ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สืบชะตาหลวง’ภูมิพิธีชีวิตต่ออายุบ้านเมือง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สืบชะตาหลวง’ภูมิพิธีชีวิตต่ออายุบ้านเมือง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สืบชะตาหลวง’ภูมิพิธีชีวิตต่ออายุบ้านเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เครื่องสักการะพิธีสืบชะตา

พิธีสืบชะตานั้นภาษาล้านนาว่า “พิธีสืบจ๊ะต๋า” เป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของชาวล้านนา ที่เชื่อกันว่าเป็นการต่ออายุหรือต่อชีวิตบ้านเมืองหรือของคนให้ยืนยาว มีความสุขความเจริญตลอดจนเป็นการขจัดภัยอันตรายต่างๆ ที่จะบังเกิดขึ้นให้แคล้วคลาดปลอดภัยแบ่งเป็น ๓ ประเภทคือ ๑.สืบชะตาคนนิยมทำเมื่อขึ้นบ้านใหม่ วันเกิดที่ครบรอบ ๒.สืบชะตาบ้าน นิยมทำเมื่อคนในหมู่บ้านประสบความเดือดร้อน หรือเจ็บไข้ได้ป่วยกันทั่วไปในหมู่บ้าน ๓.สืบชะตาเมือง จัดขึ้นเมื่อบ้านเมืองเกิดความเดือดร้อนจากอิทธิพลของดาวพระเคราะห์ตามความเชื่อทางโหราศาสตร์ เพราะทำให้บ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวาย เกิดจลาจลการศึก เจ้านายท้าวพระยาบ้านเมืองจึงจัดพิธีสืบชะตาเมือง เพื่อให้อายุของเมืองได้ดำเนินต่อเนื่องสืบไป เครื่องประกอบพิธีสืบชะตาที่สำคัญคือ ไม้ค้ำยาวเท่าตัว ๓ ท่อน ทำจากไม้ง่ามมีขนาดประมาณกำมือได้รอบ หรือโตกว่าเล็กน้อยไม้ค้ำเล็กขนาดหัวแม่มือยาว ๑ ศอก จำนวนเท่าอายุหรือมากกว่าแต่ไม่เกิน ๑๐๘ บันได ๗ ขั้น หรือ ๙ ขั้นและเครื่องบูชาอื่นๆ ตามประเพณี 

พิธีสืบชะตาบ้าน

ส่วนการจัดพิธีสืบพระชะตาหลวงนี้ถือเป็นวาระพิเศษจาก “วันสมมงคล” ที่มีการจัดไม้ค้ำ ณ สวนสราญรมย์ และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามระหว่างวันที่ ๑๓-๒๐ ม.ค. ๒๕๖๘  ซึ่งเป็นประเพณีมงคลของชาวล้านนา ได้แก่ พิธีฮอมบุญถวายเจ้าเหนือหัว พิธีแห่ไม้ค้ำโพธิ์ การสาธิตภูมิปัญญาในการจัดเตรียม เครื่องประกอบพิธีกรรม แสดงศิลปวัฒนธรรมและการละเล่นต่างๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของงานพิธี เช่น จัดสาธิตกาดหมั้วหรือตลาดพื้นบ้านล้านนา (พิธีฮอมบุญ*) คือพิธีร่วมกันทำบุญเป็นกรณีพิเศษ บูรณปฏิสังขรณ์วัดสังกัสรัตนคีรีจังหวัดอุทัยธานี โดยกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์วัดสังกัสรัตนคีรี ซึ่งตั้งอยู่เชิงเขาสะแกกรัง จ.อุทัยธานี ภายในเป็นที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ได้แก่ พระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธรูปสมัยสุโขทัยปางมารวิชัย ซึ่งบริเวณพระเศียรบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ รอยพระพุทธบาทจำลอง และพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกแห่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระองค์ผู้เป็นต้นพระบรมราชจักรีวงศ์ จัดแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์  ในวันที่ ๑๔ ม.ค. ๒๕๖๘ ณ ลานพระปฐมบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก และเหรียญที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โดยกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง จัดพิธีทางศาสนาและกิจกรรมถวายพระราชกุศล ณ ศาสนสถาน อันเป็นพระบรมราชานุสรณ์และเกี่ยวเนื่องกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โดย กรมการศาสนา และกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดจัดพิธีทางศาสนาและกิจกรรมถวายพระราชกุศล เพื่เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ณ ศาสนสถานอันเป็นพระบรมราชานุสรณ์ หรือเกี่ยวเนื่องกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้แก่ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดสระเกศ วัดราชบูรณะ วัดระฆังโฆสิตาราม วัดคูหาสวรรค์ วัดราชสิทธาราม วัดกาญจนสิงหาสน์ วัดราชาธิวาส วัดโมลีโลกยาราม วัดยานนาวา วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ วัดอรุณราชวราราม วัดสุทัศนเทพวรารามวัดชนะสงคราม และวัดสุวรรณดารารามจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนาถวายพระราชกุศล โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พิจารณาให้วัดทุกวัดในประเทศไทยจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และเจริญจิตตภาวนาถวายพระราชกุศล สำหรับวัดไทยในต่างประเทศให้พิจารณาการจัดพิธีตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นับเป็นพิธีสืบชะตาที่หาได้ยากยิ่งในวาระสมมงคล

ขบวนแห่ไม้ค้ำโพธิ์

ขบวนแห่ไม้ค้ำโพธิ์

ไม้คำโพธิ์หลวง

ไม้คำโพธิ์หลวง

ไม้ค้ำโพธิ์สืบชะตาหลวง

ไม้ค้ำโพธิ์สืบชะตาหลวง

ไม้ค้ำโพธิ์

ไม้ค้ำโพธิ์

พิธีค้ำโพธิ์

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ชุมชนยลวิถี’ภูมิท้องถิ่นต้นแบบเที่ยววิถีไทย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ชุมชนยลวิถี’ภูมิท้องถิ่นต้นแบบเที่ยววิถีไทย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ชุมชนยลวิถี’ภูมิท้องถิ่นต้นแบบเที่ยววิถีไทย

วันอาทิตย์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ชุมชนวัดพระธาตุแช่แห้ง

การส่งเสริมให้ชุมชนทั่วประเทศ ได้ค้นหาต้นทุนและสร้างผลิตภัณฑ์ของตน แม้ว่าจะผ่านกระบวนการสร้างชุมชนมาหลายโครงการและหลายหน่วยงาน เช่น ลานบ้านลานเมือง ชุมชนคุณธรรม ถนนคนดิน หมู่บ้านพัฒนา เป็นต้น ก็ไม่น่าสนใจเท่า “ชุมชนยลวิถี” ดังนั้น พิธียกย่องให้เป็นสุดยอดชุมชนต้นแบบชุมชนนั้น นางสาวสุดาวรรณหวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จึงเป็นประธานพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติ 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี”ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๘ โดยมี นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัด ผู้นำชุมชน ร่วมพีธี ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย สุดยอดชุมชนต้นแบบเที่ยว “ชุมชนยลวิถี” นี้เป็นโครงการขับเคลื่อนด้านการท่องเที่ยว “เศรษฐกิจวัฒนธรรม เพื่อการพัฒนาชุมชน สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน” โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก ด้วยการนำมิติทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่นรวมถึงต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ในพื้นที่ทั่วประเทศมาสืบสาน รักษา และต่อยอด ยกระดับผลิตภัณฑ์พื้นบ้านมาเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมไทยให้เป็นเป้าหมายสําคัญในการขับเคลื่อนเมืองท้องถิ่น ชุมชนสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติอย่างแท้จริง สุดยอดชุมชนต้นแบบ “ชุมชนยลวิถี” นี้เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2564โดยกระทรวงวัฒนธรรมได้ดำเนินการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ในชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง การดำเนินโครงการคัดเลือก 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ซึ่งได้คัดเลือกชุมชนต้นแบบระดับจังหวัดที่มีศักยภาพความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ ปีละ 10 ชุมชน พร้อมยกย่องเชิดชูเกียรติและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

ชุมชนบ้านทะเลน้อย

โดยนับถึงปัจจุบัน ได้คัดสุดยอดชุมชนต้นแบบ“เที่ยวชุมชน ยลวิถี” แล้ว 40 ชุมชนจากทั่วประเทศ เมื่อครั้ง ดร.ยุพาทวีวัฒนะกิจบวร อดีตปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งปัจจุบันเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี  สำหรับปีนี้สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปี 2567 ที่เข้ารับรางวัลในครั้งนี้ ประกอบด้วย 1.ชุมชนบ้านชากแง้ว ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี 2.ชุมชนวัดห้วยปลากั้ง ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย 3.ชุมชนวัดศรีสุพรรณ ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 4.ชุมชนวัดพระธาตุแช่แห้ง(บ้านหนองเต่า) ตำบลม่วงตึ๊ด อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน 5.ชุมชนหัวบ้าน (ถนนสู้ศึก) ตำบลประจวบคีรีขันธ์ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 6.ชุมชนบ้านทะเลน้อย ตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง 7.ชุมชนบ้านถ้ำรงค์ ตำบลถ้ำรงค์ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี 8.ชุมชนวัดศรีคุนเมือง (เชียงคาน) ตำบลเชียงคาน อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย 9.ชุมชนวัดไพรพัฒนา ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ และ 10.ชุมชนเขมราษฎร์ธานีตำบลเขมราฐ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี

ชุมชนตลาดชากแง้ว

ชุมชนที่ได้รับการคัดเลือกในครั้งนี้ได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ภายในชุมชนสนองตามนโยบายรัฐบาลและสอดคล้องกับ “4 นโยบาย- 3 แนวทาง-2 รูปแบบ-1 เป้าหมาย” ของกระทรวงวัฒนธรรมในการนำต้นทุนทางวัฒนธรรมนั้นมาสร้างมูลค่า เศรษฐกิจชุมชนเติบโตขึ้นอย่างยั่งยืน รวมถึงยังเป็นชุมชนที่พร้อมจะเสริมพลังสร้างสรรค์ให้ “คน” ในชุมชนของตัวเอง ร่วมมือกันผลักดันและยกระดับแหล่งเรียนรู้ภายในชุมชน ด้วยการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมและเพิ่มเติมสิ่งใหม่ๆ จนเกิดการสร้างงานสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เกิดเศรษฐกิจด้านวัฒนธรรมที่ดี ทุกชุมชนต้นแบบนั้นล้วนเป็นชุมชนที่มีความหลากหลายในวิถีไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นควรจะเป็นที่รู้จักในประเทศและนานาชาติ เพื่อนำไปสู่การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ดึงความสนใจใคร่เที่ยวจากนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติที่มองอัตลักษณ์ชุมชนไทย จนมีการตื่นตัวในการเที่ยว เมือง ท้องถิ่น และชุมชนกันมากขึ้น

ชุมชนวัดพระธาตุแช่แห้ง

ชุมชนวัดพระธาตุแช่แห้ง

ชุมชนวัดพระธาตุแช่แห้ง

ชุมชนวัดพระธาตุแช่แห้ง

พิธีมอบรางวัลสุดยอดชุมชนต้นแบบ

พิธีมอบรางวัลสุดยอดชุมชนต้นแบบ

ชุมชนหัวบ้าน

ชุมชนหัวบ้าน

ชุมชนหัวบ้าน

ชุมชนหัวบ้าน

ชุมชนวัดห้วยปลากั้ง

ชุมชนวัดห้วยปลากั้ง

ชุมชนวัดศรีสุพรรณ

ชุมชนวัดศรีสุพรรณ

ชุมชนวัดศรีสุพรรณ

ชุมชนวัดศรีสุพรรณ

ชุมชนวัดศรีคุนเมือง

ชุมชนวัดศรีคุนเมือง

ชุมชนวัดศรีคุนเมือง

ชุมชนวัดศรีคุนเมือง

ชุมชนวัดไพรพัฒนา

ชุมชนวัดไพรพัฒนา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สมมงคล’ภูมิพระชนมายุเสมอราชบุพการี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สมมงคล’ภูมิพระชนมายุเสมอราชบุพการี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สมมงคล’ภูมิพระชนมายุเสมอราชบุพการี

วันอาทิตย์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

งานสมมงคล ร.๑๐

วันที่ 14 มกราคม 2568 ที่ผ่านมานั้นเป็นวันสำคัญในโอกาส พระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระปฐมบรมกษัตริยาธิราชแห่งพระราชวงศ์จักรี พุทธศักราช ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุ 26,469 วัน เป็นวันสมมงคลเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซึ่งเสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2279 และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2352 การบำเพ็ญพระราชกุศล ถวายแด่สมเด็จพระบรมราชบุพการี จึงเป็นราชประเพณีที่ถือปฏิบัติสืบกันมาช้านานพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์นั้นจะทรงอนุสรณ์คำนึงถึงพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชบุพการีในวาระต่างๆ เช่น วันครองสิริราชสมบัติเวียนมาพ้องกันหรือวันที่พระชนมายุเวียนมาเสมอเท่ากันเป็นครั้งแรก เรียกว่า “สมมงคล”หมายถึง “เสมอกัน” การพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าสมเด็จพระบุรพมหากษัตริยาธิราชแห่งพระราชวงศ์จักรีนี้ เป็นราชประเพณีที่พระมหากษัตริย์ในพระราชวงศ์จักรีทรงปฏิบัติสืบต่อกันมา ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระราชพิธีสมมงคลมาแล้ว 4 วาระ คือ วาระที่ 1 การพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่า สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2508วาระที่ 2 การพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2528 วาระที่ 3การพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช เมื่อวันที่18 พฤศจิกายน 2534 และ วาระที่ 4 การพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมการพระราชพิธีสมมงคลดังกล่าวนี้ ถือเป็นการแสดงถึงพระราชจริยวัตรและวัฒนธรรมอันดีงามของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีเทิดทูนพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชบุพการี ที่ได้พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนำความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่อาณาราษฎร และนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่บ้านเมือง

รัชกาลที่๑

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กำหนดการพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระปฐมบรมกษัตริยาธิราชแห่งพระราชวงศ์จักรี พุทธศักราช 2568 ขึ้นเพื่อทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานทรงพระราชอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ด้วยทรงอนุสรณ์คำนึงถึงพระราชกรณียกิจที่ได้ทรงสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ให้เป็นบ้านเมืองที่เป็นปึกแผ่นร่มเย็น ทรงเป็นนักรบที่เข้มแข็งและนักปกครองที่ชาญฉลาด ป้องกันขอบขัณฑสีมาเพื่อธำรงรักษาเอกราชของชาติไทย ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ทรงตระหนักว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นหนึ่งเดียวกันกับชาติและประชาชน ทรงสร้าง เครื่องราชกกุธภัณฑ์ และเครื่องราชูปโภค ซึ่งแสดงถึงความเจริญมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์และแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยตั้งมั่นเป็นเอกราช ทรงฟื้นฟูราชประเพณีและประเพณีต่างๆ และทรงสร้างเครื่องประกอบพิธีเพื่อแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปะ อีกทั้งทรงเอาพระราชหฤทัยใส่และทรงให้ความสำคัญในการดูแลทุกข์สุขของประชาชนในด้านต่างๆ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนำความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่อาณาราษฎร และนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่บ้านเมืองเช่นเดียวกับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงให้ความสำคัญต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ทรงแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อสมเด็จพระบรมราชบุพการีอยู่เสมอทรงทำนุบำรุงศาสนามาอย่างต่อเนื่อง ทรงห่วงใยและทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ในการดูแลทุกข์สุขของประชาชนทุกหมู่เหล่าให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและมีความสุขจึงทำให้พระราชวงศ์จักรียั่งยืนมั่นคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

รัชกาลที่ ๔

รัชกาลที่ ๔

รัชกาลที่ ๕

รัชกาลที่ ๕

ตราราชวงค์จักรี

ตราราชวงค์จักรี

พระมหาเศวตฉัตร

พระมหาเศวตฉัตร

นพปฎลมหาเศวตฉัตร

นพปฎลมหาเศวตฉัตร

ตรางานพระราชพิธีสมมงคล

ตรางานพระราชพิธีสมมงคล

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัฒนธรรมชาติ’ภูมิขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัฒนธรรมชาติ’ภูมิขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัฒนธรรมชาติ’ภูมิขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พระธาตุดอยตุง

กระทรวงวัฒนธรรม โดยนางสาวสุดาวรรณหวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) ได้สนองนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบาย “วัฒนธรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” โดยเน้น“4 นโยบาย-3 แนวทาง-2 รูปแบบ-1 เป้าหมาย” โดยกำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัด ผลลัพธ์ประโยชน์สู่ประชาชน สนับสนุน ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)ที่มีมติเห็นชอบตามที่สำนักงบประมาณเสนอแนวทางการจัดทำงบประมาณและปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เพื่อให้ทุกหน่วยรับงบประมาณนำไปกำหนดแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ และนโยบายสำคัญ

ในการประชุมร่วมกันระหว่างผู้บริหารกระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการและองค์การมหาชนในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางการจัดทำแผนงานและโครงการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๙ นั้นได้มีการกำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัด ผลลัพธ์ที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชนอันเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ รวมถึงให้มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานเพื่อลดความซ้ำซ้อน เกิดความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณ พร้อมทั้งมอบหมายให้นำนโยบาย “วัฒนธรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” โดยมีกรอบแนวคิดขับเคลื่อนงาน คือ “4 นโยบาย-3 แนวทาง-2 รูปแบบ-1 เป้าหมาย” คือประกอบด้วย 4 นโยบาย ได้แก่ 1.ทุน การส่งเสริม สร้างสรรค์ ผลักดันทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นทุนทางเศรษฐกิจ 2.ระบบนิเวศ เสริมสร้างระบบนิเวศและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจวัฒนธรรม 3.คน เสริมพลังสร้างสรรค์ให้ “คน” เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรม และ 4.สินค้าและบริการพัฒนาและผลักดันสินค้าวัฒนธรรม และบริการทางวัฒนธรรมให้มีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นในตลาดโลก

พระพุทธสิหิงค์วังหน้า

โดยมี 3.แนวทาง ได้แก่ 1.เชื่อมโยงอุตสาหกรรมวัฒนธรรมกับอุตสาหกรรมสาขาอื่นๆ อาทิ วัฒนธรรมกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วัฒนธรรมกับการเกษตร วัฒนธรรมกับการแพทย์ ฯลฯ 2.ร่วมมือบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนและทุกหน่วยงานโปร่งใส ไม่โซโล ไม่ซ้ำซ้อน และ3.ยั่งยืน โดยคำนึงถึงความยั่งยืน 3 มิติ คือประโยชน์ที่ยั่งยืนแก่ประเทศชาติและประชาชนการบริหารจัดการที่ยั่งยืน และคุณค่าของวัฒนธรรมที่ยั่งยืน ส่วน 2 รูปแบบ นั้นได้แก่ รักษาสิ่งเดิม และ เพิ่มเติมสิ่งใหม่ ด้าน 1 เป้าหมาย ก็คือเศรษฐกิจวัฒนธรรมเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักในการเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ ได้แก่ เศรษฐกิจเติบโต เร่งเพิ่ม GDP ด้านวัฒนธรรมผ่านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สังคมยั่งยืน เพิ่มจำนวนแรงงานทักษะสูงด้านวัฒนธรรมและเข้าสู่ระบบวิชาชีพและสู่เวทีโลก ซึ่งประเทศไทยนั้นในปี 2570 เชื่อว่าจะเป็น 1 ใน 25 ประเทศที่มีอิทธิพลด้าน Soft Power ในมิติวัฒนธรรมนั้นได้ถูกนำมาใช้กับการสร้างชื่อเสียงแต่ละเมือง ท้องถิ่น ชุมชน จนเกิดกระแสธุรกิจการท่องเที่ยวและเที่ยววิถีไทยในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ ดังปรากฏในโครงการเที่ยวชุมชนยลวิถี ของกระทรวงวัฒนธรรมทำกันมาหลายปีเพื่อค้นหาผลงานชาวบ้านที่สร้างผลิตภัณฑ์มาตรฐานและน่าสนใจมาสร้างเศรษฐกิจรายได้ในเมือง ท้องถิ่น ชุมชนนั้นๆ แม้จะพอเลี้ยงตัวจากอาชีพพื้นบ้านๆก็ยังทะลุทะลวงไปสู่ระดับนานาชาติไม่ได้ กลับกันผลงานที่ทำกันมากมายในแผนและโครงการต่างๆ นั้นมีจุดไหนว่าคุ้มค่าสมราคาการลงทุนหรือไม่ วันนี้ธุรกิจต่างๆ และแบรนด์ต่างชาติมีอิทธิพลเข้ามาเต็มเมือง โชคดีที่ประเทศนี้มีแหล่งท่องเที่ยวประเพณีหลากหลายพอแก้หน้าได้

พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ธรรมาสน์สมัยพระนารายณ์

ธรรมาสน์สมัยพระนารายณ์

มังกรนครสวรรค์วันนี้

มังกรนครสวรรค์วันนี้

ขนมเบื้องโบราณบ้านหงาว

ขนมเบื้องโบราณบ้านหงาว

สุสานเจ้าเมืองระนอง

สุสานเจ้าเมืองระนอง

สีสันงานชุมชนอีสาน

สีสันงานชุมชนอีสาน

วิถีชุมชนมีทุกเทศกาล

วิถีชุมชนมีทุกเทศกาล

พระปรางค์วัดอรุณราชวรารามฯ

พระปรางค์วัดอรุณราชวรารามฯ

บรรยากาศชาวกรุงเทพฯ

บรรยากาศชาวกรุงเทพฯ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สีมาศิลปทวารวดี’ ภูมิวัฒนธรรมภูพระบาทมรดกโลก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สีมาศิลปทวารวดี’ ภูมิวัฒนธรรมภูพระบาทมรดกโลก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สีมาศิลปทวารวดี’ ภูมิวัฒนธรรมภูพระบาทมรดกโลก

วันอาทิตย์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.30 น.

จากการประกาศยกย่องให้ภูพระบาทเป็นมรดกโลกแห่งใหม่ในอุดรธานีเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ ๔๖ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย นั้น ยูเนสโกได้ประกาศขึ้นทะเบียนอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทและแหล่งวัฒนธรรมสีมาวัดพระพุทธบาทบัวบานเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดยใช้ชื่อว่าภูพระบาท ประจักษ์พยานแห่งวัฒนธรรมสีมาสมัยทวารวดี (อังกฤษ : Phu Phrabat, a testimonyto the Sīma stone tradition of the Dvaravati period) อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ภายใต้การดูแลของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาภูพาน ครอบคลุมพื้นที่ ๓,๔๓๐ ไร่ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติของกรมป่าไม้มีชื่อว่าป่าเขือน้ำ ท้องที่บ้านติ้ว ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี อยู่ห่างจากตัวจังหวัดเป็นระยะทางประมาณ ๖๗ กิโลเมตร

พระบาทบัวบก

แหล่งมรดกวัฒนธรรมที่นำเสนอเข้าสู่บัญชีรายชื่อมรดกโลก เป็นแหล่งมรดกวัฒนธรรมแบบต่อเนื่อง ๒ แหล่ง คือ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท และแหล่งวัฒนธรรมสีมา วัดพระพุทธบาทบัวบาน แหล่งที่พบการปักหลักเสมา ยังแสดงถึงความครบถ้วนสมบูรณ์ และมีความเป็นของแท้และดั้งเดิมมากที่สุด โดยเฉพาะวัดพระพุทธบาทบัวบานนั้น ถือเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่ตั้งของแหล่งวัฒนธรรมสีมา เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบาทจำลองอันเก่าแก่ในโบสถ์ หลักฐานที่สำคัญคือ พบกลุ่มเสมาหินทราย จำหลักภาพบุคคลในลักษณะต่างๆ เป็นศิลปกรรมสมัยทวารวดีตอนปลาย-ลพบุรีตอนต้น ดังนั้น มรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งนี้จึงอยู่ภายใต้เกณฑ์การขึ้นทะเบียนมรดกโลก ๒ ข้อ ที่เป็นลักษณะที่โดดเด่นคือ เกณฑ์ข้อที่ ๓ เอกลักษณ์ที่หายากยิ่ง เพราะภูพระบาทลักษณะแบบนี้ไม่เคยพบที่ใดในประเทศไทยและเชื่อว่าในเขตภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือที่อื่นๆ ก็อาจจะไม่มีเหมือนเราและเกณฑ์ข้อที่ ๕ เป็นแหล่งที่มีตัวอย่างที่โดดเด่นในการปรับใช้พื้นที่ทางธรรมชาติมาเป็นพื้นที่แหล่งวัฒนธรรมในเรื่องของความเชื่อศาสนาและความศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะเรื่อง วัฒนธรรมสีมา ศิลปทวารวดีที่มีการพบจำนวนมากในพื้นที่ ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ประมาณ 2,000-3,000 ปีมาแล้วผู้คนในสมัยนั้นดำรงชีวิตด้วยการเก็บของป่าและล่าสัตว์เป็นอาหาร เมื่อขึ้นมาพักค้างแรมอยู่บนโขดหินและเพิงผาธรรมชาติเหล่านี้ก็ได้ใช้เวลาว่างขีดเขียนภาพต่างๆ เช่น ภาพคนภาพสัตว์ ภาพฝ่ามือ ตลอดจนภาพลายเส้นสัญลักษณ์ต่างๆ ไว้บนผนังเพิงผาที่ใช้พักอาศัยในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทปรากฏภาพเขียนสีเหล่านี้เป็นจำนวนมาก เช่นที่ถ้ำวัว-ถ้ำคนและภาพเขียนสีโนนสาวเอ้ ซึ่งเป็นปริศนาให้ผู้คนในชั้นหลังค้นหาความหมายที่แท้จริงต่อไป

ยูเนสโกประกาศยกย่องภูพระบาท

เมื่อพุทธศาสนาเข้ามาในดินแดนบริเวณนี้ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ในสมัยทวารวดีของประเทศไทย เพิงหินเหล่านี้ได้รับการปรับเปลี่ยนให้มาทำหน้าที่สำคัญทางพุทธศาสนา โดยมี๗ เพิงหิน และลานหินขาใหญ่ ซึ่งมีการติดตั้ง “ใบสีมา”เป็นขอบเขตพัทธสีมา เป็นเครื่องแสดงว่าเพิงหินแห่งนี้เป็น “พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์” สำหรับประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนาของภิกษุสงฆ์ ฝ่ายเถรวาท บนภูเขาแห่งนี้มีอยู่ ๘ จุดที่มีใบเสมาล้อมรอบและพระพุทธรูปศิลา นอกจากนี้ ยังมีอีก ๑๓ แห่งเป็นเพิงหินธรรมดาที่ไม่มีเสมาล้อมรอบแต่มีการสกัดตกแต่งพื้นที่ให้เป็นห้องเล็กๆ ห้องโค้งๆเพิงหินเหล่านี้ถูกใช้ประกอบพิธีกรรมในพุทธศาสนาด้วยเช่นกัน ความหมายอาจจะเป็นที่นั่งพัก ที่นั่งวิปัสสนา ที่นั่งสมาธิ รวมอยู่ด้วย และมีบ่อนํ้าที่คนขุดขึ้นมาหนึ่งแห่ง ขุดลงไปในหินที่เรียกว่า “บ่อนํ้านางอุสา” ซึ่งมีการศึกษาในพื้นที่เพื่อเตรียมเสนอเป็นมรดกโลกนั้นเริ่มแต่ พ.ศ.๒๕๔๗ จนถึงวันนี้ ๒๐ ปี จึงสำเร็จและเป็นบทเรียนที่ต้องสร้างการเรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมสีมาให้มากขึ้น

ข้อตกลงความร่วมมือทุกฝ่าย

ข้อตกลงความร่วมมือทุกฝ่าย

ผู้บริหารวัฒนธรรมยินดี

ผู้บริหารวัฒนธรรมยินดี

คนไทยชื่นชม

คนไทยชื่นชม

กลุ่มของสีมา

กลุ่มของสีมา

หอนางอุษาบนลานภูพระบาท

หอนางอุษาบนลานภูพระบาท

สีมาสีชมพู

สีมาสีชมพู

สีมา มีหลายขนาด

สีมา มีหลายขนาด

สีมาขนาดใหญ่มีภาพจำหลัก

สีมาขนาดใหญ่มีภาพจำหลัก

สีมา ที่ขนาดสูงและภาพจำหลัก

สีมา ที่ขนาดสูงและภาพจำหลัก

พระพุทธบาทบัวบาน

พระพุทธบาทบัวบาน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระปฏิมาแห่งแผ่นดิน-ภูมิศิลปะมหามงคลวันปีใหม่’

https://www.naewna.com/lady/851195

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระปฏิมาแห่งแผ่นดิน-ภูมิศิลปะมหามงคลวันปีใหม่’

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระปฏิมาแห่งแผ่นดิน-ภูมิศิลปะมหามงคลวันปีใหม่’

วันอาทิตย์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ วังหน้า

ก่อนวันสิ้นปีเก่าและวันขึ้นปีใหม่นั้น  ตามอุดมคติตามแนวของมหาบุรุษ ผู้บำเพ็ญบารมีพร้อมสมบูรณ์กอปรด้วยความงาม ตามสุนทรียภาพหรือความรู้สึกถึงความงดงามของช่างฝีมือแต่ละยุคสมัย พระพุทธรูปแต่ละองค์ที่สร้างขึ้น ต่างมีคุณลักษณะเปี่ยมด้วยสรรพสิริสวัสดิมงคลต่างๆ อันเป็นเครื่องน้อมนำให้พระพุทธศาสนิกชนยึดมั่น ศรัทธาต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นกุศโลบายให้ตรึกถึงพระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงอันเป็นหนทางพ้นทุกข์ภัยในวัฏสงสาร

เนื่องในเทศกาลปีใหม่ คติการสร้างพระพุทธรูป เป็นการสร้างขึ้นเพื่อแทนคุณแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประกอบด้วยพระมหากรุณาธิคุณ (มีคุณด้วยความเมตตากรุณาต่อสัตว์โลก) พระวิสุทธิคุณ มีคุณด้วยจิตวิสุทธิ์ และพระปัญญาธิคุณ มีคุณด้วยปัญญา แม้ว่าพระพุทธรูปจึงเป็นองค์แทนมิใช่รูปเสมือนจริง แต่การสร้างกิจกรรมสักการะขึ้นเมื่อ ๒๕๖๘ กรมศิลปากร โดยสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครได้จัดกิจกรรมพิเศษสักการะพระพุทธรูปที่กอปรด้วยพุทธศิลป์อันงดงาม มีประวัติความเป็นมาจากนครโบราณต่างๆ ของไทย โดยมีพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เป็นพระประธาน พร้อมด้วยพระพุทธรูปอีก ๙ องค์ ที่จัดแสดงและสงวนรักษา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จำนวน ๔ องค์ คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี จำนวน ๓ องค์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี จำนวน ๑ องค์ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา จำนวน ๑ องค์ มาประดิษฐานให้ประชาชนได้สักการบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคลในวาระแห่งการเริ่มต้นศักราชใหม่ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระหว่างวันพุธที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๗ ถึงวันอาทิตย์ที่ ๕ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๘

นายพลภูมิ รมวชวัฒนธรรม

สำหรับปีนี้ พระพุทธรูปทั้ง ๑๐ องค์ ประกอบด้วยการอัญเชิญพระพุทธรูปที่มีพุทธศิลป์อันงดงาม มีประวัติความเป็นมาจากนครโบราณต่างๆ ของไทย โดยมีพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เป็นประธาน พร้อมด้วยพระพุทธรูปอีก ๙ องค์ ที่จัดแสดงและสงวนรักษาณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จำนวน๔ องค์ คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี จำนวน ๓ องค์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี จำนวน ๑ องค์ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา จำนวน ๑ องค์ มาประดิษฐานให้ประชาชนได้สักการบูชา เพื่ออำนวยความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลในวาระแห่งการเริ่มต้นศักราชใหม่ ประกอบด้วย

(๑.) พระพุทธสิหิงค์ ศิลปะล้านนา ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑ (๒.) พระพุทธรูปปางมารวิชัย เมืองเชียงใหม่ ศิลปะล้านนาพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ (๓.) พระพุทธรูปยืนปางแสดงธรรม ๒ พระหัตถ์ เมืองลพบุรี ศิลปะลพบุรี พุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ (๔.) พระพุทธรูปปางมารวิชัย เมืองสรรคบุรี ศิลปะลพบุรีก่อนอยุธยาแบบอู่ทองรุ่นที่ ๑ พุทธศตวรรษที่ ๑๙(๕.) พระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย เมืองสุโขทัย ศิลปะสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ ๒๐(๖.) พระพิมพ์ลีลาในซุ้มเรือนแก้ว (พระกำแพงศอก) เมืองสุพรรณบุรี ศิลปะอยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๐ (๗.) พระพุทธรูปปางมารวิชัย พระนครศรีอยุธยา ศิลปะอยุธยาตอนต้นแบบอู่ทองรุ่นที่ ๓ พุทธศตวรรษที่ ๒๐(๘.) พระพุทธรูปปางมารวิชัย เมืองนครศรีธรรมราช ศิลปะอยุธยา สกุลช่างนครศรีธรรมราช พุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒(๙.) พระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย ๒ พระหัตถ์เมืองพิษณุโลก ศิลปะอยุธยาตอนกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ (๑๐.) พระชัยเมืองนครราชสีมา เมืองนครราชสีมา ศิลปะอยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓ ซึ่งชาวพุทธศาสนิกชนสักการะพระพุทธรูปสำคัญนี้ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จนถึงวันที่อาทิตย์ที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๘ เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น.ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ

นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วย นายพนมบุตรจันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม และกรมศิลปากร ได้ร่วมสักการะกันพระพุทธรูปวังหน้า พระปฏิมาแห่งแผ่นดิน “นบพระปฏิมา ๙ นครามหามงคล ๒๕๖๘” เป็นปฐมฤกษ์ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครก่อนเปิดให้ประชาชนมีโอกาสสักการะพระพุทธรูปสำคัญกว่า ๖๐๐-๗๐๐ ปี ในวันมหามงคลแห่งปี

พระชัยเมืองนครราชสีมา

พระชัยเมืองนครราชสีมา

พระพิมพ์ลีลา เมืองสุพรรณบุรี

พระพิมพ์ลีลา เมืองสุพรรณบุรี

พระปางอภัย เมืองพิษณุโลก

พระปางอภัย เมืองพิษณุโลก

พระปางมารวิชัยเชียงใหม่

พระปางมารวิชัยเชียงใหม่

พระปางมารวิชัย เมืองอยุธยา

พระปางมารวิชัย เมืองอยุธยา

พระปางมารวิชัย เมืองสวรรคบุรี

พระปางมารวิชัย เมืองสวรรคบุรี

พระปางมารวิชัย เมืองนครศรีธรรมราช

พระปางมารวิชัย เมืองนครศรีธรรมราช

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันส่งท้ายปีเก่า’ภูมิปัญญางานบุญของแผ่นดิน

https://www.naewna.com/lady/848876

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันส่งท้ายปีเก่า’ภูมิปัญญางานบุญของแผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันส่งท้ายปีเก่า’ภูมิปัญญางานบุญของแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ทำบุญวันส่งท้ายปีเก่า

ด้วยเหตุที่ปลายปีในช่วงเดือนธันวาคมนั้นเป็นเดือนของการถอยหลัง ก้าวจาก “วันสิ้นปี”สู่วันปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงวันที่มีการเฉลิมฉลองการส่งท้ายปีเก่าโดยเฉพาะผู้นับถือศาสนานั้นต่างให้ความสำคัญของวันส่งท้ายปีเก่ากันมากวันสิ้นปี คือวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปีเป็นวันส่งท้ายปีเก่า และเป็นวันหยุดของทางราชการและเอกชนที่หยุดต่อเนื่องไปถึงวันปีใหม่ด้วยในประเทศไทยนั้นทางการได้กำหนดวันที่31 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันหยุดราชการ เพื่อที่ค่ำคืนของวันนี้ประชาชนจะได้ฉลองและมีการจัดงานนับถอยหลังเพื่อก้าวเข้าสู่วันขึ้นปีใหม่ในเวลาเที่ยงคืน สำหรับวันสิ้นปีของประเทศไทย นอกจากจะเป็นวันหยุดของหน่วยงานราชการ ธนาคาร บริษัทต่างๆ แล้ว ได้มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่นอกเหนือจากความบันเทิงแล้ว การสวดมนต์ข้ามปี เพื่อเป็นสิริมงคลในค่ำคืนแห่งคืนสุดท้ายของปีจนไปถึงวันปีใหม่นั้นถือเป็นนิมิตหมายของการตั้งใจทำความดีของผู้ร่วมกิจกรรมวันส่งท้ายปีใหม่ด้วยเช่นเดียวกับวันสิ้นปีทั่วทั้งโลกซึ่งจะมีการจัดงานนับเคาท์ดาวน์เพื่อเข้าสู่วันปีใหม่ในเวลาเที่ยงคืนตามเมืองใหญ่ทั่วโลกซึ่งเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน ในค่ำคืนวันที่ 31 ธันวาคม ต่างถือตามปฏิทินเกรกอเรียนที่ได้ดัดแปลงมาจากปฏิทินจูเลียน จนใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศตะวันตก เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2125 ได้ประกาศใช้ครั้งแรกโดยสมเด็จพระสันตะปาปาเกรโกรีที่ 13 ซึ่งวันสิ้นปีของแต่ละสมัยประเทศ เวลาจึงแตกต่างกัน แต่ละประเทศได้มีการเฉลิมฉลองเช่นกัน

สำหรับชาวญี่ปุ่น เชื่อว่าวันสิ้นปีจะมีเทพเจ้ามาเยือน ทุกคนจึงให้ความพิเศษในวันส่งท้ายปีเก่า ถือเป็นการรวมญาติสิ้นปีด้วยในศิลาจารึกว่า สมัยสุโขทัยเป็นราชธานีนั้นได้นับปีตามปีมหาศักราชโดยใช้ปฏิทินจันทรคติต่อมาในพญาลิไท สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ได้เปลี่ยนมาใช้จุลศักราช ให้วันเถลิงศกเป็นวันขึ้นปีใหม่ แต่ก็ยังคงใช้ปฏิทินจันทรคติตามเดิม ทางพระพุทธศาสนาคณะสงฆ์ยังนิยมใช้เทียบปีในรูปแบบพุทธศักราช จนมีวันเปลี่ยนปีขึ้นจุลศักราชใหม่ตามปฏิทินสุริยคติแบบสุริยยาตร จึงให้วันเถลิงศก ตรงกับวันที่ 15 เมษายนในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนปีนักษัตรให้นับเปลี่ยนปีตามปฏิทินจันทรคติ คือใช้วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 แทน

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ เปลี่ยนจากปฏิทินจันทรคติมาใช้ปฏิทินสุริยคติแบบสากลตามปฏิทินเกรกอเรียนแทน ในปี พ.ศ.2431 ซึ่งถือเป็นปฏิทินสากล ที่ใช้กันเกือบทั่วโลกในแต่ละเดือนจะมี 28-31 วันตามปฏิทินสากล จากทั้งหมด 12 เดือน ในหนึ่งปี วันตามปฏิทินสากลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้กรมพระยาเทววงศ์วโรปการ ตั้งชื่อเดือนซึ่งสมัยนั้นยังถือว่าเดือนเมษายน เป็นเดือนแรกของปีและเดือนมีนาคม คือเดือนสุดท้ายของปี และยังคงใช้รัตนโกสินทรศกโดยใช้1 เมษายน ร.ศ.108 แทนที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2432 ต่อมาในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามได้มีการปรับเปลี่ยนปฏิทินอีกครั้งด้วยมีการยกเลิกใช้ปีรัตนโกสินทรศกที่ 131 จึงได้เปลี่ยนเป็นปีพุทธศักราช (พ.ศ.) อย่างเป็นทางการ โดยปีพุทธศักราชแรกที่ใช้ คือ ปี พ.ศ.2456 เมื่อทำการปรับเปลี่ยนปฏิทินจึงได้ปรับเปลี่ยนให้ วันที่ 31 ธันวาคม เป็นวันสิ้นปี และวันที่1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่และเป็นวันเริ่มต้นของปีแทนที่รูปแบบเดิม โดยวันขึ้นปีใหม่ในรูปแบบนี้เริ่มใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2484 จนถึงปัจจุบันกิจกรรมที่นิยมทำกันทุกปี ได้แก่ การทำบุญตักบาตรพระปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด เข้าร่วมพิธีเคาท์ดาวน์ (countdown) นับถอยหลังส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่และสวดมนต์ข้ามปี ปี ๒๕๖๗ นี้สถานที่ต่างๆ กรมการศาสนาได้จัดขึ้นในวัดและสถานที่สำคัญทั่วประเทศ ในกรุงเทพฯนั้นจัดงานทุกปีก็คือที่ท้องสนามหลวง และวัด ชุมชนและศูนย์การค้าต่างๆ ดังเห็นกิจกรรมเที่ยว ๑๑ วัดการทำบุญตามวัดต่างๆ และมีแสงไฟตระการตาจากสนามหลวงที่มีพระเขี้ยวแก้วมาสักการบูชาให้สว่างไสวงดงามด้วยแสง สี เสียง ที่มีคอนเสิร์ต ของเหล่าดารา ศิลปิน นักร้อง ร่วมให้ความบันเทิงและนับถอยหลังไปพร้อมๆ กัน เป็นคืนที่มีพลุสวยงามที่สุด

สวดมนต์ออนไลน์

สวดมนต์ออนไลน์

ชมไฟตามวัด ๑๑ แห่ง

ชมไฟตามวัด ๑๑ แห่ง

สื่อประชาสัมพันธ์

สื่อประชาสัมพันธ์

ชม ๑๑ วัด ๑ โบสถ์พราหมณ์ ๑ พิพิธภัณฑ์ิ

ชม ๑๑ วัด ๑ โบสถ์พราหมณ์ ๑ พิพิธภัณฑ์ิ

แสงสีวันนับถอย

แสงสีวันนับถอย

แสง สี เสียง สะพานพระราม ๘

แสง สี เสียง สะพานพระราม ๘

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ต้มยำกุ้ง’ภูมิปัญญาอาหารไทยสู่สากล

https://www.naewna.com/lady/847485

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ต้มยำกุ้ง’ภูมิปัญญาอาหารไทยสู่สากล

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ต้มยำกุ้ง’ภูมิปัญญาอาหารไทยสู่สากล

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโกได้ประกาศรับรองให้ “ต้มยำกุ้ง” ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ตามที่ประเทศไทยเสนอที่ประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลเพื่อการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ครั้งที่ 19(The nineteenth session of the IntergovernmentalCommittee for the Safeguarding of theIntangible Cultural Heritage) ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก เมื่อวันที่ 3 ธันวาคมณ กรุงอะซุนซิออน สาธารณรัฐปารากวัยหรือตรงกับวันที่ 4 ธันวาคม เวลาประมาณ02.10 น. ตามเวลาประเทศไทย มีมติรับรองให้ “ต้มยำกุ้ง” ขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ

ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้รับการขึ้นทะเบียนรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติจากยูเนสโกแล้วจำนวน 4 รายการ ได้แก่ โขน นวดไทยโนรา และประเพณีสงกรานต์ในประเทศไทยโดย ต้มยำกุ้ง จะถือเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้รายการที่ 5 ของไทยยูเนสโก กล่าวถึง ต้มยำกุ้ง ว่า เป็นอาหารแบบดั้งเดิมของประเทศไทย โดยกุ้งจะถูกนำไปต้มกับสมุนไพรและปรุงรสด้วยเครื่องปรุงท้องถิ่น น้ำซุปมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและมีสีสันสดใส และผสมผสานรสชาติได้หลากหลาย เช่น รสหวาน เปรี้ยว เผ็ด มันและขมเล็กน้อย เชื่อกันว่าอาหารจานนี้ช่วยส่งเสริมพลังงานและสุขภาพที่ดี โดยเฉพาะในช่วงฤดูมรสุม นอกจากนี้ ยังได้รวบรวมภูมิปัญญาการทำอาหารของชุมชนชาวพุทธที่อาศัยริมแม่น้ำในภาคกลางของประเทศไทย และความรู้ดั้งเดิมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและสมุนไพร

รมว.วธ. ประธานพิธี

ต้มยำกุ้ง เป็นอาหารไทยภาคกลางประเภทต้มยำ ซึ่งเป็นที่นิยมรับประทานไปทุกภาคในประเทศไทย เป็นอาหารที่รับประทานกับข้าว มีรสเปรี้ยวและเผ็ดเป็นหลัก ผสมเค็มและหวานเล็กน้อย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือต้มยำน้ำใส และต้มยำน้ำข้น  ไม่มีหลักฐานบอกถึงการกำเนิดของอาหารชนิดนี้ให้แน่ชัด 

สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้เขียนถึงต้มยำกุ้งไว้ว่า “เมื่อรับ “ข้าวเจ้า” จากอินเดียเข้ามาพร้อมกับการค้าทางทะเลอันดามัน และศาสนาพราหมณ์-พุทธ ทำให้ “กับข้าว” ของไทยได้เปลี่ยนไปเริ่มมี “น้ำแกง” ขึ้น จึงมีน้ำแกงหลากหลายทั้งแกงน้ำข้นใส่กะทิแบบอินเดีย กับแกงน้ำใสแบบจีน  ในปทานุกรม การทำของคาวหวานอย่างฝรั่งแลสยามพ.ศ.2441 มีสูตร ต้มยำกุ้งทรงเครื่องซึ่งดูจะแตกต่างมากจากต้มยำกุ้งในปัจจุบัน ระบุว่า “…เนื้อหมูต้มแล้วฉีกหนักสามบาท ปลาใบไม้เผาแล้วทุบฉีกสองบาท ปลาแห้งเผาแล้วฉีกสองบาท กระเทียมดองปอกเอาแต่เนื้อซอยสามบาท แตงกวาปอกเปลือกแล้วซอยสามบาทมะดันซอยสามบาท พริกชี้ฟ้าหั่นหนึ่งบาท ผักชีเด็ดหนึ่งบาท…” ส่วนวิธีทำระบุว่า “เอากุ้งสดมาต้มกับน้ำท่า ใส่น้ำปลาหนักสองบาท ต้มไปจนเนื้อกุ้งสุก…ตักเอาน้ำต้มกุ้งสามสิบแปดบาทใส่ลงในชามแล้วเอากุ้งปอกเอาแต่เนื้อฉีกเป็นฝอยหนักสี่บาท น้ำกระเทียมดองหนึ่งบาทน้ำปลาเจ็ดบาท น้ำตาลทรายหกสลึงใส่ลงในน้ำต้มกุ้ง แล้วเอาของที่ชั่งไว้ใส่ลงด้วย…ถ้าไม่เปรี้ยว เอาน้ำมะนาวเติมอีกก็ได้ เมื่อรศดีแล้วเอาพริกชี้ฟ้ากับผักชีโรย เปนใช้ได้”  ในหนังสือ ของเสวย พ.ศ.2507 ตำรับอาหารจากหม่อมราชวงศ์กิตินัดดา กิติยากร เล่าว่า ต้มยำกุ้งนั้นคล้ายคลึงกับสูตรต้มยำกุ้งที่รู้จักกันอยู่ในปัจจุบัน

เชพต้มยำกุ้ง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันราชวัลลภ’ ภูมิพิธีเคารพธงไชยเฉลิมพลของแผ่นดิน

https://www.naewna.com/lady/846138

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันราชวัลลภ’  ภูมิพิธีเคารพธงไชยเฉลิมพลของแผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันราชวัลลภ’ ภูมิพิธีเคารพธงไชยเฉลิมพลของแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สมเด็จพระขนิษฐาเจ้าฯ

วันที่ 3 ธันวาคม 2567 เวลา 17.20 น.ที่ผ่านมา เป็นพิธีสำคัญครั้งแรกที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปในพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ณ พระลานพระราชวังดุสิต ในวาระสำคัญนี้ พลเอกหญิงสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณพระบรมราชินี ทรงเป็นองค์ผู้บังคับกองผสม และ พลเอกหญิงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นองค์ผู้บังคับกองพันทหารม้ารักษาพระองค์ ในพิธีดังกล่าว พร้อมกันนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติสยามบรมราชกุมารี และ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูรสิริวิบูลยราชกุมาร ทรงรอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ณ พลับพลาที่ประทับ

พิธีสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์นั้น เป็นพิธีที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อทหารรักษาพระองค์ทุกเหล่าทัพ และเป็นโอกาสพิเศษในการถวายความจงรักภักดีและความเคารพต่อพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นจอมทัพไทย นับแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบพระบรมราชสันตติวงศ์ ทรงอุทิศกำลังพระวรกาย กำลังพระสติปัญญา และกำลังพระราชทรัพย์ อีกทั้งทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อความผาสุกร่มเย็นของอาณาประชาราษฎร์ และเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองยังความผาสุกร่มเย็นและมั่นคงสืบมา ซึ่งเป็นการสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ครั้งแรกในรัชกาลปัจจุบัน

ทรงตรวจแถวราชวัลลภ

การจัดพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารรักษาพระองค์นั้นได้จัดขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2496ในสมัย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรซึ่งเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไปทรงเป็นประธานในงานวันสถาปนากรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ปีที่ 85 ณ พระลานพระราชวังดุสิต

นับเป็นจุดเริ่มต้นของพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารรักษาพระองค์ พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ หรือ พิธีสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารรักษาพระองค์ ได้จัดพิธีนี้อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2500 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระมหากษัตริย์ไทย แต่เดิมพิธีนี้มิได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี

หากแต่จัดเป็นครั้งคราวตามที่กระทรวงกลาโหมหรือกองทัพบกจะกำหนด ปรากฏมีบันทึกว่าพิธีนี้เริ่มขึ้นครั้งแรกในรัชกาลที่ 9ในปี พ.ศ.2496 สมัยที่ จอมพลแปลกพิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี โดยจัดให้มีขึ้นเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ซึ่งตรงกับวันที่ 11 พฤศจิกายน และเพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานธงไชยเฉลิมพลเพื่อใช้แทนธงไชยเฉลิมพลของเดิม โดยมีพล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ในขณะนั้น เป็นผู้บังคับการขบวนสวนสนาม และทหารสังกัดกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ เป็นพลสวนสนาม

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

หลังจากพิธีในครั้งนั้นก็ได้ว่างเว้นมาอีกเป็นเวลาหลายปี จนถึง พ.ศ.2500 สมัยที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นนายกรัฐมนตรีมีบัญชาให้ กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ จัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรขึ้นเป็นครั้งแรก ในวันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2500

ต่อมาได้กำหนดให้มีการถวายพระเกียรติเนื่องในโอกาสที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จนิวัตพระนคร โดยได้จัดพิธีสวนสนามของบรรดาทหารบก ทหารเรือ และทหารอากาศ เมื่อวันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ.2504 ซึ่งรัฐบาลในขณะนั้นประกาศให้เป็น “วันพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม” ความงดงามด้วยระเบียบวินัยและสีสันของชุดเครื่องแบบของทหารรักษาพระองค์ทั้งสามเหล่า จึงสร้างความภาคภูมิใจให้พสกนิกรชื่นชมและจงรักภักดีต่อแผ่นดินอย่างมั่นคง

ถวายความจงรักภักดี

ถวายความจงรักภักดี

ทรงบังคับการ

ทรงบังคับการ

คณะผู้บังคับการ

คณะผู้บังคับการ

สวนสนามทหารราชวัลลภ

สวนสนามทหารราชวัลลภ

ทรงรับขบวนทหารราชวัลลภ

ทรงรับขบวนทหารราชวัลลภ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วิจิตรเจ้าพระยา’ ภูมิแม่น้ำสายชีพของแผ่นดิน

https://www.naewna.com/lady/844682

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วิจิตรเจ้าพระยา’ ภูมิแม่น้ำสายชีพของแผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วิจิตรเจ้าพระยา’ ภูมิแม่น้ำสายชีพของแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.30 น.

แม่น้ำเจ้าพระยาจากมุมสูง

งานวิจิตรเจ้าพระยา (Vijit Chao Phraya) เป็นงานเทศกาลแสง สี และเสียงสุดอลังการที่จัดขึ้นริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเฉลิมฉลองและส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทย ในวันที่๑๖ พฤศจิกายน-๑๕ ธันวาคม เวลา ๑๘.๐๐-๒๒.๐๐ น.นั้นเป็นงานที่เนรมิตบรรยากาศริมแม่น้ำให้เต็มไปด้วยแสง สี เสียงตระการตา ผสมผสานกับศิลปะ วัฒนธรรม และนวัตกรรมที่ทันสมัย ซึ่งจัดขึ้นบริเวณสถานที่สำคัญริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยคัดเลือกพื้นที่จัดการแสดงที่มีเอกลักษณ์และสะท้อนถึงความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมที่งดงามจากแนวของสายน้ำที่ ๑๕ จุดการแสดง ได้แก่ ๑.เจดีย์วัดคฤหบดี ๒.สะพานพระราม 8 ๓.หอนาฬิกาพิพิธภัณฑ์พิมุขสถาน (ศิริราช)  ๔.วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ๕.อาคารสำนักงานราชนาวิกสภากองทัพเรือ ๖.วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ๗.ป้อมวิไชยประสิทธิ์ ๘.วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ๙.อาคารสุนันทาลัย (โรงเรียนราชินี) ๑๐.สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ (สะพานพระพุทธยอดฟ้า) ๑๑.สะพานพระปกเกล้า ๑๒.ต้นไม้ใหญ่ ด้านหน้าร้านยกยอมารีน่า ๑๓.ตึกร้าง ซอยล้ง 1919 ๑๔. แนวต้นไม้ใหญ่ กระทรวงมหาดไทย (แห่งใหม่และ ๑๕.Iconsiam โดยแต่งแต้มสีสันแนวแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืนด้วยนวัตกรรมแสง สี และสื่อผสมสมัยใหม่ ทั้ง Projection Mapping & Lighting ควบคู่กับการผสมผสานวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ให้มีความทันสมัย เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวยามค่ำคืนอันอัศจรรย์และอยากเดินทางกลับมาอีกครั้ง เช่น การประดับไฟ การฉายภาพบนตัวอาคาร การแสดงพลุ การแสดงทางวัฒนธรรม ฯลฯ      

แผนที่แม่น้ำสำคัญ

แม่น้ำเจ้าพระยามีต้นน้ำอยู่ที่ปากน้ำโพหรือเมืองชอนตะวัน (นครสวรรค์) สมัยสุโขทัยด้วยมีแม่น้ำปิงและแม่น้ำน่านไหลมาบรรจบกันที่ตำบลปากน้ำโพ บริเวณด้านหน้าเขื่อนในตัวตลาด ซึ่งเป็นจุดรวมของแม่น้ำทั้งสองสายดังกล่าว สายน้ำทั้งสองนั้น แม่น้ำน่าน มีสีค่อนข้างแดงและแม่น้ำปิงมีสีค่อนข้างไปทางเขียว เมื่อมาบรรจบกันแล้วจึงค่อยๆ รวมตัวเข้าด้วยกันกลายเป็นแม่น้ำสายใหญ่ เป็นสายสำคัญของประเทศไทยไหลผ่านจังหวัดต่างๆ ของภาคกลางจนถึงกรุงเทพมหานครและออกอ่าวไทยที่จังหวัดสมุทรปราการ มีความยาวประมาณ ๓๔๐ กิโลเมตร จุดชมต้นแม่น้ำเจ้าพระยา คือ บริเวณศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์-เจ้าแม่ทับทิมที่สามารถเที่ยวทางเรือขึ้นไปแม่น้ำปิง แม่น้ำยม แม่น้ำวังและแม่น้ำน่าน ที่อยู่ต้นแม่น้ำเจ้าพระยาส่วนแม่น้ำเจ้าพระยาในบริเวณกรุงเทพมหานครได้มีการขุดคลองลัด ๓ ครั้ง ในสมัยอยุธยาคือคลองลัดบางกอก เมื่อ พ.ศ. ๒๐๖๕ สมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช, คลองลัดบางกรวย พ.ศ. ๒๐๘๑ สมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ, คลองลัดนนทบุรี พ.ศ. ๒๑๗๙ สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง และในสมัยรัตนโกสินทร์มีการขุดลอกคลองลัดโพธิ์ บริเวณตำบลทรงคะนองและตำบลบางยอ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อช่วยในการระบายน้ำและผลิตกระแสไฟฟ้า จากหลักฐานทางด้านโบราณคดีที่มีการศึกษากันในขณะนี้ สะท้อนให้เห็นว่าบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมของแม่น้ำเจ้าพระยานั้นมีพัฒนาการทางสังคมที่แลเห็นได้ชัดเจนจากการตั้งถิ่นฐานและรูปแบบทางวัฒนธรรมเป็นบ้านเป็นเมืองมาประมาณ ๓,๕๐๐ ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก อีกทั้งเป็นพัฒนาการที่เกิดจากการเคลื่อนย้ายเข้ามาของกลุ่มชนต่างๆ จากภายนอก วัฒนธรรมในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ เป็น ยุคโลหะเพราะคนในยุคนี้มีความรู้ในการถลุงโลหะธาตุ และนำโลหะมาทำเครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับกันแล้ว ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่าเป็นสังคมที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นอย่างมากนั้นมีความรู้ในด้านนี้กลุ่มชนภายนอกที่เคลื่อนย้ายเข้ามา และยังพบว่ากลุ่มนี้ได้นำเอาเปลือกหอยทะเลชนิดต่างๆ จากทะเลลึก มาทำเป็นเครื่องประดับที่มีราคาและใช้เป็นเงินตราในการแลกเปลี่ยนสินค้าอีกด้วย

งานวิจิตรเจ้าพระยา 2567 จึงเป็นอีกหนึ่งงานเทศกาลที่น่าสนใจและพลาดไม่ได้สำหรับชาวกรุงเทพฯ และนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์อันน่าประทับใจริมแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนที่จะศึกษาเรียนรู้ไปถึงสังคมวัฒนธรรมที่ฝรั่งหลายชาติได้เดินทางและบันทึกไว้

แม่น้ำเจ้าพระยา

แม่น้ำเจ้าพระยา

แม่น้ำเจ้าพระยา-ท่ามหาราช

แม่น้ำเจ้าพระยา-ท่ามหาราช

ท่ามหาราช

ท่ามหาราช

เรือนักท่องเที่ยว

เรือนักท่องเที่ยว

ตึกอาคารริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ตึกอาคารริมแม่น้ำเจ้าพระยา

เรือสำเภาปากน้ำ

เรือสำเภาปากน้ำ

เรือใบปากอ่าวไทย

เรือใบปากอ่าวไทย

พระเจดีย์สมุทรปราการ

พระเจดีย์สมุทรปราการ

แสงสีเสียงสะพานพระราม ๘

แสงสีเสียงสะพานพระราม ๘

แสงสีเสียงวัดอรุณราชวราราม

แสงสีเสียงวัดอรุณราชวราราม

แสงสีเสียงวัดกัลยา

แสงสีเสียงวัดกัลยา