มาช่วยกันสร้างแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนกันเถอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07084150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

เศรษฐกิจชาวบ้าน

ภ.พชร อาจารย์พิเศษ ภาควิชาการตลาด คณะการจัดการและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยบูรพา

มาช่วยกันสร้างแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนกันเถอะ

หลายครั้งที่ผู้เขียนมีโอกาสได้เดินทางไปเยี่ยมเยือนแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่มีศักยภาพมากมาย และก็มองเห็นว่ามันสามารถจะถูกพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนได้

โดยแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนนี้มีลักษณะที่โดดเด่น แตกต่างกับแหล่งท่องเที่ยวในแบบอื่นคือ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดำเนินการเองโดยชุมชน และเพื่อชุมชน ฟังดูง่าย แต่ไม่ง่ายเลย เพราะเมื่อเวลาผ่านเนิ่นนานไปในอีกหลายแห่ง ที่มีโอกาสได้กลับไปยืนยังจุดเดิม ก็ปรากฏว่ามีคนต่างถิ่น โดยเฉพาะจากในเมืองซึ่งมีทรัพยากร และความพร้อมที่เหนือกว่าได้เข้ามาเปิดกิจการท่องเที่ยว มีกิจกรรมการท่องเที่ยว ที่มีลักษณะย้อนแย้งกับวิถีชีวิตของชุมชน และไม่สามารถปรับตัวให้หลอมละลาย กลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน หรือเป็นต้นแบบให้คนในชุมชนซึ่งมักจะด้อยกว่าในเกือบทุกด้าน ได้ดำเนินรอยตาม นัยว่าเป็นเรื่องของธุรกิจการค้า การมีคู่แข่ง ย่อมหมายถึงผลกำไรที่ลดลง การมีส่วนร่วมของชุมชนเพียงอย่างเดียวก็คือค่าจ้างแรงงานในราคาถูก และความฝันของคนในชุมชนที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการท่องเที่ยวโดยชุมชน ก็ดูเหมือนจะยังคงเป็นความฝันอยู่เหมือนเดิม

ปัจจัยหลักที่สำคัญคือ การที่ผู้นำชุมชน หรือตัวผู้อาศัยในชุมชนเอง ขาดพลังความรู้ ขาดวิสัยทัศน์ และขาดการจัดการที่เพียงพอ ที่จะนำมาประกอบกันให้เป็นเป้าหมายใหม่ในการสร้างรายได้เสริมอย่างยั่งยืนให้กับชุมชนของตนเองได้ ในหลายกรณีผู้เขียนพบว่า ผู้นำชุมชนที่ถูกเลือกเข้ามาตามหลักประชาธิปไตยนั้น ไม่ได้มีเจตนาที่แท้จริงตามที่ได้ทำสัญญาประชาคมไว้เมื่อครั้งหาเสียง แต่เพียงเพราะว่างบประมาณด้านการอบรม ดูงาน เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้ให้กับคนในปกครองของตนนั้น ยากต่อการตรวจสอบ และจะเป็นการง่ายกว่าถ้าจะปกครองคนที่ไม่มีความรู้ กลายเป็นการเสียโอกาสครั้งใหญ่ของชุมชน ซึ่งกว่าจะแก้ไขทันก็ต้องรอจนครบวาระ และพอแก้ไขได้แล้ว ก็ปรากฏว่ากิจกรรมการท่องเที่ยวในชุมชนของตน ได้ถูกปนเปื้อนไปด้วยน้ำมือจากคนต่างถิ่น ด้วยลักษณะแนวคิดแบบทุนนิยมไป อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว

จะว่าไปแล้ว ก็เหมือนกับที่ทั้งประเทศไทยของเรากำลังโดนกลุ้มรุมทำร้ายไปด้วยแนวความคิดแบบทุนนิยม และเป็นเรื่องยากที่แนวความคิดแบบเศรษฐกิจพอเพียงจะมีช่องทางได้เงยหน้าอ้าปากขึ้นมาหายใจ จากก้นหลุมของการพัฒนากันอย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางออกเลยเสียทีเดียว

ประเทศไทยเรามีดินดี มีน้ำอุดม มีแสงแดดที่อบอุ่น มีข้าวปลาอาหารที่ยังอุดมสมบูรณ์ และตั้งแต่โบราณกาลที่ผ่านมา ปัจจัยสี่ที่ใช้ในการดำเนินชีวิต อันมี 1. อาหาร 2. เครื่องนุ่งห่ม 3. ยารักษาโรค และ 4. ที่อยู่อาศัย ก็สามารถจะผลิตขึ้นใช้ได้เองภายในชุมชน เปรียบเสมือนระบบปิดที่ไม่มีความจำเป็นใดๆ จากภายนอกที่จะต้องมาคอยเกื้อหนุน เพียงแต่ที่ผ่านมา เราอาจไม่เข้าใจคำว่า “ความเจริญ” อย่างถ่องแท้ คิดไปถึงแต่การอยากอวด อยากมีให้เหมือนคนอื่น คิดถึงแต่การบริโภคที่ต้องเอาเงินแลกซื้อ ความรุ่มรวยทางทรัพยากรที่เคยอุดมสมบูรณ์ในชุมชนก็ค่อยๆ ลดลง แลกเปลี่ยนอย่างเสียเปรียบไปกับเทคโนโลยีใหม่ๆ จากต่างประเทศที่เกิดขึ้นมากมาย ก็กลายเป็นว่า โลกในทุกวันนี้มีปัจจัยที่ 5 เพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง นั้นก็คือ 5. การติดต่อสื่อสาร (เทคโนโลยี)

ในเมื่อเราไม่สามารถปฏิเสธแนวคิดแบบทุนนิยมได้ ก็จงอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล โดยในชั้นนี้เมื่อคนในชุมชนทราบถึงภัยคุกคามต่างๆ จากทั้งภายในและภายนอกที่มีต่อชุมชนแล้ว ก็จงรีบทำใจยอมรับ และเริ่มวางแผนรับมือเสียตั้งแต่วันนี้ และให้มองเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชนนั้นเป็นผลพลอยได้ไปก่อน อย่ามองให้เป็นหลัก เพราะคงไม่มีวันที่จะเอาชนะฝ่ายทุนนิยมที่หยั่งรากลึกมาตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองไปได้ อย่างง่ายดาย

เริ่มต้นจากการสำรวจตัวเองก่อน ว่าเราเป็นใคร มาจากไหน ปู่ย่าตายาย บรรพบุรุษของเราเป็นใคร คิดอย่างไรถึงได้มาตั้งถิ่นฐานในดินแดนแห่งนี้ ทำไมถึงยังอยู่ที่นี่ อากาศดี ดินดี น้ำอุดมหรือไร เป็น โคก หนอง นา ลุ่ม บึง ปลูกอะไรได้ดี มีพืชพื้นถิ่น สัตว์พื้นถิ่นเป็นอะไร ชื่อหมู่บ้านใครเป็นคนตั้ง ตั้งชื่อนี้เพราะเหตุใด ทรัพยากรรอบๆ ตัวเรา ในท้องถิ่นทั้งหมดที่ทำให้เราอยู่ที่นี่ ไม่หนีไปไหน มีอะไรบ้าง ปัจจัย 4+1 อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว อาทิ อาหารพื้นบ้าน อาหารและผลไม้ตามฤดูกาล, การทอผ้าเองเพื่อใช้ในครัวเรือน การแต่งกายในวัยต่างๆ รวมถึงเครื่องประดับ, ต้นไม้ หรือพืชสมุนไพร (หมายรวมถึงสัตว์ป่า และแมลงบางประเภท ที่ใช้เป็นยาได้) ยาดองเหล้า ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในชุมชน, การสร้างบ้านที่ใช้ไม้ในท้องถิ่น รวมถึงการประดับตกแต่งบ้านที่สะท้อนความเชื่อของชุมชน ถ้ามันมลายสูญหาย หรือลบเลือนไป จะทำอย่างไร ให้มันกลับคืนมา เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้ย้อนกลับไปเมื่อนานมาแล้ว ครั้งหนึ่งมันทำให้เราอยู่รอด และอยู่ที่นี่ ไม่หนีหายไปไหน ทั้งหมดที่กล่าวมานี้มีอะไรบ้างที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน หรือเป็นอัตลักษณ์ของชนเผ่า ซึ่งอาจจะทำได้ด้วยปัจจัยที่ 5 คือการสื่อสาร การค้นหา การค้นคว้า ทั้งในห้องสมุด ถามผู้เชี่ยวชาญ และผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เมื่อฐานปัจจัยทั้ง 4+1 พร้อมแล้ว จึงค่อยตั้งเป้าหมายใหม่

ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่า สิ่งที่เพิ่งกล่าวไปข้างบนนี้ มีชุมชนอย่างน้อย 3 แห่งที่ทำได้ก่อนใคร และทำมานานมากแล้วด้วย นั่นก็คือ ชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านแม่กำปอง ตำบลห้วยแก้ว อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ หมู่บ้านท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านปราสาท ตำบลธารปราสาท อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา วิสาหกิจชุมชนบางน้ำผึ้งโฮมสเตย์ ตำบลบางน้ำผึ้ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ และกำลังจะมีที่อื่นๆ ทยอยออกมาประกาศความสำเร็จอีกเป็นจำนวนมาก และแน่นอนที่สุดคือ หากชุมชนไหนสนใจ อยากพัฒนาตนเองให้มีรายได้เสริมอย่างมั่นคงและยั่งยืน ก็สามารถติดต่อประสานขอเข้าเยี่ยมชมกิจการดังกล่าวได้ หรืออาจขอคำปรึกษาได้ที่ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.)

บางชุมชนอาจจะมีความพร้อมในฐานทรัพยากรต่างๆ เหล่านี้อยู่แล้ว แต่ยังอาจขาดความมั่นใจในเรื่องของการตลาด ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักของฝ่ายทุนนิยม ซึ่งทางชุมชนก็อาจจะหยิบยืมมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ ก็ไม่ถือว่าผิดกติกาแต่ประการใด เพียงแต่ต้องมีความพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันที่ดี และภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่กำลังคับขันอยู่นี้ อย่าปล่อยให้โอกาสเช่นที่ว่ามานี้หลุดลอยไป โครงการพี่ช่วยน้องของ อพท. กำลังรอช่วยเหลือชุมชนของท่านอยู่ครับ?

มีคำถามเรื่องอาชีพ ยินดีตอบทุกประเด็น ฝากคำถามมาได้ที่ อีเมล p.bhachara@gmail.com

แบไต๋ Google Translate

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07088150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

เทคโนโลยีสร้างอาชีพ

สุเทพ โลหณุต

แบไต๋ Google Translate

ครั้งนี้ผมขออาสามาไขความลับเกี่ยวกับการใช้ Google Translate หรือที่หลายๆ คนรู้จักกันดีในนามของเครื่องมือช่วยแปลภาษาบนเว็บ Google ซึ่งเครื่องมือที่ว่านี้มีความลับหลายอย่างซ่อนอยู่ และเชื่อว่าเมื่ออ่านบทความนี้จบแล้วคุณจะต้องทึ่งกับความสามารถเหล่านี้อย่างแน่นอน?

สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน เอ่ยถึงเครื่องมือแปลภาษาในดวงใจ ผมเชื่อว่าชื่อแรกที่นึกถึงน่าจะเป็น “Google Translate” (https://translate.google.co.th/) อย่างแน่นอน เพราะนอกจากไม่ต้องเสียเวลาติดตั้งลงบนเครื่องแล้ว ยังสามารถช่วยแปลคำศัพท์ แปลประโยคผ่านเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็วเพียงปลายนิ้วคลิก และรอไม่กี่เสี้ยววินาทีก็จะพบกับคำตอบมากมาย แต่บางทีก็สร้างความผิดหวังและสับสนให้กับทางผู้ใช้งานบ้างในผลลัพธ์ที่ได้พบเห็น

ข้อสงสัยหรือคำถามหนึ่งที่คาใจสำหรับใครหลายๆ คนก็คือ ทำอย่างไรให้การใช้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างน้อยก็ขอให้แปลคำศัพท์ แปลประโยค หรือแม้แต่แปลเนื้อเรื่องได้ถูกมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปก็ยังดี ผมขอบอกว่ามีวิธีครับ ซึ่งได้รวบรวมเคล็ดไม่ลับเกี่ยวกับการใช้งานที่จะช่วยให้การแปลครั้งต่อไปเป็นเรื่องง่ายและแปลถูกมากกว่าผิด รวมถึงแนะนำการใช้ฟังก์ชั่นใหม่ๆ อย่างส่องกล้องแล้วแปลคำศัพท์ออกมาได้ทันที ที่สำคัญ ปัจจุบันนี้รองรับการใช้งานภาษาไทยได้แล้วเพียงแค่คุณมีสมาร์ตโฟน แท็บเลต ก็สามารถใช้งานอย่างง่ายดาย

การแก้ไขปัญหาต้องรู้จักหักมุม

ทันทีที่ผมหยิบเรื่องราวของ Google Translate ขึ้นมาเล่าก็อดนึกถึงเรื่องหนึ่งที่ผมประสบปัญหาอยู่ในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาไม่ได้ สิ่งนั้นก็คือ เว็บที่ผมใช้งานอยู่ปัจจุบันบางที่บางแห่งมีการบล็อกไม่ให้เข้าไปใช้ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ส่งผลกระทบกับผมเพราะไม่สามารถเข้าไปเพื่อศึกษาหาข้อมูลได้ แต่ปัญหานี้ใช่ว่าจะแก้ไขไม่ได้เพียงแต่อย่าพิมพ์ URL โดยตรงหรือค้นหาผ่าน Google แล้วคลิกลิงก์ที่หน้าแสดงผล

อ่านถึงตรงนี้แล้วคุณผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าแล้วจะให้ทำอย่างไร คำตอบก็คือ ให้ทำเสมือนกับการแปลภาษา ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าเว็บที่ผมจะเข้าใช้ชื่อว่า http://thep2train.com/word2train จากนั้นให้เข้าไปที่ Google Translate แล้วพิมพ์ชื่อเว็บนี้ลงไป ผลลัพธ์ที่ปรากฏขึ้นมาจะแสดงชื่อเว็บไซต์นั้นแล้วให้ทำการคลิกที่ลิงก์นั้นอีกครั้งหนึ่ง เพียงเท่านี้ ก็สามารถเข้าไปใช้งานได้โดยอาศัยหน้าเว็บ Google Translate เป็นทางผ่าน

เผยเคล็ดไม่ลับการใช้ Google Translate

หากถามว่าเวลาที่ Google Translate แปลผิดพลาด ความผิดนี้น่าจะเกิดจากใคร หรือว่าเป็นความผิดพลาดจากตัวเครื่องมือนี้ ผมต้องขอบอกว่าใช่ครับแต่ไม่ทั้งหมด ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานด้วย บางครั้งข้อความ ประโยค หรือแม้แต่คำศัพท์ที่ใช้ค้นหานั้นอาจจะไม่ชัดเจนการประมวลผลก็อาจจะผิดพลาดได้เช่นกัน คำถามต่อมาที่ผู้อ่านยังคาใจอยู่นั่นก็คือ แล้วจะแก้ไขได้อย่างไร ผมขอบอกและอธิบายผ่านเคล็ดไม่ลับการใช้ Google Translate ดังนี้

1. แปลยาวแล้วผิดให้เปลี่ยนแปลทีละประโยคหรือย่อหน้า ถึงแม้จะเสียเวลาสักนิดแต่ผลลัพธ์ที่ได้ต้องขอบอกว่าโอกาสผิดพลาดมีน้อยลง

2. ภาษาที่ใช้สื่อสารหรือแปลถ้าเพี้ยนให้ลองปรับคำหรือข้อความใหม่ เพราะบางครั้ง Google Translate อาจจะไม่เข้าใจคำศัพท์หรือศัพท์สแลงใดๆ จึงสื่อสารผิดทำให้รูปแบบประโยค ข้อความ ย่อหน้านั้นผิดพลาดไปทั้งหมด

3. ตรวจสอบด้วยแปลย้อนกลับ เช่น จากเดิมแปลไทยเป็นอังกฤษในรูปแบบประโยค เมื่อได้ผลลัพธ์แล้วลองแปลอังกฤษเป็นไทยในรูปแบบประโยคเดิมดูสิว่าข้อความต่างๆ ยังคงความหมายใกล้เคียงหรือถูกต้องหรือไม่ ถ้าไม่ก็ต้องปรับข้อความและคำศัพท์ใหม่อีกครั้ง

4. การแปลศัพท์หลายๆ คำโอกาสเพี้ยนหรือผิดมีสูง ลองเปลี่ยนโดยการใช้คำศัพท์ 1 คำต่อ 1 บรรทัดดูสิ โดยใช้วิธีกดปุ่ม Enter การแปลความหมายจะใกล้เคียงกับสิ่งที่ต้องการสื่อสาร

5. จัดรูปแบบประโยคให้ชัดถ้อยชัดคำและกระชับช่วยให้การแปลภาษาไม่ผิดพลาด เป็นเรื่องง่ายที่หลายคนมักมองข้าม การแปลภาษาไม่ใช่การสื่อสารทุกคำที่แปล แต่ควรใช้คำที่ตรงประเด็นและเข้าใจง่ายมากกว่าการแต่งประโยคหรือข้อความที่สวยหรู

ส่องกล้องแล้วแปลด้วย Google Translate

ฟังก์ชั่นหรือฟีเจอร์ที่แนะนำอาจจะยังไม่แพร่หลาย หรืออาจจะเป็นที่รู้จักน้อยมาก แต่เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้น่าจะได้รับความนิยมเพราะทำให้ชีวิตมีความสะดวกสบายมากขึ้น สิ่งที่ผมกำลังนำเสนอต่อไปนี้เป็นการใช้อุปกรณ์สมาร์ตโฟน แท็บเลตเชื่อมต่อกับ Google Translate โดยอาศัยกล้องของอุปกรณ์เหล่านั้นส่องไปยังคำศัพท์ ประโยค หรือข้อความแล้วแปลเป็นความหมายออกมา ขั้นตอนการใช้งานก็แสนง่ายดายทำได้ดังนี้

1. ไม่ว่าคุณจะใช้ระบบปฏิบัติการ Android หรือ iOS ก็ตาม ให้ติดตั้งแอพที่มีชื่อว่า “Google Translate” ส่วนขั้นตอนการติดตั้งและดาวน์โหลดผ่าน Play Store, App Store อันนี้ผมขอข้ามขั้นตอนการติดตั้งไปเลยนะครับ

2. หลังจากติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อเปิดแอพขึ้นมาจะพบว่ามีไอคอนหรือเครื่องมือที่เป็นรูปกล้องอยู่ด้านล่าง ให้แตะไปที่รูปกล้องนั้น เพื่อเข้าสู่โหมดการบันทึกภาพและข้อความที่ต้องการแปล

3. จากนั้นทำการส่องไปยังภาพ หรือข้อความที่ต้องการให้แปลพร้อมกับทำการโฟกัสภาพให้คมชัดก่อนการลั่นชัตเตอร์ เพียงเท่านี้ คุณก็จะได้ผลลัพธ์ในรูปแบบการแปลที่สมบูรณ์แบบ

บทสรุป “แบไต๋ Google Translate”

เรื่องราวของการใช้ Google Translate หรือเครื่องมือช่วยแปลภาษาผ่านหน้าเว็บ Google ยังมีอีกมากมายที่น่าสนใจ แต่ในสิ่งที่ผมได้นำเสนอนี้ถือว่าเป็นการคัดเอาเรื่องเด็ดที่น่าสนใจและได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานจำนวนมาก

จงอย่าเชื่อในสิ่งที่ผมบอกถ้าคุณยังไม่ได้ทดลองและฝึกฝน เพราะการปฏิบัติจริงและทำซ้ำๆ จะช่วยเพิ่มทักษะและเทคนิคการใช้งานใหม่ๆ ให้กับคุณได้เป็นอย่างดี รวมถึงมีภูมิต้านทานให้รู้จักใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดอีกด้วย แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ

พฤติกรรมสงฆ์ ปลงกรรม พฤติธรรมวินัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07089150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

เก็บตกจาก “แท็กซี่ กูรู”

TAXI MASTER

พฤติกรรมสงฆ์ ปลงกรรม พฤติธรรมวินัย

ในโลกดิจิตอล ออนไลน์ สำหรับสังคมที่มือไม่ว่างเพราะต้องมี “มือถือ” ติดตัว ยุคพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง แต่ก่อนเรามักจะพูดว่าจะไปไหนก็โบกแท็กซี่ หมายถึง โบกมือเรียกแท็กซี่ แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นกดเรียกแท็กซี่ เพราะช่วงนี้มี “แอพสายด่วน” ให้ดาวน์โหลดฟรี เพื่อใช้เป็นตัวเลือกสำหรับโทรศัพท์เรียกใช้บริการแท็กซี่ ในเขตที่สัญญาณ GPS ไปถึง โดยเพิ่มค่าโดยสารอีก 20 บาท สำหรับผู้ที่สะดวกด้านเศรษฐกิจก็คิดว่าเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยไม่ต้องไปยืนโบกข้างฟุตปาธ มีให้เลือกเรียกใช้บริการอย่างน้อยก็มากกว่า 10 ศูนย์ หรือบางเบอร์โทรก็เป็นสหกรณ์ และบางศูนย์บริการก็ระบุว่า “ฟรีค่าโทร” ถ้าหากจะดูรายละเอียดก็เข้าไปดูในเว็บไซต์ก็ได้ ซึ่งมีคำอธิบายวิธีเรียกใช้บริการไว้ชัดเจน พอจะสรุปได้ เช่น บอกว่าให้ไปรับที่ไหน บอกเส้นทางจุดที่จะรับ จะไปส่งที่ไหน ซึ่งควรโทรก่อนล่วงหน้าประมาณ 15-20 นาที และอาจจะรอประมาณ 15-20 นาทีเช่นกัน เรื่องนี้อาจจะกระทบกระเทือนแท็กซี่รูปแบบเก่าอย่างพวกเราบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นแรงกระตุ้นที่ให้แท็กซี่รุ่นเดิมๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ดีขึ้น และเป็นตัวเลือกที่ไม่ต้องปฏิเสธ

พวกเราในชมรมแท็กซี่ปฏิบัติดีเพื่อสังคม ได้แสดงออกถึงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์สมาชิกในชมรมคนหนึ่ง ซึ่งมีวี่แววว่าน่าจะไม่มีความจริงใจ และอาจจะนำความเสื่อมเสียมาสู่ชมรมพวกเราได้ เนื่องจากมีพฤติกรรมบางอย่างที่อยู่ใน 5 กลโกง ที่ส่อให้พวกเราคิดว่าเป็นอย่างนั้นอย่างน้อย 2 อย่าง ซึ่งไม่ควรกระทำอย่างใดๆ ในเรื่องต่อไปนี้คือ เปลี่ยนยางหรือวงล้อยางให้เล็กลงเพื่อทำให้รอบมิเตอร์หมุนเร็วขึ้นทำให้ค่าโดยสารสูงกว่าความเป็นจริง ต่อวงจรไฟมิเตอร์กับสายแตรแล้วกดบ่อยครั้งแต่แตรไม่ดัง ซึ่งทำให้ไฟฟ้ารถยนต์ลัดวงจรทำให้เลขมิเตอร์เพิ่มขึ้นโดยที่ไม่ใช่ขณะรถวิ่ง หรือแกล้งให้ตัวเลขเวลาขณะที่รถจอดติดอยู่ดับโดยอ้างว่าเสีย มีการสลับมิเตอร์เตรียมไว้ 2 ตัว เมื่อมีผู้โดยสารต่างชาติก็ใช้มิเตอร์ตัวเก่าปรับค่าโดยสารตามชอบหรืออ้างว่ามิเตอร์เสียแล้วชักชวนให้ข้อเสนอเหมาจ่าย นอกจากนั้น ก็อาจจะมีพฤติกรรมที่พยายามเพิ่มระยะทางระยะเวลาโดยพาผู้โดยสารอ้อมเส้นทางโดยอ้างว่ารถติด พวกเราได้ซักถามตรวจสอบพฤติกรรมแล้วพบว่าเขาทำ 2 อย่างใน 5 อย่างที่กล่าวจึงให้พ้นชมรม

พวกเราชื่นชมกับแท็กซี่คันหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า “แท็กซี่รสพระธรรม” เป็นรถแท็กซี่ส่วนบุคคลเขียวเหลืองที่เขียนข้างรถว่า บริการฟรีสำหรับ ผู้ป่วย คนชรา ผู้พิการ แม่ชี คนตาบอด และพระภิกษุสามเณร ซึ่งเขาเคยได้รับการยกย่องและสัมภาษณ์ข่าวผ่านสื่อโทรทัศน์ ปัจจุบันก็ยังดูได้ในเว็บไซต์ในอินเตอร์เน็ต พวกเรายังแซวแบบยกย่องว่าน่าจะเป็นคู่แข่งกับรถแท็กซี่ของกรุงเทพมหานครที่บริการฟรีเช่นกัน

ช่วงนี้ใกล้จะออกพรรษา ผมมีลูกค้าขาประจำที่มักจะนัดหมายไปรับหรือส่งที่วัดบ่อยๆ และชอบนำแผ่นซีดีธรรมะที่ได้มา มาเปิดช่วงเดินทางไปหรือกลับจากวัดบ่อยครั้ง ทำให้บางครั้งต้องอดฟังเพลงโปรดที่เตรียมมากล่อมอารมณ์โลกส่วนตัว หรือบางครั้งก็อดฟังภาษาอังกฤษวันละประโยค วันนี้นัดหมายให้ไปรับที่วัดจึงต้องขอฟังเพลงที่กำลัง “ฟิล” อยู่ช่วงนี้ก่อนที่จะฟังธรรมะ เนื่องจากระลึกถึงกลอนบทหนึ่งตั้งชื่อว่า “ความหลังเมื่อครั้งก่อน” ที่เขียนบทแรกไว้ว่า “ภาพความหลัง ยังจุดไฟในใจฉัน แต่สีมันพร่ามัวเลือน เหมือนวันเก่า ภาพครั้งก่อน ย้อนรอยยิ้ม ยังพริ้มเพรา เมื่อครั้งเก่า เรายิ้มไว้ ให้แก่กัน” ทำให้ผมนึกถึงเพลงประกอบภาพยนตร์เมื่อ 40 ปีก่อน เรื่อง The way we were ที่ขึ้นต้นว่า “Memories, Light the corners of my mind, Misty water-colored memories of the way we were. Scattered pictures, Of the smiles we left behind, Smiles we gave to one another for the way we were?” ผม “อิน” กับหนังเรื่องนี้มากเพราะชอบความหล่อของ Robert Redford และ Barbra Streisand

ผมไปถึงวัดตรงเวลาแต่โยม (อุปถัมภ์) ขาประจำแท็กซี่มาขออนุโมทนาเอาบุญมาฝากบอกว่า ขอโทษให้รออีกเกือบชั่วโมง เพราะต้องอยู่กรรมและร่วมสังฆกรรมในพิธีสงฆ์ โดยเจ้าอาวาสขอให้ฆราวาสที่มีชื่อเป็นกรรมการวัดอยู่ร่วมพิธีอีกสักช่วงหนึ่ง และมีพระสงฆ์รูปหนึ่งต้องอาบัติปาราชิก ถ้าอยู่รอจะให้รางวัลค่าเสียเวลา ผมงงๆ ไม่เข้าใจนักแต่ตอบตกลง ก็คิดว่าช่วงเวลารอนี้ จะไปนมัสการหลวงลุงที่คุ้นเคย เผื่อจะได้สนทนาธรรมหายข้องใจคำพระบางคำที่เคยได้ยินว่าปลงอาบัติ ปาราชิก หรือคำว่า สิกขาบท

โชคดีที่หลวงลุงดูแลและแยกปลูกกล้วยไม้อยู่หลังกุฏิ ผมเข้าไปกราบนมัสการและขอโทษที่มารบกวนเวลา “จำวัด” ท่านบอกว่าไม่เป็นไรมาสนทนาธรรมด้วยก็ชอบใจแล้ว ชวนขึ้นไปบนระเบียงหน้ากุฏิ ผมเข้าไปกราบพระพุทธรูป แล้วมานั่งกับหลวงลุง ตั้งปุจฉาท่านด้วยความเป็นกันเอง นมัสการถามท่านกับคำว่า ปลงอาบัติ ปาราชิก สิกขาบท หลวงลุงหัวเราะอย่างมีเมตตา วิสัชนากลับแซวว่าโยมเตรียมตัวจะบวชหรือคิดจะต้องปลงอาบัติแล้ว วางแผนจะทำผิดอะไร เดี๋ยวจะให้พระวินยาธิการจับมาสึกเสียเลย ผมรู้ดีว่า พระวินยาธิการ คือตำรวจพระ ที่เจ้าคณะแต่งตั้งไว้ตรวจจับพระอลัชชี

หลวงลุงแซวผมว่า “แหมให้แสดงธรรมโดยไม่ได้อาราธนาเลยนะ พุทธบัญญัติเกี่ยวกับระเบียบปฏิบัติ ขนบธรรมเนียม วิถีธรรม ของภิกษุสงฆ์หรือภิกษุณี เรียกว่า พระวินัย ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ อาทิพรหมจริยกาสิกขา และ อภิสมาจาริกาสิกขา อย่างแรกเป็นข้อปฏิบัติเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเพื่อป้องกันความเสียหาย และปรับโทษเป็นอาบัติหนักบ้างเบาบ้างโดยสวดทุกกึ่งเดือนเรียก “พระปาติโมกข์” ส่วนอย่างที่สองเป็นหลักศึกษาอบรมธรรมเนียมมารยาทให้ชักนำพระสงฆ์ให้ประพฤติดี พระวินัยนั้นพระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติไว้ล่วงหน้า เมื่อเกิดความเสียหาย จึงบัญญัติเป็นสิกขาบทไว้เพื่อพระสงฆ์ควรมีวัตรปฏิบัติที่ดีงามจึงทรงสิกขาบทเรื่อยมา”

หลวงลุงท่านลุกขึ้นไปหยิบคู่มือธรรมะเล่มบางๆ มาให้แล้วบอกว่าว่างๆ เอานี่ไปอ่านแล้ววิสัชนาต่อว่า

“อาตมาจะสรุปต่อนะ ทีนี้คำว่า อาบัติ แปลว่า ต้อง หรือการล่วงละเมิด ถ้าพระสงฆ์ล่วงละเมิดสิกขาบทนั้นๆ ก็จะเป็นโทษ เช่น ภิกษุกล่าวอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน ก็ต้องอาบัติปาราชิก สำหรับอาบัติมีถึง 7 กอง คือ ปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฎ และ ทุพภาสิต

โทษแต่ละสิกขาบทหนักเบาไม่เท่ากันหรอก โยมจะเลือกโทษข้อไหนล่ะ อาบัติปาราชิกมีโทษหนัก ผู้ล่วงละเมิดจะขาดจากความเป็นภิกษุ จับสึกเลย อาบัติสังฆาทิเสสมีโทษรองลงมา ผู้ละเมิดต้องอยู่กรรม คือประพฤติอยู่ในปริวาสกรรม ตามจำนวนวันเวลาที่กระทำผิดหรือปกปิดไว้ หรือให้สงฆ์จำนวน 20 รูป สวดอัพภาน คือการสวดถอนจากอาบัติสังฆาทิเสส เพื่อรับเข้าหมู่สงฆ์ ส่วนอาบัติอีก 5 กองที่เหลือมีโทษเบาลงมา ผู้ล่วงละเมิดต้องประกาศสารภาพผิดต่อหน้าภิกษุสงฆ์ เรียกว่า “ปลงอาบัติ” จึงจะพ้นอาบัติ

พระวินัยแต่ละข้อ หรือมาตราต่างๆ เรียกว่า “สิกขาบท” แปลว่า ข้อที่จะต้องศึกษา ภิกษุมี 227 สิกขาบท แบ่งกลุ่มได้ เช่น ปาราชิก 4 สังฆาทิเสส 13

ปาราชิก แปลว่า ผู้พ่ายแพ้ โทษร้ายแรงเพราะไม่ประพฤติในพรหมจรรย์ เช่น เสพเมถุน ฆ่ามนุษย์ ลักทรัพย์ สังฆาทิเสส ทำผิดพระวินัย เช่น แกล้งทำให้น้ำอสุจิเคลื่อน มีกำหนัดจับต้องกายหญิง ให้ผู้หญิงบำเรอกาม ส่วนปาจิตตีย์ เป็นการละเมิดอันยังกุศลธรรมให้ตก คือจงใจทำให้กุศลจิตเศร้าหมองก็ปลงอาบัติได้

อ้อ! ที่ถามว่า อลัชชีนั้นคือพระสงฆ์ผู้ไม่มีความละอาย คือหน้าด้าน โยมแท็กซี่เคยรับสงฆ์อลัชชีไหม? โน่นโยมลงมาแล้ว ไปส่งบ้านก่อน ว่างๆ ค่อยมาปลงอาบัติกันต่อนะ!”

สรุปสาระธรรมจาก : คู่มือศึกษาธรรมปฏิบัติ และเว็บไซต์สื่อออนไลน์

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07093150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ราศีเมษ (13 เมษายน-13 พฤษภาคม)

สิ่งใดที่ติดขัด ไม่เป็นอย่างที่คิด รวมถึงเรื่องที่เป็นความลับ สิ่งที่คุณไม่ต้องการให้ใครได้รู้ ได้เห็น ควรรีบดำเนินการให้เสร็จหรือจบให้เร็วที่สุด ซึ่งจะส่งผลดีให้กับคุณ ด้วยเหตุช่วงเดือนหน้าหลายอย่างจะไม่ลงตัวและไม่ได้อย่างใจคิด อีกทั้งจะมีอุปสรรคปัญหาเข้ามาต่อเนื่อง ความลับจะถูกเปิดเผย มีคนมาขุดในเรื่องที่คุณไม่ต้องการให้ใครรู้เห็น ผู้ใหญ่หรือคนที่เข้ามาสามารถช่วยได้ แต่จะมีข้อแม้ที่มากขึ้น รายได้เป็นช่วงที่ต้องออกแรงมากเป็นพิเศษในการที่คุณจะได้สิ่งใดมา แต่ในที่สุดแล้วได้อย่างที่คิดที่หวังไว้ ด้วยความมานะพยายามและมีเทคนิคการขาย เทคนิคการหาเงินที่แปลกแหวกแนว อีกทั้งความเป็นกันเองต่อลูกค้าจะนำมาซึ่งรายได้ที่สูงขึ้น ยอดขายที่น่าชื่นใจ ด้านความรักเป็นช่วงที่ปล่อยวางบ้างจะทำให้มีความสุขมากขึ้น และมุ่งเน้นเรื่องของงานให้มากขึ้น ลูกหลานบริวาร คนที่คุณดูแลจะเจ็บป่วยกะทันหัน เพื่อนร่วมงานใกล้ตัวจะช่วยเหลือบางสิ่งที่คุณต้องการ ขอให้พูดคุยกับคนรอบตัวด้วยรอยยิ้มและความเป็นมิตรที่มากขึ้น สุขภาพระวังความเครียด การคิดมาก คิดไปเองเกินความเป็นจริง จะทำให้เจ็บป่วยได้ครับ

ราศีพฤษภ (14 พฤษภาคม-13 มิถุนายน)

การงานจะสำเร็จได้โดยใช้ปากและการเจรจา ถ้ามีการตกลงสิ่งใดในช่วงนี้ อยากให้คุณเปิดตัว คิดหวังสิ่งใดลงไปให้ลุยเอง อย่าไปไหว้วานใครแล้วคุณจะสำเร็จอย่างที่ต้องการ ระวังเรื่องลูกน้องบริวาร สั่งการสิ่งใดให้เน้นย้ำตามด้วยเอกสารและต้องมีพยานผู้รู้เห็น เพราะมีโอกาสเข้าใจผิดในสิ่งที่คุณต้องการสื่อสาร ซึ่งจะนำมาซึ่งความเสียหายโดยรวมได้ รายได้พิเศษยังมีเข้ามาให้คุณได้หมุนใช้ต่อเนื่อง ระวังกระเป๋าเงินหาย มีคนเข้ามาขอยืม ทำทุกอย่างให้เราควักเงินออกจากกระเป๋าได้ มีคนเข้ามาหลอกให้คุณลงทุน ก่อนการตัดสินใจใดๆ ควรศึกษาหาข้อมูลและควรถามผู้รู้จริง ตัวเลขการค้าขายใดๆ ในระยะนี้มีเข้ามาให้ชื่นใจระยะสั้นๆ อีกทั้งจะเกิดการตัดราคากันอย่างน่าใจหาย โดยขอแนะนำว่าคุณอย่าลงไปในสงครามถล่มราคาเพราะจะมีผลตามมาในอนาคต ขอให้เน้นที่คุณภาพบวกการบริการที่ดี คือกุญแจไขความสำเร็จในช่วงเวลานี้ ด้านความรักมีความสัมพันธ์กับคนรักที่แนบแน่นขึ้น มีกิจกรรมที่ได้ทำร่วมกันมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา สุขภาพระวังเจ็บป่วยจากการเดินทาง เรื่องของอาหารการกินต้องดูแลมากขึ้นด้วยครับ

ราศีเมถุน (14 มิถุนายน-14 กรกฎาคม)

ระวังการถูกหลอก ถูกโกงในทุกแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรับปากทั้งตัวคุณเองและคู่สัญญายังไม่สามารถทำได้ตามที่ตกลงกันไว้ แต่จะเริ่มดีขึ้นในช่วงเดือนหน้า สิ่งที่ติดขัดไม่ลงตัวก่อนหน้าจะเริ่มมีทางออก ทางแก้ มีผู้ใหญ่ใจดีให้ความเมตตาให้ความช่วยเหลือดูแลในสิ่งที่ติดขัด จะเป็นผู้ใหญ่ในสายงานหรือผู้ใหญ่ที่คุณให้ความเคารพ แต่ระยะนี้ไฟในตัวคุณแรงขึ้น ดังนั้น คิดฝันทำสิ่งใดให้รีบดำเนินการต่อยอดความฝันให้เป็นรูปธรรม รายได้เข้าจากคู่ค้าคู่สัญญา ลูกค้าใหม่ๆ การขายของชิ้นสำคัญ ที่คุณคาดหวังไว้นำมาเป็นทุนก้อนสำคัญได้ในช่วงนี้ รายได้จากการค้าขายจะเข้ามาและพร้อมจะออกไปในทันทีด้วยเรื่องของหนี้สิน แต่อย่าเพิ่งหมดหวังเสียทีเดียวเพราะการเสี่ยงโชคเสี่ยงดวง เสี่ยงลุยสู้ลงทุนด้วยวิธีการ ด้วยสินค้าใหม่ๆ จะทำรายได้อันงดงามให้กับคุณอย่างแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ชัวร์ ความรักระวังเรื่องของการมีรักต้องห้ามหรือการคบกับคนที่มีเจ้าของอยู่แล้วทำให้ปัญหาจะเกิดได้ง่ายขึ้น สุขภาพระวังภูมิแพ้ ระบบทางเดินหายใจ อากาศที่เปลี่ยนแปลงไปมาทำให้คุณไม่สบายได้ง่ายขึ้นครับ

ราศีกรกฎ (15 กรกฎาคม-16 สิงหาคม)

หน้าที่การงานได้รับมอบหมายงานต่างๆ ที่มากขึ้น มีระยะเวลาจำกัดมากขึ้นและผลงานของแต่ละชิ้นงาน เจ้านายหรือผู้สั่งงานจะรอคอยอย่างตั้งใจ จึงต้องใส่ใจให้มากเป็นพิเศษ มีการผิดพลาดประการใดเกิดขึ้นสามารถที่จะกระเทือนถึงชื่อเสียงและผลงานที่สร้างมาได้ มีเงินเข้ามาเป็นระยะๆ แต่ความต้องการในเรื่องส่วนตัว รวมถึงเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ทำให้ต้องจ่ายออกเป็นก้อนใหญ่ทำให้เมื่อถึงคราวจำเป็นต้องใช้จริงๆ จะหาไม่ทัน อีกทั้งครอบครัว คนใกล้ตัว มีเรื่องจำเป็นที่ต้องการความช่วยเหลือจากคุณ คนรักจะมีปัญหาที่ต้องจับเข่าคุยกันในเรื่องค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ควรต่างคนต่างคิดต่างทำตามความเข้าใจกันเองจะทำให้เรื่องบานปลายได้ ด้านค้าขายช่วงนี้ดีขึ้นมีสภาพคล่องทางการเงินที่น่าชื่นใจ ถึงแม้เป็นเพียงระยะสั้นๆ แต่ก็พอที่จะนำไปลงทุนเพิ่มเติมรวมถึงพอจะใช้หนี้เก่าๆ ที่คาราคาซังมานาน บริวารหรือคนที่คุณสั่งงานจะลาหยุดโดยไม่บอก ยิ่งถ้าดูให้ละเอียดในอีกไม่นานนี้จะมีลูกน้องบางคนลาออก จึงควรตระเตรียมหาคนช่วยงานคนใหม่ๆ สุขภาพระวังเรื่องของอารมณ์ ความเครียดความดัน ปัญหาโรคเก่าๆ ที่เคยเป็นกลับมาเป็นอีกครับ

ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม-16 กันยายน)

เป็นช่วงที่คุณต้องรีบดำเนินการทั้งงานเก่าและงานใหม่ให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เอกสาร สัญญา รวมถึงการรับปากทั้งในส่วนของตัวคุณและคู่สัญญาเริ่มชัดเจนเห็นผลสำเร็จมากกว่าที่ผ่านมา แต่ให้ระวังการถูกพูดลับหลัง การนินทาว่าร้ายทำให้คุณเสียชื่อ สิ่งที่ควรทำคือไม่ต้องแก้ข่าว ให้ทำหน้าที่เต็มที่มากขึ้น ทุกอย่างจะเงียบหายไปตามกาลเวลา อีกประการเรื่องของลายเซ็นควรตรวจเช็กให้รอบคอบก่อน การเงินยังต้องวิ่งหมุนจากงานใหม่ แต่ค่าใช้จ่ายส่วนตัว คนใกล้ตัวที่ฟุ่มเฟือยควรงดเว้น แต่ยังมีผู้ใหญ่ใจดีจะมอบหมายงานที่เป็นรายได้มาให้ การค้าขายระยะนี้ให้ยิ้มแย้มทั้งตนเองและลูกหลานบริวารที่ต้องคอยอยู่หน้าร้าน อย่าให้คนหน้าหงิกหน้างอมานั่งคุยกับลูกค้าจะทำให้ยอดตกอย่างน่าใจหาย ส่วนครอบครัวความรักระวังในส่วนของรักซ้อน รักมากกว่าหนึ่ง ความจะแตกได้ แต่ถ้าใครรักเดียวใจเดียวไม่วอกแวกจะได้สิ่งดีๆ จากคนรัก โดยเฉพาะท่านที่ยังโสดช่วงนี้หาโอกาสปรับเปลี่ยนเสื้อผ้าหน้าผมทำอะไรใหม่ๆ ให้กับชีวิตแล้วจะเกิดสิ่งดีๆ คนดีๆ เข้ามาหามาสู่ สุขภาพระวังระบบสืบพันธุ์ ท้องน้อยอักเสบและติดเชื้อได้ครับ

ราศีกันย์ (17 กันยายน-16 ตุลาคม)

งานในช่วงจากนี้จะมีการเปิดหน้างานมากขึ้น รวมถึงการเดินทางก็มากขึ้นตาม แต่ให้รู้ไว้ยิ่งหน้างานมาก เดินทางมากขึ้น ยิ่งเป็นรายได้เป็นลาภก้อนใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นทั้งในตอนนี้และอนาคต อีกประการ คุณเปิดตัวเองมากขึ้นคนรู้จักหน้าใหม่ก็มากขึ้น ทำให้กิจกรรมสิ่งใดที่ทำอยู่เจริญก้าวหน้าขึ้นเช่นกัน ระวังในเรื่องของเอกสาร สัญญาและการกระทบกระทั่งในเรื่องการคำพูด การรับปากที่ไม่มีเอกสารสัญญากำกับ มีเหตุให้เกิดการพลิกลิ้นได้ การเงินจะมากน้อยนั้นขึ้นอยู่กับปากและอารมณ์ของคุณเป็นสำคัญ ช่วงไหนสนุกกับงาน อารมณ์สบายใจช่วงนั้นๆ เรื่องเงินทองยิ่งเป็นรายได้เข้ากระเป๋ามากขึ้นเท่านั้น ความรักใกล้ชิดเจอหน้ากันมากขึ้น แต่ไม่ควรเข้าไปก้าวล้ำเรื่องส่วนตัวของกันและกันมาก ควรเว้นช่องว่างระหว่างกันบ้างจะทำให้บรรยากาศดีขึ้น คุยเรื่องต่างๆ กันง่ายขึ้น ส่วนการค้าขายช่วงนี้ให้ระวังการคิดเงิน การทอนเงิน รวมทั้งให้ระวังบริวารที่เราใช้งานได้จะทำงานตกหล่น ผิดพลาด ควรตามตรวจเช็กงานที่สั่งไปจะได้ไม่ต้องเกิดปัญหาใหญ่ตามมา สุขภาพระวังเจ็บคอ เส้นเสียงอักเสบ รวมทั้งอาการไข้หวัดรุมเร้าครับ

ราศีตุล (17 ตุลาคม-16 พฤศจิกายน)

งานมีความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นกว่าที่คุณคิดและคาดการณ์ มีเหตุให้คุณต้องเข้าไปช่วยหรือทำงานแทนเพื่อนร่วมงาน รวมถึงมีการปรับเปลี่ยนหน้าที่ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรที่คุณร่วมงานอยู่ สิ่งที่ควรทำมากที่สุดคือ การทำงานให้เต็มกำลังความสามารถ ไม่ว่าตำแหน่งใดหรือการเปลี่ยนแปลงใด จงปรับตัวให้เร็ว และต้องอยู่กับสิ่งนั้นให้ได้ อีกทั้งควรแสดงศักยภาพให้เต็มกำลัง การเงินสิ่งใดที่คิดและคาดหวังไว้ไม่เป็นไปตามคาดการณ์ แต่ไม่แย่จนคุณทนไม่ได้ ยังมีให้คุณหมุนได้อยู่ อุปกรณ์เครื่องใช้ส่วนตัวหรืออุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่เกี่ยวกับงานนั้นเสียหายทำให้เกิดรายจ่ายมากขึ้น ความรักเรื่องของความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างกันเป็นเรื่องที่จำเป็นในช่วงเวลานี้ สิ่งที่จะทำให้เป็นทุกข์ควรมองข้ามให้เร็ว สิ่งใดที่ทำแล้วมีความสุข ทำแล้วสบายใจก็หาวิธีแล้วรีบทำไปเถิด เพราะลำพังตัวคุณถ้าได้กำลังใจ ถ้าสมองปลอดโปร่งโล่งใจสักนิดจะพิชิตอุปสรรคปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าเข้ามาได้อย่างไม่ยากเย็นแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ สุขภาพระวังความดัน ไมเกรน สายตาเจ็บอักเสบได้ครับ

ราศีพิจิก (17 พฤศจิกายน-15 ธันวาคม)

เป็นช่วงเวลาแห่งโอกาสที่คุณต้องเร่งให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เคลียร์งานรวมถึงสิ่งใดที่คุณรับปากใครไว้ให้รีบทำ เหตุด้วยเมื่อเข้าเดือนหน้าเป็นต้นไป หลายอย่างที่คุณคิดและตั้งใจ ไม่เป็นไปตามแผน อีกประการ สิ่งใดที่คิดว่าง่ายจะเริ่มยากขึ้นต้องใช้กำลังมากขึ้น ตัวช่วยยังเป็นผู้ใหญ่ในสายงานหรือบุคคลที่คุณเคารพ ท่านช่วยชี้ทางออกให้ได้ การเงินการติดต่อเจรจาสิ่งใดที่เป็นเรื่องของผลประโยชน์องค์กร หรืองานส่วนตัวก็ตาม ให้คุณรีบดำเนินการต่อเนื่อง สรุปจบยิ่งเร็วยิ่งดี ความรักระวังการพูดจา อีกทั้งเรื่องของการเงินเป็นชนวนเหตุ ทำให้เรื่องที่คุยง่ายเป็นเรื่องที่คุยกันไม่รู้เรื่อง ควรเร่งทำความเข้าใจให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน การค้าขายสามารถทำกำไรในระยะสั้นๆ ได้ซึ่งเป็นการดีอีกด้วยในการหาวิธีลดและแจกแถมเป็นโปรโมชั่นเล็กน้อยในการกระตุ้นยอดขายเพราะผลตอบรับถือว่าดีใช้ได้เลยทีเดียว ส่วนการเสี่ยงโชคในช่วงนี้ถือว่ามีเข้ามาบ้างให้ยิ้มออกได้ในช่วงที่อุณหภูมิความร้อนทะลักจุดแตกขนาดนี้ สุขภาพระวังการปวดเมื่อย อักเสบกล้ามเนื้อหลัง ชาตามแขน ขา และหัวเข่าด้วยครับ

ราศีธนู (16 ธันวาคม-15 มกราคม)

เป็นช่วงที่มีงานใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง จำเป็นที่ตัวคุณต้องเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ในการจัดสรรเวลา เพราะงานเก่าในความรับผิดชอบยังมีต่อเนื่อง ทำงานล่วงเวลาก็ยังไม่พอ จะต้องจัดตารางแล้วทำให้ได้อย่างที่จัดไว้ งานเอกสารหรือติดต่อราชการรอบคอบให้มากเป็นพิเศษ รายได้ที่เข้ามาจะมาจากการติดต่อเจรจาเป็นส่วนใหญ่ งานที่ต้องเดินทาง การเป็นนายหน้า เป็นคนกลาง ทำรายได้เข้ากระเป๋า การค้าขายอยู่กับที่หรือเปิดร้านต้องระวังจะมีบางวันที่ลูกค้าหายเงียบเชียบอย่างน่าใจหาย ถือโอกาสบางวันเช็กยอดสินค้าหรือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ฮวงจุ้ยเต็มๆ สักวัน การจัดร้านเน้นความเป็นระเบียบของสินค้ากับทางเดินเข้าร้านที่โล่ง สะอาด สว่างจะเสริมดวงด้านโชคลาภ เงินทองไหลเข้าไม่ขาดสาย การเจรจาติดต่อสิ่งใดช่วงแรกติดขัด ต้องตามอย่างสุขุมและต่อเนื่อง สำเร็จอย่างแน่นอน ความรักการร่วมมือร่วมใจกับครอบครัวคนรักยังไปกันได้ด้วยดี มีกิจกรรมที่ทำร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ระวังเรื่องของการเดินทาง ควรต้องวางแผนและมีแผนสำรอง จะมีอุปสรรค รวมถึงการเจ็บเนื้อเจ็บตัวจากการเดินทาง สุขภาพระวังโรคประจำตัวกลับมาทำให้กังวลใจครับ

ราศีมังกร (16 มกราคม-12 กุมภาพันธ์)

งานในช่วงระยะนี้ระวังในส่วนของการตกปากรับคำแล้วไม่สามารถทำได้อย่างที่พูดไป ทำให้เกิดความเสียหายทั้งในส่วนของการถูกปรับ ถูกตำหนิ ทำให้คุณเสียเครดิตชื่อเสียงที่ได้สะสมมา ดังนั้น การรับปากสิ่งใดต้องผ่านกระบวนการตามขั้นตอน รวมถึงผู้ใหญ่ควรรับทราบ ถ้าเป็นอย่างนี้คุณรอด อีกทั้งไม่ควรเปิดหน้างานหรือการลงทุนในสิ่งใดที่ไม่คุ้นเคยจะเสียมากกว่าได้ รวมทั้งจะมีคนรอเก็บผลประโยชน์จากคุณอย่างเดียว การเงินหมุนได้ต่อเนื่องจากจ๊อบงานส่วนตัว งานสั้นๆ หรือการทำโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่ระวังข้อตกลงสัญญาต่างๆ จะไม่เป็นตามเงื่อนไขทำให้ที่คุณคิดว่าจะได้ ก็อาจจะได้น้อยลง ถ้าให้ดีและปลอดภัยควรทำสัญญาหรือมีข้อผูกมัด มีมัดจำจึงจะช่วยได้ ความรักอยู่แบบไม่ต้องใกล้ชิดตัวติดกัน คุณจะสบายใจและปลอดภัยจากเรื่องของอารมณ์ เรื่องคำพูดที่จะแรงขึ้น ท่านที่มีครอบครัวให้ดูแลร่างกายบุตรหลานจะป่วย เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนประมาณลวกไข่สุกในช่วงนี้เอาได้ สุขภาพส่วนตัวต้องระวังระบบทางเดินหายใจ รวมถึงอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันจะทำให้ไม่สบายได้ครับ

ราศีกุมภ์ (13 กุมภาพันธ์-13 มีนาคม)

หน้าที่การงานมีเหตุให้ต้องเดินทางอย่างต่อเนื่อง ไม่ค่อยได้นั่งอยู่กับโต๊ะ ดังนั้น มีโอกาสควรรีบจัดการ งานทางด้านเอกสาร มีเหตุให้ทำไม่ทัน จะโดนเจ้านาย ลูกค้าตาม โดนบีบในเรื่องของเอกสารหลักฐาน มีกิจกรรมใหม่ๆ ให้คุณได้ทำ รวมถึงได้พบรู้จักคนมากขึ้น การเงินเป็นเรื่องที่ต้องเซฟ ซึ่งควรเซฟโดยไว อีกทั้งจะมีเหตุให้คุณต้องมีรายจ่ายออกไปแบบไม่คาดฝันตั้งตัวไม่ทัน ครอบครัวคนรัก ความรักควรพูดในเรื่องที่สำคัญเป็นประโยชน์และควรพูดเท่านั้น คนที่ความรักยังไม่สดใสให้อดทนต่อไป เพราะตั้งแต่เดือนหน้านี้ไปจะเริ่มดีขึ้น อารมณ์และความต้องการในเรื่องของหัวใจ รวมทั้งความโหยหาอาวรณ์อาลัยกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ จะเพิ่มมากขึ้น คิดจะทำสิ่งใดควรไตร่ตรองมากๆ อย่าผลีผลามใจร้อนเกินไป สุขภาพระวังเรื่องของการใช้รถ ใช้ถนน อีกประการ ยามวิกาลระวังเป็นพิเศษ มีโอกาสเจ็บเนื้อเจ็บตัวได้ครับ โดยตามดวงชะตาระยะนี้ถ้ามีโอกาสควรหาเวลาไปทำบุญถวายสังฆทานด้วยอุปกรณ์ สิ่งของทำความสะอาด อาทิ ไม้กวาด น้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน หรือแม้กระทั่งผ้าเช็ดของต่างๆ

ราศีมีน (14 มีนาคม-12 เมษายน)

งานที่คุณดูแลอยู่จะเริ่มออกผล มีการต่อยอดจากงานเก่า ทำให้มีการขยายหน้างานเพิ่มมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา อีกทั้งผู้ใหญ่เห็นผลงานและให้การสนับสนุนต่อเนื่องในช่วงนี้ สิ่งใดที่คุณติดขัดมีปัญหาให้ปรึกษาไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ในที่ทำงาน รวมถึงบุคคลที่ดูแลคุณอยู่ ท่านสามารถชี้ทางแก้ทางออกให้ แต่ให้ระวังในส่วนของข้อตกลงสัญญาต่างๆ ยังไม่สามารถตกลงกันได้ในครั้งแรก การเงินเป็นจังหวะเดือนที่คุณต้องออกแรงวิ่งหาเงินอย่างต่อเนื่อง ยังไม่ได้มาในช่วงต้นแต่คุณต้องลุยต่อเนื่อง เพราะจะสำเร็จในเวลาต่อมาอย่างแน่นอนชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์ ความรักมีคนผ่านเข้ามาในชีวิตของคุณช่วงนี้เยอะเป็นพิเศษโปรดใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ การค้าขายเริ่มจะแพร่สะพัดกระแสการเงินจากการทำกำไรระยะสั้นๆ จะดีอย่างที่คาดหวัง แต่ให้ระวังการทำบัญชีตัวเลขจะตกหล่น ให้สุ่มเช็กเป็นระยะจะช่วยให้เงินไม่รั่วไหล โดยเฉพาะลูกน้องบริวารช่วงนี้จะก่อปัญหาแบบมาเป็นระยะ สุขภาพของคุณและคนในครอบครัว คนรักเจ็บป่วยด้วยโรคประจำตัว ทำให้ต้องดึงเงินสำรองออกมาใช้จ่ายมากขึ้นครับ

เลขมงคลประจำปักษ์นี้ เลข 6 เลข 8 และ เลข 1 ควรเว้น เลข 3

สิ่งมงคลที่ควรกราบไหว้บูชาประจำปักษ์นี้ พระสังกัจจายน์ และ พระแม่ธรณี

เรื่องที่ควรระวังเป็นพิเศษในปักษ์นี้ จะมีคนในครอบครัวเกิดปัญหา ที่ทำให้คนในบ้านวุ่นวายต้องเข้ามาช่วยกันแก้ไข รวมไปถึงจะมีของใช้ติดตัวสูญหายหรือเสียหาย

โลกเปลี่ยน ธุรกิจเปลี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

โลกเปลี่ยน ธุรกิจเปลี่ยน

ต้องยอมรับว่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สังคมโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมาก นวัตกรรมเทคโนโลยีเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สังคมการใช้ชีวิตของคนบนโลกต้องปรับตัว เปลี่ยนแปลงให้สอดรับกับทุกๆ ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น ชนิดที่ย้อนกลับไปดูอดีตที่ผ่านมา แทบจะจำกันไม่ได้ว่า มนุษย์เราเคยผ่านช่วงเวลา ผ่านประสบการณ์แบบนั้นกันมาแล้ว

ย้อนไปเมื่อครั้งที่ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ต่างชาติหลายรายแห่แหนกันเข้ามาเปิดสาขาดิสเคานต์สโตร์ในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็น เทสโก้ โลตัส คาร์ฟูร์ บิ๊กซี และแม็คโคร ด้วยเพราะสบช่องการขยายเครือข่ายเข้ามาให้บริการ เป็นห้วงเวลาที่ร้านโชห่วยขนาดเล็กแค่บ้านคูหาเดียวในตรอกซอกซอยเริ่มหวั่นวิตกว่าจะได้รับผลกระทบ เพราะคนไทยหันไปซื้อสินค้าถูกกว่า แห่แหนกันไปช็อปดิสเคานต์สโตร์ ไฮเปอร์มาร์เก็ต ชนิดขนซื้อตุนกันเป็นโหลๆ เพราะราคาที่ถูกกว่าซื้ออาแปะข้างบ้าน จนทำให้โชห่วยรายเล็กรายน้อยล้มหายตายจากกันระนาว

แต่พอผ่านมาถึงตอนนี้ ดิสเคานต์สโตร์ยักษ์ใหญ่ประสบปัญหาแทนที่ เมื่อยอดขายลดฮวบ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป หันมานิยมความสะดวกสบาย ความใกล้บ้าน ประเภทเอาง่ายเข้าว่า ตื่นเช้ามาก็เดินเข้าเซเว่นอีเลฟเว่นปากซอย หยิบจับง่ายซื้อง่าย หมดแล้วค่อยมาซื้อใหม่ เข้าเซเว่นฯ ได้ทุกวันไม่เบื่อ เป็นเหตุให้ดิสเคานต์สโตร์ขนาดใหญ่ต้องหันมาซอยย่อยสาขาให้เหลือขนาดเพียงไม่ถึงร้อยตารางวา อยู่ริมถนนบ้าง ปากซอยบ้าง เพื่อแข่งขันกับเซเว่นฯ ให้ได้

เป็นสถานการณ์การค้าที่แปรผันตามพฤติกรรมของลูกค้า!!

แต่สังคมเมืองยังคงเปลี่ยนแปลงไม่หยุดหย่อน แนวโน้มสังคมคนเมืองหลวงดูเหมือนว่า จะพัฒนาไปสู่การเป็นสังคมเชิงเดี่ยวเพิ่มมากขึ้น ครอบครัวถูกพัฒนาให้มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ และมีแนวโน้มจะเป็นสังคมที่พึ่งพาตัวเอง ขออนุญาตเรียกขานว่า เป็นการใช้ชีวิตแบบดีไอวาย (Do It Yourself)

การใช้ชีวิตแบบนี้ เกิดขึ้นจากพัฒนาการของคนรุ่นใหม่ที่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง ชอบที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเอง (ในที่นี้หมายถึงการเรียนรู้ ศึกษาเรื่องราวต่างๆ ผ่านมือถือ เสิร์ชข้อมูลผ่านกูเกิ้ล หรือการเรียนรู้ทำอะไรผ่านยูทูบนั่นเอง) ไม่ชอบความยุ่งยาก วุ่นวาย นิยมทำอะไรด้วยตัวเอง ชอบไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ไม่ซับซ้อน ยกตัวอย่างเช่น ช่วงที่มะนาวแพง คนกลุ่มนี้ก็จะเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาด้วยการปลูกมะนาวกินเอง หรือการทดลองปลูกพืชผักสวนครัว เพราะเห็นว่า เรียนรู้ได้ง่ายจากยูทูบ ก็จะทดลองทำเองได้ หรือการปลูกถั่วงอก ต้นอ่อนทานตะวันสำหรับไว้ทานเอง เพราะความที่ปลูกง่าย ได้ผลผลิตเร็วทันใจ แถมผักเหล่านี้ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ไม่ต้องไปซื้อหาให้ยุ่งยากเสียเวลา

หรือแม้กระทั่งล่าสุด การเรียนรู้ทดลองทำสบู่ แชมพู น้ำยาล้างจานใช้เอง โดยไม่ต้องซื้อยี่ห้อดังที่มีวางขายทั่วไปตามท้องตลาด กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า แนวความคิดแบบนี้กำลังระบาด แพร่กระจายไปเร็วมาก จนตอนนี้มีการเปิดคอร์สสอนอบรมการทำผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ส่วนตัวเหล่านี้กันมากมาย ชนิดเรียนแค่ไม่กี่ชั่วโมง ก็สามารถทำสบู่กลิ่นเฉพาะตัวเอาไว้ใช้เองได้เลย

นี่คือ ตัวอย่างพฤติกรรมผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ถามว่า ในฟากของผู้ผลิต ผู้จำหน่าย หรือผู้ขายมองเห็นหรือไม่ และเริ่มที่จะคิดปรับตัวเพื่อรองรับสถานการณ์การค้าขายที่จะเปลี่ยนแปลงไปหรือยัง

อย่ารอจนกระทั่งได้รับผลจากความเปลี่ยนแปลง อย่ามัวแต่ก้มหน้าก้มตาทำมาค้าขายจนลืมมองดูโลกที่กำลังเคลื่อนไหว มองดูลูกค้าที่ค่อยๆ ลดน้อยถอยลง จนยอดขายลดฮวบฮาบแล้วเพิ่งจะรับรู้

คนทำธุรกิจที่ดี ต้องเปิดหู เปิดตา รู้จักสังเกตสังกาทุกสิ่งรอบตัว!!

“ประจัก มีลาบ” ปลูกหน่อไม้ฝรั่งปลอดสารพิษ ที่ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“ประจัก มีลาบ” ปลูกหน่อไม้ฝรั่งปลอดสารพิษ ที่ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ (ตอนที่ 1)

“หน่อไม้ฝรั่ง” เป็นพืชผักอีกชนิดหนึ่งที่มีราคาค่อนข้างสูง โดยหน่อไม้ฝรั่งเกรดดี หรือเกรดเอ คนในประเทศมักจะไม่ค่อยได้รับประทาน เพราะส่วนใหญ่จะถูกส่งออกขายไปยังต่างประเทศทั้งหมด ประเทศในเขตอบอุ่น เช่น ในยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น จะเก็บหน่อมาใช้ประโยชน์ได้เฉพาะในฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น ในขณะที่ประเทศไทยนั้นได้เปรียบ ซึ่งสามารถปลูกและเก็บเกี่ยวหน่อไม้ฝรั่งได้ตลอดทั้งปี เราจึงควรใช้ความได้เปรียบนี้ผลิตหน่อไม้ฝรั่งเพื่อการส่งออกในช่วงเวลาที่ประเทศเหล่านั้นไม่สามารถเก็บผลผลิตได้ อันเนื่องมาจากฤดูกาลไม่เหมาะสม

เนื่องจากหน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชค่อนข้างใหม่ เทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม สำหรับประเทศไทย อยู่ในขั้นกำลังพัฒนา แม้ว่าจะมีการปลูกหน่อไม้ฝรั่งในประเทศไทยมานานแล้วก็ตาม แต่วิธีการปลูก พันธุ์ที่ใช้ปลูก การปฏิบัติดูแลรักษา ตลอดจนเทคนิคต่างๆ ในการเพิ่มผลผลิตและวิธีการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้หน่อที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดเป็นที่ต้องการของตลาด ยังไม่เป็นที่เปิดเผยมากนัก หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชผักประเภทใบเลี้ยงเดี่ยวที่มีอายุหลายปี ปลูกเพื่อใช้ประโยชน์จากหน่อสีขาว หรือหน่อสีเขียว หน่อขาวหรือเขียวนี้ เรียกว่า “สเปียร์” ซึ่งเป็นส่วนของลำต้นหน่อไม้ฝรั่ง

เกษตรกรส่วนใหญ่ในบ้านเราจะอยู่ในระบบการรับประกันราคาจากบริษัทผู้ส่งออกที่ราคามักจะคงที่ ทำให้เกษตรกรไม่ต้องเสี่ยงต่อราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะหน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชที่มีความต้องการเป็นอย่างมากในการรับซื้อเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ แต่มีเงื่อนไขสำคัญเพียงอย่างเดียวคือ ต้องปลอดภัยจากสารเคมี ดังนั้น การปลูก และการดูแลรักษาหน่อไม้ฝรั่งของเกษตรกร จึงปรับเปลี่ยนจากการใช้สารเคมีมาเป็นการใช้สารชีวภัณฑ์ หรือสารอินทรีย์ต่างๆ มากำจัดหรือป้องกันโรคและแมลงศัตรูของหน่อไม้ฝรั่ง

ซึ่งปัจจุบัน ทางกรมวิชาการเกษตรมีความก้าวหน้าทางด้านสารชีวภัณฑ์มากขึ้นเป็นลำดับ เกษตรกรจำเป็นต้องปรับตัวจากความคุ้นเคยที่เคยปลูกพืชชนิดอื่นที่เคยใช้สารเคมีมา เช่น นาข้าว ยาสูบ ข้าวโพด ถั่วเหลือง ฯลฯ แต่พอนานวันเกษตรกรที่หันมาปลูกหน่อไม้ฝรั่งแบบปลอดสารพิษ ก็พบว่าไม่ต้องเสียสุขภาพในการที่จะต้องใช้สารเคมีเลย เพราะต้องปลอดสารพิษเท่านั้นจึงจะขายได้ เพราะบริษัทมีการตรวจสอบสารพิษตกค้าง หากตรวจสอบพบสารพิษ ทางบริษัทรับซื้อจะเลิกซื้อเกษตรกรรายนั้นโดยเด็ดขาด ซึ่งเคยมีกรณีแบบนี้มาแล้ว โดยกรณีแบบนี้ส่งผลกระทบทุกๆ ฝ่าย ตั้งแต่ตัวเกษตรกรเองที่จะไม่สามารถนำผลผลิตมาขายให้ยังกลุ่มอีกได้ต่อไป สอง ผู้ส่งออกก็ต้องเสียหาย หากสินค้าเล็ดลอดผ่านการสุ่มตรวจไปได้ เมื่อปลายทางตรวจพบ สินค้าจะถูกตีกลับเลยทีเดียว และส่งผลถึงชื่อเสียงของบริษัทผู้ส่งออกอีกด้วย

ลักษณะทั่วไปของหน่อไม้ฝรั่งนั้น เป็นพืชผักชนิดหนึ่งที่ได้รับความสนใจมากจากเกษตรกร ดังที่กล่าวไว้ตอนต้นว่า เป็นพืชที่มีแนวโน้มในด้านความต้องการของตลาดสูงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการส่งออกในรูปหน่อสดและอุตสาหกรรมแปรรูป ดังนั้น เกษตรกรจึงเริ่มหันมาปลูกหน่อไม้ฝรั่งกันมากขึ้นๆ หน่อไม้ฝรั่งที่พบเห็นอยู่ทั่วๆ ไป มีทั้งชนิด “หน่อสีขาว” ซึ่งใช้สำหรับแปรรูป มีปลูกกันมากที่แถวๆ จังหวัดสุพรรณบุรี และชนิด “หน่อสีเขียว” ซึ่งใช้รับประทานสด มีปลูกกันมากที่จังหวัดนครปฐม กาญจนบุรี นนทบุรี เพชรบูรณ์ และนครราชสีมา

ไม่ว่าจะเป็นหน่อชนิดใดก็ตาม การปลูกจะมาจากหน่อไม้ฝรั่งพันธุ์เดียวกัน หรืออาจจะปลูกจากต่างพันธุ์กันก็ได้ แต่เป็นการใช้เทคนิคจะทำให้ผลผลิตหน่อไม้ฝรั่งเป็นสีขาว หรือสีเขียว ขึ้นอยู่กับวิธีการปฏิบัติเท่านั้นเอง หรือกล่าวได้ว่า หน่อไม้ฝรั่งที่นิยมปลูกกันในประเทศไทย มี 2 ลักษณะ คือ ปลูกแบบหน่อเขียว และปลูกแบบหน่อขาว

1. หน่อเขียว คือหน่อไม้ฝรั่งที่มีการปล่อยให้หน่ออ่อนงอกพ้นเหนือดิน และได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอ จึงทำให้ได้หน่อที่มีสีเขียว ปกติจะใช้บริโภคสดหรือแช่แข็ง เพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ การปลูกหน่อไม้ฝรั่งแบบหน่อเขียวนี้ จะยุ่งยากกว่าหน่อขาว เนื่องจากผู้ปลูกต้องควบคุมคุณภาพของหน่อให้ได้มาตรฐาน คือต้องให้หน่อมีความยาว ประมาณ 25-30 เซนติเมตร และให้มีความเขียวของหน่อไม่ต่ำกว่าปลายยอดลงมา 18 เซนติเมตร นอกจากนี้ ปลายของหน่อซึ่งมีก้านใบเล็กๆ จะต้องไม่บาน หน่อไม่โค้ง หรือคดงอ และมีขนาดเล็กผ่าศูนย์กลางไม่ต่ำกว่า 0.8 เซนติเมตร จึงจะขายได้ราคาดี

2. หน่อขาว คือหน่อไม้ฝรั่งที่มีการใช้ดินหรืออินทรียวัตถุกลบ หรือคลุมโคนต้น เพื่อไม่ให้หน่ออ่อนถูกแสงแดด จึงทำให้หน่อที่ได้เมื่อถอนออกมามีสีขาว หน่อขาวไม่จำเป็นต้องรักษาคุณภาพในเรื่องรูปร่างและขนาดมากเหมือนกับหน่อเขียว เนื่องจากหน่อขาวจะต้องนำมาลอกเปลือก หรือตัดส่วนที่มีตำหนิออกก่อนที่จะนำไปบรรจุลงในกระป๋อง ดังนั้น หน่อขาวจึงจะขายได้ราคาถูกกว่าหน่อเขียว

คุณประจัก มีลาบ เลขที่ 120/1 หมู่ที่ 8 บ้านทางข้าม ตำบลวังโป่ง อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ โทรศัพท์ (080) 030-1904 อีกหนึ่งตัวอย่างของเกษตรกรที่เปลี่ยนพื้นนามาเริ่มปลูกหน่อไม้ฝรั่ง คุณประจัก เล่าว่า ตนเองเริ่มปลูกหน่อไม้ฝรั่ง วันที่ 18 สิงหาคม 2556 หรือประมาณ 2 ปี ได้เกิดจากความสนใจ ได้ไปดูงานที่บ้านญาติ ที่อำเภอหล่มสัก คือที่นั่นถือเป็นแหล่งปลูกหน่อไม้ฝรั่งแหล่งใหญ่ เห็นว่าปลูกเพียงครั้งเดียวแต่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้นาน 7-10 ปี ก็เริ่มจากซื้อเมล็ดพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งจาก อำเภอหล่มสัก ซึ่งเขาเรียกว่า พันธุ์จัมโบ้ แล้วก็เข้าไปสมัครเป็นลูกกลุ่ม ที่บ้านเขาเครือ อำเภอวังโป่ง ซึ่งที่กลุ่มก็จะให้เจ้าหน้าที่ของบริษัท คือ บริษัท สวิฟท์ จำกัด เข้ามาตรวจแปลง สอนวิธีการปลูกให้ เราก็เริ่มปรับพื้นที่ขึ้นแปลงตามคำแนะนำ โดยเริ่มต้นในพื้นที่ 2 ไร่ โดยขึ้นแปลงสูงประมาณ 25-30 เซนติเมตร กว้าง 120 เซนติเมตร เว้นทางเดิน 50 เซนติเมตร ปลูกแบบแถวเดี่ยว ให้ต้นห่างกัน 50 เซนติเมตร

ซึ่งระยะปลูกนี้ คุณประจัก แนะนำว่า ปลูกห่างไป ได้จำนวนต้นน้อย ซึ่งแปลงที่ปลูกใหม่อีก 2 ไร่ ได้เปลี่ยนเป็นปลูกแบบแถวคู่ ซึ่งได้จำนวนต้นมากกว่าเดิมเท่าตัว โดยในครั้งแรกที่ปลูก ได้ซื้อเมล็ดหน่อไม้ฝรั่งมาปลูก จำนวน 300 กรัม ตอนแรกที่เอาเมล็ดมาเพาะ โดยนำเมล็ดมาแช่น้ำอุ่น 1 คืน แล้วนำเมล็ดขึ้นมาผึ่งไว้ให้แห้ง เพื่อจะให้เมล็ดหว่านได้ง่ายไม่ติดมือ จากนั้นเอาไปหว่านในแปลงเพาะกล้าที่เตรียมไว้

การเตรียมแปลงเพาะกล้า ควรเป็นที่โล่งแจ้ง เป็นที่ที่มีการระบายน้ำดี น้ำไม่ท่วมขัง ดินเป็นดินร่วนปนทราย หรือปรับปรุงให้ร่วนซุย โดยการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเก่า (เมื่อเอามือซุกเข้าไปในกองปุ๋ยจะไม่รู้สึกร้อน) เมื่อเลือกที่ได้แล้ว ขุดหรือไถดินให้ลึก เก็บวัชพืชออกให้หมด และตากดินไว้ประมาณ 10-15 วัน จากนั้นจึงย่อยดินให้ละเอียดและใส่วัสดุปรับปรุงดิน

วัสดุปรับปรุงดิน ใช้ต่อพื้นที่เพาะกล้า 1 ตารางเมตร ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 2 กิโลกรัม ปุ๋ยเคมี สูตร 16-16-16 ประมาณ 30 กรัม (10 ช้อนแกง) ปูนขาว 10 กรัม (3-4 ช้อนชา) คลุกเคล้าวัสดุปรับปรุงดิน ยกแปลงให้สูงประมาณ 30 เซนติเมตร ขนาดกว้าง 1.5 เมตร เกลี่ยดินบนแปลงให้เรียบ ใช้ไม้ไผ่หรือไม้ระแนงทำร่องในแนวขวางแปลง โดยใช้ไม้ชักร่อง กดลงลึกประมาณ 1 เซนติเมตร ให้แต่ละร่องห่างกัน 15-20 เซนติเมตร นำเมล็ดหน่อไม้ฝรั่งมาหยอดลงในร่องที่เตรียมไว้ หยอดเมล็ดเป็นจุด จุดละ 1 เมล็ด ห่างกันจุดละ 10 เซนติเมตร (1 คืบมือ)

จากนั้นกลบเมล็ดโดยใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้เขี่ยดินรอบร่องลงกลบในร่องบางๆ แล้วใช้ฟางคลุมทับบนแปลงหนาพอประมาณ ละลายยาป้องกันเชื้อรา เช่น เมอร์แพน อัตรา 2 ช้อนแกง ต่อน้ำ 10 ลิตร ใส่บัวรดน้ำราดให้ทั่วแปลง รดน้ำตามให้ชุ่ม ระยะแรกๆ จะต้องรดน้ำให้บ่อยครั้ง อย่าให้แปลงแห้ง หลังจากหยอดเมล็ดได้ประมาณ 10-15 วัน ต้นกล้าจะเริ่มงอก เปิดฟางออกบ้าง ให้เหลือฟางเพียงบางๆ เพื่อให้ต้นกล้างอกได้สะดวก

หน่อไม้ฝรั่งต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอ ให้ต้นกล้าได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่แฉะหรือแห้งจนเกินไป และอย่าให้น้ำฉีดโดนต้นอย่างรุนแรง เพราะจะทำให้ต้นกล้าบอบช้ำ ทำให้โรคเข้าทำลายได้ง่าย เลี้ยงกล้านาน 6-8 เดือน ให้กล้ามีความแข็งแรง ก็จะเหมาะต่อการย้ายกล้าไปปลูก

การเตรียมกล้าก่อนการย้ายปลูก จะต้องงดให้น้ำในแปลงกล้า ประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อที่จะทำให้รากมีความเหนียว ไม่เปราะ หรือขาดง่าย ก่อนถึงวันกำหนดย้ายกล้า 2-3 วัน ควรให้น้ำเพื่อให้ดินอ่อนตัว จะได้ขุดต้นได้ง่าย และควรตัดลำต้นเหนือดินออกให้หมด โดยตัดให้เหลือส่วนที่อยู่เหนือดิน ประมาณ 15-30 เซนติเมตร ควรตัดด้วยความระมัดระวังอย่าให้กระทบกระเทือนต่อลำต้นใต้ดิน การใช้กรรไกรตัดหญ้าที่คมๆ จะทำให้กระทบกระเทือนต่อลำต้นที่อยู่ใต้ดินน้อยกว่าการตัดด้วยมีดหรือวิธีอื่นๆ

การขุดต้นกล้า ควรใช้จอบขุดดินให้ห่างจากบริเวณรากให้มากที่สุด แล้วแยกเอาดินที่ติดรากออกด้วยความนุ่มนวล หากมีการเตรียมดินในแปลงเพาะกล้าเป็นอย่างดี คือมีความร่วนซุยดี ดินที่เกาะติดรากอยู่จะหลุดร่วงโดยง่าย หรืออาจจะทำความสะอาดรากโดยการนำไปล้างน้ำก็ได้ เมื่อรากสะอาดดีแล้วนำต้นกล้าไปแช่ไว้ในน้ำที่มีส่วนผสมของสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น เบนเลท หรือ แคปแทน ฯลฯ อย่างน้อย 10 นาที จากนั้นจึงนำมาผึ่งให้แห้งก่อนที่จะนำมาปลูกในแปลงได้

คุณประจัก แนะนำว่า ควรย้ายกล้าในช่วงเย็นจะดี เพราะแดดไม่ร้อนมากนัก แต่ก่อนจะปลูก แปลงปลูกจะต้องพร้อม ระบบน้ำจะต้องสมบูรณ์ อย่างระบบน้ำจะเดินเป็นสายน้ำหยด โดยติดตั้งหัวน้ำแบบมินิสปริงเกลอร์ที่จะให้น้ำแบบรูปพัดหรือรูปตัววี (V) ขนานไปกับแนวปลูกของต้นโดยไม่ให้น้ำกระจายทั้งแปลง เพื่อลดปริมาณของหญ้าวัชพืชที่จะขึ้นบนแปลงปลูก การวางสายน้ำจะยกลอยให้สูงขึ้นจากพื้น ราว 50 เซนติเมตร ส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือ สายน้ำหยดที่จะใช้สำหรับให้ปุ๋ยโดยเฉพาะ จะแยกเส้นออกจากระบบน้ำเพื่อลดปัญหาการอุดตันของท่อน้ำหยด โดยการให้ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำหมักผ่านท่อน้ำหยด อาจจะมีตะกอนที่ทำให้สายยางอุดตันได้ โดยจะวางสายยกลอยจากพื้นแปลงขึ้นมา ราว 15 เซนติเมตร

สรุปว่า แปลงปลูกหน่อไม้ฝรั่งจะใช้วิธีการเดินสายให้น้ำและให้ปุ๋ยแยกเส้นกัน เพื่อความสะดวกและง่ายต่อการจัดการ เพราะต้องทำกันสองคนกับภรรยา โดยไม่ได้จ้างแรงงานเข้ามาช่วย

การเตรียมดินปลูก จะใช้รถแทรกเตอร์ผ่าน 3 ไถดะ ลึกประมาณ 30-40 เซนติเมตร ตากดินทิ้งไว้ 15-30 วัน เพื่อกำจัดวัชพืชและโรคแมลงในดิน ใส่วัตถุปรับโครงสร้างดิน เช่น เปลือกถั่วต่างๆ ซังข้าวโพด แกลบ อัตรา 3-4 ตัน/ไร่ หรือใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ในดินร่วนและดินทราย อัตรา 3 ตัน/ไร่ ไถพรวนหว่านพืชตระกูลถั่ว กรณีใช้แกลบดิน ควรหมักในดินไม่ต่ำกว่า 4 เดือน เพื่อช่วยให้ดินโปร่ง ร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี ระบายน้ำดี แล้วจึงไถยกร่องแปลงปลูก ขนาดกว้าง 1.20 เมตร ตามแนวพื้นที่ แต่ไม่ควรยาวเกิน 50 เมตร เพราะจัดการแปลงได้ยาก

การทำราวเชือก ถือเป็นสิ่งจำเป็นหลังจากปลูกได้ 3-4 เดือน ควรทำราวเชือกเพื่อค้ำทรงต้น โดยปักเสาตำแหน่งหัวท้ายแปลงตรงกับแถวที่ปลูก ขึงเชือกไนล่อนเป็นระยะ ยาว 2-3 แถว เพื่อค้ำลำต้นไม่ให้ล้ม หรือส่งผลให้ต้นกระทบกระเทือน เพราะถ้าต้นล้มเสียหายย่อมส่งผลต่อการเจริญเติบโตและผลผลิต

ในช่วงแรก งานหลักๆ คือ การป้องกันกำจัดวัชพืช พยายามหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีทุกชนิด ควบคุมกำจัดวัชพืชใช้วิธีกล เช่น การเตรียมดินที่ดี การถอนด้วยมือ และวิธีเขตกรรมอื่นๆ โดยคุณประจัก มีลาบ จะใช้การคุมโคนและแปลงปลูกด้วยแกลบดิบให้หนา เพื่อทำให้หญ้าขึ้นน้อยลง

พฤกษาต่างถิ่น คือแขกผู้กล้าหาญ หรือ…อันธพาลผู้มาเยือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05028150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาต่างถิ่น คือแขกผู้กล้าหาญ หรือ…อันธพาลผู้มาเยือน

จากแดนไกลในหล้ามาต่างถิ่น

ได้ยลยินทั่วไปในไพรสณฑ์

กระจายพันธุ์ทั่วป่ากล้าผจญ

แล้วผู้คนก็ขยายเป็นไม้งาม

เธอคือผู้มาเยือนเป็นเพื่อนพ้อง

กลายเป็นน้อง เป็นพี่ แม้มีหนาม

ทั้งมีดอก ออกใบ เรียกชื่อนาม

มีคำถาม พืชพรรณนี้ ดีหรือเลว

บ้างรุกรานบ้านเรือนเหมือนเจ้าของ

เข้าครอบครองหนองบึงถึงก้นเหว

คลุมเนินเขาเนืองนองเหมือนทองเปลว

เติบโตเร็ว เต็มลำน้ำ ยามขึ้นลง

มีหลากสีหลายพันธุ์นั้นนำเข้า

ด้วยคนเราเห็นงามตามประสงค์

ครั้นแพร่พันธุ์มากไปไม่ตกลง

เกินจำนงหรือควรกำจัดไป

เป็นข้อคิดอิสระน่าวิเคราะห์

ปลูกพอเหมาะหรือขยายได้แค่ไหน

เป็นผู้เยือนเหมือนแขกแตกดอกใบ

แต่ทำไม รุกรานหว่านเหล่ากอ

หากเปรียบเทียบเป็นเหมือนเพื่อนใกล้ชิด

ให้ชวนคิดมุมมองใหม่ดีไหมหนอ

หรือจะเรียก ผู้บุกรุก ขอหยุดพอ

แล้วสานต่อ ก่อประโยชน์ ไม่โทษใคร

ได้เกิดแรงบันดาลใจจากการได้อ่านรายงานการประชุมทางวิชาการ เรื่อง “ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น” จัดพิมพ์โดย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งประชุมที่โรงแรมมารวย การ์เด้น กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2549 แม้ว่าเวลาของสถานการณ์ระดมสมองร่วมกันวิเคราะห์ จะล่วงเลยมาจนเกือบ 10 ปี แต่สถานการณ์จริงของแขกผู้มาเยือนต่างชนิดพันธุ์นั้น แพร่หลายมานานมากแล้ว เพราะมีพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 ซึ่งสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช ที่เป็นหน่วยงานในกรมวิชาการเกษตร ดำเนินการสำรวจพืชต่างถิ่นในประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2542 จึงอนุมานได้ว่า “ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น” น่าจะมีมาตั้งแต่ก่อนพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 และเป็นที่มาของแรงบันดาลใจในการเขียนบทกลอนสะท้อนความรู้สึกกับรายงานการประชุมในครั้งนั้น

ในรายงานการประชุมทางวิชาการ เรื่อง ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ฉบับนี้ มีเรื่องราวทั้งชนิดพันธุ์ของพืชต่างถิ่น สัตว์น้ำต่างถิ่น ทั้งพืช สัตว์ ต่างถิ่นนี้ มีทั้งสัตว์ต่างถิ่นที่นำเข้ามาเพื่อการค้า และวัชพืชต่างถิ่นที่รุกรานเข้ามา ทั้งให้ประโยชน์และโทษด้านต่างๆ ด้วย สำหรับในครั้งนี้ ขออนุญาตนำเสนอชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย เฉพาะเกี่ยวกับพันธุ์พืชหลากหลาย ซึ่งเข้ามาอยู่ในเมืองไทย เป็นสมาชิกในท้องถิ่น ในภูมิภาคต่างๆ จนคิดว่าเป็นพันธุ์พืชในบ้านเมืองเราไปแล้ว โดยขอนำข้อมูลจากการประชุมทางวิชาการดังกล่าวมาเสนอให้ได้ทราบถึงพืชพรรณชนิดต่างๆ ที่เราน่าจะคุ้นเคยได้ทราบที่มา

สำนักความหลากหลายทางชีวภาพ ได้จัดพิมพ์เผยแพร่ข้อมูลวิชาการผ่านสื่อออนไลน์ต่อเนื่อง ถ้าติดตามทางเว็บไซต์ปัจจุบัน จะได้ทราบถึงข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นมากมาย และในปัจจุบัน มีหน่วยงานที่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย ที่มีผลงานเกี่ยวข้องกับข้อมูลเหล่านี้ คือผลงานจาก “กลุ่มงานความมั่นคงทางชีวภาพ” และ “ฝ่ายความหลากหลายทางชีวภาพ” ซึ่งได้เผยแพร่ข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์ไว้มากมาย หากติดตามก็จะได้รับทราบความเคลื่อนไหวถึงพัฒนาการ หรือวิวัฒนาการที่เป็นประโยชน์ต่อการตั้งตัว รับมือกับสถานการณ์ในอนาคต เพื่อจะได้สอดคล้องกับระบบนิเวศ หรือความหลากหลายทางชีวภาพ ที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และจะได้เป็นช่องทางเพื่อนำความรู้ ความเข้าใจนั้นมาแปรเปลี่ยน เป็นประโยชน์ในพื้นฐานทางธรรมชาติได้

อย่างไรก็ตาม ชนิดพันธุ์พืชต่างถิ่นที่เราน่าจะรู้จัก หรือรู้จักคุ้นเคยอยู่แล้ว โดยคิดไม่ถึงว่า สายพันธุ์เดิมมาจากแห่งหนตำบลใด ประเทศใดนั้น ในรายงานการประชุมที่บันทึกไว้ในเอกสารดังกล่าว ได้กล่าวไว้โดยละเอียดน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง จึงขออนุญาตนำมาสรุปบอกกล่าว เพื่อเป็นกรอบพื้นฐานที่จะติดตามรายละเอียดในเรื่องราวแห่งความมั่นคง และความหลากหลายทางชีวภาพต่อไปได้ เนื่องจากการแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ทั้งพืช และสัตว์ ซึ่งมีมาเป็นเวลานาน บางพื้นที่ภูมิภาค ปัจจุบันได้กลายเป็นปัญหาคุกคามต่อระบบนิเวศ และเศรษฐกิจของโลกอย่างร้ายแรง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และการเกษตร มีผลกระทบต่อสุขอนามัยของผู้คนมากขึ้น เช่น อาจจะแพร่ระบาดเข้าไปเปลี่ยนโครงสร้าง และองค์ประกอบชนิดต่างๆ ของระบบนิเวศหนึ่งๆ โดยการแข่งขัน และทำลายชนิดพันธุ์ดั้งเดิม ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เช่น แย่งแหล่งอาหาร แหล่งที่อยู่ หรือแปรเปลี่ยนวงจรสารอาหารในระบบนิเวศนั้น โดยเฉพาะในยุคโลกาภิวัตน์ ที่มีการค้า การเดินทางคมนาคมขนส่งสะดวก รวดเร็ว กลายเป็นปัจจัยเอื้อต่อการแพร่ระบาดได้ดี

การแพร่ระบาดของสายพันธุ์บางชนิด จะกลายพันธุ์เป็นชนิดพันธุ์ที่เด่นขึ้นมาของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น จนทำให้ระบบนิเวศเดิมที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง หรือมีชนิดพันธุ์เฉพาะถิ่น เปลี่ยนแปลงเป็นลักษณะเหมือนกันหมดทุกภาคถิ่น ดังนั้น การแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น จึงเป็นปัญหาท้าทาย ซึ่งคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพ ที่มีผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ สุขภาพ ธรรมชาติข้ามพรมแดน หรือกระจายทุกภูมิภาคทั่วโลก เพียงแต่ว่าเหตุผลในการนำเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ และการค้าหลายกรณี พบว่า ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ก็ได้สร้างรายได้มากมายให้แก่เกษตรกร หรือท้องถิ่นนั้นๆ ถ้าหากมีการบริหารจัดการดี ไม่ให้มีปัญหากับระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม แต่บางครั้งหากนำเข้ามา หรือแพร่ระบาดมาโดยบังเอิญ หรือปล่อยปละละเลยชนิดพันธุ์ใด ให้ดำรงชีวิตและสร้างผลผลิตประชากรสายพันธุ์อยู่ในสิ่งแวดล้อมมากมาย จนส่งผลต่อชนิดพันธุ์ท้องถิ่น และระบบนิเวศ ชนิดพันธุ์เหล่านั้นจะกลายเป็นแขกต่างถิ่นที่รุกรานให้เสียหาย

การแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน เป็นประเด็นปัญหาการกำจัด หากเป็นวัชพืชในไร่นา ก็ต้องใช้เงินทุน แรงงานจำนวนมาก หากมีเชื้อโรคติดมาแพร่ระบาดด้วย ก็ยิ่งสร้างความเสียหายยิ่งขึ้น รวมทั้งต้องลงทุนในระบบป้องกันอีก รัฐบาลบางประเทศต้องใช้หรือสูญเสียงบประมาณจำนวนมากในการป้องกัน และกำจัดสถานการณ์เลวร้ายเหล่านี้ แต่อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ หรือสถานภาพของพืชพรรณแต่ละสายพันธุ์ หลายชนิดมิได้เป็นพืชรุกรานในประเทศไทยเสมอไป หลายชนิดเป็นพืชที่ให้ประโยชน์ เป็นพืชสมุนไพร ไม้ผล ไม้ประดับ ไม้ดอก พืชผัก ซึ่งเป็นที่ต้องการทั้งด้านโภชนาการ และด้านอุตสาหกรรมบางชนิด เช่น หัตถกรรมจักสาน หรือด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมทั้งด้านการเกษตรกรรมที่เกี่ยวข้อง

สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โดย ดร. ศิริพร ซึงสนธิพร ได้กล่าวถึง วัชพืชกับชนิดพันธุ์พืชต่างถิ่นที่รุกราน ได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 โดยการดำเนินงานโครงการสำรวจพืชต่างถิ่นในประเทศไทย ด้วยการเริ่มสำรวจ ในปี พ.ศ. 2542 เพื่อหาข้อมูล และแนวทางป้องกันการเกิดวัชพืชร้ายแรงชนิดใหม่ รวมทั้งให้เกิดความระมัดระวังการนำเข้าพืชต่างถิ่นที่อาจจะกลายเป็นพืชที่รุกราน และก่อให้เกิดความเสียหายต่อการเกษตร และความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจากการจำแนกหรือจัดชนิดพืชว่าเป็นวัชพืชนั้นขึ้นอยู่กับพืชที่ต้องการหรือไม่ต้องการ หรือประโยชน์การใช้สอย ดังนั้น พืชชนิดเดียวกันอาจจะเป็นวัชพืชถิ่นหนึ่ง หรือประโยชน์อีกถิ่นหนึ่ง หรืออาจจะเป็นสมุนไพร ไม้ดอก ไม้ประดับ เช่น การปลูกถั่วหลังทำนาข้าว เมล็ดข้าวตกหล่นงอกในแปลงถั่ว ก็เป็นวัชพืช ฟางข้าวคลุมแปลงผัก ต้นข้าวงอกก็เป็นวัชพืชได้ จึงต้องพิจารณาจากคุณสมบัติ ผลกระทบ วงจรชีวิต และการกระจายของผู้รุกรานนั้นๆ เพราะวัชพืชมีผลกระทบได้ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ทางการเกษตร ด้านสิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ

ดร. ดอกรัก มารอด อาจารย์คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้กล่าวถึงชนิดพันธุ์พืชต่างถิ่น ที่รุกรานที่สุดในประเทศไทย มีการสำรวจไว้ ได้ศึกษาประเมิน เปรียบเทียบกับทะเบียนร้อยชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานของโลก สำหรับที่รุกรานในประเทศไทย (พ.ศ. 2549) มี 14 ชนิด ที่คาดว่าเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานประเทศไทย โดยจัดอยู่ในทะเบียน 100 ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานของโลก จำนวน 8 ชนิด ได้แก่ กระถินยักษ์ สาบเสือ ผกากรอง ผักตบชวา ไมยราบยักษ์ หญ้าคา ขี้ไก่ย่าน อ้อ และอีก 6 ชนิด ไม่ได้จัดอยู่ในทะเบียน 100 ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานของโลก ได้แก่ สาบหมา บัวตอง หญ้าขจรจบ ธูปฤๅษี ผักเป็ดน้ำ และ จอก

กระถินยักษ์ ถิ่นเดิมคือ ประเทศเม็กซิโก และประเทศแถบอเมริกากลาง นำเข้ามาเพื่อเป็นพืชอาหารสัตว์ และฟื้นฟูป่า แต่มีการละเลยจัดการ จึงทำให้แพร่กระจาย

สาบเสือ มีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริกาใต้และกลาง ขึ้นเป็นกลุ่มแน่นในป่าที่ถูกทำลาย แต่จะตายเมื่อมีร่มเงามากขึ้น ปกติจะมีอายุประมาณ 3 ปี มีรายงานว่า สาบเสืออาจมีสารยับยั้งการเจริญของพืชชนิดอื่น และทำให้ดินชุ่มชื้น มีผลให้ดินดี

ผกากรอง ถิ่นเดิมอยู่ในประเทศเม็กซิโก เจริญในทุกสภาพดิน ระบาดไม่รุนแรง แต่ส่งผลกระทบต่อการลดความหลากหลายทางชีวภาพท้องถิ่น เพราะเติบโตหนาแน่น

ไมยราบยักษ์ ถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง และอเมริกาใต้ตอนเหนือ นำเข้าประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2490 โดยนำเมล็ดจากอินโดนีเซีย เพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดไร่ยาสูบ

ขี้ไก่ย่าน มีถิ่นกำเนิดทางอเมริกาใต้ ไม่มีหลักฐานนำเข้า แพร่กระจายตามริมน้ำ เกษตรกรเชื่อว่า ขี้ไก่ย่าน จะแก่งแย่งธาตุอาหารและน้ำกับพืชที่ปลูก

หญ้าคา ถิ่นเดิมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กระจายตั้งแต่พื้นที่แล้งถึงน้ำขัง ขึ้นปกคลุมหนาแน่น พบทุกจังหวัด ทำลายยาก มักจะต้องใช้สารเคมี เชื่อกันว่า ปล่อยสารยับยั้งพืชอื่น มีรากแผ่หนาแน่นจนพืชอื่นเจริญไม่ได้ เป็นเชื้อเพลิงต่อไฟป่าหน้าแล้ง

อ้อ มีถิ่นกำเนิดในแถบเมดิเตอร์เรเนียน พบตามริมน้ำที่ชุ่มน้ำ กระจายกีดขวางเส้นทางเดินน้ำ ทำให้เกิดน้ำท่วมริมตลิ่งได้ง่าย อ้อ เป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ที่สร้างปัญหาในประเทศสหรัฐอเมริกามาก ในประเทศไทยอาจมีปัญหาในอนาคต

สาบหมา มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกากลาง ไม่มีหลักฐานการนำเข้า แต่คาดว่าระบาดมาเป็นเวลา 40 ปี ที่ผ่านมา โดยเข้ามาทางประเทศพม่า และจีนตอนใต้ ชอบที่ราบสูง และอาจจะส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งผลต่อระบบนิเวศเฉพาะถิ่น

บัวตอง ถิ่นเดิมอยู่ในประเทศเม็กซิโก ไม่ได้จัดอยู่ในทะเบียน 100 ชนิดพันธุ์พืชต่างถิ่นที่รุกรานของโลก แต่ระบาดในไทยทางภาคเหนือ ทำความเสียหายต่อต้นน้ำ แต่ในพื้นถิ่นที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว มีการจัดการส่งเสริมเศรษฐกิจ โดยตัดบัวตองเมื่อถึงช่วงที่หมดฤดูออกดอก ให้มีดอกใหญ่ กิ่งที่ถูกตัดจะแตกกิ่งใหม่ และให้ดอกทุกกิ่ง กำลังศึกษากันว่า ปล่อยสารยับยั้งการเจริญของพืชอื่นหรือไม่ แต่พบว่าเจริญได้เร็วมาก

หญ้าขจรจบ ถิ่นเดิมมาจากประเทศแอฟริกา นำเข้าไทย พ.ศ. 2495 เป็นพืชอาหารสัตว์ แต่ไม่ได้ผล จึงปล่อยสู่ธรรมชาติ ระบาดมากทางแถบตะวันตก และภาคเหนือ

ธูปฤๅษี ถิ่นเดิมทวีปยุโรป และสหรัฐอเมริกา ขึ้นที่ชื้นทุกภูมิภาค แต่ระบาดในภาคกลาง ทำให้น้ำเน่าเสีย ตื้นเขิน จัดเป็นวัชพืชดัชนีชี้ความเสียหาย ทำลายระบบนิเวศ

ผักเป็ดน้ำ ไม่มีหลักฐานการนำเข้า ขึ้นตามแหล่งน้ำชื้นแฉะ ในแหล่งปลูกพืชยืนต้น ระบาดในภาคกลาง และเริ่มพบในภาคเหนือ แก่งแย่งธาตุอาหารพืช

จอก เป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอเมริกากลาง ลอยอิสระอยู่บนผิวน้ำนิ่ง ปกคลุมหนาแน่นผิวน้ำ ขยายพันธุ์รวดเร็ว และทำลายระบบนิเวศแหล่งน้ำ

สำหรับพืชน้ำชื่อดังที่ยึดพื้นที่ในแม่น้ำลำคลองทั่วประเทศ ได้รับความหวาดผวาทั้งหน้าแล้ง และหน้าน้ำหลาก คือ ผักตบชวา ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ นำเข้ามาในประเทศไทย เพื่อปลูกเป็นไม้ประดับสวยงาม ตั้งแต่ พ.ศ. 2444 จากประเทศอินโดนีเซีย ปลูกครั้งแรกในประเทศไทย ที่วังสระปทุม เมื่อเกิดน้ำท่วม จึงแพร่กระจายกลายเป็นวัชพืชน้ำที่รุกรานรุนแรง เจริญปกคลุมผิวน้ำ ทำให้ออกซิเจนต่ำ น้ำเน่าเสีย สิ่งมีชีวิตตาย ระบาดมากรุนแรงในภาคกลาง แต่อีกมุมมองบางท้องถิ่น ก็เป็นวัตถุดิบงานหัตถกรรม และในเชิงวิชาการควบคุม ก็ทำให้แหล่งน้ำสะอาดได้ และสามารถนำมาใช้ในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ก็ถือว่าพันธุ์ไม้ต่างๆ เหมือนชีวิตคนเรา ที่กระจายต่างถิ่น ต่างเหล่าตระกูล ทั้งดีและไม่ดีปะปนกัน ต่างกันที่ใครจะสร้างความดีมีประโยชน์ชื่อเสียงสืบไป

เพลง อยู่เพื่อความดี

สุเทพ วงศ์กำแหง ขับร้อง

ไม้พันธุ์ล้วนมีต่างกันอยู่มากมาย ลับล่อพระพายกระจายประทิน ชื่นเชยล้วนกลิ่นมาลี สดสีมีอยู่เกลื่อนไป อันมาลีนี้เหมือนคนเรา มีแต่จะอับจะเฉา เฝ้าวันลับโรยลงไป สิ้นอินทรีย์คงอยู่แต่ที่ทำไว้ หากดีฝังตรึงดวงใจ คนอยู่ต่อไปได้ชื่นได้ชม เหมือนไม้กลิ่นเลิศเลอประทินทวนลม ร่วงโรยลับไปยังพรม หอมตามลมไปไกล (ซ้ำทั้งหมดอีก 1 ครั้ง)

บทเพลงเนื้อร้องสั้นๆ แต่อุปมาชีวิตคนกับบุปผามาลีได้อย่างเห็นภาพ และแทบจะได้กลิ่นหอมในบทเพลง ท่วงทำนองที่บอกอารมณ์ ให้ตระหนักถึงพฤติกรรมที่พึงปฏิบัติ เพื่อคงอยู่กับความดีที่ตนควรจะสร้างสมไว้

พันธุ์ไม้ต่างพรรณ ทั้งสวย สีสดอิ่ม และกลิ่นหอมที่กระจายตัวผ่านสายตา หรือชื่นนาสิก ทุกคนชื่นชม แต่ก็ย่อมถึงวันที่โรยรา แม้จะหอมหวนทวนลมได้ไกล ส่วนชื่อเสียงคนเราก็กระจายได้ทั้ง “หอมและหึ่ง” ต้นไม้น้อยค่า แต่ไม่ไร้คุณประโยชน์ คนเราก็ต้องไม่ให้สูญค่าเพราะสวยเพียงหน้าตาก็ไม่ยั่งยืน พันธุ์ไม้รุกรานกระจายพันธุ์ ก็ยังไม่เรียกว่า อันธพาล เพราะนำมาสืบสานประโยชน์อื่นๆ ได้ คนเราที่กลับตัวกลับใจทำความดีลบล้างความชั่ว ยังชื่อได้ว่า “โจรกลับใจ”

ว่านหางจระเข้?เนื้อวุ้นเพื่อประทินสำอาง?เนื้อหางดับไฟลวกได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05032150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

อุทยานพฤกษา

“เมย์วิสาข์”

ว่านหางจระเข้?เนื้อวุ้นเพื่อประทินสำอาง?เนื้อหางดับไฟลวกได้

เพียงวุ้นหาง ทาบางบาง ดับไฟร้อน

ผิวเนื้ออ่อน สัมผัสเย็น เป็นแผลหาย

ชื่อน่ากลัว ตัวน่าเกลียด ถ้าเบียดกาย

แต่ไฟไหม้ ใช้มานาน ว่านหางจระเข้

ชื่ออื่น : ว่านไฟไหม้ (เหนือ) หางตะเข้ (กลาง)

ชื่อสามัญ : Aloe, Star cactus, Aloin jafferabad, Barbados

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aloe vera (L.) Burm f (Aloe barbadenisi Mill.)

ชื่อวงศ์ : Liliaceae

ถิ่นกำเนิด : ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และบริเวณตอนใต้ของทวีปแอฟริกา

ข้อมูลทั่วไป :

แทบไม่มีใครไม่รู้จักว่านหางจระเข้ เพราะเป็นพรรณไม้ที่ได้รับความนิยมและรู้จักอย่างกว้างขวาง เป็นพืชที่ให้ประโยชน์ล้นเหลือกับมวลหมู่มนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือฝรั่งมังค่าก็ตาม รู้จักคุ้นเคยกับว่านหางจระเข้ทั้งนั้น ภาษาอังกฤษเรียกสั้นๆ ว่า Aloe ซึ่งเป็นชื่อสกุลของว่านหางจระเข้ เป็นภาษากรีซโบราณ มาจากคำว่า Allal มีความหมายว่า ฝาด หรือ ขม ในภาษายิว จากที่แทบทุกคนรู้จักว่านหางจระเข้เป็นอย่างดี ทำให้คิดว่าว่านหางจระเข้เป็นพืชที่มีต้นกำเนิดในบ้านเรา ความเป็นจริงเดิมนั้น เป็นพืชที่ขึ้นในเขตร้อน ต่อมาได้ถูกนำไปแพร่พันธุ์ในยุโรปและเอเชีย และทุกวันนี้ทั่วโลกกำลังเกิดกระแสนิยมว่านหางจระเข้กันเป็นการใหญ่

เหตุผลที่ทำให้แทบทุกคนรู้จัก จนทำให้เกิดกระแสนิยมว่านหางจระเข้กันมากมาย น่าจะเป็นเพราะคุณสมบัติของว่านชนิดนี้ พิจารณาจากชื่ออื่นที่เรียกขานกัน เช่น ว่านไฟไหม้ เป็นไปตามชื่อมากๆ ยามใดที่ไฟไหม้กับส่วนต่างๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นนิ้ว มือ แขน ขา ฯลฯ สิ่งแรกที่นึกถึงคือต้องไปตัดว่านหางจระเข้ เพื่อนำวุ้นในใบสดทา หรือแปะที่แผล จะทำให้แผลหายเร็วมาก และจะช่วยบรรเทาความปวดให้น้อยลง นอกจากแผลที่เกิดจากไฟไหม้แล้ว แผลจากน้ำร้อนลวกก็เหมือนกัน นับเป็นสุดยอดสมุนไพรได้เลย ทำให้มีผู้แนะนำว่า ควรปลูกติดบ้านเอาไว้ ปลูกกันบ้านละกอ สองกอ ก็เปรียบเสมือนมีร้านยามาอยู่ในบ้าน เพื่อจะได้ช่วยในการปฐมพยาบาล อย่างน้ำร้อนลวก น้ำมันร้อนๆ กระเด็นใส่ จะได้ใช้วุ้นในใบหางจระเข้แปะแผลที่เกิดนี่แหละ จะได้ไม่เป็นแผลเป็นด้วย ได้ชื่อว่าว่านไฟไหม้ เพราะมีความเฉียบขาดในการจัดการกับแผลที่เกิดจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวกแล้ว นอกจากนี้ ว่านหางจระเข้ยังมีสรรพคุณอีกมายมาก จนบางคนให้สมญานามเป็นสมุนไพรเพื่อผิวใส ผมสวย อีกด้วย

ผู้คนส่วนใหญ่จะรู้จักว่านหางจระเข้ในแง่ของการเป็นสมุนไพร และช่วยในด้านความสวยงามของผิวและผม น้อยคนนักที่จะปลูกไว้เพื่อเป็นไม้ดอกไม้ประดับ ทั้งๆ ที่ว่านหางจระเข้มีคุณสมบัติเป็นได้ทั้งไม้ดอกและไม้ประดับได้เป็นอย่างดี แม้จะออกดอกปีละครั้งในช่วงฤดูหนาว แต่ช่อดอกของว่านหางจระเข้ก็มีความสวยงามไม่น้อย เนื่องจากว่านหางจระเข้มีพันธุ์มากมายกว่า 300 ชนิด มีทั้งพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่มากจนไปถึงพันธุ์ที่มีขนาดเล็กกว่า 10 เซนติเมตร ทำให้สีต่างๆ กัน เช่น แดง เหลือง และ ขาว ขนาดของช่อดอกก็มีขนาดต่างๆ กันด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ แต่ว่านหางจระเข้ที่ปลูกในบ้านเรา มักจะมีเฉพาะดอกสีแดง แต่มักจะไม่ค่อยมีดอก เพราะส่วนใหญ่จะปลูกกันแบบไม่ค่อยดูแลเอาใจใส่มากนัก ปล่อยทิ้งๆ ขว้างๆ เพียงเพื่อประโยชน์ใช้สอยในด้านการเป็นตู้ยาสามัญประจำบ้าน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ลำต้น ไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูง 0.5-1 เมตร ข้อและปล้องสั้น

ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนรอบต้น ใบหนาและยาว โคนใบใหญ่ ส่วนปลายใบค่อนข้างแหลม ขอบใบเป็นหนามแหลมห่างๆ กัน แผ่นใบหนาอวบน้ำมาก สีเขียว มีจุดยาวๆ สีเขียวอ่อน ภายในมีวุ้นใส และมีน้ำยางสีเหลืองใต้ผิวใบ

ใบอ่อน มีประสีขาว

ดอก ออกเป็นช่อกระจะที่ปลายยอด ออกจากกลางต้น ช่อดอกยาว โคนดอกย่อยเชื่อมติดกัน เป็นหลอด ปลายแยกเป็น 6 แฉก เรียงเป็น 2 ชั้น รูปแตรห้อยลง สีแดงอมส้ม บานจากล่างขึ้นบน

ผล เป็นผลแห้ง แตกได้

การขยายพันธุ์ แยกหน่อ

สภาพแวดล้อมเหมาะแก่การเจริญเติบโต ชอบดิน แสง ชอบแสงมาก ถ้าอยู่กลางแจ้งสีจะไม่เขียวสดเหมือนอยู่ในร่ม ต้องการน้ำปานกลาง เจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุย

สรรพคุณทางสมุนไพร :

ทั้งต้นของว่านหางจระเข้ ใช้ดองกับสุรา ดื่มช่วยขับน้ำคาวปลาได้

ราก และ เหง้า ช่วยแก้หนองใน ช่วยแก้มุตกิดหรือระดูขาวของสตรี

ใบ ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ นำใบมาตำผสมกับสุรา ใช้พอกรักษาฝีได้

ยางในใบ ใช้เป็นยาถ่าย ยาระบาย ช่วยรักษาอาการท้องผูก

เนื้อวุ้น ช่วยรักษาริดสีดวงทวาร โดยเหลาเนื้อวุ้นในใบให้ปลายแหลมเล็กน้อย และนำไปแช่ตู้เย็น หรือแช่น้ำแข็งจนเนื้อแข็ง แล้วนำไปใช้เหน็บในช่องทวารหนัก

วุ้นในใบ ช่วยรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลสด แผลจากของมีคม แผลที่ริมฝีปาก แก้ฝี แก้ตะมอย ช่วยรักษาแผลถลอก และแผลจากการถูกครูด นอกจากนี้ ยังช่วยดับพิษร้อน บรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนจากแผลเหล่านี้ด้วย ช่วยขจัดรอยแผลเป็น ทำให้แผลเป็นจางลง ป้องกันการเกิดรอยแผลเป็น ช่วยป้องกันโรคเบาหวาน ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยบรรเทาและแก้อาการปวดตามข้อ และยังช่วยรักษาตาปลาและฮ่องกงฟุต รักษาอาการผิวหนังไหม้จากแสงแดด หรือไหม้เกรียมจากการฉายรังสี หรือแผลเรื้อรังจากการฉายรังสี และช่วยรักษาโรคเรื้อนกวางได้ด้วย

ประโยชน์ด้านเครื่องสำอาง วุ้นจากใบใช้ทาเพื่อรักษาฝ้า หรือใช้ทาเพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด ทาลดความมันบนใบหน้า ลดรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิว รักษาการอักเสบต่างๆ ทำให้สิวแห้งหลุดง่าย บำรุงผมและหนังศีรษะ ป้องกันผมร่วง และช่วยลดความมันของเส้นผมได้ ลดอาการคัน กำจัดรังแค และทำให้ผมไม่หงอกเร็ว วุ้นในใบเป็นส่วนผสมสำคัญในเครื่องสำอางหลายชนิด เช่น แชมพูสระผม สบู่ และครีมกันแดด ปัจจุบัน ได้นำว่านหางจระเข้มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เครื่องสำอาง สบู่ ยาสระผม ครีมบำรุงผิว ครีมบำรุงผม ครีมทาใต้ตา เจลหางจระเข้ เจลทรีตเมนท์ บำรุงผิวหน้า ฯลฯ

ประโยชน์ด้านอาหาร นิยมนำวุ้นในใบว่านหางจระเข้ ทำเป็นของหวานหลายชนิด เช่น น้ำว่านหางจระเข้ปั่น วุ้นแช่อิ่ม วุ้นลอยแก้ว เป็นต้น

ข้อควรระวัง ไม่ว่าจะใช้ว่านหางจระเข้โดยการรับประทานหรือใช้ภายนอก หากใช้เป็นเวลานานๆ อาจก่อให้เกิดอาการแพ้เป็นผื่นคันได้ และสารในวุ้นของว่านหางจระเข้สลายตัวได้ง่ายและรวดเร็ว จึงควรเก็บไว้ในตู้เย็น หรือเตรียมใหม่สดๆ ก่อนใช้ว่านหางจระเข้จะมีคุณภาพสูงสุดเมื่อตัดมาแล้วใช้ทันที และจะมีสรรพคุณทางยาที่ดีกว่าอยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปต่างๆ

พะยูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05034150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

ไม้ดอกไม้ประดับ

ผศ. วรรณา กัลยาณะวงศ์ ณ อยุธยา

พะยูง

พะยูง เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่จังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งมีคำขวัญประจำจังหวัด คือ ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ แผ่นดินธรรมหลวงปู่ขาว เด่นสกาวถ้ำเอราวัณ นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน แต่ละท่อนของคำขวัญมีความหมายดังนี้

ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เสด็จยกกองทัพมาที่ตำบลหนองบัวลำภู เมื่อ พ.ศ. 2117 เพื่อไปช่วยพระเจ้ากรุงหงสาวดี ที่กรุงศรีสัตตนาคนหุต (เมืองเวียงจันทน์) ขณะนั้นไทยเป็นเมืองขึ้นของกรุงหงสาวดี แต่สมเด็จพระนเรศวรทรงพระประชวรด้วยโรคไข้ทรพิษเสียก่อน พระเจ้ากรุงหงสาวดี จึงให้ยกทัพกลับกรุงศรีอยุธยา สถานที่ดังกล่าวตั้งอยู่ในบริเวณสวนสาธารณะริมหนองบัว หน้าที่ว่าการอำเภอเมืองหนองบัวลำภู

อุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ เป็นพื้นที่ในบริเวณที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน อยู่ในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู พื้นที่ตอนล่างของจังหวัดอุดรธานี และตอนบนของจังหวัดขอนแก่น เป็นภูเขาหินทราย ประกอบไปด้วยพันธุ์ไม้ สัตว์ป่า ทิวทัศน์ที่สวยงามตามธรรมชาติ และสภาพป่าโดยทั่วไปเป็นป่าเต็งรัง ภูเก้า มีสันฐานคล้ายกระทะหงาย โดยมีที่ราบอยู่ตอนกลาง พื้นที่เช่นนี้ทำให้สันนิษฐานได้ว่า พื้นที่ส่วนนี้น่าจะเป็นซากภูเขาไฟโบราณที่ดับสนิทไปแล้วหลายร้อยล้านปี พื้นที่ส่วนใหญ่มีลักษณะสูงๆ ต่ำๆ บางแห่งเป็นที่ราบ

แผ่นดินธรรมหลวงปู่ขาว หลวงปู่ขาว อนาลโย เป็นพระอริยเจ้าที่ได้ชื่อว่า “เป็นเพชรน้ำหนึ่งแห่งวงศ์กรรมฐาน สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต” เป็นผู้มีใจเด็ดเดี่ยว มุ่งมั่นในเป้าหมาย มีเมตตาธรรมเป็นเลิศ สง่างาม ตอนหลังได้กราบลาพระอุปัชฌาย์เพื่อออกธุดงค์ตามหาพระอาจารย์มั่น และได้ธุดงค์จาริกไปตามถิ่นต่างๆ จนในที่สุดก็มาพำนักจำพรรษาอยู่ที่วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู เมื่อ พ.ศ. 2510

เด่นสกาวถ้ำเอราวัณ ถ้ำเอราวัณ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของหนองบัวลำภู ขนาดใหญ่ อยู่บนภูเขาสูง ลึกประมาณ 365 เมตร มีบันได 611 ขั้น บริเวณปากถ้ำกว้างใหญ่มาก เต็มไปด้วยหินงอก หินย้อย และมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่ภายในถ้ำ ช่วงกลางถ้ำเป็นห้องโถงกว้าง มีหินงอก หินย้อย และเสาหินขนาดใหญ่ รวมถึงหินก้อนใหญ่รูปคล้ายช้างหมอบอยู่บนพื้น อันเป็นที่มาของชื่อถ้ำ

นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน ในอดีต หนองบัวลำภู เป็นเมืองโบราณที่ก่อตั้งมาแล้วไม่น้อยกว่า 900 ปี เดิมเป็นดินแดนที่ขึ้นต่อกรุงศรีสัตตนาคนหุต มีชื่อว่า เมืองหนองบัวลุ่มภู เมืองกมุทาสัย หรือ นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน จากการสันนิษฐานของนักโบราณและประวัติศาสตร์เชื่อว่า เป็นเมืองที่มีความเจริญเก่าแก่ตั้งแต่สมัยขอมเรืองอำนาจ และเนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายในการกระจายอำนาจมายังส่วนภูมิภาค เพื่อประโยชน์ในด้านการปกครอง การให้บริการของรัฐ การอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน การส่งเสริมให้ท้องที่เจริญยิ่งขึ้น ตลอดจนเพื่อความมั่นคงของชาติ ประกอบกับจังหวัดอุดรธานี มีอาณาเขตกว้างขวาง และมีพลเมืองมาก จึงเห็นสมควรแยกอำเภอต่างๆ บางอำเภอ ตั้งขึ้นเป็นจังหวัด โดยได้รับการสถาปนาให้เป็น “จังหวัดหนองบัวลำภู” อย่างเป็นทางการตั้งแต่ วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2536 เป็นต้นไป ชาวหนองบัวลำภูมีความภาคภูมิใจกับสิ่งต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นเป็นอันมาก แต่ก็ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจไม่น้อยเช่นเดียวกัน สิ่งนั้นก็คือ “ต้นพะยูง” ซึ่งเป็นต้นไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่จังหวัดหนองบัวลำภู และต่อไปนี้คือรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับต้นพะยูง

ชื่ออื่น : กระยง กระยุง ชะยุง แดงจีน ประดู่ตม ประดู่ลาย ประดู่เสน ประดู่น้ำ พระยูงไหม หัวลีเมาะ

ชื่อสามัญ : Siamese Rosewood

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dalbergia cochinchinensis Pierre

ชื่อวงศ์ : LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE

ถิ่นกำเนิด : ป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณชื้น ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก

ข้อมูลทั่วไป :

พะยูง บางคนเรียก พยุง ความหมายจากพจนานุกรม แปล ไทย-ไทย ราชบัณฑิตยสถาน พะยูง หมายถึง ชื่อไม้ต้นชนิด Dalbergia cochinchinensis Pierre ex Laness. ในวงศ์ Leguminosae เนื้อไม้สีแดงคลํ้า ใช้ทําเครื่องเรือน แต่ พยุง หมายถึง ประคองให้ทรงตัวอยู่ ประคองให้อยู่ในสภาพปรกติ เช่น พยุงตัวลุกขึ้น พยุงตัวไม่ให้จมน้ำ ระวังไม่ให้ล้ม ไม่ให้ซวนเซ เป็นต้น เช่น พยุงลุก พยุงนั่ง พยุงคนไข้ พยุงฐานะ (ปาก) พยุพยุง ก็ว่า.

พะยูง เป็น 1 ใน 9 ของ “ไม้มงคล” ที่ใช้ในพิธีวางศิลาฤกษ์ นอกเหนือจาก ราชพฤกษ์ ขนุน ชัยพฤกษ์ ทองหลาง ไผ่สีสุก ทรงบาดาล สัก กันเกรา พะยูง เชื่อว่าเป็นมงคล คือพยุงฐานะให้ดีขึ้น ความสวยงามของเนื้อไม้ตามธรรมชาตินั้น อยู่ที่ลวดลายวงปีที่ถี่ยิบ เนื่องจากการเติบโตปีละนิดๆ ลำต้นส่วนใหญ่คดงอก็ยิ่งทำให้เกิดลวดลาย สีเนื้อไม้แดงเข้มจนอมม่วง กระพี้สีขาว เรียกว่า เนื้อไม้พะยูง สวยยิ่งกว่าไม้ใดๆ หลายเท่านัก

มารู้จัก “ไม้พะยูง” กันเถอะ ไม้ที่ราคาแพงที่สุดในโลก นับวันการลักลอบตัดไม้พะยูงจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการตัดในป่าธรรมชาติ ไปถึงบนพื้นที่ป่าสาธารณะ ในวัด ฯลฯ ตัด และลักลอบไปทำอะไร คำตอบก็คือ ส่วนใหญ่ส่งไปประเทศจีน ซึ่งมีความต้องการอย่างมาก เพราะมีความเชื่อในเรื่องการเป็นไม้มงคลเช่นเดียวกับไทย เริ่มจากที่ทางการจีนได้บูรณะซ่อมพระราชวังของจักรพรรดิเมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว เมื่อช่างฝีมือดีได้รื้อแล้วซ่อมงานไม้ต่างๆ พบว่า ส่วนที่สำคัญที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับฮ่องเต้ เช่น เก้าอี้ ตั่งโต๊ะต่างๆ ล้วนทำจากไม้พะยูง และยังมีสภาพดีอยู่มาก ทั้งๆ ที่ผ่านมาแล้วหลายร้อยปี ทำให้เกิดกระแสต้องการไม้พะยูงมาทำเฟอร์นิเจอร์ปริมาณมากมายมหาศาล

คำกล่าวที่ว่า ไม้พะยูงเป็นไม้ที่มีราคาแพงที่สุดในโลกขณะนี้ คงเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินความเป็นจริงนัก เพราะไม้ท่อนใหญ่ๆ ต้นสวยๆ ราคาในประเทศไทยขายกัน ลูกบาศก์เมตรละ 300,000-500,000 บาท (ไม้สัก ลูกบาศก์เมตรละ 30,000-50,000 บาท) มีการเปรียบเสมือนมีคนเอาทองคำไปแขวนอยู่ตามป่า จะเฝ้าอย่างไรก็ไม่มีทางรอดพวกจ้องจะสอย ทางแก้ไม่ให้มีการตัดไม้พะยูง และลักลอบขนส่งไปทางประเทศ มีทางเดียวคือ ต้องเพิ่มโทษให้รุนแรงเท่ากับการขนยาเสพติด หรือเสนอกันเล่นๆ ว่า ถ้าจะหยุดการตัดโค่น ก็คงต้องเปลี่ยนชื่อ จากไม้พะยูง เป็นชื่ออื่นๆ ที่มีความหมายสื่อไปในทางที่ไม่เป็นมงคล (เช่น ไม้ล่มจม หรือไม้พินาศ อะไรประมาณนั้น) อาจจะช่วยให้การลักลอบตัดโค่นน้อยลง และคงไม่ลืมที่จะส่งเสริมให้มีการปลูกเป็นไม้อนุรักษ์พันธุกรรมพืชในสวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติ ที่สาธารณะทั่วๆ ไป

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ลำต้น ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 25 เมตร ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มกลมค่อนข้างโปร่ง กิ่งห้อยย้อยลง เปลือกนอกสีน้ำตาลแดง เรียบ หรือแตกเป็นสะเก็ดอ้าสี่เหลี่ยม หรือลอกเป็นแผ่นบาง เปลือกในสีขาวอมชมพู

ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 7-9 ใบ เรียงสลับ ใบรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมน กลม หรือเป็นรูปลิ่มกว้างๆ ขอบใบเรียบ หลังใบสีเขียวเข้ม ท้องใบสีขาวนวล ใบเหนียวคล้ายแผ่นหนังบางๆ เส้นแขนงใบ ข้างละ 5-7 เส้น

ดอก ออกเป็นช่อแยกแขนงตามซอกใบและปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงรูปถ้วย ปลายแยกเป็น 5 แฉก ดอกรูปดอกถั่ว มี 5 กลีบ ดอกบานเต็มที่ กว้าง 5-8 มิลลิเมตร มีกลิ่นหอม ดอกสีขาว

ผล เป็นฝักแห้งไม่แตก แบนและบาง รูปขอบขนานสีน้ำตาลแดง เมล็ดรูปไตสีน้ำตาลเข็ม มี 1-4 เมล็ด ออกดอกเดือนพฤศจิกายน-กรกฎาคม ผลแก่เดือนกรกฎาคม-กันยายน

การขยายพันธุ์ เพาะกล้าจากเมล็ด

สรรพคุณทางสมุนไพร :

ราก แก้ไข้พิษเซื่องซึม ตำรับยาพื้นบ้านอีสาน จะใช้เปลือกต้นหรือแก่น นำมาผสมกับแก่นสนสามใบ แก่นขี้เหล็ก และแก่นแสมสาร ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้มะเร็ง และนำมาต้มเอาแต่น้ำ ใช้เป็นยาอมรักษาโรคปากเปื่อย ปากแตกระแหง ยางสดใช้เป็นยาทาปาก รักษาโรคปากเปื่อย เท้าเปื่อย

ประโยชน์อื่นๆ :

เนื้อไม้ สีแดงอมม่วง หรือสีม่วงเป็นมัน มีลายสีดำหรือสีน้ำตาลอ่อน เสี้ยนสน เป็นริ้วแคบๆ เนื้อละเอียด เหนียว แข็ง การเลื่อย การไส การเจาะ การกลึงค่อนข้างยาก (เปรียบเทียบได้ว่ายาก ขนาดเลื่อยลันดาร้องไห้ หรือ ขวานสะอื้น) การขัดเงาปานกลาง เนื้อไม้ละเอียด แข็งแรง ทน ขัดและชักเงาได้ดี ใช้ทำเครื่องเรือน เกวียน เครื่องกลึง แกะสลัก ทำเครื่องดนตรี เช่น ซอ ขลุ่ย ลูกระนาด

บอนไซดี ที่ราชบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05038150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

ไม้ดอกไม้ประดับ

ธีรวุฒิ เหล่าสงคราม

บอนไซดี ที่ราชบุรี

บอนไซ ไม่ได้เป็นแค่ต้นไม้ แต่ยังได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปะแห่งสันติภาพที่เป็นสะพานเชื่อมสู่สันติภาพของโลกและยังแสดงถึงความพากเพียรของผู้เลี้ยง

ประวัติของบอนไซโลกและบอนไซไทย

เมื่อพูดถึง “บอนไซ” หลายๆ ท่านคงคิดว่าเป็นต้นไม้ชนิดหนึ่ง แต่ที่จริงแล้ว “บอนไซ” เป็นชื่อที่ใช้เรียก ต้นไม้ย่อส่วน หรือไม้แคระนั่นเองครับ

คำว่า “บอนไซ” เป็นคำทับศัพท์ของภาษาญี่ปุ่น หรือแปลเป็นไทยว่า “ไม้แคระ” บอนไซนี้มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน มีการเพาะเลี้ยงก่อนสมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2 โดยเริ่มในราชวงศ์จิ้น ราวปี พ.ศ. 808-963 โดย ดูหยาน-หมิง จินตกวีชาวจีนที่เป็นผู้ริเริ่มปลูกต้นไม้ ไม้ดอกในกระถางเป็นท่านแรก ต่อมาในราชวงศ์ถังได้เรียกไม้ย่อส่วนนี้ว่า “เผิน วัน” ซึ่งได้รับความนิยมมากในราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง ซึ่งรู้จักกันในนาม “เผิน ชิง”

ในช่วงต้นสมัยสาธารณรัฐประชาชนจีน ช่วงปี พ.ศ. 2443 ได้มีการเปลี่ยนแปลง การปลูกเลี้ยงและการตัดแต่งกิ่งบอนไซเกิดขึ้น คือรูปแบบและรูปทรงต้นไม้ย่อส่วน ประกอบด้วยลักษณะโบราณที่เต็มไปด้วยความงดงาม และวิธีการนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “หลิงหนานพ่าย” ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้แพร่กระจายเรื่องบอนไซ เเละความสามารถในการเล่นบอนไซได้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกคือ ประเทศญี่ปุ่น โดยเริ่มจากข้าราชการจีนที่ลี้ภัยไปอาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่นและได้นำตำราบอนไซไปด้วย ต่อมาหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 บอนไซได้แพร่ไปยังฝั่งตะวันตก (ยุโรป) ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นได้มีการตั้งสมาคมบอนไซหลายสมาคม แต่ที่ใหญ่ที่สุด ชื่อ Nippon Bonsai Association (สมาคมบอนไซแห่งประเทศญี่ปุ่น) ต่อมาได้จัดตั้งสหพันธ์บอนไซโลก World Bonsai Federation และได้ยกย่องให้บอนไซเป็นศิลปะแห่งสันติที่เป็นสะพานเชื่อมสู่สันติภาพของโลก

บอนไซ เข้ามาในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยพ่อค้าชาวญี่ปุ่น เป็นผู้นำเข้ามา แต่ในสมัยกรุงรัตนโกสินไม่ค่อยได้รับความนิยม และเพิ่งจะกลับมาได้รับความนิยมเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ก็ถือว่า บอนไซ นี้มีความเป็นมาในประเทศไทยนานมากเลยนะครับ

บอนไซ ที่ราชบุรี

ก่อนจะไปรู้จัก บอนไซ ที่ราชบุรี ผมต้องบอกก่อนว่า ตอนแรกผมคิดว่าบอนไซนั้นเป็นชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่ง อยู่มาวันหนึ่งผมไปเดินตลาดนัดจตุจักร และได้เห็นต้นไม้ที่มีขนาดและรูปทรงที่แปลกตา ได้เข้าไปสอบถามกับคนขาย ทำให้ทราบว่า ต้นไม้ทั้งหมดคือ “บอนไซ” ตอนนั้นผมถึงบางอ้อทันที “บอนไซ” ที่จริงเป็นชื่อที่ใช้เรียก “ต้นไม้แคระ” แล้วนำบอนไซพวกนี้มาจากไหน คนขายบอกว่า บอนไซเหล่านี้มาจากราชบุรีนี่เอง มันประจวบเหมาะกับที่ผมได้รับมอบหมายงานพอดี ผมจึงกลับไปหาข้อมูล บอนไซ ที่ราชบุรี อยู่ตรงไหนกัน ค้นไปค้นมาก็ได้ทราบว่าอยู่ที่ ตำบลเกาะพลับพลา จังหวัดราชบุรี ซึ่งใกล้กับบ้านผม ผมจึงไปสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับบอนไซในบริเวณนั้นมาเพื่อทุกท่านครับ

คุณครูสมพงษ์ บัวผัน อายุ 72 ปี และ คุณครูทัศนัย บัวผัน อายุ 68 ปี (ภรรยา) อาศัยอยู่ที่ 139/1 หมู่ที่ 8 ตำบลเกาะพลับพลา อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี 70000 ในอดีตทั้งสองท่านได้เคยประกอบอาชีพครูสอนหนังสือและขายไม้ประดับ ประเภท ข่อยช่อ ตะโกช่อ มาก่อน

แรงบันดาลใจให้คุณครูเริ่มทำบอนไซ คุณครูกล่าวว่า “เมื่อได้ย้ายมาสอนที่โรงเรียนวัดโสดาประดิษฐาราม ตำบลเข้าแรง ซึ่งเป็นแหล่งของบอนไซ แล้วมีพ่อแม่ของนักเรียนนำมาขายให้ ครูได้ซื้อไว้ บวกกับครูสอนวิชาเกษตรและได้นำบอนไซนี้ไปเป็นผลงานของนักเรียนในงานแสดงผลงานนักเรียน ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่ช่วยพ่อแม่ทำบอนไซ จึงมาถามครูว่า ผมเอาอันนี้ไปแสดงได้ไหมครับ ก็เลยนำบอนไซไปแสดงในงานจัดแสดงผลงานนักเรียน และด้วยความที่คลุกคลีมาเป็นเวลานาน จึงเกิดเป็นความชอบและเพาะเลี้ยงบอนไซเรื่อยมา พอครูเกษียณก็เลยนำบอนไซกลับมาไว้ที่บ้าน ด้วยความที่สะสมมานาน ทำให้บอนไซมีจำนวนมาก เพราะจำนวนมากจึงเกิดการขาย เพราะเราต้องใช้ต้นทุนในการเลี้ยงบอนไซ”

วิธีการทำบอนไซ…คุณครูได้มาจากการไปสอบถามและคลุกคลีกับผู้ปกครองของเด็กนักเรียนที่คุณครูสนิท จึงทำให้คุณครูรู้วิธีการทำบอนไซ การขายของคุณครูเริ่มจากการแลกเปลี่ยนกันภายในชุมชน และคุณครูเคยขายข่อยช่อ ตะโกช่อ มาก่อน บวกกับบ้านอยู่ติดถนน ทำให้มีคนรู้จักและคนที่เดินทางเข้า-ออก มาในบริเวณนั้นเห็นได้ จึงทำให้มีคนเข้ามาติดต่อซื้อ-ขาย บอนไซ

ต้นไม้อะไรบ้าง

ที่สามาถทำบอนไซได้

ต้นไม้ที่สามารถเอามาทำบอนไซได้นั้น เป็นต้นไม้ชนิดใดก็ได้ แต่ต้องเป็นไม้ยืนต้น มีใบขนาดเล็ก มีเปลือกสวยงาม ชนิดที่ได้รับความนิยมที่บ้านของคุณครูมี บอนไซตะโก บอนไซมะสัง บอนไซหมากเล็กหมากน้อย สิ่งที่ทำให้ทั้ง 3 ชนิดนี้ได้รับความนิยม เพราะเป็นพันธุ์ไม้ที่หายาก และต้องใช้เวลาในการเลี้ยงนาน จุดเด่นของ บอนไซตะโก จะเป็นไม้เก่า ผิวสวย เป็นไม้ในวังในวัดมาก่อน ใครเห็นก็ติดใจ รองลงมาเป็นบอนไซมะสัง จุดเด่นอยู่ที่หนาม ใบ และเกล็ดที่ต้น บอนไซมะสังถ้าโตเต็มที่เกล็ดจะมีลักษณะคล้ายเกล็ดของขาไก่ จะคล้ายกับบ๊อกวูด แต่จะต่างกันที่บอนไซมะสังจะมีเกล็ดแค่บริเวณด้านล่างของต้น ต่อมาเป็นบอนไซหมากเล็กหมากน้อย มีจุดเด่นที่ ใบ ราก ลำต้น และอปุนิสัยที่เลี้ยงง่าย

ทรงต้นที่ได้รับความนิยม

และการขายบอนไซ

คุณครูบอกว่า “ได้รับความนิยมทุกทรงต้น แต่ทรงต้นที่ครูได้รับรางวัลจากการประกวด เป็นทรงต้น ไม้ตกกระถาง” ได้รับรางวัลในงาน พฤกษาสยาม SIAM BOTANICAL SHOW ครั้งที่ 16 จัดขึ้นที่ เดอะมอลล์ สาขาบางกะปิ ได้รับรางวัล บอนไซ ชนะการประกวด ประเภทน้องใหม่ เมื่อ วันที่ 5-7 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา

ส่วนการขาย คุณครูว่า “มันบอกยาก ต้องอยู่ที่ความเก่า ความใหญ่ ฟอร์มสวย แล้วก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ซื้อและผู้ขายมาตกลงกัน แต่คิดจาก ถ้าเขาจ้างเลี้ยง จะมีราคา 200 บาท ต่อเดือน (เลี้ยงจากไม้ขนาดใหญ่) ถ้า 100 บาท ต่อเดือน (เลี้ยงจากไม้ขนาดเล็ก) รวมอุปกรณ์ทุกอย่าง จะใช้เวลาในการเลี้ยง 5-20 ปี แล้วแต่สายพันธุ์ เพราะเหตุนี้จึงทำให้ประเมินราคาขายได้ยาก”

บอนไซ เลี้ยงยากหรือไม่

คุณครูกล่าวว่า “บอนไซ เลี้ยงไม่ยาก แต่ต้องคอยหมั่นสังเกต เพราะเหมือนลูกอ่อน และเป็นไม้ที่เราบังคับเขา แต่จะตามใจไม่ได้ จะทำให้ กิ่งบวม ลำต้นยืด มันจะไม้สวย” การดูแล ให้น้ำ 1 ครั้ง ต่อวัน ถ้าเป็นฤดูร้อน ให้ 2 ครั้ง ต่อวัน ให้ปุ๋ย 3-4 เดือนครั้ง โดยผู้เลี้ยงจะต้องหมั่นสังเกตลักษณะอาการ สภาพของบอนไซว่า มีลักษณะเป็นอย่างไร และให้ดูแลรักษาตามอาการที่แสดงออกมา

ดินของบอนไซจะเปลี่ยนปีละ 1 ครั้ง แต่บอนไซต้องอยู่ในดินเก่า 6 เดือนขึ้นไป สำหรับกระถาง คุณครูกล่าวว่า “กระถางนี้ จะต้องดูฟอร์มของไม้เป็นเกณฑ์ว่าไม้สามารถไปได้แค่ไหน ที่ทำอยู่ไม้เร็ว จะอยู่ที่ 2-3 ปี เปลี่ยนที แต่ถ้าเป็นไม้ช้า อาจจะ 3-5 ปี เปลี่ยนกระถางที”

โรคและแมลงที่พบมี โรครากเน่า เกิดจากเชื้อราภายในดิน อาการใบของบอนไซจะเริ่มมีสีเหลือง และต้นจะโตช้า วิธีป้องกัน ให้กำจัดทิ้งทันที เพื่อไม่ให้ระบาดไปยังต้นอื่น แมลงเจาะต้น วิธีป้องกัน ใช้สารชีวภาพ ซึ่งเป็นสารสกัดสมุนไพรจากธรรมชาติ หรือใช้สารเคมีกำจัดแมลง (ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม) ฉีดพ่นในบริเวณที่พบสาเหตุ

สำหรับผู้ที่เริ่มเลี้ยงบอนไซ

คุณครูบอกว่า สำหรับคนที่เริ่มเลี้ยง อย่าเพิ่งท้อ สามารถเข้าไปปรึกษาคุณครูได้ และแนะนำให้เลี้ยงไม้เนื้ออ่อนก่อน เพราะมันโตเร็ว แล้วจะทำให้ผู้เลี้ยงมีกำลังใจ

นอกจากบอนไซแล้ว คุณครูยังจำหน่าย ข่อยช่อ ตะโกช่อ และสำหรับผู้ที่สนใจบอนไซและอยากได้คำปรึกษา ติดต่อได้ที่ 139/1 หมู่ที่ 8 ตำบลเกาะพลับพลา อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี 70000 โทรศัพท์ (032) 369-083, (081) 944-3645 Facebook : บอนไซ-ไม้ดัด ครูสมพงษ์ Sompong Bonsai