ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘หอศิลป์แห่งชาติ วธ.’ภูมิเรียนรู้ศลปวัฒนธรรมแห่งใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/732009

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หอศิลป์แห่งชาติ วธ.’ภูมิเรียนรู้ศลปวัฒนธรรมแห่งใหม่

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หอศิลป์แห่งชาติ วธ.’ภูมิเรียนรู้ศลปวัฒนธรรมแห่งใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม

ด้วยบทบาทกระทรวงวัฒนธรรมด้านสร้างแหล่งเรียนรู้เพื่อแลกเปลี่ยนงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยทั้งในและต่างประเทศนั้น นอกจากได้สร้างศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยแล้วยังได้สร้างหอศิลปะแห่งชาติแห่งใหม่ขึ้น เพื่อส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้และส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางศิลปะเพิ่มมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยจัดให้เป็นพื้นที่บริการทางวัฒนธรรมงานศิลปะร่วมสมัยระดับชาติและนานาชาติ โดยกระทรวงวัฒนธรรมได้มีแผนพัฒนาปี ๒๕๖๖-๒๕๖๗ ในการเปิดพื้นที่จัดนิทรรศการผลงานศิลปะร่วมสมัยหลากหลายรูปแบบของศิลปินไทยและนานาชาติ พร้อมกับเร่งพัฒนาภัณฑรักษ์ให้บริการอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อสร้างการรับรู้แก่ประชาชน แม้จะมีวิกฤตทางโควิดก็ไม่หยุดการดำเนินการและจัดกิจกรรมตามโอกาส 

นางสาวฐิต์ณัฐ สมบัติศิริ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้ให้รายละเอียดในการพัฒนาว่าได้เดิมมีโครงการพัฒนาศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยให้เป็นพื้นที่บริการทางวัฒนธรรมระดับนานาชาติว่าได้เริ่มกันมาตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๕๐ถึงปัจจุบัน จนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้การสร้างสรรค์และการแลกเปลี่ยนศิลปะวัฒนธรรม ตลอดจนเปิดพื้นที่สำหรับจัดแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัยระดับชาติและนานาชาติ เป็นแหล่งนัดพบระหว่างศิลปินแขนงต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศได้เข้ามาใช้พื้นที่จัดแสดงผลงานและเป็นพื้นที่สำหรับสร้างสรรค์ผลงานด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยหลากหลายรูปแบบ มีการฝึกสอนเยาวชนให้มีความสามารถในด้านต่างๆจนไปสร้างชื่อเสียงแก่ประเทศ ในระยะแรกได้มีการ การก่อสร้างอาคารที่ทำการกระทรวงวัฒนธรรม และอาคารหอศิลป์แห่งชาติขึ้นใหม่ ต่อมาได้สร้างโรงละคร Super Theatre โรงละครแบบ Black Box Theatre ห้องประชุมย่อย และห้อง Workshop ด้านวัฒนธรรม ห้องฉายภาพยนตร์ ห้องประชุมสัมมนา และศูนย์ข้อมูลวัฒนธรรมและลานวัฒนธรรมกลางแจ้งเชื่อมกับลานภายในหอศิลป์แห่งชาติ         

จัดประชุมสัมนานา

สำหรับหอศิลป์แห่งชาตินั้นสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี ๒๕๖๓ ตัวอาคาร ๓ ชั้น โดยตั้งต่อเชื่อมกับบริเวณของศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ทำให้มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ ๑๙,๐๐๐ ตารางเมตรอาคารเป็นสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นตามแบบเอกลักษณ์ไทย ภายในอาคารได้ใช้พื้นที่ในส่วนการบริหารจัดการ และการจัดแสดงซึ่งมีครุภัณฑ์ประจำอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกภายใน โดยมีการศึกษารูปแบบและแนวทางการบริหารงานหอศิลป์แห่งชาติ ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาจนสามารถอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนได้เมื่อพฤษภาคมพ.ศ.๒๕๖๔ พร้อมกันได้ปรับปรุงภูมิทัศน์ทั้งภายในและภายนอกอาคารให้เป็นพื้นที่ใช้ประโยชน์จน พ.ศ.๒๕๖๕ จึงจัดใช้พื้นที่จัดกิจกรรมด้านศิลปะหลากหลายรูปแบบ อาทิ กิจกรรม “ดื่มกาแฟแลงานศิลป์” เพื่อสร้างการรับรู้ในเรื่องพื้นที่กิจกรรมและการเข้าถึงของประชาชนในพื้นที่หอศิลป์แห่งชาติ โดยเชิญศิลปินร่วมสมัย คือ นายวศินบุรีสุพานิชวรภาชน์ ผู้สร้างสรรค์ประติมากรรม “ไอ้จุด” และ น.ส.ลูกปลิว จันทร์พุดซา ศิลปินผู้สร้างสรรค์ประติมากรรม “เรือรักของแม่” มาแสดงณ ลานกลางแจ้ง กิจกรรมจัด “นิทรรศการเผยแพร่องค์ความรู้ของผลงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย”ผลงานสะสมปี พ.ศ.๒๕๖๕ (2022 AcquisitionsOffice of Contemporary Art and Culture)ณ ห้องนิทรรศการ ๔ ชั้น ๑ จัดแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัยกว่า ๗๙ ชิ้นจาก ๒๐ ชุดผลงาน ที่ถูกสร้างสรรค์โดยศิลปินร่วมสมัยและเป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ ๑๖ คน และจัดกิจกรรมสร้างการรับรู้เกี่ยวกับหอศิลป์แห่งชาติ ณ ลานวัฒนธรรมสร้างสุข กิจกรรมตลาดนัดวันพุธ เทศกาลดนตรี Ministry of CultureMusic Festival : Summer Hit Songs และกิจกรรมเรียนรู้ดูหอศิลป์ของกลุ่มเด็กและเยาวชนด้วยซึ่งกระทรววัฒนธรรมและ ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวรปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้มีนโยบายในการทำให้พื้นที่ทั้งหมดเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมที่ทันสมัยในอนาคต

เด็กเยาวชนเรียนรู้ดูหอศิลป์

ตลาดนัดวัฒนธรรมทุกวันพุธ

ปฎิมากรรมเรือรักของแม่

ประติมากรรมเรือรักของแม่

เปิดลานวัฒนธรรมสร้างสุข

ผลงานชิ้นเอกของศิลปิน

พื้นที่แหล่งเรียนรู้วัฒนธรรม

ภาพไตรภูมิในอาคาร.วธ.

แสดงผลงานศิลปของศิลปืนฯ

แสดงผลงานศิลปะไทยและนานาชาติ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วันปรีดี พนมยงค์’ ภูมิรัฐบุรุษอาวุโสประชาธิปไตย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730575

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันปรีดี พนมยงค์’ ภูมิรัฐบุรุษอาวุโสประชาธิปไตย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันปรีดี พนมยงค์’ ภูมิรัฐบุรุษอาวุโสประชาธิปไตย

วันอาทิตย์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ปรีดี พนมยงค์ นักคิดนักเขียนประชาธิปไตย

วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ นี้ ขอเชิญชวน ทุกคนไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยทั่วกัน เพื่อสร้างรากฐานของประชาธิปไตย ซึ่งทำให้ระลึกนึกถึงวันบุคคลสำคัญของแผ่นดินและเป็นบุคคลสำคัญของโลกที่รู้จักกันดีคือ วันปรีดี พนมยงค์ ด้วยเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ที่ผ่านมา เป็นวันชาตกาลของนายปรีดี พนมยงค์ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๔๓ ด้วยท่านเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์ประชาธิปไตยอยู่มากมาย เช่น เป็นหัวหน้าคณะราษฎรสายพลเรือน ผู้นำการปฏิวัติสยาม พ.ศ.๒๔๗๕ เปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตย, ผู้นำขบวนการเสรีไทย ต่อต้านญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง และรัฐบุรุษอาวุโสคนแรกของประเทศไทย จึงมีการจัดงานที่ระลึกโดยองค์กรต่างๆ เช่น งานที่ระลึก ดร.ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การ(อธิการบดี) คนแรกของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งพิธีสักการะรูปหล่ออนุสาวรีย์เพื่อระลึกถึงคุณูปการทางวิชาการ ที่มีตำรับตำราหลายเล่มจากผู้ประศาสน์การและศิษย์คนสำคัญของท่าน และกิจกรรม “ปาฐกถาวันปรีดี พนมยงค์” จัดโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเชิญนักคิดนักวิชาการคนสำคัญมาเป็นองค์ปาฐก “ปาฐกถาปรีดี พนมยงค์”ทุกปีจึงเป็นองค์ความรู้จากครูบาอาจารย์นักวิชาการคนสำคัญที่สืบต่อกันมาจนวันนี้นายปรีดี พนมยงค์ นั้นเป็นนักกฎหมาย อาจารย์นักกิจกรรม นักการเมือง และนักการทูตชาวไทยผู้ได้รับการยกย่องเกียรติคุณอย่างสูง เป็นรัฐบุรุษอาวุโส ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นายกรัฐมนตรีคนที่ ๗ และรัฐมนตรีหลายกระทรวงเป็นหัวหน้าคณะราษฎรสายพลเรือน ผู้ประศาสน์การ(ผู้ก่อตั้ง) มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองและเป็นผู้ก่อตั้งธนาคารชาติไทย คือ เริ่มต้นจากสามัญชนผู้เกิดในครอบครัวชาวนาของเมืองกรุงเก่าในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งได้รับการส่งเสียให้ได้รับการศึกษาที่ดี จนสำเร็จการศึกษาจากเนติบัณฑิตยสภา และสอบไล่ได้เป็นเนติบัณฑิตตั้งแต่อายุ ๑๙ ปี เป็นนักเรียนทุนศึกษาต่อด้านกฎหมายที่ประเทศฝรั่งเศส จนสำเร็จการศึกษาขั้นดุษฎีบัณฑิตณ มหาวิทยาลัยปารีส ใน พ.ศ.๒๔๖๙

กิจกรรมมธ.วันปรีดี พนมยงค์

ท่านได้เป็นหนึ่งของสมาชิกผู้ก่อตั้งคณะราษฎรในประเทศฝรั่งเศสในปีเดียวกัน จากนั้นเดินทางกลับประเทศเพื่อประกอบอาชีพเป็นผู้พิพากษา ผู้ช่วยเลขานุการกรมร่างกฎหมาย และอาจารย์ผู้สอนวิชากฎหมายปกครอง ณ โรงเรียนกฎหมาย หลังจากการปฏิวัติสยามในปี ๒๔๗๕ ท่านมีบทบาทสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญสองฉบับแรกของประเทศ และวางแผนเศรษฐกิจหลังเดินทางออกนอกประเทศช่วงสั้นๆ เนื่องจากปฏิกิริยาต่อแผนเศรษฐกิจของเขา เขาเดินทางกลับมารับตำแหน่งรัฐมนตรีหลายกระทรวงในรัฐบาลพระยาพหลพลพยหุเสนา และ แปลก พิบูลสงครามมีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย การวางรากฐานการบริหารราชการแผ่นดินโดยเฉพาะราชการส่วนท้องถิ่น การเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาไม่เป็นธรรมกับต่างประเทศ ตลอดจนการปฏิรูปภาษี ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๘๔-๒๔๘๘ และเป็นผู้นำขบวนการเสรีไทยในประเทศช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ซึ่งมีความเห็นต่างต่อการประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม จนฝ่ายสัมพันธมิตรไม่ถือโทษให้เป็นประเทศผู้แพ้สงคราม หลังสงครามยุติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ยกย่องในฐานะ รัฐบุรุษอาวุโส จากความขัดแย้งทางการเมืองที่ท่านถูกใส่ร้ายจากกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นผู้เกี่ยวข้องกับกรณีสวรรคตทำให้ท่านลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสองครั้ง จนเกิดรัฐประหารปี ๒๔๙๐ ทำให้ท่านต้องลี้ภัยการเมืองนอกประเทศอยู่ในประเทศจีนและฝรั่งเศส โดยไม่ได้กลับสู่ประเทศไทยอีก แต่ตลอดเวลานั้นท่านยังแสดงความเห็นทางการเมืองในประเทศไทยและโลกอยู่เสมอจนถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ ๒ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๒๖ ท่านเป็นนักต่อสู้ความชอบธรรมมาตลอด ดังนั้น คดีหมิ่นประมาทที่ท่านเป็นโจทก์ฟ้องนั้นศาลยุติธรรมให้ท่านชนะทุกคดีนับเป็นบุคคลผู้เป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านเผด็จการทหาร เสรีนิยม และใน พ.ศ.๒๕๔๒ ยูเนสโกได้ยกย่องให้ท่านเป็นบุคคลสำคัญของโลก และในวาระครบรอบ ๑๐๐ ปี ชาตกาล ซึ่งท่านได้รับการยกย่องยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นเสาหลักของประชาธิปไตยโดยแท้จริง

ดร.ปรีดี พนมยงค์

ดร.ปรีดี พนมยงค์

ดร.ปรีดี พนมยงค์-ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์

ดร.ปรีดี พนมยงค์-ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์

ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์-สัญญา ธรรมศักดิ์

ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์-สัญญา ธรรมศักดิ์

รัฐบุรุษอาวุโสแห่งประชาธิปไตย

รัฐบุรุษอาวุโสแห่งประชาธิปไตย

ดร.ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การ มธ.

ดร.ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การ มธ.

อนุสาวรีย์ปรีดี พนมยงค์

อนุสาวรีย์ปรีดี พนมยงค์

หนังสือปรีดี บรรณานุสรณ์ ๒๕๖๖

หนังสือปรีดี บรรณานุสรณ์ ๒๕๖๖

วางรากฐานสร้างมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์และการเมือง

วางรากฐานสร้างมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์และการเมือง

ผลงานของ ปรีดี พนมยงค์ และศิษย์

ผลงานของ ปรีดี พนมยงค์ และศิษย์

คณะอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

คณะอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระบรมธาตุเมืองเชียงแสน’ ภูมิสายธารแห่งศรัทธา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/729011

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระบรมธาตุเมืองเชียงแสน’ ภูมิสายธารแห่งศรัทธา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระบรมธาตุเมืองเชียงแสน’ ภูมิสายธารแห่งศรัทธา

วันอาทิตย์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พระธาตุดอยตุง

จากตำนานพระเจ้าเหยียบโลก ตำนานสิงหนวัติตำนานลัวะจักราช พงศาวดารเหนือ ประวัติศาสตร์เมืองเชียงราย นั้นปรากฏว่ามีการสร้างพระธาตุ เจดีย์สำคัญไว้มากมาย ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือมาแต่โบราณ ทำให้กระทรวงวัฒนธรรม โดย กรมการศาสนา ต้องมีโครงการ “จาริกเส้นทางบุญในมิติทางศาสนา” ขึ้น เพื่อเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวสายบุญที่สร้างศรัทธาในพระพุทธธรรม เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้เป็นประธานเปิดกิจกรรม เส้นทางธรรมแห่งศรัทธา เส้นทางสักการะพระบรมธาตุ“ในอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายขึ้น เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในเชิงศาสนา พัฒนาวัด ศาสนสถาน และชุมชน ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิต ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ผู้แทนหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มีส่วนร่วม ณ วัดพระธาตุผาเงา อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นกิจกรรมต่อยอดต้นทุนทางวัฒนธรรม โดยส่งเสริมให้มีการนำทุนและทรัพยากรทางวัฒนธรรมมาเสริมสร้างคุณค่าทางสังคมและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่านกิจกรรมและโครงการต่างๆ เช่น จัดให้มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมและสินค้าชุมชน ใน “กาดหมั้วครัววัฒนธรรม” แสดงผลงานของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ในจังหวัดเชียงราย เป็นต้น สำหรับเส้นทางจาริกเส้นทางบุญในมิติศาสนาตามโครงการนี้นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา ให้มีกิจกรรมนำร่องขึ้น ๓ เส้นทาง คือ เส้นทางสักการะพระบรมธาตุ จังหวัดเชียงราย เส้นทางตามรอยพระเถราจารย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช และ เส้นทางความเชื่อความศรัทธาแห่งลุ่มแม่น้ำโขง จังหวัดมุกดาหาร นครพนม บึงกาฬ หนองคาย

เจดีย์วัดป่าสัก

สำหรับเส้นทางสักการะพระบรมธาตุครั้งนี้ได้เรียนรู้เรื่องพระบรมธาตุสำคัญของเมืองเชียงแสนที่ “วัดพระธาตุผาเงา” วัดสำคัญของเวียงเชียงแสนน้อย หรือเวียงปรึกษา สร้างโดยขุนลัง เมื่อพ.ศ.๑๐๙๘ภายหลังเวียงโยนกนาคพันธ์ (เวียงหนองหล่ม)ล่มสลายลง พ.ศ. ๑๐๘๘ ภายในวัดนั้นมีพระธาตุเก่า ๓ องค์คือ พระธาตุผาเงา ที่ตั้งอยู่บนยอดหินผา พระธาตุจอมจัน ที่เหลือแต่ซากองค์พระเจดีย์สูงประมาณ๕ เมตร และ พระธาตุเจ็ดยอด ซึ่งเหลือแต่ซากฐานสูง ๕ เมตร ซึ่งวัดได้สร้างพระบรมธาตุพุทธนิมิต เจดีย์ขนาดใหญ่ครอบองค์พระธาตุไว้ โดยบริเวณโดยรอบนั้นมีลานชมวิวที่สามารถมองเห็นพื้นที่รอยต่อของ ๓ ประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว และเมียนมา โดยมีแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำเชื่อมทิวทัศน์ให้ดูสวยงาม และสถานที่สำคัญของศิลปเชียงแสน หอพระไตรปิฎกเฉลิมพระเกียรติ พิพิธภัณฑ์ผ้าทอล้านนาเชียงแสน ชุมชนวัดพระธาตุผาเงาของชาติพันธุ์ไทยวน ซึ่งเป็นชุมชนต้นแบบที่มีวิถีชีวิตอย่างเรียบง่าย และมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาและรักษาศิลปวัฒนธรรมของตน มีประเพณีที่สำคัญ และการแสดงดนตรีพื้นเมือง เต้นบาสโลบ ขับทุ้มหลวงพระบาง ตีกลองหลวงเป็นต้น เมืองเชียงแสนแห่งนี้เป็นเมืองโบราณที่ยังปรากฏแนวกำแพง คู ประตูหอรบ ที่สืบเนื่องมาแต่สมัยพระเจ้าพังคราช จนถึงพระเจ้าแสนภู ราชวงศ์มังรายซึ่งสร้างพระธาตุเจดีย์สำคัญในอดีตอยู่หลายแห่งเช่น เจดีย์หลวง เจดีย์วัดป่าสัก และโดยรอบเมืองเชียงแสนนั้นมีพระธาตุสำคัญอีกหลายแห่งเช่น พระธาตุดอยตุง สมัยพระเจ้าอชุตราช เมืองโยนกนาคพันธ์พระธาตุภูเข้า สมัยพระยาลาวจังราช หรือจักราช ปฐมกษัตริย์หิรัญนครเงินยาง พระธาตุจอมกิตติ สมัยพระเจ้าพังคราช พ.ศ.๑๔๘๑ พระธาตุจอมแจ้ง สมัยพระเจ้าแสนภู พ.ศ.๑๘๗๑ เป็นต้น…นมัสการสักการะพระบรมธาตุในสมัยสร้างเมืองยุคแรกแห่งนี้จึงเป็นเส้นทางสิริมงคล ที่สร้าง “อยู่ดีกินหวาน” และยังความสำเร็จทั้งปวงให้เป็นสุขได้อย่างน่าศรัทธายิ่งนัก

เจดีย์หลวงเมืองเชียงแสน

เจดีย์หลวงเมืองเชียงแสน

ชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา

ชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา

หนังสือเส้นทางธรรมแห่งศรัทธา

หนังสือเส้นทางธรรมแห่งศรัทธา

สกายวอล์ก ชมทิวทัศน์แม่น้ำโขง

สกายวอล์ก ชมทิวทัศน์แม่น้ำโขง

รถรางนำสักการะพระบรมธาตุต่างๆ

รถรางนำสักการะพระบรมธาตุต่างๆ

พิธีเปิดเส้นทางสักการะพระบรมธาตุเมืองเชียงแสน

พิธีเปิดเส้นทางสักการะพระบรมธาตุเมืองเชียงแสน

พระธาตุภูเข้า พระยาลาวจังกราชสร้าง

พระธาตุภูเข้า พระยาลาวจังกราชสร้าง

พระธาตุดอยเขาควาย

พระธาตุดอยเขาควาย

พระธาตุจอมแจ้ง

พระธาตุจอมแจ้ง

พระธาตุจอมกิตติ

พระธาตุจอมกิตติ

ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม

ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม

นักโบราณคดีให้ความรู้พระธาตุสำคัญ

นักโบราณคดีให้ความรู้พระธาตุสำคัญ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ปอยส่างลอง’..ภูมิพิธีบวชลูกแก้วชาวไทใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/727602

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ปอยส่างลอง’..ภูมิพิธีบวชลูกแก้วชาวไทใหญ่

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ปอยส่างลอง’..ภูมิพิธีบวชลูกแก้วชาวไทใหญ่

วันอาทิตย์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ขบวนแห่ส่างลอง

ในวาระแห่งการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๖ นั้นกระทรวงวัฒนธรรม โดย กรมการศาสนา ได้มีการจัดบรรพชาสามเณรและบวชศีลจาริณีเพื่อเป็นต้นแบบทั้งในส่วนกลางที่วัดยานนาวาและส่วนภูมิภาคที่วัดพนัญเชิง จังหวัดพระนครศรีอยุธยาวัดพิชโสภาราม จังหวัดอุบลราชธานี และวัดราชบุรณฯจังหวัดชุมพร เป็นต้น สำหรับประเพณีการบวชของชาวไทใหญ่ อันเป็นประเพณีบุญหนึ่งเดียวที่รู้จักกันดีคือ ประเพณีปอยส่างลอง ซึ่งเป็นพิธีบรรพชาสามเณร หรือบวชลูกแก้วนั้น ได้มีการจัดขึ้นสองครั้งเมื่อวันที่ ๓-๕ เมษายน ขึ้นที่วัดปางล้อ จังหวัดแม่ฮ่องสอน และวันที่ ๒๒-๒๕ เมษายน ๒๕๖๖ จัดขึ้นที่วัดในสอย ตำบลปางหมู จังหวัดแม่ฮ่องสอน

สำหรับการจัดประเพณีปอยส่างลองครั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรมได้ร่วมกับจังหวัดเเม่ฮ่องสอน โดยมี พระสุมณฑ์ศาสนกิตติ์ เจ้าคณะจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ดร.ยุพาทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส โดยมี นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายชัยพล สุขเอี่ยมอธิบดีกรมการศาสนา พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้ปกครองและพุทธศาสนิกชน รวมทั้งเด็กและเยาวชน ได้เข้าร่วมโครงการ จำนวนทั้งสิ้น ๕๐๐ คน ณ วัดในสอย จังหวัดแม่ฮ่องสอน รวมมีสามเณรบรรพชาตามประเพณีปอยส่างลองทั้งสองครั้งมีจำนวนกว่า ๑๐๐ ราย นับเป็นประเพณีบุญกุศลของชาวไต หรือไทใหญ่ ที่มีความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และร่วมกันสนับสนุนให้กุลบุตรอุทิศของตนบรรพชาในประเพณีปอยส่างลอง โดยถือเป็นบุญอันยิ่งใหญ่ ซึ่งต่างได้ร่วมกันจัดหาสิ่งของเงินทองอันเป็นทรัพย์ภายนอกที่หามาได้สนับสนุนกุลบุตรนั้นให้มีโอกาสเรียนรู้ธรรมะจากการบรรพชา อันนำทางให้มีการบวชเรียนเป็นพระภิกษุสืบพระศาสนาต่อไปอีก ดังนั้น ประเพณีหนึ่งเดียวของชาวไทใหญ่นี้ จึงสร้างสีสันของงานจนเป็นประเพณีที่ไม่เหมือนใคร ปอยส่างลองนั้นมีพิธีการปลงผมเป็นส่างลอง หรือจางลอง

ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม

การจัดขบวนแห่ส่างลองไปวัด การแห่เครื่องไทยธรรมและอัฐบริขารต่างๆ เรียกขบวนครัวหลู่ พิธีผูกข้อมือรับขวัญส่างลองจากญาติผู้ใหญ่ที่พากันร่วมกันผูกข้อมือให้พรแก่ส่างลอง และพิธีบรรพชาสามเณร (ข่ามสาง) ตามประเพณีของชาวไทใหญ่คำว่า ปอยส่างลอง เป็นภาษาเมียนมา ซึ่งให้ความว่า “ปอย” คือ เหตุการณ์หรือพิธี  “ส่าง” หมายถึง สามเณร  คำว่า “ลอง” มาจากคำว่า อลอง หมายถึงเชื้อสายกษัตริย์ ซึ่งมีความหมายว่าพิธีบรรพชาผู้มีเชื้อสายกษัตริย์เป็นสามเณร นั่นเอง

ประเพณีปอยส่างลองของชาวไทใหญ่จึงเป็นอัตลักษณ์ของแม่ฮ่องสอนโดยเฉพาะ ด้วยในเขตอำเภอเมือง อำเภอขุนยวม และอำเภอปาย นั้นมีกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่อยู่จึงทำให้ร่วมกันจัดประเพณีสืบทอดความศรัทธามาแต่ครั้งบรรพบุรุษ จากตำนานเล่าขานว่า เมื่อครั้งพุทธกาลพระพุทธเจ้าได้เสด็จขึ้นไปโปรดพระมารดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมื่อพระองค์จะเสด็จกลับลงมาเมืองมนุษย์นั้น ได้มีเทพสี่ตนเป็นเทวดา ๒ ตน นางฟ้า ๒ ตน ลงตามมาด้วยเพราะอยากเห็นบ้านเมืองมนุษย์มาก ด้วยเมืองมนุษย์นั้นได้จัดพิธีต้อนรับพระพุทธเจ้ากลับสู่โลก (วันเทโว)ดังนั้น เทพทั้งสี่จึงพากันแต่งกายสวยงามสวมชฎามงกุฎ ฟ้อนรำร่วมกันกับมนุษย์อย่างสนุกสนานเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์วันนั้นในงานปอยส่างลองจึงให้ส่างลองนั้นแต่งกายตามเทพทั้งสี่โดยนำชฎามาสวมใส่ให้แก่ผู้บวชอย่างสวยงามตามอย่างแล้วฟ้อนรำกันสนุกสนาน บางตำนานว่า เป็นเรื่องที่เจ้าชายอชาตศัตรูนำพระโอรสพร้อมด้วยพระสหาย๕๐๐ คน แต่งกายด้วยเครื่องนุ่งห่มอย่างกษัตริย์องค์น้อยเป็นส่างลอง จัดขบวนแห่ตามถนนกรุงราชคฤห์ เพื่อไปบรรพชาเป็นสามเณรกับพระพุทธเจ้าและเหล่าสาวกทั้งหลาย พระพุทธเจ้าได้ให้นามพระโอรสผู้บรรพชาว่า “จิตตะมเถรี” อีกตำนานว่า เป็นเรื่องเจ้าชายสิทธัตถะซึ่งเป็นรัชทายาทของกรุงกบิลพัสดุ์นั้นได้ทรงเครื่องกษัตริย์ก่อนจะออกผนวช ด้วยศรัทธาความเชื่อแห่งงานปอยส่างลองนี้ทำให้แม่ฮ่องสอน มีความโดดเด่นด้วยเป็นประเพณีที่เกิดขึ้นพร้อมกับการสร้างเมืองแม่ฮ่องสอน ซึ่งมีการพัฒนา รักษา สืบทอดมาจนเป็นงานบุญหนึ่งเดียวของประเทศมาถึงทุกวันนี้ และยังเผยแพร่ไปยังกลุ่มไทใหญ่ที่อยู่ในเมืองอื่นทางภาคเหนืออีกด้วย

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา

เชษฐา โมสิกรัตน์ ผวจ.แม่ฮ่องสอน

เชษฐา โมสิกรัตน์ ผวจ.แม่ฮ่องสอน

คณะข้าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนและผู้ทำงาน

คณะข้าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนและผู้ทำงาน

ปลงผมส่างลอง

ปลงผมส่างลอง

เนืองแน่นด้วยญาติส่างลอง

เนืองแน่นด้วยญาติส่างลอง

ส่างลองแต่งองค์ทรงเครื่อง

ส่างลองแต่งองค์ทรงเครื่อง

รับส่างลองจากพ่อแม่

รับส่างลองจากพ่อแม่

พระสุมณฑ์ศาสนกิตติ์ เจ้าคณะแม่ฮ่องสอน

พระสุมณฑ์ศาสนกิตติ์ เจ้าคณะแม่ฮ่องสอน

พิธีผูกแขนส่างลอง

พิธีผูกแขนส่างลอง

ขบวนฟ้อนไทใหญ่

ขบวนฟ้อนไทใหญ่

ลีลาท่ารำของครูผู้เฒ่า

ลีลาท่ารำของครูผู้เฒ่า

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘กรุงรัตนโกสินทร์’ ภูมิพระนครที่ใช้เวลาสร้างถึง ๓ ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/726032

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘กรุงรัตนโกสินทร์’ ภูมิพระนครที่ใช้เวลาสร้างถึง ๓ ปี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘กรุงรัตนโกสินทร์’ ภูมิพระนครที่ใช้เวลาสร้างถึง ๓ ปี

วันอาทิตย์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

งานสมโภชพระนคร

สืบจากเหตุวันพิธียกเสาหลักเมืองกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๓๒๕ นั้นเป็นวันที่ทุกคนได้ระลึกน้อมถึงการอยู่ใต้ร่มพระบารมีมายาวนานถึง ๒๔๑ ปี โดยนับวันนี้ให้เป็นวันแรกที่องค์พระปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีคือ สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินต้น (รัชกาลที่ ๑) ทรงสถาปนาตั้งพระนคร คือ กรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นจากพิธียกเสาหลักเมืองก็ตาม ซึ่งนับเป็นการสถาปนาพระนครไปด้วยคงไม่ถูกต้อง ด้วยขณะนั้นมีแต่เสาหลักเมืองปรากฏขึ้นก่อนแห่งเดียว แม้ว่าจะมีการให้ พระยาธรรมาธิกรณ์ กับ พระยาวิจิตรนาวี ออกเป็นแม่กองคุมช่างและไพร่ไปวัดกำหนดที่ทางสำหรับการสร้างพระนครแห่งใหม่ทางฝั่งบางกอกตะวันออกแล้วก็ตาม กล่าวคือ พิธียกเสาหลักเมืองนั้นทำเมื่อวันอาทิตย์ เดือนหก ขึ้นสิบค่ำ ฤกษ์เวลาย่ำรุ่งแล้ว ๕๔ นาที คำนวณวันก็ตรงกันวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๓๒๕ซึ่งจะเป็นเสาหลักเมืองในที่เดิมหรือไม่ไม่มีหลักฐาน รู้แต่ว่าเป็นพื้นที่สวนของพระยาราชาเศรษฐี กับพวกชาวจีน ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ก่อนแล้วแต่ครั้งสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี โดยขอให้พระยาราชาเศรษฐี และพวกชาวจีน นั้นอพยพไปตั้งบ้านเรือนและทำสวนในที่แห่งใหม่ตั้งแต่คลองวัดสามปลื้มยาวไปจนถึงคลองวัดสำเพ็งแทน

พรปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จักรี

ดังนั้น พื้นที่สวนของชาวจีนจึงต้องขนรื้อย้ายออกไปจนเป็นที่ว่างสำหรับการสร้างพระนคร จึงยังไม่มีการก่อสร้างขึ้น นอกจากพระองค์ได้สร้างพระราชนิเวศน์ขึ้นเป็นที่ประทับชั่วคราวแล้วล้อมรอบด้วยระเนียดไม้ให้เป็นปราการป้องกันไปก่อนพอเป็นที่ประทับอยู่ควรแก่เวลา สรุปว่า พระนครกรุงรัตนโกสินทร์ยังไม่ได้สร้างใน พ.ศ.๒๓๒๕ มีแต่พระราชนิเวศน์ชั่วคราวสำหรับเป็นราชมณเฑียรในการปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระปฐมกษัตริย์โดยสังเขป ดังความปรากฏว่า “ครั้น ณ วันจันทร์ เดือนแปด บุรพาษาฒ ขึ้นค่ำหนึ่ง ปีขาล จัตวาศกจุลศักราช ๑๑๔๔ ให้ตั้งการพระราชพิธีปราบดาภิเษกโดยสังเขปนิมนต์พระราชาคณะสวดพระปริตรพุทธมนต์ครบ ๓ วันแล้ว รุ่งขึ้น ณ วันพฤหัสบดี เดือนแปด บุรพาษาฒ ขึ้นสี่ค่ำ เวลารุ่งแล้ว ๔ บาท ได้มหามงคลฤกษ์ พระบาทสมเด็จบรมนารถบพิตร พระเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จทรงเรือพระที่นั่งบัลลังก์ศรีสักหลาด ประดับด้วยเรือจำนำท้าวพระยาข้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งปวง แห่โดยขบวนพยุหยาตราหน้าหลังพรั่งพร้อม เสด็จข้ามน้ำริมคงคามา ณ ฝั่งตะวันออก เสด็จขึ้นฉนวนหน้าพระราชวังใหม่ ทรงพระราชยานตำรวจแห่หน้าหลัง เสด็จขึ้นไปยังพระราชมณเฑียรสถาน ทำการพระราชพิธีปราบดาภิเษก..หลังจากนั้นจึงโปรดให้ตั้งกองสักเลก ไพร่หลวง สมกำลังและเลกหัวเมืองทั้งปวง แล้วให้เกณฑ์ทำอิฐขึ้นใหม่บ้างไปรื้ออิฐกำแพงเมืองกรุงเก่าลงมาบ้าง ลงมือก่อสร้างพระนครทั้งพระบรมมหาราชวังและพระราชวังบวรสถานมงคลในปีนั้น โปรดให้รื้อป้อมวิชาเยนทร์และกำแพงเมืองธนบุรีข้างฝั่งตะวันออกเสีย ขยายพระนครให้กว้างออกไปกว่าเก่า เกณฑ์เขมร ๑๐,๐๐๐ เข้ามาขุดคลองคูพระนครด้านตะวันออก ตั้งแต่บางลำพูตลอดมาออกแม่น้ำข้างใต้เหนือวัดสามปบื้ม ยาว ๘๕ เส้น ๑๓ วา กว้าง๑๐ วา ลึก ๕ ศอก พระราชทานชื่อว่า คลองรอบกรุง”ส่วนการก่อสร้างพระนครนั้น หลังจากที่มีการตระเตรียมอิฐปูน ไม้ครบแล้ว ได้ให้เกณฑ์ลาวเมืองเวียงจันทน์ ๕,๐๐๐ คน และมีตราให้หาผู้ว่าราชการหัวเมืองตลอดจนหัวเมืองลาวริแม่น้ำโขงฟากตะวันตกเข้ามาพร้อมกันในกรุง แล้วให้ปักปันหน้าที่ทั้งข้าราชการในกรุงและหัวเมืองให้ช่วยกันขุดรากก่อกำแพงรอบพระนครและสร้างป้อมเป็นระยะห่างกัน ๑๐ เส้นบ้าง ไม่ถึง ๑๐ เส้นบ้าง ไว้รอบพระนคร ส่วนพระมหาปราสาทที่สร้างถาวรนั้น ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ถ่ายขนาดมาสร้างอย่างพระที่นั่งสรรเพชญปราสาทในกรุงเก่า มีพระปรัศว์ซ้ายขวา และเรือนจันทน์เป็นบริเวณ สร้างเสร็จแล้วได้พระราชทานนามว่า “พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท”ทำพิธียกยอดปราสาทขึ้น เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๓๒๗ สรุปว่าต้องใช้เวลา ๓ ปี จึงสร้างเป็นกรุงรัตนโกสินทร์แล้วเสร็จ ดังนั้น ในปีมะเส็ง จุลศักราช๑๑๔๗ พ.ศ.๒๓๒๘ พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งพิธีพระบรมราชาภิเษกตามราชประเพณีอย่างสมบูรณ์ขึ้นอีกครั้งในเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ.๒๓๒๘พร้อมกับการฉลองสมโภชพระนคร และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ที่ได้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร มาประดิษฐานเป็นหลักชัยคู่พระนครแห่งใหม่ ซึ่งเป็น เวลาที่ผ่านมา ๒๓๘ ปี ของกรุงรัตนโกสินทร์ต่างหาก

กรุงรัตนโกสินทร์

กรุงรัตนโกสินทร์

พระแก้วมรกตคู่กรุงรัตนโกสินทร์

พระแก้วมรกตคู่กรุงรัตนโกสินทร์

สนามหลวงในสมัยรัชกาลที่ ๕

สนามหลวงในสมัยรัชกาลที่ ๕

พระบรมมหาราชวังในอดีต

พระบรมมหาราชวังในอดีต

เสาหลักเมืององค์แรกสมัย รัชกาลที่ ๑

เสาหลักเมืององค์แรกสมัย รัชกาลที่ ๑

เสาหลักเมืองครั้้งรัชกาลที่ ๔

เสาหลักเมืองครั้้งรัชกาลที่ ๔

พิธีปราบดาภิเษก ๑๓ มิถุนายน ๒๓๒๕

พิธีปราบดาภิเษก ๑๓ มิถุนายน ๒๓๒๕

พิธีบวงสรวงเทพยดาฯ

พิธีบวงสรวงเทพยดาฯ

พระบรมมหาราชวัง

พระบรมมหาราชวัง

พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท

พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท

พิธียกเสาหลักเมือง ๒๑ เมษายน ๒๓๒๕

พิธียกเสาหลักเมือง ๒๑ เมษายน ๒๓๒๕

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ถนนข้าวสาร’ภูมิสนุกวันสงกรานต์ของคนต่างชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/724488

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ถนนข้าวสาร’ภูมิสนุกวันสงกรานต์ของคนต่างชาติ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ถนนข้าวสาร’ภูมิสนุกวันสงกรานต์ของคนต่างชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เดือนเมษายนทั้งเดือน มีงานสำคัญต่อเนื่องที่ทำให้เรียนรู้มากมาย ตั้งแต่วันเกิดของกระทรวงต่างๆ ในวันที่ ๑ เมษายน วันจักรี และวันที่ระลึกของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชพระปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จักรี วันที่ ๖ เมษายนวันตรุษสงกรานต์ และวันผู้สูงอายุแห่งชาติ วันที่ ๑๓ เมษายนวันครอบครัว วันที่ ๑๔ เมษายน วันสถาปนากรุงเทพ-มหานคร และวันสถาปนาเสาหลักเมืองของกรุงรัตนโกสินทร์ วันที่ ๒๑ เมษายน ซึ่งล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับสถานที่สำคัญในเขตพระนคร คือ พระบรมมหาราชวัง วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร วัดสุทัศนเทพวราราม และอื่นๆ เป็นต้น ซึ่งต่างมีการจัดงานในวาระสำคัญดังกล่าว โดยสร้างกิจกรรมการเรียนรู้และสืบสานประเพณีที่ดีงามทั่วกัน

โดยเฉพาะวันสงกรานต์ทุกปีนั้น ถนนข้าวสาร ถูกพูดถึงมากที่สุด ด้วยเป็นสถานที่ชาวต่างชาติรู้จักกันดีจนรับรู้กันว่า วันสงกรานต์นั้นต้องพากันมาสนุกสนานที่นี่ ถนนข้าวสารแห่งนี้เป็นถนนในพื้นที่ของแขวงตลาดยอด เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีระยะทางเริ่มตั้งแต่ถนนจักรพงษ์ หน้าวัดชนะสงคราม ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ จนถึงถนนตะนาว ใกล้สี่แยกคอกวัว ประวัติของถนนข้าวสารนี้ระบุว่า สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๕ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลที่ ๕โดยกรมโยธาธิการได้กราบบังคมทูลขอตัดถนนตรอกข้าวสาร เริ่มตั้งแต่ถนนหน้าวัดชนะสงคราม ตัดมาทางตะวันออกตามตรอกข้าวสารแล้วสร้างสะพานข้ามคลองมาบรรจบกับ ถนนเฟื่องนคร  ตอนหน้าสวนหลวงตึกดิน และพระราชทานนามถนนนี้ตามเดิมว่า “ถนนข้าวสาร” ด้วยเป็นย่านเก่าของตรอกขายข้าวสาร ที่เป็นแหล่งขายข้าวสารที่ใหญ่ที่สุดของพระนคร โดยมีข้าวสารจำนวนมากขนส่งมาจากฉางข้าวหลวง ตรงสะพานช้างโรงสีริมคลองคูเมืองเดิม (คลองหลอด) เลียบมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา มาขึ้นท่าเรือของบางลำพู เพื่อนำข้าวนั้นมาขายให้แก่ชาวบ้านในชุมชนต่างๆ บริเวณย่านนี้   

ถนนข้าวสารย่านบางลำภู

นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งขายถ่านหุงข้าว ของชำด้วย จากตรอกข้าวสาร เดิมเป็นถนนแคบ ต่อมาได้ขยายเป็นถนนข้าวสาร และเริ่มมีร้านขายของมากขึ้น จนทำให้เป็นตลาดอยู่ใกล้เคียงกันคือ ตลาดยอด ตลาดนานา ย่านบางลำพู เป็นต้นจนถึง พ.ศ.๒๕๒๕ ปีแห่งการเข้ามาเช่าห้องพักอาศัยเพื่อเที่ยวชมเมืองหลวงของไทยในช่วงเทศกาลสำคัญขึ้น และเริ่มมีการถ่ายภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด ซึ่งมีทีมงานกองถ่ายมาทำงานกันจำนวนมาก กิจการการเช่ามาเป็นที่พักแบบเกสต์เฮ้าส์ ทำให้มีชาวต่างชาตินิยมเดินทางมาเที่ยวและพักมากขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๒๘-๒๕๒๙ และกลายเป็นศูนย์รวมของนักเดินทางกลุ่มแบ๊กแพ็กเกอร์ ในที่สุดจนโด่งดังมาจนวันนี้ กิจการจากร้านขายข้าวสาร ขายของกิน โรงพิมพ์ ได้ปรับเป็นย่านบันเทิงยามราตรี โดยเฉพาะงานวันสงกรานต์ นักท่องเที่ยวต่างชาติจากทั่วทุกมุมโลกพากันมาเล่นสงกรานต์บนถนนข้าวสารที่เริ่มขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๕๓๓ จากการเล่นสาดน้ำกันธรรมดาทั่วไปเหมือนย่านอื่นๆ ก็กลายเป็นงานเทศกาลสงกรานต์ถนนข้าวสารยอดนิยมใน พ.ศ. ๒๕๔๒-๒๕๔๓ ที่มีการสร้างกิจกรรม เวทีการแสดงและการสนับสนุนมากขึ้น จนช่วงวิกฤตการระบาดของไวรัสโควิด-๑๙ ในพ.ศ.๒๕๖๓ งานวันสงกรานต์บนถนนข้าวสารที่เป็นยอดนิยมระดับโลกก็ต้องยกเลิกการจัดไปตามสถานการณ์ และได้กลับมาเริ่มใหม่ในวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๖๖ นี้ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่คาดไม่ถึงว่าผู้คนทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศจะพากันมาสนุกสนานกันจนทำให้ถนนข้าวสาร ขยายบริเวณไปในย่านบางลำพู ถนนราชดำเนินกลาง ย่านบางขุนพรหม ย่านภูเขาทอง ลานคนเมืองของกรุงเทพมหานครนั้นมีผู้คนหลั่งไหลเข้าไปยังถนนข้าวสารอย่างแน่นขนัด จนต้องปิดงาน เวลา ๒๐.๐๐ น. เพื่อคลี่คลายปัญหาจราจรและความแออัดที่ทำให้ถนนทั้งสายจากสี่แยกบางลำพูถึงสี่แยกคอกวัว รถไม่สามารถแล่นไปมาได้

นับเป็นความสำเร็จที่เป็น Soft Power จากถนนเล็กๆ สายเดียวแห่งนี้ที่ทำให้คนรู้จักประเทศไทยมากขึ้นจากถนนข้าวสารธรรมดา แต่เรียนรู้ในการพัฒนาตนเองตามวิถีวัฒนธรรมประเพณี เช่นเดียวกับถนนคนเดินอีกหลายสายที่ให้ความสำคัญกับงานประเพณีและท้องถิ่นของตน

ท่าเรือบางลำพู สมัย ร.๕

ท่าเรือบางลำพู สมัย ร.๕

คลองบางลำพู

คลองบางลำพู

ย่านบางลำพู

ย่านบางลำพู

สีสันที่ซบเซามานานปี

สีสันที่ซบเซามานานปี

กลุ่มเที่ยวถนนข้าวสาร

กลุ่มเที่ยวถนนข้าวสาร

สีสันจากสาวนักเที่ยว

สีสันจากสาวนักเที่ยว

ทุกคันมุ่งถนนข้าวสาร

ทุกคันมุ่งถนนข้าวสาร

สี่แยกบางลำพู

สี่แยกบางลำพู

ลุคใหม่ของถนนข้าวสาร

ลุคใหม่ของถนนข้าวสาร

มุมหนึ่งของคนต่างชาติ

มุมหนึ่งของคนต่างชาติ

ปรับถนนข้าวสารรับวันสงกรานต์

ปรับถนนข้าวสารรับวันสงกรานต์

นักท่องเที่ยวต่างชาติ

นักท่องเที่ยวต่างชาติ

ถนนข้าวสาร

ถนนข้าวสาร

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๑๑๒ ปี กรมศิลปากร’ ภูมิสืบ สร้าง สาน ศาสตร์ศิลป์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/723110

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๑๒ ปี กรมศิลปากร’ ภูมิสืบ สร้าง สาน ศาสตร์ศิลป์

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๑๒ ปี กรมศิลปากร’ ภูมิสืบ สร้าง สาน ศาสตร์ศิลป์

วันอาทิตย์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หัวโขนประดับและเขียนสี

จาก วันสถาปนากรมศิลปากร เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคมทุกปี และต่อเนื่องจนถึงวันสำคัญในเดือนเมษายน คือ วันที่ ๒ เมษายน ซึ่งเป็น วันอนุรักษ์มรดกไทย วันที่ ๑๓ เมษายน วันสงกรานต์ และวันที่ ๒๑ เมษายน เป็น วันฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ จึงเป็นเดือนของการอนุรักษ์มรดกไทย ที่กรมศิลปากรได้จัด นิทรรศการพิเศษ เรื่องสืบ สร้าง สาน ศาสตร์ศิลป์ ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ตั้งแต่วันที่ ๒๗ มีนาคม-๒๗ เมษายน ๒๕๖๖ ให้ประชาชนได้เห็นถึงการของพัฒนาการศาสตร์ศิลป์ของชาติบ้านเมืองโดยผ่านศิลปินศิลปากรของ สำนักช่างสิบหมู่  ซึ่งทำหน้าที่สำคัญของการรักษามรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ อันเป็นสืบต่อจากงานศิลปกรรมชั้นครูให้มีการฟื้นฟูและยอดความรู้ของงานช่างศิลปแขนงต่างๆให้คงความงดงามอันประณีตนั้น ยังคงอยู่มาจนทุกวันนี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์

การเสวนาทางวิชาการ

ดังนั้น ๑๑๒ ปี ของกรมศิลปากร นับแต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง “กรมศิลปากร” เมื่อวันที่๒๗ มีนาคม ๒๔๕๔ นั้น ได้ทำให้กรมศิลปากรซึ่งรับผิดชอบในการทำหน้าที่คุ้มครอง ป้องกัน อนุรักษ์ บำรุงรักษา ฟื้นฟู ส่งเสริม สร้างสรรค์ เผยแพร่วิจัย พัฒนา สืบทอดศิลปะและทรัพย์สินมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ เพื่อธำรงคุณค่าและเอกลักษณ์ของความเป็นชาติให้คงอยู่สืบไปนั้นนับวันได้ขยายส่วนงานของกรมศิลปากร ให้เป็นหน่วยงานภาครัฐ สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม จากเดิมที่มีหน่วยงานพิพิธภัณฑ์ หอสมุด นาฏศิลป์และช่างสิบหมู่นั้น จนมีส่วนราชการที่แบ่งเป็น ๒๖ หน่วยงาน โดยรับผิดชอบภารกิจหลักออกเป็น ๔ ด้าน คือ ๑.ด้านดุริยางคศิลป์ ๒.ด้านโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์๓.ด้านภาษา เอกสารและหนังสือ และ ๔.ด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม ซึ่งมีกองโบราณคดีสำนักการสังคีต สำนักช่างสิบหมู่ สำนักพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ สำนักสถาปัตยกรรม สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติสำนักหอสมุดแห่งชาติแล้วยังมีหน่วยงานรับผิดชอบในระดับภูมิภาคเพิ่มขึ้น เช่น สำนักศิลปากรที่ ๑-๑๑ และกองโบราณคดีใต้น้ำ สำนักงานโบราณคดีในพื้นที่ พิพิธภัณฑ์และหอสมุดแห่งชาติสาขา อุทยานประวัติศาสตร์แห่งชาติ สถาบันนาฏดุริยางค์ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศมรดกศิลปวัฒนธรรม เป็นต้น ด้วยความรู้และความสามารถเฉพาะด้านนั้นจึงทำให้กรมศิลปากรนั้นเป็นสถาบันขององค์ความรู้ในศาสตร์ศิลป์อันหาได้ยากของแผ่นดิน โดยเฉพาะงานช่างสิบหมู่ที่ต้องใช้ฝีมืออันประณีตเพื่อสืบทอดมรดกของชาติ ดังปรากฏฝีมือในงานช่างต่างๆ และงานวิชาการจากการค้นพบทางโบราณคดี งานสถาปัตยกรรม งานพิพิธภัณฑ์และงานศึกษาจากเอกสารโบราณ ซึ่งมีหนังสือของกรมศิลปากรเผยแพร่สู่ประชาชนมากขึ้นทุกปี และการจัดงานทุกครั้งก็มักจะมีการจัดเสวนาทางวิชาการ การแสดงนาฏศิลป์และดนตรี ผลิตภัณฑ์ทางศิลปวัฒนธรรม ของที่ระลึก เผยแพร่อยู่เสมอ แม้การกรณีที่มีผลกระทบด้านโบราณสถาน เช่น การดำเนินงานเพื่อลดผลกระทบด้านโบราณคดีจากโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน และเรื่อง แนวทางการขออนุญาตสร้างอนุสาวรีย์ ก็มีการศึกษาและรับฟังความเห็นทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความเข้าใจ

การแสดงโขนในงาน

โดยเฉพาะนิทรรศการพิเศษนั้นได้การจัดแสดงผลงานศิลปกรรมที่สร้างสรรค์โดยบุคลากรสำนักช่างสิบหมู่ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงานศิลปกรรมชั้นครูมาสืบต่อศาสตร์งานศิลปะแขนงต่างๆ ในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยนั้น มีผลงานสำคัญที่น่าสนใจได้แก่ งานช่างเขียน : ปฐมบทแห่งการช่างไทย งานช่างรัก : ประณีตศิลป์แห่งรัก งานช่างศิราภรณ์ : หลากวิชาช่างชำนาญศิลป์ งานช่างมุก : เลื่อมพรายลายฉลุศิลป์ งานช่างแกะช่างสลัก: วิจิตรแห่งภูมิปัญญาในงานจำหลักไม้ งานช่างบุ ช่างสลักดุน : วิจิตรแห่งโลหะศิลป์ งานช่างปิดทอง ช่างประดับกระจก : ประกายแห่งอัญมณีงานช่างปั้น ช่างหล่อ : ประติมากรรมแห่งศรัทธาศิลป์ งานช่างกระเบื้อง :วิวัฒน์ศิลป์ไทย โดยนำผลงานมาจัดแสดงความประณีต ได้แก่ บุษบกเกริน (จำลอง) หัวโขนจำลอง หัวโขนพระพิฆเนศประดับมุก เจดีย์ ฉัตร บังแทรก งานลายกำมะลอ เขียนภาพ “รามเกียรติ์ ตอนทศกัณฐ์ลักนางสีดา” แบบร่างประติมากรรมพระจันทร์ทรงราชรถ โถเบญจรงค์ลายเทพนม โถน้ำพระพุทธมนต์ประดับมุก เป็นต้นซึ่งทุกงานช่างนี้ยังสามารถเข้าไปชมความวิจิตรพิสดารในส่วนต่างๆ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติพระนครที่ปรับปรุงและจัดใหม่ได้อีกมากมายตามใจชอบ…แบบไม่ต้องห่วงปากท้อง ด้วยมี ร้านอาหารท้ายวัง ซึ่งอยู่ด้านในที่เติมรสชาติอร่อยๆ ให้มีเรี่ยวแรงในการเดินชมโบราณวัตถุและศิลปวัตถุต่อกันได้ทั้งวันโดยไม่ต้องไปไหน

ผู้บริหารกรมศิลปากรปัจจุบัน

ผู้บริหารกรมศิลปากรปัจจุบัน

ของที่ระลึกจากเครื่องทองอยุธยา

ของที่ระลึกจากเครื่องทองอยุธยา

หัวโขนพระพิฆเณศประดับมุก

หัวโขนพระพิฆเณศประดับมุก

หนังสือนิทรรศการพิเศษแจกฟรี

หนังสือนิทรรศการพิเศษแจกฟรี

หนังสือ ๑๑๒ ปี กรมศิลปากร

หนังสือ ๑๑๒ ปี กรมศิลปากร

เวทีการแสดงกลางแจ้ง

เวทีการแสดงกลางแจ้ง

บุษบกเกริน (จำลอง)

บุษบกเกริน (จำลอง)

นิทรรศการพิเศษ

นิทรรศการพิเศษ

งานปูนปั้้น

งานปูนปั้้น

งานช่างปิดทองประดับกระจก

งานช่างปิดทองประดับกระจก

งานจำหลักไม้

งานจำหลักไม้

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดถ้ำกลองเพล’ ภูมิวิปัสสนาจารย์จากธรรมชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/721431

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดถ้ำกลองเพล’ ภูมิวิปัสสนาจารย์จากธรรมชาติ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดถ้ำกลองเพล’ ภูมิวิปัสสนาจารย์จากธรรมชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รูปหล่อหลวงปู่ขาว

ด้วยเหตุที่ วัดถ้ำกลองเพล เป็นวัดที่มีชื่อเสียงของจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งถูกเล่าความว่าเดิมนั้นเป็นสถานที่เก่าแก่มาแต่โบราณ ที่เกิดขึ้นจากการใช้ธรรมชาติที่เป็นเชิงเขามีถ้ำ และหลืบเขาที่มีแสงสว่างลอดเข้ามาได้นั้น จึงมักเป็นถูกใช้เป็นที่พระเดินธุดงค์มาปฏิบัติธรรมบำเพ็ญเพียรประจำ จึงมีชื่อเรียกในเบื้องต้นว่า ถ้ำบำเพ็ญ หรือวัดบำเพ็ญ โดยตั้งตามเหตุที่มีพระภิกษุธุดงค์มาใช้ปฏิบัติธรรมบำเพ็ญเพียร เช่นเดียวกับการใช้พื้นที่ธรรมชาติของภูพระบาท ในจังหวัดอุดรธานี เป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรจึงเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้น่าจะเกิดขึ้นแต่ครั้งโบราณสมัยขอมมีอำนาจ และร่วมสมัยกันกับอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ส่วนสาเหตุที่ได้ชื่อว่าถ้ำกลองเพลนั้น ด้วยในสมัยก่อนมีกลองโบราณสองหน้าอยู่ในถ้ำ

เมื่อถึงวันพระจะได้ยินเสียงกลองดังสนั่นหวั่นไหว หากเป็นเช่นนี้ก็ถือว่าอัศจรรย์ที่เป็นปรากฏการณ์ก่อนที่จะมีวัดเกิดขึ้น หรือจะมีพระธุดงค์มาสร้างกลองโบราณสองหน้าทิ้งไว้แต่เดิมไม่มีใครรู้ประวัติแน่นอน แต่เสียงกลองนี้แหละที่ทำให้ชาวบ้านพากันเรียกให้รู้จักสถานที่แห่งนี้ว่า ถ้ำกลองเพล จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๕๐๑ นั้น หลวงปู่ขาว อนาลโยพระวิปัสสนาศิษย์ของ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตเถระ พระอริยสงฆ์รูปสำคัญที่ยูเนสโกประกาศยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ได้เดินธุดงค์มาอยู่และบูรณะ
สถานที่แห่งนี้ให้เป็นวัดจากการใช้ธรรมชาติสร้างธรรม แล้วเรียกชื่อวัดตามชาวบ้านว่าวัดถ้ำกลองเพล บริเวณของสถานที่แห่งนี้ใช้หลืบผาหน้าเขา ชะโงกหินที่มีก้อนหินขนาดใหญ่ ๓-๔ ก้อนนั้นมาก่อเป็นหลังคาคอนกรีตเชื่อมถึงกัน จนกลายมาเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ สามารถจุคนได้กว่าร้อยคนห้องโถงใหญ่ธรรมชาตินี้จึงเป็นเสมือนโบสถ์ซึ่งปัจจุบันได้ประดิษฐานรูปปั้นของหลวงปู่ขาว อนาลโยผู้สร้างสถานที่แห่งนี้ให้เป็นสถานที่วิปัสสนากรรมฐานและพำนักจำพรรษามาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๑ จนกระทั่งมรณภาพ เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๖

เจดีย์พิพิธภัณฑ์หลวงปู่ขาว อนาลโย

ส่วนด้านหลังห้องโถงใหญ่มีบันไดขึ้นลัดเลาะตามซอกหินนั้นมีห้องที่สมมุติให้เป็นวิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหลายขนาดหลายองค์ ประกอบด้วย พระพุทธรูปปางสมาธิ พระพุทธรูปปางไสยาสน์ พระพุทธรูปปัญฑรนิมิตร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางลีลาที่จำหลักลงในก้อนหิน และด้านหน้าได้ประดิษฐานพระสังกัจจายน์องค์ใหญ่ ซึ่งต่อไปมีถนนทอดยาวลัดเลาะไปตามแนวป่า ที่มีหมู่ก้อนหินรูปทรงต่างๆ เป็นระยะทางประมาณ ๒ กิโลเมตร จนถึงอนุสรณ์สถานของหลวงปู่ขาว ซึ่งมีกุฏิเก่าของหลวงปู่ขาวเป็นเรือนไม้หลังเล็กอยู่กลางดงไม้ และกุฏิใหม่ สร้างเป็นเรือนทรงไทยหลังใหญ่ ปัจจุบันนี้ได้สร้างเจดีย์ใหญ่ เป็นพิพิธภัณฑ์รวบรวมเครื่องอัฐบริขาร และรูปหุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่ขาว ซึ่งสร้างเสร็จเมื่อพ.ศ.๒๕๓๑ เพื่อให้เป็นสถานที่เคารพบูชา “ปูชา จปูชนียานํเอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ” ของพุทธศาสนิกชนทั่วไป

ด้วยเหตุที่วัดถ้ำกลองเพลมีบรรยากาศร่มรื่นและเงียบสงบ กว้างขวาง รอบล้อมไปด้วยป่าไม้สีเขียว และสวนหินธรรมชาติขนาดใหญ่มากมายอยู่บนเนื้อที่กว่า ๑,๐๐๐ ไร่ จึงเป็นวัดป่าที่ร่มรื่นจากเพิงผาหน้าถ้ำธรรมชาติและหินธรรมชาติ ด้านหลังมีอ่างเก็บน้ำ ชื่อ อ่างอาราม ซึ่งเป็น โครงการชลประทานในพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ดังนั้น ชุมชนบ้านวัดถ้ำกลองเพลที่อยู่โดยรอบวัด ในหมู่ที่ ๔ ตำบลโนนทันอำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภูจึงเป็นชุมชนคุณธรรมที่มีวิถีความเป็นอยู่เรียบง่าย รักษาประเพณีและวิถีวัฒนธรรมตามบรรพบุรุษสืบต่อมาโดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติโดยรอบกายนั้นมาใช้ประโยชน์ทุกอย่าง ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมของ “ชุมชนวิถีพุทธ” และ “เกษตรสายบุญ”โดยมี หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก เป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัดถ้ำกลองเพล พระวิปัสสนาจารย์ผู้เป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนบ้านถ้ำกลองเพลและพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ

หลวงปู่ขาว อนาลโย ผู้สร้างวัด

หลวงปู่ขาว อนาลโย ผู้สร้างวัด

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก

ธรรมจากหลวงพ่ออินทร์ถวาย

ธรรมจากหลวงพ่ออินทร์ถวาย

ห้องโถงใหญ่ของวัดถ้ำกลองเพล

ห้องโถงใหญ่ของวัดถ้ำกลองเพล

แสดงธรรมวันพระ

แสดงธรรมวันพระ

ภายในถํ้ากลองเพล

ภายในถํ้ากลองเพล

ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดวธ.เปิดชุมชนต้นแบบ

ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดวธ.เปิดชุมชนต้นแบบ

เที่ยวเกษตรสายบุญ

เที่ยวเกษตรสายบุญ

สวนเกษตรที่จัดสรรให้ชาวบ้านทำกิน

สวนเกษตรที่จัดสรรให้ชาวบ้านทำกิน

พระอัฐิธาตุของหลวงปู่ขาว

พระอัฐิธาตุของหลวงปู่ขาว

ผ้าทอจากบ้านถ้ำกลองเพล

ผ้าทอจากบ้านถ้ำกลองเพล

ผลิตผลจากสวนเกษตรชาวบ้าน

ผลิตผลจากสวนเกษตรชาวบ้าน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระนารายณ์ราชนิเวศน์’ แผ่นดินถิ่นประวัติศาสตร์ลพบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/712034

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'พระนารายณ์ราชนิเวศน์' แผ่นดินถิ่นประวัติศาสตร์ลพบุรี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระนารายณ์ราชนิเวศน์’ แผ่นดินถิ่นประวัติศาสตร์ลพบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ขบวนช้างเข้าวัง

ด้วย พระนารายณ์ราชนิเวศน์ หรือ วังนารายณ์ของจังหวัดลพบุรีนั้นเป็นโบราณสถานสำคัญคู่บ้านคู่เมืองชาวลพบุรี แม้ว่าประวัติศาสตร์ก่อนนั้น ประวัติเมืองนี้ได้เกิดขึ้นแล้วมีนามว่า “ลวะปุระ” หรือ เมืองละโว้ในสมัยขอมที่มีอำนาจอยู่ทางแถบลุ่มน้ำลพบุรี เจ้าพระยา ป่าสัก ซึ่งแผ่อิทธิพลขึ้นไปจนถึงทางเหนือ โดย พระนางจามเทวี ขึ้นไปครองเมืองหริภุญไชย แต่ด้วยเหตุที่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ นั้นได้ใช้ทำเลของเมืองละโว้ เดิมมาสถาปนาเมืองขึ้นใหม่เป็นราชธานีสำรองแทนกรุงศรีอยุธยาซึ่งพระองค์ใช้เวลาส่วนใหญ่ประทับอยู่ที่พระนารายณ์ราชนิเวศน์จนถึงกาลสวรรคต ดังนั้นการจัดให้มีงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชขึ้นจึงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะโดยพัฒนาจากงานเดิมเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๑ ที่จัดงานเฉลิมฉลองประจำปีภายในพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ในช่วงต้นฤดูหนาวหลังฤดูเก็บเกี่ยวเพื่อให้ชาวบ้านได้พักผ่อนเที่ยวชมมหรสพในวังนารายณ์ ที่รู้จักกันในชื่อ “งานในวัง” ต่อมา พ.ศ.๒๕๐๙ ได้เปลี่ยนชื่องานเป็น “นารายณ์รำลึก” จนหลังสุด พ.ศ. ๒๕๒๒ ชมรมอนุรักษ์โบราณสถานฯจังหวัดลพบุรีได้เสนอและร่วมเปลี่ยนชื่องานเป็น “งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์” เริ่มในสมัย นายเชาน์วัศสุดลาภา เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ทำให้ขอบเขตของงานได้ร่วมกันสร้างงานกันหลายฝ่ายทั้งหน่วยราชการของจังหวัด โดยมี กรมศิลปากรองค์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมจนเป็นงานประจำปีของเมืองมาจนถึงทุกวันนี้

การแสดงในวังนารายณ์

จากภาพเดิมที่จัดงานในวังนารายณ์ที่มีการออกร้านขายของโดยชาวบ้าน และการแสดงพื้นบ้านต่างๆ เหมือนงานวัด ซึ่งมีแต่ขายของกิน เช่น ขนมไทย ถั่วต้ม อ้อยควั่นทำเป็นรูปดอกไม้ ปลาเห็ดร้อยเป็นพวงด้วยตอก ขนมตังเมน้ำตาลปั้นรูปสัตว์ชนิดต่างๆ และโรตีสายไหม เป็นต้น ส่วนการแสดงพื้นบ้านในบริเวณวังนารายณ์นั้นมีลิเกบริเวณตึกพระเจ้าเหา มวยคาดเชือกอยู่ใต้ต้นก้ามปู แถวสิบสองท้องพระคลังและชิงช้าสวรรค์จัด ณ บริเวณโรงช้างหลวงและแต่งตัวเที่ยวตามแบบสมัยนิยม แล้วก็มานุ่งซิ่นนุ่งโจง ใส่เสื้อคอกระเช้าเดินเที่ยว ส่วนเด็กไว้แกละโก๊ะ จุก เปีย ก็ถูกฟื้นฟูกันยุคหลังมาใส่เสื้อคอกลมลายดอก จนมาได้กระแสนิยมจากละครย้อนยุคจึงทำให้การแต่งกายชุดไทยอลังการแบบสมัยอยุธยากันเต็มวังสมเป้าหมายของงาน “นุ่งโจงห่มสไบ แต่งไทย ทั้งเมือง” ด้วย มีการจัดตกแต่งนิรมิตวังนารายณ์ให้ถ่ายภาพกันทั่วงาน

ศ.ดร.พิริยะ ไกรฤกษ์ วิทยากรวิชาการ

ปีนี้วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้เป็นประธานพิธีเปิดงานพร้อมด้วย นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมคณะผู้บริหาร ผู้ร่วมกันจัดกิจกรรมสำคัญให้เกิดขึ้นมากมายในหลายพื้นที่ ปีนี้มีการจัดเสวนาทางวิชาการความรู้ด้านประวัติศาสตร์สมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช การจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช การจัดพิธีและรำบวงสรวงสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในวันพระราชสมภพวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ การแสดงประวัติศาสตร์จินตนาการ ณ สถานที่จริง การนฤมิตสวนนารายณ์ในเขตพระราชฐานชั้นใน กิจกรรมที่บ้านหลวงรับราชทูต กิจกรรมสวดมนต์ยามเย็นและการประชันกลอนสด ที่โบราณสถานวัดปืนกิจกรรมแต่งไทยไหว้พระเสริมบารมี ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ การจัดตลาดย้อนยุคการแสดงละครลิง การแสดงหมากรุกคนลานวัฒนธรรม ลานวิถีไทย และการแสดงบนเวทีกลางตลอด ๑๐ คืน ๑๐-๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ทำให้ทุกคืนของงานจึงสวยงามไปด้วยชุดไทยนุ่งโจง ที่พากันแต่งกายสมัยอยุธยา-รัตนโกสินทร์กันเต็มวังนารายณ์ สร้างสีสันให้บรรยากาศงานนั้นมีเสน่ห์และสาระความรู้อย่างเต็มอิ่มด้วยตลาดย้อนยุค ที่น่าสนใจมากพิเศษคือการนวดจับเส้นแบบเก่าของ อาจารย์หวนสังฆพรหมณ์ เจ้าของตำรับนวดจับเส้นศาสตร์ที่รับการถ่ายทอดมาตำราโบราณ จนเป็นภูมิปัญญาหนึ่งเดียวของเมืองลพบุรีนั้น ได้นำศิษย์มาบริการคนเที่ยวงานฟรี สำหรับคนโชคดีมีบุญก็จะพบศาสตร์โบราณตำรับนี้

นายเชาวน์วัศ สุดลาภา ผู้เริ่มงาน

นายเชาวน์วัศ สุดลาภา ผู้เริ่มงาน

อิทธิพล คุณปลิ้ม รมว.วัฒนธรรมและคณะ

อิทธิพล คุณปลิ้ม รมว.วัฒนธรรมและคณะ

พิธีเปิดงานแผ่นดินพระนารายณ์

พิธีเปิดงานแผ่นดินพระนารายณ์

ขบวนทหารราชสำนักพระนารายณ์

ขบวนทหารราชสำนักพระนารายณ์

ขบวนเสด็จพระนารายณ์

ขบวนเสด็จพระนารายณ์

ขบวนเสด็จของพระนารายณ์

ขบวนเสด็จของพระนารายณ์

ขนมไทยสมัยพระนารายณ์

ขนมไทยสมัยพระนารายณ์

นวดจับเส้นศาสตร์อาจารย์หวน

นวดจับเส้นศาสตร์อาจารย์หวน

แต่งกายสมัยอยุธยา

แต่งกายสมัยอยุธยา

ตลาดย้อนยุคอยุธยา

ตลาดย้อนยุคอยุธยา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เครื่องทองอยุธยา’ภูมิสมบัตแผ่นดินเจ้าสามพระยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/710448

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เครื่องทองอยุธยา’ภูมิสมบัตแผ่นดินเจ้าสามพระยา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เครื่องทองอยุธยา’ภูมิสมบัตแผ่นดินเจ้าสามพระยา

วันอาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เครื่องประดับทอง

จากเหตุการณ์การลักลอบขุดกรุใน พระปรางค์วัดราชบูรณะ กรุงเก่าที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๙ นั้น นับเป็นข่าวใหญ่ที่หนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับต่างรายงานข่าวถึงการที่มีคนกลุ่มหนึ่งลอบขุดกรุแล้วขนสมบัติล้ำค่าออกไปจากพระปรางค์ เดิมมีคน ๓ คน เข้าไปขุดหาพระเครื่อง เมื่อเวลา ๒๐.๐๐ น. วันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๔๙๙ แล้วเกิดฝนตกหนัก จนทำให้ผู้ลักลอบขึ้นไปชั้นบนพระปรางค์แล้วใช้ชะแลงงัดเข้าไปในห้องใต้พระปรางค์ เมื่อยกแผ่นหินออกก็พบว่ามีห้องภายในเต็มไปด้วยสิ่งของทำด้วยทองคำจำนวนมาก ผู้ลักลอบสองคนจึงลงไปขนสิ่งของเหล่านั้นโดยมีคนหนึ่งชักรอกขึ้นมากรุแล้วแอบนำไปเก็บไว้ที่บ้าน ในคืนที่ ๓ผู้ลักลอบ ๒ คน ในกรุเกิดสงสัย จึงตามไปที่บ้านคนชักรอกที่นำสิ่งของไปเก็บที่บ้าน จึงทำให้มีคนรู้ความลับมาร่วมขอแบ่งสิ่งของด้วยราว ๓๐ คน โดยใส่ผ้าขาวม้าห่อไปคนละห่อสองห่อ จนความแตกจึงนำไปสู่การติดตามจับกุมขบวนการลักลอบขุดกรุได้ผู้ต้องหา ๒๐ คน พร้อมสิ่งของ ซึ่งเป็นเครื่องทองกรุวัดราชบูรณะ ถึงกระนั้นก็ยังมีเครื่องทองที่ร้านทองรับซื้อไว้ถูกนำไปหลอมทั้งวันทั้งคืนอีกจำนวนหนึ่ง ที่ไม่รู้ปริมาณและเป็นอะไร จากบันทึกคำให้การของแก๊งขุดทำให้ทราบว่า ภายในกรุชั้นล่างนั้น มีโต๊ะสำริด ๓ ตัว ตั้งอยู่ทิศตะวันออก ทิศใต้และทิศเหนือ ตรงกลางของกรุ ทำเป็นรูปสี่เหลี่ยมกว้างราว ๑ วาเศษ บนแท่นศิลากลางกรุ มีถาดทองคำ๓ ใบ บนถาดมีกระโถนทองคำ ๔ ใบ มีไข่มุกอยู่เต็มกระโถน และพบแหวนประมาณ ๒,๐๐๐ วง บนแท่นยังพบพระแสงทองคำปักไว้ข้างขอบ บนโต๊ะมีเสื้อทองคำ ๘ ตัว มหามงกุฎกว้าง ๑ ศอก สูง ๒ ศอกเศษมีจอกทองคำประดับด้วยทับทิม และมงกุฎราชินี๓ อัน ตลับทอง ๑๒ ใบ ประมาณว่าเครื่องทองราชูปโภคจากกรุวัดราชบูรณะมีน้ำหนักราว ๑๐๐ กิโลกรัมแต่ตามกลับคืนมาได้ราว ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเครื่องทองที่ติดตามกลับมานี้ได้รวมกับที่กรมศิลปากรได้ขุดกันภายหลัง ได้นำจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่ระยะหนึ่ง

ข่าวการลักลอบขุดกรุพบเครื่องทอง

หลังจากที่กรมศิลปากรมีนโยบายปรับปรุงและพัฒนาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๗ จึงได้มีการสร้างอาคารหลังใหม่สำหรับจัดแสดงโบราณวัตถุประเภทเครื่องทองอยุธยาที่ค้นพบในแหล่งโบราณคดีจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้อยู่ในรูปแบบที่น่าสนใจทันสมัยและได้มาตรฐานตามหลักพิพิธภัณฑสถานสากลเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางมรดกศิลปวัฒนธรรมแก่สถาบันครอบครัวและสถาบันการศึกษา รวมทั้งเป็นการสร้างภาพจำและความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว
ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ในฐานะพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ โบราณคดีที่ยิ่งใหญ่ในอดีตของไทย อาคารเครื่องทองอยุธยาแห่งนี้วางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ โดยสร้างเป็นอาคารไทยประยุกต์ ๒ ชั้นมีพื้นที่ใช้สอยประมาณ ๓,๒๗๕ตารางเมตร แบ่งเนื้อหาการจัดแสดงออกเป็น ๓ ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ ๑จัดแสดงเครื่องทองจากวัดราชบูรณะ ประเภทเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องสูง เครื่องราชูปโภคและเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ส่วนที่ ๒ จัดแสดงเครื่องทองจากวัดราชบูรณะ ประเภทเครื่องพุทธบูชาเครื่องอุทิศ และพระบรมสารีริกธาตุรวมถึงกรุจำลองวัดราชบูรณะส่วนที่ ๓ จัดแสดงเนื้อหาเกี่ยวกับคติการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระบรมสารีริกธาตุที่พบในโบราณสถานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ พระปรางค์วัดพระรามพระปรางค์วัดมหาธาตุ เจดีย์วัดพระศรีสรรเพชญ์ และเจดีย์ศรีสุริโยทัย จำนวนโบราณวัตถุที่จัดแสดงภายในอาคารเครื่องทองมีจำนวนทั้งสิ้น ๒,๒๔๔ รายการ โบราณวัตถุชิ้นสำคัญนั้น ได้แก่ พระแสงขรรค์ชัยศรีพระคชาธารจำลอง จุลมงกุฎ พระสุวรรณมาลาบัดนี้อาคารเครื่องทองอยุธยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา ได้สร้างเสร็จแล้ว และจัดแสดงให้เข้าชมได้ตั้งแต่วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๕เป็นต้นไป นับเป็นแหล่งเครื่องทองอยุธยาที่ทันสมัย สามารถถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเครื่องทองอยุธยาได้อย่างใกล้ชิด จากความวิจิตรพิสดารของศิลปกรรมอันมีค่ายิ่งนี้ ได้ทำให้ทุกคนพากันภาคภูมิใจและตระหนักถึงการอนุรักษ์มรดกของชาติร่วมกันตลอดไป

แบบจำลองวัดราชบูรณะ

แบบจำลองวัดราชบูรณะ

ห้องในองค์ปรางค์

ห้องในองค์ปรางค์

พระปรางค์วัดราชบูรณะ

พระปรางค์วัดราชบูรณะ

เจดีย์ทอง

เจดีย์ทอง

ภาพเขียนรอบห้องในกรุ

ภาพเขียนรอบห้องในกรุ

พระคชาธารจำลอง

พระคชาธารจำลอง

อัญมณี

อัญมณี

แว่นขยายการชมศิลปวัตถุ

แว่นขยายการชมศิลปวัตถุ

แผ่นหินในห้อง

แผ่นหินในห้อง

แผ่นทองรูปสัตว์และลวดลายต่างๆ

แผ่นทองรูปสัตว์และลวดลายต่างๆ

ผังแสดงกรุในองค์ปรางค์

ผังแสดงกรุในองค์ปรางค์

ผังแสดงกรุ

ผังแสดงกรุ

อาคารนิทรรศการเครื่องทอง

อาคารนิทรรศการเครื่องทอง

ชมพระแสงขรรค์ชัยศรี

ชมพระแสงขรรค์ชัยศรี

ชิ้นส่วนเครื่องทองที่นำแสดง

ชิ้นส่วนเครื่องทองที่นำแสดง

นิทรรศการในห้อง

นิทรรศการในห้อง