ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ประเพณีห่มผ้าแดง’ ภูมิงานวัดภูเขาทองของคนบางกอก

https://www.naewna.com/lady/843233

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ประเพณีห่มผ้าแดง’ ภูมิงานวัดภูเขาทองของคนบางกอก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ประเพณีห่มผ้าแดง’ ภูมิงานวัดภูเขาทองของคนบางกอก

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ห่มผ้าแดงพระเจดีย์

เดือนพฤศจิกายน เป็นที่รู้กันว่ามีงานสำคัญของชาวกรุงเทพฯ คืองานภูเขาทอง ที่มีพิธีสักการะพระบรมสารีริกธาตุหรือการนำผ้าแดงขึ้นภูเขาทองเพื่อห่มพระเจดีย์ มีงานฉลองแบบงานวัดตั้งแต่วันที่ ๘ จนถึง ๑๗ พฤศจิกายนที่ผ่านมา การจัดงานประเพณีห่มผ้าแดงขึ้นทุกปี ประเพณีห่มผ้าแดงนับว่าเป็นประเพณีเก่าแก่ที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ซึ่งมีการจัดงานมากว่า ๑๓๐ ปีหลังจากอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่พบจากเมืองกบิลพัสด์ ประเทศอินเดีย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๒ มาประดิษฐานที่พระบรมบรรพต(ภูเขาทอง) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ความหมายการห่มผ้าสีแดงให้กับองค์พระบรมสารีริกธาตุ ภูเขาทองนั้น สืบเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ โปรดฯสร้างเจดีย์ภูเขาทองจนสำเร็จหลังจากทิ้งร้างด้วยวิชาช่างไม่พอมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๓ดังนั้นกองช่างในรัชกาลของพระองค์ จึงศึกษาและเรียนรู้วิชาช่างจนสามารถสร้างพระบรมบรรพตหรือไกรลาสในงานสมโภชพิธีโสกันต์ที่ท้องสนามหลวง พระองค์จึงโปรดฯ ให้นำวิชาช่างนั้นมาบูรณะภูเขาทองต่อจนสำเร็จ และด้วยเหตุที่พระองค์ทรงโปรดนุ่งห่มผ้าแดงออกแสดงธรรมเทศนาทุกครั้งโปรดแก่ขุนนางจึงถือเป็นประเพณีภายหลังสำหรับวัดและเจดีย์ที่รัชกาลที่ ๔ ทรงสร้างและบูรณะใหม่ทุกแห่ง เช่น วัดเขมาภิรตาราม วัดสมุทรเจดีย์ที่ปากน้ำ เป็นต้น ดังนั้นพิธีห่มผ้าแดงจึงถือเป็นประเพณีปฏิบัติทุกวัดที่เกี่ยวข้องกับรัชกาลที่ ๔ ไม่ใช่ความเชื่อว่าสีแดงเป็นสีมงคล และเชื่อว่าผู้ที่เขียนชื่อและนามสกุลลงบนผ้าสีแดงจนเลอะเทอะนั้น เมื่อนำไปห่มเจดีย์พระบรมสารีริกธาตุแล้วจะได้รับความเป็นสิริมงคล โดยหารู้ไม่ว่าพระเจดีย์พระบรมสารีธาตุนั้น เป็นเจดีย์เล็กอยู่ในซุ้มด้านล่าง ไม่ใช่องค์พระเจดีย์ที่ห่มผ้าแดง

หลังจากพิธีห่มผ้าแดงแล้วก็มีงานสมโภชแบบงานวัดกันนอกกรุงเทพฯโดยยังจัดบรรยากาศของงานอย่างสมัยก่อน โดยมีการจัดแสดงไฟตามมุมต่างๆ ของวัด การออกร้านค้าไทยย้อนยุค ร้านค้าไทยสี่ภาค ที่ขาดไม่ได้คือชิงช้าสวรรค์ส่วนพิธีอัญเชิญผ้าแดงในวันแรกนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนางวันทนีย์ วัฒนะ ปลัดกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมพิธีอัญเชิญผ้าแดงขึ้นห่มองค์พระเจดีย์พระบรมบรรพตเพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ขบวนผ้าแดงเคลื่อนออกจากลานโพธิ์ลังกา หน้าพระอุโบสถวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ขบวนวงดุริยางค์ของโรงเรียนวัดสระเกศ ขบวนเชิญธงชาติธงธรรมจักร และตราสัญลักษณ์ วปรขบวนเทพธิดาเชิญพานดอกไม้ ขบวนช้างมงคล ๓ เชือก ขบวนกลองยาวขบวนหัวโต ขบวนผีตาโขน ขบวนนางรำ ขบวนพญานาค ขบวนรถคลาสสิก ขบวนคนไทยเชื้อสายอินเดียและชาวพุทธศาสนิกชน เป็นภาพที่หาชมได้ยาก แม้ว่างานนี้จะจัดปีละครั้งก็ตาม

ร.๔ ทรงผ้าแดงออกสอนขุนนาง

ร.๔ ทรงผ้าแดงออกสอนขุนนาง

รัชกาลที่ ๕

รัชกาลที่ ๕

งานวัดภูเขาทอง

งานวัดภูเขาทอง

ลิเกพระยาพชรปานี

ลิเกพระยาพชรปานี

ห่มผ้าแดง

ห่มผ้าแดง

เจดีย์วัดภูเขาทอง

เจดีย์วัดภูเขาทอง

ภูเขาทอง

ภูเขาทอง

เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

ขบวนแห่ผ้าแดง

ขบวนแห่ผ้าแดง

ชิงช้าสวรรค์

ชิงช้าสวรรค์

งานวัดภูเขาทองวันนี้

งานวัดภูเขาทองวันนี้

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘อยุธยากรุงเก่า’ภูมิเมืองมรดกโลกของไทย

https://www.naewna.com/lady/841804

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘อยุธยากรุงเก่า’ภูมิเมืองมรดกโลกของไทย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘อยุธยากรุงเก่า’ภูมิเมืองมรดกโลกของไทย

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

แต่งตัวถ่ายภาพ

เมื่อเร็วนี้ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้เป็นประธานเปิดงาน “๔ วัด ๑ วัง เมื่อครั้งต้นกรุงเก่า” ซึ่งจัดขึ้นวั ที่ ๙-๑๗ พฤศจิกายน ณ วัดไชยวัฒนาราม วัดราชบูรณะ วัดมหาธาตุ วัดพระรามและพระราชวังจันทรเกษม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวโบราณสถานในยามราตรี ที่กรมศิลปากรนั้นได้ดำเนินงานมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๖๖ จนเป็นที่นิยมจนนำมาสู่การต่อยอดกิจกรรมในปีนี้ ภายใต้ชื่อว่า “ย้อนเวลา ส่องวิถี ปลุกแสงสี พระนครศรีอยุธยา”ซึ่งเป็นการชวนสัมผัสบรรยากาศที่เป็นวิถีไทย ยุคกรุงศรีอยุธยาช่วงต้น ที่มีความรุ่งเรืองในด้านศิลปะ วัฒนธรรม และการค้าขาย วิถีชีวิตของผู้คนในยุคนั้นมีความสุข แม้จะผ่านเวลาล่วงนานมานับ ๔๐๐ ปีซึ่งมีการนำเสนอ กิจกรรมผ่านการแสดง การละเล่นพร้อมทั้งการประดับไฟ Lighting Art Installationและ Projection Mapping โบราณสถานให้ประชาชนได้เที่ยวชมความงดงามยามค่ำคืน ซึ่งพบว่าหลายคนให้ความสนใจสวมใส่ชุดไทยมาท่องเที่ยวจำนวนมากพร้อมกับถ่ายภาพเป็นที่ระลึก อีกทั้งยังมีการออกบูธอาหารจากทุกภูมิภาคให้ชิมลิ้มรสกัน ทั้งนี้การเปิดการท่องเที่ยวโบราณสถานยามราตรีนั้นนับเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้นักท่องเที่ยวได้มีการหยุดพักรับประทานอาหาร ทำกิจกรรมจากเดิมที่มาเที่ยวแล้วกลับ

พิธิเปิดงาน

ด้วยอยุธยานั้นเป็นจังหวัดใกล้กรุงเทพฯนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากรได้นำนโยบายวัฒนธรรมนำเศรษฐกิจมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง โดยจัดโบราณสถานวัดมหาธาตุวัดราชบูรณะ วัดพระราม วัดไชยวัฒนาราม และพระราชวังจันทรเกษม จากวัดวาอาราม ปราสาทราชวังและปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุของกรุงศรีอยุธยาล้วนแต่ผ่านสมัยของ พระมหากษัตริย์ ๓๓ พระองค์ และมีราชวงศ์ผลัดเปลี่ยนกันครองอาณาจักร ๕ ราชวงศ์ คือราชวงศ์อู่ทอง ราชวงศ์สุพรรณภูมิ ราชวงศ์สุโขทัยราชวงศ์ปราสาททองและราชวงศ์บ้านพลูหลวงหลังสุด พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงยกเมืองกรุงเก่าขึ้นเป็นหัวเมืองจัตวาเช่นเดียวกับกรุงธนบุรี หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้จัดการปฏิรูปการปกครองทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคโดยการปกครองส่วนภูมิภาคนั้นโปรดเกล้าฯให้จัดการปกครองแบบเทศาภิบาลขึ้นโดยให้รวมเมืองที่ใกล้เคียงกัน ๓-๔ เมืองขึ้นเป็นมณฑล มีข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้ปกครอง โดยในปี พ.ศ. ๒๔๓๘ โปรดเกล้าฯให้จัดตั้งมณฑลกรุงเก่าขึ้น ประกอบด้วยหัวเมืองต่างๆ คือ กรุงเก่าหรืออยุธยา อ่างทอง สระบุรี ลพบุรี พรหมบุรี อินทร์บุรีและสิงห์บุรี ต่อมาโปรดเกล้าฯให้รวมเมืองอินทร์ และเมืองพรหมเข้ากับเมืองสิงห์บุรี ตั้งที่ว่าการมณฑลที่อยุธยา ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ได้เปลี่ยนชื่อจากมณฑลกรุงเก่า เป็นมณฑลอยุธยา ทำให้อยุธยามีความสำคัญทางการบริหาร การปกครองมากขึ้น จึงมีการสร้างสิ่งสาธารณูปโภคหลายอย่างมีผลต่อการพัฒนาเมืองอยุธยาในเวลาต่อมา จนเมื่อยกเลิกการปกครองระบบเทศาภิบาลลง การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ นั้นได้ทำให้อยุธยาเปลี่ยนฐานะเป็นจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจนถึงปัจจุบัน

รมว.วธ ประธานพิธี

สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีได้มีนโยบายบูรณะโบราณสถานภายในเมืองอยุธยาเพื่อฉลองยี่สิบห้าพุทธศตวรรษ ประจวบกับในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ นายกรัฐมนตรีประเทศพม่าเดินทางมาเยือนไทยและมอบเงินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาทเพื่อปฏิสังขรณ์วัดและองค์พระมงคลบพิตร ซึ่งเป็นการเริ่มต้นการบูรณะโบราณสถานในอยุธยากรุงเก่าอย่างจริงจัง ต่อมากรมศิลปากรได้เป็นหน่วยงานสำคัญในการดำเนินการดังกล่าวตลอดมาจนองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก มีมติให้ขึ้นทะเบียนนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาเป็น “มรดกโลก” เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม พศ. ๒๕๓๔ มีพื้นที่ครอบคลุมในบริเวณโบราณสถานเมืองอยุธยา ด้วยเหตุที่กรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานีของอาณาจักรมาตั้งแต่วันที่๓ เมษายน พ.ศ. ๑๘๙๓ จนถึงวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐เป็นเวลายาวนานถึง ๔๑๗ ปี ทำให้มีประวัติศาสตร์ยาวนานและโบราณสถานสำคัญจำนวนมากโดยเฉพาะเครื่องทองอยุธยาและพระพุทธรูป ที่เป็นศิลปกรรมที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์โบราณคดี ศิลปกรรมของยุคสมัย วัฒนธรรมประเพณีมากมายตลอดจนการต่อสู้กู้แผ่นดินของวีรกษัตย์และวีรชนผู้กล้าหาญ นับเป็นเมืองนักรบและถิ่นที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารดังคำกล่าวว่า “อยุธยาไม่สิ้นคนดี” และเป็นถิ่น “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ของเจ้าพระยาภาคกลาง งานนี้ถือว่าสร้างความสนใจใหม่ให้คนเที่ยวชมและเรียนรู้ ประวัติศาสตร์จากโบราณสถานไปด้วย

ภาพวาดอยุธยากรุงเก่า

ภาพวาดอยุธยากรุงเก่า

ท่าเรือชุมทางตลาด

ท่าเรือชุมทางตลาด

แผนที่อยุธยา

แผนที่อยุธยา

ผังวัด-วังในอยุธยา

ผังวัด-วังในอยุธยา

ผังพระราชวัง

ผังพระราชวัง

ชาวอยุธยา

ชาวอยุธยา

มอบมงกุฏแบบอยุธยาให้นางงาม

มอบมงกุฏแบบอยุธยาให้นางงาม

แต่งตัวชมตลาด

แต่งตัวชมตลาด

การแสดงโขน

การแสดงโขน

นั่งรถไฟบางปะอิน-อยุธยา

นั่งรถไฟบางปะอิน-อยุธยา

ขนมโบราณ

ขนมโบราณ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เทศกาลดีปาวลี’ ภูมิวัฒนธรรมสัมพันธ์อินเดีย-ไทย

https://www.naewna.com/lady/840368

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เทศกาลดีปาวลี’ ภูมิวัฒนธรรมสัมพันธ์อินเดีย-ไทย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เทศกาลดีปาวลี’ ภูมิวัฒนธรรมสัมพันธ์อินเดีย-ไทย

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

การแสดงกลางแจ้ง

เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม-วันที่ ๓ พฤศจิกายน ที่ผ่านมานั้น มีงานสำคัญที่น่าสนใจคืองานเทศกาล“ดีปาวลี” เป็นคำที่ต้องทำความเข้าใจว่าเป็นผสมจาก“อวลิะ” (avalih) หมายถึง แถวหรือแนว ภาษาสันสกฤตจึงมีรูปเป็น “ทีปาวลิะ” ในภาษาฮินดีออกเสียง“ดีปาวลี” หมายถึง ประทีปที่ชาวอินเดียจุดไว้แล้ววางเป็นแถวนอกบ้านของตนอย่างงดงาม การจุดประทีปนี้เป็นสัญลักษณ์ของแสงภายในที่ปกป้องความมืดมัวหรือสัญลักษณ์ว่าด้วยชัยชนะของความสว่างไสวเหนือความมืดมัว ในขณะเดียวกันก็ถือเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ ดังนั้น ดีปาวลี (Dipawali) หรือดิวาลี (Diwali)จึงเป็นวันหยุดเทศกาลที่สำคัญที่สุดของอินเดีย ที่ทำให้นอกจากผู้คนที่นับถือศาสนาฮินดูอันเป็นที่มาของเทศกาลดีปาวลีแล้ว ยังมีผู้คนที่นับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่ศาสนาฮินดูมาร่วมฉลองเทศกาลนี้ด้วย

การจัดงานเทศกาล Amazing Thailand Diwali Festival Bangkok 2024 ที่เชื่อมสัมพันธ์อินเดีย-ไทยที่กรุงเทพฯนั้นในวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีจุดเทียนชัยเนื่องในเทศกาลดิวาลี พร้อมด้วย นางสาวพลอย ธนิกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนาและผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้นำองค์การศาสนา ศาสนิกชน องค์กรเครือข่าย และประชาชนเข้าร่วมในพิธีที่ กรมการศาสนา ได้ร่วมกับสมาคมอินเดียแห่งประเทศไทย และองค์การทางศาสนา และภาครัฐอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จัดงานนี้ขึ้นในระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม 2567 ถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน2567 ณ ย่านลิตเติ้ลอินเดีย บริเวณถนนพาหุรัด คลองโอ่งอ่าง และสะพานเหล็ก กรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม พร้อมทั้งส่งเสริมเทศกาลทางศาสนาให้เป็นหมุดหมายสำคัญในระดับโลก ช่วยสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยมี การสักการะองค์เทพของศาสนาฮินดู โดยทำพิธีอารตีขอพรต่อพระพิฆเนศและพระแม่ลักษมีของ วัดเทพมณเฑียร รวมทั้ง องค์พระรามกับนางสีดาของวัดวิษณุ เสริมดวงชะตา โชคลาภ เพิ่มความสำเร็จให้ชีวิต ในงานมีการแสดงทางวัฒนธรรมสุดอลังการ แสง สี เสียงสไตล์บอลลีวู้ดตลอดทั้งวัน และมีการเยี่ยมชมศาสนสถานตามเส้นทางย่านพาหุรัด ซึ่งเป็นศูนย์รวมศรัทธาของคนในชุมชน เช่น คุรุดวารา(วัดซิกข์) และวัดเทพมณเฑียร การร่วมจุดประทีปแห่งศรัทธาตามความเชื่อของศาสนาฮินดูในเทศกาลดิวาลี หรือเทศกาลแห่งแสงสว่างซึ่งยังเป็นการเฉลิมฉลองปีใหม่อีกด้วย  มีการจัดนิทรรศการองค์ความรู้เกี่ยวกับเทศกาลดิวาลี ของศาสนาฮินดู และวันบัณดิ โชรฺ ดิวัส ของศาสนาซิกข์และมีกิจกรรมของหน่วยงานต่างๆ อาทิ การออกร้านอาหารอินเดียหลากหลายเมนู จากภัตตาคารอินเดียชื่อดังในประเทศไทย ซึ่งมีอาหารจานเด็ดอย่างซาโมซ่าและปานิปุริ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้ลิ้มลองรสชาติของวัฒนธรรมอินเดียอย่างเต็มที่ และช้อปสินค้าสไตล์อินเดียนจากร้านค้าชื่อดัง ทั้งส่าหรี เครื่องประดับ ของตกแต่งศิลปวัฒนธรรมอินเดีย เป็นต้น นายนเรนทราโมดี นายกรัฐมนตรีของอินเดีย ได้โพสต์ข้อความกล่าวแสดงความขอบคุณและชื่นชม นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทยสำหรับการจัดงาน Amazing Thailand DiwaliFestival 2024 ในครั้งนี้ โดยส่งคำอวยพรเนื้อหาถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและอินเดีย ซึ่งวันที่ 29 ตุลาคม 2657 นั้นนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดงาน Amazing Thailand Diwali Festival Bangkok 2024 เป็นจุดเริ่มความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยและอินเดียครบรอบ 77 ปี ในงานนี้ด้วย

คณะผู้ร่วมงาน

คณะผู้ร่วมงาน

อธิบดีกรมการศาสนาจุดไฟประทีป

อธิบดีกรมการศาสนาจุดไฟประทีป

รมว.วัฒนธรรมร่วมแสดง

รมว.วัฒนธรรมร่วมแสดง

นายกรัฐมตรีเปิดเทศกาล

นายกรัฐมตรีเปิดเทศกาล

การแสดงของบุตรหลานชาวอินเดีย

การแสดงของบุตรหลานชาวอินเดีย

รมว.วัฒนธรรมร่วมการแสดงกับนักรำ

รมว.วัฒนธรรมร่วมการแสดงกับนักรำ

พิธีเปิดงานเทศกาล

พิธีเปิดงานเทศกาล

ในงานดีปาวลี กรุงเทพฯ

ในงานดีปาวลี กรุงเทพฯ

ชาวอินเดียร่วมใจสร้างสัมพันธ์

ชาวอินเดียร่วมใจสร้างสัมพันธ์

จุดไฟประทีป

จุดไฟประทีป

คณะจัดเทศกาลอินเดีย-ไทย

คณะจัดเทศกาลอินเดีย-ไทย

การแสดงเทินหม้อ

การแสดงเทินหม้อ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หมูเด้ง’ ฮิปโปแคระ ภูมิ Thai cuteness จากไทย

https://www.naewna.com/lady/839006

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หมูเด้ง’ ฮิปโปแคระ ภูมิ Thai cuteness จากไทย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หมูเด้ง’ ฮิปโปแคระ ภูมิ Thai cuteness จากไทย

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 07.52 น.

การสร้างความนิยมไปทั่วโลกนั้นคงไม่มีใครในโลกไม่รู้จัก “หมูเด้ง” ดังนั้นวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗ นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จึงเป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริม Thai Cultural Content for Soft Power Presented by Moo Deng เพื่อขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจวัฒนธรรม ร่วมกับ นายอรรถพร ศรีเหรัญ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ นายประสพ เรียงเงิน อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมพิธีเปิดงาน ณ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี  โดยนำ “หมูเด้ง” ฮิปโปแคระที่ชาวไทยร่วมกันตั้งชื่อจนมีคนสนใจในโลกออนไลน์และกลายเป็นผู้นำการสื่อสารความเป็นไทยสู่สากล ถ่ายทอดอัตลักษณ์ เสน่ห์วิถีชีวิต ประเพณีไทย สู่การเป็น World Event หมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เรื่องของฮิปโปโปเตมัสแคระ (Choropsis liberiensis)เป็นฮิปโปโปเตมัส ขนาดเล็ก ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในป่าและหนองบึงในแอฟริกาตะวันตกส่วนใหญ่อยู่ในไลบีเรีย และจำนวนเล็กน้อยในเซียร์ราลีโอนกินีและไอวอรีโคสต์ ฮิปโปโปเตมัสแคระนั้นได้ถูกกำจัดออกจากไนจีเรียแล้ว จึงเหลืออยู่น้อยฮิปโปโปเตมัสแคระนั้นเป็นสัตว์สันโดษและหากินเวลากลางคืนเป็นสัตว์เพียงชนิดเดียวจากทั้งหมด ๒ ชนิด ในวงศ์Hippopotamidae ซึ่งอีกชนิดเป็นพันธุ์ที่ใหญ่กว่ามาก คือ

หมูเด้งกับตัวแม่

ฮิปโปโปเตมัส ธรรมดา (Hippopotamus Amphibius) หรือฮิปโปโปเตมัสไนล์ ส่วนฮิปโปโปเตมัสแคระนั้นได้มีการปรับตัวให้เข้ากับ สภาพแวดล้อมบนบกได้หลายอย่าง แต่เช่นเดียวกับฮิปโปโปเตมัสทั่วไป เป็นสัตว์กึ่งน้ำและอาศัยน้ำเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนังและรักษาอุณหภูมิร่างกายให้เย็น พฤติกรรม เช่น การผสมพันธุ์ และการให้กำเนิดอาจเกิดขึ้นในน้ำหรือบนบกฮิปโปโปเตมัสแคระนั้นเป็นสัตว์กินพืช โดยกินเฟิร์น พืชใบกว้าง หญ้า และผลไม้ที่พบในป่า ฮิปโปโปเตมัสแคระเป็นสัตว์ที่หากินเวลากลางคืนในป่าที่หายาก ยิ่งเป็นสัตว์ที่ยากต่อการศึกษาในป่าด้วย ฮิปโปแคระนั้นถูกคุกคามเป็นหลักเนื่องจากการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัย เนื่องจากป่าไม้ถูกตัดโค่นและเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรกรรม นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการถูกลักลอบล่าสัตว์จากนักล่าสัตว์ป่าสัตว์ผู้ล่าตามธรรมชาติ และสงคราม ฮิปโปแคระเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่ถูกล่าอย่างผิดกฎหมายเพื่อเป็นอาหารในไลบีเรีย ดังนั้น ฮิปโปแคระจึงไม่เป็นที่รู้จักนอกแอฟริกาตะวันตก จนกระทั่งศตวรรษที่ ๑๙ ฮิปโปแคระนี้ได้ถูกนำไปไว้ในสวนสัตว์ในช่วงต้นศตวรรษที่ ๒๐ และขยายพันธุ์ได้ดีในกรงขัง และการวิจัยส่วนใหญ่ได้มาจากตัวอย่างสัตว์ในสวนสัตว์ การอยู่รอดของสปีชีส์นี้ในกรงขังนั้นมีความแน่นอนมากกว่าในป่า ในการประเมินในปี ๒๐๑๕ สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติประมาณการว่ามีฮิปโปแคระเหลืออยู่ในป่าน้อยกว่า ๒,๕๐๐ ตัว ปัจจุบันมีมากขึ้นแล้วจากสวนสัตว์และสวนสัตว์ไทยได้อนุรักษ์ไว้จนเป็นกระแส “หมูเด้ง” ทุกวันนี้ จากการที่รัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้านวัฒนธรรมโดยนำมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ไทยมาพัฒนาเป็น Creative Culture เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจนั้น โดยเฉพาะกระแสความชื่นชอบฮิปโปแคระ “หมูเด้ง” ซึ่งได้สะท้อนความน่ารักและเป็นเสน่ห์ไทยสู่สายตาโลก   

ภาพหมู่จากสื่อโลก

กระทรวงวัฒนธรรมจึงได้ร่วมกับองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์และสวนสัตว์เปิดเขาเขียวจัดโครงการนี้ขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมความเป็นไทยผ่าน “หมูเด้ง” ในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์สื่อเผยแพร่ความเป็นไทยสู่สากล และขวัญใจมหาชนที่สร้างกระแสความน่ารักให้แพร่กระจายบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เช่น Facebook, Instagram และ TikTok ที่ได้มีการแชร์อย่างรวดเร็วจากคนไทยและคนทั่วโลก รวมถึงบรรดา Influencers และสำนักข่าวระดับโลกที่ให้ความสนใจนำเสนอเรื่องราวของ “หมูเด้ง” อย่างต่อเนื่อง ทำให้“หมูเด้ง” เป็นสัญลักษณ์การสื่อสารที่ทรงพลังและสามารถเชื่อมโยงกับผู้คนทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว จนต้องมอบเกียรติบัตร “Thai cuteness :ตัวตึง ถึงไทย” ให้แก่ “หมูเด้ง” ในฐานะผู้สื่อสารความเป็นไทยสู่สากล รวมถึงยังมีกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการประชาสัมพันธ์ด้วยสื่อนวัตกรรมในรูปแบบต่างๆ เช่น สื่อในประเพณีลอยกระทง สงกรานต์ ตลอดจนกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ หลากหลายจนประมาณไม่ได้แล้วจะตื่นตูมกันไปได้แค่ไหน

โครงการหมูเด้ง

โครงการหมูเด้ง

พิธีเปิดโครงการ

พิธีเปิดโครงการ

รมว.วัฒนธรรมและคณะชมหมูเด้ง

รมว.วัฒนธรรมและคณะชมหมูเด้ง

เชิญร่วมสนับสนุนโครงการกับหมูเด้ง

เชิญร่วมสนับสนุนโครงการกับหมูเด้ง

แฟนคลับหมูเด้ง

แฟนคลับหมูเด้ง

ภาพหมู่จากสื่อโลก

ภาพหมู่จากสื่อโลก

หมูเด้ง-ฮิปโปโปเตมัสแคระ

หมูเด้ง-ฮิปโปโปเตมัสแคระ

สร้างสื่อในรูปเครื่องดื่ม

สร้างสื่อในรูปเครื่องดื่ม

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘โขนเรือพระที่นั่ง’ ภูมิศิลปกรรมหนึ่งเดียวของโลก

https://www.naewna.com/lady/837628

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘โขนเรือพระที่นั่ง’ ภูมิศิลปกรรมหนึ่งเดียวของโลก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘โขนเรือพระที่นั่ง’ ภูมิศิลปกรรมหนึ่งเดียวของโลก

วันอาทิตย์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์

วันนี้มีงานพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ที่งานพระราชพิธีที่รักษาไว้แต่ครั้งอยุธยาและอนุรักษ์ สืบสานต่อยอดมาจนเป็นแห่งเดียวในโลก การนี้กองทัพเรือ ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ให้จัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ การพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ได้กำหนดจัดให้มีขึ้นในวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๗หลังจากที่ กรมศิลปากร ได้ซ่อมทำเรือพระที่นั่งและเรือรูปสัตว์ จำนวน ๑๔ ลำ ที่กองทัพเรือมอบให้ดำเนินการแล้ว จึงมีการเตรียมการด้านการฝึกซ้อมกำลังพลฝีพาย และการซ่อมบำรุงเรือ อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ ได้ดำเนินการ สำรวจ และซ่อมทำเรือพระที่นั่ง และเรือรูปสัตว์ ตั้งแต่ธันวาคม ๒๕๖๖ ในครั้งนี้ได้ใช้เรือในพระราชพิธีจำนวนทั้งสิ้น ๕๒ ลำ จัดขบวนเป็น ๕ ริ้ว โดยใช้ลำน้ำเจ้าพระยามีความยาว ๑,๒๐๐ เมตร กว้าง ๙๐ เมตร ใช้กำลังพลประจำเรือในขบวนเรือพระราชพิธี รวมทั้งสิ้น๒,๒๐๐ นาย โดยจัดตามแบบอย่างกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคสมัยอยุธยา การเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำของพระเจ้าอยู่หัว ในสมัยโบราณนั้น มีเรือ ๒ สำรับ เป็น เรือทอง อันหมายถึง เรือที่แกะสลักลวดลายและลงรักปิดทองสำรับหนึ่ง ใช้เวลาเสด็จในกระบวนที่เป็นพระราชพิธี ส่วนอีกสำรับหนึ่ง เป็นเรือไม้ ใช้ทรงในเวลาปกติทั่วไปไม่ปะปนกัน จากการจัดริ้วกระบวนเรือมีชื่อเรือต่างๆ มากมาย ที่ร่วมในกระบวนพยุหยาตรา ภายหลังมีการสร้างเรือพระที่นั่งและเรือในกระบวนในแต่ละรัชกาลอีกหลายลำ เรือกระบวนนั้นมีการจัดริ้วร่วมกระบวน คือมี ๑.เรือประตู๒.เรือพิฆาต ๓.เรือดั้ง ๔.เรือกลองนอก-กลองใน ๕.เรือตำรวจนอก-ตำรวจใน ๖.เรือรูปสัตว์ ๗.เรือแซ๘.เรือแซง ๙.เรือริ้ว ๑๐.เรือกิ่ง ๑๑.เรือคู่ชัก๑๒.เรือไชย ๑๓.เรือโขมดยา ๑๔.เรือพระที่นั่งลำทรง๑๕.เรือพระที่นั่งรอง ๑๖.เรือศรี ๑๗.เรือกราบ

โขนเรือกระบี่ปราบเมือมาร

สำหรับเรือรูปสัตว์นั้นรับอิทธิพลมาจากอินเดีย จากตราประจำตำแหน่งของเสนาบดีตั้งแต่สมัยอยุธยามา จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นใช้รูปสัตว์ ทั้งสิ้น เช่น ราชสีห์ คชสีห์ ครุฑ นาค ฯลฯ ตราประจำตำแหน่งนี้ มีปรากฏอยู่ในกฎหมายลักษณะศักดินา ที่ตั้งขึ้นในรัชกาล สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถพ.ศ.๑๙๙๘ และจากพงศาวดาร เรือรูปสัตว์ ปรากฏขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พ.ศ.๒๐๗๖ ซึ่งพระองค์ทรงแก้เรือแซเป็นเรือไชย และเรือรูปสัตว์ต่างๆ เพื่อจะให้ตั้งปืนใหญ่ที่หัวเรือได้เรือรูปสัตว์นั้น ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียและเรือพระที่นั่งก็มีโขนเรือเป็นรูปสัตว์ ตามพระราชลัญจกรเช่นกัน เช่น เรือครุฑ มีพระราชลัญจกร “พระ ครุฑพ่าห์” หัวเรือแต่เดิม ก็ทำเป็นรูปครุฑเท่านั้น เดิมชื่อว่า “เรือ มงคลสุบรรณ” ที่ไม่มีองค์พระนารายณ์อยู่ด้วย แต่ทำเป็น “ครุฑยุดนาค” ดังปรากฏในบทเห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ไชยเชษฐสุริยวงศ์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ที่ว่า “เรือ ครุฑยุดนาคหิ้ว  ในรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างเรือนารายณ์ทรงสุบรรณเดิมมีแค่รูปครุฑเปล่าๆ ต่อมาใน รัชกาลที่ ๔พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้ทำองค์พระนารายณ์เติมเข้าไปด้วย สมัยอยุธยานั้นมีเรือพระที่นั่งลำทรง ถ้าเป็นกระบวนพยุหยาตราใหญ่ ใช้เรือพระที่นั่งกิ่งทอดพระที่นั่งบุษบกเป็นที่ประทับ

โขนเรือครุฑเหิรเห็จ

เรือพระที่นั่งกิ่งที่ใช้ในกระบวนพยุหยาตราใหญ่ชลมารค ในสมัยรัตนโกสินทร์ จะใช้ลำใดลำหนึ่งใน ๓ ลำ คือ ๑.เรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์เป็นเรือที่แกะสลักโขนเรือเป็นรูปหงส์ ลำปัจจุบันสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างขึ้น แทนลำเดิมที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์นั้นมีมาแต่สมัยอยุธยาแล้ว จากบทเห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศรฯว่า “สุพรรณหงส์ทรงพู่ห้อย-งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์-เพียงหงส์ทรงพรหมินทร์-ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม” ๒.เรือพระที่นั่งอนันตนาคราชเป็นเรือพระที่นั่งกิ่ง ซึ่งมีโขนเรือเป็นรูปพญานาค๗ เศียร ๓.เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ และ ๔.เรือพระที่นั่งศรีสมรรถไชย เรือพระที่นั่งนี้มีมานานแล้วแต่ครั้งอยุธยา ดังนั้นโขนเรือพระที่นั่งแห่งสยามจึงเป็นศิลปกรรมหนึ่งเดียวที่มีโอกาสชมได้ยากนัก

โขนเรือครุฑ-อยุธยา

โขนเรือครุฑ-อยุธยา

โขนเรือครุฑสมัยอยุธยา

โขนเรือครุฑสมัยอยุธยา

โขนเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ (ของเดิม)

โขนเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ (ของเดิม)

โขนเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์

โขนเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์

โขนเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช

โขนเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช

โขนเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์

โขนเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์

โขนเรือพิฆาต

โขนเรือพิฆาต

โขนเรือศรีประภัศรไชยจำลอง

โขนเรือศรีประภัศรไชยจำลอง

โขนเรืออเนกชาติภุชงค์

โขนเรืออเนกชาติภุชงค์

โขนเรือพระที่นั่งศรีประภัสสรชัย

โขนเรือพระที่นั่งศรีประภัสสรชัย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันออกพรรษา’ภูมิเทโวพระเจ้าเปิด 3 โลก

https://www.naewna.com/lady/836325

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันออกพรรษา’ภูมิเทโวพระเจ้าเปิด 3 โลก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันออกพรรษา’ภูมิเทโวพระเจ้าเปิด 3 โลก

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร

วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม 2567 เวลา 07.00 น. ที่ผ่านมา กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ และกรุงเทพมหานคร และองค์กรเครือข่ายทางพระพุทธศาสนาได้จัดพิธีทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ ในเทศกาลออกพรรษา ประจำปี พ.ศ.2567 ณ พระอุโบสถวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยมี พระพรหมวชิราธิบดี อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ประธานพิธีฝ่ายสงฆ์ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประธานฝ่ายพิธีฆราวาส พร้อมด้วยนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และผู้แทนหน่วยงาน เข้าร่วมในพิธีตักบาตรพระสงฆ์ ๗๙ รูป โดยกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ วัดมหาธาตุยุราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร และองค์กรเครือข่ายทางพระพุทธศาสนา

วันออกพรรษา ถือนี้เป็น วันมหาปวารณา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เป็นวันสำคัญวันหนึ่งในทางพระพุทธศาสนา การตักบาตรเทโวนี้ จะกระทำในวันขึ้น 15 เดือน 11 หรือวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในพุทธประวัติที่กล่าวว่า ในวันถัดจากวันออกพรรษาหนึ่งวัน พระพุทธเจ้าได้เสด็จลงจากเทวโลกกลับจากการโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในพรรษาที่ 7 แล้วลงมายังเมืองสังกัสสนคร พร้อมกับทรงแสดงโลกวิวรณปาฏิหาริย์เปิดโลกทั้งสามด้วย

การออกพรรษา ถือเป็นข้อปฏิบัติตามพระวินัยสำหรับพระสงฆ์โดยเฉพาะ เรียกว่า ปวารณา จัดเป็นญัตติกรรมวาจาสังฆกรรมประเภทหนึ่งที่ถูกกำหนดโดยพระวินัยญัตติให้โอกาสแด่พระสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ร่วมกันตลอดไตรมาส ให้สามารถตักเตือนและชี้ข้อบกพร่องแก่กันได้โดยเสมอภาคด้วยจิตที่ปรารถนาดีซึ่งกันและกัน โดยให้พระสงฆ์ที่ถูกตักเตือนมีโอกาสรับรู้ข้อบกพร่องของตนและสามารถนำข้อบกพร่องนั้นไปแก้ไขให้ดียิ่งขึ้นเมื่อถึงวันออกพรรษา พุทธศาสนิกชนนับว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะเข้าวัดเพื่อบำเพ็ญกุศลแด่พระสงฆ์ที่ตั้งใจจำพรรษา และตั้งใจปฏิบัติธรรมมาตลอดจนครบไตรมาสพรรษากาลในวันนี้

ในโอกาสพระสงฆ์จำพรรษาครบไตรมาสได้ปวารณาออกพรรษาและได้กรานกฐินแล้วย่อมได้รับอานิสงส์ หรือข้อยกเว้นพระวินัย 5 ข้อ คือ 1.เที่ยวไปไหนไม่ต้องบอกลา หากออกจากวัดไปโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งเจ้าอาวาสหรือพระสงฆ์รูปอื่นก่อนได้ 2.เที่ยวไปไม่ต้องถือไตรจีวรครบสำรับ 3 ผืน3.ฉันคณโภชน์ได้ คือโภชนะที่คณะรับนิมนต์ไว้ 4.เก็บอดิเรกจีวรไว้ได้ตามปรารถนา ยกเว้นสิกขาบทข้อนิสสัคคิยปาจิตตีย์บางข้อ 5.จีวรลาภอันเกิดในที่นั้นเป็นของภิกษุ หากมีผู้มาถวายจีวรเกินกว่าไตรครองสามารถเก็บไว้ได้โดยไม่ต้องสละเข้ากองกลางสำหรับประเพณีที่เกี่ยวข้องกับวันออกพรรษาที่นิยมปฏิบัติ คือ ประเพณีตักบาตรเทโว เป็นประเพณีที่นิยมกระทำกันมานานแล้วในวันออกพรรษา ซึ่งเรียกว่า “ตักบาตรเทโว” ส่วนชื่อ “เทโวโรหณะ” เป็นการนำชื่อพระสูตรมาเติมในภายหลัง ซึ่งเรื่องเทโวนี้ปรากฏอยู่ในพระสูตรหลายแห่ง เทโวหมายถึงการหยั่งลงจากเทวโลกของพระพุทธเจ้า จึงมีปรากฏการณ์สำคัญคือ พระเจ้าเปิดโลก พระเจ้าแสดงยมกปาฏิหาริย์ การสร้างพระพุทธรูปแก่นจันทร์และเกิดมหาสังฆทานจากกษัตริย์ 7 นครครั้งแรก งานตักบาตรเทโวนี้ทำกันทุกวัดทั่วประเทศมีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น ตักบาตรดาวดึงส์ ตักบาตรเขาวงกต ตักบาตรดอกไม้ ตักบาตรพระร้อยตักบาตรพระเจ้าเปิดโลก ตักบาตรพระลากเป็นต้น วันที่สิ้นสุดระยะเวลาการจำพรรษาเป็นเวลา 3 เดือน นับแต่วันที่เข้าพรรษานั้นและสิ่งที่เกิดขึ้นแห่งเดียวในโลกคือ การเล่าเรียนนักธรรมตรีสำหรับพระนวกะในช่วงเข้าพรรษาในช่วงเวลาออกพรรษาตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึง วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ถือเป็นเวลากฐินกาลตามพระวินัยปิฎกเถรวาท เป็นช่วงเวลาที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยจะเข้าร่วมบำเพ็ญกุศลเนื่องในงานกฐินประจำปีตามวัดต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นงานบำเพ็ญกุศลที่ได้บุญมากอีกงานหนึ่ง

พระพุทธเจ้าเปิดโลก

พระพุทธเจ้าเปิดโลก

ภาพเสด็จจากดาวดึงส์

ภาพเสด็จจากดาวดึงส์

พระปางเสด็จดาวดึงส์

พระปางเสด็จดาวดึงส์

ตักบาตรเทโวที่วัดสังกัสรัตนคีรี

ตักบาตรเทโวที่วัดสังกัสรัตนคีรี

พิธีที่วัดมหาธาตุฯ กทม.

พิธีที่วัดมหาธาตุฯ กทม.

พิธีตักบาตรเทโว

พิธีตักบาตรเทโว

ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัด วธ.

ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัด วธ.

ตักบาตรเทโว

ตักบาตรเทโว

เครื่องธรรมทานใส่บาตร

เครื่องธรรมทานใส่บาตร

เขาหน้าเมืองสังกัลสะนครในอินเดีย

เขาหน้าเมืองสังกัลสะนครในอินเดีย