ต้นไม้เก่าแก่ที่สุดในโลก หลบภัยอวิชชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05101011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เกษตรต่างแดน

กรรณิกา เพชรแก้ว

ต้นไม้เก่าแก่ที่สุดในโลก หลบภัยอวิชชา

ตอนเขามาชวนฉันไปดูต้นไม้ที่อายุยืนที่สุดในโลก หรือเก่าแก่ที่สุดในโลก ซึ่งเขาบอกว่าอยู่ที่อเมริกานี่เอง ฉันนอนไม่หลับ ตื่นเต้นที่จะได้เจออะไรแบบนี้ เขาบอกว่า อายุต้นไม้ต้นนี้ครึ่งหมื่นปี เกิดมาพร้อมๆ กับสิ่งมีชีวิตรุ่นแรกๆ ของโลก และยังอยู่ ขณะที่ไดโนเสาร์ หรือสัตว์อีกมากมายสูญพันธุ์ไปแล้ว

ที่จริงเรื่องต้นไม้ใครแก่กว่ากันนี่ยังเถียงกันไม่ยุตินะ แถวยุโรป เขาก็ว่าของเขามีอายุเกือบหมื่นปี แถวแอฟริกา ก็มีแก่หลายพันปีอยู่ไม่น้อย แต่ตอนนี้ที่มีการพิสูจน์อายุกันทางวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจน และได้รับการรับรองในวงการก็คือ ต้นนี้แหละ

เราไปที่อุทยานแห่งชาติ White Mountain ซึ่งคาบอยู่ระหว่างรัฐนิวแฮมเชอร์ กับรัฐเมน ที่เรียกว่าเป็นอุทยานแห่งชาติ เพราะเขาบริหารจัดการและดูแลโดยรัฐบาลกลาง ซึ่งบอกได้ถึงความสำคัญของอุทยานฯ แห่งนี้ ยังมีอีกหลายอุทยานฯ หรือป่าสงวนที่จัดการโดยรัฐ ลดหลั่นกันไป

ป่านี่เป็นป่าทะเลทราย ร้อน แห้งแล้ง แต่หนาวมากตอนกลางคืน ต้นไม้ที่เขาบอกว่าอายุมากที่สุดในโลกนี่ เป็นต้นสนพันธุ์หนึ่ง เรียกว่า สน Bristlecone ขึ้นชื่อเรื่องความอดทน ขึ้นได้ในดินหลายชนิด ทนดินฟ้าอากาศ ขึ้นชื่อว่าปลูกยาก ขึ้นยาก แต่พอขึ้นแล้วไม่ตายง่าย เขาว่า ถ้าประคบประหงมแบบปลูกในสวนอะไรแบบนี้ มันจะพากันตาย รากเน่าก่อนเลย แต่ดันเติบโตดีในที่ที่พืชอื่นเขาไม่ขึ้นกัน

คือถ้านิสัยไม่พิสดารปานนี้ อาจไม่ได้ตำแหน่งอยู่ทนขนาดนี้ก็ได้นะฉันว่า

สน Bristlecone มีมากในภาคตะวันตกของอเมริกา แถวยูทาห์ เนวาดา โคโลราโด นิวเม็กซิโก และแอริโซนา มาจนถึงแคลิฟอร์เนียช่วงที่เป็นทะเลทราย หรือที่จริงก็กระจายไปทั่วทะเลทรายในทวีปอเมริกาเหนือ คือเขาชอบทะเลทรายน่ะ

ต้นที่ขึ้นชื่อว่าอายุยืนที่สุดในโลก เขาคำนวณอายุโดยหลักวิชาการ ที่ใช้การวัดเส้นรอบวงเป็นหลัก อายุ 5,065 ปี อีกต้นหย่อนไปราวร้อยกว่าปี อยู่ไม่ไกลกัน และในอีกหลายรัฐของอเมริกา ยังมีต้นสนอายุเกิน 3,000 ปี อยู่มากมาย แต่ถือว่ายังใหม่มากเมื่อเทียบกับพี่ใหญ่

พอไปถึง ฉันคงเหมือนคนทุกคนในโลก คือเขาบอกให้มาหาต้นไม้ที่แก่ที่สุดในโลก ฉันก็หาทันที “ไหน? ไหน?”

แต่ฉันไหนไหนอยู่นาน ก็ไม่มีคำตอบ นอกจากกลุ่มต้นสนเก่าแก่ที่ยืนอยู่กลางแดดเปรี้ยง หลายต้นตายแล้ว หลายต้นยังยืนอยู่ แต่ในสถานะที่กร่อนเต็มที

เขาบอกว่า บรรดาต้นสนกลุ่มนี้นี่แหละ คือต้นสนที่อายุเก่าแก่ที่สุดในโลก

แต่ต้นไหนที่แก่ที่สุดเขาไม่บอก มันเป็นความลับมายาวนาน และยังคงเป็นความลับต่อไป เขาให้รู้แค่ว่า

“กลุ่มนี้แหละ ไม่ต้นไหนก็ต้นหนึ่ง เดาเอาเหอะ”

ความลับว่าต้นไหนเป็นต้นไม้ที่เก่าแก่ที่สุด ถูกเก็บไว้เป็นความลับโดยผู้ค้นพบนั้นเอง เพราะกลัวคนจะมารบกวนหรือทำลาย ซึ่งฉันก็เข้าใจเขานะ มนุษย์ที่สุดยอดจอมทำลายล้างอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อเวลาความโง่เข้าครอบงำ

อย่างต้นที่บิดเป็นเกลียว ที่กลายเป็นต้นสัญลักษณ์ ไม่ว่าใครไปบนยอดเขานี้ ก็จะถ่ายรูปต้นนี้ เป็นตัวแทนของต้นสนอายุเก่าแก่ที่สุดในโลก และเดาเอาว่า “เผลอๆ อาจจะใช่” นั่นก็เป็นต้นเก่าแก่หลายพันปี ถูกมือบอนตัดทิ้งเมื่อ 50 ปีก่อน พอตัดแล้วถึงได้รู้ว่าแก่กว่าบรรพบุรุษมันหลายเท่าตัว

ตอนนี้ ต้นสวยนี้ก็ยืนตายให้แดดเผาอยู่อย่างนั้น ทิ้งไว้เป็นอนุสรณ์ความซื่อบื้อของมนุษย์ แต่ฟอร์มเขาสวยมาก คนเลยถ่ายรูปรัวๆ

ฉันสงสัยนะว่า “เผลอๆ อาจจะใช่! อาจจะใช่!”

แต่เอาเหอะ เขาไม่ให้รู้ก็อย่าไปรู้มันเลย เอาแค่รู้ว่า แต่ละต้นไม่มีต่ำกว่า 3,000 ปี นี่ก็หนาวแล้ว

ในอเมริกามีต้นไม้ที่อายุยืนกว่านี้ แต่นั่นเขานับอายุต่อจากต้นเดิมที่ขุดค้นเจอ แล้วเอา ดีเอ็นเอ มาโคลน ปลูกขึ้นมาใหม่ ซึ่งถ้านับอายุต้นแม่ต่อมาจนถึงปัจจุบัน ก็กว่า 80,000 ปี เขาเอาไปปลูกรวมกันในพื้นที่หลายร้อยไร่ในแคลิฟอร์เนีย ทั้งหมดเป็นต้นไม้ที่โคลนมาจากแม่ต้นเดียวกัน เป็นต้นไม้ที่เรียกว่า Quaking Aspen ซึ่งก็เป็นตระกูลสนอีกเหมือนกัน

กลุ่มแม่บ้านแก้วสุรกานต์ สืบทอดภูมิปัญญา “มังคุดคัด และน้ำพริกแกงเมืองนครฯ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05103011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

นิพนธ์ สุขสะอาด หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร สำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช Nsuksaad@gmail.com

กลุ่มแม่บ้านแก้วสุรกานต์ สืบทอดภูมิปัญญา “มังคุดคัด และน้ำพริกแกงเมืองนครฯ”

กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านแก้วสุรกานต์ ตำบลเขาแก้ว อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรดีเด่นของจังหวัดนครศรีธรรมราช ประจำปี 2558 ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของสตรีภาคเกษตร เพื่อทำกิจกรรม ร่วมคิด ร่วมทำ ประกอบอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ในครัวเรือน และร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม

กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านแก้วสุรกานต์ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ด้วยสมาชิกเริ่มต้นเพียง 30 คน ปัจจุบัน มีสมาชิกรวม 95 คน

สินค้าหลักของกลุ่มคือ การผลิตเครื่องแกงขายตลอดทั้งปี ส่วนการผลิตมังคุดคัด เพื่อจำหน่ายตามฤดูกาล เพื่ออนุรักษ์และสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาหลายช่วงอายุคน ให้เป็นสินค้าเด่นของกลุ่ม และเป็นสินค้าเอกลักษณ์ของจังหวัดตลอดไป

คุณเสาวนีย์ ศรีใส ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านแก้วสุรกานต์ กล่าวว่า กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านแก้วสุรกานต์ส่วนใหญ่เป็นสตรีในภาคเกษตรที่มีอาชีพหลักคือ การทำสวนยางพารา สวนผลไม้ และสวนเกษตรแบบผสมผสาน หรือที่เรียกว่า “สวนสมรม” ซึ่งมีกิจกรรมให้ทำตลอดทั้งปี แต่ด้วยความขยัน อดทน และไม่ให้เวลาว่างจากการทำสวนสูญเปล่า จึงได้ร่วมกันคิด และจัดตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเพื่อประกอบอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้แก่ครัวเรือนอีกทางหนึ่ง

สินค้าหลักที่กลุ่มได้ร่วมกันทำตลอดปี คือการผลิตเครื่องแกงขายเป็นรายได้เข้ากลุ่มและสมาชิก เครื่องแกงที่ผลิตมีทั้งเครื่องแกงส้ม เครื่องแกงคั่ว และเครื่องแกงกะทิ ฯลฯ ผลิตอย่างต่อเนื่องตลอดปี โดยผลิตสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 200-300 กิโลกรัม หรือผลิตตามที่ลูกค้าหรือคนในชุมชนสั่งทำเป็นพิเศษเมื่อมีงานต่างๆ

การทำพริกแกงขาย นอกจากเป็นการเสริมรายได้ให้ครัวเรือนโดยตรงแล้ว กลุ่มยังให้ความสำคัญในเรื่องความสะอาดทุกขั้นตอนการผลิต รสชาติที่ถูกปากลูกค้า ความปลอดภัยที่ไม่ใช้สารเคมีหรือสารกันบูด และคัดเลือกวัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพเท่านั้น เครื่องแกงที่ผลิตได้จะขายทั้งในชุมชน ต่างอำเภอ ต่างจังหวัด และส่งไปขายยังประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

ซึ่งนับว่าสมาชิกกลุ่มจะมีรายได้หลายช่องทาง นอกจากได้เป็นอาชีพหลักแล้ว ยังมีรายได้จากการทำเครื่องแกงและการขายผลผลิตที่มีในครัวเรือนให้แก่กลุ่มด้วย เช่น พริก ตะไคร้ ขมิ้น พริกไทย ขิง ข่า ใบมะกรูด ฯลฯ

นอกจากการทำเรือกสวนไร่นา ตามวิถีของเกษตรกรทั่วไปแล้ว สมาชิกกลุ่มนี้ยังได้ฝึกฝีมือ ในการทำมังคุดคัดเพื่อสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

โดยเลือกเอามังคุดผลแก่ใกล้สุก นำมาผ่านกระบวนการใช้มีดคมปาดหัวท้ายผลมังคุด ล้างน้ำสะอาด แกะเปลือก ล้างน้ำสะอาด ล้างน้ำเกลือและสารส้มเพื่อกำจัดยาง และรักษาเนื้อมังคุดให้คงมีเนื้อสีขาวได้นาน แล้วเสียบไม้ ไม้ละ 3 ผล

โดย คุณสุภาณี วิชัยผล สมาชิกกลุ่มผู้มีความชำนาญในการทำมังคุดคัด เล่าให้ฟังว่า การทำมังคุดคัดนับเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนนครศรีธรรมราช ที่นับได้ว่าเป็นหนึ่งเดียวในประเทศไทย เพราะมีขั้นตอนการผลิตค่อนข้างยุ่งยาก แต่สมาชิกกลุ่มเห็นว่าเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรรพบุรุษที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ และสืบทอดให้แพร่หลายมากขึ้นและได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างมาก สังเกตได้จากการที่สมาชิกกลุ่มได้ไปสาธิตการทำมังคุดคัดที่กรุงเทพมหานคร หาดใหญ่ และในงานต่างๆ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช สินค้าชนิดนี้จะขายดีจนแทบผลิตไม่ทัน และลูกค้าส่วนใหญ่ที่ได้บริโภคต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า กรอบ อร่อย หวาน มัน และมีรสชาติแปลกลิ้น และไม่เคยพบเจอที่ไหนมาก่อน นับเป็นสินค้าเอกลักษณ์ของเมืองนครฯ เลยทีเดียว

คุณเสรีย์ แป้นคง เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแล ส่งเสริมการผลิตมังคุดให้มีคุณภาพดีตามที่ตลาดต้องการ และส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่า นับว่า “มังคุดคัด” เป็นสินค้าแปรรูปที่สามารถเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรอีกทางหนึ่ง และยังเป็นการช่วยลดปริมาณผลผลิตมังคุดที่จะสุกออกสู่ตลาดพร้อมๆ กัน โดยเก็บมังคุดแก่มาแปรรูปทำรายได้ก่อนและขายได้ราคาสูงอีกด้วย

โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอคอยให้คำแนะนำในเรื่องความสะอาด การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม การไม่ใช้สารเคมีที่เป็นสารกันบูด หรือสารฟอกขาว การช่วยประชาสัมพันธ์และการช่วยเหลือในการจัดทำข้อมูลคุณลักษณะเฉพาะของสินค้า มังคุดคัด ที่เรียกว่า QR Code เพื่อเป็นการยืนยันแหล่งผลิต และให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบย้อนกลับ หรือติดต่อสั่งซื้อได้ตามรายละเอียดใน QR Code นี้

หากท่านใดสนใจจะลิ้มลองมังคุดคัดที่แสนอร่อย สะอาด ถูกหลักสุขอนามัย ชนิดที่เรียกได้ว่า อร่อยแบบ Unseen ไม่เคยพบเจอ ติดต่อได้ที่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านแก้วสุรกานต์ เลขที่ 174/1 หมู่ที่ 2 ตำบลเขาแก้ว อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช โทร. (086) 293-4859 ได้เลยครับ

“เฟรชวิลล์ ฟาร์ม” ผลงานเยี่ยมยอด เป็นจริง ของสมาร์ทฟาร์มเมอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“เฟรชวิลล์ ฟาร์ม” ผลงานเยี่ยมยอด เป็นจริง ของสมาร์ทฟาร์มเมอร์

การเพาะเห็ด ในปัจจุบันทำได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากผู้ยึดอาชีพนี้ต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรค ไม่ว่าจะพบกับความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ จนทำให้ต้องคอยปรับอุณหภูมิให้เหมาะสม หรือต้องพบกับปัญหาแรงงานที่หายากและไม่มีคุณภาพ จนทำให้เกิดความเสียหายต่ออาชีพ

การเพาะเห็ดในตู้ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยอุดช่องว่างของปัญหาดังกล่าว คุณสัมพันธ์ พิพัฒน์วรการ เจ้าของกิจการ เฟรชวิลล์ ฟาร์ม (Fresh Ville Farm) ได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการเพาะเห็ด และถือเป็นโรงเพาะเห็ดไฮเทค สร้างรายได้ไม่จำกัด เห็ดงอกงาม ไม่ต้องสนใจดินฟ้าอากาศ อีกทั้งโรงเพาะเห็ดอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบใหม่ ที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเห็ดได้ตลอดทั้งปี

หากย้อนกลับไปเมื่อราว 2 ปีก่อน ชายหนุ่มผู้นี้ถือว่าเป็นผู้โด่งดังในวงการวิศวกรรมหลายด้าน แต่หลังจากมองว่าธุรกิจรับเหมาที่ตัวเองบริหาร กำลังอยู่ในสภาวะสั่นคลอน จึงรีบตัดสินใจวางมือทันที เพื่อป้องกันผลเสียหายที่ตามมาในระยะยาว จากนั้นมองหาอะไรทำ แล้วมาคิดถึงการทำเกษตร เคยทดลองเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์ และทดลองทำเห็ด แต่ดูเหมือนการเลี้ยงปลาดุกจะไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง จึงเหลือแต่การทุ่มเทเรื่องเห็ดอย่างเดียว

ด้วยความผูกพันทางวิศวกรรมที่มีมายาวนาน จึงทำให้หนุ่มจากเชียงรายผู้นี้หันกลับไปเข้าวงการอีกครั้งด้วยการเป็นผู้จำหน่ายอุปกรณ์น็อต สกรู ที่ใช้กับรางรถไฟ แล้วค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นมาได้บ้าง

แต่แรงบันดาลใจที่หันมาจับงานเกษตรอีกครั้ง มาจากรายการกบนอกกะลา ที่นำเสนอเรื่องอาชีพการเพาะเห็ด ซึ่งเขาพบว่ามีข้อมูลเรื่องธุรกิจเห็ดในบ้านเรา มีมูลค่าตลาดถึงกว่า 5 หมื่นล้านบาท โดยมองว่าเงินก้อนนี้ถ้าหากเรากระโดดลงไปร่วมบ้างน่าจะสร้างรายได้ ทั้งที่ตัวเองไม่มีความรู้ลึกซึ้ง จึงไปซื้อก้อนเชื้อเห็ดมาทดลอง

ขณะเดียวกันเมื่อครั้งที่นำธุรกิจน็อต สกรูไปแสดงบู๊ธ ได้คิดว่าควรจะมองหาอาชีพที่ 2 ไปด้วย แล้วไปพบเห็นตู้เพาะเห็ดของเทคโนโลยีมหานคร ที่นำมาแสดงโดยเป็นแนวคิดของ อาจารย์ประยูร จวงจันทร์ จึงเกิดความสนใจ จากนั้นจึงได้นำตู้คอนเทนเนอร์ของตัวเองมาปรับเป็นห้องเพาะเห็ด

พร้อมกับจับมือกันเพื่อพัฒนาปรับปรุงแก้ไขจนมาถึงในปัจจุบัน ที่สามารถเพาะเห็ดได้ถึง 3 ประเภท คือ เห็ดเมืองหนาว เห็ดเย็นชื้น และเห็ดร้อนชื้น กระทั่งได้ไปนำแสดงที่งานเกษตร ทำให้เกิดความสนใจจากหลายคนติดต่อเข้ามา

จุดเด่นของเฟรชวิลล์ ฟาร์ม อยู่ที่การเพาะเลี้ยงเห็ดถั่งเช่าสีทอง ซึ่งเป็นเห็ดเมืองหนาวที่เป็นยาและมีราคาแพง จึงเริ่มศึกษาและเพาะเลี้ยงได้สำเร็จ จนทำให้เป็นที่สนใจของคนทั่วไป จากนั้นจึงเผยแพร่ความรู้นี้ออกไปด้วยการจัดอบรม

อย่างไรก็ตาม มีความกังวลว่าตู้เพาะเห็ดอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวต้องมีขนาดใหญ่แล้วต้องลงทุนจำนวนมากหรือไม่ ในเรื่องนี้เจ้าของฟาร์มเผยว่า ไม่จำเป็นต้องมีตู้ขนาดใหญ่ คุณสามารถดัดแปลงส่วนหนึ่งส่วนใดในบ้าน หรือหาพื้นที่ใดเหมาะสมปรับเป็นห้องเพาะเห็ดได้ เพียงแต่มีกระบวนการ วิธีการ ในแต่ละขั้นตอนให้ครบทุกอย่างเท่านั้น

จากความสำเร็จเรื่องการเพาะเห็ดในตู้อิเล็กทรอนิกส์จึงทำให้คุณสัมพันธ์มองไกลถึงการพัฒนารูปแบบฟาร์มในเชิงเกษตรผสมผสานแบบปลอดสารพิษ

คุณสัมพันธ์ชี้ว่า มีหลายคนโดยเฉพาะคนเมืองที่ต้องการความปลอดภัยในเรื่องสุขภาพด้วยการบริโภคอาหารที่ปลอดสารเคมี อีกทั้งต้องการบริโภคอาหารเป็นยา ดังนั้น จึงได้วางโมเดลของฟาร์มด้วยการผสมผสานหลักทางวิศวกรรม เกษตรกรรมและสถาปัตยกรรมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

สิ่งที่คุณสัมพันธ์หวังไว้คือ การสร้างฟาร์มต้นแบบใจกลางเมือง พร้อมตั้งใจว่าต้องการให้วิธีการทำเกษตรกรรมนั้นง่ายสำหรับคนเมืองทุกคน ฉะนั้นรูปแบบของเฟรชวิลล์ ฟาร์ม จะเน้นการทำเกษตรที่ปลอดสารพิษ และประกอบด้วยฟาร์มผักไร้ดิน (ไฮโดรโปนิกส์) ไม้ผลเมืองหนาว ฟาร์มเห็ดจากตู้อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีทั้งเห็ดเศรษฐกิจและเห็ดเป็นยา พร้อมกับสนับสนุนให้ผู้ที่สนใจเข้ารับการอบรมแนวคิดการทำเกษตรแนวใหม่ โดยมีการต่อยอดเข้าสู่วงการปุ๋ยอินทรีย์และชีวภาพทางการเกษตร

เจ้าของฟาร์มเผยว่า ขอบเขตของเฟรชวิลล์ ฟาร์ม ถ้ามองในเชิงธุรกิจแล้ว จะรับออกแบบทำฟาร์มในลักษณะสมาร์ทฟาร์ม เป็นฟาร์มสมัยใหม่ที่มีขนาดไม่ต้องใหญ่ แต่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ซึ่งถือเป็นการทำเกษตรแนวใหม่ อีกทั้งในอนาคตมองว่า ต้องการให้เกิดสมาร์ทฟาร์มจำนวนมาก เกิดขึ้นทุกจังหวัด โดยภายในฟาร์มมีองค์ประกอบของการปลูกทั้งพืชและไม้ผลไปด้วยกัน

ดังนั้น เฟรชวิลล์ ฟาร์ม ในอนาคตอันใกล้นี้จะเกิดจากพืช 8 ชนิดหลัก ได้แก่ ฟาร์มเห็ดอัจฉริยะ เห็ดถั่งเช่า การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ เมล่อน มะเดื่อฝรั่ง มะนาว ไผ่กิมซุง และอินทผลัม โดยทางเฟรชวิลล์ ฟาร์ม จะเปิดอบรมการปลูกพืชทั้ง 8 ชนิด เนื่องจาก 90 เปอร์เซ็นต์ ในกลุ่มนี้ล้วนเป็นยา ทั้งนี้แต่ละคนที่สนใจสามารถเลือกอบรมได้ตามใจชอบ

“เมล่อน ตั้งใจจะหาวิธีที่ทำให้คนทั่วไปปลูกได้เอง ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก ทำให้ปลูกได้ในพื้นที่น้อย ปลูกในบริเวณบ้าน โดยทดลองปลูกในถังเก่าที่ใช้งานแล้ว หรือถ้าคิดจะปลูกเป็นอาชีพอาจปลูกในพื้นที่ไม่มากนักแต่ได้คุณภาพเยี่ยมแล้วขายในราคาถูก”

หรืออย่างชุดปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ Mini NFT (Nutrient Film Technique) เป็นการปลูกพืชไร้ดินแบบระบบให้สารอาหารละลายน้ำและซึมซับผ่านทางรากของพืชที่เป็นแผ่นบางๆ เหมือนเป็นฟิล์มบนรางปลูกอย่างต่อเนื่อง และอาศัยการเติมอากาศลงไปในสารละลายเพื่อให้พืชได้รับออกซิเจนอย่างสม่ำเสมอ จึงทำให้พืชสามารถได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตได้ครบทุกชนิดและให้ผลผลิตที่เต็มที่ ปลอดสารพิษและยาฆ่าแมลง ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะมีพื้นที่ขนาดเล็กก็สามารถปลูกผักไว้รับประทานเองได้ในแบบ…จิ๋ว แต่ แจ๋ว

เฟรชวิลล์ ฟาร์ม ใช้เวลาปีกว่าจนมาถึงปัจจุบัน มีสาขาของฟาร์มมากกว่า 10 สาขา ทั่วประเทศไทย เริ่มขยายเข้าสู่ธุรกิจการเกษตรเชิงเทคโนโลยีเต็มตัวต่อไปในอนาคต ปัจจุบันได้จัดให้มีการอบรมสำหรับผู้ที่สนใจทำการเกษตรแนวใหม่และเริ่มต่อยอดเข้าสู่วงการปุ๋ยอินทรีย์และชีวภาพทางการเกษตร

ทั้งนี้เปิดอบรมทั่วไปสำหรับผู้สนใจหาอาชีพใหม่ หรือหารายได้เสริม สอนทุกขั้นตอน ด้วยวิธีที่เข้าใจง่ายๆ เพื่อให้สามารถนำกลับไปเพาะรับประทานเองหรือทำเป็นอาชีพ เรียนรู้การทำก้อนเชื้อ การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ การบำรุง ดูแลรักษาด้วยเทคนิค และความพิถีพิถันสูตรพิเศษเฉพาะ Fresh Ville Farm, เรียนรู้ช่องทางการทำตลาดจากผลผลิตที่ได้ ให้มีกำไรมากที่สุด, เรียนรู้เรื่องโรงเห็ดและการเพาะเลี้ยงเห็ดถั่งเช่า, เรียนรู้การทำก้อนเชื้อเห็ด, เรียนรู้เทคนิคการทำตลาดเห็ด

“จึงถือเป็นระบบเกษตรที่รวบรวมเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาประยุกต์กับงานเกษตรกรรม รวมถึงงานภูมิสถาปัตย์ ผสมผสานกับเกษตรอินทรีย์ และนวัตกรรมใหม่ เพื่องานเกษตรในลักษณะเทคโนโลยีการกษตรที่สมบูรณ์สำหรับคนรุ่นใหม่ ที่มีใจรักเกษตรกรรมให้การทำงานเกษตรเป็นเรื่องที่ง่ายลงและเสริมสร้างความสุขของครอบครัวและชุมชนได้” เจ้าของกิจการเฟรชวิลล์ ฟาร์ม กล่าวในที่สุด

สนใจต้องการเข้าชม เฟรชวิลล์ ฟาร์ม ได้ โดยตั้งอยู่ ซอยรามคำแหง 118 แยก 71 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ หรือต้องการรายละเอียดหลักสูตรอบรม ติดต่อ คุณสัมพันธ์ พิพัฒน์วรการ โทรศัพท์ (02) 373-1658-9, (087) 507-3407, (087) 503-7723/www.farmstech.net (เทคโนโลยีการเกษตร. com)

กศน. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดโครงการ ครู กศน. สร้างรอยยิ้ม สร้างอาชีพ สู่ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05110011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

มติชนอคาเดมี

โดย : มติชนอคาเดมี

กศน. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดโครงการ ครู กศน. สร้างรอยยิ้ม สร้างอาชีพ สู่ชุมชน

สถาบัน กศน. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมกับ ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชนอคาเดมี) เปิดโครงการ ครู กศน. สร้างรอยยิ้ม สร้างอาชีพ สู่ชุมชน ประจำปีงบประมาณ 2558 ระหว่าง วันที่ 29-30 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน โดยมี ดร. วิเชียรโชติ โสอุบล ผู้อำนวยการ สถาบัน กศน. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ นายสุรพล พิทยาสกุล ผู้อำนวยการศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 20 คน จาก กศน. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มาฝึกอาชีพที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีมาตรฐาน ทั้งด้านบรรยากาศ วิทยากร และมีหลักสูตรที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต สามารถนำไปใช้ได้จริง ซึ่งครั้งนี้ทุกท่านได้มีส่วนร่วมในการทำอาหาร 9 เมนู เป็นเวลา 16 ชั่วโมง โดยมี เชฟเอก ชาติตระกูล เชฟทีมชาติ TCA คอยให้คำแนะนำในด้านทฤษฎีและการลงมือปฏิบัติในครั้งนี้ เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้นำไปถ่ายทอดต่อได้อย่างถูกต้องอีกด้วย

ดร. วิเชียรโชติ ผู้อำนวยการ สถาบัน กศน. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของโครงการนี้มาจากนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการส่งเสริมให้ศูนย์ราชการสามารถดำเนินงาน หรือในส่วนของคนที่ปฏิบัติการสอน หรือปฏิบัติงานอื่นใดก็ตาม สามารถทำให้ประชาชนมีความสุขและเข้าใจสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นในส่วนของงานการศึกษา ที่เราต้องการให้ประชาชนทุกคนได้เรียนรู้อยู่ตลอด มีการส่งข่าวและสื่อสารต่างๆ ให้เข้าใจ ด้วยการสร้างรอยยิ้มให้กันและกัน เราจึงตั้งชื่อโครงการว่า คืนรอยยิ้มให้กับครู เพื่อสร้างอาชีพ ตอบสนองนโยบายรัฐบาลข้างต้น

“สิ่งที่ ครู กศน. จะได้จากโครงการนี้คือ ความรู้ในด้านการทำอาหารจากเชฟระดับทีมชาติ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ทำให้เกิดความมั่นใจในตัวเอง และสามารถถ่ายทอดให้ผู้เรียนที่เป็นชาวบ้านได้ หากต้องการประกอบอาชีพเหล่านี้ควบคู่ไปกับการเป็นครูก็สามารถทำได้ โดยมุ่งเน้นให้ทุกคนสามารถนำความรู้เหล่านี้ไปสร้างอาชีพได้ในอนาคตอีกด้วย” ดร. วิเชียรโชติ โสอุบล กล่าว

นางสกุลตรา ขอสุข ครูชำนาญการพิเศษ สังกัด สถาบัน กศน. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หนึ่งในผู้เข้าอบรมครั้งนี้ กล่าวว่า “ศูนย์ฝึกอาชีพและธุรกิจมติชน เป็นหน่วยงานเอกชนที่ดำเนินการคืนความสุขให้กับประชาชน ในฐานะที่เป็นภาคเอกชน ด้วยรูปแบบการดำเนินงานเป็นแบบ CSR ให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งในด้านการมอบความรู้ และสร้างโอกาสในการทำอาชีพ กอปรกับสถานที่ทันสมัย เครื่องมืออุปกรณ์ครบครัน เพราะฉะนั้นจึงถือเป็นโอกาสที่ดีของ ครู กศน. ของเราที่ได้มาเรียนรู้ที่นี่ ซึ่งเราเองก็มุ่งหวังจะนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาต่อยอดอื่นๆ ให้เกิดประโยชน์ต่อไป และต้องการนำความรู้ไปเผยแพร่ต่อชาวบ้านและนักศึกษาจะได้มีอาชีพ”

ป่า นา เล และหลาดใต้โหนด เมืองพัทลุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05113011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

วิถีท้องถิ่น

กฤช เหลือลมัย Email:lualamai@yahoo.com

ป่า นา เล และหลาดใต้โหนด เมืองพัทลุง

คนพัทลุง ส่วนหนึ่งนิยามลักษณะพื้นที่อาณาบริเวณที่ตนอยู่อาศัยว่า มีทั้ง ป่า นา เล ซึ่งต่างก็ส่งผลให้วัฒนธรรมของคนที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้นๆ แตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะด้านอาหารการกิน ปัจจัยหลักแรกๆ ของการดำเนินชีวิต

พวกอยู่ป่าเขา ควนน้อยใหญ่แถบอำเภอศรีบรรพต ป่าพะยอม กงหรา ตะโหมด ทำไร่หาของป่า

พวกอยู่ทุ่งนา ที่ราบลุ่ม แถบอำเภอเมือง ควนขนุน บางแก้ว ส่วนใหญ่ทำนา

พวกอยู่ชายฝั่งทะเล แถบอำเภอปากพะยูน เขาชัยสน ทำประมงพื้นบ้าน

เมื่อผนวกกับอากาศชุ่มชื้น ก็นับว่าพัทลุงอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายเรื่องอาหารการกินมาก ดังจะพบเห็นได้จากสีสันของ “หลาด” ตลาดเช้าเย็นประจำแต่ละหมู่บ้าน หรือตลาดสดใหญ่หน้าเทศบาล ซึ่งนับเป็นแหล่งวัตถุดิบอันโอฬารตระการตาของคนชอบทำอาหาร

ไม่ว่าจะเป็น “เนียงนก” ลูกเนียงป่าฝักเล็กที่หาไม่ได้บ่อยนัก ลูกหลุมพี รสเปรี้ยวจัดจากป่าแถบกงหรา หรือปลาดุกร้าทั้งจากทะเลน้อยและใกล้เคียง ซึ่งถือว่าเป็นปลาร้าที่มีรสชาติซับซ้อนที่สุดสูตรหนึ่ง

และยิ่งเมื่อผนวกเข้ากับแนวโน้มความต้องการเกี่ยวกับอาหารในโลกสมัยใหม่ ก็นับว่าคนพัทลุงมี “ต้นทุน” มากพอที่จะถือกำเนิดตลาดแบบที่สอดคล้องกับความต้องการอันหลากหลาย ทั้งความเป็นของแท้ดั้งเดิม ความแปลกใหม่ ความสด สะอาด และความเป็นอินทรีย์ที่ปลอดจากสารพิษ…คำถามอยู่ที่ว่า จะบริหารจัดการตลาดที่ว่านี้แบบไหน อย่างไร

“หลาดใต้โหนด” น่าจะคือคำตอบนั้น ณ เวลานี้…

“บ้านนักเขียนกนกพงศ์” นิวาสสถานเดิมของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ นักเขียนวรรณกรรมร่วมสมัยชาวใต้ผู้วายชนม์ เป็นเรือนไม้ขนาดย่อมในเขตบ้านจันนา ตำบลดอนทราย อำเภอควนขนุน ที่ซึ่งในระยะไม่กี่ปีมานี้กลายเป็นสถานที่กลางในการจัดกิจกรรมศิลปะ ดนตรี อบรมหัตถกรรมท้องถิ่น ตามเจตนารมณ์ศิลปินของครอบครัวสงสมพันธุ์ อาณาบริเวณกว้างขวางนี้ร่มรื่นด้วยเงาไม้ใหญ่น้อยและเรียวยอดตาลโตนดสูงเด่นตระหง่าน อันเป็นที่มาของนาม “หลาดใต้โหนด”

ตลาดใต้ต้นตาลโตนดนี้เกิดขึ้นจากความร่วมแรงร่วมใจของคนพัทลุงส่วนหนึ่งซึ่งทำงานหลากหลาย ทั้งรณรงค์เรื่องอาหารและขนมท้องถิ่น เกษตรอินทรีย์ ผ้าพื้นเมือง โดยมีเป้าประสงค์จะเปิดพื้นที่ให้กับ “ของใช้ ของกิน งานศิลป์ บ้านบ้าน” ของคนในพื้นที่

กว่าจะเห็นเป็นภาพตลาดชุมชนคึกคักซึ่งติดกันตั้งแต่เช้าจรดเย็นทุกวันอาทิตย์นี้ ช่วงระยะกว่า 7 เดือน ตั้งแต่เริ่มงานครั้งแรก จากการรายงานผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้เห็นว่าคณะทำงาน ซึ่งก็คือภาคีสมาชิกในชุมชนควนขนุนนี้ดำเนินงานทั้งเชิงรับและเชิงรุก คือนอกจากตั้งรับจัดระเบียบแบ่งสันปันส่วนพื้นที่ กำหนดกิจกรรมสันทนาการให้พอเหมาะแล้ว ยังรุกเข้าไปหาชาวบ้าน ขอความรู้เกี่ยวกับสูตรกับข้าว ขนมโบราณ วิธีย้อมผ้า เกษตรผสมผสาน ตลอดจนการหาเก็บวัตถุดิบธรรมชาติมาปรุงอาหาร เพื่อสาธิตนำเสนอในหลาดใต้โหนดทุกครั้งด้วย

ดังเช่นเคยมีบรรยายเรื่อง “เล่าเรื่องวิถีนาเมืองลุง” เป็นต้น

ทุกวันอาทิตย์ แม่ค้าท้องถิ่นและเครือข่ายในหลาดย่อมๆ ใต้โหนดแห่งนี้ ต่างเสียค่าบำรุงพื้นที่ไม่เกิน 20 บาท สำหรับการต้อนรับลูกค้าหลายร้อยคนจากทั้งใกล้และไกล ด้วยความพยายามจะกำกับให้ข้าวของที่จำหน่ายเป็นอินทรีย์ (organic) ใช้วัสดุธรรมชาติในการห่อมัดรัดร้อย และสรรหาวัตถุดิบแปลกๆ หายาก ทำให้ไม่ว่าจะเป็น ข้าวพื้นบ้าน อย่าง พันธุ์สังข์หยด เล็บนก ขนมโบราณอย่าง บี้ฮุ้นสด สาคู (ต้น) กวนกะทิ ขนมจ้าง กระท้อนทรงเครื่อง หรือสำรับคาวอร่อยๆ อย่าง ขนมจีนราดน้ำเคยหรือน้ำยากระท้อน แกงโบราณอย่าง แกงขมิ้น แกงใบพาโหม หลนไตปลา กุ้งส้มนึ่ง จิ้งจังนึ่ง ฯลฯ กลายเป็นของที่ผู้ซื้อสามารถสอบถามที่มาที่ไปได้อย่างสนุกสนาน จับจ่ายซื้อหาได้สนิทใจ ในราคายุติธรรม

ความสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับของกินในลักษณะนี้ นอกจากมีแนวโน้มจะเป็นกระแสหลักในการแสวงหาอาหารปลอดภัยในอนาคตแล้ว ยังสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิต-ผู้บริโภค ไปด้วยในตัว

นอกจากความบันเทิงในรสชาติ หลาดใต้โหนดทุกครั้งยังรื่นรมย์ด้วยวงดนตรีโฟล์กสลับการแสดงของเด็กๆ อย่างเช่น ลิเกฮูลู จากบ้านนกรำ อำเภอกงหรา บางครั้งก็เป็นโนราเด็กน้อย พอให้การจับจ่ายซื้อของไม่จำเจจนเกินไปสำหรับการมาเป็นครอบครัว

และหากจะพูดถึงความยั่งยืน การมีส่วนร่วม คณะทำงานเลือกที่จะให้โอกาสทั้งคนในพื้นที่และพ่อค้าแม่ขายเข้าร่วมพูดคุยเพื่อกำหนดแนวทางดำเนินงาน การเพิ่ม-ลด-ปรับปรุงเรื่องต่างๆ พยายามไม่ผูกติดกับตัวบุคคล เพื่อให้หลาดนี้เป็นของส่วนรวมมากที่สุด

“…เราต้องประนีประนอมมาก ต้องคุยกันแยะ มันไม่สามารถจะไล่ใครออก หรือบอกใครให้เลิกขายไปได้ง่ายๆ หรอก” ผู้ประสานงานคนหนึ่งว่าไว้อย่างนั้น ในวันที่หลาดใต้โหนดสร้างรายได้ให้คนท้องถิ่นได้อย่างน่าพึงพอใจ

ดังนั้น เมื่อมองภาพรวมทั้งหมดก็คงจะเห็นได้ว่า หลาดใต้โหนดย่อมพัฒนาไปสู่ความเป็นตลาดอินทรีย์สมบูรณ์แบบได้ไม่ยากนักในอนาคตอันใกล้

แต่เมื่อดูเผินๆ หลาดใต้โหนดก็คล้ายจะเหมือนๆ กับ “ตลาดโบราณที่เพิ่งสร้าง” หลายๆ แห่งทั่วประเทศ ที่บางแห่งก็ดำเนินการโดยวัดบ้าง อบต. บ้าง หรือไม่ก็เจ้าของที่ดินหรือนายทุนรายใหญ่ แต่จุดที่เห็นได้ว่าต่างกันอย่างสำคัญก็คือ ความพยายามเอาใจใส่แก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทั้งเรื่องภาชนะบรรจุ การเก็บขยะ ตลอดจนความรู้เกี่ยวกับแหล่งที่มา ภูมิหลัง และรสชาติสินค้าที่ปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา

ผมเผอิญได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การ “ชิมขนม” ของคณะยอดฝีมือระดับพระกาฬด้านขนมพื้นบ้านของพัทลุง ซึ่งได้ร่วมกันชิมและวิจารณ์รสชาติ กลิ่น ลักษณะของเนื้อ ตลอดจนการห่อมัดรัดร้อยของขนมทุกเจ้าอย่างละเอียดลออในครั้งคราวหนึ่ง มันทำให้เห็นความอัศจรรย์ที่ว่า กระบวนวิธีการทำขนมโบราณเป็นศาสตร์ที่มีจุดบรรลุในแต่ละสูตรอยู่จริงๆ

ขนมตาล เจ้านี้กลิ่นยังอ่อนไป เนื้อไม่ฟู แถมยังไม่ได้เฉือน “เส้นขม” ออกก่อน…ขนมจ้าง เจ้านี้น่าจะใส่น้ำประสานทอง (บอแรกซ์) ต้องไปบอกไปเตือนเขา…ขนมขี้มัน เจ้านี้ยัง “ไม่ถึงพาย” (คือยังกวนไม่นานพอ)…สาคู เจ้านี้อ่อนกะทิ แถมยังหวานเกินไป..สาคูไส้หมู น่ะดีแล้ว ฯลฯ

ส่วน บี้ฮุ้นสดนั้น คุณอาผู้หญิงคนหนึ่งถึงกับหลับตา ยิ้มน้อยๆ ปากก็พึมพำว่า “กินทีไรก็อร่อยเหมือนเดิม ไม่มีเปลี่ยนเลย ฉันกินมากี่สิบปีก็ไม่เคยเปลี่ยน…”

แน่นอนว่า คำวิจารณ์เหล่านี้ถูกส่งกลับไปยังเหล่าแม่ค้าขนมในการประชุมหลังเลิกหลาด เป็นบทสนทนาที่จะก่อเกิดคำถาม คำตอบ การแสวงหา และการทดลอง อันไม่รู้จบในวัฒนธรรมอาหารป่า นา เล เมืองพัทลุงต่อไป

มันคงมีเสน่ห์ลึกลับบางอย่างในรสชาติของอาหาร ตลอดจนการประกอบสร้างมันขึ้นมา ที่ทำให้อาหารในโลกสมัยใหม่ (หรืออาจบางที ในทุกๆ ยุคสมัยที่ผ่านมา) เป็นมากกว่าอาหาร หากมันคือ การเชื่อมต่อระหว่างเรากับโลกใบอื่นๆ ที่อาจยังไม่ชัดเจนนัก ด้วยวิธีเฉพาะของมัน…บทสนทนาที่เข้มข้น คำถามที่ลึกซึ้ง ความอาทรต่อปัญหาที่ผู้ปรุงกำลังประสบอยู่รอบตัว ย่อมบันดาลให้โลกใบใหม่นั้นเป็นโอชะทางปัญญาที่แสนอิ่มเอมไปด้วยพร้อมๆ กัน

อย่างเช่นโลกที่ยำจิ้งจัง ขนมจีนแป้งข้าวสังข์หยด ขนมเจาะหู และขนมใบคนที แนะนำให้ผมรู้จักในตอนสายของวันอาทิตย์ปลายเดือนสิงหาคม ใต้เงาร่มต้นโหนดโบราณเหล่านั้น…

“ปลูกพืชผักที่ชอบ กับรูปแบบสวนที่ใช่” สำหรับ…เกษตรกรสายพันธุ์ผู้สูงวัย (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05116011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เดินห่าง…จากความจน

สมยศ ศรีสุโร

“ปลูกพืชผักที่ชอบ กับรูปแบบสวนที่ใช่” สำหรับ…เกษตรกรสายพันธุ์ผู้สูงวัย (1)

โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป ดังนั้น หนึ่งชีวิตที่เหลืออยู่ลมหายใจของเรา ก็พร้อมที่จะไปจากเราได้ทุกวินาทีเช่นกัน เพราะนี่คือเป็นความจริงของชีวิต เราสามารถมีได้แค่เพียงชีวิตเดียวที่มีลมหายใจอยู่ พร้อมกับเวลาเหลืออยู่เท่านั้น

ชีวิตคนเรานั้นจะเดินคู่กันไปกับกาลเวลาเสมอ พร้อมกับมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากมาย สังเกตไหมว่า ล้วนมีที่มาทั้งสิ้น เมื่อเกิดขึ้นตัวเราเท่านั้นที่ต้องพร้อมรับผิดชอบต่อชีวิตของตัวเอง และจะมีจุดเริ่มต้นเสมอ จงใช้คุณค่าของเวลาเก็บเกี่ยวคุณประโยชน์ให้ได้มากที่สุดของชีวิต เพราะเวลานั้นเป็นทรัพยากรที่มีค่าอย่างยิ่ง ไม่ต้องไปซื้อหาจากที่ไหน

ก่อนอื่น ขอเขียนด้วยคำว่า สวัสดี และขอบพระคุณจากนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านและผู้เขียนเป็นเบื้องแรก สำหรับแฟนๆ ที่มีพระคุณอย่างล้นเหลือที่ให้กำลังใจ ผมย้ำอยู่เสมอว่า หากมีท่านอ่านคอลัมน์นี้อยู่ก็คงมีผมอยู่เช่นกัน แม้ว่าทุกเรื่องราวจะมีแต่เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ ชะอมไม้เค็ด 2009 ก็ตาม หากผมไปเขียนเรื่องอื่น แฟนๆ จะส่งเสียงไปหาทันที เขียนเรื่องอื่นบ้างไม่เป็นไร แต่อย่าลืมเรื่องชะอมไม้เค็ด 2009 เพราะรออยู่

ฉบับนี้เช่นกัน ผมคิดไม่ถึงว่ามีคำถามเช่นนี้ไปถึงผม แรกๆ ก็ยังเฉยอยู่ เพียงแค่รอว่าจะมีเพิ่มมาอีกหรือไม่กับคำถามเช่นนี้ ปรากฏว่าเป็นปลื้มจริงๆ ครับ มีมาเยอะจนผมต้องรีบตอบในฉบับนี้ทันที เพราะคำถามเช่นนี้ทำให้ผมมีแฟนๆ ที่ติดตามอ่านคอลัมน์นี้เพิ่มขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง

จะไม่ให้ผมสุดปลื้มได้เช่นไร ในเมื่อคอลัมน์นี้ขอเรียนยืนยันได้เลยว่า มีแฟนๆ ที่เป็นคนหนุ่มสาวติดตามอ่านกันเยอะเป็นอันดับแรก เนื่องจากการตอบรับ ไม่ว่าจากการไปเยี่ยมหาถึงสวนในระยะหลายปีที่ผ่านมา หรือจากเฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อ นายสมยศ ศรีสุโร คำถามจึงมีแต่เป็นคำถามจากหนุ่มสาวที่ต้องการนำชะอมไม้เค็ด 2009 เพื่อไป เดินห่าง…จากความจน กันทั้งสิ้น

แต่ฉบับนี้ เป็นคำถามเกิดจากผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 กว่าปี ขึ้นไป ที่ทำให้ผมสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากแต่ละคำถามนั้นจะแตกต่างจากคำถามที่เคยได้รับเป็นประจำ ผมขอสรุปได้อย่างนี้นะครับ ต้องการจะใช้เวลาหลังเกษียณให้มีความสุขจากการทำสวน ที่สามารถนำผลผลิตมากินได้ หรือเพื่อที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ต่อไปให้มีเวลาที่ดีที่สุดด้วยการทำเกษตรแบบสวนผสม เป้าหมายหลักคือ ต้องการปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก เหลือทุกอย่างเพื่อแจกเพื่อนฝูง แต่เน้นแบบชัดๆ ลงไปว่า ต้องเป็นรูปแบบสามารถลงมือปฏิบัติเองได้ชนิดง่ายๆ แถมต้องไม่เหงาอีกต่างหาก

ที่ชื่นใจอย่างมากๆ คือมีข้อแม้ต่อไปอีกว่า ต้องมีชะอมไม้เค็ด 2009 บรรจุลงที่สวนด้วย เนื่องจากติดตามอ่านทุกฉบับจนมีความสนใจในชะอมไม้เค็ด 2009 อย่างมาก สุดยอดจริงๆ ครับ จากได้พูดคุยกับบางท่านที่ได้ส่งเสียงไปหา จึงพอทราบว่าอยู่ในช่วงอายุใกล้เคียงกับผู้เขียน เลยสนุกกันไปตามที่คนสูงวัยคุยกัน บุคคลที่มีอายุในระดับนี้ ต่อไปนี้ผมขอเรียกว่า “เกษตรกรสายพันธุ์ผู้สูงวัย” นะครับ เนื่องจากผมมีแฟนๆ อีกระดับหนึ่งที่เขียนถึงอยู่เป็นประจำ คือเกษตรกรสายพันธุ์ใหม่ จะเรียกว่า “เกษตรกรสายพันธุ์เก่า” ฟังแล้วไม่สนิทหูจริงๆ นะครับ

แฟนๆ เกษตรกรสายพันธุ์ผู้สูงวัยที่อยู่ในวัยนี้ทุกท่านโปรดทราบ ผมรู้ดีว่า คนในวัยนี้ส่วนมากจะเป็นคนดื้อ ไม่เช่นนั้นเขาจะพูดกันได้อย่างไรว่า คนแก่ดื้อสุดๆ อย่าเถียงผมนะครับ เพราะผมก็อยู่ในวัยนี้เช่นกัน ดังนั้น คำตอบฉบับนี้ผมจึงขอเรียนเป็นเบื้องต้นเสียก่อนว่า เป็นแค่การนำเสนอที่เกิดขึ้นจากผมคนสูงวัยคนหนึ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติแล้วเท่านั้น หากไม่เห็นด้วยกรุณาเว้นการยกมือให้กำลังใจ หากเห็นดีด้วยโปรดให้กำลังใจไปด้วย จักขอบพระคุณเป็นอย่างสูง

ฉบับนี้ ได้เวลาเหมาะกับการวางแผงในปักษ์ที่ 1 ตุลาคม พอดี เป็นวันแรกสำหรับผู้เกษียณอายุที่เริ่มทำใจ ว่าต่อไปนี้ในทุกๆ วัน จะดำเนินชีวิตที่เหลืออยู่อย่างไรให้มีความสุขมากที่สุดสำหรับตัวเอง ผู้เกษียณทุกคนย่อมมีความคิดที่แตกต่างกันไป สำหรับข้อเขียนนี้อาจจะเหมาะสำหรับผู้ที่เตรียมตัวจะเริ่มเกษียณอีกไม่นาน เตรียมตัวเอาไว้อีกด้วย หรือเหมาะเช่นกันกับใครก็ตามที่ต้องการทำสวนผสมเล็กๆ ภายในบริเวณบ้านพักอาศัยที่มีเนื้อที่เพียงเล็กน้อย เมื่ออ่านแล้วสนใจ โปรดทราบว่าสามารถนำไปปฏิบัติได้ ผมไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น

เบื้องแรกที่สำคัญอย่างที่สุดของที่สุดคือ ขอให้สำรวจตัวเราเองเสียก่อนว่าชอบงานเช่นนี้อยู่หรือไม่ งานอย่างนี้จะเป็นการออกกำลังได้เช่นกัน ต่อมาหากชอบ สำรวจตัวเองต่อไปอีกว่า ชอบปลูกไม้ดอกที่สวยงามหรือชอบปลูกผักที่กินได้ แค่นี้เป็นคำถามแรกที่แฟนๆ ต้องถามตัวเราเองเสียก่อน เนื่องจากผมมีประสบการณ์มาแล้ว เพราะว่าคนใกล้ชิดผมนิยมปลูกเฉพาะไม้ดอกสวยงามลูกเดียวครับ

หากไม่สามารถตอบคำถามแรกได้ หรือความคิดปฏิเสธคำถามดังกล่าว แต่มีใจไปชอบอย่างอื่น เช่น ขี่จักรยาน เล่นกอล์ฟ หรืออย่างอื่นก็ไม่ว่ากัน บอกแล้วไงว่าความคิดใครก็ของคนนั้น จะไปเหมือนกันได้อย่างไร แต่หากได้อ่านคำตอบในฉบับนี้ อาจเปลี่ยนใจก็เป็นไปได้ครับ เนื่องจากคำถามที่ถามไปส่วนมากล้วนเป็นเสียงท่านสุภาพสตรีผู้สูงวัยมากกว่าสุภาพบุรุษสูงวัย ที่หัวใจอาจจะยังคงมีความกระชุ่มกระชวยอยู่ และมีกำลัง มีความคิดเป็นอย่างอื่นอยู่ก็เป็นได้ แต่หากได้อ่านแล้วจะสามารถสละเวลาก่อนที่จะไปทำอย่างอื่น มาลงมือกับงานที่ผมจะนำเสนอต่อไปนี้ จะมีความสุขมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเมื่อมีผลผลิตออกมา เราไม่ต้องไปซื้อหา เพราะผลผลิตบางอย่างมีอยู่ในสวนของเรา ไม่ใช่แค่สามารถ เดินห่าง…จากความจน เหมือนชื่อคอลัมน์เท่านั้น แต่จะสามารถ เดินห่าง…จากความตาย ได้อีกด้วย ทำไมเขียนอย่างนี้ ลองติดตามอ่านกันครับ

ต่อไปนี้คือคำตอบที่เป็นการนำเสนอจากผม ขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับคำถามดีๆ เช่นนี้ แต่ก่อนอื่นขอเน้นย้ำอีกครั้งให้ผู้อ่านทุกท่านโปรดทราบเสียก่อนว่า ข้อเขียนต่อไปนี้ เป็นเหมือนแค่ข้อเสนอแนะนำสำหรับเป็นทางให้เลือกเท่านั้น ไม่ใช่เป็นข้อทฤษฎีตายตัวที่แฟนๆ จำเป็นต้องนำไปปฏิบัติหากไม่เห็นด้วย แต่หากเห็นด้วยจากข้อเขียน ยินดีอย่างมาก พร้อมขอเรียนเชิญนำไปใช้ได้ตามต้องการ

คำถามประเด็นแรกที่ถามไปมาก ว่าสมควรจะมีเนื้อที่มากน้อยแค่ไหนถึงจะเพียงพอและเหมาะสมตามวัย ข้อนี้ขอเรียนว่าตอบค่อนข้างยากมากครับ แต่ผมจะขอสรุปลงไปให้ได้ชัดๆ เลยว่า เอาแค่เนื้อที่บริเวณภายในที่เหลือของบ้านพักอาศัย สำหรับที่ว่างที่เหลืออยู่แบบว่าเป็นพื้นดิน ชนิดหากลงมือปลูกพืชได้หลายชนิดแค่นี้เป็นพอ เพราะผมจะนำเสนอเน้นปลูกพืชผักที่ชอบ กับรูปแบบสวนที่ใช่ เหมือนหัวข้อ

ส่วนที่ถามไปว่าต้องใช้เนื้อที่แค่ไหนถึงพอ ที่หากต้องการปลูกแบบที่ว่า เหลือจากกินและแจกแล้วสามารถนำไปขายพอเป็นรายได้บ้างนั้น คำตอบที่ผมจะเขียนนำเสนออีกไม่นาน ขอเวลาสรุปประเด็นต่างๆ ให้ลงตัวเสียก่อน ติดตามกันนะครับ แต่ฉบับนี้ขอเน้นทำเกษตรแบบให้มีความสุข พร้อมกับการได้ออกกำลังไปด้วย ผมจะมีตัวอย่างซึ่งผมได้ใช้บริเวณบ้านพักอาศัยของผมเองลงมือปฏิบัติ และได้ผลเป็นที่น่าพอใจระดับเอบวก เชียวนะครับ

เริ่มแรก ขอให้แฟนๆ ผู้สูงวัยทั้งหลาย นำเอากระดาษและปากกามาได้เลยครับ พร้อมกับเขียนลงไปว่า เราต้องการพวกพืชหรือผักอะไรบ้าง เอาแบบที่เราชอบกินเป็นอันดับแรกเสียก่อน จดลงไปให้หมดทุกชนิดที่ต้องการ ยกตัวอย่าง อาจจะเป็น พริก ตะไคร้ ใบชะพลู มะละกอ ใบย่านาง กะเพรา เป็นต้น นี่คือคำแนะนำ แต่สุดท้าย กรุณาอย่าลืม ชะอมไม้เค็ด 2009 นะครับ ที่สำคัญมากคือ อย่าเพิ่งกำหนดจำนวนต้นนะครับ เพราะจะทำให้ได้พืชหรือผักน้อยชนิดที่มีในสวนเรา ให้คิดว่าเราปลูกเพื่อกินภายในครอบครัวเราเท่านั้น ทุกอย่างจะดูง่ายขึ้น

ขั้นตอนต่อมา เมื่อได้ชื่อพืชหรือผักที่ต้องการจะปลูกเรียบร้อยแล้ว หากเราจะต้องการพืชหรือผักชนิดอื่นเพิ่มขึ้นอีกค่อยว่ากันต่อไป ขั้นต่อมาลงมือปรับปรุงพื้นที่บริเวณที่เป็นดิน เป็นการเตรียมพร้อมเพื่อที่จะลงมือปลูกพืชหรือผักที่ต้องการไว้ให้เรียบร้อยเสียก่อน ค่อยๆ ลงมือทำไปนะครับ หากต้องการแสดงฝีมือด้วยตัวเองช้าหน่อยก็ช่างปะไร เมื่อเรามีความต้องการเป็นเกษตรกรสายพันธุ์ผู้สูงวัย ไม่จำเป็นต้องไปให้ความเดือดร้อนกับคนอื่นให้มาช่วยเหลือ จะรีบไปทำไม ในเมื่อมาถึงเวลานี้คือเวลาที่เหลือของชีวิตที่เราต้องการ มีเวลาว่างหรือมีอารมณ์ตอนไหนก็ทำตอนนั้น ตามสบาย เพราะเราคือคนไทย ที่นี่ประเทศไทย และนี่คือนิสัยของพี่ไทย

ข้อแนะนำ พยายามลงมือปฏิบัติงานในตอนเช้า จะได้บรรยากาศสุดยอดไปเลยครับ เพราะคนอื่นเขาออกไปทำงาน เราก็ออกไปทำงานเหมือนกัน แต่ทำในบ้านครับ ที่สุดยอดกว่านั้นคือ ได้ออกกำลังด้วย ไม่ต้องออกเดินหรือวิ่ง หรือไปทำกิจกรรมอย่างอื่น อย่างนี้ก็ออกกำลังเหมือนกันครับพี่น้องผู้สูงวัยทั้งหลาย อย่าลืมนะครับ การอยู่เฉยๆ ไม่ออกกำลัง จะมีโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิดจะมาเข้าสิงในร่างกาย จะทำให้ยิ่งเหนื่อยกับชีวิตมากขึ้น เพราะว่าบางท่านอาจจะมีโรคประจำตัวสถิตอยู่แล้ว จะทำให้อุดมโรคเพิ่มขึ้นไปอีก พยายามออกกำลังกายให้ได้วันละนิด จิตไม่หดหู่อีกด้วย

เมื่อเตรียมเรื่องดินเรียบร้อยโรงเรียนคนสูงวัยแล้ว ต่อมาก็เริ่มศึกษาเรื่องของพืชและผักที่เราต้องการนำมาปลูกในสวน เพียงแค่ทราบคุณสมบัติเฉพาะตัวพอสังเขปเท่านั้น ไม่ต้องไปลงรายละเอียดมากนัก เช่น เมื่อนำลงปลูกแล้วจะเป็นลักษณะเช่นใด หรือสมควรลงปลูกบริเวณไหนถึงเหมาะสม แต่หากว่าต้องการจะเจาะลงไปถึงเมื่อได้ผลผลิตแล้วนำมาทำเมนูอะไรได้บ้าง จะเยี่ยมมากขึ้นไปอีกครับ เพราะเมื่อได้ผลผลิตจะได้นำมาทำเมนูอาหารชนิดรู้คุณค่า พร้อมประโยชน์ที่พืชตัวนั้นๆ เกษตรกรสายพันธุ์ผู้สูงวัยว่าเยี่ยมดีไหม เพราะอย่างน้อยเราได้ใช้สมองได้อย่างต่อเนื่อง

อย่าลืมนะครับ สมองนี้จะทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย รวมตลอดไปจนถึงการทำงานในระดับสูงของระบบประสาท ไม่ว่าจะเป็นความจำ การเรียนรู้ ความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์ เหล่านี้เป็นต้น อย่างนี้ชีวิตก็ไม่เหงาแล้วครับ สำหรับการใช้ชีวิตเกษตรกรสายพันธุ์ผู้สูงวัย กับเวลาที่มีเหลืออยู่ หากไม่นำสมองมาใช้บ่อยๆ ระวังสมองจะฝ่อนะครับ ทุกเรื่องราวรายละเอียดของพืชทุกชนิดล้วนมีอยู่ทั่วไปตามสื่อต่างๆ หากสนใจจริง สมัครเป็นสมาชิกนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ฉบับเดียวเท่านั้น ทุกอย่างครบเครื่องเรื่องของความสุขสำหรับผู้สูงวัยครับ

หลังจากได้ชื่อพันธุ์พืชและผักตามที่เราต้องการแล้ว ต้องลองศึกษาก่อนลงมือปลูกทุกชนิด ยกตัวอย่าง ผมเขียนแบบว่าให้เกษตรกรสายพันธุ์ผู้สูงวัยรับทราบ เพราะเรานั้นไม่ใช่พวกเกษตรกรมืออาชีพ แค่มือใหม่หัดปลูกเท่านั้น เช่น จะปลูกมะละกอไว้กินสักต้นหรือสองต้น ต้องรู้เป็นเบื้องแรกเสียก่อนว่า มะละกอนั้นเป็นพืชล้มลุก เมื่อออกผลจะมีดอกตัวเมีย ดอกตัวผู้อยู่แยกคนละต้น และจะไม่สามารถทำให้ติดผลได้ แต่ในระยะเป็นต้นกล้า เราไม่สามารถมองออกได้ว่าเป็นต้นตัวผู้หรือต้นตัวเมีย

หรือต้องการจะปลูกใบย่านาง จำต้องทราบอีกด้วยว่า ต้นย่านางนั้นเป็นไม้เลื้อยคล้ายเถาวัลย์ เมื่อนำมาปลูกต้องมีที่ให้คุณย่านางได้มีที่เลื้อย หรือต้องการปลูกต้นชะพลู เราต้องรู้ก่อนว่า ชะพลู ต้นมีขนาดเล็ก ต้นตั้งตรง มีรากงอกออกตามข้อ ชอบที่ร่ม หรือต้องการปลูกเตยหอมก็เช่นกัน ต้องทราบก่อนว่า เตยหอมเป็นไม้ยืนต้นพุ่มเล็ก เจริญเติบโตได้หลายปี นิยมความชื้น ลำต้นจะเป็นข้อยาว แตกกอเป็นพุ่ม ออกใบบริเวณปลายยอด เหล่านี้เป็นต้น

ที่เขียนมาคือการนำเสนอตามที่แฟนๆ ผู้สูงวัยต้องการ เรื่องราวต่อไปจะนำมาเสนอในปักษ์ที่ 610 วันที่ 1 พฤศจิกายน นี้นะครับ ติดตามกันนะครับ ห้ามพลาด จะเป็นเรื่องราวต่อเนื่องแบบว่ามีการนำเสนอตัวอย่างจริงๆ เพราะผมได้ใช้เวลาในการทำสวนที่บริเวณบ้านพักอาศัยของผมเป็นระยะเวลานานพอสมควร จะนำเสนอให้ท่านที่ต้องการเป็นเกษตรกรสายพันธุ์ผู้สูงวัยได้เห็นว่า สามารถลงมือปฏิบัติเองได้ชนิดมีความสุขจริงๆ ครับ

หากเกษตรกรสายพันธุ์สูงวัยมีคำถาม หรือสนใจเรื่องราวของ ชะอมไม้เค็ด 2009 ติดต่อผู้เขียน โทร. (081) 846-0652 หรือเฟซบุ๊ก ใช้ชื่อ นายสมยศ ศรีสุโร หรือต้องการกิ่งพันธุ์ที่แท้ โทร. (084) 558-8639 คุณสุพล แสงทอง ด้วยความยินดีมากครับ

สุดท้าย หนึ่งชีวิตที่เรามีอยู่นี้เมื่อเป็นของเรา เราต้องนำมันติดตัวไปด้วย เพราะจะอยู่กับเราจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ผมย้ำเสมอ ลืมอะไรจงลืมไปเถิด ขอเพียงแต่อย่าพยายามลืมชีวิตตัวเองเท่านั้นเป็นพอ หาไม่แล้ว เราจะไร้ซึ่งสิทธิ์ในการใช้ชีวิตของเรา การอยู่ให้มีความสุขนั้น ถึงในบางครั้งจะใช้ชีวิตได้ไม่ง่ายก็ตามที แต่ก็ไม่ยากไม่ใช่หรือ ขอเพียงให้พอใจกับชีวิตของเรากับทุกๆ สิ่งที่มีอยู่ พอกันหรือยัง

สำหรับหนึ่งชีวิตที่มีอยู่นี้ พยายามทำให้มีเวลาในทุกวันให้ดีที่สุด คิดเสมอว่า วันนี้คือวันสุดท้ายของอดีตและอนาคตที่มีลมหายใจอยู่ อย่าพยายามไปมองสิ่งที่ขาดหายจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดทุกข์เพิ่มมากขึ้น มองแต่สิ่งที่มีเหลืออยู่กับเราในเวลานี้ เพราะสิ่งเหล่านั้นคือความจริงที่เป็นชีวิตของเรา ขอให้มีอยู่ จงทะนุถนอมดูแลรักษาไว้ให้ดี อย่าให้หายไปไหนอีก

ผู้สูงวัยที่รักเคารพอย่างสูง ทุกวันนี้มองหาอะไรกันอยู่อีก สิ่งที่มีอยู่ไม่พอกันอีกหรือ รู้ไหมว่า สิ่งที่ต้องการเพิ่มขึ้นสำหรับเวลาที่เหลืออยู่ของชีวิตนั้น ล้วนแต่นำความทุกข์มาให้ทั้งสิ้น ปลงเสียบ้างเถิด มาเป็นเกษตรกรสายพันธุ์ผู้สูงวัยให้มีความสุขกับเวลาที่เหลืออยู่ดีไหม? สวัสดี

“แมงดา”…พระเอกในอาหารจานแมลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05118011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต phitchayada7@hotmail.com

“แมงดา”…พระเอกในอาหารจานแมลง

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจและหลังเวลาเลิกงาน ตามตลาดนัด ตลาดสด คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่ต่างเตรียมหาอาหาร มีซื้ออาหารสดไปทำกินที่บ้านบ้าง หรือซื้ออาหารปรุงสำเร็จเพื่อแลกกับความสะดวก ซึ่งที่เห็นมีผู้คนหนาแน่นถามหากันมาก เชื่อว่าร้านสารพัดน้ำพริกน่าจะเป็นหนึ่งในนั้นแน่นอนค่ะ?และที่ขายดีไม่แพ้น้ำพริกทุกชนิด คือ น้ำพริกแมงดา ด้วยกลิ่นหอมอบอวลแบบเข้มข้น และด้วยรสเผ็ดร้อนพอให้เม็ดเหงื่อผุดออกมาได้

น้ำพริก หากเป็นที่เขาตำเองสดๆ รับรองอร่อยจัดจ้านสะท้านลิ้นแน่นอนค่ะ?เพียงแค่พริกขี้หนู กะปิ กระเทียม มะนาว หรือมะอึก น้ำปลา ที่หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเท่านั้น ทำให้คนติดอกติดใจกับรสชาติของน้ำพริกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น น้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาทู น้ำพริกปลาร้า เป็นต้น

เมื่อพูดถึง?น้ำพริกแมงดา ที่เราคุ้นหู คุ้นปาก และอาจคุ้นลิ้น มีจุดเด่นด้วยกลิ่นหอมยั่วยวนของน้ำพริกที่พอได้กลิ่นโชยมาก็เรียกน้ำย่อยได้เป็นอย่างดี…

เมื่อแมงดาคงความเป็นหนึ่งในบรรดาแมลงยอดนิยมมานาน ก็เพราะน้ำพริก ถือเป็นแกนหลักของอาหารไทยเป็นตัวนำพา ซึ่งในตัวน้ำพริกแมงดามิได้มีเพียงความร้อนแรงของรสชาติเท่านั้น หากยังบรรจุเรื่องราวการกินอยู่ของคนไทยในอดีตอันมีชีวิตชีวาอยู่ข้างใน

สมัยก่อนแมงดานาตามธรรมชาติหากินได้ไม่ยาก พอหน้าฝน แค่มีแสงไฟส่อง แมงดานาเป็นฝูงจะบินว่อนกระทบหลังคาบ้าน กึกกัก กึกกัก ราวกับฝนตกลงมาสักสิบห่า…ทำให้หวนนึกถึงอดีตขึ้นมาค่ะ?ว่าต้องรีบตะลีตะลานคว้าถังออกมาเก็บแมงดาใส่ ซึ่งภาพเรื่องราวเก่าๆ ทำนองนี้ คนชนบททางภาคอีสานที่กินแมลงนานาชนิดกันมาแต่รุ่นบรรพบุรุษเมื่อ 40 กว่าปีก่อน หลายๆ คนคงจำได้ดีค่ะ?

ความอุดมสมบูรณ์ของแมงดานาในอดีต เห็นได้จากที่ทุกครัวเรือนจะมีแมงดาในจานอาหาร ไม่จานใดก็จานหนึ่งอยู่เสมอๆ และบ่อยครั้งที่สุดจะอยู่ในถ้วยน้ำพริกที่เป็นกับข้าวคู่ครัวของคนไทย พูดได้ว่า ไม่แมงดาชูรสน้ำพริก น้ำพริกก็โอบอุ้มแมงดา สองสิ่งเข้ากันผูกพันจนไม่อยากแยกจาก

ในตำราอาหารเมื่อ 40 ปีก่อน ก็มีแมงดาอยู่เคียงคู่กับน้ำพริกเช่นกัน จึงพอสรุปได้ว่าผู้คนชื่นชอบแมงดามานาน หนำซ้ำเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนกลายเป็นอาหารยอดนิยม ถึงขนาดที่มีกลิ่นแมงดาเทียมขาย ซึ่งโดยมากไม่ได้มาจากแมงดา แต่เป็นกลิ่นจากสารสังเคราะห์ชนิดหนึ่ง ซึ่งทาง สคบ. ตรวจพบว่ามีส่วนผสมของสารเคมี ที่กินแล้วมีอาการปวดท้อง และเมื่อสัมผัสโดนผิวหนังจะเกิดอาการผื่นคัน มีการทดสอบสารแต่งกลิ่นชนิดนี้ โดยเมื่อหยดลงบนกล่องโฟมแล้ว สารเคมีจะทำปฏิกิริยาสามารถละลายโฟมได้ ซึ่งหากเรากินบ่อยๆ คงไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพแน่นอนค่ะ?

ปัจจุบัน มีอุตสาหกรรมน้ำพริกแมงดาสำเร็จรูปบรรจุขวดขาย จนเป็นอาหารส่งออกไปขายต่างประเทศ และความนิยมแมงดาสำเร็จรูปสังเคราะห์เริ่มมีมากขึ้น อาจทำให้คนเก่าๆ ลืมนึกถึงแมงดาตามคันนาในอดีต หรือคนรุ่นหลังๆ ก็อาจนึกไม่ออกว่า แมงดามีหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ๆ มันคงไม่ได้มีหน้าตาป่นปี้แบบที่อยู่ในขวดน้ำพริกแน่ๆ

แล้วจะเรียก…แมงดา หรือ แมลงดา กันแน่?

ความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ถ้ามี 6 ขา ต้องเรียกว่า “แมลง” ไม่ใช่ แมง?

สำหรับ “แมลงดา” ชื่อแมลงพวกมวน ตัวผู้ มีต่อมกลิ่น นิยมนำไปผสมอาหาร เช่น น้ำพริก “แมงดา” หรือ ชื่อสัตว์ทะเลชนิดหนึ่ง รูปร่างคล้ายจานคว่ำ ใช้ปรุงเป็นอาหาร เช่น ยำไข่แมงดา

ส่วนที่ถูกต้องก็คือ…แมลงดานา เพราะเป็นแมลงชนิดหนึ่ง มี 6 ขา ดังนั้น หากเราจะเรียก “แมงดา” ให้ถูกหลักภาษาไทย ต้องเรียกว่า?”แมลงดานา” เพราะพวกนี้หากินเหมือนแมลงทั่วไป

น้ำพริกแมลงดานา…มีน้อยคนที่จะเรียก หรือแทบจะไม่มีเลยค่ะ?ก็เอาเป็นว่ายอมรับคำว่า “แมงดา” ก็แล้วกันนะ…

แมงดานั้นมี 2 ชนิด คือ แมงดานา กับ แมงดาสวน แมงดาสวนจะตัวเล็กกว่าแมงดานามาก หรือบางคนเรียกว่า แมลงก้าน มวนตะพาบน้ำ หรือมวนหลังไข่ แมงดาสวนอาศัยอยู่ในน้ำ ตัวเมียวางไข่เป็นกลุ่มติดอยู่บนหลังของตัวผู้ และตัวผู้มีหน้าที่ดูแลไข่จนฟักออกเป็นตัว ทั้งตัวผู้และตัวเมียกินได้ทั้งคู่เหมือนแมงดานา

แมงดา ลักษณะตัวสีน้ำตาลเข้มจนดูผาดๆ เป็นสีดำ อาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ หนอง บึง และท้องนา มักวางไข่ในฤดูฝน ยิ่งหลังฝนตกจะชอบวางไข่ เห็นได้ตามกอหญ้า กอกก กอข้าว หรือตามต้นไม้ขนาดเล็กๆ พอถึงฤดูแล้งมันจะหมกตัวอยู่ในโคลนตม หรือที่มีน้ำขัง

ตัวผู้ ตัวเล็กกว่าตัวเมีย มีกลิ่นฉุน นำมาตำน้ำพริก ส่วนตัวเมียไม่มีกลิ่นจึงนำมาปิ้ง หรือทอดกินได้ รสชาติหอม มัน หากนึ่งใส่น้ำปลาด้วยจะออกรสเค็มๆ มันๆ คลุกข้าวกินยิ่งอร่อยเด็ดไปเลย

แมงดาตัวผู้พอเอามาตำน้ำพริกก็จะออกกลิ่นหอมเข้ากัน ติดอกติดใจหลายต่อหลายคน จนน้ำพริกแมงดากลายเป็นอาหารขึ้นชื่อ และยิ่งรวมกับรสหอม มัน ของแมงดาตัวเมียที่ปิ้ง ทอดจนสุกแล้วล่ะก็…แม้ได้ลิ้มรสเพียงครั้งเดียวรับรองว่าติดอกติดใจแน่นอน จึงไม่น่าแปลกที่ผู้คนยังคงหลงใหลในกลิ่น รสของแมงดาโดยไม่รู้เบื่อค่ะ?

น้ำพริกแมงดา (สูตรคนใต้)

1. แมงดา

2. พริกสด ถ้าได้พริกขี้หนูสวนดอกเล็กๆ ยิ่งดีค่ะ เพราะตำน้ำพริกจะหอม

3. กระเทียม

4. กุ้งแห้ง หรือปลาทูนึ่งก็ได้ค่ะ

5. กะปิน้ำพริกอย่างดี (สำคัญมาก รองลงมาจากแมงดาเลยค่ะ)

นำแมงดาย่างไฟจนหอม เด็ดปีกกับหัวออก ฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปโขลกกับกุ้งแห้งจนละเอียด ใส่กระเทียม กะปิ พริกขี้หนู โขลกพอแหลก แล้วชิม…เผ็ด เค็ม นำ (คนที่ติดรสหวานจะปรุงรสด้วยน้ำตาลได้นิดหน่อย…แต่ส่วนมากแล้วจะไม่นิยมใส่น้ำตาลและมะนาว)

เมื่อได้สูตรมาแล้ว ลองทำดูนะคะ ยังไงก็อย่าใช้แมงดาสังเคราะห์มาตำน้ำพริก เพราะคงไม่ปลอดภัยกับสุขภาพท่านแน่ค่ะ?

คุณค่าทางโภชนาการของแมงดานั้น พบว่า แมงดา 1 ตัว มีธาตุอาหารหลายชนิด ตั้งแต่ โปรตีน 19.8 กรัม ไขมัน 1.4 กรัม คาร์โบไฮเดรต 2.9 กรัม และที่เหลือเป็นแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินบี 1 บี 2 และไนอะซิน ซึ่งถือว่ามีคุณค่าของโปรตีนสูงกว่าไข่ไก่ เนื้อหมู และเนื้อวัว อีกทั้งยังมีคุณค่าทางอาหารสูงอยู่ในอันดับต้นๆ ของแมลงกินได้ด้วยกัน

แมงดานา ทุกวันนี้หายาก แต่ก่อนตามชนบทแมงดานายังพอหาได้บ้างตามนาข้าว ช่วงหน้าน้ำหลาก น้ำท่วมต้นข้าวโผล่แค่ยอดข้าว ถ้าพบว่าบนยอดข้าวมีแผงไข่แมงดาเกาะอยู่ ก็แสดงว่าบริเวณนั้นมีแมงดาแน่นอน บางตัวก็จะเกาะอยู่ตามยอดข้าวหนีน้ำ ด้วยความนิยมอาหารจานแมลงที่ไม่เสื่อมถอย ทั้งในครัวเรือนหรือตามร้านอาหารต่างๆ ทำให้เกิดการเพาะเลี้ยงแมงดาเพื่อตอบสนองความต้องการของคนกินจนมีการทำฟาร์มแมงดา แต่ก็ยังไม่พอกับความต้องการของผู้คนที่ชื่นชอบกลิ่น รสของแมงดา จนปัจจุบันต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมาก

เมื่อผู้คนยังคงหลงใหลในกลิ่น และรสชาติของแมงดา จนทำให้มีพ่อค้าหัวใสฉีดกลิ่นสังเคราะห์เข้าไปในตัวแมงดา หากเราไม่ระมัดระวังอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพท่านได้ ยังไงก่อนเลือกซื้อแมงดามาตำน้ำพริกต้องดูให้ดีๆ หากเป็นไปได้ ลองเลือกหาซื้อแมงดาจากฟาร์ม หรือจากแหล่งที่เชื่อถือได้ น่าจะทำให้อาหารจานแมลงมื้อนั้นของท่านมีน้ำพริกแมงดาอร่อยๆ เป็นพระเอกบนโต๊ะอาหารอีกเมนูนะคะ?

เมื่อถูกตรวจสอบภาษี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

เมื่อถูกตรวจสอบภาษี

กรมสรรพากร จะเข้าตรวจสอบกิจการต่างๆ หมุนเวียนกันไป บางครั้งเข้าตรวจสอบเนื่องจากมีการยื่นแบบขอคืนภาษีไว้ บางครั้งเข้าตรวจสอบเพื่อยืนยันรายการจากผู้ประกอบการรายอื่น บางครั้งเข้าตรวจสอบเนื่องจากกิจการเข้าเงื่อนไขหรือหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรตั้งไว้ เช่น มีผลขาดทุนต่อเนื่องทุกปี ทั้งที่มีตัวเลขที่แสดงให้เห็นว่ากิจการมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับผลขาดทุนที่เกิดขึ้น เป็นต้น บางกิจการถูกตรวจสอบทุก 2-3 ปี หรือกิจการบางแห่งอาจจะยังไม่เคยถูกตรวจสอบภาษีก็มี

อย่างไรก็ตาม กิจการพึงตระหนักว่า การที่กรมสรรพากรส่งจดหมายขอข้อมูล หรือส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบนั้น ส่วนใหญ่แล้วต้องมีต้นสายปลายเหตุเสมอ เมื่อถูกตรวจสอบภาษี กิจการจึงควรทำความเข้าใจข้อเท็จจริงต่างๆ จากจดหมายแจ้งจากกรมสรรพากรเป็นจุดแรก และควรพยายามอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์

โดยปกติกรมสรรพากรจะเกริ่นนำในจดหมาย ในลักษณะคล้ายๆ กัน โดยใช้ถ้อยคำว่า เพื่อประโยชน์แก่ทางราชการของกรมสรรพากรจะขอให้กิจการให้ข้อมูลดังต่อไปนี้ และตามด้วยรายการเอกสารที่จะขอตรวจสอบจากกิจการ เราอาจจะไม่สามารถทราบวัตถุประสงค์ที่แท้จริงจากถ้อยคำในจดหมาย แต่เราอาจจะต้องใช้วิธีคิดระหว่างบรรทัดและคาดเดาจุดประสงค์ของการตรวจสอบจาก LIST ของข้อมูลที่กรมสรรพากรร้องขอ

เอกสารในเบื้องต้นที่กรมสรรพากรมักจะขอ ได้แก่ งบการเงิน งบทดลอง แบบนำส่งภาษี รายละเอียดประกอบรายการบัญชีต่างๆ รายละเอียดทรัพย์สิน รายงานการขาย รายงานภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นรายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย หนังสือรับรองการจดทะเบียนของบริษัท ฯลฯ ตามมาด้วยกำหนดนัดหมายให้กิจการเข้าพบ เพื่อนำส่งเอกสารและให้ข้อมูลเพิ่มเติม (กรมสรรพากร เรียกว่า “ให้ปากคำ”)

โดยทั่วไป กิจการควรวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ เพื่อทราบแนวทางและวัตถุประสงค์ของการตรวจสอบและเตรียมตัวในการชี้แจงให้ข้อมูลแก่กรมสรรพากร ดังต่อไปนี้

1. จับประเด็นว่า กรมสรรพากรต้องการตรวจสอบภาษีประเภทใด ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือเป็นการเข้าตรวจสอบสภาพกิจการโดยทั่วไป

2. การตรวจสอบสภาพกิจการโดยทั่วไปนั้น กรมสรรพากรต้องการทราบว่า กิจการมีตัวตนจริง มีการดำเนินธุรกิจและมีสถานประกอบการอย่างไร มีจำนวนพนักงานเท่าใด ดำเนินธุรกิจอะไรบ้าง นำส่งภาษีอย่างไร งบการเงินของกิจการมีหน้าตาอย่างไร กิจการมีการเสียภาษีหรือมีผลขาดทุน ข้อมูลเหล่านี้คือ ข้อมูลเบื้องต้นที่กรมสรรพากรจะทำความรู้จักกิจการ และสามารถนำไปใช้วิเคราะห์ประเด็นการเสียภาษีในขั้นตอนต่อไป

3. หากเป็นการตรวจสอบภาษีมูลค่าเพิ่ม การตรวจสภาพกิจการจะทำให้กรมสรรพากรทราบว่า กิจการนั้นมีตัวตนและประกอบกิจการจริง ไม่ใช่กิจการที่ตั้งขึ้นลอยๆ หรือเป็นกิจการที่ตั้งขึ้นเพื่อออกใบกำกับภาษีอย่างไม่ถูกต้อง ดังนั้น หากกิจการประกอบธุรกิจโดยสุจริต ก็ย่อมไม่ต้องกังวลและควรให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากร

4. กรณีตรวจสอบภาษีเงินได้ โดยส่วนใหญ่ กรมสรรพากรจะขอข้อมูลเบื้องต้นคือ แบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ประจำปี หรือ ภ.ง.ด. 50 ประกอบกับงบการเงิน งบทดลอง ของปีเดียวกัน เพื่อตรวจสอบรายละเอียดของแบบภาษีที่กิจการนำส่งว่าเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่ กิจการมีการขอคืนภาษีหรือไม่ กิจการมีผลกำไรหรือขาดทุนและมีผลการดำเนินงานเปรียบเทียบย้อนหลังอย่างไร

5. หลักการเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย ใช้หลักการประเมินภาษีด้วยตนเอง (Self Assessment) ดังนั้น กิจการจะเป็นผู้ปิดบัญชีและกรอกแบบเพื่อเสียภาษีและนำส่งต่อกรมสรรพากร การที่กรมสรรพากรเข้ามาตรวจสอบและนำตัวเลขไปตรวจวิเคราะห์ก็เพื่อสอบยันว่า การประเมินตัวเลขของกิจการเพื่อเสียภาษีเงินได้นั้น สมเหตุสมผลและถูกต้อง และเป็นไปโดยสุจริตหรือไม่

6. ผู้มีหน้าที่ให้ข้อมูลแก่กรมสรรพากรควรประกอบด้วย ผู้ที่ทราบการดำเนินการทางธุรกิจของกิจการเป็นอย่างดี และผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจตัวเลขทางบัญชีของกิจการ โดยทั่วไปกิจการอาจต้องมีผู้ให้ข้อมูล 2 คน คนหนึ่งเป็นเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารที่ทราบกิจกรรมทางธุรกิจของกิจการเป็นอย่างดี และอีกคนหนึ่งคือ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีของกิจการ

7. การไปพบเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร ควรมีการเตรียมข้อมูลก่อนไปพบ ดังนั้น หากกำหนดนัดกระชั้นมาก กิจการสามารถขอเลื่อนเวลานัดหมายได้ ไม่ควรไปพบเจ้าหน้าที่โดยข้อมูลไม่พร้อม นอกจากนี้ ในช่วงเวลาปกติที่ยังไม่ถูกตรวจสอบภาษี กิจการควรมี LIST ข้อมูลที่เตรียมพร้อมอยู่เสมอ หากถูกนัดหมายหรือขอข้อมูลจากกรมสรรพากร โดยจัดทำไปพร้อมๆ กับการปิดบัญชีปกติ เช่น กิจการควรทำรายงานกระทบยอดขายตามภาษีเงินได้ กับยอดขายตามเกณฑ์ภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งยอดขายของสองแหล่งข้อมูลนี้อาจแตกต่างกัน อันเนื่องมาจากเงื่อนไขการรับรู้รายได้ทางบัญชีกับการรับรู้รายได้ของภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นต้น การทำข้อมูลเตรียมไว้เลย จะช่วยให้ไม่ต้องย้อนกลับมารื้อฟื้นข้อมูลในอดีต ซึ่งผู้จัดทำข้อมูลอาจหลงลืมไปแล้วได้

8. กิจการควรวิเคราะห์ประเด็นข้อสงสัยของกรมสรรพากรในประเด็นต่างๆ ไว้บ้าง เพื่อที่จะได้ทราบว่า หากกิจการมีประเด็นความเสี่ยงในเรื่องใด จะได้วางแผนขจัดความเสี่ยงเหล่านั้นออกไป ก่อนที่จะเกิดปัญหา จะช่วยให้ลดภาระและประเด็นความผิดที่จะเกิดขึ้นเวลาถูกตรวจสอบได้ เช่น หากกิจการมีการขายแบบ CONSIGNMENT หรือฝากขาย โดยรูปแบบการออกเอกสารอาจจะยังไม่ออกใบกำกับภาษีเมื่อส่งมอบสินค้าไปยังผู้รับฝากขาย (ซึ่งกฎหมายภาษีระบุว่าต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อมีการส่งของ) แต่กิจการจะออกใบกำกับภาษีเมื่อมีการขายสินค้าให้ลูกค้าแล้ว (ไม่ใช่ออกตอนส่งของให้ผู้รับฝากขาย) กิจการจะมีความเสี่ยง เรื่อง TAX POINT ที่ไม่ถูกต้อง กิจการอาจวางแผนปรับเปลี่ยนขั้นตอนเพื่อรองรับระบบการขายที่ไม่ทำให้เกิดประเด็นความผิดในการรับรู้รายได้ หรืออาจแก้ปัญหาให้เบ็ดเสร็จ โดยส่งมอบสัญญาฝากขายให้กรมสรรพากร เพื่อขออนุมัติรายการฝากขายไว้ตั้งแต่ต้น ซึ่งจะทำให้ TAX POINT เกิดขึ้นตามลักษณะการประกอบธุรกิจฝากขาย ไม่ต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อส่งของให้ผู้รับฝากขายได้ เป็นต้น

นโยบายการเสียภาษีโดยสุจริต เป็นสิ่งที่จะช่วยให้กิจการสามารถชี้แจงและขออนุโลมเรื่องเบี้ยปรับเงินเพิ่มได้ ในกรณีมีข้อผิดพลาดที่สุดวิสัย เนื่องจากเป็นเรื่องปกติในการประกอบกิจการที่อาจมีประเด็นข้อผิดพลาดในการรับรู้รายการเพื่อเสียภาษี แต่หากกรมสรรพากรตรวจพบว่า กิจการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี หรือมีการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น ขายใบกำกับภาษี หรือออกใบกำกับภาษีที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายโดยเจตนาแล้ว เป็นการยากที่จะเจรจาขอประนีประนอมกับเจ้าหน้าที่ และยังมีโทษทางกฎหมาย ทั้งโทษปรับและอาญาอีกด้วย และตั้งแต่มีกรณีที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมสรรพากรถูกพิพากษาโทษฐานปล่อยปละละเลยให้มีการโกงภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรย่อมต้องใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่มากยิ่งขึ้น

หน้าที่การเสียภาษีของกิจการนั้นมาพร้อมกับการทำธุรกิจ เป็นเรื่องที่ยากจะหลีกเลี่ยง และในยุคที่ระบบข้อมูลการตรวจสอบภาษีอากรพัฒนาก้าวหน้า สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ด้วยปลายนิ้ว การทำบัญชีสองชุดหรือการพยายามหลีกเลี่ยงภาษีเป็นสิ่งที่ตกยุคไปแล้ว และให้ผลร้ายที่ไม่คุ้มค่า และเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง การประกอบธุรกิจในยุคนี้ผู้ประกอบการควรดำเนินการโดยชัดเจน โปร่งใส และพยายามปฏิบัติโดยสุจริต การปรึกษาผู้รู้ทางภาษีอากรเพื่อช่วยให้การดำเนินการทางภาษีถูกต้อง จะช่วยเป็นเกราะคุ้มกันแก่กิจการได้ดีที่สุด

คนมะริด ไม่คิดสั้น (ตอน 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

คนมะริด ไม่คิดสั้น (ตอน 1)

ชื่อ มะริด ติดหูฉันมานานเน โดยเฉพาะเมื่อราวสิบปีก่อนที่ลงไปถ่ายทำสารคดี ชุด “ผู้มาจากดินแดนที่เสียไป” ซึ่งเป็นเรื่องราวของคนไทยพลัดถิ่น หรือคนไทยที่อยู่ในเขตแดนอันเคยเป็นของไทยก่อนที่กลายเป็นดินแดนของพม่า ในยุคอังกฤษเข้ามาเป็นเจ้าอาณานิคมประเทศพม่า และมีการปักปันเขตแดนกันใหม่ ทำให้หลายเมืองในขอบเขตที่ชนแดนกับพม่า ต้องกลายเป็นเขตประเทศพม่าไป

ประชาชนไทยที่อยู่ในเขตนั้นจึงหมดสภาพความเป็นคนไทยไปโดยปริยาย อีกทั้งยังไม่สามารถเป็นพลเมืองพม่าเต็มขั้น คิดย้อนไปก็เศร้า เมื่อนึกถึงคนที่เหมือนหลับแล้วตื่นขึ้นมา พบว่าตัวเองกลายเป็นพลเมืองอื่นในแผ่นดินเกิด

มะริด เป็นชื่อหนึ่งที่ฉันได้ยินคนไทยพลัดถิ่นเอ่ยถึง นอกนั้นยังมีชื่อ สิงขร เกาะสอง ปกเปี้ยน ตะนาวศรี ที่เล่ากันว่ามีคนไทยติดแผ่นดินอยู่

ตามประวัติศาสตร์บอกว่า ก่อนที่จะเกิดอาณาจักรพะโค เมาะตะมะ อังวะ สุโขทัย และอยุธยา ตะนาวศรีเคยเป็นรัฐอิสระมาก่อน สยามประเทศในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่แผ่อาณาจักรไปกว้างใหญ่ไพศาลครอบคลุมถึงตะนาวศรีนั้น มีมะริดและภูเก็ตเป็นเมืองท่าสำคัญ ดังนั้น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าในอดีตกาลมะริดจะเป็นที่หมายปองของเหล่านักล่าอาณานิคมมากแค่ไหน

ในยุคสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย พม่ายกกองทัพมาตีเมืองทวาย ซึ่งขณะนั้นแข็งเมืองอยู่ และได้ยกพลตามมาตีเมืองมะริดและตะนาวศรี หลังจากนั้น ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ได้พยายามยกทัพไปตีเมืองทวายคืนจากพม่า แต่ไม่สำเร็จ ทว่าในอีก 4 ปีต่อมา เมืองทวาย ตะนาวศรี และมะริด ก็มาขอขึ้นกับไทย

ยุคนี้เองที่มีคำกล่าวว่า มะริด กับทวาย นั้น คล้ายกับถูกพม่ากับไทยชักลากกันไปมา

กระทั่งถึงยุคนักล่าอาณานิคมที่อังกฤษเริ่มเข้ายึดหัวเมืองชายฝั่งทะเลของพม่า รวมทั้งตะนาวศรี มะริด และทวาย ซึ่งเป็นเมืองหลวงของภาคตะนาวศรี อันตรงกับยุคสมัยของไทยในรัชกาลที่ 3 อังกฤษได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าสำรวจทำแผนที่ เพื่อจะได้รู้จักสภาพภูมิประเทศ ทรัพยากร และขอบเขตของเมืองที่ตนยึดได้ เมื่อมาถึงทิวเขาตะนาวศรีจึงได้ทราบว่า ฝั่งตะวันออกของทิวเขาตะนาวศรีเป็นอาณาเขตของประเทศไทย ต่อมาเมื่อเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 4 อังกฤษได้ส่งข้าหลวงใหญ่ประจำอินเดียมาติดต่อกับรัฐบาลไทย เพื่อขอให้มีการปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับพม่าเป็นการถาวร

นับแต่นั้น ชีวิตของคนไทยที่อาศัยอยู่ในตะนาวศรีมาแต่เดิม จึงเปลี่ยนแปลงอย่างเจ็บปวดเรียกคืนไม่ได้

หลังห่างจากเรื่องราวของคนไทยพลัดถิ่นไปนาน ฉันก็เริ่มเลือนๆ ชื่อมะริด ด้วยว่ามีเมืองอื่นๆ อีกมากที่รอให้เดินทางไปเทียวหา กระทั่งแว่วข่าวว่า มีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดขึ้นที่มะริด ประจวบเหมาะกับข่าวที่ว่ามีการเปิดด่านสิงขรให้ข้ามไปฝั่งพม่าได้ และสามารถเดินทางไปถึงมะริดโดยทางรถ ฉันจึงคิดถึงมะริดขึ้นมาอีกครั้ง

เหมือนจะเป็นคนมีโชคอยู่บ้าง ที่เมื่อคิดก็ได้สมใจนึก เมื่อไม่นานเดือนที่ผ่านมา “โครงการพัฒนาทักษะการสื่อสารสุขภาวะชุมชนข้ามพรมแดน” ได้ชักชวนให้ร่วมเดินทางไปกับทริปนักข่าว ลงพื้นที่ชุมชนที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ฉันรีบรับปากอย่างไม่อิดเอื้อน จากนั้นก็นับเวลารอ

หนนี้เราไม่ได้เดินทางด้านด่านสิงขร เพราะอยู่ในช่วงฤดูฝน ไม่แน่ใจว่าสภาพถนนจะทุลักทุเลแค่ไหน และการเดินทางอาจใช้เวลานานเกินไป เราจึงเดินทางด้วยเครื่องบินไปลงย่างกุ้ง นอนเล่นที่ย่างกุ้งเสียคืนหนึ่ง รุ่งเช้าจึงบินต่อไปลงมะริด แรกฉันออกจะหวาดเสียวกับสายการบินภายในของพม่า แต่ปรากฏว่าเขาเหินฟ้าได้นุ่มนวลเลยทีเดียว

เที่ยวบินนี้ไม่ได้บินตรงจากย่างกุ้งไปมะริด ทว่าเป็นเที่ยวบินที่แวะส่งและรับคนที่ทวายก่อน จากนั้นจึงบินไปจอดมะริดและบินต่อไปจบเที่ยวบินที่เกาะสอง ขากลับก็เช่นเดียวกัน จากเกาะสองจอดมะริด ทวาย ก่อนไปย่างกุ้ง พวกเราคุยเล่นกันว่า จอดรับคนตลอดเหมือนรถโดยสารบ้านเรา ที่เรียกกันว่า รถแดง หนำซ้ำถ้าโบกระหว่างทางได้ก็คงโบกกันมาตลอดทางซินะ

เที่ยวบินขากลับไม่มีเลขที่นั่ง เจ้าหน้าที่สายการบินบอกว่า เลือกเอาตามสะดวก ฉันว่าน่ารักดี มันทำให้ดูเหมือนว่าการเดินทางโดยเครื่องบินไม่ได้มีอะไรพิเศษพิสดารสักเท่าไหร่ มีเงินก็ซื้อตั๋วบินได้ ต่างกับสายการบินแพงๆ บางสายที่เชิดหยิ่ง ราวกับวิเศษเสียเต็มประดา ทั้งที่ข้างในกลวงใกล้ล้มละลายอยู่ไม่กี่วัน

ช่วงที่เหินอยู่เหนือน่านฟ้ามะริดและเครื่องบินลดระดับ พวกเราต่างตื่นตากับทิวทัศน์เบื้องล่าง ผืนน้ำทะเลเขียวสดใสกับหมู่เกาะเรียงรายอยู่ใต้หมู่เมฆ แว่วเสียงอุทานว่า อยากมาเที่ยวเกาะข้างล่าง บางคนถึงกับจินตนาการเห็นก่าบาง เรือของชาวมอแกนจอดอยู่เป็นกลุ่ม ด้วยว่าทะเลมะริดยังมีชาวมอแกนอาศัยอยู่ไม่น้อย บางข้อมูลบอกว่า พวกเขายังอยู่ในเรือที่เรียกว่า ก่าบาง คือเรือมอแกนแบบเดิมที่ใช้ล่องไปในเวิ้งทะเลคราม ในเรือจะเป็นทั้งที่กิน อยู่หลับนอน ทำมาหากิน และจะแวะพักหลบลมตามเกาะต่างๆ ในช่วงมรสุม

ช่างเป็นวิถีในอุดมคติที่พวกเราหลายคนใฝ่ฝันอย่างได้ยลสักครั้งสองครั้ง ในชีวิตนี้

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะฝันกระเจิดกระเจิงตามภาพทะเลที่เห็นเบื้องล่าง ก็ต้องดึงมาสู่ภาพปัจจุบันว่า เรากำลังถึงมะริด และสิ่งที่ต้องทำลำดับต่อไปคือ การลงพื้นที่ฟังเสียงชาวบ้าน และหาข้อมูลโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน

โครงการที่เป็นทุนจากประเทศไทยเรานี่เอง

การละเล่น “วัวลาน” หรือ “วัวระดอก” กีฬาพื้นเมืองของนักเลงวัวเมืองเพชร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

รศ.ดร. บุญยงค์ เกศเทศ

การละเล่น “วัวลาน” หรือ “วัวระดอก” กีฬาพื้นเมืองของนักเลงวัวเมืองเพชร

ผมจำได้ว่า เมื่อสมัยเป็นเด็ก คราลมหนาวโชยมาเอื่อยๆ พ่อ แม่ คุณน้า คุณอา นิยมทำลานนวดข้าวไว้ที่ทุ่งนา ใกล้บริเวณที่วางฟ่อนข้าวซึ่งเรียงลำดับไว้สูงท่วมหัว เรียกกันว่า “ลอมข้าว” เมื่อทำลานเสร็จ แห้งสนิทดีแล้ว จึงนำฟ่อนข้าวมาเรียงจากโคนเสากลาง ซึ่งเรียกว่า “เสาเกียด” ออกมาจนเกือบสุดลาน และทำเช่นนี้เรื่อยไปจนฟ่อนข้าวหนาจากพื้นลานราวครึ่งค่อนเมตร

วิธีการนวดข้าวก็ใช้วัวเป็นเครื่องผ่อนแรงช่วยนวด ซึ่งนิยมปฏิบัติกันในคืนเดือนหงาย จันทร์กระจ่างฟ้า อากาศเย็นสบาย ชาวนาต่างทำลานพื้นเรียบ โดยใช้ดินเหนียวผสมแกลบ น้ำ และมูลวัว คลุกเคล้าให้เป็นเนื้อเดียวกัน ค่อนข้างเหลว ก่อนจะเทฉาบไล้ไปบนผืนดินที่ถากหญ้าปรับแต่งพื้นให้เรียบไว้แล้ว ขณะเดียวกันก็ต้องขุดหลุมปักเสาไม้เนื้อแข็งไว้ตรงกลาง เป็นจุดศูนย์กลาง มีรัศมีโดยรอบราว 6-10 เมตร จากนั้นจะผูกวัวเรียงเป็นแถวหน้ากระดานไว้กับเสาเกียด นิยมใช้วัวราว 5-7 ตัว ขึ้นอยู่กับความกว้างของพื้นลาน

วัวที่ผูกราวคานอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางไม่ต้องใช้กำลังและฝีเท้ามาก เพราะเดินอยู่ในช่วงหมุนรอบสั้นวนเป็นรอบไปเรื่อยๆ แต่วัวตัวที่อยู่ปลายคานนอกสุด อยู่ห่างจากจุดศูนย์กลาง ระยะทางที่ต้องเดินจะไกลกว่า จำเป็นต้องเลือกวัวตัวที่มีกำลังและฝีเท้า ด้วยเหตุที่วัวทุกตัวต้องเดินเหยียบย่ำไปบนฟ่อนข้าว หมุนรอบเสาเกียดไปหลายรอบ จนเมล็ดข้าวเปลือกหลุดออกจากรวงข้าว

เมื่อพิจารณาดูเห็นว่า เมล็ดข้าวหลุดออกจากรวงข้าวแล้ว สังเกตจากฟางที่วัวย่ำเหยียบเริ่มปลิวกระจายตามแรงเท้าของวัว แสดงว่า เมล็ดข้าวได้กองอยู่บนพื้นลานเรียบร้อยแล้ว เป็นอันเสร็จภารกิจของวัว จึงแก้เชือกวัวออกจากราวคาน จูงวัวออกมาพัก

จากนั้นจะใช้ไม้ขอฉาย หรือ คันฉาย เป็นไม้ไผ่ขนาดพอเหมาะมือ มีตาหรือกิ่งติดอยู่ปลายไม้ยาวสักคืบหนึ่งมาเกี่ยวโยงฟางกวัดเหวี่ยงสลัดเมล็ดข้าวที่ติดค้างอยู่ให้หลุดร่วงอีกครั้ง ก่อนจะโกยฟางไปกองไว้ด้านนอกลาน ก็จะเห็นเมล็ดข้าวนอนเรียงอยู่บนพื้นลาน สะดวกในการเก็บเอามาฝัด จนเศษฟางร่วงออกหมด กวาดเก็บเฉพาะเมล็ดข้าวใส่กระบุง หรือกองไว้สำหรับใส่เกวียนบรรทุกกลับสู่เหย้าเรือน

จากวิถีการนวดข้าวอันเป็นปกติวิสัยของพี่น้องชาวเพชรบุรี ได้พัฒนามาสู่กีฬาการละเล่น “วัวลาน” หรือ “วัวระดอก” ด้วยเห็นว่าเสร็จหน้านาแล้ว กว่าจะถึงฤดูกาลเพาะปลูกหว่านดำก็ต้องรอให้เข้าหน้าฝนเดือนหก เดือนเจ็ด วัวอาจต้องพักนานเกินไป

สนามแข่งขันวัวลานนั้นต้องเป็นลานดิน มีลักษณะทรงกลม ขุดหลุมฝัง “เสาเกียด” ไว้ตรงกลางลาน ใช้เชือกห่วงและเชือกพวนคล้องไว้ที่เสาเกียด สำหรับผูกวัว ปัจจุบัน นิยมใช้ยางนอกรถยนต์เป็นเชือกห่วง ส่วนเชือกพวนคือ เชือกคานที่ทาบคอวัวผูกติดกันไว้เป็นราว ซึ่งต้องนำไปผูกกับเชือกห่วงอีกทีหนึ่ง จากเสาเกียดวัดเส้นรัศมี ราว 20-25 เมตร นั่นหมายถึง เส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ 40-50 เมตร บริเวณริมสนามด้านใดด้านหนึ่งต้องสร้างหอคอย สูงประมาณ 3-5 เมตร เพื่อให้คณะกรรมการและโฆษก จำนวน 3-5 คน นั่ง

สำหรับวัวที่ใช้วิ่งแข่งขันวัวลานมีอยู่ 3 ส่วน แต่ละส่วนมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ส่วนแรก เป็นวัวที่ต้องเพ่งมองไม่กะพริบตา คือ “วัวนอก” เป็นวัวตัวที่ 19 หรือตัวสุดท้าย ที่ผูกอยู่ปลายเชือกพวน จะต้องคัดเลือกวัวที่มีพละกำลัง มีความแคล่วคล่องว่องไวและฉลาดปราดเปรียวเป็นเลิศ เพราะจะต้องวิ่งชนะบรรดาวัวในทั้งราวคานให้ได้

ส่วนที่สอง เป็น “วัวใน” คือกลุ่มวัวที่อยู่ถัดจากวัวนอกเข้ามาในราวคาน 3 ตัว (ตัวที่ 16, 17 และ 18) จะต้องเลือกวัวตัวที่มีฝีเท้าดี มีพละกำลังดีเช่นกัน และ

ส่วนที่สาม เป็น “วัวคาน” คือวัวที่อยู่เรียงชิดติดอยู่กับวัวใน ตัวที่ 15 เข้าไปถึง ตัวที่ 1 ซึ่งอยู่ชิดกับเสาเกียด วัวกลุ่มนี้มีหน้าที่ช่วยพยุงวัวนอกและวัวในให้แข่งขันกันเต็มกำลัง อย่างไรก็ดี ทั้งวัวนอกและวัวใน ตลอดจนวัวคาน ต้องเป็นวัวพันธุ์ไทยเพศผู้เท่านั้น นักเลงวัวตัวจริงต้องดูจากสายเลือดทั้งพ่อและแม่ก่อนจะผสมกัน

ครั้งถึงเวลาแข่งขันก็มีอยู่เพียง 2 ฝ่าย คือ “ฝ่ายวัวรอง” หรือ “วัวใน” คือวัวลำดับที่ 15-18 นับจากเสาเกียด และ “ฝ่ายวัวนอก” คือตัวที่ 19 หรือตัวสุดท้าย หากฝ่ายใดล้มหรือถูกลาก ฝ่ายนั้นจะถูกจับแพ้ทันที ในบางคราววิ่งกันไม่กี่รอบก็ถูกจับแพ้ แต่บางคราวอาจวิ่งได้นับเป็นร้อยๆ รอบก็มี

องค์ประกอบของการแข่งขันวิ่งวัวลาน จำเป็นต้องมี “ราวผูกวัว” เป็นเรือนโรงขนาดใหญ่รอบๆ “ลานวัว” เป็นบริเวณพื้นที่ที่ผูกวัวสำหรับเตรียมตัวจะเข้าแข่งขันวัวลาน เมื่อเจ้าของวัวนำวัวขึ้นรถไปถึงลานวัวเป็นเวลาที่พลบค่ำ เจ้าของวัวจะนำวัวลงจากรถบรรทุก นำไปผูกไว้ยัง “ราวผูกวัว” ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้จัดให้มีการเล่นวัวลานเป็นผู้จัดเตรียมไว้ ซึ่งก็จะอยู่ติดกับ “ลานวัว” นั่นเอง

ในวงการนักเลงวัวเมืองเพชร มีวงศัพท์ในการพูดถึงวัวแต่ละประเภท ดังนี้ “วัวผูก” หรือ “วัวพวง” ต้องมี 19 ตัว จึงจะครบชุดของการละเล่นในแต่ละครั้ง

ภายในกลุ่มวัวพวง จะมี “วัวสาม” เป็นวัวตัวที่ 17 คือ “วัวยืน” ตัวที่ 18 “วัวติด” ตัวที่ 19 อยู่นอกสุด วัวทั้ง 3 ตัว นี้ถือเป็นวัวแข่งขัน จำเป็นต้องเลือกวัวที่มีฝีเท้าและพละกำลังพอๆ กัน

วัวใครจะชนะหรือแพ้นั้น ต้องดูที่พฤติกรรมการวิ่งของวัวรอง หรือวัวคาน ซึ่งนับตั้งแต่ ตัวที่ 18 มาหาตัวที่ 1 ซึ่งอยู่ใกล้เสาเกียด มักเน้นเฉพาะ ตัวที่ 17 (วัวสาม) ตัวที่ 18 (วัวยืน) เพื่อแข่งขันกับวัวนอก (วัวติด) ตัวที่ 19 ถ้าวัวนอกวิ่งแซงวัวรองโดยสามารถลากวัวรองไปได้อย่างไม่เป็นขบวน ทำให้วัวรองดิ้นหลุดจากระดับแถว หรือตัวใดตัวหนึ่งล้มลง แสดงว่าวัวนอกชนะ แต่ถ้าวัวรองสามารถวิ่งแซงหรือลากวัวติดไปสุดช่วงตัว วัวติดล้ม หรือวิ่งไม่ทัน ถือว่าฝ่ายวัวรองชนะ

การแข่งขันวัวลานแต่ละครั้ง (คืน) มักมีวัวหลายร้อยตัวจากผู้เข้าร่วมหลายหมู่บ้าน ตำบล และจังหวัด ซึ่งแต่เดิมเล่นกันอยู่ในวงจำกัด เฉพาะในเขตอำเภอบ้านลาด อำเภอท่ายาง และอำเภอเมือง เท่านั้น เป็นที่น่าสังเกตว่า ปัจจุบันมักมีการเล่นพนันแอบแฝงอยู่ด้วย แต่ละคราวมีวงเงินหมุนเวียนนับล้านบาททีเดียว ขณะวัวที่เข้าแข่งขันก็มักถูกปฏักทิ่มแทงอย่างไม่ยั้งมือ บาดเจ็บเลือดโทรมร่าง แต่ละฝ่ายน่าจะต้องหันมาทบทวนในเรื่องนี้บ้างก็จะเป็นการดีที่ยังสามารถสืบทอดการละเล่นไว้ได้โดยไม่ผิดเพี้ยนเจตนารมณ์ของบรรพชน