการของพ่อขุนที่ครองแผ่นดินแบบพ่อปกครองลูก  เรื่องราวของพ่อขุนรามคำแหงนั้นถือเป็นกษัตริย์ไทยที่รู้จักผ่านหลักศิลาจารึกที่ถูกยกย่องว่าเป็นบันทึกความจำของโลก ผ่านเครื่องสังคโลกและลายสือไทยซึ่งเป็นต้นกำเนิดภาษาไทยที่ใช้จนถึงวันนี้  พ่อขุนรามคำแหงมหาราชเป็นพระราชโอรสของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์หรือพ่อขุนบางกลางหางปฐมกษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย ซึ่งมีประวัติเล่าปรากฏในจารึก ๑๔ บรรทัดแรกว่า พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ มีพระมเหสีคือ พระนางเสือง มีพระราชโอรสสามพระองค์ พระราชธิดาสองพระองค์ พระราชโอรส องค์ใหญ่สิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังเยาว์ องค์กลางมี พระนามว่า บานเมือง และพระราชโอรสองค์ที่สาม คือ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช เมื่อพระชันษาได้ ๑๙ ปี นั้น ได้ชนช้างชนะขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด  พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ จึงพระราชทานนามว่า “รามคำแหง” เมื่อสิ้นรัชสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เมื่อประมาณ พ.ศ.๑๘๘๑  พ่อขุนบานเมืองได้ครองราชย์อีก ๖ ปี  พ่อขุนรามคำแหงต่อเป็นรัชกาลที่ ๓ แห่งราชวงศ์พระร่วง  ซึ่งปรากฏความถึงคุณูปการของพ่อขุนผู้นี้ในจารึกซึ่งมีการจารึกต่อความอีก ๓ ด้าน


พ่อขุนรามคำแหง

พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงอัจฉริยภาพทั้งด้านการปกครอง แบบพ่อปกครองลูก สร้างเศรษฐกิจแบบใครใคร่ค้าค้า มีการจูงวัวไปค้าจูงม้าไปขาย  ทรงบำรุงศาสนาสร้างวัดและสร้างศิลปวิทยาต่างๆ  สร้างสรีดภงส์เก็บน้ำไว้ใช้  มีการสร้างเครื่องเคลือบส่งออก สิ่งสำคัญที่รู้จักกันดีคือพระองค์ได้ทรงคิดประดิษฐ์ลายสือไทยเมื่อประมาณพ.ศ.๑๘๒๖ เป็นกำเนิดของอักษรไทย พระองค์นั้นสิ้นพระชนม์ในราวปี พ.ศ.๑๘๖๐ ทรงครองราชย์อยู่ประมาณ ๔๐ ปี แม้ว่าการศึกษาประวัติศาสตร์เดิมนั้นจะได้กำหนดให้อาณาจักรสุโขทัยเป็นอาณาจักรแห่งแรกของชาวไทยก็ตาม แต่การสืบราชวงศ์และการศึกษาแหล่งกำเนิดชนชาติไทยก็เป็นเรื่องที่พบว่ามีกลุ่มชาติพันธุ์ไทยมาก่อนแล้วในพื้นที่ทางตอนเหนือและมีความสัมพันธ์กับราชวงศ์กษัตริย์โบราณผ่านยุคสมัยมานาน ตามหลักฐานและการสอบกับจารึกที่ค้นพบใหม่ โดยเฉพาะราชวงศ์ศรีนาวนำถุม ที่ครองเมืองศรีสัชนาลัยมาก่อน  มีพ่อขุนผาเมืองเป็นผู้ร่วมขับไล่ขอมและสถาปนาเมืองสุโขทัยด้วย ทั้งๆ ที่ยังมีอาณาจักรละโว้ภายใต้อำนาจขอมและเมืองอโยธยาอยู่ทางตอนใต้

ส่วนทางเหนือนั้นมีอาณาจักรล้านนาของพญามังรายมหาราช เมืองพะเยาของพญางำเมือง ซึ่งเป็นสหายร่วมยุคสมัยและสืบสายสัมพันธ์กันอยู่ หากมีการศึกษาเชื่อมความสำคัญถึงกันแล้วก็จะเห็นว่าอาณาจักรสุโขทัยนั่นแหละเป็นเมืองประสานสิบทิศจนสร้างชาติให้เติบโตในเวลาต่อมา


อนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหง


แสดง-สุโขทัยนี้ดีมีน้ำมีปลามีนามีข้าว


รำบวงสรวงพ่อขุนรามคำแหง


ระบำจากเด็กสุโขทัย


แสดง-แสงเสียงและละคร


แสดง-วีรกรรมพ่อขุนรามคำแหง


สามพ่อขุน-สุโขทัย-ล้านนา-พะเยา


พ่อขุนรามคำแหงมหาราช


ลายสือไทย-อักษรไทย