ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘อัลมาตี’ภูมิวัฒนธรรมทางสายไหมเอเชียกลาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/220193

วันอาทิตย์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
กระโจมของชาวคาซัคผู้เดินทาง

เมื่อเร็วๆ นี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯไปยังคาซัคสถานซึ่งมีเมืองสำคัญหลายเมืองตั้งอยู่บนเส้นทางสายไหมทางบกต่อชายแดนกับจีน อาทิตย์นี้ผมและคณะได้รับความกรุณาจากสายการบินเอสตานา(Air Astana) ของคาซัคสถาน ที่จัดให้เดินทางไปตามรอยหาภูมิวัฒนธรรมของชาวคาซัคณ เมืองอัลมาตี (Almaty) ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าเมื่อครั้งขึ้นอยู่กับสหภาพโซเวียต มีอายุเมืองอยู่ประมาณ 150 ปี ครั้งนั้นรัสเซียได้สร้างเมืองอัลมาตีให้เป็นจุดยุทธศาสตร์เพื่อควบคุมชายแดนติดต่อกับประเทศจีน โดยมีเทือกเขาเทียนซานอันสูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่เป็นพรมแดนธรรมชาติและใช้เป็นเส้นทางสำคัญของการค้าขายผ้าแพรไหมในอดีต เทือกเขาเทียนซานนี้เป็นแนวพรมแดนที่กั้นระหว่างสามประเทศ คือ จีน คาซัคสถาน และคีร์กิซสถาน โดยเฉพาะอัลมาตีนั้นแม้ปัจจุบันจะไม่ได้เป็นเมืองหลวง แต่ก็ยังมีร่องรอยของการเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของคาซัคสถานโดยยังมีศาลาว่าการเมืองอัลมาตี (City Hall)  ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ทำการรัฐบาลของคาซัคสถานก่อนย้ายเมืองหลวงไปสร้างใหม่อัสตานา อัลมาตีนี้ เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า การศึกษา การคมนาคม มีประชากรอาศัยหนาแน่นที่สุด  โดยมีอาคารบ้านเรือน ถนน และสวนสาธารณะหลายแห่งที่สร้างขึ้นตามแบบศิลปกรรมรัสเซีย จนทำให้อัลมาตีได้รับสมญานามว่าเป็น “มอสโกแห่งเอเชียกลาง” โดยเฉพาะโรงอุปรากร (Opera House)นั้นสร้างขึ้นโดยโซเวียตเมื่อปี พ.ศ.2477 เป็นสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อนาซีบุกรัสเซีย คณะอุปรากรแห่งนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้อพยพมาตั้งหลักแหล่งใหม่ที่เมืองอัลมาตี และฝึกสอนเด็กในท้องถิ่นจนเมืองนี้เป็นสถานที่ชั้นนำในการแสดงอุปรากรระดับโลกแห่งหนึ่ง สวนสาธารณะที่สำคัญที่สุดในเมืองคือสวนพันฟิลอฟ (Panfilov Park) ซึ่งใจกลางสวนแห่งนี้เป็นที่ตั้งของโบสถ์สีสันสดใสเหมือนลูกกวาดชื่อว่าโบสถ์แอสเซนชัน (Ascension Cathedral)หรืออีกชื่อว่าโบสถ์เซนคอฟ (Zenkov Cathedral)สร้างเสร็จในปี ค.ศ.1907 สร้างด้วยไม้ทั้งหลังโดยไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว ถือเป็นโบสถ์ไม้ที่สูงเป็นอันดับสองของโลก โบสถ์แห่งนี้เป็นโบสถ์แบบรัสเชียนออร์โธดอกซ์ (Russian Orthodox) ที่งดงามแข่งกับโบสถ์ที่สำคัญในกรุงมอสโกหรือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในขณะที่อยู่กับสหภาพโซเวียตนั้น โบสถ์แห่งนี้ได้ถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์และโรงละครสำหรับจัดแสดงคอนเสิร์ต หลังจากได้รับเอกราชจึงมีการฟื้นฟูให้กลับมาทำหน้าที่เป็นโบสถ์เหมือนเดิมปัจจุบัน อัลมาตี ได้พัฒนาให้ทันสมัยตามรูปแบบของมอสโกมีสวนสาธารณะ มีลานอนุสาวรีย์สำคัญหลายแห่ง

ข่านผู้นำชนเผ่าคาซัค

จากการได้เดินทางสำรวจในระยะสั้นไปตามถนนที่ครั้งหนึ่งในอดีตเป็นเส้นทางค้าขายสายแพรไหมของชาวคาซัคและพ่อค้าจีน เมื่อได้เข้าชมแหล่งโบราณคดีที่มีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นและพิพิธภัณฑ์กลาง (Central State Museum)ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในอัลมาตีแล้ว กลับพบว่าร่องรอยทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ที่นี่มีอายุยาวนานมามากกว่า 1,000 ปี จนมองเห็นวิถีชาวคาซัคที่เดินทางเร่ร่อนค้าขายไปตามเมืองต่างๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นซึ่งพบว่าชาวคาซัคนี้มีความเชี่ยวชาญในการใช้ม้าใช้เหยี่ยวและอาวุธ มีนักรบคอยกำกับดูแลเมืองที่เป็นชุมทางค้าขายของเส้นทางสายไหม โดยเฉพาะอนุสาวรีย์แห่งอิสรภาพ (Monument of Independence) เป็นเสาหินที่สูงมาก ด้านบนเป็นรูปปั้นของมนุษย์ทองคำ (Golden Man) ขี่หลังเสือดำติดปีก มนุษย์ทองคำนี้คือหลักฐานสำคัญของนักรบโบราณที่ได้สำรวจพบในแหล่งโบราณคดี คือ ร่างของมนุษย์โบราณที่สวมเสื้อผ้าประดับด้วยทองคำ ชาวคาซัคได้นับถือว่ามนุษย์ทองคำนี้เป็นบรรพบุรุษของพวกตน เป็นเกียรติภูมิของชนเผ่าที่มีความยิ่งใหญ่ในเส้นทางสายไหมและบริเวณเมืองต่างๆ ที่มีการค้าขายตามเส้นทางโบราณของเอเชียกลาง

กับภาพของนักโบราณคดีคาซัค

การละเล่นพื้นเมืองที่ยังมีให้เห็นอยู่

คณะผู้สำรวจเส้นทางวัฒนธรรม

เครื่องทองบนเส้นทางสายไหม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เทวรูปพระวิษณุ’ ปฐมภูมิไวษณพนิกายจากอินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/219093

วันอาทิตย์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
พระนารายณ์ที่ตะกั่วป่า

การสำรวจพบเทวรูปพระวิษณุหรือพระนารายณ์ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ทางภาคใต้นั้น  ทำให้สนใจถึงหลักฐานทางโบราณคดีถึงการเข้ามาของศาสนาฮินดูยังดินแดนนี้ ปัจจุบันสำนักโบราณคดีฯ ได้สำรวจพบโบราณสถานหรือเทวาลัยในพื้นที่ต่างๆ เช่น เขาพระนารายณ์ ที่พังงา เขาศรีวิชัย ที่พุนพิน สุราษฎร์ธานี เขาคา ที่นครศรีธรรมราช พระนารายณ์ ที่ตะกั่วป่า และสิชล เป็นต้น พระวิษณุหรือพระนารายณ์นี้เป็นรูปเคารพของลัทธิไวษณพนิกายที่ถือว่าเป็นนิกายที่เก่าที่สุด โดยนับถือพระวิษณุเจ้าเป็นเทพองค์สูงสุดซึ่งมาจากเรื่องวิษณุสิบปาง หรือนารายณ์ 10 ปางอวตารลงมาจุติในวาระต่างๆ มีพระลักษมีเป็นมเหสี มีพญาครุฑเป็นพาหนะ และเผยแพร่ จนมีอิทธิพลอยู่ทางดินแดนปากใต้ของสุวรรณภูมิ ศาสนาฮินดูเป็นศาสนาที่ไม่มีศาสดาอย่างศาสนาอื่น แต่เป็นความเชื่อว่าความรู้หรือพระเวทที่เกิดขึ้นนั้นมาจากการเปิดเผยจากพระผู้เป็นเจ้าสู่มนุษย์ในรูปแบบศรุติ (sruti) คือ การได้ยินได้ฟังมาต่อ ผู้ที่ได้ยินมาได้ฟังนั้นเป็นกลุ่มนักบวชที่เรารู้จักกันในชื่อฤาษี (sage) เป็นผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่าเขาและประพฤติปฏิบัติในธรรมช่วงแรกๆ แล้วนำไปบอกไปสอนผู้อื่นตามที่ได้ยินมาโดยมิได้ต่อเติม พระเวทจึงเป็นอมตธรรม เป็นนิตยธรรมและเป็นปราณหรือลมหายใจของพระผู้เป็นเจ้านั่นเอง สาวกในศาสนาฮินดูจึงเป็นผู้ปฏิบัติตามพระเวทที่รู้จักกันในนาม “ฤาษี”ดังนั้นศาสนาพราหมณ์-ฮินดูจึงมีแต่หัวหน้าลัทธิหรือผู้แต่งตำรา ทำหน้าที่คล้ายศาสดา โดยเฉพาะนาถมุนี นั้นเป็นผู้นำคนแรกของลัทธิไวษณวะ อยู่ในช่วงระหว่าง ค.ศ.824-924 ไวษณพนิกาย จึงเป็นนิกายของผู้มีความเคารพเลื่อมใสในพระวิษณุ นิกายนี้เป็นนิกายดั้งเดิมเริ่มประมาณ ค.ศ.400 หรือสมัยปุราณะ หากย้อนไปสมัยพระเวทในคัมภีร์ฤคเวทแล้ว พระวิษณุหมายถึงพระอาทิตย์ การเกิดนิกายนี้ขึ้นสันนิษฐานได้ว่าเมื่อศาสนาพุทธและศาสนาเชนเติบโตขึ้น พราหมณ์ย่อมห่วงใยความตกต่ำที่จะขาดความมั่นคงทางสังคมจึงทำให้พราหมณ์พัฒนาระบบความคิดทางด้านจริยธรรมมากกว่าที่จะดำเนินตามวิถีทางอย่างเก่าที่เป็นการบูชายัญด้วยสัตว์ ระยะแรกนั้นเป็นนิกายภควัต คือไม่เน้นพิธีกรรมอย่างเช่น พราหมณ์ปฏิบัติสืบทอดกันมาและไม่เน้นการใช้ปัญญาแบบพุทธศาสนา แต่ใช้รูปแบบง่ายๆ คือ ความรักและความภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าเป็นฐานในการสร้างนิกายนี้จึงมีการนำเอาพระกฤษณะมาเป็นต้นแบบของการดำเนินชีวิตโดยเฉพาะคำสอนของพระกฤษณะได้ทรงแสดงแก่อรชุนที่เรียกว่า ภควัทคีตา มาเป็นเครื่องมือสร้างนิกายนี้ ระยะต่อมาเป็นระยะที่ให้ความเชื่อว่าพระกฤษณะคือพระวิษณุอวตารลงมาช่วยเหลือเป็นกาสรแสดงให้เห็นว่าพระวิษณุเป็นพระผู้เจ้าที่มีอิทธิฤทธิ์และคุณธรรมความรู้ ด้วยเหตุนี้การมีความมั่งคั่ง ทรัพย์ ความสำเร็จและการมีอำนาจนั้นคืออรรถะ เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการให้ได้มาด้วยวิธีการที่ถูกต้องตามธรรมะ หากได้มาอย่างผิดวิธีเรียกว่า อนรรถะซึ่งผู้ปรารถนานั้นต้องไม่ทอดทิ้งหน้าที่ในการประกอบยัญพิธีทั้ง 5 ในคฤหัสถ์ หรืออาศรมะ คือ พิธีพรหมยัชญะ พิธีเทวยัชญะ พิธีปิตฤยัชญะ พิธีภูตยัชญะ และพิธีมนุษยยัชญะ สำหรับพระราชาธิราชานั้นพระองค์ทรงเป็นเสมือนเทพเจ้าทั้ง 8 พระองค์ ได้แก่ 1.พระอินทร์ 2.พระยมราช 3.พระวายุ 4.พระสูรย 5.พระอัคนิ6.พระวรุณ 7.พระจันทร์ 8.พระกุเวร ในคัมภีร์พระเวทแสดงไว้ว่าครั้งเมื่อพระพรหมธาดาแต่งตั้งพระมหากษัตริย์ทรงนำพระเดชบารมีของเทพเจ้าทั้งแปดพระองค์นี้มาสร้างเพื่อให้มีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองรักษาประชาชนในคัมภีร์ศรีมัทภควัทคีตา พระกฤษณะได้ทรงอนุศาสน์ประทานไว้ว่า นราณา จ นราธิปม เราเป็นพระราชาแห่งมนุษยชาติ อันหมายถึงพระนารายณ์อวตารที่ทำให้มีรูปเคารพเกิดขึ้นอย่างมากมายนั่นเอง

เทวรูปพระนารายณ์

เทวรูปพระนารายณ์ที่เขาพะเหนอ

เทวรูปพระนารายบณ์เขาศรีวิชัย

เทวรูปพระวิษณุหรือพระนารายณ์ที่ไชยา

แผ่นทองดุนรูปพระนารายณ์

พระผู้เป็นเจ้าที่โบสถ์พราหมณ์

พระพิมพ์ดินเผารูปพระนารายณ์

ลูกปัดขนาดใหญ่ที่เขาศรีวิชัย พุนพิน

เศียรเทวรูปเคารพที่เขาศรีวิชัย

เส้นทางเดินของไวษณพนิกาย

 

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ไชยา-พุนพิน’ ปฐมภูมิศาสนาธรรมแห่งศรีวิชัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/217939

วันอาทิตย์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เจดีย์วัดพระแก้ว

ด้วยความเป็นอาณาจักรในแหลมมลายูนั้นปรากฏว่ามีการพบหลักฐานทางโบราณคดีใหม่ขึ้นหลายแห่ง จากผลการทำงานศึกษาและขุดค้นของนักโบราณคดีที่ทำงานมาเนิ่นนานปี ทำให้กรมศิลปากรได้จัดโครงการเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติขึ้น เพื่อนำความรู้ใหม่มาต่อเรื่องราวของประวัติศาสตร์ให้มีความชัดเจนจากโบราณสถานและโบราณวัตถุ อาทิตย์นี้ขอตามร่องรอยอาณาจักรศรีวิชัยที่เชื่อว่าในอดีตนั้นเป็นศูนย์กลางสำคัญแห่งหนึ่งโดยอาศัยแหล่งโบราณคดีที่พบในพื้นที่พัทลุง นครศรีธรรมราชและสุราษฎร์ธานี

จากศิลาจารึกกาลาสัน พ.ศ.1322 มีความปรากฏไว้ว่า “อาณาจักรศรีวิชัยมีประเทศราชตั้งอยู่บนฝั่งทั้งสองของแหลมมลายูหลายประเทศ คือ ปาหัง ตรังกานู กลันตัน ตามพรลิงค์ ครหิ ลังกาสุกะ เกดะ กราตักโลลา ปับผาละ” ชื่อประเทศราชที่ปรากฏในจารึกนี้ล้วนเป็นเมืองที่อยู่บนพื้นที่สองฝั่งทะเลที่เป็นแหลมมลายู ซึ่งมีข้อสันนิษฐานและการสืบค้นชื่อเมืองจากจารึกดังกล่าวว่าชื่อนั้นเป็นเมืองใดในปัจจุบัน เช่น

พระบรมธาตุไชยา

ปาหัง น่าจะเป็นเมืองปาหัง ตรังกานู คือเมืองตรังกานู กลันตัน คือเมืองกลันตัน ตามพรลิงค์ คือเมืองนครศรีธรรมราช ครหิ บ้างว่าคือเมืองไชยา บางแห่งว่าเมืองกระบุรี ลังกาสุเกะอยู่ทางตอนใต้ของเมืองนครศรีธรรมราช สันนิษฐานว่าเป็นเมืองปัตตานี ส่วนเกดะ เป็นเคดะห์ คือ เมืองไทรบุรี กราดักโลลาคือ เมืองตักโกลา น่าจะหมายถึงเป็นเมืองตรังมากกว่าตะกั่วป่า ปับผาละ นั้นยังไม่ทราบเมืองใด อาณาจักรศรีวิชัยในอดีต ถือว่าเป็นอาณาจักรสำคัญที่มีบทบาทสำคัญอยู่ทางทะเลตอนใต้ เป็นศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองทางการค้าทางทะเล โดยมีสถานีการค้าและท่าเรือขนาดใหญ่

พระอวโลกิเตศวร

ศูนย์ของอาณาจักรนี้เชื่อกันว่าน่าจะอยู่ที่เมืองปาเล็มบัง ที่อยู่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย แต่ก็มีความเชื่อได้อีกว่า เมืองไชยา นั้นก็มีสิทธิ์เป็นศูนย์กลางได้เช่นกัน ด้วยมีการพบโบราณสถานและโบราณวัตถุสำคัญ เช่น พระอวโลกิเตศวร และพระพุทธรูปนาคปรก พระพุทธรูปอิทธิพลขอม กลองมโหระทึก และใกล้กันที่อำเภอพุนพินได้พบแหล่งโบราณคดีใหม่ที่เขาศรีวิชัยหรือเขาพระนารายณ์เดิม พบโบราณสถานศาสนาฮินดูลัทธิไวณพนิกายและเทวรูปพระนารายณ์ 4 องค์กับสิ่งของสำคัญ

พระพุทธรูปนาคปรก

ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญหนึ่ง ดังนั้นข้อสันนิษฐานใหม่ว่า เมืองไชยาเป็นเมืองสำคัญของอาณาจักรศรีวิชัยจึงมีมากขึ้นด้วยมีร่องรอยของการเป็นเมืองท่าสำคัญเช่นเดียวกับเมืองตามพรลิงค์ ที่มีฐานะเป็นเมืองประเทศราชของอาณาจักรศรีวิชัยมาก่อนและมีความสัมพันธ์กัน และอาณาจักรศรีวิชัยในอดีตนั้นต้องมีอำนาจทางศาสนธรรมที่แผ่กว้างไพศาลมาก มีอาณาเขตครอบคลุมไปถึงช่องแคบมะละกา ชวา สุมาตรา แหลมมลายูและหัวเมืองต่างๆ ที่อยู่ภาคใต้ของประเทศไทยในปัจจุบัน

พระพุทธรูปในพชไชยา

นับเป็นอาณาจักรที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านพระพุทธศาสนาอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 13-17 และเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้พระพุทธศาสนาได้เดินทางเข้ามาเผยแพร่ที่เมืองไชยา และเมืองตามพรลิงค์ (เมืองนครศรีธรรมราช) ดังปรากฏหลักฐานในการสร้างพระบรมธาตุสำคัญ ที่เมืองตามพรลิงค์และเมืองไชยาขึ้นในวัดพระบรมธาตุไชยา วัดหลง วัดเวียงและวัดแก้ว เฉพาะพระบรมธาตุเมืองไชยานั้น ยังเหลือยอดเจดีย์หินทรายของเดิมบริวารเป็นรูปพรหมสี่หน้าแบบศาสนาฮินดู-พราหมณ์ ที่เจดีย์ประกอบทิศ และพระพุทธรูปหินทรายอยู่จำนวนมากและพระอวโลกิเตศวร

แผนที่เมืองในศรีวิชัย

ใกล้กันกับอำเภอไชยาที่อำเภอพุนพิน หรือ พันพันในชื่อเมืองเก่านั้นได้สำรวจพบว่ามีภูเขาศักดิ์สิทธิ์คือ เขาศรีวิชัย หรือพระนารายณ์ที่เรียกตามการพบเทวรูป 4 องค์นั้น ได้มีชุมชนโบราณและเทวสถานของศาสนาฮินดูลัทธิไวณพนิกายบนเขาที่ปัจจุบันนั้นกำลังขุดแต่งโบราณสถานอยู่ ดังนั้นบริเวณพื้นที่ของไชยาและพุนพินนั้นในอดีตคือแหล่งสำคัญที่เป็นปฐมภูมิแห่งศาสนธรรมของแผ่นดินที่มีทั้งพุทธศาสนาและศาสนาฮินดูเข้ามาก่อนจะออกเดินทางเผยแพร่ไปยังเมืองต่างๆ นั่นเอง

เจดีย์วัดหลง (หลวง)

เทวสถานเขาศรีวิชัย

กลองมโหระทึก

คณะเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรม

ปากนํ้าพุมเรียง-อ่าวบ้านดอน

อาณาจักรศรีวิชัย

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘บันทายฉมาร์’ปราสาทแห่งมหาสงครามเกียรติยศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/216806

วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
นักโบราณคดีกัมพูชานำชม

กาลเวลาและสงครามในอดีตนั้นทำให้ปราสาทขอมบางแห่งถูกทำลาย เมื่อมีความพยายามเชื่อมโยงวัฒนธรรมเดียวกันขึ้นในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โบราณสถานที่ได้รับความเสียหายก็มีความหวังถึงการฟื้นฟูในอนาคตว่าจะได้รับบูรณะและขุดแต่งให้มีความสำคัญมากขึ้น บันเตียเมียนเจย เป็นจังหวัดของกัมพูชาที่ต่อชายแดนกับจังหวัดสระแก้วนั้น มีปราสาทหินสำคัญที่น่าสนใจมากคือ “ปราสาทบันทายฉมาร์” เป็นปราสาทที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สถาปนาขึ้นภายหลังการสิ้นพระชนม์ของ “เจ้าชายศรีนทรกุมาร” พระโอรส ถูกเรียกเป็น “มหาปรมสุคตบท”ที่พระองค์สร้างปราสาทขึ้นเพื่ออุทิศให้พระโอรส เช่นเดียวกับปราสาทที่พระองค์สถาปนาปราสาทพระขรรค์เพื่ออุทิศแด่พระราชบิดา และสถาปนาปราสาทตาพรหมหรือ “ราชวิหาร” เพื่ออุทิศถวายแด่พระราชมารดา โดยภายในปราสาทตาพรหมนั้นได้ประดิษฐานรูป “พระนางชัยราชจุฑามณีเทวี” แทนความหมายพระชนนี ไว้ภายใต้รูปเทวีปรัชญาปารมิตาผู้เป็นมารดาของพระพุทธเจ้าทั้งปวง ปราสาทบันทายฉมาร์องค์นี้เชื่อกันว่า เจ้าชายศรีนทรกุมารนั้นน่าจะสิ้นพระชนม์ไปก่อนแล้วในช่วงต้นรัชกาลของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศต่อดวงพระวิญญาณ ทั้งเป็นที่เก็บเถ้าอัฐิของเจ้าชายศรีนทรกุมารและเป็นที่ฝังศพของราชองค์รักษ์ผู้ภักดีทั้งสี่ตรงบริเวณมุมของศาสนสถาน จากความจารึกว่า “เมื่อภรตราหูผู้ทรยศ ต้องการจะยึดพระราชวัง บรรดาทหารที่รักษาพระนครก็พากันหลบหนีไป เจ้าชายต้องทรงออกรบเอง สัญชักอรชุน และสัญชักศรีธรเทวาปุระ ได้ต่อสู้เพื่อปกป้องเจ้าชายและถูกฆ่าตายต่อพระพักตร์ เจ้าชายจึงทรงทุบที่จมูกของภรตราหูและฆ่าผู้ทรยศตาย ต่อจากนั้นยศตำแหน่งจึงถูกพระราชทานให้แก่สัญชักทั้งสอง เจ้าชายได้ทรงสร้างรูปสลักของทหารทั้งสองขึ้นและได้พระราชทานข้าวของเงินทองอย่างมากมาย รวมทั้งเกียรติยศให้แก่ครอบครัวทั้งสองด้วย…” จากความนี้จึงมีภาพสลักเรื่องราวของเจ้าชายศรีนทรกุมารในมหาสงครามเกียรติยศและยุทธนาวากับกองทัพจามปา มีภาพวิถีชีวิตของผู้คนชาวเขมรโบราณ และภาพสลักทางศาสนาของ “ลัทธิโลกเกศวร” ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้บันทายฉมาร์มีความสำคัญแม้จะถูกพังทะลายหรือถูกทิ้งร้าง บันทายฉมาร์นี้เคยเป็นเมืองสำคัญทางเหนือในเขตอิทธิพลชั้นในของเมืองพระนครหลวงหรือนครธม ซึ่งตั้งอยู่บนเส้นทางราชมรรคา (RoyalRoad) โดยเชื่อมโยงเมืองพระนครกับเมืองวิมายะปุระหรือเมืองพิมายในเขตที่ราบสูง บันทายฉมาร์นั้นมีขนาดใหญ่ 2×2.5 ตารางกิโลเมตร ถือว่าใหญ่กว่าปราสาทนครวัด สองเท่า แต่เล็กกว่าเมืองพระนครธม ที่มีขนาด 3×3ตารางกิโลเมตรเล็กน้อย จึงถูกเรียกว่าบันทายฉมาร์ แปลว่า ปราสาทน้อย หรือป้อมเล็ก ฉมาร์แปลว่า น้อยหรือเล็ก ตรงข้ามกับธม แปลว่าใหญ่  ด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก มีบารายสำหรับเก็บน้ำเลี้ยงชุมชน กลางบารายทางทิศตะวันออกเป็นเกาะ มีปราสาทหลังเล็กๆ ตั้งอยู่ เป็นปราสาทในคติ “เกาะราชยศรี” อันมีม้าพาหนะโพธิสัตว์เช่นเดียวกับคติของปราสาทนาคพัน ด้านในมีพื้นที่ประมาณ 250×250 ตารางเมตรมีปราสาทชั้นนอกรายรอบด้วยระเบียงคด ถัดเข้ามาเป็นกำแพงภาพสลักนูนต่ำ ชั้นในเป็นระเบียง โคปุระ และซุ้มปราสาทเมรุทิศ มีภาพสลักนางอัปสรา (Davatas)และลวดลายวิจิตร ตรงกลางเป็นกลุ่มปราสาทประธานที่ยอดปราสาทสลักเป็นรูปใบหน้าแบบเดียวกับปราสาทบายน ส่วนกำแพงโดยรอบด้านนอกนั้นมีภาพสลักของ พระอวโลกิเตศวรและการยุทธนาวากับกองทัพจามแบบเดียวกับกำแพงของปราสาทพระนครหรือนครธมแม้จะมีบางส่วนพังทลายไปก็ยังมีภาพขนาดใหญ่เหลือไว้ให้ชมอยู่มาก


บันทายฉมาร์-พังทลาย


ผังของปราสาทบันทายฉมาร์


ภาพยุทธนาวากับกองทัพจามปา


ภาพสลัก-อวโลกิเตศวร


มหาสงคราม

ภาพโลกิเตศวร


ภาพสลักนางอัปสรา


วิถีชีวิตชาวขอม


สุริยวรมันที่ 7 กับเจ้าชายศรีนทรกุมาร


อธิบดีกรมศิลปากรชมภาพสลัก


สะพานนาคก่อนเข้าปราสาท


บันทายฉมาร์-ครุฑ


บันทายฉมาร์-ตายักษ์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘สด๊กก๊อกธม’ปราสาทอาทิตยวรมันที่2แห่งเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/215706

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ซุ้มโคปุระยอดปรางค์

ด้วยเหตุที่ภาคตะวันออกนั้นเป็นพื้นที่ของปราสาทหินน้อยใหญ่ที่เกิดตามยุคหลายสมัย และมีปราสาทสด๊กก๊อกธม เป็นปราสาทขอมที่มีขนาดใหญ่ที่สุด อยู่ในบริเวณทิศใต้ของเทือกเขาพนมดงรัก-สันกำแพง-ดงพญาไฟ ลงมายังอ่าวไทย จึงทำให้มีการฟื้นฟูโบราณสถานที่พังทลายอยู่จากผลสงครามนั้นมาบูรณะตามวิธีการอนัสติโลซิสอ โดยสำนักโบราณคดีของกรมศิลปากร จนเห็นภูมิสถานทั้งหมดอย่างงดงาม

ปราสาทสด๊กก๊อกธมแห่งนี้อยู่ที่ บ้านหนองเสม็ด ตำบลโคกสูง อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ใกล้กับโนนหมากมุ่น อันเคยเป็นสมรภูมิสงครามระหว่างไทยกับเวียดนามในปี 2523

ปราสาทสด๊กก๊อกธม

นับเป็นปราสาทที่ตั้งอยู่ประชิดติดกับชายแดนประเทศไทยและกัมพูชา ระยะห่างไม่เกิน 200 เมตร มีลักษณะเป็นแนวกั้นพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเชื่อมวัฒนธรรมไปถึงปราสาทบันทายฉมาร์ ปราสาทบันทายท๊บที่น่าสนใจในกัมพูชา

โคปุระและปรางค์ภายในที่บูรณะแล้ว

ด้วยความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมอันดีต่อวัฒนธรรมปราสาทขอมนั้น นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร จึงสานต่อนโยบายของประชาคมอาเซียนในความร่วมมือทางวิชาการซึ่งกันและกันทำให้เกิดเส้นทางการศึกษาและท่องเที่ยวปราสาทสำคัญในแถบนี้ขึ้น

สภาพแรกของปราสาทสด๊กก๊อกธม

โดยเฉพาะที่ปราสาทสด๊กก๊อกธมนั้น เป็นโบราณสถานชายแดนที่มีประวัติการสร้างในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 15-16 อันเป็นศิลปะแบบ คลัง-บาปวน ที่มีการวางผังภายในอาคารและกำแพงแบบเดียวกับผังของปราสาทเมืองต่ำ ที่สร้างขึ้นในยุคเดียวกัน แผนผังปราสาทแห่งนี้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก

 

ตามคติความเชื่อที่ว่าแสงอาทิตย์จะเพิ่มพลังและอำนาจให้กับรูปเคารพ มี “บาราย” หรือสระน้ำขนาดใหญ่อยู่ด้านหน้า ใช้เป็น “สระสรง” สำหรับกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ผู้ติดตามได้ลงสรงก่อนเข้าสู่ปราสาท เส้นทางเข้าปราสาทเป็น “สะพานนาค” หรือ “ชาลากากบาท” หรือสะพานสายรุ้งเชื่อมสู่โลกสวรรค์

ลวดลายเก่าใหม่ที่บูรณะให้เห็น

ต่อด้วยฉนวนทางเดินที่มีเสานางเรียง อยู่สองข้างสำหรับประดับโคมประทีปดั่งนางอัปสรยืนเรียงรายถวายการต้อนรับขบวนเสด็จ เสานางเรียงทั้งสองข้างของฉนวนทางเดิน นี้มีข้างละ 41 รวมกันสองข้างก็เป็น 82 ต้น เชื่อว่าช่างโบราณนั้นสร้างเสานางเรียงเพียง 81 ต้น ทิ้งไว้ ต้นหนึ่งที่ไม่มีการแกะสลัก ถือเป็น “เสาศักดิ์สิทธิ์”

คูหาภายในโคปุระ

สำหรับขอมโบราณจะทำพิธีลงอาคมมนตราเอาไว้ สุดฉนวนทางเดินนี้ก็ขึ้นบันไดเป็น “โคปุระ” หรือซุ้มปราสาททางเข้าที่มีอยู่เพียงทิศเดียว ด้านทิศตะวันตกมีโคปุระและประตูเล็กๆ ซึ่งมีรูปแบบที่ไม่ปรากฏในปราสาทองค์อื่นๆ  ซึ่งมีกำแพงศิลาแลงล้อมเป็นรูปสี่เหลี่ยม ภายในชั้นที่สอง มีสระน้ำล้อมรอบในคติมหาสมุทรที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ มีทางเข้าสู่ปราสาทชั้นในทางทิศตะวันออกมีฉนวนทางเดินที่มีเสานางเรียงประดับอยู่เพียงทางเดียวสู่ปรางค์ประธาน

สด๊กก๊อกธม ด้าน 1

ผังชั้นในของปราสาท มีโคปุระ 4 ทิศ  แทนความหมายของทวีปทั้งสี่ที่รายล้อมเขาพระสุเมรุ เฉพาะโคปุระด้านทิศตะวันออกก่อยอดเป็นเรือนปราสาทขึ้นไป เป็นรูปแบบการวางผังที่น่าศึกษา ด้วยโคปุระนั้นปกติไม่มีก่อเรือนยอดเป็นปราสาท แต่ที่นี่โคปุระทำเป็นยอดปราสาทเพียงด้านนี้ด้านเดียว ระหว่างโคปุระทั้ง 4 นั้น มีวิหารระเบียงคดที่มีหลังคาหินทรายและหลังคาอิฐมุง ด้านนอกก่อทึบ ด้านในเว้นเป็นเสาเรียงเชื่อมต่อเป็นรูปสี่เหลี่ยม ด้านในมีบรรณาลัยสองหลังตามแนว

เสานางเรียงด้านหลังปรางค์ประธาน

เหนือใต้ตรงกึ่งกลางปราสาทเป็น “ปราสาทประธาน (Principal Tower)” หลังเดี่ยวขนาดใหญ่ ลานด้านในปูพื้นศิลาแลงทั้งหมด และมีการประดับเสานางเรียงตรงทางเดินเข้าและบริเวณรายรอบปราสาทประธาน ซึ่งรูปแบบทั้งหมดนี้เป็นการวางแผนผังที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ แตกต่างจากปราสาทองค์อื่น

นักโบราณคดีให้ข้อมูลที่สำคัญ

จากหลักฐานโบราณวัตถุ ศิลปะเปรียบเทียบ คติชนวิทยาและการวางผังปราสาทนั้นทำให้ปราสาทสด๊กก๊อกธมสร้างขึ้นครั้งเดียว ในรัชกาลของ “พระเจ้าอาทิตยวรมันที่ 2” และสิ้นสุดการสร้างโดยไม่เสร็จและปล่อยให้ทิ้งร้างในสมัยต่อมา เมื่ออิทธิพลของเมืองพระนครหลวงหมดลงจากบริเวณนี้

เสานางเรียงด้านนอก

ชื่อปราสาทนี้ก็เรียกกันตามลักษณะที่พบเห็นก็หาคำมาอธิบายประมาณว่า “สด๊ก” ภาษาเขมร แปลว่า รก ทึบ หนา “ก๊อก” น่าจะมาคำว่า “กก” แปลว่า นก จะเป็นนกยาง นกกระสา หรือมาจาก “กุก” แปลว่าต้นกก ที่ชาวบ้านนำมาทอเสื่อ หรือคำว่าก๊อกนั้น เพี้ยนมาจากคำว่า “โคก” แปลว่า โคก เนิน ส่วน  “ธม” แปลว่า ใหญ่

ฐานศิวลึงค์ที่เหลืออยู่

สรุปว่าจะให้เป็นอะไรก็ไปแปลหาเหตุควรจะเชื่อเอาเอง ครั้งหนึ่ง ปราสาทสด๊กก๊อกธม แห่งนี้มีชื่อเรียกในครั้งแรกพบว่า “ปราสาทเมืองพร้าว” ที่ชาวบ้านเรียกปราสาทกลางดงมะพร้าว ก่อนฝรั่งเศสเปลี่ยนชื่อเป็น “สด๊กก๊อกธม” ซึ่งเป็นปราสาทขอมสำคัญด้วยพบจารึกสำคัญที่จับต้นชนปลายกันมานานให้กระจ่างขึ้น

ผังปราสาทสด๊กกีอกธมจากการศึกษาของสำนักโบราณคดี

ช่องเส้นทางเข้าสู่บารายด้านหน้า

อธิบดีกรมศิลปากรให้ข้อมูลที่สำคัญ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระเจ้าชัยวรมันที่ 7’ กษัตริย์ผู้สร้างอาณาจักรขอมใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/214760

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ปราสาทขอมในลพบุรี

เรื่องราวของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กษัตริย์ขอมผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อพ.ศ.1724-1762 นั้น  ทำให้หลายคนสนใจถึงปราสาทขอมที่เกี่ยวข้องทั้งที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย และกัมพูชา  เมื่อ คุณอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ให้ความสนใจต่อการเชื่อมสาระทางวิชาการและศิลปกรรมระหว่างประเทศเป็นการเปิดทางให้มีเส้นทางการท่องเที่ยวทางเลือกขึ้นระหว่างจังหวัดสระแก้ว และจังหวัดบันเตียเมียนเจย ของกัมพูชาจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมาก ด้วยเป็นเส้นทางโบราณสถานสำคัญที่สามารถเชื่อมวัฒนธรรมถึงกันได้ไม่ยากนัก นักประวัติศาสตร์รู้จักพระเจ้าชัยวรมันที่ 7ในฐานะผู้สถาปนานครธม นครหลวงแห่งสุดท้ายของอาณาจักรขอม พระองค์เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 ประสูติเมื่อประมาณ พ.ศ.1663-1668 พระนามเดิมคือ เจ้าชายวรมัน ทรงเสกสมรสตั้งครั้งยังทรงพระเยาว์กับเจ้าหญิงชัยราชเทวี สตรีผู้มีบทบาทและอิทธิพลสำคัญที่สุดเหนือพระองค์ คือสามารถโน้มนำให้พระองค์หันมานับถือศาสนาพุทธนิกายมหายานได้ในที่สุดจากเหตุการณ์เมื่อราวพ.ศ.1720-1721 นั้น พระเจ้าชัยอินทรวรมันแห่งอาณาจักรจามปา ได้นำทัพจามบุกเข้าโจมตียโศธรปุระ และกองทัพเรือของจามได้บุกเข้าถึงโตนเลสาบเผาเมือง และปล้นสะดมสมบัติกลับไปเป็นจำนวนมากรวมทั้งจับพระเจ้าตรีภูวนาทิตวรมันประหารชีวิตการรุกรานเมืองยโศธปุระในครั้งนั้นเจ้าชายวรมันได้วางเฉยยอมให้เมืองแตก จากนั้นพระองค์จึงได้รวบรวมกำลังกู้แผ่นดินขึ้น โดยนำทัพสู้กับพวกจามเป็นเวลานานถึง 4 ปี จนสามารถพิชิตกองเรือจามที่เชี่ยวชาญการเดินเรือได้อย่างราบคาบในยุทธการรบทางเรือที่โตนเลสาบ ในพ.ศ.1724 นั้น ยโศธปุระได้กลับสู่ความสงบ พระองค์ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พร้อมกับบูรณปฏิสังขรณ์ราชธานีขึ้นมาใหม่ รู้จักกันในชื่อ “เมืองพระนครหลวง” ที่เรารู้จักกันในชื่ออังกอร์หรือ “นครธม” แล้วย้ายศูนย์กลางอำนาจจากปราสาทปาปวนในลัทธิไศวนิกาย มายังปราสาทบายนที่สร้างขึ้นใหม่ โดยให้เป็นศาสนสถานในลัทธิมหายานแทน จากนั้นมาปราสาทบายนหรือนครธมจึงเป็นศูนย์กลางอาณาจักรขอมโบราณ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้สถาปนาคติ “พระพุทธเจ้าที่ยังมีชีวิต” คือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ขึ้นโดยให้หมายถึงตัวพระองค์เองเป็นพระโพธิสัตว์ที่เกิดมาเพื่อปัดเป่าทุกข์ภัยให้แก่ราษฎร ด้วยเหตุนี้ภาพสลักรูปใบหน้าที่ปรากฏตามปรางค์ปราสาทที่ทรงสร้างขึ้นนั้นจึงเชื่อว่าคือใบหน้าของพระองค์ในภาคของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรดังกล่าว

ภาพสลักสงครามกับจาม

เมื่อสถาปนาศูนย์กลางอาณาจักรขึ้นแล้ว พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้ทรงแก้แค้นศัตรูเก่าคืออาณาจักรจามปาโดยยกกองทัพของพระองค์เข้าตีเมืองวิชัยยะ เมืองหลวงของจามปาไว้ได้เมื่อพ.ศ.1733 เมื่อมีชัยชนะแล้วในกาลต่อมา พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จึงสร้างพุทธสถานขึ้นไว้มากมาย เช่น ปราสาทบันทายคดี ปราสาทตาพรมที่สร้างถวายพระมารดา ปราสาทพระขรรค์ สร้างถวายพระบิดา ปราสาทบันทายฉมาร์ สร้างให้พระโอรส สร้างปราสาทตาโสม ปราสาทนาคพัน  และบูรณะปราสาทหินพิมาย ซึ่งสันนิษฐานเป็นเมืองเกิดของพระมารดา สร้างปราสาทเขาพนมรุ้ง ให้เป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน สร้างปราสาทในอาณาจักรละโว้ และปราสาทเมืองศรีเทพ เป็นต้น นอกจากนี้พระองค์ยังให้สร้าง “บ้านมีไฟ” หรือที่พักคนเดินทาง ก่อด้วยศิลา และจุดไฟไว้ตลอด เรียกอาคารแบบนี้ว่า “ธรรมศาลา” จากความในจารึกปราสาทพระขรรค์นั้นกล่าวถึง “ที่พักคนเดินทาง”ว่ามีจำนวน 121 แห่ง อยู่ตามเส้นทางเดินทั่วราชอาณาจักร และตามทางเดินไปยังเมืองต่างๆ นั้น มี 17 แห่ง อยู่ระหว่างการเดินจากเมืองพระนครหรือนครธมมายังเมืองพิมาย ซึ่งพบว่าที่พักคนเดินทางที่ค้นพบแล้วนั้นมี 7 แห่ง แต่ละแห่งห่างกันประมาณ 12-15 กิโลเมตร อีกยังระบุไว้อีกว่า มีการสร้างโรงพยาบาลหรือ“อโรคยาศาลา” อีกจำนวน 102 แห่ง ตั้งกระจายอยู่ทั่วราชอาณาจักรขอม ซึ่งมีส่วนหนึ่งนั้นอยู่ในประเทศไทยปัจจุบันนี่คือเส้นทางวัฒนธรรมขอมที่เกิดขึ้นโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทั้งสิ้น

เมืองพระนคร หรือนครธม

ช่องประตูเส้นทางเดินจากพิมาย

ปรางค์ปราสาทเมืองศรีเทพ

ปราสาทพนมรุ้ง

ปราสาทพิมาย

ปราสาทบายน

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่พิมาย

พระพักตร์ที่ปราสาทบายน

พระอวโลกิเตศวร

อโรคยาศาลา-ปราสาทตาเมือนโต๊จ

ปราสาทบันทายฉมาร์ (2)

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘บ้านหลวงราชไมตรี’ ปฐมภูมิการจัดชุมชนจันทบูรยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/213771

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
บ้านหลวงราชไมตรีที่พักในชุมชน

การที่บ้านหลวงราชไมตรี ตัวแทนของชุมชนริมน้ำจันทบูร ได้รับรางวัล Award of Merit จากโครงการประกวดรางวัลอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกของยูเนสโก ประจำปี 2558 นั้น ได้สะท้อนให้เห็นความเข้มแข็งของชุมชนที่มีอายุกว่า 150 ปี ริมแม่น้ำจันทบุรีกลับฟื้นอย่างมีคุณค่าขึ้น จากผลการอนุรักษ์ที่ถูกปรับปรุงฟื้นฟูให้อาคารและบ้านเก่ากลับฟื้นคืนมาร่วมสมัยจนกลายเป็น บ้านพักประวัติศาสตร์ สไตล์ Boutique Hotel นั้นได้ทำให้ทุกคนในยุคปัจจุบันที่มีโอกาสสัมผัสบรรยากาศและเรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์จากการเข้าพักผ่อน ใน “บ้านพักประวัติศาสตร์หลวงราชไมตรี Historic Inn” ที่ตั้งอยู่ ณ ชุมชนเก่าริมน้ำจันทบูร ซึ่งเป็นชุมชน บนถนนสายแรกของเมืองจันทบูรในอดีต สถานที่แห่งนี้ได้เก็บรวบรวมเรื่องราวของหลวงราชไมตรี ผู้สร้างคุณูปการให้กับชาวจันทบุรี ผ่านอาคารและสิ่งของเก่าที่เหลืออยู่ เหมือนกับอาคารอื่นๆ ที่อยู่ร่วมกันในชุมชนแห่งนี้ต่างพากันรักษาสถาปัตยกรรมและรูปแบบของอาคารเก่าให้อยู่ร่วมกันอย่างมีคุณค่า เช่น บ้านขุนอนุสรสมบัติ เป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชน บ้านหลวงประกอบนิติสาร เป็นศูนย์ข้อมูลการปกครองและพิพิธภัณฑ์บ้านคุณวิสวัส สวัสดิ์-ชูโต เป็นศูนย์ข้อมูลเรื่องพลอยจันทบุรี บ้านพานิชเจริญ เป็นศูนย์ข้อมูลเสื่อจันทบูร เป็นต้น

หลวงราชไมตรีเจ้าของบ้าน

ชุมชนเก่าหลายแห่งที่เหลืออยู่ในต่างจังหวัดนั้นปัจจุบันได้ถูกนำเสนอให้ตลาดเก่าที่มีวิถีชุมชนอยู่ และเป็นจุดสนใจให้คนพากันเที่ยวมากขึ้น แม้จะต้องสวนกระแสการเปลี่ยนแปลงที่กำลังรุกคืบเข้ามาก็ตามจากพื้นฐานของคนรักถิ่นที่ยินยอมพร้อมใจกันอนุรักษ์และดำรงชีวิตอยู่ให้ชุมชนริมน้ำจันทบุรียังคงตามวิถีแบบเดิม มีศูนย์การเรียนรู้ มีศาลเจ้า และมีร้านค้าในบรรยากาศเก่าๆ ขึ้นในชีวิตประจำวัน จนมีโครงการที่ต้องใช้เวลากว่า4 ปี โดยชุมชนได้ร่วมจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี สถาบันอาศรมศิลป์ และหน่วยงานอื่นๆ ดำเนินการอนุรักษ์และฟื้นฟูย่านริมน้ำจันทบูรจนตกผลึกจากวิสัยทัศน์ “วัฒนธรรมนำการค้า” ที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมและฟื้นฟูชุมชนเป็นไปได้อย่างยั่งยืน  และสามารถรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนไว้ได้ทั้งในมิติทางสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ  ให้ดำเนินไปในวิถีโลกปัจจุบันได้ โดยไม่ต้องรอรับกระแสการท่องเที่ยวในเชิงการค้าเพียงอย่างเดียว

ดังนั้น “เจ้าของพื้นที่” คือ ผู้รักชุมชนและสถานที่ดังกล่าว  จึงร่วมกับสถาบันอาศรมศิลป์ สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในชุมชนริมน้ำจันทบูร โดยก่อตั้ง บริษัทจันทบูรรักษ์ดี จำกัด ขึ้น เพื่อให้เป็น “จันทบูรโมเดล”  เข้าดำเนินการโครงการตัวอย่างของการอนุรักษ์อย่างมีส่วนร่วมด้วยแนวคิดกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) โดยร่วมมือกับชมรมพัฒนาชุมชนริมน้ำจันทบูรที่ได้ออกแบบปรับปรุง ฟื้นฟู ตัวอาคารสถาปัตยกรรมเรือนไม้เก่าแก่จำนวน 3 หลัง ของหลวงราชไมตรี (ปูม ปุณศรี) ที่ทายาทได้มอบเรือนไม้เก่าแก่ริมน้ำจันทบูรอายุร่วม 150 ปี ให้ดำเนินการจัดทำเป็นบ้านพักประวัติศาสตร์ (Historic Inn) แล้วเปิดให้มีการระดมทุนจากชาวชุมชนในพื้นที่ และชาวจันทบุรี รวมถึงยังเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปที่มีหัวใจรักในพื้นที่แห่งนี้ มาร่วมกันถือหุ้นร่วมเป็นเจ้าของช่วยกันดูแลกันเอง นอกจากสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในรูปแบบที่พอเหมาะลงตัวกับวิถีชุมชนแล้วสร้างความตั้งใจรักษาอดีตและวิถีชีวิตที่งดงามของชุมชนแห่งนี้ไว้ให้ได้มากที่สุด การดำเนินการจึงไม่ใช่งานอนุรักษ์ที่รวบรวมแหล่งความรู้เอาไว้เท่านั้น ยังเป็นแหล่งรวมความรัก…ของคนที่รักชุมชนไว้ด้วยกัน อันเป็นปฐมภูมิของการบริหารจัดการชุมชนเก่าให้มีเสน่ห์และน่าสนใจยิ่งขึ้นทำให้ชื่อ “ท่าหลวง” ย่านการค้าสำคัญริมแม่น้ำจันทบุรีที่เคยมีท่าเรือขนถ่ายสินค้าในยุค 80-100 ปีที่แล้วนั้นกลับคืนจนมองเห็นภาพชุมชนเก่าแก่ที่สุดนั้นไม่ได้หายไปเลย

 

ศาลเจ้าชุมชนริมน้ำ

ร้านขายยาในชุมชน

การเจียรไนพลอย

การเล่นสกา-หมากรุกในชุมชน

จักรยานเก่าของชุมชน

ชุมชนริมน้ำจันทบุรี

ประชุมคณะกรรมการโครงการ

มว.วัฒนธรรม มอบรางวัลจากยูเนสโกให้กับชุมชน

ละครชาตรี

สมุดไทยตำราเก่า

หมากรุกของชุมชน

อาคารเก่าสไตล์ฝรั่งเศส

อาคารศูนย์การเรียนรู้

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ศิลปะอินเดีย ภูมิรู้สู่วัฒนธรรมร่วมอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/212739

วันอาทิตย์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
โบราณวัตถุจากประเทศเพื่อนบ้าน

วิถีชีวิตของมนุษย์นั้นมีพฤติกรรมร่วมกันไม่ว่าชาติไหน ที่เหมือนกันก็คือทุกคนต้อง กิน ขี้ ปี้ นอน และพึ่งพาปัจจัยสี่เช่นเดียวกัน ดังนั้นความจำเป็นที่ต้องมีการสร้างบ้านเรือนอยู่อาศัย  หาอาหารกิน รู้จักแต่งกาย และการเอาตัวรอดด้วยยารักษาโรค แม้จะมีความต้องการเหมือนกันแต่ก็มีความแตกต่างตามภูมิประเทศและสิ่งแวดล้อม ต่อเมื่อกลุ่มชาติพันธุ์อยู่ใกล้เคียงกันและสัมพันธ์ติดต่อกันแล้ว การมีวัฒนธรรมร่วมกันในอาเซียนจึงเกิดขึ้น แม้ว่าวัฒนธรรมหมายจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน และคนกับธรรมชาติ ซึ่งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่งนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนกันในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จากการจัดนิทรรศการถาวรเรื่อง “รากแห่งวัฒนธรรมอาเซียน” ณ อาคารมหาสุรสิงหนาท ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จึงเป็นความพยายามที่จะส่งเสริมความรู้ และทำให้เข้าใจของความเหมือนและแตกต่างผ่านงานปฏิมากรรมโบราณที่มีคุณค่าโดยเฉพาะประติมากรรมที่ได้รับมอบจากประเทศต่างๆ ในกลุ่มประเทศอาเซียน ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ชัดเจนว่า ประติมากรรมของแต่ละประเทศนั้นได้ถูกถ่ายทอดและสร้างสรรค์ใหม่ ให้มีรูปแบบและสร้างศิลปะเหมือนกัน กับการคิดรูปแบบใหม่จนแตกต่างตามฝีมือช่างพื้นถิ่นของแต่ละประเทศ วัฒนธรรมและศิลปกรรมต้นแบบนั้นเป็นที่เข้าใจได้ว่ามาจากอินเดีย

ดังนั้นจึงต้องเข้าใจก่อนว่าก่อนที่แต่ละพื้นที่ในแต่ละประเทศจะรับอารยธรรมจากอินเดียนั้น ช่วงเวลาหลายพันปีมาจนถึง พ.ศ.1000 ปีนั้น คนพื้นเมืองดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ในอาเซียน มีวัฒนธรรมร่วมกันหลายเรื่องอยู่แล้วเช่น การนับถือผี ซึ่งมีการเรียกชื่อผี เหมือนกันในชื่อที่ต่างกัน เช่น ผีมด (เขมร) ผีเม็ง (มอญ) ผีฟ้าหรือผีแถน (ลาว) การนับถือสิ่งลึกลับที่สมมุติขึ้น เช่น นางนาค พญานาคา นกอินทรี พญาครุฑ โดยเฉพาะสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เช่น กบ, คางคก, งู, จระเข้, ตะกวด(เหี้ย) เป็นต้น ที่ทำให้เชื่อในเรื่องมีอำนาจบันดาลฝนฟ้าให้ตก จากการที่มักพบสัตว์เหล่านี้ทุกครั้งที่ฝนตก จึงมีการเขียนภาพเขียนบนผนังถ้ำไว้เซ่นไหว้ และสลักรูปเป็นลายเส้นบนเครื่องมือสำริด ซึ่งเป็นผลงานที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นจากความเชื่อก่อนในคติความเชื่อที่เกิดขึ้นก่อนนั้น ต่อเมื่อประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้รับหรือถูกอิทธิพลจากอารยธรรมอินเดียมีบทบาทมากขึ้นแล้ว ก็มีการประสมประสานวัฒนธรรมดั้งเดิมจนเกิดวัฒนธรรมใหม่ที่มีทั้งคล้ายคลึงกันและแตกต่างกัน กล่าวคือ แต่ละประเทศได้รับเอาศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู-พุทธศาสนา-ศาสนาอิสลาม  มานับถือและใช้เป็นหลักธรรมสร้างอำนาจ พร้อมกับการเป็นอาณานิคมในความเชื่ออย่างใหม่ ซึ่งหลัง พ.ศ. 1000 แล้วการรับศาสนาพราหมณ์-พุทธศาสนานั้นจึงเกิดการสร้างงานศิลปกรรมเพื่อรับใช้ศาสนาตามอย่างอินเดีย พร้อมกับรับประเพณีพิธีกรรมอื่นๆ พร้อมกันแต่ก็ยังมีพิธีกรรมเกี่ยวกับผีอยู่ เช่น การไหว้ผีบรรพบุรุษ,ผีปู่ย่าตายาย, การตั้งศาลพระภูมิ, ศาลอื่นๆ, มีพิธีทำขวัญนาค,มีพิธีไหว้ครู, ครอบครู ฯลฯ


รองนายกรัฐมนตรีเปิดนิทรรศการ

โบราณวัตถุที่ได้รับมาจากประเทศต่างๆ เช่น อินเดียกัมพูชา เนปาล ญี่ปุ่น พม่าหรือเมียนมา อินโดนีเซีย เป็นต้นนั้น เป็นประติมากรรมชิ้นสำคัญที่สะท้อนภาพความงดงามให้เห็นถึงวัฒนธรรมร่วมของประเทศในอาเซียนโดยผ่านโบราณวัตถุที่พบในประเทศไทยแต่ละภูมิภาค ซึ่งพบว่ามีรูปแบบและลักษณะใกล้เคียงหรือเหมือนกันกับโบราณวัตถุจากประเทศอื่นๆ อีกทั้งยังมีความแตกต่างอยู่จากฝีมือศิลปกรรมแต่ละประเทศ ดังเห็นได้จาก  พระพิมพ์ดินเผา ภาพปูนปั้น พระพุทธรูป เทวรูป รูปแบบลวดลาย เครื่องประดับ ธรรมจักร เป็นต้น ที่นำมาจัดแสดงเปรียบเทียบกัน มองภาพการบูรณาการงานประติมากรรมต้นแบบจากอินเดียมาสู่ศิลปะพื้นถิ่นในภูมิภาคของอาเซียน แม้จะถูกศิลปกรรมชาติอื่นผสมผสานอยู่บ้างก็ตาม ภาพของวัฒนธรรมร่วมในนิทรรศการนี้จะเป็นประตูที่เปิดเพื่อสร้างความเข้าใจอันดีและเรียนรู้การสร้างสรรค์ของบรรพบุรุษและรู้จักต้นแบบที่มาจากอินเดีย ซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมของโลกอยู่ในภูมิภาคนี้


ห้องแสดงรากแห่งวัฒนธรรมอาเซียน


เศียรพระพุทธรูป


พระพุทธรูปจากอินเดีย


ภาพปูนปั้้น


ธรรมจักรกับกวางหมอบ


ภาพจำหลักจากอินโดนีเซีย


จารึกเขาน้อย


ห้องแสดงนิทรรศการ


ห้องเทวรูปจากเมืองโบราณ


ตะเกียงโรมันพบในไทย

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เชียงของ’ ภูมิพัฒนาวิถีวัฒนธรรมแม่น้ำโขง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/211706

วันอาทิตย์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เมืองเชียงของและเมืองห้วยทรายของลาว

ในโอกาสงานเทศกาลสงกรานต์นั้น กระทรวงวัฒนธรรมโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้มีการจัดงานสงกรานต์อาเซียนขึ้นที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย โดย นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาวัฒนธรรมระหว่าง ไทย-ลาว-เมียนมา และกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ของเชียงของ ซึ่งมีประเพณีสืบเนื่องร่วมกันในวันสงกรานต์ดังกล่าว ด้วยเหตุที่อำเภอเชียงของนั้น เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงรายมีภูมิประเทศทั้งพื้นที่ราบสลับกับเทือกเขา ด้านตะวันออกบางส่วนอยู่ติดกับแม่น้ำโขง โดยฝั่งตรงข้ามนั้นมีเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จึงทำให้มีความผูกพันกันมาแต่บรรพบุรุษ หากศึกษาความเป็นมาของเชียงของแล้วพบว่าในอดีตเชียงของเคยรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยหิรัญนครเงินยาง (เชียงแสน) มีชื่อเมืองว่า “ขรราช” ต่อมามีฐานะเป็นเมืองชื่อ “เมืองเชียงของ” อยู่ในความปกครองของนันทบุรี (น่าน) โดยเจ้าครองนครน่านนั้นได้ตั้งให้เจ้าอริยวงศ์ เป็นเจ้าเมืองเชียงของ เมื่อปีพ.ศ.1805 มีเชื้อสายครองเมืองเชียงของสืบต่อมาจนถึงเจ้าเมืองคนสุดท้าย คือ พญาจิตวงษ์วรยศรังษี ปีพ.ศ.2453 (รศ.129) ภายหลังมีฐานะเป็นอำเภอ ขึ้นกับจังหวัดเชียงรายมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีพญาอริยวงษ์ (น้อย จิตตางกูร) เป็นนายอำเภอคนแรก เมื่อพ.ศ.2457

เจดีย์ทรายสายสัมพันธ์สามชาติ

ปัจจุบันเชียงของแห่งนี้ถือเป็นจุดรวมของกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิม เช่น ไทลื้อ ขมุ ชาวมูเซอ แม้ว เย้า โดยเฉพาะกลุ่มไทลื้อนั้น อาศัยอยู่ที่บ้านห้วยเม็ง และบ้านศรีดอนชัย ซึ่งอพยพมาลงจากทาง สิบสองปันนา ประเทศจีนตอนใต้ ปัจจุบันนั้นประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นหลัก และกลุ่มขมุที่ตั้งอยู่บ้านห้วยกอกนั้นเป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีอยู่ไม่มากนัก สรุปว่าชาวเชียงของส่วนมากทำนา ทำไร่ข้าวโพด สวนส้ม สวนลิ้นจี่ สวนส้มโอ และพืชผักต่างๆ เป็นต้น จากเชียงของไปเชียงแสน ประมาณ 13 กิโลเมตร มีสวนป่าห้วยทรายมานที่มีจุดชมวิวสองฝั่งไทย-ลาว มีเส้นทางเลียบน้ำโขงเริ่มตั้งแต่บ้านหาดไคร้ไปถึงบ้านหัวเวียง ซึ่งมีท่าจับปลาบึก ซึ่งในทุกวันที่ 17-19 เมษายน มีการจัดพิธีบวงสรวงและจับปลาบึกที่หาดูได้ที่เดียวในโลกและถือเป็นการอนุรักษ์ปลาบึกไม่ให้สิ้นพันธุ์และเป็นการสืบทอดการล่าปลาบึกให้คงอยู่เป็นประเพณีของชาวบ้านหาดไคร้ เทศกาลสงกรานต์จึงมีความสำคัญทำให้บริเวณท่าปลาบึกและท่าเรือบั๊ก จัดงานมหาสงกรานต์อย่างยิ่งใหญ่ทุกปี โดยมีสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจมากมาย เช่น กล้วยอบเนยศรีลานนา-ผ้าทอศรีดอนชัย ที่มีการสืบทอดมาแต่โบราณจากบรรพบุรุษของชนชาวไทลื้อ และสินค้าหัตถกรรมบ้านสถาน ทุกปีช่วงเดือนเมษายน ชาวประมงเชียงของจะลงไปเก็บไก คือสาหร่ายน้ำจืดที่เกิดในแม่น้ำโขงมาตากแห้งบนคาและปรุงรสด้วย งา ข่า ตะไคร้ แล้วทอดกินส่งเป็นสินค้าโอท็อป

การรดน้ำขอพรตามประเพณีโบราณ

ความเป็นเมืองหน้าด่านของเชียงของที่มีความสำคัญมาตั้งแต่อดีตนั้นได้ทำให้มีการสร้างสะพานมิตรภาพที่ 4 เพื่อเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งเมียนมาลาว จีน ซึ่งทำให้มีการกำหนดแผนปรับเปลี่ยนให้เป็นเมืองสองแบบคือเขตพัฒนาและเขตวัฒนธรรม ดังเห็นได้จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ทำให้เชียงของเป็นเส้นทางผ่านสินค้าและผู้คนส่วนใหญ่ ย้ายไปยังท่าเรือบั๊กในเขตหัวเวียง โดยพัฒนาเศรษฐกิจ-การค้า ระบบขนส่งสู่อาเซียน ส่วนพื้นที่เมืองเก่า นั้นเป็นเขตวัฒนธรรมที่มีการส่งเสริมให้เป็นแหล่งเรียนรู้-อนุรักษ์ ตั้งรับปัญหาจากการท่องเที่ยว และการรุกคืบจากสินค้าทางเศรษฐกิจ ที่อาจทำให้วิถีเมืองเชียงของและอัตลักษณ์วัฒนธรรมเดิมเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงที่อาจส่งผลกระทบความมั่นคงของไทย-ลาว จากการเปลี่ยนแปลงของร่องน้ำ และทำลายระบบนิเวศน์ จึงเป็นปฐมบทหนึ่งของความตั้งใจจริงที่คนในพื้นที่ได้ร่วมกันรักษาสืบทอดวิถีวัฒนธรรมเมืองชายแดนริมแม่น้ำโขงให้คงอยู่ต่อไป

รำสายสัมพันธ์ไทย-ลาว-เมียนมา

กลุ่มชาติพันธุ์ร่วมในแม่น้ำโขง

รมว.วัฒนธรรม เปิดสงกรานต์อาเซียน

ดาราสาวจากลาวร่วมงาน

ชาวเชียงทองผู้แจ่มใส

สาวเมียนมา

สาวล้านนา

สาวลาว

แม่น้ำโขงที่ต้องมีการเฝ้าระวังตลอดเวลา

สะพานมิตรภาพที่ 4 เชื่อมฝั่งลาว

ภูมิบ้านภูมิเมือง : สมเด็จพระบูรพกษัตริยาธิราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/210750

วันอาทิตย์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ปราสาทเทพบิดรและเจดีย์ทอง

วันจักรีที่ผ่านมานั้นปราสาทเทพบิดรในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว นั้นได้เปิดให้ประชาชนได้สักการะพระบรมรูปของสมเด็จบูรพกษัตริยาธิราชในพระบรมราชวงศ์จักรีที่เสด็จสวรรคตไปแล้ว รวม 8 รัชกาล ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์นั้นได้มีการสถาปนาพระบรมรูป 3 รัชกาล คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระปฐมราชวงศ์จักรี พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในลักษณะเปลือยพระองค์ท่อนบนและทรงครุยกรองทองถือพระแสงขรรค์ชัยศรี ประดิษฐานอยู่ในหอพุทธปรางค์ และมีเหตุการณ์ที่ต้องอัญเชิญประดิษฐานในพระที่นั่งองค์อื่นอยู่หลายครั้ง ด้านหน้าปราสาทเทพบิดรนั้นมีพระเจดีย์สีทองสององค์ เป็นเจดีย์แบบย่อไม้สิบสอง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้สร้างขึ้นตามประเพณีโบราณที่นิยมให้เป็นเจดีย์คู่หน้าของวัด เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับสมเด็จพระชนกนาถ (ทองดี) และสมเด็จพระชนนี (ดาวเรือง)

กรอบซุ้มประดิษฐานพระปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จักรี (ร.1)

ปราสาทเทพบิดรองค์นี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างขึ้นใหม่ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อปี พ.ศ.2398 เดิมชื่อว่าพุทธปรางค์ปราสาท โดยมีพระราชประสงค์ที่จะอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานในปราสาทแห่งนี้ให้เสมอกับพระธรรม  ครั้นเมื่อสร้างเสร็จแล้วปรากฏว่าภายในปราสาทคับแคบเกินไปไม่พอประกอบพิธีสำคัญได้ จึงได้ระงับที่จะอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานตามพระราชดำริเดิมได้ ปราสาทเทพบิดรแห่งนี้จึงมิได้ทำประโยชน์อันใด ภายหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระองค์ทรงเห็นว่า พระบรมรูปหล่อเท่าพระองค์จริงของสมเด็จบูรพกษัตริยาธิราชแห่งบรมราชวงศ์จักรี ซึ่งเดิมนั้นได้อัญเชิญประดิษฐานอยู่ในที่ต่างๆ กัน ไม่สะดวกแก่การประกอบพระราชพิธีและการเข้าเฝ้าฯถวายความสักการะของอาณาประชาราษฎร์ทั่วไป พระองค์จึงโปรดให้บูรณะหอพุทธปรางค์ปราสาทแล้วอัญเชิญพระบรมรูปหล่อรวม 5 รัชกาล คือ นับแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จนถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5  ที่ทรงสถาปนาขึ้นใหม่อีกองค์มาประดิษฐานในปราสาทแห่งนี้ พร้อมทั้งพระราชทานนามว่า“ปราสาทเทพบิดร” พร้อมกับได้ตั้งพระราชพิธีสักการะพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพกษัตริยาธิราชในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2461 ครั้งนั้นทรงมีประกาศให้วันดังกล่าวเป็น“วันจักรี”

พระบรมรูปราชวงศ์จักรี

พระบรมรูปของสมเด็จพระบูรพกษัตริยาธิราชแห่งพระบรมราชวงศ์จักรีที่ประดิษฐานในปราสาทเทพบิดรนั้นมี 8 พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ครองราชย์ 28 ปี พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ครองราชย์ 15 ปี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ครองราชย์ 27 ปี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ครองราชย์ 18 ปีเศษ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ครองราชย์ 42 ปี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ครองราชย์ 15 ปีเศษ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ครองราชย์ 9 ปี และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ครองราชย์ 12 ปี รวม 8 รัชกาลด้วยกัน ปราสาทเทพบิดรนี้เดิมเปิดให้มีการสักการบูชาเพียงวันเดียวคือวันจักรีในวันที่ 6 เมษายน ของทุกปี ในรัชกาลปัจจุบันโปรดเกล้าฯให้เปิดปราสาทเทพบิดรให้ประชาชนทั่วไปเข้าสักการะสมเด็จพระบูรพกษัตริยาธิราชในวันนักขัตฤกษ์ที่สำคัญเพิ่มขึ้น ดังนั้นในวันเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้จึงเป็นโอกาสที่ชาวไทยทุกคนจะได้สักการะและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระกษัตริยาธิราชพร้อมกัน

พระบรมรูปสมเด็จพระบูรพกษัตริยาธิราช

กรอบซุ้มประดิษฐาน รัชกาลที่ 2-3

ดาวเพดานในปราสาทเทพบิดร

พระบรมรูป รัชกาลที่ 1

พระบรมรูป รัชกาลที่ 4

พระบรมรูป 3 รัชกาลทรงครุยกรองทอง

พระราชิพิธีสักการะพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพกษัตริยาธิราช