ค้าขายออนไลน์ เข้าง่าย…ออกก็ง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

ค้าขายออนไลน์ เข้าง่าย…ออกก็ง่าย

จบไปแล้วอย่างสวยงาม น่าปลื้มใจ กับงานสัมมนาประจำปีนี้ของนิตยสารเส้นทางเศรษฐี หัวข้อ “One Stop Shop On Mobile : ค้าขายบนโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างไรให้เป็นเศรษฐี” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา ที่โรงแรมสวิส โฮเต็ล เลอคองคอร์ด

แม้ว่าฝนฟ้าไม่ค่อยจะเป็นใจ เพราะเป็นช่วงที่พายุหว่ามก๋อพาดผ่านประเทศไทย ทำให้ฝนโปรยชุ่มฉ่ำเป็นระยะๆ จนหวั่นเกรงว่า อาจเป็นอุปสรรคทำให้ผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานขลุกขลัก ติดฝนจนไม่สามารถมาร่วมงานได้ แต่กลับกลายเป็นว่า ใกล้เวลาจะเริ่มงาน คนแน่นห้องสัมมนา ที่นั่งเต็มจนต้องเสริมเก้าอี้อีก 2-3 แถว

ค้นหาเหตุผลที่ทำให้คนให้ความสนใจถึงขนาดยอมฝ่าสายฝนมาร่วมงานครั้งนี้ เหตุแรกคงเพราะหัวข้อสัมมนาที่เราตระเตรียมไว้คือ การให้ความรู้เกี่ยวกับผู้ประกอบการที่สนใจจะทำการค้าขายออนไลน์ ผ่านโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก ถือว่าเป็นหัวข้อที่เข้ากระแสมากที่สุดในตอนนี้ เห็นได้จากรายงานของกระทรวงไอซีทีที่ระบุถึงพฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ตในประเทศไทย เมื่อปี 2557 พบว่า คนไทยอยู่ในช่วงสังคมก้มหน้าอย่างแท้จริง เพราะมีการใช้อินเตอร์เน็ตโดยเฉลี่ยถึงวันละ 7.2 ชั่วโมง หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของวัน

อีกทั้งจากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า ณ ปี 2556 ไทยมีการค้าขายออนไลน์สูงถึง 7.7 แสนล้านบาท คาดหมายได้ว่า ปัจจุบันน่าจะเกินปีละ 1 ล้านล้านบาทไปแล้ว ขณะที่ในแง่ของผู้ประกอบการในโลกออนไลน์ก็มีอยู่กว่า 400,000 ราย

ดังนั้น ชั่วโมงนี้พ่อค้าแม่ขายคนไหนที่ยังไม่ตระหนัก ไม่เคยได้เข้าไปขายในโลกออนไลน์ ถือว่า เอาต์ และเสียเปรียบคู่แข่งไปหลายช่วงตัวแล้ว

และอีกเหตุผลที่ทำให้งานสัมมนาครั้งนี้เป็นที่สนใจ คงต้องยอมรับว่า เป็นเพราะความโด่งดังของ “อีเจี๊ยบ เลียบด่วน” เจ้าของเพจดังที่ฮือฮามากที่สุด ณ พ.ศ.นี้ กับยอดไลก์กว่า 1.4 ล้านไลก์ที่ทำได้ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน ซึ่งอีเจี๊ยบ เลียบด่วน ได้กรุณาตอบรับมา “โฟนอิน” ให้ความรู้ คำแนะนำกับมือใหม่หัดลุยโลกโซเชียล

เป็นวิทยาทานที่มาพร้อมกับความสนุกสนาน ไม่เครียดแม้แต่นาทีเดียว!!

และช่วงของการเสวนา “ชุมนุมเน็ตไอดอล เซียนธุรกิจออนไลน์” น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับเหล่าผู้ประกอบการ เพราะจะได้พบกับวิทยากรตัวจริงที่ค้าขายในโลกโซเชียล ที่จะมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์จากจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่การค้าขายออนไลน์ จนมาถึงจุดของความสำเร็จ ให้กับมือใหม่ได้รับทราบ ได้เห็นตัวอย่างของความสำเร็จ ได้รับทราบกลยุทธ์ว่า ทำอย่างไรถึงจะค้าขายในโลกโซเชียลให้เป็นเศรษฐี

ไม่ว่าจะเป็น คุณเหมียว-ดุจธนนันท์ เกียรติเชิดแสงสุข เจ้าของธุรกิจคอนแทกต์เลนส์แฟชั่น แบรนด์ คิตตี้ คาวาอิ ที่เริ่มลงทุนจากเงินเพียง 30,000 บาท ทำตลาดออนไลน์ผ่านเว็บฟรี จนกระทั่งมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง สามารถสร้างยอดขายพุ่งขึ้นเป็นปัจจุบันแตะเดือนละ 10 ล้านบาท หรือ คุณเรียว-ชณา วสุวัต กับธุรกิจอาหารลาซานญ่า และผักโขมอบชีสพร้อมทาน ยี่ห้อ รีโอส์ เดลิ (REO”s Deli) ที่เริ่มจากการขายออฟไลน์ผ่านแฟมิลี่มาร์ท เมื่อขายดิบขายดี จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งเห็นความจำเป็นต้องเพิ่มช่องทางขายเพื่อเพิ่มยอดขาย คุณเรียวก็ไม่รอช้าที่จะหาหนทางขายผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทั้งๆ ที่ไม่มีประสบการณ์ ความชำนาญเรื่องโลกออนไลน์เอาเสียเลย

แม้ว่า ทั้งสองจะมีจุดเริ่มต้นต่างกัน แต่ทั้งสองกลับมีความเหมือนในความต่างที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทั้งคู่ประสบความสำเร็จในการขายออนไลน์ นั่นก็คือ ทั้งคุณเหมียวและคุณเรียว ต่างเป็น “คนมีของ” เป็นคนที่รู้ว่า อยากขายอะไร เป็น “ของ” ที่ชอบ เป็นของที่รู้ว่า เรามีความชำนาญ อย่างเช่น คุณเหมียวรู้ตัวเองว่า เป็นคนชอบของสวยๆ งามๆ จึงเลือกที่จะขายคอนแทกต์เลนส์ ขณะที่คุณเรียวเก่งด้านเมนูอาหารอิตาเลียน ก็เลือกที่จะทำลาซานญ่าพร้อมทาน

และเหนือสิ่งอื่นใด คำแนะนำที่สำคัญที่สุดสำหรับมือใหม่ลุยออนไลน์ก็คือ ในเมื่อเราเป็นคนมีของ ก็ต้องใส่ใจ และรู้จักอวดของในโลกโซเชียล การอัพเดตข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ บนหน้าเว็บอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยดึงลูกค้าให้อยู่กับเราได้ตลอด

เพราะโลกออนไลน์ ลูกค้ามาเร็ว แล้วก็จากไปเร็วเช่นกัน!!

“ประจัก มีลาบ” ปลูกหน่อไม้ฝรั่งปลอดสารพิษ ที่ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“ประจัก มีลาบ” ปลูกหน่อไม้ฝรั่งปลอดสารพิษ ที่ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ (ตอนจบ)

การทำราวเชือก คุณประจัก มีลาบ อธิบายว่า การทำราวเชือกเพื่อช่วยพยุงลำต้นหน่อไม้ฝรั่งนับเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ประโยชน์ของการทำค้างก็เพื่อที่จะรักษาลำต้นเหนือดินให้อยู่ได้นานที่สุด ในช่วงเลี้ยงต้นก่อนการเก็บเกี่ยวและในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยปกติจะทำราวเชือกเมื่อต้นหน่อไม้ฝรั่งมีอายุ 2-3 เดือน หลังจากย้ายกล้าปลูก ไม้ที่ใช้ทำค้างอาจเป็นไม้รวกหรือไม้อื่นๆ ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-2 นิ้ว หรือเสาปูน ขนาด 1×1 นิ้ว

การปักค้าง จะปักเป็นจุด จุดละ 2 หลัก และใช้เชือกไนล่อนขนาดพอเหมาะ ขึงตามความยาวของแปลง ระยะห่างของไม้แต่ละจุดประมาณ 2 เมตร หรือแล้วแต่ความเหมาะสม ซึ่งการทำค้างนี้จะทำไปตลอดอายุของการปลูกหน่อไม้ฝรั่ง หากไม้ค้างผุ ควรเปลี่ยนไม้ค้างอยู่เสมอ เพื่อค้ำลำต้นไม่ให้ล้มจากลมพัด เพราะต้นหน่อไม้ฝรั่งค่อนข้างสูง ถ้าต้นหักล้มส่งผลให้ต้นกระทบกระเทือน เพราะถ้าต้นล้มเสียหายย่อมส่งผลต่อการเจริญเติบโตและผลผลิต

ในช่วงแรก งานหลักๆ คือ การป้องกันกำจัดวัชพืช พยายามหลีกเลี่ยงการใช้ยาฆ่าหญ้า ควบคุมกำจัดวัชพืชใช้วิธีกล เช่น การเตรียมดินที่ดี การถอนด้วยมือ และวิธีเขตกรรมอื่นๆ โดยคุณประจักจะใช้การคลุมโคนและแปลงปลูกด้วยแกลบดิบให้หนา เพื่อทำให้หญ้าขึ้นน้อยลง หรือจะใช้ได้เพียงระยะแรกๆ ที่ยังไม่มีผลผลิต แต่เมื่อมีผลผลิตก็ต้องหยุดใช้ในพื้นที่ที่มีลมแรงและไม่มีแนวบังลม

การพูนโคนต้นกล้า ถ้าต้นกล้าหน่อไม้ฝรั่งมีเหง้าลอยพ้นดิน มักมีสาเหตุมาจากการที่หยอดเมล็ดตื้น หรือให้น้ำแบบสายยางฉีดรด หรือให้น้ำตามร่องจนชะดินลงมา ดังนั้น ควรมีการตรวจแปลงกล้าอย่างสม่ำเสมอ ถ้าพบว่าต้นกล้าที่แตกขึ้นมาใหม่มีขนาดเล็กและเป็นฝอย รากและเหง้าเล็กลง ทำให้ได้ต้นกล้าที่ไม่สมบูรณ์ จึงควรพรวนดินกลบเหง้า (พูนโคนต้น) ต้นกล้าด้วย

การไว้ต้นแม่เหนือดิน หลังจากย้ายกล้าประมาณ 1 สัปดาห์ ต้นจะงอกโผล่พ้นดิน เมื่อต้นหน่อไม้ฝรั่งมีอายุมากขึ้น จำนวนต้นจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ต้นที่งอกช่วงแรกก็จะเริ่มแก่ ถ้าไม่มีการตัดต้นออกบ้าง บริเวณกอจะแน่น มีผลทำให้เป็นแหล่งสะสมโรคและแมลง อีกทั้งการให้หน่อใหม่จะเล็กลงด้วย ดังนั้น ในช่วงเดือนที่ 3 หลังจากย้ายปลูก ควรมีการตัดแต่งต้นออกบ้าง และสามารถพ่นสารชีวภัณฑ์กำจัดโรคและแมลงได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ การตัดแต่งต้นจะทำให้มีการสะสมอาหารที่เหง้าและตามากขึ้น ทำให้เหง้าและตามีขนาดใหญ่ขึ้น ดังนั้น การตัดแต่งต้นกล้าหน่อไม้ฝรั่งจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง และมักจะทำเมื่อต้นกล้าอายุประมาณ 3-4 เดือน ขึ้นไป

การพรวนดินและการเติมปุ๋ยในช่วงเลี้ยงต้นกล้าในแปลงหน่อไม้ฝรั่ง การพรวนดินจะทำให้บริเวณหน้าดินไม่แน่น หน่ออ่อนจะโผล่พ้นดินได้สะดวก ไม่โค้งหรือคดงอ แต่การพรวนดินต้องทำอย่างระมัดระวัง อย่าให้กระทบกระเทือนถึงระบบราก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต เพราะจะทำให้หน่อไม้ฝรั่งชะงักการออกหน่อได้ ต้นหน่อไม้ฝรั่งในช่วงอายุ 3-4 เดือนแรก หลังจากการย้ายปลูก ควรพรวนดินและพูนโคน พร้อมทั้งเติมปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอก เพื่อช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ดีและร่วนขึ้น ใช้ปุ๋ยเคมี สูตรเสมอ 15-15-15 ผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยปรับสภาพดิน ให้เสริมเป็นระยะๆ ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม และสภาพความอุดมสมบูรณ์ของหน่อไม้ฝรั่งด้วย

การให้น้ำ ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ผลผลิตจะมีคุณภาพดี ช่วงย้ายต้นกล้าลงแปลงปลูก ควรให้น้ำ วันละ 1 ครั้ง ทุกวัน หรือวันเว้นวัน ขึ้นอยู่กับสภาพดิน อุณหภูมิฝน แปลงที่มีความชื้นสูงก็ไม่จำเป็นต้องให้น้ำ การให้น้ำในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตต้องให้ทุกวันพอหน้าดินชื้น และเป็นไปได้ไม่ควรให้ตอนเย็น จะทำให้เกิดโรคระบาดได้ การให้น้ำในพื้นที่ดอน ระบบสปริงเกลอร์จะช่วยชะล้างโรคและแมลงบางชนิดได้ เช่น เพลี้ยไฟ เป็นต้น การให้น้ำหน่อไม้ฝรั่ง ทนแล้งได้พอสมควร แต่ถ้าขาดน้ำหรือให้น้ำไม่สม่ำเสมอ มีผลให้ปริมาณผลผลิตลดลงอย่างมาก และคุณภาพหน่อไม้ฝรั่งไม่ดี ควรมีการให้น้ำทุกวัน ทั้งนี้ ปริมาณน้ำที่ให้และระยะเวลาที่ให้น้ำขึ้นอยู่กับวิธีการให้น้ำ สภาพแวดล้อม (ชนิดดิน อุณหภูมิของอากาศ ความชื้นในอากาศ) หน่อไม้ฝรั่งชอบให้หน้าดินชื้น แต่ไม่ชอบให้หน้าดินแฉะและมีน้ำขัง พื้นที่ปลูกเป็นดินเหนียวผลผลิตจะไม่ดีเท่ากับพื้นที่ปลูกที่เป็นดินร่วน หลักการให้น้ำควรให้ผิวหน้าดินชื้น แต่อย่าให้จนดินแฉะ เพราะถ้าแปลงปลูกเป็นดินเหนียว จะทำให้ปริมาณผลผลิตของหน่อไม้ฝรั่งลดลง หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชที่ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้ผลผลิตดี หน่อไม้ฝรั่งที่ได้รับน้ำไม่สม่ำเสมอ จะมีคุณภาพของหน่อไม่ดี โดยจะมีเส้นใย (ไฟเบอร์) มาก หน่อจะเหนียว ทำให้คุณภาพในการบริโภคจะด้อยลง

การพักต้น หลังจากเก็บเกี่ยวหน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์ได้ 2 เดือน ต้นหน่อไม้ฝรั่งเริ่มโทรม ผลผลิตจะลดลงตามลำดับ จำเป็นต้องพักต้นหรือบำรุงต้นใหม่ 1 เดือน ให้ต้นหน่อไม้ฝรั่งได้สะสมอาหาร แล้วพร้อมให้ผลผลิตได้เก็บต่ออีก 2 เดือน แล้วก็จะพักต้นต่อ ทำแบบนี้เรื่อยไปทั้งปี

การพักต้นนั้น คุณประจัก อธิบายว่า ตนเองจะเริ่มจากการหยุดเก็บหน่อล่วงหน้า 3 วัน แล้วดูว่าหน่อไหนสวย ต้นใหญ่สมบูรณ์ ก็จะเก็บเอาไว้เป็นต้นแม่ ต้นที่เหลือจากการคัดให้ตัดแต่งต้นโดยการถอนทิ้ง เช่น ต้นที่เหลืองและโทรม มีโรคแมลงรบกวนให้ถอนทิ้งไป จะคัดเลือกต้นใหญ่ แข็งแรง ไว้เพียง 3-5 ต้น ต่อกอ เท่านั้น เพื่อเลี้ยงไว้เป็นต้นแม่ จากนั้นจะพรวนดิน การพรวนดินจะพรวนดินไปตามยาวของแปลงปลูก ไม่ควรพรวนรอบโคนต้นหน่อไม้ฝรั่ง พรวนเพื่อให้ดินเกิดช่องว่างเพื่อเราจะเติมแกลบและปุ๋ยต่างๆ จะได้แทรกลงในช่องว่างที่ได้พรวนดินเอาไว้ ทำให้ดินร่วนซุย อีกอย่างการที่เกษตรกรเข้าไปทำงานในแปลงโดยตลอด การถอน การเก็บเกี่ยวผลผลิต สภาพดินในแปลงจะยุบตัวลงมา รากหน่อจะตื้น รวมถึงการดึงเอาแร่ธาตุในดินไปใช้ หลังการพรวนดินเกษตรกรจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก เพิ่มธาตุอาหารในดิน พร้อมกับพูนดินกลบโคนต้นทุกครั้ง เพื่อให้หน่อเกิดขึ้นมาใหม่มีความสมบูรณ์

การใส่ปุ๋ย คุณประจัก จะใส่ปุ๋ยอินทรีย์สำเร็จรูป 5 ส่วน ผสมกับปุ๋ยเคมี สูตรเสมอ 15-15-15 1 ส่วน นำปุ๋ยทั้ง 2 ชนิด คลุกเคล้าผสมให้เข้ากัน จากนั้นจะนำไปหว่านโรยบนหลังร่องให้ทั่ว โดยพื้นที่ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง 2 ไร่ คุณประจัก จะใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 จำนวน 1 กระสอบ (50 กิโลกรัม) ผสมคลุกเคล้ากับปุ๋ยอินทรีย์ จำนวน 5 กระสอบ (250 กิโลกรัม) หลังจากนั้นก็จะใส่แกลบดิบเพื่อเป็นการคลุมแปลงปรับสภาพให้แปลงร่วนซุย ให้หน่อไม้ฝรั่งได้แทงหน่อได้ง่าย ใส่ปุ๋ยเสร็จ ใส่แกลบทับก็จะให้น้ำเพื่อให้ปุ๋ยได้ละลาย

หลังจากเลี้ยงต้นแม่ให้ต้นสูงสัก 50-60 เซนติเมตร หรือสูงเลยระดับเชือกที่ขึงไว้เพื่อพยุงต้น ให้ใช้มือเด็ดยอดต้นหน่อไม้ฝรั่งทิ้งไป การเด็ดยอดนั้นทำให้ต้นแม่ของหน่อไม้ฝรั่งไม่งามใบจนเกินไป จุดประสงค์ให้มีการเจริญเติบโตที่กอด้านล่างมากกว่า เพื่อสะสมอาหารเตรียมให้ผลผลิต เมื่อใบหน่อไม้ฝรั่งเปลี่ยนจากสีเขียวอ่อนเป็นสีเขียวเข้ม (ใบแก่) ก็จะให้ผลผลิตเก็บหน่อขายต่ออีกราวๆ 2 เดือน ช่วงที่พักต้น ทางใบก็สามารถเสริมด้วยฮอร์โมน อาหารเสริม น้ำหมักชีวภาพ ฉีดพ่นทุกๆ 7 วัน

คุณประจัก แนะนำสูตรน้ำหมักว่า ตนเองจะหมักด้วยหน่อกล้วยอ่อน น้ำหนัก 5 กิโลกรัม เอามีดสับให้ละเอียด + หัวเชื้อจุลินทรีย์ ประมาณ 1 ลิตร (ซึ่งครั้งแรกอาจจะซื้อหัวเชื้อมาจากท้องตลาด หรือแบ่งมาจากเพื่อนเกษตรกรที่ทำน้ำหมักเอาไว้) + กากน้ำตาล 5 ลิตร เอาใส่รวมกันในถัง 200 ลิตร ใส่น้ำให้เต็มถัง คนให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ให้ย่อยสลาย ฉีดแล้วทำให้ต้นหน่อไม้ฝรั่งเขียวและออกหน่อดี มีฉีดแคลเซียม-โบรอน เดือนละ 1-2 ครั้ง ตามความเหมาะสม จะช่วยเสริมความแข็งแรงของต้นให้หน่อมีความสมบูรณ์

การเก็บเกี่ยวหน่อไม้ฝรั่ง คุณประจัก เล่าให้ฟังว่า การปลูกหน่อไม้ฝรั่งนั้นแตกต่างจากพืชผัก หรือพืชหมุนเวียนอายุสั้น เพราะหน่อไม้ฝรั่งต้องรอเวลาอย่างน้อย 1 ปี โดย 1 ปีแรก เพียงแต่บำรุงรักษาดูแลต้นให้กอใหญ่สมบูรณ์ จะเริ่มให้ผลผลิตได้เก็บหน่อบ้างในปีที่ 2 รายได้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ จากรายได้วันละหลักร้อย ก็กลายเป็นวันละหลักพันบาท อย่างตนเองแปลงปลูก อายุ 2 ปี ในปีที่ 2 อย่างต่อรอบ (2 เดือน) หรือ 1 มีด ราวๆ 10,000-20,000 บาท แต่ตัวเลขเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 1 ปี ที่ผ่านมารวมตัวเงินได้ ราว 80,000 บาท ถือว่าเป็นรายได้ที่ดีพอสมควรเมื่อเทียบกับการทำการเกษตรอย่างอื่นที่มีต้นทุนมากกว่า ทั้งเรื่องของเมล็ดพันธุ์ สารเคมี และการลงแรงที่ทำงานหนักกว่ามาก แต่สำหรับหน่อไม้ฝรั่ง ทำงานเบาและสบายกว่ามาก ถือว่าเหมาะกับอายุของเราที่แก่ตัวลงทุกวัน ที่ฉีดยามากๆ ก็ไม่ไหว แต่พอมาปลูกหน่อไม้ฝรั่งปลอดสารพิษ กลับรู้สึกว่าสบายตัวมากทีเดียว

คุณประจัก เล่า อย่างรายได้จากการปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ยกตัวอย่างเพื่อนเกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกเท่าๆ กัน แต่ปลูกแบบแถวคู่ที่มีจำนวนต้นเยอะกว่า ตอนนี้อายุต้นมากกว่าไม่กี่เดือน สามารถทำผลผลิตได้สูง มีดละ 50,000-60,000 บาท (2 เดือน) ทำให้เรามั่นใจรายได้ในอนาคต ตนเองจึงปลูกเพิ่มอีก 2 ไร่ แต่ปรับระยะปลูกเป็น 2 แถว ต่อร่อง เพื่อให้ได้จำนวนต้นที่มากขึ้น

ส่วนการเก็บเกี่ยวหน่อไม้ฝรั่ง คุณประจัก อธิบายว่า หลังจากที่หน่อไม้ฝรั่งโผล่ออกมาจากดินจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ จะใช้เวลาเพียง 2-3 วัน เท่านั้น (หน่อไม้ฝรั่งจะเจริญและยาวในเวลากลางคืน) ดังนั้น เมื่อวันแรกที่พบหน่อไม้ฝรั่งงอกมาจากดิน และมีความสูงประมาณ 2-3 นิ้ว จะต้องเอากรวยพลาสติกที่ทำเหมือนหมวกมาครอบส่วนของยอดหน่อไม้ฝรั่ง กรวยพลาสติกจะช่วยให้ดอกตูม ไม่บาน หลังจากที่สวมหมวกไปได้เพียง 1-2 วัน ก็ต้องถอนเก็บหน่อออกจากแปลงมาจำหน่ายทันที ถ้าปล่อยไว้ส่วนของปลายหน่อจะบาน กลายเป็นหน่อตกเกรด วิธีเก็บเกี่ยวทำได้โดยใช้มือจับโคนหน่อที่ติดกับดิน ที่มีความเขียวที่ 20-25 เซนติเมตร แล้วดึงขึ้นในแนวตรง หากไม่ตรงจะทำให้หน่อหักในระหว่างการเก็บเกี่ยว ระวังอย่าให้หน่อไม้ฝรั่งกระทบกระเทือน จะทำให้หน่อที่เกิดใหม่น้อยลง ไม่ควรจับหน่อแรงเกินไปจะทำให้ช้ำหรือหักได้ ช่วงการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมคือ ช่วงเวลาเช้า ราว 06.00-09.00 น. หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต ต้องนำหน่อไม้ฝรั่งเข้าไว้ในที่ร่ม ไม่ตากแดด มีอากาศถ่ายเทสะดวก นำมาคัดแยกแบ่งเกรดหน่อไม้ฝรั่ง การคัดเกรดต้องล้างมือให้สะอาด ไม่ไว้เล็บยาวหรือสวมถุงมือ ทำความสะอาดโคนหน่อ อย่าให้ปลายหน่อโดนน้ำ ควรใช้น้ำสะอาดหรือน้ำประปาล้างหน่อไม้ฝรั่ง ล้างดินที่ติดมา แล้วนำมาวางเรียงในบล็อกไม้ที่จะกำหนดความยาวของหน่อไม้ฝรั่ง ตัดแต่งให้ยาว 20-25 เซนติเมตร (ความยาวแล้วแต่บริษัทผู้รับซื้อกำหนด) แล้วใช้มีดตัด ก็จะได้หน่อไม้ที่มีความยาวเท่าๆ กันอย่างระมัดระวังอย่าให้ช้ำ ต้องเปลี่ยนน้ำล้างหน่อไม้ฝรั่งทุกครั้งในแต่ละชุด ตัดโคนหน่อให้เสมอกัน ใช้กระดาษหุ้มแล้วมัดด้วยเชือกหรือยาง บล็อกและมีด ต้องทำความสะอาดอยู่เสมอ บรรจุในตะกร้าโปร่ง ให้ยอดตั้งขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ยอดคด ใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำหมาดๆ คลุมไว้ จะเก็บได้นาน ประมาณ 2 ชั่วโมง ถ้าต้องเก็บไว้นานกว่านั้น ให้ใช้ตะกร้าที่บรรจุหน่อไม้ฝรั่งใส่ถังน้ำแข็ง แต่อย่าให้หน่อโดนน้ำ จะเก็บได้นานประมาณ 2 วัน ควรบรรจุไม่เกิน 20 กิโลกรัม ต่อตะกร้า แล้วไปส่งยังจุดรับซื้อของกลุ่ม หรือหากอยู่ห่างไกลจากจุดรับซื้อของกลุ่ม ก็สามารถยืดอายุหน่อไม้ฝรั่งโดยการแช่ตู้เย็นเอาไว้ได้นาน 2-3 วัน เมื่อผลผลิตรวบรวมได้พอสมควรก็นำไปส่งที่จุดรับซื้อ ราคาประกันรับซื้อโดยแบ่งเป็นเกรดๆ อย่าง เกรดเอ (A) รับซื้อที่ กิโลกรัมละ 65 บาท เกรดรองลงมา 60, 55, 50, 45, 40, 30 บาท ตามลำดับของเกรดรับซื้อที่แยกย่อยลงมา

สรุป เคล็ดลับบางประการสำหรับผู้ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง

1. หลีกเลี่ยงการใช้ยาฆ่าหญ้าโดยเด็ดขาด ถ้าใช้ยาฆ่าหญ้า หน่อไม้ฝรั่งจะชะงักการแทงหน่อ อย่างน้อย 4 เดือน ต้นจะโทรม บางครั้งถึงยืนต้นตายได้ ต้องระวังเป็นอย่างมาก

2. หลีกเลี่ยงการใช้มูลสัตว์ปีก เช่น มูลไก่ มูลเป็ด มูลค้างคาว เพราะมักจะเป็นเหตุที่ทำให้เกิดโรคจากเชื้อราได้ง่าย และจะทำให้หน่อไม้ฝรั่งออกดอกมาก ก้านดอกยาว เป็นไปได้แนะนำให้ใช้เฉพาะขี้วัว หรือวัวนมเก่าที่ย่อยสลายแล้วจะดีมาก

3. หลีกเลี่ยงใช้แกลบดำ เพราะพืชตระกูลกินหน่อมักไม่ชอบแกลบดำ

4. ใส่ยิปซัม สำหรับบางพื้นที่ ดินที่ใช้ในการเกษตรมานาน ขาดการปรับปรุงบำรุงดินที่เหมาะสม จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข โดยการใช้ยิปซัมเป็นวัสดุปรับปรุงดิน จะช่วยแก้ปัญหาผิวดินจับตัวกันแน่น ทำให้น้ำและอากาศผ่านลงไปในดินชั้นล่างได้ดีขึ้น พืชดูดน้ำและอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการแก้ปัญหาทางเคมีและชีวภาพ ยิปซัมช่วยลดสภาพดินเป็นกรดในดินชั้นล่าง ลดการเกิดโรคพืช ช่วยฟื้นฟูดินเค็มให้กลับมาใช้ปลูกพืชได้เป็นปกติ ยิปซัมนอกจากช่วยปรับสภาพดินแล้ว ยังเป็นแหล่งให้ธาตุแคลเซียม และกำมะถันที่จำเป็น

ปัจจุบันที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีในการเพิ่มผลผลิตพืช ระบบการเกษตรแบบประณีต ทำให้ดินขาดความสมดุลของธาตุอาหาร โดยเฉพาะแคลเซียมและกำมะถัน ที่มีอยู่ในดินสูญเสียไปจากการถูกชะล้างจำนวนมากทุกปี การใส่ยิปซัมจะช่วยเสริมสร้างระบบดิน-พืช ให้ดีขึ้นได้

หูกระจง?ดุจพุ่มบารมี แผ่คลุมเป็นร่มมงคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

อุทยานพฤกษา

“เมย์วิสาข์”

หูกระจง?ดุจพุ่มบารมี แผ่คลุมเป็นร่มมงคล

ดั่งร่มชั้น คล้ายฉัตร เพื่อปัดป้อง

มวลภัยผอง มิใกล้ ให้ พ่ายหนี

เป็นพฤกษา มงคล แผ่บารมี

คลุมสิ่งดี ด้วยพุ่มหรู หูกระจง

ชื่ออื่น : หูกวางแคระ แผ่บารมี

ชื่อสามัญ : Ivory Coast Almond, Black Afara

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Terminate ivorensis A. Chev.

ชื่อวงศ์ : COMBRETACEAE

ถิ่นกำเนิด : ป่าในแถบแอฟริกาตะวันตก แถบเส้นศูนย์สูตร ตั้งแต่ประเทศกินี ไปจนถึงแคเมอรูน

ข้อมูลทั่วไป :

หูกระจง แผ่ทรงพุ่มสวยงาม อยู่ในอุทยานพฤกษาแห่งนี้ เป็นที่ถูกอกถูกใจของบรรดามวลหมู่ชื่นชมพฤกษานานาพันธุ์เป็นอย่างยิ่ง กลุ่มของต้นหูกระจงเหล่านี้แตกกิ่งเป็นชั้นๆ แต่ละชั้นห่างกันประมาณ 50-100 เซนติเมตร มีคนสงสัยว่า ทำไมชื่อหูกระจง คำตอบก็คือ?คงเป็นเพราะลักษณะใบคล้ายกับหูของกระจง ซึ่งเรารู้จักกันดีว่า กระจง จะมีรูปร่างคล้ายกวาง แต่ไม่มีเขา แล้วใบหูกระจงก็เหมือนใบหูกวาง แต่จะมีขนาดเล็กกว่า ต้นหูกวาง และหูกระจง จัดอยู่ในวงศ์เดียวกัน บางคนบอกชอบต้นไม้ที่นำเอาอวัยวะของสัตว์มาตั้งเป็นชื่อมากเลย เพราะทำให้จดจำได้ง่ายขึ้น นอกจากหูกระจง หูกวาง แล้ว ยังมีอีกหลายหู เช่น หูเสือ หูหนู หูกระต่าย หูปลาช่อน เป็นต้น

ต้นหูกระจง หรือ แผ่บารมี ต้นไม้มงคลที่มีผู้นิยมปลูกในรั้วบ้าน อาจเป็นเพราะทรงพุ่มที่สวยงาม พุ่มใบละเอียดเป็นชั้นๆ เติบโตไว ให้ร่มเงาเร็ว อายุยืน ตลอดจนความหมายที่เป็นการเสริมบุญบารมีให้ชีวิตมีแต่ความสุขความเจริญก็เป็นได้ บางคนชอบต้นหูกระจงมาก เพราะทรงต้นสวยเป็นชั้นๆ เหมือนต้นคริสต์มาส (ที่ใช้ในเทศกาลคริสต์มาส) นั่นคือเหตุผลที่ทำให้นิยมปลูกกัน แต่เมื่อปลูกไปแล้วก็ทำให้เกิดปัญหาไม่น้อย สำหรับบ้านเรือนที่มีพื้นที่น้อยๆ ลองมาดูว่าเกิดปัญหาอะไรบ้าง ปัญหาหรือข้อเสีย เริ่มตั้งแต่ใบร่วงเยอะมาก ร่วงได้ทั้งปี ขนาดใบเล็ก กวาดยาก ติดตามซอกตามหลืบ กวาดไม่หมด แถมมีหนอนบุ้งกัดกินใบ แม้จะระบาดปีละครั้งก็ทำลายต้นหูกระจงไม่น้อย บางต้นใบโกร๋นหมดไม่เหลือเลย ส่วนรากแผ่กว้างมาก อาจแผ่โดนท่อประปาใต้ดินให้แตกเสียหายได้

แต่ข้อยืนยันจากผู้ที่ชอบปลูกหูกระจงมากๆ มีหลายประการ บางคนปลูกเพราะหน้าบ้านร้อน ไม่อยากต่อเติมหลังคาโรงรถ เพราะไม่ชอบเสียงฝนตกกระทบหลังคา ไม่ชอบมืด และที่สำคัญไม่มีงบประมาณด้วย อยากได้ร่มไม้กันแดดให้สวนเล็กหน้าบ้าน แล้วก็เป็นร่มเงาให้รถด้วย รับรู้ถึงปัญหาของการปลูกต้นหูกระจง จึงพยายามทำตามคำแนะนำดังกล่าวข้างต้น โดยการตัดยอด จากนั้นถ้าไม่อยากให้ต้นหูกระจงแผ่ออกมากๆ ก็ตัดแต่งกิ่งหรือเล็มกิ่ง ถ้าหากเล็มเป็นทรงกลมจะสวยงามมาก และถ้าปลูกแล้วปล่อยให้เติบโตตามธรรมชาติก็ต้องขยันกวาดใบที่ร่วง เพราะถ้าไม่กวาดใบร่วง อาจจะเป็นชนวนให้ทะเลาะกับเพื่อนบ้านได้ ในกรณีที่บ้านเรือนปลูกชิดกันมาก กิ่งของหูกระจงแผ่เข้าไปพร้อมกับใบที่ร่วงเป็นจำนวนมากอยู่ในบริเวณบ้านของเพื่อนบ้าน ซึ่งเคยเกิดขึ้นบ่อยๆ ถึงขั้นขึ้นสถานีตำรวจมาแล้ว จึงมีคำแนะนำว่า ควรปลูกต้นหูกระจงให้ห่างจากตัวบ้าน อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า 8-10 เมตร บางคนบอกว่าต้อง 15 เมตร จึงจะพอ เพื่อความปลอดภัย ดังนั้น ต้นหูกระจงจึงเหมาะกับการใช้ปลูกประดับสวน อาคาร ให้ร่มเงา ให้ความสวยงาม ในบริเวณกว้าง ส่วนรากที่ชอนไชโครงสร้างของอาคาร หรือพื้นถนนก็ต้องระมัดระวัง ต้องจำกัดพื้นที่การเจริญเติบโตของราก จะโดยวิธีใดก็แล้วแต่ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายขึ้นได้

แต่ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ เป็นคุณสมบัติของต้นหูกระจงธรรมดา แล้วต้นหูกระจงไม่ธรรมดาเป็นอย่างไร? ต้นหูกระจงไม่ธรรมดา คือ หูกระจงแคระ และหูกระจงหนาม สำหรับหูกระจงแคระ เป็นสายพันธุ์ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากเติบโตช้า ส่วนมากนิยมปลูกเป็นไม้ดัด ไม้แคระ หรือ บอนไซ ราคาจึงค่อนข้างสูง ส่วนหูกระจงหนาม จะมีทรงพุ่มที่สวยงามกว่าหูกระจงธรรมดา และใบของต้นหูกระจงหนามจะเป็นเงา และแน่นกว่า เหมาะที่จะปลูกเป็นไม้กระถาง แต่เหตุผลที่สำคัญที่คนสนใจปลูกต้นหูกระจงหนามไม่มาก เนื่องจากความเชื่อเรื่องหนามที่ไม่เป็นมงคลต่อผู้ปลูก ทำให้หูกระจงธรรมดาเป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมในการซื้อไปปลูกเป็นไม้ประดับมากที่สุด

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ลำต้น ไม้ยืนต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 15-20 เมตร ขนาดทรงพุ่ม 8-10 เมตร ผลัดใบ ทรงพุ่มแผ่เป็นชั้นๆ หนาทึบ แตกกิ่งตั้งฉากกับลำต้น เมื่อต้นโตเต็มที่ปลายกิ่งจะลู่ลง เปลือกต้นสีน้ำตาล มีรอยแตกเป็นร่องตามแนวยาว สีน้ำตาลอมเหลือง และมีรอยด่างขาวทั่วทั้งลำต้น แตกกิ่งในแนวราบคล้ายฉัตร

ใบ ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับถี่ที่ปลายกิ่ง รูปไข่กลับ กว้าง 1-1.5 เซนติเมตร ยาว 1.5-3 เซนติเมตร ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนใบสอบ แคบ เว้า และมีต่อม 1 คู่ ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาและเหนียว สีเขียวเรียบเป็นมัน ใบอ่อนสีน้ำตาลอมเขียว

ดอก สีขาว ออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ช่อดอกมีลักษณะเป็นแท่ง โคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 5 แฉก รูปสามเหลี่ยม ไม่มีกลีบดอก ดอกเพศผู้อยู่ปลายช่อ ดอกสมบูรณ์เพศอยู่บริเวณโคนช่อ เกสรเพศผู้ 10 อัน

ผล ผลสดแบบมีเนื้อ เมล็ดเดียว รูปไข่ หรือรูปรีป้อม และแบนเล็กน้อย กว้าง 2-5 เซนติเมตร ยาว 3-7 เซนติเมตร สีเขียว เมื่อสุกสีเหลืองอมเขียว มีเนื้อและชั้นหุ้มเมล็ดค่อนข้างแข็งและเหนียว

เมล็ด รูปรี สีน้ำตาล ออกดอกติดผลเกือบตลอดทั้งปี

การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด และตอนกิ่ง

สภาพแวดล้อมเหมาะแก่การเจริญเติบโต เติบโตได้ดีในดินร่วนหรือร่วนปนทราย รากจะชอนไชลงไปยังชั้นดินได้ดีกว่าดินเหนียว หรือดินแข็งๆ ชอบแดดจัด

สรรพคุณทางสมุนไพร ไม่มีรายงานการมีสรรพคุณทางสมุนไพรแต่เพียงอย่างใด

การใช้ประโยชน์ ทรงพุ่มสวย พุ่มใบละเอียดเป็นชั้นๆ สวยงาม ปลูกประดับสวน อาคาร ให้ร่มเงา ริมถนน ลานจอดรถ ปลูกในพื้นที่กว้าง เช่น สวนสาธารณะ เนื้อไม้ใช้ก่อสร้าง ทำเฟอร์นิเจอร์

คนสุพรรณฯ เลี้ยง ชวนชม สวย ขายได้ราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05036011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

ไม้ดอกไม้ประดับ

สุรเดช สดคมขำ

คนสุพรรณฯ เลี้ยง ชวนชม สวย ขายได้ราคา

ถ้าเอ่ยถึงไม้ดอก ที่รู้จักกันมายาวนานชนิดหนึ่ง คงจะหนีไม่พ้น ชวนชม ซึ่งจัดได้ว่าเป็นพรรณไม้ที่มีสีสันของดอกสวยงาม กิ่งก้านดูอ่อนช้อย รากสามารถจัดให้สวย การเลี้ยงดูไม่ยุ่งยาก ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี จนหลายๆ คน เรียกว่า “กุหลาบทะเลทราย”

ชวนชม จัดได้ว่าเป็นไม้ดอกที่ใฝ่ฝันของใครหลายๆ คน ที่ต้องการเพาะเลี้ยง จัดรูปทรงราก กิ่ง ให้สวยงาม เป็นไปตามความต้องการของผู้ดูแลเอง ซึ่งการจัดทรง การดูแล อาจมีความยากง่ายแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับฝีมือและเทคนิคของแต่ละคนที่ได้ใช้จินตนาการให้กับชวนชมของตน

การดูแลชวนชมแต่ละต้น รูปทรงจะไม่เหมือนกันทุกต้น อาจจะกล่าวได้ว่ามีเพียงต้นเดียวในโลกก็ว่าได้ เป็นไม้ดอกที่ไม่ต้องมีรูปแบบตายตัว เหมาะกับผู้ที่ต้องการหาไม้ดอกไว้ประดับหน้าบ้านเพื่อความสวยงาม และดูแลเป็นงานอดิเรกไว้เพื่อความเพลิดเพลิน สำราญใจ อาจไม่แน่ว่าสิ่งที่ทำเพื่อความบันเทิงใจ อาจกลายเป็นงานที่สร้างรายได้ให้ผู้ดูแล จากหลักร้อยบาทจนถึงหลักหมื่นบาทเลยทีเดียว ดังเช่น เกษตรกรรายนี้

พ.จ.อ. พีรภัทร ปิ่นทอง เจ้าของสวนมิสเตอร์พี (Mr. P) ผู้หลงรักชวนชมแบบสุดหัวใจ เรียกได้ว่าเวลาที่เหลือทั้งหมด ช่วงเสาร์-อาทิตย์ จะต้องมาดูแลชวนชมที่เขาปลูก เนื่องจากวันธรรมดาเขาทำงานรับราชการ สังกัดกรมอิเล็กทรอนิกส์ อยู่ในพื้นที่กรมอู่ทหารเรือ ทำให้มีเวลาว่างแค่ 2 วัน ต่อสัปดาห์ เขาจึงเอาเวลาที่มีค่า แม้อาจดูน้อยนิดสำหรับหลายๆ คน แต่สำหรับ พ.จ.อ. พีรภัทร แล้ว เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุด

สวนมิสเตอร์พี (Mr. P) อยู่บ้านเลขที่ 50/1 หมู่ที่ 10 (บ้านทุ่งลานโพธิ์) ตำบลวังลึก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี

รับราชการงานประจำ

ชวนชม อาชีพเสริมสร้างรายได้

เดิมก่อนที่จะมาเป็นสวน Mr. P พ.จ.อ. พีรภัทร ได้ทำการเกษตรอย่างอื่นมาก่อน ทำไร่ ทำสวนมะละกอ จนกระทั่งเลี้ยงปลานิล เมื่อทำมาเรื่อยๆ ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร จึงคิดว่าสิ่งที่เริ่มทั้งหมดอาจจะไม่ใช่คำตอบ เพราะยิ่งทำเหมือนยิ่งฝืนตัวตน บวกกับรายได้ก็ทรงตัว

“สมัยก่อนทำมาหมด อาชีพเกษตรหลายอย่าง แต่ที่หันมาทำตัวนี้ เพราะว่าเราชอบไม้ตัวนี้ ก็ใช้เวลาเสาร์-อาทิตย์ ดูแล เพราะผมรับราชการ เป็นไม้ดูแลง่าย ไม่จำเป็นต้องดูแลอะไรมาก จุดเริ่มต้น ผมเลี้ยงฮอลแลนด์ 2 ต้น พอเลี้ยงๆ ไป มันใหญ่สวย ก็เกิดความชอบ เลยไปค้นหาตามเว็บไซต์ เจอข้อมูลชวนชม ก็เลยเริ่มจริงจังแต่นั้นมาเลย” พ.จ.อ. พีรภัทร กล่าว

วิธีการปลูก ทำอย่างไร

เริ่มแรกเดิมที พ.จ.อ. พีรภัทร ยังไม่มีต้นชวนชมมากนัก เพราะอาศัยพันธุ์ฮอลแลนด์ที่มีอยู่แล้วมาดูแล และศึกษาหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ตามหน้าเว็บไซต์ เมื่อรวบรวมข้อมูลพอสมควร พ.จ.อ. พีรภัทร ได้หาแหล่งที่ขายเมล็ดพันธุ์ ซึ่งช่วงนั้นเมล็ดมีราคาค่อนข้างแพง ตกเมล็ดละ 30-40 บาท ทำให้ช่วงนั้นเขาเลือกหาเมล็ดพันธุ์ และต้นในราคาที่ไม่แพงมากมาเพาะและปลูกเพื่อหาประสบการณ์

จากนั้นนำเมล็ดมาเพาะในวัสดุเพาะทั่วไป รดน้ำเช้าเย็นรอจนกล้างอก แล้วจึงย้ายไปใส่กระถางใหม่ ส่วนต้นที่ซื้อมา นำมาปลูกในดินที่เตรียมเอง จำพวกดินใบก้ามปู กับกาบมะพร้าวสับเล็กๆ ในอัตราส่วน 1 : 1 อาจจะมีการเติมปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยขี้ไก่ เข้าไปบ้างเล็กน้อย เพื่อให้วัสดุปลูกมีความสมบูรณ์มากขึ้น

“ช่วงเพาะเมล็ด ใช้ระยะเวลา 2 เดือน แล้วถึงจะแยกกล้า พอแยกกล้าลงกระถาง 6 นิ้ว ต่อไปก็ต้องดูว่าไม้แตกกิ่งครบไหม ดูจากจำนวนยอด ก็ใช้ระยะเวลาอีก 2-3 เดือน จนกว่าจะแตกกิ่งครบ พอมีกิ่งสมบูรณ์ ก็จะถอนขึ้นมาดูว่า รากสวยดีไหม ถ้ารากออกมาไม่สวย ไม่ดี ตัดออกทิ้งเลย เพื่อที่จะสร้างรากใหม่” พ.จ.อ. พีรภัทร อธิบายขั้นตอนหลังเมล็ดงอก

ในสวนของ พ.จ.อ. พีรภัทร เมื่อต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ด ได้ระยะกล้าที่แข็งแรง ประมาณ 4-5 เดือน จึงเตรียมดูความแข็งแรงของระบบราก ระบบกิ่ง เนื่องจากชวนชมโดยทั่วไปสิ่งที่นิยมจัดคือ ระบบราก การตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้มีความสวยงาม ซึ่งการจัดรากและตัดแต่งกิ่ง สุดแล้วแต่เทคนิคของแต่ละบุคคลที่จะสรรค์สร้างจินตนาการ ที่แตกต่างกันออกไป ไม่มีอะไรที่ตายตัว

วิธีการดูแล

และป้องกันศัตรูพืช

ที่นี่จะรดน้ำชวนชมทุกวัน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ถ้าวันไหนฝนตก ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องรดน้ำ เรื่องรดน้ำสำคัญมาก จริงอยู่ชวนชมอาจเป็นไม้ทนแห้งแล้งได้ดี แต่การรดน้ำทำให้ชวนชมเจริญเติบโตได้ดี

การให้ปุ๋ย ถ้าเป็นสวนของ พ.จ.อ. พีรภัทร จะค่อนข้างใส่ใจ เพราะชวนชมจะสวย จะสมบูรณ์ เรื่องนี้สำคัญ มีการดูแล 3 อย่างหลักๆ คือ

1. การให้ปุ๋ยกล้าไม้ในช่วงงอกจากกระบะเพาะ จะใส่แบบบางๆ ทุกสัปดาห์ โดยใช้ปุ๋ย สูตร 16-16-16 ละลายน้ำ ผสมกับ B1 รดทางดิน

2. การบำรุงใบ จะบำรุงด้วยการฉีดฮอร์โมนชีวภาพ ฉีดพ่นทุก 2 สัปดาห์

3. ส่วนชวนชมที่มีอายุตั้งแต่ 5 เดือนขึ้นไป จนถึงไม้ใหญ่ จะใช้ B1 ผสมน้ำขี้วัว ซึ่งน้ำขี้วัวคือ ขี้วัวแห้ง นำมาแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นกรองเอาแต่น้ำออกมา แล้วนำน้ำขี้วัวที่ได้มาเจือจางน้ำเปล่าอีกที รดทางดินทุก 2 สัปดาห์ และมีการเสริมด้วยปุ๋ย สูตร 16-16-16 เดือนละครั้ง

การเปลี่ยนย้ายกระถางก็ดูตามความเหมาะสม ถ้าชวนชมมีระบบรากที่ใหญ่ ก็อาจเปลี่ยนไปตามขนาดของรากที่ใหญ่ขึ้น โดยไม่ให้อัดแน่นมากจนเกินไป จะทำให้ระบบรากเดินได้ไม่ดี อาจทำให้ต้นชวนชมชะงักการเจริญเติบโตได้

แมลงศัตรูพืชที่พบ ส่วนใหญ่จะเป็นหนอน เพลี้ย ที่กินยอดอ่อน และเข้าทำลายใบ ก็จะกำจัดด้วยการฉีดยากำจัดหนอนทั่วไปตามท้องตลาดที่มีขาย ไม่ได้มีเทคนิคอะไรมาก สามารถหาซื้อมาใช้ได้ ส่วนด้านล่างโคนต้น ถ้ามีหญ้าขึ้นในกระถาง จะต้องถอนออกให้หมด ชวนชมในระยะนี้ต้องระมัดระวังให้มากที่สุด เป็นช่วงที่ระบบราก กิ่ง ต้องมีไปพร้อมๆ กัน ดูแลกันเกือบ 1 ปี เพื่อให้พร้อมที่จะนำออกขายได้

ตลาดส่วนใหญ่

ปากต่อปาก

เมื่อเอ่ยถึงเรื่องการตลาด เจ้าของสวนเล่าให้ฟังด้วยสีหน้าที่ปลาบปลื้มใจ ปนด้วยรอยยิ้มที่แสดงถึงความภูมิใจในสิ่งที่เขาทำว่า

“เรามีความยึดมั่น ซื่อสัตย์ ซื่อตรง มีความรับผิดชอบ เราต้องยึดมั่นให้ได้ เพราะการขายไม้ ต้องบอกจุดเสียของไม้ด้วย เช่น ไม้มีตำหนิ เราต้องบอกลูกค้า ถ้าต้นที่เลี้ยงรากไม่ดี เราก็ต้องจัดหาไม้ให้ใหม่ เพราะไม้เป็นตัววัดคุณภาพของเรา เราจะไม่ยัดเยียดไม้ให้ลูกค้า อะไรประมาณนั้น เพราะรากไม้มันอยู่ในดิน ลูกค้าไม่สามารถเห็นได้ ถ้าเจอรากเน่าเราต้องแจ้งลูกค้า และเปลี่ยนไม้ใหม่ให้เขาไป เพราะลูกค้าบางคนดูผ่านไลน์ ทางเฟซบุ๊ก ไม่ได้เห็นไม้ของจริง ความจริงใจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผม ว่าไม้ที่ผมส่งไปทางไปรษณีย์ คือต้นเดียวกันกับที่ส่งรูปให้ลูกค้าดู ผมยอมรับว่า ปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีดีขึ้น ทำให้การขาย ขายได้ดีกว่าสมัยก่อน คือเราส่งรูปให้ดูได้เลย”

สวน พ.จ.อ. พีรภัทร สำหรับลูกค้าที่เป็นขาประจำจะให้ความไว้วางใจเป็นอย่างมาก ชวนชมที่ออกไปจากสวนจะเป็นไม้เชิงคุณภาพ โดยมีระบบกิ่ง ระบบราก เพื่อที่ลูกค้าซื้อไปแล้วสามารถไปดูแลต่อได้ เพราะชวนชมที่ขายไปมีระบบรากและกิ่งที่พร้อมแล้ว ลูกค้าสามารถนำไปสร้างจินตนาการต่อได้ ว่าต้องการให้ทรงต้นสวยแบบไหน ทรงรากเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับเทคนิคของลูกค้าเอง

“ส่วนใหญ่ลูกค้าที่เอาไป ก็จะไปตัดแต่งเอง ถ้ารากเยอะไป ก็ไปตัดเองตามที่ต้องการ คือเรามีให้ครบแล้ว ระบบกิ่งได้ ระบบรากมี ลำต้นก็พอสมควร อะไรประมาณนี้ ลูกค้าก็สามารถเอาไปเล่นต่อได้ อย่างบางคนที่เริ่มใหม่ๆ จัดรากไม่เป็น เราก็ให้คำแนะนำไป รากไม่ควรซ้อนกัน โดยที่ลูกค้าไม่ต้องไปทำรากใหม่ เรามีให้พร้อมแล้ว จากไม้ที่ลูกค้าซื้อไป” พ.จ.อ. พีรภัทร เล่าถึงความใส่ใจ ที่พร้อมมอบให้ลูกค้าเสมอ

ชวนชมที่นี่มีราคา ตั้งแต่ 500-10,000 บาท ขึ้นไป ชวนชมทุกต้น จะผ่านการดูแลด้วยมือของ พ.จ.อ. พีรภัทร เองทุกต้น ในสวนจะทำชวนชมทุกต้นให้มีฟอร์มที่หลากหลาย เพราะลูกค้าแต่ละคน ชอบไม่เหมือนกัน บางคนชอบทรงแท่ง บางคนชอบจัดระบบราก ทางสวนมีให้เลือกซื้อที่หลากหลาย

การผสมพันธุ์ เพื่อการค้า

ช่วงแรกๆ ที่ทำ พ.จ.อ. พีรภัทร ยังไม่เก่งเรื่องการผสมดอกพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ เท่าที่ควร ยังมีการนำเมล็ดพันธุ์ และต้นชวนชมซื้อเข้ามาในสวนอยู่ เมื่อดูแลจนเกิดความชำนาญ เริ่มเห็นว่าชวนชมในสวนเริ่มมีลักษณะเด่นสวย สามารถนำมาเป็นพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ได้ จึงได้ผสมเกสรเอง เพื่อพัฒนาชวนชมของตนเองต่อไป

“พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ ผมจะเน้นไม้ในสวน เพราะเราเห็นลักษณะที่ดี ที่เด่น ผมจะคัดขึ้นมาทำแม่พันธุ์ โดยจะดูลักษณะ การเดินกิ่งดี ใบสวย การเจริญเติบโตดี อะไรประมาณนี้ เป็นสิ่งหลักๆ ที่ดูกัน พันธุ์ที่ผมผสมส่วนมากจะเป็นไทยโซโคเป็นหลัก ไทยโซโคก็จะมี เขาหินซ้อน บางคล้า เพชรบ้านนา อันนี้หลักๆ เอาตัวพวกนี้มาผสม ก็จะได้พันธุ์ลูกผสม” พ.จ.อ. พีรภัทร กล่าว

จากการทำลูกผสม ทำให้สวน พ.จ.อ. พีรภัทร มีชวนชมให้ลูกค้าเลือกมากขึ้น อยู่ที่ว่าลูกผสมเหล่านั้น จะดึงลักษณะเด่นออกมาได้มากน้อยแค่ไหน เพราะลูกค้าบางคนต้องการอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา ซึ่ง พ.จ.อ. พีรภัทร คิดว่า การผลิตชวนชมต้องเรียนรู้ตลอดเวลา พัฒนาฝีมือให้ดียิ่งๆ ขึ้น จะหยุดอยู่กับที่ไม่ได้ ถ้าชวนชมไม่สวย ทำให้ขายไม่ได้ราคา แต่การผสมเป็นการดึงจุดเด่นของแต่ละพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ออกมา ก็มีลูกผสมที่ดีให้ลูกค้าเลือกซื้อ

คำแนะนำ

สำหรับผู้ที่สนใจ

เนื่องจาก พ.จ.อ. พีรภัทร เป็นผู้ที่สนใจและหลงรักชวนชมมาก ทำให้เขาได้หาประสบการณ์ด้วยตัวเองเสมอมา จึงเห็นว่า คนอื่นทำได้ เราก็ต้องทำได้ ไม่เคยนึกย่อท้อ แต่กลับมีแรงสู้เพื่อทำให้สำเร็จ เขาจึงให้คำแนะนำกับผู้ที่สนใจว่า

“สำหรับคนที่สนใจ สิ่งแรกที่ควรทำ ควรเลือกซื้อไม้ที่มีระบบรากที่ดีแล้ว มีระบบกิ่งที่ดี เอามาปลูก เอามาจัดราก และเลี้ยงไปตามระยะเวลา โดยอาจเน้นไม้ทั่วไปด้วยก็ได้ที่ราคาไม่แพง อาจจะเลี้ยงเพื่อความเพลิดเพลิน เพราะการเลี้ยงให้โตไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การใส่ใจ คือเราจะเลี้ยงมันแต่ไม่รดน้ำดูแลมันเลยเป็นไปได้ยากที่จะโต ผมอยากให้เห็นประโยชน์ของการดูแล ถ้าวันใดมันขายได้ เราทำไปไม่เกิดความท้อ สร้างแรงบันดาลใจไปเรื่อยๆ มีความสุขที่ได้อยู่กับสิ่งที่ทำ สักวันไม้ที่เราทำ คือเราดูแลมัน สักวันมันขายได้ กลายเป็นมันดูแลเรา จากรายได้ที่เรามี จากสิ่งที่เราทำ”

เห็นได้ว่า พ.จ.อ. พีรภัทร มีเวลาช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ที่มาดูแลชวนชมที่เขารัก ด้วยการเรียนรู้จากการลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง สั่งสมประสบการณ์มาเรื่อยๆ ซึ่งตัว พ.จ.อ. พีรภัทร เองไม่ได้เรียนหรือเรียนจบด้านการเกษตรมา แต่เป็นเพียงนายทหารที่พร้อมจะพัฒนาตัวเอง สร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาให้กับสวนของเขา จนวันนี้ ชวนชม ที่เขาปลูก เพราะเขารักและชอบ หลงใหลในเสน่ห์ กลับเป็นสิ่งที่สร้างรายได้ให้กับ พ.จ.อ. พีรภัทร

สำหรับท่านที่สนใจ หรือต้องการหาข้อมูลเพิ่มเติม ทาง พ.จ.อ. พีรภัทร ยินดีให้คำปรึกษา ตลอดจนการปลูก การจัดระบบราก การตัดแต่งกิ่ง การผสมพันธุ์ หรืออยากได้ชวนชมสวยๆ ก็สามารถติดต่อ พ.จ.อ. พีรภัทร ปิ่นทอง ได้ที่ สวน Mr. P ทางหมายเลขโทรศัพท์ (086) 513-2519

สะระแหน่ ไม่ต้องสาระแนมาก แค่เด็ด ชีวิตก็เปลี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

เชตวัน เตือประโคน

สะระแหน่ ไม่ต้องสาระแนมาก แค่เด็ด ชีวิตก็เปลี่ยน

คนบ้านเดียวกัน แค่มองตากันก็เข้าใจอยู่…รู้ว่าเหนื่อยแค่ไหนว่าหนักแค่ไหนบนหนทางสู้

ยังมีคำปลอบโยน ยังมีคำปลอบใจ…มีคำว่าซำบายดีบ่ ให้กันเสมอ เด้อคนบ้านเรา

เพียงคิดถึงพืชผักสวนครัวอย่าง “สะระแหน่” เพลงลูกทุ่งชื่อก้องนาม “คนบ้านเดียวกัน” ของนักร้องชื่อดัง “ไผ่ พงศธร” ก็ลอยวนเวียนดังก้องอยู่ในหัวสมอง

ยิ่งในมิวสิควิดีโอของเพลงด้วยแล้ว การที่พระเอก เอ็มวี (ไผ่ พงศธร) เล่นเป็นพ่อค้าเปิดร้านขายอาหารอีสาน ยิ่งทำให้นึกภาพตามถึงรายการที่จะถูกเสิร์ฟวางบนโต๊ะ

ไม่ว่าจะเป็น ลาบ น้ำตก แหนมส้ม ยำต่างๆ

เหล่านี้ล้วนมีผัก อย่าง สะระแหน่ โรยหน้า หรือมาเป็นเครื่องเคียง

นั่นเป็นเพราะเจ้าผักชนิดนี้ช่วยดับกลิ่นคาวได้ดีมาก

“แล้วถ้าไม่เคยกินอาหารอีสานล่ะ?” บางคนซึ่งไฮโซหน่อยอาจเม้มปากถาม

ถ้าอย่างนั้นหากอยากรู้ว่าสะระแหน่หน้าตาเป็นอย่างไร ก็ลองดูใบเขียวๆ เล็กๆ หยักๆ ที่ประดับตามไอศกรีมหรือน้ำผลไม้ปั่นๆ เย็นๆ นั่นสิ

“นั่นมันมิ้นต์” เขาหรือเธออาจแย้งกลับ

“ครับ…นั่นแหละ อันเดียวกัน”

เพราะ สะระแหน่ ก็เป็นพืชในตระกูลมิ้นต์ (มีภาษาอังกฤษติดกำกับไว้ว่า Kitchen Mint : มิ้นต์ติดครัว)

เป็นพืชผักที่ให้รสเย็น กลิ่นหอมเหมือนกัน เพียบพร้อมไปด้วยประโยชน์สารพัด

โดยข้อมูลที่เป็นสรรพคุณทางยาบอกไว้ว่า สารฤทธิ์เย็นที่อยู่ในใบสะระแหน่นั้น สามารถช่วยดับพิษร้อนในร่างกาย บรรเทาอาการหวัด หลอดลมอักเสบและหอบหืด รักษาอาการอ่อนเพลีย ช่วยขับลมในลำไส้ ลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยในการย่อยอาหารให้ดีขึ้น

อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอาการปวดต่างๆ เช่น ปวดหัวไมเกรน ปวดฟัน เป็นต้น

ที่ผมเคยลองทำดู และได้ผลมาแล้วคือ ใช้เป็นยากันยุง

เหตุจากที่บ้านมักจัดงานสังสรรค์หมู่เพื่อนฝูงกันบ่อย

ตั้งโต๊ะตั้งเก้าอี้ออกมานั่งดูดาวหน้าบ้านยามดึกดื่นก็มักจะโดนยุงรุมกัด

วิธีแก้ไขซึ่งได้ค้นพบจากสะระแหน่และคนที่เคยทำมาก่อนคือ ให้เอาใบมาตำๆ โขลกๆ หรือขยี้ให้กลิ่นหอมระเหยออกมา นำมาไว้ป้องกัน

หากจะเอาชัวร์เลย ก็ขยี้แล้วทาๆ ถูๆ ทั่วตัว

หรือในบริเวณที่ไม่อยากให้ยุงมารบกวน

ผมปลูกสะระแหน่ลงกระถาง เด็ดกินบ้าง ทากันยุงบ้างเป็นบางครั้ง

ปลูกนานเข้า เด็ดบ่อยเข้า ก็เริ่มพบว่า เจ้าสะระแหน่เริ่มยาวเริ่มเลื้อยแผ่ จนผมมีความคิดที่จะนำมาลงดินให้รู้แล้วรู้รอด

เคยเห็นจากบ้านเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งเปิดร้านขายอาหารเวียดนาม (เข้าใจว่าน่าจะเป็นสะระแหน่ญวน) เขาปลูกเป็นพืชคลุมดิน ซึ่งผมเคยเดินเหยียบย่ำ (เพราะไม่ทันสังเกต) นึกว่าเป็นต้นหญ้า (ฮา)

สะระแหน่ปลูกง่าย โตง่าย งดงามง่าย ไม่ต้องใส่ใจหรือไปสาระแนอะไรกับมันมาก

จำได้ว่าตอนเริ่มปลูกนั้น ต้นพันธุ์ เอ่อ…อันที่จริงน่าจะเรียกว่ากิ่งก้านสะระแหน่ที่เพื่อนบ้านซื้อเอามาทำอาหารนั่นแหละ ปันมาให้กันกำมือหนึ่ง

ผมเลยลองเอาแช่ไว้ในน้ำสักคืนหรือสองคืน

ปรากฏว่ารากงอก

ทีนี้ก็ลองปลูกลงกระถาง รอสัก 4-5 วัน ก็จะเริ่มแตกใบใหม่

จากนั้นต้นสะระแหน่ก็จะเริ่มเลื้อยคลุมเดินไปเรื่อย ไม่นานนักก็จะคุมเต็มกระถาง จนบางครั้งเห็นย้อยๆ ลงมาขวางหูขวางตาจำเป็นต้องเด็ดทิ้ง

สำคัญสำหรับดินที่ใช้ปลูกคือ ต้องเป็นดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี

ปลูกในที่มีแสงสว่างแต่ไม่ใช่ว่าร้อนมาก ให้มีร่มเงารำไรก็เป็นใช้ได้

นอกจากนำไปประกอบอาหาร (อีสาน) อย่าง ก้อย ลาบ ยำต่างๆ แล้ว อีกทางเลือกของใบสะระแหน่ อย่าง การนำมาทำเป็นเครื่องดื่มก็น่าสนใจไม่น้อย

และแน่นอนว่าการเป็น “น้ำผัก” ย่อมต้องอุดมไปด้วยประโยชน์สารพัด

ขอเสนอ 2 แบบ ให้เลือก คือ “ชาสะระแหน่” และ “น้ำสะระแหน่ปั่น”

แบบแรก เพียงนำใบสะระแหน่สด หรือที่ตากแห้งก็ได้ เอามาบดให้ละเอียด ประมาณการว่าได้สัก 2 ช้อนชา ต่อน้ำร้อน 1 แก้ว ชงพร้อมกับน้ำผึ้งหรือน้ำเชื่อม คนๆ ให้ทั่ว กรองเอาแต่น้ำมาดื่ม

อีกแบบ เพียงนำใบสะระแหน่สดประมาณ 1 กำมือ ใส่เข้าในเครื่องปั่น เติมน้ำผึ้งหรือน้ำเชื่อม และน้ำอีก 1 แก้ว จากนั้นก็กดปุ่มเดินเครื่องปั่นให้ละเอียด

แบบแรกกรองดื่ม

แต่แบบหลังนั้นดื่มไปเต็มๆ ใบ

ชอบแบบไหน ลองดูไม่ยาก

เห็นไหมล่ะว่า…สะระแหน่…แค่เด็ด (ใบ) ชีวิตก็เปลี่ยน

ใช้กิน ใช้ทา ในพืชชนิดเดียวกัน

ปลูกผักอินทรีย์บนดาดฟ้า ที่ราชภัฏพระนคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

ปลูกผักอินทรีย์บนดาดฟ้า ที่ราชภัฏพระนคร

ปัจจุบัน พืชผักที่ถูกปลูกในพื้นที่จำกัด เช่น บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ ตึกแถว คอนโดมิเนียม ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้อีกแล้ว เรามีตัวอย่างให้เห็นมากมาย ข้ออ้างมีพื้นที่จำกัด อ้างแล้วฟังไม่ค่อยขึ้น การปลูกพืชในพื้นที่แบบนี้ อยู่ที่ใจอยากจะปลูกมากกว่า ที่เคยเห็นบ้านตามในเมืองสำหรับคนที่อยากจะปลูกจริงๆ กะละมังแตกๆ ถังเก่าๆ วางไว้หน้าบ้านบ้าง ข้างบ้านบ้าง ก็มีปลูกกะเพรา โหระพา ให้เห็นจนชินตา เราจะเรียกผักเหล่านี้ว่า ผักอินทรีย์ ก็ไม่ครบองค์ประกอบ เรียกว่า ผักปลอดสาร ก็น่าจะได้

สำหรับที่อาศัยที่มีที่ดินอยู่ เช่น บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ มีโอกาสที่จะทำแปลงผักเล็กๆ โดยใช้อิฐบล็อกฝังลงในดิน ประมาณ 1 ใน 3 ของก้อน จัดให้เป็นระเบียบจะเพิ่มความสวยงามของแปลงกลายเป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับแทนก็ได้ อย่าไปหวังว่าเราจะปลูกเพื่อทดแทนการซื้อผักมาประกอบอาหารกินทั้งหมด เพียงแต่หวังให้เป็นงานของคนทั้งครอบครัวมาร่วมสันทนาการกันดีกว่า และอีกอย่างหนึ่งเราจะได้ผักที่ปลอดสารพิษจริงๆ ที่ปลูกกับมือเรานำมาประกอบอาหารกิน แม้ใน 7 วัน รวม 21 มื้อ อาจจะมีสักมื้อที่นำผักที่ปลูกในรั้วบ้านมาทำกินกันก็ยังดี เขียนถึงตอนนี้ได้ยินเสียงคนตามบ้านที่มีผักข้างบ้านไว้กินเองแอบหัวเราะคิกคักแบบสงสารคนเมือง

มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เป็นสถาบันการศึกษาหนึ่งที่มีการเรียนการสอนวิชาสาขาเกษตรศาสตร์ อาจารย์เกศศิรินทร์ แสงมณี เป็นอาจารย์ประจำสาขาเกษตรศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เนื่องจากการเรียนการสอนวิชาปฐพีวิทยา เป็นเรื่องเกี่ยวกับดินและการใช้ปุ๋ย จึงจำเป็นต้องมีแปลงงาน แต่เนื่องจากสถานที่ค่อนข้างจำกัด ทำให้ต้องไปทำกิจกรรมบนดาดฟ้าของตึกแทน โดยแบ่งเป็นแปลงที่มีขนาด 1 คูณ 3 เมตร จำนวน 13 แปลง โดยให้โจทย์ว่า คิดเอาเองว่าจะปลูกอะไร ที่เป็นเกษตรอินทรีย์ คิดต้นทุน และจำหน่ายให้ได้ คิดเป็นกำไรขาดทุน

สำรวจพื้นที่ปลูก

สิ่งแรกที่อาจารย์เกศศิรินทร์ให้คำนึงถึงก่อนที่จะปลูก ต้องสำรวจก่อนว่าบริเวณบ้านเรามีขนาดเล็กหรือใหญ่เพียงใด เพราะคนในเมืองจะอาศัยทั้งบ้านเดี่ยว ตึกแถว ทาวน์เฮ้าส์ และคอนโดมิเนียม ซึ่งมีขนาดพื้นที่แตกต่างกัน สำหรับบ้านเดี่ยวหรือทาวน์เฮ้าส์มีพื้นที่ดินบริเวณหน้าบ้าน ข้างบ้านและหลังบ้านสำหรับใช้ทำแปลงปลูกขนาดเล็กหรือปลูกในกระถาง หรือกระบะหรือทำเป็นไม้แขวนริมรั้ว ส่วนตึกแถวอาจปรับพื้นที่บนดาดฟ้าเพื่อทำเป็นแปลงผักสวนครัว ด้วยการทำแปลงปลูกอย่างง่าย หรือทำเป็นซุ้มผักที่เป็นไม้เลื้อย แต่สิ่งที่สำคัญคือ ควรตรวจดูโครงสร้างของอาคารว่าสามารถรองรับน้ำหนักของวัสดุได้หรือไม่ อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือ ความชื้น เราอาจจำเป็นต้องใช้น้ำยากันซึม เพื่อป้องกันน้ำซึมลงด้านล่าง และอีกประการหนึ่งคือ การระบายน้ำส่วนเกินความต้องการ เพราะพืชหลายชนิดไม่เหมาะกับน้ำขัง ส่วนคอนโดมิเนียมจะมีพื้นที่ว่างตรงระเบียง ส่วนใหญ่จะนิยมปลูกผักในกระถาง หรือแขวนไว้กับระเบียง แต่สิ่งที่ต้องควรคำนึงคือ พัดลมแอร์ ควรหาตะแกรงลวดหรือไม้ระแนง มาปิดพัดลมไว้ เพื่อป้องกันความร้อนและลมจากแอร์หรือหลีกเลี่ยงพื้นที่ส่วนนี้ พื้นที่ที่กล่าวมาทั้งหมดควรจะเป็นพื้นที่ที่มีแสงแดดส่องอย่างน้อยครึ่งวัน

จัดการดินให้เหมาะสม

ส่วนสำคัญประการที่สองคือ ดิน สำหรับดินที่อยู่บริเวณข้างบ้าน หลังบ้าน หน้าบ้าน ของบ้านเดี่ยวหรือทาวน์เฮ้าส์ในเมืองส่วนใหญ่จะเป็นดินที่นำมาจากบ่อดินมาถมพื้นที่เพื่อสร้างบ้าน เพราะฉะนั้นดินดังกล่าวจะเป็นดินชั้นล่างที่ขุดขึ้นมา ไม่ใช่หน้าดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ จึงจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงให้เหมาะสมกับพืช เพราะดินจำเป็นต่อการผลิตพืชอย่างมาก ถือว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานในการปลูกพืช ดินที่เกิดจากการผุพังของหินและแร่ที่กลายเป็นอนุภาคเล็กๆ เมื่อรวมกับอินทรียวัตถุที่ย่อยสลายและคลุกเคล้ากันอย่างดีจะกลายเป็นดินที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับพืช ถ้าพื้นที่มีลักษณะของดินแน่นเหนียวหรือเป็นทราย ควรปรับสภาพของดินด้วยอินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก แกลบดิบ เศษใบไม้แห้ง ขี้เถ้า เป็นต้น เพื่อให้ดินมีความร่วนซุยขึ้น ระบายน้ำและอากาศดีขึ้น และยังเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน ทำให้รากพืชสามารถชอนไชลงไปในดินได้ดี ส่วนใหญ่การปลูกพืชในเมืองมักใช้ดินพร้อมปลูกซึ่งก็สามารถนำมาใช้ได้

ปลูกพืชให้เหมาะสมกับแสง

เราควรสังเกตทิศทางของแสงแดดของวัน เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการวางแปลนของสวนและใช้ประกอบการเลือกพืช แปลงผักซึ่งเป็นพืชที่ต้องการแสงมาก ควรจัดทำแปลงให้ยาวไปทางทิศเหนือ-ใต้ เพื่อให้พืชได้รับแสงแดดตลอดทั้งวัน แต่ถ้าทำแปลงในทิศตะวันออก-ตะวันตก พืชที่อยู่ตรงกลางจะไม่ได้รับแสงแดด แต่ถ้าปลูกในกระถาง ควรวางในพื้นที่ที่ได้รับแสงส่องถึงอย่างน้อยครึ่งวัน เพื่อให้พืชเจริญเติบโตและให้ผลผลิตอย่างเต็มที่ ถ้าทำสวนบนดาดฟ้า เรื่องแสงแดดมักไม่มีปัญหา แต่จะพบปัญหาแสงแดดแรงจัดมากเกินไป เพราะนอกจากความร้อนจากแสงแดดแล้ว ยังจะได้รับความร้อนจากตัวตึก ดังนั้น ควรมีการพรางแสงแก่ผักที่ยังเล็ก และน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการเจริญเติบโตของพืช ถ้าปลูกพืชในบ้าน อาจใช้น้ำประปาหรือรองน้ำฝนไว้ใช้ ที่สำคัญแหล่งน้ำควรอยู่ใกล้กับแปลงปลูกหรือกระถางปลูก เพื่อสะดวกในการรดน้ำ แต่ถ้าอยู่ไกลควรต่อสายยางให้มีระยะเพียงพอกับการใช้งาน

พืชที่ปลูก

สิ่งที่สำคัญในการเลือกพืชที่จะปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ ควรเป็นพันธุ์พืชพื้นเมืองหรือพันธุ์ผสมเปิดที่แข็งแรงทนทาน เพราะสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ เพื่อนำมาปลูกครั้งต่อไปได้ และหลีกเลี่ยงเมล็ดพันธุ์การค้า ที่บางพันธุ์มีการตัดต่อพันธุกรรม หรือ จีเอ็มโอ (GMO) เมล็ดพันธุ์เหล่านี้จะให้ผลผลิตดีในการปลูกครั้งแรก พอเก็บเมล็ดพันธุ์เพื่อจะนำมาปลูกครั้งต่อไป ผลผลิตที่ได้จะไม่ดีดังเดิม หรือมีเมล็ดไม่สมบูรณ์

สำหรับผู้ที่ต้องการปลูกผักไว้กินเองนั้น ควรสอบถามจากคนในบ้านว่าชอบกินผักชนิดไหน เพื่อให้ตรงกับความต้องการของคนในบ้าน และผักสวนครัวที่ใช้ประกอบอาหารกันบ่อยๆ ได้แก่ กะเพรา โหระพา สะระแหน่ ผักชี ผักชีฝรั่ง พริก ข่า ตะไคร้ มะกรูด มะนาว ผักพวกนี้เป็นพืชที่ดูแลง่าย และเหมาะสมกับทุกสภาพพื้นที่ การปลูกพืชในระบบเกษตรอินทรีย์ ควรปลูกพืชให้ผสมผสานกัน มีความหลากหลาย หมุนเวียนกันและมีประโยชน์ซึ่งกันและกัน ในพื้นที่เดียวกันหรือแปลงเดียวกัน มีการปลูกผักหลายชนิดที่มีประโยชน์เกื้อกูลกัน เช่น ผักคะน้า ผักสลัด แซมด้วยผักชี ต้นหอม จะช่วยไล่แมลงได้ เพราะมีกลิ่นฉุน เป็นต้น

การปลูกพืชผักหมุนเวียนกันในพื้นที่เดียวกันคือ การปลูกผักพร้อมๆ กันทั้ง 4 ประเภท ดังนี้

1. ผักกินใบ : คะน้า กวางตุ้ง ผักกาดขาวปลี ผักกาดเขียว ผักกาดหอม ผักบุ้ง ผักชี ต้นหอม ขึ้นฉ่าย

2. ผักกินหัวและราก : หัวไชเท้า แครอต บีทรูท มันเทศ

3. ผักกินผล : มะเขือเปราะ มะเขือยาว มะเขือเทศ แตงกวา แตงร้าน บวบเหลี่ยม บวบหอม ฟักเขียว ฟักทอง กระเจี๊ยบเขียว

4. พืชตระกูลถั่ว : ถั่วฝักยาว ถั่วแขก ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง

ในการปลูกนั้น ควรแบ่งปลูกเป็นแปลงย่อย 4 ประเภท และหมุนเวียนสลับพื้นที่กัน เพราะผักแต่ละประเภทจะมีความยาวของรากที่แตกต่างกัน ทำให้ดูดซึมธาตุอาหารจากดินในระดับที่ต่างกัน วิธีการปลูกพืชแบบนี้จะเป็นการรักษาดิน ไม่ทำให้ดินเสื่อมสภาพ เพราะมีการปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อช่วยเพิ่มไนโตรเจนให้กับดิน และทำให้ดินมีอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้นด้วย การปลูกพืชหมุนเวียนยังช่วยป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชได้ดี

เนื่องจากเป็นวิชาเกี่ยวกับดิน อาจารย์เกศศิรินทร์จึงให้เน้นการใช้วัสดุปลูกที่เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิดและที่สำคัญอีกอย่างคือ การปลูกพืชทั้งหมดบนดาดฟ้าจะต้องเป็นพืชอินทรีย์เท่านั้น เนื่องจากเราไม่ต้องมาเสี่ยงรับสารพิษจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และการใช้พื้นที่จำกัดในการปลูกจะจัดการวัสดุปลูกให้ดีง่ายกว่าพื้นที่ขนาดใหญ่มาก ทดลองปลูกกันเถอะครับ อย่างนี้ก็มีความภูมิใจในผลผลิตของเราเอง

สิ่งที่ได้รับในการทำแปลงปลูกบนดาดฟ้า คือ บนดาดฟ้าชั้น 4 ไม่มีแมลงมาคอยกวนใจ และอีกประการหนึ่งการจัดการดินที่ดีทำให้ปราศจากโรครากเน่า ในช่วงที่มีผักบนดาดฟ้าจะมีผู้สนใจมาแวะชมไม่ขาดสาย เพราะถือเป็นแหล่งเรียนรู้จากของจริง ปัจจุบัน มหาวิทยาราชภัฏพระนคร มีงานบริการวิชาการเป็นการอบรมหัวข้อ เกษตรอินทรีย์วิถีคนเมือง ปีละ 2 ครั้ง ครั้งแรกประมาณเดือนมกราคม ครั้งที่ 2 ประมาณเดือนพฤษภาคม แต่ละครั้งจะรับผู้สนใจครั้งละ 50 ท่าน สนใจติดต่อ อาจารย์เกศศิรินทร์ แสงมณี โทรศัพท์ (094) 239-4263

มิตรชัย ยุทธรักษ์ ผู้มุ่งมั่นทำเกษตรผสมผสาน ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เศรษฐกิจพอเพียง

ผศ.ดร. วัลลภ พรหมทอง คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

มิตรชัย ยุทธรักษ์ ผู้มุ่งมั่นทำเกษตรผสมผสาน ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

“…ข้าพเจ้าพึงระลึกอยู่เสมอว่า ถ้าคนเรามีความขยันหมั่นเพียร มีความรับผิดชอบ เราก็สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างไม่ลำบาก ข้าพเจ้าได้ลองผิดลองถูกกิจกรรมไร่นาสวนผสมตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หวังให้ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า พออยู่ พอกิน พอใช้ จนในปัจจุบันประสบความสำเร็จ ครอบครัวมีรายได้จากการเก็บผลผลิตภายในฟาร์มขายทุกวัน ทุกเดือน ตลอดทั้งปี…”

คุณมิตรชัย ยุทธรักษ์ เกษตรกร วัย 48 ปี ชาวอำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวถึงหลักการทำงาน และเป็นเส้นทางที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จดั่งเช่นในทุกวันนี้

คุณมิตรชัย จบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากการศึกษานอกโรงเรียน สมรสกับ คุณรัชนก ยุทธรักษ์ มีบุตร 2 คน คือ คุณพงษ์ศักดิ์ ยุทธรักษ์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และ คุณชาญณรงค์ ยุทธรักษ์ สำเร็จปริญญาตรี จากคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

เดิม คุณมิตรชัย มีอาชีพขับรถไถ รับจ้างไถนา-ไถไร่ ตระเวนไปทั่วพื้นที่ในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ ต้องจากบ้าน พักค้างคืนในต่างพื้นที่ ไม่ค่อยได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวเหมือนคนอื่นๆ ยิ่งรับงานมาก ยิ่งต้องห่างไกลจากครอบครัวยิ่งขึ้น หาเงินได้แต่ไม่มีความสุขในชีวิต

จนกระทั่งวันหนึ่ง หลังจากที่รับจ้างขับรถไถ ได้พักผ่อนเปิดวิทยุฟังเพลง และมีช่วงหนึ่งที่ผู้ดำเนินรายการได้นำเสนอพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้มีพระราชดำริถึง “การกินอยู่แบบไทย กินอยู่แบบเศรษฐกิจพอเพียง โดยการทำไร่นาสวนผสม ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์แบบเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เพื่อบริโภคในครัวเรือน มีเหลือจำหน่ายเป็นรายได้ ไม่ยากจน”

ทำให้เกิดความสนใจและอยากจะทำตามพระราชดำริของพระองค์ท่าน จึงเป็นจุดเปลี่ยนจากอาชีพรับจ้างขับรถไถมาทำไร่นาสวนผสม เมื่อปี 2544

เริ่มแรก การทำไร่นาสวนผสม คุณมิตรชัยได้ศึกษาหาความรู้ โดยปรึกษาหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จนได้ข้อมูลในการตัดสินใจลงมือทำไร่นาสวนผสม จึงขายรถไถ จำนวน 2 คัน นำเงินมาลงทุนขุดสระน้ำ ปรับพื้นที่ และจัดซื้อพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ เพื่อทำนา เพาะปลูกพืช และเลี้ยงสัตว์ ในพื้นที่ของตนเอง

โดยมีการวางแผนบริหารจัดการให้แต่ละกิจกรรมที่ทำนั้น เกื้อกูลกัน วางแผนการผลิตทั้งพืชและสัตว์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้พอกิน พอใช้ ถ้าเหลือก็ขาย เพื่อมีรายได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี

จากการทำไร่นาสวนผสมตลอดระยะเวลา 12 ปี ที่ผ่านมา ในพื้นที่ 34 ไร่ 2 งาน ปัจจุบันมีการบริหารจัดการจนเกิดรายได้อย่างต่อเนื่องทุกวัน และไม่มีหนี้สิน พร้อมกันนี้ได้มีการออมเงิน 2,000 บาท ทุกวัน โดยตั้งเป้าว่า ภายใน 18 เดือน ต้องมีเงินออมอย่างน้อย 1 ล้านบาท จากผลผลิตในไร่นาสวนผสมของตนเอง และที่สำคัญที่สุด คือ คุณมิตรชัย มีความสุขกับครอบครัว และได้อยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา

กิจกรรมในการทำการเกษตร

การดำเนินการภายในฟาร์มของคุณมิตรชัย มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นสัดส่วนในลักษณะไร่นาสวนผสม หรือเกษตรผสมผสาน ซึ่งแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน คือ บ่อน้ำ นาข้าว แปลงปลูกพืช และที่อยู่อาศัย คล้ายๆ ลักษณะของเกษตรทฤษฎีใหม่ แต่สัดส่วนไม่ได้เป็นไปตามสัดส่วนที่กำหนดมากนัก การแบ่งพื้นที่ทำกิจกรรมการเกษตรเป็นดังนี้

บ่อน้ำ : คุณมิตรชัย ได้ขุดบ่อน้ำไว้ จำนวน 4 บ่อ เนื้อที่รวมประมาณ 6 ไร่ ในแต่ละบ่อนั้นจะใช้กักเก็บน้ำไว้สำหรับการปลูกพืชในช่วงฤดูแล้ง และใช้เลี้ยงปลา ส่วนใหญ่เป็นปลากินพืช เช่น ปลานิล ตะเพียน และปลาบึก โดยใช้ปุ๋ยจากเล้าไก่ ทำให้น้ำในบ่อปลามีสีเขียว มีอาหารตามธรรมชาติ ไม่ต้องใช้อาหารสำเร็จชนิดเม็ด และปลูกหญ้าเนเปียร์ พันธุ์ปากช่อง 1 เพื่อทำเป็นหญ้าหมัก ใส่ลงในบ่อเพิ่มอาหารธรรมชาติ ก่อนจับปลาไปจำหน่าย มีการจับปลารวบรวมมาใส่กระชังเพื่อเป็นการกำจัดกลิ่นโคลนก่อนจำหน่าย ทำให้ปลาที่จำหน่ายไม่มีกลิ่นโคลน โดยนำไปจำหน่ายเอง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง และส่วนหนึ่งนำปลาไปเผาจำหน่ายในตลาด เป็นการเพิ่มมูลค่า เป็นช่องทางหนึ่งของการเพิ่มรายได้อีกด้วย

นาข้าว : คุณมิตรชัย ทำนาในพื้นที่จำนวนประมาณ 17 ไร่ เป็นข้าวนาปี คือปลูกปีละครั้ง นาข้าวทำเป็นนาข้าวปลอดสาร ใช้น้ำในบ่อเลี้ยงปลาและโคลนตมบริเวณใต้เล้าไก่เป็นปุ๋ยอินทรีย์ให้กับข้าว โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้ปลอดภัยต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค สภาพแวดล้อมดี ดินไม่เสื่อม ข้าวเจริญงอกงามดีค่อนข้างสมบูรณ์ ข้าวที่ปลูกให้ผลผลิตสูง ประมาณ 700 กิโลกรัม ต่อไร่ (70 ถัง ต่อไร่) ผลผลิตข้าวที่ได้ ใช้สำหรับบริโภคในครอบครัว ส่วนที่เหลือก็นำไปจำหน่ายเป็นรายได้มาสู่ครอบครัว ทำให้มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 150,000 บาท ต่อปี

แปลงปลูกพืช : ในแปลงปลูกพืช คุณมิตรชัย ได้ปลูกพืชหลายชนิด ปลูกทั้งในแปลง บริเวณขอบบ่อ และบริเวณรอบๆ บ้าน มีการปลูกพืชหลายชนิดเพื่อให้มีผลผลิตและรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี เช่น

พืชผักสวนครัว ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ว่างในฟาร์ม บริเวณคันขอบบ่อปลา คันนา คันคูน้ำ ปลูกพืชผักสวนครัว เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ชะอม ตำลึง มะระ ผักหวานบ้าน ผักหวานป่า เก็บผลผลิตขายที่ตลาดเป็นรายได้เสริม เป็นการใช้ประโยชน์จากที่ดิน และช่วยคลุมดิน ลดการพังทลายของขอบบ่อปลา คันคู คันนา ได้อีกทางหนึ่งด้วย

สวนไผ่เลี้ยง เป็นการปลูกไผ่โดยการยกร่อง และใช้น้ำจากบ่อปลาที่มีปุ๋ยอินทรีย์ของมูลไก่ นำมารดเพื่อเป็นปุ๋ย โดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี และมีการตัดแต่งกอไผ่ให้มีหน่อออกนอกฤดู ก็นำมาปักชำเพื่อจำหน่ายอีกทางหนึ่ง ต้นไผ่ที่ได้จากการตัดแต่ง นำมาใช้ประโยชน์สำหรับสร้างอาคารฝึกอบรม ทำค้างพืชผัก และจำหน่าย ทำให้มีรายได้จากการขายผลิตผลของไผ่ตลอดทั้งปี ในช่วงฤดูที่มีหน่อไม้ในท้องตลาดมากทำให้ราคาตก ก็จะนำมาแปรรูปเป็นหน่อไม้ต้ม หน่อไม้ดอง เก็บไว้จำหน่ายได้อย่างต่อเนื่อง

ไม้ผล ปลูกในพื้นที่ทั้งขอบบ่อและที่ว่างภายในฟาร์ม บริเวณรอบๆ บ้าน ไม้ผลที่สำคัญ ได้แก่ ชมพู่ มะยงชิด มะพร้าว โดยใช้ประโยชน์จากการเก็บผลผลิตขายตามฤดูกาล และตอนกิ่ง ปักชำ ทำเป็นต้นพันธุ์เพื่อจำหน่าย

ที่อยู่อาศัย : ในบริเวณที่อยู่อาศัยของคุณมิตรชัยนั้น ประกอบด้วย บ้านพักอาศัย ถนน ป้ายฟาร์ม สถานที่พักผ่อนสำหรับแขกมาดูงาน อาคารฝึกอบรม นอกจากนี้ ยังมีสถานที่สำหรับทำปุ๋ยหมัก โรงเรือนเพาะชำต้นไม้ โรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่

นอกจากนี้ ยังกำลังก่อสร้างเรือนรับรอง ซึ่งจะทำเป็นแบบโฮมสเตย์ สำหรับผู้มาศึกษาดูงานได้พักอาศัย โดยวัสดุก่อสร้างส่วนใหญ่ได้จากไม้ไผ่ภายในสวน ใช้สำหรับฝึกอบรมและศึกษาดูงาน

โรงเรือนไก่ไข่ มีจำนวน 2 โรงเรือน โรงเรือนแรกตั้งอยู่ข้างบ่อน้ำ ส่วนอีกโรงเรือนตั้งอยู่บนบ่อปลา การเลี้ยงไก่ไข่เป็นการเลี้ยงแบบโรงเรือนกรงตับ ปล่อยให้มูลไก่ลงไปในบ่อปลาเป็นปุ๋ย ทำให้น้ำเขียว เกิดแพลงตอนและสาหร่ายเป็นอาหารของปลา ถ้าในบ่อมีปริมาณปุ๋ยมากก็จะมีการสูบน้ำจากบ่อปลาใต้เล้าไก่ไปใส่สวนไผ่และนาข้าว ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนถ่ายน้ำไปในตัว

ในโรงเลี้ยงไก่และใต้โรงเรือนที่มีน้ำและมูลไก่สะสมอยู่ จะไม่มีปัญหาเรื่องหนอนแมลงวัน เพราะคุณมิตรชัยได้ใช้น้ำที่เหลือจากการแช่อิ่มมะขามมาราด น้ำมะขามแช่อิ่มมีความหวาน เมื่อราดบริเวณพื้นโรงเรือนที่มีการสะสมของมูลไก่ที่เป็นแหล่งเพาะหนอนเกิดจากไข่แมลงวัน เมื่อตัวหนอนมีน้ำมะขามแช่อิ่มเกาะตามตัวหนอนก็จะมีความหวาน จึงดึงดูดมดมากัดกินหนอน เป็นการกำจัดหนอนจากภูมิปัญญาชาวบ้าน ทำให้ไม่มีกลิ่นเหม็น และไม่มีแมลงวันเกิดขึ้นในบริเวณฟาร์ม

สาเหตุที่คุณมิตรชัยประสบความสำเร็จในการทำการเกษตรตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เนื่องจากคุณมิตรชัยเป็นคนที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจจริง มีความขยันหมั่นเพียร ซื่อสัตย์ สุจริต อดออม และพร้อมใจกันทั้งครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นภรรยา ซึ่งส่วนใหญ่จะดูแลในด้านการตลาด การจำหน่ายผลผลิต และทำบัญชีครัวเรือน รวมทั้งบุตรทั้ง 2 คน ซึ่งจบการศึกษาจากสถาบันที่เกี่ยวข้องกับงานภายในฟาร์ม จึงเป็นแรงงานสำคัญในครอบครัวที่ช่วยดำเนินกิจการอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องออกไปหางานทำที่อื่น

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งในความสำเร็จก็คือ คุณมิตรชัยมีร้านค้าในตลาดสำหรับจำหน่ายผลิตภัณฑ์เป็นของตัวเอง รวมทั้งจำหน่ายภายในฟาร์มของตนเองด้วย

จากการที่คุณมิตรชัยประสบความสำเร็จจากการดำเนินกิจการ และเป็นคนที่มีจิตสาธารณะ ไม่หวงความรู้ จึงทำประโยชน์ให้แก่ชุมชน สังคม และประเทศชาติมากมาย เช่น เป็นอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน เป็นวิทยากรประจำจุดสาธิตไร่นาสวนผสม และในที่ต่างๆ ตามที่ได้รับคำเชิญ เป็นคณะกรรมการศูนย์บริหารและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลนาแซง มีหน่วยงานและเกษตรกรเข้าศึกษาดูงาน และจัดฝึกอบรมในฟาร์มอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

จากผลงานดังกล่าว จึงทำให้คุณมิตรชัย ยุทธรักษ์ ได้รับรางวัลจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนมากมาย ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ ระดับจังหวัด ปราชญ์สาขาไร่นาสวนผสมประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ ปี 2556 รางวัลเกษตรกรดีเด่น ระดับภาคเหนือ สาขาไร่นาสวนผสม ปี 2556 รางวัลชมเชยเกษตรกรดีเด่น ระดับประเทศ สาขาไร่นาสวนผสม ปี 2556 และเป็นเกษตรกรที่ได้รับการคัดเลือกจาก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร บันทึกเทปออกอากาศในรายการ “หอมแผ่นดิน” ตอน ทางเสือผ่าน ออกอากาศทาง ช่อง 9 อสมท เมื่อ วันที่ 27 มีนาคม 2557

คุณมิตรชัย ได้กล่าวทิ้งท้ายกับผู้เขียนไว้ว่า

“…ถ้าคนเรามีความขยันหมั่นเพียร มีความรับผิดชอบ เราก็สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างไม่ลำบาก โดยมีการวางแผนบริหารจัดการให้แต่ละกิจกรรมที่ทำนั้น เกื้อกูลกัน วางแผนการผลิตทั้งพืชและสัตว์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พอกิน พอใช้ ถ้าเหลือก็ขาย ทำให้มีรายได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี ซึ่งจะทำให้มีความสุขกับครอบครัว และได้อยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา…”

สนใจข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ มิตรชัยฟาร์ม (คุณมิตรชัย ยุทธรักษ์) เลขที่ 142 หมู่ที่ 4 ตำบลนาแซง อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ โทรศัพท์ (081) 394-4552, (087) 316-9130

ทำง่ายด้วยตัวเอง มะพร้าวน้ำหอมติดผลดกตลอดปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05055011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เทคโนโลยีการเกษตร

อภิวัฒน์ คำสิงห์/เรื่อง-ภาพ

ทำง่ายด้วยตัวเอง มะพร้าวน้ำหอมติดผลดกตลอดปี

ปัจจุบัน ในเขตพื้นที่ที่มีการปลูกมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งได้แก่ เขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร และอีกในหลายพื้นที่ใกล้เคียง เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวจะประสบปัญหาสภาพอากาศในแต่ละช่วงฤดูที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลทำให้ต้นมะพร้าวออกดอกติดผลน้อย ทำให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ส่งผลกระทบต่อระบบการส่งออกมะพร้าวไปยังต่างประเทศที่มีมูลค่าหลายพันล้านบาทต่อปี

ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการ วช. กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยสามารถผลิตมะพร้าวน้ำหอมส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา และแคนาดา มีมูลค่าการส่งออกกว่าหลายพันล้านบาทต่อปี แต่จากปัญหาที่ปริมาณผลผลิตไม่เพียงพอต่อการส่งออกในแต่ละปี ทาง วช. จึงให้การสนับสนุนงานวิจัยดังกล่าวกับทีมวิจัยเพื่อศึกษา และนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาถ่ายทอดให้กับเกษตรกรให้เข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการใช้เทคโนโลยีผลิตมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งได้แก่ การออกดอก การติดผล ปัจจัยที่ส่งผลต่อการออกดอกและการติดตามการดูแลช่อดอก การป้องกันกำจัดเชื้อรา ตลอดจนการผลิตมะพร้าวน้ำหอมให้ได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ซึ่งตลาดมีความต้องการอย่างมากทั้งภายในและภายนอกประเทศ

ด้าน รองศาสตราจารย์วรภัทร ลัคนทินวงศ์ จากภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ได้พยายามศึกษาวิจัยหาทางแก้ปัญหาดังกล่าว โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งในปัจจุบันประสบความสำเร็จ สามารถบังคับให้มะพร้าวน้ำหอมติดดอก ออกผลดกตลอดทั้งปี และพร้อมส่งมอบงานวิจัยนี้สู่เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวต่อไป

รองศาสตราจารย์วรภัทร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปกติมะพร้าวน้ำหอมที่ปลูกเพื่อการค้า เกษตรกรมักตัดจั่นผลผลิตมาจำหน่าย มีอายุนับตั้งแต่ติดผลแล้วโดยเฉลี่ยประมาณ 6 เดือนครึ่ง ถึง 7 เดือน แต่มะพร้าวที่ส่งออกมักตัดจั่นที่มีอายุประมาณ 6.5-7 เดือน เป็นช่วงที่มะพร้าวออกดอกติดผลน้อย เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม หรือต้นเดือนกันยายน จนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงเข้าฤดูฝนในเขตภาคกลาง มีพายุหรือฝนฟ้าคะนองติดต่อกันหลายวัน ทำให้มะพร้าวที่ปลูกแบบร่องสวนในพื้นที่ภาคกลางจะมีจำนวนดอกน้อย เนื่องจากไนโตรเจนที่มาจากน้ำฝนส่งผลให้เจริญเติบโตทางลำต้นมากกว่าและน้ำฝนชะล้างช่อดอกทำให้เกสรขาดสารอาหารในการงอกเพื่อผสมกับดอกตัวเมียบนจั่นมะพร้าว

สำหรับเทคโนโลยีการผลิตมะพร้าวน้ำหอมผลดกตลอดทั้งปีจะใช้เทคโนโลยีการผสมเกสรสดด้วยการฉีดพ่น โดยจะนำเกสรตัวผู้ล้างน้ำเกลือและบดให้เมล็ดแตกผสมกับน้ำ 10 ลิตร ให้ละอองเกสรลอยผสมกัน เทใส่ตะแกรงกรองน้ำใส่ถังฉีดพ่นที่มีสารละลาย เกสรมะพร้าว (Pollen Germ” Media) อัตราส่วนสารละลายเกสรมะพร้าว 1 ลิตร ต่อ น้ำ 9 ลิตร ทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที ก่อนนำไปพ่นช่อดอก

โดยวิธีการผสมจะเลือกช่อดอกเกสรตัวเมียจากต้นที่มีความสมบูรณ์ อายุประมาณ 2 ปี โดยจะเริ่มฉีดสารละลายล้างช่อดอก (Botton Cleansing Agent) อัตราส่วน สารละลายล้างช่อดอก 1 ลิตร ต่อน้ำ 9 ลิตร เพื่อทำความสะอาดช่อดอกก่อน 1 ครั้ง ในช่วงเช้า ก่อน 11.30 น.

จากนั้นจะฉีดสารละลายเกสรมะพร้าวที่ผสมเกสรที่ช่อเกสรตัวเมียบนต้นมะพร้าว โดยเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ ในช่วงเช้า ก่อน 11.30 น. เพียงเท่านี้มะพร้าวที่เคยติดผล 5-10 เปอร์เซ็นต์ จะเพิ่มสูงขึ้นเป็น ร้อยละ 80 โดยที่ไม่ส่งผลกระทบทำให้ต้นโทรมหรือรสชาติของน้ำและเนื้อมะพร้าวเปลี่ยนไปจากเดิม

“เทคโนโลยีการผลิตมะพร้าวน้ำหอมผลดกทั้งปี จะสามารถช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนมะพร้าวในหน้าแล้งได้ และช่วยให้มะพร้าวน้ำหอมมีผลผลิตจำนวนมากขึ้น ติดดอกและออกผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ผลผลิตที่ได้มาตรฐานสากล สามารถรองรับการส่งออกที่มีมูลค่าหลายพันล้านบาทต่อปี อีกทั้งช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต และมีรายได้เพิ่มขึ้น” รองศาสตราจารย์วรภัทร กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ รองศาสตราจารย์วรภัทร ยังฝากบอกถึงพี่น้องเกษตรกรที่สนใจอีกครับว่า ทาง วช. และทีมวิจัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยินดีบริการจัดอบรมให้กับเกษตรกรและผู้ที่สนใจภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจาก วช. โดยเกษตรกรจะต้องรวมกลุ่ม (20-50 คน) อบรมเทคโนโลยีการผลิตมะพร้าวน้ำหอมติดลูกดกตลอดทั้งปี

ส่วนสารละลายทั้ง 2 ชนิด ยังไม่มีการผลิตจำหน่ายในท้องตลาด แต่หากเกษตรกรท่านใดสนใจ สามารถสอบถามเข้าไปที่ ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โทรศัพท์ (02) 564-4488 (ในวันเวลาราชการ)

การจัดการสู้ภัยแล้ง สูตร “มก. – โมเดล” เริ่มที่ 4 อำเภออีสาน จังหวัดกาญจนบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เทคโนโลยีการเกษตร

ผศ. ดีเซลล์ สวนบุรี ศูนย์วิจัยสำรวจธรณีประยุกต์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร. (081) 496-9744 E-mail : fscidss@ku.ac.th, desell@yahoo.com

การจัดการสู้ภัยแล้ง สูตร “มก. – โมเดล” เริ่มที่ 4 อำเภออีสาน จังหวัดกาญจนบุรี

มก. ได้มีส่วนร่วมแก้ปัญหาสู้ภัยแล้งให้กับชุมชนที่กำลังเดือดร้อน ช่วยเหลือสังคมที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ตามแนวทางการจัดการสู้ภัยแล้งแบบ “มก. – โมเดล” เฟสแรกแบบเร่งด่วน จำเป็นต้องมีส่วนร่วมจากทั้ง 3 ฝ่าย คือนอกเหนือจาก มก. ที่เป็นผู้จัดการ ประสานงานหาผู้ใจดีบริจาคทุนดำเนินการแล้ว ชุมชนท้องถิ่น ผู้นำชุมชนต้องมีส่วนเข้าร่วมบริหารจัดการ ทั้งในการดำเนินงานสนาม และร่วมออกค่าใช้จ่ายด้วยบางส่วน และที่สำคัญคือแหล่งทุนสนับสนุนเพื่อให้การดำเนินงานจนสามารถพัฒนาน้ำใต้ดิน มาช่วยเหลือชุมชนในด้านอุปโภคบริโภคประสบผลสำเร็จ

การจัดการสู้ภัยแล้ง เริ่มใน 4 อำเภอ วิกฤตภัยแล้งของจังหวัดกาญจนบุรี คือ อำเภอบ่อพลอย อำเภอห้วยกระเจา อำเภอหนองปรือ และอำเภอเลาขวัญ ที่ได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่หาน้ำยาก และกำลังเดือดร้อนขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค จนท้องถิ่นเองให้ฉายาว่าเป็นอีสานแห่งภาคตะวันตก

มก. ยังดำเนินการสู้ภัยแล้งอย่างยั่งยืน โดยระดมนักวิจัยของ มก. ดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องในเฟสต่อไป โดยเป็นการร่วมบูรณาการอย่างเข้มข้น เช่น จากคณะสิ่งแวดล้อม คณะเกษตร และคณะวนศาสตร์ เป็นต้น และจากอีกหลายหน่วยงานของ มก. เพื่อช่วยเหลือชุมชนในหลายมิติเป็นมุมกว้างต่อไป สอดคล้องกับเอกลักษณ์ของ มก. คือ มุ่งสร้างศาสตร์แห่งแผ่นดิน เพื่อความกินดีอยู่ดีของชาติ

รูปแบบการจัดการสู้ภัยแล้ง สูตร มก. – โมเดล เฟสแรก

มก. เป็นแกนประสานงานทุกมิติ ทำหน้าที่ระดมหาทุนจากผู้ใจดี และหน่วยงานเอกชนร่วมกันบริจาคเป็นค่าดำเนินการ ช่วยเลือกเน้นพื้นที่การขาดแคลนน้ำใช้อุปโภคบริโภคค่อนข้างรุนแรง และต่อเนื่องเป็นเวลานาน และทำความเข้าใจเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน ผู้นำชุมชน รวมทั้งช่วยบริหารจัดการในระดับท้องถิ่น และจุดเด่นอีกอย่างของ มก. คือ การพัฒนางานวิจัยที่ประยุกต์ด้านเทคนิค และเครื่องมือวิจัยในการหาแหล่งน้ำใต้ดินอย่างมีประสิทธิภาพ

ลำดับขั้นตอนของรูปแบบการจัดการสู้ภัยแล้ง มีดังนี้

1. เริ่มที่ระดับผู้บริหาร นักวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. รวมทั้งสมาคมนิสิตเก่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมบริหาร วางแผนการจัดการทุกขั้นตอน ประชาสัมพันธ์จัดหาทุนสนับสนุนเพื่อให้โครงการสัมฤทธิ์ผล ในช่วงเวลาที่ชาวบ้านต้องการความช่วยเหลือ

2. การเลือกพื้นที่เป้าหมาย โดยมี ปลัดสุพจน์ บำรุงกลาง (ปลัด อบต. หนองปรือ) เป็นผู้ประสานงานกับหน่วยงานปกครองท้องถิ่นทั้ง 4 อำเภอ หมู่บ้านที่ได้รับการเลือกดำเนินการ เป็นพื้นที่ประสบภัยแล้ง แล้งซ้ำซากเป็นประจำทุกปี ซึ่งพบว่ามีปัญหาภัยแล้งจริงๆ จากนั้นเริ่มทำความเข้าใจผู้เข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่การเลือกและจัดลำดับพื้นที่ที่พบว่าเป็นพื้นที่วิกฤตภัยแล้ง จึงทำให้การดำเนินงานในแต่ละหมู่บ้าน เป้าหมายเป็นไปตามทุกขั้นตอน ราบรื่น รวดเร็ว และได้ผลเป็นไปตามแผนที่วางไว้

พื้นที่ 9 หมู่บ้าน ของอำเภอหนองปรือ ภายใต้การบริหารจัดการของ อบต. หนองปรือ ผ่านการพิชิตภัยแล้งอย่างสมบูรณ์ ที่ประสบความสำเร็จจากการสำรวจชี้ตำแหน่งแหล่งน้ำใต้ดิน และการเจาะจนได้น้ำมาใช้แล้วตามแผนทุกขั้นตอน

การดำเนินการสู้ภัยแล้งกำลังดำเนินต่อเนื่องอีก 15 หมู่บ้าน ของ 3 อำเภอ คือ อำเภอบ่อพลอย อำเภอห้วยกระเจา และอำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี ที่เผชิญสภาวะภัยแล้งขาดแคลนน้ำอุปโภคขณะนี้

3. หาตำแหน่งที่เป็นแหล่งน้ำใต้ดิน เน้นพื้นที่ที่เป็นที่สาธารณะ หรือใช้สำหรับส่วนกลาง เช่น บริเวณใกล้ที่ตั้งหอถังน้ำประปาของหมู่บ้าน เป็นการศึกษาลักษณะอุทกธรณีวิทยาน้ำใต้ดิน ศักยภาพ และชั้นน้ำใต้ดิน ลักษณะแหล่งน้ำใต้ดินในบางพื้นที่จำเป็นต้องได้รับการแนะนำจากผู้อำนวยการ สิทธิศักดิ์ มั่นอยู่ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ส่วนการชี้ตำแหน่งที่เป็นแหล่งน้ำใต้ดินสำหรับการเจาะ ดำเนินการโดย ผศ. ดีเซลล์ สวนบุรี หน่วยวิจัยสำรวจธรณีประยุกต์ คณะวิทยาศาสตร์ มก. ประยุกต์เทคโนโลยีเพื่อใช้หาแหล่งน้ำใต้ดิน เครื่องมือวิจัยจะอ่านค่าอัตโนมัติ 60 ขั้ว (Multi-electrode) แบบเชิง 2 มิติ แล้ววิเคราะห์ข้อมูล แบบเชิง 1 มิติ ที่ตำแหน่งทุกๆ 10 เมตร สามารถแสดงประเภทแหล่งน้ำใต้ดิน ความหนา ความลึก จำนวนชั้นน้ำในรอยแตกของหินแข็ง เป็นการกำหนดตำแหน่งแหล่งน้ำใต้ดินอย่างมีประสิทธิภาพ (รายละเอียดเทคนิค และวิธีการของการสำรวจหาแหล่งน้ำใต้ดินวิธีนี้ สามารอ่านเพิ่มเติมใน มติชนเทคโนโลยีชาวบ้าน ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม 2558 หน้า 80-81)

4. การเจาะและพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดิน มก. ร่วมประสานงานกับผู้ร่วมสนับสนุนการดำเนินการเพื่อบรรลุผลสำเร็จขั้นตอนการเจาะน้ำ รวมทั้งติดตั้งปั๊มน้ำพร้อมได้น้ำสู่ชุมชน และร่วมบริหารจัดการน้ำให้กับชุมชน เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จะช่วยสนับสนุนพื้นที่ อำเภอห้วยกระเจา ซึ่งอยู่ในเขตประกาศภัยแล้ง และส่วนการสนับสนุนพื้นที่อื่น เช่น อำเภอเลาขวัญ คุณสกล มงคลธรรมากุล นายกสมาคมนิสิตเก่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมช่วยสนับสนุน และประชาสัมพันธ์เชิญชวนนิสิตเก่าร่วมบริจาค เป็นทุนดำเนินการช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งต่อไป

ด้านความรู้เรื่องการเจาะน้ำในแต่ละพื้นที่นั้น ได้รับความร่วมมือจาก คุณศุภผล จริงจิตร นายกสมาคมน้ำบาดาลไทย และสมาชิก ที่ช่วยแนะนำเทคนิคการเจาะน้ำและการจัดการแหล่งน้ำให้สอดคล้องกับลักษณะของชั้นน้ำบริเวณนั้นๆ รวมทั้งการคัดเลือกผู้เข้าร่วมดำเนินโครงการ หรือจะร่วมกันพัฒนาบ่อน้ำใต้ดินในลำดับต่อไป

5. น้ำที่ได้จากผลสำเร็จแล้ว จะนำมาเป็นน้ำดิบสำหรับประปาหมู่บ้าน เรื่องคุณภาพน้ำนับว่าสำคัญมาก เพราะน้ำใต้ดินที่ได้ในเขตพื้นที่แต่ละหมู่บ้าน มีคุณภาพแตกต่างกันตามสภาพพื้นที่ที่ความหลากหลาย เช่น เป็นชั้นน้ำในเขตหินแกรนิต มีคุณภาพที่ต่างกันจากหินปูน หรือจากชั้นตะกอนหินร่วน การตรวจวัดคุณภาพน้ำก่อนที่จะนำมาเป็นน้ำดิบสำหรับประปาหมู่บ้าน โดย ดร. กิตติชัย ดวงมาลย์ คณะสิ่งแวดล้อม มก. ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม จะดำเนินการเก็บตัวอย่างน้ำ และการวิเคราะห์ เน้นศึกษาตามลักษณะแหล่งน้ำใต้ดิน เช่น บริเวณที่เป็นหินแกรนิต ก็จะเน้นหาโลหะหนักและสารหนู เป็นต้น เมื่อทราบผลวิเคราะห์จึงมีการแนะนำแนวทางการบำบัดอย่างถูกวิธี เพื่อสุขภาพที่ดีของคนของในชุมชน

6. ปริมาณการสูบใช้น้ำควรสัมพันธ์กับการรักษาสภาพของบ่อให้ใช้งานได้สอดคล้องกับธรรมชาติของน้ำใต้ดินบริเวณนั้นๆ เมื่อสูบทดสอบปริมาณน้ำ จะช่วยแนะนำการสูบใช้น้ำในปริมาณที่เหมาะสม เช่น ระยะเวลา ปริมาณการสูบใช้งาน การติดตั้งขนาดปั๊มน้ำ ทั้งนี้ เพื่อรักษาความสมดุลของระบบน้ำใต้ดินมีความสำคัญต่อการใช้น้ำให้ยั่งยืน เพื่อให้บ่อน้ำบาดาลคงสภาพการใช้งานได้ยาวนาน

ผลสำเร็จในการสู้ภัยแล้ง ของอำเภอหนองปรือ

การจัดการสู้ภัยแล้งของพื้นที่อำเภอหนองปรือ จากบทบาทเด่นของ อบต. หนองปรือ เมื่อคัดเลือกหมู่บ้านที่เป็นผลกระทบจากภัยแล้ง ได้ 9 หมู่บ้าน (จาก 22 หมู่บ้าน) สามารถดำเนินการเจาะน้ำต่อเนื่องทันที เมื่อทราบผลการสำรวจแหล่งน้ำ ลักษณะแหล่งน้ำใต้ดินของแต่ละหมู่บ้านเป้าหมายมีความหลากหลายแตกต่างกัน ดูได้จากแผนที่น้ำบาดาล (รูปที่ 4) การดำเนินงานสนามของ หน่วยวิจัยสำรวจธรณีประยุกต์ มก. ยังจัดให้นิสิตภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ ร่วมฝึกงานสำรวจแหล่งน้ำใต้ดิน ฝึกเทคนิคการประยุกต์ การใช้เครื่องมือวิจัยขั้นสูงในสนาม รวมทั้งการประมวลผลและแปลความหมายข้อมูล (รูปที่ 5)

ตัวอย่างผลการสำรวจด้วยเทคนิคเชิง 2 มิติ โดยเลือกมาแสดงจาก 2 หมู่บ้าน คือ บ้านหนองสาหร่าย หมู่ที่ 6 และบ้านหนองใหญ่ หมู่ที่ 11 ที่มีลักษณะของชั้นน้ำใต้ดินแตกต่างกัน คือหมู่ที่ 6 เป็นชั้นน้ำตะกอนหินร่วน ส่วนหมู่ที่ 11 ได้น้ำจากรอยแตกของหินปูนที่เป็นหินดานในพื้นที่ (รูปที่ 6 และ 7) จนสามารถชี้ตำแหน่งจุดเจาะ และได้ปริมาณน้ำ 20 และ 6 ลูกบาศก์เมตร ต่อชั่วโมง ตามลำดับ ผลการเจาะน้ำโดยรวม ได้น้ำใช้ทั้ง 9 หมู่บ้าน เป็น 100% ปริมาณที่ได้ก็แตกต่างกันตามลักษณะแหล่งน้ำใต้ดิน (ดูรายละเอียดในตารางที่ 1) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานช่วงแรก ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ธัส ไมนิ่ง จำกัด จึงทำให้การจัดการสู้ภัยแล้งของอำเภอหนองปรือ ประสบผลสำเร็จในระยะเวลาที่สามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านได้ทันท่วงที

การดำเนินโครงการสู้ภัยแล้ง สูตร มก. – โมเดล ต้องทำงานกันเป็นทีม หลายฝ่าย ทั้งกับชุมชนท้องถิ่น และผู้สนับสนุนทุนดำเนินการเกี่ยวข้องกันหลายด้าน การใช้พื้นที่ การสำรวจ และการเจาะ แม้ว่าจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสู้ภัยแล้งเพื่อชุมชนที่เดือดร้อนขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ยังต้องการผู้ใจดีอีกจำนวนมาก ร่วมบริจาคเข้าหมายเลขบัญชี 043-741327-1 “เกษตรศาสตร์ช่วยภัยแล้ง” ธนาคารกรุงเทพ สาขามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อเป้าหมายแรกประสบผลสำเร็จ ก็จะพัฒนานำเอาแนวทางเดียวกันนี้ไปดำเนินการต่อเนื่อง เช่น ขยายจำนวนหมู่บ้าน หรือขยายพื้นที่ไปจังหวัดอื่นๆ ต่อไป

แมงกะพรุน คอลลาเจนลอยน้ำจากทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

แมงกะพรุน คอลลาเจนลอยน้ำจากทะเล

ชาวจีนนำแมงกะพรุนมาเป็นอาหารนานนับ 1,000 ปีแล้ว รวมถึง ปลิงทะเล ซึ่งคนไทยได้ยินแค่ชื่อก็ขยะแขยงแล้ว ไม่ต้องถึงขนาดเอามากิน แต่คนจีนเชื่อว่า แมงกะพรุน มีสรรพคุณทางยา สามารถใช้บำบัดอาการปวดกระเพาะหรือเป็นตะคริว คนไทยบริโภคแมงกะพรุนเพราะเป็นส่วนหนึ่งที่ใส่ในเย็นตาโฟ สำหรับคนชอบแซบจะเป็นเมนูยำ หรือลวกจิ้ม แต่ปัจจุบันในเย็นตาโฟเปลี่ยนจากแมงกะพรุนเป็นเห็ดหูหนูขาว เนื่องจากคุณสมบัติกรุบๆ คล้ายๆ กัน

นอกจากนี้ ชาวจีนยังเชื่อว่า แมงกะพรุน รักษาโรคเกาต์ เส้นเลือดอุดตัน ลดความดันโลหิต แก้หลอดลมอักเสบ ทำให้ผิวหนังนุ่มนวล และแมงกะพรุนถือเป็นหยาง อาหารที่ให้ความเย็น ซึ่งตรงข้ามกับหยิน ในวงการโภชนาการปัจจุบัน ศึกษาพบว่า ในแมงกะพรุนมีโปรตีนประเภทคอลลาเจนสูง แต่มีไขมัน คอเลสเตอรอล และแคลอรีต่ำ เหมาะสำหรับเป็นอาหารสำหรับควบคุมน้ำหนัก ปัจจุบันมีการส่งออกแมงกะพรุนไปประเทศญี่ปุ่นมากที่สุด

ตัวคอลลาเจนนี่สำคัญ เพราะเป็นเส้นใยโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของผิวหนัง กระดูก เนื้อเยื่อต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนประกอบ 30% ของร่างกาย และเป็นส่วนประกอบ 70% ของส่วนผิวหนัง และร่างกายจะผลิตคอลลาเจนลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ซึ่งสังเกตได้จากผิวหนังที่เหี่ยวย่น แมงกะพรุนมีคอลลาเจนมากจึงเหมาะสำหรับเป็นวัตถุดิบสกัดคอลลาเจน และคอลลาเจนที่สกัดได้จากแมงกะพรุนเป็นคอลลาเจนในกลุ่ม Type I คือชนิดที่พบได้ในผิวหนัง จึงเหมาะสำหรับนำไปประยุกต์ใช้ทางด้านการแพทย์เพื่อการสมานแผล หรือการนำไปเป็นส่วนผสมในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพ อาหารเสริม รวมทั้งสามารถพัฒนาต่อยอดสู่การผลิตเจลาตินจากแมงกะพรุน สำหรับการผลิตหูฉลามเทียมได้ด้วย

แมงกะพรุนลอดช่อง

เริ่มเวลาปลายเดือนพฤษภาคม ชาวประมงชายฝั่งแถบตำบลแหลมสัก อ่าวน้ำ อ่าวม่วง ท่าเลน คลองทราย อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ เริ่มเตรียมตัวที่จะออกไปตักแมงกะพรุน เนื่องจากในฤดูฝนนี้จะเป็นฤดูที่แมงกะพรุนเข้ามามากในอ่าว ชาวบ้านบอกว่าแมงกะพรุนจะเริ่มเข้ามาในอ่าวตั้งแต่เดือนมิถุนายน จนกระทั่งถึงเดือนกันยายน รวมเวลาประมาณ 4 เดือน เพราะมีลมจากทะเลอันดามันทางทิศตะวันตกพัดเข้าหาฝั่ง ซึ่งชาวบ้านในละแวกนี้เรียกว่า ลมนอก จะพัดแมงกะพรุนเข้ามาในอ่าว

แมงกะพรุนที่ว่านี้ ชาวบ้านเรียกว่า แมงกะพรุนลอดช่อง ลักษณะเหมือนแมงกะพรุนทั่วไป คือมีหมวกกลม แต่หางค่อนข้างสั้น มีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก 7-8 กิโลกรัม ต่อตัว ขนาดใหญ่เท่าๆ หมวกกันน็อก มีสีขาวใสเหมือนวุ้น หรือเป็นสีชมพูจางๆ ทางแถบนี้จะไม่ค่อยพบแมงกะพรุนไฟ ซึ่งมีลักษณะหัวเป็นเหลี่ยม หางค่อนข้างยาว ประมาณ 1-2 เมตร แต่มีขนาดเล็กขนาดถ้วยกาแฟสีขาวใส ไม่มีสีชมพูจางๆ เหมือนแมงกะพรุนลอดช่อง

ช่วงที่ไปทำข่าวเดือนสิงหาคม ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่แมงกะพรุนมีจำนวนมาก ชาวบ้านที่ไปตักแมงกะพรุนจะออกไปในช่วงเช้า พอประมาณ 10 โมง หรือไม่เกินเที่ยง ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง ก็จะได้แมงกะพรุนเต็มลำเรือ จึงจะเข้าฝั่งมาขายที่แพ ถ้าเป็นช่วงที่มีแมงกะพรุนน้อยๆ เช่น ในช่วงแรกกับช่วงปลายก็จะออกไปตั้งแต่ตอนกลางคืน เพราะจำเป็นต้องใช้เวลามากกว่าในการตัก เนื่องจากมีน้อย เรือก็จะติดโป๊ะไฟแสงสว่างเพื่อให้มองเห็นตัวแมงกะพรุน ถ้าเป็นคืนเดือนหงายก็จะมีทัศนวิสัยดีกว่า แต่ก็จะเข้าฝั่งมาขายที่แพในเวลาไม่เกินเที่ยงเช่นกัน เพราะช่วงเที่ยงถึงบ่ายอากาศจะร้อนมากเกินไป

เรือที่ใช้ตักแมงกะพรุนเป็นเรือตังเกที่ออกหาปลาตามชายฝั่ง ในบริเวณแถบจังหวัดกระบี่นี้ชาวบ้านเรียกว่า “เรือหัวโทง” เป็นเรือขนาดกลาง จะยาวประมาณ 12 เมตร กว้างประมาณ 2 เมตร ในการตักแมงกะพรุนจะต้องมีอย่างน้อย 2 คน คนหนึ่งคือนายท้ายเรือ คนที่ 2 คือคนตัก ส่วนใหญ่จะเป็นสามีภรรยากัน สามีเป็นนายท้าย ภรรยาเป็นคนตัก ในช่วงที่แมงกะพรุนมีจำนวนมาก แต่ละฝูงจะมีบริเวณกว้างประมาณ 1 ไร่ และมีขนาดเท่ากันเกือบทั้งหมด ชาวประมงแทบจะไม่ต้องเลือกเลย นอกจากตักอย่างเดียว ในบริเวณดังกล่าวจะมีเรือตักแมงกะพรุนประมาณ 30-40 ลำ คนตักก็ตักไป เหมือนกับแย่งกันตักแข่งกับเวลา ใครมือยาวสาวได้สาวเอา ตักไปหอบเหนื่อยไปก็มี ส่วนนายท้ายเรือต้องคอยระมัดระวังไม่ให้เรือกระแทกกับลำอื่น ก็ได้แต่ส่งเสียงเชียร์ นอกจากนี้ ยังต้องคอยมองหาแหล่งที่แมงกะพรุนชุมแล้วก็ขับเรือไปตามแหล่งดังกล่าวแต่ก็จะวนเวียนในบริเวณเดียวกันนี้ บางครั้งก็เกิดการกระแทกกระทั้นกันเหมือนกันระหว่างเรือเพราะเหตุสุดวิสัย บางครั้งคนตักตกน้ำลงไปก็มี นี่จึงเป็นเหตุให้สกู๊ปเรื่องนี้ไม่มีภาพตอนตักให้เห็น เพราะว่าคนเขียนขออยู่บนฝั่งน่าจะสะดวกกว่านิ

เงินลอยน้ำ ตามใจตัก

ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า สวิงที่ตักชาวบ้านทำกันเอง เพราะทำได้ไม่ยาก ไปซื้อเหล็ก เชือกไนล่อนมา แล้วก็ไปตัดไม้ไผ่เอามาทำกันเอง ความยาวของสวิงตัก ประมาณ 4-5 เมตร เพื่อให้สามารถเอื้อมไปตักได้ไกล คนตักแมงกะพรุนจะอยู่หัวเรือ เมื่อตักแล้วก็จะเหวี่ยงใส่ท้องเรือ นับว่าเหนื่อยเอาการ เพราะแมงกะพรุนที่ตัก ตัวละ 7-8 กิโลกรัม เหมือนยกดัมเบลล์ยังไงยังงั้น สวิงที่ตักก็จะใช้ประจำเรือ จะมีอย่างน้อย 2 ปาก เนื่องจากบางครั้งสวิงตกน้ำหรือหักระหว่างทำงานบ้าง หรือบางครั้งคลื่นลมสงบและจำนวนเรือมีไม่มากนัก ก็จะแขวนใบพัดเพื่อไม่ให้เรือเคลื่อนที่แล้วมาช่วยกันตักก็มี ใครเต็มเรือก่อนก็เข้าฝั่งก่อน ใครยังไม่เต็มก็ลอยเรือตักจนเต็มจึงจะตามเข้าแพเพื่อขายให้กับคนรับซื้อเลย เรือโทงขนาดที่ว่าบรรจุแมงกะพรุนได้ถึง 700 ตัว คะเนว่าตัวละ 7 กิโลกรัม นับเป็นน้ำหนักถึง 5 ตัน ทีเดียว

แพที่รับซื้อแมงกะพรุนจะเป็นแพที่ทำขึ้นชั่วคราวตามฤดู พอหมดฤดูรับซื้อก็จะต้องรื้อออกจากหาดทันที จะเรียกว่าแพก็ใช่ที ที่จริงแล้วคือ การทำที่ลำเลียงคล้ายสายพานจากทะเลมาเข้าฝั่ง ยาวประมาณ 20-30 เมตร โดยความสูงจะอยู่ในทะเล ส่วนทางฝั่งให้ลาดลงมา ปลายสายพานที่อยู่ในทะเลจะทำเป็นบ่อตาข่ายเพื่อรับแมงกะพรุนจากเรือ เมื่อเรือตักแมงกะพรุนมาก็จะจับขึ้นจากเรือทีละตัวลงในบ่อตาข่ายโดยนายท้ายเรือ คนงานของแพจะเป็นคนจดจำนวนตัว และออกบิลให้เจ้าของเรือไปรับเงินบนฝั่งทันที สนนราคา ณ วันที่ไปทำข่าว ตัวละ 5 บาท แต่ชาวบ้านบอกว่าช่วงต้นฤดูได้ถึงตัวละ 10 บาท และราคาค่อยๆ ลดลงมา เนื่องจากปริมาณแมงกะพรุนมีจำนวนมากในกลางฤดู ถ้าเรือลำนี้ได้ 700 ตัว คูณ 5 บาท เป็นเงิน 3,500 บาท ก็ถือว่าเป็นรายได้ที่มากทีเดียว และในช่วงนี้จะจับได้ถึง 4 เดือน เป็นอันว่าชาวประมงมีความสุขกันทั่วหน้า แต่ก็ใช่จะจับได้วันละ 700 ตัว ทุกวันนะครับ ลืมบอกไปว่าเจ้าของหาดที่ให้ทำแพรับซื้อแมงกะพรุนจะได้ส่วนแบ่งจากเจ้าของแพ ตัวละ 50 สตางค์ ฤดูหนึ่งๆ ทำรายได้ให้เจ้าของพื้นที่ไม่น้อยทีเดียว

การหมักแมงกะพรุน

เมื่อบ่อตาข่ายในทะเลมีจำนวนแมงกะพรุนที่รับซื้อเต็มบ่อ ก็จะชักรอกขึ้นบนสะพานที่ยื่นมาในทะเลแล้วเทแมงกะพรุนลงมาเพื่อให้ไหลเข้าไปยังฝั่ง โดยไม่จำเป็นต้องมีเครื่องยนต์แต่อย่างใด เพราะความลาดชันของสะพานและความเป็นเมือกลื่นของแมงกะพรุนจะทำให้ไหลลงมาได้ง่าย โดยจะมีบ่อรับอยู่บนฝั่ง ถือเป็นบ่อแรกอยู่อย่างน้อย 4 บ่อ ขนาดประมาณ 3 คูณ 3 เมตร โดยใช้ผ้าพลาสติกมารองทำเป็นบ่อ ใช้ไม้ตีเป็นรูปสี่เหลี่ยม

ในบ่อแรกจะใส่เกลือ โซเดียมไบคาร์บอเนต (NaHCO3) และสารส้ม ดองแมงกะพรุนไม่เกิน 1 วัน แล้วก็จะนำมาใส่บ่อที่ 2 ในช่วงนี้ก็จะตัดส่วนหัวและส่วนหางออกแยกใส่บ่อ โดยแยกส่วนกันคนละบ่อ การตัดส่วนหัวและหางนี้จะจ้างคนงานตัดล้าง โดยคิดเป็นชั่วโมง ชั่วโมงละ 40 บาท เนื่องจากปริมาณแมงกะพรุนที่เข้ามาในแพมีจำนวนไม่แน่นอน คนงานจะต้องทำงานส่วนนี้จนเสร็จ จึงคิดค่าแรงเป็นรายชั่วโมง ส่วนคนงานชายจะคิดค่าแรง ชั่วโมงละ 50 บาท เนื่องจากเป็นงานแบกหาม เคลื่อนย้าย จึงคิดค่าแรงให้มากกว่า

บ่อที่ 2 เมื่อมีการแยกหัวหางออกคนละบ่อก็จะใส่เฉพาะเกลืออย่างเดียวและแมงกะพรุนจะย่อขนาดเล็กลง เมื่อมีการดองในบ่อที่ 2 ประมาณ 1 คืน ก็จะขูดทำความสะอาดอีกรอบด้วยแผ่นไม้ไผ่บางๆ นำมาใส่บ่อที่ 3 และจะใส่เพียงเกลืออย่างเดียวเช่นกัน ในบ่อนี้จะต้องใช้เวลา 1 วัน ก็ใช้ได้แล้ว แต่เนื่องจากปริมาณไม่เพียงพอสำหรับรถบรรทุก 1 คัน จึงจำเป็นต้องรอ 2-3 วัน เพื่อให้มีปริมาณมากพอ จึงจะให้รถมารับไปส่งแพปลาที่จังหวัดระนอง ซึ่งเป็นแพปลาแหล่งเดียวที่รับซื้อแมงกะพรุนเก็บไว้ในห้องเย็น ส่วนที่เป็นหัวจะเป็นส่วนที่ส่งออกไปต่างประเทศ ส่วนที่บริโภคในไทยจะเป็นส่วนหาง

แมงกะพรุน ปัจจุบันหาซื้อได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากคนมักจะไม่รู้จักวิธีปรุงอาหาร ถ้าได้กินส่วนใหญ่จะมาจากการที่เขาใส่เย็นตาโฟให้กิน แต่จริงแล้วสามารถนำมายำ ลวกจิ้ม หรือใส่บะหมี่สำเร็จรูปกินก็อร่อยได้ง่ายๆ แต่ควรที่จะล้างหลายๆ น้ำ และลวกน้ำเดือดก่อนนำมาปรุงอาหาร จากคุณสมบัติของแมงกะพรุนตามธรรมชาติ น่าจะลองนำมาเป็นเมนูที่บ้าน ถ้ามีโอกาสไปเที่ยวทะเลอย่าลืมซื้อแมงกะพรุนแห้งมาทำกินกันบ้าง อย่ามัวแต่ซื้อปลาเค็มอย่างเดียวเลยนิ