ปลูกเองกินเอง เมนูอร่อยจากสวนครัวคนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เรียนรู้จากหนังสือ

“ศรีจุฬาลักษณ์”

ปลูกเองกินเอง เมนูอร่อยจากสวนครัวคนเมือง

การลอบวางระเบิดบริเวณศาลพระพรหม หน้าโรงแรมเอราวัณ สี่แยกราชประสงค์ ถือเป็นการกระทำของผู้ที่ไม่น่าจะเกิดมาเป็นมนุษย์

เพราะมนุษย์ นั้นหมายถึง สัตว์ที่มีจิตใจสูง

แต่พฤติกรรมการกระทำครั้งนี้ นับว่าไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ควรกระทำ

การขาดความรัก ความเมตตาต่อกัน สังคมนั้นนั้นก็จะวุ่นวาย และอยู่กันยาก

ความเชื่อและความเห็นต่าง เป็นความคิดของแต่ละคนที่จะเชื่อ และมองเห็นต่าง ซึ่งเป็นสิทธิของผู้นั้น

การทำร้ายคนที่เชื่อ และเห็นต่าง ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

ถ้าหากมองในด้านกลับว่า ถ้าเราเป็นเขา เราจะเชื่อ จะมองเห็นต่างแบบนั้นหรือไม่

การสร้างความเข้าใจ จึงเป็นเรื่องสำคัญ

เข้าใจยอมรับในความเป็นเขา เป็นเรา

จะให้คนอื่นคิดอย่างเรา มันมีเรื่องของเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงต้องรู้จักรอ

เรียนรู้จากหนังสือปักษ์นี้ จะชวนอ่าน และให้ลองทำดู จาก “ปลูกเองกินเอง เมนูอร่อยจากสวนครัวคนเมือง”

เขียนเล่าจากการลงมือทำจริง โดย นันทนา ปรมานุศิษฏ์

เธอทำงานส่วนตัว แต่ก็เพื่อส่วนรวม ด้วยการชักชวนให้ผู้ที่ใจพร้อมจะทำ

การปลูกผักสวนครัวไว้กินเองนั้น แน่นอนที่สุดว่าปลอดสารพิษ

ทุกวันนี้ ผู้คนพยายามที่จะหาพืชผักไว้กินเพื่อสุขภาพ ห่างไกลจากโรคภัย

จากงานวิจัยทางการแพทย์ พบว่า ปีหนึ่งหนึ่งค่ารักษาพยาบาลโดยรวม นับหมื่นล้านบาท

การทำการเกษตรด้วยการใช้สารเคมีนั้น นอกจากจะทำร้ายผู้อื่นแล้ว ยังทำร้ายตัวผู้ปลูกเองด้วย

อยากรวยจึงต้องรู้จักทำ รู้จักอดทน และรู้จักรอ

มีที่ดิน ถ้ารู้จักเรียนรู้ที่จะทำการเกษตรที่เหมาะสม วันหนึ่งรายได้ก็จะตามมา

แต่หากทำการเกษตรตามกระแส เห็นคนอื่นปลูกแล้วได้ผลดีก็ปลูกตามนั้น มักมีผลเสีย เพราะดินแต่ละท้องที่อุดมสมบูรณ์ไม่เหมือนกัน

ลองปลูกเองกินเอง ตามที่คุณนันทนา เขียนให้ความรู้ เป็นทางหนึ่งห่างไกลจากโรค แถมเป็นการออกกำลังกายไปในตัว

สิ่งที่ต้องทำอย่างแรกคือ ปลูกความรักให้เกิดจากใจให้ได้เสียก่อน เชื่อว่าทุกคนปลูกผักได้ และเป็น

ความรู้เรื่อง ปลูกเองกินเอง นี้ สำนักพิมพ์มติชน จัดพิมพ์จำหน่าย ในราคา เล่มละ 290 บาท พิมพ์ 4 สี ทั้งเล่ม

ช่วงนี้ ข้าราชการก็จะมีงานเลี้ยงลากันแล้ว ก็ขอให้ใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุข

ประการหนึ่ง พึ่งตัวเองให้มากที่สุด อย่าเป็นภาระคนอื่น

ขอให้เตรียมตัว เตรียมใจให้พร้อม อย่าให้เป็นอย่างที่คนโบราณท่านว่า

แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน

เรื่อง – หอข่าวของชาวบ้าน

คอลัมน์ – กวีชาวบ้าน

โดย – อนุวัฒน์ แก้วลอย

แว่วเสียงคลอหอข่าวของชาวบ้าน

เป็นเพลงหวานขานรับกับวันใหม่

เช้าวันนี้คงมีเรื่องเปิดเครื่องไฟ

โฆษกมาปราศรัยให้รอฟัง

คำทักทายสายสัมพันธ์ไม่ผันเปลี่ยน

บ้านวัดและโรงเรียนเพียรเติมหวัง

ออ บอ ตอ. ขอร่วมรวมพลัง

เป็นอีกครั้งตั้งผ้าป่าสามัคคี

ถัดมาเป็นเสียงขอพ่อผู้ใหญ่

ถึงข่าวใหม่จากในเมืองเรื่องภาษี

งบฯ ภัยแล้งแจ้งเจ้านาอย่าช้าที

ผ่อนผันมีเวลาอายุความ

นโยบายหลายหลากมากความรู้

ให้ช่วยดูช่วยแก้ไขช่วยไถ่ถาม

ผู้นำดี บ้านมีสุขในทุกยาม

คงวิถีดีงามตามครรลอง

เอนตัวนอนถอนหายใจบ้านไม่เปลี่ยน

ไร้อำนาจวนเวียนให้มัวหมอง

มีแต่ข่าวชาวบ้านสานปรองดอง

เชื่อมพี่น้องท้องถิ่นรินน้ำใจ

จบเสียงแจ้งแถลงข่าวของชาวบ้าน

ยิ่งประสานเชื่อมโยงความโปร่งใส

มิต้องแข่งแย่งชิงเพื่อสิ่งใด

เมื่อเมืองใหม่ยังไม่โหมโถมบ้านเรา

อารักขกัมมัฏฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

ธรรมะจากวัด

พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ

อารักขกัมมัฏฐาน

พระภิกษุสงฆ์ในประเทศไทย เจริญสมาธิภาวนามานาน แม้วิธีการเจริญสมาธิภาวนาหลักๆ ที่ใช้กันอยู่คือ สติปัฏฐาน และอานาปานสติก็ตาม แต่ด้วยความที่พระภิกษุสงฆ์แต่โบราณกาลมีความเชี่ยวชาญด้านการเจริญสมาธิภาวนา ท่านโบราณจารย์เหล่านั้นจึงได้รวบรวมวิธีการพิเศษที่จะเข้าถึงอานาปานสติและสติปัฏฐาน จากคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือท่านจะคิดวิธีการลัดของท่านให้ผู้ปฏิบัติเข้าถึงความสะอาด สว่าง และสงบ โดยง่ายขึ้น

อารักขกัมมัฏฐาน แปลตรงตัวว่า กัมมัฏฐานที่ควรรักษา ท่านใช้ คำว่า อารักขา แปลว่า ต้องดูแลอย่างดี มีอยู่ 4 ประการ คือ

1. พุทธานุสติ การระลึกถึงพระพุทธเจ้า เวลาจิตว่างจากความคิดการงานเรื่องอื่นถ้าได้คิดเรื่องพุทธจริยาของพระพุทธเจ้าด้วยความเคารพศรัทธา จิตใจจะมีความอบอุ่นมั่นคง เพราะนำใจไปวางไว้กับสิ่งบริสุทธิ์คือ ความรู้ ความตื่น ความเบิกบาน หรือมีชาวพุทธอีกจำนวนมากทั้งสายเถรวาท มหายาน วัชรยาน ล้วนนิยมนับลูกประคำโดยการนำเอาพระนามของพระพุทธเจ้ามาท่องบ่นก่อนเข้านอน หรือยามว่างจากคิดการงานอื่นๆ เช่น ชาวพุทธสายเถรวาทจะนำเอาพระนามของพระพุทธเจ้าที่ว่า พุทโธ มาท่องบ่นและนับลูกประคำไปด้วย หรือชาวพุทธจำนวนมาก นิยมนำ คำว่า พุทโธ มาใช้เป็นที่พักใจ ทุกขณะที่หายใจ ในวิธีว่า พุทธ หายใจเข้า โธ หายใจออก หรือสอนกันง่ายๆ ว่า พุท เข้า โธ ออก

พุทธ เข้า โธ ออก

สติคอยบอกว่า รู้ ตื่น เบิก บาน

ฝึกแล้วฝึกอีก ฝึกจนชำนาญ

รู้ ตื่น เบิกบาน ทุกลมหายใจ

หรือ เมื่อถึงเวลาขึ้นปีใหม่ชาวพุทธไทยจะพากันรวมตัวที่วัดใกล้บ้าน หรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่งที่รวมคนได้ง่ายและสะดวก เช่น ท้องสนามหลวง เพื่อสวดอิติปิโสข้ามวัน ข้ามเดือน และข้ามปี แม้อย่างนี้ก็จัดว่าเป็นการเจริญพุทธานุสติ คือรำลึกถึงพระพุทธเจ้า ชาวพุทธมหายาน นำเอาพระนามของพระพุทธเจ้าที่ว่า อมิตาภพุทธะ ซึ่งแปลว่า พระองค์ผู้ทรงอมตะรุ่งเรืองสว่างไสวยิ่งนัก มาท่องบ่นบริกรรมเป็นพันเป็นหมื่นครั้ง เพื่อเป็นที่พักพิงใจที่อบอุ่นและมั่นคง ส่วนชาวพุทธฝ่ายวัชรยาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวทิเบต มักจะนำเอาพระนามของพระพุทธเจ้ามาท่องบ่นบริกรรมว่า โอม ปัทเมหุม ซึ่งแปลว่า พระผู้เบิกบาน คือดอกบัว ชาวทิเบตจะท่องพระนามนี้จนขึ้นใจ ไม่ว่าจะเป็นเวลาว่างจากงานหรือเวลาทำงานก็จะบริกรรมพระนามนี้ไปด้วย เป็นการทำงานพร้อมกันไปทั้งงานกายและจิตใจ จึงเห็นได้ว่าแม้ชาวทิเบตจะบ้านแตกสาแหรกขาด แต่จิตใจเข้มแข็ง อดทน ต่อสู้ พลัดบ้านพลัดเมืองไปอยู่ที่ใด ไม่ช้าไม่นานสามารถสร้างชุมชนและสร้างฐานะทางเศรษฐกิจให้เข้มแข็งได้อย่างรวดเร็ว เพราะแม้เขาจะสูญเสียทุกอย่างแม้แต่แผ่นดิน แต่พวกเขาไม่เคยสูญเสียพลังใจที่เติมเต็มด้วยพุทธะที่เบ่งบานคือ ดอกบัว อย่างสม่ำเสมอ

2. เมตตาพรหมวิหาร คือความเมตตาที่แผ่ไปสู่เพื่อนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายอย่างไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเงื่อนไข แผ่ความรักให้เพราะรักไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ประดุจบิดามารดาที่มอบความรักและทุกสิ่งแม้แต่ชีวิตแก่ลูกได้ ความรักของคนทั่วไปที่มีต่อกันย่อมมีวันหมดรัก ถ้าเงื่อนไขใดๆ เข้ามาทำให้ความรักหมดอายุสะดุดหยุดลง แต่ความรักของบิดา มารดา ไม่มีวันหมดอายุ แม้อายุขัยสิ้นแล้ว แต่ยังรักกันได้ข้ามภพข้ามชาติต่อไป

3. อสุภกัมมัฏฐาน เป็นกัมมัฏฐานสำคัญ ที่เป็นเครื่องมือถอดถอนราคะ คือความรักปักใจ ในรูป เสียง กลิ่น รส การถูกต้องสัมผัส และธรรมารมณ์ อันได้แก่ การนำรูป เสียง กลิ่น รส และการถูกต้องสัมผัส มาน้อมนึก จนหลงรักปักใจอย่างลึกล้ำยากแก่การถอดถอน พระโบราณจารย์มองเห็นโทษแห่งราคะที่กลัดกลุ้มรุมเร้าใจอันเป็นเหตุให้ ลุ่มหลง ห่วง หวง และหึง ถึงกับฆ่าทำลายล้าง คนที่มาชิงของหรือคนรักของตน หรือหากไม่สมปรารถนาในรักก็มักเจ็บปวดถึงกับฆ่าตัวตาย ซึ่งมีให้เห็นตามข่าวจากสื่อต่างๆ บ่อยๆ

จึงได้แนะนำให้เจริญอสุภกัมมัฏฐานเพื่อเห็นความจริงของสิ่งเหล่านั้นว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ที่มองอย่างผิวเผินว่างดงาม น่าใคร่ น่าพอใจ น่าจับต้องสัมผัส แต่เมื่อมองลึกเข้าไปถึงที่ตั้ง สีสัณฐาน แต่ละอย่างล้วนเปลี่ยนเป็นของปฏิกูลได้ในเวลาไม่นาน ผมที่ขึ้นตามศีรษะดูสลวยสวยงาม เพราะอยู่ถูกสถานที่ แต่ถ้าเปลี่ยนมาอยู่ในถ้วยหรือชามแกงจืด หรือโรยบนข้าวสวย แกงจืด หรือข้าวสวยจานนั้น จะดูเป็นปฏิกูลทันที จมูกที่โด่งโดยธรรมชาติหรือผ่าตัดตกแต่งเสริมดูดี แต่ถ้ามีน้ำมูกเขียวๆ ออกมาเกาะอยู่เป็นประจำ ความงามของจมูกจะหายไปทันที ผมและขนถ้าอยู่ถูกที่ถูกทางจะดูดี แต่ถ้าอยู่ผิดที่จะปฏิกูลทันที เล็บที่ตกแต่งทาสีอย่างงาม แต่ถ้านำมาประดับประดาในจานข้าวมันไก่หรือข้าวหมูแดงจะรู้สึกปฏิกูลทันที ฟันที่งามวาวแววเหมือนไข่มุก แต่เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้วมีเศษเนื้อเศษผักติดตามซอกฟันจะนำออกมาใส่จานรับประทานใหม่ก็จะรู้สึกได้ถึงความปฏิกูล ผิวหนังที่มีสีขาวหรือเหลืองตามชาติพันธุ์น่ารัก น่าลูบไล้ น่าใคร่ น่าดู ถ้าไม่อาบน้ำหรือขัดสีเพียงวันหรือสองวันจะกลายเป็นของปฏิกูลไปทันที การพิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง โดยสภาวะปฏิกูลเช่นนี้จะบรรเทาความเร่าร้อนรุนแรงแห่งราคะและตัณหาลงไปได้บ้าง ช่วยให้ใจได้ดำรงอยู่อย่างปกติ ไม่ฟู เพราะได้สิ่งที่น่ายินดี น่ารัก น่าใคร่ ไม่แฟบ เพราะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่น่ายินดี น่าใคร่ น่าพอใจ

4. มรณสติ ระลึกถึงความตายอยู่เป็นประจำ การระลึกถึงความตาย เป็นกัมมัฏฐานประเภทหนึ่ง การระลึกถึงความตายจะช่วยให้ผู้ระลึกเกิดความไม่ประมาทในชีวิต ในวัย ในความไม่มีโรคไม่มีภัย เพราะความตายติดตามมนุษย์ทุกคนอยู่ทุกย่างก้าว ความตายไม่มีกำหนดตายตัวว่าจะมาถึงตอนไหน แต่ความตายติดตามมนุษย์ทุกคนตั้งแต่เกิดมา ว่าโดยภาษาธรรม เมื่อมีความเกิดก็ต้องมีความแก่ เมื่อมีความแก่ก็ต้องมีความตาย ติดตามมาอย่างใกล้ชิด ชีวิตพร้อมจะยุติลงได้ทุกเมื่อไม่กำหนดตายตัว เพราะชีวิตเป็นอนัตตา ขอร้องไม่ได้ ห้ามปรามไม่ได้ จัดการไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ ต้องเป็นไปตามวิถีที่ควรจะเป็น พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า ผู้ไม่ประมาทจะคิดถึงความตายอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ในการดำเนินชีวิตประจำวันหากไม่สามารถระลึกถึงความตายได้อยู่ทุกเมื่อ ก็ควรได้พิจารณาไว้บ่อยๆ ไม่ใช้ชีวิตเพลิดเพลินจนลืมตาย จะได้ไม่ลืมตัวและลืมตาย จะได้เร่งรีบทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างคุ้มค่า คุ้มเวลา ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา

เข้าพรรษาผ่านไปได้ 1 เดือนแล้ว คิดว่าท่านสาธุชนผู้อ่านทั้งหลายคงขวนขวายในการบำเพ็ญบุญ ให้ทาน สมาทานศีล และเจริญภาวนา อาตมาเลยนำเรื่องภาวนาวิธีแบบนี้มาฝาก หากอ่านแล้วเข้าใจถูกจริตทดลองทำแล้วเจริญก้าวหน้าดีขอมอบเป็นของขวัญในวาระเข้าพรรษาก็แล้วกัน แต่หากอ่านแล้วไม่ถูกจริต ทดลองทำดูแล้วไม่ช่วยให้ภาวนาก้าวหน้าก็เพียงอ่านผ่านๆ ไป อาตมาก็ปลื้มใจยิ่งนักแล้ว สุขสันต์ฤดูกาลเข้าพรรษาทั่วหน้าทุกท่านเทอญ

2 แรง แข็งขัน ขับเคลื่อนเกษตรแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

2 แรง แข็งขัน ขับเคลื่อนเกษตรแปลงใหญ่

โครงการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ (ด้านพืช) และโครงการส่งเสริมการปลูกผักปลอดภัย (แปลงใหญ่) เป็นหนึ่งกิจกรรมที่กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร มีเป้าหมายร่วมขับเคลื่อนและพัฒนาตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การบริหารความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงาน โดยมุ่งบูรณาการส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยรวมกลุ่มกันผลิตสินค้าเกษตรในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ และใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม พร้อมสนับสนุนให้บริหารจัดการการผลิตและการตลาดร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกรและภาคเกษตรไทยให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

ปี 2558-2559 นี้ กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีแผนเร่งบูรณาการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ เน้นกระบวนการเรียนรู้และการมีส่วนร่วม และใช้พื้นที่เป็นศูนย์กลางการพัฒนา (Area-Based) โดยผนึกพื้นที่-คน-สินค้า เข้าด้วยกัน มีเป้าหมาย จำนวน 219 จุด 13 ชนิดพืช รวมพื้นที่ 366,463 ไร่ เกษตรกร 26,265 ราย ประกอบด้วย ข้าว 139 จุด พื้นที่ 264,736 ไร่ มันสำปะหลัง 21 จุด พื้นที่ 41,616 ไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 8 จุด พื้นที่ 8,150 ไร่ ทุเรียน 10 จุด พื้นที่ 8,743 ไร่ ลำไย 10 จุด พื้นที่ 18,832 ไร่ เงาะ 1 จุด พื้นที่ 1,000 ไร่ นอกจากนั้น ยังมีมะม่วง 4 จุด พื้นที่ 4,985 ไร่ มังคุด 12 จุด พื้นที่ 7,238 ไร่ ปาล์มน้ำมัน 5 จุด พื้นที่ 3,063 ไร่ สับปะรด 3 จุด พื้นที่ 3,300 ไร่ ส้มโอ 1 จุด พื้นที่ 300 ไร่ มะพร้าวน้ำหอม 1 จุด พื้นที่ 500 ไร่ และ ผัก 4 จุด พื้นที่ 4,000 ไร่

เบื้องต้นทั้ง 2 หน่วยงาน ได้นำร่องส่งเสริมการปลูกผักปลอดภัยแปลงใหญ่ ในแหล่งผลิตผักสำคัญของประเทศ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก กำแพงเพชร ตาก และเพชรบูรณ์ รวมพื้นที่ 4,000 ไร่ เกษตรกร ประมาณ 1,000 ราย โดยส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มบริหารจัดการการผลิตผักแปลงใหญ่ พร้อมจัดหาจัดซื้อและใช้ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรร่วมกัน เน้นให้ใช้สารชีวภัณฑ์ในการกำจัดศัตรูพืชเพื่อทดแทนการใช้สารเคมี และลดปริมาณการใช้สารเคมีลง ทั้งยังใช้สารเคมีเท่าที่จำเป็นและถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต ขณะเดียวกันยังมุ่งผลักดันให้เกษตรกรในแปลงใหญ่เข้าสู่ระบบมาตรฐาน จีเอพี (GAP) ด้วย เพื่อให้ได้ผลผลิตพืชผักที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัยและเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ เกษตรอำเภอในพื้นที่จะทำหน้าที่ผู้จัดการแปลง โดยมีการวางแผนการผลิตร่วมกับเกษตรกรพร้อมเชื่อมโยงการตลาด ซึ่งจากความร่วมมือระหว่างวิชาการเกษตรกับกรมส่งเสริมการเกษตร ทำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนแนวคิดและมีเป้าหมายในการผลิตผักปลอดภัยในทิศทางเดียวกัน นอกจากช่วยเพิ่มศักยภาพเกษตรกรให้สามารถผลิตผักปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังช่วยสร้างอำนาจต่อรองราคาและช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับเกษตรกรรายย่อยด้วย

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวถึงแนวทางความร่วมมือการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ (ด้านพืช) ว่าในส่วนของกรมวิชาการเกษตรได้จัดเตรียมข้อมูลและเอกสารวิชาการ รวมถึงผลงานวิจัยด้านพืชที่ประสบผลสำเร็จแล้ว ทั้งพันธุ์พืชใหม่ ด้านเขตกรรม การจัดการแปลง โรคและแมลงศัตรูพืช รวมถึงการเก็บเกี่ยวและการดูแลหลังการเก็บเกี่ยว และแนวทางการลดต้นทุนการผลิต ส่งมอบให้กรมส่งเสริมการเกษตรนำไปเผยแพร่และถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรในแปลงใหญ่ ขณะเดียวกันกรมวิชาการเกษตรยังจะเร่งถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชไปสู่เกษตรกร ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ลำไย ทุเรียน มังคุด มะม่วง สับปะรด เงาะ ปาล์มน้ำมัน ส้มโอ มะพร้าวน้ำหอม และพืชผัก เป็นต้น ตลอดจนให้คำปรึกษาด้านการผลิตพืชแก่เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรด้วย

นอกจากนั้น กรมวิชาการเกษตร ยังสนับสนุนการวิเคราะห์ตรวจสอบสารตกค้างในผลผลิต เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมจำหน่ายสารเคมีเกษตรที่ผิดกฎหมายในพื้นที่เป้าหมาย และสนับสนุนการตรวจรับรองแหล่งผลิตพืชตาม มาตรฐาน GAP โดย ปี 2559 ตั้งเป้าส่งเสริม GAP ในพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ 80 จุด (ไม่รวมข้าว) 12 ชนิดพืช เกษตรกรไม่น้อยกว่า 9,121 ราย เน้นการตรวจรับรองมาตรฐาน GAP แบบกลุ่ม (Group Certification) และมุ่งให้เกษตรกรสามารถเชื่อมโยงการผลิตกับตลาดได้

ด้าน นายโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า นอกจากค่าครองชีพที่ขยับตัวสูงขึ้น ปัจจุบันเกษตรกรต้องเผชิญปัญหาราคาปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะค่าปุ๋ยเคมี สารเคมีการเกษตร รวมถึงค่าแรงงาน ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ทางออกที่ดีสำหรับเกษตรกรคือ ต้องรวมกลุ่มกันผลิตในรูปแบบเกษตรกรรมแปลงใหญ่ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้มีแผนร่วมขับเคลื่อนเกษตรแปลงใหญ่กับกรมวิชาการเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจะนำความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดขยายผลไปสู่เกษตรกรเครือข่ายในพื้นที่แปลงใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและช่วยลดต้นทุนให้กับเกษตรกร และต้องมีการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับตลาดด้วย

ทีมเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร จะลงพื้นที่แปลงใหญ่ทำงานร่วมกัน ตั้งแต่รับฟังปัญหาและความต้องการของเกษตรกร ถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวิชาการและเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ และการผลักดันแปลงใหญ่เข้าสู่มาตรฐาน ทำให้สามารถบริหารจัดการการผลิตและการตลาดล่วงหน้าได้

เป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรรายย่อย สามารถแข่งขันได้เมื่อเปิดตลาด เออีซี (AEC)?

OWL COFFEE กาแฟสิงคโปร์ ลุยตลาดในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07016150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

OWL COFFEE กาแฟสิงคโปร์ ลุยตลาดในไทย

ทุกวันนี้ตลาดกาแฟนับว่าเป็นตลาดใหญ่ที่มีเม็ดเงินมหาศาล เพราะผู้คนทั่วโลกต่างนิยมดื่มกาแฟกันเป็นกิจวัตรประจำวัน บางคนวันหนึ่งดื่มหลายแก้ว ธุรกิจเกี่ยวกับกาแฟทั้งหลายจึงไปได้ดี ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟที่เปิดกันดาษดื่นทั่วทุกหัวระแหง ทั้งที่มีหน้าร้าน หรือแม้กระทั่งรถเข็น

จะเห็นว่าในบ้านเราเองตลาดกาแฟก็มีการแข่งขันกันสูง ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ของไทย หรือแบรนด์หลากหลายที่มาจากต่างประเทศ และด้วยความที่คนไทยมีกำลังซื้อสูง ผู้ประกอบการจากประเทศในอาเซียนก็อยากจะเข้ามาทำตลาดเพราะมองว่าไทยเป็นศูนย์กลางในย่านนี้

มีแฟรนไชส์ที่กรุงจาการ์ตา

อย่างกาแฟยี่ห้อเก่าแก่อายุเกือบ 60 ปีของสิงคโปร์ ชื่อ OWL COFFEE ซึ่งเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยสักพักหนึ่งแล้วปรากฏว่าได้รับความสนใจเป็นอย่างดี เพราะใช่จะมีแค่กาแฟอย่างเดียว ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีก อาทิ ชาชัก และเต้าฮวยผงสำเร็จรูป

คุณริชมอนด์ ที เจ้าของ OWL INTERNATIONAL PTE LTD เล่าว่า เป็นรุ่นที่ 2 ที่เข้ามาดูแลกิจการของครอบครัว แต่คุณพ่อผู้ก่อตั้งแบรนด์ก็ยังช่วยให้คำแนะนำและให้คำปรึกษา โดยสมัยก่อนเมื่อเกือบ 60 ปีที่แล้วจากการเป็นแผงลอยเล็กๆ ตั้งอยู่ริมถนน เป็นเจ้าแรกที่คั่วกาแฟข้างถนนในสิงคโปร์ และยังเป็นเจ้าแรกที่ก่อตั้งแบรนด์ขึ้นมา สมัยก่อนถ้าขายตามข้างถนนแผงลอยจะไม่มีแบรนด์

หลายคนอาจสงสัยว่าแบรนด์ชื่อนี้ มีที่มาที่ไปอย่างไร ประเด็นนี้ คุณริชมอนด์ บอกว่า ความจริงไม่มีอะไรมาก สมัยนั้นแค่เปิดดูในหนังสือแล้วเห็นรูปตัวนกฮูกว่าน่ารักน่าสนใจดี เลยนำมาทำเป็นแบรนด์ เริ่มจากการทำเป็นอินสแตนต์มิกซ์ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟหรือชา กระทั่งปีนี้เข้าสู่ในกลุ่มของ Business Hotel เป็น Professional Coffee มากขึ้น นอกจากนี้ ยังเปิดคาเฟ่ชื่อ OWL CAFE ซึ่งให้บริการทั้งกาแฟและมีอาหารด้วย ทำแบบครบวงจรครอบคลุมทุกอย่าง คือทั้งขายแฟรนไชส์และขายอุปกรณ์ในการชงกาแฟ

ในสิงคโปร์ตอนนี้มี OWL COFFEE จำนวน 3 สาขาด้วยกัน มีแฟรนไชส์อีก 1 สาขา และในปีนี้ทางบริษัทได้ขายแฟรนไชส์ในต่างประเทศ ซึ่งมีแล้ว 1 แห่งคือ ที่อินโดนีเซีย โดยเป็นแฟรนไชส์ที่มีราคาในระดับกลางๆ ไม่สูง และก็ไม่ต่ำมาก

คุณริชมอนด์ แจงว่า OWL CAFE มีจุดเด่นตรงที่ใช้เมล็ดกาแฟคั่วเอง ในขณะที่หลายเจ้ามุ่งเน้นกาแฟที่มาจากยุโรป แต่ของทางร้านเป็นกาแฟที่อยู่คู่สิงคโปร์มานาน และมีหลากหลายรสชาติให้เลือกที่เสิร์ฟตามคอฟฟี่ช็อปในสิงคโปร์ ซึ่งทางร้านยังคงรักษารสชาติไว้ จุดเด่นอีกอย่างคือ อาหารที่ไม่เหมือนเจ้าอื่น เป็นแนวอาหารท้องถิ่น เป็นอาหารพื้นเมืองของชาวเอเชีย

คั่วแบบใส่น้ำตาลลงไปด้วย

“ข้อที่เห็นได้ชัดคือ เรื่องของรสชาติที่เน้นความเข้มข้นในเรื่องของรสชาติกาแฟ คาเฟ่ที่อื่นจะเน้นนม หรือเป็นพวกกลิ่นผลไม้ แต่ของทางร้านเน้นตัวกาแฟเป็นหลัก วิธีการคั่วของเราคือ ผสมน้ำตาลลงไปด้วยระหว่างที่คั่ว เพื่อให้รสชาติกลมกล่อมมากขึ้น และถูกปากคนเอเชีย เพราะคนเอเชียชอบความเข้มข้นและออกหวานนิดๆ”

นอกจากวิธีการคั่วเฉพาะแบบที่กล่าวไปแล้ว คุณริชมอนด์ ยังบอกอีกว่า ความแตกต่างอีกอย่าง เป็นเรื่องของวิธีการชงกาแฟที่ใช้ถุงกาแฟ ซึ่งจะกรองก่อนแล้วต้องยกถุงขึ้นให้สูง นั่นคือ ศิลปะอย่างหนึ่ง เป็นวัฒนธรรมในแถบเอเชียที่ทางร้านอนุรักษ์ไว้ เวลาคนต่างชาติเห็นแล้วต่างเกิดความรู้สึกประทับใจ บวกกับรสชาติที่แตกต่าง สิ่งเหล่านี้ทำให้โดดเด่นจากกาแฟในแถบยุโรป

สำหรับพันธุ์กาแฟนั้น หนุ่มเจ้าของบริษัท OWL แจกแจงว่า ใช้กาแฟพันธุ์โรบัสต้าเป็นหลัก แต่ผสมกาแฟอย่างอื่นเข้าไปด้วย อย่างเช่น พันธุ์อาราบิก้า ไวบาริก้า และเอ็กซ์เซลซ่า ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ไม่ค่อยดังในแถบตะวันตก จึงไม่เป็นที่รู้จักเท่าไรนัก เนื่องจากเป็นพันธุ์ผสมที่คนไม่ค่อยนิยมใช้กัน แต่ทางบริษัทใช้เพื่อรสชาติที่แตกต่าง สร้างจุดเด่นให้กับกาแฟ

ในส่วนเมล็ดกาแฟดิบนั้น ทางบริษัท OWL สั่งนำเข้าจากหลายประเทศ เช่น บราซิล อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม ซึ่งทางบริษัทได้ไปเปิดโรงงานที่นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม เพื่อใกล้แหล่งวัตถุดิบและสะดวกในการขนส่ง อีกอย่างที่ประเทศสิงคโปร์ที่มีพนักงานประมาณ 100 กว่าคน ก็ไม่สามารถขยายโรงงานได้ ขณะที่ธุรกิจมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น

คุณริชมอนด์ ระบุว่า กลุ่มลูกค้าทั้งคาเฟ่และโปรดักต์แบรนด์ OWL COFFEE คือ ลูกค้าทั่วไปที่รู้สึกคุ้นเคยกับรสชาติเอเชีย หรือของบ้านเกิด แทนที่จะไปคลั่งไคล้กาแฟฝั่งทางตะวันตก โดยรสชาติที่นำเสนอเป็นรสชาติที่นิยมดื่มกันมาตั้งแต่โบราณ กลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้อาจเคยเห็น เคยสัมผัสมาตั้งแต่สมัยที่พ่อแม่ดื่ม ทางบริษัทจึงเน้นการสานต่อมาจากตรงนั้น พร้อมทั้งทำให้ชาวต่างชาติรู้ว่า นี่เป็นศิลปวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของอาเซียน ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่แตกต่างจากกาแฟที่เคยดื่มอยู่เป็นประจำ

“สิ่งที่เราโฆษณาประชาสัมพันธ์คือ อยากให้ลิ้มลองกาแฟของทางเอเชียบ้างรสชาติก็ไม่เลวนะ เป็นประโยคสั้นๆ ที่สามารถบ่งบอกความเป็นเราได้คือ เราพยายามเป็นตัวแทนในการที่จะเผยแพร่วัฒนธรรมการดื่มกิน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร กาแฟ ในแถบเอเชียสู่ทั่วโลก”

กับคำถามที่ว่าในการรับช่วงธุรกิจต่อจากรุ่นพ่อนั้นมีความยากง่ายหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง คุณริชมอนด์ บอกว่า ในรุ่นพ่อเป็นธุรกิจที่มาจากแผงลอยสู่โรงงาน เน้นการทำธุรกิจเฉพาะในสิงคโปร์ที่เดียว พอมาถึงรุ่นนี้เป็นการมาสานต่อในเรื่องความเป็นแบรนด์มากขึ้น สร้างจุดขาย จุดเด่นของโปรดักต์ เพิ่มผลิตภัณฑ์อย่างอื่น เช่น K-Cup หรือพวกที่เป็นฟู้ดเซอร์วิสในลักษณะที่เป็นมืออาชีพเรื่องคอฟฟี่ ที่เสิร์ฟตามโรงแรม รวมถึงธุรกิจร้านคาเฟ่ด้วย ซึ่งก็มีแผนที่จะขยายธุรกิจตรงนี้ไปยังกลุ่มต่างประเทศด้วย

สำหรับแฟรนไชส์ที่อินโดนีเซียนั้น เปิดขายที่กรุงจาการ์ตา คุณริชมอนด์ ให้ข้อมูลว่า สาเหตุที่เลือกซื้อแฟรนไชส์ของบริษัทเพราะมั่นใจในตัวโปรดักต์ และการบริการที่มีให้ และลูกค้ามองเป็นคาเฟ่ระดับพรีเมี่ยม มีคุณภาพ มีจุดเด่นที่ไม่เหมือนกับคอฟฟี่ช็อปที่อื่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งทำให้เกิดความแตกต่างจากกาแฟในกลุ่มของชาติอื่นๆ

“สิ่งที่เรามองเห็น Asian Coffee คือ มรดกตกทอดที่ล้ำค่ามาก เราเลยอยากจะอนุรักษ์ตรงนี้ไว้ โดยที่เราต้องการพัฒนา และเติบโตไปกับมัน ให้อยู่ในระดับพรีเมี่ยม ให้เท่ากับ Western Coffee ขณะที่เป็นกาแฟแบรนด์ท้องถิ่นจริงๆ”

วางขายในห้างไทยหลายแห่ง

ส่วนการเข้ามาทำตลาดในบ้านเรานั้น เขามองว่า ประเทศไทยมีแค่กาแฟในแบบที่คนไทยชอบดื่ม แต่ยังไม่มีใครทำกาแฟที่มาจากแถบเอเชีย เน้นรสชาติของเอเชียคอฟฟี่เทสต์ ซึ่งน่าจะเป็นจุดเด่นของกาแฟ “OWL” ที่ไม่เหมือนคนอื่น นอกจากนี้ จะออกโปรดักต์ตัวใหม่ที่เป็นรสชาติไม่เหมือนใคร และคิดว่าจะเป็นจุดเด่นที่ทำให้สู้แบรนด์ไทยได้

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของ OWL มีวางขายแล้วในไทย มีที่ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ตั้งฮั่วเส็ง วิลล่า มาร์เก็ต ฯลฯ โดยกาแฟทรีอินวัน ขนาด 27 ซอง ราคา 99 บาท

เขายังเล่าถึงความเป็นมาของการทำเต้าฮวยผงสำเร็จรูปว่า คือความจริงแล้วเกิดจากเป็นเมนูที่ขายตามพวกร้านอาหารหรือโรงอาหารในสิงคโปร์ ซึ่งหาทานได้ง่ายมาก ทางบริษัทมองเห็นตรงนั้นว่าน่าจะทำให้สะดวกสบายมากขึ้นเลยทำเป็นทรีมิกซ์ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถปรุงได้เอง คือพยายามหาสิ่งที่เป็น Local Food มาทำเป็นอินสแตนต์ให้ง่ายขึ้น ให้เหมาะกับการใช้ชีวิตที่ยุ่งยากในเวลานี้ รวมถึงการทำกาแฟและชาทรีอินวันในวันนี้ กระทั่งได้รับการตอบรับจากคนสิงคโปร์เป็นอย่างดี

“ในประเทศไทยเรามองเห็นลู่ทางที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว ซึ่งน่าจะเหมาะกับวัฒนธรรมคนไทยเหมือนกัน เรามองกลุ่มเป้าหมายเป็นพวกโรงแรม ร้านอาหาร ร้านเบเกอรี่ และในตอนนี้กำลังพัฒนาในส่วนที่เป็นห่อเล็ก ใส่แค่น้ำ แล้วตั้งไว้ให้มันแข็งตัว จากนั้นกินได้เลย ให้สำเร็จรูปมากกว่านี้ หากทำสำเร็จจะนำเข้ามาขายให้บริโภคทั่วไปเพราะเหมาะกับการซื้อกลับไปกินที่บ้าน”

เผยส่งออกทั่วเอเชีย

โปรดักต์อีกอย่างที่น่าสนใจของแบรนด์ OWL คือชาชัก คุณริชมอนด์ อธิบาย ความจริงชาชักวัฒนธรรมไม่ได้เกิดที่สิงคโปร์โดยตรง มาจากวัฒนธรรมการชงชาของชาวอินเดียที่ทานกับพวกโรตี ซึ่งสมัยก่อนที่จะตั้งเป็นประเทศสิงคโปร์ มีคนอินเดียอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในสิงคโปร์ คนพวกนี้ได้นำวัฒนธรรมการดื่มกินเข้ามาด้วย จากนั้นตั้งเป็นร้านขึ้นมาขาย ปรากฏว่ารสชาติถูกปากคนในละแวกนั้น เลยมีการสานต่อวัฒนธรรมอันนี้ขึ้นมา กลายเป็นหนึ่งวัฒนธรรมการดื่มกินของชาวสิงคโปร์ไปแล้ว ซึ่งเมื่อบริษัทมองเห็นตรงนี้เลยทำชาชักสำเร็จรูปเพื่อให้เหมาะกับสมัยนี้

อย่างที่เกริ่นไปแต่แรกว่า OWL COFFEE ได้เข้ามาทำตลาดในบ้านเราสักพักแล้ว อย่างที่คุณริชมอนด์ ถ่ายทอดประสบการณ์จุดนี้ให้ฟังว่า จากการเข้ามาขายเมื่อ 2 ปีที่แล้วในไทย ทำให้เรียนรู้การทำตลาดในไทยหลายอย่าง อันแรกคือ ราคาต้องถูก หาจุดเด่นในเรื่องรสชาติที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน พูดถึงอย่างแรกที่บริษัทจะไม่ทำอย่างแน่นอนคือ เรื่องลดราคา เพราะโปรดักต์มีคุณภาพดีอยู่แล้ว ฉะนั้น เรื่องลดราคาจึงไม่ใช่คำตอบ ที่สำคัญ เป็นแบรนด์ที่อยู่คู่กับสิงคโปร์ ในเรื่องของกาแฟรสชาติเอเชีย จึงต้องการนำเสนอแนวคิดนี้เพราะในไทยยังไม่มีใครทำมาก่อน

เขาระบุด้วยว่า กาแฟไทยต่างพยายามหาจุดเด่นของแต่ละยี่ห้อ โดยหันมาทำกาแฟที่มีส่วนผสมสมุนไพรและเห็ดต่างๆ เน้นดื่มแล้วผอม แต่มองว่าเป็นเรื่องของเทรนด์มากกว่า สักวันเทรนด์ดังกล่าวก็จะหายไป แต่วัฒนธรรมการดื่มกิน หรือรสชาติที่เป็นมรดกตกทอดย่อมจะคงอยู่ตลอดไป ไม่สูญหาย สิ่งเหล่านี้น่าจะอยู่ได้ยาวนานกว่า เพราะอย่างไรเสียจะต้องมีการสานต่อวัฒนธรรมดังกล่าว

ในการเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย คุณริชมอนด์ บอกว่า “การแข่งขันตลาดที่เมืองไทยรุนแรง ดังนั้น สิ่งที่บริษัทผมจะทำเป็นการเน้นการออกรสชาติใหม่ ส่วนเรื่องยอดขายคิดว่าควรจะทำได้ดีกว่านี้ แต่สิ่งที่คิดคือ การที่จะทำให้อยู่ได้นานในตลาด ด้วยการสร้างความแตกต่างจากคนอื่น แล้วทำอย่างไรให้คนอื่นมาซื้อแบรนด์ของเราแล้วก็มาดื่มกาแฟเรา”

นอกจากจะเข้ามาขายในไทยแล้ว ที่ผ่านมาบริษัท OWL ก็เข้าไปขายในหลายประเทศแล้ว และวางแผนรุกไปตลาดในเอเชียอื่นๆ ด้วย ทั้งไทย มาเลเซีย กัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ บรูไน จีน ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลี

ในฐานะคนหนุ่มที่รับช่วงกิจการครอบครัว คุณริชมอนด์ พูดถึงหลักการบริหารแนวคิดในการทำธุรกิจของเขาว่า ไม่ว่าอะไรก็ตาม ต้องสร้างจุดเด่นให้กับตัวเองให้แตกต่างจากคนอื่น และเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งคนอื่นไม่สามารถขโมยไปได้ ถ้าตามเทรนด์สักวันเทรนด์ก็ต้องหมดไป ดังนั้น หาจุดเด่นให้กับตัวเอง พร้อมพยายามรักษาความเป็นตัวเองตรงนั้นให้ได้

จากนี้คงต้องติดตามกันต่อไปว่า กาแฟแบรนด์ OWL ที่แปลว่า นกฮูก ของสิงคโปร์ จะประสบความสำเร็จในการทำตลาดที่บ้านเรามากน้อยเพียงใด

ธุรกิจดี ต้องมีมือรอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07020150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

เติมใจ ใส่ธุรกิจ

พลชัย เพชรปลอด : อาจารย์พิเศษ ม.ศิลปากร, อดีตผู้บริหารการตลาด กลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์

ธุรกิจดี ต้องมีมือรอง

“มือรอง” หรือ “มือขวา” แล้วแต่จะเรียกขาน แต่หมายถึง คนที่ไว้ใจได้มากพอ ที่จะปล่อยให้ช่วยดูแลธุรกิจทั้งแบบชั่วคราวและเกือบถาวร

แต่ปัญหานี้ดูเหมือนเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้ประกอบการแทบทุกระดับ โดยเฉพาะองค์กรธุรกิจแบบ SMEs ขนาดกลางและย่อม ถ้าเป็นองค์กรแบบใหญ่ที่ใช้มืออาชีพเข้ามาทำ คงไม่ค่อยมีปัญหานี้ เพราะมีทางเลือกเยอะที่จะหาคนเก่งมาทำงาน

พี่ตุ้ม หนุ่มเมืองจันท์ เขียนเล่าถึงเจ้าสัวซีพีและลูกสาวไว้ว่า คราวหนึ่งมีงานสำคัญของครอบครัว จึงแจ้งลูกสาวที่ไปทำธุรกิจส่วนตัวในเมืองจีนให้กลับมา ลูกสาวบอกว่ายุ่งมากและคิดว่าจะไม่กลับ เจ้าสัวดับเครื่องชนเลยครับ บอกว่า ถ้าหาใครทำแทนไม่ได้ ทิ้งงานไม่ได้ ก็ “ปิดกิจการ” ไปเลย

นักบริหารมืออาชีพอีกท่านผู้ล่วงลับไปแล้ว สุจินต์ จันทร์นวล เจ้าของผลงานเขียน เขาว่าผมคือมืออาชีพ เคยเขียนเรื่องการสร้างทีมงานไว้ในหนังสือของเขาชื่อ “สร้างทีมเสือ” สาระสำคัญคือ การสร้างทีมงานที่เป็นคนรุ่นใหม่ขึ้นมาช่วยทำงาน

ทั้ง 2 เรื่องนี้มีสิ่งที่น่าสนใจร่วมกันอยู่ เรื่องแรก เจ้าสัวซีพี สะท้อนให้เห็นแนวคิดว่า ถ้าธุรกิจไม่สามารถหามือรอง มาช่วยงานได้ โอกาสการเติบโตคงยาก เพราะเจ้าของผู้ก่อตั้งคงต้องนั่งเฝ้าธุรกิจเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์อยู่เช่นนั้นทั้งปีทั้งชาติ

ขณะที่เรื่องของสุจินต์ จันทร์นวล สะท้อนให้เห็นว่ามืออาชีพ ใช้วิธีแสวงหามือรองจากทรัพยากรมนุษย์ที่มีอยู่ในองค์กร แล้วหยิบมาปั้น

เป็นเรื่องความเชื่ออย่างหนึ่งว่า เราเชื่อมั่นหรือเปล่าว่ามนุษย์มีทั้ง “ข้อดี” และ “ข้อเสีย”

ส่วนใหญ่เรามองเห็นข้อเสียของคนอื่นได้ง่ายและชัดมาก เล่าได้เป็นฉาก แต่พอถามถึงข้อดี อึกอัก ตอบชัดๆ ไม่ได้ เพราะนึกไม่ออก ที่นึกไม่ออก ก็เพราะไม่ค่อยได้มองยังไง

นึกถึงคำสอนท่านพุทธทาสอันหนึ่งขึ้นมาได้ “อันคนเขาก็อยากให้เราดี แต่ถ้าเด่นขึ้นทุกทีเขาหมั่นไส้”

จึงไม่ต้องสงสัยว่า ข้อดีของมนุษย์จึงไม่โดดเด่นเท่ากับ “ข้อเสีย”

หลักการสร้างทีมเสือของสุจินต์ จันทร์นวล ใช้วิธีเลือกคนรุ่นใหม่ในบริษัทขึ้นมากลุ่มหนึ่ง เข้าไปใกล้ชิด เรียนรู้อุปนิสัยใจคอ จนสามารถวิพากษ์ได้เป็นฉากว่า แต่ละคนมีนิสัยใจคอเป็นอย่างไร

ไม่ใช่วิพากษ์แต่ด้านร้ายอย่างเดียวนะ แต่สามารถบอกได้ว่า คนนี้มีข้อดีเรื่องนี้ แต่มีข้อด้อยในเรื่องอะไร

แล้วพยายามสื่อสารให้ทุกคนในทีมมองเห็น และยอมรับเพื่อนร่วมทีมว่า เขามีข้อดีแบบนี้ ส่วนข้อเสีย ทุกคนเห็นเอง ประจักษ์เองอยู่แล้ว ไม่ต้องบอก ไม่ต้องอธิบาย ก็รู้ได้ด้วยตัวเอง

เมื่อเพื่อนร่วมทีมมองเห็นคุณสมบัติที่แตกต่างของเพื่อนร่วมทีม แบบที่ไม่เคยมองมาก่อน เพราะไม่เคยมีใครมาชี้แนะ เวลามองก็เหมือนปุถุชนทั่วไป เห็นข้อด้อยมากกว่าข้อดี ถ้าเอ็งเด่นขึ้นทุกที ข้าก็หมั่นไส้

แต่พอเจ้านายมาชี้แนะ ชี้ให้เห็นว่าคนอื่นก็มีดีในสิ่งที่เราไม่มี อีกทั้งยังชี้ให้เห็นว่าถ้าเอาดีคนนู้นรวมกับดีของคนนั้น เสริมด้วยดีของเรา ทีมจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างไร

ฟังดูจะขัดกับอีกความเชื่อหนึ่ง ของผู้บริหารที่ไม่ค่อยไว้ใจลูกน้อง ที่เชื่อในเรื่อง “แบ่งแยก แล้วปกครอง” คือ กลัวการรวมหัวกันของลูกน้อง จึงต้องยุให้แตกกันไว้ ปล่อยให้รวมกันไม่ได้ เจ้านายไม่ปลอดภัย

แต่วิธีสร้างทีมเสือของสุจินต์ จันทร์นวล กล้าทำสวนทางครับ ยุให้รวมกันไว้ อย่าแตกแยกกัน เพราะเชื่อมั่นว่า ถ้าความสามัคคีที่ทำให้เกิดได้ยากนั้น จะย้อนทางกลับมาเล่นงานคนปลุกปั้น เขารู้เช่นเห็นชาติทุกคนดีอยู่แล้ว ไม่ยากที่จะโยนเชื้อเพลิงเข้าไปยุให้แตกแยก

ในที่สุดความพยายามในการสร้างทีมเสือ ก็ได้เสือมา 1 ทีม ที่มีความสามารถช่วยแบ่งเบาภาระไปได้มากมาย กลายเป็นทีมมือรอง ไม่ได้มีแค่คนเดียว แต่เติบโตเป็นทีม

ลองนึกดูดีๆ นะครับ มนุษย์เกิดมา เรียนหนังสือ สถานศึกษาก็ไม่ได้สอนวิธีทำงานฉลาด เก่ง เป็นมือรองที่หาตัวจับยาก แต่โรงเรียน มหาวิทยาลัย สอนเรื่องความรู้พื้นฐาน ฝึกให้คิด ให้รู้จักนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ ไม่มีสถาบันไหนสอนได้ตรงเป๊ะกับงานของผู้จ้างงาน ยกเว้นสถาบันของบริษัทนั้นๆ เช่น ปัญญาภิวัฒน์ ที่สอนคนออกมาทำงานเซเว่นอีเลฟเว่น โดยตรง เพราะเป็นของเซเว่นฯ เอง

ดังนั้น “ต้องให้โอกาส” ครับ

ให้โอกาสเรียนรู้ ให้โอกาสผิดพลาดบ้าง เพราะพวกเขายังไม่เคยรู้ ยังไม่เคยลงมือทำ แต่ถ้ารู้แล้ว ทำแล้ว ผิดพลาดซ้ำๆ ซากๆ อันนั้นค่อยมาพิจารณาโทษกันตามสมควร

องค์กรใหญ่ๆ แม้ทำงานมานานแค่ไหน เขายังต้องมีการส่งไปอบรม ส่งไปเรียนเรื่องเฉพาะทางที่เป็นประโยชน์ เชิญวิทยากรมาอบรมในสำนักงาน พูดง่ายๆ สร้างการเรียนรู้ต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการพัฒนา

แต่ปัญหาของ SMEs จำนวนไม่น้อยครับ มีแนวคิดว่า “ถ้าส่งไปเรียนรู้มากเกิน เดี๋ยวเก่งก็หนีไปที่อื่น ไปเพิ่มเงินเดือนให้ตัวเอง เสียเงินส่งให้เรียนฟรีๆ”

บอกได้เลยครับว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น มันเป็นภาพสะท้อนว่าองค์กรไม่มีสิ่งดึงดูดเขา แม้แต่ “ความเกรงใจ”

คนเรา “คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก” ครับ

ถ้าพนักงานมีความสบายใจ ทุกคนอยากเติบโตในหน้าที่การงาน มีชีวิตที่ดีขึ้น หากเราส่งเสริมอย่างจริงใจ เข้าใจสัจธรรมว่า จะสอน จะให้เรียน หรือไม่ วันหนึ่งเขาก็พร้อมจะไปเลือกเส้นทางที่ดีกว่าอยู่ดี

แล้วทำไมวันที่เขายังอยู่ ไม่เสริมศักยภาพให้เขาเก่งขึ้น แม้จะช่วงสั้นๆ ที่เขายังอยู่กับเรา ความเก่งของเขาก็จะช่วยเสริมประสิทธิภาพของงาน ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

เชื่อเถอะครับ ถ้าเขามีความสบายใจ รู้ว่าได้รับการส่งเสริมอย่างจริงใจ เขาก็จะมีความรู้สึกเกรงใจ มีความรู้สึกที่ดีย้อนกลับมาเช่นกัน เขาก็อยากอยู่กับองค์กรนานขึ้น ทำให้งานก้าวหน้าได้เร็วขึ้น และธุรกิจมีมือรองมาช่วยแบ่งเบาภาระ

ข้อด้อยร่วมกันของคนไทยทั้งชาติคือ “การกลัวโดนหักหลัง” จากคนที่ได้รับความรู้จากเรา จึงเกิดภาษิตคำพังเพยประมาณว่า “ศิษย์คิดล้างครู” “ครูพักลักจำ” หรือกระทั่งแนวคิด “อย่าสอนไม้เด็ดเคล็ดลับจนหมด”

ไม่รู้ว่าอะไรเกิดก่อนกัน ระหว่าง ครูหวงวิชา จนศิษย์ต้อง “ลักจำ” กับศิษย์ “คิดล้างครู” จนครูต้องอุบไม้เด็ดเคล็ดลับเอาไว้กับตัว

ลองคิดกลับด้านดูครับ ถ้าเราเชื่อมั่นว่าไม้เด็ดเคล็ดลับ ยากที่ใครจะเลียนแบบได้ ถ่ายทอดให้แบบไม่ต้องเสียเวลามาลักจำซะเลย แล้วดูว่าศิษย์ยังคิดจะล้างครูอยู่อีกหรือไม่

ถ้าครูมั่นใจว่าเหนือกว่า รับรองว่าได้มือขวาไว้ใช้งาน…

“โกนวย” ข้าวมันไก่ (เจ้าเก่า) จานละ 10 บาท อร่อยเกินคุ้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07021150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

รายงานพิเศษ

“โกนวย” ข้าวมันไก่ (เจ้าเก่า) จานละ 10 บาท อร่อยเกินคุ้ม

หากมีใครมาบอกว่าไปทานข้าวมันไก่จานละ 10 บาทมา เชื่อว่าหลายคนคงไม่ปักใจเชื่อง่ายๆ บางคนอาจจะคิดว่าคงมีไก่แค่ชิ้นสองชิ้น เพราะในยุคนี้ข้าวของต่างๆ แพงขึ้น โดยทั่วไปข้าวแกงหรืออาหารตามสั่งราคาจานละ 30 บาทขึ้นไป ถ้าอยู่ในห้างก็บวกเข้าไปอีก 5-10 บาทเป็นอย่างน้อย แต่สำหรับร้านข้าวมันไก่โกนวย ยังมีข้าวมันไก่จานละ 10 บาทให้เห็น เนื่องจากเจ้าของคือ “คุณอำนวย เชาว์เฟื่องกิจ” ในวัยเฉียด 70 อยากยืนหยัดราคานี้ไว้ตลอดกาล ซึ่งเป็นราคาเดียวกับที่ร้านนี้เปิดขายครั้งแรกเมื่อปี 2531

ใช้ข้าวหอมมะลิ 100%

ร้านข้าวมันไก่โกนวย ไม่ใช่ร้านใหญ่โตอะไร เป็นรถเข็นที่มีโต๊ะเก้าอี้ให้คนนั่งหลายสิบคน ตั้งอยู่ในซอยตรงข้ามโรงพยาบาลเลิดสิน ด้านหน้ามีป้ายติดอยู่ เข้าไปในซอย 10 เมตรก็ถึง เปิดขายตั้งแต่ 6 โมงเช้าจนถึงช่วงบ่าย 2 โมง บ่าย 3 โมง โดยมีคุณอำนวยและภรรยาอีก 2 คน ช่วยกันขายอย่างขะมักเขม้น ถ้าไปวันศุกร์ก็จะได้ฟังเสียงร้องขับกล่อมในบทเพลงสากลของชายผู้นี้ เพื่อมอบความสุขให้กับลูกค้า ซึ่งเจ้าตัวเรียกว่าเป็นฟรีคอนเสิร์ต

คุณอำนวย เล่าว่า เริ่มขายข้าวมันไก่ตั้งแต่ปี 2531 เกือบ 30 ปีแล้ว ขายตั้งแต่ยังไม่มีทางด่วน ถัดไปอีกซอยเป็นร้านขายข้าวขาหมูสีลมชื่อดังที่คนเข้ามาทานกันเยอะแยะ เดิมนั้นที่ร้านขายส้มตำ แต่เห็นว่าช่วงเช้าว่างเลยขายข้าวมันไก่ แต่ต่อมาเลิกขายส้มตำเนื่องจากมีคนต่างจังหวัดมาเปิดร้านส้มตำกันเต็มไปหมด

อย่างที่เกริ่นไปแต่แรก ร้านข้าวมันไก่โกนวยขายข้าวมันไก่จานละ 10 บาท ห่อละ 10 บาท มาตั้งแต่เปิดร้าน ลูกค้าสามารถจะเลือกทานข้าวมันไก่ทอดก็ได้ในราคาเดียวกัน ซึ่งแม้ภาวะเศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร เขาก็ยังขายราคานี้อยู่ แต่ปริมาณจะแตกต่างจากในอดีต เพราะวัตถุดิบราคาแพงขึ้น ดังที่คุณอำนวยแจกแจง สมัยก่อนข้าวหอมมะลิ 100% ตรามาบุญครอง 5 กิโลกรัม ราคา 50 บาท ตอนนี้ราคา 200 บาท แต่แม้จะแพงอย่างไรก็ยังใช้ข้าวยี่ห้อนี้อยู่

“ทุกวันนี้ก็ยังขายจานละ 10 บาทนี้อยู่ ไม่มีการปรับขึ้นเลย แต่ใช้วิธีลดปริมาณ ลูกค้าบอกขอให้ขายแพงกว่านี้ ต่อมาเลยทำขายจานละ 20 บาท 30 บาท และ 40 บาท แล้วแต่ลูกค้าจะสั่ง ตอนนี้ลูกค้าส่วนใหญ่สั่งจานละ 20-30 บาท ไม่ค่อยมีใครสั่ง 10 บาท นอกจากคนที่เริ่มมากินครั้งแรกก็อยากจะทดลอง แต่พอครั้งต่อไปก็ไม่สั่ง 10 บาทอีกแล้ว ถ้าลูกค้ามาสั่งเราจะถามก่อนเลยว่าจะกินจานละเท่าไหร่” คุณอำนวย แจงและว่า เด็กโรงเรียนอัสสัมชัญก็มาทานที่นี่ ครั้งแรกพ่อแม่สั่งจานละ 10 บาทให้ แต่พอมาเองกับเพื่อนก็สั่งจานละ 30-40 บาท ไม่สั่งจานละ 10 บาทอีกเลย

เขาอธิบายถึงสาเหตุที่ยังขายจานละ 10 บาท จนถึงทุกวันนี้ว่า ในความเป็นจริงราคาวัตถุดิบก็ขึ้นราคาไปไม่มาก อย่างก๋วยเตี๋ยว ถั่วงอก ขึ้นกิโลกรัมละ 3 บาท จากเดิมกิโลกรัมละ 30 บาท เป็น 35 บาท ดังนั้น จึงใช้วิธีลดวัตถุดิบ แต่ไม่เพิ่มราคา

วันที่ไปสัมภาษณ์นั้นคุณอำนวยได้ให้ลองลิ้มชิมรสข้าวมันไก่ ต้องบอกว่าอร่อยเกินราคา 10 บาทจริงๆ ชอบตรงข้าวที่นุ่มและไม่มัน ไก่นุ่มไม่เหนียว ขณะที่น้ำซุปหวานดี มีชิ้นฟักด้วย อีกอย่างคือมีน้ำจิ้มให้ตักได้ตามใจชอบ ใครที่ทานข้าวไก่ทอดก็มีน้ำจิ้มอีกแบบไว้บริการ หรือจะทานแบบซีอิ๊วดำก็มีให้เลือก ส่วนใครที่ชอบเผ็ดๆ ก็มีพริกขี้หนูสดๆ ให้หยิบตามใจชอบ

ความอร่อยและลงตัวอย่างที่ว่าจึงต้องสั่งข้าวมันไก่จานละ 20 บาทมาอีกจาน เพื่อเปรียบเทียบกัน ซึ่งก็มากกว่าอีก 1 เท่าตัว รวมแล้วมื้อกลางวันที่ร้านโกนวย ต้องทานข้าวมันไก่ในราคา 30 บาทถึงจะอิ่มท้องพอดี

“ข้าวมันไก่ที่ร้านโกนวยถ้าไม่อร่อยคงไม่ขายมาถึงทุกวันนี้ ที่ร้านอร่อยทุกอย่างทั้งตัวข้าวนิ่ม น้ำจิ้ม และน้ำซุป ความจริงเนื้อไก่ที่ซื้อมาจากตลาดก็ใกล้เคียงกัน แต่ทำอย่างไรให้นุ่ม เนื้อไก่ของผมนุ่มบันเทิงลิ้น เราตุ๋นจนได้ที่ ผมว่าราคาถูกแบบนี้หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ตั้งแต่กรุงเทพฯ ไปยังนครสวรรค์รับรองไม่มีใครขายถูกกว่านี้อีกแล้ว ทีวีก็เคยมาถ่ายทำที่ร้านผมโดยที่ผมไม่ได้ไปเสียเงินจ้าง เขามาเองเลย”

ความอร่อยและอัธยาศัยใจดีของคนขาย ทำให้ร้านของโกนวยมีลูกค้าประจำมากมาย โดยเฉพาะบรรดาหมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่ และคนไข้ของโรงพยาบาลเลิดสิน รวมทั้งชาวบ้านในย่านนั้น ลูกค้าบางคนทานข้าวมันไก่ที่ร้านตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ปัจจุบันมีครอบครัวแล้ว ตอนนี้ก็พาลูกมาทานด้วย และเวลาโรงพยาบาลมีงานอะไรทางโรงพยาบาลก็จะสั่งข้าวมันไก่ของที่นี่เป็นประจำ

ทุกอย่างทำเองหมด

สาเหตุที่ร้านดังกล่าวยืนหยัดมาได้เกือบ 30 ปี เป็นเพราะเจ้าของร้านทุ่มเทเอาใจใส่ในเรื่องคุณภาพมาตรฐานอาหารที่ขาย นับตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ ซึ่งคุณอำนวยจะเป็นคนไปจ่ายตลาดเองที่ตลาดบางกะปิ ตั้งแต่ตอน 5 ทุ่มครึ่ง จากนั้นมาช่วยกันปรุงทุกอย่าง ทั้งหุงข้าวและต้มไก่ เสร็จตอนตี 3 ครึ่ง พอตี 4 ครึ่งก็ออกจากบ้านย่านโชคชัยสี่ มาขายที่ร้าน เปิดขายตอน 6 โมงเช้า โดยจะขายเฉพาะวันจันทร์-ศุกร์ หยุดเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ

ไม่ขายแฟรนไชส์

แม้จะเป็นรถเข็นที่ไม่มีหน้าร้านของตัวเอง แต่ถือว่าเป็นเจ้าที่ขายดีทีเดียว แต่ละวันขายได้หลายร้อยจาน ซึ่งลูกค้าสามารถสั่งทานที่ร้านหรือห่อกลับไปได้ในราคาเท่ากัน ลูกค้าบางคนสั่งห่อละ 10 บาท 20-30 ห่อ ส่วนมากลูกค้าจะแน่นช่วงเช้าและช่วงเที่ยง หลังจากนั้นจะทยอยกันมาเรื่อยๆ

ในส่วนของน้ำจิ้ม คุณอำนวย ให้ข้อมูลว่า ทุกอย่างที่ร้านทำเองหมด โดยตอนแรกขอสูตรน้ำจิ้มจากน้องสะใภ้ที่ขายข้าวมันไก่อยู่ย่านดินแดง แล้วนำมาปรับสูตรให้เข้มข้นขึ้น ซึ่งแต่ละครั้งจะทำในปริมาณมากๆ โดยในแต่ละโต๊ะลูกค้าสามารถตักน้ำจิ้มได้ไม่อั้น รวมทั้งน้ำซุปด้วย สามารถขอเติมได้ เช่นเดียวกับโครงไก่ ถ้าเป็นลูกค้าประจำจะขอตลอด แต่มีไว้บริการสำหรับคนที่สั่งจานละ 20-30 บาทเท่านั้น

ช่วงเวลาที่เขาขายข้าวมันไก่มานี้ เจ้าตัวบอกในอดีตก็เคยมีคู่แข่งบ้าง ลูกค้าบางคนเคยไปทานของร้านคู่แข่ง แต่สุดท้ายก็กลับมาทานที่ร้านเหมือนเดิม ตอนนี้ร้านคู่แข่งก็เลิกขายไปแล้ว

“ผมตั้งใจว่าจะไม่ขึ้นราคา จะขายแบบนี้ตลอดไป กำไรน้อยหน่อยแต่ก็โอเค ให้คนกินกลับไปสรรเสริญเรา ดีกว่าขายแพงแล้วไม่อร่อย บางร้านขายจานละ 50-60 บาท แต่ไม่อร่อยเลย เจ๊งไปหลายร้านแล้ว”

ในการมาขายข้าวมันไก่แถวย่านสีลมนี้ คุณอำนวย บอก เนื่องจากเป็นคนแถวนี้มาก่อน แต่พอถูกไล่ที่จากการสร้างทางด่วน จึงไปปลูกบ้านย่านโชคชัยสี่ แต่สาเหตุที่ไม่ขายของที่นั่น เพราะคนไม่รู้จัก กว่าจะทำให้ลูกค้ารู้จักร้านก็คงเจ๊งพอดี จึงต้องมาขายในจุดที่คนรู้จักอยู่แล้ว

แม้จะเป็นร้านข้าวมันไก่ที่ขายดี แต่เจ้าตัวประกาศว่าไม่ขายแฟรนไชส์แน่นอน เพราะไม่รู้ว่าขายไปแล้วจะยังคงรักษาคุณภาพมาตรฐานไว้เหมือนเดิมหรือไม่ และทุกวันนี้ลูกชายหญิงทั้ง 7 คนก็ไม่มีใครอยากจะมาสืบทอดอาชีพนี้ต่อ เพราะต่างมีธุรกิจมีอาชีพของตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้น จะขายไปเรื่อยๆ จนกว่าจะยกถังแก๊สไม่ไหว

คุณอำนวย พูดถึงหลักการทำธุรกิจว่า ยึดในเรื่องความสะอาด อร่อย และซื่อสัตย์ ขายของต้องตรงไปตรงมา ถ้าทำแบบนี้ลูกค้าก็จะมาทานเอง

“การทำธุรกิจของผมไม่มีเล่ห์เหลี่ยมกับลูกค้า มีแต่ให้กับให้ อย่างน้ำจิ้มตักได้ตามความพอใจ เช่นเดียวกับน้ำซุปขอได้ไม่อั้น ไม่หวง บางคนขอข้าวเยอะหน่อยก็มี บางคนบอกขอไก่เยอะหน่อย ข้าวน้อยก็มี”

สนใจอยากใช้บริการของร้านข้าวมันไก่โกนวย ติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ (081) 268-7734 และถ้าใครอยากรู้ว่าจานละ 10 บาท อร่อยเกินคุ้มอย่างที่ว่าไว้จริงหรือไม่ ลองไปชิมไปทดสอบด้วยตัวเอง แล้วจะรู้ว่าข้าวมันไก่จานละ 10 บาท ที่มีไก่หลายชิ้น รสชาติไม่แพ้เจ้าอื่นๆ ที่ขายจานละ 40-50 บาทเลยสักนิด

“ข้าวต้มสุขภาพ” ราคานักศึกษาจ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07023150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

รายงานพิเศษ

อันติกา

“ข้าวต้มสุขภาพ” ราคานักศึกษาจ่าย

“การขายอาหารราคาถูก จะมานั่งคิดกำไรต่อจานไม่ได้ แต่ถ้าขายได้ 10 จาน จานที่ 10 จะมีกำไร และด้วยจำนวนที่ขายวันหนึ่งเป็นร้อยๆ จาน ทำให้กำไรยังคงเหลือ”

ผู้คนย่านท่าพระจันทร์คงคุ้นเคยกันดีกับร้าน “ข้าวต้มสุขภาพ” ซึ่งตั้งอยู่ติดกำแพงด้านหลังวัดมหาธาตุ ถนนมหาราช และเชื่อว่าจำนวนไม่น้อยคงได้ลิ้มรสข้าวต้มร้อนๆ กันมาแล้ว

ร้านนี้มีจุดเด่นดึงดูดลูกค้าได้ดีกับราคาขาย ข้าวต้มถ้วยละ 5 บาท กับข้าวจานละ 20 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ใครเห็นแล้วสะดุดตา จนต้องนำพาตัวเองเข้าไปลิ้มรส

20 บาท จัดไว้

เอาใจนักศึกษา

เจ้าของร้านคือ คุณจิรภัทร สุเนตร์ และ คุณกุลิสรา แย้มอุทัย สองแม่ลูกที่เลือกอยู่บนเส้นทางค้าขายอย่างมีความสุข

คุณจิรภัทร เล่าให้ฟังว่า การค้าขายอาหารเป็นอาชีพที่ทำมานานนับสิบปี โดยเริ่มต้นกับการขายข้าวแกงอยู่ย่านบางใหญ่ซิตี้ แต่ขายได้ 2 ปีก็ขอหยุด เพราะขายดีจนทำไม่ทัน แต่ผลกำไรได้ไม่คุ้มค่าจ้างลูกน้อง แต่นั้นมา คุณจิรภัทรจึงเปลี่ยนมาขายห่อหมกปลาช่อน โดยไปได้ทำเลย่านศาลายา แต่ทว่าค้าขายได้ 3 ปี สามีที่คอยขับรถรับส่งเสียชีวิต กิจการนี้จึงต้องหยุดไป

ความขยันมุ่งมั่นกับอาชีพค้าขายยังคงดำเนินต่อ เพียงแต่ต้องเลือกทำเลที่สามารถเดินทางไปมาได้สะดวก จวบจนได้ทำเลย่านท่าพระจันทร์แห่งนี้ ซึ่งมีพื้นที่ให้ค้าขาย โดยไม่เรียกเก็บค่าเช่า เพียงรับผิดชอบค่าน้ำค่าไฟ คุณจิรภัทรจึงจูงมือบุตรสาว เข้ามาลงทุนเปิดร้าน “ข้าวต้มสุขภาพ” โดยมีเมนูกับข้าวให้ลูกค้าเลือกแบบละลานตา ในราคาเมนูละ 10 บาท

“เริ่มต้นเปิดก็มีกับข้าวให้ลูกค้าเลือกทั้งหมดประมาณ 40 เมนู โดยตอนนั้นขายแค่จานละ 10 บาท เพราะวัตถุดิบราคายังไม่แพง ไข่ไก่ฟองละ 1 บาทเท่านั้น ขายราคานี้ได้ราว 5-6 ปี ก็ปรับมาเป็น 15 บาท และตอนนี้ขอปรับมาเป็น 20 บาท แต่ว่าไม่ได้เพิ่มแค่ราคา ปริมาณก็เพิ่มให้ด้วย”

กับราคาขายถูก ทำให้เกิดลูกค้าตามมาอย่างคึกคัก โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายหลักที่คุณจิรภัทรมองไว้ “เวลาขายสินค้าจะดูทำเล ดูกลุ่มเป้าหมายว่าเป็นใคร ซึ่งที่นี่หลักๆ คือ นักศึกษา เขายังไม่มีรายได้ การใช้เงินต้องประหยัด และเมนูข้าวต้มก็มองว่าจะตรงใจเขา”

นอกจากนักศึกษาแล้ว ยังมีกลุ่มวัยทำงานที่เดินทางมาอุดหนุนไม่ขาดช่วง หรือบางคนสะดวกซื้อกลับไปทานที่บ้าน ซึ่งคุณจิรภัทรก็ให้บริการใส่ถุงในราคา 20 บาทเช่นกัน

กำไรไม่ต้องมาก

คิดจากจำนวน

จำนวนที่นั่งจัดวางไว้ 25 โต๊ะ ทว่าในช่วงคึกคักตั้งแต่ 18.00 น. ขึ้นไปอาจไม่เพียงพอ “ลูกค้าเวลาหิว ก็ต้องการอาหารรวดเร็ว ซึ่งก็จะมีเมนูจัดปรุงไว้รอตักเสิร์ฟอย่างเดียว อย่างประเภทต้ม ส่วนเมนูไหนต้องทำสด อย่าง ผัดผัก จะลงมือทำให้ลูกค้าใหม่ๆ”

การขายข้าวต้ม มีข้อดีตรงจำนวนลูกค้ามาทาน ส่วนใหญ่ในลักษณะกลุ่ม ทำให้จำนวนโต๊ะจัดไว้บริการเต็มพื้นที่ได้ง่าย ส่วนจำนวนการสั่งซื้อสินค้าเฉลี่ยคนละ 2 จาน ในแต่ละวันจึงได้จำนวนยอดขายกับข้าวนับร้อยจาน หรือคิดเป็นรายได้ประมาณ 10,000 กว่าบาท แต่ทว่าเมื่อหักต้นทุนหมุนเวียนสำหรับซื้อวัตถุดิบวันละประมาณ 7,000 บาท ซึ่งคุณจิรภัทร ว่า คงเหลือกำไร 1,000 กว่าบาทก็เพียงพอแล้ว

คุณกุลิสรา กล่าวเสริมว่า “การขายอาหารราคาถูก จะมานั่งคิดกำไรต่อจานไม่ได้ แต่ถ้าขายได้ 10 จาน จานที่ 10 จะมีกำไร และด้วยจำนวนที่ขายวันหนึ่งเป็นร้อยๆ จาน ทำให้กำไรยังคงเหลือ”

หลายคนอาจมองว่า ขายอาหารถูก นั่นอาจหมายถึงวัตถุดิบไม่ดี ตรงนี้คุณจิรภัทร กล่าวว่า ถ้าพูดไปอาจดูเหมือนเข้าข้างตัวเอง ฉะนั้น จึงขอให้ลูกค้าเดินทางเข้ามาพิสูจน์ด้วยตัวเองสักครั้ง เพื่อให้เห็นกรรมวิธีการทำ และคุณภาพสินค้าที่เลือกนำมาใช้

หัวใจของการทำอาหารให้ได้ในราคาถูก นั่นหมายถึง การจัดการสต๊อกมีส่วนสำคัญ “ประสบการณ์ 20 ปี กับการลงมือปรุงเองทุกจาน ทำให้รู้ว่าวัตถุดิบต้องใช้แต่ละวันเท่าใด จัดการให้ของเหลือน้อยที่สุด อย่างถ้าเป็นเนื้อสัตว์ ตอนนั้นจะมีผู้ค้านำมาส่งให้ถึงหน้าร้าน แต่ถ้าอย่างผัก จะไปจ่ายตลาดด้วยตนเองทุกวัน ซึ่งพอเราลงมือทำอาหารเอง ส่งผลให้บริหารสต๊อกได้อย่างแม่นยำ”

คุณจิรภัทร ยังกล่าวถึงการปรุงรสอาหารด้วยตนเอง ทำให้ทุ่นค่าใช้จ่ายในการจ้างแม่ครัว อีกทั้งยังทำให้รสชาติอาหารมีความคงที่ สามารถควบคุมวัตถุดิบ ความสะอาด รสชาติ ปริมาณ ได้ง่ายขึ้น อีกทั้งเมื่อมีข้อผิดพลาดหรือปัญหาใดเกิดขึ้นก็สามารถแก้ไขได้ทันท่วงที ด้วยเพราะเจ้าของร้านอยู่ดูแลทุกวัน

บ้าน รถ ซื้อได้

ใช้จ่ายประหยัด

ค่าเช่าพื้นที่ ดูจะเป็นปัญหาต้นทุนหลักส่งผลให้การค้าขายอาหารในราคาถูกเป็นไปได้ยาก แต่ทว่ากับทำเลที่ตั้งร้าน ข้าวต้มสุขภาพ ไม่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่ มีเพียงค่าน้ำค่าไฟ จึงสามารถตัดต้นทุนในส่วนนี้ออกไปได้

“ทำเล สำคัญมาก ต้องเป็นแหล่งที่มีผู้คนพลุกพล่าน โดยผู้ค้าต้องดูกลุ่มเป้าหมาย เพื่อจะเลือกขายสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาด อย่างที่บอก ทำเลแห่งนี้ กลุ่มหลักคือนักศึกษา ราคาขายจึงไม่ควรแพง ให้เขารู้สึกถึงความคุ้มค่า และข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือ เราไม่มีคู่แข่งทางตรงเลย” คุณกุลิสรา กล่าว

การบริหารจัดการเงิน ถือเป็นเรื่องสำคัญในการทำธุรกิจ และมีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ประกอบการ ซึ่งคุณจิรภัทรให้ข้อคิดในเรื่องนี้ว่า การขายสินค้าในราคาถูก แต่ให้มีกำไร และยั่งยืนนั้น ต้องรู้ต้นทุนในแต่ละวัน และรายรับที่เข้ามา นำส่วนของกำไรมาจัดแบ่งเป็นหมวด ว่าต้องนำไปใช้อะไรบ้าง โดยไม่ฟุ่มเฟือย

“เราขายสินค้าในราคาที่ส่งผลให้ได้กำไรน้อย แต่ว่าความไม่ฟุ่มเฟือย ทำให้มีวันนี้ มีบ้านมีรถ สำคัญคือ อย่าก่อหนี้สิน เพราะถ้าไม่มีหนี้ เราจะไม่เครียด ทำงานอย่างมีความสุข พอมีความสุข การแสดงออกต่อลูกค้าก็ดีตามไปด้วย อย่าลืมว่า แม้จะขายสินค้าราคาถูกและดี แต่ถ้าผู้ขายอัธยาศัยแย่ ก็ไปไม่รอด”

คุณจิรภัทร ยังฝากบอกถึงผู้ก้าวเข้ามาทำธุรกิจ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ หลายคนอาจไปไม่รอดบนเส้นทางสายนี้ เพราะคิดเรื่องเงินมากเกินไป ตั้งเป้าหมายอยู่กับผลกำไร และเมื่อต้องการกำไรมากก็จะลดคุณภาพวัตถุดิบ แต่ในขณะที่ผู้บริโภคเขาฉลาดพอในการเลือก ลูกค้าไม่พอใจกับอาหารถูกแต่คุณภาพต่ำ ฉะนั้น ขอให้หันกลับมามองที่คุณภาพ ราคาสมเหตุสมผล บริการด้วยใจ เพราะถ้าลูกค้าประทับใจแล้ว นอกจากจะกลับมาซื้อซ้ำ ยังเชิญชวนผู้อื่นเข้ามาอีกด้วย

สนใจเดินทางไปร้าน “ข้าวต้มสุขภาพ” ตั้งอยู่ ถนนมหาราช ติดกำแพงด้านหลังวัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ หรือโทรศัพท์ (080) 993-1149, (084) 108-8686 โดยร้านจะเปิดให้บริการ วันอังคาร-เสาร์ เวลา 17.00-22.00 น.

ขนมจีน-ข้าวราดแกงสันป่าข่อย เชียงใหม่ ป้าสุมิตรา ขายถูก ซาวเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

รายงานพิเศษ

จินตนา กิจมี เรื่อง/ภาพ

ขนมจีน-ข้าวราดแกงสันป่าข่อย เชียงใหม่ ป้าสุมิตรา ขายถูก ซาวเดียว

ยามเย็นเห็นผู้คนขวักไขว่หน้า “ตลาดทองคำ” อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ หรือ “เขา” จะมาขุดทองกัน แต่เมื่อลองจอดรถที่ริมรั้ววัดสันป่าข่อย ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกันก็ได้รู้ว่า…ที่เขามากันเยอะขนาดนี้ เพราะมีของดีซ่อนอยู่…ข้าวแกงราคาถูก ถูกมานาน 35 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2523

ป้ามิตร หรือ สุมิตรา สุขแสง อายุ 60 ปี บอกว่า ขายมานานตั้งแต่เริ่มมีลูก เพราะเกิดและโตที่บ้านสันป่าข่อย เริ่มจากทำแกงเขียวหวานและแกงเนื้อ ราดข้าวและขนมเส้น หรือขนมจีน ตอนแรกเลยขายจานละ 5 บาท จนมาหยุดนิ่งที่ราคา 20 บาทนานกว่า 10 ปี โดยไม่ขึ้นราคาแม้ของจะแพง เศรษฐกิจจะตกต่ำแล้วหลายรอบ

“ฉันรู้ดี เพราะเคยยากจนมาก่อน ที่บ้านมีลูก 9 คน พวกเราเคยต้องต้มไข่ 5 ฟอง กินประทังชีวิต นม ขนม ลูกอม ไม่มีทางได้ลิ้มชิมรส จึงรู้รสชาติของความจนดี สงสาร ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดียิ่งต้องช่วยกัน”

ปัจจุบัน ขนมจีน-ข้าวราดแกงสันป่าข่อย ป้าสุมิตรา มี 2 สาขา ซึ่งสาขาแรกจะเริ่มตั้งร้านเมื่อเวลา 16.00 น. ขายยาวไปจน 05.00 น. ส่วนสาขา 2 ซึ่งอยู่ซอยตรงข้ามวัดสันป่าข่อย ห่างออกไปประมาณ 200 เมตร จะรับไม้ต่อ เริ่มขายตั้งแต่เวลา 07.00 น. ไปจนถึง 13.30 น. รองรับลูกค้าทุกเพศทุกวัย ทุกกลุ่มทุกชนชั้น โดยดูได้จากรถของลูกค้าที่มีทั้งจักรยาน จักรยานยนต์ รถยนต์ธรรมดาและราคาแพง

สาขาแรกเช่าที่ดินวัดสันป่าข่อย ทำมาหากินมาตั้งแต่สาวๆ ค่าเช่าถูกมาก แผงละ 15-20 บาท เราเลยขายตอนเย็นเหมาทุกแผง เหมาค่าไฟ 1,500 บาท ต่อเดือน กรรมการวัดก็รู้จักเห็นหน้ากันมาทั้งชีวิต ท่านเจ้าอาวาสก็เป็นคนบ้านนี้ ท่านเมตตาให้เราทำมาค้าขายก็เป็นโยมอุปัฏฐากกันไป แต่เพื่อประกันความเสี่ยงและมองการณ์ไกล จึงขยายสาขาเพิ่มเพราะอนาคตไม่แน่นอน ทางวัดอาจจะขยับขยายใช้ที่ดินเพื่อกิจของสงฆ์ เราก็คิดเผื่อไว้

ที่นี่มีตั้งแต่ แกงเขียวหวานหมู แกงเขียวหวานไก่ แกงเผ็ดหมู แกงเผ็ดเนื้อ น้ำยากะทิ น้ำเงี้ยว ก๋วยเตี๋ยว ทุกอย่างซาวบาท (20 บาท) ยกเว้นเนื้อคิดเพิ่ม 5 บาท และเมนูใหม่แกะกล่องเอาใจชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนคือ “ข้าวซอย” มีทั้งไก่ หมูกรอบ และเนื้อ ที่ราคา 40 บาท ส่วนของแกล้ม เช่น ไข่ต้ม ไข่ดาว ฟองละ 10 บาท แคบหมู หนังหมู ถุงละ 7 บาท

คนงานที่นี่เป็นชาวต่างประเทศ (เมียนมา) ป้ามิตรหัวเราะร่วน เลี้ยงแบบลูกแบบหลาน 5 คน ผลัดเปลี่ยนกันทำงาน 3 กะ มีลูกสาวคนเดียวของป้ามิตรที่เรียนจบออกมาช่วยธุรกิจที่บ้าน ส่วนป้ามิตรทำหน้าที่หัวเรือใหญ่บัญชาการคุมทุกอย่างด้วยตัวเอง ทั้งการสั่งซื้อวัตถุดิบที่เน้นความสดและดีมีคุณภาพ หมู ไก่…ชิ้นใหญ่…เห็นน้ำเห็นเนื้อ ผักสะอาดทั้งมะเขือ ใบโหระพา ไม่ใช่แกงที่มีแต่น้ำใสแจ๋วอย่างแน่นอน

เริ่มจากเครื่องแกง ที่ทำเองกับมือ หม้อ ทัพพี ข้าวของเครื่องใช้ ถ้วยชามวางเรียงสูงเป็นชั้นๆ บอกได้ถึงปริมาณลูกค้าในแต่ละวัน โต๊ะ เก้าอี้ มีผ้าคลุมลายสวย ขวดน้ำปลา พริก ล้างใหม่ทุกวัน เครื่องเคียงผักสดๆ ทั้งกะหล่ำปลี ถั่วงอก ผักดอง หัวปลี ยอดกระถิน หรือแม้แต่น้ำล้างจานก็ยังเป็นน้ำกรองร้อนๆ ที่ลงทุนเอง ทุกอย่างป้ามิตร…การันตีความสะอาดได้จริง

“ของแพงขึ้น ฉันก็ไม่ปรับราคา เพราะยังไหว คิดว่าเราอยู่ได้ เขาอยู่ได้ สงสาร เขาก็บอกต่อกัน ปากต่อปาก ใครๆ ก็มากินนะ ดาราดังๆ รายการทีวีดีๆ ก็มาถ่ายทำว่าฉันอยู่ได้หรือ ฉันบอกเลยอยู่ได้ เราทำเองปริมาณมากต้องช่วยกัน ตอนนี้คนจีนกำลังเดินตามรอยกันมากิน ก็ต้องปรับตัวเองเพิ่มเมนูภาษาจีนเข้าไป ฝรั่งมาก็ยิ้มชี้มือ…ได้กิน (หัวเราะ)”

เมนูขายดีที่สุดของร้านคือ แกงเขียวหวานไก่ แกงเผ็ดเนื้อ ราดข้าวหรือราดขนมจีน และวันลอยกระทงขายดีที่สุด…ดังนั้น ก่อนกินต้องจ่ายเงินก่อนทุกจาน…

ภาพที่เห็นประจำคือ นักเรียน นักศึกษา มานั่งกันเป็นกลุ่มๆ คนทำงาน แม่บ้าน หรือพ่อบ้าน ที่เลิกงานก็ถอดสูทเดินเข้าตลาดทองคำ เรียกว่าเป็นลูกค้าประจำ แวะซื้อข้าวแกงแถมผักสดฟรีๆ หิ้วกลับบ้าน ด้วยวางใจในคุณภาพคับแก้วของ…ร้านขนมจีน-ข้าวราดแกงสันป่าข่อย เชียงใหม่ ป้าสุมิตรา

อยากลองขนมจีน-ข้าวราดแกง อร่อย ดี มีคุณภาพ ราคาประหยัด เชิญได้ทุกวัน ยกเว้นวันอาทิตย์ และเทศกาลสงกรานต์ 3 วัน ที่ป้ามิตรจะหยุดให้เด็กๆ ไปเล่นสาดน้ำตามประเพณี หรือจะโทรศัพท์สอบถามเส้นทางกันได้ที่ โทรศัพท์ (086) 731-5495

อึ้ง! ข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ในกรุง “อิ่มละ 30 บาท” ขายนาน 8 ปี ขวัญใจคนงบน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07029150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

รายงานพิเศษ

ดวงกมล

อึ้ง! ข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ในกรุง “อิ่มละ 30 บาท” ขายนาน 8 ปี ขวัญใจคนงบน้อย

เมนูที่เจ้าของร้านเตรียมไว้เสิร์ฟในแต่ละวัน ราว 15-20 เมนู ชนิดว่าคนกินไม่เบื่อ ทุกเมนูใช้วัตถุดิบสดใหม่ซื้อจากตลาดวันต่อวัน ไม่มีการใช้ของค้างคืน เพราะร้านนี้ไม่มีตู้เย็นไว้ถนอมอาหาร อุปกรณ์ที่ใช้ตั้งแต่เปิดร้านมา 8 ปี ไม่ว่าจะเป็น กระทะ ตะหลิว หม้อต้ม ทางร้านเลือกใช้แบบปลอดสารตะกั่วทั้งหมด

ในยุคที่ข้าวของทุกอย่างพาเหรดกันขึ้นราคา ทำให้ค่าครองชีพทะยานพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ทว่ายังมีร้านอาหารเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ริมบึงมักกะสันขอสวนกระแสขายข้าวราดแกงบุฟเฟ่ต์ คอนเซ็ปต์ตักกินไม่อั้น อิ่มละ 30 บาท แถมมีขนมหวานเสิร์ฟด้วย เจ้าของร้านคือ คุณไพบูลย์ แจงอุไร ขอแหวกกฎการทำธุรกิจด้วยการขาย ที่ไม่หวังผลกำไรสูงสุด

เสิร์ฟ 15-20 เมนู/วัน

ปรุงสดใหม่ ใช้แต่ของดี

คุณไพบูลย์ แจงอุไร ปัจจุบันอายุ 58 ปี ใครๆ แถวริมบึงมักกะสัน ต่างเรียกขานว่า ป้าต้อย ก่อนจะมาเป็นแม่ค้าขวัญใจคนรายได้น้อย พื้นเพเกิดที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ พ.ศ. 2538 เข้ามาค้าขายขนมหลายอย่าง อาทิ ขนมครก ข้าวโพดคั่ว จนกระทั่ง พ.ศ. 2551 ตัดสินใจเปิดร้านขายข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ ด้วยเหตุผลอยากให้คนมีรายได้น้อยได้กินของดี จ่ายในราคาถูก

“ที่มาของข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ อิ่มละ 30 บาท เกิดจากน้องชายขับแท็กซี่พาไปดูข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ร้านหนึ่งแถวปทุมธานี ส่วนตัวรู้สึกว่ากับข้าวไม่หลากหลาย ใช้วัตถุดิบไม่ดี ยกตัวอย่าง ผัดกะเพรา ใส่พริกป่น ใส่ใบกะเพราเหี่ยวๆ ผัดผักก็ใช้ผักเก่าๆ ประกอบกับชอบทำกับข้าวอยู่แล้ว เลยตัดสินใจเปิดร้านข้าวแกงบุฟเฟ่ต์บ้าง แต่ตั้งปณิธานไว้ว่าจะต้องทำให้ดีกว่า”

จากความไม่ประทับใจร้านอาหารร้านนั้น ทำให้ป้าต้อยฝังใจว่า อยากจะทำให้ดีกว่า ตรงนี้จึงเป็นเรื่องราวของธุรกิจข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ อิ่มละ 30 บาท

ป้าต้อยเปิดร้าน พ.ศ. 2551 ตั้งอยู่ริมบึงมักกะสัน ข้างโรงพยาบาลบุรฉัตรไชยากร ด้วยเงินลงทุนไม่สูงมากราว 5,000 บาท ลดต้นทุนด้วยการไม่จ้างคนงาน ไม่ตกแต่งร้าน ทำเองทุกอย่าง โดยมีคู่ชีวิตเป็นผู้ช่วย ตั้งแต่ซื้อของ ทำกับข้าว หุงข้าว ล้างจาน เปิดร้าน ปิดร้าน

“ป้านอน 1 ทุ่ม ตื่นตี 2 ไปตลาดคลองเตยซื้อวัตถุดิบมาปรุงอาหาร เพื่อให้ทันเปิดร้านตั้งแต่ตี 5 เอาใจลูกค้าที่เข้างานเช้า อาทิ คนขับแท็กซี่กะเช้า มอเตอร์ไซค์รับจ้าง พนักงานส่งเอกสาร จะปิดร้านอีกที 4 โมงเย็น กิจวัตรเหล่านี้ทำเองทุกวัน”

สำหรับเมนูที่เจ้าของร้านเตรียมไว้เสิร์ฟในแต่ละวัน ราว 15-20 เมนู ชนิดว่าคนกินไม่เบื่อ ทุกเมนูใช้วัตถุดิบสดใหม่ซื้อจากตลาดวันต่อวัน ไม่มีการใช้ของค้างคืน เพราะร้านนี้ไม่มีตู้เย็นไว้ถนอมอาหาร อุปกรณ์ที่ใช้ตั้งแต่เปิดร้านมา 8 ปี ไม่ว่าจะเป็น กระทะ ตะหลิว หม้อต้ม ทางร้านเลือกใช้แบบปลอดสารตะกั่วทั้งหมด

ทุนวันละ 20,000

ลูกค้ามาทั่วสารทิศ

ป้าต้อย ยกตัวอย่างเมนู มีแกงขี้เหล็ก เต้าเจี้ยวหลน น้ำพริกกะปิ ไข่เจียว ปลาทูทอด แกงเขียวหวาน แกงเผ็ด ผัดกะเพรา ลาบหมู ผัดบวบ ไข่พะโล้ ผัดผักบุ้งไฟแดง ต้มจับฉ่าย แกงส้ม ผัดผักบุ้งจีน ต้มผักกาดดอง ผัดผักกาดดองใส่ไข่ ผัดผักคะน้า ผัดพริกแกงถั่ว ผัดหมี่กะทิ พะแนงหมู ชะอมชุบไข่ ผัดกุยช่าย ผัดถั่วงอกใส่เต้าหู้ ผัดฟักทอง ผัดสายบัว ฯลฯ ยังมีขนมที่สลับหมุนเวียนไป สาคูเปียก กล้วยบวชชี ฟักทองแกงบวด รวมมิตร

วัตถุดิบที่ใช้ในแต่ละวัน ป้าแจกแจงคร่าวๆ ว่า ใช้แก๊สวันละ 5 ถัง (ถังละ 15 กิโล) ไข่ไก่เบอร์ 0 วันละ 30 แผง ข้าวเสาไห้เกรดกลางๆ วันละ 65 กิโลกรัม เนื้อหมู 50 กิโลกรัม เนื้อไก่ 50 กิโลกรัม ผักต่างๆ 100 กิโลกรัม น้ำมันปาล์ม 18 ลิตร นอกจากนั้น ยังมีเครื่องปรุง พริก น้ำตาลทราย น้ำปลา ซอสปรุงรส น้ำมันหอย กะปิ เครื่องแกง รวมๆ แล้วใช้เงินลงทุนต่อวัน ราว 20,000 บาท

“ทางร้านเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพกลางๆ ไปจนถึงคุณภาพดี ยกตัวอย่าง พริกแกง และกะปิ จะสั่งซื้อจากร้านที่ขายส่งให้กับโรงแรม 4 ดาว ส่วนเครื่องปรุงรส ซอส ซีอิ๊ว น้ำปลา น้ำตาลทราย ใช้เฉพาะยี่ห้อดังมีเครื่องหมาย อย. เท่านั้น”

ด้านกลุ่มลูกค้า เจ้าของร้าน เผยว่า หลากหลายมาก มีทั้งผู้หญิง ผู้ชาย วัยรุ่น ไปจนถึงผู้สูงอายุ ตั้งแต่ขับรถหรูราคาหลายล้าน ขับแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ม้าเร็วส่งเอกสารชวนกันมาทีละหลายคน บางคนมาไกลจากห้วยขวาง รังสิต บางนา นครนายก ยกขบวนกันมา 30-40 คัน จอดมอเตอร์ไซค์ยาวเต็มหน้าร้าน แต่ละวันมีลูกค้าเข้า-ออก ราว 500 คน

“ลูกค้าทุกคนที่มาทาน ตักข้าว ตักกับข้าวพูนจาน บางคนลุกเติมแล้วเติมอีก สูงสุดที่เคยเห็นคนเดียวเติม 4 รอบ แต่น่าชื่นใจว่าทุกคนกินหมดเกลี้ยงไม่มีใครกินเหลือ แค่มองเห็นคนกินข้าวอิ่ม ควักจ่ายแล้วยังมีตังค์เหลือเท่านี้ก็อิ่มใจแล้ว”

บุฟเฟ่ต์ ยิ่งขายได้เยอะ

กำไรก็จะเพิ่มขึ้นเอง

สาเหตุที่ร้านนี้ขายอาหารถูกได้ เจ้าของเผยหมดเปลือกว่า ทางร้านไม่จ้างลูกน้อง ไม่เสียค่าเช่าสถานที่ ไม่เสียค่าแต่งร้าน ไม่ได้ติดแอร์ ทุกอย่างทำเองหมด ยอมรับว่าเหนื่อยมาก บางวันล้างจานจนมือบวม กำไรก็น้อย แต่ดีใจที่เห็นลูกค้าได้กินของดี ราคาที่ทุกคนจ่ายได้

ป้าต้อย เสริมว่า ส่วนตัวเป็นคนประหยัด ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่ชอบเที่ยว ไม่เล่นการพนัน ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่ซื้อของที่ไม่จำเป็น ทำให้บางวันไม่ได้ใช้เงินเลย ข้าวก็กินที่ตัวเองขาย ไม่ค่อยเจ็บป่วย ดังนั้น จึงมีเงินเหลือเก็บพอจะซื้อสินทรัพย์ด้วยเงินสด เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์

ลงทุนวันละ 20,000 บาท แถมขายถูก แบบนี้มีกำไรไหม ป้าต้อย ยืนยันว่า มีกำไรจริงๆ เฉพาะวันจันทร์วันเดียว หักลบต้นทุน กำไรก็ 7,000 แล้ว

“ป้าเพิ่มทางเลือกให้คนมีรายได้น้อยได้ทานอาหารอร่อย จ่ายในราคาถูก ยิ่งลูกค้าเยอะมากเท่าไหร่ ป้ายิ่งได้กำไรเยอะ เพราะบุฟเฟ่ต์เป็นการขายจำนวน ถัวเฉลี่ยกันระหว่างคนทานมาก กับ คนทานน้อย และที่สำคัญ เอากำไรน้อย”

ป้าต้อย บอกต่อว่า วันจันทร์จะขายดีที่สุด เป็นวันที่ลูกค้าเยอะมาก ช่วงเที่ยงถนนติดขัดทั้งขาเข้า ขาออก หักลบต้นทุน กำไร 7,000 บาท ส่วนวันอื่นๆ เฉลี่ย 2,000-3,000 บาท แค่นี้ก็พออยู่ได้ ดีกว่าไม่มีรายได้เลย

ปัจจุบัน ร้านนี้เปิดมาแล้ว 8 ปี มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่รู้จักของบรรดาคนมีรายได้น้อยไปทั่วสารทิศ แน่นอนว่าหากรสชาติไม่อร่อย หรือของไม่ดีจริง ก็คงไม่เปิดมานานขนาดนี้ นี่คือหัวใจบริหารแบบไม่กลัวขาดทุน ที่เจ้าของร้านมีชื่อว่า ไพบูลย์ แจงอุไร

50 full อิ่ม-อร่อย แบบ “พอเพียง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07033150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

รายงานพิเศษ

50 full อิ่ม-อร่อย แบบ “พอเพียง”

“…เขาบอกชอบตรงไม่ต้องคิดว่ากลางวันนี้จะทานอะไร เพราะร้านเราคิดให้แล้ว และราคานี้เท่านี้คุ้มค่าจ่ายได้ มีทั้งน้ำสมุนไพร ชา-กาแฟ-ขนมหวาน ใน 1 มื้อ นับว่าถูกใจ”

“ยุคอะไรก็แพง อาหารอร่อยในราคา 50 บาท พร้อมบริการครบวงจร 50 full ตอบโจทย์คุณได้”

คือ นิยามของกิจการ “50 full (ฟิฟตี้ ฟูล) อาหารอร่อย” หรือ “ร้าน 50 บาท” ที่ลูกค้าประจำในละแวกมักเรียกขานกันแบบนั้น

ร้าน 50 บาท เพิ่งฉลองครบ 2 ปีไปเมื่อเดือนก่อน

หุ้นส่วนคนสำคัญของธุรกิจขนาดเล็กแต่มีรายละเอียดน่าสนใจไม่น้อยเลยรายนี้ เกริ่นบทสนทนาไว้ว่า จุดเริ่มต้นเพียงแค่อยากมีงานอดิเรก ทำกันเองแบบเน้นความสนุก

ไม่คิดว่าผลตอบรับจะดีขึ้นเรื่อยๆ ภายในเวลาไม่นานและก้าวมาไกล…ถึงจุดนี้

งานอดิเรกของมนุษย์เงินเดือน

ข้าว + ปลาทับทิมนึ่งมะนาว, ข้าว + สันคอหมูอบพริกไทยดำ, เส้นใหญ่คั่วเฟรนช์เบคอน, สปาเกตตีไวท์ซอสทูน่า, พาสต้าเห็ดแชมปิยองและไส้กรอกแฟรงก์เฟิร์ตเตอร์บุชเชอร์, ข้าว + ซาบะต้มซีอิ๊วญี่ปุ่น, สเต๊กหมูพริกไทยดำเสิร์ฟคู่สปาเกตตีโบลองเนสหมู

คือส่วนหนึ่งของรายการอาหาร ที่ทางร้าน 50 full สรรหามานำเสนอไม่ซ้ำกัน แต่วันหนึ่งๆ จะทำออกมาไม่เกิน 4-5 รายการเท่านั้น

โดยลูกค้าที่มาอุดหนุนทุกท่าน สามารถเลือกเครื่องดื่มหลากหลาย อาทิ เก๊กฮวย ลำไย ชาดำเย็น น้ำอัญชันมะนาว กาแฟร้อน ชาร้อน ฯลฯ ได้ตามอัธยาศัยชนิดไม่อั้น ในรูปแบบของการบริการตัวเอง

เสร็จจากจานหลักแล้ว ยังมี “ของหวาน” ไม่ซ้ำวันเสิร์ฟปิดท้าย และถึงแม้ปริมาณจะไม่มากอย่างที่เคยชินกัน แต่ก็พอได้ล้างปาก และที่สำคัญ รสชาตินั้นหลายคนถึงกับเอ่ยชมว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

“50 full คือ จ่าย 50 บาท ก็อิ่มได้ ได้แนวคิดมาจากคำว่า ห้าสิบ-ห้าสิบ ผู้บริโภคได้ 50 ผู้ผลิตได้ 50 เป็นทางสายกลางของพระเจ้าอยู่หัว คือ เศรษฐกิจพอเพียง” คุณแอ็ค-ปิยะ จันทร์มุข หุ้นส่วนของกิจการ ซึ่งทำหน้าที่ดูแลลูกค้าเป็นหลัก เริ่มต้นอย่างนั้น

ก่อนคุยให้ฟังต่อ ความจริงแล้วธุรกิจหลักของเขาและหุ้นส่วน คือ คุณจิ๋ม-นิสากร รอดเจริญ คือ ให้เช่าไฟเพื่อใช้ในการถ่ายละคร-ภาพยนตร์ ซึ่งทำมานานเกือบ 20 ปีแล้ว ล่าสุด ได้มาเช่าบ้านเดี่ยวในซอยเทศบาลนิมิตใต้ 22 ย่านประชานิเวศน์ 1 ทำเป็นออฟฟิศติดต่องาน

ประกอบกับทาง คุณโฟล์ค-เมธัส เรืองจุ้ย ลูกชายของคุณจิ๋ม เพิ่งเรียนจบปริญญาตรี จากคณะคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ออกมาพอดี จึงหารือกันช่วงกลางวันน่าจะลองทำอาหารขายดู เพราะไหนๆ ก็ทำทานกันเองเป็นประจำอยู่แล้ว

“พวกผมจัดอยู่ในกลุ่มมนุษย์เงินเดือน ซึ่งปกติเวลาจะหาอะไรทานแต่ละครั้งตัวเลือกมันมีน้อย เลยชอบทำทานกันเองและคิดอยากทำให้พนักงานออฟฟิศคนอื่นได้มีโอกาสทานอาหารที่มีประโยชน์ ที่ไม่ใช่อาหารตามสั่งบ้าง ในราคาแค่นี้ เป็นอาหารเหมือนตามร้านอาหารจริงๆ มีคุณภาพ ใช้วัตถุดิบที่ดี และไม่ใส่ผงชูรส” คุณแอ็ค ย้อนที่มา

ขาประจำตรึม

สนุกที่ได้ทำ

หุ้นส่วนกิจการ 50 full ท่านเดิม บอกด้วยว่า เปิดร้านช่วงแรก ไม่คิดว่าจะมีคนมาทานด้วยอะไรมากมาย วันหนึ่งได้ลูกค้า 5-6 คนพอ แฮปปี้แล้ว เพราะไม่เคยทำป้ายบอกทาง มีแค่กระดานดำแผ่นเล็กๆ วางไว้หน้าร้านบอกวันนี้มีจานเด็ดอะไรบ้าง

อีกทั้งบ้านเช่าที่ทำเป็นทั้งออฟฟิศและร้านอาหารนี้ ก็ตั้งอยู่ในซอยลึก ไม่มีถนนเส้นหลักผ่าน วิธีการประชาสัมพันธ์ตัวเองให้เป็นที่รู้จัก จึงใช้เฟซบุ๊กเป็นสำคัญ รวมทั้งการบอกต่อกันไปแบบปากต่อปาก

ใช้เวลาไม่ถึงเดือน เริ่มมีลูกค้าขาจร ซึ่งเป็นพนักงานออฟฟิศในละแวก วอล์กอินเข้ามาทดลองชิม กระทั่งติดใจในรสชาติ การบริการ รวมทั้งบรรยากาศร้าน จนกลายเป็นลูกค้าประจำอุดหนุนกันแทบทุกวันติดต่อกันนานเป็นปีเลยก็มีหลายราย

“รสชาติอาหารนับเป็นตัวดึงดูดสำคัญ จนมีลูกค้ากลุ่มหนึ่งทานกันติดต่อกันแทบทุกวันตลอดทั้งปี เคยถามเหมือนกันว่าทำไมมาประจำ พวกเขาบอกชอบตรงไม่ต้องคิดว่ากลางวันนี้จะทานอะไร เพราะร้านเราคิดให้แล้ว และราคานี้เท่านี้คุ้มค่าจ่ายได้ มีทั้งน้ำสมุนไพร ชา-กาแฟ-ขนมหวาน ใน 1 มื้อ นับว่าถูกใจ” คุณแอ็ค ว่าอย่างนั้น

ย้อนกลับไปดูเมนูตัวอย่างที่ยกมาตอนต้น หลายคนคงสงสัย ทำออกมาขายแล้วจะมีกำไรเหลือจากตรงไหน คุณแอ็ค บอก ใช้วิธีการเฉลี่ย อย่างวันหนึ่ง มี 4 เมนู เมนูหนึ่ง-สอง อาจไม่มีกำไร แต่เมนูสาม-สี่ มีกำไรนิดหน่อย

ส่วนน้ำดื่มที่ให้ทานได้ไม่อั้นก็ใช้วิธีการเฉลี่ย บางคนทานแต่น้ำเปล่า บางคนทานน้ำหวานก็จริงแต่อย่างมากไม่เกินคนละแก้วสองแก้ว กาแฟ-ชา บางคนก็ไม่ทาน

นอกจากนี้ บ้านก็ต้องเช่าทำเป็นออฟฟิศอยู่แล้ว ขณะที่แรงงานในร้าน ทั้งเชฟ-แม่ครัว-เด็กเสิร์ฟ ไม่ได้จ้างใคร ทำกันเองหมด ธุรกิจจึงดำเนินมาได้ถึง 2 ปีเศษแล้ว

“กำไรแทบไม่มี แค่พออยู่ได้ เพราะวัตถุดิบที่ใช้แต่ละอย่างนั้นต้นทุนค่อนข้างสูง เราทำกัน ทำแบบมีความสุข ไม่ซีเรียส สนุกซะด้วยซ้ำ ขายแค่ 2 ชั่วโมงคือ 11 โมงเช้าถึงบ่าย 2 จันทร์-ศุกร์ เท่านั้น เพราะคนทานกลางวันมีเวลาแค่นี้ เราเองมีเวลาแค่นี้เหมือนกัน เพราะต้องไปทำงานหลักของตัวเองด้วย หลายคนยุให้เปิดขายตอนเย็น ขยายเวลาขายอีกหน่อย แต่กำลังเราไม่ไหว ทำได้แค่นี้แหละครับ” คุณแอ็ค บอกยิ้มๆ

อาหารไทยยุคเก่า

มีให้ลองชิม

หันมาพูดคุยกับ คุณโฟล์ค-เมธัส เรืองจุ้ย ฉายาที่ลูกค้าประจำทราบกันดีคือ “เชฟหนวด” กันบ้าง เริ่มต้นให้ฟัง จบปริญญาตรี ด้านคหกรรมศาสตร์ มาได้ 3 ปีแล้ว ระหว่างนั้นได้ไปเรียนเสริมด้านอาหารนานาชาติ จากศูนย์ฝึกอาชีพของเขตบางพลัด

เหตุผลที่มาทำร้านในรูปแบบ 50 full เพราะคุณแม่ของเขามีฝีมือด้านการทำอาหารและคิดอยากทำร้านอาหารเป็นทุน ประกอบกับตัวเขาเองก็ร่ำเรียนมาทางนี้ จึงอยากลงทุนดู

เกี่ยวกับการแบ่งหน้าที่ในครัว เชฟหนวด แห่งร้าน 50 full บอก คุณแม่ของเขา ถนัดทำอาหารไทยยุคเก่า ที่ไม่ค่อยมีใครทำขายหรือกระทั่งถึงขั้นหลงลืมกันไปแล้ว อย่าง แกงอ่อมมะระปลาดุกนา ไก่ผัดตะไคร้ ป่นปลาทู แกงคั่วสับปะรด คั่วกลิ้งปลากราย ฯลฯ ส่วนเขา มีจานเด่นเป็นประเภทอาหารฝรั่ง เช่น สลัด พาสต้าหน้าต่างๆ สเต๊กหมู-เนื้อ เป็นต้น

“เมนูแต่ละวันแบ่งกันทำ บางวันผมทำทั้งหมด บางวันแบ่งกันทำ และจะช่วยกันคิดด้วยว่ารุ่งขึ้นจะขายอะไร ทำร้านอาหารแบบนี้สนุก เพราะได้คิดตลอดเวลา ดีกว่าทำออกมา 50 เมนู อยู่ทุกวัน สู้ทำวันละ 4 เมนู เปลี่ยนไปเรื่อยๆ 4 เมนู 5 วัน 20 รายการ 1 เดือน 80 รายการ 2 ปี มีกี่ชนิดแล้วครับ ไม่น้อยนะ มันถึงสนุก” คุณโฟล์ค ว่าให้ฟัง

ถามถึงตัวขายเด่น เจ้าของฉายา เชฟหนวด บอก ส่วนใหญ่ถ้าทำอาหารฝรั่ง เมนูจานปลา จานเนื้อ ออกมา มักขายหมดเร็วทุกครั้ง

นึกสงสัยงานอดิเรกของพวกเขานี้ มีอุปสรรคมากน้อยแค่ไหน เชฟหนวด เผย ราคาของวัตถุดิบแต่ละวันมักไม่เท่ากัน ฉะนั้น จึงต้องเลือกวัตถุดิบที่ดี มีคุณภาพ ราคาไม่แพงมาก เพื่อให้ร้านอยู่ได้ด้วย

“ตกเย็นผมกับคุณแม่จะช่วยกันดูว่าซัพพลายเออร์ของเรามีวัตถุดิบอะไรน่าสนใจบ้าง จากนั้นจึงค่อยมาคิดเมนูว่าวันรุ่งขึ้นจะทำอะไรออกมาขาย พูดง่ายๆ คือ ต้องเห็นของก่อนถึงค่อยคิดเมนู ไม่ใช่ไปซื้อของแล้วค่อยมาทำ แบบนั้นมันคุมราคาไม่ได้” เชฟหนวด เผยเทคนิคส่วนตัว

ก่อนฝากทิ้งท้าย

“อยากทำตรงนี้ให้ดีที่สุด ไม่ได้ตั้งเป้าหมายร่ำรวยมากมายอะไร อยากทำอาหารแบบมีความสุข คนทานมีความสุข ทุกครั้งที่มาร้านเราแล้ว พวกเขามีความสุขกลับไป พอแล้วครับ”

……………

ร้าน 50 full อาหารอร่อย เปิดตั้งแต่เวลา 11.00-14.00 น. จันทร์-ศุกร์ ตั้งอยู่ในซอยเทศบาลนิมิตใต้ 22 หมู่บ้านประชานิเวศน์ 1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

ท่านใดอยากไปอุดหนุน แนะนำให้โทรไปจองโต๊ะกันก่อน ที่ (02) 589-5677 หรือ http://www.facebook.com/50 full อาหารอร่อย