ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เทศกาลไทลื้อเชียงคำ’ ภูมิวิถีชีวิตแห่งชาติพันธุ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/746728

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เทศกาลไทลื้อเชียงคำ’ ภูมิวิถีชีวิตแห่งชาติพันธุ์

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เทศกาลไทลื้อเชียงคำ’ ภูมิวิถีชีวิตแห่งชาติพันธุ์

วันอาทิตย์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

วัดพระธาตุสบแวน

ทางภาคเหนือนั้น กลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อ เป็นชนชาติที่ผูกพันอยู่ในพื้นที่มายาวนาน ซึ่งมีตำนานเล่าขานถึงชนชาติลัวะ เป็นชาติพันธุ์กลุ่มเดิมที่เป็นใหญ่อยู่ในแถบนี้ จนเชื่อว่าชาวลัวะ ในอดีตนั้นน่าจะเป็นบรรพบุรุษที่มาจากสิบสองปันนาเข้ามาอยู่ทางเหนือของล้านนาและสยาม วันนี้กลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวได้ร่วมใจกันจัดงาน เทศกาลไทลื้อ “โฮ่มฮีต โตยฮอย ร้อยใจไทลื้อ” ให้เห็นความเป็นชนชาติที่มีลักษณะเด่น จากการแต่งกายสวมเสื้อปั๊ดนุ่งซิ่นลื้อ โพกหัว สะพายย่าม ดังนั้น การที่รวมกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อ ๗ จังหวัดภาคเหนือ มาร่วมกันระลึกถึงวิถีวัฒนธรรมของปู่ย่าตายายที่สืบทอดกันมาณ วัดพระธาตุสบแวน ตำบลหย่วน อำเภอเชียงคำจังหวัดพะเยา จึงเป็นการสืบสาน รักษาและต่อยอดให้เกิดความภาคภูมิใจ ในวันเปิดงานเทศกาลวันที่๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ที่ผ่านมานั้น นางยุพาทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้เป็นประธานพิธีร่วมกับ ว่าที่ร้อยตรี ณรงค์ โรจนโสทรผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา นางโชติกา อัครกิจโสภากุลรองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และผู้บริหารวัฒนธรรม ๑๗ จังหวัด คณะกรรมการจัดงาน เครือข่ายทางวัฒนธรรม และสมาคมไทลื้อ ๗ จังหวัดภาคเหนือ ร่วมการทำให้งานนี้พัฒนาจากเดิม

การแต่งกายชาวไทลื้อ

ซึ่งในอดีตนั้น กลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อของอำเภอเชียงคำ ได้จัดงานมาก่อนแล้ว คือจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๗ โดยใช้ชื่องานว่า “สืบสานตำนานไทลื้อ” เป็นงานประจำปีของอำเภอเชียงคำ จัดในวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์แรกเดือนมีนาคมของแต่ละปี สำหรับการจัดครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ ๒๐ โดยเกิดความร่วมมือกันจัดเป็นงานเทศกาลเพื่อสร้างความสำคัญไปสู่ระดับชาติและนานาชาติ โดยร่วมกันสืบสาน รักษาต่อยอดวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อ๗ จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย น่านแพร่ เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน พะเยา ซึ่งเป็นการสืบทอดและเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตไทลื้อให้เกิดคุณค่าทางวัฒนธรรมเพื่อสร้างมูลค่าให้สามารถนำไปต่อยอดการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในชุมชน เกิดการสร้างรายได้ในอนาคตโดยในงานจัดขบวนแห่ การแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อจากจังหวัดต่างๆ การสาธิตการแห่ครัวตาน (ครัวทาน) เข้าวัด การสาธิตประเพณีตานธรรม จัดนิทรรศการมีชีวิต “วิถีวัฒนธรรมไทลื้อ” นิทรรศการผ้าลายดอกสารภี ผ้าอัตลักษณ์ประจำจังหวัดพะเยา ผ้าทอชาติพันธุ์ไทลื้อภาคเหนือการสาธิตทำอาหารไทลื้อ การจำหน่ายอาหาร ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม การแสดงศิลปวัฒนธรรมโดยเฉพาะการแต่งกายชุดชาติพันธุ์ไทลื้อที่แต่ละแห่งมีความแตกต่างและสร้างสรรค์อัตลักษณ์ของตน ซึ่งมีการทอลายประจำจังหวัดในภาคเหนือและจัดบริการนั่งรถรางชมแหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนไทลื้อ ๕ หมู่บ้าน นับเป็น ๑ ใน ๑๖ เทศกาลเทศกาลประเพณีที่กระทรวงวัฒนธรรมประกาศยกระดับสู่ระดับชาติและนานาชาติ โดยเฉพาะจังหวัดพะเยานั้น มีกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่๔ อำเภอ ได้แก่ อำเภอเชียงคำ อำเภอเชียงม่วน อำเภอภูซาง และอำเภอจุน

การแสดงของไทลื้อ

ชาวไทลื้อของเชียงคำนี้จึงเป็นกลุ่มใหญ่ที่สืบต่อจากบรรพบุรุษผู้เคลื่อนย้ายถิ่นฐานมาจากสิบสองปันนา ซึ่งอยู่ทางตอนใต้สุดของมณฑลยูนนาน ประเทศจีน และบางกลุ่มเคลื่อนย้ายมาจากอาณาจักรหอคำ เชียงแขง ปัจจุบันนี้อยู่ในเขตแขวงหลวงน้ำทา ประเทศลาว โดยอำเภอเชียงคำแห่งนี้เป็นอำเภอที่มีชาวไทลื้อมากที่สุดในประเทศไทย ประมาณ ๑๗,๐๐๐ คน นับเป็นศูนย์กลางของไทลื้อจนได้รับการยอมรับว่า “เชียงคำ” นี่คือเป็นเมืองหลวงของชาวไทลื้อในไทย ที่มีวัฒนธรรมที่โดดเด่นด้วยเสน่ห์ของวิถีชีวิต การแต่งกายไทลื้อ ที่มีการสื่อสารด้วยภาษาไทลื้อ และรักษาประเพณีที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและความเชื่อของตนไว้เป็นอย่างดีโดยมีแหล่งเรียนรู้ เช่น เฮือนไตลื้อบ้านแม่แสงดา ศูนย์วัฒนธรรมไทลื้อวัดหย่วน ศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดแสนเมืองมา เฮือนไตลื้อเมืองมาง และตลาดหรือกาดชาวไทลื้อทุกวันพุธแรกของเดือน และกิจกรรม ข่วงวัฒนธรรม การละเล่นพื้นบ้านและนันทนาการต่างๆ รวมไปถึงการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าทอไทลื้อ ทุกวันศุกร์ที่ ๒ และศุกร์ที่ ๔ ของเดือน นอกจากนี้ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เช่นวัดนันตาราม วัดที่มีสถาปัตยกรรมแบบพม่า-ไทใหญ่ พระเจ้านั่งดิน พระประธานที่ไม่มีฐานรองรับเหมือนที่อื่น น้ำตกภูซาง น้ำตกอุ่นแห่งเดียวในไทย เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นเสน่ห์ของชุมชนคนไทลื้อที่มีวิถีชีวิตอยู่กับธรรมชาติให้น่าเที่ยวน่ายลได้ทั้งปี

เจ้านายกับชาวไทลื้อเชียงคำ

เจ้านายกับชาวไทลื้อเชียงคำ

หนูน้อยชาวไทลื้อ

หนูน้อยชาวไทลื้อ

หนุ่มสาวไทลื้อรุ่นใหม่

หนุ่มสาวไทลื้อรุ่นใหม่

สาวไทลื้อ

สาวไทลื้อ

วัดนันตาราม

วัดนันตาราม

พิธีเปิดเทศกาลไทลื้อ

พิธีเปิดเทศกาลไทลื้อ

ปั่นด้ายทอผ้าของไทลื้อ

ปั่นด้ายทอผ้าของไทลื้อ

นักแสดงแบบชุดไทลื้อ

นักแสดงแบบชุดไทลื้อ

ไทลื้อกับกลองสะบัดไชย

ไทลื้อกับกลองสะบัดไชย

ชาวไทลื้อจากจังหวัดต่างๆ

ชาวไทลื้อจากจังหวัดต่างๆ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พญานาค’ ภูมิศรัทธาจากพราหมณ์ ฮินดู พุทธศาสนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/745354

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พญานาค’ ภูมิศรัทธาจากพราหมณ์ ฮินดู พุทธศาสนา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พญานาค’ ภูมิศรัทธาจากพราหมณ์ ฮินดู พุทธศาสนา

วันอาทิตย์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พิธีบวงสรวงพญานาคของชาวไทย

ด้วยความเชื่อเรื่องพญานาค หรือ นาคราช นั้นได้ปรากฏอยู่ในอินเดียและดินแดนอุษาคเนย์หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเหตุนี้ในศาสนาทั้งพราหมณ์-ฮินดูและศาสนาพุทธ จึงมีความเชื่อเรื่องนาคแตกต่างกันกล่าว กระทรวงวัฒนธรรม โดย นายชัยพลสุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา นั้นได้ให้ความสนใจถึงความศรัทธาเรื่องพญานาคจากมิติศาสนา กล่าวคือ นาคในความเชื่อของพราหมณ์-ฮินดู นับถือว่านาคเป็นสิ่งมีชีวิตกึ่งเทพที่มีพลังอำนาจวิเศษ รูปนาคจึงเป็นมนุษย์กึ่งมนุษย์กึ่งนาค อาศัยอยู่ในโลกบาดาล ที่เต็มไปด้วยอัญมณี ทองคำ และสมบัติทางโลกอื่นๆ ทำให้นาคนั้นมีความเกี่ยวพันกับน้ำ เช่น แม่น้ำ ทะเลสาบ ทะเล หรือแม้แต่บ่อน้ำ ถือว่านาคเป็นผู้พิทักษ์สมบัติ ในตำนานฮินดูนั้นให้นาคประทับรอบพระศอของพระศิวะซึ่งได้มาจากเชือกที่ใช้กวนน้ำในเกษียรสมุทรแล้ว ยังปรากฏเป็นนาคเศษะซึ่งเป็นแท่นประทับนอนของพระวิษณุ และคล้องพระศอและแท่นประทับของพระคเณศประทับส่วนพระศิวะมักปรากฏในรูปเคารพพร้อมนาคในลักษณะคล้ายมาลัยเช่นกัน เช่นเดียวกัน นาคในศาสนาพุทธนั้นให้นาคปรากฏเป็นงูใหญ่ และมีพลังวิเศษแปลงกายเป็นมนุษย์มาขอบวชซึ่งเชื่อว่านาคนั้นอาศัยอยู่ในบาดาล เช่นเดียวกันกับเทวดาบางรูปและอาศัยในส่วนต่างๆ บนโลกมนุษย์ และนาคที่อาศัยในน้ำ เช่น ลำธาร แม่น้ำ ทะเลมหาสมุทร นาคที่อาศัยบนบกอยู่ในถ้ำ  สรุปความว่านาคนั้นเป็นบริวารของท้าววิรูปักษ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโลกบาลผู้พิทักษ์ทิศตะวันตก และให้นาคนั้นทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์เขาพระสุเมรุ เพื่อปกป้องชั้นดาวดึงส์จากอสูร

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา

ส่วน นาคในศาสนาพุทธนั้น คือนาคมุจลินท์ซึ่งปรากฏในมุจจลินทสูตรว่า ระหว่างที่พระพุทธเจ้าเสวยวิมุตติสุข เกิดฝนฟ้าคะนองรุนแรง พญามุจลินท์จึงได้ขดรอบพระพุทธองค์แล้วแผ่พังพานปกพระเศียรของพระพุทธเจ้าเพื่อมิให้ทรงต้องฝน หลังจากฝนหยุด พญามุจลินท์ได้คลายขดออกและแปลงกายเป็นชายหนุ่มยืนพนมมือถวายความเคารพอยู่เฉพาะพระพักตร์พระพุทธองค์ สำหรับนาคในแม่น้ำโขงนั้นมีความเชื่อร่วมกันว่านาคเทพแห่งแม่น้ำที่มีแม่น้ำโขงเป็นที่อยู่อาศัย ที่มีสัตว์จำพวกงู, แมงป่อง, ตะขาบ, คางคก ได้รับพิษจากนาคได้คายทิ้งไว้ จนความเชื่อนั้นได้เชื่อมโยงในศาสนาพุทธถึงเรื่องกำเนิดของพญานาคที่มีหลายลักษณะ คือ นาคแบบโอปปาติกะ เกิดแล้วโตทันที แบบสังเสทชะ เกิดจากเหงื่อไคล สิ่งหมักหมมแบบชลาพุชะ เกิดจากครรภ์ และ แบบอัณฑชะ เกิดจากฟองไข่ ซึ่งมีการแบ่งตระกูลของนาคแบ่งออกเป็น ๔ ตระกูลใหญ่ คือ ตระกูลวิรูปักษ์ (นาคตระกูลสีทอง) ตระกูลเอราปถ (นาคตระกูลสีเขียว) ตระกูลฉัพพยาปุตตะ (นาคตระกูลสีรุ้ง) ตระกูลกัณหาโคตะมะ (นาคตระกูลสีดำ)แล้วยังมีความเชื่อเพิ่มอีกว่า แม่น้ำโขงนั้นเกิดจากการไถลตัวของพญานาคสองตน จึงเกิดเป็นแม่น้ำโขงและแม่น้ำน่าน และสร้างตำนานเล่าขานถึงบั้งไฟพญานาค ว่า ในวันออกพรรษาหรือเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พญานาคแม่น้ำโขงต่างชื่นชมยินดีจึงทำบั้งไฟถวายการเสด็จกลับของพระพุทธเจ้าจนกลายเป็นประเพณีทุกปี

นาคในเทวรูปพระศิวะ

แม้แต่ประวัติศาสตร์ในตำนานสิงหนวัติ ก็ยังกล่าวถึงพญานาคแปลงกายมาช่วยชี้ที่ตั้งเมืองใหม่พอตกกลางคืนก็ขึ้นมาสร้างคูเมือง ๔ ด้าน เป็น เมืองนาคพันธุ์สิงหนวัติ ต่อมาเมื่อยกทัพปราบเมืองอื่นได้ และรวมดินแดนเข้าด้วยกัน จึงเปลี่ยนชื่อเป็น แคว้นโยนกนาคราช นอกจากนี้ ยังปรากฏความเชื่อเรื่องนาคในคำเสี่ยงทายปริมาณของน้ำและฝนที่จะตกในแต่ละปี เรียกว่า “นาคให้น้ำ” จะปรากฏเห็นได้ชัดที่สุดในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ในวันพืชมงคลของแต่ละปีด้วยความเชื่อเรื่องนาคนั้นจึงทำให้เกิดศิลปกรรมสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับนาคขึ้น เช่นศิลปะนาคสะดุ้ง ที่ทอดลำตัวยาวตามบันได,นาคลำยอง ซึ่งเป็นป้านลมหลังคาโบสถ์ที่ต่อเชื่อมกับ นาคสะดุ้ง, นาคเบือน, นาคจำลองและ นาคทันต์ หรือคันทวยรูปพญานาค ไปจนถึงการสร้างโขนเรือ (หัวเรือ) ของ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และ เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ในขบวนเรือกระบวนพยุหยาตราชลมารค เป็นต้น ดังนั้น การเรียนรู้ตามรอยศรัทธาพญานาคตามแม่น้ำโขง จึงเป็นการเรียนรู้ในมิติศาสนาและวัฒนธรรมที่มีมาแต่โบราณ

บันไดนาควันเทโว

บันไดนาควันเทโว

เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์

เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์

เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช

เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช

ภาพสลักพญานาคในตำนาน

ภาพสลักพญานาคในตำนาน

ภาพต้นแบบพญานาค

ภาพต้นแบบพญานาค

พระศิวะบนเขาไกรลาส

พระศิวะบนเขาไกรลาส

พระนาคปรก วัดโพธิ์

พระนาคปรก วัดโพธิ์

พญานาคศิลปะอินเดีย

พญานาคศิลปะอินเดีย

พญานาคมุจลินท์

พญานาคมุจลินท์

พญานาคในพุทธตำนาน

พญานาคในพุทธตำนาน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘แม่น้ำโขง’ ภูมิสถานแห่งศรัทธาพญานาคราช

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/743954

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘แม่น้ำโขง’ ภูมิสถานแห่งศรัทธาพญานาคราช

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘แม่น้ำโขง’ ภูมิสถานแห่งศรัทธาพญานาคราช

วันอาทิตย์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ถ้ำนาคา อุทยานภูลังกา

ด้วยสังคมไทยมีความเชื่อเรื่องนาคหรือพญานาคราชสืบมายาวนาน จึงมีความเกี่ยวพันในวิถีชีวิตและสร้างประเพณี พิธีกรรมจากความเชื่อให้เป็นวัฒนธรรมมาจนถึงปัจจุบัน ในอดีตนั้นเชื่อว่าแม่น้ำโขงแห่งนี้คือรอยของพญานาคที่เลื้อยไหลจนเป็นแม่น้ำสำคัญ และเชื่อว่าพญานาคนั้นเป็นผู้พิทักษ์ศาสนาและโบราณสถาน เป็นบันไดเชื่อมระหว่างโลกและสวรรค์ จึงมีประเพณีจุดบั้งไฟพญานาคในวันออกพรรษา และประเพณีไหลเรือไฟ ที่ตกแต่งเรือเพื่อนำไปลอยบูชารอยพระพุทธบาทในแม่น้ำโขง เป็นต้น ดังนั้น วันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา นายอิทธิพลคุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมนายวันชัย จันทรพร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมและ นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะผู้ร่วมจัดงานแต่ละแห่ง จึงได้ร่วมพิธีเปิดกิจกรรม “ตามรอยเส้นทางธรรมแห่งศรัทธา” ภายใต้หัวข้อ“เส้นทางความเชื่อความศรัทธาแห่งลุ่มแม่น้ำโขง”ที่จังหวัดนครพนม ซึ่งวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๖ นั้นได้จัดประเพณีบวงสรวงพญาศรีสัตตนาคราชซึ่งเป็นรูปปั้นพญานาคขดหาง ๗ เศียร พ่นน้ำได้หล่อด้วยทองเหลือง ขนาดกว้างรวมหาง ๔.๔๙ เมตรสูง ๑๐.๙๐ เมตร สูงจากฐาน ๑๖.๒๙ เมตร เศียรพญานาคหันไปทางทิศเหนือ และมีลานพนมนาคาสำหรับชมทัศนียภาพของแม่น้ำโขงด้วย สำหรับเส้นทางในกลุ่มจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่มีวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อเกี่ยวกับนาคที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตในแม่น้ำโขงในจังหวัดต่างๆ ไปจนถึงวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ในจังหวัดต่างๆได้แก่ จังหวัดหนองคาย : มีวัดพระธาตุบังพวนวัดถ้ำศรีมงคล วัดโพธิ์ชัย พระธาตุหล้าหนอง เจดีย์สารพัดนึก วัดลำดวน และลานพญานาคคู่ริมโขง จังหวัดมุกดาหาร : มีวัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ ซึ่งมีพระพุทธมิ่งมงคลมุณีศรีมุกดาหารและ พญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราช จุดชมวิวสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ ๒ ซึ่งมีศาลพญาอนันตนาคราช รูปปั้น “ย่านาคน้อย” พิพิธภัณฑ์ความเชื่อเรือนจอมเพชรและสวนสาธารณะแก่งกะเบา ซึ่งมีพญาศรีภุชงค์มุกดานาคราช จังหวัดบึงกาฬ : วัดโพธาราม วัดอาฮงศิลาวาส วัดถ้ำชัยมงคล ศาลเจ้าแม่สองนาง ศาลปู่อือลือนาคราช และถ้ำนาคา จังหวัดนครพนม : มีพระธาตุพนม พระธาตุนคร พระธาตุประสิทธิ์พระธาตุท่าอุเทน วัดพระอินทร์แปลง แลนด์มาร์คพญาศรีสัตตนาคราช และถ้ำนาคี เป็นต้น

แม่น้ำโขงบริเวณสบรวก

นอกจากนี้ ยังสามารถเดินทางต่อไปไปยัง คำชะโนด จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นสถานที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านในจังหวัดอุดรธานีและใกล้เคียง เชื่อกันว่าเป็นที่อยู่ของพญานาคและเป็นทางเชื่อมต่อเมืองบาดาล ปกครองรักษาโดย“พญานาคราชปู่ศรีสุทโธ” และ “แม่ศรีปทุมมานาคราชเทวี” ซึ่งปกคลุมด้วยผืนป่าคำชะโนดขนาดใหญ่ โดยมี “บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์” ได้ด้วย หากศึกษาถึงกลุ่มชาติพันธ์ุจากตำนานแล้วเชื่อว่านาคา หรือนาค นั้นเป็นกลุ่มชนดั้งเดิมที่มีถิ่นฐานอยู่ในเขตหนองแสทางตอนใต้ของมณฑลยูนนานต่อมาได้เคลื่อนย้ายอพยพลงมาตามลำน้ำโขง และตั้งหลักแหล่งอยู่อาศัยตามลุ่มน้ำสองฝั่งโขงจนทุกวันนี้ บรรพชนของเผ่านาคานี้นับถืองูซึ่งมีพิษทำอันตรายถึงตายจึงนับถือให้ผู้คุ้มครองป้องกันอันตรายและบันดาลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ หากมนุษย์เบียดเบียนทำลายธรรมชาติ นาคก็อาจลงโทษให้เกิดภัยพิบัติถึงบ้านเมืองล่มจมได้เช่นกัน ส่วนนาคในนิบาตชาดกหลายเรื่องนั้นกล่าวว่าพระพุทธองค์เสวยพระชาติเป็นพญานาคนั้นมี ๓ ชาดก คือ ทัททรชาดกจัมเปยชาดก และภูริทัตชาดก ต่อมาหลังจากพระพุทธองค์ตรัสรู้แล้ว ได้เสด็จประทับบำเพ็ญสมาบัติเสวยวิมุติสุข ณ ร่มไม้จิก เป็นเวลา๗ วัน ได้เกิดฝนตกไม่ขาดสาย พญามุจลินท์นาคราช จึงได้ออกจากนาคพิภพ มาทำขนดล้อมพระวรกายพระพุทธองค์ ๗ ชั้น แล้วแผ่พังพานบังฝนถวายด้วยประสงค์มิให้ฝนและลมหนาวต้องพระวรกาย การกระทำของพญามุจลินท์นาคราชครั้งนี้ นับว่าเป็นผู้ประเสริฐทั้งกายและใจ จึงเป็นที่มาของสร้าง พระพุทธรูปปางนาคปรก ในเวลาต่อมาและเมื่อครั้งพระพุทธองค์เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์กลับจากการเสด็จไปเทศนาโปรดพระพุทธมารดาแล้ว พญานาคได้ทอดกายเป็นบันไดนาคให้พระพุทธองค์เสด็จลงสู่โลกมนุษย์ จึงเป็นที่มาว่าบันไดนาคนั้นเป็นทางเชื่อมระหว่างสวรรค์กับโลกมนุษย์ ดังนั้น เพื่อรำลึกถึงคุณของพญานาคที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนา ดังกล่าวจึงทำให้เกิดศิลปกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับนาคเป็นประติมากรรม และศิลปกรรมตามพระอารามต่างๆ เช่น นาคที่หน้าบัน ซุ้มประตูนาคหรือบันไดนาค เป็นต้น ซึ่งเป็นเส้นทางให้ศึกษาเรียนรู้ถึงศรัทธาธรรมจากนาคหรือพญานาคราชตนนั้น

ป่าคำชะโนด วังพญานาคที่อุดรธานี

ป่าคำชะโนด วังพญานาคที่อุดรธานี

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม ประธานในพิธี

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม ประธานในพิธี

พิธีเปิดงานเส้นทางความเชื่อศรัทธาพญานาค ณ วัดมหาธาตุ

พิธีเปิดงานเส้นทางความเชื่อศรัทธาพญานาค ณ วัดมหาธาตุ

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวรายงาน

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวรายงาน

ประธานพิธีสักการะพระธาตุนครพนม

ประธานพิธีสักการะพระธาตุนครพนม

รำบวงสรวงพญาศรีสัตตนาคราช

รำบวงสรวงพญาศรีสัตตนาคราช

นักท่องเที่ยวขึ้นเขาเที่ยวถ้ำนาคา อุทยานภูลังกา

นักท่องเที่ยวขึ้นเขาเที่ยวถ้ำนาคา อุทยานภูลังกา

ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม

ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม

สวมผ้าไทยห่มสไบใส่บาตรริมโขง

สวมผ้าไทยห่มสไบใส่บาตรริมโขง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๙๖ พรรษาสมเด็จพระสังฆราช’ งานฉลองพระชนมายุตลอดปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/742359

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๙๖ พรรษาสมเด็จพระสังฆราช’  งานฉลองพระชนมายุตลอดปี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๙๖ พรรษาสมเด็จพระสังฆราช’ งานฉลองพระชนมายุตลอดปี

วันอาทิตย์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สมเด็จพระสังฆราช บำเพ็ญกุศลพระชนมายุ ๙๖ พรรษา

นับเป็นมหามงคลยิ่งของชาวพุทธศาสนิกชนชาวไทยทั่วประเทศ ด้วยเมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ที่ผ่านมานั้น เป็นวันคล้ายวันประสูติครบรอบ ๙๖ ปี ของ “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อัมพโร)” มีพระนามเดิมว่า “อัมพร ประสัตถพงศ์” ฉายา อมฺพโร ได้รับโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ลำดับที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๐ทรงเป็นเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร และกรรมการมหาเถรสมาคม แม่กองงานพระธรรมทูต

สมเด็จพระสังฆราช เป็นบุตรคนโตในจำนวนบุตร-ธิดา ๙ คน ของ นายนับ กับนางตาล ประสัตถพงศ์ ประสูติที่บ้านตำบลบางป่า อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๐ ทรงศึกษาชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเทวานุเคราะห์กองบินที่ ๔ ตำบลโคกกระเทียม อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ทรงจบประถมศึกษาปีที่ ๑ และทรงศึกษาต่อ ณ โรงเรียนประชาบาลวัดพเนินพลู ตำบลบางป่า อำเภอเมืองราชบุรีจังหวัดราชบุรี จนทรงสำเร็จชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ เมื่อพ.ศ.๒๔๘๐ เมื่อมีพระชนมายุ ๑๓พรรษา จึงได้ทรงบรรพชา ณ วัดสัตตนารถปริวัตรตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี เมื่อทรงเป็นสามเณรได้เสด็จไปทรงเล่าเรียนพระปริยัติธรรมในสำนักของพระอธิการโสตถิ์ สุมิตฺโต ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่พระศรีธรรมานุศาสน์ เจ้าคณะอำเภอเมืองบางแพ (ธรรมยุต) ณ วัดตรีญาติ ตำบลพงสวายอำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ทรงสอบนักธรรมและบาลี ประโยคต่างๆ ในสำนักเรียนวัดตรีญาติ ได้นักธรรมชั้นเอก และเปรียญธรรม ๔ ประโยค 

สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๒๐

ต่อมาเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๐ ได้ทรงพบกับพระจินดากรมุนี (ทองเจือ จินฺตากโร) คือ สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี ได้ชักชวนให้ทรงเข้ามาพำนักเพื่อทรงศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ในสำนักเรียนวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร ต่อมาได้ทรงอุปสมบทเป็น พระภิกษุ ณ มหาพัทธสีมาวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๑ ทรงได้รับพระสมณฉายาว่า “อมฺพโร” มีสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงชินวราลงกรณ ขณะทรงสมณศักดิ์ที่พระเทพโมลีเป็น พระอุปัชฌาย์ ได้ทรงศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลี ในสำนักเรียนวัดราชบพิธ จนทรงสำเร็จเปรียญธรรม ๖ ประโยคและทรงเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท ณ มหาวิทยาลัยพาราณสี (Banaras HinduUniversity) ประเทศอินเดีย จบการศึกษาเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๒ ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี

ด้วยพระเมตตาพระกรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระสังฆราชนั้น รัฐบาลได้จัดงานฉลองพระชนมายุ ๘ รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกตลอดปี ๒๕๖๖ ดังปรากฏมีการสร้างตราสัญลักษณ์งานฉลองพระชนมายุ ๘ รอบฯเข็มที่ระลึก การจัดพิธีการ โครงการและกิจกรรมต่างๆ เช่น บรรพชาอุปสมบท ๙๗ รูป จัดสร้างพระกริ่ง จัดพิมพ์หนังสือบรรณานุสรณ์ เผยแพร่พระเกียรติคุณเรื่อง “ตั้งพระราชาคณะผู้ใหญ่ในกรุงรัตนโกสินทร์ และอัมพโรวาท” และโครงการต่างๆ เช่น โครงการกำหนดประโยชน์ใช้สอยพื้นที่ภายในกระทรวงมหาดไทย โครงการจัดสร้างสถาบันกรรมฐานศึกษาสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) อำเภอลำลูกกาจังหวัดปทุมธานี โครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) ในพระสังฆราชูปถัมภ์กิจกรรมด้านการศึกษาเรียนรู้โครงการ “ธรรมะ สานใจ สูงวัยพลังบวก” โครงการอบรม“พระบริบาลภิกษุไข้” ประจำวัด ๑ วัด ๑ รูปทั่วไทย โครงการพัฒนาวัดต้นแบบ โครงการจัดสร้างสิ่งสะสมพิเศษเพื่อเป็นที่ระลึก โครงการจัดทำเหรียญที่ระลึก เป็นต้น นับเป็นงานฉลองที่ชาวพุทธศาสนิกชนและผู้ที่เคารพนับถือในพระเมตตากรุณาคุณฯนั้นสามารถร่วมกิจกรรมได้ตลอดทั้งปี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชนมายุ ๘ รอบ สมเด็จพระสังฆราช

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชนมายุ ๘ รอบ สมเด็จพระสังฆราช

พระราชกุศลฉลองสมเด็จพระสังฆราชฯ พระชนมายุ ๘ รอบ

พระราชกุศลฉลองสมเด็จพระสังฆราชฯ พระชนมายุ ๘ รอบ

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม

ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม

ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม

งานบำเพ็ญกุศลพระชนมายุ ๙๖ พรรษาฯ

งานบำเพ็ญกุศลพระชนมายุ ๙๖ พรรษาฯ

สัญลักษณ์ฉลองพระชนมายุ ๙๖ พรรษา

สัญลักษณ์ฉลองพระชนมายุ ๙๖ พรรษา

เข็มที่ระลึก

เข็มที่ระลึก

หนังสือบรรณานุสรณ์

หนังสือบรรณานุสรณ์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วัฒนธรรม ศาสนา วิทยาศาสตร์’ ภูมิเรียนรู้สู่เยาวชนอุทัยธานี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/740946

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัฒนธรรม ศาสนา วิทยาศาสตร์’ ภูมิเรียนรู้สู่เยาวชนอุทัยธานี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัฒนธรรม ศาสนา วิทยาศาสตร์’ ภูมิเรียนรู้สู่เยาวชนอุทัยธานี

วันอาทิตย์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะผู้จัดงานเพื่อสร้างโอกาสเรียนรู้

การสร้างสังคมการเรียนรู้ในปัจจุบันนั้นเป็นเรื่องจำเป็นต่อการแก้ปัญหาสังคมจากแหล่งความรู้จริงที่มีอยู่มากมาย ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๓ นั้นได้มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนา “คน” ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ คือ เป็นคนดี คนเก่ง และมีคุณภาพ เพื่อเป็นรากฐานการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ดังนั้น การที่กระทรวงวัฒนธรรม กรมการศาสนา และมูลนิธิเผยแพร่ศาสนาและพัฒนาคุณภาพชีวิต ได้ร่วมกันจัดงานรวมพลังเครือข่ายจัดงานวัฒนธรรม ศาสนา วิทยาศาสตร์ สร้างโอกาสให้เยาวชน จ.อุทัยธานี ขึ้นที่วัดจันทาราม(วัดท่าซุง) จังหวัดอุทัยธานี เมื่อวันที่ ๒๘-๓๐ มิถุนายน๒๕๖๖ ที่ผ่านมานั้น จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่ให้โอกาสเยาวชนและนักเรียนได้เข้าถึงแหล่งเรียนทุกมิติขององค์ความรู้ เป็นการสร้างประสบการณ์ตรงที่นำไปสู่ความรักภาคภูมิใจในท้องถิ่นและช่วยกันดูแลอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรม รวมถึงปลูกฝังให้เกิดการเรียนรู้และนำไปปฏิบัติ เพื่อสร้างจิตสำนึกความเป็นไทยและรักษาเอกลักษณ์ท้องถิ่นของตน

ผู้ร่วมงาน 

โดยเฉพาะความร่วมมือและการสนับสนุนเป็นอย่างดีจาก วัดจันทาราม (วัดท่าซุง) และจังหวัดอุทัยธานี ที่สร้างแบบอย่างการเรียนรู้นี้ให้เกิดขึ้นในทุกแห่งด้วยตนเอง งานนี้ ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวรปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้เป็นประธานเปิดงาน วัฒนธรรม ศาสนา วิทยาศาสตร์ สร้างโอกาสให้เยาวชนจังหวัดอุทัยธานี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ร่วมกับ นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ประธานมูลนิธิเผยแพร่ศาสนาและพัฒนาคุณภาพชีวิต นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา และเครือข่ายทางวัฒนธรรมที่สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กรมการศาสนากรมส่งเสริมวัฒนธรรม และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์นั้น ได้บูรณาการงานร่วมกับมูลนิธิเผยแผ่ศาสนาและพัฒนาคุณภาพชีวิต หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน คณะสงฆ์ และภาคประชาชนในจังหวัดอุทัยธานี โดยกรมการศาสนา ได้ร่วมประสานขับเคลื่อนการดำเนินงานในมิติด้านศาสนาด้วยการจัดกิจกรรมธรรมะสัญจรสู่ศาสนสถานและสถานศึกษา นำธรรมะสู่ใจประชาชน เป็นการสร้างสรรค์กิจกรรมที่เหมาะสมกับเยาวชน เพื่อแบ่งปันความรู้ทางศาสนาสู่สาธารณะ ปลูกฝังและเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมสร้างการรับรู้ความเข้าใจหลักธรรมทางศาสนาและการดำเนินชีวิตเพื่อนำไปสู่การพัฒนาตนเองด้วยความเข้าใจมีเป้าหมายและสร้างสรรค์เพื่อส่วนรวม โดยผ่านเครือข่ายพระธรรมวิทยากร ซึ่งเป็นผู้นำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในการบ่มเพาะและเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมให้สังคมโดยใช้เครื่องมือการนำเสนอองค์ความรู้ด้านศาสนาสอดแทรกความบันเทิงในรูปแบบต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ ที่สร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนในสถานศึกษา ตลอดจนกลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มคนเปราะบาง ได้ปลูกฝังและเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมทุกช่วงวัย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่งเสริมและสานสัมพันธ์กิจกรรมทางศาสนา และอุปถัมภ์ ทำนุบำรุง คุ้มครองกิจการด้านศาสนา พัฒนาวัดและศาสนสถานเป็นแหล่งเรียนรู้ และส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนบนฐานวัฒนธรรมแบบบูรณาการและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ตามแนวทางส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม มุ่งเน้นให้หน่วยงานทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนคุณธรรมและส่งเสริมให้องค์กรทางศาสนามีบทบาทในการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมสร้างค่านิยมและจิตสำนึกที่ดีแก่ประชาชน เพื่อสร้างคนดีสังคมดี และก้าวสู่สังคมคุณธรรม การผนึกกำลังทุกภาคส่วนด้วยการทำงานแบบ ๓ ประสานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน นำมาเป็นกลไกความร่วมมือของทุกภาคส่วนมาใช้ในการขับเคลื่อนคุณธรรม จริยธรรม นำประเทศไทยสู่เป้าหมายการพัฒนาที่มีความสมดุลทั้งทางด้านวัตถุและจิตใจ ตามแนวคิด “คุณธรรม นำการพัฒนา” นำพาประเทศก้าวสู่สังคมคุณธรรม เพื่อพัฒนาประเทศให้มั่นคงประชาชนมั่งคั่ง อย่างยั่งยืน ซึ่งเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีความสำคัญยิ่งของจังหวัดอุทัยธานีและประเทศไทยอันจะเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต ซึ่งจะสามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ไม่พึงประสงค์ให้เกิดสิ่งดีงามในสังคมต่อไปได้

พิธีเปิดงานโดย ดร.ยุพา ทวีวัฒนกิจบวร ปลัด วธ.

พิธีเปิดงานโดย ดร.ยุพา ทวีวัฒนกิจบวร ปลัด วธ.

การแสดงชาติพันธุ์ลาว

การแสดงชาติพันธุ์ลาว

วิทยากรจากสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ

วิทยากรจากสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ

วิทยากรจากพัฒนามนุษย์

วิทยากรจากพัฒนามนุษย์

วิทยากรจากพระสงฆ์

วิทยากรจากพระสงฆ์

วิทยากรจากชุมชนผ้าทอ

วิทยากรจากชุมชนผ้าทอ

วิทยากรจากชุมชนชาวบ้าน

วิทยากรจากชุมชนชาวบ้าน

วิทยากรจากคณะครูฝึกลูกเสือ

วิทยากรจากคณะครูฝึกลูกเสือ

เรียนรู้จากออนไลน์

เรียนรู้จากออนไลน์

ผลิตภัณฑ์ผ้าทอจากชุมชนโคกหม้อ

ผลิตภัณฑ์ผ้าทอจากชุมชนโคกหม้อ

ผลงานจากกิจการศาสนา

ผลงานจากกิจการศาสนา

เจ้าอาวาสวัดท่าซุง

เจ้าอาวาสวัดท่าซุง

การออกอากาศจากวิทยุท้องถิ่น

การออกอากาศจากวิทยุท้องถิ่น

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘SEAMEO SPAFA’ภูมิโบราณคดีวิจิตรศิลป์นานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/739432

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘SEAMEO SPAFA’ภูมิโบราณคดีวิจิตรศิลป์นานาชาติ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘SEAMEO SPAFA’ภูมิโบราณคดีวิจิตรศิลป์นานาชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

การสำรวจใต้นํ้าในอดีต

จากการที่ ศูนย์ภูมิภาคว่าด้วยโบราณคดีและวิจิตรศิลป์ ภายใต้องค์การรัฐมนตรีศึกษาธิการแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีมีโอ สปาฟา) ได้ร่วมกับ กรมศิลปากร ยูเนสโก และ ศูนย์นานาชาติว่าด้วยโบราณคดี ใต้น้ำ ณ เมืองซาดาร์ (ICUA)ได้ร่วมกันจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรใหม่คือ “South-East Asian Sub-regional Introductory Course on Conservation and Restoration of Underwater Archaeological Finds” (หลักสูตรเบื้องต้นด้านการอนุรักษ์และบูรณะโบราณวัตถุใต้น้ำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) เป็นเวลา ๒ สัปดาห์นั้นนับเป็นเรื่องสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งด้านการอนุรักษ์และบูรณะโบราณวัตถุใต้น้ำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขึ้นโดยผ่านการอบรมดูงานเมื่อวันที่ ๑๙-๒๙ มิถุนายน ๒๕๖๖ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดจันทบุรี  นับเป็นการฝึกอบรมด้านการอนุรักษ์และบูรณะโบราณวัตถุครั้งแรกในภูมิภาคที่ครอบคลุมวัสดุหลากหลายประเภท โดยเฉพาะการพบแหล่งมรดกวัฒนธรรมใต้น้ำ

การฝึกอบรมนี้จัดขึ้นตามวัตถุประสงค์ของอนุสัญญาองค์การยูเนสโกว่าด้วยการคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมใต้น้ำ ค.ศ.2001 ซึ่งได้มีการรับรองกันเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๔ ไปแล้วและกำหนดกรอบกฎหมายร่วมและแนวปฏิบัติให้แต่ละประเทศนั้นสามารถดำเนินการที่เกี่ยวข้องทั้งการบ่งชี้มรดกวัฒนธรรมใต้น้ำ การวิจัย มาตรการปกป้อง และการอนุรักษ์มรดก วัฒนธรรมใต้น้ำให้เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การฝึกอบรมครั้งนี้นับเป็นการพัฒนาการอนุรักษ์และบูรณะ มรดกวัฒนธรรมใต้น้ำโดยบูรณาการความรู้ความชำนาญและทรัพยากรต่างๆ ร่วมกัน รวมทั้งได้รับความอนุเคราะห์ ด้านองค์ความรู้และทรัพยากรจำเป็นอื่นๆ จากศูนย์นานาชาติว่าด้วยโบราณคดีใต้น้ำ อันเป็นศูนย์นานาชาติประเภท ๒ ที่จัดตั้งขึ้นด้วยความอุปถัมภ์จากยูเนสโกอยู่ที่เมืองซาดาร์ สาธารณรัฐโครเอเชีย และหน่วยงานสำคัญทั้งสี่แห่งดังกล่าวนั้น ต่างมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงพัฒนาศักยภาพของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้พร้อมต่อการดำเนินงานเพื่อปกป้องคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมใต้น้ำไว้ให้คนรุ่นหลังต่อไป

ความร่วมมือทางวิชาการ

นายเขมชาติ เทพไชย ผู้อำนวยการศูนย์ซีมีโอ สปาฟา ได้เน้นว่าการอบรมครั้งนี้“ได้ตั้งความหวังไว้ว่าการฝึกอบรมนี้จะช่วยสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความรู้ความชำนาญวิชาชีพด้านโบราณคดีใต้น้ำและด้านอนุรักษ์ให้เกิดขึ้น” และ นางสาวชิฮิโระ นิชิกาวะ ผู้เชี่ยวชาญโครงการของยูเนสโก ได้กล่าวว่า “ยูเนสโกยินดีมากที่ได้กลับมาเปิดหลักสูตรฝึกอบรมด้านมรดกวัฒนธรรมใต้น้ำในประเทศไทยอีกครั้ง หลังจากเคยจัดฝึกอบรมในประเทศไทยมาแล้วหลายครั้งระหว่างปี ๒๕๕๒ ถึง ๒๕๕๔” ซึ่งทำให้มองเห็นภาพในอนาคตไว้ว่า อีกสิบปีข้างหน้านั้นทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีใต้น้ำและมีทักษะด้านการอนุรักษ์เพียงพอที่จะปกป้องและบริหารจัดการมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำได้อย่างยั่งยืน ตามอนุสัญญายูเนสโก ปี ค.ศ.2001

นอกจากการอบรมนี้แล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมาซีมีโอ สปาฟา ได้จัดโครงการ RAIN MOTIONS :CONNECTING (WITH) THE SKIES OF SOUTHEAST ASIA โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนวัฒนธรรมอาเซียน เปิดโอกาสให้นักวิชาการและนักแสดงจากประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศ ได้แก่ ประเทศบรูไนดารุสซาลาม กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม รวมถึงอีก ๑ ประเทศ คือ ประเทศติมอร์เลสเต ได้นำเสนอแนวปฏิบัติทางประเพณี พิธีกรรม ตลอดจนความเชื่อและความศรัทธาที่เกี่ยวข้องกับน้ำและฝนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มุ่งเน้นการนำเสนอในมุมมองใหม่ ทั้งการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ และการสร้างสรรค์การแสดงเกี่ยวข้องกับน้ำและฝนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใช้มิติวัฒนธรรมเผยแพร่แลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมร่วมกัน เพื่อสานสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ โดยจัดกิจกรรมต่อเนื่องของการประชุมเชิงปฏิบัติการผ่านระบบการประชุมทางไกล เมื่อระหว่างเดือนมกราคม-เดือนเมษายน ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา

นับเป็นกลไกสำคัญต่อการสืบสานวัฒนธรรมทางความเชื่อและประวัติศาสตร์ของชุมชนรวมถึงเศรษฐกิจระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ที่จะเกิดขึ้นอีกต่อไป

เขมชาติ เทพไชย ผอ.ซีมีโอ สปาฟา

เขมชาติ เทพไชย ผอ.ซีมีโอ สปาฟา

จากผู้แทนกรมศิลปากร

จากผู้แทนกรมศิลปากร

คณะเดินทางศึกษาดูงาน

คณะเดินทางศึกษาดูงาน

พิธีเปิดประชุมนักโบราณคดีใต้น้ำ

พิธีเปิดประชุมนักโบราณคดีใต้น้ำ

แหล่งเรือจมที่หาดเสม็ด

แหล่งเรือจมที่หาดเสม็ด

โบราณคดีใต้น้ำ

โบราณคดีใต้น้ำ

นักแสดงจากประเทศอาเซียน

นักแสดงจากประเทศอาเซียน

นักโบราณคดีสำรวจใต้น้ำ

นักโบราณคดีสำรวจใต้น้ำ

นักโบราณคดีใต้นํ้าจากหลายประเทศ

นักโบราณคดีใต้นํ้าจากหลายประเทศ

ดูงานที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี จันทบุรี

ดูงานที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี จันทบุรี

โครงการ Rain Motions ศรัทธานํ้าและฝน

โครงการ Rain Motions ศรัทธานํ้าและฝน

ความหลากหลายจากประเพณีน้ำและฝน

ความหลากหลายจากประเพณีน้ำและฝน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘สุพรรณบุรี’ ภูมิดนตรีสานศิลป์ ๒ ถิ่นวัฒนธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/737920

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สุพรรณบุรี’ ภูมิดนตรีสานศิลป์ ๒ ถิ่นวัฒนธรรม

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สุพรรณบุรี’ ภูมิดนตรีสานศิลป์ ๒ ถิ่นวัฒนธรรม

วันอาทิตย์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วธ. ประธานพิธีเปิดมหกรรมฯ

เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ที่ผ่านมา นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้ชวนไปตามรอยพิธีไหว้ครูดนตรีและงานมหกรรมวัฒนธรรมที่ เมืองสุพรรณบุรี เมืองประวัติศาสตร์แห่ง แคว้นสุวรรณภูมิ เมื่อศตวรรษที่ ๙ดังปรากฏว่ามีโบราณสถานหลายแห่งร่วมสมัยมาแต่ก่อนประวัติศาสตร์ ทวารวดี และสุวรรณภูมิในสมัยอยุธยานั้น สุพรรณบุรีเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญด้านตะวันตกมีบทบาทในการสู้รบของสงครามหลายครั้ง และมีบุคคลสำคัญจากเมืองนี้ไปตั้งราชวงศ์สุวรรณภูมิครองอาณาจักรอยุธยา ด้วยเหตุที่เมืองสุพรรณบุรีเป็นเมืองโบราณมาแต่ยุคแรกและมีความสำคัญหลายยุคสมัย ทำให้สุพรรณบุรีแห่งนี้เป็นรากฐานด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและวิถีไทยอย่างยาวนาน ดังนั้น สุพรรณบุรี จึงเป็นแหล่งภูมิปัญญาที่สร้างวัฒนธรรมของตนขึ้นมากมาย โดยเฉพาะด้านเพลงดนตรีนั้นมีความเข้มแข็ง และมีภาษา มีบทเพลงพื้นบ้านเป็นอัตลักษณ์ของสุพรรณบุรี ซึ่งเผยแพร่ศาสตร์ศิลป์ไปยังท้องถิ่นต่างๆ จนทุกวันนี้ดังปรากฏว่ามีเพลงพื้นบ้านสำคัญ เช่น เพลงขอทาน ลำตัด เพลงฉ่อย เพลงพวงมาลัย เพลงเรือเพลงอีแซว และ เพลงลูกทุ่ง ล้วนสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักว่าเป็นดินแดนแห่งเพลงพื้นบ้านงานพื้นถิ่น แหล่งสร้างดนตรีไทย เพลงพื้นบ้าน เพลงลูกทุ่งให้สืบสานต่อรุ่นมาไม่ขาดสาย ทุกปีนั้นเมืองสุพรรณ มี เทศกาลเล่นเพลงประจำปี๒ ครั้ง คือ งานไหว้พระเดือนสิบสอง และงานไหว้พระเดือนห้า ณ วัดป่าเลไลยก์ ดังนั้น ปูชนียบุคคลคนสุพรรณบุรีระดับตำนานที่ได้รับการยกย่องนั้นจึงเป็นที่รู้จักกันดี เช่น ครูมนตรี ตราโมท คีตกวี๕ แผ่นดิน ครูแจ้ง คล้ายสีทอง ช่างขับคำหอมผู้มีความเชี่ยวชาญสามารถ และเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการขับเสภา โดยเฉพาะละครเรื่อง ขุนช้าง-ขุนแผน ส่วนเพลงพื้นบ้านนั้นมีพ่อเพลง-แม่เพลงที่มีชื่อเสียงมากมายนับไม่ถ้วน เช่น พ่อเพลงแม่เพลงระดับศิลปินแห่งชาติ ได้แก่ แม่บัวผันจันทร์ศรี พ่อไสววงษ์ พ่อเพลงแม่เพลงลำตัดเพลงฉ่อย แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ ตำนานแม่เพลงอีแซว ไวพจน์ เพชรสุพรรณ, เพลิน พรหมแดน, ชาย เมืองสิงห์ ซึ่งล้วนเป็นศิลปินแห่งชาติตามกันและครูเพลงลูกทุ่งคนสำคัญอีกหลายท่านเช่น สุรพล สมบัติเจริญ ราชาเพลงลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ ราชินีเพลงลูกทุ่ง ก้านแก้วสุพรรณ ผู้เปิดตำนานนักร้องเมืองสุพรรณ สายัณห์ สัญญา เพลงลูกทุ่งที่สร้างชื่อเสียงสืบต่อรุ่นมาจนถึงนักร้องเพลงลูกทุ่งรุ่นใหม่อย่าง เปาวลี พรพิมล เป็นต้น

ด้านเพลงเพื่อชีวิต ต้นแบบจาก แอ๊ด คาราบาว (ยืนยง โอภากุล) ที่ต่อยอดไปถึงศิลปินเพลงร็อก ตูน บอดี้สแลม (อาทิวราห์ คงมาลัย)กัน เดอะสตาร์ (นภัทร อินทร์ใจเอื้อ) แดน ดีทูบี(วรเวช ดานุวงศ์)  ต่อรุ่นมาจนถึงเด็กรุ่นใหม่อย่าง แร็พเปอร์เด็กเลี้ยงควาย (เทพฤทธิ์ อิ่มสุดสำราญ-รายการเดอะแร็พเปอร์) และวงSunset-The Voice 2019 และกลุ่มผู้เข้าร่วมประกวดวงดนตรีSuphanburi String Contestเป็นต้น จากจุดเด่นทางด้านดนตรีและเพลงพื้นบ้านของสุพรรณบุรีนี้นายณัฐภัทร สุวรรณประทีป ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ได้ผลักดันให้ยูเนสโกพิจารณาให้ สุพรรณบุรีให้เป็น เมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรี (Creative City of Music)ดังนั้น ในงานมหกรรมวัฒนธรรม“ดนตรี” สานศิลป์ ๒ ถิ่นวัฒนธรรมของ กระทรวงวัฒนธรรม ที่เมืองสุพรรณบุรี จึงเป็นงานใหญ่ของประเทศ โดยมี นายอิทธิพล คุณปลื้มรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงานและ ดร.ยุพาทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมและคณะได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริมให้คนวัฒนธรรมจากภาคกลาง-ภาคตะวันออก ๒๔ จังหวัด เข้าร่วมงานและดูงานในพื้นที่ โดยเฉพาะ “พิธีไหว้ครูดนตรี” ของ กรมส่งเสริมวัฒนธรรมที่เป็นประเพณีไหว้ครูสากลหนึ่งเดียว ให้เกิดความภาคภูมิใจของศิลปินนักร้อง นักดนตรีหลากหลายสาขา เข้าร่วมพิธีกว่า ๑,๐๐๐ คน โดย ครูปี๊บคงลายทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงดนตรีไทย เป็นเจ้าพิธีการไหว้ครูและครอบครูณ โรงละครแห่งชาติภาคตะวันตก จังหวัดสุพรรณบุรี นอกจากนี้ นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ยังเปิดเวทีให้เยาวชนได้แสดงความสามารถและมีแรงบันดาลใจพัฒนาทักษะไปสู่ศิลปินในอนาคตในสาขาดนตรีการแสดงต่างๆ และเปิดการประชุมสภาวัฒนธรรมเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้สานต่องานวัฒนธรรมในมิติใหม่ต่อไปด้วย

พิธีเปิดดนตรีสานศิลป์ ๒ ถิ่นวัฒนธรรม

พิธีเปิดดนตรีสานศิลป์ ๒ ถิ่นวัฒนธรรม

กลุ่มชาติพันธุ์ร่วมงานคับคั่ง

กลุ่มชาติพันธุ์ร่วมงานคับคั่ง

สาธิตการนวดไทยตำรับวัดโพธิ์

สาธิตการนวดไทยตำรับวัดโพธิ์

ลีลาดนตรีไทย

ลีลาดนตรีไทย

พิธีสักการะพระสำคัญวัดป่าเลไลยก์

พิธีสักการะพระสำคัญวัดป่าเลไลยก์

พิธีเปิดด้วยกลองยาวของไทยแต่โบราณ

พิธีเปิดด้วยกลองยาวของไทยแต่โบราณ

ทุกชนเผ่าในสุพรรณบุรีต้อนรับประธานพิธี

ทุกชนเผ่าในสุพรรณบุรีต้อนรับประธานพิธี

แตรวงจากเยาวชนรุ่นใหญ่

แตรวงจากเยาวชนรุ่นใหญ่

ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดวธ.รายงาน

ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดวธ.รายงาน

ดนตรี-เพลงจากศิลปินแห่งชาติ

ดนตรี-เพลงจากศิลปินแห่งชาติ

ชาวมอญร่วมงานดนตรีศิลป์

ชาวมอญร่วมงานดนตรีศิลป์

ขลุ่ยจาก ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี สู่ลูกๆ รุ่นใหม่

ขลุ่ยจาก ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี สู่ลูกๆ รุ่นใหม่

การสืบทอดเพลงพื้นบ้านรุ่นต่อรุ่น

การสืบทอดเพลงพื้นบ้านรุ่นต่อรุ่น

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๑๙๐ ปี บ้านสะแกกรัง’ภูมิตำบลเมืองอุทัยใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/736452

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๙๐ ปี บ้านสะแกกรัง’ภูมิตำบลเมืองอุทัยใหม่

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๙๐ ปี บ้านสะแกกรัง’ภูมิตำบลเมืองอุทัยใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ตำบลบ้านสะแกกรัง

พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาแต่เดิมตรงคุ้งสำเภานั้นแผ่นดินติดต่อกันจากเกาะเทโพไปจนถึงตำบลวัดสิงห์ โดยมีแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ด้านตะวันออก มีแม่น้ำสะแกกรังไหลขนาบด้านตะวันตกเข้าพื้นที่เมืองไชยนาทตรงตำบลวัดสิงห์ สภาพปัจจุบันนี้น้ำเซาะแผ่นดินขาดเป็นเกาะและรวมแม่น้ำสองสายเป็นสายเดียวกัน คือบริเวณปากคลองมะขามเฒ่า มีลำน้ำไหลต่อไปยังเมืองสรรคบุรี แล้วเข้าเมืองสุพรรณบุรี เรียกแม่น้ำสุพรรณบุรี ผ่านเมืองนครไชยศรี เรียกแม่น้ำนครไชยศรี และออกอ่าวไทยตรงเมืองมหาชัยซึ่งเดิมมีด่านเก็บตรวจเรือสินค้าจีน จึงเรียกว่า แม่น้ำท่าจีน สรุปแล้ว ทั้งแม่น้ำสะแกกรัง แม่น้ำมะขามเฒ่า แม่น้ำสุพรรณบบุรี แม่น้ำนครไชยศรีนั่นคือแม่น้ำท่าจีนสายเดียวกัน ระหว่างทางของแม่น้ำสายนี้ มีคลองสาขาเป็นระยะๆ ซึ่งคลองบางแห่งนั้น สามารถเข้าไปยังกรุงศรีอยุธยาได้

หากสำรวจเส้นทางลำน้ำเดิมแล้วจะเห็นว่าเป็นเส้นทางด้านตะวันตกที่ใช้ขนส่งภาชนะดินเผา พืชพันธุ์ธัญญาหารของป่า ทางเรือไปยังตำบลและเมืองต่างๆ แม้ว่าจะมีแม่น้ำเจ้าพระยาด้านตะวันออกอยู่ก็ตาม ด้วยเหตุนี้จึงพบว่ามีแหล่งเตาเผาภาชนะอยู่แถบลำน้ำน้อย ลำน้ำสะแกกรัง ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของเมืองอุไทยธานี หรือ เมืองอุทัยเก่า โดยมีท่าเรืออยู่ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยาส่งสินค้าเข้าออก โดยเฉพาะมูลค้างคาว ของป่า ไม้ซุง จึงเรียกว่า ท่าซุง อยู่ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยาตรงคุ้งสำเภา และมีท่าช้างอยู่ลึกเข้าไปส่งช้างข้ามเกาะเทโพไปรวมกันที่เมืองมโนรมย์เก่าคือวัดจวน ด้วยเหตุเมืองอุไทยธานีเก่ามีป่าไม้ผืนใหญ่และเป็นเมืองด่านชั้นนอกที่ทำหน้าลาดตระเวนดูแลทางเข้า-ออกมาแต่ครั้งพระนเรศวร และพระเอกาทศรถ ปรากฏชื่อด่านสำคัญอยู่หลายแห่งเช่น ด่านเมืองอุทัย (คลองค่าย) ด่านทัพเสลา ด่านแม่กลอง ด่านหนองหลวง ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่อำเภออุ้มผาง  หลังสุดมีขุนหลวงสรวิชิต (หน) เป็นนายด่านในสมัยกรุงธนบุรี 

จดหมายเหตุ ร.๓ ย้ายบ้านสะแกกรัง

เมื่อสมัยต้นรัตนโกสินทร์ราว พ.ศ.๒๓๗๖ เจ้าเมืองอุไทยธานีคนใหม่เป็นชาวกรุงเทพฯ ได้เดินทางมาว่าราชการที่เมืองอุไทยธานีเก่า ซึ่งเป็นที่ดอน ได้เห็นว่าถ้ามาอยู่เสียที่ตำบลสะแกกรังก็จะมีแม่น้ำเป็นเส้นทางไปกรุงเทพฯได้ง่ายไม่ลำบากในการเดินทาง แล้วยังสามารถให้ผู้คนหาเลี้ยงชีพได้สะดวกกว่า จึงขอพระยาไชยนาทซึ่งเป็นเพื่อนกัน ตั้งบ้านเรือนขึ้น นัยว่ากลัวความไข้ไม่กล้าขึ้นไปว่าราชการเมืองอุไทยธานีเก่า ขณะนั้นบริเวณป่าสะแกที่อยู่ลึกเข้าไปนั้นได้ถูกตัดไม้สะแกมาทำถ่านถลุงเหล็กที่ท่าซุง จึงมีพื้นที่กว้างอยู่ริมแม่น้ำ เหลืออยู่แต่ต้นสะแกขนาดใหญ่จึงให้สร้างบ้านพักและศาลาว่าการเมืองขึ้น แล้วให้ข้าราชการ ผู้คนพากันมาอยู่เสียที่แห่งใหม่ที่มีต้นสะแกอยู่กลางบ้าน จึงเป็นที่มาของชื่อ สะแกกรังทั้งแม่น้ำและตำบล เดิมเรียกแม่น้ำมะขามเฒ่า สมัยรัชกาลที่ ๓ เมื่อกิจการถลุงเหล็กที่ท่าซุงเลิกกิจการลง ชาวจีนที่เป็นคนงานถลุงเหล็กจำนวนหนึ่งจึงพากันย้ายเข้าไปตั้งบ้านร้านรวงในที่แห่งใหม่ เช่นเดียวกันผู้คนในตำบลที่อยู่ตามตำบลต่างๆ เช่น หนองเต่า หนองแก หนองพังค่า ทุ่งนาไทยทัพทัน โกรกพระ ได้พากันมาอยู่ที่เมืองใหม่จนเป็นตลาดใหญ่ จนเกิดปัญหาในการเก็บเงินอากรสมพัตรสรตลาด เงินค่าเสนาอากร ไม่ชำระกัน จึงต้องมีการแบ่งปันเขตแดนที่ไม่ถูกต้องกับสภาพจริงเสียใหม่ เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๑ ซึ่งปรากฏความในจดหมายเหตุ คือ ร่างสารตราเลขที่ ๑๔๐/๒ จ.ศ.๑๒๑๐ ซึ่งมีความตอนหนึ่งว่า “พระยาอุไทยธานี จะครอบงำเอาที่บ้านเนินตูม บ้านเนินกำแพง บ้านหนองเต่า เป็นเมืองอุไทยธานี ปรารถนาจะได้ปลูกสร้างต้นผลไม้และทำไร่กัน…ที่จะตั้งอากรสมพัสษรไม่ให้นายอากรเรียกเอาด้วย ฝ่ายเมืองไชยนาทไม่ยอม เป็นความวิวาทกันอยู่ไม่รู้แล้ว เดี๋ยวนี้พระยาไชยนาทกลับมาแต่ราชการทัพ พระยาอุไทยธานี พระยาไชยนาทก็เป็นเจ้าเมืองผู้ใหญ่เขตแดนเกี่ยวข้องกันอยู่อย่างไร ก็ให้นัดหมายดูแล พูดจาปรึกษาหารือกัน จะเป็นที่เขตแดนเมืองใดก็ให้ว่ากันเสียเด็ดขาด ตกลงเป็นที่เมืองไชยนาทฯ จะได้นำเรียนเงินอากรสมพัสษรต่อไป…” สรุปในที่สุดว่า เมืองอุไทยธานี แบ่งเขตแล้วมีแขวง ๔ แขวง คือ แขวงหนองขุนชาติ แขวงหนองกระดี่ แขวงหนองหลวง แขวงแม่กลอง สำหรับแขวงหนองขุนชาตินั้นต่อมากลับไปเป็นแขวงอุทัยเก่า ส่วนแขวงอุทัยใหม่นั่นคือ ตำบลบ้านสะแกกรัง ที่ตั้งเมืองอุไทยธานีหากนับแต่ พ.ศ.๒๓๗๖ ก็ ๑๙๐ ปี หากจะเอาสารตราแบ่งเขตใน พ.ศ.๒๓๙๑ ก็ ๑๗๕ ปี ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องใหม่ที่เป็นหมุดหมายจัดฉลองเมืองกัน ถ้ายังใส่ใประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

คุ้งสำเภา

คุ้งสำเภา

เอกสารจดหมายเหตุ

เอกสารจดหมายเหตุ

วัดแจ้งเมืองอุไทยธานี สมัยอยุธยา

วัดแจ้งเมืองอุไทยธานี สมัยอยุธยา

วัดกร่าง สมัยอยุธยา

วัดกร่าง สมัยอยุธยา

แม่น้ำสะแกกรัง

แม่น้ำสะแกกรัง

บ้านสะแกกรัง โรงสี

บ้านสะแกกรัง โรงสี

บ้านสะแกกรังเมืองอุทัยธานีปัจจุบัน

บ้านสะแกกรังเมืองอุทัยธานีปัจจุบัน

บ้านสะแกกรังในอดีต

บ้านสะแกกรังในอดีต

บ้านสะแกกรังในอดีต

บ้านสะแกกรังในอดีต

ท่าช้างบ้านสะแกกรัง

ท่าช้างบ้านสะแกกรัง

ตลาดบ้านสะแกกรัง

ตลาดบ้านสะแกกรัง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘หมอหลวง’ภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยสู่ละครทีวี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/735077

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หมอหลวง’ภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยสู่ละครทีวี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หมอหลวง’ภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยสู่ละครทีวี

วันอาทิตย์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โรงหมอรักษาไข้ในอดีต

การสร้างหนังและละครนั้นส่วนมากมักนำสาระความรู้จากวรรณคดี ประเพณีวัฒนธรรม วิถีไทยสอดแทรกในเรื่องอยู่บ่อยครั้ง ก่อนหน้านี้มีภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์อยู่หลายเรื่อง เช่น พระเจ้าช้างเผือก,พันท้ายนรสิงห์, ขุนศึก, มหาราชดำ, ผู้ชนะสิบทิศ, สี่แผ่นดิน, บางระจัน ก็ยังอยู่ในวงจำกัด เมื่อมีการสร้างละครหลายเรื่องสร้างในทำนองเดียวกันเผยแพร่ทางละครทีวี ก็ทำให้หลายคนซาบซึ้งและเข้าถึงงานวัฒนธรรมจากการเป็นสื่อเข้าถึงทุกบ้าน

ละครหลายเรื่องที่รู้จักกันดี เช่น ระนาดเอก, โหมโรง หลังสุดก็คือเรื่อง บุพเพสันนิวาส ละครที่สร้างกระแสย้อนรอยวิถีวัฒนธรรมไทย จนพากันแต่งกายแบบไทย
ตามอย่างไปทั่วประเทศ แต่สำหรับเรื่องภูมิปัญญาไทย อย่างเช่น หมอยาไทย หรือแพทย์แผนไทยนั้น ต้องถือเป็นเรื่องยากมากสำหรับการสร้างสรรค์ละครให้โดนใจคนชม ซึ่งต้องขอชื่นชมกับความสำเร็จของละครเรื่อง“หมอหลวง” หมอสมัย ร.๓ ทางช่อง ๓ ที่ คุณชุดาภาจันทเขตต์ และ คุณปิยะ เศวตพิกุล กับทีมงานที่ตีบทแตกแทรกสาระจนได้รับความนิยมกันมาก

คณะผู้จัดละครหมอหลวง

แม้ว่าจะเป็นละครหมอคนละสมัยกับเรื่อง หมอยาท่าโฉลง..หมอสมัย ร.๕ ก็ต้องถือว่าเป็นละครดังสองเรื่องนี้ได้ฟื้นกระแสหมอไทยและตำราสมุนไพรให้กลับคืนมาในทันที จนรู้สึกได้ถึงคุณค่าภูมิปัญญาไทยของหมอหลวง-หมอเชลยศักดิ์นั้น ไม่ได้หายไปจากแผ่นศิลาจารึกวัดพระเชตุพนเลย ดังนั้น การที่กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3จัดงานเสวนา “ส่งเสริมอำนาจละมุน Soft Powerผ่านละครไทย” จากเรื่องหมอหลวง เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๖ โดยมี นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และผู้บริหารได้ร่วมยินดีกับผลงานละครหมอหลวง ท่ีได้รับความนิยมและทำให้เห็นอนาคตของการส่งเสริมและผลักดันผลิตภัณฑ์ด้านวัฒนธรรมออกสู่ระดับสากลไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ และกระจายรายได้สู่ชุมชนทั่วประเทศให้เห็นเป็นรูปธรรม ผ่านฟิล์มหรืออุตสาหกรรมบันเทิง โดยเฉพาะละครทางสถานีโทรทัศน์ระบบดิจิทัล

โดยเฉพาะ ละครหมอหลวงนี้ ยังมีการจำหน่ายลิขสิทธิ์เพื่อไปออกอากาศต่อยังแพลตฟอร์มของต่างประเทศ ซึ่งทำให้ละครหมอหลวง เป็นสื่อประสานที่ผลักดัน
เรื่องสมุนไพร แพทย์แผนไทย และอาหารไทย ให้เป็นที่สนใจในวงกว้างของผู้ชมทั้งในและนานาชาติ อันเป็นกรณีศึกษาในการใช้สื่อบันเทิงเป็นแพลตฟอร์มหลักที่ช่วยส่งเสริมและผลักดันพลังความนุ่มเนียนทางวัฒนธรรมจากสื่อบันเทิง ไปสู่โลกของวัฒนธรรมจนยอมรับกันแพร่หลาย หากสืบค้นเรื่องหมอหลวงก็จะรู้ได้ว่าก่อนสมัยสุโขทัยจนถึงสมัยอยุธยาตอนต้น เมื่อราวพ.ศ.๑๗๙๒-พ.ศ.๑๙๙๘ นั้น ไม่มีจารึกตำราหรือเอกสารโบราณได้เหลือตกทอดมา แต่ที่ยังมีอยู่ในปัจจุบันก็คือการจดจำจากบรรพบุรุษหมอไทยที่สืบทอดท่องจดจำกันมาจนมีการชำระรวบรวมในสมัยรัชกาลที่ ๓

ชุดาภา จันทเขตต์ ผู้สร้างละครหมอหลวง

ส่วนตำแหน่งหมอหลวงนั้้น ต้องอ้างจาก “กฎหมายตราสามดวง” ที่ตราขึ้น พ.ศ.๑๙๙๘ นั้น ระบุตำแหน่งหมอในกรมต่างๆ หลายกรม เช่น กรมแพทยา กรมหมอยากรมหมอกุมาร กรมหมอนวด กรมหมอยาตา กรมหมอวรรณโรค โรงพระโอสถ แต่ละกรมมีเจ้ากรมกำกับดูแล ซึ่งมีความระบุว่า “…ออกญาแพทยพงษาวิสุทธาธิบดี
อะไภยพิรียบรากรมพาหุ จางวางแพทยาโรงพระโอสถ นา ๒๐๐๐ พระศรีมโหสถ ราชแพทยาธิบดีศรีองครักษ เจ้ากรมแพทยาหน้า นา ๑๖๐๐ เจ้ากรมหมอนวด ซ้าย ขวา หลวงราชรักษา หลวงราโชนาคล๑๖๐๐ ออกพระสิทธิสาร เจ้ากรมหมอยาซ้าย นา ๑๔๐๐…”

ดังนั้น ตำแหน่ง “ออกญาแพทยพงษาวิสุทธาธิบดีฯ จึงเป็นหมอหลวงคนสำคัญ ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลโรงพระโอสถ มีบทบาทสำคัญในการปรุงยา เสาะหา รวบรวมและดูแลรักษาเครื่องยาสมุนไพรต่างๆ รวมทั้งการปรุงยาหลวง และประสานงานกับหมอในกรมอื่นๆโดยเฉพาะกรมหมอนวดที่มีความสำคัญด้วย “การนวด” นั้นเป็นการบำบัดโรคพื้นฐานในสมัยนั้น เดอ ลาลูแบร์ (de la Loube`re) ราชทูตชาวฝรั่งเศส ในสมัยพระนารายณ์มหาราช ได้บันทึกไว้ว่า “…ในกรุงสยามนั้นถ้าใครป่วยไข้ลง ก็จะเริ่มทำให้เส้นสายยืด โดยให้ผู้ชำนาญการในทางนี้ ขึ้นไปบนร่างกายของคนไข้ และใช้เท้าเหยียบๆ…” หลักฐานสำคัญของหมอหลวงโบราณที่ตกทอดมาจนวันนี้ คือ “ตำราพระโอสถพระนารายณ์” ถือเป็นต้นตำรับตำราหมอหลวงที่ทำให้มีการคัดลอกลงสมุดไทยและจารึกไว้ที่วัดโพธิ์ วัดราชโอรสในสมัยรัชกาลที่ ๓  ปัจจุบันจารึกตำรานี้ คือ บันทึกความทรงจำของโลกไปแล้ว…ดังนั้น เรื่องหมอหลวง ตำราสมุนไพร และนวดไทย จึงคือภูมิปัญญาไทยที่ไม่สูญหายไปแน่นอน

หมอยาไทยรักษาคนไข้

หมอยาไทยรักษาคนไข้

สมุดไทยตำรายา

สมุดไทยตำรายา

อิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม

อิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม

ละครหมอหลวง

ละครหมอหลวง

ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย

ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย

สาธิตการนวดบำบัดแบบไทย

สาธิตการนวดบำบัดแบบไทย

สาธิตการใช้สมุนไพรจากชุมชน

สาธิตการใช้สมุนไพรจากชุมชน

เวทีเสวนางานละครหมอหลวง

เวทีเสวนางานละครหมอหลวง

ผู้บริหารวัฒนธรรมยินดีกับละครหมอหลวง

ผู้บริหารวัฒนธรรมยินดีกับละครหมอหลวง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์’ภูมิหนังไทยสู่เวทีโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/733527

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์’ภูมิหนังไทยสู่เวทีโลก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์’ภูมิหนังไทยสู่เวทีโลก

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วธ และปลัด วธ. บนพรมแดง

เทศกาลภาพยนตร์ที่เมืองคานส์ในวันนี้นับเป็นเวทีของงานภาพยนตร์ระดับโลกที่ยิ่งใหญ่หากย้อนกลับเมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๑ หลายคนรู้จักแต่เทศกาลหนังเมืองเวนิส ที่จัดมาแล้ว ๖ ปีแต่ด้วยการประกวดภาพยนตร์ที่เวนิสนั้น เกิดปัญหาที่ Olympia ภาพยนตร์เยอรมันได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งปีนั้นภาพยนตร์อเมริกามีแนวโน้มได้รางวัลกลับไม่ได้เพราะแรงกดดันจากฮิตเลอร์ จึงทำให้สหรัฐอเมริกา อังกฤษและฝรั่งเศส ประกาศออกจากเทศกาลนั้นและยืนยันว่าไม่เข้าร่วมอีก จน Philippe Erlanger นักประวัติศาสตร์ด้านศิลปะภาพยนตร์ได้เริ่มต้นจัดเทศกาลภาพยนตร์ที่เมืองคานส์ขึ้น ในช่วงกลางปี พ.ศ.๒๔๘๒ โดยมีจุดยืนของงานว่าเป็น“เทศกาลภาพยนตร์ที่ไม่มีเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้อง” ได้ซึ่งทำให้ได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามจากกลุ่มผู้สร้างภาพยนตร์จาก ๙ ประเทศมหาอำนาจด้านภาพยนตร์ในขณะนั้น โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑-๒๐ กันยายน ที่ MunicipalCasino ใจกลางเมืองคานส์ แต่เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขึ้น จึงเหลือเพียงการฉายเรื่อง TheHunchback of Notre-Dame แบบส่วนตัวเรื่องเดียวเท่านั้น ต่อมาระยะหลังงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์นั้นได้พัฒนาและได้รับความร่วมมือจากหลายประเทศมากขึ้นจนเป็นเวทีภาพยนตร์ระดับโลกในที่สุด

คณะจากประเทศไทย

ในปีนี้กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ซึ่งมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของไทย และขยายตลาดภาพยนตร์ไทยไปสู่ระดับนานาชาติ และผลักดันต้นทุนวัฒนธรรมสร้างความเป็นไทย ให้เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างรายได้และเผยแพร่ภาพลักษณ์ที่ดีให้เป็นที่รู้จักของนานาชาตินั้น ได้มีแผนงานอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรม 5F ได้แก่ อาหาร (Food) ภาพยนตร์และวีดิทัศน์(Film) ผ้าไทยและการออกแบบแฟชั่น(Fashion) มวยไทย (Fighting) และเทศกาลประเพณี (Festival) สู่ระดับโลก ดังนั้น งานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๖-๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๖ที่ผ่านมานั้น นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้เดินทางเป็นประธานพิธีเปิดคูหาประเทศไทย เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้สัญลักษณ์Content Thailand เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคมพ.ศ.๒๕๖๖ โดยมี นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายอารัญ บุญชัย ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางยุถิกาอิศรางกูร ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ผู้บริหารจากกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ และผู้ประกอบการภาพยนตร์ทั้งไทยและต่างประเทศจากภาครัฐ ภาคเอกชน ได้ร่วมกิจกรรมในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ คานส์ ฟิล์ม เฟสติวัล 2023 (Village International Cannes Film Festival 2023) เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ดังกล่าว

โปสเตอร์เทศกาลหนังเมืองคานส์ครั้้งแรก-วาดโดย Jean-Gabriel Domergue

การเข้าร่วมงานในครั้งนี้เป็นเรื่องน่ายินดี ว่ามีภาคเอกชนเข้าร่วมงาน ๑๒ บริษัท อาทิ Benetone Films, BrandThink, Film Frame Productions, GDH 559, Halo Productions, KantanaMotion Pictures, M Pictures, Right Beyond,Sahamongkolfilm International YggdrazilGroup เนรมิตหนังฟิล์ม และเวลา ฟิล์ม โดยให้ความร่วมมือสร้างกิจกรรมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ด้านภาพยนตร์ไทยหลากหลายกิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมตลาดซื้อ-ขายภาพยนตร์ นิทรรศการคูหาประเทศไทย (Thailand Pavilion) โดยเฉพาะการจัดกิจกรรม Thai Film Pitching Project 2023นำเสนอโครงการการสร้างภาพยนตร์เพื่อการร่วมลงทุน ๒ เรื่อง ได้แก่ ทองหล่อคิดส์ โดยอาทิตย์ อัสสรัตน์ และ เจ้าหงิญ โดย เอมอัยย์พลพิทักษ์ ซึ่งมี ๔๓ บริษัท ให้ความสนใจในการร่วมลงทุน ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนประมาณ ๑๐๐ ล้านบาทนอกจากนี้ ยังได้นำอาหารไทยที่เป็นเอกลักษณ์ให้ผู้ประกอบการ นักลงทุน นักท่องเที่ยว ได้รู้รสชาติของอาหารไทยยอดนิยม ได้แก่ ส้มตำ ข้าวผัดกุ้ง ข้าวเหนียวมะม่วง และอื่นๆ รวมทั้งการนำดาราไทยยอดนิยมไปร่วมเดินพรมแดงสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ประเทศ ซึ่งทำให้เกิดการนำไปสู่รายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศแล้ว ยังส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมระหว่างประเทศในอนาคตอีกด้วย

ชิมอาหารไทย ส้มตำ ข้าวเหนียวมะม่วง

ชิมอาหารไทย ส้มตำ ข้าวเหนียวมะม่วง

เอกสารแนะนำประเทศไทย

เอกสารแนะนำประเทศไทย

ผู้ประกอบการภาพยนตร์

ผู้ประกอบการภาพยนตร์

อาคารแสดงเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์

อาคารแสดงเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์

แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านภาพยนตร์

แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านภาพยนตร์

พิธีเปิดคูหาประเทศไทย

พิธีเปิดคูหาประเทศไทย

นักลงทุนต่างชาติและผู้สนใจประเทศไทย

นักลงทุนต่างชาติและผู้สนใจประเทศไทย

ภาพยนตร์เรื่อง ทองหล่อคิดส์

ภาพยนตร์เรื่อง ทองหล่อคิดส์

ภาพยนตร์เรื่องเจ้าหงิญ

ภาพยนตร์เรื่องเจ้าหงิญ

รมว.วธ.อิทธิพล คุณปลื้ม-ปลัด วธ.ยุพา ทวีวัฒนกิจบวร

รมว.วธ.อิทธิพล คุณปลื้ม-ปลัด วธ.ยุพา ทวีวัฒนกิจบวร

ชุดไทยจาก มาดามแป้ง

ชุดไทยจาก มาดามแป้ง