ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระธาตุดอยสะเก็ด’ พุทธภูมิแห่งฉัพพรรณรังสี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/242248

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ในหลวงนำพระราชคันตุกะเสด็จฯหนองบัว

ด้วยเหตุที่ห้วยฮ่องไคร้ เป็นที่ตั้งของศูนย์ศึกษาการพัฒนาตามพระราชดำรินั้นมีวัดสำคัญอยู่ใกล้พื้นที่  คือ วัดพระธาตุดอยสะเก็ด ตำบลเชิงดอยอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นวัดเก่าที่สร้างมา ตั้งแต่ พ.ศ.2155 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2461 ซึ่งเป็นวัดตัวอย่างที่ได้รับยกย่องฐานะ ให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างที่มีผลงานดีเด่น ของกรมการศาสนามาตั้งแต่ พ.ศ.2543 นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และคณะจึงมีความสนใจกิจกรรมของวัดแห่งนี้ซึ่งมีการจัดพิพิธภัณฑ์ให้เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ขึ้นโดยเฉพาะ

เจ้าอาวาสและคณะจากกระทรวงวัฒนธรรม

ตำนานของวัดดอยสะเก็ดนั้นได้เล่าถึงสมัยพุทธกาลว่า เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมแล้ว ได้เผยแผ่ธรรมะแก่ชาวชนบทน้อยใหญ่ในชมพูทวีป จนได้มีผู้รู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมเป็นจำนวนมาก ในกาลนั้นแล พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์มาปรากฏกายทิพย์ ณ บนดอยแห่งนี้แล้วทรงเปล่งพระฉัพพรรณรังสีสว่างเจิดจ้าไปทั่ว ขณะนั้นมีพญานาคคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในหนองบัวห่างจากวัดพระธาตุดอยสะเก็ดประมาณ 1 กิโลเมตร ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือได้เห็นฉัพพรรณรังสีจึงแปลกใจพากันเลื้อยขึ้นสู่บนดอยแล้วได้ทัศนาเห็นพระพุทธองค์ บังเกิดความเลื่อมใสจึงแปลงกายเป็นชายหนุ่มหญิงสาวมาเข้าเฝ้าฯพร้อมกับได้นำดอกบัวมาถวาย พระพุทธองค์ทรงรับเอาดอกบัวแล้วจึงทรงแสดงธรรมโปรด และประทานพระเกศาธาตุแก่พญานาคแปลงคู่นั้น พญานาคจึงได้อธิษฐานสร้างเจดีย์หิน แล้วนำเอาพระเกศาธาตุบรรจุประดิษฐานไว้บนดอยแห่งนี้

คณะผู้จัดทำพิพิธภัณฑ์วัดพระธาตุดอยสะเก็ด

ต่อมานายพรานผู้แสวงหาของป่าได้มาพบเห็นเจดีย์มีลักษณะสวยงามและเกิดอัศจรรย์แล้วจึงนำก้อนหินมาก่อเป็นรูปเจดีย์ขึ้น กลางคืนได้นิมิต (ฝัน) ว่าเจดีย์ที่ตนพบนั้นเป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า จึงได้บอกกล่าวชักชวนประชาชนในแถบนั้นขึ้นไปสักการบูชา และเรียกชื่อภูเขาแห่งนี้ว่า “ดอยเส้นเกศ” ส่วนที่เรียก “ดอยสะเก็ด” นั้นเรียกตามที่พญานาคลอกคราบ ที่ชาวเหนือเรียกสละเกล็ด คือ การลอกคราบของพญานาคนั่นเอง เมื่อดอยแห่งนี้มีพุทธศาสนิกชนมานมัสการเจดีย์หิน อันเป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุมากขึ้น จึงได้มีการก่อเจดีย์ปูนเสริมให้ใหญ่และมั่นคงกว่าเดิม ต่อมา “ครูบาเก๋”จากอำเภอเมือง จังหวัดน่าน ได้มาสร้างวิหารและบูรณะเจดีย์ พร้อมทั้งสถาปนาขึ้นเป็นวัด เรียกว่า“วัดพระธาตุดอยสะเก็ด” ในปีพ.ศ.2378 พ่อน้อยอินทจักร ได้มาบูรณะวิหารหลังเก่า และพ.ศ.2451 ครูบาชัย วัดลวงเหนือ คือวัดศรีมุง เมืองปัจจุบัน ได้มาซ่อมแซมวิหารให้ดีกว่าเดิม และเสริมองค์เจดีย์ให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม และพ.ศ.2448 พระอภิวงศ์หรือครูบากาวิชัย พร้อมด้วยพ่อหนานอินทวงศ์(พ่อขุนผดุงดอยแดน) ได้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ในหมู่บ้านเชิงดอย (ตลาดอำเภอ) เป็นครอบครัวแรก ได้ร่วมกันอุปถัมภ์วัดพระธาตุดอยสะเก็ดตลอดมาปัจจุบันวัดได้จัดอาคารพิพิธภัณฑ์แสดงการเสด็จฯหนองบัวของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 การก่อตั้งชุมชนหลังการสร้างพระธาตุดอยสะเก็ด โดยเฉพาะวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทลื้อ กลุ่มเมืองเชียงรุ้ง เมืองฮำ เมืองแซ่ เมืองลูเมืองออง เมืองลวง มาตั้งรกรากอยู่เมื่อประมาณ 200 กว่าปีมาแล้ว ที่ยังรักษาอัตลักษณ์ของตนเป็นอย่างดี ล่าสุดนั้นได้มีการพบรอยพระพุทธบาทขึ้นบนยอดดอยวัดพระธาตุดอยสะเก็ด ยืนยันความเชื่อว่าพระพุทธเจ้าธุดงค์มาแสดงพุทธปาฏิหาริย์ทรงเปล่งฉัพพรรณรังสี เมื่อพุทธกาลกว่า 2,500 ปีซึ่งทางวัดได้มีโครงการปรับภูมิทัศน์ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ให้ประชาชนกราบไหว้บูชาต่อไป รอยพระพุทธบาทที่พบใหม่นี้มี 2 รอยคู่กัน เป็นรอยเท้าลักษณะเดียวกับรอยเท้าคน ตรงกลางมีรอยกลมคล้ายธรรมจักร อยู่กลางฝาเท้า ขนาดยาวกว่า 9.5 นิ้วกว้างกว่า 5 นิ้ว  ซึ่งต้องศึกษาถึงธรณีวิทยาและโบราณคดีประกอบกันต่อไป

เจ้าอาวาสนำนมัสการพระพุทธบาทที่พบใหม่

ดอยสะเก็ดสถานที่ตั้งพระธาตุ

ธรรมจักรกลางพระพุทธบาท

พระธาตุดอยสะเก็ด เชียงใหม่

พระธาตุองค์เดิมที่อยู่ภายใน

พระพุทธรูปฉัพพรรณรังสี

รอยพระบาทคู่ที่พบใหม่

ห้องแสดงวิถีชีวิตไทลื้อดอยสะเก็ด

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระบรมรูปทรงม้า’ ภูมิความสามัคคีของแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/241277

วันอาทิตย์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“เป็นเครื่องเตือนใจให้ประชาราษฎรของเราทวีความพยายามยิ่งขึ้นที่จะยกเกียรติยศแห่งชาติอันเป็นที่รักของเราให้ดำเนินไปถึงที่ตั้งมั่นอันสูงสุดซึ่งจะพึงถึงพร้อมด้วยดีทุกประการ บัดนี้เรามีความยินดีรับคำเชื้อเชิญของท่านทั้งหลายแล้ว แลจะได้เปิดถาวรอนุสาวรีย์อันเป็นเครื่องหมายแห่งความสโมสรสามัคคีของชาติชาวสยาม ขอให้ตั้งอยู่เป็นเครื่องหมายน้ำใจของชาติอันใหญ่ อันจะมีสืบไปทุกชั่วทุกชั้นในกาลภายหน้า”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5  ในการพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ที่พลับพลาหน้าพระลาน เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน รัตนโกสินทรศก 127(พ.ศ.2451)

พระบรมรูปทรงม้า

เครื่องเตือนใจตามพระราชดำรัสดังกล่าวนี้คือ พระบรมรูปทรงม้า อนุสาวรีย์ที่ประดิษฐานเป็นถาวรอนุสารีย์อยู่ ณ ลานพระราชวังดุสิต  อันเป็นที่เคารพสัการบูชากันต่อเนื่องตลอดมาในวันปิยมหาราช 23 ตุลาคมทุกปี  โดยพระองค์ทรงมอบไว้ให้เป็นเครื่องหมายแห่งสโมสรสามัคคีของประเทศและรำลึกถึงพระบารมีปกเกล้า ที่ทุกคนน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้มีพระปรีชาสามารถในทุกด้าน มีพระทัยใส่ต่อประโยชน์โดยรวม ทรงเป็นสมเด็จพระมหาธรรมราชาของอาณาจักรและไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน จนได้รับพระราชสมัญญานามว่า “สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง”

การปั้นหุ่นพระบรมรูปทรงม้า

พระราชกรณียกิจต่างๆ ของพระองค์นั้นเป็นที่ทราบกันดีว่า ล้วนแต่สร้างคุณประโยชน์ต่ออาณาประชาราษฎร์ที่ได้เข้ามาอยู่ในใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารให้มีความร่มเย็นเป็นสุข ทรงรับเป็นพระราชธุระที่ขจัดปัดเป่าความทุกข์ร้อนให้ประชาชนด้วยการพระราชจริยวัตรแห่งสมเด็จพระมหาธรรมราชา ที่ครองแผ่นดิน ทรงตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมและสุขุมคัมภีรภาพในการแก้ปัญหาของชาติบ้านเมืองจนทำให้อาณาจักรสยามแห่งนี้สามารถที่จะดำรงความเป็นเอกราชอยู่ประเทศเดียวท่ามกลางความสูญเสียดินแดนของประเทศรอบบ้าน ดังพระราชปณิธานว่า “เราตั้งใจอธิษฐานว่า เราจะกระทำการจนเต็มกำลังอย่างที่สุดที่จะให้กรุงสยาม เป็นประเทศอันหนึ่งซึ่งมีอิสรภาพและความเจริญ”

คาถาภาษิตที่ตราแผ่นดิน

การครองแผ่นดินของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงนอกจากการปฏิรูปการปกครอง การศึกษา และพัฒนาบ้านเมืองในทุกด้านแล้ว ได้มีเรื่องที่น่าสนใจถึงพระราชกิจอันเนื่องมาจากความรักที่พระองค์ทรงเป็นพระราชสวามีที่ปฏิบัติต่อพระมเหสีและพระโอรสพระธิดา เป็นเจ้าชีวิตของอาณาประชาราษฎร์ ด้วยตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์นั้นทรงพระเมตตากรุณาโปรดปรานไปยังพระมเหสี พระราชโอรสพระราชธิดา พระประยูรญาติวงศ์ และขุนนาง ตลอดจนผู้ใกล้ชิดอย่างบริบูรณ์แล้ว พระองค์ยังได้สร้างความสนิทเสน่หาเผื่อแผ่พระมหากรุณาธิคุณนั้นไปยังไพร่ฟ้าประชาชนที่อยู่ห่างไกล จนทรงคบหากับ “เพื่อนต้น”ที่เป็นชาวบ้านธรรมดา พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงนั้นว่าพระองค์ทรงเป็นพระราชาธิบดี ที่มีพระทัยรักใคร่ห่วงใยอาทรในทุกเรื่อง ดังปรากฏจากพระราชหัตถเลขาที่พระองค์ ทรงมีไปถึงพระมเหสีพระราชโอรส พระราชธิดา พระบรมวงศานุวงศ์ และเจ้านายผู้ใกล้ชิดอย่างสม่ำเสมอ จนยากที่รวบรวมไว้ได้ครบถ้วน และพระราชหัตถเลขาของพระองค์นั้นมีจำนวนมากซึ่งปัจจุบันได้รับการประกาศยกย่องว่าเป็นมรดกความทรงจำของโลก

จารึกแผ่นโลหะ

พระบรมรูปทรงม้านี้ หล่อด้วยโลหะทองบรอนซ์ สร้างส่วนพระองค์ใหญ่กว่าขนาดจริงเล็กน้อย ในลักษณะพระองค์เสด็จประทับอยู่บนหลังม้าพระที่นั่ง โดยมีตราแผ่นดินนี้เดิมเรียกพระราชลัญจกรประจำแผ่นดินสำหรับตีหรือประทับเอกสารทางราชการ ในรัชกาลที่ 5 ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว และเปลี่ยนใช้ตราครุฑแทนมาตั้งแต่รัชกาลที่ 6ตรานี้มีคาถาภาษิตที่จารึกข้างใต้ภาพว่า “สพฺเพสํ สงฺฆภูตานํ สามคฺคี วุฑฺฒิสาธิกา” แปลความว่า “ความพร้อมเพรียงของบุคคลทั้งปวง ผู้อยู่เป็นหมวดหมู่กัน ย่อมเป็นเครื่องทำความเจริญให้สำเร็จ” นั้น ซึ่งมีพระราชนิพนธ์พระบรมราชาธิบายว่าด้วยความสามัคคีแก้ความ (คืออธิบายความ) ในคาถาแล้วซึ่งยังถือว่ามีความทันสมัยอยู่ทุกเมื่อและเป็นประโยชน์ต่อปวงชนชาวไทย ที่พระองค์ทรงมุ่งเน้นความสมัครสมานสามัคคีโดยทรงให้ “พระบรมรูปทรงม้า” นั้นเป็นเครื่องหมายเตือนสติแห่งอาณาประชาราษฎร์มาถึงทุกวันนี้

ตราแผ่นดิน

ตราแผ่นดิน 1 ซ้าย

พระบรมรูปทรงม้าที่ลานสวนดุสิต

พระบรมรูปทรงม้าในวันเปิด

พิธีเปิดพระบรมรูป

พิธีเปิดพระบรมรูปทรงม้า

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘กลุ่มหินช้างสี’ ปฐมภูมิพิธีกรรมมนุษย์บรรพกาลแห่งใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/240209

วันอาทิตย์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ร่องรอยการเซาะร่องเรขาคณิต

การพบแหล่งดิน หิน แร่ และไดโนเสาร์ในประเทศไทยนั้นนับวันจะมีความสำคัญทางความรู้มากขึ้น แม้จะเป็นเรื่องของโลกดึกดำบรรพ์ทิ่อยู่ลึกลงไปจากแผ่นดินก็ตาม โดยการนำของนายทศพร นุชอนงค์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณีที่มุ่งมั่นให้การค้นพบใหม่ดังกล่าวเป็นองค์ความรู้ของประเทศและเชื่อมโยงไปถึงองค์ความรู้อื่นๆที่เอื้อกัน ดังนั้นในการพบแหล่งไม้ดึกดำบรรพ์ที่กลายเป็นหิน ที่บ้านโนนรัง และแหล่งไดโนเสาร์กินเนื้อพันธุ์ใหม่ที่ภูเวียงนั้น ทำให้คณะสื่อมวลชนได้ร่วมในโครงการธรณีสัญจรไปยังอำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 12-13 ตุลาคม ที่ผ่านมานี้  จากการได้ขึ้นเขาชมกลุ่มหินช้างสีที่เกิดจากธรรมชาติของโลกยุคดึกดำบรรพ์บนเขาภูพานคำในอุทยานแห่งชาติน้ำพองนั้น นอกจากมีกลุ่มหินช้างสีและยอดเขาภูเม็ง ที่มีสภาพเป็นป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้งและแหล่งสมุนไพรแล้ว ยังเป็นป่าต้นน้ำชั้นดีของน้ำพองที่ทำให้เป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์ป่าอาศัยอยู่อย่างชุกชุมแล้วนั้นคณะได้สำรวจพบว่าท่ามกลางกลุ่มหินดึกดำบรรพ์นี้ได้มีร่องรอยของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์อยู่ด้วยจากการสำรวจเบื้องต้นในครั้งนี้พบว่าหินขนาดใหญ่ที่เกิดจากโลกยุคดึกดำบรรพ์นั้นมีกลุ่มหินที่มีรูปร่างให้จินตนาการเป็นรูปต่างๆ อยู่จำนวนมาก  และแทนที่จะเป็นเรื่องของหินดึกดำบรรพ์ชนิดที่เรียกว่ามหาบรรพกาลในโลกล้านปีแต่เท่านั้น กลับพบว่ามีแห่งหินอยู่ส่วนหนึ่งที่ถูกเซาะร่องเป็นรูปเรขาคณิตไว้ พร้อมกับมีการใช้พื้นที่บางส่วนสำหรับทำพิธีกรรมตามความเชื่อของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์อยู่ด้วย ถือเป็นเรื่องอัศจรรย์มากที่เกิดขึ้นในกลุ่มหินยุคบรรพกาล ที่มักจะไม่มีเรื่องของประวัติศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก เมื่อเทียบเคียงกับอุทยานแห่งชาติภูพระบาทที่มีเรื่องราวของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์บนกลุ่มหินและลานหินของภูพระบาทนั้น พบว่ามีการเขียนภาพรูปต่างๆ บนผนังหินและการสร้างบริเวณในกลุ่มหิน-ลานหินธรรมชาติเพื่อใช้ทำพิธีกรรมขึ้น ก็เป็นไปตามยุคสมัยที่มีการใช้พื้นที่ต่อเนื่องจากยุคก่อนประวัติศาสตร์-จนถึงยุคพุทธศาสนาเข้ามาในพื้นที่โดยมีการสลักเทวรูปและพระพุทธรูปจากหินขึ้น

สำหรับกลุ่มหินดึกดำบรรพ์ที่อุทยานน้ำพองนั้นได้พบว่ามีกลุ่มหินที่น่าจะเชื่อมโยงถึงพิธีกรรมตามความเชื่อโบราณในยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่มากกว่าที่จะรู้วิธีเขียนภาพสี การทำสีเพื่อเขียนภาพอย่างภูพระบาทและสร้างสิ่งๆ อื่นขึ้น นอกจากจะเชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและผีบนเขา กล่าวคือ การเซาะร่องลึกบนผนังหินนั้นมีรอยขีดตรงที่สันนิษฐานว่าใช้หินปลายแหลมที่แข็งกว่าขีด และมีการใช้หินปลายมนหรือเป็นหินกลมเซาะร่องจนเป็นหลุมลายเรขาคณิตนั้นเป็นลักษณะเป็นเส้นตรงจำนวนมากกว่าการขีดทแยงให้เป็นรูปเหมือนรอยขีดที่พบในถ้ำผาลาย ถ้ำภูผายนต์-ถ้ำป่าผาง ที่สกลนครแต่ก็พบว่าการเซาะร่องในรูปอื่นอยู่ด้วย ผนังหินของกลุ่มหินก้อนนี้มีลายเซาะร่องอยู่จำนวนมาก และขีดอยู่กระจัดกระจายซึ่งต้องมีการสำรวจทางวิชาการกันต่อไป แท่งหินธรรมชาตินี้มีโพรงขนาดเล็กอยู่ด้วยตรงกันข้ามนั้นมีแท่งหินที่เป็นโพรงกว้างอยู่ภายในซึ่งเป็นบ่อน้ำโดยด้านหลังนั้นถูกเจาะเป็นช่องสี่เหลี่ยม น่าจะใช้เป็นที่เก็บน้ำจากธรรมชาติน่าจะสัมพันธ์กัน ด้านซ้ายมือเป็นทางลงต่ำ ส่วนทางด้านขวามือนั้นเป็นทางขึ้นตามซอกหินไปยังกลุ่มหินหัวกะโหลกที่ถือเป็นส่วนสุดของกลุ่มหิน ถือเป็นสถานที่สำคัญที่สมมติเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ โดยมีลานหินจากส่วนบนจากหินแต่ละก้อนที่สามารถเดินถึงกันได้ ส่วนที่สูงตรงกลางนั้นมีก้อนหินที่เรียกว่าหัวกะโหลกตั้งอยู่โดยธรรมชาติ เมื่อสำรวจเบื้องต้นแล้วน่าจะถูกใช้ในพิธีกรรมเช่นเดียวกัน นับเป็นการค้นพบปฐมภูมิของมนุษย์บรรพกาลท่ามกลางกลุ่มหินดึกดำบรรพ์ของโลกนับล้านปี ที่น่าจะเก่าแก่กว่าที่อื่น จึงเป็นเรื่องใหม่ที่น่าสนใจล่าสุด


แผนที่ตั้งภูพานคำ


บริเวณหินหัวกะโหลก


ทศพร นุชอนงค์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี หัวหน้าคณะ


นักประวัติศาสตร์ชี้มนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ศิลปกรรมจาม’ ปฐมภูมิของศิลปกรรมในสุวรรณภูมิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/239134

วันอาทิตย์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ทวารบาล ศิลปะจาม

เรื่องของอาณาจักรจามปา (พ.ศ.735-2263) ซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณในเวียดนามนั้น ได้เชื่อมสัมพันธ์ทางศิลปกรรมไปสู่ดินแดนอื่นอย่างน่าสนใจ อาทิตย์นี้ได้ตามรอยไปเรียนรู้ศิลปกรรมของจาม ที่เมืองดานัง  หลังจากที่ปฐมกษัตริย์ของจามปา คือ จูเหลียน ได้ตั้งราชวงศ์ขึ้นปกครองตั้งแต่ปีค.ศ.915 โดยตั้งราชธานีอยู่ที่เมืองวิชัย หรือบินห์ดินห์ อาณาจักรจามปานี้มีกษัตริย์ปกครองประเทศถึง 12 ราชวงศ์ ด้วยความที่จามเป็นดินแดนที่มีความเจริญมากว่า 1,528 ปีนั้นจึงมีโบราณสถานและศิลปกรรมสำคัญอันสืบเนื่องมาจากจามรับลัทธิพราหมณ์ไศวนิกายมานับถือในช่วงต้นและนำแบบอย่างจากอินเดียมาปกครองแบบเทวราชารับคติการตั้งราชวงศ์โดยสร้างราชธานีเพื่อเป็นศูนย์กลางการปกครองแม้จะเป็นแบบนครรัฐ ก็ไม่สามารถรวมรัฐต่างๆ ให้มั่นคงอย่างอาณาจักรฟูนันสังคมชาวจามนั้นมีการแบ่งชนชั้นเป็น 3 ชนชั้น คือ ชนชั้นปกครอง ผู้ดี และไพร่  ชอบอยู่รวมตัวกันเป็นกลุ่มสร้างบ้านเรือนด้วยอิฐฉาบปูน ทำอาชีพเกษตรกรรมซึ่งมีการส่งเครื่องราชบรรณาการไปให้จีน เพื่อผลประโยชน์ทางการค้าและความมั่นคงของอาณาจักร กษัตริย์จามองค์แรกที่ส่งเครื่องบรรณาการไปจีนคือ ฟันยี่ เมื่อพ.ศ.1007 ชาวจามชอบการสู้รบและรู้จักการเล่นดนตรีมีประเพณีการแต่งงานโดยที่ผู้หญิงเป็นฝ่ายไปสู่ขอผู้ชายและอาจแต่งงานในสกุลเดียวกันได้ เหมือนพิธีสาตรีในอินเดีย คือเมื่อสามีตายลงภรรยาจะโดดเข้าไปในกองไฟเพื่อตายตามสามี พิธีศพนั้นนิยมการเผาแล้วนำกระดูกไปทิ้งทะเล จากความชำนาญทำการเกษตรและการค้าทางทะเลนั้นทำให้อาณาจักรจามมีฐานะค่อนข้างดีจึงสามารถสนับสนุนแสนยานุภาพทางกองทัพและสามารถขยายอาณาเขตแผ่ออกไปยังดินแดนอื่น ซึ่งมีเหตุการณ์สู้รบกันขึ้นกับฟูนัน ต่อมาพระเจ้าอินทรวรมันกษัตริย์จามได้นับถือพุทธศาสนามหายานซึ่งมีการสร้างพระพุทธรูปสำริดที่ดงเดือง และรับวัฒนธรรมอินเดีย จึงมีการสร้างเทวาลัย การสร้างพระพุทธรูป และใช้ภาษาสันสกฤตเป็นภาษาราชการ นอกจากนี้จามปายังได้รับวัฒนธรรมจีนด้วย ในสมัยพระเจ้าฟันเชียงได้เคยยกกองทัพไปโจมตีจีน ซึ่งจีนต้องใช้เวลาถึง 10 ปี จึงสามารถขับไล่จามปาออกไปได้ จามปาจึงรับวัฒนธรรมจีนเข้ามาด้วยด้วยเหตุที่อาณาจักรจามปาตั้งอยู่ในที่ราบอันอุดมสมบูรณ์และถูกอาณาจักรญวนและเขมรขนาบข้างอยู่ จึงเกิดการชิงดินแดนกันมาตลอดหลายครั้ง ทำให้จามปาตกเป็นเมืองขึ้นของขอมบ้างของญวนบ้าง หลังจากสิ้นพระเจ้าสิงหวรมันที่ 5 แห่งอาณาจักรจามปาก็เกิดสงครามกลางเมือง อันนัมจึงถือโอกาสยกทัพเข้ามาโจมตีจามปาและยึดเมืองวิชัยได้ ถึงแม้นว่าจามปายึดเมืองคืนมาได้แต่ก็เป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น อันนัมนั้นสามารถยึดเมืองวิชัยได้อย่างเด็ดขาดในปีพ.ศ.2194 การสู้รบครั้งนี้ทำให้ชาวจามต้องเสียชีวิตไปมากมาย ที่เหลือรอดก็ถูกจับไปเป็นเชลยจามปาตกอยู่ใต้อำนาจของอันนัม (ญวน) นับตั้งแต่นั้นมา โดยชาวจามนั้นได้อพยพไปอยู่ในดินแดนอื่นทั้งในขอมในไทย แต่ยังคงมีราชวงศ์จามปาปกครองต่อมาจนถึง พ.ศ.2263 จามก็ตกอยู่ในฐานะเมืองประเทศราชไม่มีอำนาจในการปกครองตนเองเป็นการจบสิ้นอาณาจักรจามปาลง สำหรับศิลปกรรมของจามนั้นปรากฏว่าได้มีอิทธิพลต่อศิลปกรรมของดินแดนต่างๆ ซึ่งมีรูปแบบที่น่าสนใจมากกล่าวคือ โบราณวัตถุศิลปกรรมจามนั้นแยกได้6 สมัย คือ ศิลปะสมัยก่อนฮัวลาย (Hoalai) ราวพุทธศตวรรษที่ 13,ศิลปะสมัยฮัวลาย ราวพุทธศตวรรษที่ 14, ศิลปะสมัยดงเดือง(Dong-Duong) หรือเมืองอินทรปุระ ราวพุทธศตวรรษที่ 15,ศิลปะสมัยมีเซิน A-1 (Mi-Son A-1) ราวพุทธศตวรรษที่ 15-16,ศิลปะสมัยบินห์ดินห์(Binh-Dinh) หรือเมืองวิชัยราวพุทธศตวรรษที่ 18-19 และศิลปะจามสมัยหลังราวพุทธศตวรรษที่ 19 เป็นต้น สามารถศึกษาได้จากพิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมจามแห่งเดียวในโลกที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนามและแหล่งโบราณคดีจามที่เมืองเว้, ตามกี่, ฟานซาง-ท้าปจ่ามและญาจาง  ตลอดจนโบราณสถานบางแห่งที่สร้างขึ้นในสุวรรณภูมิ

ปรัชญาปารมิตา-ศิลปะสมัยดงเดือง-จามสมัยหลังพุทธศตวรรษที่ 19

 

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระบรมสารีริกธาตุ’ ปฐมพระบรมธาตุแห่งสุวรรณภูมิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/238017

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พระบรมสารีริกธาตุ-สมัยสุโขทัย

แผ่นดินแห่งพุทธภูมินั้นนับถือกันว่าสิ่งที่เป็นมงคลสูงสุดก็คือ การได้สักการะพระบรมสารีริกธาตุ หรือพระบรมธาตุ  ซึ่งนับถือกันมาแต่ครั้งโบราณว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นพระมหาธรรมราชาที่นำธรรมะมาสู่มวลมนุษย์เพื่อช่วยให้พ้นทุกข์ในวัฏสงสารจนเป็นที่เคารพนับถือและนำพุทธศาสนาเป็นหลักในการครองแผ่นดิน ด้วยพระอัฐิธาตุของพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่บังเกิดขึ้นจากการที่พระองค์ทรงอธิษฐานไว้ก่อนปรินิพพาน ให้คงเหลือไว้หลังจากการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ เพื่อให้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธบริษัท และผู้เป็นพระธรรมราชาผู้ครองแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรมได้สักการบูชา “พระบรมสารีริกธาตุ” หรือพระอัฐิธาตุฯสืบต่อไปในกาลภายหน้า

เจดีย์พระบรมสารีริกธาตุของเก่า

ด้วยเหตุนี้ประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาจึงปรากฏการสร้างพระธาตุเจดีย์ขึ้นมากมาย พร้อมกับการประกาศเป็นพระธรรมราชาเช่นเดียวกับ สัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นพระราชาแห่งธรรมของโลกโดยอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานไว้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนแผ่นดินพุทธธรรม ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เกิดการเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง พระธาตุเจดีย์เหล่านั้นก็ยังประดิษฐานอยู่มั่นคง แม้พระธาตุเจดีย์จะถูกทำลายก็ยังปรากฏพระบรมธาตุบรรจุในลักษณะต่างๆ เช่น สถูปเจดีย์ ตลับหลายชั้น เจดีย์แก้ว และอื่นๆ ให้เก็บรักษาไว้สักการบูชาจนวันนี้

ในวาระมหามงคลสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ครบ 70 ปี และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระชนมพรรษาครบ 7 รอบ  กรมศิลปากรโดยสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จึงอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุองค์สำคัญสมัยสุโขทัย สมัยล้านนาสมัยอยุธยา และรัตนโกสินทร์ ที่พบในพระธาตุเจดีย์โบราณนั้นมาประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เพื่อให้ประชาชนได้กราบสักการบูชากันจนถึงวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ.2559 พร้อมกับพิมพ์หนังสือ “กราบบูชาพระบรมสารีริกธาตุเถลิงราชย์นวธรรมราชา” เผยแพร่ความรู้ด้วย

พระบรมสารีริกธาตุ-อยุธยา-วัดราชบูรณะ

พระบรมธาตุ นั้นมีสองลักษณะคือ พระบรมธาตุที่ไม่แตกกระจายมีสัณฐานในลักษณะต่างๆ และพระบรมธาตุที่แตกกระจาย มีขนาดเล็กสุดประมาณเมล็ดพันธุ์ผักกาด  พระบรมสารีริกธาตุ เป็นศัพท์ใช้เรียกเฉพาะพระธาตุของพระพุทธเจ้า หากเป็นของพระอรหันตสาวกเรียกว่า “พระธาตุ” เท่านั้น ชาวพุทธเชื่อว่าพระบรมสารีริกธาตุเป็นวัตถุแทนองค์พระบรมศาสดาที่ทรงคุณค่าสูงสุดในศาสนาพุทธ จึงนิยมกระทำการบูชาองค์พระบรมสารีริกธาตุโดยประการต่าง ๆ เช่น การสร้างเจดีย์ เพื่อประดิษฐานพระธาตุไว้สักการะ โดยเชื่อว่ามีอานิสงส์ประดุจได้กระทำการบูชาแด่พระพุทธเจ้าเมื่อยังทรงพระชนม์อยู่ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิษฐานพระธาตุให้กระจายว่า เราอยู่ได้ไม่นานก็จะปรินิพพาน ศาสนาของเรายังไม่แพร่หลายไปในที่ทั้งปวงก่อน เพราะฉะนั้น เมื่อเราแม้ปรินิพพานแล้ว มหาชนถือเอาพระธาตุแม้ขนาดเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดทำเจดีย์ในที่อยู่ของตนๆ ปรนนิบัติ จงมีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า พระพุทธประสงค์ดังกล่าวนี้ เพื่อให้ศาสนาของพระองค์แพร่หลายไป และผู้ที่เกิดมาภายหลัง ไม่ทันเห็นพระองค์เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่ จักได้กระทำการสักการบูชาเพื่อเป็นกุศลแก่ตน ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้พระบรมสารีริกธาตุแพร่หลายไปยังดินแดนต่างๆ นับแต่หลังพุทธปรินิพพานเป็นต้นมา ซึ่งเป็นเหตุให้บังเกิดพระบรมสารีริกธาตุ (กระดูก) ทั้งที่คงลักษณะเดิมไม่แตกกระจายไปจำนวน 7 พระองค์ เรียกว่า นวิปฺปกิณฺณาธาตุ และแบบกระจัดกระจาย มีสีดอกมะลิ สีแก้วมุกดา และสีเหมือนทองคำ ซึ่งมีขนาดต่างๆกัน รวมจำนวนได้ 16 ทะนาน เรียกว่า วิปฺปกิณฺณาธาตุ จนมีปริมาณให้พระธาตุแพร่กระจายกว้างไกลโดยอัศจรรย์จนวันนี้

พระบรมสารีริกธาตุ-ล้านนา-วัดเจดีย์สูง

พระบรมสารีริกธาตุ-วัดดอกคำ-เชียงใหม่

พระบรมสารีริกธาตุ-อยุธยา-สถูปจำลองพร้อมเครื่องสูง

พระบรมสารีริกธาตุของเก่าที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติพระนคร

พระบรมสารีริกธาตุในกรัณฑ์-สมัยรัตนโกสินทร์

สถูปพระบรมสารีริกธาตุ-อยุธยา-วัดราชบูรณะ

ตลับบรรจุพระบรมสารีริกธาตุสมัยสุโขทัย

พระบรมสารีริกธาตุ-เจดีย์ศรีสุริโยทัย

พระบรมสารีริกธาตุ-สมัยล้านนา-วัดศรีโขง

เลขาธิการพระราชวังสักการะพระบรมธาตุ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ปฐมภูมิการลดคาร์บอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/236888

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เปิดโครงการลดคาร์บอนในอุทยาน

การพัฒนาเมืองมรดกโลกที่ผ่านมานั้นทำให้มีการดำเนินการอนุรักษ์และพัฒนาตามแผนแม่บทให้ได้มาตรฐานตามที่ยูเนสโกกำหนด ทำให้มีคณะกรรมการระดับรัฐบาลและท้องถิ่นขึ้นเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อคุณค่ามรดกโลกจากการพัฒนาเมืองสมัยใหม่ขึ้น อาทิตย์นี้ได้ตามรอยไปที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

ด้วยเป็นแห่งแรกในการนำเสนอแผนบริหารจัดการอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ตามยุทธศาสตร์ฯ โดยเฉพาะการยกระดับให้อุทยานประวัติศาสตร์นั้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นอุทยานคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ หรือโลว์คาร์บอน ที่เริ่มนำร่องที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยเป็นแห่งแรก โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในพื้นที่ (อพท.4 และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่อรองรับกิจกรรมต่างๆ ภายในเขตพื้นที่ชั้นในของอุทยานประวัติศาสตร์ฯ รวมระยะทาง 5 กิโลเมตร


การแสดงระบำศรีสัชนาลัย

สาระสำคัญนั้นก็คือการประกาศห้ามนำยานพาหนะที่ใช้น้ำมัน ทั้งรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ เข้ามาขับขี่ภายในพื้นที่อุทยาน โดยกำหนดรูปแบบการท่องเที่ยวภายในอุทยานในรูปแบบรณรงค์ให้ประชาชนปั่นจักรยานเที่ยวชมโบราณสถาน ให้มีการเดินชม และนั่งรถรางไฟฟ้า ทางอุทยานให้บริการชมบริเวณโบราณสถาน 10 จุด ที่อุทยานประวัติศาสตร์ได้ปรับภูมิทัศน์ภายในอุทยานให้มีระเบียบสวยงามโดยปรับปรุงช่องทางเข้า-ออกให้เป็นทางเดียว ย้ายร้านค้าที่อยู่ภายในทั้งหมดออกไปอยู่จุดเดียวตรงบริเวณทางออกอุทยานฯ ซึ่งมีการจัดทำเป็นศูนย์ขายสินค้าและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ส่งเสริมรายได้ชุมชน ที่ได้ผ่านการทำประชาพิจารณ์ สอบถามความคิดเห็นกับผู้ที่เกี่ยวข้อง และสร้างความเข้าใจกับผู้ประกอบการมาแล้ว พร้อมกับประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่กระจายข่าวสารไปยังทุกเขตพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจถึงข้อควรปฏิบัติในการเข้ามาเที่ยวเมืองมรดกโลกให้ประชาชน สนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และมีความยั่งยืนต่อไป

พร้อมกับร่วมเปิดตัวอุทยานประวัติศาสตร์โลว์คาร์บอนขึ้น อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยแห่งนี้อยู่ตรงข้ามพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง ห่างจากตัวจังหวัดสุโขทัย ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 12 กิโลเมตรโดยมีถนนจรดวิถีถ่อง ทางหลวงหมายเลข 12 สายสุโขทัย-ตาก ผ่านพื้นที่


ความร่วมมือจากทุกฝ่ายลดคาร์บอน

ด้วยเหตุที่เมืองสุโขทัยเคยเป็นราชธานีที่มีความเจริญรุ่งเรือง เป็นศูนย์กลางของประเทศมามากกว่า 700 ปีนั้น ทำให้มีโบราณสถาน โดยมีคูเมือง กำแพงเมือง และประตูเมืองล้อมรอบอยู่ในรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยมากกว่า 70 ตารางกิโลเมตร และมีโบราณสถานสำคัญที่น่าชมมากมายอยู่ทั้งภายในเมืองเก่าที่จารึก เรียกว่า ตรีบูร มีผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยม
ผืนผ้า มีขนาดกว้าง 1,300 เมตร ยาว 1,800  เมตร กำแพงชั้นในเป็นศิลาแลงก่อบนคันดิน กำแพงสองชั้นนอกเป็นคูน้ำสลับกับคันดิน นอกจากทำหน้าที่ป้องกันข้าศึกแล้วคูน้ำยังใช้ระบายน้ำไม่ให้ไหลท่วมเมืองอีกด้วย ระหว่างกึ่งกลางแต่ละด้านมีประตูเมือง และป้อมหน้าประตู ส่วนนอกเมืองก็มีเขตอรัญวาสีซึ่งมีวัดโบราณสถานสำคัญอยู่มากเช่นเดียวกัน

ดังนั้นการลดคาร์บอนจึงเป็นการให้นักท่องเที่ยวช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมโดยเที่ยวชมโบราณสถานในตัวเมืองเก่านี้ก่อน ซึ่งมีวัดมหาธาตุอยู่กลางเมืองและเป็นวัดใหญ่ และวัดสำคัญของกรุงสุโขทัย มีพระเจดีย์มหาธาตุทรงดอกบัวตูม หรือทรงพุ่มข้าวบิณฑ์เป็นศิลปะแบบสุโขทัยแท้ วัดชนะสงครามมีเจดีย์ทรงระฆังกลมขนาดใหญ่ เป็นเจดีย์ประธาน และมีวิหาร โบสถ์ เจดีย์รายต่างๆ เนินปราสาท วัดตระพังเงินที่มีเกาะและโบสถ์ตั้งอยู่กลางน้ำ และวัดสระศรีเป็นวัดที่มีโบราณสถานสำคัญอยู่บริเวณกลางสระน้ำที่มีขนาดใหญ่ ชื่อว่า ตระพังตระกวน เป็นต้น


ประชาชนรวมใจกันร่วมโครงการ

นับเป็นการให้พื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญมีการการลดคาร์บอนเป็นแห่งแรก และวิธีการเดียวกันจะมีการนำผลดีไปใช้จัดในอุทยานประวัติศาสตร์แห่งอื่นต่อไปด้วย


ชาวต่างชาติร่วมมือลดคาร์บอน


วัดมหาธาตุ


วัดสระศรี


ธรรมชาติจากอุทยาน


ขี่จักรยานชมโบราณสถาน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระนครคีรี’ ภูมิ 360 องศาของมิติการเรียนรู้แห่งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/235766

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การพัฒนาการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้และท่องเที่ยวในอุทยานประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินั้น ทำให้ นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ได้ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงข้อมูลที่ทันสมัย โดยให้ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศมรดกศิลปวัฒนธรรมร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากรพัฒนาระบบแอพพลิเคชั่นเพื่อการเรียนรู้ขึ้น อาทิตย์นี้ได้ตามรอยไปดูความสำเร็จในการจัดทำMOBILE APPLICATION เพื่อรับชมข้อมูลผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ในชื่อ PNK GUIDE APPLICATIONโดยจัดทำที่อุทยานประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครคีรีเป็นแห่งแรก ด้วย AR CODE ซึ่งเป็นระบบที่ใช้เทคโนโลยี 3 มิติ ในการนำเสนอภาพสถานที่และโบราณสถานในกลุ่มอาคาร 34 หลัง บนพระนครคีรี และสามารถเข้าถึงข้อมูลโบราณวัตถุได้เองในรูปแบบ 360 องศาอันเป็นระบบที่เชื่อมโยงเข้ากับสถานที่ให้เข้ากับ GPSผู้ใช้สามารถใช้การระบุตำแหน่งและการนำทางของระบบเข้าสู่แหล่งความรู้ที่ต้องการเข้าชมตามเส้นทางที่กำหนดไว้ซึ่งถือเป็นการพัฒนาการเรียนรู้และการท่องเที่ยวที่สามารถพัฒนาระบบใช้ได้เอง

การใช้จังหวัดเพชรบุรี เป็นจุดเริ่มต้นในการจัดทำแอพพลิเคชั่นเพื่อการเรียนรู้ครั้งนี้ก็เนื่องจากมีความพร้อมที่ได้รับความร่วมมือจากจังหวัดและมีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจที่จะเรียนรู้จำนวนมาก ด้วยเหตุที่เมืองเพชรบุรีเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่เคยรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยโบราณและเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญของกลุ่มหัวเมืองฝ่ายตะวันตกปัจจุบันมีวัดเก่าแก่และบ้านเรือนทรงไทยจำนวนมาก เดิมนั้นเรียกเมืองพริบพรี และจากหลักฐานสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7นั้นมีชื่อปรากฏว่าคือเมืองศรีชัยวัชรปุระ  ซึ่งยังมีโบราณสถานสำคัญหลายแห่งล้วนมีศิลปกรรมทั้งสมัยโบราณและร่วมยุคสมัยอยุธยา โดยเฉพาะผลงานช่างอยุธยาเหลืออยู่เช่น งานปูนปั้น งานสถาปัตยกรรมและจิตรกรรมฝาผนัง เป็นต้น

เมืองเพชรบุรีแห่งนี้มีชื่อในฐานะเป็นแหล่งผลิตน้ำตาล ด้วยมีต้นตาลหนาแน่นจึงทำให้มีสินค้าประจำถิ่นจากมะพร้าว อีกทั้งยังเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญที่มีหาดสวยงามเช่น หาดชะอำ หาดปึกเตียน หาดเจ้าสำราญ แหลมหลวง แหลมเหลว และเขื่อนแก่งกระจาน และเป็นเส้นทางการเดินทางมาแต่โบราณ โดยมีแม่น้ำสายสำคัญไหลผ่านคือ แม่น้ำเพชรบุรี ยาว 227 กิโลเมตร แม่น้ำบางกลอย ยาว 44 กิโลเมตร และแม่น้ำบางตะบูน ยาว 18 กิโลเมตร จุดสำคัญของเมืองเพชร คือ พระนครคีรี ซึ่งเป็นพระราชวังที่ประทับในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นแม่กองในการก่อสร้างให้แล้วเสร็จเมื่อปีพ.ศ.2403 เพื่อเป็นพระราชวังฤดูร้อน อยู่บนเขาจึงเป็นจุดเด่นของเมือง พระราชฐานบนเขาพระนครคีรีหรือเขาวังแห่งนี้มีเขตพระราชฐานชั้นนอก เป็นยอดเขาด้านหน้า เป็นที่ตั้งของกรมกองต่างๆ ของทางราชการซึ่งตามเสด็จฯ เขตพระราชฐานชั้นกลางและชั้นใน เป็นยอดเขาตรงกลาง และด้านในเป็นที่ตั้งของพระราชมณเฑียรที่ประทับของทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายในรวมทั้งข้าราชบริพาร หมู่พระที่นั่งบนพระนครคีรีแห่งนี้ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีและจัดเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโดยมีสถานที่สำคัญหลายแห่ง คือ พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท พระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ พระที่นั่งปราโมทย์มไหสวรรย์พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท พระที่นั่งราชธรรมสภาหมู่พระที่นั่งสันถาคารสถาน ซึ่งเป็นหมู่พระที่นั่งของพระราชวังตั้งเรียงรายอยู่บริเวณทางลาดขึ้นพระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์

นอกจากนี้ยังมี หอชัชวาลเวียงชัย ที่สามารถเห็นทิวทัศน์โดยรอบของเมืองเพชรบุรี หอพิมานเพชรมเหศวร์ หอจตุเวทปริตพัจน์ ซึ่งมีอาคาร ศาลา และป้อมต่างๆ ตามเส้นทางจากเชิงเขา ที่มีวัดมหาสมณารามราชวรวิหารขึ้นมาจนถึงพระราชวังด้านบน ถือเป็นภูมิสถานยอดนิยมที่มีความสมบูรณ์เหมาะสำหรับเป็นภูมิสถานของการเริ่มต้นที่สร้าง MOBILE  APPLICATION ให้สามารถมอง 360 องศา เป็นแห่งแรกก่อนจะขยายผลไปยังอุทยานประวัติศาสตร์สำคัญในที่อื่นต่อไป

 

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองอุทัยธานี’ ๑๐๐ ปี แห่งปฐมเหตุเปลี่ยนธงช้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/234659

วันอาทิตย์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

รัชกาลที่ 6 ทรงเปลี่ยนธงชาติจากธงช้าง

วันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2559 นี้เป็นสำคัญวันหนึ่งสำหรับเมืองอุทัยธานี ซึ่งเป็นต้นเหตุให้มีการเปลี่ยนธงช้างมาเป็นธงแถบสีแดง-ขาว และเป็นธงไตรรงค์ แถบสีแดง สีนํ้าเงินและสีขาวในที่สุดอาทิตย์นี้ตามรอยไปยังตำบลบ้านสะแกกรัง คือ ตัวเมืองจังหวัดอุทัยธานี เมืองปฐมเหตุของการเปลี่ยนธงชาติที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 มีพระราชดำริเปลี่ยนจากธงช้างมาเป็นธงแถบสีแดง-ขาว เรื่องนี้ จมื่นดรุณานุรักษ์ (แจ่ม สุนทรเวช) ได้เขียนไว้ (จากหนังสือวชิราวุธานุสรณ์ พ.ศ.2496) ตอนหนึ่งว่า “บริเวณตลาดอันยาวเหยียด ซึ่งมีสภาพเป็นห้องแถวไม้หลังคามุงจากบ้าง สังกะสีบ้าง สองข้างทางที่ขบวนเสด็จฯผ่านนี้จึงเป็นริ้วติดต่อกันมิขาดด้วยผืนผ้าสีขาว-แดงที่ประดับตกแต่งจีนห้อยในลักษณะต่างๆ จนลานตา…ฯลฯ…ในระหว่างทางเสด็จพระราชดำเนินนั้น พระองค์ได้พบธงชาติรูปช้างผืนหนึ่งในลักษณะนอนหงายเอาสี่เท้าชี้ฟ้าอยู่ อันเป็นเหตุให้เห็นใจพสกนิกรอย่างยิ่งควรที่จะได้รับการแก้ไขใหม่คือการใช้ธงชาติไทย โดยเปลี่ยนเป็นแถบสีแทนใช้รูปช้างเสีย เพื่อสะดวกในการใช้อันหมายถึง “ธงไตรรงค์” นั่นเอง”

นับเป็นจดหมายเหตุสำคัญที่เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคราว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จแปรพระราชสำนักประพาสไปตามหัวเมืองชายน้ำต่างๆที่เมืองอุทัยธานีเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2459โดยเรือยนต์พระที่นั่งประจำทวีป พร้อมเรือพระที่นั่งรองเรือพระประเทียบ แล่นเป็นขบวนลดหลั่นกันโดยเข้าเทียบท่าหน้าศาลากลางเมืองอุทัยธานี  ซึ่งได้เตรียมสร้างท่าเป็นฉนวนใหญ่ยาว หลังคามุงจากสูงรโหฐานสำหรับเรือพระที่นั่งและเรืออื่นๆ จอดพักได้สบาย  ส่วนตัวพลับพลาที่ประทับสร้างเหมือนศาลาสี่เหลี่ยม สร้างด้วยไม้ไผ่จากท้องถิ่นที่หาได้บริเวณใกล้เคียง คือ ไม้ไผ่บนเกาะเทโพนั่นเอง มุงหลังคาด้วยจากภายในกั้นห้องด้วยแผงไม้ไผ่เขียวสอ มีเครื่องใช้จัดถวายไว้เรียบร้อย มีโต๊ะ เก้าอี้ที่ประทับ ที่ทำจากไม้ไผ่ทั้งสิ้นเรียกว่าฝากฝีมือหัตถกรรมจากไม้ไผ่อย่างสุดฝีมือกันทีเดียว ซึ่งเป็นที่สบพระราชหฤทัยและมีรับสั่งชมเชยเป็นอันมาก พระองค์ทรงประทับแรมที่พลับพลาไม้ไผ่หลังนี้ วันรุ่งขึ้นวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2459 เป็นวันพระองค์เสด็จพระราชดำเนินประพาสวัดเขาสะแกกรัง พระองค์เสด็จพระแคร่หามโดยพระตำรวจหลวง เสด็จฯออกจากพลับพลาไปตามถนนเลียบริมน้ำท่ามกลางประชาชนที่มาคอยเฝ้าฯชมพระบารมีอย่างแออัดตลอดทาง โดยมีราษฎรมารอเฝ้าฯอย่างล้นหลามจนต้องจัดตำรวจภูธรประจำจุดเป็นระยะห่างๆ ไว้สองข้างทางแบบห้ามกันไม่ไหวนั่นแหละ ปัญหาก็คือระหว่างทางที่เกิดเหตุให้พระองค์ทอดพระเนตรพบธงช้างหงายท้องนั้นอยู่ตรงไหน ก็ยากสุดกำหนด ด้วยระหว่างทางเสด็จฯนั้นเริ่มต้นจากถนนเลียบริมน้ำ คือ ถนนศรีอุทัยในปัจจุบัน เป็นถนนที่สร้างขึ้นใหม่พร้อมกับการสร้างศาลากลางจังหวัด เมื่อพ.ศ.2450ถนนนี้เป็นลูกรังไปตลอดเส้นทางซึ่งมีเรือนที่ทำการและบ้านพักขุนนาง คือ พระยาประธานนคโรทัย (รอด)เจ้าเมืองเก่า และพระยาพิชัยสุนทร (ม.ล.อั้น เสนียวงศ์)และวัดกร่าง (วัดพิชัยบุรณาราม) สมัยอยุธยาตอนปลายตั้งอยู่ตามแนวถนนไปสุดวัดโรงโค ซึ่งเป็นวัดสำคัญของคนในตระกูลเจ้าเมืองเก่าที่สืบตำแหน่งมาครั้งรัชกาลที่ 3 และวัดเพนียด สมัยอยุธยา คือ เพนียดช้างเดิมที่สร้างใหม่เป็นวัดใหม่จันทาราม เป็นวัดของตระกูลของหมื่นพำนักนิกร (จัน) และขุนปาลวัฒน์วิไชย(เหมือน) ซึ่งอยู่ติดกับชุมชนวัดหลวงราชาวาส โดยมีขุนกอบกัยกิจ (ตั้งอุ่ยสุ่น) เป็นผู้นำฝ่ายจีนตั้งบ้านเรือนและตลาดอยู่ในแถบนี้ มีถนนท่าช้างเป็นลูกรังยาวไปถึงวัดเขาสะแกกรัง ตลาดค้าขายบ้านสะแกกรังหรือชาวอุทัยธานีนั้น คือตลาดวัดหลวงราชาวาส ที่มีลักษณะอาคารเดิมตรงตามจดหมายเหตุดังกล่าว คงนึกรู้ได้ว่า เหตุใดธงช้างหงายท้องนั้นทำไมถึงเกิดขึ้นที่นี่ได้

 

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ชุมชนปากแพรก’ภูมิถนนวัฒนธรรมเมืองกาญจน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/233505

วันอาทิตย์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

หน้าเมืองกาญจนบุรี สมัย ร.3

ชุมชนเก่าและตลาดถนนสายวัฒนธรรมนั้นต้องแยกแยะให้ออกว่าวิถีดั้งเดิมของผู้คนมาแต่โบราณยังคงอยู่หรือสร้างขึ้นใหม่ อาทิตย์นี้ได้ตามรอยไปที่ชุมชนเก่าที่ชุมชนปากแพรกที่เป็นถนนสายวัฒนธรรมเก่าแก่ที่สุดของเมืองกาญจนบุรีคำว่า “ปากแพรก” นี้ เรียกเพี้ยนมาจากภาษาจีนว่า “ปากเผ็ก” ในความหมายว่าเป็น “ทางแยก” หรือ ทางแพร่ง เหมือนที่อื่นๆ ก็มีการเรียกอย่างนี้ เช่น กับแพร่งนรา แพร่งภูธรในกรุงเทพฯ ชุมชนนี้มีอาคารบ้านเรือนตั้งเรียงรายตามแนวกำแพงเมืองที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่วางแนวกำแพงยาวทอดขนานไปกับแม่น้ำแควใหญ่ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสไทรโยคนั้นได้บันทึกถึงชุมชนแห่งนี้ว่า “แต่เมืองที่ตั้งอยู่ตำบลปากแพรกเดี๋ยวนี้ ไม่เป็นทางพม่าข้าศึกเข้ามาเลยถ้าโดยจะเดินกองทัพมา คงข้ามที่เขาชนไก่เมืองเดิม ตัดไปสุพรรณบุรีเข้ากรุงทีเดียว ถ้าจะลงทางล่างก็เข้าราชบุรีไปเล่นสวนบางช้างสมุทรสงคราม แต่ที่ปากแพรกนี้เป็นที่ค้า ท่าขาย ด้วยเขาชนไก่เมืองเดิมนั้นขึ้นไปตั้งเหนือมาก มีแก่งถึงสองแก่ง ลูกค้าจะไป-มาลำบาก จึงลงมาตั้งอยู่ที่ปากแพรกนี้ เป็นทางไป-มาแต่เมืองราชบุรีง่าย เมืองที่ตั้งก่อกำแพงไว้นี้อยู่ที่แม่น้ำสามแยกตรงทางแม่น้ำน้อย เหมือนหนึ่งจะคิดรับทางเรือ แต่กองทัพของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวยกมาครั้งนั้น ต้องส่งทัพหน้าไปตั้งที่ลาดหญ้ารับทางพม่าข้าศึก ทัพหลวงจึงตั้งอยู่ที่ลิ้นช้างกาญจนบุรี เมืองกาญจนบุรีเมื่อก่อนก็เป็นระเนียดไม้มาตลอด…”

หลักเมืองกาญจนบุรี

ในประวัติศาสตร์ของเมืองกาญจนบุรีนั้นมีเรื่องราวมาแต่ครั้งก่อนประวัติศาสตร์และยาวนานมาแต่ครั้งขอมเรืองอำนาจ ในยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งมีการสร้างปราสาทเมืองสิงห์ขึ้น ต่อมามีความสำคัญในฐานะเมืองหน้าด่านที่มีผลต่อความอยู่รอดของอยุธยา และเป็นสมรภูมิระหว่างไทยกับพม่าอยู่เสมอดังเห็นได้จากการรบหลายครั้งในสมัยอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์ ด้วยเหตุนี้การตั้งป้อมปราการและกวาดต้อนเทครัวนั้นจึงทำให้ชุมชนปากแพรกเป็นแหล่งรวมคนหลายเชื้อชาติทั้ง ไทย มอญ ญวน จีน ปกากะญอหรือกะเหรี่ยง ทำให้ถนนปากแพรก เป็นถนนเส้นแรกของความเป็นเมืองกาญจน์ที่มีกำแพง ป้อมปืน  หลังจากย้ายมาจากลาดหญ้า เพื่อใช้แม่น้ำแควนั้นเป็นแนวรับจากการโจมตีจากข้าศึก จนทำให้ลำน้ำของเมืองนี้มีท่าขึ้นลงอยู่เรียงรายไปตลอดสาย

แนวกำแพงเมืองกาญจน์ ร.3

เมืองกาญจนบุรีใหม่ที่สร้างขึ้นในแผ่นดินรัชกาลที่ 3 เมื่อพ.ศ.2374 ทำให้ชุมชนปากแพรกเป็นย่านธุรกิจสำคัญที่ครึกครื้น ซึ่งปัจจุบันนั้นชุมชนปากแพรกยังมีร่องรอยของตึกแถวยุคหลังที่สร้างตระกูลพ่อค้าคหบดีคนสำคัญ จึงมีอาคารบ้านเรือนแบบฝรั่งปนจีน และสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจอยู่ เป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร ในอดีตได้ผ่านเรื่องราวของเหตุการณ์สงครามที่ชาวปากแพรกผู้เป็นพ่อค้า คหบดีที่มีฐานะนั้นเกิดสงสารเชลยศึกและแอบเอาอาหารไปฝังไว้ที่ริมแม่น้ำ ให้ทหารเชลยสงครามได้กินส่วนที่เป็นคุณหมอก็แอบช่วยรักษา ให้ยากิน ศิลปะการก่อสร้างอาคาร และบ้านที่อยู่อาศัยบนถนนสายนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่สวยงาม ถึงแม้ว่าบ้านหรือตึกบางหลังจะดูคล้ายกับการก่อสร้างแบบชิโนโปรตุเกส หรือแบบโคโรเนียล อันเนื่องมาจากการได้รับอิทธิพลจากพวกฝรั่งเศสหรือพวกโปรตุกีสที่เข้ามาค้าขายกับไทยในสมัยนั้น รวมถึงศิลปะการก่อสร้างแบบจีน ที่มีให้เห็นอยู่มากมายหลายหลัง โดยเฉพาะบ้านนายบุญผ่อง วีรบุรุษสงครามของทางรถไฟสายมรณะ และบ้านของพ่อค้าคนสำคัญ เช่น บ้านสุธี  บ้านธนโสภณบ้านสิทธิสังข์ บ้านแสนสุข เป็นต้น ทำให้ชุมชนเก่าแห่งนี้ยังคงวิถีแบบเดิมโดยไม่ต้องตกแต่งและสร้างความเถิดเทิงไปตามๆ กัน นั่นคือไปเมื่อไรก็พบเห็นได้ตลอดเวลา

บ้านธนโสภณ

อาาคารสถาปัตย์จีน-ฝรั่ง

ถนนวัฒนธรรมของกาญจนบุรี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระราชวังจันทน์’ภูมิราชวงศ์สุโขทัยจากพิษณุโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/232444

วันอาทิตย์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

โบราณสถานพระราชวังจันทน์

การเรียนรู้จากแหล่งความรู้นั้นทำให้มีการศึกษาในมิติต่างๆ มากขึ้น จากข้อมูลใหม่และการใส่ใจกับโบราณสถานโบราณวัตถุที่มีการสำรวจและขุดค้นอยู่ตลอดเวลา  อาทิตย์นี้ได้ตามรอยนักโบราณคดีคนขยัน คุณรัตติยา ไชยวงศ์ ไปที่เมืองพิษณุโลก เพื่อตามต่อข้อมูลพระราชวังจันทน์ที่มีการย้ายโรงเรียนและขุดค้นจนสามารถจัดภูมิทัศน์ขึ้นใหม่จากการคืนพื้นที่ให้มีความสง่างามในสภาพโบราณสถานที่ได้รับการอนุรักษ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องรูปแบบพระราชวังจันทน์ที่อาจารย์สันติ เล็กสุขุม ได้ศึกษาเรียนรู้จากร่องรอยโบราณสถานที่เหลืออยู่ จนมองรูปร่างของพระราชวังจันทน์ในมิติสถาปัตยกรรมโบราณให้เห็นชัดเจนขึ้น พระราชวังจันทน์ แห่งนี้เดิมนั้นโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม และค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กองทัพภาคที่ 3 สร้างอาคารทับพื้นที่อยู่ด้านบน โดยมีถนนวังจันทน์เลียบแม่น้ำน่าน อยู่ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก  ปัจจุบันกรมศิลปากรได้เข้ามาทำการบูรณะค้นหาแนวเขตของพระราชวังจันทน์บางส่วนจนทำให้มองเห็นภูมิทัศน์พระราชวังสมัยสุโขทัยของพระมหาธรรมราชา ที่ 1 หรือพระยาลิไทที่มีการพัฒนาแต่ละยุคสมัยได้ชัดเจนขึ้น พระยาลิไทผู้นี้เป็นพระราชโอรสของ พระยาเลอไท พ่อขุนองค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์พระร่วง (พ.ศ.1890-1904)

พระยาลิไท ผู้สร้างพระราชวังจันทน์ (2)

เมื่อพระยาลิไท ได้ครองแคว้นสุโขทัยเป็นพ่อขุนนาม พระมหาธรรมราชา ที่ 1 นั้น ได้สถาปนาเมืองพิษณุโลกเป็นราชธานีเพื่อให้สามารถดูแลไปถึงเมืองชอนตะวัน หรือเมืองนครสวรรค์ ที่จรดแดนเมืองแพรกศรีราชา หรือเมืองสรรค์ของแคว้นสุวรรณบุรีและกรุงศรีอยุธยา ที่เป็นอาณาจักรเกิดใหม่ทางตอนใต้ พระองค์ทรงครองเมืองพิษณุโลกระหว่างพ.ศ.1905-1912 เป็นเวลา 7 ปี ครั้งนั้นพระองค์ทรงได้สร้างพระราชวังจันทน์บนเนินดินบนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน่าน ซึ่งมีข้อสันนิษฐานว่าพระราชวังแห่งนี้ใช้เป็นที่ประทับของพ่อขุนมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย จนถึงสมัยอยุธยา ที่ภายหลังมีความสัมพันธ์และร่วมราชวงศ์ด้วยกัน ดังปรากฏว่าเมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถกษัตริย์กรุงศรีอยุธยาเมื่อย้ายราชธานีมาอยู่ที่เมืองพิษณุโลกใน พ.ศ.2006 นั้น ทรงใช้พระราชวังจันทน์เป็นที่ประทับตลอด จนเชื่อว่ามีการก่อสร้างพระราชวังเพิ่มขึ้นในสมัยพระองค์ด้วย จากนั้นมาพระราชวังจันทน์ได้ถูกใช้เป็นที่ประทับของพระมหาอุปราชของกรุงศรีอยุธยาหลายแผ่นดิน จนถึงแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ได้ให้สมเด็จพระมหาธรรมราชาทรงเป็นพระมหาอุปราช ครองเมืองพิษณุโลก ประทับอยู่จนมีพระธิดาพระโอรส คือ พระสุพรรณกัลยาสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระเอกาทศรถ เมื่อสมเด็จพระมหาธรรมราชาเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์อยุธยาทรงโปรดฯให้สมเด็จพระนเรศวรทรงเป็นพระมหาอุปราชเสด็จไปประทับอยู่ ณ พระราชวังจันทน์หลังจากสมเด็จพระนเรศวรขึ้นครองราชย์แล้วพระราชวังจันทน์ก็ไม่ปรากฏว่ามีเชื้อพระวงศ์ พระองค์ใดไปประทับอยู่นัยว่าเมืองพิษณุโลกสิ้นอำนาจและถูกทิ้งร้างไว้ จนกระทั่งปรากฏหลักฐานในจดหมายเหตุระยะทางไปพิษณุโลกของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เสด็จตรวจราชการเมืองพิษณุโลกใน พ.ศ.2444 โปรดให้ขุนศรเทพบาล สำรวจรังวัดจัดทำผังพระราชวังจันทน์ขึ้น ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5เสด็จสังเวยเทพารักษ์ วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2444 และมีพระราชหัตถเลขาไว้ว่า มีซากพระราชวังก่อด้วยอิฐ สูงพ้นดิน 2-3 ศอกเศษมีพระที่นั่งคล้ายพระที่นั่งจันทรพิศาล ในพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี มีกำแพงวัง2 ชั้น มีสระสองพี่น้องอยู่นอกกำแพงวัง การขุดค้นและการจัดภูมิทัศน์ต่อมานั้นได้มีการรื้ออาคารใหม่ออกไปและอนุรักษ์แหล่งโบราณคดีให้มีความสง่างามอย่างถูกวิธี หากมีการคิดสร้างอาคารใหม่ขึ้นในพื้นที่ให้รกหูรกตาขึ้นอีกวันใดแล้วก็ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งพระราชวังนี้ได้ช่วยกันปกป้องและให้มีอันเป็นไปถึงลูกหลาน เพราะกว่าจะได้พื้นที่กลับคืนมาได้จนวันนี้นั้นยากเย็นหลายประการนัก

ผังบริเวณพระราชวังจันทน์และวัดต่างๆ

 

ผังพระราชวังจันทน์

 

ผังสำรวจเมืองพิษณุโลกของสมเด็จฯ กรมพระยานริศฯ