ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘กรุงเทพ’ ภูมิแผ่นดินถิ่นชาวบางกอก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'กรุงเทพ' ภูมิแผ่นดินถิ่นชาวบางกอก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘กรุงเทพ’ ภูมิแผ่นดินถิ่นชาวบางกอก

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรุงเทพตั้งอยู่ที่บางกอก ซึ่งเกิดก่อนสมัยอยุธยา ใน ยุคอโยธยาสุพรรณภูมิ   บางกอกนั้น มีความสำคัญในฐานะด่านขนอนมีป้อมปราการ เมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. 2310 หลังการกอบกู้อิสรภาพจากพม่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงสถาปนาด่านบางกอกเป็นเมืองธนบุรีศรีสมุทร ราชธานีแห่งใหม่ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2313 ครั้นสิ้นรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) ได้ขึ้นเสวยราชสมบัติ ทรงพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี มีพระราชดำริว่า “ฟากตะวันออกของกรุงธนบุรีมีชัยภูมิดีกว่าตะวันตก เพราะมีลำน้ำเป็นขอบเขตอยู่กว่าครึ่ง หากข้าศึกยกมาติดถึงชานพระนคร ก็จะต่อสู้ป้องกันได้ง่ายกว่าอยู่ข้างตะวันตก” จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นราชธานีแห่งใหม่ โดยสืบทอดศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมจากพระราชวังหลวงของกรุงศรีอยุธยา พระองค์มีพระบรมราชโองการให้พระยาธรรมาธิกรณ์กับพระยาวิจิตรนาวี เป็นแม่กองคุมช่างและไพร่ไปวัดกะที่ดินเพื่อสร้างพระนครใหม่ในวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2325 ทรงประกอบพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 6 ขึ้น 10 ค่ำ ย่ำรุ่งแล้ว 9 บาท (54 นาที) ปีขาล จ.ศ. 1144 จัตวาศก ตรงกับวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 เวลา 6.54 น. และทรงประกอบพระราชพิธีปราบดาภิเษกในวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2325  ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเปลี่ยนชื่อพระนครจาก บวรรัตนโกสินทร์ เป็น อมรรัตนโกสินทร์ และมีฐานะในการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็น จังหวัดพระนคร  พื้นที่เมืองธนบุรีศรีสมุทรนั้นชาวต่างชาติเรียกกันว่า “บางกอก” มาตั้งแต่สมัยอยุธยาที่มีความสำคัญด้วยเป็นเส้นทางเข้าออกสู่ทะเลและติดต่อค้าขายกับอาณาจักรต่าง ๆ ทำหน้าที่หน้าด่านขนอน คอยดูแลเก็บภาษีกับเรือสินค้าทุกลำที่ผ่านเข้าออก ส่วนบริเวณปากน้ำตรงอ่าวไทย เรียกกันว่า “นิวอัมสเตอร์ดัม” มีชุมชนใหญ่และโกดังของชาวต่างประเทศไว้สำหรับพักสินค้า ปัจจุบันคือพื้นที่ท่าเรือคลองเตย พระประแดง   ส่วนที่มาของคำว่า “บางกอก” นั้น มีข้อสันนิษฐานว่ามาจากการที่แม่น้ำเจ้าพระยาคดเคี้ยวไปมา บางแห่งมีสภาพเป็นเกาะเป็นโคก จึงเรียกกันว่า “บางเกาะ” หรือ “บางโคก” หรือไม่ก็เป็นเพราะบริเวณนี้มีต้นมะกอกอยู่มาก จึงเรียกว่า “บางมะกอก” โดยคำว่า “บางมะกอก” นั้นมาจากวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นชื่อเดิมของวัดดังกล่าว และต่อมาเรียกบางกอก  บางกอกตั้งเป็นเมืองด่านเรียกว่า เมืองธนบุรีศรีสมุทร ปรากฏชื่อครั้งแรกในพระราชพงศาวดาร สมัยรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พุทธศักราช 2091 – 2111)      ในแผนที่ทะเลและแผนที่ครั้งโบราณที่ชาวต่างประเทศได้ทำไว้แต่สมัยอยุธยาปรากฏตำแหน่งที่ตั้งของเมืองธนบุรีในชื่อของบางกอก โดยสะกดว่า Bangkok , Bancoc , Bancok , Banckok , Bankoc , Banckock , Bangok , Bancocq , Bancock ก็มี และในบางแผ่นเขียนคำว่า Siam อันหมายถึงสยามไว้ตรงที่ตั้งของบางกอก ในขณะที่มีคำว่า Judia , Odia, Juthia , Ajothia ,Odiaa อยู่เหนือขึ้นไปในตำแหน่งที่ตั้งของกรุงศรีอยุธยา ทำให้บางกอกเป็นสัญลักษณ์ของสยามไปด้วย  วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2514 รัฐบาลจอมพล ถนอม กิตติขจรได้รวม จังหวัดพระนคร และ จังหวัดธนบุรี เข้าด้วยกันเป็น นครหลวงกรุงเทพธนบุรี และภายหลังการปรับปรุงการปกครองใหม่เมื่อวันที่ 14ธันวาคม พ.ศ. 2515 จึงได้เปลี่ยนเป็นชื่อเป็น กรุงเทพมหานคร แต่นิยมเรียกกันว่า กรุงเทพฯ หรือชื่อเรียกชื่อย่อเป็น กทม. เมื่อ พ.ศ. 2554 กรุงเทพมหานครได้รับการประกาศจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ให้เป็นเมืองหนังสือโลก (World Book Capital) ประจำปี พ.ศ. 2556 กรุงเทพมหานครติดอันดับที่ 102 เมืองน่าอยู่ของโลก จัดอันดับโดย The Economist Intelligence Unit  ทำให้กรุงเทพเป็นเมืองท่องเที่ยวและที่โดดเด่นด้านภูมิทัศน์

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : “สงกรานต์”ภูมิวัฒนธรรมร่วมอาเซียน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง :  “สงกรานต์”ภูมิวัฒนธรรมร่วมอาเซียน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : “สงกรานต์”ภูมิวัฒนธรรมร่วมอาเซียน

วันอาทิตย์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สงกรานต์ มาจากคำภาษาสันสกฤตว่า สํกฺรานฺติ  แปลตรงตัวว่า “การเปลี่ยนผ่านของดวงดาว” หรือ “การเปลี่ยนแปลง” สงกรานต์ตรงกับการเริ่มต้นของราศีเมษ และตรงกับวันปีใหม่พื้นถิ่นในหลายวัฒนธรรมของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วันขึ้นปีใหม่ไทยคือ 1 มกราคม แต่ในอดีต ประเทศสยามใช้วันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ทางการจนกระทั่ง พ.ศ. 2431 จึงประกาศให้วันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 เมษายน จากนั้นใน พ.ศ. 2484 จึงเปลี่ยนเป็น 1 มกราคม ในขณะที่วันสงกรานต์เป็นเทศกาลทั่วประเทศ   องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ขึ้นทะเบียนประเพณีวันสงกรานต์ในไทยเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2566  ปัจจุบันปฏิทินไทยกำหนดให้เทศกาลสงกรานต์ตรงกับวันที่ 13–15 เมษายนของทุกปี และเป็นวันหยุดราชการ การประกาศสงกรานต์เป็นทางการนั้นคำนวณตามหลักเกณฑ์ในคัมภีร์สุริยยาตร์ ซึ่งโบราณ กำหนดให้วันแรกเทศกาลเป็นวันที่พระอาทิตย์ย้ายออกจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ เรียกว่า “วันมหาสงกรานต์” วันถัดมาเรียกว่า “วันเนา”และวันสุดท้ายเป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชและเริ่มใช้กาลโยคประจำปีใหม่ เรียกว่า “วันเถลิงศก”กำเนิดวันสงกรานต์ นั้นมาจาก “ตำนานนางสงกรานต์” ตามจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ  

สงกรานต์ในอดีต

สงการต์แบบไทย

ประกาศสงกรานต์

ก่อพระทราย

นางสงกรานตทั้ง๗

ตำนานเล่าว่า มีเศรษฐีฐานะร่ำรวยคนหนึ่ง ไม่มีบุตร จึงไปบวงสรวงขอบุตรกับพระอาทิตย์ และพระจันทร์ แต่รอหลายปีก็ไม่มีบุตรสักที จนกระทั่งถึงฤดูร้อนปีหนึ่ง เศรษฐีได้นำข้าวสารซาวน้ำ 7 สี หุงบูชารุกขพระไทร พร้อมเครื่องถวาย และการประโคมดนตรี โดยได้ตั้งจิตอธิษฐานขอบุตร พระไทรได้ฟังก็เห็นใจ จึงไปขอบุตรกับพระอินทร์ให้เศรษฐี ต่อมาเศรษฐีได้บุตรชาย และตั้งชื่อว่า “ธรรมบาลกุมาร” ธรรมบาลกุมารเป็นคนฉลาดหลักแหลม จนมีชื่อเสียงร่ำลือไปไกล ทำให้ท้าวกบิลพรหม ได้ลงมาท้าทายปัญญา โดยได้ถามปัญหากับธรรมบาลกุมาร ให้เวลา 7 วัน หากฝ่ายใดแพ้จะต้องตัดศีรษะบูชา ท้ายที่สุดธรรมบาลกุมารสามารถตอบปัญหาได้ ท้าวกบิลพรหมจึงต้องเป็นฝ่ายตัดศีรษะ แต่หากศีรษะนี้ตกลงพื้นโลก จะเกิดเพลิงไหม้โลก  ท้าวกบิลพรหมจึงสั่งให้บาทบาจาริกาของพระอินทร์ทั้ง 7 นาง สลับหน้าที่หมุนเวียนเชิญพระเศียร หรือศีรษะของตนแห่รอบเขาพระสุเมรุ ปีละ 1 ครั้ง ในช่วงมหาสงกรานต์ โดยนางสงกรานต์ทั้ง 7 มีชื่อ ดังนี้ 1.นางทุงษะเทวี 2.นางรากษเทวี 3.นางโคราคเทวี 4.นางกิริณีเทวี 5.นางมณฑาเทวี 6.นางกิมิทาเทวี 7.นางมโหธรเทวี 

ประเพณีสงกรานต์เมียนมา

สกรานต์เมียนมา

สงกรานต์ผู้ไท

สงกรานต์ล้านนา

พัวสุ่ยเจี๋ย สงกรานต์สิบสองปันนา

สงกรานต์แม่น้ำโขง

คติความเชื่อ วันสงกรานต์ จึงเชื่อมโยงกับโหราศาสตร์การเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์เข้าสู่ราศีเมษในช่วงวันมหาสงกรานต์ โดยในแต่ละปีก็จะมีชื่อนางสงกรานต์ทั้ง 7 สลับหมุนเวียนกัน สันนิษฐานว่า “สงกรานต์นั้นเป็นพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในอินเดีย เกี่ยวกับขึ้นศักราชใหม่ ไม่ใช่ปีนักษัตร เมื่อดวงอาทิตย์โคจรจากราศีมีนย้ายเข้าราศีเมษ เรียก มหาสงกรานต์ ในเดือนเมษายน (สุริยคติ)” พระยาอนุมานราชธนว่าสงกรานต์ น่าจะได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียตอนเหนือที่มีช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือต้นฤดูฝน สิ้นฤดูหนาวที่ยาวนานและแห้งแล้ง ภูมิประเทศและอากาศสดชื่น เป็นฤดูแห่งความยินดีจึงมีนักขัตฤกษ์สงกรานต์ แม้ไทยจะไม่มีฤดูใบไม้ผลิ แต่ก็อยู่ในช่วงว่างจากงานในนาในไร่ จึงถือเอาวันสงกรานต์เป็นการทำบุญใหญ่  แต่กฎมณเฑียรบาลเมื่อจุลศักราช 720 (พ.ศ. 1901) ไม่ได้กําหนดเดือนอ้ายเป็นเดือนขึ้นปีใหม่แล้ว กําหนดว่า เดือน 4 คือพิธีสิ้นปี หมายถึงตรุษ และเดือน 5 การพระราชพิธีเผด็จศกลดแจตร ออกสนาม ซึ่งหมายถึงขึ้นปีใหม่  พระราชพงศาวดารว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเคยตรัสเมื่อได้ทราบข่าวพระเจ้าแปรยกทัพมาประชิดชายแดนไทยว่า “จะไปเล่นตรุษเมืองละแวก สิสงกรานต์ชิงมาก่อนเล่า จําจะยกออกไปเล่นสงกรานต์กับมอญให้สนุกก่อน “พระราชพิธีสงกรานต์” ในพระราชพิธีสิบสองว่า มีการพระราชกุศลตั้งสวดพระปริตรทั้งสามวัน ฉลองพระเจดีย์ทรายทั้งของหลวงและพระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดี พระเจ้าแผ่นดินสรงมุรธาภิเษก สรงน้ำพระพุทธรูป สดับปกรณ์พระอัฐิเจ้านาย มีการเวียนเทียนทั้งสามวัน และจุดดอกไม้เพลิงเนื่องจากเป็นงานนักขัตฤกษ์

สงกรานต์ปากลัด

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘มรดกไทย’ภูมิปัญญาชุมชนสู่เทศกาลโลก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘มรดกไทย’ภูมิปัญญาชุมชนสู่เทศกาลโลก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘มรดกไทย’ภูมิปัญญาชุมชนสู่เทศกาลโลก

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

วันที่ ๒ เมษายนของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวงในงานด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติ คณะกรรมการอำนวยการวันอนุรักษ์มรดกไทย ได้มีมติเห็นชอบคำจำกัดความคำว่ามรดกไทย คือ “มรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงออกถึงสัญลักษณ์ของความเป็นชาติ ซึ่งได้แก่ โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ โบราณสถาน วรรณกรรม ศิลปหัตถกรรม นาฏศิลป์และดนตรี ตลอดจนถึงการดำเนินชีวิตและคุณค่าประเพณีต่างๆ อันเป็นผลผลิตร่วมกันของผู้คนในผืนแผ่นดินในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา”

คณะรัฐมนตรีซึ่งมี ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๒๘ ประกาศให้วันที่ ๒ เมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็น “วันอนุรักษ์มรดกไทย” ทั้งนี้ เพื่อรณรงค์สร้างความเข้าใจ ความสำนึกรัก และหวงแหนในมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ รวมทั้งให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพิทักษ์รักษามรดกทางวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติให้มากยิ่งขึ้น มรดกไทยนั้นถ้าเป็น มรดกของชาติกรมศิลปากร กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรมได้มีหน้าที่พัฒนา บูรณะและรักษาโบราณสถานศาสนสถานอยู่แล้ว ส่วนมรดกชาวบ้านที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นนั้น 

รำวงมาตรฐาน

จากโครงการ เที่ยวชุมชนยลวิถี ของกระทรวงวัฒนธรรมที่ผ่านมา กลับพบมรดกไทยจากชุมชนอยู่ทั่วประเทศ แม้จะได้มีการจัดตั้งกองทุนอนุรักษ์มรดกไทยขึ้นทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมไทยแล้วก็ตาม ซึ่งในพ.ศ.๒๕๓๕ คณะกรรมการอำนวยการวันอนุรักษ์มรดกไทยได้กำหนดให้เป็นปีอนุรักษ์การดนตรีไทยและ พ.ศ.๒๕๓๖ เป็นปีอนุรักษ์การช่างศิลป์ไทย กิจกรรมส่วนใหญ่นิยมจัดนิทรรศการ จัดการแสดง การฉายภาพยนตร์ ทัศนศึกษาโบราณสถาน และสถานที่สำคัญทางศาสนา  สำหรับชุมชนทั่วประเทศที่มีมรดกไทยนั้นกลับหลงลืม ทั้งๆ ที่มีจุดเด่นทุกด้าน  ด้านอาหาร มีอาหารทุก ๔ ภาคที่รสชาติแตกต่างกัน ที่รู้จักก็มีส้มตำ ต้มยำกุ้ง แกงเลียง ไส้อั่ว แคบหมู แหนม หมูยอ แกงเหลือง อาหารขันโตกด้านการแสดง ที่รู้จักกันดีมี โขน โนราห์หนังตะลุง ลิเกฮูลู มวยไทย มวยไชยารำไทย รำวง ฟ้อนต่างๆ หมอลำ ลิเก กลองยาว ด้านการแต่งกาย นั้นมีความสวยงามตามพื้นถิ่น เช่น ชุดบาบ๋ายาหยาชุดล้านนา ชุดอีสาน ชุดผู้ไทย ชุดพื้นเมืองกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ด้านศิลปพื้นบ้านมีการสร้างสรรค์ตามชุมชน เช่น การทอผ้าซิ่นตีนจก การวาดภาพบนเรือกอและการสลักหนังใหญ่ การแกะสลักไม้งานปูนปั้นสด การทำเครื่องเงิน การทำกรงนกหัวจุกเป็นต้น

มรดกไทยจากชุมชนและท้องถิ่นจึงมีความสำคัญ กระทรวงวัฒนธรรมได้ยกระดับมรดกไทยให้เป็นเทศกาลสำคัญโดย เทศกาลเมืองครามสกลนคร “Kram & Craft โลก” นำผ้าย้อมครามมรดกไทยให้มีการรับรองให้สกลนครเป็น“นครหัตถศิลป์โลกเจ้าแห่งครามธรรมชาติ” (WorldCraft City for Natural Indigo) ถือเป็นแห่งแรกของไทยและเป็นหนึ่งในประเทศภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เทศกาลหนังใหญ่วัดขนอนและมหกรรมหนังเงานานาชาติ จ.ราชบุรี นำหนังใหญ่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ให้ยูเนสโกประกาศให้การสืบทอดและฟื้นฟูหนังใหญ่วัดขนอนได้รับรางวัลจากยูเนสโกและยกย่องให้เป็น ๑ ใน ๖ชุมชนดีเด่นของโลก เทศกาลภูเก็ตเมืองสร้างสรรค์“Kebaya Festival” ยูเนสโกประกาศรับรองเคบายา (Kebaya) เป็นมรดกวัฒนธรรมร่วมกับประเทศบรูไน อินโดนีเซีย สิงคโปร์และไทย เป็นมรดกทางวัฒนธรรมด้านการแต่งกายของกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านคาบสมุทรมลายูมากว่า๓๐๐ ปี และได้ขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ เมื่อปี ๒๕๕๕ เคบายาจึงสะท้อนถึงประวัติศาสตร์และประเพณีที่มีร่วมกันของภูมิภาคตลอดจนความหลากหลายทางวัฒนธรรม

โนราห์

กลองยาว

กลองยาว

อาหารไทย

อาหารไทย

อาหารขันโตก

อาหารขันโตก

หมอลำ

หมอลำ

ส้มตำ

ส้มตำ

ว่าวไทย

ว่าวไทย

ลิเก

ลิเก

เรือกอและ

เรือกอและ

มวยไทย

มวยไทย

โขน

โขน

การละเล่นเด็กไทย

การละเล่นเด็กไทย

การทอผ้า

การทอผ้า

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระปรางค์วัดอรุณ’ภูมิจักรวาลรัตนโกสินทร์

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระปรางค์วัดอรุณ’ภูมิจักรวาลรัตนโกสินทร์

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระปรางค์วัดอรุณ’ภูมิจักรวาลรัตนโกสินทร์

วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.30 น.

พระปรางค์ในปัจจุบัน

ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพฯนั้นจุดเด่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลกคือพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นพระปรางค์องค์เดียว ที่สร้างเป็นสถาปัตยกรรมไทย ขนาดใหญ่ประกอบด้วยปรางค์ประธาน และปรางค์บริวารอีก ๔ ปรางค์ เดิมสูง ๑๖ เมตร หรือ ๘ วา สร้างขึ้นแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาปี พ.ศ.๒๓๖๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ทรงมีพระราชประสงค์จะเสริมสร้างให้สูงใหญ่ขึ้นเป็นพระมหาธาตุสำหรับพระนคร และทรงเห็นว่าพระปรางค์นี้องค์ดั้งเดิมที่มาตั้งแต่สมัยอยุธยานั้นเป็นพระปรางค์ที่มีความสำคัญสืบเนื่องมานานดังนั้น การสร้างพระปรางค์องค์ใหม่ครอบทับองค์ดั้งเดิมที่มีความสำคัญ จึงเป็นการสืบต่อความเป็นศูนย์กลางความศรัทธาดังกล่าวให้มีต่อเนื่องไป แต่ทำได้เพียงกะที่ขุดรากเตรียมไว้ พระองค์ก็สวรรคตเสียก่อน ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ ทรงมีพระราชดำริให้ดำเนินการสร้างต่อ โดยพระองค์เสด็จมาวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ ๒ กันยายน พ.ศ.๒๓๘๕ จนแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๔ ใช้เวลารวมกว่า ๙ ปี

การออกแบบได้ยึดตาม “คติไตรภูมิ” สมัยต้นรัตนโกสินทร์อย่างสมบูรณ์ เพื่อเป็นสถานที่ประดิษฐานพระมหาธาตุหลวงประจำกรุงรัตนโกสินทร์ สถาปัตยกรรมจึงเกี่ยวข้องกับคติจักรพรรดิราชอยู่บริเวณ เรือนธาตุ (ซุ้มจระนำ) ทั้ง ๔ ทิศ ของพระปรางค์บริวาร ประดับประติมากรรมรูปเทวดาทรงช้าง มีการตีความว่าสัญลักษณ์นี้หมายถึงพระเจ้าจักรพรรดิราชทรงช้าง เพื่อแสดงความเป็นมหาราชแห่งจักรวาล ที่ออกแบบผังวัดอรุณโดยจำลองมาจากโครงสร้างและแผนผังจักรวาลตามคติไตรภูมิ เพราะพระอินทร์คือผู้ทรงช้างเอราวัณ พระปรางค์วัดอรุณฯ ได้รับการบูรณะเสมอมา จนกระทั่งในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทำการบูรณะพระปรางค์ครั้งใหญ่องค์พระปรางค์นี้ก่ออิฐถือปูน ประดับด้วยชิ้นเปลือกหอย กระเบื้องเคลือบ จานชามเบญจรงค์สีต่าง เป็นลายดอกไม้ ใบไม้ และลายอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน เป็นจำนวนมหาศาล มีการประดับตกแต่งด้วย กินนรกินรี ยักษ์ เทวดา และพญาครุฑ บริวารของจักรวาล พระปรางค์วัดอรุณฯองค์ปัจจุบันนี้ มีความสูงจากฐานถึงยอด ๘๑.๘๔ เมตร ทำให้กลายเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในกรุงเทพฯ รวมถึงการเป็นพระปรางค์ที่สูงที่สุดในไทยและของโลก  

แบบร่างพระปรางค์

พระปรางค์ประกอบด้วย ๓ ส่วนหลักๆ ได้แก่ ฐาน เรือนธาตุ และเรือนยอด มีสัณฐานดุจเขาพระสุเมรุด้วยความกว้างราว ๒๓๔ เมตร ส่วนตัวเรือนฐานทำการย่อมุมลง และเรือนยอดที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆขึ้นไป ในแต่ละชั้นมีช่องรูปกินนรและกินรี เชิงบาตรเหนือช่องมีรูปมารแบกกระบี่แบกสลับกัน เหนือขึ้นไปเป็นซุ้มคูหารูปพระพายทรงม้า เหนือขึ้นไปเป็นยอดปรางค์มีรูปครุฑยุดนาคและเทพนมอยู่เหนือซุ้มคูหา ส่วนยอดปรางค์เป็นนภศูลปิดทองและมงกุฎ   

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรมครั้งที่ ๑/๒๕๖๘ เสนอ “พระปรางค์ วัดอรุณฯ” สู่บัญชีชั่วคราว เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกต่อคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้นำเสนอเอกสารไปยังศูนย์มรดกโลกเพื่อให้รับรองบรรจุรายชื่อในบัญชีเบื้องต้น ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ช่วงเดือนมิถุนายน ๒๕๖๘ เพื่อขอบรรจุเข้าสู่บัญชีชั่วคราว (Tentative List)ในชื่อ “พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม อัตลักษณ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (Phra Prang of Wat ArunRatchawararam : The Masterpiece of KrungRattanakosin)” ซึ่งเป็นตัวแทนของสถาปัตยกรรมในพุทธศาสนาประเภทพระปรางค์ที่มีความโดดเด่นที่สุด เป็นอัตลักษณ์หนึ่งเดียวของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย คุณสมบัติที่เลือกนำเสนอตรงตามเกณฑ์มรดกโลกข้อที่ ๑ และข้อที่ ๒ คือ เป็นผลงานสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมชิ้นเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากพระปรางค์ในศิลปะอยุธยา และพัฒนามาเป็นลักษณะเฉพาะของพระปรางค์ที่มีเพียงหนึ่งเดียวของรัตนโกสินทร์

รัชกาลที่ ๒

รัชกาลที่ ๒

รมว.วัฒนธรรม

รมว.วัฒนธรรม

ประชุมอนุกรรมการมรดกโลก

ประชุมอนุกรรมการมรดกโลก

พระปรางค์ในอดีต

พระปรางค์ในอดีต

สัดส่วนพระปรางค์

สัดส่วนพระปรางค์

วัดอรุณฯ

วัดอรุณฯ

ลายกระเบื้องส่วนฐาน

ลายกระเบื้องส่วนฐาน

ลายกระเบื้องดอกไม้

ลายกระเบื้องดอกไม้

ภาพลายเส้นพระปรางค์

ภาพลายเส้นพระปรางค์

ภาพเก่าพระปรางค์

ภาพเก่าพระปรางค์

ภาพเก่าพระปรางค์

ภาพเก่าพระปรางค์

พระอินทร์ในซุ้ม

พระอินทร์ในซุ้ม

พระปรางค์ประธาน

พระปรางค์ประธาน

พระปรางค์

พระปรางค์

ผังจักรวาล

ผังจักรวาล

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ป.อินทรปาลิต’ภูมิหัสนิยายของประชาชน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ป.อินทรปาลิต’ภูมิหัสนิยายของประชาชน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ป.อินทรปาลิต’ภูมิหัสนิยายของประชาชน

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 08.15 น.

ป.อินทรปาลิต

ไม่มีใครในวงการหนังสือไม่รู้จักชื่อป.อินทรปาลิต นามปากกาของ นายปรีชา อินทรปาลิต นักเขียน แนวหัสนิยาย บันเทิงมีผลงานที่สร้างชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดี คือ พล นิกร กิมหงวน หรือ สามเกลอ เป็นบุตรชายคนที่สองของ พันโทพระวิสิษฐพจนการ (อ่อน อินทรปาลิต)และนางชื่น วิสิษฐพจนการ เกิดที่บ้านตำบลหลานหลวง อำเภอดุสิต จังหวัดพระนครเมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 6 ปีจอ ตรงกับวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ.2453 รับราชการในกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม แล้วย้ายไปประจำกองทาง กรมโยธาเทศบาล แต่ทำงานได้ไม่นานจึงลาออกใช้ชีวิตอิสระ ประกอบอาชีพขับแท็กซี่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ก่อนไปเผชิญชีวิตในเรือโยงของญาติ ซึ่งแล่นขึ้นล่องระหว่างกรุงเทพฯ-ปากน้ำโพ 

ป.อินทรปาลิต กับ ปราณี อินทรปาลิต

พุทธศักราช 2472 สมรสกับ นางสาวไข่มุกด์ ระวีวัฒน์ ข้าหลวงในพระองค์เจ้าประดิษฐาสารี มีบุตรธิดาร่วมกัน 2 คน คือ ฤทัยอินทรปาลิต กับ ฤดี (อินทรปาลิต) เคนนี่ ด้วยนิสัยรักการอ่านการเขียน เวลาว่างจึงเขียนนิยายเรื่องต่างๆ จากจินตนาการและประสบการณ์ของตนเพื่ออ่านกันในหมู่พี่น้องโดยมิได้ตั้งใจจะส่งไปตีพิมพ์ หนึ่งในหลายเรื่องที่เขียนคือ “นักเรียนนายร้อย” พี่น้องยอมรับว่า “ดีที่สุด” จึงให้นำไปเสนอสำนักพิมพ์ “คณะนายอุเทน” ของอุเทนพูลโภคา เห็นเป็นนักเขียนมือใหม่จึงบอกปฏิเสธ “เพลินจิตต์” ของ เวช กระตุฤกษ์ รับตีพิมพ์เพราะ ส.บุญเสนอ นักเขียนในสังกัดของเพลินจิตต์ยุคนั้นพิจารณาแล้วเห็นว่าควรสนับสนุน ด้วยเค้าโครงเรื่องนั้นถูกความนิยมในตลาด ปรากฏว่า “นักเรียนนายร้อย” จำนวน 22,000 เล่ม ราคาเล่มละ10 สตางค์ ขายดีจนแฟนหนังสือกล่าวขวัญ ทำให้ชื่อเสียงของ ป.อินทรปาลิต ได้รับความนิยมจนทำให้นิยายที่เขียนไว้ก่อนหน้านั้น เพลินจิตต์พิมพ์ พร้อมกับเรื่องใหม่จนทำให้นิยายรักโศกของ ป.อินทรปาลิต เป็นที่รู้จัก จนสำนักพิมพ์ได้ติดต่อขอซื้อเรื่องต่อไปอีก นับแต่นั้นมาเรื่องของ ป.อินทรปาลิต ได้ถูกพิมพ์สู่ตลาดจนสำนักพิมพ์อื่นติดต่อขอซื้อเรื่องหลายแห่งด้วยกันเมื่อนิยายชีวิตเริ่มคลายความนิยมลง ป. อินทรปาลิตได้เปลี่ยนไปเขียนเรื่องแนวอื่นๆ อาทิ นิยายปลุกใจให้รักชาติ, นิทานสำหรับเยาวชน เป็นต้น

นักเเรียนทหารบก

และพุทธศักราช 2481 ได้เริ่มเขียนนิยายจี้เส้นประเดิมด้วยเรื่อง “อายผู้หญิง” ปฐมบทสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน เป็นหัสนิยายที่สร้างความครึกครื้น และเมื่อสามเกลอแสดงบทบาทติดต่อกันนาน หัสนิยาย พล นิกร กิมหงวน จึงเป็นเรื่องเอก ออกจำหน่ายทุกวันเช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์ทั่วไป และปีนี้เองได้เขียนนวนิยายบู๊โลดโผนเรื่อง“เสือใบ” ใน ปิยะมิตร ด้วย ดำเนินงานให้ “ปิยะมิตร”ประมาณ 2 ปี จึงออกมาเขียนหนังสือขายอย่างอิสระ ซึ่งมีทั้งสามเกลอ, เรื่องบู๊ชุด “เสือดำ”, “ดาวโจร”, “ลูกดาวโจร”และเรื่องแนวอื่นๆ พุทธศักราช 2506 นั้นได้ทำหนังสือขนาด 8 หน้ายกชื่อ “ศาลาโกหก” (เรื่องเบาสมอง), “ศาลาดาวร้าย”(เรื่องบู๊), “ศาลาระทม” (เรื่องชีวิตรักโศก), “ศาลาปีศาจ” (เรื่องผี) และ “นิทานคุณหนู” ออกสู่ตลาดประชันกันเดือนละเล่ม ซึ่งหนังสือเหล่านี้ต้อง ป.อินทรปาลิต ต้องเขียนคนเดียวทั้งหมด และยังเขียนสามเกลอพ็อกเกตบุ๊กอีกต่างหากด้วย ทำให้ไม่มีเวลาเพียงพอในที่สุดคงเหลือแต่ “ศาลาโกหก” ยืนหยัดบนแผงหนังสือคู่กับสามเกลอเล่มเล็ก ตลอดจนเรื่องประเภทอื่นอีกจำนวนหนึ่งเท่านั้น ผลงานล่าสุดซึ่งไม่ใช่ สามเกลอพล นิกร กิมหงวน หรือ “ศาลาโกหก” คือ “สังเวียนชีวิต” พิมพ์ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ประจำทุกวันอาทิตย์ สุดท้ายป.อินทรปาลิต ใช้ชีวิตอยู่กับ ปรานี แพรวพรายภรรยาคนที่สอง เมื่อ ปรานี อินทรปาลิตก่อนจะกลับไปอยู่สหรัฐอเมริกานั้นได้มอบให้ นายพลาดิศัย สิทธิธัญกิจ, นายอาทร เตชะธาดา และ นายสุชาติ ศุภวงศ์ ทนายความดำเนินการจัดทำกองทุน ป.อินทรปาลิตขึ้น โดยรายได้จากชุดสามเกลอในศาลาโกหก โดยนำเงินฝากประจำ สุดท้ายเงินทุนจำนวน ๑๐๓,๐๐๐ บาทนี้คณะจัดทำได้นำมอบให้ มูลนิธิรามาธิบดี นำไปสร้างประโยชน์สาธารณะต่อไปแล้ว

ปรานี อินทรปาลิต

ปรานี อินทรปาลิต

สัญลักษณ์ พล นิกร กิมหงวน

สัญลักษณ์ พล นิกร กิมหงวน

นิยายเล่มแรก

นิยายเล่มแรก

สัญญาขายลิขสิทธิ์

สัญญาขายลิขสิทธิ์

ชุดสามเกลอ

ชุดสามเกลอ

นางโจรสาว

นางโจรสาว

หัสนิยายสามเกลอ

หัสนิยายสามเกลอ

หนังสืองานศพ ป.อินทรปาลิต

หนังสืองานศพ ป.อินทรปาลิต

สารานุกุล

สารานุกุล

รวมเรื่องชุดสามเกลอ

รวมเรื่องชุดสามเกลอ

โลกหนังสือ

โลกหนังสือ

ศาลาโกหก

ศาลาโกหก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระเขี้ยวแก้ว’ภูมิศรัทธาสักการะของชาวไทย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระเขี้ยวแก้ว’ภูมิศรัทธาสักการะของชาวไทย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระเขี้ยวแก้ว’ภูมิศรัทธาสักการะของชาวไทย

วันอาทิตย์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พระเขี้ยวแก้ว ศรีลังกา

การที่รัฐบาลไทย ได้ร่วมกับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน อัญเชิญพระเขี้ยวแก้วจากวัดหลิงกวง กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีนมาประดิษฐาน ณ ลานท้องสนามหลวง เป็นการชั่วคราว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ และในโอกาสการครบรอบ ๕๐ ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ในปี พ.ศ.๒๕๖๘ โดยเปิดให้ประชาชนสักการะระหว่างวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๗-๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ รวมเป็นเวลา ๗๓ วัน และร่วมกันอัญเชิญกลับสาธารณรัฐประชาชนจีนในวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ นั้น ทำให้ทุกคนพากันศรัทธาสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว)ที่ประดิษฐาน ณ วัดหลิงกวง กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีนนั้นเชื่อว่าเป็นพระเขี้ยวแก้วเบื้องบนซ้ายของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเดิมประดิษฐาน ณ แคว้นคันธาระ ต่อมาได้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่เมืองฉางอัน (ชีอาน) สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยพระภิกษุฟาเหียน เมื่อคราวจาริกไปสืบพระศาสนายังอินเดีย ปัจจุบันพระเขี้ยวแก้วองค์นี้ไปประดิษฐาน ณ วัดหลิงกวง กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ลักษณะองค์พระเขี้ยวแก้วมีความยาวประมาณ ๑ นิ้ว ประดิษฐานในพระสถูปทองคำประดับอัญมณีล้ำค่าตามลักษณะศิลปกรรมแบบจีน ด้วยเป็นพระเขี้ยวแก้ว ๑ ใน ๒ องค์ที่ปรากฏในโลก

อนุสาวรีญ์พระภิกษุฟาเหียน

พระเขี้ยวแก้ว หรือ พระทาฐธาตุ คือพระทันตธาตุส่วนที่เป็นเขี้ยวของพระโคตมพุทธเจ้า ซึ่งตามลักขณสูตรในพระไตรปิฎกภาษาบาลี ได้กล่าวถึงมหาปุริสลักขณะ ๓๒ ประการมีข้อความตอนหนึ่งกล่าวถึง ลักษณะของพระทาฐะหรือเขี้ยวของบุคคลผู้มีลักษณะแห่งมหาบุรุษว่า“เขี้ยวพระทนต์ทั้งสี่งามบริสุทธิ์” จากการที่ โฑณพราหมณ์ แบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้กษัตริย์เมื่อครั้งพุทธกาลนั้น ว่า “ท่านทั้งหลายจงสดับคำแห่งเราสักครู่หนึ่ง ซึ่งพระบรมครูแห่งเราย่อมตรัสเทศนาซึ่งขันติธรรมว่าประเสริฐแล ซึ่งมาเกิดยุทธประหารในที่พระสารีริกธาตุ อันศาสดาปรินิพพานนี้ บ่มิดีบ่มิสมควร ดูกรท่านทั้งหลาย จงอดกลั้นเสียซึ่งโทษจึงคิดประนีประนอมพร้อมหฤทัยยินดีด้วยกัน เราจะแบ่งปันพระบรมธาตุออกเป็น ๘ ส่วน ให้แก่บพิตรทั้งปวงตามควร องค์ละส่วนเสมอกัน จะได้อัญเชิญไปก่อพระสถูปบรรจุไว้ทุกพระนคร เป็นที่ให้ไหว้บูชาแห่งมหานครในทิศทั้งหลายต่างๆ”

พระภิกษุฟาเห็ยน

การแบ่งครั้งนั้น ถ้า โฑณพราหมณ์ ไม่ซ่อนพระเขี้ยวแก้วไว้ในพระประโฑณแล้ว ไหนเลยจะหลุดรอดมาให้สักการบูชากัน ข้อมูลนี้จึงทำให้เชื่อกันว่า พระเขี้ยวแก้วมีทั้งหมด ๔ องค์ คือ ๑.พระเขี้ยวแก้วเบื้องบนขวา ท้าวสักกะอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ พระจุฬามณีเจดีย์ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ๒.พระเขี้ยวแก้วเบื้องต่ำขวา ประดิษฐานที่แคว้นกลิงคะ แล้วจึงถูกอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ ลังกาทวีป ที่วัดพระเขี้ยวแก้ว ประเทศศรีลังกา ปัจจุบัน ๓.พระเขี้ยวแก้วเบื้องบนซ้าย ประดิษฐาน ณ แคว้นคันธาระ แล้วเชื่อว่าถูกอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่เมืองฉางอัน หรือเมืองฉางอัน ประเทศจีน โดย พระภิกษุฟาเหียน เมื่อคราวจาริก ไปสืบพระศาสนายังอินเดีย ปัจจุบันพระเขี้ยวแก้วองค์นี้ถูกอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ พระมหาเจดีย์ณ วัดหลิงกวง กรุงปักกิ่ง ๔.พระเขี้ยวแก้วเบื้องต่ำซ้ายประดิษฐานในภพบาดาลของพญานาค สรุปว่าเป็นที่เชื่อกันว่าบนโลกมนุษย์นี้มีพระเขี้ยวแก้วขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่๒ องค์ นอกจากนี้ พระเขี้ยวแก้วยังจัดเป็นพระบรมสารีริกธาตุที่ไม่แยกกระจัดกระจาย องค์มีลักษณะแข็งแกร่งรวมกันแน่น ด้วยความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนเลื่อมใสในองค์พระเขี้ยวแก้วเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมืองแคนดี้ ศรีลังกา นั้นจัดงานแห่พระเขี้ยวแก้วด้วยช้างที่มีสีสัน สร้างชื่อเสียงเช่นเดียวกับพิธีแห่พระเขี้ยวแก้วที่วัดพระพุทธบาท สระบุรี และเรื่องพระเขี้ยวแก้วจึงมีปรากฏศรัทธาสักการะอยู่หลายแห่งในไทย

ในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ เสด็จฯ สักการะ

ในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ เสด็จฯ สักการะ

โฑณพราหมณ์ แบ่งพระบรมสารีริกธาตุ

โฑณพราหมณ์ แบ่งพระบรมสารีริกธาตุ

วัดหลิงกวง ปักกิ่ง

วัดหลิงกวง ปักกิ่ง

วัดแคนดี้ ศรีลังกา

วัดแคนดี้ ศรีลังกา

รัฐบาลไทย-จีน ร่วมกันจัดงาน

รัฐบาลไทย-จีน ร่วมกันจัดงาน

พราหมณ์โฑณพราหมณ์ซ่อนพระธาตุ

พราหมณ์โฑณพราหมณ์ซ่อนพระธาตุ

พระเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี้ ศรีลังกา

พระเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี้ ศรีลังกา

พระเขี้ยวแก้ว ที่วัดหลิงกวง

พระเขี้ยวแก้ว ที่วัดหลิงกวง

พระเขี้ยวแก้วที่เมืองแคนดี้

พระเขี้ยวแก้วที่เมืองแคนดี้

พระภิกษุฟาเหียน

พระภิกษุฟาเหียน

พระเขี้ยวแก้ว วัดหลิงกวง กรุงปักกิ่ง

พระเขี้ยวแก้ว วัดหลิงกวง กรุงปักกิ่ง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ปังปอนด์’ภูมิมนุษย์ยุคน้ำแข็งเขาสามร้อยยอด

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ปังปอนด์’ภูมิมนุษย์ยุคน้ำแข็งเขาสามร้อยยอด

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ปังปอนด์’ภูมิมนุษย์ยุคน้ำแข็งเขาสามร้อยยอด

วันอาทิตย์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โครงกระดูกมนุษย์น้ำแข็ง

การทำงานของนักโบราณคดี กรมศิลปากรนั้น เป็นหน้าที่ประจำที่ทำให้มีการพบแหล่งโบราณคดีอยู่บ่อยครั้ง การสำรวจขุดค้นทำให้พบแหล่งหลักฐานสำคัญทางโบราณคดีใหม่ๆ อยู่เสมอจนลืมไปทุกครั้งว่าผลงานนั้นให้เกิดศึกษาเรียนรู้ต่อเนื่อง จนนำไปสู่การมีโบราณสถาน โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์และแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลอ่าวไทยนั้น เมื่อ พ.ศ. 2539 กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี ได้สำรวจพบภาพเขียนสีโบราณขึ้นเป็นครั้งแรกที่บริเวณเพิงผาฝั่งบึงบัว ต่อมา พ.ศ. 2560 ได้พบแหล่งภาพเขียนสีเพิ่มอีกที่บริเวณเทือกเขาสามร้อยยอดที่ ถ้ำโหว่ หุบตาโคตร ซึ่งมีอายุร่วมสมัยกับภาพเขียนสีบนเพิงผาฝั่งบึงบัว จึงได้ดำเนินงานโครงการสำรวจแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ภาคตะวันตกของประเทศไทย ในพื้นที่นี้เมื่อ พ.ศ. 2563 โดยสำรวจเขาสามร้อยยอดเพื่อศึกษามนุษย์โบราณของที่นี่ว่าเป็นคนกลุ่มไหนมีวิถีชีวิตแบบใดซึ่งพบว่า ได้ค้นพบแหล่งโบราณคดีแห่งใหม่เพิ่มในพื้นที่ถึง 7 แหล่ง แหล่งโบราณคดีภาพเขียนสีถ้ำดินที่เป็นแหล่งล่าสุดนี้ เป็นถ้ำขาหินปูนขนาดค่อนข้างใหญ่ ปากถ้ำกว้างราว 9.5 เมตรและมีร่องรอยมนุษย์โบราณ

สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี เลือกขุดค้นคูหาที่ 3 ชิดผนังถ้ำ จาก 5 คูหา และ ตำแหน่งที่พบภาพเขียนสีบนผนังและโบราณวัตถุบนพื้น ก็พบร่องรอยการใช้พื้นที่ของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์หลายช่วงเวลาจนพบว่า “ปังปอนด์” เป็นมนุษย์โฮโมเซเปียนส์ (Homo sapiens) ที่เดินตัวตรงคล้ายมนุษย์ยุคปัจจุบัน อันเป็นหลักฐานเก่าแก่และมีสภาพสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่พบในประเทศไทย โครงกระดูกมนุษย์นี้มีอายุตอนตายอยู่ที่ 6-8 ปี โดยพิจารณาจากการขึ้นของฟันกรามแท้ซี่ที่ 1 ที่ขึ้นแล้ว โครงกระดูกดังกล่าวจัดเป็นมนุษย์สมัยหินเก่า(Palaeolithic Period) ในทางธรณีวิทยาจัดว่าอยู่ในยุคน้ำแข็งตอนปลาย (Pleistocene) เป็นช่วงเวลาที่โลกมีธารน้ำแข็งปกคลุมมากกว่าในปัจจุบัน มีอากาศหนาวเย็น และระดับน้ำทะเลต่ำกว่าตอนนี้มาก บริเวณอ่าวไทยจึงเป็นผืนแผ่นดินขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อไปถึงบริเวณที่หมู่เกาะในอินโดนีเซีย

คณะสำรวจ

โครงกระดูกนี้อยู่ในลักษณะนอนหงายศีรษะหันไปทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีหินวางทับส่วนที่เป็นหัวกะโหลกกับหน้าอก และพบร่องรอยการโรยหินสีแดง (ดินเทศ) ซึ่งอาจสื่อถึงพลังชีวิตหรือเลือด ทำให้วิเคราะห์ได้ว่ามีการทำพิธีกรรมบางอย่างกับศพ หรืออาจเป็นการป้องกันไม่ให้มีสัตว์ป่าเข้ามาแทะกินหรือทำลายศพก็ได้ ร่องรอยการโรยหินสีแดง หรือดินเทศนั้น เป็นข้อมูลใหม่ที่สำคัญและมีความน่าสนใจที่ช่วยอธิบายวิถีการดำรงชีวิตและการปรับตัวของมนุษย์ที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมในอดีตตั้งแต่ช่วงที่สภาพอากาศหนาวเย็นจนเข้าสู่ช่วงที่อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้นเมื่อสิ้นสุดยุคน้ำแข็ง และมีระดับน้ำทะเลที่ท่วมสูงขึ้น จนกระทั่งบริเวณนี้มีสภาพพื้นที่อุดมสมบูรณ์และระบบนิเวศที่หลากหลายเช่นปัจจุบัน  

การศึกษาวิจัยทางโบราณคดีและศาสตร์ที่เกี่ยวข้องครั้งนี้ทำให้ภาพเรื่องราวของคนก่อนประวัติศาสตร์ในบริเวณพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทยกระจ่างชัดเจนมากขึ้น และเกี่ยวกับคน สังคม วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมโบราณของคนยุคแรกเริ่มในประเทศไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญหลายพื้นที่ รวมถึงอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด การที่กรมศิลปากรเข้ามาสำรวจและศึกษา จึงทำให้กลายเป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญ ที่กรมอุทยานฯจะออกแบบและกำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อเชื่อมโยงกับการเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติต่อไป

พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร

พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร

แถลงข่าวพบแหล่งยุคน้ำแข็ง

แถลงข่าวพบแหล่งยุคน้ำแข็ง

แถลงข่าวเขาสามร้อยยอด

แถลงข่าวเขาสามร้อยยอด

เขาสามร้อยยอด

เขาสามร้อยยอด

ปากถ้ำสำรวจ

ปากถ้ำสำรวจ

ภาพเขียนสีถ้ำดิน

ภาพเขียนสีถ้ำดิน

ภาพเขียนสีภาพคน

ภาพเขียนสีภาพคน

โครงกระดูกยุคน้ำแข็ง

โครงกระดูกยุคน้ำแข็ง

โครงกระดูกมนุษย์

โครงกระดูกมนุษย์

โครงกระดูก

โครงกระดูก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๓๗งานพระนารายณ์’ภูมิมหาราชาผู้สร้างลพบุรี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๓๗งานพระนารายณ์’ภูมิมหาราชาผู้สร้างลพบุรี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๓๗งานพระนารายณ์’ภูมิมหาราชาผู้สร้างลพบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พิธีบวงสรวงสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

“งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช” ที่จัดขึ้นกันทุกปีนั้นนับเป็นงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับเมืองลพบุรีจนเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวของงาน คือ การแต่งกายชุดไทยย้อนอดีต และเป็นงานที่รำลึกถึง องค์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ผู้ทรงสร้างความเจริญให้กับเมืองลพบุรี ก่อนจะมาเป็นงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์นั้น เมืองลพบุรีเคยมีงานประเพณีอยู่แล้ว คือ “งานในวัง” ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๐๑ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหารายได้นำไปก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม(แปลก พิบูลสงคราม) ซึ่งมีดำริให้สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ในราวปีพ.ศ.๒๕๐๐ และวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๕ และดำเนินการก่อสร้างจนเสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์ โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรเสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีเปิดในวันที่๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๙ ส่วนการจัดงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เกิดขึ้นจากแนวคิดของชมรมอนุรักษ์โบราณวัตถุสถานและสิ่งแวดล้อมจังหวัดลพบุรี โดยจัดงานครั้งแรกว่า “นารายณ์รำลึก” ต่อมาเปลี่ยนเป็นชื่อ “งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์” และจัดงานครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๗-๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๒๒ โดย นายเชาน์วัศสุดลาภา ผู้ว่าราชการจังหวัดในสมัยนั้น ซึ่งเดิมนั้นกำหนดจัดงานในวันที่ ๒๑-๒๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๒๑ แต่เกิดวิกฤตการณ์น้ำท่วมใหญ่ในจังหวัดลพบุรี จึงต้องเลื่อนมาเป็นวันที่ ๑๗-๑๘ กุมภาพันธ์พ.ศ.๒๕๒๒

สำหรับงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ปี 2568 เมื่อวันที่ 14-23 กุมภาพันธ์2568 ณ พระนารายณ์ราชนิเวศน์ และโบราณสถานใกล้เคียง เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาผู้ทรงวางรากฐานและสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่เมืองลพบุรี และสืบสานอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น ส่งเสริมการศึกษาเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และการท่องเที่ยวของจังหวัดลพบุรี

พระนารายณ์

โดยเน้นการ “นุ่งโจง ห่มสไบ แต่งไทยทั้งเมือง” นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและรำบวงสรวงถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นการจัดงานครั้งที่ 37 โดย นายอำพล อังคภากรณ์กุลผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ผู้ร่วมงานหลายภาคส่วนเข้าร่วม ณ พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (วงเวียนเทพสตรี) อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ซึ่งจัดพิธีเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พิธีถวายเครื่องราชสักการะและพิธีกล่าวสดุดีเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และพิธีรำบวงสรวงถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ประจำปี 2568ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2568 เป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีการเทิดพระเกียรติ ชุด “นบนารายณ์”โดยวิทยาลัยนาฏศิลปลพบุรี การรำบวงสรวงชาวลพบุรีโดยนุ่งโจงห่มสไบกว่า ๕,๐๐๐ คน และขับเสภาและการแสดงพลุเทิดพระเกียรติถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช นิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มีการประดับไฟและตกแต่งสวนดอกไม้ตามโบราณสถานอย่างสวยงาม อาทิ พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ สวนนารายณ์นฤมิตเขตพระราชฐานชั้นใน พระนารายณ์ราชนิเวศน์สวนราชานุสรณ์ และพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระปรางค์สามยอด เทวสถานปรางค์แขก บ้านหลวงรับราชทูต (บ้านวิชาเยนทร์)วัดปืน และการแสดงระบำลพบุรี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ตามนโยบายเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์และสืบสาน รักษา ต่อยอดด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมของชาติอย่างยั่งยืน และสร้างเสน่ห์วิถีไทย ครองใจคนทั้งโลก ส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 11 ด้าน  ซึ่งรวมถึงด้านท่องเที่ยวและเทศกาลประเพณี (เฟสติวัล) เพื่อให้ประเทศไทยเป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก สร้างอาชีพและรายได้สู่ชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปิน เครือข่ายวัฒนธรรมและผู้ประกอบการ กระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดลพบุรีและประเทศ

สักการะพระบรมรูปสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

สักการะพระบรมรูปสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ขบวนแห่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ขบวนแห่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

รำบวงสรวง ๕,๐๐๐ คน

รำบวงสรวง ๕,๐๐๐ คน

รำบวงสรวง

รำบวงสรวง

รำบวงสรวง

รำบวงสรวง

นุ่งโจงห่มไบรำถวาย

นุ่งโจงห่มไบรำถวาย

พระปรางค์สามยอด

พระปรางค์สามยอด

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

แผนที่เมืองลพบุรี

แผนที่เมืองลพบุรี

ปรางค์แขก

ปรางค์แขก

ประตูเข้าพระนารายณ์ราชนิเวศน์

ประตูเข้าพระนารายณ์ราชนิเวศน์

นุ่งโจงห่มสไบในงาน

นุ่งโจงห่มสไบในงาน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๕๐ปีจีน-ไทย’ภูมิสัมพันธ์สร้างฝันประชาคม

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๕๐ปีจีน-ไทย’ภูมิสัมพันธ์สร้างฝันประชาคม

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๕๐ปีจีน-ไทย’ภูมิสัมพันธ์สร้างฝันประชาคม

วันอาทิตย์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สี จิ้นผิง และ แพทองธาร

ในวาระครบรอบ ๕๐ ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทยในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๘ นี้ ด้วยความร่วมกันของภาครัฐและธุรกิจเอกชน จึงมีกิจกรรมการแสดงสำคัญพร้อมกันกับงานเทศกาลตรุษจีนเกิดขึ้นมากมาย จากประวัติศาสตร์สยามนั้นปรากฏว่าสยาม หรือไทยกับจีนได้มีความผูกพันและติดต่อกันมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้) ของจีน ซึ่งมีบันทึกว่าชนชาติสยามหรือไทยนั้นมีการติดต่อค้าขายสัมพันธ์กันระหว่างแคว้นสุโขทัยกับจีน และสยามก็ได้รับเทคโนโลยีเครื่องปั้นดินเผามาจากจีน ต่อมาเมื่อชาวจีนอพยพมาในช่วงสงครามสมัยราชวงศ์หยวน และช่วงต้นราชวงศ์หมิงก็น่าจะเข้ามามีครอบครัวบ้างแล้วนับแต่นั้นมาจีนได้ติดต่อค้าขายกันมาตลอด ทำให้มีชาวจีนจำนวนมากเข้ามาตั้งถิ่นฐานในสยาม โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกและสงครามกลางเมืองของจีนในทศวรรษที่ ๑๙๓๐-๑๙๕๐ นั้น มีชาวจีนจำนวนมากจากมณฑลทางใต้ของจีน อาทิ กวางตุ้ง ไห่หนาน ฝูเจี้ยนและกวางสี หลบหนีภัยสงครามและความอดอยากเข้ามาสร้างชีวิตใหม่ในสยาม จนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเป็นเครือญาติระหว่างจีน-ไทยมายาวนาน

ในหลวง ร.๑๐ กับ สี จิ้นผิง

จากการเมืองโลกในยุคสงครามเย็นนั้นได้ทำให้สยาม หรือไทยกับจีนได้ขาดการติดต่อกันอยู่ระยะหนึ่งก็เป็นแต่ทางการที่ไม่อาจตัดความผูกพันและความใกล้ชิดทางวัฒนธรรมที่มีการสืบต่อมาอย่างแนบแน่นของชาวสยามหรือไทยกับชาวจีนภายหลังทั้งสองประเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๑๘ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนอย่างเป็นทางการร่วมกันพัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แม้จะเป็นแบบอย่างหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีระบบการปกครองและวิถีวัฒนธรรมประเพณีที่แตกต่างกันในทศวรรษแรกหลังจากการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันนั้น ไทยและจีนประสบความสำเร็จในการเสริมสร้างความเข้าใจและความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกันอันนำไปสู่การเป็นหุ้นส่วนในการแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคนั้น ซึ่งได้ช่วยสนับสนุน การพัฒนาภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากสนามรบกลายเป็นสนามการค้า นอกจากนี้ พื้นฐานความเข้าใจและความใกล้ชิดด้านวัฒนธรรมได้มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมและกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างจีนกับประเทศอาเซียนอีกด้วย   

รัชกาลที่ ๑๐ ทรงสักการะพระเขี้ยวแก้ว

ดังนั้น ใน พ.ศ.๒๕๖๘ จากการที่ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีนได้พบกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย ในการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของผู้นำเอเปก ครั้งที่ ๓๑ต่างมีความเห็นพ้องกันในการส่งเสริมการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันระหว่งจีน-ไทยในอนาคตและร่วมกันจึงประกาศให้เป็นวาระครบรอบ ๕๐ ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย อันเป็น “ปีทองแห่งมิตรภาพจีน-ไทย”เพื่อจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองที่หลากหลายเพื่อให้มิตรภาพจีน-ไทยนั้นร่วมสร้างประชาคมที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น และร่วมกำหนดคำขวัญเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตว่า “จีน-ไทยสานใจกันร่วมสร้างฝันประชาคม” โดยจีนยินดีทำงานร่วมกับไทยในการดำเนินการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองเช่น การอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุพระเขี้ยวแก้วประดิษฐานในประเทศไทย และ คอนเสิร์ต “จีน-ไทย ครอบครัวเดียวกัน” เป็นต้น เพื่อขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การเชื่อมโยงนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วัฒนธรรม และการศึกษา เป็นต้น โดยร่วมกันสร้างตราสัญลักษณ์ ๕๐ ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีนจากกระทรวงการต่างประเทศทั้งสองฝ่าย ซึ่งนำพญานาคและมังกร สัตว์มงคลในตำนานมาขดคล้องกันเป็นเลข ๕๐ เพื่อเป็นตัวแทนตามสีธงชาติของไทยและจีน โดยต่างหันหน้าเข้าหากันและมองไปยังดวงแก้วสีเหลืองทอง สื่อถึงการมุ่งสู่จุดหมายเดียวกันในการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนยิ่งขึ้น สอดคล้องกับคำขวัญ “จีน-ไทยสานใจกันร่วมสร้างฝันประชาคม”จนกลายเป็นแบบอย่างที่ดีของการอยู่ร่วมกันและพัฒนาร่วมกัน ภายใต้กลยุทธ์ของผู้นำทั้งสองประเทศร่วมกันสร้างประชาคมที่มีอนาคตตามฝัน ด้วยสีสันจากศูนย์การค้า วัดวาริมแม่น้ำเจ้าพระยา และย่านถนนเยาวราชที่เป็นเสน่ห์และท่องเที่ยวเมืองไทย

การสถาปนาความสัมพันธ์ ๒๕๑๘

การสถาปนาความสัมพันธ์ ๒๕๑๘

อัญเชิญพระเขี้ยวแก้ว

อัญเชิญพระเขี้ยวแก้ว

ร่วมกันฉลอง ๕๐ ปี

ร่วมกันฉลอง ๕๐ ปี

การแสดงมังกรของจีน

การแสดงมังกรของจีน

ความร่วมมือทางศาสนา

ความร่วมมือทางศาสนา

งานฉลองตรุษจีนสยามพารากอน

งานฉลองตรุษจีนสยามพารากอน

ตรา ๕๐ ปี จีน-ไทย

ตรา ๕๐ ปี จีน-ไทย

ประตูวชิรสถิต

ประตูวชิรสถิต

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันตรษจีน’ภูมิพิธีสังเวยพระป้ายของแผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันตรษจีน’ภูมิพิธีสังเวยพระป้ายของแผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันตรษจีน’ภูมิพิธีสังเวยพระป้ายของแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พระราชพิธีสังเวยพระป้าย

วันตรุษจีน เป็นวันสำคัญของชาวจีนที่มีมาตั้งแต่โบราณกว่า 4,000 ปีที่แล้ว ในอดีตถูกเรียกว่า “วันชุงเจ๋” หมายถึง เทศกาลฤดูใบไม้ผลิจัดขึ้นเพื่อฉลองเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ เนื่องจากช่วงเวลาก่อนหน้านั้น บ้านเมืองถูกปกคลุมไปด้วยหิมะในช่วงฤดูหนาว จึงไม่สามารถทำการเกษตรได้ เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ที่สามารถกลับมาเพาะปลูกพืชผักได้ตามปกติ ชาวจีนจึงกำหนดให้วันแรกของฤดูใบไม้ผลิของแต่ละปี ให้เป็นวันสำคัญเรียกว่า“วันตรุษจีน” ตามประเพณีเทศกาลตรุษจีนจะถือเอาคืนวันที่ 30 เดือน 12 ในปฏิทินจันทรคติของจีนเป็นวันส่งท้ายปีเก่า ส่วนวันที่ 1 เดือน 1 คือวันชิวอิก หรือวันขึ้นปีใหม่ หมายถึง วันแรกของฤดูใบไม้ผลิ โดยปกติผู้คนจะเตรียมงานฉลองก่อนหนึ่งเดือน บ้านเรือนนั้นถูกทำความสะอาดตั้งแต่บนลงล่างของบ้าน บริเวณหน้าต่างจะตกแต่งด้วยกระดาษสีแดงที่มีคำอวยพร เช่น อยู่ดีมีสุข, ร่ำรวย, เงินทองไหลมาเทมา 3 วันสำคัญในเทศกาลตรุษจีน ตามธรรมเนียมโบราณนั้นมักจะมีการเฉลิมฉลองกันนานกว่า 15 วัน แต่มีอยู่ 3 วันที่ถือเป็นหลักปฏิบัติกันมาโดยตลอด นั่นคือ…วันจ่าย :เป็นวันที่ผู้มีเชื้อสายจีนออกไปหาซื้ออาหารผลไม้ รวมทั้งเครื่องเซ่นไหว้ เพื่อเตรียมสำหรับพิธีการไหว้เทพเจ้าและบรรพบุรุษ โดยปกติจะตรงกับวันก่อนสิ้นปี ซึ่งเป็นเทศกาลในวันขึ้นปีใหม่ตามปกติ

ของเซ่นไหว้ตรุษจีนทั่วไป

แต่พระราชพิธีสังเวยพระป้ายเนื่องในเทศกาลตรุษจีนนั้น ซึ่งทุกปีเป็นพิธีเฉพาะราชสำนักที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดเทียนทอง เทียนเงิน ธูป ที่โต๊ะเครื่องสังเวย ทรงจุดธูปหางแล้วทรงปักที่เครื่องสังเวย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปหางแล้วทรงปักที่เครื่องสังเวย ทั้งสองพระองค์ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทรงกราบ เสร็จแล้ว ทรงเผากระดาษเงินกระดาษทอง สมควรแก่เวลา จึงเสด็จขึ้นพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ประกอบพระราชพิธีสังเวยพระป้าย ซึ่งเป็นพระราชพิธีที่จัดขึ้นครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดสร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงประกอบพระราชพิธีสังเวยพระป้ายเนื่องในเทศกาลตรุษจีน ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดสร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้จัดสร้างพระป้ายพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช กับพระนาม สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ประดิษฐานณ พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอิน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต่อมาสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดสร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประดิษฐานณ พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอิน เพื่อประกอบพิธีสังเวยพระป้าย เนื่องในเทศกาลตรุษจีน

ตรุษจีนนครสวรรค์

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ทรงประกอบพระราชพิธีสังเวยพระป้าย เนื่องในเทศกาลตรุษจีน เพื่อทรงแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อสมเด็จพระบรมราชบุพการีที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประเทศชาติซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยึดถือและทรงปฏิบัติมาโดยตลอดอย่างสม่ำเสมอ โดยทรงประกอบพระราชพิธีสังเวยพระป้าย ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้แทนพระองค์ไปในการสังเวยพระป้ายเนื่องในเทศกาลตรุษจีนณ พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอินอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประจำทุกปี…เป็นพระราชพิธีแสดงกตัญญูกตเวทีต่อสมเด็จพระบรมราชบุพการีที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดิน

สังเวยพระป้ายพระราชวังสวนอัมพร

สังเวยพระป้ายพระราชวังสวนอัมพร

พระป้ายรัชกาลที่ 4

พระป้ายรัชกาลที่ 4

พระป้าย พระราชวังบางปะอิน

พระป้าย พระราชวังบางปะอิน

พระป้าย

พระป้าย

ผู้แทนพระองค์

ผู้แทนพระองค์

วันไหว้ วันเที่ยวตรุษจีน

วันไหว้ วันเที่ยวตรุษจีน

พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ

พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ