ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระบรมสารีริกธาตุพระอรหันตธาตุ’ภูมิมหามงคลครั้งแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/789256

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระบรมสารีริกธาตุพระอรหันตธาตุ’ภูมิมหามงคลครั้งแรก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระบรมสารีริกธาตุพระอรหันตธาตุ’ภูมิมหามงคลครั้งแรก

วันอาทิตย์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 07.52 น.

ภูเขาทอง

นับเป็นมหามงคลยิ่งสำหรับแผ่นดินแห่งพระพุทธศาสนา ด้วยวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา คณะอัญเชิญ พระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะจากสาธารณรัฐอินเดีย นำโดย นายราเชนทร์ วิศวนาถ อัรเลกัร ผู้ว่าการรัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย ได้เดินทางมาถึงประเทศไทย โดยมีคณะสงฆ์ไทย นำโดย พระพรหมกวี กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร พระธรรมโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา สาธารณรัฐอินเดีย หัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล พระธรรมวชิรมุนี กรรมการมส. ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ พร้อมด้วย นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมว.วัฒนธรรม (วธ.) เป็นผู้แทนฝ่ายไทย ได้ เป็นประธานพิธีรับการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ในโอกาสที่รัฐบาลไทยและอินเดีย โดยกระทรวงวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ สถาบันโพธิคยา ๙๘๐ สถานทูตอินเดียประจำประเทศไทย ได้ร่วมกันอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินเดีย และพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ จากพิพิธภัณฑสถานเมืองสาญจี มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราวยังประเทศไทย เพื่อ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ และเปิดโอกาสให้ศาสนิกชนได้สักการบูชา นับเป็นมหามงคลอันยิ่งใหญ่และสูงสุดต่อชีวิต  การมาเยือนขององค์พระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ พระธาตุศักดิ์สิทธิ์ครั้งนี้ ไม่บ่อยนักที่อินเดียจะอัญเชิญนำออกนอกประเทศ รัฐบาลอินเดีย นำโดย นายกรัฐมนตรีนเรนทระ โมที ได้ตกลงส่งพระบรมสารีริกธาตุฯมายังประเทศไทยโดยคำนึงถึงความสำคัญสูงสุดในการเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อความสัมพันธ์อันใกล้ชิดดั่งญาติมิตรของระหว่างสองประเทศ

พิธีอัญเชิญ

พระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญนี้ถูกค้นพบจากสถูปโบราณ เมืองปิปราห์วา เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๑ สันนิษฐานว่าเป็นที่ตั้งของ กรุงกบิลพัสดุ์ในสมัยพุทธกาล มีหลักฐานยืนยันเป็นจารึกอักษรพราหมีบนผอบที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะถูกค้นพบเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๔ บรรจุในผอบซึ่งมีจารึกอักษรพราหมีเป็นเครื่องยืนยันว่าเป็นพระอรหันตธาตุของพระอัครสาวกทั้งสองที่ได้อัญเชิญมาครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ๒๕๖๗ ปีที่พระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระอัครสาวกทั้งสององค์เสด็จมาพร้อมกันเป็นครั้งแรกแม้ว่าได้มีก่อนนั้นจะได้มีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๒ โดยรัฐบาลอินเดียได้ถวายพระบรมสารีริกธาตุ ที่ขุดได้จากเนินพระเจดีย์เก่าที่เมืองกบิลพัสดุ์ บรรจุอยู่ภายในผอบที่มีอักษรพราหมี หรือ เมาริยะ จารึกไว้ว่า “พระบรมสารีริกธาตุนี้ เป็นของพระพุทธเจ้า (สมณโคดม)ตระกูลศากยราช ได้รับแบ่งปันในเวลาถวายพระเพลิงพุทธสรีระ” ให้แด่รัชกาลที่ ๕ ซึ่งพระองค์ได้โปรดเกล้าฯให้นำมาบรรจุใว้ในองค์พระเจดีย์ภูเขาทองปัจจุบันนี้  โอกาสที่ชาวไทยปัจจุบันจะได้สักการะองค์พระบรมสารีริกธาตุองค์จริงนั้นจึงหาได้ยากมาก วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ เวลา ๑๗.๐๐ น. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในพิธีอัญเชิญประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ โดยมี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส โดยจัดริ้วขบวนอัญเชิญอย่างยิ่งใหญ่ด้วย และเปิดให้ประชาชนเข้าสักการบูชา วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์-๓ มีนาคม เวลา ๐๙.๐๐-๒๐.๐๐ น. ก่อนจะให้ชาวไทยภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ได้สักการะต่อไป

พิธีรับพระบรมสารีริกธาตุฯ

พิธีรับพระบรมสารีริกธาตุฯ

คณะอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากอินเดีย

คณะอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากอินเดีย

เจดีย์พระบรมสารีกธาตุสมัยรัชกาลที่ ๕

เจดีย์พระบรมสารีกธาตุสมัยรัชกาลที่ ๕

ผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

ผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

พระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ

พระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ

พระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุ

พระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุ

พระบรมสารีริกธาตุ

พระบรมสารีริกธาตุ

พระอรหันตธาตุพระสารีบุตร

พระอรหันตธาตุพระสารีบุตร

พระอรหันตธาตุพระโมคัลลานะ

พระอรหันตธาตุพระโมคัลลานะ

พระบรมสารีริกธาตุในอินเดีย

พระบรมสารีริกธาตุในอินเดีย

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระนารายณ์ราชนิเวศน์’ภูมิประวัติศาสตร์อยุธยา-ลพบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/787759

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระนารายณ์ราชนิเวศน์’ภูมิประวัติศาสตร์อยุธยา-ลพบุรี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระนารายณ์ราชนิเวศน์’ภูมิประวัติศาสตร์อยุธยา-ลพบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พระที่นั่งจันทรพิศาล

งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเพื่อรำลึกและเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ของเมืองลพบุรีนั้นมีการจัดประจำทุกปีจนกลายเป็นงานสำคัญของภูมิสถานแห่งนี้ ในอดีตนั้นเมืองลพบุรีเป็นเมืองโบราณผ่านสมัยมาแต่ครั้งขอมมีอำนาจ หลังสุดสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้สร้างเมืองใหม่จนมีบทบาทสำคัญทางการทูตและเชื่อมสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ โดยทรงโปรดฯให้สร้างพระราชวัง “พระนารายณ์ราชนิเวศน์” ขึ้น ณ เมืองลพบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๒๐๙ โดยช่างชาวฝรั่งเศสและอิตาลีทำการออกแบบและก่อสร้างบนพื้นที่๔๑ ไร่ สำหรับเป็นที่ประทับพักพระอิริยาบถ ล่าสัตว์ ออกว่าราชการและต้อนรับแขกเมือง พระองค์ทรงโปรดฯให้สร้าง พระที่นั่งจันทรพิศาล สำหรับออกว่าราชการ ประชุมขุนนางและข้าราชสำนัก พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท สำหรับราชทูตแขกเมือง และพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ สำหรับประทับส่วนพระองค์  จนลพบุรีนั้นมีฐานะเป็นราชธานีที่สองรองจากกรุงศรีอยุธยา พระองค์ประทับจนสวรรคตในปี พ.ศ.๒๒๓๑  ดังนั้นในปี ๒๕๖๗ นี้ เนื่องในโอกาสปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗๒ พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงมีการจัดงานในวันที่ ๙-๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ณ พระนารายณ์ราชนิเวศน์และโบราณสถานใกล้เคียง

พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ซึ่งงานวันแรกนั้นนายเศรษฐา ทวีสิน ได้เป็นประธานเปิดงานร่วมกับชาวลพบุรีพร้อมใจแต่งชุดไทย “นุ่งโจง ห่มสไบแต่งไทย ทั้งเมือง” เป็นงานที่ทุกคนได้โอกาสร่วมกันเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราชกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ผู้ทรงวางรากฐานและสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่เมืองลพบุรี อันเป็นการเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์และสืบสาน รักษา ต่อยอดด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ ที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)นั้นได้ส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ๑๑ ด้าน โดยเฉพาะด้านท่องเที่ยวและเทศกาลประเพณี (เฟสติวัล) เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ ร่วมกับจังหวัดลพบุรี หน่วยงานรัฐ เอกชนและทุกภาคส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงานสร้างรายได้สู่ประเทศ และสืบสานอนุรักษ์ ต่อยอดวัฒนธรรมให้เกิดการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และการท่องเที่ยวของจังหวัดลพบุรี โดยถ่ายทอดการแสดงพิเศษที่ใช้เทคนิค นวัตกรรม แสง สี เสียงและสื่อผสมสมัยใหม่ทั้ง 3 D Projection Mapping & Lighting เพื่อให้ได้สัมผัสความรุ่งเรืองที่เกิดขึ้นสมัยอยุธยาในชุดการแสดง “King Narai มหาราชแห่งแผ่นดิน” ซึ่งเป็นไฮไลท์สำคัญของการแสดงประวัติศาสตร์จินตนาการ ณ สถานที่จริงที่สามารถชมได้ทุกเวลา ตามสถานที่สำคัญ เช่น พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ สวนนารายณ์นฤมิต เขตพระราชฐานชั้นใน พระนารายณ์ราชนิเวศน์ สวนราชานุสรณ์ โบราณสถานปรางค์แขกพระบรมราชานุสาวรีย์พระนารายณ์มหาราช(วงเวียนเทพสตรี) ที่ทำให้นักท่องเที่ยวสนใจท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม สร้างงาน สร้างรายได้แก่ชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปิน เครือข่ายวัฒนธรรมและผู้ประกอบการ กระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดลพบุรีและประเทศ

ภาพเขียนรับราชฑูตฝรั่งเศส

ปัจจุบันนี้เมืองลพบุรีจึงรับการบูรณะและปรับภูมิสถานโดยกรมศิลปากรและจังหวัดหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะพระราชวังของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และสร้างหมู่พระที่นั่งขึ้นใหม่ คือ พระที่นั่งพิมานมงกุฎและหมู่ตึกพระประเทียบ พระราชทานนามพระราชวังแห่งนี้ว่า“พระนารายณ์ราชนิเวศน์” ปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุ เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ โบราณคดีของจังหวัดลพบุรี นิทรรศการถาวรเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภาพประวัติศาสตร์เหตุการณ์สำคัญ และโบราณวัตถุสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เช่น ภาพวาดสมเด็จพระนารายณ์มหาราชรับพระราชสาสน์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔, เหรียญที่ระลึกในโอกาสราชทูตสยามเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔, ธรรมาสน์ไม้ มีจารึกระบุศักราชการสร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ล้วนน่าสนใจยิ่ง

(ขอขอบคุณข้อมูล ทีมงานโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ)

กระบวนเสด็จสมเด็จพระนารายณ์

กระบวนเสด็จสมเด็จพระนารายณ์

จุดเริ่มกระบวนฯ-กลางลพบุรี

จุดเริ่มกระบวนฯ-กลางลพบุรี

เทิดพระเกียรติ ๗๒ พรรษา

เทิดพระเกียรติ ๗๒ พรรษา

ธรรมาสน์สมัยพระนารายณ์

ธรรมาสน์สมัยพระนารายณ์

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี

บริเวณพระนารายณ์ราชนิเวศน์

บริเวณพระนารายณ์ราชนิเวศน์

พิธีเปิดงานแผ่นดินพระนารายณ์

พิธีเปิดงานแผ่นดินพระนารายณ์

เหรียญที่ระลึกราชทูตสยาม

เหรียญที่ระลึกราชทูตสยาม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ตรุษจีนนครสวรรค์’ภูมิมังกรทองแห่งแรกของสยาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/786357

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ตรุษจีนนครสวรรค์’ภูมิมังกรทองแห่งแรกของสยาม

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ตรุษจีนนครสวรรค์’ภูมิมังกรทองแห่งแรกของสยาม

วันอาทิตย์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

คณะมังกรนครสวรรค์

ชาวไทยเชื้อสายจีนนั้นมีวันสำคัญที่รู้จักกันทั่วโลกคือ วันตรุษจีน เป็นวันชุนเจี๋ย หรือวันขึ้นปีใหม่ของชาวจีน แม้ว่าจะมีตำนานส่งผ่านกาลเวลามานานเกือบ ๔,๐๐๐ ปีก็ตาม แต่ละภูมิภาคยังแตกต่างด้วยเหตุปฏิทินที่ใช้ในแต่ละยุคสมัยของจีนนั้นมีการกำหนดแตกต่างกัน บางยุคก็ใช้ตามแบบสุริยคติ บางยุคก็จะใช้แบบจันทรคติ จึงทำให้วันขึ้นปีใหม่ไม่ตรงกัน สมัยจีนยุคโบราณนั้นให้ความสำคัญกับ วันลี่ชุน ได้ถือว่าเป็น วันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ มากกว่าวันที่ ๑ เดือน ๑ ที่วันลี่ชุนจะนับช่วงเวลาตามสุริยคติ ในวันนี้จะมีการเฉลิมฉลองและอัญเชิญเทพเจ้า เซ่นไหว้บรรพบุรุษ ถือเป็นวันบวงสรวงสวรรค์ ประกอบพิธีเข้าเฝ้าจักรพรรดิ รวมถึงมีการเสี่ยงทายการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และขอพรจาก เทพเจ้าการเกษตร ให้การเก็บเกี่ยวอุดมสมบูรณ์  วันตรุษจีนที่ใช้ในปัจจุบันนี้เกิดขึ้นในยุคสมัยต้นราชวงศ์ฮั่น ประมาณราวปีพุทธศักราช ๔๓๙ ก่อนคริสต์ศักราชประมาณ ๑๐๔ ปี จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ ได้ทรงประกาศใช้ “ปฏิทินไท่ซู”  ซึ่งพระองค์ได้ทรงกำหนดให้เอา วันที่ ๑ เดือนอ้าย (เดือนแรกของปี) ให้เป็นวันเริ่มต้น นับจากนั้น “ปฏิทินไท่ซู” นี้ก็ได้ถูกใช้แทนปฏิทินอื่นๆ และถูกใช้ต่อเนื่องมาเป็นเวลามากถึง๒,๐๐๐ กว่าปี ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของ วันตรุษจีน ที่ชาวจีนในไทยยึดถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวจีนปัจจุบัน

ครูฝึกสอนมังกร เล้งจุ้ย แซ่ลิ้ม

ส่วนสำหรับงานประเพณีวันตรุษจีนนั้นมีปรากฏในชุมชนชาวจีนหลายแห่ง แต่ที่น่าสนใจนั้นคือประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ของชาวปากน้ำโพด้วยมีประวัติของพิธีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่แตกต่างจากที่อื่น ด้วยปี พ.ศ.๒๔๖๔ ชุมชนชาวบ้านปากน้ำโพที่อยู่บริเวณศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ เจ้าแม่ทับทิมริมแควใหญ่ได้เกิดโรคห่าหรืออหิวาตกโรคหรือโรคท้องร่วงระบาดไปทั่ว จนผู้คนเจ็บป่วยล้มตายเป็นจำนวนมาก จนหมดหนทางเยียวยาได้ ทำให้ชาวบ้านได้ทำการเชิญเจ้าเข้าทรง ด้วยการเขียนฮู้ (กระดาษยันต์) แล้วนำมาเผาไฟใส่น้ำดื่มกิน ปรากฏเป็นที่อัศจรรย์ ที่ผู้ดื่มกินน้ำมนต์นั้นหายจากโรคร้ายเป็นปลิดทิ้งทำให้ชาวบ้านพร้อมใจกันอัญเชิญองค์เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ทุกพระองค์ ออกแห่เฉลิมฉลองไปทั่วทุกชุมชน และขยายไปทั่วเมือง จนเป็นที่กล่าวขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ขององค์เจ้าพ่อ-เจ้าแม่แห่งนี้ไปทั่วประเทศ การแห่ในช่วงแรกนั้นมีการแห่ล่อโก้ว (ผู้ชาย) การแสดงเอ็งกอ-พะบู๊ สาวเขี่ยเปีย(ถือธงจีน) และการเชิดสิงโต ๓ ภาษา คือ สิงโตกวางตุ้ง (กว๋องสิว) สิงโตแคะ (ฮากกา) เสือไหหนํา ปี พ.ศ.๒๕๐๗ เพิ่ม การเชิดมังกรทอง ๑ ขบวนปี พ.ศ.๒๕๑๘ ประเทศไทยได้เชื่อมสัมพันธไมตรีกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ติดต่อซื้อสิงโตกวางเจา (ปักกิ่ง) มาเพิ่มอีก ๑ ขบวน รวมเป็น๔ จีนภาษา (แต้จิ๋ว-กวางตุ้ง-แคะ-ไหหลำ) การแห่เจ้าได้จัดต่อเนื่องมาทุกปี จนเป็นงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ ปากน้ำโพ และการฉลองเทศกาลตรุษจีนของชาวจีนทั้งประเทศ จากการที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้กำหนดในปฏิทินงานเทศกาลท่องเที่ยวประจำปี โดยเฉพาะคณะกรรมการจัดงานแห่เจ้าประจำปี พ.ศ.๒๕๐๖-๒๕๐๗ โดยนายหม่งแจ๋ แซ่เล้า ประธานคณะกรรมการจัดงาน ได้มีความคิดริเริ่มที่จะจัดขบวนแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ให้ยิ่งใหญ่ และเพิ่มสีสัน ขบวนแห่ให้แปลกใหม่กว่าเดิม เพื่อเรียกความสนใจจากชาวจีนทั่วประเทศให้มาเที่ยวงานตรุษจีนที่ปากน้ำโพมากขึ้นและเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-จีน จนนำไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดนครสวรรค์ โดยนายหม่งแจ๋ได้ปรึกษากับนายเป้งไฮ้ แซ่ตัง นายติงลิม แซ่เอ็ง ซึ่งเป็นครูฝึกสอนรำดาบจีน กระบี่ กระบอง (พะบู๊) และมวยจีน เห็นด้วยกับให้มีการแสดงเชิดมังกร ซึ่งชาวจีนถือว่ามังกรหรือเล้ง เป็นสิ่งสิริมงคล นำโชคลาภ และความผาสุกมาให้มวลมนุษย์ ด้วยเป็นสัญลักษณ์ขององค์จักรพรรดิจีนในอดีต พร้อมกับได้เชิญนายเล้งจุ้ย แซ่ลิ้ม ชาวจีนฮกเกี้ยน ซึ่งเคยเชิดมังกรที่เมืองจีนและมาอยู่คณะงิ้วย่านเยาวราชนั้น มาเป็นครูฝึกสอน ครั้งละ๑ เดือนอยู่ ๓ ปี สถานที่ฝึกซ้อมครั้งแรกที่ถนนสุนันทา ตรอกฉั่วซ้าเฮง-ซอยสวรรค์วิถี ๑๗หน้าร้านตังเปงฮงเก่า เมื่อนายเล้งจุ้ย ฝึกศิษย์จนมีมาตรฐานการเชิดเป็นที่พอใจแล้ว ท่านได้วางมือ มอบให้นายเป้งไฮ้  นายติงลิม ดูแลการฝึกสอนต่อ สุดท้ายได้มอบหมายให้นายมนต์ชัย อุฬารรักษ์หรือโง้วจุ้งเฮ้า ควบคุมการฝึกสอนต่อ จากนั้นทีมงานผู้เชิดมังกร ได้ร่วมกันปรับปรุง ประยุกต์การแสดงให้ดีขึ้น โดยเน้นหนักในท่าแสดงให้สวยงาม ลีลาการเชิดที่เฉียบขาด หวาดเสียว ตื่นเต้น เป็นที่เลื่องลือกล่าวขานไปทั่วประเทศและทั่วภาคพื้นเอเชียอาคเนย์มาจนวันนี้

จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้

จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้

เทพเจ้าการเกษตร

เทพเจ้าการเกษตร

ศาลเจ้าเทพารักษ์-เจ้าแม่ทับทิม

ศาลเจ้าเทพารักษ์-เจ้าแม่ทับทิม

ปฏิทินไท่ซู

ปฏิทินไท่ซู

มังกรนครสวรรค์ในอดีต

มังกรนครสวรรค์ในอดีต

มังกรนครสวรรค์วันนี้

มังกรนครสวรรค์วันนี้

ป้ายในศาลเจ้าเทพารักษ์-นครสวรรค์

ป้ายในศาลเจ้าเทพารักษ์-นครสวรรค์

เจ้าแม่สวรรค์-เจ้าพ่อเทพารักษ์-เจ้าแม่ทับทิม

เจ้าแม่สวรรค์-เจ้าพ่อเทพารักษ์-เจ้าแม่ทับทิม

ปากน้ำโพในอดีต

ปากน้ำโพในอดีต

ปากน้ำโพ ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา

ปากน้ำโพ ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา

มังกรที่อุทยานสวรรค์

มังกรที่อุทยานสวรรค์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘คัมภีร์ใบลานวัดราชประดิษฐฯ’ภูมิอนุรักษ์จากอาสาสมัคร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/784876

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘คัมภีร์ใบลานวัดราชประดิษฐฯ’ภูมิอนุรักษ์จากอาสาสมัคร

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘คัมภีร์ใบลานวัดราชประดิษฐฯ’ภูมิอนุรักษ์จากอาสาสมัคร

วันอาทิตย์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.10 น.

วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม

จากโครงการความร่วมมือระหว่าง วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม กับ กรมศิลปากร โดยสำนักหอสมุดแห่งชาติ เพื่อเผยแพร่ผลงานการอนุรักษ์จัดเก็บคัมภีร์ใบลานของวัดซึ่งมีอาสาสมัครและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง รวม ๒๕ คนทำการสำรวจ อนุรักษ์ ลงทะเบียน จัดเก็บคัมภีร์ใบลานตามหลักวิชาการ ระหว่างวันที่ ๓๐ มกราคม-๓๐ เมษายน ๒๕๖๗ นั้น นับเป็นงานที่กระทรวงวัฒนธรรมได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนนั้นได้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนงานด้านวัฒนธรรม โดยเฉพาะเรื่องการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานในวัดสำคัญ ซึ่งมีการทำงานมาแล้วตั้งแต่วัดเบญจมบพิตร วัดไก่เตี้ย ด้วยเหตุที่วัดราชประดิษฐฯ เป็นวัดสำคัญกรุงรัตนโกสินทร์และมีคัมภีร์ใบลานพระไตรปิฎกบรรจุกล่องอยู่ในหอพระไตรปิฎก คัมภีร์ใบลานของวัดราชประดิษฐฯนี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ ประดิษฐานอยู่ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคมเดิมภายในพระบรมมหาราชวัง ภายหลังในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีพระราชดำริให้อัญเชิญคัมภีร์ใบลานพระไตรปิฎกดังกล่าวไปประดิษฐาน ณ หอพระไตรปิฎกวัดราชประดิษฐฯ โดยบรรจุไว้ในกล่องพระธรรม ทำด้วยไม้มีขนาดพอเหมาะกับคัมภีร์ชุดหนึ่งๆ หรือหมวดหนึ่งๆ ตามพระไตรปิฎก ด้านสันกล่องได้จารึกหมวดหมู่ชื่อเรื่องด้วยอักษรขอมภาษาบาลี และภาษาบาลี-ไทย ลักษณะคล้ายประดับเกล็ดหอยฝังเนื้อไม้ วางเรียงไว้ตามชั้นต่างๆส่วนตู้พระธรรมที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๖ นั้นก็เป็นเอกสารโบราณที่ควรอนุรักษ์จัดเก็บอย่างเป็นระบบเพื่อการศึกษา ค้นคว้าและเผยแพร่ต่อสาธารณชนในอนาคต คัมภีร์ใบลานจดจารพระไตรปิฎกนี้ถูกเก็บรักษาไว้ในปราสาทพระไตรปิฎก วัดราชประดิษฐฯ เป็นอักษรขอมภาษาบาลีอายุของใบลานนั้นมีขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ต่อมาได้รับการซ่อมสร้างใหม่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ด้วยปรากฏพระราชลัญจกร ของทั้งสองพระองค์ และจารอักษรขอมที่ระบุว่า“หนังสือวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชศรัทธาสร้างอุทิศถวาย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปีระกา สัปตศก ศักราช ๑๒๔๗” จากการตรวจสอบปริมาณกล่องคัมภีร์อย่างละเอียด พบกล่องคัมภีร์ใบลานจำนวนทั้งสิ้น ๘๗ กล่อง สภาพกล่องชำรุดเสียหายภายในกล่องพบคัมภีร์อยู่ในสภาพชำรุดมากแยกเป็น ๓ ลักษณะ ได้แก่ คัมภีร์ใบลานที่จับผลึก ติดแน่น แข็งเป็นท่อน คัมภีร์ใบลานชำรุด พลัดผูก หัก งอ ผิดรูป และคัมภีร์ใบลาน ถูกแมลงสัตว์กัดกินเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ป่นเป็นผง เมื่อประเมินปริมาณงานที่ต้องดำเนินการแล้ว มีคัมภีร์ใบลานที่ชำรุดไม่สามารถจัดหมวดหมู่ ชื่อเรื่อง ลงทะเบียนได้ประมาณ ๘๐% ของคัมภีร์ที่มีอยู่ทั้งหมด ส่วนอีก๒๐% สามารถดำเนินการต่อในขั้นตอนตามหลักวิชาการได้ เช่น ทำความสะอาด เปลี่ยนสายสนอง อ่านวิเคราะห์ชื่อเรื่อง ออกเลขทะเบียน สำหรับแนวทางในการดำเนินงาน สำรวจ อนุรักษ์ จัดเก็บ คัมภีร์ใบลานชำรุดมากทั้ง ๓ ลักษณะนั้น จะมีการทำความสะอาด เขียนป้ายบอกลักษณะชำรุด ห่อ มัดและจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบ เพื่อประโยชน์ต่อการศึกษาลักษณะทางกายภาพของคัมภีร์ส่วนคัมภีร์ใบลานที่สามารถอ่านศึกษาเนื้อหาได้จะได้ดำเนินการตามหลักวิชาการในการอนุรักษ์ทำทะเบียน และจัดเก็บต่อไป

หอธรรมของวัด

เนื่องจากคัมภีร์โบราณในตู้พระธรรมเหล่านี้ ถูกเก็บรักษาในกล่องไม้อย่างดี แม้จะมองว่ามีการจัดเก็บเป็นอย่างดี แต่ด้วยเหตุใบลานเมื่ออยู่ในกล่องไม้เวลานาน จะมีความชื้นสูง ส่งผลให้ใบลาน “จับปึก” แน่น แกะแซะไม่ออก ทำให้เกิดการเสียหายมากที่สุดเท่าที่ทำการอนุรักษ์มา แม้ว่าเนื้อหาในใบลาน เป็นการจดจาร ด้วยเหล็กแหลมกรีดลงบนใบลาน ใช้เขม่าผสมน้ำมันชันยางทาลงไปบนใบลานทับให้ตัวอักษรปรากฏ และใช้ทรายคั่วมาโรยใช้ลูกประคบขัดใบลานของเขม่าส่วนเกินออกทำให้ใบลานสะอาดและตัวอักษรจารึกยาวนานอยู่มาได้หลายร้อยปี และการจัดเก็บเดิมใช้ผ้าห่อ เพื่อให้อากาศถ่ายเท ตามภูมิปัญญากระบวนการอนุรักษ์ก็ตาม แต่เมื่อจำนวนงานนั้นมากล้นและทุกชิ้นงานล้วนทรงคุณค่าเก่าแก่ ดังนั้นการหาอาสาสมัคร จิตอาสา มาช่วยงานอนุรักษ์จึงจำเป็นมาก เป็นความร่วมมือและสร้างการรับรู้ระหว่างคณะสงฆ์ กรมศิลปากร และภาคส่วนประชาชนเพื่ออนุรักษ์สืบสานคัมภีร์ใบลานซึ่งเป็นมรดกภูมิปัญญาของบรรพชนให้มีอายุยืนยาว อีกทั้งยังเกิดเครือข่ายอาสาสมัครอนุรักษ์เอกสารโบราณ ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลและส่งต่อมรดกภูมิปัญญาให้สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นสืบไป

พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร

พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร

พระวิหารวัดราชประดิษฐฯ

พระวิหารวัดราชประดิษฐฯ

ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบสภาพจริง

ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบสภาพจริง

คัมภีร์ใบลานที่บิดงอ

คัมภีร์ใบลานที่บิดงอ

การทำความสะอาดตัวจาร

การทำความสะอาดตัวจาร

ทำความสะอาดใบลาน

ทำความสะอาดใบลาน

ตราพระราชลัญจกร

ตราพระราชลัญจกร

เก็บนานจนชำรุด

เก็บนานจนชำรุด

อาสาสมัครร่วมอนุรักษ์

อาสาสมัครร่วมอนุรักษ์

พระสงฆ์ร่วมเป็นอาสาสมัคร

พระสงฆ์ร่วมเป็นอาสาสมัคร

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘บ้านหงาว’ชุมชนต้นแบบแร่ดีบุกเมืองระนอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/783390

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บ้านหงาว’ชุมชนต้นแบบแร่ดีบุกเมืองระนอง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บ้านหงาว’ชุมชนต้นแบบแร่ดีบุกเมืองระนอง

วันอาทิตย์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี สนใจการทำอาหารบ้านหงาว

จากการที่ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ฯ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ ๑/๒๕๖๗ และตรวจราชการในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง และสตูล เมื่อวันที่ ๒๒-๒๓ มกราคม ๒๕๖๗ ณ หอประชุมคอซู้เจียง ศูนย์ราชการจังหวัดระนอง ต.บางริ้น อ.เมืองระนอง จ.ระนอง นั้น นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ได้ถือโอกาสเยี่ยมชมชุมชนบ้านหงาว ซึ่งเป็นชุมชนต้นแบบที่มีพิพิธภัณฑ์แหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม (CPOT)และอาหารขึ้นชื่อโดยเฉพาะเมนูอาหารรสชาติที่หายไป คือ “ก๊กซิมบี้” จากโครงการ ๑ จังหวัด ๑ เมนู เชิดชูอาหารถิ่น โดยเฉพาะเป็นแหล่งที่ทำเหมืองแร่มาแต่อดีต โดยมี นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วย นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และคณะผู้บริหารฯ ผู้นำชุมชนได้ให้การต้อนรับคณะรัฐมนตรี ชุมชนวัดบ้านหงาวแห่งนี้กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)ได้มีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรม พร้อมปลุกกระแสการท่องเที่ยววิถีชุมชนขึ้นเพื่อสร้างโอกาส สร้างรายได้ เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนโดยคัดเลือกสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ชุมชนวัดบ้านหงาว เมืองระนองจึงเป็น๑ ใน ๑๐ ชุมชน ที่ได้รับการคัดเลือกและประกาศให้เป็นสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี”ประจำปี ๒๕๖๖ ทำให้เป็นที่สนใจของคณะรัฐมนตรีและผู้บริหารได้พากันเยี่ยมแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมวัดบ้านหงาวดังกล่าว

รมว.วัฒนธรรมกับชาวบ้านหงาว

เมืองระนอง แห่งนี้เดิมเรียก เหมืองแร่นองหรือ เมืองแร่นอง เป็นหัวเมืองเล็ก ขึ้นกับเมืองชุมพรมาแต่ครั้งสมัยอยุธยา ซึ่งปกครองเมืองระนองและเมืองตระ (อ.กระบุรี) ๒ เมืองตำแหน่งเจ้าเมืองนั้นมีบรรดาศักดิ์เป็น“หลวงระนอง” ต่อมาครั้งกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นได้มีชาวจีนฮกเกี้ยนชื่อ “คอซู้เจียง” ได้ยื่นขอประมูลอากรดีบุกในเขตเมืองระนองและเมืองตระซึ่งมีความดีความชอบจึงได้เป็น “หลวงรัตนเศรษฐี” ตำแหน่งนายอากรเมืองตระและเมืองระนอง ต่อมาหลวงระนอง เจ้าเมืองล้มป่วยและถึงแก่กรรมทำให้เมืองระนองว่างผู้นำลงในปีพ.ศ.๒๓๙๗ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ ได้โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนหลวงรัตนเศรษฐี (คอซู้เจียง) นั้นขึ้นเป็นพระรัตนเศรษฐี เป็นเจ้าเมืองระนองแทน

พิธีเปิดชุมขนต้นแบบบ้านหงาว

ครั้นเมื่อพม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษและรัฐบาลอังกฤษได้จัดการปกครองหัวเมืองขึ้นอยู่นั้น  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริว่าเมืองระนองและเมืองตระ เป็นเมืองขึ้นอยู่ในเมืองชุมพรจะรักษาราชการทางชายแดนไม่สะดวก จึงโปรดฯให้ยกเมืองตระและเมืองระนอง ขึ้นเป็นหัวเมืองจัตวาขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯและให้เลื่อน พระรัตนเศรษฐี (คอซู้เจียง) นั้นขึ้นเป็นผู้ว่าราชการเมืองระนอง เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๕

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี เมื่อ พ.ศ.๒๔๒๐ เมืองระนองจึงมีฐานะเป็นหัวเมืองอิสระ ต่อมาได้ยกฐานะ เป็นจังหวัดและยุบเมืองตระเป็นอำเภอ คือ อำเภอกระบุรี ขึ้นกับจังหวัดระนอง ตั้งแต่นั้นมาจังหวัดระนองจึงมีความสำคัญในฐานะเป็นเมืองดีบุก ที่อยู่ชายแดน โดยเฉพาะ ชุมชนต้นแบบบ้านหงาว แห่งนี้ เป็นเทศบาล ๑ ในจำนวน ๑๑ แห่ง ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของหมู่ที่ ๑ และ ๒ของตำบลหงาว อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง เดิมมีฐานะเป็นสุขาภิบาลจัดตั้งขึ้นเมื่อพ.ศ.๒๕๑๖ มีประชากรทั้งหมด ๒๔๗๕ คน มีพื้นที่รับผิดชอบทั้งหมด ๑.๘๕ ตารางกิโลเมตร หรือ ๑,๑๕๖.๒๕ ไร่ ซึ่งวันนี้ได้กลายเป็นชุมชนต้นแบบที่ใครต่อใครพากันสนใจมากขึ้น

อนุสาวรีย์คอซู้เจียง-พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี

อนุสาวรีย์คอซู้เจียง-พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี

ชุมชนต้นแบบบ้านหงาว

ชุมชนต้นแบบบ้านหงาว

สุสานเจ้าเมืองระนอง

สุสานเจ้าเมืองระนอง

ก๊กซิมบี้ อาหารพื้นถิ่นที่รสชาติหายไป

ก๊กซิมบี้ อาหารพื้นถิ่นที่รสชาติหายไป

อุปกรณ์การทำแร่ดีบุก

อุปกรณ์การทำแร่ดีบุก

สาธิตการทำแร่ดีบุก

สาธิตการทำแร่ดีบุก

อาหารพื้นถิ่นรสชาติเดิม

อาหารพื้นถิ่นรสชาติเดิม

ขนมเบื้องโบราณบ้านหงาว

ขนมเบื้องโบราณบ้านหงาว

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๑๐๐ ปี สมเด็จพระวันรัต(เฮง)’ ปราชญ์เมืองอุทัยธานี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/781996

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๐๐ ปี สมเด็จพระวันรัต(เฮง)’ ปราชญ์เมืองอุทัยธานี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๐๐ ปี สมเด็จพระวันรัต(เฮง)’ ปราชญ์เมืองอุทัยธานี

วันอาทิตย์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2567, 07.10 น.

พระมหาเถระผู้เป็นปราชญ์ทางธรรม

จากงาน ๓๓๘ ปี วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ที่ผ่านมานั้น ทางวัดได้จัดงานวันที่ระลึก ๑๐๐ ปี การครองวัดของสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) อดีตเจ้าอาวาสซึ่งเป็นสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายมหานิกาย ที่ดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น เจ้าคณะใหญ่หนใต้ และแม่กองบาลีสนามหลวง ขึ้นในโอกาสเดียวกัน พระเถระรูปนี้มีนามเดิมว่า กิมเฮง มีบิดาเป็นพ่อค้าชาวจีนชื่อตั้วเก๊า แซ่ฉั่ว มารดาเป็นไทยชื่อ ทับทิม ท่านเกิดเมื่อวันจันทร์ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๓ ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่๓๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๒๔ ถ้านับแบบปัจจุบันจะตรงกับปี พ.ศ.๒๔๒๕ ท่านเป็นปราชญ์ของชาวเมืองอุทัยธานี ที่มีภูมิลำเนาอยู่บ้านท่าแร่ ตำบลสะแกกรังอำเภอเมืองอุทัยธานี เมื่อท่านอายุได้ ๑๐ ขวบ ได้เรียนภาษาไทยกับ พระอาจารย์ชัง วัดขวิด อยู่ ๒ ปีแล้วย้ายไปเรียนกับ พระปลัดใจ วัดมณีธุดงค์ ซึ่งต่อมาได้เป็น พระสุนทรมุนี (ใจ) เจ้าคณะเมืองอุทัยธานี  

วัดขวิดสำนักเรียนครั้้งแรก

เมื่อท่านอายุได้ ๑๓ ปีนั้น ได้บรรพชาเป็นสามเณรแล้วเรียนภาษาบาลีที่วัดมณีธุดงค์ต่อจนกระทั่งอายุได้ ๑๖ ปี จึงย้ายไปอยู่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ฯ เรียนภาษาบาลีกับ พระยาธรรมปรีชา (ทิม)และ หลวงชลธีธรรมพิทักษ์ (ยิ้ม) แต่ครั้งยังเป็นมหาเปรียญ เมื่อพ.ศ.๒๔๔๐ ต่อได้มาเรียนกับพระอมรเมธาจารย์ (เข้ม ธมฺมสโร) วัดมหาธาตุฯสมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฑฺฒโน), สมเด็จพระวันรัต(ฑิต อุทโย) และ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวโรรส จนสอบได้เปรียญธรรม ๕ ประโยคในปี พ.ศ.๒๔๔๔ เมื่อมีอายุครบบวชในปีขาล พ.ศ.๒๔๔๕จึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดมหาธาตุฯ นั้นโดยมี สมเด็จพระวันรัต (ฑิต อุทโย) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระธรรมวโรดม (จ่าย ปุณฺณทตฺโต)และ พระเทพเมธี (เข้ม ธมฺมสโร) เป็นคู่พระกรรมวาจาจารย์ ท่านได้ตั้งใจศึกษาทางธรรม แล้วเข้าสอบเปรียญธรรม ๗ ประโยค ได้ในปี พ.ศ.๒๔๔๗ สอบเปรียญธรรม ๘ ประโยค ได้ในปี พ.ศ.๒๔๔๘และสอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค ได้ในปี พ.ศ. ๒๔๔๙ ด้วยเหตุที่ท่านเป็นพระเถระที่ใฝ่รู้สู้สิ่งยากและให้ความสำคัญกับการศึกษาทางธรรมอย่างมาก จึงเป็นแบบอย่างของความสำเร็จเมื่อครั้งเป็นสามเณรเปรียญธรรม ๔ ประโยคนั้น ท่านก็ได้รับมอบหมายให้เป็นครูสอนในมหาธาตุวิทยาลัย จนเมื่อสมเด็จพระวันรัต (ฑิต) ชราภาพลงสมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้โปรดฯให้ท่านเป็นผู้จัดการวัดมหาธาตุแทนมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๕๕ ครั้นสมเด็จพระวันรัตถึงแก่มรณภาพลงในปี พ.ศ.๒๔๖๖ ท่านจึงได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจ้าอาวาสสืบแทน ตลอดช่วงเวลาที่ครองวัดนั้น ท่านได้จัดระเบียบวัดทั้งในด้านการทะเบียน การทำสังฆกรรม จัดลำดับชั้นการปกครองคณะวางกฎเข้มงวดกับจริยวัตรของพระเณรในวัด และจัดการบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะที่ทรุดโทรมและก่อสร้างเพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอกับการขยายการศึกษา นอกจากนี้ท่านยังสนองงานถวายสมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรส จนเป็นที่พอพระทัย เมื่อพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๔๘๔ ประกาศใช้ ท่านได้รับคัดเลือกเป็นประธานสังฆสภาเป็นรูปแรก สำหรับสมณศักดิ์นั้นท่านได้ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระศรีวิสุทธิวงษ์ พ.ศ.๒๔๕๒ เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชสุธีฯ พ.ศ.๒๔๕๕ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพโมลีฯ พ.ศ.๒๔๕๙เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่พระธรรมไตรโลกาจารย์ฯพ.ศ.๒๔๖๔ เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองหนเหนือที่พระพิมลธรรมฯ พ.ศ.๒๔๗๑ เป็นสมเด็จพระราชาคณะเจ้าคณะใหญ่หนใต้ที่ สมเด็จพระวันรัต ปริยัติพิพัฒนพงศ์ วิสุทธิสงฆปรินายก ตรีปิฎกโกศลวิมลคัมภีรญาณสุนทร มหาทักษิณคณฤศร บวรสังฆารามคามวาสี อรัญญวาสี พ.ศ.๒๔๘๒

สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) ถึงแก่มรณภาพเมื่อวันจันทร์ที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๖ เวลา ๒๐.๓๐ น. ณ คณะ ๑ วัดมหาธาตุฯ สิริอายุได้ ๖๑ ปี ๙๙ วัน พรรษา ๔๒ ท่านเป็นพระมหาเถระผู้วางรากฐานการศึกษาของคณะสงฆ์ และท่านเป็นผู้มีความรู้ด้านการแปลภาษาบาลีอย่างดี ดังปรากฏผลงานคัมภีร์ใบลานจำนวนมาก ที่สำคัญท่านได้สร้างศิษย์ผู้เป็นปราชญให้แผ่นดินหลายท่านด้วยคุณูปการด้านศาสนาของพระมหาเถระจากลุ่มแม่น้ำสะแกกรังรูปนี้ ถือว่าท่านคือต้นแบบของการศึกษาเรียนรู้ที่หาได้ยากยิ่ง

พระธรรมไตรโลกาจารย์ (เฮง)

พระธรรมไตรโลกาจารย์ (เฮง)

พระราชสุธี (เฮง)

พระราชสุธี (เฮง)

พระเทพโมลี (เฮง)

พระเทพโมลี (เฮง)

สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี)

สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี)

รูปหล่อสมเด็จพระวันรัต (เฮง)

รูปหล่อสมเด็จพระวันรัต (เฮง)

รูปหล่อสมเด็จพระวันรัตเฮง

รูปหล่อสมเด็จพระวันรัตเฮง

คัมภีร์ใบลาน

คัมภีร์ใบลาน

บ้านสะแกกรัง

บ้านสะแกกรัง

หอพระไตรปิฎก สร้าง ๒๔๕๒ โดยสมเด็จพระวันรัต (เฮง)

หอพระไตรปิฎก สร้าง ๒๔๕๒ โดยสมเด็จพระวันรัต (เฮง)

โรงสีข้าวท่าต้นจันทน์ บ้านสะแกกรัง

โรงสีข้าวท่าต้นจันทน์ บ้านสะแกกรัง

บุษบกพระรูปหล่อสมเด็จพระวันรัต (เฮง)

บุษบกพระรูปหล่อสมเด็จพระวันรัต (เฮง)

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๙๐ปี มิตร ชัยบัญชา’พระเอกตลอดกาลของแผ่นดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/780540

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๙๐ปี มิตร ชัยบัญชา’พระเอกตลอดกาลของแผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๙๐ปี มิตร ชัยบัญชา’พระเอกตลอดกาลของแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

วันที่ ๑๔ มกราคม ๒๔๗๗ เป็นวันเกิดของ“มิตร ชัยบัญชา” บูรพศิลปิน ซึ่งเป็นดารายอดนิยม ผู้มีผลงานการแสดงภาพยนตร์ไว้จำนวนมาก ในบทบาทพระเอกที่เข้าไปอยู่ในใจคนไทยทั้งประเทศ จนยกย่องว่า มิตร ชัยบัญชา นั้นคือพระเอกตลอดกาลของภาพยนตร์ไทยที่ไม่มีใครเทียบได้ จริงอยู่แม้ว่าพระเอกผู้นี้จะเป็นผู้มีวันเกิด ๔ วัน คือ วันที่ ๑ มกราคม ตามที่มิตรเขียนไว้เป็นลายมือก็ตาม ก็รู้กันว่ามิตรต้องการให้วันเกิดเป็นโอกาสได้ฉลองวันเดียวกับวันปีใหม่ ส่วนอีก ๒ วันคือวันที่ ๒๘ มกราคมและ มีนาคม ยังไม่มีคำอธิบายที่มาอย่างไร มิตร ชัยบัญชา มีชื่อจริงว่า สุพิศ พุ่มเหม เกิดที่อำเภอท่ายาง หมู่บ้านไสค้าน จังหวัดเพชรบุรี สอบเข้าโรงเรียนจ่าอากาศ เพื่อรับราชการทหารอากาศ จังหวัดนครราชสีมา เพราะอยากเป็นนักบิน เริ่มการศึกษาเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๗ เป็นนักเรียนการบินรุ่นที่ ป.๑๕ ของโรงเรียนการบินโคราช และ นักเรียนจ่าอากาศ เหล่าอากาศโยธิน รุ่นที่ ๑๑ สำเร็จการศึกษาเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๔๙๙ ติดยศจ่าอากาศโท เมื่อ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๙ และได้เป็นครูฝึกที่กองพันต่อสู้อากาศยาน กรมอากาศโยธิน กองทัพอากาศดอนเมืองจึงเปลี่ยนชื่อเป็น“พิเชษฐ์ พุ่มเหม” ได้ยศ พันจ่าอากาศโท

นักเรียนฝึกการบิน

ได้เข้าสู่วงการบันเทิงเมื่อปลาย พ.ศ.๒๔๙๙ ใช้ชื่อ มิตร ชัยบัญชา ได้รับบทบาทเป็นพระเอกแสดงภาพยนตร์ไทยในช่วง พ.ศ.๒๕๐๐-๒๕๑๓ : ซึ่งเป็นยุคเฟื่องฟูของภาพยนตร์ ๑๖ มม. มีผลงานการแสดงนำในช่วง พ.ศ. ๒๕๐๑ จนถึงวาระสุดท้าย เท่าที่มีการสืบค้นนั้นมี ๒๖๖ เรื่อง จากจำนวนมากกว่า ๓๐๐ เรื่อง มิตร ชัยบัญชามีความเป็นผู้นำสูง ด้วยเป็นคนตรงไปตรงมา มีความตั้งใจและทุ่มเทต่องานเต็มที่ จึงมีความละเอียด มีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา ไม่ชอบผิดนัด หรือผิดคำพูด ชอบที่จะตั้งใจทำงาน  มีความสุภาพ อ่อนน้อม มีอัธยาศัยไมตรี อารมณ์ดี ชอบหยอกล้อนั้น จึงเป็นที่รักของผู้ที่เป็น “มิตร” เสมอ เป็นคนทำอะไรรวดเร็ว จนผู้ร่วมงานด้วยต้องปรับตัวให้ทันและเตรียมพร้อมอยู่เสมอ ชอบที่จะสอนหรือทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ไม่จู้จี้ จุกจิก ขี้บ่นแต่ถ้าหากทำให้โกรธก็จะโมโหร้าย บุคลิกภายนอกนั้นดูเข้มแข็ง แต่เป็นคนใจอ่อน มีเมตตา ช่างสงสาร และ เห็นใจผู้อื่น หากเจ้าของหนังรายใดทุนน้อย มิตรจะให้คิวเต็มที่เพื่อจะได้ปิดกล้องและเข้าฉายได้เร็ว ช่วยให้เจ้าของหนังไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ลงทุน จึงเป็นผลให้ มิตร ชัยบัญชาได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก 

ผู้อำนวยการสร้าง เรื่องจ้าวนักเลง อายุกว่า ๑๐๐ ปี

สำหรับผลงานเรื่องแรกนั้นคือเรื่อง ชาติเสือ พ.ศ.๒๕๐๑ ผลงานเรื่องที่สองคือ จ้าวนักเลง หรือ อินทรีแดง พ.ศ.๒๕๐๒ ทำให้มิตรมีชื่อเสียงและทำรายได้เกินล้านบาท มิตรเป็นพระเอกที่มีการแสดงโดดเด่นมากและหลากหลายบทบาท ทั้งบู๊ รักกุ๊กกิ๊ก รักรันทด ตลก เชยเด๋อด๋า หรือชีวิตเศร้าเคล้าน้ำตา ภาพยนตร์ที่ มิตร ชัยบัญชาแสดงนั้นมิตรทำรายได้เกินล้านหลายเรื่อง ที่ทำรายได้สูงสุดนั้นคือเรื่อง ใจเพชร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖และมีภาพยนตร์ได้รับพระราชทานรางวัล“โล่เกียรตินิยม” นักแสดงนำชาย ที่ทำรายได้สูงสุด พ.ศ.๒๕๐๘ จากภาพยนตร์เรื่อง เงิน เงิน เงินซึ่งทำรายได้เป็นประวัติการณ์ ต่อมา พ.ศ.๒๕๐๙ภาพยนตร์เรื่อง เพชรตัดเพชร ทำรายได้ทำลายสถิติ เงิน เงิน เงิน ได้ ๓ ล้านบาท ในเวลา๑ เดือน และได้รับพระราชทาน รางวัลดาราทอง จากคุณสมบัติหลัก ๔ ประการ คือ ศรัทธา หน้าที่ไมตรี และ น้ำใจ แสดงถึงคุณภาพของผู้ได้รับรางวัล ต่อมา ภาพยนตร์เรื่อง มนต์รักลูกทุ่ง ของ รังสี ทัศนพยัคฆ์ เป็นภาพยนตร์เพลงลูกทุ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างมากเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๓ ทำรายได้มากกว่า ๖ ล้านบาท และฉายยืนโรงในกรุงเทพฯ นานกว่า ๖ เดือน ทำรายได้ทั่วประเทศกว่า ๑๓ ล้านบาท  วันที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ มิตร ชัยบัญชาเสียชีวิตขณะถ่ายทำฉากโหนบันไดเชือกเฮลิคอปเตอร์ จากภาพยนตร์เรื่อง อินทรีทอง ท่ามกลางความอาลัยรักของมวลมหาชน นับเป็นบุคคลธรรมดาที่มีผู้มาร่วมงานศพมากที่สุดเป็นประวัติการณ์  ดังนั้นในวาระ ๙๐ ปี มิตร ชัยบัญชา วันนี้ผู้รักมิตรจึงได้ร่วมกันทำบุญ ณ วัดสุนทรธรรมทาน หรือวัดแคนางเลิ้ง เพื่อระลึกถึงสุดยอดดาราทองของภาพยนตร์ไทยท่านนี้

น.อ.เลิศ พิทักษ์สาลี อดีตผู้บังคับบัญชาท่านหนึ่งอายุ ๙๓ ปี

น.อ.เลิศ พิทักษ์สาลี อดีตผู้บังคับบัญชาท่านหนึ่งอายุ ๙๓ ปี

มิตร ชัยบัญชา พระเอกตลอดกาล

มิตร ชัยบัญชา พระเอกตลอดกาล

รูปหล่อมิตร ชัยบัญชา ที่คนเคารพรัก

รูปหล่อมิตร ชัยบัญชา ที่คนเคารพรัก

อนุสรณ์ที่วัดแคนางเลิ้ง

อนุสรณ์ที่วัดแคนางเลิ้ง

มิตร-เพชรา คู่พระ-นางยอดนิยมแห่งยุค

มิตร-เพชรา คู่พระ-นางยอดนิยมแห่งยุค

เรื่องดอกอ้อ ๒๕๑๑

เรื่องดอกอ้อ ๒๕๑๑

พระเอกในชาติเสือ

พระเอกในชาติเสือ

๒๕๐๑ ชาติเสือ

๒๕๐๑ ชาติเสือ

๒๕๐๒ จ้าวนักเลง

๒๕๐๒ จ้าวนักเลง

ภาพเขียนของชูศักดิ์ วิษณุคำรณ ถึงพระเอกยอดนิยม

ภาพเขียนของชูศักดิ์ วิษณุคำรณ ถึงพระเอกยอดนิยม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๓๓๘ ปี วัดมหาธาตุฯ’ภูมิวัดคู่วังหน้าสมัยรัชกาลที่ ๑

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/779138

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๓๓๘ ปี วัดมหาธาตุฯ’ภูมิวัดคู่วังหน้าสมัยรัชกาลที่ ๑

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๓๓๘ ปี วัดมหาธาตุฯ’ภูมิวัดคู่วังหน้าสมัยรัชกาลที่ ๑

วันอาทิตย์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พระศรีสรรเพชญต้นรัตนโกสินทร์

งานสมโภชพระอารามหลวงวัดมหาธาตุ ยุวราชรังสฤษฎิ์ ครบ ๓๓๘ ปี เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ๗๒ พรรษา เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๖-๒ มกราคมพ.ศ.๒๕๖๗ ที่ผ่านมานั้น ได้สร้างปรากฏการณ์สีสันของวัดให้ทุกคนหลั่งไหลไปชมความงดงามของวัดที่อยู่คู่กับวังหน้า คือพระราชวังบวรสถานมงคล มาแต่ครั้งสร้างพระบรมมหาราชวังและสถาปนาพระนครกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อ พ.ศ.๒๓๒๕ นับตั้งแต่การก่อตั้งวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ซึ่งเดิมชื่อว่าวัดสลัก ซึ่งมีหลักฐานว่าได้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ในศิลาจารึกใต้ฐานพระพุทธรูปหินซึ่งเป็นพระประธานเก่าในอุโบสถวัดสลัก ซึ่งปรากฏอักษรในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ใน ปี พ.ศ.๒๒๒๘ นับมาจนถึง พ.ศ.๒๕๖๖วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์หรือวัดสลักแห่งนี้ได้มีอายุถึง ๓๓๘ ปี ซึ่งมีความสำคัญในฐานะพระอารามหลวงชั้นเอก โดยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล พระอนุชาธิราชในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สถาปนาพระอารามแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ.๒๓๓๖ พระอารามแห่งนี้ได้เป็นที่สถิตของสมเด็จพระสังฆราชในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์จำนวน ๕ พระองค์ เป็นสถานที่ทำสังคายนาพระไตรปิฎก มีการก่อตั้งวิทยาลัยสงฆ์แห่งคณะสงฆ์ไทยแห่งแรกขึ้น นับเป็นวัดแห่งแรกที่ใช้นาม “วิทยาลัย” ในไทยคือจากมหาธาตุวิทยาลัย สู่ความเป็นมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย นามพระอารามแห่งนี้ได้เปลี่ยนจากวัดสลักเป็นวัดนิพพานาราม วัดพระศรีสรรเพชญ์ และวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ในที่สุด เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณูปการ คุณงามความดีแห่งบูรพมหากษัตริย์และบูรพาจารย์ผู้สร้างและทะนุบำรุงวัดมหาธาตุให้เป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นสถานที่ศึกษาเล่าเรียนของอนุชนคนรุ่นหลัง จนมีความรู้ความสามารถตั้งตนในทางที่ชอบได้ และเป็นจุดเริ่มการสอนวิปัสสนากรรมฐานแนวสติปัฏฐาน ๔ คณะสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ พระพรหมวชิราธิบดี เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ และคณะศิษยานุศิษย์จึงพร้อมใจกันจัดให้มีการสมโภชพระอารามเพื่อรำลึกถึงบูรพพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์และบรรดาบูรพาจารย์ ที่ได้สร้างและทำนุบำรุงวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบมาถึงปัจจุบัน

พระประธานวัดสลักเดิม

ดังสิ่งสำคัญของวัดคู่วังหน้าที่สำคัญยิ่งโดยกระทรวงวัฒนธรรมร่วมสืบสานให้เป็นจุดหมายแห่งการเรียนรู้เชิงวัฒนธรรมทั้งของชาวไทยและชาวต่างชาติ จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่วัด ๕ แห่ง ได้แก่ ๑.พระเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ(พระเจดีย์ทอง) ในพระมณฑป ๒.พระศรีสรรเพชญ์พระประธานใหญ่ในพระอุโบสถ ๓.บวรราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล๔.พระประธานศิลาแลง(หลวงพ่อหิน) พระประธานในอุโบสถวัดสลัก (ชื่อเดิมของวัดมหาธาตุ) ๕) ต้นพระศรีมหาโพธิ์ สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ซึ่งพระสมณทูตไทยได้นำหน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์เมืองอนุราธปุระ มาปลูกไว้ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เมื่อปีพ.ศ.๒๓๖๑ ปัจจุบันต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์มีอายุ ๒๐๕ ปี ซึ่งในปีนี้เน้นว่ามีการจัดเครื่องโต๊ะลายครามงดงาม  คัมภีร์ใบลานเก่าแก่ตั้งแต่ยุคแรกสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ต้นฉบับใบลานเทศน์ลายมือสมเด็จพระวันรัต(เฮง เขมจารี) ผ้าห่อคัมภีร์โบราณหลากหลายลวดลายที่หาชมยาก เครื่องถ้วยโบราณ รวมทั้งครั้งแรกที่นำพระแสงราวเทียนบูชากลับคืนมาซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งโดยเฉพาะการปฏิบัติธรรมเจริญจิตตภาวนา กิจกรรมสั่งสมเสบียงบุญ สวดมนต์ข้ามปี เจริญสมาธิพร้อมกันทั่วโลก หรือการนั่งสมาธิให้มีจำนวนคนเข้าร่วมมากที่สุดในโลก เป็นการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เพื่อบันทึกสถิติลงใน Guinness World Records ไว้ด้วย

คณะผู้ร่วมจัดงาน

คณะผู้ร่วมจัดงาน

คณะสงฆ์วัดมหาธาตุฯ

คณะสงฆ์วัดมหาธาตุฯ

พระบรมรูปสมเด็จกรมพระราชวังบวรฯ

พระบรมรูปสมเด็จกรมพระราชวังบวรฯ

คัมภีร์ใบลาน

คัมภีร์ใบลาน

ผ้าห่อคัมภีร์

ผ้าห่อคัมภีร์

เครื่องโต๊ะบูชา

เครื่องโต๊ะบูชา

พระเจดีย์ทองบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

พระเจดีย์ทองบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

ต้นพระศรีมหาโพธิ์

ต้นพระศรีมหาโพธิ์

ประดับไฟตกแต่งพระปรางค์สวยงาม

ประดับไฟตกแต่งพระปรางค์สวยงาม

พระแสงราวเทียน

พระแสงราวเทียน

การแสดงวัฒนธรรม

การแสดงวัฒนธรรม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘แห่ดาวคริสต์มาส’ ภูมิศรัทธาแห่งดวงดาวสกลนคร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/778085

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘แห่ดาวคริสต์มาส’ ภูมิศรัทธาแห่งดวงดาวสกลนคร

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘แห่ดาวคริสต์มาส’ ภูมิศรัทธาแห่งดวงดาวสกลนคร

วันอาทิตย์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ขบวนรถแห่ดาวกุมาร

วันคริสต์มาส ๒๕ ธันวาคม เป็นวันสำคัญของชาวคริสต์ในการอวยพระพรต่อกันในวันปีใหม่ ดังนั้น งานหนึ่งที่น่าสนใจคือ งานประเพณีแห่ดาวเทศกาลคริสต์มาส สกลนคร แม้ว่างานนี้จะเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๕ โดย พระอัครสังฆราชลอเรนซ์ คายน์ แสนพลอ่อน อดีตผู้ปกครองอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง ซึ่งมีความประสงค์ให้หมู่บ้านคริสตชนในเขตปกครองของท่านนั้นได้นำดาวอันเป็นสัญลักษณ์แห่งดวงดาวที่นำไปสู่การประสูติของพระเยซูในคืนวันที่ ๒๔ ธันวาคม นั้นมาเฉลิมฉลองการบังเกิดมาของพระเยซูเจ้าในหมู่บ้านของตน แม้ว่าในเบื้องต้นจะมีการแห่ก็เป็นเพียงกลุ่มคริสตชนวัดพระหฤทัยฯ ของสกลนคร ซึ่งยังมีจำนวนน้อยอยู่ โดยการแห่ดาวขึ้นที่สกลนคร เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ค.ศ.๑๙๘๒ หรือพ.ศ.๒๕๒๕ ต่อมาเมื่อ พระอัครสังฆราชลอเรนซ์ คายน์ฯ ได้สร้างสำนักมิสซังแห่งใหม่ขึ้นที่สกลนครและย้ายมาประจำที่สำนักใหม่แล้ว จึงได้มอบหมายให้ชุมชนท่าแร่ หมู่บ้านคริสตชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และศูนย์กลางของอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสงนั้น เป็นผู้นำในการทำดาวและประดับประดารถบุษบก ถ้ำพระกุมารสำหรับใช้ในขบวนแห่

งานประเพณีแห่ดาวเทศกาลคริสตมาส

โดยเริ่มแห่จากศาลากลางจังหวัดสกลนครไปยังบริเวณโรงเรียนเซนต์ยอแซฟสกลนคร ก่อนที่มีพิธีเฉลิมฉลองคริสต์มาส เช่นเดียวกับที่ชาวคริสตชนได้ร่วมกันทำแต่ละวัดคริสต์ทั่วประเทศ ในครั้งแรกแม้ว่าจะประสบปัญหาแต่ด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมือของชาวคริสตชนจึงมีการปรับปรุงและพัฒนาการประกวดดาวอย่างต่อเนื่องจนทำให้วันนี้มีจำนวนดาวจากหมู่บ้านต่างๆ มาร่วมกันมากขึ้นจนมีจำนวนถึงกว่า๒๐๐ ขบวน แม้ว่าครั้งหนึ่งในเมื่อค.ศ.๑๙๙๙-พ.ศ.๒๕๔๓ ได้ย้ายการจัดเพื่อสมโภชการเปิดปี “ปีติมหาการุญคริสตศักราช ๒๐๐๐” ที่ บ้านท่าแร่ ก็มีเสียงเรียกร้องให้กลับมาจัดที่สกลนครเป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบัน จนได้รับความร่วมมือจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและองค์การบริหารส่วนจังหวัดและจังหวัดสกลนครให้เป็นงานส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดทำให้เทศกาลคริสต์มาสของสกลนครมีสีสันของเทศกาลแห่งศรัทธา ด้วยความพร้อมนี้กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนาได้ให้ นายชัยพลสุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานในพิธีเปิด งานประเพณีแห่ดาวคริสต์มาส สกลนคร 2023 เพื่อส่งเสริมให้เป็นงาน Winter Festivals สร้างการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรมร่วมกับ วีระเดช ใจเสรี พระอัครสังฆราชแห่งสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง ส่วนราชการต่างๆ และศาสนิกชนทั้งเมือง เรื่องนี้กระทรวงวัฒนธรรมได้ให้ความร่วมมือกับองค์การเครือข่ายทั้ง ๕ ศาสนาร่วมกันจัดโครงการ “เสน่ห์แห่งสีสัน เทศกาลแห่งศรัทธา” ประกอบด้วยกิจกรรม “เสน่ห์วันวาน เทศกาลงานวัด” ของศาสนาพุทธ“วันอาซูรอสัมพันธ์” ของศาสนาอิสลาม “เทศกาลแห่ดาวคริสต์มาส” ของศาสนาคริสต์ “เทศกาลนวราตรี” ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และ “วันครบรอบ 554 ปี วันคล้ายวันประสูติพระศาสดาศรีคุรุนานักเทพ พระปฐมบรมศาสดา” ของศาสนาซิกข์ เพื่อส่งเสริมเทศกาลประเพณีด้านศาสนาและวัฒนธรรม ให้เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวชื่นชมและร่วมกันสร้างความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่างศาสนิกชนทุกศาสนาต่อไป

พระอัครสังฆราชแห่งสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง

พระอัครสังฆราชแห่งสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา

เปิดเส้นทางเที่ยวตามรอยนักบุญฯ

เปิดเส้นทางเที่ยวตามรอยนักบุญฯ

พิธีเปิดขบวนแห่ดาวเทศกาลคริสต์มาส

พิธีเปิดขบวนแห่ดาวเทศกาลคริสต์มาส

พิธีเปิดขบวนรถดาวกุมารสกลนคร

พิธีเปิดขบวนรถดาวกุมารสกลนคร

เคาท์ดาวน์วันคริสต์มาส ๒๐๒๓

เคาท์ดาวน์วันคริสต์มาส ๒๐๒๓

สีสันดวงดาวจากคริสตชน

สีสันดวงดาวจากคริสตชน

วันแห่ดาวเด็กรอรับของอวยพระพร

วันแห่ดาวเด็กรอรับของอวยพระพร

วันดาวแห่งความสุขปีใหม่

วันดาวแห่งความสุขปีใหม่

เรียนรู้สร้างดาวของที่ระลึก

เรียนรู้สร้างดาวของที่ระลึก

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระราชวังเดิม’ ภูมิสถานของกรุงธนบุรีหนึ่งเดียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/776863

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระราชวังเดิม’ ภูมิสถานของกรุงธนบุรีหนึ่งเดียว

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระราชวังเดิม’ ภูมิสถานของกรุงธนบุรีหนึ่งเดียว

วันอาทิตย์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พระยาตาก(สิน)นำกำลังหักด่านพม่า

วันที่ ๒๘ ธันวาคม เป็นวันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทุกปีนอกจากมีการจัดพิธีสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในสถานที่สำคัญแล้ว ยังเปิดพระราชวังเดิมซึ่งเป็นพระราชวังหลวงของกรุงธนบุรีให้เข้าชม  พระราชวังแห่งนี้สถาปนาขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายโดยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ใช้เมืองด่านขนอน ที่เก็บภาษีเข้า-ออกทางน้ำ ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณปากคลองบางกอกใหญ่  ตั้งเป็นเมืองหลวงอันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสุดท้ายหลังจากที่เสียกรุงศรีอยุธยา เมื่อพ.ศ.๒๓๑๐ เนื่องจากกรุงศรีอยุธยานั้นเสียหายไม่สามารถใช้เป็นราชธานีต่อไปได้

กล่าวคือ เมื่อ พระยาตาก (สิน) ได้นำไพร่พลเข้าตีค่ายโพธิ์สามต้นขับไล่ข้าศึกออกจากแผ่นดินแล้ว พระองค์ได้ปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ครองกรุงธนบุรีแห่งนี้ และได้โปรดเกล้าฯ ให้ปรับภูมิสถานจากเมืองด่านขนอน “ธณบุรีศรีสมุทร” ขึ้นเป็นเมืองหลวงขึ้น โดยมีการฟื้นฟูป้อมคูประตูปราการให้มั่นคง จนสามารถใช้ป้องกันพระนครได้ ภายในพระราชวังเดิมแห่งนี้ได้ปรากฏว่ามีการสร้างเพิ่มเติมหลายแห่ง ได้แก่ ท้องพระโรง, พระที่นั่งขวาง,พระตำหนักเก๋งพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว, ตึกจีนคู่, ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช, อาคารเรือนเขียว, ศาลศีรษะปลาวาฬ และป้อมวิไชยประสิทธิ์ ป้อมเมืองที่สร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นต้น

พระยาตาก(สิน)

ด้วยเหตุที่พระราชวังเดิมตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณใกล้กับป้อมวิไชยประสิทธิ์ ปากคลองบางกอกใหญ่ อันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ มาแต่ครั้งเป็นด่านขนอน
จึงเป็นเมืองที่มีป้อมปราการที่แข็งแรงมั่นคง ใช้สังเกตการณ์เส้นทางเดินเรือเข้า-ออกของเรือมาแต่ครั้งสมัยอยุธยาอีกทั้งยังเป็นสถานที่พระบรมราชสมภพของกษัตริย์ไทยหลายพระองค์ อาทิ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว,พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้น ปัจจุบันได้มีการจัดอาคารพิพิธภัณฑ์แสดงเกี่ยวกับเครื่องเบญจรงค์ เครื่องปั้นดินเผา อาวุธโบราณของไทย และเงินตราสมัยโบราณ เป็นต้น โดยการดูแลของ มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม และ กองบัญชาการกองทัพเรือการเข้าชมนั้นตามปกติต้องติดต่อขออนุญาตที่กองประวัติศาสตร์กรมยุทธการทหารเรือซึ่งอยู่ภายในบริเวณกองทัพเรือ ที่พระราชวังเดิมอย่างเป็นทางการเสียก่อน แต่ทุกปีในวันสำคัญเดือนธันวาคมนั้นได้เปิดโอกาสให้ทุกท่านเข้าศึกษาเรียนรู้ในพระราชวังเดิมได้

นับเป็นพระราชวังขนาดเล็กที่สถาปนาเพื่อใช้กู้แผ่นดินและป้องกันประเทศ ปัจจุบันได้จัดภูมิสถานแห่งนี้ให้สวยงาม ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงธนบุรีจากอดีตถึงปัจจุบัน ซึ่งอาคารเกือบทั้งหมดในบริเวณพระราชวังเดิม ไม่ว่าจะเป็นอาคารที่สร้างมาแต่ครั้งกรุงธนบุรี หรือที่สร้างขึ้นใหม่นั้น ล้วนแต่ได้เกี่ยวกับกองทัพเรือมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๓-๕ จึงมีความสำคัญในกิจการของกองทัพเรือทั้งสิ้น

ภาพพระยาตากสู้ศึก

กล่าวคือเมื่อปี พ.ศ.๒๓๒๕ เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง)ได้ทรงปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแผ่นดินต้น (คือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) นั้น พระองค์ทรงโปรดฯให้ย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรีไปตั้งณ ฝั่งพระนคร และในระยะเวลาที่สร้างพระราชวังแห่งใหม่ยังไม่เสร็จเรียบร้อยนั้น พระองค์ยังคงประทับที่พระราชวังเดิมอยู่ประมาณ ๒ เดือนเศษ เมื่อพระราชวังใหม่สร้างเสร็จแล้ว พระองค์จึงเสด็จไปประทับยังกรุงรัตนโกสินทร์ หรือกรุงเทพมหานครซึ่งอยู่ฝั่งตรงกันข้าม ส่วนภูมิสถานของพระราชวังเดิมนั้น เมื่อว่างลงก็ใช้เป็นที่ตั้งกองทัพเรือด้วยมีป้อมปราการสำคัญใช้รักษาพระนครซึ่งในอดีตนั้น พระราชวังเดิมคือราชธานีหนึ่งเดียวที่มีกษัตริย์ครองราชย์เพียงพระองค์เดียว ที่ทรงใช้บัญชาการรบและรวบรวมประเทศจนขยายอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลจนเรียกได้ว่าถ้าไม่มีกรุงธนบุรีก็ไม่มีกรุงเทพฯ

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

ตำหนักพระปิ่น

ตำหนักพระปิ่น

อาคารท้องพระโรง

อาคารท้องพระโรง

ภาพเขียนกรุงธนบุรี

ภาพเขียนกรุงธนบุรี

ภาพเก่าในพระราชวังเดิม

ภาพเก่าในพระราชวังเดิม

ตึกจีนคู่

ตึกจีนคู่

พระราชวังเดิม-ภาพเก่า

พระราชวังเดิม-ภาพเก่า

พระราชวังเดิม-กรุงธนบุรี

พระราชวังเดิม-กรุงธนบุรี

พระราชวังเดิม

พระราชวังเดิม

แผนผังกรุงธนบุรี

แผนผังกรุงธนบุรี

ผังพระราชวังเดิมปัจจุบัน

ผังพระราชวังเดิมปัจจุบัน

ป้อมบางกอก ๒ ฝั่ง

ป้อมบางกอก ๒ ฝั่ง