ศรีประภัย อัดกระโทก เกษตรกรไร่นาสวนผสมคนเก่ง เมืองน้ำดำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

เศรษฐกิจพอเพียง

โอภาส มั่นคง โทร. (098) 960-6601, (061) 293-8494

ศรีประภัย อัดกระโทก เกษตรกรไร่นาสวนผสมคนเก่ง เมืองน้ำดำ

เรามาติดตามแม่บ้านเกษตรกรหัวไวใจสู้ นำครอบครัว จัดไร่นาสวนผสมตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง จัดเป็นแหล่งเรียนรู้สู่ชุมชน ผลิตไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก สร้างรายได้สู่ครอบครัวอย่างยั่งยืน

คุณศรีประภัย อัดกระโทก อยู่บ้านเลขที่ 9 หมู่ที่ 4 บ้านหนองบัว ตำบลโพนทอง อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ เล่าว่า ครอบครัวตนเองได้รับความรู้จากสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เรื่องการจัดพื้นที่เพื่อทำการเกษตร โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

คุณศรีประภัย มีสามีชื่อ คุณจอม อัดกระโทก เป็นอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) ปัจจุบันดูแลความปลอดภัยบริเวณศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ คอยช่วยเหลือประชาชนเวลาเลิกงานและวันหยุดราชการ

ครอบครัวนี้ทำการเกษตรโดยอาศัยน้ำชลประทานไหลผ่านพื้นที่

สวนแห่งนี้ได้รับความสนใจจาก คุณภุชงค์ โพธิกุฏสัย ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ คุณจารุวรรณ โพธิกุฏสัย นายกเหล่ากาชาดจังหวัดกาฬสินธุ์ และอยู่ในความรับผิดชอบของ คุณชนิพนธ์ สงวนสัตย์ ป้องกันจังหวัดกาฬสินธุ์ ด้านพี่เลี้ยงในการส่งเสริมการเกษตร มี คุณประพาส บุญสุข เกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้มอบหมายให้นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร และเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ สนับสนุนองค์ความรู้อย่างสม่ำเสมอมา

คุณศรีประภัย บอกว่า ปัจจุบัน ตนเองได้จัดระบบน้ำโดยใช้ท่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 นิ้ว เจาะเป็นรูเล็กๆ แล้วให้น้ำพุ่งออกจากรูค่อยไหลซึมลงตามร่องสวน เป็นการใช้น้ำแบบประหยัดและคุ้มค่ามากที่สุด พื้นที่จัดไร่นาสวนผสมมีทั้งหมด จำนวน 16 ไร่ จัดไร่นาสวนผสม “ใช้ชื่อสวนเจ้าจอม” เน้นหนักไปทางด้านการปลูกไม้ผลเป็นหลัก มีพืชผัก คนอีสานนิยมเรียก ผักติ้ว ต้นโมง ซึ่งเป็นพืชที่ขึ้นในป่าตามธรรมชาติ มีรสเปรี้ยว ผู้บริโภคนิยมนำไปต้มใส่ปลา ไก่

แต่ละวัน จะเก็บยอดส่งขายเป็นรายได้เสริมทุกวัน การดูแลก็ไม่ยาก ให้น้ำ ให้ปุ๋ย มีการตัดยอดทุกวัน ยิ่งตัดมาก ต้นโมง ต้นผักติ้ว ก็ยิ่งแตกยอดออกมามาก สามารถเก็บเป็นกำเล็กๆ มีแม่ค้ามารับซื้อถึงสวน ราคาขายส่ง กำละ 4 บาท แม่ค้านำไปขายที่ตลาดในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ กำละ 5 บาท ถึงตลาดที่กรุงเทพฯ จะตกกำละ 10 บาท ปัจจุบัน ได้ปลูกต้นโมงไว้ถึง 500 ต้น ต้นผักติ้ว 40 ต้น

คุณศรีประภัย บอกว่า ในบริเวณสวนเน้นการปลูกฝรั่งพันธุ์แป้นสีทอง พันธุ์กลมสาลี่ ถึง 11 ไร่ จำนวน 4,000 ต้น ปลูกมานานแล้ว จึงมีการรื้อทิ้งทำการปลูกใหม่ แทนต้นเดิม 5 ไร่ แปลงฝรั่งกำลังเก็บผลผลิตมี 6 ไร่ ในบริเวณแปลงปลูกยกร่องเป็นร่องจีน ปลูกบนสันร่อง

ส่วนในร่องจะมีการเลี้ยงปลานิล ปลากินพืชทุกชนิด สร้างรายได้เสริมอีกด้วย นอกจากนี้ ในสวนยังมีการปลูกพืชแบบผสมผสาน ปลูกไม้ผลชนิดอื่นๆ เช่น ปลูกกล้วยน้ำว้า 200 กอ กล้วยหอมทอง 100 กอ กล้วยไข่ 200 กอ มะละกอ 100 ต้น กระท้อน 24 ต้น มะพร้าวน้ำหอม 150 ต้น มะยงชิด 60 ต้น มะม่วงพันธุ์บุญบันดาลและพันธุ์โชคอนันต์ มะม่วงแก้วและพันธุ์อื่นๆ จำนวน 100 ต้น ขนุนปลูกริมทางเดิน 9 ต้น มะนาว 35 ต้น มะกรูด 20 ต้น ละมุด 20 ต้น แก้วมังกร 10 ต้น

นอกจากนี้ ทางสวนยังมีการตอนฝรั่งและพันธุ์ไม้ผลอื่นๆ เป็นกิ่งพันธุ์จำหน่าย รวมหน่อกล้วยพันธุ์ดีเป็นรายได้เสริมอีกด้วย

เจ้าของยังแบ่งพื้นที่ปลูกข้าวนาปีเป็นข้าวเจ้าพันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ (เมล็ดสีดำ) ข้าวนาปรังเป็นข้าวพันธุ์ชัยนาท 1 จำนวน 2 ไร่ ไว้บริโภค เหลือก็ส่งขายตามร้านค้าในตลาด ในสวนจะมีการเตรียมปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำอินทรีย์ไว้ปรับปรุงบำรุงดินอยู่ตลอด

คุณศรีประภัย กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับการตลาด ผลผลิตในสวนทุกชนิดจะส่งตลาดสดเช้า ทุ่งนาทอง ในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ เริ่มเวลา 01.00-12.00 น. ส่วนตลาดเย็นจะมีเครือข่ายมารับผลผลิตที่สวนนำไปขายที่ตลาดสดเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ โดยจะเริ่มตั้งแต่เวลา 13.00-20.00 น.

รายได้หลักจะได้จากฝรั่ง ผลผลิตออกตลอดปี วันหนึ่งๆ สามารถเก็บผลผลิตได้ 150-200 กิโลกรัม ขายส่ง กิโลกรัมละ 20-25 บาท ขายปลีก ราคา 30-35 บาท แล้วแต่ขนาดของผลฝรั่ง มะพร้าวน้ำหอมจะมีรายได้เดือนละ 2 ครั้ง ลูกค้าจะเก็บผลผลิตเอง ขายส่งอย่างเดียว ผลละ 4 บาท

รายเดือน มีรายได้จากผลผลิตกล้วยหอมทอง หวีละ 30-70 บาท กล้วยไข่ หวีละ 20-40 กล้วยน้ำว้า หวีละ 20-30 บาท แล้วแต่ขนาดของหวีกล้วย และยังมีผลผลิตพืชผักหลากหลายชนิดจำหน่ายเสริมกับผลไม้ทุกวันด้วย วันหนึ่งๆ มีรายได้สู่ครัวเรือน วันละ 1,500-4,000 บาท เป็นการผลิตด้านการเกษตรปลอดภัยจากสารพิษ

อดีตราษฎรอาสาฯ ทองกาว ยงพฤกษา ทำสวนเกษตรผสมผสาน บนเขาค้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

อดีตราษฎรอาสาฯ ทองกาว ยงพฤกษา ทำสวนเกษตรผสมผสาน บนเขาค้อ

การเกษตรแบบผสมผสาน เป็นระบบเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมด้วยการนำกิจกรรมทางด้านเกษตร ทั้งพืช ผัก ผลไม้ สัตว์ มาอยู่ในบริเวณเดียวกัน เพื่อทำให้เกิดการผสม กลมกลืน เกื้อกูลกันตามธรรมชาติ ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะชาวบ้านมองว่าเป็นการลดความเสี่ยง และประกันความแน่นอนในเรื่องรายได้

“สวนป่ายงพฤกษา” ตั้งอยู่ เลขที่ 73 หมู่ที่ 9 ตำบลหนองแม่นา อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ บริเวณภายในสวนแห่งนี้มีเนื้อที่ทั้งหมด 30 ไร่ ได้จัดแบ่งกลุ่มกิจกรรมทางการเกษตรไว้อย่างมีระเบียบ ทั้งไม้ป่าเศรษฐกิจ ไม้ยืนต้น ไม้ล้มลุก ไม้ผล ตลอดถึงการเลี้ยงสัตว์หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นไก่พื้นบ้าน หมู และปลา ในลักษณะการเกษตรแบบผสมผสาน

คุณทองกาว ยงพฤกษา เจ้าของสวนป่ายงพฤกษา และอดีตเคยเป็นราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า หรือ รสทป. เผยว่า ภายหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในฐานะเป็นรุ่นสุดท้ายแล้ว ได้เริ่มต้นชีวิตเกษตรกรรมด้วยการปลูกพืชไร่ อย่าง ข้าวโพด พริก หรือผักต่างๆ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมบนเขาค้อที่มีความสมบูรณ์เต็มไปด้วยต้นไม้และป่า มีอากาศชื้น จึงไม่เอื้อต่อการปลูกพืชบางชนิด จากนั้นจึงเปลี่ยนมาทดลองปลูกไผ่ตง เป็นเวลา 3 ปี แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน

ขณะเดียวกันเมื่อมีโครงการจากทางราชการเพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกไม้เศรษฐกิจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำมาใช้สอย และห้ามขาย จึงทำให้ คุณทองกาว ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ พร้อมกับได้รับมอบที่ดิน จำนวน 15 ไร่ ไว้เพื่อปลูกไม้เศรษฐกิจ อาทิ ต้นสัก ต้นมะค่า ต้นชิงชัน ต้นพะยูง และต้นประดู่

คุณทองกาว มองว่าการปลูกไม้เหล่านี้ถึงแม้จะขายไม่ได้ แต่กลับมีคุณค่ากับคนรุ่นหลังที่ควรนำมาเรียนรู้ศึกษา เพราะหลายคนไม่เคยเห็นของจริง คงเพียงแต่ได้ยินชื่อ และเห็นในรูปภาพเท่านั้น พร้อมกับกล่าวแสดงความผิดหวังว่า มีพันธุ์ไม้หลายชนิดที่ทางราชการแจกจ่ายฟรีให้กับชาวบ้าน แต่หลายคนกลับไม่รู้คุณค่าของไม้เหล่านั้นจึงปล่อยทิ้งไว้ให้ตายไปโดยสูญเปล่า

ไม้เศรษฐกิจเหล่านั้นปลูกอย่างเป็นระเบียบเต็มพื้นที่ จำนวน 15 ไร่ อีกทั้งพื้นที่ว่างระหว่างต้น คุณทองกาวไม่ปล่อยให้เสียเปล่า เขาได้นำต้นปาดิกั้ง ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรมาปลูก เพื่อเก็บดอกขาย เป็นการสร้างรายได้ ขายกิโลกรัมละ 120 บาท

ทั้งนี้ ต้นปาดิกั้ง เป็นไม้เมืองหนาวที่มักเกิดตามซอกหิน ในที่ร่มชื้น ชาวบ้านมักนำไปปรุงเป็นอาหาร และถ้าเมื่อใดมีจำนวนมากในท้องตลาด ราคาจะอยู่ที่ 80 บาท ต่อกิโลกรัม

ไม่เพียงเท่านั้น พื้นที่อีก จำนวน 15 ไร่ ยังถูกจัดเพื่อใช้สำหรับปลูกพืช ไม้ผล และเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่พื้นบ้าน หมู เป็ด และปลา เพื่อใช้บริโภคและจำหน่าย

ไก่พื้นเมืองเป็นสัตว์เลี้ยงที่คุณทองกาวชื่นชอบมาก เขาเลี้ยงไก่พื้นเมืองด้วยความเอาใจใส่ เลี้ยงอย่างมีระบบ ระยะแรกเลี้ยงจำนวนน้อย แล้วค่อยๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้น และจากความที่เลี้ยงไก่พื้นเมืองอย่างมีคุณภาพ จึงเป็นผลทำให้ทางปศุสัตว์ให้การส่งเสริมด้วยการจัดตั้งเป็นสถานที่เรียนรู้ จนนำมาสู่การจัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ ไก่พื้นเมืองในเวลาต่อมา

“จากนั้นได้ให้ชาวบ้านที่สนใจเข้ามาอบรม กระทั่งมีการขยายผลทำให้อีกหลายส่วนเข้ามาเพิ่มเติม ทั้งนี้เพราะเห็นว่าทางเราทำเป็นตัวอย่าง จนในที่สุดกลับกลายมาเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรผสมผสานจนทุกวันนี้”

คุณทองกาว เลี้ยงไก่พื้นเมือง จำนวน 100 กว่าตัว โดยมีเหตุผล 2 อย่าง คือ ถ้าเป็นไก่ที่มีความสมบูรณ์ดีจะแยกขายเป็นไก่ชน แต่ถ้าตัวไหนไม่สมบูรณ์ก็จะขายให้ชาวม้งไปใช้ในพิธีกรรม ซึ่งพวกเขานิยมใช้ไก่ที่มีขนาดตัวละประมาณกิโลกรัมเท่านั้น คนกลุ่มนี้ใช้ไก่ประกอบพิธีกรรมบ่อยมาก จะมาหาซื้อบ่อย ทั้งนี้เพราะหลายคนเห็นว่าเป็นไก่ที่เลี้ยงอย่างมีคุณภาพ

นอกจากการเลี้ยงไก่พื้นเมืองแล้ว คุณทองกาว ยังเลี้ยงหมูเหมยซานด้วย และเป็นการเลี้ยงแม่เพื่อขายลูก ขณะนี้มีแม่พันธุ์อยู่ จำนวน 4 ตัว และพ่อพันธุ์ จำนวน 2 ตัว ส่วนลูกหมูก็ขายให้พวกชาวม้งเช่นกัน

ทางด้านไม้ผล คุณทองกาว บอกว่า ปลูกไว้หลายชนิด บางอย่างมีผล บางอย่างไม่ได้ผล หรือบางชนิดออกผลล่าช้ากว่าตามท้องตลาด เลยทำให้ราคาต่ำ และตรงกันข้ามมีไม้ผลบางอย่างถึงแม้จะออกล่าช้ากว่า แต่กลับทำให้ขายได้ราคาสูง

ถ้าถามถึงรสชาติ เจ้าของสวนรายนี้บอกได้เลยว่าเยี่ยม ทั้งนี้เป็นเพราะมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นสภาพทางธรรมชาติ อย่าง ดิน น้ำ อากาศ หรือความสมบูรณ์ของพืชทุกชนิดที่ผ่านการปลูกโดยการใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ที่นำมาจากมูลไก่ มูลหมู สำหรับใส่ในพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ ทั้งนี้ถึงแม้จะได้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นก็ตาม แต่อาจไม่เทียบเท่ากับการทุ่มเททั้งกายและใจลงไปกับทุกอย่าง

“กรณีที่ชัดเจน อย่าง เงาะโรงเรียน ที่ปลูกไว้จำนวน 100 กว่าต้น มีรสชาติดีมาก มีความกรอบ แห้ง เป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่เดินทางเข้ามาดูงาน หรือบางคนแวะเวียนมาซื้อจากต้น โดยขายในราคา กิโลกรัมละ 20 บาท

หรือแม้แต่ มะไฟ ที่ปลูกไว้ จำนวน 30 กว่าต้น เป็นมะไฟเหรียญทอง ให้ผลผลิตช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ผลมีขนาดใหญ่กว่าปกติมาก แม่ค้านิยมมาซื้อไปขาย เพราะได้ราคาดี ในคราวที่แล้วขายได้เงินเป็นหมื่น นอกจากนั้นยังมี ทุเรียน พันธุ์มาจากมาเลเซีย และกล้วย รวมถึงกาแฟอะราบิก้า ที่ปลูกไว้ในพื้นที่ 2 ไร่ จำนวน 800 ต้น”

สวนป่ายงพฤกษา ถือเป็นสวนเกษตรแบบผสมผสานที่ประกอบด้วยหลายสิ่งหลายอย่างที่จัดไว้ได้อย่างลงตัว สอดคล้องกับการเกื้อกูลทางธรรมชาติอย่างเหมาะสม จนสามารถเติมเต็มการขาดหายไปของธรรมชาติได้อย่างดี

หากท่านมีโอกาสเดินทางไปเขาค้อ อย่าลืมแวะไปเยี่ยมเยียนสวนเกษตรผสมผสานของ ลุงทองกาว ยงพฤกษา เพราะที่นั่นเป็นแหล่งความรู้เกษตรที่ในตำราอาจไม่มี แล้วถ้าโชคดีท่านอาจได้ชิมไม้ผลหลายชนิดที่มีรสชาติอร่อยอีกด้วย แต่ก่อนแวะไป ต้องโทรศัพท์นัดล่วงหน้าก่อน เพื่อประกันความผิดหวัง ที่หมายเลขโทร. (083) 955-2096

เมนูกะเพรา เขาว่าสิ้นคิด (แต่คิดถึงเป็นสิ่งแรก)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

เชตวัน เตือประโคน

เมนูกะเพรา เขาว่าสิ้นคิด (แต่คิดถึงเป็นสิ่งแรก)

“เมนูสิ้นคิด” เป็นคำที่ไม่รู้ว่าที่อื่นจะเรียก “ข้าวกะเพรา (ไก่-หมู-หมึก-กุ้ง)” เหมือนกันหรือเปล่า

เพราะสำหรับผม เมื่อครั้งอาศัยอยู่ในหอพัก ในฐานะนิสิตคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ด้วยความที่ต้องฝากท้องไว้ที่โรงอาหารของสถาบัน ทั้งอาหารมื้อเช้า เที่ยง และเย็น หลายคนมักเรียกรายการอาหารกันติดปากอย่างนี้

กินบ่อยๆ เจ้าเดิมๆ ซ้ำๆ เมื่อคิดอะไรไม่ออก หัวสมองจึงแล่นปรู๊ดไปที่ เมนู “ข้าวกะเพรา”

“กะเพราไก่จานหนึ่งครับ”

“กะเพราหมูกล่องหนึ่งค่ะ”

เมื่อสั่งบ่อยเข้าก็เลยเรียกกันติดปาก เข้าใจตรงกันว่าเป็น “เมนูสิ้นคิด” ช่างไม่เป็นธรรมเลยกับพืชผักอย่างกะเพรา

เพราะหากมองมุมกลับ เราจะพบว่า เมื่อคิดไม่ออกสำหรับอาหารรายการอื่น การที่เมนูกะเพราปิ๊งวาบขึ้นมาเป็นลำดับแรกนั้น น่าจะหมายความว่า นี่คือ อาหารสำคัญ

น่าจะพิเศษกว่าการตกอยู่ในสถานการณ์ “สิ้นคิด”

คิดดูสิ หากวันหนึ่งโลกสิ้นไร้ใบกะเพรา ในขณะที่เราต้องยืนเกาหัวแกร๊กๆ หน้าร้านอาหารตามสั่ง จะหวังพึ่งเมนูใดได้…

คุ้นเคยกับ ข้าวกะเพรา (ไก่-หมู-หมึก-กุ้ง) เช่นเดียวกับเพื่อนๆ อีกหลายคน

และก็เป็นคนแรกๆ ที่เปรยว่า อาหารชนิดนี้ไม่น่าจะทำยาก หากมีกล้ากะเพราเพาะไว้ โรยไว้ในกระถางหลังหอพัก คงเติบโตได้ง่ายอยู่หรอก ค้นข้อมูลมาก็พบว่าเก็บกินได้ 4-5 ปี เรียนจบพอดี๊พอดีเลย

แต่จนแล้วจนรอด นักศึกษาผู้แขวนตัวอยู่ในตึกพัก/หอพัก อย่างผมและเพื่อนก็ไม่เคยได้ทำตามฝัน

จึงปวารณาตัวเลยว่า หากมีที่ทางและเวลาเอื้ออำนวย พืชผักชนิดแรกที่ผมอยากปลูกไว้ในบ้านคือ “กะเพรา”

คิดง่ายๆ ว่า เมื่อไม่รู้จะทำกับข้าวอะไรกิน (หรือไม่มีคนทำกับข้าวให้กิน) เพียงแค่เดินไปเด็ดใบกะเพรามาสัก 1 กำมือ โขลกพริก ตำกระเทียม แล้วนำลงไปเจียวพร้อมกัน

จากนั้นตามด้วยหมูสับ เหยาะน้ำตาลนิด น้ำปลาหน่อย ปล่อยใบกะเพราลงไปคลุก แค่นี้ก็ได้เมนูอาหารจานเด็ด เป็นอันเสร็จภารกิจไป 1 มื้อ

ผักอย่างกะเพราปลูกไม่ยาก

ที่ยากคือ ตอนเริ่มต้นและคิดว่าจะต้องลงมือปลูก

อย่างผมเอง ตั้งใจจะปลูกกะเพราเป็นผักสวนครัวอย่างแรก แต่พอเอาเข้าจริงกลับเป็นพืชผักชนิดอื่น และก็ทอดเวลามาเนิ่นนานมากกว่าจะได้มีกะเพราไว้ในครอบครอง

เป็นผลงานของเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง ซึ่งเดินทางมาเยี่ยมที่บ้าน

เขาไปเดินตลาดใกล้ๆ ออฟฟิศ และไม่รู้ว่า “สิ้นคิด” หรือ “ติดใจ” รายการอาหารอย่างกะเพรา จึงได้ซื้อต้นพันธุ์เอามาฝากเป็นของขวัญขึ้นบ้านใหม่

ได้มาปุ๊บผมก็เริ่มจัดแจงปลูกทันที

หลายคนอาจปลูกลงกระถาง แต่สำหรับผมอยากได้ต้นกะเพราที่แข็งแรง แตกกิ่งก้านสาขาได้ใหญ่กว้าง ที่สำคัญคือปลูกครั้งเดียวและอยู่ได้นานๆ ตามธรรมชาติคนขี้เกียจ

จึงนำลงดินปลูกทันที

ขุดดินในมุมที่แดดสาดส่องถึง รองพื้นด้วยปุ๋ยคอก หรือดินก้ามปู จากนั้นก็ลงต้นกะเพรา รดน้ำในช่วงแรกๆ เช้า-เย็น พอต้นแข็งแรงดีแล้วเปลี่ยนมาเป็นวันเว้นวัน

ไม่ยากครับ-ง่ายกว่าปอกกล้วยเข้าปากเยอะ เพียงแค่เลือกทำเลทองในทิศทางที่มีแดดส่องทั้งวัน และก็หมั่นเด็ด หมั่นเก็บยอดกะเพราเสียหน่อย แค่นี้ก็แตกกิ่งก้านมากมายแล้ว

เดือนกว่าๆ ก็สามารถเก็บมากินได้

หรือใครจะสถาปนาตนเป็นคนขายอาหารรายการสิ้นคิดก็ไม่ว่ากัน

กะเพราที่นิยมปลูก ส่วนใหญ่มีอยู่ 2 ชนิด คือ กะเพราขาว และกะเพราแดง

ต่างกันก็ตรงสีนั่นแหละ โดยกะเพราขาวนั้นไม่ว่าจะส่วนกิ่ง ก้าน ใบ และดอก จะเป็นสีเขียวอ่อน ขณะที่กะเพราแดงก็จะออกสีม่วงๆ แดงๆ

มีกะเพราอีกชนิดหนึ่งที่รสกลิ่นฉุนและรสเผ็ดร้อนกว่า นั่นคือ กะเพราป่า ที่สามารถพบได้ตามป่าดิบเขา รวมถึงที่รกร้างว่างเปล่า

ระยะหลังๆ นั้น นิยมนำมาปลูกกันเป็นพืชผักสวนครัวด้วย (พ่อครัวผู้นิยมทำกับแกล้มในวงสุรา บอกว่า “เผ็ดร้อน” กลิ่นแรง และสะใจดีนัก)

เมื่อไม่นานเท่าไหร่นัก เคยมีข่าวการค้นพบกะเพราสายพันธุ์ใหม่ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว จังหวัดหนองคาย

โดยคณะสำรวจของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช บอกว่า เป็นพืชหายาก และใกล้สูญพันธุ์

ตั้งชื่อว่า “กะเพราศักดิ์สิทธิ์” เพื่อเป็นเกียรติแก่ ดร. ศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยาน (เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกที่ จังหวัดน่าน)

กะเพราศักดิ์สิทธิ์ขึ้นอยู่ตามดินตื้นๆ บนภูเขาหินทรายตามป่าเต็งรัง

ลักษณะลำต้นเป็นเหลี่ยม กิ่งมีขนสั้น นุ่ม ใบเดี่ยวเรียงตรงสลับตั้งฉาก แผ่นใบมีขนสาก ด้านบนออกดอก และติดผลเดือนตุลาคม-ธันวาคม มีกลิ่นเหมือนกะเพราทั่วไป แต่ไม่ฉุนเท่า

หากแต่ยังไม่มีการยืนยันว่ากินได้หรือไม่นะครับ

ไม่งั้นเชื่อสิ อาจสูญพันธุ์เร็วขึ้นก็เป็นได้

“สวนผักปากช่อง” แหล่งปลูก กุยช่าย แปลงใหญ่ อันดับ 1 ของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

เทคโนโลยีการเกษตร

ปรัชญา รัศมีธรรมวงศ์

“สวนผักปากช่อง” แหล่งปลูก กุยช่าย แปลงใหญ่ อันดับ 1 ของไทย

“การปลูกพืชผัก เป็นหนึ่งในอาชีพทำเงิน ที่สร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่เกษตรกรได้ เพียงมีพื้นที่ทำกิน 5-10 ไร่ ปลูกพืชผัก โดยดูแลใส่ใจพืชผักในแปลงปลูกเป็นอย่างดีก็สามารถสร้างรายได้ก้อนโตเข้ากระเป๋า ไม่แพ้รายได้จากการปลูกอ้อยเป็นร้อยๆ ไร่เช่นกัน” นี่เป็นคำพูดจากประสบการณ์ตรง 14 ปี ในเส้นทางชีวิตเกษตรกร ของ คุณเสก หรือ คุณชยพล กลมกล่อม เจ้าของสวนผักปากช่อง โทร. (081) 876-3388 เลขที่ 388 หมู่ที่ 19 ตำบลคลองม่วง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา 30130

สวนผักปากช่อง…

เต็งหนึ่งด้านคุณภาพ

ภายในสวนผักปากช่อง เนื้อที่ ประมาณ 1,000 ไร่ มีความสวยงามร่มรื่นทุกจุด นอกจากแปลงปลูกพืชผักแล้ว ยังมีทั้งไม้ใบ ไม้ประดับ ตลอดเส้นทาง พื้นที่ 400 ไร่ จดทะเบียนในชื่อของคุณเสก ในอดีตพื้นที่แห่งนี้ใช้ปลูกพืชไร่และมันสำปะหลังมาก่อน ส่วนอีกแปลง เนื้อที่ 600 ไร่ เดิมเคยใช้เป็นพื้นที่เลี้ยงม้าแข่งมาก่อน ต่อมาคุณเสกขอเช่าพื้นที่ดังกล่าวจากเจ้าของที่ดิน เพื่อนำมาปลูกผัก โดยทำสัญญาการเช่าปีต่อปี ในอัตรา ไร่ละ 100,000 บาท ต่อปี ด้านเมล็ดพันธุ์พืชผักที่ใช้ในสวนแห่งนี้ คุณเสกเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์ผักจากบริษัทเอกชนที่เชื่อถือได้ ส่วน กุยช่าย ใช้วิธีเก็บเมล็ดพันธุ์จากแปลงปลูกมาขยายพันธุ์เอง ทุกวันนี้ สวนผักปากช่อง ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกกุยช่ายใหญ่ เป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย และเป็นแหล่งผลิตผักสดอื่นๆ เช่น ขึ้นฉ่าย ผักกวางตุ้งไต้หวัน หน่อไม้ฝรั่ง ฯลฯ ที่มีคุณภาพดีและซื่อสัตย์ต่อลูกค้า เป็นที่ยอมรับจากตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผักสดของที่นี่ปลูกดูแลในระบบอินทรีย์เคมี ที่ผ่านการตรวจสอบรับรองคุณภาพมาตรฐาน GAP จากกรมส่งเสริมการเกษตร จึงมั่นใจได้ว่า สินค้าผักสดของสวนแห่งนี้ มีความปลอดภัยต่อการบริโภค

เนื่องจากสวนแห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวาง เพื่อให้ง่ายต่อการดูแลจัดการ คุณเสกจึงแบ่งพื้นที่การใช้งานอย่างชัดเจน เช่น โซนปลูกกุยช่าย ผักขึ้นฉ่าย หน่อไม้ฝรั่ง สตรอเบอรี่ มะนาว โซนโรงเรือนคัดแยกคุณภาพผักสดและบรรจุภัณฑ์ก่อนส่งสินค้าไปขายทั่วประเทศ พร้อมจัดสรรพื้นที่ จำนวน 85 ไร่ สำหรับสร้างลานกิจกรรมและตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรของชุมชน รองรับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่พร้อมเปิดให้บริการในช่วงปลายปีนี้

คุณเสก กำลังเร่งพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้พร้อมรองรับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานเกษตรอำเภอปากช่อง กรมส่งเสริมการเกษตร และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการเยี่ยมชมสวน เขากำลังวางแผนจัดซื้อรถรางสำหรับขนส่งนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมจุดต่างๆ ภายในสวนแห่งนี้

วิกฤตภัยแล้ง

คุกคามพื้นที่ปากช่อง

พื้นที่อำเภอปากช่อง เผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำหนักขึ้นทุกปี เดิมสวนผักปากช่องขุดสระเก็บกักน้ำ แต่เจอปัญหาน้ำแล้ง จึงหันมาสูบน้ำจากบ่อบาดาลที่ระดับความลึก 80 เมตร จำนวน 3 บ่อ และได้น้ำที่ซึมเกิดขึ้นตามธรรมชาติในพื้นที่แห่งนี้มาช่วยบางส่วน คุณเสกได้คำนวณการใช้น้ำในการเพาะปลูกพืชต่อปี พบว่า ปริมาณน้ำอาจไม่เพียงพอสำหรับปลูกพืชผักในระบบเดิมได้ จึงปรับลดพื้นที่ปลูกพืชผักลงบางส่วน เพื่อนำมาปลูก “มันสำปะหลัง” แทน

การทำไร่มันสำปะหลังในปีแรกได้ผลผลิตแค่ไร่ละ 3-4 ตัน ก็ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ปีที่ 2 คุณเสกจึงหันมาใช้ท่อนพันธุ์คุณภาพดี ปลูกในระยะห่างที่เหมาะสมตามหลักวิชาการ ก็ช่วยประหยัดต้นทุน พร้อมฉีดฮอร์โมนเร่งการเติบโต ปลูกโดยอาศัยน้ำฝน ปรากฏว่าได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น เป็นไร่ละ 8 ตัน ปีนี้วางแผนทำไร่มันสำปะหลังในระบบน้ำหยด คาดว่าจะได้ผลผลิตเพิ่มเป็น ไร่ละ 15 ตัน

ไอเดียเด็ด ปลูก

“ผักขึ้นฉ่าย” ในน้ำแห่งแรกในไทย

สวนผักปากช่อง เผชิญอุปสรรคสำคัญคือ ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และวิกฤตภัยแล้ง ประกอบกับเพราะผักขึ้นฉ่ายปลูกซ้ำที่เดิมได้ไม่เกิน 2 รอบ หากปลูกซ้ำเป็นรอบที่ 3 ต้นผักจะงอก แต่จะยุบเน่าเสียหายในเวลาต่อมา คุณเสกจึงต้องคิดใหม่ทำใหม่ โดยพัฒนาการปลูกผักขึ้นฉ่ายในระบบไฮโดรโปนิกส์ ซึ่งคุณเสกเรียกสั้นๆ ว่า การปลูกผักขึ้นฉ่ายในน้ำ เพื่อให้มีผลผลิตออกขายได้ตลอดทั้งปี

หลักการปลูกในระบบไฮโดรโปนิกส์โดยทั่วไป เน้นปลูกพืชในน้ำที่มีสารละลายอาหารพืชอยู่ครบถ้วน เพื่อให้พืชผักเจริญเติบโตได้อย่างปกติ พืชไม่มีความเครียดจากการขาดน้ำและธาตุอาหาร ทั้งนี้ การปลูกผักขึ้นฉ่ายในน้ำถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับวงการเกษตรของบ้านเรา คุณเสกจึงต้องใช้เวลาทดลองเรียนรู้การจัดการแปลงปลูกผักขึ้นฉ่ายในโรงเรือนระบบปิด พัฒนาสูตรปุ๋ยน้ำและวิเคราะห์อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเติบโตของผักขึ้นฉ่าย

ภายในโรงเรือนปิดมูลค่าหลายล้านแห่งนี้ เราเห็นแปลงปลูกผักที่จัดวางระบบได้เป็นอย่างดี มีระบบการให้ปุ๋ยน้ำอย่างสม่ำเสมอ สามารถวางแผนปลูกและเก็บเกี่ยวผักได้ในระยะเวลาที่กำหนด เริ่มจากเพาะเมล็ดพันธุ์ในแปลงเพาะ ก่อนนำมาปลูกในแผ่นโฟมที่ลอยอยู่ในน้ำปุ๋ยในแปลงที่จัดเตรียมไว้ ภายในโรงเรือนควบคุมอุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส หากช่วงใดอากาศร้อนมาก ก็จะฉีดไอน้ำบนแปลงผัก เพื่อลดอุณหภูมิภายในโรงเรือน

ข้อดีของการปลูกผักในลักษณะนี้คือ ใช้ระยะเวลาปลูก-เก็บเกี่ยวสั้นกว่าการปลูกตามปกติ ที่สำคัญใช้แรงงานน้อยในการดูแลจัดการแปลง แต่มีต้นทุนโดยรวม ซึ่งเป็นค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าปุ๋ย ฯลฯ สูงกว่าปลูกบนดินอยู่พอสมควร คุณเสก บอกว่า ปัจจุบัน แปลงปลูกผักขึ้นฉ่ายในน้ำยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะสูตรปุ๋ยน้ำยังไม่ลงตัว บางแปลงเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้ เพราะพืชไม่โต ใบเหลือง แคระแกร็น ดังนั้น การปลูกผักขึ้นฉ่ายในน้ำจึงต้องศึกษาเรียนรู้กันต่อไป

ช่องทางการตลาด

ในอดีตทางสวนผักปากช่องพยายามขยายกำลังการผลิต โดยสร้างกลุ่มเกษตรกรเครือข่าย ผลิตพืชผักที่ตลาดต้องการและรับซื้อผลผลิตในราคาประกัน แต่เจอปัญหาช่วงผักแพง เกษตรกรไปแอบขายสินค้าให้พ่อค้าเร่ที่รับซื้อสินค้าในราคาสูงกว่า ทำให้สินค้าไม่ครบออเดอร์ สร้างความเสียหายทางการตลาด ปัจจุบัน สวนผักปากช่องจึงหันมาผลิตสินค้าเองทั้งหมด ได้แก่ ผักขึ้นฉ่าย กุยช่าย ผักกาดหอม ผักสลัด หน่อไม้ฝรั่ง ผักกวางตุ้งไต้หวัน ฯลฯ มีกำลังการผลิตเฉลี่ย วันละ 5-6 ตัน ส่งขายลูกค้ารายใหญ่คือ ห้างเทสโก้ โลตัส ที่กำหนดสเปคการรับซื้อผักว่า จะต้องไม่มีปัญหาสารเคมีตกค้าง ไร้ปัญหาโรคพืช และทั้งต้นมีการทำลายของแมลง ต้องไม่เกิน 10% หากเกินก็ถูกตีกลับ เทสโก้ โลตัส ไม่รับซื้อ

“ห้างเทสโก้ โลตัส มีโควต้าความต้องการซื้อผักสดเกือบ 50 ชนิด แต่เราผลิตได้จริงแค่ 12 ชนิดพืช ระยะหลังเจอปัญหาเยอะมาก ในด้านการบริหารจัดการผลผลิต จึงปรับแผนการผลิตใหม่ เหลือแค่ ผักกุยช่าย ผักชี ผักกาดหอม ผักขึ้นฉ่าย หน่อไม้ฝรั่ง ปัจจุบัน สินค้าหลักที่ส่งขายห้างเทสโก้ โลตัส คือ ผักกุยช่ายขาว-เขียว เฉลี่ยวันละ 1 ตัน” คุณเสก

นอกจากนี้ ยังแบ่งสินค้าบางส่วนป้อนตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท รวมทั้งตลาดส่งออก นอกจากนี้ สินค้าผักสดบางส่วนยังถูกส่งออกผ่านบริษัทเอกชน 4 แห่ง ไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ฯลฯ

ปัจจุบัน สวนผักปากช่อง ผลิตกุยช่ายเขียว ขายส่งในราคากิโลกรัมละ 40 บาท ส่วนกุยช่ายขาว กิโลกรัมละ 100 บาท (ในท้องตลาด ขายปลีกในราคา กิโลกรัมละ 200 กว่าบาท) รองลงมา เป็นผักกวางตุ้งไต้หวัน ผลิตได้วันละ 1-2 ตัน ผักกวางตุ้งไต้หวัน ตลาดมีความต้องการสูง แต่ผลิตได้ไม่ทันกับความต้องการของตลาด

“ตลาดส่งออกก็มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้ากุยช่ายขาว มีการส่งออกไปขายประเทศสิงคโปร์แทบทุกวัน เรามีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาธุรกิจให้ได้มาตรฐาน เพื่อจะได้ผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพสำหรับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง” คุณเสก กล่าวในที่สุด

ปลายปีนี้ หากใครมีเวลาว่างอยากชวนมาเที่ยว สวนผักปากช่อง ที่เตรียมเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรอย่างเป็นทางการ ในช่วง วันที่ 4 ธันวาคม 2558 หากใครมีข้อสงสัยประการใด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับ คุณเสก-คุณชยพล กลมกล่อม ได้ที่เบอร์โทร. (081) 876-3388 หรือภรรยาคุณเสกชื่อ คุณญณิศา แย้มเกตุ ได้ที่เบอร์โทร. (091) 705-9148

กล้วย…พืชเศรษฐกิจ ปลูกตัดใบขาย วิถีที่มั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05056150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

เทคโนโลยีการเกษตร

พัฒนา นรมาศ

กล้วย…พืชเศรษฐกิจ ปลูกตัดใบขาย วิถีที่มั่นคง

กล้วย เป็นพืชเศรษฐกิจ ปลูกง่าย เจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพภูมิอากาศ ปลูกได้ทั้งแบบสวนหลังบ้าน และปลูกในเชิงธุรกิจ ทุกส่วนของต้นกล้วยใช้ประโยชน์ได้มากมาย เช่น ลำต้น นำไปแทงหยวก ทำบายศรี ผลกล้วย อาหารเพื่อสุขภาพ ปลีกล้วย กินช่วยเสริมสร้างน้ำนมให้กับคุณแม่ที่คลอดบุตรใหม่ หรือ ใบ ห่อทำห่อหมกปลา ห่อทำข้าวต้มมัด ขนมเทียน หรือ ห่อข้าวเหนียวสังขยา ในเชิงธุรกิจการปลูกกล้วยตัดใบขาย ทำให้เกษตรกรมีรายได้มากกว่า 500 บาท ต่อวัน เป็นวิถีทางเลือกที่น่าสนใจ ในฉบับนี้ จึงนำเรื่อง กล้วย…พืชเศรษฐกิจ ปลูกตัดใบขาย วิถีที่มั่นคง มาบอกสู่กัน

ป้าอำนวย อินโอภาส เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยน้ำว้าตัดใบขาย ชาวอำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง เล่าให้ฟังว่า ปลูกกล้วยมาหลายสิบปีแล้ว ได้ซื้อหน่อกล้วยน้ำว้าจากแหล่งพันธุ์ดีที่เชื่อถือได้มาปลูก ในพื้นที่ 5 ไร่ ได้ขุดหลุมปลูก กว้าง ยาว และลึก ด้านละ 1 ศอก วางหน่อพันธุ์กล้วยลงปลูก เกลี่ยดินกลบ ให้น้ำพอชุ่ม หลังปลูก 6-8 เดือน ก็เริ่มตัดใบ ตัดทุกวัน หรือตัด 1 ครั้ง พักต้น 2-4 วัน นำก้านใบมาซอยแยกใบออกจากก้าน พับใบเป็นมัด หรือแหนบ แหนบละ ครึ่งกิโลกรัม 20 แหนบ ก็ได้น้ำหนัก 10 กิโลกรัม แต่ละครั้งจะได้ใบกล้วย 30-50 กิโลกรัม ขายให้พ่อค้าคนกลางหน้าสวนก็มีรายได้ 300-500 บาท ต่อวัน

การตัดใบ ได้ตัดทั้งชนิดใบอ่อนและใบเขียว การตัดใบอ่อน วิธีการตัด ได้นับจากส่วนยอดของต้นกล้วยลงมาก็ตัดก้านใบที่ 3-5 นำก้านใบมาซอยแยกใบออกจากก้าน พับใบเป็นมัด หรือแหนบ แหนบละ ครึ่งกิโลกรัม 20 แหนบ ก็ได้น้ำหนัก 10 กิโลกรัม การตัด จะตัด 1 วัน พักต้น 2-4 วัน เพื่อรอให้ต้นแตกใบอ่อนเจริญเติบโตจึงเริ่มตัดอีกครั้ง หรือถ้าตัดใบอ่อนหมดในคราวเดียวทั้งสวน ก็พักต้น 15 วัน นำใบอ่อนที่มัดแล้วมาขายหน้าสวน 10-13 บาท ต่อกิโลกรัม

การตัดใบเขียว ได้ตัดใบที่ไม่แตกหรือแตกบ้างแต่เพียงส่วนน้อย นำก้านใบมาซอยแยกใบออกจากก้าน พับใบเป็นมัด หรือแหนบ แหนบละ ครึ่งกิโลกรัม 20 แหนบ ก็ได้น้ำหนัก 10 กิโลกรัม ตัด 3-5 ครั้ง แล้วพักต้น 10-15 วัน จึงเริ่มตัดครั้งต่อไป นำใบที่มัดแล้วมาขายที่หน้าสวน 10-13 บาท ต่อกิโลกรัม ถ้านำไปขายที่ตลาดในเมือง จะขาย 12-15 บาท ต่อกิโลกรัม การปลูกกล้วยตัดใบก็เป็นอาชีพที่พอทำให้มีเงินแสนต่อปี ทำให้ครอบครัวพอกิน พออยู่แบบพอเพียง และมั่นคง

ป้าจิระ แสงพลาย เกษตรกรปลูกกล้วยน้ำว้าตัดใบขาย เล่าให้ฟังว่า ปลูกกล้วยน้ำว้า 5 ไร่ มีเป้าหมายปลูกเพื่อตัดใบขายเป็นรายได้หลัก ใบที่ตัดมีทั้งใบอ่อนและใบเขียว ได้ออกตัดใบในเวลาเช้า ประมาณ 10 โมงเช้าก็เสร็จ นำก้านใบมาซอยแยกใบออกจากก้าน พับใบเป็นมัด หรือแหนบ แหนบละ ครึ่งกิโลกรัม 20 แหนบ จะได้น้ำหนัก 10 กิโลกรัม ตัดขายเกือบทุกวัน วันละ 50-60 กิโลกรัม หรือตัดตามจำนวนที่สั่งซื้อ ในฤดูแล้งใบอ่อนจะขาย 10-15 บาท ต่อกิโลกรัม ส่วนในฤดูฝน ขาย 4-7 บาท ต่อกิโลกรัม สำหรับใบเขียวในฤดูแล้ง ขาย 8-12 บาท ต่อกิโลกรัม ส่วนในฤดูฝน ขาย 3-6 บาท ต่อกิโลกรัม ในฤดูฝนผลผลิตมีจำนวนมากราคาขายจะถูก ทุกวันพ่อค้าคนกลางจะเข้ามารับซื้อที่หน้าสวนแล้วนำไปขายที่ตลาดไท

นอกจากปลูกกล้วยแล้ว ยังได้ปลูกมะระขี้นก หรือถั่วฝักยาว เป็นพืชผักแบบผสมผสานในสวนกล้วยด้วย และได้จัดพื้นที่อีกส่วนหนึ่งปลูกชะอม 4 ไร่ เป็นพืชเสริมรายได้ นำกาบกล้วยมาตัด จัดมัดชะอมให้เป็นแพเพื่อช่วยเก็บรักษาความสดชะอมให้นานขึ้น ชะอมที่มัดเป็นแพ มีน้ำหนัก 3 ขีด ขายกำละ 8 บาท แต่ละวันได้นำชะอมออกขาย 65-75 กำ การปลูกกล้วยตัดใบ เก็บพืชผักและขายชะอม เป็นอาชีพที่ทำให้มีรายได้ผสมผสานมากกว่า 500 บาท ต่อวัน หรือเฉลี่ยต่อปีก็มีรายได้เงินกว่าแสนบาท เป็นวิถีพอเพียงต่อการดำรงชีพได้ด้วยความมั่นคง และยั่งยืน

คุณบุญเลิศ รอดเจริญ เกษตรอำเภอโพธิ์ทอง เล่าให้ฟังว่า จังหวัดอ่างทอง เป็นพื้นที่ราบลุ่มเหมาะต่อการปลูกพืชหลายชนิด กล้วยน้ำว้าเป็นพืชที่เกษตรกรในพื้นที่อำเภอโพธิ์ทองนิยมปลูกกันมาก ซึ่งมีทั้งการปลูกแบบสวนหลังบ้านเพื่อให้ได้ผลผลิตใช้ในครัวเรือน และปลูกในเชิงการค้าเพื่อขายผลผลิตจากกล้วย โดยเฉพาะการปลูกกล้วยเพื่อตัดใบขายนั้น แต่ละปีเกษตรกรจะมีรายได้กว่าแสนบาท เป็นรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีพอยู่ได้ด้วยความมั่นคง

การส่งเสริมการปลูกกล้วยเพื่อตัดใบขายนั้น ได้แนะนำให้เลือกหน่อพันธุ์ดี ปลอดโรคมาปลูก มีการใส่ปุ๋ย ให้น้ำพอเพียง ทำแนวกันลมเพื่อป้องกันไม่ให้ใบฉีกขาด ต้องป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูกล้วยไม่ให้เข้าทำลายใบกล้วยให้แตกฉีกขาดเสียหาย ใบเป็นรูพรุน หรือใบเหลือง ก็จะทำให้ได้ใบกล้วยสวย สมบูรณ์ พร้อมตัดไปขายได้เงิน

ส่วนแมลงศัตรูกล้วยที่สำคัญ ได้แก่ หนอนม้วนใบ มักกัดกินที่ริมใบ ทำให้ใบแหว่งเข้าไปเป็นทางยาว ตั๊กแตนผี ตัวอ่อนและตัวแก่ชอบกัดกินใบ หนอนกระทู้ ตัวอ่อนชอบกัดกินใบอ่อนที่ยังไม่คลี่ใบ หรือกัดแทะกลางใบให้ทะลุเป็นรูโตตามขนาดและวัยของตัวหนอน และ หนอนร่าน มันชอบกัดกินใบที่กำลังเปลี่ยนจากสีตองอ่อนเป็นสีเขียวแก่ การป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูกล้วยดังกล่าว ถ้าพบไม่มากให้จับไปทำลายทิ้ง ถ้าพบว่ามีจำนวนมากให้กำจัดด้วยสารเคมี เช่น พาราเทล ที เอ็น ฟอส พาราท็อป วิธีการใช้สารเคมี ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำในฉลาก และควรผสมสารจับใบด้วย

แมลงศัตรูกล้วยอีกพวกหนึ่ง ได้แก่ มวนร่างแห มักจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบกล้วย ทำให้ใบเหี่ยว ด้วงเต่าแตง ตัวแก่ชอบกัดกินใบตองยอดอ่อน หนอนปลอก หนอนตัวอ่อนชอบกัดกินใบ เพื่อนำมาทำปลอกหุ้มตัว ทำให้ใบฉีกขาดเสียหาย การป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูกล้วยดังกล่าว ให้เลือกหน่อพันธุ์ที่แข็งแรง ไม่มีโรคมาปลูก ทำสวนกล้วยให้สะอาดเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของศัตรูกล้วย หากเกษตรกรปฏิบัติตามนี้ก็จะทำให้ได้ใบตองที่สมบูรณ์ คุณภาพ ขายได้เงินแสน เป็นการยกระดับรายได้เพื่อนำไปสู่วิถีที่มีความมั่นคง

จากเรื่องราว กล้วย…พืชเศรษฐกิจ ปลูกตัดใบขาย วิถีที่มั่นคง เป็นหนึ่งอาชีพทางเลือกของเกษตรกร การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาดี จะได้ใบตองที่สวยงาม ไม่แตก เพื่อนำไปห่อทำอาหารคาวและหวาน เกษตรกรผู้ปลูกก็มีรายได้ต่อปีเป็นเงินกว่าแสนบาท เป็นวิถีพอเพียงที่ทำให้ครอบครัวดำรงชีพได้ด้วยความมั่นคง

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ป้าจิระ แสงพลาย โทร. (089) 984-4064 หรือ คุณบุญเลิศ รอดเจริญ เกษตรอำเภอโพธิ์ทอง โทร. (035) 691-445 หรือโทร. (089) 893-4938 ก็ได้เช่นกันครับ

แตงเมล่อน ปลูกไม่ถึงไร่ ได้เกินแสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05059150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

แตงเมล่อน ปลูกไม่ถึงไร่ ได้เกินแสน

พอน้ำน้อยมึงก็ห้ามสูบน้ำใส่ น้ำกินใช้ในเมืองนั้นสำคัญกว่า

พอน้ำมากก็ผลักดันผันเข้านา มึงบอกว่าน้ำท่วมเมือง เรื่องสำคัญ

นาของกูใช้ทำมาหากินอยู่ เงินเดือนกูไม่มีใครให้จัดสรร

กูชาวนาต้องทำนาหากินกัน พวกมึงนั้นเสวยสุขบนทุกข์กู

กลอนที่นำมาให้อ่านเป็นกลอนอารมณ์เสียตอนที่เขาห้ามชาวนาไม่ให้สูบน้ำเข้านา เพราะน้ำไม่มี โดยใช้คำพูดชนิดที่ไม่คิดถึงหัวอกชาวนากันเลย ผมเลยเขียนกลอนลงในเฟซบุ๊กระบายความในใจแทนชาวนาไปนิดหน่อย แบบยั้งๆ แต่ผมไม่ได้เป็นชาวนากะเขาหรอก เป็นชาวบ้านธรรมดา

มาพบกับชาวนาตัวจริง คุณพายัพ เปลี่ยนไทย เบอร์โทรศัพท์ (087) 705-4484 แห่งชุมชนรวมน้ำใจพัฒนาของ แขวงสามวาตะวันออก เขตคลองสามวา กทม. เราดีกว่า คุณพายัพ เป็นลูกชาวนามาแต่กำเนิดเกิดที่นี่ บรรพบุรุษก็ทำนา บอกแล้วว่า คน กทม. จริงๆ มีแต่ลูกชาวนา ส่วนลูกเจ้าเท้าพระยาก็อีกส่วนหนึ่ง ลูกเจ้าสัวก็อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งไม่อยากกล่าวถึง กทม. เป็นที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยาเหมาะกับการทำนา ทำสวน ไม่แปลกเลยที่ไล่เรียงบรรพบุรุษของคน กทม. แท้ๆ คือ ชาวนาดีดีนี่เอง

แรกๆ ตอนเด็กๆ คุณพายัพ ก็ช่วยพ่อแม่ทำนาตั้งแต่เรียนหนังสือ ตอนหลังได้ออกไปทำมาหากินอาชีพอื่น หาประสบการณ์ ต่อมาพ่อแม่อายุมากทำนากันไม่ไหว จึงต้องกลับมาช่วยสืบสานวัฒนธรรมชาวนาต่อ คุณพายัพ เล่าว่า “สมัยก่อนเด็กๆ ยังใช้ควายไถนาอยู่ จำนวนนา 30 ไร่ ใช้ควายประมาณ 4-5 ตัว เมื่อก่อนทำนาปีละครั้ง ตกกล้าเอง ถอนกล้าเอง ดำนาเอง เหนื่อยมาก ส่วนการเกี่ยวข้าวมักจะใช้การลงแขกช่วยกัน ข้าวพันธุ์สมัยก่อนที่ปลูกมี พันธุ์เหลืองไฟล้า เหลืองอ่อน ขาวเศรษฐี เป็นข้าวทนน้ำ น้ำสูงขนาดไหนก็ยืดตาม ไม่ทำให้รวงข้าวเสียหาย แต่เป็นข้าวพันธุ์หนัก ใช้เวลาถึง 5 เดือนกว่า ทำนาได้ปีละครั้ง ปุ๋ยก็ไม่เคยใส่ ผลผลิตได้ไร่ละ 90 กว่าถัง ไม่ถึงเกวียน คุณสมบัติของข้าว 3 พันธุ์นี้ จะเป็นข้าวนิ่ม ไม่แข็ง ปลูกเอาไว้กินเอง ที่เหลือจึงจะขาย สมัยนั้นข้าวเกวียนละ 800 บาท ซื้อทองได้ 1 บาท”

สมัยนี้คุณพายัพก็ยังปลูกข้าวอยู่ และก็ยังปลูกเหมือนบรรพบุรุษคือ ปลูกข้าวนาปี ปีละครั้ง เพราะคุณพายัพบอกว่า ปลูกมากก็เป็นหนี้มาก ปลูกน้อยไม่เป็นหนี้ สู้เอาเวลาว่างทำอาชีพเสริมดีกว่า ในปัจจุบันก็รับจ้างไถนา ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน และช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน คุณพายัพบอกว่ารายได้อย่างน้อย วันละ 1,000 บาท เพราะปัจจุบันชาวนาตัวจริงหายาก มีแต่ผู้จัดการนาที่จ้างตะพึด และเป็นที่น่าเสียดายว่า ในปัจจุบันมีเจ้าของนาเองมีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นผู้เช่า

ทำไม จึงมาปลูกแตง

คุณพายัพ เล่าให้ฟังว่า เมื่อปีก่อนเจ้าหน้าที่เกษตรของ กทม. ได้ชวนเกษตรกรไปดูการปลูกแตงเมล่อนที่จังหวัดอุทัยธานี เพราะต้องการให้ดูเรื่องการเกษตรที่ใช้น้ำน้อย ที่จริงไม่อยากไป แต่เกรงใจ ไม่ขัดศรัทธา แต่ไปจริงๆ ก็ไม่ได้ลงจากรถไปดูอะไรกับเขาหรอก แต่ตอนกลับมาชาวบ้านคนหนึ่งถามว่า ไปไหน พอบอกว่าไปดูการปลูกเมล่อน เขาก็บอกว่า ไอ้ปัญญาอ่อนสมองตื้น ที่นี่ทำไม่ได้หรอก ทำแล้วเจ๊ง เสียเวลา นี่เป็นแรงฮึดที่คุณพายัพตั้งใจว่าจะปลูกเมล่อนให้ดู ด้วยความไม่รู้เรื่องเมล่อนเลยซักกะนิด

คุณพายัพ ได้ทำเรื่องขอความสนับสนุนจากเขตคลองสามวา ในการปลูกแคนตาลูปตามโครงการพืชที่ใช้น้ำน้อยในฤดูแล้ง โดยจากการแนะนำของ คุณเสาวรัจ นิลเนตร และ คุณศราวุธ พานทอง นักวิชาการเกษตรของเขตคลองสามวา กทม. จึงได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ 1,400 เมล็ด ถาดเพาะกล้า ท่อน้ำหยด และพลาสติกคลุมแปลงจำนวนหนึ่ง

จากนั้นก็ไถยกร่อง โดยกำหนด นา 1 ไร่ เป็นแปลงปลูก โดยยกร่องกว้าง ประมาณ 80 เซนติเมตร ยาว ประมาณ 30 เมตร แบ่งเป็น 9 ร่อง ตากหน้าดินอยู่ประมาณ 1 เดือน ก็เอาจอบมาสับย่อยดินให้ละเอียดกว่าเดิม โดยใส่ปุ๋ยขี้ไก่ลงไป 1 กระสอบ ต่อร่อง พร้อมปูนมาร์ล คราวแรกคิดจะปลูกให้หมดทั้ง 9 ร่อง แต่พอดีเมล็ดพันธุ์ได้มาแค่ 1,400 เมล็ด ไม่เพียงพอ และถาดปลูกก็มีจำนวนไม่พอ จึงปลูกได้แค่คราวละ 500 ต้น

การเพาะเมล็ด โดยนำเมล็ดมาใส่ห่อผ้าแช่น้ำ 4 ชั่วโมง แล้วเอาขึ้นมาพักไว้อีก 1 คืน คือ 12 ชั่วโมง เตรียมขุยมะพร้าวใส่ถาดหลุมครึ่งหนึ่ง แล้วเอาไม้เสียบลูกชิ้นจิ้มลงในขุยมะพร้าว พร้อมหยอดเมล็ด แล้วจึงกลบด้วยขุยมะพร้าวอีกครึ่งหนึ่งให้เต็มหลุม รดน้ำที่ผสมเชื้อไตโครเดอร์ม่า นำถาดเพาะมาไว้ใต้ซาแรนให้โดนแดดรำไร ห้ามโดนฝน รดน้ำเพียงวันละครั้ง จนถึงวันที่ 11 ต้นจะยาวประมาณ 1 คืบ พร้อมที่จะปลูกลงแปลงในวันที่ 12 ตัดไม้ขนาดเท่ากับหลุมถาดเพาะเสี้ยมปลายแหลมไว้สำหรับจิ้มลงในดินเพื่อปลูก ก่อนปลูกต้นให้รองก้นหลุมด้วยปุ๋ย สูตรเสมอ 16-16-16 ประมาณสิบกว่าเม็ด หรือ 1 ช้อนชา แล้วรดน้ำทันทีให้ชุ่ม และถ้ารดตอนเช้าครั้งแรก ก็ควรจะรดเช้าให้ตลอด ถ้ารดตอนบ่ายก็ควรเป็นบ่ายตลอด จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องโรครากเน่า

ส่วนระยะปลูกบนร่อง จะปลูกคู่ ระยะห่าง 60 เซนติเมตร จะเหลือไหล่ของร่องข้างละ 10 เซนติเมตร ส่วนความห่างระหว่างต้น ใช้ระยะ 30 เซนติเมตร ไม้หลักใช้ปักตรงๆ ทุกๆ 7 ต้น จะมีไม้หลัก 1 อัน ใช้เชือกฟางผูกที่โคน 1 เส้น เส้นที่ 2 ผูกสูงขึ้นมา 80 เซนติเมตร และเส้นที่ 3 ผูกสูงเป็น 150 เซนติเมตร แต่ถ้าเป็นซันเลดี้จะต้องผูกสูงเป็น 180 เซนติเมตร และผูกแนวดิ่งตามต้นอีก 7 เส้น เพื่อให้ต้นเกาะเลื้อยขึ้นมาจับหลัก

การให้ปุ๋ยและดูแลรักษา

ปุ๋ยที่ใช้ในแตงแคนตาลูปค่อนข้างพิถีพิถันและใช้บ่อยมาก เรียกว่าต้องนับวันกันให้ดี คุณพายัพแนะนำให้ผู้ปลูกจะต้องจดขึ้นกระดานไว้เลย ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาเรื่องความสมบูรณ์ของผลผลิต นับไป 3 วัน คือ 13-14-15 ไม่ต้องใส่ปุ๋ย รดน้ำอย่างเดียว พอวันที่ 16 ใส่ปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำ โดยใช้อัตรา 5 กรัม ต่อ 1 ต้น โดยใช้ไปกับน้ำที่รด วันที่ 17-18-19 รดน้ำอย่างเดียว พอวันที่ 20 ใส่ปุ๋ย วันที่ 21-22-23 รดน้ำอย่างเดียว วันที่ 24 ใส่ปุ๋ยในอัตราเดิม ทำอย่างนี้โดยการเว้น 3 วัน ตลอดจนครบเดือนจึงเปลี่ยนปุ๋ยจาก สูตร 16-16-16 เป็น สูตร 8-24-24 เพราะแตงจะเริ่มออกดอก ตอนนี้จริงๆ ต้องมีการผสมเกสรโดยคน แต่สวนคุณพายัพโชคดีที่มีปริมาณผึ้งจำนวนมาก จึงทำให้ข้ามขั้นตอนนี้ไป ใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 เพียง 2 ครั้ง พอเริ่มติดผลให้ตัดแขนงออกให้หมด ให้เหลือแค่ต้นหลักต้นเดียว และผลที่ติดนับตั้งแต่ข้อที่โคนไป 1-7 ให้ตัดทิ้งให้หมด เหลือแค่ ผลที่ 8-12 แค่ 5 ผล และผลที่เกิน 12 ขึ้นไป ก็ให้ตัดทิ้งทั้งหมด ผ่านไป 3 วัน ผลแคนตาลูปก็โตขนาดไข่ไก่ เลือกลูกที่สมบูรณ์สุดสุด ที่เหลือตัดทิ้งให้หมดอย่าไปเสียดาย เพราะหนึ่งต้นเลี้ยงผลได้เพียง 1 ผล เท่านั้น ถึงจะเป็นแตงที่มีคุณภาพ ในตอนนี้ให้ผูกขั้วผลของแคนตาลูปไว้ทุกผล โดยผูกห้อยกับหลัก

ช่วงอายุต้น ประมาณ 40-45 วัน ให้นับขั้วจากโคนต้นขึ้นไป 25 ข้อ แล้วตัดยอดได้เลย เพื่อไม่ให้อาหารไปเลี้ยงส่วนที่ไม่จำเป็น หลังจากใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 จำนวน 2 ครั้ง ก็เปลี่ยนปุ๋ย เป็นสูตร 14-14-21 โดยใช้ปริมาณ 5 กรัม ต่อต้น เท่ากันจนครบ 55 วัน ผลจะมีขนาดน้ำหนัก ประมาณ 1.5 กิโลกรัม ต่อผล ในช่วงนี้ก็เปลี่ยนปุ๋ยอีก โดยเพิ่มปุ๋ยหวาน สูตร 0-0-60 ลงไป 7.5 กรัม ต่อต้น และลดปุ๋ย สูตร 14-14-21 ลงมาครึ่งหนึ่ง เหลือ 2.5 กรัม ต่อต้น เพราะฉะนั้นในช่วงนี้ปุ๋ยจะใส่จำนวนรวม 2 สูตร เป็น 10 กรัม ต่อต้น ซึ่งจะใส่ได้ 2 ครั้ง พอใส่ครั้งที่ 2 ให้งดน้ำ เพื่อเพิ่มความหวานของผล

สำหรับ แตงซันเลดี้ พอครบ 65 วัน ให้ตัดเลย เพราะจะมีกลิ่นหอม หากไม่ตัดผลจะร่วงในเวลาไม่เกิน 3 วัน ส่วน กรีนเนต จะต้องดูรอบขั้วว่าแตกลายงาหรือไม่ประกอบ ถ้าแตกลายงารอบขั้วก็ให้ตัดได้ แต่ถ้ายังก็ถือว่าผลยังอ่อนอยู่ ต้องรอจนกระทั่งแตกลายงา

ฟังเรื่องแล้ว น่าสนใจไหมครับ ขอสรุปดังนี้ คุณพายัพ ใช้พื้นที่ 1 ไร่ รวมทางเดิน ไถได้ 9 ร่อง ปลูกทยอยกันทีละ 3 ร่อง 1 ร่อง ปลูกได้ 300 ต้น ปลูกรุ่นแรกได้แค่ 6 ร่อง คือใช้ที่ดินแค่ 2 ใน 3 ไร่ รวมเป็นต้น จำนวน 1,800 ต้น แต่ผลผลิตไม่สมบูรณ์ทั้งหมด ที่สามารถนำมาจำหน่ายได้ จำนวน 1,400 ต้น ที่เหลือเป็นผลที่ไม่มีคุณภาพ ก็จำหน่ายในสวนด้วยราคาถูก จึงถือว่าผลผลิตได้จำนวน 1,400 ผล น้ำหนักเฉลี่ย ผลละ 1.8 กิโลกรัม ราคาจำหน่าย กิโลกรัมละ 60 บาท คำนวณเป็นเงินประมาณ 150,000 บาท หักต้นทุนคร่าวๆ ประมาณ 15,000 บาท เหลือ 135,000 บาท

ขอบอกไว้นิด ราคาแคนตาลูปที่ขายที่ตลาดไทหรือสี่มุมเมือง ราคาประมาณกิโลกรัมละ 30-35 บาท ไม่ได้ราคา 60 บาท นะครับ ของคุณพายัพที่ได้ราคา เพราะขายเองและเป็นเกรดคัด เพราะฉะนั้นควรมองช่องทางการจำหน่ายไว้ด้วยครับ

เกษตรกรุงเทพมหานคร ดันตลาดเกษตรกร เข้าถึงผู้บริโภค หวังผลเกษตรเมืองยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05061150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

รายงานพิเศษ เข้าสวนชมวิถีเกษตร กรุงเทพฯ

สุจิต เมืองสุข

เกษตรกรุงเทพมหานคร ดันตลาดเกษตรกร เข้าถึงผู้บริโภค หวังผลเกษตรเมืองยั่งยืน

ใครจะรู้ว่า เมืองหลวงอันแสนศิวิไลซ์ กรุงเทพมหานคร ที่ยิ่งใหญ่ของทุกคน จะเป็นเสมือนหน้ากากซ่อนความงามอีกมุมที่คาดไม่ถึงไว้อย่างมิดชิด มุมที่สวยงาม มุมที่หากไม่ค้นหาอาจไม่ได้พบเจอในเมืองใหญ่แห่งนี้

รายงานพิเศษ ในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านฉบับนี้ รวบรวมแหล่งเกษตรในเมืองมานำเสนอ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เบื้องหลังกำแพงคอนกรีตยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นเป็นพื้นที่เกษตรกรรมเกือบ 200,000 ไร่ หากเทียบกับจังหวัดอื่น นับว่าเป็นจำนวนที่มากทีเดียว

นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน มีโอกาสได้สัมภาษณ์ คุณดวงเดือน สมวัฒนศักดิ์ เกษตรกรุงเทพมหานคร สารถีหลักผู้ดูแลเกษตรกรในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดย คุณดวงเดือน ให้ข้อมูลว่า กรุงเทพมหานคร มีเขตการบริหาร 50 เขต แต่สำนักงานเกษตรกรุงเทพมหานคร ดูแลพื้นที่ที่ยังมีเกษตรกรรม ซึ่งส่วนใหญ่อยู่รอบนอก คิดเป็นพื้นที่ที่พบว่ายังมีพื้นที่เกษตรกรรมอยู่ จำนวน 26 เขต พื้นที่เพาะปลูกที่ผ่านมามีมาก แต่ลดลงเรื่อยๆ ปัจจุบัน มีพื้นที่เกษตรกรรมอยู่เพียง 190,000 ไร่ ซึ่งถือว่ามาก เนื่องจากกรุงเทพมหานครเป็นสังคมเมือง ไม่ใช่สังคมเกษตรกรรม

ข้อมูลล่าสุดของสำนักงานเกษตรกรุงเทพมหานคร มีพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด 190,000 ไร่ มีเกษตรกร 10,500 ครัวเรือน แบ่งเป็นฝั่งตะวันตก 10 เขต พื้นที่เพาะปลูก 36,500 ไร่ เกษตรกร 4,000 ครัวเรือน ฝั่งตะวันออก 16 เขต พื้นที่เพาะปลูก 155,000 ไร่ เกษตรกร 6,300 ครัวเรือน

ในจำนวนพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด แบ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าว 129,000 ไร่ เกษตรกร 4,000 ครัวเรือน ไม้ผลและไม้ยืนต้น จำนวน 7,400 ไร่ เกษตรกร 2,900 ครัวเรือน พืชผัก 4,100 ไร่ เกษตรกร 900 ครัวเรือน ไม้ดอกไม้ประดับ 5,500 ไร่ เกษตรกร 870 ครัวเรือน กล้วยไม้ 9,900 ไร่ เกษตรกร 300 ครัวเรือน หญ้าปูสนาม 1,800 ไร่ เกษตรกร 340 ครัวเรือน (กล้วยไม้และหญ้าปูสนาม แยกออกจากไม้ดอกไม้ประดับ เนื่องจากเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ)

เกษตรกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์อีกว่า พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของกรุงเทพมหานครคือ ข้าว กล้วยไม้ หญ้าปูสนาม และพืชผัก เช่น พื้นที่การเกษตรฝั่งตะวันออก ได้แก่ หนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง คลองสามวา เป็นพื้นที่ลุ่ม มีการทำนาข้าวมากกว่าพื้นที่อื่น ส่วนพื้นที่การเกษตรฝั่งตะวันตก ได้แก่ หนองแขม ภาษีเจริญ ทวีวัฒนา ตลิ่งชัน จะพบว่ามีการปลูกไม้ดอกจำพวก กล้วยไม้ จำปี ดอกรัก ดาวเรือง เตย รวมถึงพืชผัก และเป็นพื้นที่ยกร่องสวนเป็นส่วนมาก

“จากการประเมิน น่าจะอีกหลายสิบปีกว่าพื้นที่เกษตรกรรมในกรุงเทพมหานครจะหมดไป แต่เชื่อว่า มีหน่วยงานหลายฝ่ายต้องการให้พื้นที่เกษตรกรรมหรือพื้นที่สีเขียวไม่หมดไปจากกรุงเทพมหานครแน่นอน เท่าที่ทราบนโยบายการวางผังเมืองของกรุงเทพมหานคร ก็เป็นแผนหนึ่งที่จะเก็บพื้นที่สีเขียวไว้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีนโยบายกำหนดและควบคุม เพื่อป้องกันไม่ให้พื้นที่สีเขียวลดลงไปมากกว่าเดิม แต่การเปลี่ยนมือเจ้าของพื้นที่เกษตรกรรมไปเป็นอย่างอื่น ก็ไม่สามารถควบคุมได้ เพราะถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล อีกทั้งสังคมเมืองในปัจจุบันก็มีทีท่ารุกพื้นที่เกษตรมากขึ้นตลอดเวลา”

เมื่อถามถึง ผลผลิตทางการเกษตรที่ขึ้นชื่อของกรุงเทพมหานคร คุณดวงเดือน บอกว่า ส้มเขียวหวานบางมด ยังคงเป็นไม้ผลที่ขึ้นชื่อของกรุงเทพมหานคร และหลงเหลือพื้นที่ปลูกอยู่ แม้จะไม่มากแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ยังมี ทุเรียนบางขุนนนท์ ซึ่งปัจจุบันไม่หลงเหลืออีกแล้ว จะมีก็เพียงต้นทุเรียนบางต้นที่มีไม่กี่ครัวเรือนในละแวกบางขุนนนท์ ปลูกภายในบริเวณบ้าน เพื่ออนุรักษ์สายพันธุ์ไว้ แต่ไม่มีออกมาจำหน่าย อย่างไรก็ตาม พื้นที่เกษตรกรรมที่เปลี่ยนไป ทำให้กรุงเทพมหานคร เปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียว เป็นการทำเกษตรกรรมควบคู่ไปกับการทำธุรกิจ ได้แก่ การเปิดพื้นที่เกษตรกรรมเป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เช่น ตลาดน้ำตลิ่งชัน ตลาดน้ำคลองลัดมะยม เป็นต้น

สำหรับปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่พบบ่อย เป็นเรื่องของราคาผลผลิตที่ผันแปรตามราคาตลาด ซึ่งส่งผลกระทบกับเกษตรกร หากราคาผลผลิตต่ำ ซึ่งสิ่งที่ช่วยเหลือเกษตรกรได้คือ การให้ความรู้ในการทำการเกษตรแบบลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าผลผลิต เช่น การทำนา ควรใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อไม่สูญเสียต้นทุนในเรื่องปุ๋ยมากเกินความจำเป็น หรือหากเป็นความต้องการด้านเมล็ดพันธุ์ หน่วยงานด้านเกษตรจะให้ความรู้เรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์ ด้วยการเก็บเมล็ดพันธุ์เอง เพื่อแก้ปัญหาเมล็ดพันธุ์ขาดแคลนและมีราคาแพง เป็นต้น

คุณดวงเดือน ยกตัวอย่างการปลูกข้าวของเกษตรกรในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร เข้าไปส่งเสริมการทำนาข้าวแบบลดต้นทุน โดยใช้เทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งปัจจุบันต้นทุนการผลิตสูงถึง 5,000 บาท ต่อไร่ เมื่อนำเทคโนโลยีเข้าไปส่งเสริม จะช่วยให้ต้นทุนการผลิตลดลง เหลือไม่เกิน 4,000 บาท ต่อไร่ ซึ่งนอกจากปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูง ยังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูก เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรได้ให้ความรู้และข้อแนะนำในการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยการปรับเปลี่ยนจากการทำนาปรัง เป็นการปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือ ปลูกพืชระยะสั้น เช่น พืชผักสวนครัว รวมถึงการให้ความรู้กับเกษตรกรในมุมของการฝึกอบรมอาชีพ เพื่อเป็นทางเลือกหากเกษตรกรต้องการมีอาชีพเสริม

เกษตรกรุงเทพมหานคร กล่าวอีกว่า แนวโน้มพื้นที่ทำการเกษตรในกรุงเทพมหานครที่น้อยลงเรื่อยๆ นั้น ทำให้สำนักงานเกษตรกรุงเทพมหานคร มองว่า เกษตรกรในพื้นที่กรุงเทพมหานครต้องปรับตัว เพื่อความอยู่รอด โดยควรปลูกพืชที่มีมูลค่าสูง เช่น ไม้ดอกไม้ประดับ ผัก กล้วยไม้ หรือเป็นพืชที่ใช้พื้นที่น้อยและสามารถดูแลได้ทั่วถึง ปรับปรุงคุณภาพผลผลิต ลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้อยู่ได้อย่างเพียงพอ

“กรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้เมืองมาก ดังนั้น หากจะขายความเป็นอินทรีย์หรือออแกนิกส์คงทำได้ยาก แต่สามารถยกระดับผลผลิตให้ปลอดสารเคมี เพื่อมูลค่าผลผลิตให้มีคุณภาพ ปลอดภัย ซึ่งกรุงเทพมหานครได้เปรียบต่างจังหวัดตรงที่อยู่ใกล้ตลาดใหญ่ที่สำคัญและใกล้ผู้บริโภค ดังนั้น หากผลผลิตมีคุณภาพ ปลอดภัย ก็สามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตได้”

คุณดวงเดือน กล่าวทิ้งท้ายว่า การตลาดเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเกษตรกร สำนักงานเกษตรกรุงเทพมหานคร จึงส่งเสริมให้มีตลาดเกษตรกรขึ้น โดยนำร่องที่พื้นที่แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย เป็นการเปิดพื้นที่ให้กับเกษตรกรตัวจริงนำผลผลิตมาจำหน่าย เป็นตลาดเฉพาะกิจให้กับเกษตรกรโดยเฉพาะ

สำหรับคนเมืองที่มีพื้นที่ทำการเกษตรน้อย เกษตรกรุงเทพมหานคร แนะนำว่า ควรปลูกพืชในภาชนะ ตะกร้า หรือวัสดุที่หาได้ง่ายในครัวเรือน และควรปลูกผักสวนครัว ซึ่งดูแลง่าย เช่น พริก กะเพรา โหระพา ผักบุ้ง หรือหากไม่ได้ปลูกเอง ก็ควรดูแลตนเองให้ปลอดจากสารเคมี ด้วยการล้างผักเพื่อลดสารพิษ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถหาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ของสำนักงานเกษตรกรุงเทพมหานคร http://www.bangkok.doae.go.th

“กฤษฎา ทัสนารมย์” เกษตรกรคนเก่ง เขตสายไหม กูรูด้านปลูกผักระบบไฮโดรโปนิกส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05065150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

รายงานพิเศษ เข้าสวนชมวิถีเกษตร กรุงเทพฯ

สาวบางแค

“กฤษฎา ทัสนารมย์” เกษตรกรคนเก่ง เขตสายไหม กูรูด้านปลูกผักระบบไฮโดรโปนิกส์

การปลูกผักของคนในเมืองอาจมีข้อจำกัดมากกว่าในชนบท เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องสภาพพื้นที่ สภาวะแวดล้อมไม่เหมาะสม เพราะได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ฯลฯ แต่ข้อจำกัดเหล่านั้นสามารถปลดล็อกได้โดยง่าย ด้วยเทคโนโลยีการปลูกผักแบบใหม่ ที่เรียกว่า ระบบไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics) หรือที่เรียกกันแบบง่ายๆ ว่า “ระบบการปลูกผักไร้ดิน”

สำนักงานเกษตรเขตสายไหม กรมส่งเสริมการเกษตร ได้แนะนำให้รู้จักกับเกษตรกรคนเก่ง คือ คุณกฤษฎา ทัสนารมย์ เจ้าของ บริษัท ไลฟ์ลี่ การ์เด้นท์ จำกัด เบอร์โทร. (081) 855-2223, (080) 999-0364 คุณกฤษฎา เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกผักระบบไฮโดรโปนิกส์ เขาเรียนจบสาขาเกษตร จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผ่านประสบการณ์การเป็นเกษตรกร อาจารย์พิเศษ สอนในระดับมหาวิทยาลัย และเป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องการออกแบบ ดูแล รักษา สวนหย่อม และการปลูกผักระบบไฮโดรโปนิกส์ ให้กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง

การปลูกผักระบบไฮโดรโปนิกส์

คุณกฤษฎา กล่าวว่า การเพาะปลูกผักระบบไฮโดรโปนิกส์ คือระบบการปลูกพืชในน้ำที่มีสารละลายอาหารพืชอยู่ครบถ้วน ทำให้พืชเจริญเติบโตได้อย่างปกติ พืชไม่มีความเครียดจากการขาดน้ำและธาตุอาหาร ข้อได้เปรียบของการปลูกพืชระบบไฮโดรโปนิกส์คือ

1. ควบคุมการใช้ธาตุอาหารของพืชได้ง่ายกว่าการปลูกพืชในดิน

2. ลดค่าแรงงานในการเตรียมพื้นที่ปลูกได้มาก

3. ประหยัดน้ำกว่าการให้น้ำกับพืชที่ปลูกทางดิน ไม่น้อยกว่า 10 เท่า

4. ควบคุมโรคในดินได้ง่ายกว่าการปลูกพืชในดินตามปกติ

5. สามารถปลูกพืชได้ในพื้นที่ที่ไม่สามารถปลูกพืชในดินได้ เช่น ดินไม่ดี หรือบนพื้นปูน

6. ได้ผลผลิตค่อนข้างสม่ำเสมอ และมีคุณภาพดีกว่าการปลูกในดิน

7. ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการปลูกพืชในดิน

8. ประหยัดเมล็ดพันธุ์มากกว่าการปลูกแบบใช้ดิน

อย่างไรก็ตาม การปลูกผักในระบบนี้ก็มีข้อด้อยอยู่บ้าง คือต้องลงทุนสูงในเรื่องอุปกรณ์ต่างๆ ผู้ปลูกต้องมีความรู้ด้านการจัดการ และเทคโนโลยีที่ใช้ในระบบปลูกต้องมีระบบน้ำและระบบไฟฟ้าที่พร้อม ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่า มีข้อจำกัดของชนิดพืช ไม่สามารถปลูกพืชทุกชนิดที่สามารถปลูกในดินได้ นอกจากนี้ ยังมีการแพร่กระจายของเชื้อโรคทางน้ำในระบบได้เร็วและยากต่อการควบคุม หากอุณหภูมิของสารละลายเกิน 29 องศาเซลเซียส ปริมาณออกซิเจน ในสารละลายจะลดต่ำ อาจส่งผลเสียต่อการปลูกผักได้

รูปแบบการปลูกผักไร้ดิน

คุณกฤษฎา กล่าวว่า รูปแบบของการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ที่ใช้หลักการ ให้ธาตุอาหารพืชในรูปของสารละลายโดยให้รากพืชจุ่มลงสารละลายธาตุอาหารพืชโดยตรงนั้น สามารถแบ่งเป็น 3 ระบบ ที่สำคัญ ได้แก่

1. ระบบ ดีอาร์เอฟ (Dynamic Root Floating, DRF) เป็นระบบที่ให้รากพืชแช่อยู่ในน้ำส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งลอยอยู่ในอากาศ เพื่อช่วยในการหายใจ ทำให้พืชสามารถเจริญในสารละลาย

2. ระบบ เอ็นเอฟที (Nutrient Film Techique, NFT) เป็นการปลูกพืชในรางตื้นๆ ที่ติดตั้งให้มีความลาดเอียง 1-3% โดยให้สารละลายไหลผ่านรากพืชเป็นชั้นแผ่นผิวบางๆ โดยสารละลายจะไหลหมุนเวียนผ่านรากตลอดเวลา ความยาวของระบบ มีตั้งแต่ 1-20 เมตร แต่ไม่ควรเกิน 20 เมตร เนื่องจากจะทำให้เกิดความแตกต่างของปริมาณออกซิเจนระหว่างหัวระบบและท้ายระบบ

3. ระบบ ดีเอฟที (Deep Floating Technique, DFT) เป็นระบบการปลูกพืชในสารละลายลึก 15-20 เซนติเมตร ในกระบะที่ไม่มีความลาดเอียง ปลูกบนแผ่นโฟม หรือวัสดุลอยน้ำได้ เพื่อใช้เป็นที่ยึดลำต้นให้มีการหมุนเวียนสารละลายจากถังพักขึ้นมาใช้ใหม่โดยใช้ปั๊ม การหมุนเวียนในระบบนี้เป็นการเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้แก่รากพืช ซึ่งในระบบนี้การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของสารละลายจะมีน้อยกว่า ระบบ NFT

การทำสวนผักไร้ดินเชิงการค้า

ปัจจุบัน คนไทยจำนวนมากกำลังเผชิญกับปัญหาโรคมะเร็ง เบาหวาน โรคไต ความดัน ฯลฯ บางโรคอาจเกิดจากการรับประทานอาหาร บางโรคอาจเกิดจากสภาวะแวดล้อม บางโรคอาจเกิดจากหลายปัจจัยต่างๆ รวมกัน ซึ่งการบริโภค “ผัก” เป็นวิธีการหนึ่งที่จะลดความเสี่ยงโรคภัยได้ เนื่องจากคุณสมบัติต่างๆ ของผักที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ผักบางชนิดมีสารต้านอนุมูลอิสระ บางชนิดมีฤทธิ์เป็นยา บางชนิดช่วยในเรื่องการขับถ่าย ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงจากการรับประทานผัก

กระแสความนิยมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะผักสดปลอดสารพิษ ทำให้ผักเป็นสินค้าที่ขายดีมาก มีมูลค่าตลาดสูงถึง 80,000 ล้านบาท ซึ่งการปลูกพืชผักไฮโดรโปนิกส์ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการปลูกผักปลอดสารพิษ ปลูกไม่ต้องเสียเวลารดน้ำ พรวนดินในแปลงผักให้เหนื่อย เพราะแปลงปลูกผักไร้ดินได้ถูกติดตั้งอุปกรณ์ดูแลแปลงผักแบบอัตโนมัติ ทุกๆ 1 ชั่วโมง ระบบสปริงเกลอร์จะฉีดพ่นละอองน้ำในแปลงผัก เพื่อลดอุณหภูมิความร้อนในแปลงผัก เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็ว และให้ผลผลิตสมํ่าเสมอ

เกษตรกรสามารถวางแผนการปลูก กําหนดปริมาณสินค้าให้เป็นไปตามความต้องการของตลาดได้ตลอดเวลา หากประสงค์จะลงทุนทำแปลงปลูกผักไร้ดินขนาดใหญ่ ต้องใช้เงินทุนหลักแสนขึ้นไป สามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว หากผลิตเป็นผักสลัดกล่องนำมาขายปลีก

คุณกฤษฎา กล่าวว่า การปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ ต้นทุนส่วนใหญ่จะเป็นค่าอุปกรณ์ หากใช้อุปกรณ์ชุดปลูก ขนาด 2×1 เมตร จำนวน 5 ท่อ มูลค่าชุดอุปกรณ์อยู่ที่ 2,500 บาทแล้ว นอกจากนี้ ยังมีต้นทุนวัสดุสิ้นเปลือง ประเภทฟองน้ำ ปุ๋ยน้ำ เป็นต้น ความจริงสามารถประยุกต์ใช้สิ่งของรอบตัวมาใช้งานเพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายได้ เช่น นำกล่องนมมาใช้เป็นวัสดุปลูกผักได้ ก็ช่วยประหยัดเงินแถมช่วยลดขยะเหลือใช้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ ปุ๋ยน้ำที่ขายในท้องตลาดมีราคาสูง หากเป็นไปได้ควรรวมกลุ่มผู้ปลูกผักไร้ดินเพื่อซื้อปุ๋ยมาแบ่งใช้รวมกัน ก็จะมีต้นทุนการผลิตที่ถูกลง

จุดอ่อนที่ต้องระวังอีกประการหนึ่งของการปลูกผักในระบบนี้คือ การเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์ผักจากร้านค้าที่มีคุณภาพเชื่อถือได้ เพราะเมล็ดพันธุ์ที่วางจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป อาจมีเปอร์เซ็นต์ความงอกต่ำ เพราะเป็นสินค้าเก่าค้างสต๊อก

ไอเดียเด็ด

“จัดสวนประดับด้วยผัก”

คุณกฤษฎา กล่าวอีกว่า การปลูกผักรับประทานเองนอกจากจะได้ประโยชน์จากการรับประทานผักปลอดสารพิษแล้ว ยังได้ความสุขทางใจอีกด้วยที่จะเห็นผักที่ตัวเองปลูก ค่อยๆ เจริญเติบโตงอกงาม จนสามารถนำไปบริโภคได้แล้ว เรายังสามารถนำผักมาจัดเป็นไม้ประดับ และสวนประดับได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น มะเขือเทศ มะเขือเปราะ พริกหลากพันธุ์ กระเจี๊ยบ ถั่วฝักยาว บวบ กะเพรา โหระพา สะระแหน่ แมงลัก ผักชีไทย ผักชีฝรั่ง ผักปลัง น้ำเต้า สลิด ฯลฯ

การจัดสวนประดับด้วยผัก สามารถปลูกผักจับใส่กระถางวางบนดิน ดัดแปลงเป็นไม้แขวน หรือจะนำพืชผักประเภทเลื้อย ทำซุ้มไว้นั่งรับลม ได้ทั้งความสวยงามที่กินได้ แถมมีสุขภาพดี สำหรับบ้านที่มีลูกหลานเล็กๆ สามารถใช้ผักกระถางเป็นกุศโลบายช่วยสอนให้เขารู้จักผัก ซึ่งหลายคนไม่เคยเห็นว่าผักชนิดนี้เกิดจากต้นที่มีหน้าตาอย่างไร เติบโตอย่างไร ซึ่งจะช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ และอยากกินผักมากขึ้น

รูปแบบการนำเอาผักสวนครัวมาจัดประดับบ้านนั้น ก็เหมือนสวนสวยงามทั่วๆ ไป คือควรคำนึงถึงเรื่องมุมมอง มีจังหวะการจัดวางที่ไล่ระดับสูง ต่ำ สีสันอาจจะดูไม่ฉูดฉาด แต่เราก็สามารถนำผักสวนครัวมาประดับรวมกับพืชประดับอื่นๆ ได้ โดยพืชสวนครัวที่เราเลือกมาใช้ อาจแทนค่าเป็นไม้ประดับได้ เช่น ขิง ข่า ก็ใช้แทนพวกเฮลิโคเนีย ผักชีฝรั่ง ก็อาจใช้แทนเฟิน หรือวอเตอร์เครต ก็อาจแทนไม้คลุมดินประเภทผักเป็ด หรือดาษตะกั่วได้

ทั้งนี้ คุณกฤษฎา แนะนำว่า ควรแบ่งชนิดผักออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกเป็นผักที่มีอายุค่อนข้างนาน เมื่อเด็ดใช้แล้วสามารถงอกขึ้นมาใหม่ เช่น กะเพรา โหระพา ซึ่งในกลุ่มนี้ควรจะเพาะปลูกอยู่ด้านในชิดตัวอาคาร ส่วนอีกกลุ่มเป็นผักที่มีอายุสั้น เมื่อเด็ดแล้วจะหมดไป เช่น คะน้า ผักบุ้ง เป็นต้น ซึ่งในกลุ่มนี้ควรปลูกอยู่ด้านนอก เมื่อเด็ดใช้หมดแล้วก็สามารถรื้อแปลงปลูกใหม่ได้ง่าย

ล่าสุด คุณกฤษฎา วางแผนจัดสร้างศูนย์เรียนรู้เรื่องการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ จัดสวนประดับด้วยผัก และการออกแบบ ดูแล รักษา สวนหย่อมในที่ดินของตัวเอง ซึ่งอยู่ตรงข้ามซอยสายไหม 45 หากเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ คาดว่าศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้ จะเปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป ภายในกลางปี 2559 หากใครมีข้อสงสัยหรืออยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เรื่องการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ สามารถติดต่อพูดคุยกับ คุณกฤษฎา ทัสนารมย์ ทางเบอร์โทร. (081) 855-2223, (080) 999-0364 ได้ทุกวัน

แพะดำ-ไนจีเรี่ยนดะวาฟ แพะเด่น ที่ซาอิฟฟาร์ม หนองจอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05073150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

รายงานพิเศษ เข้าสวนชมวิถีเกษตร เมืองกรุง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

แพะดำ-ไนจีเรี่ยนดะวาฟ แพะเด่น ที่ซาอิฟฟาร์ม หนองจอก

ซาอิฟฟาร์มแพะ เป็นหนึ่งในฟาร์มมาตรฐานของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเกิดขึ้นด้วยหยาดเหงื่อแรงกายของ คุณอารักษ์ สันประเสริฐ ที่ผันตัวจากที่ปรึกษาด้านธุรกิจ ซึ่งอัตราเงินเดือนครั้งสุดท้ายอยู่ที่ประมาณ 400,000 กว่าบาท มาเป็นเกษตรกรเต็มตัว ในปี 2547 และสามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จ จนได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เข้ารับรางวัล เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพเลี้ยงสัตว์ ประจำปี 2557

ระยะเวลา 11 ปี ของการทำฟาร์ม ซาอิฟฟาร์มแพะได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการรับรองตามมาตรฐานของกรมปศุสัตว์ โดยฟาร์มตั้งอยู่ เลขที่ 32/2 หมู่ที่ 2 แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ โทร. (083) 221-0007

ปัจจุบัน เลี้ยงแพะนม ประมาณ 150 ตัว ผลิตนมแพะพาสเจอไรซ์ นมแพะสเตอริไลซ์ โยเกิร์ต-นมแพะ ส่งจำหน่ายให้สมาชิกได้บริโภคถึงบ้าน และยังมีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น อาหารเมนูแพะ (ข้าวหมก แกงแพะต่างๆ แพะตุ๋นยาจีน) สบู่ครีมนมแพะ ไอศกรีม หมวก กระเป๋า เป็นต้น

ย้อนอดีตจุดเริ่มต้นใหม่ของชีวิต

จุดเริ่มต้นนั้นของการผันเปลี่ยนชีวิตมาสู่การเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะของคุณอารักษ์ สืบเนื่องจากบุตรชาย 2 คนแรกเป็นโรคภูมิแพ้จนต้องเข้าโรงพยาบาลแบบฉุกเฉินเพื่อให้ออกซิเจน และต้องเข้ารับการรักษาโดยการฉีดสารกระตุ้นภูมิทุกสัปดาห์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2546 ภรรยาตั้งครรภ์ลูกคนที่ 4 ก็เกิดความกังวลว่า อาจเป็นโรคภูมิแพ้ตามพี่ๆ ในขณะนั้น มีญาติผู้ใหญ่มาแนะนำ ให้ลูกและภรรยาดื่มนมแพะเพื่อช่วยรักษาโรคภูมิแพ้

จากนั้นจึงได้ซื้อนมแพะมาให้ภรรยาดื่ม แต่ไม่สามารถดื่มได้ เนื่องจากนมแพะมีกลิ่นสาบ จึงพยายามศึกษาค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงแพะ และตัดสินใจซื้อแม่แพะนมแม่ลูกอ่อนมา 1 ตัว นำมาเลี้ยงโดยการผูกไว้กับเสาโรงรถและลงมือรีดนมแพะด้วยตนเอง

“ผมมองว่าปัญหาต้องมีไว้แก้ เพราะเคยเป็นที่ปรึกษามาก่อน ดังนั้น ถ้าน้ำนมแพะมีกลิ่นสาบ ผมเลยแก้ด้วยการเลี้ยงเอง”

น้ำนมแพะที่ได้จากแม่แพะที่เลี้ยงมีรสชาติดีและที่สำคัญไม่มีกลิ่นสาบ เมื่อนำนมแพะที่รีดได้มาให้ภรรยาดื่ม ปรากฏว่าดื่มได้โดยไม่มีกลิ่น และยังได้แบ่งปันน้ำนมแพะให้แก่ญาติผู้ใหญ่ที่ไม่สบายได้ดื่มด้วย

เมื่อภรรยาคลอดบุตรชายมีผิวพรรณดีและสุขภาพแข็งแรงมาก ไม่เป็นโรคภูมิแพ้ และญาติที่ดื่มนมแพะก็มีสุขภาพดีขึ้น ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2547 จึงตัดสินใจเกษียณตัวเองจากบริษัทโดยผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรเลี้ยงแพะเต็มตัว

แม้ช่วงแรกๆ เนื่องจากขาดประสบการณ์ แพะเจ็บ ป่วย ตาย สายพันธุ์ไม่ดี ให้น้ำนมน้อย ใช้เวลาและแรงงานมาก ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง คุณอารักษ์จึงได้ศึกษาหาความรู้การเลี้ยงแพะจากการอ่านหนังสือ ตำรา ค้นคว้าทางอินเตอร์เน็ต เข้ารับการฝึกอบรมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ และได้ลงมือเลี้ยงแพะด้วยตนเองทุกขั้นตอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเอาหลักวิชาการที่ถูกต้องมาประยุกต์ใช้ ทำให้สามารถลดปัญหาที่เกิดขึ้น รวมทั้งยังพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้ดียิ่งขึ้น

“อย่างเรื่องของกลิ่นสาบในน้ำนมแพะ ผมก็ใช้ประสบการณ์จากที่เลี้ยงแพะตัวแรกมาใช้ เพราะจากจุดนั้นทำให้เรารู้แล้วว่า การที่นมแพะมีกลิ่นนั้นต้นเหตุไม่ได้มาจากตัวน้ำนมแพะ แต่มาจากการบริหารจัดการก่อนการรีดนม หากมีการจัดการดี อาบน้ำให้สะอาด ทำอย่างไร น้ำนมก็ไม่มีกลิ่นสาบ และต่อมาเมื่อมาเลี้ยงได้ประสบการณ์ จึงทำให้รู้ปัจจัยอื่นที่จะมีผลอีกคือ เรื่องอาหารและเรื่องของการทำความสะอาดในคอกแพะ รวมถึงการแยกแพะตัวผู้ออกจากคอกแพะนม เพราะกลิ่นจากปัสสาวะแพะตัวผู้จะเป็นอีกจุดที่ทำให้น้ำนมแพะมีกลิ่นได้ด้วย สุดท้ายคือ ขั้นตอนของการรีดนม” คุณอารักษ์ กล่าว

ส่วนทำไมนมแพะจึงมีกลิ่นได้ เป็นเพราะในน้ำนมมีปริมาณไขมันสูง และสามารถดูดซึมกลิ่นจากโดยรอบได้ดี จึงต้องมีการจัดการฟาร์มให้ดี เพื่อให้ปลอดจากกลิ่น

สำหรับนมแพะที่เกษตรกรจำหน่ายได้ในเวลานี้ หากส่งให้กับโรงงานแปรรูปจะอยู่ที่ลิตรละ 50 บาท แต่หากจำหน่ายเองจะอยู่ที่ลิตรละ 60 บาท โดยแพะ 1 ตัว จะให้นมเฉลี่ยประมาณ 2 ลิตร

“ถ้าจะเลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพ ขอให้คิดเร็ว ทำเร็ว และขยายให้เร็ว เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ดีตามเป้าหมาย” คุณอารักษ์ กล่าว

เทคนิคเลี้ยงแพะ แบบซาอิฟฟาร์มแพะ

สำหรับในการจัดการฟาร์มแพะ คุณอารักษ์ ได้ใช้องค์ความรู้ต่างๆ จากการศึกษาเรียนรู้ทั้งด้วยตนเองและจากการปรึกษาหน่วยงานต่างๆ จนประสบความสำเร็จ โดยมีข้อแนะนำที่น่าสนใจ อาทิ

ด้านพันธุ์และสายพันธุ์แพะ จากแม่แพะเดิมที่สามารถรีดนมได้เพียง 1-1.5 ลิตร/ตัว/วัน ได้พัฒนาปรับปรุงพันธุ์แพะมีสายเลือดพันธุ์นมที่สูงขึ้น ได้แก่ พันธุ์ซาแนนขาว ซาแนนดำ ท็อกเก็นเบิร์กและอัลไพน์ น้ำนมเฉลี่ยอย่างน้อย 2 ลิตรขึ้นไป และมากกว่า 1 ใน 3 ของแม่แพะให้นม 3 ลิตรขึ้นไป

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาสายพันธุ์แพะ “ซาแนนดำ” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ได้ลักษณะเหมือนซาแนนแต่ขนเป็นสีดำทั้งตัว พบว่าให้น้ำนมสูง น้ำนมมีคุณค่าทางอาหารมากกว่าสายพันธุ์ซาแนนขาว และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคว่าน้ำนมแพะดำมีผลดีต่อสุขภาพ โดยสามารถวางตำแหน่งสินค้าเป็นนมเกรดพรีเมี่ยมที่ให้ราคาสูงกว่าน้ำนมแพะทั่วไป 50-80% ปัจจุบัน มีแพะซาแนนดำประมาณ 60 ตัว เป็นแม่พันธุ์ที่ให้น้ำนมสูงมากกว่า 25 ตัว และยังมีแพะพ่อพันธุ์ แพะรุ่น-หนุ่มสาว และลูกแพะซาแนนดำที่จะนำมาทดแทนในรุ่นต่อไปได้อีกจำนวนหนึ่ง

อีกสายพันธุ์ที่น่าสนใจและเป็นสายพันธุ์ใหม่ของฟาร์ม ได้แก่ แพะนมพันธุ์ไนจีเรี่ยนดะวาฟ แพะนมพันธุ์แคระ สูงแค่ 50 เซนติเมตร จากประเทศสหรัฐอเมริกา นิสัยเชื่อง เลี้ยงง่าย มีโปรตีนและไขมันสูงที่สุดถึง 7% ในขณะที่แพะนมทั่วไปให้ปริมาณไขมันประมาณ 3-4% ทางฟาร์มเพิ่งนำเข้ามาจากต่างประเทศ เมื่อไม่นานนี้

ด้านอาหารแพะ ปัจจุบัน ได้พัฒนาสูตรอาหารและผสมอาหารข้นไว้ใช้เองเพื่อประหยัดต้นทุน โดยยึดหลักให้แพะได้รับโปรตีน ไขมัน พลังงาน และสารอาหารอื่นๆ อย่างเหมาะสมกับการใช้งาน โดยมี 2 สูตร คือ สูตรสำหรับแพะรีดนมและแพะท้องแก่ และสูตรสำหรับตัวผู้และแพะวัยรุ่น มีการจัดทำแปลงหญ้าขึ้นเองเพื่อลดปัญหาโรคพยาธิที่ติดมากับหญ้าตามแหล่งธรรมชาติ ในช่วงแล้งจะให้หญ้าแห้งและฟางในระบบตาข่ายแขวนเพื่อลดการสูญเสียให้กินตลอดเวลา ใช้ผงเกลือแร่รวมกับวิตามินเสริมเติมในรางขณะให้อาหารข้นและมีเกลือแร่ก้อนแขวนให้เลียกินได้ตลอดเวลา มีการผลิตน้ำหมักชีวภาพผสมลงในน้ำดื่มเพื่อช่วยระบบการย่อยอาหาร ลดกลิ่นของปัสสาวะและมูลที่ถ่ายออกมา

ด้านการดูแลรักษาสุขภาพ มีการทำวัคซีนและการเจาะเลือดเพื่อตรวจโรคโดยปศุสัตว์เป็นประจำตามกำหนดเวลา เพื่อให้มั่นใจว่าแพะปราศจากโรค อาบน้ำและกำจัดเห็บ ไร ทุก 2 สัปดาห์

ด้านการจัดการฟาร์ม เป็นฟาร์มที่ได้รับรองมาตรฐานฟาร์มแพะนม มีการบริหารจัดการโดยเน้นความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ออกแบบโรงเรือนแบบยกสูงเป็นรูปตัวยูทำให้สามารถระบายอากาศได้ดี มีแผ่นมุ้งพลาสติกรองใต้คอกเพื่อกรองแยกมูลแพะจากน้ำปัสสาวะ ทำให้มูลไม่แฉะ พื้นคอนกรีดลาดเอียงและมีรางเชื่อมเพื่อนำน้ำปัสสาวะลงสู่บ่อบำบัด มีการใช้น้ำหมักชีวภาพราดพื้นคอกเพื่อกำจัดกลิ่น ภายในแบ่งเป็นสัดส่วนแยกตามประเภทของแพะ นอกจากนี้ ยังมีมุ้งตาข่ายรอบคอกเพื่อกันยุงและแมลง มีอ่างน้ำยาจุ่มเท้าและสบู่ล้างมือก่อนขึ้นคอก

ด้านคุณภาพน้ำนมแพะ ทางฟาร์มมีขั้นตอนที่พิถีพิถันมากในการรีดนม เช่น การแยกคอกเลี้ยงและสถานที่รีดแยกห่างจากกัน แพะที่รีดนมต้องทำความสะอาดตามขั้นตอน อันประกอบด้วย การแปรงขน ล้างเต้านมด้วยน้ำอุ่นจากเครื่องทำน้ำร้อน เป่าด้วยลมและซับด้วยผ้าจนแห้ง จากนั้นพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อก่อนและทดสอบน้ำนมแต่ละเต้าด้วยน้ำยา CMT ส่วนการรีดนมจะรีดด้วยเครื่องรีดระบบสุญญากาศ นมที่ได้จะลงสู่ถังเก็บที่แช่น้ำแข็งตลอดเวลา และจะเก็บในรูปแช่แข็งภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาคุณภาพน้ำนม หลังการรีดนมจะจุ่มหัวนมด้วยน้ำยาทุกครั้ง

ด้านการตลาด ปัจจุบัน ซาอิฟฟาร์มแพะมีผลิตภัณฑ์จากแพะนม ประกอบด้วย นมพาสเจอไรซ์และโยเกิร์ต ประมาณ 600 ขวด/วัน นมดิบ นมสเตอริไลซ์ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาทิ สบู่และครีมนมแพะ นอกจากนี้ มีการจำหน่ายแพะเพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์และแพะเนื้อเพื่อการบริโภค โดยรวมแล้ว คุณอารักษ์มีรายได้จากการเลี้ยงแพะหลังหักต้นทุนแล้ว เดือนละประมาณ 35,000 บาท

ที่นี่จึงเป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจของอาชีพการเกษตรที่กรุงเทพมหานคร

ข้าวเกรียบฟักทอง ทำง่าย ขายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

ทำได้ไม่ยาก

กุณฑล เทพจิตรา

ข้าวเกรียบฟักทอง ทำง่าย ขายได้

สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดฝึกอบรมอาชีพแก่เกษตรกร เพื่อลดรายจ่ายและสร้างรายได้ ที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ (เกษตรที่สูง) ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเร็วๆ นี้ ในหลักสูตร การทำข้าวเกรียบฟักทอง โดยทีมงานวิทยากรจากเกษตรที่สูงเชียงใหม่ มีวิธีการทำที่ง่าย ไม่ยุ่งยาก จึงขอแนะนำเพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ทดลองทำเอง และสามารถเป็นช่องทางการสร้างอาชีพได้

ส่วนผสมการทำข้าวเกรียบฟักทอง

ฟักทองนึ่งบดละเอียด 2 ถ้วย

แป้งมัน 1 กิโลกรัม

น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

พริกไทยป่น 2 ช้อนโต๊ะ

เกลือป่น 2 ช้อนโต๊ะ

กระเทียม 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1. นำฟักทองล้างน้ำให้สะอาด แล้วหั่นเป็นชิ้นๆ นำไปนึ่ง บดให้ละเอียด

2. นำส่วนผสมทั้งหมดผสมกัน เทน้ำเดือดลงนวด ประมาณ 20 นาที ให้เนียนเป็นเนื้อเดียวกัน

3. แบ่งส่วนผสมเป็นก้อนๆ หนักประมาณเท่ากัน นวดด้วยมืออีกครั้ง ปั้นเป็นก้อนกลมแล้วคลึงให้ยาว ประมาณ 12 นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลาง 3 นิ้ว นำไปนึ่งในลังถึง ปูด้วยใบตอง ประมาณ 45 นาที

4. พอนึ่งสุกแล้วให้ผึ่งบนตะแกรง ทิ้งไว้ประมาณ 2 คืน จึงนำมาตัด/หั่นบางๆ จากนั้นนำไปผึ่งในตะแกรง ตากแดดจัด ประมาณ 2 แดด แล้วนำเก็บไว้ในถุงพลาสติก รัดปากถุงให้แน่น

การทอด

ต้องทอดด้วยไฟอ่อน ทอดทีละน้อย จะได้ข้าวเกรียบฟักทองที่มีรสชาติอร่อย กรอบ

คุณสุภาพ อุตรเถียนต์ วิทยากรของเกษตรที่สูงเชียงใหม่ กล่าวถึงเคล็ดลับการทำข้าวเกรียบฟักทองให้มีรสชาติอร่อย และสวยงามน่ารับประทานว่า การนวดส่วนผสมนั้นต้องใช้น้ำเดือด ค่อยๆ เทลงและนวดให้ส่วนผสมทั้งหมดเนียนเข้ากันเป็นเนื้อเดียว เพื่อไม่ให้เป็นไต กระด้าง เวลาทอดจะได้ฟูเท่ากันทั้งแผ่น หลังจากนวดและรอการนึ่ง ให้ใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำคลุมแป้งไว้ เพื่อไม่ให้แป้งแห้ง ถ้านำไปนึ่งจะทำให้แตก เมื่อนำไปตัด/หั่นจะไม่เป็นชิ้นสวยงาม สำหรับการวางแป้งที่นวดได้ที่แล้วในลังถึงนึ่งนั้น ต้องวางระยะให้ห่างกัน เวลาแป้งสุกจะได้ไม่ติดกัน และการดูว่าแป้งสุกได้ที่นั้น ใช้ไม้เสียบลูกชิ้นจิ้ม ถ้าล่อนไม่ติดไม้แสดงว่าแป้งสุกได้ที่แล้ว และน้ำมันที่ใช้ทอดควรเป็นน้ำมันปาล์ม เพราะทนความร้อนสูง ไม่ไหม้เร็ว และทำให้กรอบ

ผู้ที่สนใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ (เกษตรที่สูง) โทร. (053) 282-823