ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เจ้าฟ้าสิรินธร’ พระผู้เป็นธงชัยแห่งสรรพศิลป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/209733

วันอาทิตย์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ฉายพระรูปกับผู้รับครอบครู

วันที่ 2 เมษายน ทุกปีนั้นเป็นวันอนุรักษ์มรดกไทยซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ด้วยพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่อันมีคุณูปการแก่ศิลปวัฒนธรรมอย่างหาที่สุดมิได้นั้น พระองค์จึงทรงเป็น “พระผู้เป็นธงชัยแห่งสรรพศิลป์” ดังประจักษ์ชัดว่าพระองค์นั้นทรงพระปรีชาสามารถในศิลปวัฒนธรรมหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านประวัติศาสตร์  โบราณคดี อักษรศาสตร์และดนตรีไทย พระองค์ได้พระราชทานพระราชดำริที่เป็นคุณประโยชน์ในการอนุรักษ์ ส่งเสริม และให้การอุปถัมภ์ในด้านศิลปวัฒนธรรมของประเทศอยู่ตลอดเวลา  ทำให้พระองค์ได้รับการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระราชสมัญญาว่า “เอกอัครราชูปถัมภกมรดกวัฒนธรรมไทย” และ“วิศิษฎ์ศิลปิน” ซึ่งมีความหมายว่า ทรงมีพระอัจฉริยภาพและทรงพระปรีชาสามารถในศิลปะหลายสาขา ทรงเป็นปราชญ์ที่มีความรอบรู้ด้านวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเอาพระทัยใส่ในงานด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติจนเป็นที่ประจักษ์แก่ปวงประชาราษฎร์อย่างดียิ่ง ดังเห็นได้จากการที่พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถในการทรงดนตรีทั้งดนตรีไทยและดนตรีสากล และงานด้านนาฏศิลป์ โดยพระองค์ ทรงร่วมแสดงและทรงดนตรีไทยในโอกาสต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ ทรงมีความรู้เรื่องเพลงไทย และทรงดนตรีไทยได้อย่างเชี่ยวชาญ ในวันเปิดงานดนตรีไทยครั้งนั้น ได้พระองค์ทรงระนาดเอกนำวงดนตรีของสถาบันต่างๆ โดยบรรเลงเพลงชื่นชุมนุมกลุ่มดนตรีที่ได้ทรงพระราชนิพนธ์คำร้อง โดยอาจารย์มนตรี ตราโมท เป็นผู้ประพันธ์ทำนอง ต่อมาจึงใช้เพลงนี้เป็นเพลงประจำ และเป็นเพลงสัญลักษณ์ของงานดนตรีไทยอุดมศึกษา นอกจากจะทรงเป็นผู้นำในการแสดงดนตรีไทยแล้ว


ทรงถ่ายกับนักเขียนไทย

พระองค์ทรงมีพระอัจฉริยภาพทางอักษรศาสตร์และทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมทั้งสารคดีและบันเทิงคดีที่ทรงคุณค่าด้านวรรณศิลป์ มีผลงานพระราชนิพนธ์ที่รู้จักหลายเล่มเช่น กษัตริยานุสรณ์

กาลเวลาที่ผ่านเลย ความคิดคำนึง  คำฉันท์ดุษฎีสังเวยและกาพย์ขับไม้ ฉันท์ดุษฎีสังเวยสมโภชพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ฝากฝันกลอนกานท์ พุทธศาสนสุภาษิตคำโคลง แก้วจอมแก่น แก้วจอมซน ขบวนการนกกางเขน ความฝัน ผีเสื้อ มุ่งไกลในรอยทราย-ย่ำแดนมังกร จารึกปราสาทหินพนมวัน ทศบารมีในพุทธศาสนาเถรวาท บันทึกเรื่องการปกครองของไทยสมัยอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์ประวัติศาสตร์ไทยสมัยรัตนโกสินทร์ : การปฏิรูปการปกครอง ภูมิศาสตร์กับวิถีชีวิตไทย ดั่งดวงแก้ว ดุจดวงตะวัน มณีพลอยร้อยแสง เป็นต้น ล้วนเป็นผลงานที่ประจักษ์ถึงพระปรีชาสามารถแก่พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นอย่างดี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทาน พระราชูปถัมภ์อันหลากหลาย และประกอบพระราชกิจมากมายเพื่อช่วยอนุรักษ์ พัฒนาศิลปวัฒนธรรมไทยให้เป็นสมบัติของชาติอย่างยั่งยืน ทั้งในเรื่องการช่างไทย ดนตรีไทย นาฏศิลป์ งานพิพิธภัณฑ์ โบราณสถานในภูมิภาคต่างๆ ตลอดจนเรื่องอาหารไทย และวิถีชีวิตไทยในด้านอื่นๆ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าวล้วนสร้างขวัญกำลังใจ และก่อให้เกิดการตื่นตัวในวงการศิลปวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง ทรงเป็นปราชญ์ทางภาษา วรรณคดี ประวัติศาสตร์ โบราณคดีและพิพิธภัณฑวิทยา อีกทั้งได้พระราชทานปัญญาความรู้ในเรื่องเหล่านี้แก่วงวิชาการ ที่สำคัญยิ่งด้วยพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถในศิลปวัฒนธรรมดังกล่าวที่มากพ้นสุดพรรณนานั้นได้ทำให้งานศิลปวัฒนธรรมดำรงอยู่และดำเนินงานจนเป็นหลักชัยของประเทศ โดยมีพระองค์ทรงเป็นธงชัยแห่งสรรพศิลป์ : “สิปปธัช” ของแผ่นดิน  ที่สถิตอยู่ในใจของปวงชนชาวไทยตลอดไป


เจ้าฟ้านักบันทึก


ผังโครงการพระราชดำริ


ตราเฉลิมพระเกียรติ


เหรียญที่ระลึก


ทรงดนตรี


เจ้าฟ้านักดนตรีไทย


ทรงศึกษาศิลาจารึกปราสาทหินพนมรุ้ง


ทอดพระเนตรหนังสือหายาก

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘กรมศิลปากร’ ภูมิช่างหลวงและการอนุรักษ์มรดกชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/208709

วันอาทิตย์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การเผยแพร่ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม

วันที่ 27 มีนาคมนี้ เป็นวันครบรอบ 105 ปีของกรมศิลปากร หน่วยงานหลักของรัฐที่รับผิดชอบการทำนุบำรุงรักษา อนุรักษ์ ฟื้นฟู ส่งเสริม สร้างสรรค์ และสืบทอดมรดกวัฒนธรรมของชาติ โดยถือเอาวันที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงสถาปนากรมศิลปากรขึ้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พุทธศักราช 2454 โดยทรงรวมงานช่างประณีตศิลป์จากกรมโยธากระทรวงโยธาธิการ กับกรมพิพิธภัณฑ์ กระทรวงธรรมการเข้าด้วยกันแล้วตั้งเป็น กรมศิลปากร และมีผู้บัญชาการกรมขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ต่อมาโปรดให้โอนกิจการของกรมช่างมหาดเล็ก กระทรวงวัง มารวมอยู่ในกรมศิลปากรด้วย ทำให้กรมศิลปากรนั้นเป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติงานช่างต่างๆ ซึ่งมีช่างประณีตศิลป์ หรือช่างสิบหมู่ และงานก่อสร้าง หรืองานสถาปัตย์ จนพูดได้ว่าช่างกรมศิลปากรนี้ คือช่างหลวงที่ปฏิบัติงานสนองพระยุคลบาทในการผดุงรักษา และสร้างสรรค์ศิลปกรรมของชาติ ภายหลังได้มีการรวมกิจการของกรมศิลปากรกับหอพระสมุดสำหรับพระนครเป็นราชบัณฑิตยสภา จนถึงพ.ศ.2476 จึงมีพระราชบัญญัติจัดตั้งกรมศิลปากรขึ้นอีกครั้ง โดยรวมงานด้านนาฏศิลป์และดนตรีในราชสำนัก ซึ่งสังกัดกรมต่างๆ เช่น กรมโขน กรมหุ่นกรมรำโคม กรมปี่พาทย์ กรมแตรสังข์ ที่เรียกว่า กรมมหรสพ สังกัดกรมมหาดเล็ก กระทรวงวัง นั้นมาเป็นกองสังคีต กรมศิลปากร จึงทำให้กรมศิลปากรมีหน้าที่ดูแลควบคุมงานทั้งด้านศิลปะ และวิทยาการของชาติโดยสมบูรณ์ แม้ว่ากรมศิลปากรจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการแบ่งส่วนราชการอยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังมีหน้าที่ผดุงรักษาและสืบทอดมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติมาอย่างต่อเนื่องไม่เปลี่ยน ปัจจุบันนี้กรมศิลปากรมีสถานภาพเป็นปึกแผ่นมั่นคง มีหน่วยงานครอบคลุมทั้งส่วนกลางและภูมิภาค รวมทั้งได้พยายามส่งเสริมให้ภาคเอกชน และประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาศิลปวัฒนธรรมของชาติ ทำให้กรมศิลปากรมีเครือข่าย และผู้สนับสนุนกิจการของกรมศิลปากรเพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันกรมศิลปากรก็ได้สร้างโอกาสให้ชุมชนและท้องถิ่น สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากงานมรดกศิลปวัฒนธรรมอย่างมีหลักการบนความถูกต้อง เพื่อสร้างความยั่งยืน ที่สามารถรักษาคุณค่ามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติให้สืบต่อและเผยแพร่ไปยังนานาประเทศจนเป็นที่รู้จักกันในประชาคมโลกและประชาคมอาเซียน การปรับบทบาทตามนโยบายประเทศนั้นกรมศิลปากรได้เพิ่มขีดความสามารถนำผลงานในภารกิจที่เกิดจากการทำนุบำรุงรักษา อนุรักษ์ ฟื้นฟู มาโดยตลอดเพื่อนำมาส่งเสริม สร้างสรรค์ต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในแง่เศรษฐกิจแก่ชุมชนใกล้เคียงมรดกศิลปวัฒนธรรมต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม อันจะก่อให้เกิดการศึกษาเรียนรู้ และสร้างให้เกิดทั้งภูมิคุ้มกัน และภูมิปัญญาในการอนุรักษ์และสร้างสรรค์มรดกศิลปวัฒนธรรมให้มีคุณค่าต่อชุมชนตลอดไป เกิดการอนุรักษ์และสืบทอดมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืนและมีคุณค่ามากขึ้น จากปัญหาที่มีบุคลากรจำกัด ทำให้การสืบทอดงานศิลปวัฒนธรรมหลายสาขาขาดแคลนช่างฝีมือและผู้เชี่ยวชาญ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงแข่งขันทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ทำให้งานด้านการอนุรักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรมถูกละเลยทอดทิ้ง จึงประสบปัญหาในการดูแลรักษา อนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ พิพิธภัณฑ์และงานช่างทั้งปวง รวมทั้งงานหอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของชาติ ดังนั้นแนวทางการดำเนินงานจึงได้มุ่งให้ประชาชนเห็นคุณค่า และมีความรู้สึกเป็นเจ้าของมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติร่วมกัน โดยเฉพาะการเรียนรู้และให้เข้าใจถึงงานบนหลักวิชาการที่ถูกต้อง และพัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการมรดกศิลปวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ทั้งการเรียนรู้จากโลกกว้างในนานาประเทศ และการจ้างผู้เชี่ยวชาญมาถ่ายทอดความรู้ให้สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับได้เปิดโอกาสให้ประชาชน และท้องถิ่นนั้นเข้ามามีส่วนร่วมในงานทำนุบำรุงรักษา และอนุรักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรมด้วยกันมากขึ้น


กรมศิลปากร


อนันต์ ชูโชติ ประกาศแนวทางใหม่


การจัดพิพิธภัณฑ์ในท้องถิ่น


การจัดแสดงโบราณวัตถุชิ้นสำคัญ


งานสืบทอดนาฏศิลป์จากราชสำนัก


การเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์


นักเรียนเรียนรู้จากโบราณวัตถุ


โบราณวัตถุของพื้นที่


งานอนุรักษ์ภาพเขียนสี


ภาพเขียนสีที่ซ่อนอยู่ตามป่าเขา


อุทยานประวัติศาสตร์


โบราณสถานที่ได้รับการขุดแต่ง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองแพร่’ ปฐมพิธีขบวนแห่ผ้าบูชาพระธาตุช่อแฮ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/207765

วันอาทิตย์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ขบวนกลองปูจา

เดือนมีนาคมนี้มีประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮเมืองแพร่แห่ตุงหลวง อาทิตย์นี้ได้ตามรอยบุญไปร่วมอนุโมทนากุศลกับงานสืบประเพณีที่ยาวนาน จากตำนานที่เล่าขานถึงตำนานช่อแพรหรือช่อแฮ แหล่งประดิษฐานพระเกศาธาตุ พระบรมสารีริกธาตุ พระศอกซ้ายของพระพุทธเจ้า  เมื่อถึงวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 4 ใต้ เดือน 6 เหนือ  พุทธศาสนิกชนจะพากันหลั่งไหลไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่ แห่ตุงหลวง ถวายแด่องค์พระธาตุสืบมา ด้วยมีความเชื่อศรัทธาว่าอดีตกาลนั้น พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาถึงดอยโกสิยธชัคคะบรรพต ได้มอบพระเกศาธาตุให้ขุนลัวะอ้ายก้อม ไปบรรจุในผอบแก้วแล้วนำไปไว้ในถ้ำด้านตะวันออกของดอยที่ประทับ ผ้าแพรที่ขุนลัวะอ้ายก้อมนำมารองรับพระเกศาธาตุนั้นเรียกว่า “ผ้าแฮ”ที่นิยมนำผ้าแฮ หรือผ้าแพรนั้นมาประดิษฐ์เป็นช่อ หรือตุง (ธง) แล้วทำการถวายสักการะเป็นพุทธบูชา ภายหลังเพี้ยนมาเป็น “ช่อแฮ” หรือ “ช่อแพร” ครั้งพุทธกาลนั้นพระพุทธเจ้าทรงมีรับสั่งว่า  ต่อไปเมืองนี้จะชื่อเมืองแพล (คำปัจจุบันคือ แพร่)  และหลังจากพระองค์ปรินิพพานแล้ว จึงให้อัญเชิญพระธาตุข้อศอกข้างซ้ายมาประดิษฐ์ที่นี่ด้วย หลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน 218 ปีแล้ว  พระเจ้าอโศกมหาราชและพระอรหันต์จำนวนมากได้ร่วมกันอธิษฐานอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่ได้บรรจุในผอบแก้วที่เตรียมไว้นั้นไปสถิตในสถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงหมายไว้แต่เดิม แล้วประกาศแก่เทวดาทั้งหลายให้พิทักษ์รักษาตลอดไป จนกว่าจะหมดอายุแห่งพระพุทธศาสนา 5,000 พระวัสสา

หลักฐานทางประวัติศาสตร์จากจารึก พ.ศ.1826 ระบุว่า “เบื้องตีนนอน รอดเมืองแพล เมืองม่านเมือง…เมืองพลัว พ้นฝั่งของเมืองชวาเป็นที่แล้ว” เมืองแพลนี้อยู่กับเมืองสุโขทัยเป็นอิสระ ในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พระยาลิไท) ครั้งเป็นอุปราชเมืองศรีสัชนาลัย  ได้เสด็จมาทำการบูรณปฏิสังขรณ์พระธาตุช่อแฮเสร็จแล้ว ทรงให้มีงานฉลองสมโภช 7 วัน 7 คืน  ตั้งแต่วันขึ้น 9-15 ค่ำ เดือน 6 เหนือ เดือน 4 ใต้ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เจ้าผู้ครองนครแพร่ทุกองค์ได้สืบประเพณีไหว้พระธาตุประจำปีตลอดมา จนถึงสมัยของเจ้าหลวงพิริยะชัยเทพวงศ์ ได้ลดการจัดงานเหลือ 5 วัน 5 คืน  คือวันขึ้น 11-15 ค่ำ เดือน 6 เหนือ เดือน 4 ใต้ ของทุกปี


ขุนลัวะอ้ายก้อม

ประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง นั้นประกอบด้วย ขบวนแห่ที่จัดเป็นขบวนหลักตามประเพณีเดิม  ซึ่งมีขบวนช้างเจ้าหลวง  ผ้าบูชาองค์พระธาตุ พระธรรมคัมภีร์โบราณ พระเถระของเมือง และเครื่องบรรณาการประกอบด้วย ต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง
เครื่องสักการบูชา สุ่มหมาก สุ่มพลู, สุ่มหมากเป็ง ต้นผึ้ง ต้นเทียน ต้นดอก พุ่มช่อแพร พุ่มเครื่องบูชาต่างๆ ปัจจุบันมีริ้วขบวนเครื่องบูชาจากทุกอำเภอจนถือได้ว่าเป็นขบวนบูชาที่ยาวที่สุดเท่าที่เคยเห็น ทำให้มีขบวนต่างๆ เสริมความสำคัญขึ้นมากมาย เช่น ขบวนแห่กังสดาล ขบวนแห่หมากเป็ง ขบวนต้นผึ้งขบวนแห่ผ้าแพรคลุมองค์พระธาตุ 12 สี ขบวน 12 ราศี  ขบวนเทพีโปรยข้าวตอกดอกไม้ ขบวนตุงขบวนฟ้อนรำ นับเป็นขบวนงานบุญที่สร้างศรัทธาให้น่าสนใจยิ่ง งานนี้มีการเทศน์และฟังเทศน์มหาชาติมหาเวสสันดรชาดก  ทั้งกลางวันและกลางคืนสำหรับกลางคืนมีมหรสพสมโภชในทางบุญตลอดงาน สิ่งสำคัญก็คือการขึ้นผ้าห่มพระธาตุและการฟ้อนบูชาพระธาตุช่อแฮจากช่างฟ้อนที่มาจากคุ้มเจ้าหลวง และกลุ่มชาวบ้าน ล้วนศรัทธาบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองนี้อันเป็นพระธาตุประจำคนปีขาล


ช่างฟ้อนบูชาพระธาตุช่อแฮ


ขบวนนักรบเมืองแพร่


ช้างหลวงของประธานพิธี


คณะจัดงานไหว้พระธาตุและช่างฟ้อน


พระธาตุช่อแฮ (2)


ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ประธานถวายผ้าขึ้นธาตุ


ลูกหลานขุนลัวะอ้ายก้อม


ขบวนเครื่องบูชาที่ยาวไกล

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘นครปฐม’ปฐมภูมิวัฒนธรรม ศรีทวารดีโบราณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/206626

วันอาทิตย์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ฐานเสาธรรมจักรชิ้นสำคัญ

จากเหตุการณ์ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ถูกเรียกร้องให้ไม่มีการย้ายรวมได้ทำให้มีการหารือเพื่อพัฒนาขึ้นใหม่ในที่ดินของเรือนจำกลางนครปฐมเดิม 6 ไร่นั้น นายวีระโรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและนายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ได้นำคณะเดินทางไปร่วมประชุมหารือกับนายชาติชายอุทัยพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เพื่อร่วมกันวางแนวทางการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์โดยจัดใหม่ตามแนวคิดของ “ความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมทวารวดีในนครปฐม” นั่นคือ นครปฐมนั้นมีความสำคัญในฐานะเมืองทวารวดีที่เป็นจุดเริ่มของการเผยแพร่พุทธศาสนาให้รุ่งเรืองตลอดมาจนทุกวันนี้คงไม่ใช่เรื่องธรรมดาแล้ว เพราะนครปฐมนั้น ถูกอาคารสถานที่ถมทับเสียจนหลักฐานทางโบราณคดีถูกทำลาย จนมองไม่เห็นร่องรอยความรุ่งเรืองในอดีตได้จริง

ในจดหมายเหตุหลวงจีนอี้จิง หรือ พระภิกษุอี้จิง และหลวงจีนเฮียนจัง (ยวนฉ่าง) เมื่อ พ.ศ.1150 ได้ระบุไว้ว่า มี อาณาจักรอันใหญ่โตอาณาจักรหนึ่ง อยู่ระหว่างเมืองศรีเกษตร (พม่า) และเมืองอิศานปุระ (เขมร) ชื่อโตโลปอตี้ (ทวารวดี)  ซึ่งต่อมาภายหลังนักโบราณคดีได้สำรวจพบโบราณสถาน และพระพุทธรูปที่สร้างตามแบบฝีมือช่างครั้งราชวงศ์คุปตะของอินเดีย (พ.ศ.860-1150) เป็นจำนวนมากที่นครปฐม และเมืองต่างๆ ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วเผยแพร่ไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จนถึงเมืองนครราชสีมา และเมืองบุรีรัมย์ วัฒนธรรมจากศิลปะแบบ “ทวารวดี” นี้ ปรากฏว่าได้แผ่ขยายไปยังแหล่งชุมชนซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลางของประเทศไทย ที่สำรวจพบแล้วประมาณ 15 แห่ง ทิศเหนือสุดจดจังหวัดพิจิตร ทิศใต้จดจังหวัดเพชรบุรี เมืองที่กระจายห่างออกไปทางตอนเหนือ เช่น เมืองหริภุญชัย ในภาคเหนือ และเมืองฟ้าแดด-สูงยาง ในจังหวัดกาฬสินธุ์ได้นั้น มีเมืองนครปฐมโบราณเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญของวัฒนธรรมทวารวดี


ภาพปูนปั้้นที่จุลประโทณเจดีย์

สำหรับนครปฐมนั้นเป็นพื้นที่ของชุมชนโบราณหรือสร้างเป็นเมืองขึ้นนั้นประมาณจากการสร้างพระปฐมเจดีย์เมื่อราว พ.ศ.300 ซึ่งเชื่อว่าเคยมีอำนาจสูงสุด และเคยเป็นเมืองสำคัญของอาณาจักรแห่งนี้ในพุทธศตวรรษที่ 11-16 ซึ่งพบว่าปูชนียสถานขนาดใหญ่สร้างไว้เป็นจำนวนมาก และยังเหลือให้เห็นอยู่อย่างเช่น โบราณสถานที่วัดพระประโทณเจดีย์ วัดพระเมรุ วัดพระงาม และวัดดอนยายหอม เป็นต้น โบราณสถานที่ค้นพบนั้นล้วนฝีมือประณีต งดงาม มีเครื่องประดับร่างกายสตรีทำด้วยดีบุก เงิน และทอง รูปปูนปั้นชาวต่างประเทศ ทำให้เชื่อว่าเป็นเมืองที่มีการติดต่อกับประเทศอื่น เช่น จีน และชาวตะวันตก

จากการศึกษาและสำรวจได้พบว่านครปฐมนั้นมีกษัตริย์ครองแผ่นดินอยู่หลายพระองค์ พบว่ามีเนินปราสาทเดิมอยู่ในบริเวณพระราชวังสนามจันทร์ และพบว่ามีการทำเงินตราแต่ละรัชกาลขึ้นใช้เอง เป็น เงินตราหลายรูปแบบ เช่น รูปสังข์ ปราสาท แพะ ปูรณกลศ (หม้อน้ำที่มีน้ำเต็ม) เป็นต้น เป็นหลักฐานของความเป็นเมืองและราชวงศ์กษัตริย์ ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส ได้อ่านจารึกที่เงินตราแล้วแปลได้ความว่า “บุญกุศลของพระราชาแห่งศรีทวารวดี”  นครปฐมโบราณแห่งนี้ซึ่งมีศูนย์กลางของเมืองโบราณอยู่นครชัยศรีแห่งนี้มีอำนาจสูงสุดอยู่ประมาณ200 ปี จึงค่อยเสื่อมลงในที่สุดขอมที่รุ่งเรืองตามมานั้นได้มีอำนาจในแถบลุ่มแม่น้ำท่าจีนและลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาได้เข้ามาตีเมืองสำคัญจนพ.ศ.1500 เป็นอันจบสิ้นของอาณาจักรแถบนี้ส่วนจะเรียกให้นครปฐมให้เป็นอาณาจักรทวารวดีหรืออาณาจักรสุวรรณภูมิอย่างไรก็ว่ากันไปสิ่งสำคัญนั้นวันนี้นครปฐมต้องย้อนอดีตให้เห็นความรุ่งเรืองแห่งวัฒนธรรมทวารวดีที่เกิดขึ้นในอดีตสู่อนาคตให้ได้


ปูนปั้้นศิลปทวาราวดี


เงินตราทวาราวดี


แผนที่อาณาจักรทวราวดี


พระพุทธรูปศิลปทวารวดี


ภาพจำหลักชิ้นสำคัญ


หน้าพระพุทธรูปทวารวดี


เรือนจำกลางนครปฐม


ธรรมจักรความรุ่งเรืองพุทธศาสนา


รมว.ชมพิพิธภัณฑ์ปัจจุบัน


รมว.วัฒนธรรมและจังหวัดประชุมร่วมกัน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ใต้ทะเลไทย’ ปฐมบทโบราณคดีใต้น้ำอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/205526

วันอาทิตย์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
รมว.วัฒนธรรมกับคณะทำงานโบราณคดีใต้น้ำ

การประชุมเชิงปฏิบัติการนานาชาติเรื่อง “การสำรวจกู้แหล่งโบราณคดี” ที่กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1-18 มีนาคมนี้ต้องถือว่าเป็นความภาคภูมิใจที่ไทยเป็นผู้ริเริ่มการฝึกปฏิบัติการสำรวจกู้แหล่งโบราณคดีที่อยู่ใต้ทะเลไทย ณ แหล่งเรือจมเกาะมันนอก หนึ่งในหลายแหล่งเรือจมที่มีการค้นพบในบริเวณอ่าวไทยและเส้นทางเดินเรือในอดีต จุดเด่นของงานปฏิบัติการโบราณคดีใต้น้ำครั้งนี้ก็คือ เรือปฏิบัติการของกองโบราณคดีใต้น้ำที่เกิดขึ้นลำแรก ด้วยความใส่ใจและเรียนรู้ของ นายเอิบเปรม วัชรางกูร จนก่อเกิดงานโบราณคดีใต้น้ำขึ้นอย่างจริงจัง

รมว.วัฒนธรรมกับวิทยากรจากต่างประเทศ

ประเทศไทยเริ่มงานโบราณคดีใต้น้ำครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2517 ที่อ่าวสัตหีบ จังหวัดชลบุรีซึ่งเป็นอ่าวประวัติศาสตร์ เนื่องมาจากชาวประมงพบซากเรือโบราณรวมทั้งโบราณวัตถุประเภทเครื่องถ้วยสังคโลกจำนวนมากจมอยู่ในร่องน้ำลึกใกล้เกาะคราม ทำให้นักล่าสมบัติ นักแสวงโชคชาวไทยและชาวต่างประเทศชาติที่รู้ข่าวต่างพากันงมเครื่องถ้วยสังคโลกขึ้นมาขายกันอย่างเปิดเผยเป็นขบวนการลักลอบที่ใหญ่โตและมีผู้คนเข้าไปงมโบราณวัตถุกันเป็นจำนวนมากจนทำให้หลักฐานทางวิชาการและมรดกทางวัฒนธรรมของชาติถูกทำลายเสียหายมาก นอกจากนี้ยังขยายการล่าสมบัติออกไปยังซากเรือจมโบราณแห่งอื่นๆ เช่น บริเวณใกล้เกาะสีชัง และบริเวณอ่าวพัทยา เป็นต้น

เรือลำแรกสำหรับงานโบราณคดีใต้น้ำของอาเซียน

วิทยากรและนักโบราณคดีใต้น้ำจากอาเซียน

การทำงานใต้น้ำที่มีข้อจำกัดมากมาย

กรมศิลปากรจึงต้องทำงานด้านนี้อย่างจริงจังและกะทันหัน ทั้งๆ ที่ขณะนั้นยังไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญการปฏิบัติงานใต้น้ำและไม่มีอุปกรณ์ปฏิบัติงานใต้น้ำเลยด้วยความร่วมมือและการสนับสนุนช่วยเหลือจากหลายหน่วยงานโดยเฉพาะกองทัพเรือได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการใต้น้ำพร้อมกับเรือและอุปกรณ์ปฏิบัติการใต้น้ำมาช่วยดำเนินงานสำรวจขุดค้นกู้เก็บโบราณวัตถุเครื่องถ้วยชามสังคโลกที่แหล่งเรือจมโบราณใกล้เกาะครามได้เป็นผลสำเร็จ ในปีพ.ศ.2518 นั้น กรมศิลปากรยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลประเทศเดนมาร์กส่งผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดีใต้น้ำมาช่วยแนะนำการปฏิบัติงานและร่วมการปฏิบัติงานนับแต่ปีนั้นมาคนไทยและนานาชาติก็รู้จักงานโบราณคดีใต้น้ำในประเทศไทย ทำให้มีการสำรวจพบซากเรือจมโบราณ และแหล่งโบราณคดีใต้น้ำอื่นอีกหลายแห่งในอ่าวไทย พ.ศ.2520 รัฐบาลไทยอนุมัติให้กรมศิลปากรจัดโครงการโบราณคดีใต้น้ำขึ้นและมีศูนย์จัดการฝึกอบรมหลักสูตรโบราณคดีใต้น้ำระดับต่างๆ จนวันนี้ได้จัดตั้งเป็นกองโบราณคดีใต้น้ำ โดยมีนายเอิบเปรม วัชรางกูร เป็นหัวหน้ากลุ่ม พัฒนางานจนเป็นที่สนใจของนานาประเทศ ต่อมายูเนสโกเห็นว่าไทยมีศักยภาพด้านโบราณคดีใต้น้ำที่ทันสมัยในภูมิภาคอาเซียน จึงขอย้ายศูนย์เทรนนิ่งโบราณคดีใต้น้ำ มาตั้งที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี จ.จันทบุรี เพื่อฝึกอบรมการดำน้ำและค้นหาโบราณวัตถุใต้ท้องทะเล โดยยูเนสโก จะให้การดูแลโครงการกับหน่วยงานที่ประสานเป็นหุ้นส่วนร่วมกัน โดยมีรัฐบาลนอร์เวย์ให้การสนับสนุนในการจัดฝึกอบรม จัดหาวัสดุอุปกรณ์ และการจัดตั้งศูนย์ ซึ่งเป็นไปตามอนุสัญญามรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ

อุปกรณ์การประดาน้ำที่ใช้ทำงาน

เครื่องมือวัดระดับความลึกจากดาวเทียม

ภาพร่างแหล่งเรือจมมันนอกที่ใช้ฝึกจริง

ชุดปฏิบัติการงานโบราณคดีใต้น้ำ

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม ได้ให้ความสนใจถึงกับทดสอบการทำงานในทะเลด้วยตนเอง จากเหตุที่การสำรวจขุดค้นแหล่งโบราณคดีใต้น้ำที่ผ่านมานั้นพบว่า มีโบราณวัตถุจมอยู่ใต้น้ำจำนวนมาก ทั้งจากการอับปางของเรือบรรทุกสินค้าที่เก่าสุดตั้งแต่สมัยสุโขทัย รวมถึงการลักลอบขนย้ายโบราณวัตถุแบบผิดกฎหมาย และนำมาทิ้งลงสู่ทะเล จึงเป็นเหตุให้นักโบราณคดีใต้น้ำจากกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนสนใจและร่วมประชุม เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาทักษะในเรื่องของเทคนิค วิธีการขุดค้นด้วยการใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ ในการปฏิบัติงานจริงในการขุดค้นโบราณวัตถุใต้น้ำ โดยได้เลือกแหล่งเรือจมเกาะมันนอก เพื่อทำการสำรวจขุดค้นบริเวณท้ายเรือ และเก็บข้อมูลทางวิชาการเพิ่มเติมเกี่ยวกับหางเสือและซากเรือเหล็กที่เกาะมันนอก
แม้ว่าบางประเทศไม่มีประสบการณ์ทางการขุดค้นทางทะเลมาก่อน เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวยังได้มาเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ด้วย เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการขุดค้นหาโบราณวัตถุในแม่น้ำโขงต่อไป

ภายในเรืองานโบราณคดีใต้น้ำ

รมว.วัฒนธรรมลงทดสอบการดำน้ำ

ปัจจุบันประเทศไทยได้ยกระดับศูนย์ปฏิบัติโบราณคดีใต้น้ำให้ทันสมัยที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนโดยเปิดให้เป็นศูนย์ปฏิบัติการขุดค้นโบราณวัตถุใต้น้ำ และสงวนรักษาโบราณวัตถุที่สูญหาย หรือจมลงสู่ใต้น้ำไว้ต่อไป เพื่อการอนุรักษ์ไว้เป็นสมบัติของชาติ อันเป็นปฐมบทการพัฒนาศักยภาพงานขุดค้นแหล่งโบราณคดีใต้น้ำของไทยและประชาคมอาเซียนในอนาคต

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ตลาดเก้าห้อง ภูมิวิถีการค้าชุมชนสมัยรัชกาลที่5

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/203320

วันอาทิตย์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ตลาดเก้าห้องวิถีชุมชนริมน้ำ

การตั้งชุมชนสมัยก่อนนั้นมักอาศัยแม่น้ำเป็นหลักในการเดินทางจอดเรือบรรทุกสิ่งของและทำการค้าขาย  ซึ่งมีตลาดเก่าอยู่หลายแห่งตามริมแม่น้ำ อาทิตย์นี้ได้ตามรอยไปหาตลาดเก่าที่ยังอยู่ คือตลาดเก้าห้อง ตั้งอยู่ที่หมู่ 2 เทศบาลตำบลบางปลาม้า เขตเมืองสุพรรณบุรี ซึ่งครั้งหนึ่งเมื่อ 100 ปีมาแล้วตลาดแห่งนี้เป็นตลาดเก่าที่เป็นย่านการค้าใหญ่อยู่ริมแม่น้ำท่าจีนหรือแม่น้ำสุพรรณบุรี ซึ่งปัจจุบันยังคงสภาพเป็นตลาดอยู่โดยมีห้อง อาคารคนอยู่ไม่ทิ้งหนีไปใหน แม้ว่าจะมีบางส่วนทรุดโทรมตามกาลเวลา ก็ยังรักษาสภาพให้คงอยู่ให้เห็น หอดูโจร โรงสีเก่า ศาลเจ้าและเรือนใหญ่หรือบ้านเก้าห้อง ที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตลาดแห่งนี้ เรือนใหญ่หรือบ้านเรือนไทยใต้ถุนสูงนี้ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำท่าจีนเป็นเรือนของขุนกำแหงลือชัย (ต้นตระกูลประทีปทอง) หัวหน้ากลุ่มลาวพวนที่อพยพมาตั้งบ้านเรือนอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งต่อมาได้เป็นนายกองส่วย มีบรรดาศักดิ์เป็นขุนกำแหงลือชัยทำหน้าที่ดูแลกลุ่มคนในพื้นที่นี้ช่วยราชการขุนกำแหงลือชัยนี้ได้ปลูก เรือนฝาปะกนตามที่นิยมกันในสมัยนั้นโดยมีเรือนกลาง เมื่อมีลูกหลานแต่งงานออกเรือนก็จะสร้างเรือนต่อเรือนกลางยาวออกไป ด้วยเหตุที่ขุนกำแหงลือชัยมีลูกหลานหลายคนจึงมีเรือนต่อถึง 9 ห้อง ชาวบ้านจึงพากันเรียกว่า เรือนหรือบ้านเก้าห้อง

ต่อมาจีนฮง ซึ่งมีบิดาเป็นจีนอพยพมากับเรือสินค้าที่เดินทางเข้ามาตามแม่น้ำท่าจีนนั้น ได้แต่งงานกับนางแพ หลานสาวของขุนกำแพงลือชัย จึงได้ตั้งเรือนแพทำการค้าขายโดยอาศัยอยู่ริมท่าน้ำหน้าบ้านของขุนกำแหงลือชัยนั้นเอง จีนฮงได้ทำการค้าร่ำรวยจนเป็นที่รู้จักทั่วไป  ทำให้โจรพาพวกมาปล้นชิงทรัพย์สินและฆ่านางแพเสียชีวิต ทางการได้ออกติดตามไล่ล่าจนจับโจรได้พร้อมทรัพย์สินที่ปล้นไป หลังจากนั้นจีนฮง ได้แต่งงานใหม่กับนางส้มจีน และคิดสร้างตลาดขึ้นบนบกริมฝั่งแม่น้ำด้านตะวันตกตรงข้ามกับเรือนหรือบ้านเก้าห้อง ในราวปีพ.ศ.2465 ตลาดแห่งนี้จึงมีการค้าขายครึกครื้นด้วยมีโรงสีข้าวและร้านค้าขายเกิดขึ้นจำนวนมากใน ไม่ช้าก็กลายเป็นชุมทางการค้าที่มีเรือและเกวียนบรรทุกข้าวไปมาหาสู่ โดยตลาดเก้าห้องแบ่งออกเป็นสามส่วน เรียกว่าตลาดบน ตลาดกลาง และตลาดล่าง ซึ่งมีซอยเล็กๆ และมีร้านค้าอยู่ตลอดแนว ปากซอยตลาดบนนั้นมีศาลเจ้าพ่อทุ่งแค ตั้งอยู่ตลาดกลางเป็นตลาดเก่าที่สั้นที่สุดมีร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านกาแฟร้านเสื้อผ้า เดิมตลาดกลางเป็นโรงสีของนายทองดีต่อมาได้สร้างห้องแถวไม้เพิ่ม 10 ห้อง เดิมนั้นมีท่าเรือใช้ติดต่อซื้อขายสินค้า ข้าวสาร มีเรือโดยสารไปถึงเมืองสุพรรณ และกรุงเทพฯ ส่วนตลาดล่างนั้นมีศาลเจ้าพ่อหลักเมืองและศาลผู้สร้างตลาดซึ่งมีการเซ่นไหว้ทุกปี


ศาลผู้สร้างตลาดเก้าห้อง

ด้วยความเป็นย่านการค้าขนาดใหญ่ตลาดแห่งนี้จึงเป็นที่รู้จักกันในแม่น้ำท่าจีนว่า ตลาดบ้านเก้าห้อง ในปี พ.ศ.2477 จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตและมีก๊กโจรอยู่หลายกลุ่มออกมีข่าวเรื่องโจรปล้นตลาดนั้นทำให้มีการสร้างหอดูโจรขึ้นสำหรับป้องกันเหตุร้าย หอดูโจรนี้เป็นอาคารก่ออิฐฝีมือช่างจีนก่ออิฐถือปูน กว้างยาวด้านละ 3 เมตร มีความสูงประมาณ 10 เมตร ทำเป็น 4 ชั้น ตามผนังทั้ง 4 ด้านนั้นเจาะรูขนาด 3 นิ้ว สำหรับเอาปืนส่องยิงโจรอาละวาด ด้านล่างภายในหอนั้นมีบันไดเหล็กสำหรับปีนขึ้นไปยังดาดฟ้า สามารถมองเห็นสภาพของตลาดเก้าห้องได้โดยรอบทั้งด้านแม่น้ำและบนบก

ทุกวันนี้ตลาดเก้าห้องยังเป็นชุมชนที่มีผู้คนอาศัยอยู่และมีวิถีของย่านการค้าในชุมชนตามแบบเดิม ไม่ถูกทิ้งหรือเปลี่ยนแปลงอย่างที่อื่น เป็นชุมชนที่สะท้อนความเป็นย่านการค้าในอดีตให้ได้ชัดโดยมีการอนุรักษ์และจัดทำพิพิธภัณฑ์ตลาดเก้าห้องให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ โดยยังมีร้านค้าและชาวบ้านนำสินค้าอาหารคาวหวานมาขาย ให้กับผู้มาเยือนตามแบบบ้านบ้าน เช่น ขนมประแนม  ขนมเปี๊ยะ ขนมจันอับ กะหรี่พัฟ ขนมถ้วยฟู กาแฟโบราณ ห่านพะโล้ ก๋วยเตี๋ยวเรือ ราดหน้า ผัดไทย เป็นต้นร้านค้านั้นยังมีสิ่งของใช้เก่า เช่น โทรศัพท์ นาฬิกา โต๊ะ เก้าอี้ ประดับอยู่ ด้วยความที่เป็นตลาดที่มีชีวิตแบบเก่า จึงทำให้เป็นที่สนใจของการถ่ายทำละครและภาพยนตร์อยู่เสมอ  ซึ่งมีการถ่ายทำไปแล้วหลายเรื่อง เช่น ลายมังกร, ดงดอกเหมย, อั้งยี่,อยู่กับก๋ง, แม่เบี้ย, เจ็ดประจัญบาน เป็นต้น ถือเป็นย่านตลาดเก่าที่ยังมีชีวิตและมีเสน่ห์น่าสนใจยิ่ง


เจ้าพ่อหลักเมืองในตลาดเก้าห้อง


จีนฮง และ นางส้มจีน-ผู้สร้างตลาดเก้าห้อง

พิพิธภัณฑ์ตลาดเก้าห้อง


พิพิธภัณฑ์ของชุมชนในตลาด


ร้านค้าของเก่าในสภาพเดิม

ตลาดเก้าห้องที่ยังคงสภาพในปัจจุบัน


ตลาดริมน้ำที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน


ร้ายขายสินค้าของตลาดเก้าห้อง


ร้านขายของเก่าในตลาดเก้าห้อง


เรือนหลังใหญ่ที่มีเก้าห้องแห่งเดียว


หอดูโจรสำหรับป้องกันโจรปล้นตลาด


หอดูโจรที่ตลาดเก้าห้อง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : วัฒนธรรมปัตตานี ภูมิวิถีถิ่นไทยสู่สากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/201071

วันอาทิตย์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
รมว.วัฒนธรรมเปิดงานวิถีถิ่น วิถีไทย ที่ปัตตานี

อาทิตย์นี้ได้ตามรอยภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมไปกับ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและคณะ ซึ่งเดินทางไปเปิดงานวิถีถิ่นวิถีไทย ณ จังหวัดปัตตานี โดยบูรณาการงานวัฒนธรรมมาให้เห็นภูมิปัญญา ทำให้เรียนรู้ถึงภูมิปัญญาไปพร้อมกัน ด้วยภาคใต้นั้นมีชายฝั่งทะเลประกบเทือกเขาสูงที่อยู่ตรงกลาง แตกต่างจากภาคอื่นๆ แม้จะมีที่ราบอยู่บ้างก็อยู่เป็นแนวแคบแถบชายฝั่งทะเล และสองฝั่งลำน้ำ ซึ่งมีการตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลทั้งด้านตะวันออกและตะวันตก  ซึ่งทำให้มีคนที่ต่างภาษาต่างวัฒนธรรมได้หลั่งไหลเดินทางเข้ามาภาคใต้ มีทั้งชาวพุทธชาวมุสลิม ต่างเชื้อชาติกัน เช่น คนไทย คนจีน และผู้ที่มีเชื้อสายมลายู รวมทั้ง ชาวเล คนพื้นเมืองที่ร่วมอาศัยอยู่กัน

ดังนั้นภาคใต้จึงมีวัฒนธรรมและสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจด้วยมีชายฝั่งทะเลที่งดงามหมู่เกาะน้อยใหญ่ และมีขนบประเพณีที่น่าสนใจ การจัดงานวัฒนธรรมเชื่อมใจชายแดนใต้สันติสุข “รักษ์ วิถีถิ่น วิถีไทย ก้าวไกลสู่สากล” ที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 30 มกราคม-1 กุมภาพันธ์ 2559 ณ จังหวัดปัตตานีนั้น จึงเป็นการสร้างงานให้เห็นวัฒนธรรมร่วมและเชื่อมใจคนในพื้นที่เพื่อนำไปสู่ความสมานฉันท์ กระตุ้นให้เกิดการอนุรักษ์สืบสานศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่นในการศึกษาค้นคว้า สืบสาน และสร้างสรรค์สู่การเพิ่มคุณค่าทางสังคมและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ตลอดจนสร้างความรักความผูกพัน ตระหนักถึงคุณค่าของวัฒนธรรม และความภาคภูมิใจในบ้านเกิดของตน เป็นการเปิดเวทีให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมทั้งชาวไทยและประเทศเพื่อนบ้าน โดยมุ่งหมายในการเป็น วิถีถิ่น-วิถีไทย วัฒนธรรมไทย-วัฒนธรรมอาเซียน และมรดกไทย-มรดกอาเซียน


การจักสานไม้ไผ่ด้วยลายขัด

ดังเห็นได้จากมีการนำ วัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับประเพณีและพิธีกรรม หัตถกรรม อาหารและงานที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านมารวมกันดังเห็นได้จากการแสดงดิเกร์ฮูลูที่เป็นวัฒนธรรมร่วมเชื่อมสายสัมพันธ์ระหว่างไทยและมาเลเซีย และเชื่อมนาฏศิลปะไทย-ชวา ของอินโดนีเซีย

โดยเฉพาะอาหารพื้นบ้านภาคใต้มีรสชาติโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ สืบเนื่องจากดินแดนภาคใต้เป็นศูนย์กลางการเดินเรือค้าขายของพ่อค้าจากอินเดีย จีนและชวาในอดีต จึงทำให้วัฒนธรรมของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอินเดียใต้ซึ่งเป็นต้นตำรับได้มีอิทธิพลในการใช้เครื่องเทศปรุงอาหาร ทำให้อาหารพื้นบ้านภาคใต้ทั่วไป มีลักษณะผสมผสานระหว่าง อาหารไทยพื้นบ้านกับอาหารอินเดียใต้ เช่น น้ำบูดู ซึ่งได้มาจากการหมักปลาทะเลสดผสมกับเม็ดเกลือ และมีความคล้ายคลึงกับอาหารมาเลเซีย อาหารของภาคใต้จึงมีรสเผ็ดกว่าภาคอื่นๆ

ภูมิปัญญาท้องถิ่นนั้นมีการสร้างชิ้นงานที่หลากหลายนับแต่กรงนกหัวจุก  เรือกอและ กริช การทอผ้าและเครื่องจักสาน ตลอดจนการละเล่นพื้นบ้าน และการต่อสู้ที่รู้จักกันดีในชื่อซีละ หรือสิละ ล้วนเป็นภูมิปัญญาและวัฒนธรรมร่วมอยู่ในอินโดนีเซีย มาเลเซียและจังหวัดภาคใต้ของไทย


การแสดงจากอินโดนีเซีย

การบูรณาการความร่วมมือในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค กับหน่วยงานต่างๆ ทั้ง กอ.รมน. ศอ.บต. และ 5 จังหวัดภาคใต้ จึงสอดคล้องกับบริบทของสังคมในจังหวัดชายแดนใต้ และนำมิติทางวัฒนธรรมมาเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในชาติและนานาชาติ  โดยมี ขบวนแห่เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การเสวนาศาสนิกสัมพันธ์ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้“ศาสนาเชื่อมใจ ใต้สันติสุข” การประชันดิเกร์ฮูลูระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซีย การแสดงพื้นบ้านปัตตานี นราธิวาส และยะลา รวมถึงการแสดงพื้นบ้านของประเทศกัมพูชา

การประกวด “เด็กตานี รักษ์วัฒนธรรม”และการแสดงทางวัฒนธรรมที่ลานวัฒนธรรม ให้ความรู้ในรูปแบบของนิทรรศการ สาธิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม (CPOT) หัตถกรรมพื้นบ้านและอาหารพื้นถิ่นของ 5 จังหวัดชายแดนใต้ การถ่ายทอดศิลปะการแสดงซีละลงสู่เยาวชน และการถ่ายทอดการวาดภาพแก่เยาวชน ทำให้มรดกทางวัฒนธรรมของไทยได้รับการสนับสนุนการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และถ่ายทอดรุ่นต่อรุ่นให้คงอยู่และแพร่หลายในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนต่อไปเป็นการบูรณาการภูมิบ้านภูมิเมืองจากวัฒนธรรมใต้ไปสู่สากลในอนาคต


การแสดงในงานวิถีถิ่น วิถีไทย


ไก่ทอดกอและอาหารรสเลิศของปัตตานี


เครื่องจักสานของปัตตานี


ดนตรีประกอบการแสดงดิเกร์ฮูลู


ดนตรีพื้นบ้านของปัตตานี


ดิเกร์ฮูลูจากมาเลเซียวัฒนธรรมร่วมในแดนใต้


ท่าการต่อสู้ของซีละ


บทเพลงจากชาวเลพื้นเมือง


วิถีไทยในปัตตานี


เรือกอและจำลองของที่ระลึก

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ศรัทธา สักการะ ภูมิความเชื่อของวัฒนธรรมล้านนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/199957

วันอาทิตย์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เครื่องเซ่นไหว้ผีแบบต่างๆ

การเรียนรู้ด้านคติชนวิทยาและวัฒนธรรมนั้นเกิดจากกลุ่มคนที่สามารถรักษาพิธีกรรมและประเพณีของเดิมโดยมีการถ่ายทอดอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ซึ่งมี ดร.โสมสุดา ลียะวณิช เป็นผู้อำนวยการ สามารถชักชวนให้เครือข่ายได้ร่วมกันจัดการนำเสนอข้อมูลเพื่อการเรียนรู้จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ อาทิตย์นี้หนีกระแส “ลูกเทพ” ตามไปเรียนรู้และหาข้อมูลเรื่อง “ศรัทธา-สักการะ” ของเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ล้านนา ณ วัดศรีโคมคำ จังหวัดพะเยา ด้วยมีพิพิธภัณฑ์จากจังหวัดภาคเหนือ 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน และแม่ฮ่องสอนรวม 26 แห่ง ร่วมกันจัดงานมหกรรมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นล้านนาขึ้น เพราะแต่ละจังหวัดนั้นล้วนมีประวัติศาสตร์โบราณคดี  มีวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี ที่สืบทอดมายาวนานจนมองรู้ดูออกถึงอัตลักษณ์ และความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้มีการเรียนรู้สามารถเข้าใจได้จากการแสดงออกผ่านสื่อวัตถุ สื่อสิ่งของ สื่อสัญลักษณ์ต่างๆ แม้ว่าในปัจจุบันสิ่งที่เคยดีงามบางอย่างกำลังจะหมดความสำคัญลงไปก็ตาม หากขาดการเรียนรู้ภูมิปัญญา ขาดการบันทึกข้อมูลและการสืบทอดแล้วก็สร้างสิ่งผิดให้แปลกศรัทธาได้ง่าย

ในเรื่องเครื่องสักการะที่ใช้ในทางพระพุทธศาสนาของชาวล้านนานี้จึงเป็นหลักคิด โดยการทำงานของพระครูปลัดสุวัฒน์จริยคุณ…ประธานเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นล้านนาและผู้แทนเครือข่าย ได้ถูกนำมาใช้เป็นเวทีการเรียนรู้สำหรับจัดแสดงเครื่องสักการะที่ประดิษฐ์ขึ้นจากความศรัทธาในพุทธศาสนาและความเชื่อจนมีการสร้างรูปแบบที่สวยงามไปพร้อมกับคติความเชื่อ ดังเห็นได้จากสิ่งของบางอย่างมีความเชื่อเกี่ยวกับการนำไปใช้ สิ่งของบางอย่างจำกัดเวลาในการใช้ สิ่งของบางอย่างใช้ได้เฉพาะที่ เครื่องสักการะเหล่านี้นับวันจะถูกสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นเข้ามาแทนที่จนมีความแตกต่างวัฒนธรรมและศาสนา จากการศึกษาถึงความเชื่อดั้งเดิมที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของชาวล้านนานั้นพบว่ามีความเชื่อในสิ่งลึกลับเหนือธรรมชาติและการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสอยู่และแสดงออกผ่านวัตถุสิ่งของ เครื่องใช้ในชีวิต และทุกสิ่ง ครั้งหนึ่งความเชื่อเหล่านั้นเคยมีบทบาทในสังคม สร้างบาปบุญคุณโทษให้ปรากฏสู่สาธารณะจนถึงปัจจุบัน


รูปหล่อครูบาศรีวิชัย พระเถระของชาวล้านนา

เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นล้านนาหลายแห่งล้วนเป็นแหล่งข้อมูลเบื้องต้นที่มีความสำคัญในการเก็บวัตถุสิ่งของต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ และมีความศรัทธา ได้นำสิ่งของนั้นมาแสดงและรักษาไว้เป็นภูมิรู้ของชาวล้านนา ที่ต้องศึกษาเรียนรู้และ
บันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบตามหลักวิชาการ ดังนั้นการถ่ายทอดสู่สาธารณชนจึงทำให้การจัดงานมหกรรมเรื่อง “ศรัทธา-สักการะ” ความเชื่อ ภูมิปัญญา สู่วิถีชีวิตล้านนา เมื่อวันที่ 26-28 มกราคม 2559ที่ผ่านมานั้นเป็นการเปิดเวทีสำหรับผู้รู้ท้องถิ่นและเปิดโอกาสการเรียนรู้ให้เด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษาและประชาชนทั่วไป ได้เรียนรู้เรื่องราวความเชื่อ ความศรัทธาของชาวล้านนาในอดีตผ่านนิทรรศการ การจัดวัตถุสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับเครื่องสักการะจากพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแต่ละแห่ง โดยมีคณะกรรมการเครือข่ายเป็นผู้ประสานความร่วมมือกับสมาชิกในเครือข่าย คัดเลือกสิ่งของ และส่งเสริมให้มีการสืบค้นประวัติความเป็นมา ในมิติความเชื่อ วิธีใช้ สถานภาพที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ดูกันในกลุ่มผู้รักชอบและสนใจด้านวัฒนธรรมและมานุษยวิทยา

ผลจากความร่วมมือของเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นล้านนาที่มีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไปนี้ทำให้เกิดการศึกษาเรียนรู้ การเก็บข้อมูล เพื่อการถ่ายทอดสืบต่อรุ่นที่ส่งผลให้เกิดความเข้าใจในหลักคติชนวิทยาตามแบบวิถีชีวิตของชาวล้านนา จากการได้พบเห็นวัตถุสิ่งของที่สื่อให้เห็นความเชื่อตามแบบของชาวล้านนาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จากความเชื่อในเรื่องการดำรงชีวิต ตั้งแต่เกิดจนตาย เช่น ความเชื่อเกี่ยวกับการทำมาหากิน การรักษาพยาบาล หมอเมือง สมุนไพร การสร้างบ้านเรือน ความเชื่อเกี่ยวกับความตาย เป็นต้น มีความศรัทธาสิ่งเหนือธรรมชาติ ที่สื่อระหว่างคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ เช่น การเลี้ยงผีมดผีเม็ง การเลี้ยงผีปู่ย่า มีความเชื่อผีต่างๆ การจัดเครื่องเซ่น เครื่องสักการะ ความเชื่อเกี่ยวกับยันต์ ความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องรางของขลัง เป็นต้น จนมีพิธีกรรมต่างๆ เช่น พิธีสืบชะตา พิธีสู่ขวัญ พิธีส่งเคราะห์ พิธีตานข้าวคู่อายุ พิธีส่งแถน พิธีขึ้นท้าวทั้ง 4 และพิธีกรรมอื่นๆ ผ่านการจัดเครื่องบูชาสักการะ และสิ่งของต่างๆ เพื่อให้เป็นพลังศรัทธา ถึงความเชื่อในหลักพระพุทธศาสนา เช่น การทำเครื่องสักการะ วิธีปฏิบัติการสื่อความหมายผ่านสิ่งของ เช่น เครื่องสูง สัตตภัณฑ์ หีบธรรม ผ้าหอคัมภีร์ ตุงผ้า พระบฏ เป็นต้น อันเป็นภูมิปัญญาล้านนาในมติความเชื่อและเครื่องสักการะที่มีความหมายและแตกต่างกับความเชื่อเรื่อง “ลูกเทพ” ที่เป็นกระแสในสังคมวันนี้มากนัก


ตู้คัมภีร์ใบลานวัดสูงเม่น


สัตตภัณฑ์ไม้จำหลัก


การเข้าผีย่าหม้อนึ่ง


หอผ้าของชาวไทลื้อ


เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นภาคเหนือ


พระครูปลัดสุวัฒน์จริยคุณ


พิธีสืบชะตา


ดร.โสมสุดา ลียะวณิช กับภูมิปัญญา ผ้าห่อคัมภีร์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : หอศิลป์สิงคโปร์ ภูมิศิลปร่วมสมัยแห่งอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/198904

วันอาทิตย์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ผู้อำนวยการหอศิลป์สิงคโปร์ต้อนรับคณะ

ความร่วมมือในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั้นผลงานศิลปะเป็นสื่อหนึ่งสำหรับการเชื่อมสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดีทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศสิงคโปร์นั้นเป็นประเทศหนึ่งน่าสนใจ ด้วยชาวสิงคโปร์ได้หันมารักงานศิลป์ และสนับสนุนจนเป็นกิจกรรมที่สร้างความภาคภูมิใจโดยวางเป้าหมายให้เป็นศูนย์กลางด้านศิลปะของอาเซียนรวมทั้งเป็นจุดดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกเข้ามาชมเป็นจำนวนมาก ซึ่งเรื่องศิลปะนั้นไทยได้ให้ความสำคัญเรื่องหอศิลป์มานานแต่ก็อยู่ในขอบเขตจำกัด ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมได้นำคณะเดินทางไปเยี่ยมชมและหารือกับผู้บริหารหอศิลป์แห่งชาติสิงคโปร์ ได้มีข้อมูลว่าหอศิลป์แห่งชาติสิงคโปร์สร้างขึ้นจากการนำอาคารเก่าที่เป็นมรดกสำคัญ จำนวน 2 หลัง คือ ศาลฎีกา และศาลาว่าการเมือง มาปรับพื้นที่ให้เชื่อมต่อเข้าหากัน โดยนำมิติด้านศิลปะ วัฒนธรรม มาใส่ลงในอาคาร เพื่อให้เป็นสถานที่ขับเคลื่อนให้เกิดความเชื่อมโยงถึงกันระหว่างเอเชียกับยุโรป ซึ่งได้เปิดหอศิลป์แห่งชาติเป็นทางการเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2558 โดอาคารสองหลังนี้มีพื้นที่ 64,000 ตารางเมตร เป็นพื้นที่ที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีเจ้าหน้าที่เกือบ 300 คน หอศิลป์แห่งนี้มีผลงานทั้งในด้านจิตกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ภาพถ่าย และภาพยนตร์ โดยเป็นผลงานที่ยืมจากประเทศต่างๆ มาจัดแสดงชั่วคราว ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือเป็นผลงานที่จัดแสดงถาวร ผลงานถาวรในส่วนนี้ได้ใช้เวลารวบรวมกว่า 10 ปี โดยรัฐบาลสิงคโปร์ให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง หอศิลป์แห่งชาติสิงคโปร์นี้ถือเป็นตัวอย่างในการบริหารจัดการ ถึงแม้ว่าประเทศสิงคโปร์อาจจะไม่มีศิลปินที่มีชื่อเสียงมากนักแต่ก็สามารถชักจูงให้ศิลปินที่มีชื่อจากหลายประเทศมาร่วมกิจกรรมในประเทศนี้ได้

ในโอกาสที่ไทยได้มีโครงการสร้างหอศิลป์ร่วมสมัยขึ้นในไทย การบริหารจัดการสำหรับหอศิลป์ร่วมสมัยให้มีประสิทธิภาพและความร่วมมือเป็นอย่างดีนั้น จำเป็นต้องศึกษาหาความรู้จากแหล่งที่มีหอศิลป์อยู่ในลำดับต้นๆ กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งมีสำนักงานศิลปร่วมสมัยและกิจกรรมส่งเสริมศิลปร่วมสมัยนั้น จึงได้นำแนวทางการบริหารของหอศิลป์แห่งชาติสิงคโปร์มาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์กับหอศิลป์ร่วมสมัยของไทยที่มีการหารือถึงแนวทางของการตลาด การหาทุนองค์ความรู้ การปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน รวมทั้งการดึงเอาภาคเอกชนเข้าไปมีส่วนร่วม โดยเฉพาะการพัฒนาบุคลากรที่ยังขาดอีกเป็นจำนวนมาก หอศิลป์แห่งชาติสิงคโปร์นั้นได้เชิญไทยเข้าร่วมปฏิบัติงานและอบรมให้มีประสบการณ์ตรงจากการทำงาน หอศิลป์ร่วมสมัยของไทยในอนาคตนั้นจะได้รับการพัฒนาการจัดการที่ต้องสร้างเครือข่ายและให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมด้วยเช่นเดียวกับหอศิลป์แห่งชาติสิงคโปร์ ซึ่งเป็นตัวอย่างการบริหารจัดการ ถึงแม้ว่าประเทศสิงคโปร์อาจจะไม่มีศิลปินที่ดังๆ มากนัก แต่ก็สามารถนำผลงานของศิลปินที่มีชื่อเสียงของอาเซียนมาจัดแสดงผสมผสานได้อย่างลงตัว เพื่อให้เป็นศูนย์กลางด้านศิลปะของอาเซียน รวมทั้งเป็นจุดดึงดูดให้นักท่องเที่ยว ทั่วโลกเข้ามาชมเป็นจำนวนมาก ดังปรากฏว่าหอศิลป์สิงคโปร์แห่งนี้ เป็นที่เก็บรวบรวมงานศิลป์สมัยใหม่จากทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วยงานศิลป์ 8,000 ชิ้น จากศตวรรษที่ 19-20 รวมถึงภาพวาด, รูปปั้น, ศิลปะการพิมพ์, ภาพถ่าย และวีดีโอ โดยเป็นการรวมผลงานของศิลปินต่างๆ ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่าง รูเดน ซาเลห์ แห่งอินโดนีเซีย, เฟอร์นันโด อามอร์โซโล กับอีเมลด้า คาจิเป้-อันดาย่าของฟิลิปปินส์, บา เนียน แห่งเมียนมา, เหงียน เกีย ทริจากเวียดนาม, ลาทิฟ โมฮิดิน ของมาเลเซีย, มณเฑียร บุญมา จากไทย และสเวย์ เคน แห่งกัมพูชาเป็นต้น หอศิลป์ยังได้จากสื่อศิลปะเป็นความพยายามของสิงคโปร์ ที่ต้องการเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม และศิลปะ เพื่อลบภาพเก่าที่รู้จักมานานว่าสิงคโปร์เป็นดินแดนแห่งการค้าและการเงินของภูมิภาคนี้  เพื่อสร้างให้หอศิลป์แห่งชาตินั่นเป็นภูมิศิลปร่วมสมัยที่ทุกคนสามารถเข้าถึงตามความสนใจและรสนิยมที่แตกต่างกันได้จากสื่อศิลปะที่ศิลปินสร้างสรรค์ผลงานขึ้น


ภาพเขียนพงศาวดารจากไทย


ห้องศิลปะสำหรับเด็ก


ภายในห้องมีภาพเขียนขนาดใหญ่


ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมนำคณะดูงานหอศิลป์


อาคารศาลฎีกา


ภาพจากเอกสารเก่า


ภายในศาลที่จัดแสดงเอกสารเก่า


อาคารว่าการเมืองสิงคโปร์

บรรยากาศเดิมของศาลฎีกา


ส่วนบนของหลังคาอาคาร


หอศิลป์แห่งชาติสิงคโปร์ (2)


การเชื่อมอาคารเพื่อจัดเป็นหอศิลป์


ผังการเชื่อมอาคารว่าการเมืองกับศาลฎีกา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : วันพิราลัย สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์(ช่วง)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/197751

วันอาทิตย์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
วันที่ 19 มกราคมที่จะถึงนี้ เป็นวันคล้ายวันพิราลัยของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในรัชกาลที่ 5 สามัญชนผู้สร้างคุณูปการให้กับแผ่นดินมากมายซึ่งทุกปีนั้นมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาฯได้จัดงานรำลึกแสดงกตัญญุตาถึงสมเด็จเจ้าพระยาฯ เจ้าของสถานที่ผู้เป็นศูนย์รวมใจของสถาบันฯ เพื่อให้บุคคลแห่งสกุล “บุนนาค”และศิษย์ ”ลูกสุริยะ” ทุกคนได้น้อมเคารพนับถือและตั้งใจที่จะประกอบคุณความดีทั้งปวง สร้างความสามัคคีอันดีต่อกันเพื่อเทิดทูนเกียรติคุณแห่งสมเด็จเจ้าพระยาฯตลอดไป

อนุสาวรีย์สมเด็จเจ้าพระยาฯ

เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์

เหรียญสมเด็จเจ้าพระยา-วัดศรีสุริยวงศ์

รูปหล่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์

ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในรัชกาลที่ 5

คลองดำเนินสะดวก

สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้นี้สมรสกับท่านผู้หญิงกลิ่น มีบุตรและธิดารวมกัน 4 คน บั้นปลายชีวิตของท่านมักจะพักอยู่ที่เมืองราชบุรี ในระหว่างการเดินทางนั้นท่านได้ถึงแก่พิราลัยด้วยโรคลมบนเรือที่ปากคลองกระทุ่มแบน ราชบุรี เมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ.2425รวมอายุ 74 ปี  สำหรับชีวประวัติของท่านนั้นเป็นที่รู้กันว่าท่านได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมัยรัชกาลที่ 2 และรับราชการตลอดมาในรัชกาลที่ 4จนถึงรัชกาลที่ 5 มีตำแหน่งรับราชการตามชั้นยศมาจนถึงระดับสูงคือ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์อัครมหาเสนาบดี ที่สมุหกลาโหมในสมัยรัชกาลที่ 4และดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเมื่อครั้งรัชกาลที่ 5 ยังทรงพระเยาว์ ภายหลังท่านได้ลาออกจากราชการกลับไปใช้ชีวิตในบั้นปลายอยู่ที่เมืองราชบุรี ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินอยู่จนถึงแก่พิราลัย นับเป็นมหาบุรุษคนสำคัญของประเทศผู้ประกอบคุณงามความดีจนเป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งปวง ดังปรากฏในบันทึกของ เซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง ทูตอังกฤษที่เข้ามาติดต่อกับไทยในสมัยรัชกาลที่ 4ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า “เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์คนนี้ ถ้าไม่เป็นคนเจ้ามารยา หรือคนรักบ้านเมืองของตนก็ตาม ต้องยอมรับว่าฉลาดล่วงรู้การล้ำคนทั้งหลายที่เราได้พบในที่นี้ ทั้งมีกิริยาอัชฌาสัยอย่างผู้ดี และรู้จักพูดจาเหมาะแก่การ” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นทรงตระหนักในพระทัยเป็นอย่างดีและได้ยกย่องเกียรติคุณของท่านไว้ว่า “ครั้นถึงราชกาลปัจจุบันได้รับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ฉลองพระเดชพระคุณโดยอัธยาศัย เที่ยงธรรม ซื่อตรงมิได้แลเกรงผู้ใด จะว่ากล่าวตัดสินการสิ่งใดจะเป็นคุณประโยชน์โดยทั่วกัน และเป็นแบบอย่างต่อไปภายหน้า สิ้นกาลนาน”

งานช่าง-มหาเจดีย์วัดประยุรวงศ์

ตรา-เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์

วัดศรีสุริยวงศ์วรวิหาร

เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์กับทูตต่างประเทศ

สมเด็จเจ้าพระยาฯ นั้นมีพี่น้องร่วมบิดา-มารดาเดียวกันรวม 9 คน ด้วยเหตุที่บรรพบุรุษของตระกูลบุนนาคนั้นเป็นเสนาบดีผู้มีบทบาททางการค้าต่างประเทศมาตั้งแต่ครั้งสมัยอยุธยา เมื่อลูกหลานเข้ารับราชการแผ่นดินจึงสืบทอดวิชาความรู้ต่อกันมาคือได้ทำหน้าที่ในกรมเจ้าท่าและการค้ากับชาวต่างประเทศ เรียกว่าดูแลด้านเศรษฐกิจของประเทศ สนองพระราชกิจมาตลอดจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ดังนั้นบรรดาลูกหลานโดยเฉพาะสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์(ช่วง) จึงมีความรู้และฝึกฝนวิชาการต่างๆ เป็นอย่างดีโดยเจริญรอยตามบิดาซึ่งเป็นเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) เสนาบดีว่าการต่างประเทศและว่าการปกครองหัวเมืองชายฝั่งทะเลมาก่อน ด้วยความสนใจภาษาอังกฤษจึงทำให้สมเด็จเจ้าพระยาฯสามารถพูดและอ่านตำราภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว อีกทั้งยังได้คบหาสมาคมกับชาวตะวันตกที่เข้ามาในประเทศสยามตั้งแต่รัชกาลที่ 3-รัชกาลที่ 5 จึงทำให้ท่านเป็นคนที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างมิตรไมตรีกับต่างประเทศเป็นอย่างดีอันทำให้เกิดแนวทาง “สันติวัฒนธรรมนำสยามประเทศสู่ประชาคมโลก” โดยเป็นผู้แทนในการเจรจาและทำสัญญากับชาติตะวันตกที่เดินทางเข้ามาติดต่อกับสยาม สนองพระราชกิจในสมัยรัชกาลที่ 3 รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 มาตลอด ทำให้ประเทศสยามรู้ทันและสามารถพัฒนาบ้านเมืองไปในรูปแบบการเจรจา ประนีประนอมยอมรับเพื่อให้เกิดความสุขสันติให้เป็นไปอย่างราบรื่น นอกจากนี้ท่านยังมีความสามารถในการต่อเรือแบบฝรั่งจนสามารถต่อเรือกำปั่นขนาดใหญ่เป็นจำนวนหลายลำ โดยเฉพาะการมีความรู้ในเชิงช่างสมัยใหม่จนก่อสร้างถนนหนทาง สะพาน และอาคารตามแบบอย่างตะวันตก นอกจากนี้ท่านยังมีความสนใจในวิชาความรู้อื่นๆ เช่น วรรณคดี การค้าการปกครอง ดนตรี เป็นต้น สำหรับทางดนตรีไทยนั้นท่านได้ให้แต่งเพลง “พระอาทิตย์ชิงดวง” ซึ่งเป็นเพลงสำคัญที่ทำให้ระลึกถึงบุคคลท่านนี้อย่างไม่เสื่อมคลายและคงได้ยินกันในวันคล้ายวันพิราลัยวันนี้อีกครั้ง