ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เครื่องสังคโลก’ ภูมิสินค้าส่งออกเมืองสุโขทัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/231328

วันอาทิตย์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ด้วยเหตุที่เมืองสุโขทัยนั้นตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำปิง ยม น่าน และป่าสัก จึงทำให้มีเส้นทางคมนาคมติดต่อกับเมืองอื่นๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นเส้นแม่น้ำทางออกสู่อ่าวไทยสู่ทะเลอันเป็นเส้นทางค้าขายเครื่องเคลือบจากเมืองสุโขทัยและเมืองศรีสัชนาลัย ดังนั้นการขุดค้นและศึกษาแหล่งเตาทุเรียงเมืองสุโขทัยของสำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัยที่กำลังทำอยู่ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจให้ฝ่ายเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากรได้อาสาพาไปตามรอยหาภูมิปัญญาจากการขุดค้นแหล่งเตาทุเรียงดังกล่าว ด้วยเหตุที่เมืองสุโขทัยนั้นมีทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แร่เหล็ก สังกะสี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการเป็นศูนย์กลางการค้าจึงทำให้สุโขทัยเป็นศูนย์อำนาจของแคว้นหรืออาณาจักรสำคัญอยู่ริมแม่น้ำยม แหล่งเตาเผาเครื่องเคลือบที่สำรวจพบแล้วนั้นมี 3 แหล่ง คือ แหล่งเตาเผาบริเวณเมืองเก่าสุโขทัยใกล้วัดพระพายหลวง เรียกว่าเตาทุเรียง ส่วนแหล่งเตาเผาที่ป่ายาง แหล่งเตาเผาที่เกาะน้อย และเตาเผาวัดดอนลาน บริเวณเมืองศรีสัชนาลัยนั้น น่าจะเรียกว่าเตาสวรรคโลก หรือศรีสัชนาลัยมากกว่า ด้วยเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นแหล่งผลิตเครื่องสังคโลก คือ เครื่องเคลือบดินเผาที่มีการเผาดินดิบให้สุกก่อนนำไปเขียนลายและลงน้ำยาเคลือบที่แตกต่างจากเครื่องดินเผาธรรมดา แหล่งเตาบริเวณเมืองศรีสัชนาลัยเป็นแหล่งผลิตเครื่องสังคโลกแหล่งใหญ่ พบเตาเป็นจำนวนมากบริเวณริมฝั่งแม่น้ำยมและมีผลิตภัณฑ์จำนวนมากมายหลายรูปแบบ เช่น จาน ชาม ไห โอ่ง กระปุกรูปประติมากรรม ได้แก่ ตุ๊กตารูปสัตว์ ตุ๊กตารูปชาย-หญิง และเครื่องประดับ อาคารสถาปัตยกรรม ได้แก่ กระเบื้องมุงหลังคา ช่อฟ้าใบระกา หางหงส์  เป็นต้น เป็นเครื่องเคลือบที่มีคุณภาพดี ฝีมือประณีตการตกแต่ง ภาชนะมีการเขียนลายบนเคลือบ เขียนลายใต้เคลือบ ตกแต่งลายใต้เคลือบ โดยการขูดให้เป็นลาย ลวดลายที่นิยมใช้ตกแต่งมี ลายดอกไม้ โดยเฉพาะลายดอกไม้ก้านขด ลายดอกบัว ลายปลา ซึ่งจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติรามคำแหงและพิพิธภัณฑ์แห่งชาติสวรรคนายกอีกแห่งหนึ่ง สำหรับเตาทุเรียง เตาเผาเครื่องถ้วยชามแบบสังคโลกที่อยู่บริเวณเมืองเก่าสุโขทัยนั้นตั้งอยู่ริมลำน้ำโจน คือ บริเวณเนินดินอยู่ระหว่างวัดศรีชุมและวัดพระพายหลวง ชาวบ้านเรียกกันว่าเนินร่อนทอง บริเวณนี้นักโบราณคดีได้พบเตาเผาอยู่ไม่น้อยกว่า 50 แห่ง ซึ่งมีเนินดินและร่องรอยของเศษถ้วยชามจำนวนมาก จากการขุดสำรวจบริเวณเตาทุเรียงที่ทำกันมาก่อนแล้วพบว่ามีเตาขนาดแตกต่างกัน ที่มีขนาดใหญ่นั้นเป็นเตาเผาที่ก่อด้วยอิฐขนาด กว้าง 1.20-2.00 เมตร ยาว4-5 เมตร ทำเตาเป็นรูปคล้ายประทุนเกวียนแบ่งภายในเป็น 3 ตอน สำหรับเป็นที่ใส่ฟืนก่อไฟ สำหรับตั้งวางถ้วยชาม และเป็นปล่องไฟ เครื่องเคลือบที่ผลิตจากเตาทุเรียงเมืองสุโขทัยนี้มีเนื้อหยาบสีเทา นิยมเขียนเป็นลายดอกไม้ ลายกลีบบัว ลายปลาในวงกลม ลายจักรภายในวงกลม รูปแบบของภาชนะมีแบบชาม จาน และแจกัน เครื่องสังคโลกจากเตาเผาทั้งหมดจึงเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของสุโขทัยตอนปลาย โดยส่งออกตามเส้นทางทะเลไปยังประเทศต่างๆ ได้แก่ ประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น และอินเดีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกาตะวันออก โดยมีเส้นทางการค้าเครื่องสังคโลกอยู่สองเส้นทาง คือเส้นทางตะวันตกผ่านเมืองท่าเมาะตะมะไปยังอินเดีย และ ตะวันออกกลาง สินค้าส่วนใหญ่เป็นไหเคลือบสีน้ำตาลขนาดใหญ่ อีกเส้นทางเป็นเส้นทางน้ำลงไปทางใต้ผ่านกรุงศรีอยุธยา ออกอ่าวไทยสู่ทะเลไปยังสุมาตรา ชวา บอร์เนียว และลูซอน สินค้าเครื่องเคลือบที่ส่งออกนี้เป็น จาน ชาม กระปุก ชนิดเคลือบสีเขียวไข่กา และเคลือบขาวเขียนลายสีดำ ด้วยเหตุนี้ชื่อ เครื่องสังคโลก จึงเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปเช่นเดียวกับการค้นหาเส้นทางเครื่องเคลือบนั้นทำให้การพบแหล่งเรือจมทางทะเลไทยที่ทำให้ นายเอิบเปรมวัชรางกูร นักโบราณคดีได้พัฒนาจนมีศูนย์การฝึกโบราณคดีใต้น้ำขึ้น และเกิดหน่วยงานโบราณคดีใต้น้ำขึ้นในประเทศ

 

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘สถาบันสิริกิติ์’ภูมิศิลปาชีพสู่งานศิลป์แผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/230250

วันอาทิตย์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เสด็จฯทอดพระเนตรสีวิกากาญจน์

ในวาระวันแม่แห่งชาติ ๑๒ สิงหาคมนี้ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มากพ้นสุดพรรณนานั้น อาทิตย์นี้ขอตามรอยงานศิลป์แผ่นดินที่สืบมาจากสายพระเนตรอันยาวไกลแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เปิดโรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดา เมื่อพ.ศ.๒๕๒๑ ให้เป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมศิลปาชีพแก่นักเรียนศิลปาชีพที่ทรงรับมาจากครอบครัวชาวนา ชาวไร่ผู้ยากจนไม่มีที่ทำกิน ดังมีพระราชดำรัสว่า “คนเหล่านี้เป็นลูกชาวไร่ ชาวนาที่ยากจนที่สุดและข้าพเจ้าเลือกมาเป็นพิเศษ เลือกจากความยากจน ครอบครัวไหนยากจนที่สุด แล้วมีลูกมากที่สุด จะเลี้ยงตัวเองไม่ได้ ข้าพเจ้าจึงเลือกมา แล้วมาอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ที่ตึกเก่าๆ ที่ดั้งเดิมเป็นที่อยู่ของเจ้านายต่างๆ มากมายก่ายกอง ข้าพเจ้าให้เขาอยู่ที่นั่นแล้วก็มาทำการฝึกที่จิตรลดา”…ตลอดเวลามากกว่า ๓๐ ปีที่ผ่านมานั้น โรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดาได้พัฒนาการดำเนินงานก้าวหน้าจนสร้างช่างศิลป์และผลงานประณีตศิลป์ชั้นสูงที่ยอมรับกันว่าผลงานนั้นมีความวิจิตรงดงามถึงระดับ“ฝีมือช่างหลวง” หรือ“ช่างแห่งกรุงรัตนโกสินทร์” หลายช่าง ได้แก่ช่างถมทอง ช่างเครื่องเงินเครื่องทอง ช่างคร่ำ ช่างลงยาสี ช่างปักผ้า ช่างแกะสลักไม้ ช่างเขียนลาย และช่างทอผ้า ฯลฯ ต่างมีผลงานล้วนวิจิตรมีคุณค่ายิ่งที่แสดงถึงเอกลักษณ์และเกียรติภูมิของงานประณีตศิลป์ไทยให้ชาวโลกได้ประจักษ์ชื่นชมของงานศิลป์แผ่นดิน โรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดาแห่งนี้ได้ยกสถานะเป็น “สถาบันสิริกิติ์” เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๓ และผลงานศิลป์แผ่นดินทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นจากฝีมือชาวไร่ ชาวนา ผู้ยากจน บางคนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงได้พระราชทานโอกาสให้ฝึกปรือเพิ่มพูนฝีมือและพระราชทานกำลังใจแก่บุคคลเหล่านั้นสามารถสร้างสรรค์งานประณีตศิลป์ชั้นสูงได้อันถือว่าเป็นสิ่งที่เกิดได้ยากยิ่ง นับเป็นการสร้างผลงานสุดยอดศิลปะของสถาบันสิริกิติ์สวนจิตรลดา ที่คัดเลือกงานและสร้างสรรค์งานประณีตศิลป์ของแผ่นดิน โดยจัดแสดงให้ประชาชนชม ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เนื่องในโอกาสมหามงคลสมัยพิเศษต่างๆ โดยใช้ชื่อนิทรรศการนั้นว่า “ศิลป์แผ่นดิน”

ทอดพระเนตรภาพจากการปักไหม

ตั้งแต่งานศิลป์แผ่นดิน ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๘-๓๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๓๕ มาจนถึงปัจจุบันนี้ได้มีผลงานสร้างสรรค์เกิดขึ้นมากมายและเป็นผลงานชิ้นเยี่ยมของแผ่นดินที่ประจักษ์สายตาแก่ชาวต่างประเทศและชาวไทย ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้ พระที่นั่งอนันตสมาคม เปิดเป็น “พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน” จัดแสดงผลงานของสถาบันสิริกิติ์เป็นการถาวร ตั้งแต่วันศุกร์ที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑ นอกจากผลงานอันวิจิตรพิสดารจากงานของช่างฝีมือต่างๆ แล้ว โดยเฉพาะห้องปีกแมลงทับนั้นถือเป็นงานสร้างสรรค์ที่มหัศจรรย์มากโดยผนังด้านขวาตกแต่งแผ่นสานย่านลิเภาสอดด้วยเส้นเงิน เส้นทอง เส้นนากและอัญเชิญพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ประดิษฐานภายในกรอบทองเขียนลายรูปหงส์เคล้าลายกนกเทศ ผนังห้องตกแต่งแผ่นสานย่านลิเภาสานเป็นลายขิดแล้วสอดด้วยปีกแมลงทับและมีไม้แกะสลักเป็นพญานาคาเกี้ยวกระหวัด ส่วนตัวพญานาคาตกแต่งปีกแมลงทับ ฝังตาทับทิม เพดานบนมีโคมระย้าพญานาคา และหงส์ ประดับปีกแมลงทับและแก้วเจียระไนอย่างน่าอัศจรรย์ สำหรับงานศิลปกรรมสำคัญของสถาบันสิริกิติ์สวนจิตรลดาในปีพ.ศ.๒๕๕๙ นี้ได้สร้าง “อาคารเรือนยอด” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานชื่อเรือนยอดหลังนี้ว่า “เรือนยอดบรมมังคลานุสรณีย์” อันมีความหมายว่า “สร้างในวาระสำคัญหลายประการ” การสร้างอาคารเรือนยอดนับเป็นงานศิลปกรรมชั้นสูงสุดแห่งสถาปัตยกรรมไทยที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในภารกิจที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ และศาสนา สร้างเป็นเรือนโถงมีเรือนยอดเก้ายอดตามรัชกาล นับเป็นเรือนยอดที่สูงสุดในประวัติศาสตร์ศิลปะของประเทศไทยที่สร้างสรรค์จากช่างศิลป์ของสถาบันสิริกิติ์ทั้งสิ้น

 

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วัฒนธรรมไทย’ภูมิความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/229177

วันอาทิตย์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การเยี่ยมเยียนทางการทูต

ในวาระที่ครบรอบ 40 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย-เวียดนาม พ.ศ.2559 นั้นพลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะจากกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้สานสัมพันธ์ทางการทูตด้วยการเผยแพร่วัฒนธรรมการแสดงและเปิดมิติใหม่ทางการท่องเที่ยวระหว่างประเทศขึ้น สำหรับผลงานด้านวัฒนธรรมนั้นรัฐบาลได้นำคณะนักแสดงจากกรมศิลปากรไปแสดงให้มิตรประเทศได้ชมที่เวียดนาม ส่วนใหญ่ มักสร้างความประทับใจให้กับชาวต่างประเทศอยู่ทุกครั้ง จากแนวคิด “Embarking on the 5th Decade ofRelations : Towards a Strengthened Strategic Partnership” ตามผลการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนกรกฎาคม 2559 นั้น ได้เน้นความสัมพันธ์สู่ทศวรรษที่ 5 ที่มุ่งมองไปข้างหน้าเพื่อความร่วมมือให้ภาครัฐ เอกชน ภาควิชาการ สื่อมวลชน และประชาชนของทั้งสองประเทศได้มีส่วนร่วมในการเฉลิมฉลอง และมีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันเพิ่มมากขึ้นเพื่อความเข้มแข็งของความสัมพันธ์ในระยะยาวซึ่งมีการแลกเปลี่ยนการเยี่ยมเยือนระดับสูง และการส่งเสริมผลักดันกลไกความร่วมมือระหว่างกันในสาขาต่างๆ ให้มีความก้าวหน้าในอนาคต สำหรับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้า การท่องเที่ยวและการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม นั้น กระทรวงวัฒนธรรม มีแผนจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมของเวียดนาม โดยการนำศิลปะการแสดงหลากหลายรูปแบบไปจัดแสดงที่เวียดนาม มีการจัดเทศกาลภาพยนตร์ โครงการความร่วมมือฐานข้อมูลเกี่ยวกับชาติพันธุ์ เป็นต้น

พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี กับประธานาธิบดีเวียดนาม

การแสดงหลักสำหรับการเดินทางเผยแพร่วัฒนธรรมของชาตินั้นนอกจากใช้วงปีพาทย์บรรเลงดนตรีไทยเป็นหลักแล้วการแสดงที่เลือกสรรนั้นมุ่งเน้นสร้างความเป็นวัฒนธรรมไทยให้รู้สึกได้เป็นอย่างดี เช่นระบำโบราณคดี ที่เกิดจากแนวคิดของ นายธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ซึ่งมีการพัฒนาดนตรีและการแต่งกาย ท่ารำมาจากภาพเขียน ภาพปั้นและภาพจำหลักตามโบราณสถานและโบราณวัตถุสมัยต่างๆ ทั้งที่พบในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง เมื่อปีพ.ศ.2510 โดย นายมนตรี ตราโมท ศิลปินแห่งชาติผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทยแต่งทำนองขึ้นตามแนวคิด โดยมอบให้ นางลมุล ยมะคุปต์นางเฉลย ศุขะวณิช และท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี ศิลปินแห่งชาติและผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทยเป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำ สร้างเป็นระบำโบราณคดี 5 ชุด คือระบำทวาราวดี ระบำศรีวิชัย ระบำลพบุรี ระบำเชียงแสน ระบำสุโขทัย โดยเฉพาะโขนนั้นถือเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยที่มีความสง่างาม อลังการและอ่อนช้อย ซึ่งมีประวัติยาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจากหลักฐานจดหมายเหตุลาลูแบร์ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้กล่าวถึงการแสดงโขนว่าเป็นการเต้นออกท่าทาง ประกอบกับเสียงซอและเครื่องดนตรีประเภทต่างๆ ผู้แสดงจะสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าตนเองและถืออาวุธ ด้วยเหตุนี้โขนจึงเป็นจุดศูนย์รวมของศาสตร์และศิลป์หลากหลายแขนง เช่น วรรณกรรม วรรณศิลป์ นาฏศิลป์ คีตศิลป์ หัตถศิลป์ ที่มีตัวละครเป็นตัวยักษ์ ตัวลิง ตัวเทวดาเป็นต้น ออกแสดงตามบทบาท ซึ่งปัจจุบันได้สร้างสรรค์การแสดงสำหรับชาวต่างประเทศโดยแสดงตามเพลงบรรเลงจากวงปี่พาทย์โดยไม่ต้องมีบทพากย์ นอกนั้นเป็นการเต้น การฟ้อนการรำ ที่คุ้นเคยกันแต่ละภาคของประเทศไทย และแทรกการต่อสู้มวย ดาบ และการชนไก่ที่สร้างสรรค์เพื่อความสนุกสนาน ถือเป็นการสร้างวัฒนธรรมร่วมในการเชื่อมไมตรีในประชาคมอาเซียนได้เป็นอย่างดี

การแสดงโขนของกรมศิลปากร

การแสดงพื้นบ้าน

โขน เอกลักษณ์ของนาฏศิลป์ไทย

ความสนุกจากการแสดงชนไก่

นักแสดงจากกรมศิลปากร

การแสดงของชาวเขา

การเปิดสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อ 40 ปีก่อน

 

 

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ตรา‘เกษะ’-ภูมิแห่งอำนาจจากปราสาทเขาน้อยฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/228115

วันอาทิตย์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ทับหลังปราสาทเขาน้อย

สังคมวันนี้เป็นสังคมของการใช้อำนาจเพื่อเดินหน้าประเทศ อาทิตย์จึงขอตามรอยหาภูมิของการมีอำนาจในอดีตจากการพบจารึกที่ปราสาทเขาน้อยสีชมพู เดิมจารึกนี้ถูกอ้างถึงในหนังสือ Inscriptions du Cambodge vol. V g, เมื่อพ.ศ.2496 โดย
ศ.ยอร์ช  เซเดส์ ได้คัดข้อความบางส่วนมาเผยแพร่ต่อมา พ.ศ. 2513 ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงแปลข้อเขียนของ ศ. ยอร์ช เซเดส์ พิมพ์ในหนังสือ ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ 4 ต่อมาวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2529 ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้สำเนาจารึก 2 หลัก หลักละ3 สำเนา คือสำเนา “จารึกวัดกุดแต้” มี ๑๐ บรรทัด อักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต และสำเนา “จารึกวัดเขาน้อยสีชมพู” มี 35 บรรทัด อักษรปัลลวะ เป็นภาษาสันสกฤต 9 บรรทัด และภาษาเขมร 26 บรรทัด เมื่อตรวจสอบสำเนาจารึกดังกล่าวแล้ว พบว่า “จารึกวัดเขาน้อยสีชมพู” นั้น ตรงกับ “จารึกเขาน้อย” (Khãu Nôi (K.506))ที่ ศ.ยอร์ช เซเดส์ ได้กล่าวถึงในหนังสือดังกล่าว

เนื้อหาจารึกนั้นในส่วนที่ 1 นั้นเป็นภาษาสันสกฤต กล่าวสรรเสริญพระวิษณุ และพระศรีภววรมัน นอกจากนี้ยังกล่าวถึง เชยษฐปุรสวามี ว่าเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมเกี่ยวกับพระเวทเพื่อบูชาพระวิษณุ  เนื้อหาส่วนที่ 2 เป็นภาษาเขมร กล่าวถึงขุนนางผู้หนึ่งตำแหน่ง โกลญเชยษฐปุระ (มรตาญโขลญเชยษฐปุระ) แต่ข้อความบางส่วนลบเลือน และส่วนใหญ่เป็นรายชื่อสิ่งของและข้าทาส จึงสันนิษฐานได้ว่าอาจเป็นรายชื่อสิ่งของและข้าทาสที่เหล่าขุนนางที่เกี่ยวข้องอุทิศถวายแด่เทวสถาน โดยเฉพาะการพบตราประทับที่มีคำว่า “เกฺษะ” ในรูปของนามศัพท์และกริยาศัพท์ให้ความว่าถ้าเป็นนามศัพท์ “อิ” การันต์ สตรีลิงค์ ปัญจมี และ ษัษฐีวิภักติ เอกพจน์ จะมีรูปเป็น “เกฺษะ” และ “อิ” การันต์ ปุงลิงค์ ษัษฐีวิภักติ เอกพจน์ ก็จะมีรูปเป็น “เกฺษะ” เช่นกันซึ่งมาจาก “กฺษิ” คำศัพท์นี้ แปลว่า การฆ่าทำลายการไป การเข้าหา ในที่นี้เป็นบทคุณ ควรจะแปลว่า ของผู้เข้าหาหรือสำหรับผู้เข้าเฝ้า หมายถึงว่า ผู้เข้าเฝ้าบุคคลสำคัญในปราสาทนั้น ต้องมีบัตรหรือวัตถุอื่นใดที่ได้รับการประทับจากดวงตรานี้แล้ว เป็นเครื่องนำทางในการเข้าเฝ้า คำ “เกฺษะ” ถ้าเป็นกริยาศัพท์ มาจาก“กฺษา” ธาตุ อปัจจัย “อีสฺ” วิภักติ มัธยบุรุษ เอกพจน์ หมวดวิธีลิงค์ ซึ่งแปลความหมายได้หลายอย่าง แต่ความหมายที่เหมาะสมและกลมกลืนที่สุดก็คือ พึงอนุญาต, ควรอนุญาต โดยนัยนี้ สันนิษฐานว่าดวงตราประทับนี้น่าจะใช้เป็นคำสั่งของผู้มีอำนาจ เพื่ออนุญาตให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งทำกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม จากคำแปลที่ต่างกันระหว่างนามศัพท์กับกริยาศัพท์ ซึ่งมีรูปเหมือนกันคือ “เกฺษะ” นี้ ควรที่จะต้องพิจารณาต่อไปว่า คำใดจะเหมาะสมกว่ากัน เช่น ผู้ได้รับบัตรให้เข้าเฝ้า ก็หมายถึงผู้ได้รับอนุญาต ซึ่งมีได้เฉพาะผู้แจ้งความจำนง ประสงค์จะเข้าเฝ้าเท่านั้น ส่วนคำว่าควรอนุญาต มีความหมายกว้างไปถึงการอนุญาตให้ทำกิจอย่างใดอย่างหนึ่งแก่ผู้แจ้งความจำนงด้วย ฉะนั้น ในที่นี้ควรใช้คำแปลในรูปของกริยาศัพท์ดูแล้วใกล้เคียงกับสังคมปัจจุบันที่มีมาตราพิเศษให้อำนาจไปจัดการอะไรๆ ให้ดีขึ้นฉะนั้น ส่วนปราสาทเขาน้อยหรือปราสาทเขาน้อยสีชมพู ที่มาของตราประทับนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาน้อยสีชมพู ในเขตตำบลคลองน้ำใส อำเภออรัญประเทศ ห่างจากพรมแดน ไทย-กัมพูชา ประมาณ 1 กิโลเมตร เดิมเป็นปราสาทก่ออิฐไม่สอปูนไม่ผสมปูนมี 3 หลัง แต่พังทลายลงคงเหลือแต่ปรางค์องค์กลางกับเนินดินอีก 2 เนินซึ่งพบทับหลังเขาน้อย มีลักษณะศิลปะเขมรแบบสมโบร์ไพกุก ติดอยู่เหนือกรอบประตูทางเข้าปรางค์องค์กลาง จารึกเขาน้อยถือเป็นจารึกที่เก่าแก่ที่สุดในไทย จารึกด้วยอักษรปัลลวะบนแผ่นวงกบประตูปรางค์องค์กลางด้านขวามือของประตู ระบุมหาศักราช 559 ตรงกับพุทธศักราช 1180 เสาประดับประกอบประตูเป็นเสารูปแปดเหลี่ยม มีลายใบไม้ ตามลักษณะศิลปะเขมรแบบกุเลน ประติมากรรมรูปบุคคลมี 4 กร ยืนอยู่เหนือศีรษะกระบือสันนิษฐานว่าเป็นรูปนางทุรคาตอนปราบอสูรควายหรือมหิษาสุรมรรธนี  ปราสาทนี้สร้างในพุทธศตวรรษที่ 12 และมีการบูรณปฏิสังขรณ์ในพุทธศตวรรษที่ 15 ถือเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดูที่สำคัญแห่งหนึ่ง


จารึกเขาน้อย


ตราจารึกเกษะ-พึงอนุญาต-สันสกฤต


ปรางค์ที่เหลืออยู่


ปราสาทเขาน้อย


ปราสาทเขาน้อยสามองค์


ปราสาทเขาน้อย (3)


ปราสาทเขาน้อยที่บูรณะแล้ว


ปราสาทส่วนที่เหลืออยู่

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วัดปรางค์หลวง’ ภูมิศิลปะอยุธยาตอนต้นของนนทบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/226983

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

วัดปรางหลวง

ด้วยแม่น้ำอ้อมนั้นเดิมคือแม่น้ำเจ้าพระยาสายเก่า จึงมีวัดสำคัญที่สร้างขึ้นในยุคสมัยอยุธยาหลายวัด อาทิตย์นี้ตระเวนตามหาภูมิสถานของชุมชนคนสมัยอยุธยาในจังหวัดนนทบุรี โดยเฉพาะวัดปรางค์หลวง เลขที่ ๓๒ คลองบางกอกน้อย หมู่ ๑ ต.บางม่วง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี  ซึ่งเป็นวัดเก่าที่ตั้งอยู่ใกล้กรุงเทพมหานคร วัดนี้สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา  สันนิษฐานจากศิลปกรรมของพระปรางค์ว่าสร้างในสมัยของพระรามาธิบดีที่ ๑ หรือพระเจ้าอู่ทอง เดิมเรียกกันว่า “วัดหลวง” เล่าขานเป็นตำนานกันมาว่าเมื่อปีพ.ศ.๑๙๐๔ พระเจ้าอู่ทอง ได้อพยพผู้คนหนีโรคระบาดมาประทับอยู่ที่บริเวณนี้ ก่อนที่จะไปสร้างกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี  ต่อมาจึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดขึ้น เดิมชื่อว่า วัดหลวง

ประตูแบบอยุธยาทำใหม่

ต่อมาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชเจ้าองค์ที่ ๑๐ ของกรุงรัตนโกสินทร์ ได้เสด็จมาเห็นปรางค์ และร่องรอยของโบราณสถานที่แห่งนี้   จึงได้เปลี่ยนนามวัดหลวง เป็น “วัดปรางค์หลวง” โดยให้ความสำคัญกับองค์ปรางค์ประธานแห่งนี้  ซึ่งเป็นฝีมือของช่างในสมัยอยุธยาตอนต้น

ภูมิสถานเดิมของวัดนี้ด้านหน้าเป็นโบสถ์ ถัดไปเป็นปรางค์ขนาดใหญ่กว่าโบสถ์อยู่ด้านหลัง อยู่ในแนวกำแพงแก้ว ภายในโบสถ์เก่านั้นมีพระประธานปูนปั้น ชาวบ้านเรียกนามว่า หลวงพ่ออู่ทอง  เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทอง ปางมารวิชัย หน้าตัก๙ คืบ มีความศักดิ์สิทธิ์ จึงมีชาวบ้านพากันมาสักการบูชา ชุมชนแห่งนี้มีอายุมากกว่า ๕๐๐ ปี น่าจะเป็นชุมชนที่เก่าที่สุดในแถบนี้ ด้วยปรางค์ประธาน มีการก่อด้วยอิฐสอดิน ยกยอดปรางค์เจ็ดชั้น องค์ปรางค์ ย่อมุมไม้ยี่สิบ ประดับด้วยลวดลายปูนปั้น แนวฐานหน้ากระดานเรือนธาตุ มีซุ้มจรนำทั้งสี่ทิศ ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปูนปั้น ลงรักปิดทอง กลางเรือนธาตุมีกรุอยู่ภายในแต่ไม่มีช่องทางขึ้นสู่ยอดปรางค์ ผนังเรือนธาตุทึบไม่มีประตู ด้านหลังนอกกำแพงแก้วเป็นกลุ่มกุฏิกรรมฐาน ตั้งขนานกับแนวกำแพงแก้ว สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นพร้อมกับวัดและปรางค์ แต่เดิมใช้เป็นที่พักอาศัย และปฏิบัติกรรมฐานของพระภิกษุสงฆ์

ปรางค์จากหน้าต่างกุฏี

โดยเฉพาะ หลวงพ่ออู่ทอง พระประธานในโบสถ์หลังเก่าที่ถูกทุบทำลายไปเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๖ นั้น เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ศิลปกรรมแบบอู่ทองพุทธลักษณะงดงาม เป็นที่เคารพสัการะของคนในชุมชนมาก มีการจัดงานนมัสการ และปิดทองประจำปีในเดือนมิถุนายน รอบโบสถ์ยังมีฐานใบเสมา ทำจากหินชนวน ชาวบ้านเรียกหินกาบ มีขนาดใหญ่ไม่มีลวดลาย ปักลงบนดินรายรอบพระอุโบสถหลังเก่า เป็นใบเสมาสมัยอยุธยาตอนต้น ปัจจุบันเหลืออยู่เพียง ๒ ใบเท่านั้น ด้านหน้าปรางค์นั้นมีวิหารน้อยน่าจะสร้างขึ้นพร้อมกับปรางค์ประธาน เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนสองหลังอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก เหลือแต่เพียงผนังเท่านั้น กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ทรงพรรณนาไว้ในนิราศพระประธมว่า “วัดหลวงคิดคู่ร้าง เวียงหลวงร้างศุขสิ่งเกษมทรวงเสื่อมสิ้นมาเดียวอดูรดวง แดเด็ด สวาดิ์แม่  ยามดึกสดุ้งยุงริ้น เหลือบล้อมตอมกวนฯ” ปัจจุบันวัดปรางค์หลวงได้บูรณะองค์พระปรางค์จากที่ชำรุดทรุดโทรมจนมีความมั่นคงและรักษารูปแบบเดิมไว้พร้อมกับปรับภูมิสถานให้เห็นโบราณสถานศิลปะอยุธยาตอนต้น โดยเฉพาะพระพุทธรูปปูนปั้น “พระเจ้าอู่ทอง” นั้นปัจจุบันได้บูรณะให้คงสภาพเดิมและกำลังบอกบุญแก่ชาวพุทธที่ศรัทธาปิดทองให้สง่างาม นับเป็นภูมิสถานอยุธยาตอนต้นที่อยู่ใกล้กรุงเทพมหานครที่สุด

ปรางค์ประธานที่บูรณะแล

พระประธานปูนปั้้นรอการ

พระพุทธรูปยืนปูนปั้้นในซุ้มจรนำ

พระพุทรูปยืนในซุ้มจรนำ

วัดปรางหลวง

วัดปรางหลวง(5)

เศียรพระปูนปั้้น

ส่วนยอดปรางค์เจ็ดชั้้น

หน้าบันซุ้มจรนำ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : “เขื่อนรัชชประภา“ ภูมิแสงสว่างแห่งราชอาณาจักร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/225908

วันอาทิตย์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กุ้ยหลินเมืองไทย

ด้วยเหตุที่เขื่อนรัชชประภาเป็นเขื่อนในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่สำคัญแห่งหนึ่งในภาคใต้จึงมีความสนใจ ด้วยเป็นสถานที่สร้างความมั่นคงให้แก่ระบบไฟฟ้า และความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศชาติ เขื่อนนี้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ ในปีพ.ศ.2530 และพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ในปีพ.ศ.2531  โดยเริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2525 แล้วเสร็จเดือนกันยายน พ.ศ.2530

ซอกเขาที่เกิดขึ้นในอ่างน้ำ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเขื่อนรัชชประภา และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เมื่อวันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ.2530 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามให้ใหม่ว่า “เขื่อนรัชชประภา” มีความหมายว่า “แสงสว่างแห่งราชอาณาจักร” แทนชื่อ เขื่อนเชี่ยวหลาน  เขื่อนนี้สร้างปิดกั้นลำน้ำคลองแสง ณ บ้านเชี่ยวหลาน ตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี สร้างเป็นเขื่อนหินถมแกนดินเหนียว สูง 94 เมตร ความยาวสันเขื่อน 761 เมตร และมีเขื่อนปิดกั้นช่องเขาขาดรวม 5 แห่ง มีความจุน้ำ 5,638.8 ล้านลูกบาศก์เมตรพื้นที่อ่างเก็บน้ำ 185 ตารางกิโลเมตรปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเฉลี่ยปีละ 3,057 ล้านลูกบาศก์เมตร ติดตั้งเครื่องผลิตไฟฟ้า เครื่องละ 80,000 กิโลวัตต์ จำนวน 3 เครื่อง รวมกำลัง การผลิต 240,000 กิโลวัตต์ ให้พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยปีละประมาณ 554 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำจากเขื่อนนี้สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ปีละ 315 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง เสริมระบบไฟฟ้าในภาคใต้ให้มั่นคงยิ่งขึ้น นอกจากนี้น้ำจากเขื่อนยังส่งต่อเพื่อประโยชน์ด้านเกษตรกรรมในบริเวณพื้นที่ท้ายน้ำอีกด้วย

อ่างเก็บน้ำเขื่อนรัชชประภา

นับว่าเป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งที่สองของภาคใต้  จากการที่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่นั้นน้ำจากเขื่อนได้เอื้อประโยชน์ต่อการเพาะปลูกพืช 100,000 ไร่ ของตำบลตาขุน อำเภอคีรีรัฐนิคม และอำเภอพุนพิน ให้มีน้ำสามารถทำนาปรัง และปลูกพืชในฤดูแล้งได้ผลดี อีกทั้งยังบรรเทาอุทกภัยจากการกักเก็บน้ำของเขื่อนในฤดูฝนเพื่อลดความรุนแรงจากสภาวะน้ำท่วมพื้นที่ตอนล่างและยังแก้ไขน้ำเสียที่ปล่อยน้ำผลักดันน้ำเค็ม ให้สภาพน้ำที่มีปริมาณน้อยในลำน้ำพุมดวง-ตาปี ซึ่งในฤดูแล้งนั้นเกิดภาวะน้ำเน่าเสียได้ง่าย ด้วยบริเวณปากแม่น้ำมีน้ำเค็มรุกล้ำเข้ามาตามลำน้ำ น้ำที่ปล่อยจากเขื่อนรัชชประภาจึงช่วยเจือจางน้ำเสียในลำน้ำและการรุกล้ำของน้ำเค็มที่ปากแม่น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำของเขื่อนรัชชประภานั้นเป็นแหล่งประมงน้ำจืดที่สำคัญทุกๆ ปีนั้นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ปล่อยพันธุ์ปลาและกุ้งเป็นจำนวนมากลงไปในอ่างเก็บน้ำ สามารถให้ผลผลิตทางด้านการประมงเฉลี่ยปีละ 300 ตัน ซึ่งเป็นการส่งเสริมรายได้ให้กับราษฎรในพื้นที่อีกทางหนึ่ง ภายในอ่างเก็บน้ำนั้นมีผืนน้ำที่สามารถล่องเรือเที่ยวไปในอ่างที่มีทิวเขาสลับซับซ้อน มีซอกภูเขา หน้าผาและยอดเขาที่กลายเป็นเกาะอยู่มากมาย ยอดเขาหินปูนที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมากมายนั้นเป็นทัศนียภาพงดงามตามธรรมชาติ มีความงดงามจนเปรียบกันว่าเป็น“กุ้ยหลินของเมืองไทย” บริเวณป่าเขาเหล่านี้ได้ถูกประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติเขาสก เว้นเพียงพื้นที่น้ำในเขตทุ่นลอย รอบพระตำหนักเรือนรับรองที่ประทับ หน้าช่องระบายน้ำ และตลอดแนวสันเขื่อน นั้นอยู่ในความรับผิดชอบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

อ่างเก็บน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน

ทุกวันนี้อ่างเก็บน้ำแห่งนี้ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่มีนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศพากันล่องเรือเที่ยวชม ทัศนียภาพโดยรอบบริเวณเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ ที่มีความสวยงามและสงบร่มรื่นตามธรรมชาติจนดึงดูดให้นักท่องเที่ยวพากันเดินทางมามากกว่า 70,000 คนต่อปี ถือเป็นภูมิประเทศที่มีธรรมชาติน่าสนใจมากและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก

ทิวทัศน์ภูเขาที่สลับซับซ้อน

จุดชมวิวเขื่อนรัชประภา

ล่องเรือเที่ยวในอ่างเก็บน้ำ

สะพานแขวนที่เขาพัง

ห้องควบคุมระบบไฟฟ้าและน้ำ

เกาะจากยอดเขากลางน้ำ

เรือนักท่องเที่ยวในอ่าง

แนวสันเขื่อน 1 ใน 5 แห่ง

โรงไฟฟ้าจากเขื่อนรัชชประภา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘อุบลราชธานี’ภูมิฮีตสิบสองครองสิบสี่แห่งอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/224792

วันอาทิตย์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เจดีย์เจ้าพระมหาธาตุ

งานเข้าพรรษาทุกปีนั้นมีประเพณีสำคัญที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวพุทธคือการแห่เทียนเข้าพรรษา แต่สำหรับเมืองอุบลราชธานีแล้วการแห่เทียนพรรษานั้นมีการสร้างเทียนจนมีชื่อเสียงมากเป็นที่รู้จักกันทั่วไปทั้งในและต่างประเทศปีนี้จังหวัดได้ยกฐานะของเทียนประเพณีให้เป็นงานเทียนนานาชาติที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวและชื่อเสียงของประเทศ จังหวัดอุบลราชธานีแม้จะเป็นเมืองที่มีประวัติการสร้างมากว่า 200 ปี และเคยมีพื้นที่กว้างใหญ่ ปัจจุบันถูกแบ่งออกเป็นจังหวัดยโสธรในปีพ.ศ.2515 และจังหวัดอำนาจเจริญ ในปี พ.ศ.2536 บริเวณเมืองอุบลราชธานีนี้พบว่ามีเรื่องราวมาแต่ครั้งดึกดำบรรพ์-ก่อนประวัติศาสตร์มีแหล่งโบราณคดีสำคัญอยู่หลายแห่ง ซึ่งพบโบราณวัตถุที่น่าสนใจมากมาย เช่น ภาชนะดินเผา ภาพเขียนผนังถ้ำ กลองมโหระทึก จารึกโบราณ และอื่นๆ ที่เก็บรวบรวมแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติของจังหวัดอุบลราชธานี

การสร้างเทียนเข้าพรรษา

ผู้ตั้งเมืองอุบลราชธานีนั้นคือ เจ้าคำผงผู้เป็นโอรสของพระเจ้าตาและเจ้านางบุศดี เชื้อสายราชวงศ์เชียงรุ้ง สิบสองปันนา สมภพเมื่อปี พ.ศ. 2252 ณ นครเวียงจันทน์ เจ้าคำผงได้เสกสมรสกับเจ้านางตุ่ย ธิดาเจ้าอุปราช (ธรรมเทโว) พระอนุชาของพระเจ้าองค์หลวง (ไชยกุมาร) เจ้านครจำปาศักดิ์  ปีพ.ศ.2322 พระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดเกล้าฯให้เจ้าพระยาราชสุภาวดี เชิญท้องตราขึ้นมาตั้งเป็นเมืองอุบลราชธานี พร้อมตั้งให้เจ้าคำผงเป็นเจ้าเมืองในราชทินนาม “พระประทุมราชวงศา” เจ้าทิตพรหมเป็นพระอุปฮาด เจ้าก่ำเป็นราชวงศ์ เจ้าสุดตาเป็นราชบุตร โดยเป็น คณะอาญาสี่ชุดแรก ของเมืองอุบลราชธานี มีเรื่องเล่ามาอีกความว่า เจ้าคำผงนั้นรับแต่งตั้งเป็นพระประทุมสุรราช เมื่อปี พ.ศ.2323 มีตำแหน่งเป็นนายกองใหญ่คุมเลก (ไพร่) อยู่ที่บ้านดู่บ้านแกโดย ขึ้นกับนครจำปาศักดิ์  และปี พ.ศ.2329จึงได้ย้ายครอบครัวและไพร่พลจากบ้านดู่ บ้านแกมาตั้งบ้านเมืองใหม่ที่ตำบล ห้วยแจระแม โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้มีพระบรมราโชบายตอนต้นรัชกาลให้การสร้างบ้านแปงเมืองในพื้นที่อีสาน เจ้าคำผงจึงพาผู้คนมาตั้งเมืองนี้ว่า “เมืองอุบล” ต่อมาพ.ศ.2334เกิดขบถอ้ายเชียงแก้วเขาโอง ยกกำลังมาตีเมืองนครจำปาศักดิ์ เจ้าฝ่ายหน้าผู้น้องพระประทุมราชวงศาได้ยกกำลังไปรบ สามารถจับอ้ายเชียงแก้วได้ และทำการประหารชีวิตที่บริเวณแก่งตะนะ ด้วยความดีจากการร่วมปราบกบฏอ้ายเชียงแก้วในปี พ.ศ.2334 นั้นรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระประทุมสุรราช (เจ้าคำผง) เป็นพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ และยกฐานะเมืองอุบลเป็น “เมืองอุบลราชธานีศรีวะนาไล ประเทษราช” เมื่อวันจันทร์ แรม 13 ค่ำ เดือน 8 ปีชวด จุลศักราช 1151ตรงกับวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ.2335 พระประทุมวรราชสุริยวงศ์ได้สร้างวัดหลวงให้เป็นวัดคู่เมืองขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำมูลเมื่อพ.ศ.2338 ถือเป็นวัดแรกของเมืองอุบลราชธานี พระประทุมวรราชสุริยวงศ์ครองเมืองนี้จนถึงแก่พิราลัยเมื่อวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 12 ปีเถาะ จุลศักราช 1157 รวมอายุได้ 86 ปี และมีบุตรหลานครองเมืองสืบต่อมาอีกสี่คนสิ่งสำคัญของเมืองนี้ระบบ “ฮีตสิบสองครองสิบสี่” มาเป็นหลักปกครองบ้านเมือง ฮีตสิบสอง นั้นหมายถึงประเพณีที่จะต้องปฏิบัติทั้ง 12 เดือน ในแต่ละปีคำว่า “ฮีต” มาจากจารีต ที่ถือเป็นจรรยาของสังคม ถ้าฝ่าฝืน มีความผิดเรียกว่า ผิดฮีต หมายถึง ผิดจารีต ส่วน “ครองสิบสี่”นั้นคือ การครองธรรม 14 อย่าง ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้ปฏิบัติระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้ปกครอง หรือระหว่างคนธรรมดาปฏิบัติต่อกัน ด้วยการแปงบ้านเมืองในระบบ “ฮีตสิบสองครองสิบสี่” นี้ จึงทำให้เจ้าคำผงหรือพระประทุมวรราชสุริยวงค์ ได้รับการนับถือว่า เป็นบุคคลที่เปี่ยมด้วยคุณธรรม เมตตาธรรม กรุณาธรรมต่อไพร่ฟ้าชาวเมืองอุบลราชธานีและถือเป็นแบบอย่างการทำงานรับราชการและเป็นข้าราชบริพารผู้สนองงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต อีกทั้งยังเป็นแม่ทัพคนสำคัญในรัชกาลที่ 1 เป็นผู้ประสานสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างหัวเมืองอีสานกับกรุงเทพฯ ตลอดมา ถือเป็นเมืองใหญ่ที่เป็นแกนนำหัวเมืองอีสานมาแต่ครั้งต้นรัตนโกสินทร์

กลองมโหระทึก

ภาพเขียนสีที่ผาหมอนน้อย

จารึกปากโคมน้อย

เจ้าคำผง ผู้สร้างเมือง อุบลราชธานี

การทอผ้าพื้นเมือง

งานจักสานของใช้ดั้้งเดิม

จารึกที่วัดมหาวนาราม

คณะโปงลางที่สร้างชื่อเสียงเมืองอุบล

ชาวเมืองถือศีลทำบุญ

ภาชนะดินเผาบ้านก้านเหลือง

ภาชนะบ้านก้านเหลือง

แหล่งโบราณคดีบ้านก้านเหลือง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ทุ่งกุลาร้องไห้’ แหล่งข้าวของแผ่นดินอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/223620

วันอาทิตย์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ทะเลสาบที่ทำให้ทุ่งกุลาสดใส

วันก่อนตามไปดูโครงการวัฒนธรรมสัญจรสู่สถานศึกษาที่สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมได้ดำเนินการมาแล้วตั้งแต่ปีพ.ศ.2551 โดยเปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนและเยาวชนในจังหวัดต่างๆ ร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ที่นำมิติของวัฒนธรรม ศาสนา วิทยาศาสตร์ จากหน่วยงานที่รับผิดชอบไปร่วมกันสร้างโอกาสได้เห็นได้ร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งทำกันมาแล้วถึง 15 ครั้ง สำหรับครั้งนี้ร่วมกันจัดที่จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นจังหวัดที่ทำให้นึกถึงทุ่งกุลาร้องไห้ ที่อยู่ในอ.เกษตรวิสัย ขึ้นมาทันทีเพราะทุ่งกุลาร้องไห้นี้มีความสำคัญมาก เพราะสามารถพลิกฟื้นความแห้งแล้งให้เป็นแหล่งผลิตข้าวจนมีชื่อเสียงของประเทศได้ ทุ่งกว้างนี้มีพื้นที่ 2,107,681 ไร่ มีบริเวณครอบคลุมพื้นที่ 13 อำเภอ 5 จังหวัด คือแนวทิศเหนือนั้นเป็นอำเภอปทุมรัตต์ อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอสุวรรณภูมิ และอำเภอโพนทราย ของจังหวัดร้อยเอ็ด แนวทิศใต้มีลำน้ำมูลทอดยาวตลอดพื้นที่อำเภอชุมพลบุรี อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ แนวทิศตะวันตกผ่านอำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร และอำเภอพยัคฆภูมิพิสัยของจังหวัดมหาสารคาม

กิจกรรมวัฒนธรรมสู่สถานศึกษา

สรุปแล้วทุ่งกุลาร้องไห้ประมาณ 3 ส่วนใน 5 ส่วน นั้นเป็นพื้นที่อยู่ในเขตจังหวัดร้อยเอ็ดทุ่งกุลาร้องไห้อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอสุวรรณภูมิ6 กิโลเมตร เลยกู่พระโกนาไปประมาณ 200 เมตรทุ่งกุลาร้องไห้แห่งนี้มีเรื่องเล่ากันว่าพวกกุลาเป็นชนกลุ่มน้อยจากเมืองเมาะตะมะ ประเทศพม่าซึ่งเป็นชนกลุ่มหนึ่งที่เร่ร่อนเดินทางค้าขายระหว่างเมืองต่างๆ นั้น ได้เดินทางมาค้าขาย นำสินค้าประเภทสีย้อมผ้า เครื่องทองเหลืองต่างๆ

พวกกุลานี้ถือกันว่าเป็นชนเผ่าที่เป็นนักเดินทางนักต่อสู้ที่มีความทรหดอดทนสูงมากและความเข้มแข็งเป็นที่รู้จักกันดี เมื่อพวกกุลาเดินทางมาถึงทุ่งกว้างนี้แล้วกลับได้รับความทุกข์ยากเป็นอันมากถึงกับร้องไห้ มีพื้นที่กว้างขวางเหลือประมาณ ต้องใช้เวลาเดินทางหลายวัน ไม่พบหมู่บ้านใด ๆ เลย น้ำก็ไม่มีดื่ม ต้นไม้ก็ไม่มีที่จะให้ร่มเงา มีแต่ทุ่งหญ้าเต็มไปหมด พื้นดินก็เป็นทราย เดินทางยากลำบากเหมือนอยู่กลางทะเลทราย เพราะตลอดทุ่งกว้างนี้ไม่มีน้ำหรือต้นไม้ใหญ่อยู่เลย ในฤดูแล้งแผ่นดินที่ทุ่งนี้กลับแห้งแตกระแหง แห้งแล้งมาก ส่วนในฤดูฝนน้ำจะท่วมทุกปี ใต้พื้นดินลงไปเป็นน้ำเค็ม ไม่สามารถทำการเกษตรได้ จะขอความช่วยเหลือจากใครก็ไม่ได้ เพราะไม่มีใครให้ขอความช่วยเหลือ มีแต่แดดต้นหญ้า และดินปนทราย ถึงเวลาค่ำคืน ทั้งหิว ทั้งเหนื่อยสายตัวแทบขาด ร่างกายขาดน้ำ ทำท่าจะตายเอาทั้งหมดจึงได้แต่นอนร้องไห้ จนมีชาวพื้นเมืองผ่านมาพบเข้า จึงช่วยเหลือหาบหามกันไปรักษาพยาบาลในหมู่บ้าน

ชนเผ่ากุลา

ผู้รอดตายเล่าว่าก่อนที่จะได้รับความช่วยเหลือว่าทำอะไรไม่ได้เลย เอาแต่นอนร้องไห้เพียงอย่างเดียวจนเรียกรู้กันว่าเป็นทุ่งที่แม้แต่พวกกุลาที่ทรหดอดทนต้องนอนร้องไห้ตามชื่อ“ทุ่งกุลาร้องไห้” นั่นแหละ ในอดีตจึงไม่มีใครใส่ใจไยดีกับทุ่งกว้างแห่งนี้นัก ปัจจุบันทุ่งกว้างแห่งนี้ได้รับการพัฒนาโดยรัฐบาลไทยได้ร่วมมือกับรัฐบาลออสเตรเลีย ส่งเจ้าหน้าที่ผู้มีความเชี่ยวชาญในการฟื้นฟูผืนดินที่ไร้ประโยชน์ ให้สามารถทำประโยชน์ได้  ด้วยการทำถนน สร้างอ่างเก็บน้ำที่มีอย่างเหลือเฟือในฤดูฝน ขุดคลองซอยอย่างถี่ยิบ แล้วผันน้ำเข้าสู่คลองซอย ผืนดินที่แห้งแล้งสีน้ำตาลนั้นจึงเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม เต็มไปด้วยพืชพรรณธัญญาหารจนทุ่งกุลาร้องไห้นั้นเป็นทุ่งกุลาที่สดใส และมีสำนักงานศูนย์พัฒนาที่ดินทุ่งกุลาร้องไห้กรมพัฒนาที่ดิน ดูแลจนเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิที่สำคัญของประเทศ และกลายเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่มีชื่อเสียงของไทย ยิ่งกว่านั้นยังได้พบแหล่งโบราณคดีที่เกี่ยวเนื่องกันจากบริเวณต่างๆ คือ พบภาชนะดินเผาขนาดใหญ่และเรื่องราวของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์และโบราณวัตถุในอดีตอีกด้วย

ทะเลสาบที่ฟื้นฟูทุ่งกุลาร้องไห้

ทุ่งนาในทุ่งกุลาร้องไห้

นาข้าวหอมมะลิ

สภาพแห้งแล้งของทุ่งกุลาร้องไห้

ภาพเขียนการทำภาชนะดินเผา

บ้านเรือนของชนเผ่ากุลา

ภาชนะดินเผาที่พบในทุ่งกุลาร้องไห้

แหล่งโบราณคดีทุ่งกุลาร้องไห้

แผนที่-ทุ่งกุลาร้องไห้

เรียนรู้จากโบราณวัตถุ

อบรมมารยาทไทย

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘บ้านสลักคอก’ ภูมิอนุรักษ์และการท่องเที่ยวชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/222465

วันอาทิตย์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คณะ ชสท. และการท่องเที่ยวฯ

การท่องเที่ยวชุมชนนั้นเป็นการสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น ส่วนจะทำกันอย่างไรให้ยั่งยืนนั้นเป็นเรื่องที่ทุกคนในพื้นที่ต้องใส่ใจ ซึ่งมีการศึกษากันมาก่อนแล้วมากมาย อาทิตย์นี้ชมรมสื่อมวลชนส่งเสริมการท่องเที่ยว (ชสท.) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้เชื้อชวนให้ไปสำรวจพื้นที่ ณ เกาะช้าง จังหวัดตราด ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นายทุนต่างพากันมุ่งหวังเข้าไปสร้างความรํ่ารวยจากธุรกิจร้อยแปด ดังนั้นการที่ชุมชนบ้านสลักคอกรวมตัวกันตั้ง “กลุ่มอนุรักษ์และชมรมนำเที่ยวพื้นบ้านสลักคอก” เพื่อสร้างกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ขึ้นนั้นเป็นนวัตกรรมการสร้างเกราะคุ้มกันเพื่อรับมือก่อนที่พื้นที่จะถูกคุกคามจากทุนนิยมภายนอก

อีกทั้งยังเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมให้ชาวบ้านได้เป็นเจ้าของกิจการ จนเกิดกลไกท่องเที่ยวที่เอื้อต่อการดูแลรักษาป่าชายเลนและลำนํ้า โดยมีการสร้างเครือข่ายเพื่อเติมกิจกรรมด้านอนุรักษ์และรักษาอาชีพประมงพื้นบ้าน ทำให้เกิดความตระหนักถึงคุณค่าทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนได้

ชาวประมงของบ้านสลักคอก

ด้วยเหตุนี้ผืนนํ้าทะเลที่ใสสะอาดเหมือนกระจก ไม่มีขยะให้รกตานั้นได้ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือมาดชมป่าชายเลนที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาจึงเป็นเสน่ห์ที่ให้บรรยากาศธรรมชาติได้อย่างดี ทำให้มีสมาชิกเป็นผู้ประกอบการแจวเรือนำเที่ยว จนเกิดทางเลือกใหม่ของการท่องเที่ยวชุมชนและสามารถสร้างเอกลักษณ์ของบ้านสลักคอก ต.เกาะช้างใต้ อ.เกาะช้าง จ.ตราด ให้เป็นที่รู้จักกิจกรรมกันเป็นอย่างดี บ้านสลักคอกนี้เรียกชื่อตามสภาพของอ่าวที่มีลักษณะเป็นวงกลมคล้ายคอกจับปลาจับสัตว์มีช่องแคบปากอ่าวเป็นทางออกทะเลโดยมีเกาะสลักและเกาะลิ่ม ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

ป่าชายเลนที่ใหญ่ท่ีี่สุดในเกาะช้าง

นอกจากนี้ด้านประวัติศาสตร์ของเกาะช้างนั้นได้ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดปรานมาก โดยมีการเสด็จประพาสมากถึง 12 ครั้ง จากการเสด็จประพาสทั่วประเทศจำนวน 24 ครั้ง เล่าว่าครั้งนั้น
ชาวบ้านได้ทูลขอให้พระองค์ทรงยืนประทับบนพื้นที่จะสร้างโบสถ์ หลังจากนั้น 15 ปี จึงได้สร้างโบสถ์ขึ้น ปัจจุบันคือวัดสลักคอก หรือวัดวัชคามคชทวีป ซึ่งยังเหลือร่องรอยของพระพุทธรูปไม้จำหลักที่ชำรุดและโบสถ์หลังเดิมอยู่

พระพุทธรูปไม้ที่เหลือเป็นศิลปะ

สำหรับหมู่บ้านสลักคอกนั้นก็เป็นป่าชายเลนผืนใหญ่ที่สุดของเกาะช้าง มีเนื้อที่ 670 ไร่ เป็นผืนป่าที่ปกป้องการพังทลายของชายฝั่ง ช่วยต้านแรงปะทะของลม เป็นแหล่งเพาะพันธุ์และอนุบาลสัตว์นํ้า ช่วยให้ชาวประมงพื้นบ้านมีอาชีพที่มั่นคงยั่งยืน เป็นแหล่งอาหารและสมุนไพรของชาวบ้านซึ่งมี 117 ครัวเรือน 473 คน ส่วนใหญ่ทำอาชีพประมงพื้นบ้านทำสวนผลไม้ สวนยาง และรับจ้างทั่วไป

พัชรินทร์ ผลกาจ ประธานกลุ่มฯ และชมรมนำเที่ยวพื้นบ้านสลักคอก

นางพัชรินทร์ ผลกาจ ประธานกลุ่มอนุรักษ์ และชมรมนำเที่ยวพื้นบ้านสลักคอก ผู้เข้มแข็งนั้นได้ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์บนเกาะช้างตามนโยบายรัฐบาล จนสามารถกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวให้กับสมาชิกและชุมชน โดยมีองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เป็นพี่เลี้ยง

เรือมาดสำหรับท่องเที่ยวชายเลน

แม้จะทำกันแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะต้องการไม่ให้การท่องเที่ยวนั้นกลายเป็นตัวทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านและพยายามรักษาวิถีชุมชนดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด แม้กระทั่งการสื่อสารของชาวบ้านก็ใช้การสื่อสารภาษามือ ด้วยชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีใครสามารถพูดภาษาอังกฤษได้จึงเป็นเสน่ห์แบบชาวบ้านที่สร้างความประทับใจได้มาก

หมู่บ้านชาวประมงบ้านสลักคอก

กิจกรรมยอดนิยมที่รู้จักกันก็คือ การนั่งเรือเที่ยวชมป่าชายเลนโดยใช้ “เรือมาด” เป็นพาหนะที่นักท่องเที่ยวพากันเรียกว่า “กอนโดล่าแห่งเกาะช้าง” มีจำนวน 7 ลำ และเรือคายัค จำนวน 10 ลำ  ดังนั้นความปลอดภัย การทำประกันอุบัติเหตุจึงเป็นเรื่องสำคัญของการท่องเที่ยวในชุมชนแห่งนี้

เรือประมงกลับเข้าท่า

โบสถ์เก่าวัดสลักคอก

ฝีพายจากชาวบ้านสลักคอก

อาหารจากทะเลของชาวประมง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ศรีสะเกษ’ ภูมิวิถีชนเผ่าและภาษาอีสานใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/221316

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คณะจากกระทรวงวัฒนธรรมและจังหวัดศรีสะเกษ

วิถีวัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้นเป็นต้นทุนทางสังคมที่ทำให้เกิดความรักท้องถิ่นของตนได้ฉันใด ย่อมเป็นเรื่องดีต่อการสร้างความภูมิใจฉันนั้น ทำให้ต่อยอดจนมองเห็นอนาคตที่จะต้องส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและการท่องเที่ยววิถีไทยให้เกิดขึ้น อาทิตย์นี้ได้ตามรอยไปกับงานถนนวัฒนธรรมที่กระทรวงวัฒนธรรมโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้ร่วมกับพื้นที่ส่งเสริมให้จัดขึ้นในหลายจังหวัด เดือนมิถุนายนนี้งานถนนวัฒนธรรมจัดขึ้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่มีความหลากหลายทางมิติวัฒนธรรมด้วยเป็นเมืองที่มีชนเผ่าดั้งเดิมอยู่ร่วมกัน จึงเป็นสีสันของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ร่วมวิถีวัฒนธรรมและภาษาในสังคมหรือพื้นที่เดียวกัน  ชนเผ่าในศรีสะเกษที่รู้จักกันเป็นอย่างดีนั้น มีชนเผ่ากูย  เขมร เยอ ลาว จีนและไทย โดยเฉพาะชนเผ่ากูยหรือส่วย นั้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย (พ.ศ.๒๒๔๕-๒๓๒๖) ชาวกูยมีถิ่นเดิมอยู่บริเวณตอนเหนือของเมืองกำปงธม  แล้วย้ายถิ่นฐานมาอาศัยอยู่ในบ้านเคาะโดยพื้นเพบรรพบุรุษสันนิษฐานว่า เดิมตั้งถิ่นฐานอยู่ทางทิศตะวันตกของหมู่บ้านตาฮีง เดิมนั้นเรียกว่าอาแดะ(บ้านหม้อ)จากการมีอาชีพปั้นเครื่องปั้นดินเผาเป็นหลัก แม้หมู่บ้านนี้จะหายสาบสูญไปแล้วก็ยังเหลืองานปั้นเครื่องปั้นดินเผาในถิ่นอื่นที่อยู่ใกล้เคียงกันปัจจุบันพบชาวกูยในจังหวัดบุรีรัมย์ อุบลราชธานี นครราชสีมา สุรินทร์ ศรีสะเกษ สาละวัน ทางตอนใต้ของลาวและอพยพข้ามลำน้ำโขงเข้าสู่ภาคอีสานทางด้านแก่งสะพือ อ.โขงเจียม ส่วนชนเผ่าเขมรถือเป็นคนเก่าที่เข้ามาตั้งบ้านเรือนในศรีสะเกษตั้งแต่ครั้งยุคเขมรพระนคร (พุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๘) ในสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ (พ.ศ.๑๕๔๕-๑๕๙๓) และพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ (พ.ศ. ๑๗๒๔-๑๗๖๑) โดยกษัตริย์เขมรนั้นได้เกณฑ์ชาวเขมร จากประเทศเขมรและชาวกวยในเขตอีสานใต้ให้เป็นผู้สร้างปราสาทและสร้างเมืองในเขตอีสานตลอดจนถนนหนทางจากนครธมไปยังเมืองต่างๆ จึงมีปราสาทอยู่จำนวนมากและ ชาวเขมรที่ถูกเกณฑ์แรงงานนั้นจึงตั้งหลักแหล่งอยู่ในแถบอีสานใต้ ปัจจุบันชาวเขมรได้ผสมกลมกลืนกับวัฒนธรรมชาวกวยจนเรียกเผ่าเขมรว่า “เขมรส่วย” และเรียกกลุ่มชาวกวยที่อยู่ใกล้กับลาว “ลาวส่วย” สำเนียงภาษาเขมรถิ่นไทยนั้นจึงมีการพูดกันอยู่ในบุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และขยายต่อไปยังบางอำเภอของอุบลราชธานี นครราชสีมา ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา และสระแก้ว

ชาวเผ่าต่างๆ ท่ี่มาร่วมงาน

นอกจากนี้ศรีสะเกษยังมีชนเผ่าอื่นอีกคือ ชาวเยอเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่แถบอีสานใต้และอีสานเหนือบางส่วน รวมถึงพื้นที่ทั้งฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงด้วย ชาวลาวที่เข้ามาตั้งหลักฐานในศรีสะเกษและจังหวัดใกล้เคียง ชาวลาวส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา ได้เผยแพร่ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมทางภาษา สามารถเข้าไปถึงชุมชนชาวพื้นเมืองที่เป็นชาวกวย เขมร และเยอ จนปัจจุบันภาษาลาวนั้นกลายเป็นภาษาที่ใช้ในการสื่อสารส่วนใหญ่ในศรีสะเกษ แต่ลาวบางพวกยังติดสำเนียงส่วย ที่ออกเสียงกลางเป็นเสียงตรี จึงมีแยกเรียกชาวลาวในจังหวัดอื่นว่า “ส่วยศรีสะเกษ” ส่วนชาวจีนในศรีสะเกษเกือบทั้งหมดเป็นจีนแต้จิ๋ว ส่วนใหญ่เป็นญาติพี่น้องกัน ชาวจีนกลุ่มแรกมาอยู่ที่ศรีสะเกษ เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๐ โดยเดินทางจากนครราชสีมาด้วยกองคาราวานเกวียน และบางกลุ่มด้วยการล่องเรือตามลำน้ำมูลมาขึ้นฝั่งที่เมืองราษีไศล แล้วเดินทางต่อด้วยเกวียนมาศรีสะเกษ ชาวจีนมีอาชีพค้าขายโดยเปิดร้านขายของ ดังนั้นไม่ว่าชนเผ่าใดไปเปิดร้านขายของแล้วจะถูกเรียกว่า เจ๊ก หมดไม่ว่าจะเป็นลาว ส่วย เยอ เขมร หรือไทยก็ตาม ถ้าเปิดร้านขายของในชนบทแล้วถูกเรียกว่าเจ๊กหมด ดังนั้นความหลากหลายจากชนเผ่าต่างๆในศรีสะเกษจึงทำให้มีวิถีวัฒนธรรมร่วมที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะจนเป็นเสน่ห์แห่งชาติพันธุ์และภาษาที่น่าสนใจยิ่ง

การแสดงท่ี่หลากหลายวัฒนธรรม

ชนเผ่าต่างๆ ในศรีสะเกษ

ชาวกุยกับอาหาร

ชาวกูยยังติดหมากแบบโบราณ

ชาวกูยหรือส่วย

ชาวกูยหรือส่วย

ชาวเขมรศรีสะเกษ

ชาวเยอ

ชาวลาว

ภาษากูย

ลูกหลานชนเผ่ารุ่นใหม่

อาหารของชาวเยอ