“แคนตาลูป บ้านหัวถิน” ของดี เมืองระโนด สงขลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05066011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เทคโนโลยีการเกษตร

สาวบางแค

“แคนตาลูป บ้านหัวถิน” ของดี เมืองระโนด สงขลา

ผู้เฒ่าผู้แก่ในอดีต มักมีคำพูดติดปากว่า “เมืองระโนด มีแต่ไผ่ กับโตนดเต็มนา” ในวันนี้ อำเภอระโนด มีของดีเพิ่มอีกอย่างคือ “แคนตาลูป” และไม้ผลอีกนานาชนิด ที่มีรสชาติอร่อย คุณภาพดี เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั่วไป จากฝีมือบุกเบิกการทำสวนผลไม้ของ “คุณแป๋ว-รุ้งตะวัน ช้างสาร” สาวอำเภอสามพราน ที่โชคชะตาพัดพาเธอมาเป็น “ลูกสะใภ้ชาวอำเภอระโนด” เมื่อ 20 ปีก่อน

คุณแป๋ว-รุ้งตะวัน ช้างสาร เกิดและเติบโตในครอบครัวชาวสวนผลไม้ ย่านคลองจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม หลังจากเธอแต่งงานกับหนุ่มใต้ ก็ย้ายถิ่นฐานมาอยู่อำเภอระโนดซึ่งเป็นบ้านเกิดของสามี ปัจจุบันครอบครัวเธอ มีบุตร 5 คน พักอาศัยอยู่รวมกันใน บ้านเลขที่ 25/1 หมู่ที่ 4 ตำบลพังยาง อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา 90140 โทร. (082) 266-8947

อาชีพทำสวนผลไม้ สร้างรายได้ที่ยั่งยืน

คุณแป๋ว กล่าวว่า ที่ดินมรดกจากครอบครัวสามีผืนนี้ เคยใช้ทำนาปลูกข้าวมาก่อน แต่รายได้จากการทำนาไม่เพียงพอสำหรับเลี้ยงดูครอบครัว เนื่องจากเธอมีพื้นฐานความรู้เรื่องการทำสวนผลไม้อยู่แล้ว จึงชักชวนสามีปรับเปลี่ยนพื้นที่มาทำสวนผลไม้ตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อน

ช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลงจากการปลูกข้าวมาทำสวนผลไม้ เพื่อนบ้านก็หาว่าเธอบ้าเพราะใครๆ ก็ปลูกข้าวทำนากันทั้งนั้น ปรากฏว่า เธอตัดสินใจถูกต้อง เพราะอาชีพการทำสวนผลไม้ประสบความสำเร็จ สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำตลอดทั้งปี เพราะสภาพดินในอำเภอระโนด มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ เอื้อต่อการเจริญเติบโตของไม้ผลนานาชนิด

เธอปรับสภาพพื้นที่นา จำนวน 32 ไร่ ให้กลายเป็นร่องสวนเหมือนการทำสวนผลไม้ในจังหวัดนครปฐม โดยจ้างรถแบ๊กโฮมาขุดยกร่องน้ำ ยกร่องแปลงปลูกได้จำนวน 17 ร่อง ระยะหน้ากว้างประมาณ 3 เมตร ปัจจุบันเธอปลูกผลไม้ในลักษณะสวนผสมผสาน โดยใช้แรงงานครอบครัว ปลูกดูแลไม้ผลที่เป็นรายได้หลัก ได้แก่ ฝรั่งแป้นสีทอง เนื้อที่ปลูก 15 ไร่ ชมพู่ทับทิมจันทร์ เนื้อที่ปลูก 9 ไร่ ส่วนพื้นที่ที่เหลือ ใช้ปลูกแคนตาลูป

การปลูก-ดูแล

สวนแคนตาลูปของเธอเป็นเจ้าแรก ในอำเภอระโนด ต่อมาได้ขยายพื้นที่การปลูกในกลุ่มเครือญาติ ปัจจุบันเธอปลูกแคนตาลูปติดต่อกันเป็นปีที่ 2 แล้ว โดยธรรมชาติของแคนตาลูปพันธุ์นี้ ไม่ชอบน้ำฝน จึงปลูกพืชชนิดนี้หลังจากหมดฤดูฝนไปแล้ว ปัจจุบัน คุณแป๋วเลือกปลูกแคนตาลูปพันธุ์เลดี้ซัน ของ บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด ซึ่งเป็นสินค้าขายดี เป็นที่นิยมบริโภคกันมากในปัจจุบัน เพราะมีเนื้อสีส้มสวย รสชาติดี เนื้อนุ่ม หวานฉ่ำและมีกลิ่นหอม

การปลูกแคนตาลูปไม่ใช่เรื่องยาก คุณแป๋ว ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ประมาณ 1 กำมือ รองก้นหลุมก่อนการปลูก และหยอดเมล็ดแคนตาลูปลงหลุม หลุมละ 5 เมล็ด ในแปลงที่เตรียมไว้ โดยปลูกร่องละ 1 แถว ในระยะห่างระหว่างต้น ประมาณ 1 ศอก สามารถปลูกแคนตาลูปได้ จำนวน 500 หลุม หลังปลูก เมล็ดเติบโตขึ้นเป็นต้นกล้า คุณแป๋วจะคัดเลือกต้นที่สมบูรณ์ แข็งแรง เหลือไว้แค่ 2-3 ต้น ต่อหลุม หลังจากนั้น จะฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักชีวภาพ เพื่อกระตุ้นให้ต้นเจริญเติบโต เลื้อยไปตามพื้นดินเหมือนกับการปลูกแตงโม

คุณแป๋ว บอกว่า ช่วงที่แคนตาลูปยังเป็นต้นอ่อนต้องคอยฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักชีวภาพบ่อยๆ เพื่อกระตุ้นการเติบโตของระบบราก ระบบใบ ของต้นแคนตาลูป ให้มีลำต้นแข็งแรงและผลิดอกตัวเมียที่สมบูรณ์

โดยธรรมชาติ ต้นแคนตาลูปจะผลิใบเลี้ยงออกมาก่อน ตามด้วยใบจริง เมื่อเห็นใบจริงโผล่ออกมา คุณแป๋วจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์เคมีเพื่อเร่งต้น พอต้นแคนตาลูปเริ่มเลื้อยแตกแขนง เห็นดอกตุ่มๆ ยังไม่บาน คุณแป๋วจะเริ่มให้ปุ๋ยเร่งดอก ปุ๋ยเร่งต้น ควบคู่กันไป เพราะหากให้ปุ๋ยเร่งดอกอย่างเดียว แต่ไม่ให้บำรุงต้นด้วย ลำต้นแคนตาลูปก็จะแคระแกร็นได้

“การใส่ปุ๋ยแต่ละครั้งจะใช้สัดส่วนไม่มาก โดยทั่วไป แปลงปลูกแคนตาลูป จำนวน 500 หลุม จะใส่ปุ๋ย สูตรเสมอ 15-15-15 หรือปุ๋ยสูตร 13-13-21 ครั้งละไม่เกิน 15 กิโลกรัม หลังจากต้นแคนตาลูปติดผลแล้วจึงจะเพิ่มปริมาณการให้ปุ๋ยเร่งลูกอีก 3 ครั้ง ครั้งละ 25 กิโลกรัม เพื่อช่วยการเจริญเติบโตของผลและเพิ่มรสชาติความหวาน” คุณแป๋ว กล่าว

ส่วนการให้น้ำ ที่นี่ใช้เรือรดน้ำแปลงปลูกแคนตาลูป เหมือนกับทำสวนผลไม้ในพื้นที่อำเภอสามพราน ระยะแรกของการปลูกจะให้น้ำทั้งเช้าและเย็น เมื่อต้นโตเริ่มทอดยอด แตกแขนง ก็จะให้น้ำตามสภาพดิน หากสภาพดินแห้ง จึงให้น้ำ หากดินเปียกแฉะก็งดการให้น้ำสัก 1-2 วัน นอกจากนี้ ประเด็นที่ต้องใส่ใจดูแลเป็นพิเศษคือ การกำจัดวัชพืช เพราะหากปล่อยให้วัชพืชขึ้นเยอะ แย่งอาหาร แย่งอากาศหายใจ ดอกแคนตาลูปก็จะร่วงหล่นได้ง่าย

การเก็บผลผลิตมักใช้วิธีนับอายุ หลังจากดอกบานแล้วประมาณ 30-35 วัน หรือสังเกตจากสีผิวเปลือก ผลแก่จะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีครีม แต่คุณแป๋วนิยมเก็บผลสุกที่ขั้วหลุดออกมาให้เห็น เพราะจะได้ผลสุกเต็มที่ เนื้อนุ่ม หวานฉ่ำ มีกลิ่นหอม ที่สำคัญมีรสชาติอร่อยโดนใจลูกค้า

แคนตาลูปใช้ระยะเวลาปลูกและเก็บเกี่ยวสั้น ประมาณ 2 เดือน แต่ให้ผลตอบแทนสูง คุณแป๋วสามารถปลูกแคนตาลูปได้ทั้งปี เฉลี่ยปีละ 3 รุ่น โดยวางแผนการปลูกแคนตาลูปรุ่นละ 5 ไร่ สลับหมุนเวียนกันไป หลังจากปลูกเก็บผลผลิตไป 1 รุ่นแล้ว จะไม่นิยมปลูกซ้ำที่เดิม เพราะเสี่ยงต่อการติดโรค จึงจำเป็นต้องย้ายไปปลูกยังที่ดินแหล่งใหม่ ส่วนบริเวณที่ปลูกเดิมต้องพักแปลงการปลูกประมาณ 3-4 เดือน จึงเริ่มเพาะปลูกรอบใหม่ได้อีกครั้ง

คุณแป๋ว บอกว่า ล่าสุดเธอมีโอกาสไปดูการปลูกแคนตาลูปแบบขึ้นร้านที่จังหวัดนครสวรรค์ ก็รู้สึกสนใจ เพราะดูแลจัดการได้ง่าย ลดปัญหาแคนตาลูปผลเน่าในช่วงหน้าฝนได้ แต่มีติดขัดที่ว่าต้องใช้เงินลงทุนสูง ทำให้ต้องชะลอการลงทุนไปก่อน

ปัญหาอุปสรรคที่เจอระหว่างการรอเก็บเกี่ยวคือ “แมลงเต่าทอง” โดยตัวอ่อนที่อาศัยอยู่ในดิน จะเข้าทำลายกัดแทะกินใบ ยอดอ่อน และแขนง แถมเป็นพาหะของเชื้อไวรัสอีกด้วย ซึ่งจำเป็นต้องใช้สารเคมีช่วยกำจัดแมลง

บริหารจัดการดี…มีกำไรเหลือเพียบ

ปีแรกของการลงทุน สวนแคนตาลูปแห่งนี้สร้างเม็ดเงินเข้ากระเป๋าประมาณ 300,000 บาท เฉลี่ยรายได้ ตกรุ่นละ 100,000 บาท คุณแป๋ว บอกว่า เมล็ดพันธุ์แคนตาลูป ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ลูกผสมที่มีราคาแพง และหาซื้อได้ยาก แต่สวนแคนตาลูปของเรา ถือว่าใช้ต้นทุนต่ำ เพราะอาศัยการเก็บเมล็ดที่ปลูกในรุ่นที่ 3 มาเพาะขยายพันธุ์เอง สามารถประหยัดต้นทุนได้จำนวนมาก แต่วิธีนี้มีจุดอ่อนคือ ผลผลิตที่ได้จะมีลักษณะรูปทรงผิดเพี้ยนจากพันธุ์เดิมสักเล็กน้อย แต่ยังให้รสชาติความอร่อยเหมือนเดิม

“การลงทุนแต่ละรุ่น ใช้เงินทุนไม่ถึง 15,000 บาท ประกอบกับ แหล่งนี้ยังไม่เคยปลูกแคนตาลูปมาก่อน จึงไม่ค่อยมีปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืชรบกวนรุนแรงเหมือนกับแหล่งปลูกไม้ผลที่อื่นๆ จึงประหยัดต้นทุนค่าสารเคมีได้จำนวนมาก” คุณแป๋ว กล่าว

ประการต่อมา คุณแป๋วปลูกเอง ขายเอง ในราคากิโลกรัมละ 40 บาท โดยนำสินค้าออกจำหน่ายในงานแสดงสินค้าของท้องถิ่น รวมทั้งเปิดแผงขายประจำในตลาดน้ำ ตำบลคลองแดน ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยว นโยบายปลูกเอง ขายเองของเธอ สามารถสร้างผลกำไรได้สูงตลอดทั้งปี เมื่อเทียบกับการขายส่งให้แม่ค้าคนกลางในราคาหน้าสวน ที่กิโลกรัมละ 20 บาท

“ฝรั่งแป้นสีทอง” ปลูกง่าย ขายคล่อง

ที่ผ่านมา คุณแป๋วไปหาซื้อกิ่งพันธุ์ฝรั่งแป้นสีทองมาจากอำเภอสามพราน นำมาปลูกในพื้นที่ร่องสวนเช่นเดียวกัน โดยปลูกในระยะห่างต่อต้นประมาณ 5 เมตร ใช้เวลาปลูกดูแลแค่ 6 เดือน ก็เก็บผลผลิตออกขายได้ เมื่อผลิดอกออกผลได้ขนาดที่ต้องการ ก็เริ่มห่อผลด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ และคลุมด้วยถุงพลาสติกซ้ำอีกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงวันทองเข้าไปรบกวน หลังห่อประมาณ 45 วัน ก็ตัดผลออกขายได้แล้ว ต้นฝรั่งจะให้ผลผลิตมาก เฉลี่ยปีละ 3 รุ่น หลังจากนั้น จะมีผลผลิตออกมาเรื่อยๆ ตลอดทั้งปี

คุณแป๋ว บอกว่า สาเหตุที่เลือกปลูกฝรั่งแป้นสีทองเพราะอัตราการเกิดโรคน้อยมาก ประกอบกับอำเภอระโนดมีสภาพดินที่อุดมสมบูรณ์ ช่วยให้ต้นฝรั่งแป้นสีทองที่ปลูกในท้องถิ่นแห่งนี้เติบโตแข็งแรง มีปัญหาเรื่องโรคแมลงน้อย การฉีดยาต่อรอบจึงน้อย แต่เนื้อฝรั่งกลับมีรสชาติเข้มกว่า เนื้อกรอบกว่า ฝรั่งที่ปลูกในพื้นที่อำเภอสามพราน

“ข้อแนะนำ” สำหรับชาวสวนมือใหม่

หลังจากสวนผลไม้ของคุณแป๋วประสบความสำเร็จในด้านการปลูกและการตลาด ก็จุดประกายให้เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงสนใจอยากทำสวนผลไม้บ้าง แต่หลายรายทำไปได้ก็ล้มเหลว เพราะขาดทักษะการทำสวนผลไม้

สำหรับเกษตรกรมือใหม่ที่อยากทำสวนผลไม้ คุณแป๋ว แนะนำว่า ควรเริ่มต้นจากการทำสวนฝรั่ง เพราะเป็นไม้ผลที่ปลูกง่าย ขายคล่อง ตลาดต้องการสูงตลอดทั้งปี สิ่งที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษคือ การห่อผล หากดูแลจัดการไม่ดีพอ อาจเจอแมลงวันทองรบกวน ทำให้ผลผลิตเสียหายได้

หากใครสนใจ มีข้อสงสัย อยากแลกเปลี่ยนข้อมูลการปลูกดูแลไม้ผลของคุณแป๋ว หรือสนใจอยากเยี่ยมชม “สวนรุ้งตะวัน แคนตาลูป บ้านหัวถิน” สามารถติดต่อกับคุณแป๋ว ได้ที่เบอร์โทร. (082) 266-8947 หรือชมภาพกิจการของสวนแห่งนี้ได้ที่เฟซบุ๊ก “สวนผลไม้ระโนด”

พิซซ่าญี่ปุ่น โอโคโนะมิยากิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05074011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

พิซซ่าญี่ปุ่น โอโคโนะมิยากิ

อาหารญี่ปุ่น มีวัฒนธรรมเก่าแก่มายาวนาน มีการแบ่งประเภทอาหารชั้นสูงและอาหารชั้นรองลงมา ไม่ต่างไปจากการแบ่งชั้นอาหารไทยที่แยกออกจากกันชัดเจนเลยว่า อาหารประเภทไหนเป็นครัวชาวบ้าน อันไหนเป็นอาหารชาววัง

อาหารระดับสุดยอดของญี่ปุ่นที่ปรุงกันอย่างประณีตพิถีพิถันและตกแต่งจานอย่างเลิศเลอ ไม่ต่างจากอาหารชาววังของไทยเราคือ อาหารแบบ ไคเซกิ จัดเป็นอาหารในกลุ่ม A Class ซึ่งจะเล่าให้ฟังกันในคราวต่อไป

สำหรับอาหารที่ชาวญี่ปุ่นบ้านสามารถหากินกันได้ทั่วไปและทำกินกันได้ง่ายตามครัวเรือนโดยไม่ต้องมีความวิจิตรพิสดารของขั้นตอนการปรุงอันละเอียดอ่อนนั้น จัดเป็นอาหาร B Class ซึ่งประกอบด้วยพวกของปิ้ง ย่าง อย่างขนมครกหมึกยักษ์ทาโกะยากิ พิซซ่าญี่ปุ่น โอโคโนะมิยากิ ไก่เสียบไม้ย่างยากิโทริ อาหารจำพวกเส้น เช่น โซบะ ราเม็ง อูด้ง และของทอดจำพวก ทงคัตสึ (หมูชิ้นชุบเกล็ดขนมปังทอด) เป็นต้น

ของกินในกลุ่ม “บี คลาส” นี้ราคาไม่ค่อยแพงนัก และหากินง่าย รสชาติอร่อย เห็นตามแผงลอยข้างถนนทั่วไปกินได้หมด คุณภาพไม่ได้แตกต่างกันนัก ก็เหมือนกับรถเข็นขายบะหมี่ ก๋วยเตี๋ยว ส้มตำ ไก่ย่าง ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู ข้าวราดแกงต่างๆ ในบ้านเรานี่เอง

เวลาไปเที่ยวจะสนุกมากถ้าได้ซื้ออาหารข้างถนนกินเอง ไม่ต้องเข้าไปนั่งตามภัตตาคารใหญ่ๆ สั่งอาหารมากินกันล้นโต๊ะแบบไปเที่ยวกับบริษัททัวร์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นอาหารจีนเอาปริมาณเข้าไว้ก่อน

เสน่ห์ของสตรีทฟู้ดในญี่ปุ่นคือ เป็นอาหารแผงลอยที่ปรุงกันสดๆ ใหม่ๆ ข้างถนนเหมือนบ้านเรานี่แหละ รับรองเรื่องความสะอาด ปลอดภัย เพราะคนญี่ปุ่นเขาเข้มในเรื่องสุขอนามัยอยู่แล้ว จึงไม่ต้องห่วงเรื่องความสด สะอาด ของวัตถุดิบ ไปเที่ยวอยู่ 7 วัน เดินเล่นกินอาหารข้างถนนเกือบทุกวัน ไม่เคยเจอของบูดเน่าหรือมีสารพิษจนท้องเสียหรือเกิดอาการแพ้พิษเลย

มาเที่ยวโอซาก้า นอกจากต้องหาทาโกะยากิกินให้หนำใจแล้ว ที่ขึ้นชื่ออีกอย่างและห้ามพลาดเด็ดขาดก็คือ โอโคโนะมิยากิ (Okonomiyaki)

“โอโคโนะมิยากิ” หรือพิซซ่าญี่ปุ่น แปลความหมายได้ว่า เป็นการปิ้ง ย่าง อาหารที่ชอบ และตามประสาคนชอบกินอย่างเราก็เลยเสริมอีกหน่อยว่า เอาอะไรก็ได้ที่เราชอบ สุมลงไปทอด ปิ้ง ย่าง ให้เป็นแผ่น

ถ้ายังนึกภาพพิซซ่าญี่ปุ่นไม่ออกก็ขอให้นึกถึงกระทะหอยทอดใบใหญ่ๆ นั่นแหละ แบบนั้นเลย

พิซซ่าญี่ปุ่นไม่ได้ปรุงแบบพิซซ่าอิตาเลียน ไม่ต้องนวดแป้งปั้นเป็นแผ่นพิซซ่าให้ยุ่งยาก ไม่ต้องเอาเข้าเตาอบให้กรอบ แต่ทำให้สุกกรอบด้วยการทอดบนกระทะแบนๆ ใบเดียวนี่แหละ หลักการทำไม่ได้ต่างไปจากขนมครกญี่ปุ่นสักเท่าไหร่นัก แค่ผสมแป้งกับน้ำใส่เครื่องปรุงตามชอบลงทอด หรือจะแยกทอดแป้งก่อนโรยหน้าของอย่างอื่นก็ได้

เอาเป็นว่าถ้าใครชอบกินหอยทอดก็จะได้กินพิซซ่าญี่ปุ่นคล้ายๆ อย่างนั้นเลย แต่แทนที่จะเน้นเนื้อสัตว์กับแป้งมากเป็นพิเศษ โอโคโนะมิยากิจะเน้นใส่พืชผักในปริมาณเยอะกว่า แล้วผสมเครื่องอย่างอื่นที่ชอบแนมลงไปได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ปลาหมึก กุ้ง หมู เนื้อ แฮม ชีส

เกี่ยวกับตำนานความเป็นมาของอาหารจานนี้ มีเรื่องเล่าอยู่ว่า ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ในโอซาก้ามีรถเข็นขายโอโคโนะมิยากิอยู่ทั่วไป ถือเป็นอาหารของคนธรรมดาสามัญ เรียกว่า โยโชะคุยะกิ หรือ “อาหารปิ้งย่างแบบตะวันตก” เน้นพวกเนื้อวัว เนื้อหมู เป็นหลัก ตอนนั้นขายกันแค่ราคาแผ่นละ 1 เซ็นต์เท่านั้นเอง (100 เซ็นต์ เท่ากับ 1 เยน) จนบางคนเรียกว่า อิซเซนโยโชะกุ หมายถึงอาหารตะวันตก 1 เซ็นต์

หลังสงครามเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่ว เนื้อสัตว์ใหญ่มีราคาแพง คนที่ชอบกินโอโคโนะมิยากิจึงได้เพิ่มส่วนผสมที่เป็นผักเข้าไปเยอะๆ เช่น กะหล่ำปลีหรือผักอื่น ส่วนพวกเนื้อสัตว์ก็เปลี่ยนเป็นปลาหมึกหรืออาหารทะเลอื่นบ้างจนมีลักษณะใกล้เคียงกับ โอโคโนะมิยากิ ในปัจจุบัน และชื่อที่เรียกก็เปลี่ยนจากโยโชะคุยะกิ มาเป็นโอโคโนะมิยากิ ซึ่งหมายถึงการปิ้ง ย่าง โดยนำวัตถุดิบที่เราชอบใส่ลงไป

โดยทั่วไปแล้วโอโคโนะมิยากิมีภาพลักษณ์เป็นอาหารสำหรับผู้หญิงและเด็ก แต่ต่อมากลายเป็นรสชาติอาหารที่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ชื่นชอบ เมื่อยุคสมัยข้าวยากหมากแพงผ่านพ้นไป ผู้คนก็ยังนิยมบริโภคอยู่ กลายมาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวเมืองโอซาก้าและคนญี่ปุ่นทั้งประเทศ

การปรุงโอโคโนะมิยากิในแต่ละท้องถิ่นแตกต่างกันไปบ้างตามความนิยมของชาวเมืองที่ไม่เหมือนกัน แบบเดียวกับที่บ้านเรามีอาหารถิ่นภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ ซึ่งจะให้รสชาติแตกต่างกันไปในอาหารชนิดเดียวกัน อย่างเช่น ส้มตำ ทางอีสานจะใส่ปลาร้า ส่วนทางเหนือใส่น้ำปู๋ เป็นต้น

สำหรับภูมิภาคคันไซ โดยเฉพาะในโอซาก้า โอโคโนะมิยากิของที่นี่จะมีส่วนผสมของแป้งสาลี น้ำ ไข่ หัวนะงะอิโมะ กะหล่ำปลีหั่นฝอย ต้นหอมซอย เนื้อสัตว์ (ปกติหมายถึง หมูหรือเบคอน) ปลาหมึกยักษ์ กุ้ง กิมจิ ชีส และอะไรอีกก็ได้ที่เราชอบคลุกเคล้าให้เข้ากันลงไปในแป้งเลย จากนั้นก็ย่างให้สุกทั้ง 2 ด้าน บนกระทะแบนที่เรียกว่า เท็ปปัง

ส่วน โอโคโนะมิยากิแบบฮิโรชิม่า นั้น แทนที่จะคลุกส่วนผสมพร้อมกันทีเดียว กลับเกลี่ยแป้งผสมไข่บางๆ ทำเป็นแผ่นวงกลมเหมือนกับที่เราทำขนมเบื้องก่อน แล้วค่อยวางผักและวัตถุดิบอื่นเรียงกันเป็นชั้นๆ และที่แปลกแตกต่างกว่าที่อื่นคือ คนฮิโรชิม่าจะนิยมใส่ยากิโซบะและหอยนางรมลงไปด้วย แถมยังโปะกะหล่ำปลีมากกว่าแถบโอซาก้าหลายเท่า ระหว่างทอดก็จะกดให้แน่นทั่วแผ่น พลิกกลับไปกลับมาทั้ง 2 ด้าน จนสุกกรอบ สุดท้ายวางไข่ดาวโปะไว้ด้านบน

โอโคโนะมิยากิแบบโตเกียว นิยมผสมผักดองลงไปด้วย ส่วนที่เกาะโอกินาว่าจะทำโอโคโนะมิยากิให้เป็นแผ่นแป้งบางที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทอดไฟอ่อนจนกรอบและมักทำกินกันเองในบ้าน

แต่ไม่ว่าจะเป็นโอโคโนะมิยากิแบบไหนหรือใส่อะไรลงไป ส่วนผสมหลักที่สำคัญที่สุดคือ แป้งสาลี

รากเหง้าของการปรุงโอโคโนะมิยากิ เริ่มมาจากการนำแป้งสาลีมาผสมกับธัญพืชแล้วทอดในน้ำมันร้อนๆ กินเป็นขนม ซึ่งเป็นของกินเล่นสำหรับชนชั้นสูงเท่านั้น (ประชาชนทั่วไปมีโอกาสได้กินแป้งสาลีกันครั้งแรกในสมัยเอโดะ โดยนำมาทำเป็นเส้นอูด้ง)

นอกจากนี้ ยังนิยมทำเป็นขนมใช้ในพิธีชงชา เรียกว่า ฟุโนะยะกิ โดยใช้แป้งสาลีผสมกับน้ำทอดเป็นแผ่นบางๆ แบบขนมเครปปรุงรสด้วยมิโสะและพริกไทย ต่อมาตอนปลายสมัยเอโดะแผ่นแป้งสาลีถูกนำมาปิ้ง ย่าง บนกระทะเหล็ก จนเป็นที่นิยมชมชอบของประชาชนทั่วไป กลายเป็นต้นกำเนิดของโอโคโนะมิยากิในปัจจุบัน

โอโคโนะมิยากิ เป็นอาหารจานโปรดของชาวโอซาก้าอย่างเหนียวแน่นมายาวนาน เวลาเดินเที่ยวเล่นไปตามย่านชุมชน โดยเฉพาะแหล่งที่มีตลาดสดหรือถนนคนเดิน จะได้ยินเสียงทอดโอโคโนะมิยากิดังฉ่าๆ อยู่ตลอดเวลา กลิ่นหอมของแป้งทอดและกลิ่นเครื่องปรุงต่างๆ ลอยไปตามตรอกซอกซอย ยั่วน้ำลายได้ชะมัด

ดังนั้น ก็อย่าได้แปลกใจเลยที่จะเห็นคนเข้าคิวยาวเหยียดรอซื้อหน้าร้านชื่อดังตามย่านต่างๆ เพราะขนาดทอดขายข้างถนนยังอร่อยล้ำทุกคำเลย

อันนี้พิสูจน์ด้วยตัวเองมาแล้ว และขอแนะนำว่า แม้จะเป็นแผงลอยข้างถนน ถ้ามีคนเข้าแถวยาวให้เชื่อเลยว่าร้านนี้อร่อยดี อร่อยเด็ดจริงๆ ไปต่อคิวได้เลย ไม่มีผิดหวัง

การที่ชาวโอซาก้าชื่นชอบพิซซ่าญี่ปุ่น โอโคโนะมิยากิ ควบคู่ไปกับขนมครกหมึกยักษ์ ทาโกะยากิ เพราะเป็นอาหารที่อร่อย ราคาประหยัดและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ครบถ้วนทั้งคาร์โบไฮเดรต ผัก โปรตีน และไขมัน เหมาะทั้งกินเล่นและกินอิ่มในราคาสมเหตุสมผล เบากระเป๋า แถมยังหากินได้ง่าย มีให้ซื้อหาได้ทั่วเมืองแทบจะทุกตรอกซอกซอยเลยทีเดียว

ปัจจุบันมีร้านโอโคโนะมิยากิหลายแห่งให้ลูกค้าทอดโอโคโนะมิยากิของตนเองบนกระทะแบนขนาดใหญ่บนโต๊ะ เพราะการทำโอโคโนะมิยากิเองกับเพื่อนและครอบครัวเป็นกิจกรรมที่สนุกสนานและได้รับความนิยมอย่างยิ่งในประเทศญี่ปุ่น

ใครมีกะหล่ำปลีเหลือติดตู้เย็นอยู่ ลองเข้าครัวทำพิซซ่าญี่ปุ่นกันดูไหม ใช้แป้งสาลีอเนกประสงค์หรือจะใช้แป้งแพนเค้กสำเร็จรูปก็ได้ ผสมแป้งแบบที่จะทำเครปหรือแพนเค้กนั่นแหละ มีน้ำ ไข่ เกลือนิดหน่อย

เวลาจะปรุงให้ลองทำทั้ง 2 สไตล์เลย แบบคันไซหรือโอซาก้าให้ใส่เครื่องทั้งหมดผสมแป้งคลุกให้เข้ากันทีเดียว แล้วเอามาทอดจนกรอบทั้ง 2 ด้าน ส่วนสไตล์ฮิโรชิม่าให้ทำแป้งเป็นแผ่นกลมก่อน พอแป้งเซ็ตตัวแล้ว ชั้นแรกให้ใส่กะหล่ำปลีซอยและหมูสไลซ์บางๆ วางลงไป ใช้ตะหลิวกลับด้านและทอดด้วยไฟอ่อนให้สุกทั่ว จากนั้นให้ผัดเส้นโซบะหรือเส้นอูด้งที่ลวกแล้วจนแห้งดี ตามด้วยการตอกไข่ใส่ลงบนเส้น ค่อยๆ ตีไข่แดงให้แตกออกแล้วทอดโดยไข่จะประสานให้เส้นโซบะเกาะติดกันเป็นแผ่น พอสุกได้ที่ให้นำไปวางบนโอโคโนะมิยากิแล้วทอดต่อ เมื่อกรอบดีแล้วใช้แปรงทาซอสให้ทั่ว แล้วโรยผงสาหร่ายแห้งตามใจชอบ

ความสนุกของการกินโอโคโนะมิยากิในร้านประเภทนี้ คือการที่ผู้กินสามารถทำเองได้ทุกขั้นตอน และเวลาเสิร์ฟนิยมตัดแบ่งชิ้นเหมือนพิซซ่า เลยเป็นที่มาของชื่อเรียกที่ทำให้คนทั่วไปเข้าใจง่ายขึ้น

ส่วนซอสราดหน้านั้น ส่วนใหญ่เป็นรสหวานเค็มนิดๆ แบบเดียวกับที่ราดขนมครกญี่ปุ่น แต่ที่จริงไม่จำเป็นต้องเป็นซอสเฉพาะของโอโคโนะมิยากิก็ได้ หลายคนใช้มายองเนสอย่างเดียว บางคนชอบซอสวอร์เชสเตอร์แชร์ที่ดูคล้ายซอสของทงคัตสึที่รสออกหวาน

หรือไม่ก็สร้างสรรค์ซอสรสชาติเฉพาะตัวขึ้นมาเอง แล้วแต่ชอบ

สุดท้าย โรยหน้าด้วยแผ่นปลาโออบแห้ง สาหร่ายทะเลป่น ต้นหอมซอย และขิงดอง

โออิชิ…

พุทธคยา ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ 1 ใน 4 สังเวชนียสถาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05076011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

หมอเกษตร ทองกวาว

พุทธคยา ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ 1 ใน 4 สังเวชนียสถาน

เรียน ท่านผู้อ่านที่เคารพ

ผมขอเล่าเรื่องอินเดียอีกหนึ่งปักษ์ สลับกันไปกับคอลัมน์ตอบ ถาม ปัญหาตามปกติ สำหรับปักษ์นี้ขอเล่าถึงสังเวชนียสถาน ลำดับที่ 2 สถานที่ตรัสรู้ของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือที่ พุทธคยา ตั้งอยู่ที่เมือง กายา หรือ Gaya ห่างจาก โกลกัตตา อดีตเมืองหลวงของอินเดีย 500 กิโลเมตร ขึ้นกับรัฐพิหาร ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ในสมัยพุทธกาล เรียกที่แห่งนี้ว่า อุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ

สิ่งสำคัญในสังเวชนียสถานแห่งนี้มีอยู่หลายสิ่ง คือ ต้นพระศรีมหาโพธิ ที่เป็นสหชาติกับพระพุทธเจ้า หมายถึง ต้นโพธิต้นนี้ เกิดพร้อมกับพระประสูติกาลของเจ้าชายสิทธัตถะราชกุมาร ปัจจุบันนี้ ต้นพระศรีมหาโพธิเป็นต้นชั่วที่ 4 ต้นแรกที่พระองค์ประทับนั่งใต้ร่มเงา จนตรัสรู้ (หมายถึง รู้แจ้ง รู้จริง ด้วยพระองค์เอง) ถูกทำลายด้วยน้ำมือพระชายาของพระเจ้าอโศกมหาราช ที่เอาใจใส่หมั่นเสด็จมากราบไหว้บูชาเป็นประจำ แม้นว่าพระพุทธเจ้าจะเสด็จสู่ปรินิพพานไปแล้วเกือบ 300 ปี ก็ตาม ทำให้พระนางเกิดความไม่พอใจ จึงให้ข้าทาส นำน้ำร้อนมารดที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ พร้อมโค่นจนล้มลง แต่ด้วยความเคารพศรัทธาของพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์เพียรพยายามนำน้ำนมจากแม่วัวนับร้อยตัว มาราดลงที่รากใหญ่ของต้นพระศรีมหาโพธิ ที่ยังคงมีชีวิตอยู่ เฝ้าฟูมฟักอยู่พักใหญ่ ในที่สุด ต้นอ่อนได้งอกออกมาจากรากที่ทอดยาวไปตามพื้นธรณี แล้วพัฒนาเป็นต้นพระศรีมหาโพธิต้นใหม่ เป็นต้นที่ 2 สมดังพระประสงค์ (ลักษณะการเกิดของต้นโพธิดังกล่าว เป็นไปตามธรรมชาติของพืชในวงศ์นี้) ต้นที่ 2 มีอายุยืนยาวต่ออีก 871-891 ต่อมาก็ถูกโค่นทำลายลงด้วยน้ำมือของพระเจ้าศศางกา ราชาฮินดู แห่งแคว้นเบงกอล ด้วยไม่ประสงค์จะให้พุทธศาสนิกชนได้มากราบไหว้บูชา เป็นการสกัดกั้นการเจริญเติบโตของศาสนาพุทธอย่างเข้มงวด แต่ยังมีกษัตริย์อีกพระองค์หนึ่ง ที่ศรัทธาในพุทธศาสนา ได้ปลูกต้นโพธิ ต้นที่ 3 ขึ้นด้วยวิธีเดียวกับการปลูกต้นที่ 2 มีพระนามว่า ปูรณวรมา กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์เมารยะ ต้นพระศรีมหาโพธิต้นที่ 3 อายุยืนยาวมานานถึง 1,250 ปี แล้วตายลงตามอายุไขของต้นไม้เอง สำหรับต้นที่ 4 ใช้เชื้อพันธุ์เดิมปลูก โดย นายพล เซอร์ อเล็กเซนเดอร์ คันนิงแฮม ข้าหลวงใหญ่ชาวอังกฤษ ที่ปกครองอินเดีย เมื่อปี พ.ศ. 2423 นับถึงปัจจุบันได้ 135 ปี พอดี

พระมหาโพธิเจดีย์ หรือ เจดีย์พุทธคยา สร้างขึ้นโดย พระเจ้าหุวัชกะ เพื่อเป็นพุทธบูชา เมื่อปี พ.ศ. 692 ตั้งตระหง่าน ประชิดอยู่กับต้นพระศรีมหาโพธิ เพื่อให้เป็นสถานที่สำหรับสักการะบูชาของพุทธศาสนิกชน เดิมทีน่าจะมีขนาดเล็กกว่าปัจจุบัน ต่อมามีการบูรณะซ่อมแซม และปรับปรุงใหม่ ตามที่เห็นในปัจจุบัน มีรูปทรงสี่เหลี่ยม สูง 40 เมตร วัดรอบฐานได้ 121 เมตร ภายในเจดีย์เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธเมตตา เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย แกะสลักด้วยหินแกรนิตสีดำ ลงรักปิดทองสีเหลืองอร่าม มีพระพักตร์อิ่มเอิบ สวยงาม เป็นสง่า อมยิ้มเล็กน้อย มีวงรัศมีสีทองเป็นวงกลม คล้ายดอกไม้ ยิ่งเน้นให้เห็นความงดงามยิ่งขององค์พระ หากผู้ใดมาประสบพบเห็น จะมีความสุขใจกันทุกคน แม้แต่ชาวฮินดูเองก็อดมิได้ที่จะเดินทางเข้ามากราบไหว้บูชา นับอายุแล้ว พระพุทธเมตตา สิริรวมอายุของท่านไม่น้อยกว่า 1,400 ปี พระพุทธเมตตาองค์นี้ เกือบถูกทุบทำลายจากน้ำมือของคนนอกศาสนา แต่ก็รอดพ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยผู้มีอำนาจ สั่งให้ขุนทหารมาทุบทำลาย ครั้นขุนทหารผู้นั้นได้เห็นพระพุทธรูปที่สวยงาม เป็นสง่าน่าเลื่อมใส เปี่ยมไปด้วยความเมตตา ก็กลับทำร้ายไม่ลง แต่ครั้นจะไม่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เปลี่ยนแปลงไป ย่อมถูกผู้มีอำนาจลงโทษสถานหนักอย่างแน่นอน จึงออกอุบายให้ไพร่พลที่ไว้ใจได้ ก่อกำแพงกั้นไว้ พร้อมกับนำเทพที่ตนเคารพบูชามาประดับไว้ด้านหน้ากำแพง เพื่ออำพราง เพื่อภารกิจเสร็จสิ้นจึงกลับไปรายงานให้ผู้มีอำนาจได้ทราบ แต่ด้วยสำนึกผิดของท่านผู้มีอำนาจ เกรงกลัวต่อบาปที่กระทำลงไป ต่อมาไม่นานก็ได้สิ้นชีพลง จากนั้นชาวพุทธผู้เคารพศรัทธาพระพุทธเมตตา ต่างร่วมมือกันทุบกำแพงกั้นออก และนำเทพองค์นั้นไปสถิตไว้ในที่อันเหมาะสม พระพุทธเมตตาจึงกลับมาเป็นที่เคารพบูชาของพุทธศาสนิกชนเหมือนดั่งเดิม

พระแท่นวัชระอาสน์ รัฐบาลศรีลังกา ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลอินเดีย ให้สร้างคร่อมอาสนะเดิมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยประทับนั่งอยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ ทางทิศตะวันออก สร้างด้วยหินทราย เป็นรูปสี่เหลี่ยม มีลักษณะเป็นเก้าอี้ม้ายาวหินอ่อน สำหรับนั่งได้สัก 2 คน เห็นจะได้ ตลอดเวลาจะมีพุทธศาสนิกชนเดินทางมาจุดธูป เทียน และดอกไม้บูชาไม่ขาดสาย บริเวณโดยรอบพุทธคยา จะมีวัดนานาชาติสร้างไว้ เช่น วัดจีน ญี่ปุ่น ไทย เกาหลี ภูฏาน เนปาล พม่า และเวียดนาม พุทธคยาจึงมีทัศนียภาพที่ร่มรื่น งดงาม และปีติสุข

นางสุชาดา เป็นสตรีที่ถูกกล่าวขานเป็นอย่างมากในพระพุทธประวัติ นางเป็นธิดาของคหบดีผู้มั่งคั่งคนหนึ่ง อาศัยอยู่ไม่ไกลจากพุทธคยานัก ในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 นางได้นำข้าวมธุปายาส ที่นางตั้งใจปรุงอย่างดี นำไปถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะพระองค์ประทับอยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ โดยเข้าใจว่า เป็นเทพยดาลงมาโปรด ด้วยรูปร่างของพระองค์งามสง่า พระพักตร์เปล่งปลั่ง ประดุจดังเทวาอารักษ์ หลังถวายข้าวมธุปายาส พร้อมถาดทองคำและฝาครอบแล้ว ได้กราบลาพระองค์กลับไป ในวันรุ่งขึ้นพระพุทธองค์ก็ได้ ตรัสรู้ หรือ รู้แจ้งเห็นจริงด้วยพระองค์เอง ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ นั่นเอง

ก่อนจบ มาทำความเข้าใจความหมายของคำว่า สังเวชนียสถาน กัน โดยพระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ เปรียบธรรม 9 ประโยค วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร คณะ 9 บางลำพู กรุงเทพฯ อธิบายว่า สังเวชนียสถาน หมายความว่า “สถานที่ให้ความรู้ ความเข้าใจ ตามความเป็นจริง” มิได้หมายถึง สถานที่สำหรับปลงสังเวชอย่างที่เข้าใจกันแต่อย่างใด สำหรับรายละเอียดของสังเวชนียสถานอีก 3 แห่ง โปรดติดตามต่อไป

ท่านที่สนใจ ต้องการไปแสวงบุญ และได้สัมผัสอินเดียแท้ๆ แบบสบายๆ แต่ได้ความรู้ ติดต่อที่ คุณพรพิมล โทร. (086) 832-2972 ได้ตลอดเวลา

สวัสดีครับ

หมอเกษตร ทองกวาว

เลี้ยงตะพาบน้ำ ส่งออกนอก งานสร้างรายได้ ของ ปัทมา คงสำราญ ที่สุพรรณบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

เลี้ยงตะพาบน้ำ ส่งออกนอก งานสร้างรายได้ ของ ปัทมา คงสำราญ ที่สุพรรณบุรี

เมื่อเอ่ยถึงสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สิ่งที่ทุกคนนึกถึงคงหนีไม่พ้น กบ เต่า ตะพาบน้ำ ฯลฯ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นสัตว์ที่รู้จักกันมานาน และเป็นอาหารที่หลายๆ ท่านชอบรับประทาน

ในอดีตสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำชาวบ้านออกหาเมื่อเข้าสู่ฤดูฝน เช่น กบ อึ่งอ่าง ส่วน เต่า และตะพาบน้ำ จะได้จากไซที่นำไปดักปลา บางครั้งในไซดักปลาก็จะได้เต่าและตะพาบน้ำติดมาด้วย ซึ่งในความเชื่อของสังคมไทย เชื่อว่าเต่าเป็นสัตว์ที่มีอายุยืน จึงไม่นิยมรับประทานเต่ามากนัก เพราะกลัวว่าเมื่อรับประทานแล้วจะทำให้อายุสั้น แต่จะนำตะพาบน้ำมาประกอบอาหารเสียเป็นส่วนใหญ่

ตะพาบน้ำ จัดได้ว่าเป็นสัตว์น้ำจืดชนิดหนึ่ง อยู่ในประเภทสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ โดยอาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำต่างๆ เช่น ห้วยหนอง คลอง บึง ของประเทศไทย เมื่อสมัยก่อนการจะได้ตะพาบน้ำมาแต่ละครั้ง จะเป็นผลพวงจากการไปหาปลาตามแหล่งน้ำต่างๆ เช่น การทอดแห การลงอวน ซึ่งนานๆ ครั้งจะได้ตะพาบน้ำติดมากับแหหรืออวน อาจกล่าวได้ว่าเป็นการยากที่จะได้ตะพาบน้ำติดมา เมื่อเทียบกับปริมาณปลาต่างๆ ในแหล่งน้ำ เมื่อได้ตะพาบน้ำมาก็จะนำมาประกอบอาหาร ต่อมามีการนำมาเป็นอาหารมากขึ้น ทำให้ตะพาบน้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติเริ่มเหลือน้อยลง

แต่ปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องยากต่อไปที่จะหาเนื้อตะพาบน้ำมาเพื่อประกอบอาหาร มีการนำตะพาบน้ำมาเลี้ยงเพื่อให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคอีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งตะพาบน้ำที่นำมาเลี้ยงเป็นตะพาบน้ำพันธุ์ไต้หวัน เรียกได้ว่าประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากตลาดต่างประเทศมีความต้องการ ทำให้มีผู้สนใจที่จะเลี้ยงเป็นอาชีพ หรือหาเป็นรายได้เสริม ดังเช่นเกษตรกรรายนี้ คือ คุณปัทมา คงสำราญ

ฟาร์มคุณปัทมา คงสำราญ ตั้งที่อยู่ บ้านเลขที่ 138/3 หมู่ที่ 3 ตำบลวังลึก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี

ทำนา ทำสวน เปลี่ยนมา

เลี้ยงตะพาบน้ำ สร้างรายได้

เดิมทีก่อนที่จะมาทำฟาร์มเลี้ยงตะพาบน้ำ ได้ทำไร่ และได้นำผลผลิตที่ได้ไปขายตามตลาดเช้า จึงทำให้ได้รู้จักกับเกษตรกรรายหนึ่ง ซึ่งได้เลี้ยงตะพาบน้ำมาก่อน ทำให้คุณพ่อและคุณแม่ของคุณปัทมาเกิดความสนใจในการเลี้ยงตะพาบน้ำ จึงได้ไปศึกษากับเกษตรกรรายดังกล่าวที่มาแนะนำ ตะพาบน้ำที่นำมาเลี้ยงเป็นตะพาบน้ำพันธุ์ไต้หวัน เหตุที่ไม่สามารถนำตะพาบน้ำพันธุ์ไทยมาเลี้ยงได้ เนื่องจากตะพาบน้ำพันธุ์ไทยยังถือว่าเป็นพันธุ์สัตว์น้ำที่ได้รับการคุ้มครอง จึงได้นำลูกตะพาบน้ำพันธุ์ไต้หวันมาเลี้ยงแบบระบบเนื้อมาปล่อยลงบ่อ

“ตะพาบน้ำเลี้ยงเนื้อ เราไม่ต้องจัดการอะไรมาก เพราะว่าตลาดที่เราต้องการส่งมันมีอยู่แล้ว เป็นของที่ตลาดต้องการ ช่วงที่ตลาดต้องการ ตอนที่เริ่มทำ เมื่อปี 2538 เรียกได้ว่า ทำมาเกือบ 20 ปีแล้ว” คุณปัทมา กล่าว

ตะพาบน้ำที่นำมาปล่อยลงบ่อตอนเลี้ยงครั้งแรก คุณปัทมา เล่าว่า มีจำนวน 2,000 ตัว มาปล่อยลงบ่อที่เตรียมไว้ ซึ่งขุดบ่อดิน ขนาด 15×20 เมตร ปล่อยตะพาบน้ำได้ 1,000-2,000 ตัว ใช้กระเบื้องลอน ยาวขนาด 1.50 เมตร ฝังลงดินประมาณ 30 เซนติเมตร ใส่น้ำให้มีระดับ 80 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร

ในปีแรกๆ ที่ทำ จะใช้บ่อดิน เพราะเป็นการประหยัดต้นทุน เมื่อฟาร์มมีขนาดใหญ่ขึ้นก็เริ่มทำบ่อปูน การทำบ่อปูน จะขุดให้ได้ระดับลาดเอียงที่ 45 องศา ขนาด 15×20 เมตร ฝังกระเบื้องลอนใต้ดินเหมือนบ่อดิน แต่ขอบบ่อควรมีกระเบื้องลอน สูงประมาณ 40-60 เซนติเมตร เพื่อกันตะพาบน้ำออกจากบ่อ

วิธีการเลี้ยงดู ทำอย่างไร

การเลี้ยงดู อาหารที่ให้ตะพาบน้ำกิน คุณปัทมา เล่าว่า “อาหารช่วงที่ให้จะมีปลาบด อาหารหมู อาหารปลาดุก ผสมกับข้าว จะทำให้ลดต้นทุน เพราะข้าวที่นำมาเป็นส่วนผสม ทำให้ประหยัดต้นทุนไปเยอะ”

จะเห็นได้ว่า การจะประกอบอาชีพต่างๆ สิ่งที่ทุกคนต้องใส่ใจคือ การลดต้นทุนให้มากที่สุด ซึ่งหมายถึง การนำมาซึ่งผลกำไรที่เราต้องการ เพราะถ้าเราไม่มีการเตรียมการที่ดี ทำให้ต้นทุนเราสูงโดยไม่จำเป็น บางฟาร์มที่มีทุนมากหน่อยอาจจะมีการผสมหมู ปลาสด เข้าไป เพื่อให้ตะพาบน้ำเจริญเติบโตได้ดี

“การให้อาหารที่ดี ควรวางด้านใดด้านหนึ่งของบ่อ หรือด้านที่วิดน้ำออก และให้พ้นจากผิวน้ำ 1-2 เซนติเมตร คอยสังเกตดู ซึ่งตะพาบน้ำจะกินอาหารหมดภายใน 2-3 ชั่วโมง ถ้าหมดก่อนเวลาที่กำหนด ควรเพิ่มอาหาร หรือหมดหลังจาก 3 ชั่วโมง ควรลดปริมาณอาหารลง มิเช่นนั้นน้ำในบ่ออาจเกิดการเน่าเสียจากอาหารที่ให้มากไป เกินความจำเป็น” คุณปัทมา กล่าว

วิธีการป้องกันโรค

คุณปัทมา เล่าว่า “ช่วงต้นฤดูฝน ตะพาบน้ำจะมีอาการอ่อนแอ พอเรารู้ว่าช่วงฝนจะมา เราอาจจะต้องให้ยากันไว้ก่อน โดยให้อาทิตย์เว้นอาทิตย์ และช่วงที่น่าเป็นห่วงอีกทีก็ช่วงปลายฤดูหนาว จะเกิดโรคที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง ช่วงฤดูหนาวถ้าอากาศหนาวตะพาบน้ำจะเจริญเติบโตช้า เนื่องจากกินอาหารได้น้อยลง เมื่อเติบโตช้าทำให้แบคทีเรียเข้าไปได้ง่าย อาจทำให้ตะพาบน้ำอ่อนแอและตายได้”

ฤดูฝนที่ฟาร์มของคุณปัทมาจะใช้สารปฏิชีวนะหลายตัว เพื่อป้องกันโรคที่จะเกิดกับตะพาบน้ำ การใช้แต่ละครั้งก็จะดูความเหมาะสมของฤดูกาล ยาที่ให้จะมีตั้งแต่ให้ตะพาบน้ำกินและสาดลงบ่อ อาจเรียกได้ว่าเป็นความชำนาญของเจ้าของฟาร์มที่จะต้องรู้โดยประสบการณ์ ว่าแต่ละช่วงควรดูแลอย่างไร ศัตรูที่ต้องระวังที่จะมากินลูกตะพาบน้ำขนาดเล็ก ได้แก่ นกกระยาง งู กบ เพราะตะพาบน้ำขนาดเล็กกระดองยังอ่อน ทำให้สัตว์ดังกล่าวกินตะพาบน้ำเป็นอาหาร อาจป้องกันด้วยการนำตาข่ายมากั้นไว้ให้รอบขอบบ่อที่เลี้ยง

ตลาดส่วนใหญ่ส่งนอก

ขนาดตะพาบน้ำที่ตลาดต้องการ จะอยู่ที่อายุประมาณเกือบ 8 เดือน ถึง 1 ปี ซึ่งจะมีน้ำหนักที่ 800 กรัม ถึง 1 กิโลกรัม ต่อตัว ราคาจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 220 บาท ซึ่งราคาจะแพงไปตามขนาด ยิ่งตะพาบน้ำมีขนาดใหญ่ราคาจะแพง ถ้ามีขนาด 1.5 กิโลกรัม ขึ้นไป จะขายกิโลกรัมละ 320 บาท

ตลาดส่งขาย จะเป็นตลาดต่างประเทศส่วนใหญ่ คือ ประเทศจีน จะนิยมรับประทานเนื้อตะพาบน้ำมาก ทำให้ฟาร์มของคุณปัทมามีการตลาดที่แน่นอน สามารถป้อนเข้าตลาดได้ตามที่ต้องการ โดยที่ฟาร์มของคุณปัทมาจะมีบริษัทส่งออกมารับถึงที่ เมื่อตะพาบน้ำได้ขนาดตามที่ต้องการ

คุณปัทมา บอกว่า จะไม่ค่อยได้จับขายหน้าฟาร์ม เพราะการที่ลงไปจับในบ่อ หรือไปกวนตะพาบน้ำอาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ จะทำให้เกิดโรคตามมา ซึ่งส่วนใหญ่จะวิดน้ำออกทั้งบ่อ แล้วจับตะพาบน้ำขายทีเดียว เมื่ออายุครบกำหนดตามที่ต้องการของบริษัทส่งออก

วิธีการขยายพันธุ์เพื่อการค้า

เมื่อเริ่มเลี้ยงชุดแรกจนส่งขายได้จนหมด คุณปัทมาได้นำชุดใหม่มาลงบ่อ เพื่อให้ได้ลูกตะพาบน้ำสำหรับขาย

“เมื่อทางการตลาดเริ่มดีขึ้น ราคาก็โอเค พอรับได้ พอมีกำไร เมื่อขายชุดแรกออกไป ก็สั่ง พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ เข้ามา อัตราที่สามารถเลี้ยงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ได้ อยู่ที่ 1,000 ตัว ต่อบ่อ แต่ที่บ่อเราเอาแม่พันธุ์ 500 ตัว พ่อพันธุ์ 200 ตัว เพราะพ่อพันธุ์สามารถผสมกับแม่พันธุ์ได้หลายตัว” คุณปัทมา กล่าว

เมื่อตะพาบน้ำผสมพันธุ์แล้ว ถึงระยะวางไข่จะมีที่สำหรับให้ตะพาบน้ำวางไข่โดยเฉพาะ จากนั้นก็นำไข่ที่ได้จากที่วางไข่ นำมาฟักในที่สำหรับฟัก เพื่อให้ได้ตัวอ่อนที่สมบูรณ์

“พอเราฟักลูกเสร็จ ก็จะมีคนรับซื้อลูก รับซื้อไข่ต่อไป ลูกตะพาบน้ำจะมีปัญหาเรื่องการส่งออก เพราะเวลาส่งขายอัตราการตายจะสูง ซึ่งถ้าทำไม่ดีเกิดเชื้อรากับลูกตะพาบน้ำ ต่อมาก็จะส่งเป็นไข่ออกไป ให้ลูกค้าไปฟักเอง การดูไข่ว่าผสมเรียบร้อยไหม ให้ดูที่สีของเปลือก มีสีขาวขุ่น กับขาวใส ถ้าสีขาวขุ่นครึ่งฟอง แสดงว่าฟองนั้นติดเชื้อ มีการผสมแล้ว” คุณปัทมา กล่าว

การดูสีของไข่ตะพาบน้ำ อาจไม่ต้องใช้เทคนิคอะไรมาก มีหลักการดังที่คุณปัทมากล่าวข้างต้น ไข่ที่มีเชื้อผสมเรียบร้อย ทางฟาร์มของคุณปัทมาจะขายอยู่ที่ ฟองละ 3 บาท ส่วนลูกตะพาบน้ำที่ฟักได้ระยะ 1 เดือน ตัวยาวประมาณ 3 เซนติเมตร ขายอยู่ที่ตัวละ 8 บาท

สำหรับผู้ที่สนใจจะเลี้ยงตะพาบน้ำ เพื่อเป็นอาชีพเสริม คุณปัทมา แนะนำว่า “ควรที่จะมีใจรัก ศึกษาหาข้อมูลก่อน เพราะบางทียังมีรายละเอียดที่ต้องศึกษาให้รอบคอบ บางทีเราอาจคิดว่า เราทำได้ แต่ที่จริงอาจมีอะไรที่มากกว่านั้น”

ผู้ที่มีปัญหาต่างๆ ก็สามารถติดต่อมาที่คุณปัทมาได้ ทางฟาร์มยินดีให้คำแนะนำ ทางด้านการเลี้ยง การให้อาหาร การตลาด ส่วนผู้ศึกษาข้อมูลดีแล้ว ต้องการจะลงทุนแต่ยังหาตลาดไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะหาซื้อลูกตะพาบน้ำได้ที่ไหน ก็ติดต่อซื้อได้ที่คุณปัทมา เมื่อเลี้ยงจนตะพาบน้ำใหญ่แล้วทางคุณปัทมาจะเป็นสื่อกลางติดต่อพ่อค้าคนกลางเพื่อตกลงราคาการขายกันเอง โดยไม่รับหัวคิวแน่นอน

หากมีข้อสงสัย หรืออยากเยี่ยมชมฟาร์ม ก็ติดต่อกับทางฟาร์มของ คุณปัทมา คงสำราญ ยินดีให้ข้อมูล ติดต่อทางหมายเลขโทรศัพท์ (087) 711-9474

“ปลาค้อสมเด็จพระเทพ” ปลาค้อชนิดใหม่ ค้นพบโดย ทีมนักวิจัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เทคโนโลยีการประมง

สุจิตรา ราชจันทร์

“ปลาค้อสมเด็จพระเทพ” ปลาค้อชนิดใหม่ ค้นพบโดย ทีมนักวิจัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ทีมนักวิจัย จากคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อภินันท์ สุวรรณรักษ์ ได้ค้นพบปลาค้อชนิดใหม่ ได้รับพระราชทานนามว่า “ปลาค้อสมเด็จพระเทพ”

ปลาค้อสมเด็จพระเทพ เป็นกลุ่มปลาค้อที่มีขนาดใหญ่ มีความโดดเด่นจากปลาค้อชนิดอื่นๆ ด้วยการที่มีเกล็ดปกคลุมตลอดทั้งลำตัว ซึ่งเป็นลักษณะของกลุ่มปลาตะเพียน บริเวณท้องมีเกล็ดแบบใส แตกต่างจากปลาค้อโดยทั่วไปที่มีเกล็ดฝังใต้ผิวหนัง หรือไม่ก็จะเห็นเพียงบางส่วน และมักไม่พบเกล็ดบริเวณท้องและระหว่างครีบหู เส้นข้างตัวสมบูรณ์ มีจำนวนเกล็ดบนเส้นข้างตัว แถบดำที่ฐานของครีบหลังสมบูรณ์ที่ต่างจากกลุ่มของปลาค้อชนิดอื่นๆ ที่มีจุดหรือแถบที่ฐานของครีบหลังไม่ต่อเนื่องกัน แถบสีดำที่ฐานของครีบหางที่มีลักษณะเป็นเสี้ยวพระจันทร์ยาวต่อเนื่องกันจากด้านล่างสุดถึงด้านบนสุด ช่องปากมีขนาด 0.86-1.19 เท่า ของความกว้าง ตามีขนาดค่อนข้างเล็ก 13.71?0.89% HL หนวดค่อนข้างยาวคล้ายกับปลาค้อในสกุล Nemacheilus หนวดเส้นนอกที่จะงอยปากยาวถึงตาและหนวดที่ขากรรไกรยาวถึง 2 ใน 3 ของความยาวหัว ครีบหลังอยู่ในตำแหน่งค่อนมาทางด้านหลังของจุดเริ่มต้นครีบท้อง มีก้านครีบอ่อนของครีบหลัง 6.5-7.5 ก้าน ครีบก้นมีก้านครีบอ่อนที่แตกปลาย 5.5 ก้าน ครีบท้องมีก้านครีบอ่อนที่แตกปลาย 7-8 ก้าน มีเกล็ดพิเศษ

ที่ฐานครีบท้อง ครีบหูกลม มีก้านครีบอ่อนที่แตกปลาย 8-10 ก้าน รูก้นอยู่ใกล้กับครีบก้นมากกว่าครีบท้อง ด้านบนและด้านล่างของคอดหางมีสันยกตัวสูงขึ้นเล็กน้อย ครีบหางมีก้านครีบอ่อนที่แตกปลาย 8+8 ก้าน ครีบหางเว้าเข้าเล็กน้อย มีจำนวนข้อกระดูกสันหลังส่วนท้อง 19 ข้อ และมีข้อกระดูกสันหลังส่วนหาง 11 ข้อ

สีในขณะมีชีวิต ลำตัวมีสีพื้นเป็นสีน้ำตาล และมีลายรูปทรงอิสระสีส้มสดคล้ายเสือ ส่วนท้ายทอยมีรูปสามเหลี่ยม ระหว่างตามีรูปร่างคล้ายมงกุฎสีส้ม เป็นที่มาของชื่อสามัญว่า “Crown scaly stream loach” ด้านล่างของปากมีแต้มสีดำ แถบดำที่บริเวณฐานของครีบหางเป็นพระจันทร์เสี้ยว แถบสีดำที่ฐานของครีบหลังยาวต่อเนื่องกัน ครีบทุกครีบสีใส ครีบหูและครีบท้องใส สีในขณะที่เก็บรักษาในแอลกอฮอล์ ลำตัวมีสีน้ำตาลทึบแสง ส่วนของสีส้มสดหายไป

ความแตกต่างของเพศ เพศผู้มีแผ่นหนังใต้ตาเป็นรูปช้อน ครีบหูหนากว่าและมีตุ่มสิวจำนวนมาก ครีบหูมีความยาวมากกว่า ก้านครีบที่แตกปลายก้านแรกของครีบหูในเพศผู้มีขนาดใหญ่กว่าเพศเมีย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อภินันท์ สุวรรณรักษ์ ผู้ค้นพบ กล่าวว่า

“ปลาค้อชนิดนี้ เก็บตัวอย่างได้จากห้วยน้ำปาน บ้านน้ำคูน หมู่ที่ 2 ตำบลภูคา อำเภอปัว จังหวัดน่าน ในลำธารขนาดเล็ก พื้นท้องน้ำเป็นหินขนาดใหญ่ มีน้ำน้อย ด้านบนมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุม ริมตลิ่งชัน น้ำใส ระดับความสูงจากระดับทะเลปานกลาง 721 เมตร ลำธารมีความกว้าง 3 เมตร ความลึก 20 เซนติเมตร ชนิดปลาที่พบด้วยกันในสถานที่เก็บตัวอย่าง ได้แก่ ปลาค้อน่าน และปลาค้างคาวดอยตุง ตัวอย่างต้นแบบเก็บที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (Maejo Aquati Resources Natural Museum : MARNM 5555) ปัจจุบันยังพบการแพร่กระจายเฉพาะในลุ่มน้ำน่านตอนบนเท่านั้น ซึ่งเป็นต้นน้ำสำคัญของประเทศไทย เพราะปลาเหล่านี้สามารถใช้เป็นดัชนีบ่งชี้ความสมบูรณ์ของธรรมชาติได้เป็นอย่างดี เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติที่สะอาด กินแมลงน้ำและตะไคร่น้ำเป็นอาหาร โดยแมลงน้ำและตะไคร่น้ำจะต้องอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำที่สะอาดเช่นกัน พันธุ์ปลาค้อดังกล่าวนี้มีจำนวนน้อยมาก จึงอยากฝากให้ช่วยกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติ รักษาป่า รักษาแหล่งน้ำธรรมชาติ ขณะนี้กำลังหาแนวทางเพื่อการอนุรักษ์แหล่งน้ำธรรมชาติ สร้างความยั่งยืนของความหลากหลายทางชีวภาพน้ำ ดิน และป่าไม้ ร่วมกับชุมชนในพื้นที่ต่อไป ร่วมกันดูแลป่า ดูแลปลาค้อสมเด็จพระเทพ”

เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมายุ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จึงได้ขอพระราชทานนามชื่อพันธุ์ปลาค้อที่ค้นพบใหม่นี้ว่า “Schistura sirindhornae” ชื่อสามัญว่า Crown Scaly Stream Loach ชื่อไทยว่า “ปลาค้อสมเด็จพระเทพ” พระองค์ได้พระราชทาน พระราชานุญาตโดยให้ศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขยายพันธุ์ รวมทั้งการอนุรักษ์ เพื่อจัดทำรายงานรวบรวมกราบบังคมทูลประกอบพระราชดำริต่อไป นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อมหาวิทยาลัยแม่โจ้ อย่างหาที่สุดมิได้

ซีพีเอฟ จับมือ กรมประมง ฝ่าวิกฤติโรค อีเอ็มเอส หนุนลูกกุ้งที่ปราศจากเชื้อ เลี้ยงแบบ “เพชรบุรีโมเดล”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05083011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เทคโนโลยีการประมง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ซีพีเอฟ จับมือ กรมประมง ฝ่าวิกฤติโรค อีเอ็มเอส หนุนลูกกุ้งที่ปราศจากเชื้อ เลี้ยงแบบ “เพชรบุรีโมเดล”

นางมนทกานติ ท้ามติ้ม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งเพชรบุรี กรมประมง เผย การจัดการบ่อเลี้ยงกุ้งในรูปแบบ “เพชรบุรีโมเดล” ที่ใช้สาหร่ายทะเลช่วยบำบัดเชื้อโรค ร่วมกับการใช้ลูกพันธุ์กุ้งของ ซีพีเอฟ ที่มีคุณภาพ และปราศจากเชื้อ ได้มีส่วนช่วยให้การเลี้ยงกุ้งได้ผลสำเร็จที่น่าพอใจ พร้อมถ่ายทอดต่อเกษตรกรสามารถนำไปปรับใช้กับฟาร์มได้ทันที

ในปี 2557 ที่ผ่านมา ผลการศึกษาจากหลายหน่วยงานต่างยืนยันเป็นที่แน่นอนแล้วว่า โรค อีเอ็มเอส ในกุ้ง เกิดจากเชื้อแบคทีเรียวิบริโอ พาราฮีโมไลติคัส สายพันธุ์ AHPND ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งเพชรบุรี กรมประมง ได้พัฒนารูปแบบการเลี้ยงกุ้ง เรียกว่า “เพชรบุรีโมเดล” โดยนำธรรมชาติช่วยบำบัดเชื้อที่มาของโรคในกุ้ง ด้วยการนำสาหร่าย และจุลินทรีย์ ผนวกกับการใช้ลูกพันธุ์กุ้งที่มาจากโรงเพาะฟักกุ้งที่มีมาตรฐานและปราศจากเชื้อ ที่สามารถลดโอกาสการติดเชื้อโรคต่างๆ ที่สร้างความเสียหายให้กับกุ้งได้มากขึ้น นางมนทกานติ กล่าว

ด้าน น.สพ. สุจินต์ ธรรมศาสตร์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ สนับสนุนศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งเพชรบุรี ด้วยการผลิตลูกพันธุ์กุ้งที่มีคุณภาพ ปราศจากโรค ได้มาตรฐานสูง รวมถึงใช้เครื่องมือตรวจสอบการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียที่แม่นยำทุกขั้นตอน โดยมองว่าความร่วมมือกับกรมประมงจะมีส่วนช่วยพัฒนากระบวนการฟาร์มเลี้ยงกุ้งที่ยั่งยืน สร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ได้นำไปต่อยอดสร้างความสำเร็จในการเลี้ยงกุ้ง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมกุ้งของประเทศต่อไป

นางมนทกานติ กล่าวต่อว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งเพชรบุรี กรมประมง ได้พัฒนา “เพชรบุรีโมเดล” มาใช้กับการเลี้ยงกุ้งด้วยการจัดการบ่อเลี้ยงกุ้ง โดยนำธรรมชาติช่วยบำบัดเชื้อโรคในบ่อเลี้ยงด้วยสาหร่ายทะเลและจุลินทรีย์ พร้อมกับใช้เทคนิคการเลี้ยงแบบผสมผสาน ทั้งการให้อาหาร การลดปริมาณสารอินทรีย์ สร้างสภาพแวดล้อมของบ่อให้เกิดความสมดุลของปริมาณแบคทีเรีย เพื่อลดโอกาสการติดโรค สร้างภูมิต้านทานให้กับกุ้ง ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การเตรียมบ่อเลี้ยงกุ้ง การเตรียมน้ำที่ใช้เลี้ยง เทคนิคการให้อาหารกุ้ง และการจัดการระหว่างการเลี้ยง

การเตรียมบ่อเลี้ยงกุ้งของเพชรบุรีโมเดล ประกอบด้วย บ่อเลี้ยงกุ้ง 1 ไร่ ต่อบ่อพักน้ำที่มีการเลี้ยงสาหร่ายทะเล 1 ไร่ โดยทั้งสองบ่อจะบำบัดเชื้อโรคการฆ่าเชื้อล่วงหน้า ประมาณ 1 เดือน ด้วยการใส่วัสดุปูนร้อน เช่น ปูนเปลือกหอยเผา พร้อมกับจุลินทรีย์ คราดเลนออกจากก้นบ่อ พร้อมมีระบบเพิ่มอากาศก้นบ่อเลี้ยงกุ้ง เพื่อเตรียมบ่อให้สะอาดก่อนการปล่อยน้ำสำหรับการเลี้ยงกุ้ง และเลี้ยงสาหร่ายทะเลต่อไป

สำหรับบ่อพักน้ำที่ใช้เลี้ยงสาหร่ายทะเล ขนาด 1 ไร่ ติดตั้งราวไม้ไผ่ จำนวน 4 ราว สำหรับแขวนแผงเลี้ยงสาหร่ายทะเล หนักประมาณ 5-10 กิโลกรัม สำหรับชนิดของสาหร่ายทะเลต้องเลือกให้เหมาะสมกับระดับความเค็ม ซึ่งที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งเพชรบุรีเลือกใช้สาหร่ายพวงองุ่น ที่เหมาะกับความเค็ม 25-30 ส่วน ต่อน้ำทะเล 1,000 ส่วน

บ่อเลี้ยงสาหร่ายจะทำหน้าที่เป็นบ่อพักและบำบัดน้ำที่ผันเข้ามาเพื่อใช้เลี้ยงกุ้ง สาหร่ายทะเลจะช่วยให้น้ำสะอาด ใสขึ้น ช่วยควบคุมแบคทีเรียและแพลงตอนให้ลดลง รวมทั้งทำหน้าที่ผลิตออกซิเจนเติมให้กับน้ำอีกด้วย

โดยใช้เวลาพักและบำบัดน้ำและปรับความเค็ม 2 สัปดาห์ ก่อนถ่ายน้ำเข้าสู่บ่อเลี้ยงกุ้ง พักน้ำไว้ ประมาณ 7 วัน ก่อนปล่อยลูกกุ้งลงสู่บ่อเลี้ยง โดยใช้อัตราการปล่อยลูกกุ้ง 100,000 ตัว ต่อบ่อ 1 ไร่

ส่วนเทคนิคการเลี้ยง จะมีการปรับการให้อาหารเพื่อลดปริมาณสารอินทรีย์ในช่วงแรกของการเลี้ยง จึงให้อาร์ทีเมียตัวเต็มวัยแทนอาหารกุ้ง ใส่ในบ่อเลี้ยง ประมาณ 10 กิโลกรัม ต่อกุ้ง 100,000 ตัว ก่อนปล่อยลูกกุ้ง 1 วัน และให้ต่อเนื่องในช่วง 7 วันแรก ของการเลี้ยง เมื่อครบ 7 วัน จึงให้อาหารสำเร็จรูปทั้ง 5 มื้อ เพื่อรักษาสมดุลของจุลินทรีย์และควบคุมเชื้อแบคทีเรียในตัวกุ้ง โดยเติมจุลินทรีย์ที่ผ่านการหมักทั้งในอาร์ทีเมียและอาหารเม็ดก่อนให้กุ้งกิน ในอัตราส่วน 1 ลิตร ต่ออาร์ทีเมีย 1 กิโลกรัม

นอกจากนี้ อาจมีการเสริมวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ในอาหาร เพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทานและช่วยให้กุ้งลอกคราบดีขึ้น

ในช่วงเดือนแรกของการเลี้ยง ไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ หลังจากนั้น จึงเติมหรือเปลี่ยนถ่ายน้ำโดยหมุนเวียนน้ำ ระหว่างบ่อเลี้ยงกุ้งและบ่อเลี้ยงสาหร่ายทุกสัปดาห์ หรือตามความเหมาะสม และในระหว่างการเลี้ยงจะมีการเติมจุลินทรีย์ ปม.1 เพื่อรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ในน้ำอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาการเลี้ยง

ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งเพชรบุรี ยังเน้นให้ความสำคัญกับลูกกุ้งที่มีคุณภาพ แข็งแรง ที่มาจากโรงเพาะฟักลูกกุ้งที่มีกระบวนการจัดการการเลี้ยงที่มีมาตรฐานสูง รวมทั้งการควบคุมคุณภาพและตรวจสอบคุณภาพอย่างเคร่งครัดจนมั่นใจได้ว่าลูกกุ้งปราศจากเชื้อที่ก่อให้เกิดโรค

“และจากการที่ศูนย์ทดลองใช้พันธุ์ลูกกุ้งของ ซีพีเอฟ มา 4 รอบ การเลี้ยงที่ผ่านมา ใช้ระยะการเลี้ยง 70 วัน ประสบความสำเร็จทุกรุ่น ผลผลิต 1,025 กิโลกรัม ต่อไร่ ขนาดกุ้งที่จับได้ ประมาณ 80 ตัว ต่อกิโลกรัม มีอัตราแลกเนื้อ ประมาณ 1.25 กุ้งมีอัตรารอด ร้อยละ 82 ทั้งนี้ กรมประมง ยังได้ถ่ายทอดแนวทางการจัดการบ่อกุ้ง แบบเพชรบุรีโมเดล และการใช้พันธุ์ลูกกุ้งที่มีมาตรฐานสู่เกษตรกร เพื่อสร้างผลผลิตกุ้งที่ดีต่อไป” นางมนทกานติ ท้ามติ้ม กล่าวทิ้งท้าย

คนสุโขทัย เลี้ยงไก่ดำอินโดนีเซีย ราคาแจ่มมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ธีรวุฒิ เหล่าสงคราม

คนสุโขทัย เลี้ยงไก่ดำอินโดนีเซีย ราคาแจ่มมาก

ไก่ดำ ถือว่าเป็นพันธุกรรมสัตว์ที่มีคุณค่า ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงได้ปรับปรุงและคัดพันธุ์มาอย่างต่อเนื่อง

ไก่ดำพันธุ์แท้นั้นจะต้องมีสิ่งเหล่านี้เป็นสีดำคือ เนื้อ หนัง ปาก ลิ้น หน้า หงอน เล็บ แข้ง ขา และกระดูกนั้นจะต้องดำสนิท

ไก่ดำอินโดนีเซีย มีคุณสมบัติที่กล่าวมา ไก่สายพันธุ์นี้พบมากทางฝั่งชวาฯ ประเทศอินโดนีเซีย ชนเผ่าพื้นเมืองจะนิยมเลี้ยงและนำไก่มาประกอบพิธีกรรมหรือบูชาเทพฯ ตามความเชื่อ เป็นไก่พื้นเมืองที่มีขนาดกลาง

ในเมืองไทยมีเลี้ยงไก่ดำอินโดนีเซียไม่มากนัก

คุณสุธน สังข์จันทร์ อยู่บ้านเลขที่ 62/2 หมู่ที่ 14 ตำบลไกรใน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย เป็นผู้เลี้ยงที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งในปัจจุบัน

คุณสุธน เรียนจบประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุโขทัย เรียนจบปริญญาตรีทางด้านพืชสวน จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้

ปัจจุบัน คุณสุธน ทำงานที่ บริษัท เจเนอรัลด์ การ์ด กรุ๊ป อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด งานเลี้ยงไก่ดำอินโดนีเซีย เป็นอาชีพเสริม ซึ่งมีพ่อและแม่คอยช่วย

เริ่มเลี้ยงเพราะใจรัก

เนื่องจากเรียนจบมาทางด้านการเกษตร คุณสุธนชอบปลูกต้นไม้และเลี้ยงสัตว์

กรณีไก่ดำอินโดนีเซีย คุณสุธนชอบมาก จึงเริ่มต้นเลี้ยง ถึงแม้จะเรียนจบทางด้านพืชสวน ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

คุณสุธน เล่าว่า ก่อนที่จะมาเลี้ยงไก่ดำอินโดนีเซีย เขาเคยทำงานอยู่ที่สนามบินสุโขทัย หัวหน้าของเขานำไก่ดำมาเลี้ยง เขาอยากได้ จึงขอหัวหน้า แต่หัวหน้าไม่ให้ เนื่องจากเพิ่งจะนำมาเลี้ยงได้ไม่นาน เขาจึงตัดสินใจไปหาซื้อไก่ดำพันธุ์อินโดนีเซีย ซื้อครั้งแรก จำนวน 3 ตัว โดยการนำเข้ามาในราคาคู่ละ 30,000 บาท เป็นไก่ดำพันธุ์อินโดนีเซีย เพศผู้ 1 ตัว ไก่ดำพันธุ์อินโดนีเซีย เพศเมีย 2 ตัว

การซื้อ ครั้งที่ 2 ซื้อมาจากภาคอีสาน จำนวน 3 ตัว เป็นไก่ดำพันธุ์อินโดนีเซีย เพศผู้ 1 ตัว ไก่ดำพันธุ์อินโดนีเซีย เพศเมีย 2 ตัว ซื้อเพื่อนำมาผสมพันธุ์ ป้องกันการเลือดชิดของไก่

จากนั้นได้เลี้ยงไก่ดำสายพันธุ์นี้เป็นต้นมา เริ่มเลี้ยงเมื่อ ปี พ.ศ. 2557 จนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันมีจำนวนพ่อแม่พันธุ์ไก่ดำอินโดนีเซียทั้งหมด 13 ตัว เป็นพ่อพันธุ์ 2 ตัว แม่พันธุ์ 11 ตัว

พื้นที่เลี้ยง ประมาณ 1 งาน

ลักษณะไก่เพศผู้ หงอนจะสูงและใหญ่กว่าเพศเมีย น้ำหนัก เพศผู้ 2-2.8 กิโลกรัม

เพศเมีย 1.5-2 กิโลกรัม ออกไข่ 80 ฟอง ต่อปี

วิธีการเลี้ยงไม่ยุ่งยาก

ในส่วนของโรงเรือนไก่…คุณสุธน อธิบายว่า โรงเรือนเป็นโรงเรือนแบบเพิงหมาแหงนกลาย ลักษณะการเลี้ยงเป็นแบบขังเล้า โดยจะแบ่งเป็นสัดส่วน ดังนี้ ส่วนสำหรับอนุบาลลูกไก่ ส่วนของไก่รุ่น และส่วนสำหรับพ่อแม่พันธุ์ พื้นของเล้าจะรองด้วยทราย เพื่อช่วยให้สามารถทำความสะอาดได้ง่าย เนื่องจากทรายจะช่วยทำให้มูลไก่แห้งเร็วและไม่เป็นที่สะสมโรค เพราะสามารถระบายอากาศได้ดี

อัตราการเลี้ยง…คุณสุธน บอกว่า จะเลี้ยงไก่ ในอัตราส่วน 1 ต่อ 6 โดยใน 1 เล้า จะมีพ่อพันธุ์ไก่ดำ 1 ตัว ต่อแม่พันธุ์ไก่ดำ 5-6 ตัว อายุของไก่ดำที่สามารถผสมพันธุ์ได้ เพศผู้ อายุประมาณ 6 เดือน ถึง 6 เดือนครึ่ง เพศเมีย อายุ 5 เดือนครึ่งถึง 6 เดือน

การให้ไข่ของเพศเมีย ถ้าเป็นแม่ไก่ดำสาว จะให้ไข่ประมาณ 20 ฟอง ต่อครั้ง และจำนวนไข่จะลดลงเรื่อยๆ อัตราการให้ไข่ของแม่ไก่ดำใน 1 ปี จะให้ไข่ประมาณ 70-80 ฟอง

การฟักไข่…คุณสุธน จะให้แม่ไก่ดำฟักเอง เนื่องจากมีอัตราการรอดมากกว่าการฟักด้วยเครื่องฟักไข่

การให้อาหาร…ไก่ดำอินโดนีเซียจะให้อาหารสำเร็จรูปสำหรับไก่แต่ละช่วงอายุ ให้ร่วมกับอาหารที่ผสมขึ้นเอง เสริมด้วยโปรตีนจากไข่แดง ที่ช่วยในด้านการเจริญเติบโต รวมทั้งอาหารสุนัข ที่ช่วยในเรื่องการสร้างขนและโครงสร้างของกระดูกให้มีความแข็งแรง ให้ 2 ครั้ง ต่อวัน ช่วงเช้าและเย็น และให้กล้าข้าวที่เพาะไว้ในถาดทุกวัน

วิธีการดูแลสุขภาพไก่ดำ…คุณสุธน บอกว่า การให้วัคซีนจะมีการเข้าไปปรึกษากับปศุสัตว์อำเภอ ดังนี้

วัคซีนนิวคาสเซิล ให้ไก่ อายุ 1 และ 30 วัน โดยการหยอดจมูก (ทำซ้ำทุกๆ 3 เดือน)

วัคซีนฝีดาษไก่ ไก่อายุ 14 วัน โดยการแทงปีก (ปีละ 1 ครั้ง)

วัคซีนอหิวาต์ไก่ ไก่อายุ 1 เดือน โดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (ทำซ้ำทุกๆ 3 เดือน)

วัคซีนหลอดลมอักเสบ ไก่อายุ 7 วัน โดยการหยอดจมูก (ทำซ้ำทุกๆ 3 เดือน)

ปัญหาที่พบ…ในการเลี้ยงไก่ดำอินโดนีเซีย ส่วนมากจะเป็นเรื่องสภาพอากาศในแต่ละวัน ถ้าช่วงที่อากาศมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย จะส่งผลทำให้ไก่ดำมีน้ำมูก และในช่วงฤดูร้อน ไข่ของไก่ดำจะเกิดการฟักออกเป็นตัวยากเนื่องจากอากาศที่ร้อนจะทำให้เปลือกไข่แห้ง จนทำให้ลูกไก่ไม่สามารถใช้จมูกดันเปลือกไข่ออกมาได้ จึงต้องคอยสังเกตและช่วยเจาะเปลือกไข่ เพื่อให้ลูกไก่ฟักออกมาจากไข่ได้

ตลาดแจ่มมาก

ด้านการตลาด…คุณสุธน ทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ และการบอกต่อกันปากต่อปากสำหรับลูกค้าที่เคยซื้อไก่ดำอินโดนีเซียจากคุณสุธน ราคาของการจำหน่ายไก่ดำสายพันธุ์อินโดนีเซีย มีดังนี้

ไก่ดำอินโดฯ อายุ 1 เดือน ราคา ตัวละ 1,500 บาท

ไก่ดำอินโดฯ อายุ 2 เดือน ราคา ตัวละ 3,000 บาท

ไก่ดำอินโดฯ อายุ 3 เดือน ราคา ตัวละ 4,500 บาท

อายุมากกว่านี้ คิดเพิ่มอีก เดือนละ 1,500 บาท (ราคาไม่รวมค่าจัดส่ง)

พ่อแม่พันธุ์ไก่ดำอินโดฯ ราคา คู่ละ 30,000 บาท

นอกจากเลี้ยงไก่ดำอินโดฯ แล้ว ทางบ้านของคุณสุธนยังเลี้ยงไก่ต๊อก ไก่ดำญี่ปุ่น ผลิตกิ่งพันธุ์ไม้จำหน่าย

“ไก่ต๊อก เหมาะที่จะเลี้ยงไว้กินไข่ เพราะไข่ดกมาก ดกกว่าไก่แจ้ ที่สำคัญทนทานต่อโรค ข้อเสียที่พบคือ ชอบบินขึ้นหลังคาบ้าน ไข่ไก่ต๊อกอร่อยมาก ยิ่งทำไข่เค็ม มีรสมันอย่างเห็นได้ชัดเจน” คุณสุธน บอก

ราคาจำหน่ายผลผลิตอื่นๆ

ไก่ต๊อก จำหน่าย ราคา ตัวละ 100 บาท อายุ 1 เดือน

ไก่ดำญี่ปุ่น ราคา ตัวละ 100 บาท อายุ 1 เดือน

จำหน่ายไข่ไก่ต๊อก ราคา ฟองละ 30 บาท

จำหน่ายไข่ไก่ดำญี่ปุ่น ราคา ฟองละ 80 บาท

กิ่งพันธุ์ไม้…มีกิ่งพันธุ์มะม่วง มะนาว และกิ่งพันธุ์ของพืชชนิดอื่นๆ อีก ราคาย่อมเยา

สำหรับผู้ที่สนใจอยากได้ไก่ดำสายพันธุ์อินโดนีเซีย ติดต่อได้ที่ เลขที่ 62/2 หมู่ที่ 14 ตำบลไกรใน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย โทรศัพท์ (082) 392-5656, FB : สุธน สังข์จันทร์

ขอบพระคุณ อาจารย์จักรกฤษณ์ ทัพบำรุง อาจารย์วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุโขทัย ที่แจ้งเบาะแสการเลี้ยงไก่ดำของ คุณสุธน สังจันทร์ พร้อมทั้งพาเข้าไปยังแหล่งเลี้ยงไก่

จากเพาะเล่น สู่ ศูนย์รวมไก่สวยงาม ประสิทธิ์ฟาร์ม บางน้ำเปรี้ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

จากเพาะเล่น สู่ ศูนย์รวมไก่สวยงาม ประสิทธิ์ฟาร์ม บางน้ำเปรี้ยว

พื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร จัดเป็นอีกพื้นที่ที่มีการเลี้ยงสัตว์ปีกเพื่อความสวยงามไว้จำนวนมาก ส่วนใหญ่ทำเป็นฟาร์มขนาดย่อม เลี้ยงเพื่อขายส่งตลาดนัดจตุจักร แหล่งค้าสัตว์ปีกทั้งเพื่อการบริโภคและเพื่อความสวยงามที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ นอกเหนือจากนั้นก็เป็นตลาดค้าส่งรองลงมา เช่น ตลาดนัดสนามหลวง 2 ย่านทวีวัฒนา หรือตลาดนัดจตุจักร 2 มีนบุรี

อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ตั้งอยู่ไม่ห่างจากกรุงเทพมหานครเท่าใดนัก อึดใจเดียวก็ถึง ที่ต้องพามาถึงสถานที่แห่งนี้ก็เพราะเป็นที่ตั้งของฟาร์มไก่สวยงามเล็กๆ ฟาร์มหนึ่ง แต่มากด้วยคุณภาพของไก่สวยงามและมากชนิดให้เลือกซื้อ

ประสิทธิ์ฟาร์ม ตั้งอยู่ที่ บ้านคลอง 19 ตำบลโยธะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา มี คุณประสิทธิ์ พัดเย็นใจ เป็นเจ้าของ ครั้งแรกที่พบคุณประสิทธิ์ไม่ต้องการให้เรียกสถานที่เพาะเลี้ยงไก่สวยงามว่า ฟาร์ม เพราะระยะเวลาที่ดำเนินการเพาะเลี้ยงไก่สวยงามเพียง 6 ปี และสถานที่เพาะเลี้ยงไม่ได้กว้างขวางมากนัก แต่เพราะคุณภาพของไก่สวยงามที่ออกสู่ท้องตลาด และระบบการจัดการในเรื่องของการคัดคุณภาพไก่ก่อนส่งจำหน่ายให้กับปลายทางเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้เราต้องชื่นชมและให้เกียรติ เรียกว่า “ฟาร์ม”

6 ปีก่อน คุณประสิทธิ์เป็นพนักงานบริษัท ย่านพัทยา ไม่มีความรู้ด้านการเกษตร แต่พอจะมีที่ดินผืนเล็กๆ ที่ซื้อติดตัวไว้ เพราะเล็งเห็นอนาคตข้างหน้าว่าคงไม่ได้เป็นพนักงานบริษัทรับจ้างกินงินดือนตลอดไป หลังแต่งงาน คุณประสิทธิ์ลาออกจากงานและพาครอบครัวกลับมาปลูกบ้านบนที่ดินผืนเล็กแถวบางน้ำเปรี้ยวที่ซื้อไว้ และคิดหาอาชีพประจำ เมื่อปรึกษากับภรรยาจึงสรุปว่า จะเลี้ยงไก่งวงส่งขายตลาดสัตว์ปีกสวยงาม เพราะไก่งวงมีความสวยงามในตัว จึงเริ่มค้นคว้าหาแหล่งพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ในที่สุดก็เริ่มเลี้ยงจากพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ จำนวน 30 ตัว

เมื่อไม่มีความรู้ด้านการเกษตรอยู่เลย ทำให้ต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์ปีกสวยงาม ด้วยการอ่านหนังสือ ค้นคว้าจากอินเตอร์เน็ต ทำให้การเพาะเลี้ยงไก่งวงเป็นไปด้วยดี มีพ่อค้าคนกลางเข้ามาถามหาซื้อลูกไก่งวง กระทั่งผลิตไม่ทันขาย ต้องซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เพิ่มเพื่อผลิตลูก ซึ่งแหล่งเพาะพันธุ์ไก่งวงส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในจังหวัดภาคอีสาน นอกจากจะวิ่งซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาเพิ่มแล้ว เมื่อลูกไก่งวงผลิตไม่ทันขาย จึงมีแนวคิดรับซื้อจากบ้านเรือนประชาชนในแถบภาคอีสานที่เลี้ยงไก่งวงขาย เพื่อมาส่งให้กับแม่ค้าที่เข้ามารับซื้อจากตนเองด้วย ทำให้แม่ค้าที่ต้องการรับซื้อไก่งวงจากหลายตลาด มุ่งมาซื้อที่คุณประสิทธิ์ เพราะมีลูกไก่งวงขายส่งให้กับแม่ค้าไม่ขาดตลาด

เพราะคุณประสิทธิ์ ไม่เหมือนนักเพาะสัตว์ปีกสวยงามขายรายอื่น เพราะนอกจากจะเพาะไว้เพื่อจำหน่ายแล้ว ยังมีมุมของนักค้าซ่อนอยู่ จากเดิมที่นั่งรอให้แม่ค้าคนกลางเข้ามาซื้อที่ฟาร์ม ก็เริ่มออกตระเวนซื้อตามแหล่งเลี้ยงขนาดเล็ก รวบรวมให้ได้ตามจำนวน แล้วขายต่อให้กับแม่ค้าคนกลางอีกทอด เพียงขวบปีแรกคุณประสิทธิ์ก็เดินเข้าหาแหล่งค้าสัตว์ปีกสวยงามขนาดใหญ่ ที่ตลาดนัดจตุจักร เพื่อส่งไก่งวงขายให้กับแม่ค้าที่ตลาดนัดจตุจักร โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

เมื่อเข้าถึงตลาดใหญ่ ศูนย์กลางซื้อขายสัตว์นานาชนิด ทำให้คุณประสิทธิ์รู้ว่า ตลาดไก่สวยงามมีมากกว่าไก่งวง ยังมีไก่อีกหลายชนิดที่ตลาดต้องการ และตลาดการค้าไก่สวยงามกว้างมากกว่าที่คิด

“แม่ค้าที่ตลาดนัดจตุจักรหลายราย ถามถึงไก่สวยงามประเภทอื่น เพราะตลาดยังต้องการอีกมาก เช่น ไก่บราม่า ไก่โปแลนด์ ไก่ญี่ปุ่น เป็ดบาบารี ผมจึงกลับมาเริ่มตระเวนหาซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ของสัตว์ปีกสวยงามแต่ละชนิด เพื่อนำมาเพาะขยายพันธุ์เอง เมื่อเข้าถึงแหล่งต้นตอของสายพันธุ์สัตว์ปีกแต่ละชนิดจริงๆ ทำให้ผมได้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์แท้นำมาเพาะ มีสัตว์ปีกสวยงามเพิ่มขึ้นในฟาร์มของผมเองอีกมาก”

คุณประสิทธิ์ บอกว่า สัตว์ปีกอย่างไก่สวยงามมีวิธีดูแลที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดของการเพาะเลี้ยงไก่สวยงามคือ การเอาใจใส่อย่างละเอียด และความสะอาด

ในฟาร์มของคุณประสิทธิ์แยกส่วนเพาะเลี้ยงไก่สวยงามออกจากบ้านพัก แบ่งเป็นสัดส่วนของไก่แต่ละชนิด โรงเรือนโปร่ง อากาศถ่ายเท แยกไก่เล็ก ไก่รุ่น พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ เพื่อให้การดูแลทำได้โดยสะดวก ในแต่ละวันคุณประสิทธิ์จะเข้าโรงเรือนตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อทำความสะอาดโรงเรือน ให้อาหาร เก็บไข่ กว่าจะแล้วเสร็จการจัดการภายในโรงเรือนก็ใช้เวลาเกือบทั้งวัน นอกเหนือจากนั้นก็เป็นเวลาของการติดต่อประสานกับแม่ค้าที่มาซื้อไก่สวยงามไปขายอีกทอด

การทำความสะอาดโรงเรือนที่เลี้ยงไก่เป็นเรื่องสำคัญ คุณประสิทธิ์ บอกว่า นอกจากการทำวัคซีนให้กับไก่ ซึ่งเป็นตัวช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคภายในโรงเรือนกับสัตว์ปีกที่เลี้ยงแล้ว ความสะอาดก็เป็นสิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ เพราะหากสัตว์ปีกที่เลี้ยงไว้ได้รับวัคซีนครบ แต่การดูแลภายในโรงเรือนสกปรก โอกาสสะสมของเชื้อโรค ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคทุกชนิดก็จะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ดังนั้น หากไม่ต้องการให้เกิดโรค ควรให้ความสำคัญกับการทำความสะอาดโรงเรือน นอกจากนี้ ยังควรหมั่นสังเกตไก่ที่เลี้ยงไว้ หากพบว่ามีอาการเซื่องซึม ไม่กินอาหาร ถ่ายเหลว ควรรีบแยกออกต่างหาก และให้ยารักษาโรคแต่เนิ่นๆ ไม่ควรปล่อยปละละเลย เพราะหากไก่ที่มีอาการป่วย ถูกทิ้งไว้นานโดยไม่รักษา โอกาสที่จะเกิดการสูญเสียก็สูง

การเดินหน้าเข้าหาตลาด ส่งผลให้มีแม่ค้าค้าส่งจากจังหวัดอื่นมาติดต่อซื้อไก่สวยงามจากคุณประสิทธิ์จำนวนมาก ไก่สวยงามจากฟาร์มของคุณประสิทธิ์เอง เป็นผลผลิตหลักที่ป้อนเข้าสู่ตลาด แต่ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดไก่สวยงาม คุณประสิทธิ์จึงมีแนวบริหารจัดการ เพื่อให้มีไก่สวยงามส่งเข้าตลาดได้ในทุกวัน โดยออกตระเวนรับซื้อไก่สวยงามจากฟาร์มต่างๆ ทั่วประเทศ และเปิดช่องทางให้กับชาวบ้านที่ต้องการมีอาชีพเสริมและมีเวลาดูแลไก่สวยงามในจำนวนที่สามารถดูแลได้ รวมถึงชาวบ้านที่ไม่มีทุนซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ไก่สวยงาม แต่ต้องการเพาะไก่สวยงามขาย โดยการเข้าถึงหน่วยงานภาครัฐที่มีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ 100 เปอร์เซ็นต์ จำหน่ายให้กับเกษตรกร เพื่อซื้อไปให้กับผู้ที่ต้องการเพาะไก่สวยงาม แต่ไม่มีต้นทุน โดยนำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไปให้ จากนั้นรับซื้อลูกไก่สวยงามชนิดนั้นๆ คืน จนกว่าผู้เลี้ยงจะมีเงินทุนมากพอชำระคืนค่าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มา

ลักษณะการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่สนใจเพาะเลี้ยงไก่สวยงามของคุณประสิทธิ์ คล้ายการกระจายการเลี้ยงให้เกิดลูกฟาร์ม เพราะคุณประสิทธิ์รับซื้อลูกไก่ที่เกษตรกรสนใจเลี้ยง และนำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์จากคุณประสิทธิ์ไป ซึ่งคุณประสิทธิ์ บอกว่า เหตุผลที่ทำเช่นนี้ เพราะต้องการให้เกษตรกรมีรายได้ เนื่องจากที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานเข้าไปส่งเสริมให้เพาะเลี้ยง แต่ไม่ได้ส่งเสริมด้านการตลาด ทำให้เกษตรกรจำนวนมากไม่มีตลาด ประสบภาวะขาดทุนและเลิกเลี้ยงไปในที่สุด เมื่อตนเองเข้ามารู้จักกับตลาดไก่สวยงามแล้ว พบว่า ความต้องการไก่สวยงามยังกว้างอีกมาก ในแต่ละวันที่มีแม่ค้ามาติดต่อซื้อมีจำนวนมาก ไก่สวยงามที่ส่งขายทุกวันไม่เคยเพียงพอต่อความต้องการ การส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงและรับซื้อ ก็เท่ากับเป็นการช่วยเหลือให้เกษตรกรมีรายได้ ทั้งยังมีไก่สวยงามออกสู่ตลาดอย่างพอเพียง ตามความต้องการของลูกค้าอีกด้วย

แต่การรับซื้อไก่สวยงามจากเกษตรกรที่คุณประสิทธิ์ช่วยส่งเสริมให้มีรายได้นั้น คุณประสิทธิ์ เน้นว่า ขอให้เกษตรกรที่สนใจ ควรมีเวลาดูแลไก่อย่างเพียงพอ เพราะไก่สวยงามที่ต้องการนั้น ต้องมีคุณภาพที่ดีก่อนนำส่งไปจำหน่าย แม้จะจำหน่ายผ่านมือพ่อค้าคนกลางอีกทอดก็ตาม

ตลอดเวลา 6 ปี ของการเพาะเลี้ยงไก่สวยงามจำหน่าย คุณประสิทธิ์ ยังไม่ประสบปัญหาใดๆ ยกเว้นแต่เพาะไก่สวยงามส่งตลาดไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อนจัด ไข่จะไม่ฟักตัว แม้จะใช้ตู้ฟักช่วยก็ยังเกิดปัญหา หรือในช่วงที่ไก่ถ่ายขนจะหยุดไข่ ซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ ต้องปล่อยให้เป็นไปตามสภาพแวดล้อมและสภาวะของไก่

คุณประสิทธิ์ กล่าวถึงความต้องการไก่สวยงามของตลาดในประเทศไทยว่า ผู้เพาะเลี้ยงไก่สวยงามจะสามารถขายไก่ได้ 3 ช่วงวัย คือ ไก่ 1-2 เดือน หรือที่เรียกว่าลูกเจี๊ยบ ไก่ 5-7 เดือน วัยเตรียมพร้อมเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ และวัยโตเต็มวัยเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ได้แล้ว ส่วนไก่ในช่วงวัยอื่นๆ จะเป็นไก่ที่ต้องเลี้ยงไว้รอเวลาขาย

ฟาร์มของคุณประสิทธิ์ ใส่ใจดูแลไก่สวยงามทุกชนิดอย่างละเอียด เลี้ยงแบบปล่อย เพื่อให้ไก่ได้อยู่กับธรรมชาติ และบำรุงไม่ให้แม่พันธุ์โทรมจากการฟักไข่ โดยหลังจากแม่ไก่ออกไข่แล้วจะหมั่นสังเกต หากพบว่าแม่ไก่ออกไข่แล้วโทรม จะเก็บไข่นำไปให้แม่ไก่ครอกอื่นช่วยฟัก ช่วยให้แม่ไก่ไม่โทรม จากนั้นให้วิตามินบำรุงเพื่อให้แม่ไก่ฟื้นตัวเร็ว หลังไข่ฟักตัวเป็นลูกเจี๊ยบแล้ว จะแยกลูกเจี๊ยบออกมาอนุบาลต่างหาก เพื่อให้แม่ไก่แข็งแรงโดยเร็ว

ปัจจุบัน มีออเดอร์สั่งไก่สวยงามอย่างน้อย สัปดาห์ละ 500 ตัว การขายติดต่อผ่านทางโทรศัพท์เพียงอย่างเดียว หรือ ในพ่อค้าคนกลางที่รู้จักฟาร์มคุณประสิทธิ์ก็จะเข้ามารับไก่สวยงามที่ฟาร์มเองทุกวัน และการส่งไก่สวยงามไปยังปลายทาง จะส่งเฉพาะผู้ซื้อส่งในจำนวนมากและระยะทางไกลเท่านั้น

แม้คุณประสิทธิ์จะเพาะเลี้ยงไก่ที่ฟาร์มของตนเอง กระจายลูกฟาร์มออกไปอีกหลายแห่งแล้วก็ตาม จำนวนไก่สวยงามที่ผลิตได้ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ หากมีผู้สนใจต้องการเพาะเลี้ยงไก่สวยงามเป็นอาชีพ ขอเพียงให้ความสำคัญและใส่ใจดูแลก็สามารถทำได้ คุณประสิทธิ์ยืนยันเป็นตลาดรับซื้อให้อย่างไม่มีข้อแม้ สนใจขอชมการจัดการภายในฟาร์มได้ที่ คุณประสิทธิ์ พัดเย็นใจ บ้านคลอง 19 ตำบลโยธะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา โทรศัพท์ (081) 941-3683

ทำหลักสูตรข้าว สอนเองในโรงเรียน โรงเรียนวัดไผ่โพธิ์ทอง เมืองชัยนาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05091011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เยาวชนเกษตร

สุจิต เมืองสุข

ทำหลักสูตรข้าว สอนเองในโรงเรียน โรงเรียนวัดไผ่โพธิ์ทอง เมืองชัยนาท

โรงเรียนวัดไผ่โพธิ์ทอง เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ที่น่าจะจัดอยู่ในกลุ่มที่เล็กมากเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ตั้ง ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางกลุ่มวิสาหกิจที่เป็นที่รู้จักในระดับประเทศ

โรงเรียนวัดไผ่โพธิ์ทอง ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าชัย อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท หากถามหาทางไปโรงเรียน สอบถามถึงแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวตำบลนางลือ-ท่าชัย ก็จะหาได้ง่าย เพราะตั้งอยู่ใกล้เคียง ห่างกันแค่เลี้ยวซ้ายหรือขวาเท่านั้น แต่ถึงอย่างไร โรงเรียนวัดไผ่โพธิ์ทอง ก็ยังไม่มีความโดดเด่นนัก เนื่องจากเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ไม่มีพื้นที่เป็นของตนเอง อาศัยพื้นที่วัดไผ่โพธิ์ทองเป็นที่ตั้งอาคารเรียนและพื้นที่ใช้สอย มีการเรียนการสอนในระดับอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 รวมจำนวนนักเรียนเพียง 69 คน เท่านั้น

อาจารย์ณัฐวัฒน์ ภู่มั่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดไผ่โพธิ์ทอง เล่าให้ฟังว่า โรงเรียนวัดไผ่โพธิ์ทองแห่งนี้ก่อตั้งมานานกว่า 30 ปี มีอาคารเรียนชั้นเดียว 1 หลัง อาคารอเนกประสงค์อีก 1 หลัง และศูนย์เด็กเล็กขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าชัยอีก 1 หลัง ซึ่งทั้งหมดตั้งอยู่บนพื้นที่ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของวัดท่าโพธิ์ชัย ประมาณ 3 ไร่ ดังนั้น เมื่อโรงเรียนไม่มีพื้นที่บริหารจัดการของโรงเรียนเอง ทำให้ยากต่อการส่งเสริมการเรียนการสอนด้านการเกษตร แต่ก็ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเกษตรให้กับเด็กนักเรียนภายในโรงเรียน โดยกำหนดหลักสูตรการเรียนการสอนขึ้นใหม่ 1 หลักสูตร คือ หลักสูตรข้าว ใช้สอนนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 และสอนสัปดาห์ละ 1 คาบเรียน หลังเลิกเรียน โดยให้อาจารย์ผู้สอนเป็นผู้กำหนด

ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดไผ่โพธิ์ทอง บอกด้วยว่า เมื่อโรงเรียนไม่มีพื้นที่เป็นของตนเอง ทำให้การจัดการบริหารพื้นที่ทำได้ยากลำบาก อีกทั้งจังหวัดชัยนาทประสบปัญหาภัยแล้ง สภาพดินไม่สมบูรณ์นัก ทำให้โรงเรียนจัดแบ่งพื้นที่จาก 3 ไร่ที่ใช้สอยอยู่ ประมาณ 1 งาน ทำแปลงเกษตรสำหรับปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นกิจกรรมเสริม สอนในวิชาการงานพื้นฐานอาชีพ กลุ่มวิชาเกษตร ให้กับเด็กได้ลงแปลงจริง สัมผัสกับการปลูกต้นไม้จริง ซึ่งกำหนดให้เป็นพืชผักสวนครัว เนื่องจากเป็นกลุ่มผักที่เจริญเติบโตเร็ว ระยะเวลาการปลูกสั้น การดูแลง่าย และนำมาใช้ประกอบอาหารในชีวิตประจำวันได้ทันที

แม้ว่าสภาพพื้นที่ของโรงเรียนไม่เหมาะสมต่อการทำแปลงเกษตร แต่โรงเรียนก็เล็งเห็นจุดเด่นของพื้นที่ตั้งในเรื่องของการปลูกข้าวและการเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าว รวมทั้งนักเรียนเองเกือบทั้งหมดมีพื้นฐานครอบครัวทำนา และเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าว ส่งให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชัยนาท ดังนั้น เมื่อนักเรียนมีประสบการณ์การทำนาจากครอบครัวมาก่อนแล้ว จึงทำให้การนำหลักสูตรข้าวที่เขียนขึ้นมาประยุกต์ใช้และสานต่อได้ง่าย

หลักสูตรข้าว เพิ่งเริ่มนำมาใช้สอนให้กับนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ในปีการศึกษา 2558 ที่ผ่านมา โดยหลักสูตรข้าวประกอบด้วย 5 รายวิชา คือ

1. การผลิตข้าวเบื้องต้น : วิถีชีวิต การผลิตและการแปรรูปข้าว

2. การปลูกข้าวแบบลดต้นทุน เพิ่มผลกำไร

3. ข้าวกับวิถีธรรมชาติ

4. เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและเทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์ข้าว

5. การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว

สำหรับการจัดการเรียนรู้ ซึ่งแบ่งตามโครงสร้างของเนื้อหาเป็น 5 รายวิชา ได้แก่ วิชาการผลิตข้าวเบื้องต้น เพื่อปูพื้นฐานเกี่ยวกับเทคโนโลยี การผลิตและการแปรรูปข้าว มีการสอดแทรกประเพณี วัฒนธรรมและความเชื่อเกี่ยวกับข้าว และเป็นการปรับทัศนคติที่ดีต่ออาชีพการทำนา โดยรายวิชานี้จะเป็นพื้นฐานสำหรับการเรียนในรายวิชาอื่นต่อไป ส่วนอีก 4 รายวิชาต่อมา แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ เทคโนโลยีการผลิต และการแปรรูปข้าว โดยสามารถเลือกเรียนรายวิชาใดก็ได้ เมื่อผ่านรายวิชาที่ 1 แล้ว

พื้นที่ที่จำกัด ทำให้อาจารย์ณัฐวัฒน์ บอกว่า เคยคิดจะหาพื้นที่ให้นักเรียนเลี้ยงสัตว์ นอกเหนือจากการปลูกผักสวนครัวบ้าง จึงทดลองเลี้ยงเอง โดยเลือกเลี้ยงจิ้งหรีด เพราะเห็นว่าใช้พื้นที่น้อย แต่เพราะไม่มีประสบการณ์และความรู้ใดๆ จึงทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ และล้มเลิกความคิดที่จะนำจิ้งหรีดมาเลี้ยงเป็นตัวอย่างสอนในโรงเรียนให้กับเด็ก ส่วนไม้ผล พืชไร่ นั้น ต้องใช้พื้นที่ จึงไม่มีโอกาสปลูก มีเพียงกล้วยน้ำว้าไม่กี่ต้นที่ปลูกไว้ เพราะดูแลง่าย และใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วนของต้น

“เด็กนักเรียนที่นี่โชคดี มีพื้นฐานการทำนา การเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าว อยู่แล้ว เพราะแต่ละครอบครัวทำนาและเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวส่งให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชัยนาท จึงไม่ต้องห่วงเรื่องพื้นฐานการเกษตร เชื่อว่ามีทุกคน แม้กระทั่งเด็กนักเรียนชาวกัมพูชา ที่ย้ายตามพ่อแม่มาเรียนหนังสือ ก็มีพื้นฐานทางการเกษตรอยู่มาก เพราะพ่อแม่จะรับจ้างเพาะกล้าข้าว แต่พอหมดหน้านา พ่อแม่เด็กย้ายถิ่นไปทำงานที่อื่น เด็กกัมพูชาเหล่านี้ก็จะย้ายตามไปด้วย”

สำหรับแปลงผักสวนครัว พื้นที่ประมาณ 1 งาน ของโรงเรียน เป็นแปลงเกษตรให้นักเรียนได้มีโอกาสลงมือจริง นอกจากการเรียนในห้อง ซึ่งผักสวนครัวที่เลือกมาปลูก เป็นผักที่เจริญเติบโตเร็ว ทนต่อโรคและแมลง ระยะเวลาปลูกสั้น เช่น ผักบุ้งจีน คะน้า กวางตุ้ง กะเพรา โหระพา เป็นต้น ซึ่งผักต่างๆ เหล่านี้ เมื่อถึงระยะเวลาเก็บผลผลิตก็จะให้เด็กที่ดูแลแปลงเป็นคนเก็บ แบ่งส่วนหนึ่งเข้าโครงการอาหารกลางวัน และอีกส่วนหนึ่งให้เด็กนักเรียนที่ดูแลแปลงมาโดยตลอด นำกลับบ้านไปประกอบอาหาร เพราะถือเป็นความภาคภูมิใจของตัวนักเรียนเอง

อาจารย์ณัฐวัฒน์ บอกด้วยว่า ผลผลิตที่ได้จากแปลงผักสวนครัวไม่ได้มากมาย แม้บางส่วนจะนำเข้าไปใช้ประกอบอาหารในโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียน แต่ก็ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้เพียงเล็กน้อย เพราะผักที่ได้มีไม่มากนัก แต่สิ่งที่ได้ประโยชน์ยิ่งคือ ได้ผักปลอดสาร และเด็กมีความภาคภูมิใจในผลผลิตของตนเอง

“หลักสูตรข้าว ที่ใช้ส่งเสริมการเรียนการสอนในโรงเรียนทุกระดับชั้นนั้น ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์ขยายพันธุ์ข้าว นำถังดำ จำนวน 200 ถัง และเมล็ดพันธุ์ข้าว มาแจกจ่ายให้กับนักเรียนได้ทดลองปลูกข้าวด้วยตนเอง ที่เราโฟกัสไปที่ข้าว เพราะพื้นที่เรามีจุดเด่นเรื่องการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว และเด็กมีประสบการณ์ตรงจากที่บ้าน จึงเป็นเรื่องง่ายที่ให้เขาได้เรียนรู้”

แม้ว่า โรงเรียนวัดไผ่โพธิ์ทอง จะมีข้อจำกัดหลายด้านในการส่งเสริมด้านการเกษตรให้กับนักเรียน แต่ในทุกขั้นตอนหรือกระบวนการในระหว่างที่เด็กอยู่ในโรงเรียน เมื่อสามารถโยงเข้าสู่ภาคเกษตรได้ อาจารย์ทุกท่านจะไม่รอช้า เช่น หลังรับประทานอาหาร พบว่ามีเศษข้าวเหลือจำนวนมาก หากเป็นโรงเรียนอื่นที่เลี้ยงสัตว์ไว้ก็จะนำไปให้สัตว์กิน แต่สำหรับโรงเรียนวัดไผ่โพธิ์ทองแห่งนี้ ไม่มีพื้นที่เลี้ยงสัตว์ จึงนำข้าวที่เหลือจากการรับประทานของเด็กนักเรียน นำไปตากแดด จากนั้นนำไปคั่ว เพื่อให้ได้ข้าวตากคลุกน้ำตาล มาบรรจุถุงนำไปจำหน่ายให้กับตลาดในชุมชน เป็นการเพิ่มความรู้ด้านการแปรรูปให้กับเด็กนักเรียน และอยู่ใน 1 รายวิชา ของหลักสูตรข้าวด้วย

เด็กชายอภิศร คล้ายมะณี หรือ น้องไกด์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กล่าวว่า ที่บ้านมีอาชีพทำนาและปลูกกะเพราขาย เมื่อมีกิจกรรมที่โรงเรียนก็ชอบการปลูกผักคะน้ามากเป็นพิเศษ เพราะปลูกง่าย การดูแลทำได้ไม่ยาก แค่รดน้ำเช้า กลางวัน และเย็น ส่วนกิจกรรมที่บ้านรักการทำนามากกว่าการปลูกกะเพรา เคยช่วยพ่อแม่ถอนวัชพืชจากแปลงนา นำกระสอบและดินไปอุดน้ำไม่ให้ไหลเข้า-ออก จากแปลงนา ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ได้ความรู้อย่างมาก

ด้าน เด็กชายกิตติธัช เวียงเป้ หรือ น้องโฟล์ค นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 บอกว่า ที่บ้านทำนา ขายข้าวเปลือกจากแปลงนาของตนเอง มีลูกค้ามาซื้อเยอะเพื่อนำข้าวเปลือกไปหว่าน ที่ผ่านมาเคยช่วยพ่อแม่ทำนา เช่น การนำน้ำเข้า-ออกนา การดำนา ซึ่งการดำนาไม่ใช่เรื่องยาก แม้จะเลอะบ้างก็สามารถล้างออกได้ และอยากบอกเยาวชนท่านอื่นๆ ว่า การทำนาไม่เหนื่อยอย่างที่คิด หากได้ลองแล้วจะติดใจ

ส่วน เด็กหญิงอาภา เชียงอินทร์ หรือ น้องพลอย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เล่าให้ฟังว่า ที่บ้านทำนา แต่ช่วยไม่บ่อยนัก เนื่องจากสนใจการปลูกผักมากกว่า จึงให้เวลากับแปลงผักของโรงเรียน โดยนำผักบุ้งจีนมาปลูก เพราะเป็นพืชที่ปลูกง่าย แต่ต้องการน้ำเยอะ จึงต้องดูแลรดน้ำ วันละ 3 เวลา เช้า กลางวัน และเย็น ก่อนกลับบ้าน แต่ถึงแม้จะไม่สนใจการทำนามากนัก ก็รู้จักขั้นตอนการทำนา และเคยลงแปลงนาถอนวัชพืชออกจากนา สำหรับวิธีสังเกตต้นข้าวและต้นหญ้า (วัชพืช) ให้ดูที่ปลายใบ จะมีความแตกต่างกัน ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ ต้องอาศัยประสบการณ์

สำหรับ เด็กหญิงสุธิดา แจ่มศรี หรือ น้องฟ้า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กล่าวว่า หลงใหลในการปลูกผักมากกว่าการทำนา เพราะครอบครัวปลูกผักสวนครัวส่งขาย เช่น ฟักทอง มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว ซึ่งสิ่งที่ควรให้ความสำคัญในแปลงผักคือ การกำจัดวัชพืชที่เป็นตัวการก่อให้เกิดแมลงศัตรูพืชภายในแปลง ทั้งนี้ เห็นว่า การศึกษาหาความรู้ในเชิงเกษตร จะช่วยให้มีประสบการณ์ในการดำรงชีวิตทั้งในปัจจุบันและอนาคต

โรงเรียนวัดไผ่โพธิ์ทอง แม้จะเป็นโรงเรียนที่มีข้อจำกัดหลายด้าน แต่หากมีหน่วยงานให้ความสนใจและพร้อมส่งเสริมให้ความรู้ด้านการทำเกษตรภายในโรงเรียน อาจารย์ณัฐวัฒน์ ภู่มั่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดไผ่โพธิ์ทอง ยินดีรับไว้ไม่ขัดข้อง เพื่อนำไปเป็นประโยชน์ในการสอนให้กับเด็กนักเรียน โดยติดต่อได้ที่ โรงเรียนวัดไผ่โพธิ์ทอง ตำบลท่าชัย อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท โทรศัพท์ (056) 942-041

“หนังสือ…เพื่อนซี้” เติมปัญญา ให้ความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05095011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

“หนังสือ…เพื่อนซี้” เติมปัญญา ให้ความสุข

“หนังสือ” ช่วยเปิดโลกแห่งการเรียนรู้อย่างไร้พรมแดน ทุกคนบนโลกมีสิทธิ์ได้รับการศึกษา พัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้ แม้กระทั่งผู้คนในชนบทห่างไกลก็มีโอกาสทางการศึกษาได้ไม่น้อยหน้าผู้คนในสังคมเมือง เพียงแค่พวกเขาใฝ่รู้ในการอ่านหนังสือ

“การรู้หนังสือ” เป็นสิทธิมนุษยชน เป็นพลังแห่งศักดิ์ศรี และเป็นพื้นฐานของสังคมที่มีความเหนียวแน่น รวมถึงเป็นพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) จึงให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้หนังสือของประชาชนทั่วโลก เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยกำหนดให้ วันที่ 8 กันยายน ของทุกปี เป็นวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ เพื่อเชิญชวนประเทศสมาชิกทั่วโลก ให้เกิดความตื่นตัวในการเรียนหนังสือมากยิ่งขึ้น

กระทรวงศึกษาธิการ โดย สำนักงาน กศน. ได้ร่วมเฉลิมฉลอง “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” มาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2510 จนถึงปัจจุบัน เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ เพราะการรู้หนังสือเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่จำเป็นที่สุดในการแสวงหาความรู้ของบุคคล เพื่อพัฒนาตนให้มีคุณภาพและมีความสุขในทุกช่วงวัยได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

สำหรับปีนี้ สำนักงาน กศน. ได้กำหนดให้มีการจัดงาน “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” เมื่อ วันที่ 8 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา โดยมอบหมายให้หน่วยงานสถานศึกษาในสังกัด จัดงาน “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” พร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงโอกาส ที่จะได้รับความเท่าเทียมจากการรู้หนังสือ และนำไปสู่การพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน

ส่วนกลางกำหนดจัดงาน “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” พ.ศ. 2558 ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษารังสิต จังหวัดปทุมธานี โดย พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ได้กล่าวว่า การรู้หนังสือนับเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่งยวดในการพัฒนาศักยภาพกำลังคนของทุกประเทศ และถือเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนพึงได้รับ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและรู้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รอบด้านในสังคมยุคดิจิทัล สามารถดำรงตนได้อย่างมีความสุขทุกช่วงวัย

รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาและการเรียนรู้ของคนในชาติตลอดมา โดยกำหนดแนวนโยบายด้านการศึกษาที่มุ่งให้ประชาชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งนี้ การส่งเสริมการรู้หนังสือ ปลูกฝังนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียน และรักการอ่าน เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่จะช่วยสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาของประชาชนและสามารถใช้แสวงหาความรู้ได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เป็นฐานรากของการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ โดยมีนิสัยรักการอ่าน เป็นวิถีชีวิตและเป็นวัฒนธรรมของคนในชาติ เพื่อให้เกิดการพัฒนาสังคมที่เข้มแข็งและเป็นไปอย่างยั่งยืนโดยแท้จริง

สุดยอดห้องสมุด และ บรรณรักษ์ดีเด่น

ภายในงานดังกล่าว สำนักงาน กศน. ได้มอบรางวัลการประกวดบรรณารักษ์ และห้องสมุดประชาชนยอดเยี่ยม ประจำปี 2557 ที่คัดเลือกจากห้องสมุดประชาชนระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และห้องสมุด “เฉลิมราชกุมารี” ทั่วประเทศ สำหรับห้องสมุดประชาชนจังหวัดยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ประจำปี 2557 ได้แก่ ห้องสมุดประชาชนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จังหวัดขอนแก่น

ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” ยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ประจำปี 2557 ได้แก่ ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง ส่วนห้องสมุดประชาชนอำเภอยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ประจำปี 2557 ได้แก่ ห้องสมุดประชาชนอำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี และบรรณารักษ์ห้องสมุดประชาชนยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ประจำปี 2557 ได้แก่ นางนัยนา สมควร บรรณารักษ์ปฏิบัติการ ห้องสมุดประชาชนอำเภอแม่สรวย สำนักงาน กศน. จังหวัดเชียงราย

กิจกรรม

“วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ”

ที่ จังหวัดสุพรรณบุรี

สำหรับการเฉลิมฉลอง “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” ของจังหวัดสุพรรณบุรีในปีนี้ ใช้อาคารหอประชุมของ ” วิทยาลัยเทคนิคสุพรรณบุรี” เป็นสถานที่จัดงาน ถือได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ เพราะมีนักศึกษา ประชาชน คณะครู อาจารย์ เจ้าหน้าที่ในสังกัด สำนักงาน กศน. จังหวัดสุพรรณบุรี สนใจเข้าร่วมกิจกรรมกันอย่างเนืองแน่น

ว่าที่ร้อยตรีสุพีร์พัฒน์ จองพานิช ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานเฉลิมฉลอง “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” โดย คุณอรณิช วรรณนุช ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดงานเพื่อให้หน่วยงานการศึกษา ซึ่งมีบทบาทและภารกิจที่สำคัญยิ่งในการส่งเสริมการรู้หนังสือ การยกระดับการศึกษา ตลอดจนการสร้างสังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ร่วมด้วยบุคลากร ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอทั้ง 10 อำเภอ

ภายในงานมีการมอบเกียรติบัตรให้แก่บุคลากร ภาคีเครือข่าย ที่สนับสนุนการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยดีเด่น จังหวัดสุพรรณบุรี ประจำปี 2558 นิทรรศการแสดงผลงานตามบทบาทและภารกิจ ตามแนวคิด “การรู้หนังสือและการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ประกอบด้วย

โซนที่ 1 “กศน. สร้างชาติ สร้างรายได้” ที่เน้นการศึกษาต่อเนื่องและการศึกษาอาชีพ การศึกษาหลักสูตรระยะสั้น ส่งเสริมอาชีพในชุมชน (กศน. สามชุก กศน. สองพี่น้อง)

โซนที่ 2 “กศน. ส่งเสริมการอ่าน” ที่เน้นกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ที่ช่วยเปลี่ยนวิถีชีวิต (กศน. เดิมบางนางบวช กศน. ดอนเจดีย์)

โซนที่ 3 “กศน. สร้างความเท่าเทียม” นำเสนอเรื่องการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาทางไกลผ่าน ETV การศึกษาเทียบระดับ เรียน ม.6 จบใน 8 เดือน (กศน. ศรีประจันต์ กศน. หนองหญ้าไซ กศน. ด่านช้าง)

“รับบริจาคหนังสือ”

เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน

คุณอรณิช วรรณนุช ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า ในปี 2559 สำนักงาน กศน. จังหวัดสุพรรณบุรี ยังคงบริหารงานตามสโลแกน คือ “ส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิต สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้สู่ชุมชน มุ่งมั่นสร้างโอกาสให้ทุกคน พร้อมเข้าสู่สากล ด้วยศักดิ์ศรีความเป็นไทย” เนื่องจากปีหน้า สำนักงาน กศน. ไม่ได้จัดสรรงบประมาณสำหรับจัดซื้อหนังสือในโครงการบ้านหนังสืออัจฉริยะ อย่างไรก็ตาม คุณการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการ กศน. ยังให้ความสำคัญกับนโยบายส่งเสริมการอ่านในชุมชน โดยมอบหมายให้ สำนักงาน กศน. แต่ละจังหวัดสานต่อโครงการ “บ้านหนังสืออัจฉริยะ” ตามกำลังความสามารถ ไม่จำเป็นต้องมีให้ครบทุกชุมชนเหมือนที่ผ่านมา

สำนักงาน กศน. จังหวัดสุพรรณบุรี มีบ้านหนังสืออัจฉริยะอยู่ในความดูแล ประมาณ 553 แห่ง คาดว่า ในปี 2559 จะมีบ้านหนังสืออัจฉริยะที่เกิดจากความต้องการของชุมชนเอง เหลืออยู่ในโครงการแค่ 50% ในปีหน้า การจัดหาหนังสือเข้าห้องสมุด กศน. อำเภอ ไม่น่าเป็นห่วง เพราะมีงบประมาณเพียงพอ

แต่จุดที่น่าห่วงคือ ห้องสมุด กศน. ตำบล จำนวน 111 แห่ง เพราะในห้องสมุดส่วนใหญ่เป็นหนังสือเรียน กลุ่มหนังสือประเทืองปัญญา หนังสืออ่านนอกเวลา มีจำนวนน้อยมาก เช่นเดียวกับ บ้านหนังสือชุมชน และบ้านหนังสืออัจฉริยะ เนื่องจากปัญหาข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้มีงบฯ จัดหาหนังสือดีเข้าสู่ห้องสมุดได้น้อยลง สำนักงาน กศน. จังหวัดสุพรรณบุรี จึงดำเนินโครงการ “รับบริจาคหนังสือดีเข้าห้องสมุด” โดยมุ่งสร้างภาคีเครือข่าย ร่วมบริจาคหนังสือเข้าห้องสมุดให้มากขึ้น

“ทุกวันนี้ นักศึกษา ประชาชนทั่วไปหันมาตระหนักถึงคุณค่าการอ่านหนังสือเพิ่มมากขึ้น เมื่อเข้ามาใช้บริการในห้องสมุด เห็นหนังสือมีจำนวนน้อย ก็รู้สึกว่าไม่น่าอ่าน หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ สามารถระดมหนังสือเข้าห้องสมุดได้จำนวนมาก จะช่วยให้ผู้เข้ามาใช้บริการมีโอกาสเลือกหนังสืออ่านได้มากขึ้น กระตุ้นให้พวกเขาสนใจเข้ามาใช้บริการห้องสมุดเพิ่มขึ้นด้วย” ผอ. อรณิช กล่าว

หากใครสนใจกิจกรรมนี้ สามารถร่วมบริจาคหนังสือทั่วไป ที่มีสภาพดี มีประโยชน์ ประเภทนวนิยาย เรื่องสั้น วรรณกรรม วารสาร นิตยสารทุกประเภท ทาง สำนักงาน กศน. จังหวัดสุพรรณบุรี จะคัดเลือกหนังสือก่อนกระจายเข้าสู่ห้องสมุด กศน. บ้านหนังสือชุมชน และบ้านหนังสืออัจฉริยะ (จะเปลี่ยนชื่อเรียกใหม่ว่า บ้านวิถีชุมชน) ในลำดับต่อไป

สำหรับคนไทยใจดี ที่อยากแบ่งปันหนังสือดี บริจาคเข้าห้องสมุดในกิจกรรมครั้งนี้ สามารถบริจาคด้วยตนเองผ่าน กศน. หรือบริจาคทางไปรษณีย์ มาที่สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสุพรรณบุรี เลขที่ 155 หมู่ที่ 1 ถนนมาลัยแมน ตำบลศาลาขาว อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี 72210 โทร. (035) 599-212, (035) 599-222