ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘นิทรรศการรัตนโกสินทร์’ ภูมิเรียนรู้ถาวรกลางพระนคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/252433

วันอาทิตย์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

วันเด็กเมื่อวานนี้เป็นวันแห่งการเรียนรู้ของเด็กที่มีความสำคัญมาก  สำหรับแหล่งความรู้ที่มีการพัฒนาการนำเสนอที่ทันสมัยนั้น ขอแนะนำอาคารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ซึ่งเปิดบริการมาตั้งแต่วันที่ ๒๖มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๔ อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อาคารแห่งนี้เป็นอาคาร ๔ ชั้น บนถนนราชดำเนินใกล้วัดราชนัดดาราม  จัดแสดงนิทรรศการถาวรเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของกรุงรัตนโกสินทร์ และพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ของพระมหากษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ ทั้ง ๙ รัชกาล โดยเฉพาะ ทำให้รู้สึกได้ถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอันหาที่สุดมิได้ในโอกาสเดียวกัน  นิทรรศการถาวรนี้เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวันตั้งแต่เวลา ๑๐.๐๐-๑๙.๐๐ น. ไปจนถึงวันที่ ๓๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๐

อาคารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ถือเป็นการจัดแหล่งเรียนรู้ที่ทันสมัยและมีสิ่งน่าสนใจถึงมิติที่นำไปสู่ความรู้แต่ละห้องคือ รัตนโกสินทร์เรืองโรจน์จัดแสดงผ่านภาพยนตร์สื่อผสม ๔ มิติถึงการกำเนิดกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ยิ่งใหญ่ตามแบบกรุงศรีอยุธยา ด้วยพระอัจฉริยภาพในรัชกาลที่ ๑ ปฐมกษัตริย์แห่งบรมราชจักรีวงศ์  เกียรติยศแผ่นดินสยามจัดแสดงความวิจิตรอลังการของพระบรมมหาราชวังผ่านสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม ประวัติพระแก้วมรกต วัดพระศรีรัตนศาสดารามและราชสำนัก เรืองนามมหรสพศิลป์ จัดแสดงสีสันการบันเทิงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีมหรสพและการแสดงแต่ละยุคสมัย ลือระบิลพระราชพิธี  จัดแสดงพระราชพิธีสำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์สง่าศรีสถาปัตยกรรม  จัดแสดงรูปแบบสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของกรุงรัตนโกสินทร์ผ่านวัด วังและบ้านที่มีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมจากต่างประเทศดื่มด่ำย่านชุมชน  จัดแสดงเอกลักษณ์ของชุมชนบนเกาะรัตนโกสินทร์ ที่รังสรรค์ความงดงามและมีเสน่ห์ที่หาได้ยากในปัจจุบันเยี่ยมยลถิ่นกรุง นำเสนอ สถานที่น่าสนใจบนเกาะรัตนโกสินทร์ ที่มีสีสันและแบบฉบับของตัวเองเรืองรุ่งวิถีไทยนำเสนอวิถีชีวิตของคนไทย นับตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์จวบจนถึงปัจจุบันผ่านมัลติทัชเกมการเรียนรู้ ภูมิปัญญา วัฒนธรรม ของแต่ละยุคสมัย ดวงใจปวงประชา รวบรวมและนำเสนอเรื่องราว พระอัจฉริยภาพและพระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ทั้ง ๙ รัชกาล ตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์จนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมี จุดชมทิวทัศน์ ชั้น ๔ ชมทัศนียภาพของถนนราชดำเนิน และสถาปัตยกรรมในมุมกว้าง มีห้องสมุดเฉพาะด้าน ที่รวบรวมหนังสือ สื่อมัลติมีเดีย เกี่ยวกับกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันให้ศึกษาด้วย พร้อมกับมีการจัดกิจกรรมสำคัญที่ห้องโถง ดังตัวอย่างเช่น นิทรรศการ “สืบสานสมานมิตร” ของกระทรวงการต่างประเทศนั้นได้เชิญคณะทูตและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ รวมทั้งผู้แทนระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน มาร่วมเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในด้านการเจริญพระราชสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศโดยมีภาพถ่ายและสิ่งของสำคัญ รวมทั้งวีดิทัศน์ สื่อการเรียนรู้แบบ interactive ถึงการเจริญพระราชสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศในอดีตจนถึงรัชกาลที่ ๙ และการถวายพระเกียรติคุณจากนานาประเทศกับการน้อมนำแนวพระราชดำริด้านการพัฒนาและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในต่างประเทศ  ทำให้ประชาคมโลกน้อมรำลึกและร่วมสืบสานพระราชปณิธาน  นับเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญของแผ่นดิน ที่ทุกคนควรไปชม เพราะเป็นภูมิความรู้กรุงรัตนโกสินทร์และพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีที่ดีที่สุดแห่งเดียว

 

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘บ้านน้ำเค็ม’ พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งสึนามิแห่งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/251487

วันอาทิตย์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ธรณีพิบัติทางธรรมชาติ “สึนามิ” เป็นครั้งแรกแถบจังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามันเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 เวลา 07.58 น. นั้นถือเป็นแผ่นดินไหวใต้ทะเลที่ร้ายแรงและสูญเสียมากที่สุด กระทรวงวัฒนธรรม ได้ให้ความสำคัญต่อเหตุการณ์ดังกล่าวที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการบันทึกประวัติศาสตร์และฟื้นฟูชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากธรณีพิบัติภัย จึงริเริ่มโครงการก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งธรณีพิบัติภัยสึนามิขึ้น ณ สถานที่เกิดเหตุ บ้านนํ้าเค็ม จังหวัดพังงาเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานและแหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตวัฒนธรรม นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ผู้สนับสนุนมาแต่เริ่มต้นและเป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศล 3 ศาสนา ในโอกาสครบรอบ 12 ปี ของเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยสึนามินั้นได้เปิดโครงการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งธรณีพิบัติภัยสึนามิ ณ เรือประมงเกยตื้น บ้านนํ้าเค็ม ต.บางม่วงอ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ขึ้นเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2559

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งในสถานที่เหตุการณ์จริงแห่งนี้ได้มี นายพรธรรม ธรรมวิมลภูมิ สถาปนิกสำนักสถาปัตยกรรมกรมศิลปากรและคณะได้ออกแบบให้มีประโยชน์ต่อการเรียนรู้และฟื้นฟูพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โดยมีการดำเนินงานเป็นระยะ กล่าวคือในปีพ.ศ.2558 นั้นได้จัดซื้อเรือประมง 2 ลำ ที่ถูกคลื่นยักษ์สึนามิซัดมาเกยตื้นกลางชุมชนบ้านน้ำเค็มจากองค์การบริหารส่วนตำบลบางม่วง พร้อมจัดตั้งงบประมาณในการย้ายและปรับปรุงเรือ รวมทั้งปรับพื้นที่บริเวณที่ตั้งเรือในที่ดิน จำนวน 5 ไร่ ให้เป็นภูมิสัญลักษณ์ที่จะมีศักยภาพในเรื่องของวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในเหตุการณ์สึนามิ ที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์

ระยะที่สองจะมีการก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งธรณีพิบัติภัยสึนามิขึ้นโดยได้รับงบประมาณให้ดำเนินการในปี 2560 ด้วยงบประมาณทั้งสิ้น 64.8 ล้านบาทเป็นงบผูกพัน 2 ปี (2560-2561) โดยแบ่งเป็น จำนวน 12.8 ล้านบาท ปี 2560 และจำนวน 52 ล้านบาท ในปี 2561 ซึ่งได้ออกแบบตัวอาคารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างจัดหาผู้รับจ้างในการก่อสร้าง เมื่อสร้างเสร็จแล้วจะของบตกแต่งภายในเพื่อจัดนิทรรศการในปี 2561 อีก 30 ล้านบาท เพื่อมอบให้กับจังหวัดพังงา และ อบต.บางม่วงเป็นผู้ดูแลให้เป็นแหล่งเรียนรู้ และจัดกิจกรรมและเป็นแหล่งท่องเที่ยวสร้างรายได้สู่ชุมชนต่อไป

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งธรณีพิบัติสึนามิแห่งนี้ นอกจากจะเป็นอนุสรณ์สถานจากเหตุการณ์ภัยพิบัติสึนามิแล้วยังเป็นหอเตือนภัยและพื้นที่หลบภัย ทั้งยังเป็นสถานที่จารึกรายชื่อ ผู้ที่ประสบภัยพิบัติในครั้งนั้นบนผนังโลหะด้านนอกอาคาร ส่วนภายในเป็นศูนย์ข้อมูลการด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของบ้านนํ้าเค็มและพื้นที่ใกล้เคียง รวมทั้งจัดให้มีพื้นที่สำหรับร้านค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อเป็นการส่งเสริมอาชีพให้กับพี่น้องบ้านนํ้าเค็มด้วย โดยให้ลักษณะของตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ได้มีการผสมผสานภูมิทัศน์วัฒนธรรมพื้นถิ่น รูปทรงอาคารได้แนวคิดจากอุปกรณ์ทำกิน ในวิถีชีวิตประจำวันของชาวบ้านซึ่งประกอบอาชีพประมงเป็นส่วนใหญ่โดยมีเรือทั้งสองลำเป็นฉากหลังที่บอกเล่าเรื่องราวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถให้สาระการเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม สังคม สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น และวิถีชีวิตชาวบ้าน อันมีผลต่อศักยภาพการพัฒนาที่ยั่งยืนของชุมชนแผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดีย พ.ศ.2547 ที่มีศูนย์กลางอยู่ลึกลงไปในมหาสมุทรอินเดีย ใกล้ด้านตะวันตกของตอนเหนือเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว ทำให้เกิดความเสียหายบนเกาะสุมาตรา และผลกระทบไปถึงชายฝั่งทะเลแถบภาคใต้ของประเทศไทยด้วย เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของอาเซียนที่เน้นเรื่องนี้โดยตรง

 

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระมหาพิชัยราชรถ’ ราชรถองค์แรกแห่งแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250006

วันอาทิตย์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ตรวจชิ้นส่วนราชรถเพื่อซ่อม

การส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยของกษัตริย์ในแผ่นดินนั้น นอกจากจะมีการสร้างพระเมรุมาศขึ้นแล้ว การเชิญพระมหาพิชัยราชรถ เป็นราชพาหนะเชิญพระบรมโกศสู่พระเมรุมาศตามราชประเพณีโบราณนั้นนับเป็นงานสำคัญยิ่ง ในครั้งแรกก่อนเชิญนั้นต้องตรวจและทำการบูรณะให้สามารถใช้งานได้ พิธีแรกที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา คือการจัดพิธีบวงสรวงเพื่อบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถ พระยานมาศ และเครื่องประกอบในพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร โดย พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกรรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีบวงสรวงดังกล่าวท่ามกลางผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ข้าราชการกรมศิลปากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธี ซึ่งมีพระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ วิบูลย์เวทย์บรมหงส์ พรหมพงศ์ พฤฒาจาริย์ หัวหน้าพราหมณ์หลวง กำหนดเวลาฤกษ์ ในวันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2559 เวลา 14.49 น. นั้นเป็นมหัทธโนฤกษ์ แปลว่า คนมั่งมี ผู้รุ่งเรือง เศรษฐี บาทฤกษ์ทั้ง 4 อยู่ในราศีเดียวกัน เป็น “บูรณฤกษ์”เหมาะสำหรับทำการมงคลต่างๆ เพื่อบวงสรวงเทพยดาและดวงวิญญาณพระมหากษัตริยาธิราช และครูอาจารย์ที่ประสิทธิ์วิทยาการทุกสาขา

พระมหาเวชยันต์ราชรถ

ทั้งนี้ ด้วยเหตุที่ราชรถ ราชยานทั้งหลายนั้นล้วนสร้างขึ้นแต่ครั้งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ที่ทรงโปรดให้สร้างพระมหาพิชัยราชรถขึ้นในปี พ.ศ.2338เพื่อเชิญพระบรมอัฐิของสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (ทองดี) ออกถวายพระเพลิงณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวง ในปี พ.ศ.2339ครั้งนั้นพระองค์ทรงโปรดให้สร้างเป็นราชรถขนาดใหญ่ตามรูปแบบพระราชประเพณีโบราณ ที่เคยมีมาครั้งอยุธยา คือ ราชรถมีขนาดสูง 1,120 เซนติเมตร ยาว 1,530 เซนติเมตร หลังจากนั้นเมื่อสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี สิ้นพระชนม์ ในพ.ศ.2342 ได้โปรดให้อัญเชิญพระโกศทรงบนพระมหาพิชัยราชรถออกพระเมรุอีกครั้ง และได้ใช้สืบเนื่องกันมาในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพพระมหากษัตริย์และพระศพพระบรมวงศานุวงศ์หลายครั้ง

สำหรับพิธีการนั้นเมื่อประธานจุดธูปเทียนบูชาเครื่องสังเวยแล้ว พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณฯ ได้อ่านโองการบวงสรวงเทพยดาและดวงพระวิญญาณพระมหากษัตริยาธิราชรำบวงสรวงจำนวน 9 คู่ โดยนักแสดงจากสำนักการสังคีต กรมศิลปากร จากนั้น ประธานฯ พรมน้ำอบที่เครื่องมือช่าง นายช่างนำข้าวตอกโปรยที่เครื่องมือประธานโปรยข้าวตอกดอกไม้ที่เครื่องสังเวยก่อนจะเข้าสู่โรงราชรถ คล้องพวงมาลัยที่พระมหาพิชัยราชรถ เกรินบันไดนาค พระยานมาศสามลำคาน พระที่นั่งราเชนทรยาน พระวอสีวิกากาญจน์ เวชยันตราชรถ และราชรถน้อย ตามลำดับ

เศียรนาคและลายไม้จำหลักราชรถ

ตั้งแต่นี้ไปกรมศิลปากร กรมสรรพาวุธทหารบก และกรมอู่ทหารเรือ จะดำเนินงานบูรณะราชรถ 5 องค์ ประกอบด้วย พระมหาพิชัยราชรถ เวชยันตราชรถ และราชรถน้อย 3 องค์ เกรินบันไดนาค 2 เกริน พระยานมาศสามลำคาน 2 องค์ พระที่นั่งราเชนทรยาน และพระวอสีวิกากาญจน์ พร้อมกับตรวจสอบสภาพโครงสร้างของราชรถ ระบบกลไก การเคลื่อนที่ และการชักลาก ให้มีความมั่นคงแข็งแรง เพื่อให้งดงามและสมพระเกียรติยศ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ดังนั้นพิธีบวงสรวงจึงเป็นปฐมพิธีกรรมแห่งความเชื่อในราชประเพณีโบราณ ที่เห็นว่าการทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งให้บรรลุความสำเร็จหรือมีความเป็นสวัสดิมงคลแก่ตนเองนั้น ต้องบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนโดยมีพิธีบูชาพระรัตนตรัยและเทพเจ้าต่างๆ รวมถึงการถวายความนับถือพระมหากษัตริย์ พ่อ แม่ ครูอาจารย์ วีรชน คนดีทั้งหลายให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปด้วย อันเป็นปฐมพิธีของการงานออกพระเมรุมาศที่จัดขึ้นตามราชประเพณีตามลำดับต่อไป

งานออกพระเมรุมาศในอดีต

นางรำ 9 คู่ ในพิธีบวงสรวง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘จวนเก่าเมืองอุบล’ ปฐมภูมิพิพิธภัณฑ์อีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/249106

วันอาทิตย์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ดินแดนประเทศไทยนั้น ภาคอีสานถือเป็นแผ่นดินเก่าที่มีอายุอยู่ในยุคดึกดำบรรพ์ ทำให้มีเรื่องราวของสัตว์ดึกดำบรรพ์และเรื่องราวมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ที่มีการสร้างบ้านแปลงเมืองต่อเนื่องกันหลายยุคสมัย นายวีระ โรจนพจน์รัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ให้ความสำคัญถึงแหล่งเรียนรู้ที่ปรากฏอยู่ในภาคอีสานเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการจัดแสดงโบราณวัตถุและศิลปวัตถุในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี ที่ใช้จวนหรือศาลากลางหลังเก่า ซึ่งสร้างบนที่ดินของหม่อมเจียงคำชุมพล ณ อยุธยา ชายาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสำเร็จราชการมณฑลลาวกาว (มณฑลอีสาน) ครั้งมาประทับว่าการที่เมืองอุบลราชธานีนั้นมาจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ขึ้น สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่เลขที่ 318ถนนเขื่อนธานี ตำบลในเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โดยกรมศิลปากรได้ดำเนินการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เพื่อให้เป็นศูนย์อนุรักษ์ เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น และให้บริการทางการศึกษาเกี่ยวกับขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ศิลปะ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

เดิมนั้นเป็นอาคารศาลากลางเมืองอุบลราชธานีในรัชกาลที่ 6 สร้างเมื่อพ.ศ.2461 เป็นอาคารชั้นเดียวก่ออิฐถือปูน ยกพื้นสูง หลังคาทรงปั้นหยา มุงกระเบื้องว่าวมีครุฑประดับส่วนบนสุด ภายในอาคารประกอบด้วยห้องโถงใหญ่อยู่ตรงกลาง มีสวนหย่อมขนาบข้าง ล้อมรอบด้วยระเบียงทางเดินและห้องขนาดเล็ก เหนือกรอบประตูและบัวหัวเสารับชายคาที่ระเบียงมีการประดับตกแต่งด้วยไม้ฉลุลายพันธุ์พฤกษาเมื่อมีการสร้างศาลากลางใหม่และย้ายที่ทำการไปเมื่อ พ.ศ.2511 ศาลากลางหลังเก่าจึงปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์ของจังหวัดอุบลราชธานี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2532

การจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานีนั้นมุ่งเน้นเรื่องราวด้านต่างๆ ของจังหวัดอุบลราชธานี ทั้งทางด้านภูมิศาสตร์ ธรณีวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน ชาติพันธุ์วิทยา ศาสนาและการปกครอง โดยจัดแสดงนิทรรศการออกเป็นห้องๆ เช่น แสดงข้อมูลทั่วไปของจังหวัดอุบลราชธานีแสดงธรณีวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยจัดแสดงข้อมูลและหลักฐานทางโบราณคดี ประกอบด้วยโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่พบในเขตจังหวัดอุบลราชธานี เช่น เครื่องมือหิน กลองมโหระทึก ภาชนะดินเผารูปทรงต่างๆ เครื่องใช้และเครื่องประดับสำริด รวมทั้งอาวุธที่ทำจากสำริดและเหล็ก ที่ผนังจะมีภาพเขียนสีจำลองจากแหล่งภาพเขียนสีผาแต้ม ซึ่งเป็นแหล่งภาพเขียนสีที่สำคัญในเขตอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี

แสดงประวัติศาสตร์เริ่มแรก วัฒนธรรมทวาราวดีและวัฒนธรรมเจนละ จัดแสดงโบราณวัตถุสมัยประวัติศาสตร์เริ่มแรกในวัฒนธรรมเจนละหรือวัฒนธรรมเขมรก่อนเมืองพระนคร อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 และวัฒนธรรมทวาราวดีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-15 โบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่สุดได้แก่ พระอรรธนารีศวร อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 พบในจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประติมากรรมที่สลักรวมรูปพระศิวะและพระอุมาผู้เป็นชายารวมไว้เป็นองค์เดียวกัน พระคเณศหินทราย ศิลปะเขมร อายุราวพุทธศตวรรษที่ 15 เป็นต้น แสดงวัฒนธรรมไทย-ลาว ผ้าโบราณ และผ้า
พื้นเมืองอุบลราชธานี ดนตรีพื้นเมือง ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านและเครื่องใช้ในครัวเรือนและผลงานประณีตศิลป์เนื่องในพุทธศาสนา ด้วยสถานที่คับแคบของจวนเก่าแห่งนี้ และโบราณวัตถุยังมีอีกจำนวนมากนั้น ทำให้ถูกมองถึงพัฒนาการเป็นแหล่งเรียนรู้ในวันข้างหน้ามากขึ้น

 

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ภูเวียง’ ปฐมภูมิเรื่องราวดึกดำบรรพ์ของแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/248276

วันอาทิตย์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ชิ้นส่วนไดโนเสาร์ในไทย

แหล่งดึกดำบรรพ์ที่น่าสนใจในประเทศไทยนั้น ต้องถือว่าบริเวณของเวียงเก่า เขาภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เป็นจุดเริ่มต้นให้มีการศึกษาเรียนรู้ครบรูปแบบที่มีมิติของการเรียนรู้ที่แท้จริงนอกจากจะชมพิพิธภัณฑ์ ไดโนเสาร์ภูเวียง การขุดไดโนเสาร์ครั้งแรก
ของประเทศไทย
 แล้วยังมีรอยเท้าไดโนเสาร์ มากกว่า ๑๐ รอย บนลานหินให้เห็น และยังพบหลุมขุดค้นซากฟอสซิลไม้กลายเป็นหินที่เวียงเก่าและหลุมขุดค้นไดโนเสาร์ ชนิดกินเนื้อชนิดใหม่ของโลกบนเทือกเขาภูเวียงอีก อาทิตย์นี้ขอตามรอยนายทศพร นุชอนงค์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ไปลงหลุมและขึ้นเขาหาร่องรอยดึกดำบรรพ์ที่หลบซ่อนอยู่ให้รู้ให้เห็นจนรู้เรื่อง

โดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง (Phu Wiang Dinosaur Museum)นั้นเป็นพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยาที่เน้นที่การจัดแสดงเรื่องราวของซากดึกดำบรรพ์ ในลักษณะที่มีทั้งงานสำรวจ ขุดค้นและงานวิจัยในพื้นที่จริงอยู่บนพื้นที่สาธารณประโยชน์ที่มีเนื้อที่ ๑๐๐ ไร่ ในเขตพื้นที่ตำบลในเมือง อำเภอเวียงเก่าจังหวัดขอนแก่น ก่อสร้างด้วยเงินงบประมาณจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และอยู่ในความกำกับดูแลของกรมทรัพยากรธรณี ที่เปิดให้บริการนักท่องเที่ยวมาตั้งแต่ปี ..๒๕๔๔ โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากการค้นพบไดโนเสาร์เป็นครั้งแรกของไทยคือพบส่วนปลายของกระดูกต้นขาหลังด้านซ้ายของไดโนเสาร์ซอโรพอดถือเป็นหลักฐานไดโนเสาร์ชิ้นแรกของไทย ที่เป็นผลสืบเนื่องจากในปี ..๒๕๑๓ นั้นหน่วยสำรวจธรณีวิทยาจากสหรัฐอเมริกา ได้เข้าไปสำรวจแหล่งแร่ในพื้นที่เทือกเขาภูเวียง จังหวัดขอนแก่น และได้พบแร่ยูเรเนียมชนิดคอฟฟินไนต์เกิดร่วมกับแร่ทองแดงชนิดอะซูไรต์และมาลาไคต์ ทำให้ต่อมาองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศด้านพลังงานปรมาณูเข้าไปสำรวจเพิ่มเติมด้วย ระหว่างปี .๒๕๑๘๒๕๒๓ กรมทรัพยากรธรณีได้เข้าไปทำการเจาะสำรวจในรายละเอียด ในปี .๒๕๑๙

ไดโนเสาร์กินเนื้อที่พบใหม่

ไดโนเสาร์กินเนื้อพันธุ์ใหม่ของโลก

แผนที่ภูเวียง

ฟอสซิลไดโนเสาร์ที่ภูเวียง

นายสุธรรม แย้มนิยม นักธรณีวิทยา ได้ค้นพบซากดึกดำบรรพ์เศษกระดูกไดโนเสาร์บริเวณพื้นลำห้วยประตูตีหมา และต่อมาวินิจฉัยได้ว่าเป็นเศษส่วนปลายของกระดูกขาหลังท่อนบนด้านซ้ายของไดโนเสาร์ซอริสเชียในกลุ่มซอโรพอดคือไดโนเสาร์กินพืชขนาดใหญ่มี  ขา คอยาว หางยาว โดยถือได้ว่าเป็นการค้นพบหลักฐานไดโนเสาร์เป็นครั้งแรกของไทยที่นำไปสู่การสำรวจและวิจัยอย่างจริงจังจนถึงปัจจุบัน  ความต่อเนื่องจากงานการด้านบรรพชีวินวิทยา ไทยฝรั่งเศส ได้ทำการสำรวจไดโนเสาร์บนเทือกเขาภูเวียงนั้นทำให้มีการค้นพบกระดูก ฟัน และรอยตีนไดโนเสาร์จำนวนมาก โดยส่วนใหญ่พบอยู่ในหินทรายหมวดหินเสาขัวยุคครีเทเชียสตอนต้น อายุประมาณ ๑๓๐ ล้านปีมาแล้ว  มีทั้งไดโนเสาร์ซอโรพอดและเทอร์โรพอด หลากหลายสายพันธุ์ และมีขนาดตั้งแต่ตัวเท่าแม่ไก่ ไปจนถึงมีลำตัวยาวจากหัวจรดหางมากกว่า ๑๕ เมตร นับเป็นการค้นพบที่สำคัญ จนมีความตื่นตัวเรื่องดึกดำบรรพ์ในประเทศไทยมากขึ้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงพาคณะกรรมการรางวัลนานาชาติสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ..๒๕๕๑ ซึ่งทำให้การค้นพบแหล่งไดโนเสาร์บนเทือกเขาภูเวียง สร้างชื่อเสียงให้กับเทือกเขาภูเวียงเป็นอย่างมาก

ศูนย์ศึกษาวิจัยไดโนเสาร์

ห้องศึกษาและวิจัยไดโนเสาร์

โดยเฉพาะอย่างยิ่งไดโนเสาร์ซอโรพอดสกุลและชนิดใหม่จากภูเวียงที่ชื่อว่า ภูเวียง โกซอรัส สิรินธรเน ยิ่งทำให้ผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศกล่าวขวัญกันอย่างกว้างขวาง นอกจากแหล่งขุดค้นพบซากฟอสซิลไดโนเสาร์ที่ค้นพบซากฟอสซิลไดโนเสาร์ชิ้นแรกแล้ว ต่อมาได้มีการขุดค้นพบซากฟอสซิลรวมถึงรอยเท้าไดโนเสาร์ รวม  แห่งแล้ว ปัจจุบันพบแหล่งใหญ่ของซากฟอสซิลไม้กลายเป็นหินที่เวียงเก่าและหลุมขุดค้นไดโนเสาร์กินเนื้อชนิดใหม่ของโลกบนเทือกเขาภูเวียงอีก นี่คือแหล่งดึกดำบรรพ์แหล่งใหญ่ของประเทศที่รอการสำรวจทั้งหมด

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ศูนย์ข้อมูลเวียงกุมกาม’ แหล่งเรียนรู้เมืองโบราณใต้ดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247399

วันอาทิตย์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ลวดลายศิลปกรรมที่พบ

เมื่อสังคมให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้มากขึ้นการนำเสนอที่เคยนำโบราณวัตถุและศิลปวัตถุจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์นั้นก็มีความจำเป็นต้องหาวิธีการจัดแสดงให้คนเข้าใจได้เอง อาทิตย์นี้ได้ตามคุณอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากรไปที่ศูนย์ข้อมูลเวียงกุมกาม ซึ่งมีการปรับปรุงและสร้างสรรค์การนำเสนอข้อมูลโดยมีการนำสื่ออิเล็กทรอนิกส์มาสร้างมิติความรู้ที่น่าสนใจ เพราะเป็นศูนย์ที่เปิดโลกทัศน์ของเมืองโบราณที่รู้จักกันในชื่อเวียงกุมกาม ในอดีตนั้นเป็นเมืองโบราณที่สาบสูญจมอยู่ใต้ดิน และเป็นเมืองที่พบว่าถูกสร้างขึ้นก่อนมีการสร้างเมืองเชียงใหม่

ดังนั้น การสร้างแหล่งความรู้ใหม่จึงควบคู่ไปกับการสำรวจขุดแต่งโบราณสถานที่จมอยู่ใต้ดินนั้นให้ปรากฏชัดเจนมากขึ้นพร้อมกับมีการเปิดพื้นที่โบราณสถานที่จมอยู่ใต้ดินนั้นให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปพร้อมกัน เวียงกุมกามแห่งนี้อยู่ในเขตตำบลท่าวังตาลหมู่ที่ 11 อำเภอสารภี ห่างจากเมืองเชียงใหม่ 5 กิโลเมตร ตัวเมืองล้อมด้วยคูนํ้าและคันดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดกว้างประมาณ 600 เมตร ยาวประมาณ 850 เมตร พื้นที่เป็นที่ราบจากตะกอนดินใหม่ของแม่นํ้าปิงมีระดับความสูง 300-320 เมตร เหนือระดับนํ้าทะเลปานกลาง เดิมตั้งอยู่ริมแม่น้ำมีลักษณะเป็นที่ลุ่มตํ่าหน้าฝนจึงมีนํ้าท่วมทุกปี และในฤดูนํ้าเหนือบ่าก็จะท่วมพื้นที่นี้ด้วยระดับนํ้าสูงมาก

ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้นํ้าท่วมเมืองนี้จนร้างลงเมื่อศึกษาจากหลักฐานก็ทำให้ทราบว่าเวียงกุมกาม แห่งนี้เป็นเมืองที่พญามังราย กษัตริย์ราชวงศ์เม็งราย ทรงสร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.1829 หลังจากที่ยกทัพจากเมืองฝาง เข้ามารุกรานและยึดครองเมืองหริภุญชัยจากพญายี่บา หลังจากที่พระองค์ประทับอยู่ที่เมืองหริภุญชัย ได้ 2 ปีแล้ว ทรงมอบให้พระโอรส“เจ้าอ้ายฟ้า” ครองเมืองหริภุญชัยแทน แล้วพระองค์ทรงย้ายมาสร้างเมืองใหม่ที่แห่งนี้ การเรียกชื่อ“เวียงกุมกาม” นั้นมีการแปลความหลายความหมาย  แต่การเรียกตามสำเนียงเหนือว่า “เวียงกุมกวม” นั้นทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นเมืองที่ตั้งคร่อมแม่ปิงหรือมีความหมายมาจากคุ้มคาม คือเป็นที่พัก (คุ้ม) เจ้านายดูแลบ้านเรือน (คามะ)

เดิมนั้นใช้แม่นํ้าปิงเป็นเส้นทางในการคมนาคมติดต่อกับเมืองที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือและทางตอนใต้อันเป็นเหตุให้เวียงกุมกามนั้นเป็นศูนย์กลางทางการค้าขายขนาดใหญ่ในยุคนั้น แต่ด้วยเหตุเป็นพื้นที่ตํ่าและติดกับแนวโค้งของแม่นํ้าปิง จึงทำให้นํ้าท่วมบ่อยครั้ง จนทำให้พญามังรายหาทำเลสร้างเมืองใหม่บริเวณพื้นที่ราบเชิงดอยสุเทพสร้างเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์ คือเมืองเชียงใหม่ เมื่อพ.ศ.1839โดยเวียงกุมกามยังเป็นกาดหรือศูนย์การค้าอยู่จนเมื่อพุทธศตวรรษที่ 22 ระหว่างปี พ.ศ.2101-2317ในสมัยพม่าปกครองล้านนานั้นแม่น้ำปิงเกิดเปลี่ยนทิศทางและนำตะกอนดินเข้าท่วมเวียงกุมกามจมอยู่ใต้ดินประมาณ 3 เมตร จนเมื่อพ.ศ.2527 จึงมีการค้นพบและกรมศิลปากรโดยสำนักศิลปากรที่ 8 ได้ขุดแต่งให้เห็นโบราณสถานสำคัญของเวียงกุมกามที่มีมากกว่า 40 แห่งขึ้นจากใต้ดิน ดังนั้นการเรียนรู้จากประวัติศาสตร์และโบราณคดีนอกจากเรื่องของพญามังราย ผู้สร้างเมืองเวียงกุมกามเป็นราชธานีแห่งแรกของล้านนาแล้ว ได้มีการนำเสนอในมิติของศูนย์ข้อมูลที่ย้อนอดีตให้เห็นจินตภาพของวิถีชีวิตของผู้คนเวียงกุมกาม ในระบบ 360 องศา พร้อมกับการสัมผัสโครงสร้างสถาปัตยกรรมของเจดีย์รูปแบบต่างๆ ผ่านสื่อวีดิทัศน์

Augmented  Reality ก่อนที่จะได้พบเห็นชิ้นงานที่แสดงลวดลายศิลปกรรมและหลักฐานสำคัญที่พบในเวียงกุมกาม โดยการทำงานของนักโบราณคดีที่ดำเนินการขุดแต่งกว่าจะได้มาถึงเรื่องราวทั้งหมดจากเอกสาร ข้อมูลการศึกษา หากจัดส่วนจดหมายเหตุและห้องสมุดเสริมขึ้นก็จะเป็นต้นแบบของศูนย์ข้อมูลเพื่อการเรียนรู้ที่น่าจะเกิดขึ้นในโบราณสถานสำคัญทุกแห่งและท้องถิ่นต่างๆ ที่กำลังเถิดเทิงกับกิจกรรมไร้สาระกับมิติการเรียนรู้มากขึ้น

 

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระราชวังสนามจันทร์’ ภูมิความรักชาติบ้านเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/246506

วันอาทิตย์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การย้อนรอยประวัติศาสตร์เดือนพฤศจิกายนนี้ได้ไปที่พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม สถานที่มีองค์พระปฐมเจดีย์เป็นแลนมารค์ ด้วยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จับมือกันเดินทางย้อนรอยให้เรียนรู้จากสถานที่จริงพร้อมกับเสวนาสาระเรื่องราวให้รู้มากกว่าชมกันเฉยๆ งานวิชาการนี้จัดกันมา 2 ครั้งแล้วในเรื่องกรุงเทพฯ เมืองศตวรรษแรกและเรื่องตลาดเก่าชาวเพชรบุรี สำหรับครั้งนี้ได้เน้นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ผู้ทรงให้ความสำคัญกับการสร้างคนให้รักบ้านเมือง โดยมีสถาบันหลักคือชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยผ่านพระราชนิพนธ์ และการทรงงานต่างๆ ที่มีการจัดแสดงอยู่ในพระราชวังสนามจันทร์ เช่น เรื่องธงชาติ เสือป่า ลูกเสือ ทหารอาสาสงครามโลก และพระราชนิพนธ์ต่างๆ ตลอดจนการริเริ่มหนังสือพิมพ์ สร้างพื้นฐานประชาธิปไตยจากการสร้างเมืองจำลองประชาธิปไตยที่รู้จักกันอย่างดีคือ เมืองดุสิตธานี เป็นต้น ซึ่งเป็นพระราชกรณียกิจที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงนำแนวคิดในรัชกาลก่อนมาสานต่อให้รู้รักความสามัคคีและมีคุณธรรมที่รักบ้านเมืองเช่นเดียวกัน

สำหรับพระราชวังสนามจันทร์นั้น ตั้งอยู่ในตำบลสนามจันทร์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ห่างจากพระปฐมเจดีย์ประมาณ2 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 888 ไร่ 3 งาน 24 ตารางวา สร้างขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว บนบริเวณที่คาดว่าในอดีตนั้นเป็นพระราชวังเก่าของกษัตริย์สมัยโบราณเรียกว่าเนินปราสาท สำหรับใช้เป็นสถานที่ประทับเมื่อเสด็จฯมานมัสการองค์พระปฐมเจดีย์และใช้เป็นเมืองสำรองในยามบ้านเมืองวิกฤติ พระราชวังนี้ใช้เวลาก่อสร้างนาน4 ปี หลวงพิทักษ์มานพ (น้อย ศิลป์ ภายหลังเป็นพระยาวิศุกรรม ศิลปประสิทธิ์) เป็นแม่งาน สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2450 มีนามพระราชทานว่า “พระราชวังสนามจันทร์” ตามชื่อสระน้ำจันทร์หรือสระบัวซึ่งเป็นสระโบราณหน้าโบสถ์พราหมณ์ ปัจจุบันไม่มีโบสถ์พราหมณ์เหลืออยู่แล้ว ตามพระราชพินัยกรรมนั้นแสดงพระราชประสงค์ยกพระราชวังสนามจันทร์ให้เป็นสถานที่ตั้งโรงเรียนนายร้อยทหารบก สร้างเป็นพระที่นั่งต่างๆอยู่หลายองค์ เช่น พระที่นั่งพิมานปฐมพระที่นั่งอภิรมย์ฤดี พระที่นั่งวัชรีรมยา พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์ พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย และมีพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์และอนุสาวรีย์ย่าเหล พระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์ พระตำหนักทับแก้ว พระตำหนักทับขวัญซึ่งเมื่อมีการซ้อมรบเสือป่า พระตำหนักองค์นี้ใช้เป็นที่ตั้งกองบัญชาการเสือป่าราบหนักรักษาพระองค์เป็นต้น

จุดสำคัญแห่งความอัศจรรย์แห่งนี้คือระหว่างองค์พระปฐมเจดีย์เทวาลัยคเณศร์และหอพระบนพระที่นั่งพิมานปฐมนั้น ได้ถูกวางไว้เป็นเส้นแนวตรงหอพระนั้นมีพระพุทธรูปปางปฐมเทศนาอยู่องค์หนึ่ง และภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังฝีมือ พระยาอนุศาสน์จิตรกร (จันทร์ จิตรกร) เช่นเดียวกับภาพในห้ององค์พระปฐม อันเป็นตำแหน่งการเชื่อมความศักดิ์สิทธิ์ถึงกันโดยผ่านองค์พระพิฆเนศวรหรือพระคเณศร์จึงไม่แปลกใจที่หลายคนจะเดินลอดซุ้มแห่งนี้เพื่อความสำเร็จสมหวังดังใจหมาย พร้อมกับได้สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในชุดนั่งพระเก้าอี้สนามในการซ้อมรบของเสือป่าด้วย  ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ประกาศให้พระราชวังสนามจันทร์ เป็นโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 98ตอนที่ 177 วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2524 และอยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวังเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2546 นับเป็นภูมิความรักชาติบ้านเมืองในรัชกาลที่ 6ที่น่าสนใจยิ่ง

 

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ปรัมบานัน’ ภูมิเทวาลัยที่ยิ่งใหญ่ของอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/245445

วันอาทิตย์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การศึกษาศิลปกรรมของชวาบาหลีกับสถาบันอยุธยาศึกษานั้น หากไม่จูงมือ ธนิตสร เพชรถนอมช่างภาพมือแสงเงาแล้วก็จะหาภาพงามจากเทวาลัยของศาสนาฮินดูที่เป็นจุดเริ่มต้นของปราสาทหินต่างๆในประเทศอาเซียนไม่ได้เลย ด้วยในคริสต์ศตวรรษแรกนั้นมีชาวฮินดูจากอินเดียตะวันออกเฉียงใต้ เดินทางเผยแพร่มาสู่ประเทศที่อยู่ทางทะเลใต้หรืออุษาคเนย์ ทั้งที่อพยพเข้ามาในดินแดนสุวรรณภูมิและไปอยู่ถึงอินโดนีเซียซึ่งมีการเดินทางอพยพอย่างต่อเนื่องจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 7 จนทำให้มีอิทธิพลและความเชื่อถือในศาสนาฮินดูนั้นขยายวงกว้างออกไป โดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นสูง จนผสมผสานกลืนกลายเป็นวัฒนธรรมสำคัญของชาติในที่สุดโดยเฉพาะภาษาสันสกฤต และภาษาปัลวะนั้น ต่อมาได้วิวัฒนาการเป็นภาษาชวาเก่า ชวาใหม่ และอักษรอินโดนีเซียอื่นๆ วัฒนธรรมส่วนใหญ่ของอินโดนีเซียที่รับมาจากชาวฮินดูนั้นมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย ดังเห็นได้จากสถาปัตยกรรม ประติมากรรมรูปปั้นวรรณคดี ดนตรี นาฏศิลป์ และการเล่นพื้นเมือง ซึ่งยังคงมีอยู่ในบาหลี และลอมบอร์กตะวันตก แม้จะมีพุทธศาสนาฝ่ายมหายานและฝ่ายเถรวาทจากอินเดียตามมาเผยแผ่ในอินโดนีเซียระหว่างปี พ.ศ.643-743 นั้นก็ตาม ระยะแรกๆ ไม่ได้รับความนิยมมากนัก จนถึงสมัยอาณาจักรศรีวิชัย พุทธศาสนาจึงรุ่งเรืองมากขึ้น

ต่อมาปี พ.ศ.1215 จึงได้มีศูนย์กลางพุทธศาสนาอยู่ที่เมืองปาเลมบัง ในเกาะสุมาตราและชวาตอนกลางเช่นเดียวกับพุทธศาสนาได้ขยายขึ้นมาถึงสุวรรณภูมิตอนใต้จนเมื่อสิ้นสุดอาณาจักรศรีวิชัยพุทธศาสนาก็เสื่อมลงส่วนศาสนาฮินดูนั้นยังมีความเข้มแข็งและมีการสร้างเทวสถานสำคัญขึ้นหลายแห่ง โดยเฉพาะ “ปรัมบานัน”(Prambanan) นั้นในอินโดนีเซีย เรียกว่า จันดีปรัมบานัน(Candi Prambanan) หรือจันดีราราจงกรัง (Candi RaraJonggrang) เป็นเทวสถานศาสนาฮินดูที่มีความสำคัญ ตั้งอยู่ห่างจากยอกยาการ์ตาไปทางตะวันออกประมาณ 18 กิโลเมตร เป็นมหาวิหารศาสนาฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์และอินโดนีเซีย มหาวิหารแห่งนี้มีจุดเด่นที่พระปรางค์ขนาดใหญ่สูงถึง 47 เมตร“ปรัมบานัน” นี้ เรียกตามภาษาอินโดนีเซียว่า วัดโลโรจงกรัง (Loro Jongrang Temple) วัดนี้สร้างขึ้นเมื่อราวปี พ.ศ.1390 หลังจากสร้างเสร็จได้ไม่นาน ก็ถูกทอดทิ้งและถูกปล่อยให้ทรุดโทรมตามกาลเวลา พ.ศ.2349 (ค.ศ.2006) ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขึ้นบนเกาะชวาจึงทำความเสียหายอย่างมากให้แก่ “ปรัมบานัน”จนบรรดาสิ่งก่อสร้างหลายแห่งโดยเฉพาะเทวาลัยขนาดเล็กที่อยู่รายรอบปรางค์ประธานนั้นได้พังเสียหายหนัก จนถึงปี พ.ศ.2461(ค.ศ.1918) จึงได้มีการบูรณะวัดขึ้นใหม่ โดยได้บูรณะสิ่งก่อสร้างหลักที่สำคัญจนแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2496 (ค.ศ.1953) ปราสาทหินปรัมบานันแห่งนี้ต่อมาได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 15ณ เมืองคาร์เทจ ประเทศตูนิเซีย เมื่อปี พ.ศ.2534ภายใต้ชื่อ “กลุ่มวัดปรัมบานัน” อันเป็นผลจากสถาปัตยกรรมแห่งนี้เป็นตัวแทนแสดงผลงานชิ้นเอกที่ทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของมนุษย์และเป็นตัวอย่างสิ่งก่อสร้างโดดเด่นอันเป็นตัวแทนของการพัฒนา ทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม

ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ปรัมบานันนั้นเป็นกลุ่มเทวสถานที่ก่อสร้างด้วยหินจำนวนหลายหลัง ลักษณะคล้ายเทวาลัยหรือปราสาท โดยสร้างเทวาลัยหลัก 8 หลัง อยู่ตรงกลาง รายล้อมด้วยเทวาลัยขนาดเล็กเป็นบริวารมีมากกว่า 200 หลังมีแนวกำแพงล้อมรอบเทวาลัย ขนาดใหญ่ 3 หลัง โดยหันหน้าไปทางทิศตะวันออก คล้ายเจดีย์ทรงกลีบมะเฟืองที่รับอิทธิพลมาจากศิลปะอินเดีย เทวาลัยประธานหลังกลางเด่นที่สุดสูงถึง 47 เมตร เป็นเทวาลัยที่สร้างขึ้นถวายแด่พระอิศวร ส่วนอีกสองหลังที่มีขนาดเล็กกว่าเป็นเทวาลัยทิศเหนือสร้างถวายแด่พระนารายณ์ และเทวาลัยทิศใต้สร้างขึ้นถวายแด่พระพรหม รอบเทวาลัยนั้นมีภาพสลักนูนทำจากหินลาวาภูเขาไฟ ประดับกำแพงนั้นประณีตงดงามมากเป็นภาพ เรื่องพระผู้เป็นเจ้า เรื่องรามายณะและเรื่องราวจากตำนาน จึงทำให้เป็นเทวสถานแห่งศิลปกรรมมรดกโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาเซียน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : “โนรา” ภูมิการแสดงศิลปะชั้นสูงของภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/244358

วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นได้ทำให้คนไทยพากันเศร้าโศกไปตามกันทั้งแผ่นดิน แทบจะทุกแห่งหนล้วนแต่จัดกิจกรรมที่แสดงถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดไม่ได้นั้น โดยเฉพาะบรรดาศิลปิน นักแสดง นักร้องต่างพร้อมใจกันแต่งและร้องเพลงถ่ายทอดความรู้สึกอาลัยรักในหลวงอยู่แทบทุกวัน  เช่นเดียวกันบรรดาศิลปินพื้นบ้านแต่ละสาขาก็พากันถ่ายทอดศิลปะการแสดงของตนแสดงความไว้อาลัยรักภักดีด้วยเช่นเดียวกัน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้เชื้อชวนศิลปินพื้นบ้านทุกภาคได้ร่วมกันแสดงความไว้อาลัยและเผยแพร่ศิลปะการแสดงของตนไปพร้อมกันโดยเฉพาะภาคใต้นั้น โนรา ถือเป็นการละเล่นพื้นเมืองเฉพาะถิ่นที่มีการสืบทอดกันมายาวนานจนเป็นที่นิยมกันแพร่หลายและกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของจังหวัดในภาคใต้ การละเล่นพื้นบ้านของโนราภาคใต้นั้นมีทั้งการร้อง การรำ บางแห่งเล่นเป็นเรื่องราว ให้น่าสนใจ การแสดงโนรา นี้เรียกกันเต็มยศน่าจะมาจากคำว่า มโนราห์ เป็นคำที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งสมัยอยุธยา โดยการนำเอา เรื่องพระสุธน-มโนราห์ มาแสดงเป็นละครชาตรี  ส่วนโนราของภาคใต้นั้นเชื่อว่าน่าจะได้รับอิทธิพลจากการร่ายรำของอินเดียโบราณที่เดินทางมาจากลังกาก่อนสมัยศรีวิชัย พร้อมกับเครื่องดนตรีโนรา ที่เรียกว่า เบ็ญจสังคีต  ประกอบด้วย โหม่ง ฉิ่ง ทับ(ตะโพน) กลอง และ ปี่ใน เพื่อบรรเลงให้เข้ากับท่ารำของโนรา ซึ่งมีการแต่งตัวแสดงท่าทางลีลาคล้ายคลึงกับการร่ายรำของศรีลังกาหรืออินเดีย ต่อมาการแสดงโนรานั้นมีการพัฒนาเป็นรูปแบบกันขึ้นเมื่อประมาณปี  พ.ศ.๑๘๒๐ ในสมัยสุโขทัยตอนต้นปัจจุบันเชื่อกันเป็นตำนานว่าโนราเกิดขึ้นครั้งแรกที่หัวเมืองพัทลุง คือ ตำบล บางแก้ว จังหวัดพัทลุงแล้ว แพร่ขยายไปยังหัวเมืองอื่นของภาคใต้ โดยเดินทางขึ้นถึงภาคกลางแล้วพัฒนาการแสดงเป็นละครชาตรีในที่สุด

สำหรับการแสดงโนรานั้นมีตำนานเล่า กันว่าเจ้าเมืองพัทลุง มีชื่อว่า พระยา สายฟ้าฟาด เจ้าเมืองพัทลุงมีลูกสาวชื่อ ศรีมาลา เธอมีความสามารถในการร่ายรำมากต่อมาได้เกิดตั้งครรภ์ขึ้นโดยยังไม่ได้แต่งงาน ซึ่งเชื่อกันว่า เธอนั้นท้องกับเทวดา  พระยาสายฟ้าฟาดมีความโกรธมาก จึงให้นำนางศรีมาลาลอยแพไปในทะเลคือ ทะเลสาบสงขลา และแพได้ไปติดที่เกาะใหญ่นางศรีมาลา ได้ให้กำเนิดลูกชาย  ชื่อว่า เทพสิงหลนางศรีมาลา ได้ฝึกให้เทพสิงหลฝึกร่ายรำ ซึ่งเทพสิงหลก็สามารถร่ายรำได้สวยงาม จนมีชื่อเสียงมากอยู่ในเกาะใหญ่ ในไม่ช้าความก็ได้ยินไปถึงหูพระยาสายฟ้าฟาดซึ่งพระยาสายฟ้าฟาด ไม่รู้ว่าเป็นหลานตัวเอง จึงเชิญไปรำในราชสำนัก ฝ่ายนางศรีมาลานั้น เกิดน้อยเนื้อต่ำใจเมื่อครั้งที่ถูกลอยแพ  จึงบอกกับคนที่มาติดต่อว่า โนราของเธอคณะนี้จะไปรำก็ได้ แต่ต้องปูผ้าขาวตั้งแต่ริมฝั่งที่ลงจากเรือจนไปถึงตำหนัก  พระยาสายฟ้าฟาดยินดีทำตาม  เทพสิงหลจึงได้ไปร่ายรำอยู่ในราชสำนัก จากลีลาท่ารำที่สวยงามมากนั้นทำให้พระยาสายฟ้าฟาดตกตะลึงในความงดงามของลีลาท่าทาง  จึงถอดเครื่องทรงที่ทรงอยู่นั้นให้กับเทพสิงหล แล้วบอกว่า“เครื่องแต่งกายกษัตริย์ชุดนี้มอบให้เป็นเครื่องแต่งกายของโนรานับแต่นี้เป็นต้นไป” เทพสิงหลจึงบอกว่าแท้จริงแล้ว เป็นหลานของพระยาสายฟ้าฟาดนั่นเอง ทำให้พระยาสายฟ้าฟาดมีความยินดีรับโนราไว้เป็นการแสดงในราชสำนัก และให้สิทธิแต่งกายเหมือนกษัตริย์ทุกประการ

ดังนั้นการที่สมาคมโนราฯได้ร่วมกันจัดมหกรรมแสดงความจงรักภักดีในครั้งนี้จึงทำให้ โนราระดับครูและลูกศิษย์หลายสำนักมากกว่า ๒๐๐ คนนั้น ได้ร่วมกันแสดงความไว้อาลัยพร้อมกับนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและคณะที่ได้ชื่นชมโนราชั้นครูแสดงลีลาท่าทางให้ศิษย์รุ่นใหม่จดจำและนำไปฝึกฝนเพื่อสานต่อศิลปะการแสดงชั้นสูงให้เป็นเอกลักษณ์ของภาคใต้ไม่สูญหายจากแผ่นดินต่อไป

 

ภูมิบ้านภูมิเมือง : “พระบรมพุทโธ”ภูมิพุทธสถานที่ใหญ่ที่สุดของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/243328

วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สถาบันอยุธยาศึกษาน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ในโอกาสที่สถาบันอยุธยาศึกษาโดย ดร.จงกล เฮงสุวรรณ ได้นำคณาจารย์และนักวิชาการไปศึกษาดูงานด้านประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมอาเซียนที่อินโดนีเซียเมื่อวันที่๒๖-๓๐ตุลาคมที่ผ่านมานั้น  คณะฯที่เดินทางไปครั้้งนี้ได้ร่วมกันน้อมสำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ มหาสถูปโบโรบูดูร์ ( Chandi Borobudur) หรือ บาราบูดูร์ ในภาษาอินโดนีเซีย  และ บุโรพุทโธหรือบรมพุทโธในภาษาไทย   ซึ่งเป็นพุทธสถานที่พระองค์ได้เคยเสด็จมาทอดพระเนตรสถานที่แห่งนี้ในอดีต

พระบรมพุทโธหรือบูโรบูดูว์ แห่งนี้เป็นสถานศักด์สิทธิ์ของศาสนาพุทธนิกายมหายาน ที่มีชื่อเสียงของประเทศอินโดนีเซีย ตั้งอยู่ภาคกลางของเกาะชวา บนที่ราบเกฑุ ทางฝั่งขวาใกล้กับแม่น้ำโปรโก ห่างจากยอกยาการ์ตาไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ๔๐ กิโลเมตร  สร้างขึ้นโดยกษัตริย์แห่งราชวงศ์ไศเลนทร์ เป็นสถูปแบบมหายาน สันนิษฐานว่าสร้างราวคริสต์ศตวรรษที่ ๗-๘ หรือราว พุทธศักราช ระหว่างปี พ.ศ. ๑๒๙๓-๑๓๙๓   ตั้งอยู่ทางภาคกลางของเกาะชวา นับเป็นพุทธสถานแห่งเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก  ที่ องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้บุโรพุทโธเป็นแหล่งมรดกโลกเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๔ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่๑๕”  ที่เมืองคาร์เทจ ประเทศตูนิเซียภายใต้ชื่อ “กลุ่มวัดบูโรบูดูร์”ที่ เป็นตัวแทนในการแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของมนุษย์  เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวน และภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใดๆ ของโลกซึ่งทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมและ มีความคิดหรือความเชื่อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ หรือมีความโดดเด่นยิ่งในประวัติศาสตร์


สถาบันอยุธยาศึกษาน้อมสำนึกในพระมหากรุณา

มหาสถูปของพุทธสถานแห่งนี้สร้างขึ้นด้วยหินภูเขาไฟประมาณ ๒ ล้านตารางฟุต  มีลักษณะเป็นสถูปขนาดใหญ่ที่มีรูปทรงแบบปิรามิด ตั้งบนฐานสี่เหลี่ยม กว้างด้านละ ๑๒๑ เมตร สูง ๔๐๓ ฟุต มีลานเป็นชั้นลดหลั่นกัน ๘ ชั้น และชั้นจำนวนทั้ง๘ นั้นได้ให้๕ ชั้นล่างมีบริเวณลาน ๔ เหลี่ยม  ส่วน๓ชั้นบนเป็นลานวงกลม สามวงล้อมรอบยอดสถูปที่อยู่ตรงกลางและบนลานกลมชั้นสูงสุดนั้นมีสถูปตั้งสูงต่อขึ้นไปอีก ๓๑.๕เมตร นับ เป็นมหาสถูปที่มีระเบียงซ้อนกันเป็นชั้นๆลดหลั่นตามลำดับตกแต่งภาพสลัก ๒๖๗๒ ชิ้น และ พระพุทธรูป ๕๐๔ องค์ สำหรับ มหาสถูปหรือโดมกลางชั้นบนสุดเป็นอรูปภูมินั้นล้อมรอบด้วยพระพุทธรูป๗๒ องค์(พระมหาไวโรจนะ) โดยให้พระพุทธรูปปางธรรมจักรมุทรานั้นอยู่ภายในเจดีย์โปร่งที่เจาะช่องเป็นรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ซึ่งตั้งรอบล้อมสถูปที่ตั้งอยู่บนสุด ชั้นบนสุดของมหาสถูปนี้ถือว่าเป็นส่วนยอดสุดของวิหาร มีลักษณะเป็นฐานวงกลมใหญ่ของเจดีย์ประธาน ที่มีลักษณะเป็นดอกบัวขนาดใหญ่ อยู่กลางหุบเขา หรือจักรวาล  ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่มีภาพสลัก ปรากฏเพื่อแสดงให้รู้ว่าได้หลุดภพภูมิตามลำดับชั้นคือ กามภูมิ (มนุษิพุทธ)  รูปภูมิ(ธยานิพุทธ) และอรูปภูมิ(อาทิพุทธ)  มาแล้วจนถึงชั้นสูงสุดของพุทธศาสนา เป็น นิพพาน  โดยเฉพาะภาพสลักที่ลานประทักษิณนั้นแสดงภาพของภพภูมิอย่างน่าสนใจ กล่าวคือชั้นล่างสุดเป็นเรื่องของมนุษย์ภูมิจากคัมภีร์กรรมวิภังค์และชั้น๑เป็นพุทธประวัติฝ่ายมหายานของพระศากยมุนีคือลลิตวิสตระ ชั้น๒-๔ เป็นชั้นอรูปภูมิแสดง เรื่อง พระสุธนมุ่งหวังตรัสรู้จากโพธิสัตว์องค์สำคัญเช่น พระไมเตรยะ พระอวโลกิเตศวร พระมัญชุศรี เป็นต้นจาก”คันธวยุหสูตร”โดยมีพระธยานิพุทธประดิษฐานในซุ้มประจำทิศ ซึ่งต้องขอขอบคุณ ช่างภาพมือดี  ธนิสร เพชรถนอม ผู้ร่วมเดินทางไปบันทึกข้อมูลด้วยกันในสถานที่เป็นปฐมภูมิแห่งพุทธสถานสำคัญซึ่งเป็นต้นแบบของพุทธสถานในประเทศอาเซียน


บูโรบูดูร์ 


บูโรบูดูร์


เสด็จบูโรบูดูร์


เจดีย์รอบลานวงกลม


ช้้นล่างสุดของบูโรบูดูร์


พระพุทธรูปในซุ้ม


พระพุทธรูปรอบฐานสี่เหลี่ยม


ภาพสลักในชั้้นประทักษิณ


มหาสถูปแห่งพุทธสถาน