กศน. ทั่วไทย ภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05100011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

กศน. ทั่วไทย ภาคเหนือ

สุจิต เมืองสุข cheetahmom6@gmail.com

เรื่อง

กศน. แม่สัน อบรมดิจิทัลชุมชน

ครู กศน. ตำบลแม่สัน อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง จัดอบรมโครงการสร้างความพร้อมชุมชนผ่านเครือข่ายดิจิทัลชุมชน กศน. กิจกรรมเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน หลักสูตร ความรู้เบื้องต้นในการใช้สมาร์ทโฟน การติดตั้งและการใช้งานแอพพลิเคชั่น จำนวน 12 ชั่วโมง ที่ กศน. ตำบลแม่สัน อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง

วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ

เมื่อเร็วๆ นี้ กศน. ตำบลหล่ายงาว อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย จัดนักศึกษาและครู เข้าร่วมกิจกรรม งานวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ เป็นความร่วมมือจาก กศน. ระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด ทั้งนี้ มีหลายหน่วยงานที่ให้ความสำคัญด้านการศึกษาเข้าร่วม จัดขึ้นบริเวณสำนั

กงาน กศน. จังหวัดเชียงราย

กศน. เพชรบูรณ์ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ

กศน. จังหวัดเพชรบูรณ์ จัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการการดำเนินงานศูนย์ดิจิทัลชุมชนวิทยากรครู ของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีบุคลากรครูและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ โดยผลการประชุมจะนำไปช่วยส่งเสริมการจัดการศึกษาให้กับนักเรียน กศน.

นักศึกษา กศน. ป่าตัน คนเก่ง

นักศึกษา กศน. ตำบลป่าตัน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับรางวัลอันดับ 3 จากการประกวดโครงการ “พัดลมไอน้ำกลิ่นมะลิ” ในกิจกรรม Open House ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เปิดให้นักศึกษาได้พบปะ แลกเปลี่ยนความรู้ และนำผลงานที่สร้างสรรค์ในวิชาเรียนมาจัดแสดง

อบรมใช้งานสมาร์ทโฟนและดิจิทัล

นางสาวอรุณี พันธุ์พาณิชย์ ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ มอบให้ นางสาวพรพรรณ บ่อคำ ครู กศน. จัดกิจกรรมโครงการอบรมดิจิทัลชุมชน กศน. อำเภอสูงเม่น ประจำปี 2559 หลักสูตร เรื่องความรู้พื้นฐานการใช้งานของสมาร์ทโฟนและดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมในยุคปัจจุบัน จำนวน 12 ชั่วโมง รุ่นที่ 1 ให้แก่นักศึกษาและประชาชน ตำบลน้ำชำ ณ ศูนย์ ICT องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำชำ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ โดยมีผู้เข้าร่วมอบรม จำนวน 15 คน

ประเมิลผลชุดวิชาเรียน เพิ่มประสิทธิภาพนักศึกษา

นางคนึงนิตย์ วันนิตย์ รักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการ กศน. จังหวัดสุโขทัย และ นายนรา เหล่าวิชญา ผู้อำนวยการ กศน. จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มศูนย์ห้าขุนศึก ต้อนรับ คณะผู้ประเมินจากสถาบัน กศน. ภาคเหนือ ที่ได้เดินทางมาดำเนินการประเมินผลการใช้ชุดวิชาบังคับเลือก รายวิชา การใช้พลังงานไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน โดยรับฟังความคิดเห็น ปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะจากตัวแทนนักศึกษา และ ครู กศน. ตำบล ทั้ง 9 อำเภอในจังหวัดสุโขทัย โดยดำเนินการประเมินด้วยวิธีการแบ่งกลุ่มสนทนา Focus group โดยคณะประเมินจะนำข้อมูลที่ได้ไปพัฒนาปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแก่นักศึกษา กศน. ต่อไป

กศน. ทั่วไทย ภาคกลาง + ตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

กศน. ทั่วไทย ภาคกลาง + ตะวันออก

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์ jirawan073@yahoo.com

อบรมวิทยากรแผนเรียนรู้รายบุคคล

นายสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการ กศน. เป็นประธานมอบเกียรติบัตร และปิดการอบรมวิทยากรกระบวนการขับเคลื่อนการจัดทำแผนการเรียนรู้รายบุคคล เพื่อออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตผู้เรียน โดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมให้ได้รับความรู้อย่างแท้จริง

กฟผ. มอบ 22 ล้าน จัดนิทรรศการพลังงานไฟฟ้า

นายสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการ กศน. รับมอบเงิน 22 ล้านบาท จาก นายกรศิษฎ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อสนับสนุนจัดนิทรรศการถาวรด้านพลังงานไฟฟ้าให้แก่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) และศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาร้อยเอ็ด โดยหวังให้เป็นศูนย์กระจายความรู้ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของพลังงานไฟฟ้า

ปลูกสตรอเบอรี่ ที่บ้านทิพุเย ( IK 3)

ศรช. บ้านทิพุเย กศน. อำเภอทองผาภูมิ นำนักเรียนเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการการปลูกสตรอเบอรี่และผักปลอดสารพิษ ณ แปลงเกษตรมูลนิธิธรรมจาริก โดยมีเจ้าหน้าที่จากอุทยานแห่งชาติเกริงกระเวีย มาให้ความรู้กับนักเรียนอย่างใกล้ชิด

กีฬาสานสัมพันธ์เทิดพระเกียรติต้านยาเสพติด

นายกิตติภพ อ่วมมั่น ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอท่าช้าง จัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ในโครงการกีฬาสานสัมพันธ์เทิดพระเกียรติต้านยาเสพติด ณ สนามกีฬาโรงเรียนวัดพิกุลทอง (หลวงพ่อแพอุปถัมภ์) เพื่อส่งเสริมความสามัคคี ความมีวินัยแก่นักศึกษา ระหว่าง กศน. อำเภอท่าช้าง และ กศน. อำเภอพรหมบุรี

เชิญร่วมบริจาคเงิน “กฐินพระราชทาน” วัดมงคลใต้ มุกดาหาร

สำนักงาน กศน. ขอเชิญชวน ข้าราชการในสังกัด กศน. และผู้มีจิตศรัทธา ร่วมบริจาคเงิน นำผ้าพระกฐินพระราชทานไปถวาย ณ วัดมงคลใต้ พระอารามหลวง อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ในวันที่ 29 ตุลาคม 2559 ตามกำลังศรัทธา ที่กลุ่มการคลัง สำนักงาน กศน. หรือ โอนผ่านทางธนาคาร ได้ที่ ชื่อบัญชี กฐินกรมการศึกษานอกโรงเรียน เลขที่บัญชี 059-1-24428-4 ธนาคารกรุงไทย สาขา กระทรวงศึกษาธิการ ได้ตั้งแต่วันนี้ – 10 ตุลาคม 2559

ต้อนรับ “น้องฝ้าย” นักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิก

นายคมสันต์ เอกชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายวิทยา คุณปลื้ม คณะครู กศน. จังหวัดชลบุรี และประชาชนชาวชลบุรี ทุกภาคส่วน โรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรี ร่วมขบวนแห่ ต้อนรับ น้องฝ้าย สุกัญญา ศรีสุราช นักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิก 2016 รอบเมืองชลบุรี

กศน.ใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05102011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

กศน.ใต้

พาณิชย์ ยศปัญญา pannit@matichon.co.th

เรื่อง

เปิดศูนย์ดิจิทัล

เมื่อ วันที่ 10 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา นายสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการ กศน. เดินทางตรวจราชการและมอบนโยบายพร้อมกำหนดแนวทางในการทำงานให้กับสถาบัน กศน. ภาคใต้ ในโอกาสที่เดินทางมาเปิดศูนย์ดิจิทัลชุมชน โดยมี นายอรัญ คงนวลใย ผู้อำนวยการ สถาบัน กศน. ภาคใต้ และคณะ เข้ารับฟังนโยบาย

กศน. ยะลา ร่วมเปิดศูนย์ฯ

นายอุดร สิทธิพาที ผู้อำนวยการ กศน. จังหวัดยะลา นางขนิษฐา มะลิสุวรรณ รองผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดยะลา พร้อมด้วย อาจารย์อาธิป บูสา (ครู ก) อาจารย์อับดนเล๊าะ สีบู (ครู ข) อาจารย์ศรันย์ แวดาแม (ครู ค) เข้าร่วมพิธีเปิดศูนย์ดิจิทัลชุมชนต้นแบบ 14 จังหวัดภาคใต้ โดยมี นายสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการ กศน. เป็นประธาน ณ โรงแรมกรีนเวิลด์พาเลซ จังหวัดสงขลา เมื่อเร็วๆ นี้

ประเมินคุณธรรม

นายณรงค์ เรือนติ๊บ ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอเมืองนราธิวาส และบุคลากร กศน. เข้าร่วมประชุม ชี้แจงการประชุม แบบประเมินคุณธรรม ณ กศน. อำเภอเมืองนราธิวาส เมื่อเร็วๆ นี้

วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ

สำนักงาน กศน. จังหวัดปัตตานี และ กศน. อำเภอ นำโดยผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดปัตตานี นายสมเชาว์ กาญจนจรัส ร่วมจัดงาน “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” ประจำปี 2559 ณ บริเวณสำนักงาน กศน. จังหวัดปัตตานี ได้รับเกียรติจาก รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายจารุวัฒน์ เกลี้ยงเกลา อ่านสารนายกรัฐมนตรี และเป็นประธานเปิดงาน พร้อมมอบโล่บุคลากร/หน่วยงาน/สถานศึกษา/เครือข่าย ที่จัดและสนับสนุนการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ดีเด่น ประจำปี 2559 รวม 45 ท่าน ผู้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ กว่า 500 คน เป็นบุคลากร กศน. จังหวัดปัตตานี และเครือข่ายในพี้นที่

ขับเคลื่อนเรียนรู้

เมื่อ วันที่ 12 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา บุคลากร สำนักงาน กศน. จังหวัดชุมพร และ กศน. อำเภอทุกอำเภอในจังหวัดชุมพร เข้ารับการฝึกอบรมผู้บริหาร และครู กศน. เพื่อเป็นการขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ของครู กศน. ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านทางช่อง ETV ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นพร้อมกันทั้งประเทศ

เชียรใหญ่ ร่วมขับเคลื่อน

นายพงศกฎ พงศ์เพ็ชร์ และบุคลากร กศน. อำเภอเชียรใหญ่ เข้าร่วมการฝึกอบรมผู้บริหารและครู กศน. เพื่อเป็นการขับเคลื่อนการจัดกระบวนการเรียนรู้ของครู กศน. ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผ่านทางรายการ โทรทัศน์เพื่อการศึกษา (ETV) เมื่อ วันที่ 12 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา ณ กศน. อำเภอเชียรใหญ่

3 หลักสูตร เป๊ะ…ปัง “งานช่าง-งานฝีมือ” ไฮไลต์เด็ด เดือนตุลาคม ที่ มติชนอคาเดมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05103011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

มติชนอคาเดมี

3 หลักสูตร เป๊ะ…ปัง “งานช่าง-งานฝีมือ” ไฮไลต์เด็ด เดือนตุลาคม ที่ มติชนอคาเดมี

ประสบความสำเร็จกันเป็นอย่างดีสำหรับโปรเจ็กต์ “งานช่างสร้างเถ้าแก่ใหม่” ของ มติชนอคาเดมี ในช่วงเดือนกันยายน ที่ผ่านมา สามารถสร้างกระแสความสนใจให้กับผู้เรียนทั้งรายเก่าและใหม่ ช่วยกระตุ้นต่อมความอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ได้เป็นอย่างดี จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ “เถ้าแก่ใหม่ฟีเวอร์” ต้องบอกเลยว่า หลังจากจบโปรเจ็กต์นี้ น่าจะมีผู้เรียนหลายท่านก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ๆ อย่างแน่นอน ซึ่งทางทีมงานของพวกเราก็ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนเช่นกันครับ ส่วนใครที่พลาดการสมัครเรียนรอบที่ผ่านมา ก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะในเดือนตุลาคมนี้ ทีมงานของมติชนอคาเดมี ก็ยังคงสรรหาหลักสูตรที่น่าสนใจ มานำเสนอให้อีกถึง 3 หลักสูตรเลยทีเดียว ที่แน่ๆ อินเทรนด์ติดกระแส และนำไปต่อยอดสร้างอาชีพได้ไม่ยากอีกด้วย

เสน่ห์ของอาหารอย่างหนึ่ง นอกเหนือจากรสชาติความอร่อยของแต่ละเมนูที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ซึ่งหนึ่งที่จะสามารถช่วยกระตุ้นต่อมความอยากกินอาหารได้เป็นอย่างดี คงหนีไม่พ้นเรื่องของ “ฟู้ดสไตลิสต์” หรือ ศิลปะการตกแต่งจานอาหาร ที่อาจทำให้ใครหลายๆ คนตื่นตาตื่นใจกับการกินอาหารมากยิ่งขึ้น ยิ่งในยุคโลกโซเชียลด้วยแล้ว การได้ถ่ายภาพอาหารสวยๆ อัพโหลดขึ้นบน Facebook หรือ Instagram ก็ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งสำหรับคนทั่วไปเสียแล้ว เกริ่นมาขนาดนี้…ไม่ได้จะแนะนำหลักสูตร “ฟู้ดสไตลิสต์” แต่ทีมงานของเราอยากแนะนำหลักสูตร การแกะสลัก เพื่อการจัดจาน มากกว่า…เพราะสามารถนำไปต่อยอดสร้างมูลค่าให้กับอาหารการกินของคุณได้มากขึ้นกว่าเดิมทีเดียว โดยครั้งนี้ได้ อาจารย์ศุภลักษณ์ ทับทวี หนึ่งในทีมงานตัวแทนประเทศไทย (สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ) เข้าร่วมสาธิตผลงานแกะสลักผัก-ผลไม้ ฯลฯ ณ กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ปี 2547 ที่พร้อมจะมาถ่ายทอดวิชาการแกะสลักผักและผลไม้ สำหรับการตกแต่งจัดจานแบบมืออาชีพกันเลยทีเดียว ใน วันที่ 22 ตุลาคม 2559 นี้ โดยในชั่วโมงเรียนนี้ ผู้เข้าเรียนจะรู้กันตั้งแต่ การเลือกซื้อผักและการเก็บรักษาผลงาน, วิธีการจับมีดแกะสลัก และการปอก หั่น ตัด, วิธีการแกะสลักชุดผักเครื่องจิ้มน้ำพริก อาทิ การจัดต้นหอม แบบปลายใบม้วน-ใบฝอย, แกะสลักดอกกุหลาบ จากมะเขือเทศ, แกะสลักใบไม้จากแตงกวา ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีการแนะนำการเลือกซื้อผลไม้ตามฤดูกาล, วิธีการแกะสลักผลไม้สำหรับกิน, แกะสลักภาชนะกุหลาบจากแคนตาลูป เป็นต้น เรียกได้ว่า ครบถ้วนสำหรับคนที่อยากนำไปต่อยอดสำหรับจัดจานเพิ่มมูลค่าในร้านอาหาร หรือจะนำไปต่อยอดเป็นอาชีพเสริมก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะเดี๋ยวนี้…โลกโซเชียล และนักชิมทั้งหลาย เขาก็สนใจเรื่องสวยๆ งามๆ อยู่ไม่น้อย…เรียนจบปุ๊บ ก็นำไปต่อยอดปั๊บ รับรองว่า โดนใจลูกค้าหรือใครหลายๆ คนอย่างแน่นอน

ถือเป็นอีกหนึ่งหลักสูตรที่ประสบความสำเร็จ และได้รับการตอบรับจากผู้เรียนทุกท่านเป็นอย่างดี ก็ต้องนึกถึงหลักสูตร “สบู่แฟนซี” ที่ได้วิทยากร อย่าง อาจารย์พิมพา กสิคุณ เภสัชกรและเวชกรแพทย์แผนไทย ที่เชี่ยวชาญด้านการผลิตเครื่องสำอางเชิงธุรกิจ และจัดจำหน่ายมายาวนานกว่า 10 ปีเลยทีเดียว หลังจากเปิดตัวหลักสูตรแรกจนฮ็อตฮิตไปแล้ว ใน วันที่ 30 ตุลาคม 2559 นี้ อาจารย์พิมพา จึงไม่พลาดที่จะต่อยอดความสำเร็จไปอีกขั้น ด้วยการเปิดตัวหลักสูตร การผลิตสบู่ เพื่อผิวสวย เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจความงามที่ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้เป็นอันดับต้นๆ ในยุคปัจจุบันนี้เลยทีเดียว โดยในชั่วโมงเรียนนี้ทุกคนจะได้รู้กันตั้งแต่แหล่งซื้อ-ขายวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ ในการผลิต, การผลิตสบู่ เพื่อผิวสวยสูตรต่างๆ ที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน, วิธีการคำนวณต้นทุน-กำไรในการผลิตสินค้า, แนะนำเรื่องการทำแพ็กเกจจิ้งผลิตภัณฑ์ พร้อมปิดท้ายด้วยการแนะแนวทางในการทำธุรกิจให้กับผู้เรียนอีกด้วย ทีมงานอยากแอบกระซิบว่า สบู่ผิวสวยรูปแบบต่างๆ กำลังเป็นกระแสฮ็อตฮิตในตลาดออนไลน์เช่นกันนะ…ใครอยากรู้ลองเปิดเฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรม ก็จะเห็นผลิตภัณฑ์สบู่อารมณ์นี้เพียบไปหมด ดังนั้น อย่ารอช้า รีบมาเรียนไปทำขาย สร้างรายได้กันให้เป๊ะ…ปังกันไปเลย

หนึ่งในอาชีพสุดฟินของคนที่หลงใหลในอาชีพเกษตรกรรมสมัยใหม่ อย่าง การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ที่กำลังมาแรงสุดๆ เพราะถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน กับกระแส “อาหารคลีน” ที่ถูกอกถูกใจคนรักสุขภาพเป็นอย่างมาก ด้วยความฮิตติดกระแสขนาดนี้ ทีมงานของเราจึงไม่พลาดที่จะเปิดหลักสูตรใหม่ล่าสุด ใน วันที่ 29 ตุลาคม 2559 อย่าง ไฮโดรโปนิกส์ ผักเงินล้าน ที่ต่อยอดมาจากหลักสูตรสุดฮ็อต อย่าง การปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์ ที่ได้วิทยากรผู้เชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์มายาวนานกว่าในวงการนี้ อย่าง อาจารย์ปกรณ์ พิสุทธิ์ชาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีนอินสไปรด์ จำกัด และเจ้าของเว็บไซต์ http://www.thaihydrohobby.com ที่จะมาเปิดเผยและให้ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์กันแบบครบวงจร พร้อมนำพาทุกท่านไปชมระบบการจัดการฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ ของจริงกันอีกด้วย โดยในชั่วโมงเรียนนั้นทุกท่านจะได้เรียนรู้เรื่องการปลูกพืชไม่ใช้ดิน, เทคนิคการลดไนเตรตของผักไฮโดรโปนิกส์, เรียนรู้ระบบการในปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์ พร้อมตอบปัญหา และข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำธุรกิจนี้อีกด้วย ส่วนช่วงบ่าย อาจารย์ปกรณ์ จะพาผู้เรียนทุกท่านไปเยี่ยมชมฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ เพื่อศึกษาระบบการจัดการภายในฟาร์ม และตอบทุกคำถามที่ค้างคาใจ สำหรับคนที่กำลังจะก้าวเข้าสู่การทำธุรกิจนี้อีกด้วย เรียกได้ว่า…ตอบโจทย์สำหรับคนที่อยากนำไปต่อยอดสร้างธุรกิจใหม่ ที่กำลังอินเทรนด์ในขณะนี้เลยทีเดียว

สำหรับท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียนหลักสูตร การแกะสลัก เพื่อการจัดจาน (วันที่ 22 ตุลาคม 2559), ไฮโดรโปนิกส์ ผักเงินล้าน (วันที่ 29 ตุลาคม 2559), การผลิตสบู่ เพื่อผิวสวย (วันที่ 30 ตุลาคม 2559) จะมาให้ความรู้ พร้อมเปิดเผยเทคนิค-เคล็ดลับการก้าวเข้าสู่ธุรกิจนี้อย่างมืออาชีพ สำหรับท่านที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชนอคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

คนบางเลน นครปฐม ฉีกแนวใช้บล็อกซีเมนต์ ปลูกกล้วยไม้ตัดดอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

คนบางเลน นครปฐม ฉีกแนวใช้บล็อกซีเมนต์ ปลูกกล้วยไม้ตัดดอก

ไทย เป็นอีกประเทศในโลกที่ผลิตกล้วยไม้ได้อย่างมีคุณภาพ แหล่งปลูกกล้วยไม้หลายแห่งมีศักยภาพในการผลิตกล้วยไม้ได้จำนวนมาก สามารถส่งขายได้ทั้งภายในและต่างประเทศ

การผลิตกล้วยไม้ไม่เพียงแต่เจ้าของธุรกิจจะต้องแข่งขันกับหลายประเทศที่ผลิตอย่างมีคุณภาพแล้ว ยังต้องเอาชนะธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงจนทำให้กระทบกับยอดและคุณภาพผลผลิตอีกด้วย แต่ด้วยใจสู้ของชาวสวนกล้วยไม้ไทยต่างหาวิธีเอาชนะกับปัญหาอุปสรรคอย่างไม่ท้อ

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า ฉบับนี้พาท่านผู้อ่านไปพบกับ คุณสมชาย เลิศรุ่งวิทยาชัย อยู่บ้านเลขที่ 160 หมู่ที่ 7 ตำบลไผ่หูช้าง อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม เจ้าของสวนกล้วยไม้ ที่ชื่อ “สวนหมื่นล้านออร์คิด” เป็นสวนกล้วยไม้สกุลหวายตัดดอกที่มีคุณภาพขนาดใหญ่ย่านบางเลน ขายส่งทั้งตลาดในและต่างประเทศ

พบปัญหาจำนวนมะพร้าวลดลง หายาก ราคาแพง

ส่งผลต่อการทำธุรกิจ

ความจริงแล้วสวนกล้วยไม้เมื่อมองจากภายนอกก็เหมือนกัน แต่ถ้าได้เดินเข้าไปในแปลงปลูกกล้วยไม้ของสวนคุณสมชายจะพบว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของกล้วยไม้ที่ปลูก ใช้บล็อกซีเมนต์เป็นวัสดุปลูกแทนกาบมะพร้าว ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ให้ผลผลิตสมบูรณ์ทั้งขนาดและความสวยสด แถมยังประหยัดคุ้มทุนกว่าการใช้กาบมะพร้าวล้วนเสียด้วยซ้ำ แต่เหตุผลอะไรที่ทำให้คุณสมชายถึงเลือกนำบล็อกซีเมนต์มาใช้กับธุรกิจของเขา ลองตามไปฟังคำตอบกัน

คุณสมชายอยู่บนเส้นทางอาชีพปลูกกล้วยไม้ตัดดอกมานานกว่า 12 ปี เดิมทีมีสวนอยู่แถวจังหวัดนนทบุรี แต่มองดูน่าจะคับแคบไป จึงทำให้ตัดสินใจย้ายมาที่บางเลน นครปฐม เพื่อทำสวนกล้วยไม้แห่งใหม่ที่มีพื้นที่จำนวน 100 ไร่

เดิมทีคุณสมชายใช้กาบมะพร้าวเป็นวัสดุปลูกเช่นเดียวกับรายอื่น ซึ่งทำกันมายาวนาน และกาบมะพร้าวที่ใช้มี 2 แบบ คือ ชนิดอัดก้อนและไม่อัดก้อน

แนวคิดที่ต้องการหาวัสดุอื่นมาแทนมะพร้าวเพราะหลายปีนี้พบว่าเกิดวิกฤตหนอนหัวดำมากินต้นมะพร้าว ส่งผลให้ลูกมะพร้าวเกิดความเสียหายและลดจำนวนลง ขณะเดียวกัน เปลือกมะพร้าวที่นำมาใช้สำหรับปลูกกล้วยไม้ก็หายากมากขึ้น อีกทั้งยังมีราคาขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ คือจากเดิมเคยซื้อแบบอัดก้อนราคาก้อนละ 6 บาท ได้ขยับขึ้นมาเป็น 12 บาท ต่อก้อน แล้วยังหายากด้วย กว่าจะสั่งได้ครบต้องรอนาน

ด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นมีการสะสมจนทำให้ผู้ประกอบธุรกิจกล้วยไม้ตัดดอกไม่สามารถกำหนดเป้าหมายและตัวเลขการผลิตที่ชัดเจนแน่นอนได้ จึงทำให้ขาดโอกาสทางการค้าไปอย่างน่าเสียดาย เพราะการปลูกกล้วยไม้ต้องคำนึงถึงช่วงเวลาเพื่อกำหนดให้ออกดอกทันในช่วงเทศกาล แล้วหากเลยออกไปจะทำให้ราคาลดลงทันที

เลือกใช้บล็อกซีเมนต์ เพราะต้นทุนต่ำ ผลิตง่าย ใช้ได้นาน

ด้วยเหตุนี้คุณสมชายพร้อมกับกลุ่มเพื่อนหารือถึงปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วเกิดแนวคิดว่าควรจะหาวัสดุชนิดอื่นมาทดแทนการใช้มะพร้าว โดยผุดแนวคิดหาวิธีมากมายหลายชนิด แต่หลายแนวทางที่คิดออกมาล้วนแต่ประสบปัญหาตรงที่ต้องใช้ต้นทุนสูงแล้วไม่สอดคล้องกับความต้องการ

ในที่สุดมีการเสนอความคิดให้ลองใช้บล็อกซีเมนต์ที่ใช้กันอยู่ในวงการก่อสร้างทั่วไปมาเป็นวัสดุปลูกกล้วยไม้ ซึ่งเมื่อมาตรวจสอบราคาต้นทุนแล้วเพียงราคาก้อนละ 3 บาท อีกทั้งการขึ้น-ลงราคาก็ไม่เปลี่ยนแปลงเร็วเพราะอาจไปกระทบกับต้นทุนการก่อสร้าง รวมถึงยังมีความทนทานสามารถใช้ได้นานถึง 10 ปี

แต่ข้อเสียคือมีน้ำหนักถึงก้อนละ 6 กิโลกรัม ซึ่งอาจส่งผลต่อการรับน้ำหนักของโต๊ะปลูก จึงได้ลองออกแบบใหม่ให้แตกต่างจากบล็อกซีเมนต์ทั่วไป แล้วสามารถลดน้ำหนักลงมาได้เหลือก้อนละ 5 กิโลกรัม ในที่สุดเมื่อมีการปรับแต่งทุกอย่างก็สามารถลองนำมาใช้งานจริงได้ จึงได้ผลิตออกมาจำนวนมากเพื่อนำไปใช้กับกล้วยไม้รุ่นใหม่

“บล็อกซีเมนต์ที่ผลิตออกมาเพื่อใช้สำหรับปลูกกล้วยไม้มีขนาดและลักษณะแตกต่างจากบล็อกซีเมนต์ที่ใช้ในการก่อสร้าง กล่าวคือด้านยาวจะสั้นกว่า และด้านกว้างจะยาวกว่า และความหนาจะน้อยกว่า เหตุผลที่ต้องออกแบบเช่นนี้เพราะต้องการให้มีน้ำหนักเบา อีกทั้งจำนวนช่องยังน้อยกว่าด้วย ไม่เพียงเท่านั้นยังใช้แกลบดำเป็นส่วนผสมของการผลิตบล็อกซีเมนต์ด้วย”

ถึงแม้แนวทางการนำบล็อกซีเมนต์มาใช้ แต่คุณสมชายยังคงต้องใช้กาบมะพร้าวด้วยเพื่อให้ช่วยเก็บความชื้นจากน้ำ เพียงแต่ใช้น้อยลงมากเหลือเพียง 20 เปอร์เซ็นต์จากที่เคยใช้ และเป็นกาบมะพร้าวอ่อนที่อยู่บริเวณเปลือกมะพร้าวที่หลังจากได้ปอกเปลือกออกแล้วโดยนำกาบมะพร้าวอ่อนมาปิดที่ช่องบริเวณด้านหน้าบล็อกซีเมนต์ โดยกาบมะพร้าวดังกล่าวมีราคาคันรถละ 3,000 บาท ใช้งานได้จำนวนมากด้วย

กำไรเห็นชัดเมื่อพ้นปีที่ 4

ทางด้านการลงทุน คุณสมชาย บอกว่า ถ้าเริ่มลงทุนพร้อมกันกับแบบใช้กาบมะพร้าวล้วน อาจใช้เงินลงทุนไม่ต่างกัน แต่จะเริ่มเห็นความชัดเจนในการเปลี่ยนต้นกล้วยไม้รุ่นที่สอง ในราวปีที่ 4 เนื่องจากสามารถลดต้นทุนไปได้ถึง 80-90 เปอร์เซ็นต์ เพราะถ้าใช้กาบมะพร้าวตามแนวทางเดิมจะต้องซื้อวัสดุปลูกชุดใหม่ ต้องลงทุนใหม่ ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงที่ต้องขนวัสดุเก่าไปทิ้ง แล้วยังต้องจ้างคนมาทำความสะอาด

แต่การนำบล็อกซีเมนต์มาใช้สามารถใช้ของเดิมได้ โดยไม่ต้องไปลงทุนซื้อใหม่ ไม่ต้องขนอะไรออกนอกพื้นที่เลย เพียงมีค่าทำความสะอาดของเดิมเท่านั้น ถือว่าประหยัดเงินลงทุนได้เกือบเท่ากับเงินลงทุนก้อนแรก

ข้อดีของการนำบล็อกซีเมนต์มาใช้อีกด้านหนึ่งคือมีประโยชน์ต่อการควบคุมปริมาณน้ำจะง่ายกว่า โดยเฉพาะหน้าฝน ถ้าใช้กาบมะพร้าวตามแนวทางเดิมจะอุ้มเก็บน้ำไว้นาน จะชื้นมาก แล้วแห้งยากจึงเสี่ยงต่อการเกิดโรคเชื้อรา เพราะแม้ว่ากล้วยไม้จะชอบน้ำ แต่ไม่ชอบน้ำมากและชุ่มเกินไป

เมื่อนำบล็อกซีเมนต์มาใช้ ปรากฏว่าปริมาณน้ำที่อยู่ในกาบมะพร้าวอ่อนมีจำนวนน้อยมาก เหมาะสมกับความต้องการของกล้วยไม้ จึงทำให้ไม่เกิดความชื้นสะสมแล้วไม่เป็นเชื้อรา ดังนั้น สารกำจัดเชื้อราที่ใช้จึงน้อยลงมาก แล้วใช้ห่างได้ ถือเป็นข้อดีของการลดต้นทุน

นอกจากนั้น ยังมีข้อดีคือแมลงศัตรูพืชลดลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วที่ผ่านมา 3 ปี ยังพบว่ากล้วยไม้แตกหน่อใหม่จำนวนหลายหน่อ ทั้งนี้ การใช้แนวทางนี้ให้มีประสิทธิภาพจะต้องมีการบริหารจัดการเรื่องปุ๋ย/น้ำอย่างสอดคล้องและเหมาะสมควบคู่ไปด้วย

ขณะนี้สวนกล้วยไม้ของคุณสมชายได้นำบล็อกซีเมนต์มาใช้แล้วกว่า 60 ไร่ และใช้มานานกว่า 3 ปี ซึ่งเป็นเพียงกล้วยไม้รุ่นแรก นอกจากตัวเขาเองแล้วในกลุ่มญาติและเพื่อนที่ประกอบธุรกิจกล้วยไม้ตัดดอกก็ได้นำวิธีนี้ไปใช้กันแล้ว

ไม่ผิดหวังเรื่องคุณภาพ แต่ต้องบริหารจัดการที่ถูกต้องเหมาะสม

สำหรับในเรื่องคุณภาพและผลผลิตที่เกิดจากการปลูกในบล็อกซีเมนต์ คุณสมชาย บอกว่า ในระยะแรกหรือผลผลิตรุ่นแรกมีอัตราการเจริญเติบโตช้ากว่าวิธีการใช้กาบมะพร้าวล้วนเพียง 1 เดือนเท่านั้น แต่เมื่อผ่านพ้นไปสัก 1 ปี จะพบว่าการให้ผลผลิตไม่แตกต่างกันเลย

คุณสมชายแสดงความเป็นห่วงในเรื่องสถานการณ์กาบมะพร้าวที่นำมาใช้ปลูกกล้วยไม้อยู่ในขณะนี้ว่านับวันจะยิ่งหายากเพราะลดน้อยลงมาก แล้วยังมีราคาแพง ฉะนั้น หากใช้วิธีการเดิมต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มมาก แล้วในอนาคตยังไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร แต่ถ้ามีการเตรียมความพร้อมไว้ก่อน อย่ารอให้ถึงวันที่เดือดร้อน จึงต้องหาทางแก้ไขก่อน

อย่างไรก็ตาม กล้วยไม้ในสวนของคุณสมชาย ยังมีการปลูกแบบใช้กาบมะพร้าวล้วนอยู่จำนวน 20 ไร่ เขาบอกว่ากล้วยไม้ชุดนี้คงไม่เปลี่ยนไปใช้บล็อกซีเมนต์ เพราะต้องการปลูกเพื่อเปรียบเทียบ พร้อมกับใช้สำหรับเป็นฐานข้อมูลด้วย

สำหรับท่านที่สนใจการปลูกกล้วยไม้ด้วยการใช้บล็อกซีเมนต์เป็นวัสดุ ตามแนวทางของ คุณสมชาย สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ (089) 890-8814

ราคาสินค้าตลาดสี่มุมเมืองประจำวันที่ 16 กันยายน 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

ราคาสินค้าตลาดสี่มุมเมืองประจำวันที่ 16 กันยายน 2559

ผัก

กระเจี๊ยบเขียว กิโลกรัมละ 14

ข้าวโพดฝักอ่อน กิโลกรัมละ 20

ขึ้นฉ่าย กิโลกรัมละ 50

ต้นคะน้า กิโลกรัมละ 6.50

ยอดคะน้า กิโลกรัมละ 7

แตงกวาทั่วไป กิโลกรัมละ 4

แตงกวาเล็กอ่อน กิโลกรัมละ 8

แตงไทยอ่อน กิโลกรัมละ 10

แตงร้าน กิโลกรัมละ 6.50

ถั่วงอก กิโลกรัมละ 20.50

ถั่วฝักยาวด้วง กิโลกรัมละ 20

ถั่วฝักยาวเส้น กิโลกรัมละ 21

ถั่วพู กิโลกรัมละ 30

ถั่วแขก กิโลกรัมละ 30

บวบงู กิโลกรัมละ 14

บวบเหลี่ยม กิโลกรัมละ 6

บวบหอม กิโลกรัมละ 10

ผักกาดหอม กิโลกรัมละ 22.50

ผักบุ้งจีน กิโลกรัมละ 6

ผักบุ้งไทย มัดละ 50

ฟักเขียวแก่ กิโลกรัมละ 5

ฟักเขียวอ่อน กิโลกรัมละ 5

มะเขือเปราะ กิโลกรัมละ 16

มะเขือม่วง กิโลกรัมละ 14

มะเขือลาย กิโลกรัมละ 16

มะเขือลิง กิโลกรัมละ 14

มะเขือยาวขาว กิโลกรัมละ 19

มะเขือพวง กิโลกรัมละ 20

มะระจีน กิโลกรัมละ 15

มะละกอดิบ กิโลกรัมละ 6

ลูกน้ำเต้า กิโลกรัมละ 10

กะหล่ำปลีขาว (แกะเปลือก)กิโลกรัมละ 17.50

กะหล่ำปลีม่วง กิโลกรัมละ 30

คะน้าฮ่องกง กิโลกรัมละ 70

แครอตนอก กิโลกรัมละ 25

กระเทียมต้น กิโลกรัมละ 80

ตั้งโอ๋ กิโลกรัมละ 45

ผักกวางตุ้งดอก กิโลกรัมละ 15

ผักกวางตุ้งไต้หวัน กิโลกรัมละ 35

ผักกวางตุ้งธรรมดา กิโลกรัมละ 4

ผักกาดแก้ว กิโลกรัมละ 45

ผักกาดขาวปลี กิโลกรัมละ 14

ผักกาดขาว (ลุ้ย) กิโลกรัมละ 18

ผักกาดเขียว กิโลกรัมละ 10

พริกยอดสน กิโลกรัมละ 35

พริกยำเขียว กิโลกรัมละ 24

พริกยำแดง กิโลกรัมละ 56

มะเขือเทศเชอร์รี่ กิโลกรัมละ 65

มะเขือเทศผลใหญ่ กิโลกรัมละ 20

มะเขือเทศสีดา กิโลกรัมละ 20

มันฝรั่ง กิโลกรัมละ 35

ยอดฟักแม้ว กิโลกรัมละ 30

ลูกฟักแม้ว กิโลกรัมละ 20

ผลไม้

กล้วยไข่กำแพงเพชร

เบอร์ใหญ่ หวีละ 60

กล้วยไข่กำแพงเพชร

เบอร์กลาง หวีละ 42.50

กล้วยไข่กำแพงเพชร

เบอร์เล็ก หวีละ 22.50

กล้วยน้ำว้านวล

เบอร์ใหญ่ หวีละ 60

กล้วยน้ำว้านวล

เบอร์กลาง หวีละ 42.50

กล้วยน้ำว้านวล

เบอร์เล็ก หวีละ 22.50

ขนุนทองประเสริฐ กิโลกรัมละ 30

ขนุนมาเลย์ กิโลกรัมละ 30

ฝรั่งกิมจู ใหญ่ กิโลกรัมละ 25

ฝรั่งกิมจู กลาง กิโลกรัมละ 23

มะพร้าวอ่อนน้ำหอม ใหญ่ ลูกละ 22

มะพร้าวอ่อนน้ำหอม กลางลูกละ 20

มะพร้าวอ่อนน้ำหอม เล็ก ลูกละ 18

ส้มเขียวหวาน 00 กิโลกรัมละ 60

ส้มเขียวหวาน 0 กิโลกรัมละ 60

ส้มเขียวหวาน 1 กิโลกรัมละ 45

ส้มเขียวหวาน 2 กิโลกรัมละ 30

ส้มเขียวหวาน 3 กิโลกรัมละ 25

ส้มเขียวหวานสีน้ำตาล

เบอร์ 00 กิโลกรัมละ 68

ส้มเขียวหวานสีน้ำตาล

เบอร์ 0 กิโลกรัมละ 68

ส้มเขียวหวานสีน้ำตาล

เบอร์ 1 กิโลกรัมละ 50

ส้มเขียวหวานสีน้ำตาล

เบอร์ 2 กิโลกรัมละ 35

ส้มเขียวหวานสีน้ำตาล

เบอร์ 3 กิโลกรัมละ 28

ส้มสายน้ำผึ้ง เบอร์ 7 กิโลกรัมละ 95

ส้มสายน้ำผึ้ง เบอร์ 6 กิโลกรัมละ 90

ส้มสายน้ำผึ้ง เบอร์ 5 กิโลกรัมละ 80

ส้มสายน้ำผึ้ง เบอร์ 4 กิโลกรัมละ 50

ส้มสายน้ำผึ้ง เบอร์ 3 กิโลกรัมละ 35

ส้มโชกุน เบอร์ 00 กิโลกรัมละ 80

ส้มโชกุน เบอร์ 0 กิโลกรัมละ 70

ส้มโชกุน เบอร์ 1 กิโลกรัมละ 45

ส้มโชกุน เบอร์ 2 กิโลกรัมละ 35

ส้มโชกุน เบอร์ 3 กิโลกรัมละ 25

เนื้อหมู

กระเพาะหมู กิโลกรัมละ 95

ไข่ดันหมู กิโลกรัมละ 90

ซี่โครงหมู กิโลกรัมละ 127

ตับหมู กิโลกรัมละ 100

ขาหมู กิโลกรัมละ 69

เนื้อแดงหมู กิโลกรัมละ 130

เนื้อสันใน-นอกหมู กิโลกรัมละ 129.50

เนื้อสามชั้นหมู กิโลกรัมละ 130

ปอดหมู กิโลกรัมละ 30

ไส้ตันหมู กิโลกรัมละ 160

ไส้อ่อนหมู กิโลกรัมละ 130

หัวใจหมู กิโลกรัมละ 95

หัวหมูสด กิโลกรัมละ 85

หัวหมูพะโล้ กิโลกรัมละ 100

เนื้อวัว

ขอบกระด้งเนื้อ กิโลกรัมละ 220

ขี้ริ้วเนื้อ กิโลกรัมละ 220

เครื่องในเนื้อ กิโลกรัมละ 130

ดอกจอกเนื้อ กิโลกรัมละ 220

ตับเนื้อ กิโลกรัมละ 230

น่องเนื้อ กิโลกรัมละ 220

ซี่โครงเนื้อ กิโลกรัมละ 200

เนื้อแดง กิโลกรัมละ 230

เนื้อปลีกเนื้อ กิโลกรัมละ 220

สันคอเนื้อ กิโลกรัมละ 220

เศษเนื้อ กิโลกรัมละ 130

หัวใจเนื้อ กิโลกรัมละ 200

เนื้อวัวบด กิโลกรัมละ 220

ลิ้นเนื้อ กิโลกรัมละ 220

เนื้อไก่

ไก่แก่ กิโลกรัมละ 62.50

ไก่ผ่าซีก กิโลกรัมละ 70

ข้อไก่ กิโลกรัมละ 31.50

เครื่องในไก่ กิโลกรัมละ 67.50

ซี่โครงไก่ กิโลกรัมละ 22.50

ตีนไก่ กิโลกรัมละ 72.50

ปีกเต็ม-น่องไก่ กิโลกรัมละ 80

ปีกบนไก่ กิโลกรัมละ 70

สะโพกไก่ กิโลกรัมละ 85

อกไก่ กิโลกรัมละ 70

ไข่ไก่ เบอร์ 0 ฟองละ 4.50

ไข่ไก่ เบอร์ 1 ฟองละ 4.20

ไข่ไก่ เบอร์ 2 ฟองละ 3.80

ไข่ไก่ เบอร์ 3 ฟองละ 3.50

ไข่เป็ด เบอร์ 0 ฟองละ 6

ไข่เป็ด เบอร์ 1 ฟองละ 5

ไข่เป็ด เบอร์ 2 ฟองละ 4.80

ไข่เป็ด เบอร์ 3 ฟองละ 3.50

ปลาน้ำจืด

กบ กิโลกรัมละ 97.50

ปลากด กิโลกรัมละ 150

ปลาเค้า กิโลกรัมละ 110

ปลาช่อนเล็ก กิโลกรัมละ 130

ปลาช่อนใหญ่ กิโลกรัมละ 160

ปลาดุกนา กิโลกรัมละ 120

ปลาทับทิม กิโลกรัมละ 92.50

ปลานิล กิโลกรัมละ 47.50

ปลาเนื้ออ่อน กิโลกรัมละ 250

ปลารากกล้วย กิโลกรัมละ 250

ปลาแรด กิโลกรัมละ 92.50

ปลาสร้อย กิโลกรัมละ 55

ปลาสลิด กิโลกรัมละ 150

ปลาสวายหั่น กิโลกรัมละ 60

ปลาสวายตัว กิโลกรัมละ 40

อาหารทะเล

ปลากระบอก กิโลกรัมละ 110

ปลากะพงขาว กิโลกรัมละ 157.50

ปลาเก๋า กิโลกรัมละ 180

ปลาซาบะ กิโลกรัมละ 67.50

ปลาอินทรี กิโลกรัมละ 235

หมึกไข่ ใหญ่ กิโลกรัมละ 250

หมึกไข่ กลาง กิโลกรัมละ 190

หมึกไข่ เล็ก กิโลกรัมละ 185

หมึกกล้วย กิโลกรัมละ 205

หอยแครง กิโลกรัมละ 147.50

หอยลาย กิโลกรัมละ 62.50

ปูม้า (ตัว) กิโลกรัมละ 290

ปูม้า (แกะ) กิโลกรัมละ 465

ดอกไม้

ดอกรัก ลิตรละ 65

ดาวเรือง ตัดดอก ร้อยละ 90

ดาวเรือง ตัดกิ่ง ร้อยละ 135

บานไม่รู้โรย กิโลกรัมละ 80

บัวหลวงขาว กำละ 35

บัวหลวงแดง กำละ 25

กุหลาบตาก กิ่งใหญ่ ร้อยละ 500

กุหลาบตาก กิ่งรอง ร้อยละ 320

มะลิดิบ ลิตรละ 550

มะลิแช่ ลิตรละ 350

ดอกพุด ลิตรละ 150

ดาหลา ดอกละ 40

จำปี ร้อยละ 110

ชา…เครื่องดื่มแห่งวัฒนธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05110011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต

ชา…เครื่องดื่มแห่งวัฒนธรรม

คนสมัยใหม่เขามักจะบอกว่า…ชาเป็นเครื่องดื่มของคนแก่ หรือดื่มชาทำให้ท้องผูก ซึ่งอาจเป็นเพราะกระแสความนิยมในการดื่มน้ำอัดลม กาแฟ ไวน์ เบียร์ ที่มาแรง ทำให้คนรุ่นใหม่น้อยคนนักที่จะรู้จักเลือกดื่มชา โดยเฉพาะชาจีน ที่ดูช่างไม่มีโอกาสเสียเลยในยุคแห่งเครื่องอำนวยความสะดวกที่ทุกๆ คนเคยชินกับความรวดเร็ว และสำเร็จรูป เพราะมีรายละเอียดของอุปกรณ์ และขั้นตอนวิธีชงชาจีน อีกทั้งเป็นเครื่องดื่มชนิดร้อน จึงหาโอกาสดื่มได้ยาก

ในที่ทำงาน ส่วนมากก็มีแต่ชาฝรั่งสำเร็จรูปชนิดซองที่เราคุ้นเคยในนาม ชาลิปตัน เท่านั้น ที่ยังสามารถสู้เจ้าตลาดอย่างกาแฟได้ บางท่านพอกลับเข้าบ้านก็พบกับน้ำอัดลมกระป๋อง เบียร์กระป๋อง ที่เพียงดึงห่วงอะลูมิเนียมก็พร้อมดื่มได้ทันที แล้วเราจะปล่อยให้วัฒนธรรมของชาวตะวันออกโดยแท้ที่สืบทอดกันมานานนับพันปีเสื่อมหายไปตามรสนิยมสมัยใหม่กระนั้นหรือ

วัฒนธรรมการดื่มชา

แม้วัฒนธรรมการดื่มชาดั้งเดิมจะลืมเลือนไปบ้าง แต่สำหรับชาวตะวันออกอย่างประเทศไต้หวัน ที่มีอากาศค่อนข้างหนาว คนเลยนิยมดื่มเครื่องดื่มร้อนกันมาก ซึ่งคนที่นั่นเขาดื่มชากันเป็นประจำเกือบทุกคน ตั้งแต่อายุน้อยๆ วัยรุ่น จนถึงคนแก่ ชาของที่นั่นขายดีกว่าน้ำอัดลม เพราะรัฐบาลเขาให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง มีโรงเรียนสอนเกี่ยวกับเรื่องชา โดยเฉพาะการดื่มชาของไต้หวันนั้นเรียกได้ว่าเป็นวัฒนธรรมประจำชาติกันเลยทีเดียวเชียว

สำหรับประเทศไทยเราที่อากาศร้อนอบอ้าวแทบตับจะแตก จะเห็นได้ว่าก็ยังมีการดื่มน้ำชากันมานานแล้วเช่นกัน สมัยอาก๋ง อาม่า ไปสวนลุมพินีตอนเช้าทุกวัน จะพบเห็นมีก๊วนน้ำชามากเช่นกัน จึงไม่น่าจะใช่เหตุผลเกี่ยวกับอากาศร้อน หนาว แต่อาจเป็นด้วยความเชื่อมากกว่าไหม

บางคนเชื่อที่ว่า ดื่มน้ำชามากๆ จะทำให้ท้องผูก อาจเป็นความจริงบ้างบางส่วน ถ้าเราดื่มน้ำชาที่แช่ใบชาไว้นานกว่า 2 ชั่วโมง ใบชาจะคายสารแทนนินออกมา ซึ่งสารชนิดนี้มีผลที่จะทำให้ท้องผูกได้ แต่ถ้าดื่มตามวิธีชงชาแบบจีน คือเทน้ำร้อนลงในถ้วยน้ำชาไม่ถึงนาทีจะไม่มีทางท้องผูกได้เลย ว่างั้นนะ

แหล่งปลูกต้นชาที่ดี และเหมาะสมที่สุด

สำหรับประเทศไทย ภูมิประเทศทางภาคเหนือในเขตจังหวัดเชียงราย มีภูมิอากาศที่เหมาะกับการปลูกต้นชา เพราะดินที่นี่อุดมสมบูรณ์ไม่แพ้แหล่งปลูกชาสำคัญๆ ของโลกเลย และชาที่ปลูกได้ในประเทศไทยก็มีรสชาติดีไม่แพ้ของไต้หวันเช่นกัน

หากคนไทยเรานิยมหันมาดื่มชาจีนกันบ้าง เกษตรกรก็หันมาปลูกชากันมากขึ้น คงจะทำให้เกษตรกรผู้ปลูกชามีอาชีพและมีรายได้มากขึ้น เพราะในประเทศไต้หวัน ชาจีนดีๆ อย่าง ชาอู่หลง ที่นิยมกันมาก และมีราคาดีมากๆ คนไทยเราก็มีแหล่งผลิตเช่นกัน ซึ่งชาอู่หลงบนดอยแม่สลอง จังหวัดเชียงราย ถือได้ว่าเป็นชาที่พัฒนาจนสามารถส่งออกตีตลาดกลับไปยังไต้หวันได้ เช่น ชาอู่หลงก้านอ่อน และชาอู่หลง เบอร์ 12

ที่มาของ ชา

ชา เป็นเครื่องดื่มที่คนรู้จักกันมานาน และนิยมดื่มกันอย่างแพร่หลายที่สุดอย่างหนึ่งในโลก ส่วนจะเริ่มรู้จักดื่มชากันตั้งแต่เมื่อใดนั้นไม่มีหลักฐานแน่ชัด หลายคนเชื่อว่า ชามีถิ่นกำเนิดมาจากหลังคาโลก คือ ประเทศทิเบต แต่ในตำนานชาของจีน มีเรื่องเล่าว่า อยู่ในช่วงเดียวกับอารยธรรมลุ่มน้ำสินธุเริ่มต้น หรือประมาณ 2,737 ปี ก่อนคริสตกาล จักรพรรดิเชนนุงของจีนไต้บังเอิญพบว่า ใบชามีรสชาติดีและกลิ่นหอม เมื่อนำมาใส่น้ำร้อน จึงเริ่มมีคนนิยมดื่มชานับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ชา มาจากพืชตระกูลคาเมเลีย ไซเนนซิส ถิ่นกำเนิดอยู่ในจีนและอินเดีย เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ใบเขียวตลอดปี ในเมล็ดมีสารจำพวกน้ำมันระเหย ส่วนในใบมีสารจำพวกแทนนินและกาเฟอีน มีลักษณะใบเรียวยาว ขอบใบเป็นหยัก ละเอียด คล้ายฟันปลา ในทางเศรษฐกิจเป็นพืชที่มีความสำคัญรองจากกาแฟ แต่เป็นเครื่องดื่มที่มีคนดื่มมากที่สุดในโลก

หลักฐานสำคัญที่บ่งบอกว่าคนเราเริ่มรู้จักนำใบชามาบ่มและผ่านกรรมวิธีต่างๆ คือ ตำนานชาของลู่หยู ซึ่งจัดพิมพ์ในประเทศจีน เมื่อปี ค.ศ. 780 ได้บรรยายถึงการปลูกชา กรรมวิธีในการทำใบชาพร้อมดื่ม เช่น อัดเป็นก้อน ป่นเป็นผง และในรูปใบชาแห้งต่างๆ

พระภิกษุในพุทธศาสนาเป็นผู้ถ่ายทอดวัฒนธรรมการดื่มชาสู่ประเทศญี่ปุ่น จากนั้นก็ขยายไปหมู่เกาะชวา และหมู่เกาะอินเดียตะวันออกในอาณานิคมโปรตุเกส เมื่อพ่อค้าอังกฤษมาตั้งบริษัทอินเดียตะวันออกขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 16-18 ชาก็หลั่งไหลสู่หมู่เกาะอังกฤษ และอาณานิคมทั้งหลาย รวมๆ ทั้งทวีปอเมริกาในที่สุด

วิธีชงชาจีน

ก่อนจะมานั่งจิบชา ต้องเตรียมอุปกรณ์ให้ครบก่อน เริ่มจาก ตะเกียงลาน กาน้ำ ปั้นน้ำชา ปั้นรองกากชา จอกชา บางชุดอาจมีจอกสำหรับดมชาด้วย ซึ่งเป็นจอกทรงสูงกว่า และชิ้นสุดท้ายก็คือ ชามรองน้ำล้างจอกชา ทั้งนี้ อาจจะมีอุปกรณ์พิเศษหรือทันสมัยกว่านี้ก็ตามแต่รสนิยม

หลังจากที่จัดหาอุปกรณ์ได้ครบแล้วก็เริ่มกรรมวิธีชงชาตามแบบคนจีนได้เลย เมื่อต้มน้ำจนเดือดดีแล้ว ให้ยกกาขึ้นพักไว้ ทิ้งให้เย็นลงเล็กน้อย อุณหภูมิที่ชงชาจีนได้อร่อยที่สุดคือ ประมาณ 85 องศาเซลเซียส เพราะถ้าน้ำร้อนมากเกินไปจะทำให้ใบชาสุก จนไม่คลายรส และกลิ่นหอมของชาออกมา

ระหว่างนั้นก็ใช้ช้อนตักใบชาลงในปั้นอย่าใช้มือ เพราะอาจจะมีเหงื่อและกลิ่นอื่นๆ อันไม่พึงประสงค์อาจติดไปกับใบชาได้ ใส่ใบชา ประมาณ 1 ใน 4 ของปั้นน้ำชา หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ร่วมดื่ม

เคล็ดลับ วิธีเทน้ำร้อนลงในปั้น

ให้ยกกาเทน้ำลงมาจากระดับสูง ห่างจากปั้นประมาณสัก 1 ฟุต เพื่อให้น้ำไหลผ่านอากาศ ช่วยลดอุณหภูมิอีกที สำหรับครั้งแรกให้เทน้ำลงในปั้นจนล้นเพื่อล้างใบชาไปในตัว แล้วทิ้งไว้ประมาณ 1 นาที แล้วค่อยรินใส่จอก สำหรับน้ำแรกแบบนี้ไม่ต้องรอนาน เพราะใบชายังใหม่ และมีรสจัดเข้มอยู่แล้ว พอถึงน้ำที่ 3 หรือ 4 ก็รอนานขึ้นเล็กน้อย แต่ต้องไม่เกิน 2 นาที เพราะเดี๋ยวใบชาสุก และเวลาเทน้ำก็ไม่ต้องยกกาสูงแล้ว เพราะน้ำจะเริ่มอุ่นลงตามเวลา น้ำชาในครั้งที่ 3 หรือ 4 จะเป็นน้ำชาที่มีรสกลมกล่อมที่สุด เพราะใบชาที่ม้วนอยู่จะคลายตัวได้ที่ ให้รสชาติ และหอมเต็มที่

ชาปั้นหนึ่งจะชงได้ถึง 6-7 ครั้ง หากว่าเราชงได้ 3 ครั้ง แล้วอยากหยุดไว้ก่อนก็ได้ หากเรารินน้ำออกจากปั้นให้แห้งจริงๆ เราสามารถเก็บใบชาไว้ในปั้นอย่างนั้นจากเช้าถึงเย็น แล้วนำมาชงต่อได้อีกโดยรสชาติไม่เสียไป แต่ห้ามเก็บข้ามคืน

วิธีรินน้ำชาใส่จอก

ให้จัดจอกชาเรียงเป็นแถวชิดกัน แล้วรินจากจอกแรกไปหาจอกสุดท้าย โดยรินจอกละน้อยก่อน แล้ววนจากจอกสุดท้ายมาจอกแรก วนไปวนมาจนเต็มเท่ากันทุกจอก แล้วชาทุกจอกจะมีรสชาติเสมอกัน หรืออีกวิธีก็คือ รินน้ำชาทั้งหมดลงในปั้นอีกใบ น้ำชาหยดแรกก็จะผสมคลุกเคล้ากับหยดสุดท้าย ทำให้รสชาติเท่ากันหมด จากนั้นค่อยรินใส่จอกให้แก่ผู้ดื่มแต่ละคน ซึ่งวิธีหลังนี้จะช่วยลดอุณหภูมิน้ำชาให้พอดีดื่ม

วิธีลดอุณหภูมิน้ำชา

ธรรมเนียมสำคัญในพิธีชงชาแบบจีน คือ รินน้ำชาตามวิธีดังกล่าวลงในจอกสำหรับดมก่อน จอกสูงจะช่วยเก็บกลิ่นไว้ได้นาน หลังจากนั้นค่อยรินลงจอกสำหรับดื่ม น้ำชาก็จะอุ่นพอดี ส่วนผู้ดื่มก็จะนำจอกดมใบเปล่านั้นมาประคองไว้ด้วยมือทั้งสอง ยกรองไว้ใกล้จมูก ไอหอมของชาที่ติดอยู่ในจอกลึกก็จะหอมชื่นใจ ไอร้อนที่เก็บผ่านจอกกระเบื้องบางก็จะอุ่นมือให้กล้ามเนื้อรู้สึกผ่อนคลาย ซึ่งเขาบอกว่า เป็นความสุขสุดยอดช่วงหนึ่งในศิลปะการดื่มน้ำชา ว่างั้น!

ชนิดและลักษณะของชาจีนที่ดี

คนจีนได้จำแนกชนิดของชาตามฤดูที่เก็บชาในประเทศจีน มี 4 ฤดู คือ ชุง แห่ ชิว และตัง คือ เริ่มนับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนพฤษภาคม ประมาณ 3 เดือน นั้น เป็นช่วง ชุง แห่ คือช่วงหน้าฝน ส่วน ชิว คือ ช่วงหมดฝนจะเริ่มเข้าหน้าหนาว ตัง จึงเป็นอีกช่วงที่เก็บชาได้ แต่ใบชารสดีที่สุดจะได้จากฤดูชุงเท่านั้น และภูมิประเทศยิ่งสูงยิ่งหนาว ชาจะยิ่งหอมและมีคุณภาพดี และราคาแพงยิ่งขึ้นเท่านั้น

ใบชาที่ดีจะต้องมีลักษณะใบแห้งและม้วนหดตัวแน่น เมื่อนำมาชงน้ำร้อนแล้ว ใบจะคลายออกให้เห็นเต็มทั้งใบ ไม่ขาด สีออกเขียวอมเหลืองเมื่อผ่านน้ำร้อนแล้ว แต่ใบชาไม่ดีจะออกสีน้ำตาล ถ้าเป็นพวกชาสด อย่าง ชาชิงชิงอู่หลง น้ำชาจะต้องใส สีออกเหลืองเขียว กลิ่นหอม ใบชาสด รสขมเล็กน้อย ชุ่มคอ ถ้าเป็นพวกชาทิกวนอิม (เป็นยอดชาชั้นเยี่ยมที่สุดในตระกูลชาอู่หลง)

หรือชาจุ้ยเชียน (เป็นชาประเภทชาแดง) เมื่อชงน้ำชาจะมีสีเข้มออกไปทางสีน้ำตาล กลิ่นหอมไหม้ รสขม ชุ่มคอนาน พวกคอชาอายุมากๆ จะชอบพวกชาทิกวนอิมมากกว่า (เป็นยอดชาชั้นเยี่ยมที่สุดในตระกูลชาอู่หลง : ชาอู่หลงเป็นชาหมักน้อย ลักษณะอยู่ระหว่างชาเขียวกับชาแดง คือกลิ่นหอม นุ่ม คล้ายน้ำผึ้ง ค่อนไปทางชาเขียวแต่รสเข้มค่อนไปทางชาแดง สีของชาอู่หลง จะเป็นสีเหลืองอมเขียว ใส)

วิธีบ่มใบชาแบบอู่หลง

การเก็บชาต้องดูวันที่ไม่มีฝนตก และก่อนหน้าเวลาเก็บต้องรอให้เวลาสายให้แสงแดดออกแล้ว เพื่อให้น้ำค้างระเหยหมด ใบชาต้องแห้งพอสมควรจึงจะเริ่มเก็บ เวลาริดใบจะริดเฉพาะช่วงยอด แต่ละยอดมี 2 ใบ หรือไม่เกิน 3 ใบ การเก็บต้องทำโดยความระมัดระวัง ทะนุถนอมไม่ให้ใบช้ำ

หลังจากนั้นจะนำใบชาสดมาผึ่งแดด ประมาณ 20 นาที เพื่อไล่ความชื้นออกประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ เสร็จแล้วก็นำไปกระตุ้นโดยใช้มือนวดเบาๆ ให้ใบเสียดสีกันจนขอบใบเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ หรือเกิดกระบวนการหมัก ทำครั้งละไม่เกิน 1 ชั่วโมง ประมาณ 4-5 ครั้ง แล้วนำเข้าเครื่องกระตุ้น 2 ครั้ง ครั้งละ 5-10 นาที แต่ต้องทิ้งระยะห่างกัน 1 ชั่วโมง ช่วงนี้ใบจะคืนตัวและคายความหอมออกมา

แล้วนำไปคั่วด้วยความร้อนกว่า 300 องศาเซลเซียส นาน 5-6 นาที หลังจากนั้นก็นำเข้าเครื่องนวดให้ใบม้วนตัว แล้วนำไปอบอีกที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส แล้วนำออกมาห่อในผ้าขาว ครั้งละประมาณ 3 กิโลกรัม เพื่อม้วนใบด้วยมือ อบและนวดแบบนี้ 4-5 ครั้ง ขั้นตอนนี้ความชื้นในใบชาจะเหลือเพียง 10-20 เปอร์เซ็นต์ สุดท้าย จะอบด้วยความร้อนมากกว่า 90 องศาเซลเซียส ให้ความชื้นลดเหลือ 5-8 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องทำให้เสร็จภายในเวลา 24 ชั่วโมง

ขั้นสุดท้ายก่อนนำมาบรรจุห่อ คือการคัดเลือกเกรดใบชา หมายถึงคัดเอาก้านออกและแบ่งความสมบูรณ์ของใบชาที่ม้วนตัว มาขายในราคาต่างๆ กันไป จากนั้นก็นำไปอบให้เกิดกลิ่นหอมอีกที ก่อนจะบรรจุห่อ

ชาจีนที่ดีจะไม่มีการปรุงแต่งกลิ่น หรือเติมสิ่งแปลกปลอมใดๆ เพราะรสธรรมชาติเท่านั้นที่คนจีนยอมรับ

เมื่อท่านได้อ่านเรื่องราวของ “ชาจีน” แล้ว ก็ได้แต่หวังว่าคนไทยรุ่นใหม่ๆ คงหันมาสนใจเลือกดื่ม “ชา” แทนเครื่องดื่มอื่นกันบ้างนะคะ จะเลือกดื่มชาร้อนหรือเย็นก็ได้ทั้งนั้น หรือหากท่านใดอยากมีคอนโดฯ อยากมีเบนซ์ เขาบอกว่าให้ดื่มชาเขียว อิชิตัน ซิ ไม่แน่ว่าการดื่มชาอาจเปลี่ยนชีวิตท่านก็ได้ ใครจะไปรู้เนาะ

ผ่าโมเดล “แหลมเกต” เจนวาย จากขาดทุนเดือนละห้าแสน…สู่ยอดขายร้อยล้าน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0724150959&srcday=2016-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 405

เรื่องจากปก

เรื่อง : พารนี ปัทมานันท์ รูป : ธนศักดิ์ ธรรมบุตร

ผ่าโมเดล “แหลมเกต” เจนวาย จากขาดทุนเดือนละห้าแสน…สู่ยอดขายร้อยล้าน!

“ร้านอาหาร ถ้าวันหนึ่งมีลูกค้าเข้ามากิน 100 คน ขายยังไงก็ไม่รวย แต่ถ้าขายได้วันละ 400 คน จ่ายคนละ 555 บาท รายรับวันหนึ่งกว่า 200,000 บาท ซึ่งที่ผ่านมาร้านแหลมเกต สาขาพหลโยธิน 11 และซอยอารีย์ ที่นั่งเต็มทุกรอบทุกวันเป็นเวลาปีเศษ รายรับรวมกันสูงถึงหลักร้อยล้านบาท”

ย้อนไปเมื่อกว่า 30 ปีก่อน แหลมเกต คือชื่อของร้านอาหารทะเลชื่อดัง ระดับ “ท็อปไฟว์” ในพื้นที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

เปิดให้บริการอยู่นานจนกลายเป็น “ร้านเก่าแก่” แต่แล้วเมื่อ “สังคมเมือง” เข้า “รุกคืบ” บรรยากาศโดยรอบ จนทำให้ศรีราชา อาจไม่เหมาะกับการไปตากอากาศหรือพักผ่อนเหมือนดังแต่ก่อน

เจ้าของร้านรุ่นคุณพ่อ-คุณแม่ ซึ่งนับวันอายุก็ยิ่งมากขึ้น จึงตัดสินใจ ปิดกิจการลง เมื่อราวปี 2550 ที่ผ่านมา

ถัดจากนั้นราว 4-5 ปี ทายาทรุ่นสองของกิจการ ได้สานต่อธุรกิจครอบครัว ปลุกให้ “แหลมเกต” พลิกขึ้นมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง บนทำเลกลางกรุง ย่านสุขุมวิท

แต่ความตั้งใจของเจ้าของร้านเจนวาย กลับไม่เป็นไปอย่างที่วาดฝันไว้

“เส้นทาง” ของ “แหลมเกต” เมื่อครั้งนั้น จึงทั้งขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อ และไม่ได้โรยด้วยกุหลาบ…แม้แต่กลีบเดียว

มีทุน มุ่งมั่น

อยากเป็นนายตัวเอง

“เกิดและโตมากับร้านอาหาร แค่พนักงานเสิร์ฟอาหารมา 1 จาน รู้เลยว่าอร่อยหรือไม่อร่อย พอเรียนจบปริญญาตรีจึงตัดสินใจไม่ทำร้านอาหารแล้วเข้ากรุงเทพฯ มาสมัครงานประจำ ทำที่แรกรู้สึกไม่ใช่ตัวเอง อยู่ได้ไม่ถึงปีจึงลาออก” คุณโค้ก-อพิชาต บวรบัญชารักษ์ ผู้บริหารกิจการ Laemgate Infinite (แหลมเกต อินฟินิท) ร้านอาหารทะเล บุฟเฟ่ต์ อะลาคาร์ท ปรุงใหม่สดจานต่อจาน เจ้าของเรื่องราวในครั้งนี้ เริ่มต้นบทสนทนา ด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้มกันเอง

ก่อนเล่าให้ฟังต่อ งานประจำสังกัดใหม่ ที่เขาได้ทำ คือเป็นผู้ติดตาม คุณสมประสงค์ บุญยะชัย อดีตผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มอินทัช ซึ่งประสบการณ์จากการทำหน้าที่นี้นี่เอง ทำให้เขาได้แนวคิดในการบริหารจัดการธุรกิจหลายเรื่อง จนกลายเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญในชีวิต

“คุณสมประสงค์ บุญยะชัย เปรียบเป็นครูของผม ท่านมักสอนว่าทำงานอะไร ต้องทำตัวให้เบาที่สุด คือต้องลอยเหนือปัญหาเวลามีปัญหาขึ้นมา อย่าไปจมกับมัน ให้ลอยขึ้นมา แล้วแก้ไขปัญหานั้น อย่าเอาตัวเข้าไปในปัญหา เปรียบกับคนปีนหน้าผา เขาจะพยายามเอาอุปกรณ์ต่างๆ ขว้างทิ้งให้หมด ทำตัวเองให้เบาเพื่อจะเดินขึ้นหน้าผาได้ง่ายที่สุด” คุณโค้ก ว่ามาอย่างนั้น

ก่อนเล่าต่อ ทำงานประจำอยู่หลายปี มีเงินเก็บอยู่จำนวนหนึ่ง ถึงเวลาอยากมีธุรกิจของตัวเอง ประกอบกับช่วงที่ทางบ้านปิดกิจการไป พรรคพวกเพื่อนฝูงหลายคนถามไถ่ ปิดทำไม อยากให้เปิดอีก

เลยเกิด “ไฟ” ขึ้นในใจ อยากทำร้านอาหารของครอบครัวให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง

ความมุ่งมั่นเมื่อราว 4 ปีที่แล้ว เริ่มต้นด้วยการ รีแบรนด์ ออกแบบโลโก้ใหม่ ใส่ความทันสมัยเข้าไปด้วยการใช้ตัวสะกดเป็นภาษาอังกฤษ ว่า Laemgate ก่อนยึดทำเลในคอมมูนิตี้มอลล์ ริมถนนสุขุมวิท เป็นสถานที่ตั้ง

“ตอนนั้นมีเงิน มีความมุ่งมั่น มีความฝัน อยากรวย อยากมีธุรกิจ เหมือนที่เด็กวัยนั้นกำลังอยากมีอิสรภาพ ไม่ต้องเป็นลูกน้องใคร อยากเป็นเจ้านายของตัวเอง อยากเป็นผู้ประกอบการ เลยตัดสินใจเปิดร้านแหลมเกตขึ้นมา

เราลงทุนเต็มที่ เลือกทำเลที่มีรถไฟฟ้าวิ่งผ่าน แต่ลืมนึกไปว่ามันวิ่งผ่านไปเลย ไม่ใช่ทางลง เพราะอยู่ระหว่างสถานีพร้อมพงษ์กับทองหล่อ ตอนแรกเข้าใจว่าลูกค้าจากทองหล่อน่าจะเทมาหาเราบ้าง แต่ไม่เป็นอย่างคาด” คุณโค้ก เล่าเสียงหม่นลง

คำนวณแต่ราคา

ขาดทุนเดือนละห้าแสน

คุณโค้ก เผยถึงประสบการณ์ที่ผิดพลาดให้ฟังอีกว่า การตั้งร้านใหม่ที่สุขุมวิทในครั้งนั้น ยังไม่มีการวาง “เอกลักษณ์ของแบรนด์” ว่าจะมีจุดยืนอย่างไร แต่กลับไปให้ความสำคัญกับการ “ตั้งราคาขาย” เพียงอย่างเดียว

ยกตัวอย่าง อาหาร 1 จาน ต้นทุน 50 บาท หากจะขายต้องมีกำไร 1 เท่า คือต้องขายอาหารจานนั้นในราคา 100 บาท และในเมื่อเป็นร้านจับลูกค้า “กลุ่มบน” ต้องตั้งราคาขายสูงกว่าต้นทุน 1 เท่าครึ่ง ฉะนั้น อาหารต้นทุน 50 บาท จึงขายที่ 125 บาท ถึงจะมีกำไรสูงสุด

“พอคิดแบบนี้ เลยเกิดสูตรเข้าไปครอบในธุรกิจ กลายเป็นว่าอาหารทุกจานถูกขายในราคาต้นทุนบวกกับกำไร 1.5 เท่า และคิดว่าธุรกิจจะไปได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ มันเป็นแบบเหมือนฝันเลือนราง เคว้งคว้างลอยไปเลย คือลูกค้าให้การตอบรับน้อยมาก” คุณโค้ก เล่ายิ้มๆ

ก่อนบอก นอกจากเรื่องราคา ที่ลูกค้าให้การตอบรับน้อยแล้ว อุปสรรคอีกอย่างที่ทำให้ร้านอาหารของเขาในเวลานั้น ไม่ประสบความสำเร็จ น่าจะเกี่ยวกับ ค่านิยมของคนไทย ที่นิยมทานอาหารต่างชาตินอกบ้านมากกว่าอาหารไทย คนไทยส่วนใหญ่มองว่าร้านอาหารไทย เหมาะกับคนมีอายุ หรือต้องมาเป็นครอบครัวเท่านั้น

เมื่อธุรกิจไม่ก้าวหน้าอย่างที่หวัง เจ้าของกิจการแหลมเกต รุ่นสอง ที่เวลานั้นอยู่ในวัยเพียง 20 ปลายๆ จึงงัดสารพัด “กลยุทธ์” ออกมาใช้เพื่อเรียกลูกค้า ทั้งโปรโมชั่นลด 50 เปอร์เซ็นต์ ซื้อ 1 แถม 1 จ้างบล็อกเกอร์เขียนรีวิว ซื้อสื่อหลายแขนง และแม้จะทำทุกอย่างแล้ว แต่รายรับก็ยังไม่กระเตื้องขึ้น

“แหลมเกตที่สุขุมวิทเปิดได้ประมาณปีครึ่ง ขาดทุนเดือนละ 500,000 บาท เอาเงินออกจากกระเป๋าเดือนละ 500,000 บาท เป็นเวลาปีครึ่ง คิดเป็นเลขกลมๆ เบ็ดเสร็จ 9 ล้านบาท ไม่ไหวแล้วครับ ตัดสินใจปิดดีกว่า” คุณโค้ก เผยให้ฟัง

แต่ก่อนที่ร้านจะปิดตัวลงอย่างเป็นทางการ ช่วง “หนึ่งเดือน” สุดท้าย คุณโค้กได้เข้าไปเจรจากับทางเจ้าของสถานที่ หากร้านของเขาสามารถเรียกลูกค้าได้จำนวน 5,000 คน ภายใน 1 เดือน ขอให้ทางห้างลดค่าเช่าเหลือครึ่งหนึ่ง

เมื่อตกลงกันได้ตามนั้น จึงพยายามระดมมันสมองกับทีมงาน ว่าควรออกแบบโมเดลธุรกิจในช่วงเวลา 1 เดือนก่อนหมดสัญญาเช่ากันอย่างไรดี เพราะหากทำแบบเดิมๆ เหมือนที่ผ่านมา คงไม่สามารถเรียกแขกหลายพันคนภายใน 1 เดือนได้แน่นอน

สร้างโมเดล

บุฟเฟ่ต์ ซีฟู้ด อะลาคาร์ท

ช่วงเดือนสุดท้ายของร้านแหลมเกต สาขาสุขุมวิท แม้จะเป็น “วิกฤต” ที่เขม็งเกลียวมากขึ้นทุกขณะ แต่คุณโค้กก็มองเห็น “โอกาส” บางอย่างซ่อนตัวอยู่

“ด้วยความที่อยากโละของออกจากร้าน เลยพยายามมองหาเทรนด์ของผู้บริโภคในเวลานั้นว่ากำลังเป็นไปทางไหน กระทั่งเห็นว่าผู้บริโภคอยากได้ร้านอาหารที่ทานได้ง่ายๆ และ All Include คือรู้ว่าตัวเองต้องจ่ายเงินเท่าไหร่

เลยคิดรูปแบบ บุฟเฟ่ต์ ซีฟู้ด แต่ด้วยความที่เป็นคนไม่ชอบเดินตักอาหารให้วุ่นวาย เลยคิดออกมาว่าให้เสิร์ฟถึงโต๊ะแบบไม่อั้น ปรุงสดใหม่ร้อนๆ จานต่อจาน กระทั่งเกิดคำว่า บุฟเฟ่ต์ ซีฟู้ด อะลาคาร์ท เป็นโมเดลของแหลมเกต ที่แรกและที่เดียวในโลก” คุณโค้ก เล่าให้ฟังอย่างนั้น

ก่อนย้อนถึงปรากฏการณ์ที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง

“เดือนสุดท้ายก่อนปิดตัว แหลมเกต-สุขุมวิท ดังเป็นพลุแตก ลูกค้ายืนต่อแถวรอกันยาวเหยียด ทั้งห้างมีแต่คนมากินเราร้านเดียว จนเกิดความโกลาหล เพราะยังไม่มีการแบ่งขายเป็นรอบๆ วัตถุดิบไม่พอ พนักงานโหลดเกินไป แต่ไม่มองเป็นปัญหา หากมองว่าคือโอกาสใหม่”

และแล้วร้านแหลมเกต สุขุมวิท ปิดตัวเป็นการถาวรในช่วงสิ้นปี 2557 ถัดจากนั้นไม่ถึง 2 เดือน แหลมเกต ซอยพหลโยธิน 11 จึงเกิดขึ้น

คราวนี้ มีการวาง “แนวคิด” ไว้ในทุกรายละเอียด เริ่มต้นจากการสร้าง “เอกลักษณ์ของแบรนด์” ที่เป็นแหล่งผลิตความสุข ลูกค้าทุกคนที่มาทาน ต้องได้ของมีคุณภาพ ในราคาที่พอใจ รสชาติดีเหมือนต้นตำรับ

“ตั้งเป้าหมายไว้ ลูกค้าต้องเข้าใจว่าแหลมเกต ไม่ใช่ร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ ไม่ใช่ร้านอาหารทะเลอย่างเดียว แต่เราขายคำว่า ความสุข ดังนั้น ทุกอย่างในร้านต้องมีความสุขก่อน เริ่มจากเจ้าของ-ลูกน้อง จากนั้นจะค่อยๆ ส่งต่อไปถึงทุกอย่าง แม้กระทั่งเมนูที่ร้าน ยังตั้งราคาไว้ที่ 555 เป็นเสียงหัวเราะเลย” คุณโค้ก เล่าก่อนหัวเราะอารมณ์ดี

เปิดอาณาจักรใหม่

ตั้งราคา 666 บาท

นอกจาก “เอกลักษณ์ของแบรนด์” ที่วางไว้ชัดเจน ว่าเป็นแหล่งผลิตความสุขแล้ว คุณโค้ก บอก “การบริหารจัดการต้นทุน” นับว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งตัวเขานับว่าโชคดี ที่คุณพ่อ-คุณแม่ ปูทางไว้ให้นานกว่า 30 ปี ทุกวันนี้จึงสามารถซื้อหาวัตถุดิบสดๆ จากทะเลได้จากคู่ค้ารุ่นเก่าแก่ และยังมีฟาร์มหอยนางรม ที่ศรีราชา เป็นของตัวเองด้วย

เจ้าของเรื่องราว บอกต่อ ถึงประเด็นสำคัญอีก 1 เรื่องในการนำพาธุรกิจให้ก้าวสู่ความสำเร็จว่า “ความคิดสร้างสรรค์” ต้องมี อย่างเรื่องการสร้างบรรยากาศให้เป็นร้านขายอาหารแบบทั่วไปคงไม่สามารถดึงดูดลูกค้าได้ดีพอ จึงคิดออกแบบร้านให้มีบรรยากาศเหมือนโรงละคร อยากทานต้องโทรจองก่อน ไม่สามารถวอล์กอินได้ และ “เปิดม่าน” ขายกันเป็นรอบ รอบหนึ่งใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมงครึ่ง

“ร้านอาหาร ถ้าวันหนึ่งมีลูกค้าเข้ามากิน 100 คน ขายยังไงก็ไม่รวย แต่ถ้าขายได้วันละ 400 คน จ่ายคนละ 555 บาท รายรับวันหนึ่งกว่า 200,00 บาท ซึ่งที่ผ่านมาร้านแหลมเกต สาขาพหลโยธิน 11 และซอยอารีย์ ที่นั่งเต็มทุกรอบทุกวันเป็นเวลาปีเศษ รายรับรวมกันสูงถึงหลักร้อยล้านบาท” คุณโค้ก บอกน้ำเสียงภูมิใจ

และด้วย “ดีมานด์” ของลูกค้าที่มีมากขึ้นตามลำดับ ลูกค้าเข้าคิวรอทุกวัน ล่าสุดเขาจึงขยายกิจการ เปิดเป็นอาณาจักรความสุขแห่งใหม่ บนพื้นที่ 666 ตารางเมตร บริเวณชั้น 2 ของเอสเจ อินฟินิท ทาวเวอร์ ถนนวิภาวดีรังสิต ภายใต้ชื่อเรียกขาน “แหลมเกต อินฟินิท”

“แหลมเกต อินฟินิท ตกแต่งในบรรยากาศหรูหราด้วยรูปแบบของโรงละครที่พร้อมเปิดม่านแห่งความสุข เสิร์ฟความอร่อยกว่า 20 เมนู อาทิ ปลากะพงทอดน้ำปลา หอยนางรมสด กรรเชียงปูผัดผงกะหรี่ ฯลฯ ทุก 90 นาที ตั้งแต่ช่วงเวลา 11.30-21.00 น. แบ่งเป็น 4 รอบ รอบละ 250 คน ภายใต้แนวคิดความสุขบนรสชาติอาหารที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้ ในราคาเพียง 666 บาท” คุณโค้ก ฝากมาอย่างนั้น

ก่อนส่งท้ายถึงหลักในการบริหารกิจการ ด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ไม่มองลูกค้าเป็นพระเจ้า แต่มองเป็นแม่ ซึ่งทุกคนรู้ดีว่าแม่ของเราเรื่องเยอะขนาดไหน ลูกค้าก็เรื่องเยอะเท่านั้น ฉะนั้น เราต้องทำทุกอย่างให้ลูกค้าพึงพอใจ เท่ากับทำให้แม่เราพึงพอใจ โมเดลนี้แหละรุ่ง”

……………

สนใจค้นหาคำตอบของความสุข สไตล์ แหลมเกต อินฟินิท ได้แล้ววันนี้ สำรองที่นั่ง โทรศัพท์ (080) 000-4444, (084) 959-5959 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook/Laemgate หรือ #Laemgateinfinite

ร้านอาหารยุค “เรดโอเชียน”

หมดเวลาบอก เมนูไหนอร่อย

Viral Marketing (ไวรอล มาร์เก็ตติ้ง) กลยุทธ์การตลาดร่วมสมัย เป็นเทคนิคบอกต่อแบบ “ปากต่อปาก” บนโลกออนไลน์ ซึ่งกำลังถูกนำมาใช้กับแทบทุกสินค้า-บริการ

ไม่เว้นแม้แต่ร้านอาหารอย่าง “แหลมเกต”

ที่ผ่านมาร้านอาหารแห่งนี้ จึงมี “เซตแฟชั่น” น่าสนใจ นำเสนอในรูปแบบไวรอล มาร์เก็ตติ้ง เรียกเสียงฮือฮาบนโลกโซเชียลมาแล้วอย่างต่อเนื่อง

“การแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารทุกวันนี้ ถือมีด ถือหอก กันหมดแล้ว เพราะต่างอยู่ในเรดโอเชียน ดังนั้น คงไม่ใช่เวลามาบอกกันแล้วว่าเมนูเด็ดของเรา คืออะไร ร้านนี้มีอะไรอร่อย” คุณโค้ก-อพิชาต บวรบัญชารักษ์ เผยแนวคิด

และว่า กำลังทำธุรกิจที่เปรียบเสมือน “โรงงานผลิตความสุข” กำลังสร้างความสุขแบบครบวงจร ความสุขที่มากกว่าอาหาร และเชื่อมั่นในการสื่อสารกันบนโลกออนไลน์ ที่สามารถสื่อได้มากกว่าแค่ภาพลักษณ์ เรายังสื่อสารกันด้านอารมณ์ ความรู้สึกได้อีกด้วย

“ที่ผ่านมาผมพยายามเถียงทุกคนที่บอกว่าแหลมเกต เป็นร้านแฟชั่น มาตามกระแส โดยบอกกับพวกเขาว่า เราคือร้านอาหารทะเลทั่วไป แต่เป็นโมเดลใหม่ เพราะเคยมั้ยที่ไปร้านอาหารทะเลแล้วต้องลุ้น ไม่รู้ว่าจะต้องจ่ายเท่าไหร่ แถมบางครั้งโดนฟันแหลก แต่ถ้ามาที่แหลมเกต ไม่มีทางเกิดเหตุการณ์อย่างนั้น จะพาแขก พาเพื่อน มากี่คน รู้เลยว่าต้องใช้งบเท่าไหร่” ผู้บริหาร “แหลมเกต อินฟินิท” วัย 32 บอกอย่างนั้น

“Morganic Farm” ฟาร์มของคนรุ่นใหม่ ปลูกผักแบบออร์แกนิก ทำยากกว่าที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0728150959&srcday=2016-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 405

เกษตรเทรนด์ใหม่

วัชรี ภูรักษา

“Morganic Farm” ฟาร์มของคนรุ่นใหม่ ปลูกผักแบบออร์แกนิก ทำยากกว่าที่คิด

Morganic Farm มอร์แกนิกฟาร์ม ฟาร์มปลูกผัก ที่ก่อตั้งขึ้นด้วยความตั้งใจที่ต้องการเป็นมากกว่าผู้ผลิตอาหาร ไม่เพียงแต่ต้องการคำนึงถึงสุขภาพของผู้บริโภค แต่ต้องการเข้าถึงผู้บริโภคทั้งเรื่องราคาและรสชาติด้วย ด้วยการผลิตพืชผักในรูปแบบของเกษตรอินทรีย์บนพื้นที่ 20 ไร่ ในเขตอำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา

คุณกรฎา รำพึงวงษ์ หรือ คุณแขก สาวน้อยวัย 25 ปี เรียนจบปริญญาตรี สำนักวิชา บริหารจัดการทรัพยากรการเกษตร จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเพราะอยากยึดอาชีพเกษตรกรรม แบบมืออาชีพ จึงเข้าร่วมโครงการกับทางมหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. สำหรับคนที่สนใจอยากทดลองยึดอาชีพเกษตรกรรม ให้ทดลองทำบนพื้นที่ที่จัดสรรให้ ทดลองเป็นระยะเวลา 6 เดือน บนพื้นที่ 2 ไร่ครึ่ง

อยากเป็นเกษตรกรมืออาชีพ

ปลูกแบบอินทรีย์ ขยายงานต่อ

คุณกรฎา เล่าว่า “ได้พื้นที่มา 2 ไร่ครึ่งในตอนแรก ซึ่งพื้นที่ตรงนี้เป็นโซนออร์แกนิกทั้งหมด เกษตรกรทุกรายปลูกผักแบบออร์แกนิก ขณะที่ทำ 2 ไร่ครึ่ง เป็นแปลงทดลองในระยะเวลา 6 เดือน หากทำแล้วชอบ ทำได้ ก็สามารถทำเกษตรต่อได้บนพื้นที่นี้ พอทำไปได้สักระยะเห็นปัญหาอย่างหนึ่งคือ ผลผลิตที่ได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด และไม่สามารถขยายงานเกษตรการปลูกพืชชนิดอื่นๆ ต่อได้ จึงคิดขยับขยายพื้นที่เพิ่ม

จากพื้นที่ 2 ไร่ครึ่ง ปัจจุบันหาเช่าพื้นที่ในอำเภอวังน้ำเขียวในการทำเกษตรอีก 20 ไร่ ในการขยายงานปลูกเพิ่ม ด้วยความต้องการของตลาด เพื่อให้มีผลผลิตอย่างต่อเนื่องตามความต้องการของตลาดตลอดทั้งปี จึงมองเห็นโอกาส โดยได้นำเอารูปแบบของธุรกิจมาสนับสนุนการทำเกษตร ใช้วิธีการบริหารจัดการเข้าช่วย”

หัวใจหลักของการทำเกษตรในพื้นที่นี้ คุณกรฎา บอกว่า “ให้ความสำคัญกับดิน ระบบนิเวศและการผสานความรู้ของชุมชนกับวิทยาศาสตร์”

โดยเกษตรกรรุ่นใหม่รายนี้ บอกอีกว่า หนทางการเป็นเกษตรกรมืออาชีพ คือความตั้งใจจริง เมื่อเป็นคนรุ่นใหม่มาทำเกษตรในพื้นที่ จำเป็นต้องหาความรู้จากคนในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็น ลุง ป้า น้า อา ต่างๆ เพราะคนเหล่านี้มีความรู้ในพื้นที่ดีกว่า มีประสบการณ์และเข้าใจการทำเกษตรมากกว่า เขาจะมีเทคนิคเฉพาะที่สามารถใช้ได้จริง นอกเหนือจากตำรา ปัญหาอย่างหนึ่งที่เธอมักพบเจอคือ เกษตรกรรุ่นใหม่มักคิดว่าตัวเองเจ๋งกว่าคนรุ่นเก่า ซึ่งนั่นก็ไม่ถูกทั้งหมด นอกเหนือจากความตั้งใจที่มี ก็ไม่ควรลืมความรู้ที่สามารถหาได้จากคนรุ่นเก่าที่สามารถนำมาใช้ได้จริง ถ้าเรียนรู้จากพวกเขา รับรองได้ว่าจะปลูกผักเป็นและเก่ง ขายได้แน่นอน

ยอมเสีย ก่อนสำเร็จ

ผสานความรู้ ตั้งบริษัท

ด้วยความเป็นคนรุ่นใหม่ที่หันมาสนใจเกษตร จึงสามารถปรับตัวและนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการทำงานมากขึ้น ทั้งมองเห็นช่องทางการตลาดแบบออนไลน์และปรับใช้ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเป็นข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของเกษตรกรยุคนี้ที่หันมาปลูกผักขาย

คุณกรฎา เล่าว่า “หลังจากการขยับขยายพื้นที่ จึงได้คิดวางแผนเป็นระบบและทำเกษตรในรูปแบบธุรกิจเข้มข้น จึงจัดตั้งบริษัทชื่อ มอร์แกนิก วังน้ำเขียวฟาร์มมิ่ง จำกัด ขึ้นมา ด้วยเพราะพืชผักออร์แกนิกในพื้นที่แถวนี้มีมูลค่าสูงอยู่แล้ว จึงเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดี

ยกตัวอย่างเฉพาะแค่ผักสลัดอย่างเดียว ส่งขายสัปดาห์ละกว่า 1 ตัน ผักออร์แกนิกชนิดอื่นๆ อย่างพวกพืชเมืองหนาวและพืชตระกูลแตงต่างๆ ก็มีออร์เดอร์สั่งมาตลอด ปลูกผักขาย จึงทำเป็นอาชีพและอยู่ได้”

แต่ก็ใช่ว่าจะพบกับความสำเร็จได้อย่างง่ายดาย กว่าจะสามารถขยายพื้นที่และตั้งบริษัทขึ้นมาได้อย่างทุกวันนี้นั้น คุณกรฎา บอกว่า “ไม่ง่ายเลย ด้วยเพราะไม่เคยปลูกผักจริงๆ มาก่อน มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด และไม่ใช่ทุกพื้นที่จะปลูกผักได้หมด จุดแรกที่ต้องเข้าใจเกี่ยวกับการปลูกผักแบบออร์แกนิกคือ ต้องเข้าใจธรรมชาติของพืช และต้องยอมเสีย

การยอมเสียในที่นี้คือ การขาดทุน เพราะปลูกผักแบบออร์แกนิกคือไม่ใช้ยาฆ่าแมลง รวมถึงการนำพืชบางชนิดที่มีฤทธิ์ไล่แมลงมาใช้ไม่ได้ เพราะมันอาจไล่แมลงตัวที่ดีๆ ซึ่งเป็นตัวที่ต้องการให้อยู่ในแปลงผักหายไปด้วย ต้องยอมเสียและยอมรับในจุดนี้ ผลผลิตที่ได้แรกๆ จะไม่มีทางเยอะอย่างที่ตั้งใจอยากให้เป็น ด้วยจะโดนแมลง หรืออาจมีหนอนมาก่อกวนผลผลิตในช่วงนี้อย่างแน่นอน ต้องยอมเสีย รวมทั้งขาดทุนในเรื่องของค่าแรงของตนเองด้วย”

วางแผนผลผลิต ขายได้ทั้งปี

ออร์เดอร์พุ่ง ขายเอง ตลาดรับซื้อ

ปัจจุบัน พื้นที่ 20 ไร่ของมอร์แกนิกฟาร์มมีสัดส่วนการปลูกผลผลิตดังนี้คือ ร้อยละ 70 ของพื้นที่ ปลูกผักตามออร์เดอร์ ส่วนใหญ่เป็นพืชตระกูลแตง อย่าง แตงกวาญี่ปุ่น แตงกวาไทย หรือเบบี้แคร์รอต และร้อยละ 30 ปลูกพืชเมืองหนาว ซึ่งวังน้ำเขียวมีอากาศที่ดี เป็นความพิเศษของพื้นที่ที่มีความเหมาะสม จึงสามารถปลูกพืชผักได้หลากหลายชนิด คุณกรฎา บอก

โดยเธอได้เล่าต่อว่า “จะทำการวางแผนในการปลูกผลผลิตในแต่ละสัปดาห์ ว่ามีผักชนิดไหนต้องทำการส่งในสัปดาห์ไหนบ้าง วางแผนงานการปลูกล่วงหน้าเอาไว้คร่าวๆ

ในเรื่องของการเตรียมดิน การดูแลรักษา ในการเพาะปลูกระบบออร์แกนิกนี้ คุณกรฎา บอกว่า เน้นการปรับปรุงโครงสร้างดินให้มีชีวิต เป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ซึ่งเป็นผู้ช่วยหลักในการแปรรูปอินทรียวัตถุในดิน ให้สามารถปลดปล่อยออกมาเป็นสารอาหารให้แก่พืชได้ และที่สำคัญคือต้องเรียนรู้พฤติกรรมของสิ่งแวดล้อม ให้เกิดความสมดุลภายในแปลงผัก จะช่วยให้ผักเติบโตได้ดีขึ้น

ด้านการจัดการศัตรูพืชและการเสริมธาตุอาหารบำรุง ต้องดูแลให้ดีเช่นกัน มอร์แกนิกฟาร์มใช้การดูแลเสริมรสชาติผักด้วยนมสด และฮอร์โมนผลไม้ ส่วนเรื่องหน้าตาของผัก ต้องทำความเข้าใจ เนื่องเพราะเป็นระบบแบบออร์แกนิก หน้าตาผักก็อาจจะไม่สวยงามมากมาย แต่จะพยายามควบคุมรสชาติผัก ให้ผักไม่ขม แต่ก็ไม่หวานจนเหมือนผลไม้ ต้องเป็นรสชาติของผัก ทานอร่อย”

สำหรับช่องทางการตลาดมี 2 รูปแบบคือ 1. การขายปลีก คือขายเอง ออกบู๊ธ ขายตามตลาดนัดต่างๆ โดยเป็นผู้ดูแลเอง ส่วนรูปแบบที่ 2 คือ ส่งออร์เดอร์ตามสั่งของพ่อค้า คุณกรฎายังบอกถึงรายได้ที่ได้รับต่อสัปดาห์ว่า “อย่างปลูกผักสลัดต่อรอบ สามารถทำเงินได้สัปดาห์ละประมาณ 50,000 บาท แตงกวาญี่ปุ่น แตงกวาไทย ออร์เดอร์รวมต่อสัปดาห์ประมาณ 1,200 กิโลกรัม ทำรายได้ประมาณ 80,000 บาท”

“การทำเกษตรต้องดูสภาพแวดล้อมหลายด้านประกอบ พอถึงช่วงเปลี่ยนฤดูก็ต้องดูสภาพอากาศว่าเหมาะจะปลูกพืชอะไร ที่สำคัญคือเกษตรกรรุ่นใหม่สามารถนำเอารูปแบบของการจัดการวางแผน การทำธุรกิจ หรือใช้ช่องทางทางออนไลน์มาช่วยในการทำเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

คนรุ่นใหม่ที่ตอนนี้หันมาสนใจอยากทำการเกษตร ก็อยากให้ทำหัวว่างๆ พร้อมเรียนรู้จากเกษตรกรที่มีประสบการณ์ควบคู่ด้วย” คุณกรฎา กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับใครที่สนใจการทำเกษตรแบบออร์แกนิก สามารถเข้าไปติดตามดูได้ที่ Facebook: Morganic Farm วังน้ำเขียว หรือโทรศัพท์ (097) 918-3276

“กาดเมืองพร้าวออนไลน์” ยกสินค้าชุมชน ขายบนโลกออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0732150959&srcday=2016-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 405

ช่องทางสร้างอาชีพ

อันติกา

“กาดเมืองพร้าวออนไลน์” ยกสินค้าชุมชน ขายบนโลกออนไลน์

อยู่กรุงเทพฯ นานนับ 10 ปี กระทั่งวันหนึ่งต้องการผันชีวิตกลับคืนสู่ชนบท โดยมีเหตุผลหลัก กลับไปทำความกตัญญูให้ถึงพร้อม นักเขียนมากฝีมือ คุณการะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ จึงได้ที่ทำงานใหม่ท่ามกลางธรรมชาติ และไม่ใช่งานด้านอักษรอย่างเดียวที่เธอลงมือทำ แต่ทว่ายังเข้าไปช่วยสร้างความยั่งยืนให้ชุมชน จนกลายเป็นหนทางสร้างอาชีพจากสิ่งที่มีอยู่รอบตัว กับการเปิดเพจ “กาดเมืองพร้าวออนไลน์” เพจที่รวบรวมสินค้าหลายสิบรายการ อาทิ พืชผักผลไม้ อาหาร และสิ่งที่คนในชุมชนมองข้ามว่าไม่มีค่า ให้กลับมามีราคาได้อีกครั้ง อย่าง “ขี้เถ้า”

กลับมาดูแลพ่อ

ก่ออาชีพในชุมชน

หลังจากทำงานด้านสื่อสารมวลชน เป็นถึงระดับบรรณาธิการ และนักเขียนฝีมือดี ที่ปัจจุบันยังคงทำด้วยใจรัก แต่ทว่าในวันที่พ่อเข้าสู่วัยชรา ผู้เป็นลูกจึงกลับมาดูแลท่านอย่างเต็มตัว คุณการะเกต์ จึงตั้งหลักปักฐานที่อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ สร้างบ้านหลังเล็กๆ อยู่อาศัยร่วมกับผู้เป็นที่รัก ซึ่งรวมถึงน้องสาว คุณกาญจน์ ศรีปริญญาศิลป์ ที่แต่เดิมทำงานด้านสื่อสารมวลชนเช่นกัน

เมื่อใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติและผู้คน ได้เห็นความเป็นอยู่ วัฒนธรรม อาหารการกิน รวมถึงกิจวัตรประจำวัน จึงรู้สึกถึงเสน่ห์

“นึกไปถึงตอนเด็กๆ แม่เป็นคนชอบทำอาหาร และชอบทำสวนมาก เวลาล้อมวงกินข้าวกัน แม่จะบอกเล่าถึงสรรพคุณของวัตถุดิบที่ใส่ลงไป และด้วยพ่อรู้เรื่องตำรับยา รู้เรื่องสมุนไพร ทำให้เราซึมซับสิ่งต่างๆ เหล่านี้มา และภาพความทรงจำนั้น นึกถึงครั้งใดก็อบอุ่นมีความสุข”

ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น แม่ชอบอย่างไร ลูกก็เดินตามรอย การปรุงอาหารกินกันเองในบ้าน จึงเป็นเรื่องสืบทอดมา และจากความชอบปรุง บวก เห็นวิถีของคนในพื้นที่อย่างถ่องแท้ จึงว่า หากสร้างตลาดเมืองพร้าวสู่คนนอกชุมชน ก็น่าจะเป็นหนทางสร้างความยั่งยืนให้คนภายใน

เพจ “กาดเมืองพร้าวออนไลน์” จึงเปิดตัวขึ้นเมื่อราว 2 ปีก่อนหน้านี้ โดยมีคุณกาญจน์เป็นผู้ร่วมนำทาง ซึ่งในเบื้องต้น ยังไม่มีผู้ติดตาม ทั้งสองจึงใช้วิธีบอกกล่าวผ่านเพจส่วนตัว จนกระทั่งยอดผู้ติดตามเริ่มเกิดขึ้น แม้วันนี้ตัวเลขจะอยู่ที่หลักพัน แต่คุณการะเกต์ ว่า คือความภูมิใจ เพราะทุกคนที่เข้ามาเป็นแฟนเพจ คือผู้ชื่นชอบผลิตภัณฑ์ และผู้ยินดีส่งเสริมสนับสนุนกาดเมืองพร้าวออนไลน์

“ช่วงแรกเปิดเพจ เราไม่ค่อยได้อัพเดตเท่าไหร่นัก และจนถึงตอนนี้ก็ไม่ได้ซื้อโฆษณาประชาสัมพันธ์ แต่ว่าจะดูเนื้อหา และใส่ภาพประกอบชัดเจน มีการบอกเล่าในเฟซบุ๊กส่วนตัว สินค้าก็มีเพียงไม่กี่รายการ แต่เมื่อลูกค้าเข้ามาสนใจ กลายเป็นการบอกต่อๆ”

อาหารพื้นถิ่นทำขาย

พืชผัก ผลไม้นานาชนิด

สินค้าเริ่มต้นนำมาจำหน่าย จะเน้นเป็นสินค้าในอำเภอพร้าว แต่เมื่อออร์เดอร์มากขึ้น อย่าง ลูกค้าต้องการพริกขี้หนูจำนวนมาก หรือมะนาว ในอำเภอพร้าวไม่เพียงพอ คนในชุมชนจึงติดต่อญาติซึ่งอยู่ต่างอำเภอ ต่างหมู่บ้าน หรือจังหวัดใกล้เคียง รับซื้อมาจำหน่าย สร้างรายได้แผ่กว้างออกไป กลายเป็นว่าเรามีเครือข่ายเพิ่ม”

ปัจจุบัน สินค้าจำหน่ายในเพจ 30-40 รายการ โดยแบ่งเป็นสินค้าประเภทอาหารสำเร็จรูปปรุงสุกสด ซึ่งอายุการเก็บสั้น การจัดจำหน่ายจึงอยู่ในชุมชน และในพื้นที่ใกล้เคียง นอกจากนั้น จะมีผลิตภัณฑ์ประเภทพืชผักผลไม้ และสินค้าอื่นๆ ที่เห็นว่าสามารถสร้างมูลค่าได้ ก็จะนำมาจำหน่าย อย่าง “ขี้เถ้า”

“คนในชุมชน 90 เปอร์เซ็นต์ ยังหุงหาอาหารด้วยเตาฟืนเตาถ่าน จึงมีขี้เถ้าเตาไฟค่อนข้างเยอะ ซึ่งเราก็คิดถึงตอนเด็กๆ จะเห็นคนโบราณ นำขี้เถ้ามาใช้ได้สารพัด อย่าง ขัดถูทำความสะอาดภาชนะ นำมาแช่หมึกให้พองตัว ก็นำตรงนี้มาเป็นจุดขาย ซึ่งตอนที่เราบอกกับคนในชุมชนว่าจะนำขี้เถ้ามาจำหน่าย ทุกคนหัวเราะเลย เขาไม่คิดว่าจะขายได้ เราใส่ถุงโพสต์ขาย 20 บาท ปรากฏขายได้ กลายเป็นรายได้ให้ชุมชน”

กับการวางแผนตั้งเป้าสินค้านำไปจัดจำหน่ายในเพจหลักร้อยรายการ แต่ทว่าที่ยังไม่ผลีผลาม เพราะทุกรายการสินค้าต้องผ่านทดลองทดสอบ ดูอายุการเก็บรักษา เลือกและออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมก่อน

สำหรับสินค้าที่ได้รับความนิยมมาเป็นอันดับต้นๆ คือพืชผักตามฤดูกาล โดยเฉพาะเห็ดถอบ ที่ให้รสชาติหวานกรอบอร่อย กลิ่นหอม ด้วยเพราะพื้นที่อุดมสมบูรณ์ โอบล้อมด้วยภูเขา โดยชาวบ้านจะเดินทางไปเก็บนำมาส่ง จากนั้นทำความสะอาด แล้วต้มก่อนบรรจุส่งให้ลูกค้า ซึ่งคุณการะเกต์ให้เหตุผลของการนำไปต้มเพื่อคงคุณภาพของเห็ดถอบ ไม่ให้แก่เร็วเกินไป (เห็ดถอบเมื่อเก็บมาแล้วอยู่ได้ราว 2 วันจะแก่)

ต้นทุนเวลา ค่าแรง

นำมาตั้ง สร้างราคา

สินค้าที่ขายดีอีกหลายรายการ ได้แก่ แคบหมู ไส้อั่ว น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกข่า และน้ำพริกคั่วทราย ซึ่งสินค้ารายการหลังนี้ คุณการะเกต์ ว่า เป็นอาหารของชาวไทยใหญ่ที่ใครชิมเป็นต้องติดใจ ปรุงสดใหม่ ให้ลูกค้าเลือกทั้งแบบใส่กากหมูเจียวเอง หรือจะเลือกแบบใส่ถั่วเน่าหั่นซอยเป็นเส้นผสมลงไป

กับราคาขายสินค้า หากเป็นประเภทพืชผักผลไม้ เทียบในซุปเปอร์มาร์เก็ต จะมีราคาถูกกว่า แต่ถ้าเทียบกับตลาดทั่วไปไม่หนีห่างกันมาก แต่หากเป็นสินค้าประเภทอาหารราคายุติธรรม เมื่อเทียบกับกระบวนการทำตั้งแต่ตั้งต้น

“คนเรามักจะลืมคิดต้นทุนเวลา อย่างชาวบ้านที่นี่ดองผักทานเอง ทำขายกันเองห้าบาทสิบบาท เขาไม่เคยคิดว่ากว่าจะทำเสร็จใช้เวลาเป็นวัน นี่คือค่าแรง ยิ่งต้องลงมือปลูกผักกาดเอง ควรเห็นคุณค่าตั้งแต่หยอดเมล็ดพันธุ์ลงบนพื้นดิน เมื่อทำขายต้องคำนึงถึงจุดนี้ และนี่คือสิ่งที่ลูกค้าภายนอกเข้าใจ กระทั่งรู้ว่าค่าขนส่งสูงเขาก็ยอมซื้อ”

คุณการะเกต์ ได้เล่าต่อถึงเหตุผลของค่าขนส่ง ว่ามีราคาแพงเพราะพื้นที่ตั้งอำเภอพร้าวห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่กว่า 100 กิโลเมตร การจัดส่งสินค้าจึงเป็นเรื่องลำบากพอควร แต่ทว่าลูกค้าจำนวนมากเข้าใจ แม้อาจต้องจ่ายค่าขนส่งสูงกว่าราคาสินค้าก็ตาม

“ลูกค้าของกาดเมืองพร้าวจะอยู่ในช่วงอายุประมาณ 20 ปีขึ้นไปจนถึง 40 ปี ส่วนใหญ่คือคนที่รักสุขภาพ และมักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ว่าในภาพรวมก็มีจากทั่วประเทศ เหนือ อีสาน ใต้ กลาง มาหมด ส่งผลให้เกิดยอดขายเดือนละประมาณ 100,000-200,000 บาท กำไรก็ราวๆ 30-50 เปอร์เซ็นต์ สามารถช่วยคนในชุมชนเฉพาะอำเภอพร้าวให้มีรายได้มากบ้างน้อยบ้าง รวมแล้วกว่า 100 ครัวเรือน”

คงไม่เพียงแต่ผลิตภัณฑ์ของกาดเมืองพร้าวที่ส่งผลถึงยอดขาย แต่ทว่าน่าจะเป็นการตอบกลับข้อความที่รวดเร็ว ฉับไว อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการเอาใจใส่ลูกค้าเป็นอย่างดี “เรื่องความรับผิดชอบนี่ยิ่งสำคัญ อย่างเคยส่งสินค้าไปแล้ว เกิดความเสียหาย ก็จะรีบส่งสินค้าใหม่ให้ลูกค้าทันที โดยไม่คิดเงิน ซึ่งด้วยความใส่ใจตรงนี้ ลูกค้าบางท่านโอนเงินมาให้ ส่งกำลังใจมาให้ตลอด ก็ถือว่าดีใจมากแล้วที่มีคนสนใจกาดของเรา”

การนำสินค้าในพื้นที่มาจำหน่ายให้กับกลุ่มลูกค้าภายนอกผ่านโลกอินเตอร์เน็ต ซึ่งในยุคสมัยนี้ถือว่าเป็นช่องทางจำหน่ายที่ดี โอกาสขายได้มีสูง แต่ทว่าต้องมีจุดขาย

“เรายกตลาดบ้านนอกมาไว้ในอินเตอร์เน็ต ส่งตรงจากหมู่บ้านถึงจานคุณ นี่คือสิ่งที่ต้องการบอกกล่าวออกไป ซึ่งเชื่อว่า วันหนึ่งชุมชนของเราจะกลายเป็นชุมชนเข้มแข็ง กลายเป็นชุมชนที่มีคนเดินเข้ามาหา ตอนนี้จึงได้วางแผนต่อยอดสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ซึ่งไม่ได้หมายถึงเงินนะ แต่คือคุณภาพชีวิต โดยเริ่มจากจัดเตรียมพื้นที่ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ให้คนในชุมชนมาแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้ากัน พร้อมกับต้อนรับคนนอก สร้างห้องพักเล็กๆ ขยายครัวเพิ่ม คนที่รักธรรมชาติ รักวิถีชุมชนและวัฒนธรรม สามารถเข้ามาเรียนรู้การอยู่แบบที่เราเป็นได้” คุณการะเกต์ กล่าวทิ้งท้าย

สนใจติดต่อ คลิก แฟนเพจ กาดเมืองพร้าวออนไลน์ หรือเว็บไซต์ http://www.phraomarket.com