ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘Thailand Biennale,Chiang Rai’ ก้าวสู่ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/775488

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘Thailand Biennale,Chiang Rai’  ก้าวสู่ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘Thailand Biennale,Chiang Rai’ ก้าวสู่ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

จากงานเปิดมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ “Thailand Biennale, Chiang Rai 2023” เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2566 เวลา 19.00 น. ที่ผ่านมา นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้เป็นประธานพิธีเปิดร่วมด้วยคณะกรรมการอำนวยการโครงการจัดงานคณะผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม คณะกรรมการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย หัวหน้าส่วนราชการและคณะทำงานจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยศิลปินทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ ภัณฑารักษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนคณะผู้แทนจากองค์กรภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและประชาชนที่เกี่ยวข้องที่มาร่วมเป็นเกียรติในงาน จำนวนมากกว่า 2,000 คน ณ หอศิลป์ร่วมสมัยเมืองเชียงราย  Chiang Rai International Art Museum (CIAM) จังหวัดเชียงราย โดยมีศิลปินผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในระดับโลก 60 คน จาก 21 ประเทศ มาร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมกับเครือข่ายศิลปินเชียงราย ซึ่งในช่วงระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมานั้นได้สร้างงานศิลปะไว้ตามสถานที่ต่างๆ เพื่อสะท้อนศิลปะร่วมสมัยด้วยรูปแบบทดลองใหม่และใช้ส่งเสริมการยกระดับกิจกรรมงานเทศกาล ประเพณีไทย และศิลปวัฒนธรรมจากระดับประเทศ ไปสู่ระดับระดับโลก เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยว สอดคล้องกับแนวทางการส่งเสริมโครงการ Winter Festival ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติในอนาคต 

การเปิดโลกศิลปะระดับนานาชาตินี้เป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาเชียงรายให้ก้าวสู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และก้าวสู่การเป็นเมืองศิลปะระดับโลกอย่างสมดุลและยั่งยืนบนพื้นฐานของความหลากหลายทางศิลปวัฒนธรรมอย่างแท้จริงซึ่งหวังว่าจะทำให้มีศิลปินและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่มาเยือนในพื้นที่แห่งนี้ เพื่อชมงานศิลปะร่วมสมัยอันทรงคุณค่า ชมความสวยงามของทิวทัศน์ธรรมชาติ อีกทั้งวัฒนธรรมประเพณีอันงดงาม แวะชิมอาหารท้องถิ่นหลากรส ร่วมเติมเต็มความสดชื่นและสีสันของกลุ่มชาติพันธุ์ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งมีการแสดงผลงานในพื้นที่หลักของอำเภอเมือง เช่น อุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน พิพิธภัณฑ์บ้านดำ วัดร่องขุ่น หอศิลป์ร่วมสมัยเมืองเชียงราย (CIAM) พิพิธภัณฑ์อารยธรรมลุ่มน้ำโขง ศาลากลางจังหวัดเชียงรายหลังเก่า โกดังยาสูบ และห้องสมุดรถไฟ ซึ่งเป็นพื้นที่จัดแสดงหลักในอำเภอเมืองแล้ว อำเภอเชียงแสนยังมี ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ เชียงแสน วัดป่าสัก ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ ช้างแวร์เฮาส์ โบราณสถานหมายเลข 16 ศูนย์ดิจิทัลชุมชนตำบลเวียงเชียงแสน โรงเรียนบ้านแม่มะ รวมถึงบ้านสวนสมพงษ์ อ.แม่ลาว และพื้นที่กิจกรรมพิเศษ ได้แก่ สิงห์ ปาร์ค เชียงราย และ มโนรมย์ เป็นต้น สำหรับจังหวัดเชียงรายนี้นับเป็นงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ไทยแลนด์เบียนนาเล่ได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นครั้งที่ 3 ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมได้ตั้งเป้าผลการจัดงานครั้งนี้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาร่วมชมนิทรรศการมากกว่า 5 ล้านคน และเกิดการจ้างงานมากกว่า 8,000 อัตรา ทำให้เกิดผลดีต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจ และก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนในจังหวัดเชียงรายและจังหวัดทางภาคเหนือของประเทศไทยไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาท

โดยมีระยะเวลาจัด 5 เดือนเต็ม ของการแสดงนิทรรศการและผลงานศิลปินร่วมสมัยที่แสดงอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ของเชียงรายนั้น ต่างได้รับแรงบันดาลใจทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีของกลุ่มชาติพันธุ์ และธรรมชาติอันงดงามซึ่งมีแหล่งประวัติศาสตร์และโบราณสถาน และมรดกทางศิลปวัฒนธรรมอันเก่าแก่มามากกว่า 700 ปี ประกอบกับทุกคนต่างมีศักยภาพอันเข้มแข็งของชุมชน ศิลปินเชียงรายจากต้นแบบ คือ ถวัลย์ ดัชนีและ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ สองศิลปินแห่งชาติ เป็นต้นแบบที่ดีในการสร้างสรรค์เมืองเชียงรายจึงทำให้เชียงรายเป็นเมืองศิลปะ ที่สามารถขับเคลื่อนมิติทางศิลปวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของไทยในเวทีโลก งานนี้เปิดแสดงถึง 30 เมษายน 2567 เพื่อให้ศิลปินจากต่างประเทศและนักท่องเที่ยวพากันชมผลงานศิลปะร่วมสมัยระดับนานาชาติครั้้งนี้อย่างทั่วทุกแห่ง

เศรษฐา ทวีสิน  นายกฯและรมว.คลัง

เศรษฐา ทวีสิน นายกฯและรมว.คลัง

เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมว.วัฒนธรรม

เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมว.วัฒนธรรม

ผลงานศิลปะร่วมสมัย

ผลงานศิลปะร่วมสมัย

ศิลปินนานาชาติ

ศิลปินนานาชาติ

ศิลปินชาวเชียงราย

ศิลปินชาวเชียงราย

ผลงานศิลปะร่วมสมัย

ผลงานศิลปะร่วมสมัย

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เวียงกุมกาม’ภูมิเมืองเก่าพญามังรายในยามแลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774217

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เวียงกุมกาม’ภูมิเมืองเก่าพญามังรายในยามแลง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เวียงกุมกาม’ภูมิเมืองเก่าพญามังรายในยามแลง

วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.08 น.

โขนยกรบ

ด้วยเวียงกุมกาม ในอดีตนั้นเป็นเมืองหลวงของล้านนาที่พญามังรายได้สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ. 1829โดยโปรดให้ขุดคูเวียงทั้งสี่ด้าน แล้วไขน้ำแม่ปิงมาขังไว้ใช้ในเมือง ประมาณว่าเวียงกุมกามและใกล้เคียงนี้ เป็นเวียง (เมือง) ทดลองที่สร้างขึ้นก่อนที่จะมามีการสร้างเมืองเชียงใหม่ หลังจากที่พญามังรายได้ปกครองและพำนักอยู่ในนครหริภุญชัย (ลำพูน) อยู่ 2 ปี พระองค์ได้ทรงศึกษาสิ่งหลายๆ อย่าง และมีพระราชดำริที่จะลองสร้างเมืองขึ้น เมืองนั้นคือ เวียงกุมกาม แต่พระองค์ก็ทรงสร้างไม่สำเร็จ เพราะเวียงแห่งนี้มีน้ำท่วมอยู่ทุกปีจนพญามังรายจึงทรงต้องไปปรึกษาพระสหาย คือพ่อขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัย และพญางำเมืองแห่งอาณาจักรพะเยา หลังจากทรงปรึกษากันแล้วจึงทรงตัดสินใจไปหาที่สร้างเมืองใหม่ ในที่สุดจึงได้พื้นที่นครพิงค์เชียงใหม่เป็นเมืองใหม่ และเป็นเมืองหลวงแห่งอาณาจักรล้านนาต่อมา เวียงกุมกามได้ล่มสลายลงเพราะเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2101-2317 ซึ่งตรงกับสมัยพม่าปกครองล้านนา เป็นเวลาสองร้อยกว่าปี แต่ไม่ปรากฏหลักฐานที่กล่าวถึงเวียงกุมกาม ทั้งๆ ที่เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่นี้เป็นเรื่องร้ายแรงมากผลการเกิดน้ำท่วมนี้ทำให้เวียงกุมกามถูกฝังจมลงอยู่ใต้ตะกอนดินจนยากที่จะฟื้นฟูกลับมาสภาพวัดต่างๆ และโบราณสถานที่สำคัญเหลือเพียงซากวิหารและเจดีย์ร้างที่จมอยู่ดินในระดับความลึกจากพื้นดินลงไปประมาณ 1.50-2.00 เมตร โดยวัดที่จมดินลึกที่สุดคือวัดอีค่าง รองลงมาคือ วัดปู่เปี้ย และวัดกู่ป่าด้อม

นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร

ต่อมาเรื่องราวของเวียงกุมกามได้เป็นที่สนใจของนักวิชาการ และประชาชนทั่วไป ทำให้หน่วยศิลปากรที่ 4 ขุดแต่งบูรณะวัดร้าง โดยขุดแต่งวิหารกานโถม ณ วัดช้างค้ำ
และบริเวณโดยรอบเวียงกุมกามอย่างต่อเนื่องจนถึง พ.ศ. 2545 ปัจจุบันเวียงกุมกามได้พัฒนาให้เป็นแหล่งความรู้การศึกษาในแบบของเรื่องราวทางสถาปัตยกรรมและ ศิลปกรรมตลอดจนวัฒนธรรมล้านนาต่างๆ เป็นศูนย์กลางของการนำเที่ยวชมโบราณสถานต่างๆ ในเขตเวียงกุมกามอยู่ที่วัดช้างค้ำ เวียงกุมกามแห่งนี้มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีความยาวประมาณ 850 เมตร ไปตามแนวทิศตะวันออกเฉียงใต้สู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และกว้างประมาณ 600 เมตร ตัวเมืองยาวไปตามลำน้ำปิงสายเดิมที่เคยไหลไปทางด้านทิศตะวันออกของเมือง ดังนั้นในสมัยโบราณตัวเวียงกุมกามจะตั้งอยู่บนฝั่งทิศตะวันตกหรือฝั่งเดียวกับเมืองเชียงใหม่ แต่เชื่อกันว่าเนื่องจากกระแสของแม่น้ำปิงเปลี่ยนทิศทาง จึงทำให้เวียงกุมกามเปลี่ยนมาตั้งอยู่ทางฝั่งด้านตะวันออกของแม่น้ำดั่งเช่นปัจจุบัน เวียงกุมกามอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเชียงใหม่ ประมาณ กม. 3-4 ถนนเชียงใหม่-ลำพูนด้านขวามือ ในเขตตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี และอยู่ใกล้ฝั่งด้านทิศตะวันออกของแม่น้ำปิง เมื่อวันที่1-2 ธันวาคม 2566 เวลา 16.00 -21.00 น. ที่ผ่านมากรมศิลปากรได้ให้มีงาน “แอ่วกุมกามยามแลง” จ.เชียงใหม่ เพิ่มศักยภาพโบราณสถาน ต่อยอดเศรษฐกิจด้วยทุนทางวัฒนธรรม โดย นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และ นายสุรพล เกียรติไชยากร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมท่องเที่ยวโบราณสถานยามค่ำคืน “แอ่วกุมกามยามแลง” ซึ่งมีการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุด ทูษณ์-ขร-ตรีเศียร-ยกรบ ณ ลานกิจกรรมวัดอีก้าง-วัดหนานช้าง เวียงกุมกาม ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เป็นการขับเคลื่อนนโยบาย THAILAND CREATIVE CONTENT AGENCY (THACCA) และ ONE FAMILY ONE SOFT  POWER (OFOS) ของรัฐบาล การจัดกิจกรรมท่องเที่ยวโบราณสถานยามค่ำคืน เป็นการพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์โบราณสถานเวียงกุมกาม ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญต้นทางของประวัติศาสตร์ล้านนาให้เกิดประโยชน์สูงสุดในฐานะทุนทางวัฒนธรรมที่พัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวในแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กิจกรรมทางวัฒนธรรมสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น โดยมีการแต่งกายชุดพื้นเมืองเข้าชมโบราณสถานยามค่ำคืน รวมถึงการนำเสนอเมนูอาหารพื้นถิ่นเลิศรสตามแบบฉบับของล้านนาเป็นการสร้างบรรยากาศและเปิดประสบการณ์ด้านสุนทรียะการชมโขนในเวียงกุมกาม เมืองโบราณขึ้น

พิธีเปิดงาน

พิธีเปิดงาน

นักแสดงกรมศิลปากร

นักแสดงกรมศิลปากร

โขน รามเกียรติ์ ชุด ทูษณ์-ขร-ตรีเศียร

โขน รามเกียรติ์ ชุด ทูษณ์-ขร-ตรีเศียร

แต่งกายผ้าพื้นเมืองชมโบราณสถาน

แต่งกายผ้าพื้นเมืองชมโบราณสถาน

กาดอาหารล้านนา

กาดอาหารล้านนา

เรียนรู้งานศิลปะ

เรียนรู้งานศิลปะ

ขันโตกล้านนา

ขันโตกล้านนา

นั่งรถม้าชมเมือง

นั่งรถม้าชมเมือง

ชมโขนกรมศิลปากร

ชมโขนกรมศิลปากร

การแสดงพื้นเมืองล้านนา

การแสดงพื้นเมืองล้านนา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วัดไชยวัฒนาราม’ ภูมิ Soft Power ละครพรหมลิขิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/772882

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดไชยวัฒนาราม’ ภูมิ Soft Power ละครพรหมลิขิต

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดไชยวัฒนาราม’ ภูมิ Soft Power ละครพรหมลิขิต

วันอาทิตย์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โบราณสถานยามราตรี

จากกระแสละคร “พรหมลิขิต” กระทรวงวัฒนธรรมได้ร่วมกับผู้จัดละครของสถานีโทรทัศน์ช่อง ๓ ถอดบทเรียนให้ละครเป็น Soft Powerที่ทำให้คนรุ่นใหม่รักศิลปวัฒนธรรมและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อสร้างรายได้แก่ชุมชนและประเทศ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ ที่ผ่านมานั้น นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมส่งเสริม Soft Power เบิกฟ้าอโยธยา ย้อนเวลาไปกับ พรหมลิขิต โดย นางยุพาทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายนิวัฒน์รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยานายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากรนางอรุโณชา ภาณุพันธุ์ ผู้จัดละคร นายเขมทัตต์พลเดช นายกสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ นายชาคริต ดิเรกวัฒนชัย รองกรรมการผู้อำนวยการ สำนักกิจการและสื่อสารองค์กร บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน)ร่วมด้วยผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ดารานักแสดงจากละครพรหมลิขิต เครือข่ายทางวัฒนธรรม และประชาชนที่สนใจร่วมกัน ณ อาคารเครื่องทองอยุธยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยาซึ่งมีการเสวนาร่วมกันถอดบทเรียนที่สำคัญจากการผลิตและนำเสนอละคร พรหมลิขิตเพื่อที่จะนำมาปรับใช้เป็นแนวทางส่งเสริมและผลักดันผลิตภัณฑ์ด้านวัฒนธรรมไทยออกสู่ระดับสากล เพื่อสร้างการรับรู้ และเพิ่มการท่องเที่ยว อันจะส่งผลต่อการสร้างรายได้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสู่ชุมชนทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรมสื่อบันเทิง หรือ FILM อันได้แก่ละครโทรทัศน์ ซีรี่ส์ภาพยนตร์ ฯลฯ เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างความสำเร็จในการผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ให้กับประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นแนวทางการส่งเสริมจากภาครัฐ เพื่อให้สื่อบันเทิงอย่างละครสามารถผลิตผลงานสู่สากลได้มากขึ้น จากการทำงานจนเกิดความสำเร็จของผู้ประกอบการและผู้จัดละครที่จะต้องผลิตคอนเทนต์ที่ทั้งต้องสนุกจนได้รับความนิยม และในขณะเดียวกันนั้นต้องร่วมกันเผยแพร่เรื่องราวความเป็นเอกลักษณ์ของไทยไปด้วย ให้เป็นพลังนิยมชมชอบที่จะทำให้ชาวต่างชาติเกิดความสนใจวัฒนธรรมไทยและเกิดรายได้ให้ประเทศต่อไป

วิทยากรการเสวนา

ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการส่งเสริมงานละครให้เป็นพลังของวัฒนธรรมและเกิดกิจกรรมขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่วัดไชยวัฒนารามนั้นได้มีการจัดบรรยากาศความร่มรื่นจากการบรรเลงและขับร้องดนตรีไทยสากล ของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร การออกร้านสาธิตอาหารไทยโบราณและผ้าลายอย่าง ท่ามกลางการแต่งตัวย้อนสมัยอยุธยา-รัตนโกสินทร์อย่างละครจนกลายเป็นสีสันของการเที่ยวย้อนอดีตในโบราณสถานในยามราตรี พร้อมกับเรียนรู้เรื่องวัดไชยวัฒนาราม ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่สมัยอยุธยาตอนปลายที่สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พ.ศ.๒๑๗๓ เดิมบริเวณนี้เป็นที่อยู่ของพระราชมารดาที่ได้สิ้นพระชนม์ไปก่อน เมื่อพระเจ้าปราสาททองเสวยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์จึงได้สร้างวัดไชยวัฒนารามขึ้นเพื่ออุทิศผลบุญนี้ให้กับพระราชมารดาของพระองค์ และเป็นวัดที่นำรูปแบบของสถาปัตยกรรมส่วนหนึ่งมาจากปราสาทนครวัด ความสำคัญในฐานะวัดหลวงที่บำเพ็ญพระราชกุศลของกษัตริย์สืบต่อมาที่ได้รับการปฏิสังขรณ์สืบต่อมาทุกรัชสมัยและใช้เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงศพพระบรมวงศานุวงศ์เกือบทุกพระองค์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สวรรคตก็ได้ถวายพระเพลิงที่วัดนี้ ในช่วงสงคราม พ.ศ.๒๓๑๐ นั้น วัดไชยวัฒนารามถูกแปลงเป็นค่ายตั้งรับศึก หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองแล้ว วัดไชยวัฒนารามได้ถูกปล่อยทิ้งให้ร้างและมีผู้ร้ายเข้าไปลักลอบขุดหาสมบัติ เศียรพระพุทธรูปถูกตัดขโมย มีการรื้ออิฐที่พระอุโบสถ และกำแพงวัดจนทรุดโทรม ภายหลังตั้งแต่ในปีพ.ศ.๒๕๓๐ กรมศิลปากรได้เข้ามาอนุรักษ์บูรณะบำรุงจนแล้วเสร็จในปีพ.ศ.๒๕๓๕ จนเป็นโบราณสถานสำคัญยอดนิยมที่นำไปเป็นฉากในละครย้อนอดีตอยู่บ่อยครั้ง จนให้เกิดกระแสนิยมวัฒนธรรม และรายได้จากท่องเที่ยวที่มีการเช่าชุดแต่งกายย้อนยุคถ่ายภาพให้เป็นคนชื่นชมประวัติศาสตร์และรักวัฒนธรรมจากสถาปัตยกรรมที่งดงามในอดีตมาจนวันนี้

ผู้บริหารวัฒนธรรมกับผู้จัดละคร

ผู้บริหารวัฒนธรรมกับผู้จัดละคร

พิธีเปิด

พิธีเปิด

พิธีเปิดงานเบิกฟ้าอโยธยา ย้อนเวลาไปกับพรหมลิขิต

พิธีเปิดงานเบิกฟ้าอโยธยา ย้อนเวลาไปกับพรหมลิขิต

ดนตรีในยามราตรี

ดนตรีในยามราตรี

ราตรีวัดไชยวัฒนาราม

ราตรีวัดไชยวัฒนาราม

แต่งกายย้อนอดีต

แต่งกายย้อนอดีต

ผู้ร่วมงานเสวนา

ผู้ร่วมงานเสวนา

ผ้าลายอย่างอยุธยา

ผ้าลายอย่างอยุธยา

ตลาดย้อนอดีต

ตลาดย้อนอดีต

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เชียงราย’ ภูมิศิลปินผู้สร้างศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/771444

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เชียงราย’ ภูมิศิลปินผู้สร้างศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เชียงราย’ ภูมิศิลปินผู้สร้างศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สัญลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์

การจัดงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale, Chiang Rai 2023 ที่จะมีขึ้นในวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๖๖ ถึง ๓๐ เมษายน ๒๕๖๗ นี้ ได้มีการคัดเลือกศิลปินจากทุกทวีปทั่วโลก ๒๑ ประเทศ จำนวน ๖๐ คน เข้าร่วมสร้างสรรค์ผลงาน ดังนั้น ในการเปิดตัวศิลปิน ๒๐ คนสุดท้าย และติดตาม ความพร้อมในด้านสถานที่การจัดงาน โดยมีศิลปินร่วมกันสร้างผลงานพร้อมที่ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานให้ปรากฏนั้น ในวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๖นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วย นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวรปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย คุณหญิงปัทมาลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย นายประสพ เรียงเงินผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ และภัณฑารักษ์ พร้อมด้วยศิลปินและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันชื่นชม และเปิดโลก The open world : Chiang Rai Art Carnival 2023 เพื่อสร้างการรับรู้การจัดงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale, Chiang Rai 2023 โดยมีขบวนพาเหรดศิลปะร่วมสมัย “เปิดโลก ๑๘ อำเภอ” ณ บริเวณหอฬิกาเชียงราย ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เป็นการเตรียมความพร้อมด้วยการจัดขบวนแห่ Art Carnival ของศิลปินขัวศิลปะเชียงรายร่วมกับคนในชุมชนของแต่ละอำเภอ

โดยมีแนวคิดและสร้างประติมากรรมทั้ง ๑๘ ผลงาน เพื่อจัดแสดงในสถานที่ต่างๆ อาทิ สนามบินนานาชาติแม่ฟ้าหลวง และลานประติมากรรมริมแม่น้ำกก ณ สวนไม้งามริมน้ำกก โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ผลงานตามแนวคิดของศิลปินนั้น ได้แก่ ๑.ผลงานและแนวคิด “Throne of King Mangrai บัลลังก์มังราย” สัญลักษณ์ความยิ่งใหญ่และพระราชอำนาจ ของพญาผู้สถาปนาเมืองเชียงรายเป็นราชธานี ๒.ผลงาน “ดวงตาแห่งความรุ่งโรจน์” โดยนำสัญลักษณ์ของดวงตาซึ่งตรงกับคำว่าเปิดโลก ๓.ผลงานศิลปะ “มรดกสายน้ำแห่งชีวิต” ๔.ผลงานสื่อถึงเมืองพหุวัฒนธรรมของเมืองเชียงแสนผ่านประติมากรรม “เชียงแสนหงส์ดา”๕.ผลงานประติมากรรม “เรือใบไม้” และ “เมล็ดพันธุ์”โดย เรือ เป็นการเดินทางสู่จุดหมาย ในรูปทรงของใบไม้ ที่ใช้ “ใบยางพารา” อันเป็นผลผลิตหลักของอำเภอดอยหลวง

ผู้สนับสนุนการจัดงานศิลปเชียงราย

๖.ผลงานแนวคิด “เมืองเทิงรุ่งเรืองศิลปะ สานศรัทธาแห่งสายน้ำ และสีสันแห่งยอดดอย”เมืองเทิงเป็นเมืองประวัติศาสตร์ ๗.แนวความคิดจากเมล็ดข้าว เป็นตัวแทนของพืชพันธุ์ต่างๆ บ่งบอกถึงวิถีชีวิตของชาวนาป่าแดด นับจากการหว่านเมล็ด ๘.ผลงาน “ประติมากรรมดอกไม้เปิดโลก” ผ่าน“ทุ่งดอกบัวตอง” แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของอำเภอพญาเม็งราย ๙.ผลงาน “ประติมากรรมของคนเมืองพาน” ออกแบบปลาให้เป็นภาพไทยเป็นปลาในวรรณคดี เปรียบเหมือนปลานิลของอำเภอพาน ส่วนรูปทรงพีระมิดที่เป็นวัสดุสเตนเลสแทนเป็นพระธาตุ ดอยจอมแว้ ๑๐ ผลงาน “จิตวิญญาณแม่จัน” เป็นการดึงเอาวัฒนธรรม ประเพณี เรื่องราวต่างๆ ความเชื่อภูมิปัญญา ผู้คนที่อาศัยร่วมกันเป็นอันหนึ่งเดียวกัน

๑๑.ผลงานประติมากรรมคิดถึงสมเด็จย่า, ตุงชาติพันธุ์,ขบวนสีสันสาวดอย การแสดงชนเผ่า “วิถีชีวิต ลิขิตแห่งรัก” และขวัญฟ้าไหว้สาแม่ฟ้าหลวง ๑๒.ประติมากรรม “สีสันกล๋างนา” ที่สร้างสรรค์โดย กลุ่มศิลปินแม่ลาว และชาวบ้านอำเภอแม่ลาว โดยสื่อหุ่นไล่กาแบบต่างๆ ๑๓.ผลงานประติมากรรม “แมงอี่โก๋” จาก “แม่ซ่วย” ชื่อดั้งเดิมของอําเภอแม่สรวย และวงดุริยางค์ บรรเลงเพลงชนเผ่าร่วมสมัย เสียงจากพงไพร นักแสดงตีกะหลก ๑๔.ผลงานประติมากรรม “Angle of Maesai” รวมอารยธรรมชนเผ่ามากถึง ๑๑ ชาติพันธุ์ ๑๕.ประติมากรรม “Miracle of Wiang Kaen” ได้แรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตของชาวอำเภอเวียงแก่น ซึ่งปลูกส้มโอในอำเภอเวียงแก่นจนมีชื่อเสียง คือ ส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่ พันธุ์ทองดีและพันธุ์เซลเลอร์ ๑๖.ผลงาน “วิถีชุมชนคนเวียงชัย” พระธาตุศรีจอมเทพสวยเด่น หนองหลวงแหล่งปลาดอนศิลาผาใหญ่ พระเจ้ากือนาลือไกล เวียงชัยข้าวดี ๑๗.ผลงานประติมากรรม “พญานกรุ้ง”เรื่องเล่าของ อ.เวียงเชียงรุ้ง เรื่องปทุมมาคำกลอง ๑๘.ผลงานจากตำนานแม่กาขาว เป็นกุศโลบายในการนำผู้คนเข้าสู่พระพุทธศาสนา ทำให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธา หลอมรวมผู้คนในทุกพื้นที่ให้มีความเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งกลุ่มคนเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ นี่คือผลงานศิลปินเมืองเชียงรายกระจายอยู่ทุกอำเภอ

ศิลปินขัวศิลปะเชียงราย

ศิลปินขัวศิลปะเชียงราย

พิธีเปิดโลกศิลปะเชียงราย

พิธีเปิดโลกศิลปะเชียงราย

ผู้บริหารวัฒนธรรมและผู้สนับสนุน

ผู้บริหารวัฒนธรรมและผู้สนับสนุน

ขบวนพาเหรดศิลปะร่วมสมัย

ขบวนพาเหรดศิลปะร่วมสมัย

สร้างสรรค์จากตำนาน

สร้างสรรค์จากตำนาน

ประติมากรรมดวงตาเปิดโลก

ประติมากรรมดวงตาเปิดโลก

ชาติพันธุ์ในเชียงราย

ชาติพันธุ์ในเชียงราย

ขบวนอำเภอเวียงเชียงรุ้ง

ขบวนอำเภอเวียงเชียงรุ้ง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระพุทธสิหิงค์ ปางสมาธิ’ ภูมิรุ่งเรืองแห่งพุทธศาสนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/770047

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระพุทธสิหิงค์ ปางสมาธิ’  ภูมิรุ่งเรืองแห่งพุทธศาสนา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระพุทธสิหิงค์ ปางสมาธิ’ ภูมิรุ่งเรืองแห่งพุทธศาสนา

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พระราชวังบวรสถานมงคล

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีเถาะ ที่ผ่านมากรมศิลปากรโดย นายพนมบุตร จันทโชติ อธิบดีกรมศิลปากรและผู้บริหารได้ร่วมกันจัดพิธีบวงสรวงพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปสำคัญประจำพระราชวังบวรสถานมงคล เพื่อจะจัดพิธีมหาพุทธาภิเษก ภายในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดย นิมนต์พระเถรานุเถระ ผู้ได้รับความเคารพนับถือจากประชาชน จำนวน ๙ รูป มาทำพิธีในวันอาทิตย์ที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ เวลา๑๓.๔๙ น. ซึ่งเป็นวันมหาสิทธิโชค และตรงกับราชาแห่งฤกษ์ โดยจะอัญเชิญวัตถุมงคลที่จัดสร้างทั้งหมดไว้ภายในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ เป็นเวลา๑ ราตรี เพื่อซึมซับความศักดิ์สิทธิ์ จากองค์พระพุทธสิหิงค์ ซึ่งถือเป็นสิริมงคลอย่างยิ่ง การจัดสร้างพระพุทธสิหิงค์จำลอง ในโอกาสครบรอบ ๑๑๒ ปีแห่งการสถาปนากรมศิลปากร และได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดสร้างพระพุทธสิหิงค์จำลอง และเหรียญพระพุทธสิหิงค์ เพื่อหารายได้นำเข้ากองทุนโบราณคดี ใช้ในการบูรณะโบราณสถาน และกิจการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศ

คณะผู้บริหารกรมศิลปากร

การจัดสร้างครั้งนี้ ออกแบบโดยสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ด้วยฝีมืออันงดงาม ถือเป็นการจัดสร้างครั้งแรก และจัดสร้างจำนวนจำกัด พิเศษคือใต้ฐานของพระพุทธสิหิงค์จำลองทุกองค์ได้บรรจุไม้ช่อฟ้าเดิมซึ่งเป็นส่วนสูงสุดของพระที่นั่ง พุทไธสวรรย์ สถานที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ และเทียนชัยเข้าพรรษา ซึ่งถวายองค์พระพุทธสิหิงค์เพื่อเป็นนิมิตแห่งความสว่างไสวของชีวิต อันเป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่หาได้ยากด้วยปรากฏในตำนานเล่าสืบต่อกันถึงความศักดิ์สิทธิ์แห่งองค์พระพุทธสิหิงค์ว่า “พระพุทธสิหิงค์เมื่อประทับอยู่ ณ ที่ใด ย่อมทรงทำให้ตามพระพุทธศาสนารุ่งเรืองดั่งดวงประทีปชัชวาล เหมือนหนึ่งว่าพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่” ด้วยการสร้างนั้นได้อุบัติจากแรงอธิษฐาน ๓ ประการ คือ ๑.แรงอธิษฐานจากพระอรหันต์ผู้ร่วมพิธี ๒.แรงอธิษฐานจากพระเจ้ากรุงลังกาผู้สร้าง ๓.อานุภาพแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้น พระพุทธสิหิงค์ องค์สำคัญนี้จึงเป็นพระพุทธรูปโบราณที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งหล่อด้วยสำริดหุ้มทอง ปางสมาธิสูง ๗๙ เซนติเมตร หน้าตักกว้าง ๖๓ เซนติเมตร เป็นศิลปะแบบลังกา ตามประวัตินั้นกล่าวว่า พระเจ้าสีหฬะ พระมหากษัตริย์แห่งลังกาทวีปทรงสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๗๐๐ ต่อมานั้น พระเจ้าศรีธรรมโศกราชแห่งแคว้นตามพรลิงก์ได้ไปขอมาถวายพระร่วงแห่งกรุงสุโขทัย เมื่อสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 แห่งกรุงศรีอยุธยา ได้กรุงสุโขทัยเป็นเมืองขึ้น จึงได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่กรุงศรีอยุธยา

ผู้สนใจบูชาพระพุทธสิหิงค์

ต่อมาได้มีผู้นำไปไว้ที่เมืองกำแพงเพชรและเชียงราย เมื่อพระเจ้าแสนเมืองมา เจ้านครเชียงใหม่ยกทัพไปตีเมืองเชียงรายได้ จึงได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่เชียงใหม่พร้อมกับพระแก้วมรกตเมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชตีเมืองเชียงใหม่ได้เมื่อ พ.ศ.๒๒๐๕ ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่วัดพระศรีสรรเพชญ์ กรุงศรีอยุธยาเป็นเวลานานถึง ๑๐๕ ปี เมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐ นั้น ชาวเชียงใหม่ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์กลับไปที่เชียงใหม่ เมื่อมณฑลพายัพได้กลับมาเป็นของไทยในสมัยรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ ๑ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท โปรดให้อัญเชิญลงมายังกรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ.๒๓๓๘ อัญเชิญประดิษฐานณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระราชวังบวรสถานมงคลมาจนทุกวันนี้และอัญเชิญออกมาช่วงเทศกาลสงกรานต์ให้ประชาชนไทยได้สักการะและสรงน้ำเป็นประจำทุกปี สำหรับพระพุทธสิหิงค์ที่สำคัญองค์อื่นนั้นว่าอีกหลายองค์ เช่น พระพุทธสิหิงค์ ในวิหารวัดพระเจ้าเม็งรายเป็นพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัย สร้าง พ.ศ.๒๐๑๒ โดยพระสังฆราชนามว่า พระศรีสัทธัมมไตรโลกรัตนจุฬามหาสังฆราช พระพุทธสิหิงค์ วัดพระสิงห์เมืองเชียงใหม่และพระพุทธสิหิงค์เมืองนครศรีธรรมราชเป็นพุทธลักษณะปางมารวิชัย ศิลปะเชียงแสนมีพุทธลักษณะนั่งขัดสมาธิเพชร ผู้สนใจความศักดิ์สิทธิ์ในวาระอันเป็นมงคลนี้ติดต่อเช่าบูชาได้ที่ ฝ่ายพัสดุ กลุ่มคลังและพัสดุ สำนักบริหารกลาง ชั้น ๓อาคารกรมศิลปากร เทเวศร์ โทร.๐๒-๑๒๖๖๕๕๙ ด้วยเป็นครั้งแรกของการสร้างพระพุทธสิหิงค์เพื่อความรุ่งเรืองแห่งพุทธศาสนาและบ้านเมือง

พระพุทธสิหิงค์ วังหน้า

พระพุทธสิหิงค์ วังหน้า

พระพุทธสิหิงค์ ประจำวังหน้า

พระพุทธสิหิงค์ ประจำวังหน้า

ภาพเขียนตำนานพระพุทธสิหิงค์

ภาพเขียนตำนานพระพุทธสิหิงค์

พระมหาราชครูเจ้าพิธีบวงสรวง

พระมหาราชครูเจ้าพิธีบวงสรวง

พระราชวังบวรสถานมงคล

พระราชวังบวรสถานมงคล

พิธีบวงสรวง

พิธีบวงสรวง

วัตถุมงคลที่จะนำบรรจุ

วัตถุมงคลที่จะนำบรรจุ

พระพุทธสิหิงค์ วัดพระสิงห์

พระพุทธสิหิงค์ วัดพระสิงห์

พระพุทธสิหิงค์เมืองนครศรีธรรมราช

พระพุทธสิหิงค์เมืองนครศรีธรรมราช

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองยโสธร’ภูมิวิถีชาวนา ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่แห่งอีสาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/768625

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'เมืองยโสธร'ภูมิวิถีชาวนา ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่แห่งอีสาน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองยโสธร’ภูมิวิถีชาวนา ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่แห่งอีสาน

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.15 น.

วราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีประธานพิธี

อาทิตย์นี้ได้ตามรอยสยามไปกับนางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม  ซึ่ง นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีฯได้มอบหมายให้เป็นประธานเปิดงานมหกรรมวัฒนธรรมจังหวัดยโสธร ปี ๒๕๖๖ โดยมี นายไกร เอี่ยมจุฬา รองผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร ดร.ประยงค์ แก่นลาประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดยโสธรและภาคีเครือข่ายวัฒนธรรมร่วมงานกันที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร ซึ่งการจัดงานมหกรรมครั้งนี้ เป็นการสนับสนุนการสร้างพลังสร้างสรรค์ของคนในชุมชน เพื่อยกระดับและพัฒนาความรู้ความสามารถให้เกิดการสร้างมูลค่าและสร้างรายได้จากต้นทุนทางวัฒนธรรม รวมทั้งอนุรักษ์ ฟื้นฟู ส่งเสริม และพัฒนางานด้านศิลปะ วัฒนธรรม มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อนำมาต่อยอดในการสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจตามนโยบายของ กรมส่งเสริมวัฒนธรรมและกระทรวงวัฒนธรรม โดยมีการจัดงานขึ้นในวันที่ ๒-๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ โดยเฉพาะต้นทุนวัฒนธรรมของจังหวัดยโสธรนั้นเป็นเมืองโบราณที่มีการพัฒนาการต่อเนื่องมาหลายยุคสมัย เป็นเมืองที่มีความสำคัญในเรื่องวิถีการทำนาปลูกข้าว ดังปรากฏนิทาน ตำนานพื้นบ้าน ที่เล่าขานสืบกันคือเรื่อง ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ จากหลักฐานการสำรวจทางโบราณคดีพบจารึกบ้านตาดทอง และโบราณสถานที่บ้านตาดทองคือ พระธาตุตาดทอง ซึ่งปัจจุบันมีความพยายามเรียกให้เป็นธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ตามตำนาน ทั้งๆ ที่ใกล้กันนั้นมีธาตุลูกฆ่าแม่ อยู่ที่วัดทุ่งสะเดาอีกแห่งหนึ่งจนเป็นเรื่องสับสนของนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่ทุกวันนี้ ก่อนนั้นเคยมีการเรียกร้องให้มีการใช้ชื่อธาตุทั้งสองแห่งให้ถูกต้องมาแล้ว ระหว่างความเชื่อตามตำนานตามคนเล่ากับหลักฐานทางโบราณคดีน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในข้อสรุปดังกล่าว

จารึกบ้านตาดทอง

สำหรับทางด้านโบราณคดีนั้นได้มีการสำรวจค้นพบจารึก ๔ หลัก ได้แก่ จารึกดงเมือง ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ กล่าวถึงชื่อเมืองศังขปุระ และราชสกุล จารึกบ้านตาดทอง ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕ กล่าวถึง ศรีอีสานวรมัน กษัตริย์แห่งอาณาจักรเจนละพ.ศ.๑๑๕๙-๑๑๗๘ ได้พระราชทานบุตรีชื่อนางสุรัสวดี พร้อมด้วยหมู่บุตรหลาน ข้าทาส เงินทองให้แก่ชายหนุ่มผู้เป็นเชื้อพระวงศ์เพื่อมงคลสมรส แสดงให้เห็นว่าบริเวณนี้เป็นชุมชนใหญ่ ชื่อว่าเมืองศังขปุระนคร และมีความสัมพันธ์กับอาณาจักรขอมในฐานะเครือญาติ จารึกการสร้างพระธาตุอานนท์ วัดมหาธาตุ เมื่อปี พ.ศ.๑๒๑๘ โดย เจตตานุวิน และจินดาชานุ สองพี่น้องชาวนครเวียงจันทน์ กับเอียงเวธา ผู้ปกครองชุมชนชาวขอม ในยุคของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๑ กษัตริย์แห่งอาณาจักรเจนละพ.ศ.๑๒๐๐-๑๒๓๓ จารึกโนนสัง ประมาณ พ.ศ.๑๔๓๒กล่าวสรรเสริญเทพเจ้าพระนามว่า โสมาทิตย์ซึ่งไม่ปรากฏพระนามว่าเป็นกษัตริย์ของอาณาจักรขอมสมัยใด ดังนั้น พื้นที่เมืองยโสธรเคยเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ของไทยและการเขียนสียุคเดียวกับโบราณสถานบ้านเชียง และร่องรอยการสร้างชุมชนด้วยการขุดคูน้ำล้อมรอบ แล้วนำดินที่ขุดมาเป็นคันดินล้อมบริเวณคู่ไปกับคูน้ำ เป็นถิ่นฐานที่เกิดขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่๑๑-๑๒ ในพื้นที่บ้านตาดทอง บ้านขุมเงิน อำเภอเมืองยโสธร บ้านโนนเมืองน้อย ดงเมืองเตย อำเภอคำเขื่อนแก้ว บ้านบึงแก บ้านคูสองชั้น บ้านหัวเมืองบ้านบากเรือ อำเภอมหาชนะชัย บ้านโพนแพงบ้านน้ำอ้อม บ้านหมากมาย บ้านแข้ และบ้านโพนเมืองอำเภอค้อวัง ตามชุมชนดังกล่าวนี้พบศิลปวัตถุร่วมสมัยกับศิลปกรรมแบบอมราวดี, ทวารวดี และลพบุรีปะปนอยู่ด้วย ตามตำนานอุรังคนิทาน(พระธาตุพนม) นั้นได้มีข้อความว่า ชาวสะเดาตาดทองได้นำสิ่งของมาช่วย คือชาวบ้านตาดทอง ชาวบ้านสะเดา สำหรับความเป็นเมืองยศสุนทรหรือยโสธรนั้นเพิ่งมาตั้งกันภายหลังจาก บ้านสิงห์ท่า เมืองยศสุนทร เป็นเมืองเก่าแก่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำชี อยู่ยาวนานมากว่า ๒๕๐ ปี ต่อมาปี พ.ศ.๒๔๔๓ ได้ถูกรวมเข้าอยู่ในสังกัดมณฑลลาวฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือ(มณฑลลาวกาว) และกลายเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี  และถูกจัดตั้งขึ้นเป็นจังหวัดโดยคณะปฏิวัติสมัย จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งมีประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๗๐ ลงวันที่ ๖ กุมภาพันธ์๒๕๑๕ โดยให้แยกอำเภอยโสธร อำเภอกุดชุม อำเภอเลิงนกทา อำเภอคำเขื่อนแก้ว อำเภอมหาชนะชัยและอำเภอป่าติ้ว ออกจากจังหวัดอุบลราชธานี แล้วรวมกันตั้งเป็นจังหวัดยโสธร ภูมิสถานการทำนาข้าวในอดีต และแหล่งธาตุก่องข้าวน้อย หากไม่ฟื้นคืนกลับให้ถูกความตามหลักฐานก็เป็น แหยม ยโสธร ให้ได้พูดติดปากติดคำกันต่อไป

พิธีเปิดมหกรรมวัฒนธรรมยโสธร

พิธีเปิดมหกรรมวัฒนธรรมยโสธร

ผู้นำและเครือข่ายวัฒนธรรม

ผู้นำและเครือข่ายวัฒนธรรม

การแสดงจากเครือข่ายวัฒนธรรม

การแสดงจากเครือข่ายวัฒนธรรม

มาลัยข้าวตอก

มาลัยข้าวตอก

พิธีสู่ขวัญ

พิธีสู่ขวัญ

พระธาตุตาดทอง

พระธาตุตาดทอง

ธาตุลูกฆ่าแม่ วัดทุ่งสะเดา

ธาตุลูกฆ่าแม่ วัดทุ่งสะเดา

ทุ่งนาปลูกข้าว

ทุ่งนาปลูกข้าว

ตุ้มโฮม ปัญญาประดิษฐ์ยโสธร

ตุ้มโฮม ปัญญาประดิษฐ์ยโสธร

ช่างสลักไม้

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วัดสังกัสรัตนคีรี’ภูมิงานตักบาตรเทโวเมืองอุทัยธานี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767210

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดสังกัสรัตนคีรี’ภูมิงานตักบาตรเทโวเมืองอุทัยธานี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดสังกัสรัตนคีรี’ภูมิงานตักบาตรเทโวเมืองอุทัยธานี

วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 08.00 น.

เขาแก้วที่ตั้งมณฑปพระพุทธบาท

วันออกพรรษาที่ผ่านมานั้น งานประเพณีที่รู้จักกันดี คืองานตักบาตรเทโว ซึ่งเกือบทุกวัดมักจัดกันในชื่อต่างๆ เช่น งานวันเทโว หรือวันพระเจ้าเปิดโลก งานตักบาตรดอกไม้ งานตักบาตรเขาวงกต งานตักบาตรพระร้อย แล้วแต่คิดตั้งกันให้มีจุดสนใจ ระยะมีการเติมชื่องานเป็นวันเทโวโรหนะ (โรหนะสูตร ที่กล่าวถึงเรื่องนี้) แต่ที่น่าสนใจมากกว่าคือ งานตักบาตรเทโวอุทัยธานี ด้วยมีการสร้างวัดเป็นเมืองในพุทธตำนาน คือ สังกัสนคร และถือเป็นวัดใจกลางแผ่นดินที่สืบต่อประเพณีแต่โบราณ ที่ถือเอายอดเขาเป็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และมีบันไดถอดยาวลงมาสู่ด้านล่างให้ชาวพุทธได้ใส่บาตรพระเสมือนหนึ่ง พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ซึ่งพบว่าในสมัยทวารวดี มีการสร้างวัดโคกไม้เดนวัดเขาแก้วหัวแด่น (พยุหะ) วัดเขาดีสลัก สมัยสุโขทัย มีการสร้างวัดสะพานหิน วัดเขากบเมืองพระบาง สมัยอยุธยา มีการสร้างวัดพระพุทธบาท วัดพระพุทธฉาย สมัยรัตนโกสินทร์สร้างวัดสระเกศ และมีอีกหลายวัดทุกภูมิภาคมักนิยมสร้างวัดในทำนองเดียวกันคือมีบันไดทอดลงมาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ส่วนใหญ่เป็นรอยพระพุทธบาท หรือเจดีย์ที่อยู่บนยอดเขา เช่นเดียวกับ วัดสังกัสรัตนคีรี ที่บ้านสะแกกรัง หมู่ ๓ ตำบลน้ำซึม อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานีแต่เดิมบนเขานี้พบว่ามีร่องรอยโบราณสถานอยู่แต่เดิม เมื่อ พระปลัดใจ เจ้าอาวาสวัดทุ่งแก้วได้ขึ้นสำรวจจึงพบว่าภูมิสถานที่แห่งนี้ควรสร้างมณฑปและวัดขึ้นที่เดิม โดยสร้างมณฑปชื่อว่า สิริมายากุฎาคาร และสร้างบันไดทอดยาวลงไปเชิงเขาซึ่งสร้างเป็น วัดสังกัสรัตนคีรี โดยกำหนดให้มีประตูสวรรค์แบ่งสวรรค์และโลกมนุษย์ และมีพระอุโบสถ์อยู่ไหล่เขาด้านล่าง มีวิหารน้อยอยู่เชิงบันไดทั้งสองข้าง ตามบันไดทั้งสองข้างสร้างหอตั้งระฆังเรียงรายขึ้นไปสู่ยอดเขา ซึ่งเดิมการตักบาตรเทโวนั้น พระครูเจี้ยม เจ้าคณะเมืองอุทัยธานีในอดีตได้สร้างมณฑปและบันไดขึ้นที่วัดเขาโคกโค ก่อนมีการย้ายเข้าไปตั้งบ้านสะแกกรังและสร้างวัดสังกัสรัตนคีรีขึ้น

เขาหน้าเมืองสังกัสสะในอินเดีย

ในพุทธกาลนั้น นครสังกัสสะถือเป็นสถานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงยมกปกฏิหาริย์แล้ว เสด็จขึ้นไป ณ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ทรงจำพรรษาตลอด ๓ เดือน ทรงแสดงพระธรรมเทศนา อภิธรรม ๗ คัมภีร์ โปรดพุทธมารดาและเหล่าทวยเทพยดาทั้งหลาย พอถึงวันปวารณา เสด็จสู่เมืองมนุษย์ พระโมคคัลลานะ แสดงปาฏิหาริย์ เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ณ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ทูลถามพระองค์จะเสด็จลงมาสู่โลกมนุษย์ ณ ที่ใดพระองค์ตรัสถามว่า พระสารีบุตร จำพรรษาที่ใดเมื่อทราบว่าท่านทั้งสองจำพรรษาที่นครสังกัสสะพระพุทธองค์จึงเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ที่ใกล้ประตูเมืองสังกัสสะนคร ท่ามกลางพรหมที่แวดล้อมเป็นบริวารดังนั้น สังกัสสะนคร จึงเป็นสถานที่พระพุทธเสด็จลงสู่พื้นโลกมนุษย์ ซึ่งมีพุทธสาวกและเจ้าครองเมืองผู้ศรัทธาในพระองค์มารอรับเสด็จอยู่ที่สังกัสสะนครนั้นได้เกิดการถวาย สังฆทานขึ้นครั้งแรกของโลกดังนั้น สิ่งของพุทธบูชานั้นจึงถือเป็นมหาสังฆทานสำหรับพุทธสาวกและวัดต่างๆ ในโอกาสเดียวกัน จากบันทึกพระเถระ เรวตะ ที่มาพักนครสังกัสสะได้กล่าวว่าบริเวณสังกัสสะมีอาณาเขตถึง ๒,๐๐๐ ลี้ มีวัดทางพระพุทธศาสนา ๔ วัด มีพระสงฆ์ ๑,๐๐๐ รูป ทั้งหมดเป็นฝ่ายมหายาน นิกายสัมมิติยะ มีเทวาลัยอยู่๑๐ แห่ง และในเมืองนี้ยังมีนักบวชนอกพระพุทธศาสนาอยู่เป็นจำนวนมาก พลเมืองที่อยู่อาศัย มีกิริยานุ่มนวลพวกผู้ชายตั้งหน้าตั้งตาเล่าเรียน มีสังฆารามใหญ่ประดิษฐานพระพุทธรูปวิจิตร ในบริเวณสังฆารามมีบันได ๓ ชั้น ตั้งเรียงกันเป็นที่หมายให้รู้ว่าพระบรมศาสดาเสด็จลงจากดาวดึงส์สวรรค์สู่โลกมนุษย์ที่แห่งนั้น เมื่อ พระเจ้าอโศกมหาราชเสด็จธรรมยาตราตรงบริเวณที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงสู่มนุษยโลกก็พบว่าบันไดทั้ง ๓ ก็ได้เหลือให้เห็นเพียง ๗ ขั้น พระเจ้าอโศกมหาราช ให้ทำการขุดดูลึกลงไปถึงบาดาลก็ยังไม่สิ้นสุด พระองค์จึงสร้างอุโบสถคลุมบันไดไว้พร้อมกับโปรด ฝังเสาหินศิลาจารึก และประดิษฐานสิงโตไว้บนยอดเสาให้เห็นความมหัศจรรย์ของสิงโตไว้ตามมุมต่างๆดังนั้น การเสด็จลงจากเทวโลกที่เมืองสังกัสสะนครในกาลที่เสด็จลงจากเทวโลกนั้นจึงมีเนินเป็นเดียวกันที่เปิดโลกถึงพรหมโลก เมื่อทรงแลดูข้างล่างสถานที่นั้นก็มีเนินอันเดียวกัน จนถึงอเวจีมหานรก ทรงแลดูทิศใหญ่และทิศเฉียง จักรวาลหลายแสนก็มีเนินอันเดียวกันเทวดาก็เห็นพวกมนุษย์ แม้พวกมนุษย์ก็เห็นเทวดาสัตว์นรกก็เห็นมนุษย์และเทวดา ต่างก็เห็นกันเฉพาะหน้าทีเดียว ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเปล่งฉัพพรรณรังสีขณะที่พระองค์เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ รุ่งขึ้นวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ในวันเทโว..วันเสด็จเทวโลกของพระพุทธเจ้า

พระปลัดใจ ผู้ตั้งวัดสังกัสรัตนคีรี

พระปลัดใจ ผู้ตั้งวัดสังกัสรัตนคีรี

จาริกธรรมรอบเขาสังกัสสะที่อินเดีย

จาริกธรรมรอบเขาสังกัสสะที่อินเดีย

จิตรกรรมวันเสด็จเทวโลก

จิตรกรรมวันเสด็จเทวโลก

เจดีย์ดาวดึงส์ในวิหาร

เจดีย์ดาวดึงส์ในวิหาร

บันไดนาคปัจจุบัน

บันไดนาคปัจจุบัน

พระปางเปิดโลก

พระปางเปิดโลก

พระพุทธบาท

พระพุทธบาท

พระพุทธรูปปางเสด็จดาวดึงส์พบที่อุทัยธานี

พระพุทธรูปปางเสด็จดาวดึงส์พบที่อุทัยธานี

ภาพเก่าวัดสังกัสรัตนคีรี

ภาพเก่าวัดสังกัสรัตนคีรี

มณฑปสิริมายากุฎาคาร

มณฑปสิริมายากุฎาคาร

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘คลองบางหลวง’ ภูมิตลาดบกของชุมชนเก่าอยุธยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765713

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘คลองบางหลวง’ ภูมิตลาดบกของชุมชนเก่าอยุธยา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘คลองบางหลวง’ ภูมิตลาดบกของชุมชนเก่าอยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เรือนักท่องเที่ยว

จากกระแสเที่ยวชุมชนยลวิถีนั้นได้ส่งให้เกิดความสำคัญกับ “๑๐ ตลาดบก ๖ ตลาดน้ำ” ที่กระทรวงวัฒนธรรมโดย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้นำเอาตลาดทั้งบกและน้ำมาแนะนำให้เห็นเป็นตัวอย่างของการบริหารจัดการให้ตลาดในชุมชนแต่ละแห่งมีจุดน่าสนใจจากผลงานจากคนในชุมชนนั้น จนสามารถสร้างกิจกรรมให้เด่นชัดจนกลายเป็นจุดท่องเที่ยวขึ้นจากต้นทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งมีเครือข่ายวัฒนธรรม-เขตภาษีเจริญ ร่วมกันจัดการเปิดตัว “ตลาดบกคลองบางหลวง” เพื่อร่วมสืบสานวัฒนธรรมไทย  สัมผัสวิถีชีวิตริมคลอง และเรียนรู้กิจกรรมจากงานศิลป์ ถิ่นหุ่นละครเล็ก และสินค้าของชุมชน ซึ่งก่อนหน้านั้นมีนักท่องเที่ยว เข้ามาจนเกิดตลาดที่สามารถกระตุ้นเศษฐกิจรายได้ให้ชุมชนคนบางหลวง เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคมที่ผ่านมา นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรมได้มา เป็นประธานเปิดตลาดบก“ตลาดคลองบางหลวง” โดยมี นางสาวลิปิการ์กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรมนายธวัชชัย แพงไทย ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตภาษีเจริญได้ร่วมยินดีและชมตลาดโดยมีนายสมชาย พึ่งศิลป์ ประธานชุมชนกำแพงทองพัฒนา และคณะกรรมการชุมชนผู้ขับเคลื่อนตลาดให้การต้อนรับและนำชมกิจกรรมของตลาดบกริมคลองบางหลวง

คณะผู้ดูแลชุมชนคลองบางหลวง

คลองบางหลวง แห่งนี้เป็นชุมชนริมน้ำเก่าแก่ที่เกิดขึ้นในสมัยอยุธยา เดิมเป็นชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาเดิม แต่ด้วยเป็นแม่น้ำช่วงที่อ้อมจนทำให้เรือสินค้าเสียเวลาในการเดินทางแม่น้ำมาก จึงเป็นเหตุให้พระไชยราชาธิราช โปรดเกล้าฯให้ขุดคลองลัดขึ้น ในปี พ.ศ. ๒๐๖๕ เพื่อร่นระยะทางและเวลาให้เรือสินค้าของพ่อค้าต่างชาติเดินทางเข้าไปค้าขายและเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาได้เร็วขึ้น หลังจากขุดคลองแล้วคลองที่ขุดนั้นกลับมีขนาดใหญ่โตขึ้นด้วยกระแสน้ำไหลตรงจนฝั่งกว้างขึ้นเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา จึงทำให้แม่น้ำสายเดิมนี้ เล็กลงเปลี่ยนสภาพเป็นคลองคือคลองทางเหนือเรียกว่า คลองบางกอกน้อย ส่วนคลองด้านใต้เรียกว่า “คลองบางกอกใหญ่” ส่วนเหตุที่เรียกคลองบางกอกใหญ่มาเป็น คลองบางหลวงนั้นได้อ้างว่า คราวขุนหลวงตากหรือสมเด็จพระเจ้าตากสินสร้างราชธานีใหม่ที่กรุงธนบุรีนั้น ไพร่ฟ้าข้าหลวง ได้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ริมคลองบางกอกใหญ่ด้วยอยู่ใกล้กับกรุงธนบุรี เรียกคลองแถบนี้ว่า “คลองบางข้าหลวง” แล้วเหลือคำเป็น “คลองบางหลวง” ส่วนจะเรียก คลองบางหลวง จากการเป็นคลองขนาดใหญ่ ที่มีคลองขนาดน้อยคือคลองบางกอกน้อยคู่กัน เช่นเดียวกับเรียกแม่น้ำใหญ่ แม่น้ำน้อย ที่ปรากฏในที่อื่นก็น่าจะมีเค้ามากกว่าเป็นเรื่องข้าหลวง หรือนางข้าหลวง  มาอยู่ด้วยเป็นเรื่องเพิ่งมาใช้อ้างเรียกกันในสมัยหลัง 

คลองบางหลวง ปัจจุบัน

วันนี้ “ชุมชนริมคลองบางหลวง” ยังรักษาวิถีความเป็นชุมชนสมัยอยุธยาให้เห็น จากโบราณสถานสำคัญ เช่น วัดกำแพง บางจาก วัดสุวรรณคีรี (ร้าง) วัดศาสาสี่หน้า ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นวัดคูหาสวรรค์ ซึ่งเดิมนั้นเคยมีไพร่หลวง และช่างฝีมือออกมาสร้างวัดดังกล่าวในสมัยอยุธยา แม้จะมีการบูรณะในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ก็ยังเหลือร่องรอยของศิลปกรรมสมัยอยุธยาให้เห็นอยู่ สิ่งที่ไม่เปลี่ยนได้ก็คือสายน้ำในคลองที่ยังเป็นเส้นทางเดินทางน้ำไป-มา จากเรือหางยาวแทนเรือพาย เรืองสำเภา โดยเฉพาะวิถีชีวิตผู้คนที่อยู่ต่อรุ่นมาแต่เดิมด้วยแล้ว ก็ยังมีบ้านไม้ชั้นเดียวและมีร่องสวนผลไม้ ที่ได้กลายเป็นถนนหนทางและที่อยู่อาศัยของผู้คน ดังนั้นตลาดบกคลองบางหลวงจึงเป็นภาพสะท้อนหนึ่งที่เหลืออยู่ให้เห็นวิถีของศิลปะการแสดงที่ชุมชนได้ฟื้นฟูขึ้นแล้ว ยังปรับงานศิลปะให้เป็นที่น่าสนใจของคนรุ่นใหม่ จึงไม่แปลกที่จะมีใครต่อใครมาใช้เวลาอยู่กับการเขียนภาพ นั่งร้อยลูกปัดและนั่งซึมซับบรรยากาศริมคลองที่มีนักท่องเที่ยวไม่ขาด หากจะแต่งตัวย้อนยุคตามละครเดินเที่ยวก็เป็นความสุขที่หาได้ไม่ยาก

ตลาดบกริมคลองบางหลวง

ตลาดบกริมคลองบางหลวง

พิธีเปิดตลาดบกคลองบางหลวง

พิธีเปิดตลาดบกคลองบางหลวง

แสดงหุ่นละครเล็ก

แสดงหุ่นละครเล็ก

แหล่งเรียนรู้งานศิลป์

แหล่งเรียนรู้งานศิลป์

งานร้อยลูกปัดกลับบ้าน

งานร้อยลูกปัดกลับบ้าน

หุ่นละครเล็กบางหลวง

หุ่นละครเล็กบางหลวง

วัดสุวรรณคีรี

วัดสุวรรณคีรี

วัดกำแพงบางจาก

วัดกำแพงบางจาก

เรียนศิลปะข้างเจดีย์อยุธยา

เรียนศิลปะข้างเจดีย์อยุธยา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เขาหัวแดง สงขลา’ ภูมิเมืองเก่าสู่แผนอนุรักษ์มรดกชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/764317

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เขาหัวแดง สงขลา’ ภูมิเมืองเก่าสู่แผนอนุรักษ์มรดกชาติ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เขาหัวแดง สงขลา’ ภูมิเมืองเก่าสู่แผนอนุรักษ์มรดกชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ทิวทัศน์เขาแดง

เขาหัวแดง เป็นชุมชนโบราณตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของสยาม เดิมเป็นเมืองเก่าที่ยังปรากฏโบราณสถานอยู่ จากบันทึกของพ่อค้าและนักเดินเรือชาวอาหรับ-เปอร์เซีย ระหว่างปี พ.ศ.๑๙๙๓-๒๐๙๒ นั้นปรากฏชื่อเมืองซิงกูร์ หรือซิงกอร่า และในหนังสือประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยามของ นายกิโลลาส แซร์แวส เรียกชื่อเมืองนี้ว่า “เมืองสิงขร” “สิงหลา” (อ่าน สิง-หะ-ลา)หรือสิงขร โดยมีเหตุผลชื่อว่า สิงหลา นั้นแปลว่าเมืองสิงห์ จึงได้ชื่อนี้มาจากพ่อค้าชาวเปอร์เซีย อินเดีย ที่แล่นเรือมาค้าขาย และเห็นเกาะหนูเกาะแมว ในภาพไกลเป็นรูป สิงห์สองตัวหมอบเฝ้าปากทางเข้าเมืองสงขลา ทำให้ชาวอินเดียเรียกเมืองนี้ว่า สิงหลา ส่วนที่เรียกกันว่า เมืองสทิง ก็อ้างว่าชาวมลายูที่เข้ามาติดต่อค้าขายกับเมืองสทิงนั้นก็เรียก เมืองสิงหลา เป็นสำเนียงเพี้ยนข้างฝรั่งเป็น ซิงกอร่า (Singora) ที่เป็นเหตุให้เพี้ยนเป็นสงขลา นัยว่าเพี้ยนมา จาก “สิงขร” แปลว่า ภูเขาโดยอ้างว่าเมืองสงขลาตั้งอยู่เชิงเขาแดงหรือเขาหัวแดง ภายหลังได้มีการพระราชทานนามเจ้าเมืองสงขลาว่า “วิเชียรคีรี” ซึ่งมีความหมายสอดคล้องกับลักษณะภูมิประเทศดังกล่าว

เรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชวินิจฉัยไว้ว่า “สงขลา” เดิมชื่อ สิงหนคร (อ่านว่า สิง-หะ-นะ-คะ-ระ) เสียงสระอะอยู่ท้าย มลายูไม่ชอบ จึงเปลี่ยนเป็นอา และชาวมลายูพูดลิ้นรัวเร็ว ตัดหะ และ นะ ออก คงเหลือสิง-คะ-รา แต่ออกเสียงเป็น ซิงคะรา หรือ สิงโคราจนมีการเรียกเป็น ซิงกอรา ร่องรอยทางโบราณคดีนั้นมีการค้นพบหลักฐาน ขวานหิน เครื่องมือสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่อำเภอสทิงพระที่เชื่อว่า สทิงพระ เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรเซี้ยะโท้หรือเซ็กโท ที่ได้รับวัฒนธรรมอินเดียโดยตรงในอาณาจักรศรีวิชัย เป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๗ ศตวรรษถือว่าเป็นศูนย์กลางการปกครองดินแดนที่อยู่รอบทะเลสาบสงขลาในสมัยนั้น 

การขุดค้นทางโบราณคดี พ.ศ.๒๕๒๙

เมืองสงขลาเก่าปัจจุบันยังมีคูเมือง กำแพงเมืองและป้อมปราการ เป็นอาณาเขตและเป็นปราการของเมือง แผนผังเมืองที่เขียนขึ้นในปีพ.ศ.๒๒๓๐ แสดงแผนผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมมีคูเมืองและกำแพงเมืองเป็นปราการด้านทิศเหนือ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก มีเขาแดง เขาน้อยและเขาค่ายม่วงเป็นปราการด้านทิศใต้ ภายหลังผู้คนได้ย้ายถิ่นฐานมาตั้งที่อยู่แห่งใหม่ ณ บริเวณปลายสุดของคาบสมุทรสทิงพระ หรือบ้านแหลมสน และเรียกกันต่อมาว่า “เมืองสงขลาฝั่งแหลมสน” ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองสมัยรัตนโกสินทร์ โดยอยู่ภายใต้การปกครองของเจ้าเมืองเชื้อสายจีน

บริเวณดังกล่าวนี้ได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๐๙ ตอนที่ ๑๑๙ หน้า ๑๐๑๙๐ วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๓๕ พื้นที่โบราณสถานประมาณ ๒,๔๖๐ ไร่ นับตั้งแต่เมื่อปีพ.ศ.๒๕๖๐ เป็นต้นมา โบราณสถานเมืองสงขลาเก่า(บริเวณเขาหัวแดง) ได้รับผลกระทบกรณีการบุกรุก ทุบทำลายโบราณสถานหลายครั้งอย่างต่อเนื่องโดยไม่พบผู้กระทำผิด ซึ่งทำให้โบราณสถาน เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง และเสื่อมคุณค่าดังนั้นกรมศิลปากรโดย สำนักศิลปากรที่ ๑๑สงขลา จึงมีแผนฟื้นฟู บูรณะและพัฒนาโบราณสถานเมืองสงขลาเก่าให้กลับสู่สภาพสมบูรณ์ มีความมั่นคงแข็งแรง และรักษาคุณค่าความเป็น ของแท้ดั้งเดิม ตลอดจนการปกป้องคุ้มครองมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติยั่งยืนสืบไป นางนิภาสังคนาคินทร์ ผอ.สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลาได้ให้ความสำคัญกับแผนงานเฝ้าระวังโบราณสถานเมืองสงขลาเก่า (เขาหัวแดง) จากกรณีการทุบทำลายโบราณสถานคืนกลับสภาพเดิม เป็นการลดผลกระทบต่อโบราณสถานอันเป็นมรดกของชาติ พร้อมกับจัด การอนุรักษ์ และพัฒนาโบราณสถานเมืองสงขลาเก่า (เขาหัวแดง) และโบราณสถานในจังหวัดสงขลา ให้ได้รับการฟื้นฟู บูรณะ อนุรักษ์ และพัฒนาตามหลักวิชาการและเพิ่มศักยภาพคุณค่า ความโดดเด่นของเมืองเก่าสงขลา เพื่อก้าวเข้าสู่เมืองมรดกโลกในอนาคต ซึ่งมีการจัดภูมิทัศน์วัฒนธรรมให้สมบูรณ์เพื่อรักษาคุณค่าและความโดดเด่นตามมาตรฐานสากล ที่ต้องพัฒนาต่อยอด ทุนทางวัฒนธรรม และประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความร่วมมืออนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ พัฒนาต่อยอดส่งเสริมให้เป็นแหล่งเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมต่อไป

ผอ.นิภา สังคนาคินทร์ นำผู้เชี่ยวชาญภูมิสถาปัตย์เข้าพื้นที่

ผอ.นิภา สังคนาคินทร์ นำผู้เชี่ยวชาญภูมิสถาปัตย์เข้าพื้นที่

ตรวจโบราณสถานบนเขาแดง

ตรวจโบราณสถานบนเขาแดง

ภาพมุมสูงเมืองสงขลาเก่า

ภาพมุมสูงเมืองสงขลาเก่า

ฐานเจดีย์ก่ออิฐบนยอดเขาน้อย

ฐานเจดีย์ก่ออิฐบนยอดเขาน้อย

เมืองสงขลาฝั่งบ่อยาง

เมืองสงขลาฝั่งบ่อยาง

ป้อมเมืองสิงหนคร

ป้อมเมืองสิงหนคร

ป้อมเมืองสิงหนคร

ป้อมเมืองสิงหนคร

ป้อมป้องกันทางทะเล

ป้อมป้องกันทางทะเล

ป้อมบริเวณเขาหัวแดง

ป้อมบริเวณเขาหัวแดง

โบราณสถานบนเขาแดง

โบราณสถานบนเขาแดง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘มาตรการป้องกันอุทกภัยอยุธยา’ ภูมิคุ้มกันโบราณสถานมรดกโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/762822

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘มาตรการป้องกันอุทกภัยอยุธยา’ ภูมิคุ้มกันโบราณสถานมรดกโลก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘มาตรการป้องกันอุทกภัยอยุธยา’ ภูมิคุ้มกันโบราณสถานมรดกโลก

วันอาทิตย์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

แม่น้ำเจ้าพระยาส่วนแคบที่สุด

ด้วยพื้นที่นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาปัจจุบันยังปรากฏเหตุการณ์น้ำท่วมจากการมีแม่น้ำป่าสัก แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำเจ้าพระยาไหลมารวมกัน ในอดีตที่ผ่านมาในยามน้ำหลากนั้นมีผลกระทบกับการสู้รบในสงครามสมัยกรุงศรีอยุธยาที่มีการตั้งค่ายล้อมกรุง การขนย้ายกำลัง และการหาแหล่งเสบียงอาหารถึงแม้ว่าจะผ่านเวลามา๔๐๐-๕๐๐ ปีแล้ว น้ำท่วมนั้นก็ยังปรากฏอยู่จนทุกวันนี้ ดังนั้น ในฤดูน้ำเหนือหลากจึงเกิดอุทกภัยที่มีผลกระทบต่อไร่นา และบ้านเรือนที่อยู่อาศัยตามริมแม่น้ำต่างๆ สำหรับแหล่งมรดกโลกอย่างจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแล้ว ทุกปีจึงมีการเฝ้าระวังและมาตรการป้องกันน้ำท่วม โดยเฉพาะกรมศิลปากร นั้นมีแผนงานมาตรการลดผลกระทบจากภัยพิบัติไว้ในร่างแผนปฏิบัติการการอนุรักษ์และพัฒนา นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา พุทธศักราช ๒๕๖๕-๒๕๗๔ เพื่อร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานตามมาตรการป้องกันผลกระทบจากภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในพื้นที่มรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงจากอุทกภัยและเตรียมความพร้อมป้องกันแก้ไขปัญหา และมาตรการบรรเทาภัยพิบัติจากอุทกภัย ซักซ้อมแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในกรณีเกิดอุทกภัย-ซึ่งมีการป้องกันภัยจากอุทกภัยและมาตรการบรรเทาภัยพิบัติตามมาตรการทั้งระดับภูมิภาคและระดับพื้นที่ เช่น ได้สร้างเขื่อน การเพิ่มปริมาตรความจุของแหล่งน้ำการดำเนินการทั้งสองระดับเป็นการป้องกัน น้ำท่วมในพื้นที่มรดกโลก และพื้นที่โบราณสถานในเมืองพระนครศรีอยุธยาได้รับการป้องกันเหตุน้ำท่วมด้วย

นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร

นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ได้ออกตรวจและติดตามมาตรการป้องกันอุทกภัยในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาซึ่งมีการสร้างเขื่อนตั้งแนวแผงป้องกันน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ซึ่งมีปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาหลากมาจากทางเหนือ และน้ำจากเขื่อนสำคัญที่ปล่อยลงน้ำลงสู่ทะเล ทำให้ปริมาณน้ำมากกว่าปกติ ดังนั้น การสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่และโบราณสถานสำคัญ ที่อยู่ใกล้ชิดแม่น้ำและเป็นพื้นที่ราบลุ่มต่ำในแหล่งสำคัญของมรดกโลกที่ได้มีการดำเนินการแล้วคือ โบราณสถานวัดไชยวัฒนาราม ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและเป็นช่วงที่แคบที่สุด ได้ตั้งแผงป้องกันน้ำท่วมรูปแบบที่สามารถยกตั้งขึ้นและพับเก็บได้ ทางด้านตะวันออกเป็นแนวยาว ๑๖๐ เมตร สูงจากผิวบนสุดของขอบตลิ่ง ๑.๘๐ เมตร และยังต่อความสูงได้เป็น๒.๔๐ เมตร ส่วนด้านใต้ ด้านตะวันตก ใช้แนวกำแพงป้องกันน้ำถาวรด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ด้านเหนือใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๔๖๙ เป็นแนวป้องกันส่วนที่อื่นซึ่งมีสภาพเดียวกัน ได้แก่ วัดกษัตราธิราชวรวิหาร ได้ทำแนวป้องกันน้ำท่วมยาวประมาณ๓๐๘ เมตร สูงจากพื้นประมาณ๑.๗๐ เมตร วัดธรรมมารามได้ทำแนวป้องกันน้ำท่วมมีความยาวประมาณ ๑๓๐ เมตร สูงจากพื้นประมาณ ๑.๗๐ เมตร พื้นที่ด้านตะวันตก ของเกาะเมืองบริเวณเจดีย์พระสุริโยทัยทุกปีมีระดับน้ำสูงจนล้นระดับแนวตลิ่ง ได้ตั้งแผงป้องกันรูปแบบที่สามารถยกตั้งขึ้นและพับเก็บได้ ป้องกัน บริเวณด้านตะวันตกของเกาะเมืองตั้งแผงยาวประมาณ ๕๖๐ เมตร สูงจากพื้นประมาณ ๑.๗๐ เมตร วัดเชิงท่า อยู่ด้านเหนือนอกเกาะเมืองริมคลองเมือง หรือแม่น้ำลพบุรีได้ตั้งแนวกระสอบทราย ป้องกันบริเวณด้านใต้และด้านตะวันตกของวัด บริเวณด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะเมืองบริเวณตลาดหัวรอซึ่งเป็นย่านการค้าและชุมชนริมแม่น้ำป่าสักหรือคูขื่อหน้า เป็นจุดเสี่ยงที่น้ำจะล้นเข้าเมือง ได้ใช้แนวตลิ่งคอนกรีตยกสูงป้องกัน บริเวณตะวันออก ของเกาะเมือง ซึ่งสร้างแล้วเสร็จตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๖๓ โบราณสถานป้อมเพชรอยู่ด้านใต้ของเกาะเมืองเป็นจุดที่แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักมาบรรจบกัน ในช่วงฤดูน้ำหลากทุกปีมีระดับน้ำสูงจนล้นระดับแนวตลิ่งได้ตั้งแนวกระสอบทราย ป้องกันทั้งพื้นที่ของ โบราณสถานบ้านฮอลันดา ได้ตั้งแผงป้องกันรูปแบบที่สามารถเก็บได้ ป้องกันรอบอาคารศูนย์ข้อมูลโบราณสถานบ้านโปรตุเกส ตั้งแผงป้องกันรูปแบบที่สามารถเก็บได้ ป้องกันริมฝั่งแม่น้ำทั้งหมดนี้เป็นงานที่กรมศิลปากรและพื้นที่ได้ดำเนินการเฝ้าระวังและหาวิธีป้องกันมาตลอด

วัดไชยวัฒนาราม

วัดไชยวัฒนาราม

วัดกษัตริยาธิราช

วัดกษัตริยาธิราช

บริเวณป้อมเพชร

บริเวณป้อมเพชร

เฝ้าระวังและตรวจความพร้อม

เฝ้าระวังและตรวจความพร้อม

แผนผังแนวป้องกันน้ำท่วมแหล่งมรดกโลก

แผนผังแนวป้องกันน้ำท่วมแหล่งมรดกโลก

เครื่องสูบน้ำและแผงป้องกัน

เครื่องสูบน้ำและแผงป้องกัน

แนวแผงเหล็กพับเก็บได้

แนวแผงเหล็กพับเก็บได้

แนวป้องกันวัดไชยวัฒนาราม

แนวป้องกันวัดไชยวัฒนาราม

น้ำหลากลงท่วมพื้นที่

น้ำหลากลงท่วมพื้นที่

นักท่องเที่ยวแต่งตัวถ่ายภาพ

นักท่องเที่ยวแต่งตัวถ่ายภาพ