ทาโกะยากิ ขนมครกหมึกยักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05081150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

ทาโกะยากิ ขนมครกหมึกยักษ์

โอซาก้า เป็นเมืองเศรษฐกิจหลักของญี่ปุ่นและได้ชื่อว่าเป็นเมือง “คุอิดาโอเระ” หมายถึง คนที่อยู่ในเมืองนี้ใส่ใจกับเรื่องอาหารการกินมากจนหมดตัว จึงเป็นศูนย์กลางแห่งการกินดื่มสังสรรค์ มีอาหารอร่อยคอยยั่วให้อยากลิ้มรสอยู่ทุกหัวมุมถนน

มีอาหารพื้นเมืองอยู่ 2 ชนิด ที่เป็นเอกลักษณ์ประจำแถบถิ่นภูมิภาคคันไซนี้ ซึ่งว่ากันว่า ถ้าไม่ได้กิน ถือว่าไปไม่ถึงเมืองโอซาก้าจริง

นั่นคือ ขนมครกญี่ปุ่น กับ พิซซ่าญี่ปุ่น ที่มีชื่อเรียกเป็นภาษาถิ่นว่า ทาโกะยากิ (Takoyaki) กับ โอโคโนะมิยากิ (Okonomiyaki)

อาหารทั้ง 2 อย่าง จัดเป็นของว่างหรือของกินเล่น มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และมีต้นกำเนิดมาจากโอซาก้านี่เอง แถมยังเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในงานเทศกาลแบบญี่ปุ่นทุกงาน ไม่ต่างจากงานวัดของเราในอดีตที่มีอ้อยควั่นขายคู่กับถั่วต้มอะไรประมาณนั้น

สำหรับ “คนรักผัก” ฉบับนี้จะพูดถึงทาโกะยากิอย่างเดียวก่อน

ในบ้านเราคนไทยรู้จักขนมครกปลาหมึกยักษ์นี้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในหลายปีหลังมานี้ที่มีบริษัทแฟรนไชส์ของญี่ปุ่นเข้ามาเปิดสาขาขายทาโกะยากิในศูนย์การค้ามากมายตามกระแสความเห่อญี่ปุ่นที่กำลังรุ่งพุ่งแรงไม่หยุดหลังจากที่ประเทศญี่ปุ่นเปิดประเทศให้คนไทยเข้าไปเที่ยวได้โดยไม่ต้องขอวีซ่านานถึง 15 วัน

ยิ่งเมื่อมีสายการบินต้นทุนต่ำเปิดบินตรงจากไทยไปหลายเมืองในญี่ปุ่นด้วยตั๋วถูกๆ ยุคนี้คนไทยที่ชอบเดินทางท่องเที่ยว จึงได้ไปเดินปร๋ออยู่ตามเมืองสำคัญหลายแห่งของประเทศญี่ปุ่นเป็นว่าเล่น (และคนไทยจำนวนหนึ่งก็สร้างชื่อเสียเอาไว้ให้คนญี่ปุ่นปวดหัวไปตามๆ กัน)

โอซาก้า ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งทาโกะยากิกับโอโคโนะมิยากิ และแหล่งที่จะมองหาของกินเล่นทั้ง 2 อย่างนี้ ได้มากที่สุดคือ ในย่านโดทงโบริ (Doutonbori) บริเวณถนนโดทงโบริ ตัดกับถนนชินไซบาชิ (Shinsaibashi) ที่มีป้ายขนมกูลิโกะติดตั้งอย่างเด่นสง่า และหัวมุมตรงนั้นมีร้านขายปูชื่อดังที่มีรูปปูยักษ์ขยับก้ามได้จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของถนนแห่งนี้ไปแล้ว

แถวนี้มีร้านขายทาโกะยากิอร่อยๆ มากมาย มีคนที่ไปเที่ยวมาแล้วคอยเขียนแนะนำตามเว็บไซต์พันทิป บอกว่า ต้องไปกินร้านนั้นร้านนี้เพราะมีทีเด็ด สร้างชื่อเสียงมายาวนาน คนไทยบ้าตาม แห่อยู่แล้วก็แห่ตามกันไปกิน เอาเข้าจริงๆ รสชาติของแต่ละร้านก็ไม่ได้ต่างกันมากมายอะไรนัก แม้แต่ซื้อกินกันตามแผงลอยข้างถนนที่มีอยู่เกลื่อนเมืองโอซาก้า รสชาติขนมครกหมึกยักษ์ก็ออกมาแนวเดียวกัน ผิดแผกแตกต่างแค่พวกเครื่องเคียงโรยหน้าและวัตถุดิบพิเศษที่ใส่ลงไปในแป้งกับพวกซอสราดหน้าที่อาจปรุงขึ้นเฉพาะเป็นสูตรของร้านเท่านั้นเอง

แต่ทาโกะยากิทุกก้อนจะต้องมีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ ไส้ข้างในขนมครกต้องมีปลาหมึกยักษ์หั่นชิ้นพอคำ ร้านไหนจะชนะใจก็ตรงที่ว่าใส่ปลาหมึกยักษ์ชิ้นเบิ้มขนาดไหนและสดหวานเพียงใด

กินทาโกะยากิก็เหมือนกับกินขนมครกในบ้านเรา เพียงแต่ขนมครกไทยๆ มีแค่วงกลมครึ่งฝา ต้องเอาแต่ละฝามาประกบกันจึงเป็นก้อนได้ และหลุมขนมครกญี่ปุ่นเจาะลึกกว่าขนมครกไทยพอสมควร เป็นการคิดคำนวณมาอย่างดีให้ได้ขนาดพอเหมาะที่จะให้คนปรุงใช้ตะเกียบหรือเหล็กปลายแหลมเขี่ยขนมปั้นก้อนจนขึ้นรูปเป็นทรงกลมเหมือนลูกบอล

คุณสมบัติของขนมครกก็อย่างที่รู้กัน คือจะให้อร่อยเด็ดต้องกินตอนร้อนๆ แซะขึ้นจากเตาก็เอามาหม่ำเลย ผิวด้านนอกของแป้งจะกรอบหวาน ด้านในอ่อนนุ่มอุ้มไอร้อนของไฟเอาไว้เต็มๆ ดังนั้น เสน่ห์ของการกินขนมครกจึงอยู่ที่วิธีกินของแต่ละคนที่จะให้ได้รสความอร่อยของขนมครกและความร้อนลวกกับกรอบกรุบถูกเคี้ยวไปพร้อมกันให้ละลายอยู่ในปาก…อึ้มมม

ว่าแล้วก็นึกอยากขึ้นมาในบัดดล

ขนมครกหมึกยักษ์ทาโกะยากิก็มีลักษณะเดียวกันเป๊ะ เพียงแต่มีไส้ปลาหมึกและผักอื่นๆ อยู่ข้างใน (แล้วแต่สูตรของแต่ละคน) บางเจ้าใส่ปลาหมึกอย่างเดียว บางเจ้าปรุงรสด้วยสาหร่ายทะเล กะหล่ำปลี แครอต ต้นหอมญี่ปุ่น แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือปลาหมึก และต้องเป็นหมึกยักษ์เท่านั้นนะจึงจะอร่อยเด็ดเมื่อหั่นเป็นก้อนขนาดพอคำเคี้ยวได้รสชาติกรุบกรับ

คำว่า “ทาโกะยากิ” แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า ปลาหมึกอบ ปลาหมึกปิ้ง หรือ ปลาหมึกทอด ทาโกะ คือ ปลาหมึก ส่วน ยากิ หมายถึง การทอด ปิ้ง หรือ อบ และเป็นคำประกอบชื่ออาหารอีกหลายชนิดของญี่ปุ่น เช่น เท็ปปันยากิ ยากิโตะริ เทริยากิ และ ซุกิยากิ

ทาโกะยากิทำไม่ยาก มีส่วนผสมหลักคือ แป้งอเนกประสงค์ ไข่ ซอสถั่วเหลือง เกลือ ต้นหอมญี่ปุ่นหั่นฝอย ขิงดองสีแดง ปลาหมึกยักษ์ น้ำซุปปลาย่าง สาหร่ายทะเลแห้ง ปลาแห้งขูดฝอยสำหรับโรยหน้าและซอสทาโกะยากิ โดยผสมแป้งกับน้ำซุป ไข่ และเครื่องปรุงรสก่อน แล้วใส่ไส้เป็นหมึกตัวเล็กทั้งตัวหรือหมึกยักษ์หั่นเต๋าร่วมกับส่วนผสมอื่นแล้วแต่ชอบ แต่ที่นิยมคือ ขิงดองสีแดงกับต้นหอมญี่ปุ่น และเทนคาซุหรือเศษเทมปุระ แล้วทำให้สุกโดยวิธีทอดหรือปิ้งในกระทะหลุม เมื่อจะกินนิยมราดซอสทาโกะยากิกับมายองเนส แล้วโรยหน้าด้วยผงสาหร่ายสีเขียว (อาโนริ) กับปลาโอแห้งขูดฝอย (คัทสึโอะบุชิ)

เล่ากันว่า พ่อค้าอาหารริมถนนชาวญี่ปุ่นชื่อ เอ็นโด โทะเมะกิชิ เป็นคนคิดค้นทาโกะยากิขึ้นใน พ.ศ. 2476 (ค.ศ. 1933) โดยดัดแปลงมาจากอาหารชื่อ “อะกะชิยะกิ” (Akashiyaki) แล้ววางขายในโอซาก้าเป็นแห่งแรก จนกระทั่งได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วแคว้นคันไซ แล้วแพร่ต่อไปทั่วประเทศและทั่วโลก

ใครได้ไปเดินเล่นในญี่ปุ่นจะเห็นว่ามีรถเข็นริมถนนที่เรียกว่า “ยะตะอิ” (yatai) ตั้งเตาขายทาโกะยากิอยู่ทั่วไป เตาเหล็กร้อนๆ เวลาราดแป้งทาโกะยากิที่ผสมแล้วลงไปมีเสียงฉ่าน่าฟัง พร้อมกับส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายไปทั้งถนน ร้านไหนอร่อยถูกปากคนส่วนมากก็เข้าคิวคอยซื้อต่อกันเป็นแถวยาวเหยียด

ปัจจุบัน ในญี่ปุ่นสามารถหาซื้อทาโกะยากิกินได้สะดวกตลอด 24 ชั่วโมงเลย เพราะมีวางขายในร้านสะดวกซื้อทั่วไป รวมทั้งภัตตาคารและห้างสรรพสินค้าเยอะแยะ นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังผลิตทาโกะยากิแช่แข็งส่งออกไปขายนอกประเทศเป็นจำนวนมาก (แต่ยังไงก็อร่อยสู้ของที่ปรุงกันสดๆ ใหม่ๆ ปิ้งกันร้อนๆ กินตรงนั้นเลยไม่ได้)

โดยทั่วไปแล้ว ทาโกะยากิ จะมีขนาดเท่ากับลูกกอล์ฟ แต่บางร้านก็หาจุดขายด้วยการทำขนาดใหญ่พิเศษประมาณลูกเบสบอลแล้วใส่เครื่องเคราที่เป็นไส้เพิ่มเข้าไป โดยเฉพาะปลาหมึกที่ชิ้นใหญ่ขึ้น ซึ่งแต่ละร้านแข่งกันเรื่องขนาดของปลาหมึกนี่เอง

อย่างไรก็ตาม ทาโกะยากิขนาดพอดีคำประมาณลูกกอล์ฟหรือเล็กกว่านิดหน่อยยังได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับคนทุกเพศทุกวัยโดยเฉพาะเด็กและวัยรุ่น เพราะกินง่าย สะดวก รสชาติอร่อย เป็นของกินเล่นที่อิ่มท้อง สามารถซื้อกินตามข้างถนนใช้รองท้องในระหว่างเดินเล่นในงานเทศกาลต่างๆ ได้ดี สุดท้ายกลายมาเป็นอาหารยอดนิยมของผู้คนทุกระดับชั้น

ในงานเทศกาลเทนจินปีนี้ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเทศกาลบูชาเทพเจ้าในฤดูร้อนขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น มีโอกาสได้เห็นหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นใส่ชุดยูคาตะหน้าร้อนออกมาเดินเที่ยวเล่นชมงานและซื้อทาโกะยากิ เดินกินกันไป คุยกันกะหนุงกะหนิง พลอยเพลินตาเพลินใจไปด้วย แน่นอนว่าถือโอกาสชิมทาโกะยากิริมทางจนพุงปลิ้นกันไปเลย

และไม่สนใจอีกแล้วว่าใครจะมาแนะนำร้านดังร้านเด็ด ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม ให้ซื้อกินริมทางนี่แหละอร่อยเด็ด แถมราคาถูก ขนาด 6-8 ก้อน ราคาเริ่มตั้งแต่ 300 เยนขึ้นไป หรือไม่ก็อาจถูกกว่านี้ แล้วแต่ย่านที่เราเดินเที่ยว ไปย่านที่แพงหน่อยก็จ่ายมากหน่อย เหมือนกินก๋วยเตี๋ยวที่สยามพารากอนย่อมแพงกว่าแถวรามคำแหงอย่างแน่นอน

ใครที่ไปโอซาก้าแล้ว มุ่งหน้าไปหาร้านทาโกะยากิเจ้าอร่อย ขอแนะนำอย่างนี้เลยว่าไม่ต้องไปเที่ยวเดินตามหาร้านในย่านต่างๆ ให้เมื่อยอีกแล้ว เพราะเสียทั้งเวลาและค่ารถ ถ้าอยากลิ้มรสขนมครกญี่ปุ่นร้านดั้งเดิมอร่อยเด็ดที่ว่าดังที่สุดของโอซาก้าให้ไปที่เดียวเลยคือที่ Universal Studios Japan เพราะที่นี่เขามี “พิพิธภัณฑ์ทาโกะยากิ” (Osaka Takoyaki Museum) ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ทาโกะยากิแห่งแรกในประเทศญี่ปุ่น เปิดเมื่อปี ค.ศ. 2013

การเดินทางไปพิพิธภัณฑ์นั้นไม่ยากเลย สามารถขึ้นรถไฟ JR จากสถานีโอซาก้า ใช้เวลาราว 10 นาที ไปลงที่สถานี Universal City ก็ถึงแล้ว เดินขึ้นไปที่ Universal City Walk Osaka ชั้น 4 จะเห็นพิพิธภัณฑ์ที่ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการรวมเอาร้านทาโกะยากิชื่อดังที่เป็นเจ้าของตำนานประจำเมืองโอซาก้า มาชุมนุมประชันกันอยู่ที่นี่ ให้ทุกคนได้เลือกชิมเปรียบเทียบรสชาติกันให้จุใจไปเลย

แน่นอนว่าที่ขาดไม่ได้ในพิพิธภัณฑ์คือ ร้าน “ฮงเค ไอซึยะ” ซึ่งเป็นเจ้าแรกที่ทำทาโกะยากิขายในประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี ค.ศ. 1933 และร้าน “อะเมริกามุระ โคงะริว” ซึ่งเป็นที่นิยมมากในหมู่วัยรุ่น โอซาก้า ทาโกะยากิที่จำหน่ายอยู่ที่นี่ต่างก็มีรสชาติที่โดดเด่น เช่น รสโชยุ รสไวน์ หรือรสเผือก เป็นต้น เปิดบริการตั้งแต่ 11 โมงเช้า จนถึง 4 ทุ่ม ทุกวันไม่มีวันหยุด

ปัจจุบันเมื่อความนิยมทาโกะยากิได้แพร่ไปทั่วโลก รวมทั้งเมืองไทย ซึ่งมีรถเข็นขายแฟรนไชส์ขนมครกญี่ปุ่นกันทุกห้าง รวมทั้งร้านอาหารญี่ปุ่นดังๆ แทบทุกแห่งก็มีเมนูนี้ติดไว้ให้เลือก ได้มีการปรุงแต่งทาโกะยากิให้มีความหลากหลายเอาใจคนหลากกลุ่มมากขึ้น เช่น บางร้านเพิ่มชีสเข้าไปในแป้งบนเตา เพิ่มพริก 7 ชนิด ให้มีรสชาติจัดจ้านเฉพาะตัว เติมไข่ปลาแต่งหน้าและแทนที่จะราดซอสทาโกะยากิก็จิ้มกับซอสพิเศษอื่นๆ รวมทั้งซอสเทมปุระ หรือแม้แต่เสิร์ฟคู่กับน้ำซุปให้ซดได้คล่องคอยิ่งขึ้น

ดูเหมือนว่าทุกครัวเรือนในภูมิภาคคันไซจะต้องมีเครื่องทำทาโกะยากิที่บ้านและมีห้วงเวลาพิเศษปรุงทาโกะยากิกินกันในหมู่สมาชิกครอบครัวอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน เหมือนกับที่คนตะวันตกนิยมย่างบาร์บีคิวสังสรรค์กันในหมู่เพื่อนฝูง ส่วนร้านค้าต่างๆ ก็พยายามสร้างสรรค์เอกลักษณ์ของตัวเองด้วยวัตถุดิบพิเศษที่ไม่เหมือนใคร

ใครที่อยากรู้ว่ารสชาติขนมครกหมึกยักษ์ของญี่ปุ่นเป็นอย่างไร ก็ลองไปเดินดูตามห้างสรรพสินค้าชื่อดังทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นแถวสยามสแควร์ ราชประสงค์ สีลม พร้อมพงษ์ ลาดพร้าว รัชดาภิเษก แต่อย่าตกใจกับราคานะคะ เพราะแฟรนไชส์ที่นี่ตั้งราคาไว้สูงทีเดียวเมื่อเทียบกับราคาในญี่ปุ่น

แต่ถ้าอยากทำเอง ก็ลองไปหาเตาทาโกะยากิมาฝึกมือ หรือไม่ก็เริ่มฝึกจากเตาขนมครกนี่แหละ…รับรองสนุกน่าดูชม

11 วัน ในอินเดีย เสี้ยวหนึ่งที่ได้เห็นมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05083150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

หมอเกษตร ทองกวาว

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

11 วัน ในอินเดีย เสี้ยวหนึ่งที่ได้เห็นมา

ปักษ์นี้ ผมจะพาท่านไปเยือนอินเดีย ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อไปกราบสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง ด้วยระยะทางกว่า 2,500 ไมล์ ผ่านรัฐพิหาร และอุตตรประเทศ ข้ามพรมแดนเข้าไปยังประเทศเนปาล ผมต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนการเดินทางไกลครั้งนี้ เป็นเวลา 2 ปี สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างหนึ่งคือ ข้อมูลรายละเอียดในแง่มุมต่างๆ ของอินเดีย เพื่อจะได้รู้จักอินเดียมากยิ่งขึ้น

มารู้จักอินเดียกันก่อน แรกเริ่มจากการกำเนิดอารยธรรมลุ่มน้ำสินธุ เมื่อ 2,000 ปี ก่อนปีพุทธศักราช ปัจจุบันอยู่ในปากีสถาน กลุ่มชาติพันธุ์นี้ เรียกว่า ดราวิเดียน มีรูปร่างเล็ก ผิวดำ ผมหยิก จมูกแบน เรียกว่า มิละขะ มีการสร้างผังเมือง และระบบการระบายน้ำอย่างเป็นระบบ ต่อมาอีก 1,000 ปี ก่อนพุทธศักราช มี ชนเผ่าอารยัน ที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของรัสเซีย บางตำราระบุว่าเป็นชาวกรีก มีรูปร่างใหญ่โต ผิวขาว จมูกโด่ง เรียกว่า อะริยะกะ รู้จักใช้ม้าในการขนส่งและทำสงคราม ใช้เหล็กกล้ามาทำอาวุธ เข้ายึดครองแล้วจับชนเผ่ามิละขะมาเป็นทาส ชนเผ่าอะริยะกะนี้ ให้ความสำคัญกับโค กระบือ โดยใช้เป็นเครื่องแสดงถึงความร่ำรวย มั่งคั่งของผู้คนในสังคม ซึ่งมีอิทธิพลทำให้โค และกระบือ เป็นสัตว์ที่มีไว้สำหรับเคารพบูชา และยังคงรักษาความเชื่อนี้ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

ความเจริญรุ่งเรืองของวัฒนธรรม เมื่อถึงจุดสูงสุดย่อมเสื่อมลงเป็นธรรมดา ประมาณปีพุทธศักราช 700 เศษ มีกลุ่มมุสลิมเติร์ก ที่เข้มแข็งในการทำศึกสงคราม เข้ามารุกราน ยึดครอง แล้วย้ายเมืองไปตั้งศูนย์กลางของอาณาจักรใหม่ขึ้นที่ เมืองเดลี ต่อมาขยายไปยังกรุงพาราณสี และพิหาร แล้วทำลาย มหาวิทยาลัยนาลันทา อันเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาจนเสียหายอย่างยับเยิน เติร์กกลุ่มนี้เข้าปกครองอินเดีย เป็นเวลา 184 ปี

จากนั้น มีมุสลิมกลุ่มใหม่เข้ามายึดครองแทนกลุ่มเดิม แล้วสถาปนาราชวงศ์โมกุล หรือ มองโกล ขึ้นมาใหม่ มีการสร้างสุเหร่า และพระราชวังที่ใหญ่โตสวยงาม ได้นำเอาวัฒนธรรมและความเชื่อของฮินดู และอิสลามมาผสมผสานกัน จนเกิดเป็นศาสนาซิกข์ ในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถลบความเป็นฮินดูออกไปจากอินเดียได้ ราชวงศ์โมกุล ปกครองอินเดีย เป็นเวลา 300 ปี

เข้าสู่ยุคการล่าเมืองขึ้นของประเทศมหาอำนาจตะวันตก อังกฤษ เป็นประเทศที่แข็งแกร่งที่สุด เข้ายึดครองอินเดียได้เบ็ดเสร็จ แล้วสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินีนาถวิกตอเรีย ขึ้นเป็นจักรพรรดินี แห่งอินเดีย พร้อมทั้งตั้งผู้สำเร็จราชการเมืองขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2413 การเข้ามาของอังกฤษ ก็เพื่อนำทรัพยากรของอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นแร่ธาตุต่างๆ รวมทั้งเกลือทะเล อัญมณี และสมุนไพร ส่งกลับไปบำรุงบำเรอประเทศแม่ โดยไม่หวั่นต่อความรู้สึกของเจ้าของประเทศแม้แต่น้อย การผลิตเกลือเพื่อใช้บริโภคในครัวเรือน อังกฤษยังไม่ยอมให้ทำ จะอนุญาตให้ทำก็ต่อเมื่อจ่ายภาษีเกลือในอัตราแพงลิบลิ่ว ผลจากการกดขี่ชาวอินเดียจากอังกฤษ

มหาตมะ คานธี ได้ฉายแววเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของอินเดียปรากฏให้เห็น ท่านได้ต่อสู้แบบ อหิงสา เพื่อปลดปล่อยประเทศอินเดีย จากการยึดครองของอังกฤษ การต่อสู้อย่างทรหดอดทน ต่อเนื่องยาวนาน และยืดเยื้อ อังกฤษก็หลอกล่ออยู่ตลอดเวลา แม้ในสงครามโลก ครั้งที่ 2 อังกฤษต้องการกำลังพลจากอินเดียไปช่วยรบ ปรากฏว่า เยาวชนชาวอินเดียแย่งกันเข้ามาเป็นอาสาสมัครกันอย่างล้นหลาม เพราะหวังว่าอังกฤษจะเห็นใจ และให้เอกราชเร็วขึ้น แต่แล้วหลังสงครามสงบ อังกฤษก็เมินเฉย ชาวอินเดียต้องร่วมกับ ท่านมหาตมะ คานธี ดำเนินการต่อสู้ด้วยความอดทนต่อไปอีก จนในที่สุดอังกฤษต้องปลดปล่อยอินเดียให้เป็นอิสระ ด้วยผลจากการต่อสู้ของอินเดียเอง และสังคมโลกเข้ามาร่วมมีบทบาทในการกดดันรัฐบาลอังกฤษไปพร้อมกัน แล้วในปี พ.ศ. 2493 อินเดียจึงได้รับเอกราชโดยสมบูรณ์ แต่ด้วยความเจ้าเล่ห์ของอังกฤษ ได้ใช้กลยุทธ์ในการแบ่งแยกแล้วปกครอง ด้วยวิธีการยุแหย่ให้ชาวฮินดูกับมุสลิมทะเลาะกัน ส่งผลทำให้อินเดียต้องแบ่งออกเป็น 3 ประเทศ ในเวลาต่อมาคือ อินเดีย ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวฮินดู 2. ปากีสถานตะวันตก ต่อมาเปลี่ยนเป็นปากีสถาน และ 3. ปากีสถานตะวันออก เปลี่ยนเป็น บังกลาเทศ 2 ประเทศหลัง ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ระหว่างการอพยพผู้คน ชาวฮินดูกลับอินเดีย ชาวมุสลิมอพยพไปยังปากีสถานและบังกลาเทศ เกิดการทำร้ายซึ่งกันและกัน มีบันทึกไว้ว่า มีผู้เสียชีวิตนับล้านคนตราบเท่าทุกวันนี้ อินเดียกับปากีสถาน ยังเกิดกรณีพิพาทกันอยู่เป็นประจำ

ย้อนมาเล่าเรื่อง ท่านมหาตมะ คานธี อีกครั้ง ด้วยท่านมีความตั้งใจและปรารถนาไม่ต้องการเห็นความแตกแยกของชาวฮินดู กับชาวมุสลิม แม้ตัวท่านเป็นฮินดูก็ตาม แต่ท่านก็ไม่เคยเอนเอียงมาทางฮินดูอย่างขาดเหตุและผล ท่านให้ความเท่าเทียมกันทั้ง 2 ฝ่าย ทำให้เยาวชนหัวรุนแรงโกรธแค้น ใช้อาวุธปืนยิงท่านมหาตมะ คานธี จนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ต่อมาฆาตกรถูกประหารชีวิตด้วยวิธีแขวนคอ

อินเดีย ยุคปัจจุบัน มีประชากร ประมาณ 1,200 ล้านคน นับเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากจีนนั้น ประชากร 72 เปอร์เซ็นต์ นับถือศาสนาฮินดู มองไปที่การเกษตรในระดับครัวเรือนของรัฐพิหาร และอุตตรประเทศ ก็น่าจะคล้ายกับรัฐอื่นๆ ชาวบ้านทั่วๆ ไป นิยมเลี้ยงโค กระบือ ไว้ในบริเวณบ้าน เพื่อใช้แรงงาน รีดนมมาบริโภค มูลสัตว์นำมาคลุกเคล้ากับหญ้า หรือฟางสับ แล้วปั้นเป็นแผ่นแปะตามฝาบ้าน หรือทำเป็นท่อน ตากแห้งเก็บไว้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับหุงต้มอาหารในครัวเรือน ช่างพอเพียงจริงๆ บริษัทขายแก๊สหุงต้มหมดโอกาสทำมาหากินกัน

สิ่งที่สะดุดตาของผู้พบเห็นอีกอย่างหนึ่งคือ อาคารบ้านเรือนในชนบท มักปลูกสร้างด้วยอิฐเปลือย หลังคาทำเป็นพื้นเรียบ ใช้เป็นลานตากข้าวและพืชผลทางการเกษตร มีเหล็กผูกเป็นโครงเสาไว้ เมื่อลูกหลานแต่งงานมีครอบครัว ก็จะต่อเติมเป็นชั้นๆ สูงขึ้นไปตามความเหมาะสม

รถตุ๊กตุ๊ก พบมากตามหัวเมืองใหญ่ๆ มีไว้บริการผู้คนเหมือนบ้านเรา มีคนเล่าว่า รถตุ๊กตุ๊กของอินเดีย ส่งออกไปยังประเทศอินโดนีเซียในแต่ละปีจำนวนไม่น้อย ความจริงแล้วอินโดนีเซียน่าจะนำเข้าจากไทยมากกว่า เพราะอยู่ใกล้กัน แต่ด้วยสาเหตุอันใดไม่ทราบได้ ที่ต้องนำเข้าจากอินเดียที่อยู่ห่างไกล

ขอทานรุ่นเยาว์ สร้างความรำคาญใจแก่แขกผู้มาเยือน โดยเฉพาะคนไทยใจดี หากสังเกตให้ดีจะพบว่า เด็กขอทานเหล่านี้ไม่ยากจนจริง ขอได้เท่าไรก็นำกลับไปให้พ่อแม่ที่บ้าน แต่ถ้าจะมองโลกในแง่ดี ก็ช่วยให้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง คือทุกครั้งที่เผชิญหน้ากับขอทานทั้งหลาย ที่พบได้ทุกหนแห่ง พวกเราจะได้รับเกียรติให้เป็นมหาราชา กับมหารานีถ้วนหน้า

ปักษ์นี้ขอจบเพียงนี้ก่อน โอกาสต่อไปผมจะพาท่านไปกราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ สังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง ในระยะทางไม่น้อยกว่า 2,500 ไมล์ โปรดติดตามครับ

(อ้างอิง จากหนังสือ ใหม่ทันสมัย ทวีปเอเชีย ศิริวรรณ คุมโห้, 2552. และ ประวัติศาสตร์อินเดีย อารยธรรมตะวันออก ที่ไม่มีวันล่มสลาย, 2554. วีระชัย โชคมุกดา)

ด้วยความนับถือ

หมอเกษตร ทองกวาว

สมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ ร่วมกับ Crop Life ASIA จัดสัมมนา ทิศทางพืช จีเอ็มโอ

น่าจะเปิดทางให้มีการทดสอบในประเทศไทย ในระดับไร่นาได้

เมื่อเร็วๆ นี้ มีผู้เข้าฟัง 200 คน นายวิชา ฐิติประเสริฐ (ที่ 3 จากซ้าย) อดีตผู้อำนวยการ สำนักควบคุมพืชและปัจจัยการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เป็นผู้ดำเนินการอภิปรายเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ เคยูโฮม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จตุจักร กรุงเทพฯ

ปลาหมอแปลงเพศ และงานดีๆ ที่วิทยาลัยเกษตรฯ อุดร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05089150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

เทคโนโลยีการประมง

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ปลาหมอแปลงเพศ และงานดีๆ ที่วิทยาลัยเกษตรฯ อุดร

วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี สถานศึกษาอาชีวศึกษาต้นแบบเกษตรอินทรีย์และประมง ได้รับการรับรองคุณภาพการศึกษา จากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) และได้ผลิตบุคลากรเป็นกำลังสำคัญด้านการเกษตรเพื่อพัฒนาประเทศ สถาบันแห่งนี้มีอายุครบ 80 ปี ไปเมื่อปี 2556

วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี จัดตั้งและจัดการเรียนการสอนครั้งแรก เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2476 โดยมีเจตนารมณ์เพื่อเป็นสถานที่อบรมสั่งสอนบุตรหลานเกษตรกรให้มีความรู้ด้านเกษตรไปถ่ายทอดต่อบิดา มารดา หรือเครือญาติที่มีอาชีพทำการเกษตร อันจะเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศอีกทางหนึ่ง

ทั้งยังเป็นสถานศึกษาที่มีความพร้อมในการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาเกษตร เนื่องจากมีพื้นที่เพื่อการศึกษาและงานฟาร์ม จำนวน 486 ไร่ มีการจัดการเรียนการสอนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และในระดับปริญญาตรีสายปฏิบัติการด้านเกษตรกรรมและบริหารธุรกิจ โดยให้บริการผู้เรียนทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน

เมื่อคราวทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมสถานศึกษาแห่งนี้ พร้อมกับได้รับฟังข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนการสอนในปัจจุบัน ตลอดจนวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจจากคณาจารย์และผู้บริหาร

อาจารย์อุดมภูเบศวร์ สมบูรณ์เรศ ผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาแห่งนี้ กล่าวว่า วิทยาลัยแห่งนี้เริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2476 เรื่อยมา จนถึงเวลาหนึ่งต้องหยุดไปเป็นเวลา 24 ปี จากนั้นเริ่มมาเปิดดำเนินการอีกครั้งเมื่อปี 2504 พร้อมกับจัดแผนการเรียนการสอนแบบใหม่ ดังนั้น ในปี 2558 นี้ จึงนับเป็นปีที่ 82 ของการก่อตั้งวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี

สำหรับกระบวนการจัดการเรียนการสอนมีตั้งแต่ระดับ ปวช., ปวส. หลายสาขา อีกทั้งในปี 2558 นี้ ได้เปิดระดับปริญญาตรี สาขาประมง ขณะเดียวกันทางสถาบันได้ตระเตรียมเพื่อจะเปิดสอนระดับปริญญาตรี สาขาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งถือเป็นสาขาดีเด่นของวิทยาลัยแห่งนี้

นอกจากนั้น งานฟาร์มที่โดดเด่นจะเป็นทางด้านประมง เพราะสามารถตอบสนองต่อเกษตรกรในพื้นที่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นที่อุดรธานี หนองคาย เนื่องจากชาวบ้านยึดอาชีพเลี้ยงปลากันจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงที่เลี้ยงปลากระชัง

ปัจจุบัน มีนักศึกษารวมทั้งสิ้น 600 คน มีสาขาที่เปิดสอน ได้แก่ ประเภทวิชาเกษตรกรรม วิชาพาณิชยกรรม วิชาประมง วิชาบริหารธุรกิจ และหลักสูตรปริญญาตรีเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

“ในกระบวนการสอนจะเน้นให้นักศึกษาทุกคนปฏิบัติจริง อีกทั้งทุกคนต้องมีโครงการเป็นของตัวเอง เป็นการบูรณาการด้านการเรียนการสอนเข้าด้วยกัน พร้อมไปกับโครงการหารายได้ระหว่างเรียนด้วย อาทิ ถ้านักศึกษากำลังทำโครงการเลี้ยงปลาจะต้องถอดบทเรียนออกมาให้เป็นรูปธรรมของหลักวิชาการที่ชัดเจนและจับต้องได้ มิได้ต้องการให้เลี้ยงปลาเพื่อสร้างเงินเท่านั้น”

ปลาหมอแปลงเพศ “ปลาหมอ…นะฮ้า”

ปลาหมอไทย เป็นปลาพื้นบ้านของประเทศที่มีรสชาติดี ทั้งยังเป็นที่นิยมบริโภคของประชาชนทั่วทุกภาค ปัจจุบันปลาหมอไทยในแหล่งธรรมชาติมีจำนวนลดลง อันเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม ความแห้งแล้ง ขณะเดียวกันมีการจับปลาเพื่อบริโภคเพิ่มมากขึ้น กระทั่งทำให้จำนวนปลาหมอไทยไม่เพียงพอแก่ความต้องการ

อาจารย์วิชาญ อิสิชัยกุล หัวหน้าแผนกวิชาประมง กล่าวว่า เหตุผลที่ทางวิทยาลัยต้องมีการเพาะ-ขยายพันธุ์ปลาหมอ เป็นเพราะปลาตามแหล่งทางธรรมชาติลดลงอย่างมาก จนชาวบ้านมักจับปลาที่มีขนาดเล็กมาบริโภค ถ้าเป็นเช่นนี้การแพร่ขยายพันธุ์ปลาอาจไม่ทันต่อความต้องการ ขณะเดียวกันถ้าต้องการจับปลาขายในเชิงพาณิชย์จะต้องเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่

ทำไม ต้องแปลงเพศ

ขนาดของปลาหมอไทยเพศเมียจะโตกว่าเพศผู้ 3-4 เท่า อีกทั้งยังมีราคาสูงกว่า ดังนั้น จึงจำเป็นต้องแปลงเพศปลาหมอทุกตัวให้เป็นเพศเมียด้วยการผสมฮอร์โมนเพศเมียในอาหาร เพื่อให้ลูกปลาหมอกิน จึงจะทำให้ได้ลูกปลาหมอเพศเมียมากกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นแล้ว ปลาหมอที่แปลงเพศเมียจะมีการเจริญเติบโตดีกว่าปลาหมอทั่วไป

การแปลงเพศปลาหมอจะต้องคัดสายพันธุ์จากปลาที่มีขนาดตัวใหญ่ ดังนั้น จึงนำสายพันธุ์มาจากทางจังหวัดสุราษฎร์ธานีและชุมพร เนื่องจากปลาหมอทางภาคใต้มีลักษณะใหญ่ คือประมาณ 200 กรัม ต่อตัว หรือประมาณ 5 ตัว ต่อกิโลกรัม

กระบวนการแปลงเพศจะเริ่มตั้งแต่ช่วงที่ปลามีอายุประมาณ 2-3 วัน โดยจะให้อาหารปลาที่ผสมฮอร์โมนเพศเมีย และจะให้ปลากินอาหารเช่นนั้นอยู่นานประมาณ 21 วัน จึงจะทำให้ปลาทุกตัวเป็นเพศเมีย อย่างไรก็ตาม ถ้าอุณหภูมิในน้ำต่ำจะมีผลต่อการแปลงเพศ เพราะทำได้น้อยลง

ต้นทุนเฉลี่ย อยู่ที่ตัวละ 30 สตางค์ ประมาณ 30 วัน จึงขายได้ ราคาตัวละ 80 สตางค์ ใช้เวลารวมทั้งสิ้น 4 เดือน สามารถจับขายส่งตลาดได้ ที่ผ่านมาทางวิทยาลัยขายเอง ราคากิโลกรัมละ 80-100 บาท ส่วนตลาดทั่วไป ขายกิโลกรัมละ 120-150 บาท แล้วที่แม่ค้าปิ้งขายกัน 3 ตัว 100 บาท

สถานที่เพาะสามารถทำได้ทั้งในวงบ่อซีเมนต์หรือในกระชัง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของสถานที่ แต่นิยมเลี้ยงในบ่อดินมากกว่า ถ้าเป็นบ่อพลาสติกก็เลี้ยงได้เพราะปลาชนิดนี้มีอวัยวะช่วยในการหายใจ เลี้ยงได้เช่นเดียวกับปลาดุก แม้แต่พื้นที่แคบก็สามารถเลี้ยงได้ ปัญหาเรื่องโรคที่ผ่านมายังไม่พบ เนื่องจากโดยธรรมชาติปลาหมอเป็นปลาประจำถิ่นที่มีความอดทน แข็งแรง และเลี้ยงง่าย

“การแปลงเพศปลาหมอ ดำเนินมา 2 ปีแล้ว ตอนนี้ตลาดมีความต้องการมาก ผลิตไม่ทัน ลูกค้าเป็นเกษตรกรที่นำไปทดลองเลี้ยง คาดว่าจำนวนความต้องการจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ทั้งนี้เพราะยอดสั่งจองเข้ามามากแล้ว ผู้อ่านท่านใดสนใจสามารถติดต่อได้ที่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี โทรศัพท์ (042) 266-103-4”

แนะแนวส่งเสริมให้ชาวบ้านเพาะเห็ดสร้างรายได้

การเพาะเห็ด เป็นอาชีพมีความสำคัญในทางเศรษฐกิจอาชีพหนึ่ง เนื่องจากการเพาะเห็ดทำให้สมาชิกในครอบครัวได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัย หรือสามารถพัฒนาให้เป็นอาชีพหลัก สร้างรายได้อย่างดีในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ทั้งนี้เพราะเป็นการลงทุนต่ำที่ได้รับผลตอบแทนคุ้มค่า

แต่เนื่องจากมีชาวบ้านจำนวนมากที่ยังไม่มีความรู้ถึงการเพาะเห็ดที่ถูกต้อง อาจารย์อุไร เชี่ยวชาญ หัวหน้างานแนะแนวอาชีพและจัดหางานฟาร์มธุรกิจเห็ดบอกว่า ทางวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานีได้จัดให้มีการแนะแนวและส่งเสริมให้ชาวบ้านเพาะเห็ดหลายชนิดที่ตลาดต้องการ อย่างที่ทำง่ายและลงทุนน้อยก็เป็นการเพาะเห็ดในท่อนไม้ เพราะหาได้ง่ายตามหมู่บ้าน และใช้เวลาเพียง 1-2 เดือน เก็บผลผลิตได้แล้ว

หรือแม้แต่การเพาะเห็ดในถุงพลาสติกเพราะเป็นที่นิยมกันมาก โดยจะใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพาราเป็นหลัก ทั้งนี้สมัยก่อนอาจหาไม่ง่ายและราคาสูง แต่ในปัจจุบันหาได้ง่ายและราคาไม่สูง นอกจากนั้น อาจใช้อาหารเสริมที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น เช่น ปลายข้าว เปลือกมันสำปะหลังเพื่อลดต้นทุน และอีกอย่างที่ต้องการจะแนะนำและส่งเสริมคือ การเพาะเห็ดในตะกร้า หรือในกระสอบ

สำหรับขั้นตอนการอบรม อาจารย์อุไรให้รายละเอียดว่า จะเริ่มตั้งแต่การผสมขี้เลื่อยเพื่อทำก้อนเชื้อ สอนวิธีนึ่ง การเขี่ยเชื้อเห็ด ตลอดจนการขาย การตลาด ทั้งนี้จะใช้วิทยากรในวิทยาลัยให้ความรู้ในทุกขั้นตอน โดยใช้เวลารวมทั้งสิ้น ประมาณ 4-5 วัน โดยผลที่เกิดขึ้นหวังว่าจะเป็นการแนะนำสำหรับไว้ใช้เป็นอาหารในครัวเรือน หรือถ้าบางรายสนใจต้องการต่อยอดใช้ประกอบอาชีพสร้างรายได้

“การแนะแนวและส่งเสริมนี้ ทำมาแล้วเป็นเวลา 8 ปี มีพื้นที่ซึ่งออกเดินทางไปแนะนำส่งเสริม เป็นจังหวัดแถวเลย หรือหนองบัวลำภู ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ความถี่หรือจำนวนครั้งในการออกไปส่งเสริมจะมากน้อยขึ้นอยู่กับงบประมาณในแต่ละคราวที่ทางวิทยาลัยได้รับ นอกจากนั้น ยังเป็นหลักสูตรหลักที่เปิดสอนในวิทยาลัยอยู่แล้ว อีกทั้งยังเปิดสอนให้บุคคลภายนอกที่สนใจด้วย ที่ผ่านมามีหลายคนยึดเป็นอาชีพแล้วประสบความสำเร็จ”

ปลูกผักอินทรีย์แบบไร้ดิน จากน้ำในบ่อเลี้ยงปลา

ปลอดภัยทั้งสุขภาพ พร้อมสร้างรายได้ที่ดี

ในปัจจุบัน ผัก เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อเกษตรกรไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากการผลิตผักให้ผลตอบแทนเร็วกว่าพืชชนิดอื่น สามารถผลิตได้หลายครั้งในรอบปี และการที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพ เห็นความสำคัญของการบริโภคผัก ทำให้ความต้องการบริโภคผักเพิ่มสูงขึ้น ผลผลิตผักที่ออกมาจึงไม่พอกับความต้องการของผู้บริโภค ฉะนั้นมีเกษตรกรบางรายมองเห็นผลตอบแทนตัวเงินมากกว่าความสำคัญต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค จึงนำสารเคมีมาใช้เพื่อเร่งผลผลิตให้เร็ว

เกษตรอินทรีย์ เป็นระบบเกษตรทางเลือกหนึ่งที่ใช้พื้นฐานของหลักการทางนิเวศวิทยามาประยุกต์กับการทำเกษตร โดยมีจุดประสงค์หลักในการทำเกษตรแบบยั่งยืน ให้ผลผลิตที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและผู้ผลิต และในขณะเดียวกันก็ช่วยอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพแวดล้อม

โดยใช้หลักการสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ ก่อให้เกิดการผลิตที่เน้นการผสมผสานเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เป็นการหมุนเวียนการใช้ทรัพยากรในไร่นาให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การใช้เศษพืชเป็นอาหารสัตว์และใช้มูลสัตว์และวัตถุอินทรีย์อื่น เป็นสารบำรุงดิน

ด้วยเหตุนี้การแปลงเพศปลาหมอจึงผุดเป็นแนวคิดต่อยอดถึงการนำน้ำในบ่อเลี้ยงปลามาใช้ประโยชน์ด้วยการปลูกผัก รวมถึงยังมุ่งศึกษาถึงความเหมาะสมของต้นทุน ทั้งนี้ยังถือเป็นโจทย์สำคัญของกรณีศึกษาโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนการผลิต การตลาด และการกำหนดราคาจำหน่ายผักอินทรีย์ต่อไป

คุณพิศ หมอยาดี รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากร เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์ ตลอดจนขอบเขตและวิธีการวิจัยของแนวคิดนี้ว่า เพื่อต้องการศึกษาระบบการปลูกผักไร้ดินแบบอินทรีย์โดยใช้น้ำจากการเลี้ยงปลา และต้องการศึกษาต้นทุนการผลิตระบบปลูกผักไร้ดิน โดยใช้ท่อ พีวีซี ของบริษัท อุตสาหกรรมท่อน้ำไทย จำกัด ชนิดผักที่เหมาะสมและเจริญเติบโตได้ดีกับรูปแบบการผลิตผักอินทรีย์ ต้นทุนการผลิตผักอินทรีย์เฉลี่ย โดยจะครอบคลุมผัก จำนวน 4 ชนิด อันได้แก่ ผักบุ้ง ผักกาดขาว ผักสลัดม่วง และผักขึ้นฉ่าย อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าผักที่ตอบสนองได้ดีคือ ผักขึ้นฉ่าย

“หลังจากได้นำผลงานชิ้นนี้ไปออกแสดงที่งานต่างๆ ได้รับความสนใจมาก เพราะแนวทางที่ทำนั้นเกษตรกรหลายพื้นที่ซึ่งเลี้ยงปลาอยู่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที ถึงแม้ไม่ใช่บ่อซีเมนต์ แต่เป็นบ่อพลาสติกก็ทำได้ เพียงนำท่อ พีวีซี มาต่อแล้วเจาะหลุมเพื่อใช้ปลูกผักเท่านั้น แต่ถ้าในพื้นที่นั้นมีไม้ไผ่อยู่สามารถนำไม้ไผ่มาแทนท่อ พีวีซี ได้”

รองผู้อำนวยการ กล่าวเพิ่มเติมว่า อายุปลูกผักใช้เวลา 45 วัน สามารถเก็บได้ แต่ถ้าเป็นการปลูกลงดินต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน จึงเก็บได้ อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างหรือความสมบูรณ์ของผักอาจขึ้นอยู่กับส่วนผสมของปุ๋ยคอก แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจนของอัตราปุ๋ยคอก เพราะเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นของการทดลอง

ทั้งยังระบุว่า ข้อดีของแนวทางนี้คือเป็นการลงทุนปลูกผักแบบใช้ทุนหมุนเวียน เพราะต้นทุนแทบจะใช้ไม่มาก เพราะทุกอย่างมีอยู่ในพื้นที่แล้ว เพียงลงทุนซื้ออุปกรณ์หรือเมล็ดพันธุ์เท่านั้น อย่างที่เลี้ยงปลาหมอในวิทยาลัย มีจำนวน 600 ตัว ต้นทุน 50 บาท ต่อกิโลกรัม ขายในราคา 80-90 บาท ต่อกิโลกรัม มีกำไรดี แล้วยังนำน้ำกลับมาใช้หมุนเวียน

ท่านผู้อำนวยการสถาบันแห่งนี้เพิ่มเติมว่า อีกไม่นานแนวทางเดียวกันนี้จะทดลองทำในลักษณะ ทรีอินวัน (3 in 1) หมายถึง ใน 1 ภารกิจ จะได้ผลลัพธ์ถึง 3 อย่าง กล่าวคือ ชั้นล่างเป็นบ่อเลี้ยงปลา ถัดขึ้นมาทำเป็นที่เลี้ยงไก่ แล้วชั้นบนสุดเป็นที่ปลูกผัก

“จุดประสงค์ของแนวคิดนี้จะทำให้ลดต้นทุนได้อย่างมาก ขณะเดียวกันจะได้ผลตอบแทนสูง อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้อยู่ระหว่างการปรับสูตรปุ๋ยคอกเพื่อให้เหมาะกับพืชแต่ละชนิด”

ท้ายนี้ทางทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้าน ใคร่ขอขอบพระคุณ อาจารย์อุดมภูเบศวร์ สมบูรณ์เรศ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี พร้อมทั้งคณาจารย์ท่านอื่น ได้แก่ คุณพิศ หมอยาดี รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากร คุณนิศิษฐ์ เชี่ยวชาญ รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากิจการนักเรียน นักศึกษา ครูอุไร เชี่ยวชาญ หัวหน้างานแนะแนวอาชีพและการจัดหางานฟาร์มธุรกิจเห็ด ครูวิชาญ อิสิชัยกุล หัวหน้าแผนกวิชาประมง และ ครูสุรศักดิ์ โนราช หัวหน้างานโครงการพิเศษและบริหารชุมชน

ผู้อ่านท่านใดที่สนใจต้องการผลิตภัณฑ์การเกษตรที่เป็นผลงานของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี หรือสนใจแนวทางการทำเกษตรแบบใด สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ (042) 266-103-4 หรือ http://www.udcat.ac.th

ชุดอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมจากยางพาราสกัดโปรตีน หนึ่งในเมล็ดพันธุ์ภูมิปัญญา สู่นวัตกรรมชั้นนำ แห่งชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05092150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

คิดเป็นเทคโนฯ

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ชุดอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมจากยางพาราสกัดโปรตีน หนึ่งในเมล็ดพันธุ์ภูมิปัญญา สู่นวัตกรรมชั้นนำ แห่งชีวิต

ท่ามกลางกระแสทุนนิยมที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาล่อตาล่อใจให้ผู้คนเดินเข้าไปในวังวนแห่งธุรกิจอันโหดร้ายเหมือนแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ จนหลายคนหลงลืมแม้แต่สิ่งเล็กๆ ที่อยู่รอบกาย หากแต่ทีมคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อันเป็นทีมนักวิชาการที่เพียบพร้อมไปด้วยความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญในแขนงที่ตัวเองได้ร่ำเรียนมา เลือกที่จะไม่หลงเข้าไปในกระแสวัตถุทุนนิยมเหมือนกับคนอื่น แต่พวกเขากลับเลือกที่จะนำความรู้ความสามารถที่มีอยู่ วกกลับมาพัฒนาแผ่นดินเกิดของตัวเอง ด้วยการนำเมล็ดพันธุ์แห่งภูมิปัญญาในท้องถิ่น อย่าง ยางพารา อันเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่หล่อเลี้ยงชีวิตประชาชนคนภาคใต้ มาหลอมรวมกับนวัตกรรมชั้นเยี่ยม จนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิดที่เกิดจากน้ำยางพารา

“ชุดอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมจากยางพาราสกัดโปรตีน” เป็นหนึ่งในผลผลิตแห่งความภาคภูมิใจ ที่คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นำมาจัดแสดงในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2558 Thailand Research Expo 2015 ระหว่าง วันที่ 10-20 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ โดยมี ผศ.นพ. วรวิทย์ วาณิชย์สุวรรณ อาจารย์ประจำภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เป็นผู้คิดค้นอุปกรณ์ทางการแพทย์ชิ้นนี้ขึ้นมา

ผศ.นพ. วรวิทย์ เล่าถึงที่มาในการคิดค้นชุดอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมจากยางพาราสกัดโปรตีน ว่าจังหวัดทางภาคใต้ของประเทศไทยนั้นมีการปลูกยางพาราเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยอยู่ในขณะนี้ก็ส่งผลให้ยางพารามีราคาถูกลง ประกอบกับในแต่ละปีประเทศไทยโดยเฉพาะตามโรงพยาบาลแต่ละแห่งต้องนำเข้าอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวาร ในปีละปริมาณมากขึ้นทุกปี มิหนำซ้ำราคาก็แพงหูฉี่ ตกเฉลี่ยแผ่นละ 120-300 บาท ส่งผลให้ผู้ป่วยและโรงพยาบาลต้องรับภาระในส่วนนี้เพิ่มขึ้น ดังนั้น เพื่อเป็นการลดการนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์จากต่างประเทศ และยังเพิ่มมูลค่าสินค้าให้ยางพาราชุดอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมจากยางพาราสกัดโปรตีน จึงเกิดขึ้นมา

“ปัจจุบันชุดอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมมีอยู่หลากหลายชนิด และหลากหลายชื่อทางการค้า แต่ละรายก็มีราคาแตกต่างกันออกไปตามชนิดและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ประกอบกับประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตอุปกรณ์ชนิดนี้เองได้ในเชิงอุตสาหกรรม และมีโรงพยาบาลหลายแห่งพยายามดัดแปลงอุปกรณ์เพื่อใช้แทนถุงทวารเทียม แต่ก็เกิดปัญหาระหว่างการใช้และผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อนจากทวารเทียม เช่น มีภาวะระคายเคืองรอบทวารหนัก มีแป้นรั่วซึมหรือหลุดง่ายและเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ตามมา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมและทีมนักวิจัยช่วยกันพัฒนาคิดค้นอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมจากยางพาราขึ้นมา” คุณหมอหนุ่มเปิดใจ

เมื่อมีความตั้งใจเกินร้อย บวกชีวิตการเป็นหมอผ่าตัดที่ในแต่ละวันอาจถือมีดผ่าตัดช่วยชีวิตคนได้เต็มที่ 3-4 คนเท่านั้น แต่การคิดค้นผลิตภัณฑ์ตัวนี้ขึ้นมา นอกจากจะได้ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราได้แล้ว ยังเป็นการช่วยชีวิตผู้ป่วยคนไทยที่ทุกข์ทรมานกับโรคร้ายอย่างมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกมหาศาล โดยเฉพาะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยในการซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ตัวนี้ได้อีกด้วย นับว่าเป็นการให้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ผศ.นพ. วรวิทย์ เล่าว่า กว่าที่ผลงานชิ้นนี้จะออกมาเป็นที่ประจักษ์ได้นั้น เขาและทีมงานอีกหลายชีวิต ทั้ง นักวิทยาศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และแพทยศาสตร์ ต้องประสานใจกันอย่างเต็มกำลังเพื่อบูรณาการทักษะและความชำนาญของแต่ละคนเพื่อทำให้ได้อุปกรณ์ทางการแพทย์ชิ้นนี้ออกมาดีที่สุด

“ผลงานชิ้นนี้พวกเราใช้เวลาคิดค้นอยู่ประมาณ 2 ปี ในขั้นตอนของการทำงาน กระบวนการที่ยากที่สุดคือ การคิดค้นสูตร เราในฐานะหมอไม่สามารถทำงานคนเดียวให้ประสบผลสำเร็จได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากนักวิทยาศาสตร์ เภสัชศาสตร์ ในการคิดค้นสูตร อีกทั้งรูปแบบการใช้งานให้ตรงตามวัตถุประสงค์ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่ายาก เพราะที่ผ่านมาผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จะมีหน้าที่รับผิดชอบของใครของมัน ไม่ค่อยมีโอกาสได้เจอกันนัก แต่สำหรับการคิดค้นอุปกรณ์ตัวนี้พวกเราทุกคนต้องระดมสรรพกำลังและทักษะแต่ละด้านที่มีอยู่อย่างสุดความสามารถ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายที่สุด ถ้าขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไป งานคงไม่สมบูรณ์”

ภายในนิทรรศการไม่ได้มีเพียงแค่การนำยางพารามาทำเป็นอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายเทียมเท่านั้น แต่คณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ยังได้คิดค้นผลิตภัณฑ์ชิ้นอื่นที่ทำมาจากยางพาราอีกหลายชนิดด้วยกัน อาทิ แผ่นยางปูพื้นอเนกประสงค์จากยางพารา ซึ่งเป็นการนำน้ำยางสดที่เก็บรักษาด้วยแอมโมเนียม และผ่านกระบวนการผลิตอีกหลายขั้นตอนจนออกมาเป็นแผ่นยางปูพื้นอเนกประสงค์ ที่สามารถนำไปใช้เพื่อลดการบาดเจ็บของนักเรียน นักกีฬา ผู้สูงอายุ และคนทั่วไปจากการออกกำลังกาย

นอกจากนี้ ยังมีบล็อกยางปูพื้นทางเดินจากยางพารา ที่มีความหยืดหยุ่นสูง เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือหกล้มก็จะช่วยลดการบาดเจ็บได้ อีกทั้งบล็อกยางปูทางเดินจากยางพารา ยังสามารถช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศให้มากขึ้นอีกด้วย ส่งผลให้ยางพารามีราคาแพงขึ้น

POS เครื่องสำอางบำรุงผิวจากสารสกัดยางพารา ก็เป็นอีกนวัตกรรมใหม่อันเกิดจากการหลอมรวมภูมิปัญญา ผสมกับหลักการสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว เพราะนักวิจัยได้นำสารสกัดจากยางพาราซึ่งมีคุณสมบัติในการลดสิว ฝ้า รอยด่างดำ ลดความมันบนใบหน้า กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ช่วยให้ผิวเรียบเนียน มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิว

นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนักวิจัยไทยที่ได้ทุ่มเททั้งมันสมองและสองมือเพื่อพัฒนางานวิจัยไทยให้มีคุณภาพและประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ และสังคมอย่างยั่งยืน ตามคอนเซ็ปต์นำงานวิจัยจากหิ้งมาสู่ห้างอย่างแท้จริง

วช. สร้าง นักวิจัยดาวรุ่ง สู่นักวิจัยมืออาชีพ

ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2558 (Thailand Research Expo 2015) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดให้มีการประกวด “สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมสายอุดมศึกษา” ภายใต้โครงการส่งเสริมการวิจัยสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมสายอุดมศึกษาขึ้น ซึ่ง ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดกิจกรรมนี้ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างทักษะและเทคนิคการประดิษฐ์คิดค้นอย่างเป็นระบบ เพื่อกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้นิสิต นักศึกษา ได้เข้าใจและเห็นประโยชน์ของการวิจัยและการประดิษฐ์คิดค้นเพื่อสร้างสรรค์ผลงานในเชิงนวัตกรรมที่สามารถพัฒนาต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ และการสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมกับการก้าวสู่การแข่งขันในเวทีระดับชาติและนานาชาติ เพื่อส่งเสริมและสร้างให้เกิดเครือข่ายด้านการวิจัยและการประดิษฐ์คิดค้นระหว่างนิสิต นักศึกษา ในระดับอุดมศึกษา ครั้งนี้มีผลงานนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ของนิสิต นักศึกษา จากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศเข้าร่วมประกวด จำนวน 71 ผลงาน ใน 4 กลุ่มเรื่อง

ผลการตัดสินในปีนี้ แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ใน 4 กลุ่ม ได้แก่

รางวัลดีเด่น เงินรางวัล 30,000 บาท จำนวน 4 รางวัล ได้แก่

– กลุ่มวิทยาศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และ การแพทย์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ผลงาน อินโนไมโครคอนเทนเนอร์ หลอดเก็บเลือดสำหรับเก็บตัวอย่างเลือดปริมาณน้อย

– กลุ่มเกษตรศาสตร์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

ผลงาน เครื่องมือสำหรับตรวจจำแนกไข่ไก่มีเชื้อพร้อมฟัก โดยใช้เทคนิคการวัดการเต้นของหัวใจแบบไม่สัมผัส

– กลุ่มด้านศิลปะและการออกแบบ ได้แก่ มหาวิทยาลัยทักษิณ

ผลงาน โนราเทิดพระเกียรติ

– กลุ่มด้านวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน

ผลงาน ระบบผจญเพลิงแบบผสมในอาคารสูงเคลื่อนที่ด้วยหุ่นยนต์แบบล้อ

รางวัลดีมาก เงินรางวัล 20,000 บาท จำนวน 4 รางวัล ได้แก่

– กลุ่มวิทยาศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และ การแพทย์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผลงาน เครื่องช่วยฝึกเดินด้วยการช่วยพยุงน้ำหนักบางส่วน

– กลุ่มเกษตรศาสตร์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ผลงาน ชุดตรวจความไวสูงแบบแถบสีสำหรับตรวจเชื้อไวรัสตัวแดงดวงขาว

– กลุ่มด้านศิลปะและการออกแบบ ได้แก่ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

ผลงาน สักการะเทวราช

– กลุ่มด้านวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงใหม่

ผลงาน เครื่องสกัดน้ำขิงโดยการใช้สนามไฟฟ้าแบบพัลส์

รางวัลดี เงินรางวัล 10,000 บาท จำนวน 8 รางวัล ได้แก่

– กลุ่มวิทยาศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และ การแพทย์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผลงาน ชุดต้นกำลังติดประกอบรถเข็นคนพิการแบบใช้ไฟฟ้า

– กลุ่มวิทยาศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และ การแพทย์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ผลงาน เอนยู-เอเอชเอส คริสติวซี ตัวอย่างเลือดครบส่วนสำหรับใช้ควบคุมและประเมินคุณภาพ การตรวจค่าเม็ดเลือดแดงอัดแน่น

– กลุ่มเกษตรศาสตร์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผลงาน ไก่ยอเพื่อสุขภาพพร้อมบริโภคในบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนตัว

– กลุ่มเกษตรศาสตร์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ผลงาน ชุดตรวจ Duplek LAMP test สำหรับตรวจ Vibrio vulnificus

– กลุ่มด้านศิลปะและการออกแบบ ได้แก่ มหาวิทยาลัยศิลปากร

ผลงาน เส้นสายลายทอง บนสถาปัตยกรรม

– กลุ่มด้านศิลปะและการออกแบบ ได้แก่ มหาวิทยาลัยรังสิต

ผลงาน เงือกน้อย

– กลุ่มด้านวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ผลงาน เครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สายแบบสามารถผลิตพลังงานได้ด้วยตัวเองสำหรับติดเครื่องจักร

– กลุ่มด้านวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์

ผลงาน ระบบการทำความร้อนด้วยไมโครเวฟร่วมกับการพาความร้อนเพื่อศึกษาพฤติกรรมพื้นฐานทางความร้อนในวัสดุไดอิเล็กทริกโดยคลื่นไมโครเวฟในท่อนำคลื่นแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าโหมด ทีอี 10

รางวัลขวัญใจนักประดิษฐ์ เงินรางวัล 10,000 บาท จำนวน 6 รางวัล ได้แก่

– กลุ่มวิทยาศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และ การแพทย์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผลงาน ชุดต้นกำลังติดประกอบรถเข็นคนพิการแบบใช้ไฟฟ้า รุ่น 3

– กลุ่มวิทยาศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และ การแพทย์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ผลงาน อินโนไมโครคอนเทนเนอร์ หลอดเก็บเลือดสำหรับเก็บตัวอย่างเลือดปริมาณน้อย

– กลุ่มเกษตรศาสตร์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

ผลงาน ชุดถังหมักแก๊สชีวภาพแบบประหยัด

– กลุ่มเกษตรศาสตร์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

ผลงาน เครื่องมือสำหรับตรวจจำแนกไข่ไก่มีเชื้อพร้อมฟักโดยใช้เทคนิคการวัดการเต้นของหัวใจ แบบไม่สัมผัส

– กลุ่มด้านศิลปะและการออกแบบ ได้แก่ เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

ผลงาน ชุดเจ้าชายกาแฟ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

– กลุ่มด้านวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

ผลงาน เสื้อสามฤดู และระบบทำความเย็นพลังงานแสงอาทิตย์

“น้ำพระทัยเจ้าฟ้าสิรินธร สู่งานวิจัยไทยอันทรงคุณค่า”

ในงาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2558

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิดงานนิทรรศการ “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2558 (Thailand Research Expo 2015) ที่จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ และทรงเปิดการสัมมนาร่วมทางวิชาการระหว่างไทย-อินเดีย ครั้งที่ 9 ณ ศูนย์การประชุมบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ โดยมี ร.ศ. ยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ เฝ้ารับเสด็จฯ เมื่อเร็วๆ นี้

การนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับฟังการบรรยายพิเศษเรื่อง “ความท้าทายด้านสังคมศาสตร์แห่งประเทศอินเดีย หรือ “The 9 NRCT-ICSSR Joint Seminar on Social Science Challenges for Thailand and India”โดย ธรรมศาสตราภิชาน ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำรัสเปิดงาน ความว่า “งานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ 2558 และการสัมมนาร่วมทางวิชาการ ระหว่าง ไทย-อินเดีย ครั้งที่ 9 ที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดขึ้นเป็นปีที่ 10 ซึ่งแสดงให้เห็นความตั้งใจที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ในงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศที่ต้องการจะยกระดับงานวิจัย และสร้างระบบการวิจัยของประเทศให้เข้มแข็ง อีกทั้งสนับสนุนนักวิจัยให้มีศักยภาพในการสร้างงานและวิจัย และมีกำลังใจศึกษาคิดค้นนวัตกรรมใหม่ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนพัฒนาประเทศชาติ การสัมมนาร่วมความสัมพันธ์ไทยอินเดียในหัวข้อ “ความท้าทายด้านสังคมศาสตร์สำหรับประเทศไทยและประเทศอินเดีย” ที่จัดขึ้นพร้อมกันเพื่อร่วมกันหาแนวทางให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เชื่อว่าจะสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสมของทั้ง 2 ประเทศ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต และยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ ให้แน่นแฟ้น อันนำไปสู่ความร่วมมือของทั้ง 2 ประเทศ ให้มีความสุขและเกิดสันติ”

ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ เผยรับสั่งของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีต่อวงการนักวิจัยไทยว่า พระองค์ทรงแนะนำในเรื่องงานวิจัย นักวิจัยต้องมองงานในมุมมองใหม่อยู่ตลอดเวลา เพื่อนำมาพัฒนาประเทศอย่างรอบด้าน และทั้งนี้ทั้งนั้นงานวิจัยนั้น ไม่ควรมองแค่ในมุมมองของวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่นักวิจัยต้องคำนึงถึงสภาพภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคม อย่างครบถ้วน อาทิ การวิจัยและพัฒนาเรื่องน้ำ นักวิจัยต้องคำนึงถึงด้านภูมิศาสตร์ให้รอบด้าน ไม่ใช่เพียงแค่จะผลิตทำน้ำประปาเพื่อการบริโภคอย่างเดียว หากแต่ต้องสามารถนำน้ำไปใช้ทางด้านการเกษตรได้ด้วย

ผศ.ดร. อริศร์ เทียนประเสริฐ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาประธานเครือข่ายวิจัยอุดมศึกษาภาคกลางตอนล่าง กล่าวว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้มีพระมหากรุณาธิคุณต่อวงการวิจัยไทยเป็นอย่างยิ่ง และถือว่าพระองค์ทรงเป็นต้นแบบที่ดีของนักวิจัย เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ที่มีความสนพระหฤทัยใฝ่รู้อยู่ตลอดเวลา อันเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของนักวิจัย ดังจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าพระองค์เสด็จฯ ไปที่ใดก็ตาม จะทรงจดบันทึกไว้ในสมุดบันทึกส่วนพระองค์เสมอ นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงช่างสังเกต เช่น เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นไม้ย่อมุม 12 ของจังหวัดเพชรบุรี พระองค์ทรงตั้งข้อสังเกตและทรงซักถามในทันทีว่า ทำไม ไม้ย่อมุม 12 ของเพชรบุรี มีความละเอียดและอ่อนช้อยกว่า ไม้ย่อมุม 12 ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สิ่งเหล่านี้ถือว่าพระองค์ทรงเป็นต้นแบบให้นักวิจัยไทยได้เจริญรอยตามพระองค์ท่านในการพัฒนางานวิจัย เพื่อพัฒนาสังคมและประเทศชาติอย่างยั่งยืน

แม้ว่าจะสิ้นสุดการจัดงานไปแล้วก็ตาม แต่หัวใจนักวิจัยทุกคน ยังคงมีไฟแห่งการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และพร้อมที่จะพัฒนางานวิจัยให้มีความก้าวหน้า เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ด้วยความเชื่อมั่นว่า “งานวิจัย จะสามารถสร้างสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน”

สบู่ตำยาน-สบู่กากกาแฟ ผลงาน 2 วิทยาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05099150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

เยาวชนนักประดิษฐ์

ชำนาญ ทองเกียรติกุล

สบู่ตำยาน-สบู่กากกาแฟ ผลงาน 2 วิทยาลัย

ปัจจุบัน สบู่ ถือเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต ในการชำระล้างผิวกายให้สะอาด เนื่องจากมลพิษในอากาศ มีทั้งฝุ่นละอองและเชื้อแบคทีเรีย เหงื่อไคล ดังนั้น สบู่จึงมีความจำเป็นอย่างมาก เห็นได้จากมีผู้ผลิตจำหน่ายทั้งในนามกลุ่มเกษตรกร บริษัทเอกชน ห้างร้าน ผลิตออกมาเป็นสินค้าที่จำหน่ายสร้างคุณสมบัติและจุดเด่นเพื่อเป็นที่ต้องการของผู้ซื้อ ไม่ว่าจะใส่สมุนไพร บำรุงผิว ยาฆ่าเชื้อโรค เป็นส่วนผสม

อย่างเช่น วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีราชบุรี โดยมีกลุ่มนักเรียน คุณจิตราพร มงคลเดช คุณอารีรัตน์ ครุฑมีชัย คุณทรงชัย อินทร์โพธิ์ คุณกวินนา สามศรีเผือก และ คุณปภาวี วรธนากิจภักดี มี คุณครูคณากร ถาวรกสิวัฒนา เป็นคุณครูที่ปรึกษา ทดลองทำสบู่ที่มีส่วนผสมสมุนไพรตำยาน หรืออบเชยเถา ทั้งนี้ มีผลการศึกษาวิจัยพบว่า สารสกัดรากตำยานมีฤทธิ์ในการต้านการสร้างเม็ดสีโดยยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส เนื่องจากมีสาร 2-Hydroxy-4methyoxybenzaldehyde นอกจากนี้ ยังพบว่า รากตำยาน ยังใช้เป็นส่วนผสมยาอาบ และยาอบในการรักษาโรคผิวหนัง และผดผื่นคันต่างๆ

ดังนั้น จึงมีแนวความคิดว่า จะนำพืชสมุนไพรตำยานมาใช้ประโยชน์เพื่อเป็นการอนุรักษ์สมุนไพรที่กระจายพันธุ์อยู่มากภายในพื้นที่วิทยาลัย และลดการใช้สารเคมีในสบู่เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สบู่มีสารความชุ่มชื้นผิว ช่วยบำรุงผิวโดยธรรมชาติปลอดภัยกับผู้ใช้

วัตถุดิบ

1. กลีเซอรีน 100 กรัม

2. รากตำยาน 3.12 กรัม

3. น้ำผึ้ง 2.00 กรัม

4. หัวน้ำหอม 1.00 กรัม

ขั้นตอนการทำ

1. ล้างทำความสะอาดและหั่นเอาเฉพาะรากตำยาน ให้มีขนาด 1-2 เซนติเมตร แล้วนำมาอบในอุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส นาน 12 ชั่วโมง

2. นำรากตำยานที่อบแล้ว มาบดให้ละเอียดแล้วใช้ตะแกรงร่อน เลือกเอาส่วนที่ละเอียดที่สุด

3. นำส่วนผสมทุกอย่างมาผสมให้เข้ากัน ภายใต้การควบคุมอุณหภูมิของอ่างน้ำร้อน โดยให้มีอุณหภูมิอยู่ที่ 70 องศาเซลเซียส

4. เทใส่แบบพิมพ์ซิลิโคนจนแข็งตัวเป็นสบู่ แล้วนำมาบรรจุกล่อง

ทางกลุ่มผู้ผลิตเผยว่า จากผลงานครั้งนี้สามารถเผยแพร่สู่ชุมชน และมีโอกาสพัฒนาสู่ระดับธุรกิจอุตสาหกรรมได้ในอนาคต และเมื่อนำไปให้กลุ่มทดลองใช้พบว่า มีความพึงพอใจมาก ไม่ว่าจะเป็นสีของสบู่ รูปแบบของสบู่ กลิ่นสบู่ การล้างฟองออก ระงับกลิ่นตัว พร้อมทั้งลดสิวฝ้าผดผื่นคันได้ดี

ตำยาน หรืออบเชยเถา เป็นต้นไม้ที่เติบโตขึ้นตามหัวไร่ปลายนา จัดเป็นสมุนไพรหายากและใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรใช้สารเคมีในการทำการเกษตร ทำให้ต้นตำยานตายเกือบหมด

นอกจากนี้ ยังมีวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี ได้จัดทำสบู่เช่นกัน แต่เป็นสบู่กากกาแฟ โดยให้เหตุผลว่า สบู่ที่วางขายตามท้องตลาดมีการใช้สารเคมี ไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะเกิดกับผิวหนังของผู้ใช้ และผู้ใช้ก็ไม่ใส่ใจรายละเอียดว่าสบู่มีส่วนประกอบใดบ้าง ผลที่จะตามมาภายหลังจากการใช้จะเป็นอย่างไร ดังนั้น ทาง คุณบุณยานุช ใจอาด คุณปวีณา อยู่ยืน พร้อมเพื่อนๆ โดยมี คุณครูรัชนีกร โหรชัยยะ เป็นคุณครูที่ปรึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตสบู่ที่มีส่วนผสมของกากกาแฟ ผงขมิ้นชัน และมะขามเปียก

โดยสบู่ที่ผลิตออกมานั้นปลอดภัย ไม่มีสารเคมี ไม่มีสารตกค้าง ไม่ก่อให้เกิดผลเสียแก่ร่างกาย เพื่อให้ผิวได้ผลัดเซลล์ผิว จากกากกาแฟให้ดูเนียนกระจ่างใส สบู่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน และลดภาระค่าใช้จ่าย

วัตถุดิบและขั้นตอนการทำ

1. น้ำ ปริมาณ 2 ลิตร ใส่หม้อไฟฟ้าตั้งน้ำให้เดือด

2. นำกลีเซอรีน 2 กิโลกรัม ใส่ลงในภาชนะ

3. นำไปตั้งในหม้อไฟฟ้าน้ำเดือดเหมือนการตุ๋นไข่ รอจนกลีเซอรีนละลายเป็นของเหลวใส

4. นำมะขามเปียกมาละลายน้ำ แล้วนำไปกรองเอากากออกเหลือแต่น้ำ

5. เติมน้ำมะขามเปียก ผงขมิ้นชัน กากกาแฟ และกลิ่นช็อกโกแลตตามสัดส่วน

6. ตั้งสบู่ทิ้งไว้ รอจนอุณหภูมิลดลง

7. เทน้ำสบู่ลงในบล็อกพลาสติกที่เตรียมไว้

ท่านใดสนใจ ติดต่อสอบถามได้ที่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี โทร. (032) 425-557

ศาลาขนมต้ม : บ้านหนังสือชุมชน แหล่งเรียนรู้เคียงคู่แม่ไม้มวยไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

กศน. ทั่วไทย

ดอกลำดวน

ศาลาขนมต้ม : บ้านหนังสือชุมชน แหล่งเรียนรู้เคียงคู่แม่ไม้มวยไทย

ศาลาขนมต้ม ตั้งอยู่ที่ 038/1 ถนนศรีสมบูรณ์ ตำบลปากพนัง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เดิมเป็นบ้านพักอาศัยของ คุณสมหมาย เรืองรัตน์ ซึ่งได้จัดตั้งค่ายมวยมาตั้งแต่ปี 2520 ครั้งแรกใช้ชื่อค่ายว่า “ค่ายมวยลูกบางเพ้ง” เป็นชื่อของชุมชนแห่งนี้สมัยอดีต มีนักมวย 4 คน คือ ชาละวัน ไกรทอง ทองดี และ รัตนชัย หลังจากนั้น มีนักมวยเข้ามาสมัครเพิ่มเติม นักมวยได้ร่วมกันตั้งชื่อค่ายว่า “ค่ายมวยศิษย์ครูหมาย”

คุณสมหมาย เรืองรัตน์ ให้ความสำคัญกับแม่ไม้มวยไทย โดยมองว่า มวยไทยนั้นเป็นศิลปะประจำชาติไทย และเป็นอาวุธในการป้องกันตนเองของคนสมัยก่อน คนในชุมชนจึงได้ฝึกหัดมวยไทย การเตะ ถีบ คู่ต่อสู้ ทำให้คู่ต่อสู้เสียหลัก เป็นการป้องกันตัวเอง ที่สามารถทำให้คู่ต่อสู้แพ้ได้ ต่อมาเมื่อมีอาวุธที่ทันสมัยมากขึ้น มวยไทยใช้สำหรับการต่อสู้ระยะประชิดตัวเท่านั้น ทำให้มวยไทยกลายมาเป็นกีฬา และส่วนหนึ่งนำมาแสดงโชว์เพื่อความบันเทิง เป็นการชกมวยเพื่อความสนุกสนาน หรือหากมีการท้าทายกัน ก็มีการพนันขันต่อกันระหว่างนักมวยที่เก่งจากหมู่บ้านหนึ่งกับนักมวยที่เก่งจากอีกหมู่บ้านหนึ่ง มาประลองฝีมือการชกกันในช่วงที่มีงานเทศกาลต่างๆ เช่น ประเพณีงานเดือนสิบ ประเพณีชักพระแข่งเรือเพรียว เป็นต้น

ต่อมาคุณสมหมายได้เปิดชมรมมวยไทยของโรงเรียนศรีสมบูรณ์ เพื่อฝึกให้ลูกหลานได้มีความรู้เรื่องแม่ไม้มวยไทย มีนักมวยค่ายศิษย์ครูหมายที่มีชื่อเสียง คือ ทองดีน้อย พรนารายณ์ เป็นแชมป์จังหวัดนครศรีธรรมราช น้องเล็ก สิทธิชัย แชมป์สมาคมมวยอาชีพภาคใต้ และนักมวยสร้างชื่อเสียงมากที่สุด คือ วันเผด็จ เป็นแชมป์เวทีมวยราชดำเนิน และเวทีมวยลุมพินี นอกจากนี้ ยังมี คมกฤษ ต.พิทักษ์ ศิษย์ครูหมาย ใช้ชื่อ คมกฤษ ต.พิทักษ์ เป็นแชมป์เชลล์ริมูล่า สำหรับสนามมวยช่อง 3 นักมวยศิษย์โรงเรียนศรีสมบูรณ์ที่มีชื่อเสียงในขณะนั้น ได้แก่ พงศ์พิทักษ์ ศิษย์ศรีสมบูรณ์ สมิงหนุ่ม เชิงชัย และ ธนะศร แชมป์จังหวัดนครศรีธรรมราช

ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอปากพนัง (ชื่อ กศน. อำเภอปากพนัง ในขณะนั้น) ได้สนับสนุนให้เยาวชนได้เรียนรู้มวยไทย จึงเปิดสอนหลักสูตรระยะสั้นมวยไทย ณ วัดศรีสมบูรณ์ มีผู้เรียน จำนวน 20 คน ทำให้กิจกรรมการเรียนการสอนมวยไทยศิษย์ศรีสมบูรณ์เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป มีนักมวยที่สร้างชื่อเสียงไปถึงต่างประเทศคือ ชลแดน เทคโนดุสิต ได้ไปเป็นครูสอนมวยไทยที่ประเทศญี่ปุ่น และ คมกฤษ ต.พิทักษ์ ไปเป็นครูสอนมวยไทย ประเทศไต้หวัน

ศาลาขนมต้ม มีรูปแบบเป็นศาลาทรงไทยประยุกต์ ต่อเติมศาลาขึ้นจากบ้านเดิมเพื่อเก็บเรือพาย และวัตถุโบราณที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ตั้งชื่อว่า “ศาลาสาวนุ้ย” เพื่อเป็นที่ระลึกกับชื่อหลานคนแรก และตรงกับชื่อเรือ อีกทั้งยังเป็นสถานที่ซ้อมมวยไทย เมื่อปี พ.ศ. 2546 คุณสมหมายได้สร้างศาลาทรงไทยภาคใต้ ชื่อว่า “ศาลาขนมต้ม” เพิ่มเติม อีก 1 หลัง โดยปรับปรุงบริเวณบ้านให้ร่มรื่นสวยงาม เพื่อเปิดเป็นร้านขายไอศกรีม กาแฟสด น้ำปั่น ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2553 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน เปิดบริการตั้งแต่ เวลา 11.00-21.00 น. ทุกวันไม่เว้นวันหยุด

งบประมาณที่ใช้ดำเนินการครั้งแรกเป็นค่าวัสดุ อุปกรณ์ ประมาณ 200,000 บาท สมาชิกในครอบครัวแบ่งหน้าที่กันตามความถนัด เป็นทั้งผู้ปรุง พนักงานขาย โดยมี คุณสมหมาย เรืองรัตน์ และ คุณพิกุล เรืองรัตน์ เป็นเจ้าของกิจการ และมี คุณสุพิศ เรืองรัตน์ คุณชนกพร เอมเอก คุณฤทัย หนูขจร ร่วมกันดูแล คุณสมหมาย เล่าว่า วัตถุประสงค์ของการสร้างร้านศาลาขนมต้มก็เพื่อสร้างอาชีพให้แก่ลูกหลานให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัว เป็นศูนย์รวมการทำกิจกรรมของลูกหลานช่วงปิดภาคเรียน เป็นอาชีพสำรองหลังจากเกษียณอายุราชการ

เมื่อ กศน. อำเภอปากพนัง นำโดย คุณสุรศักดิ์ อนันต์ ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอปากพนัง ได้มอบหมายให้ คุณลำดวน คล้ายโสม ครูอาสาสมัคร กศน. สำรวจบ้านหนังสือที่มีความพร้อมพอที่จะเป็นมุมอ่านหนังสือ พิจารณาบ้านหนังสืออัจฉริยะที่มีความพร้อมในการให้บริการส่งเสริมการอ่าน สามารถเสริมสร้างความรู้ที่หลากหลาย สนองความต้องการในเรื่องที่บุคคลอยากเรียนรู้ และมีเจ้าของบ้านที่มีจิตอาสา จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้ จากการสำรวจและประสานงาน คุณสมหมายเป็นคนหนึ่งที่เห็นความสำคัญของการศึกษา มีความประสงค์ให้ประชาชนทั่วไป ลูกศิษย์ และผู้มาใช้บริการในร้านขนมต้ม ได้อ่านหนังสือไประหว่างนั่งดื่มน้ำชา กาแฟ ไอศกรีม ถือเป็นการติดอาวุธทางปัญญาให้กับผู้มาใช้บริการ บ้านอัจฉริยะชุมชนศรีสมบูรณ์แห่งนี้ จึงได้จัดตั้งอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2556 เป็นต้นมา

การดำเนินงานด้านการส่งเสริมการอ่านของประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อ สำนักงาน กศน. จังหวัดนครศรีธรรมราช โดย คุณเกษร ธานีรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ส่งเสริมให้สถานศึกษาในสังกัดจัดกิจกรรมตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมุ่งหวังให้คนไทยมีนิสัยรักการอ่าน ให้การสนับสนุนบ้านหนังสืออัจฉริยะ โดยจัดหาหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์อื่นสำหรับบ้านหนังสือตามความต้องการของทุกกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ ประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในการจัดกิจกรรมเสริมสร้างนิสัยรักการอ่านของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อส่งเสริมการอ่านให้เข้าถึงทุกครอบครัว รวมทั้งสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้ผู้ใช้บริการเกี่ยวกับระเบียบวินัยและข้อพึงปฏิบัติในการใช้บ้านหนังสือ การเคารพสิทธิผู้อื่น ตลอดจนการช่วยกันดูแลรักษาและพัฒนาบ้านหนังสือเสริมสร้างอัจฉริยภาพของประชาชนในชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นกลไกในการส่งเสริมการอ่านให้เกิดขึ้นกับประชาชนอย่างกว้างขวางและต่อเนื่องทุกพื้นที่

ต่อมาในปี พ.ศ. 2558 สำนักงาน กศน. ได้เปลี่ยนชื่อบ้านหนังสืออัจฉริยะ เป็นบ้านหนังสือชุมชน โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญในการเปิดบ้านหนังสืออัจฉริยะหรือบ้านหนังสือชุมชน เพื่อกระตุ้นและเสริมสร้างนิสัยรักการอ่านให้กับประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารห่างไกล ตลอดจนเพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ในรูปแบบบ้านหนังสือชุมชนหรือห้องสมุดประชาชนหมู่บ้านได้อย่างต่อเนื่อง

ตั้งแต่ได้จัดตั้งบ้านหนังสือชุมชน “ศาลาขนมต้ม” หรือ “บ้านหนังสืออัจฉริยะชุมชนบ้านศรีสมบูรณ์” มาถึงปัจจุบันได้รับความร่วมมือร่วมใจของประชาชนในชุมชนมาใช้บริการบ้านหนังสือ ถือเป็นตัวอย่างที่ดี ซึ่งแสดงออกถึงความร่วมมือระหว่างเจ้าของร้านไอศกรีม กับส่วนราชการ และประชาชนในชุมชน โดยเจ้าของร้านให้การสนับสนุนสถานที่ หนังสือ ส่วนราชการซึ่งมี ครูลำดวน คล้ายโสม ครูอาสาสมัคร กศน. ตำบลปากพนัง เป็นผู้ดำเนินการประสานงาน สอบถามความต้องการเป็นระยะ เพื่อให้จัดกิจกรรมการจัดการศึกษาตามอัธยาศัยให้กับชุมชนแห่งนี้มีความหลากหลายมากขึ้น

โดย กศน. อำเภอปากพนัง ได้สนับสนุนหนังสือและวารสารเพิ่มเติม เป็นหนังสือพิมพ์รายวัน วันละ 2 ฉบับ หนังสือรายปักษ์ เดือนละ 2 ฉบับ และหนังสือรายสัปดาห์ เดือนละ 4 ฉบับ และได้จัดชั้นวางหนังสือ โต๊ะ และเก้าอี้ ขนาดกะทัดรัด มาเพิ่มเติมให้ส่วนหนึ่ง ทำให้คนในชุมชนหันมาอ่านหนังสือกันมากขึ้น เพราะการอ่านหนังสือนับเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อให้การรับทราบข่าวสารต่างๆ เป็นไปอย่างทันเหตุการณ์ ก่อให้เกิดองค์ความรู้ ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันและสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นในอนาคตต่อไป

คุณสมหมาย เจ้าของบ้านหนังสือชุมชนแห่งนี้ มีแนวความคิดที่ดีที่จะพัฒนาเยาวชนในลุ่มน้ำปากพนังให้เป็นนักอ่าน ให้ความร่วมมือกับเครือข่ายส่งเสริมการอ่าน จัดหาหนังสือประเภทต่างๆ นำหนังสือที่สะสมอยู่ในบ้านมากมาย และนิตยสาร วารสารรายสัปดาห์ เช่น มติชนรายสัปดาห์ เทคโนโลยีชาวบ้าน ขวัญเรือน คู่สร้างคู่สม วารสารมวย พระเครื่อง หนังสือธรรมะ หนังสือสารคดีต่างๆ ที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้มาใช้บริการ เก็บสะสมมาไว้ให้ผู้สนใจได้อ่าน และบริการอินเตอร์เน็ต Wi-Fi เพื่อให้ลูกค้าได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

ศาลาขนมต้มยังเป็นแหล่งเรียนรู้ที่น่าสนใจ มีการตกแต่งบริเวณทั้งภายในและภายนอก โดยได้จัดทำป้ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและความเป็นมาของร้าน ให้ความรู้แก่ผู้มาใช้บริการ เช่น อาชีพทำนา คนในสมัยโบราณ ได้คิดเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำนา การประดิษฐ์อุปกรณ์ไถนาขึ้นเอง ซึ่งต้องใช้ไม้เนื้อแข็งที่มีความเหนียว และมีลักษณะที่ใกล้เคียงกับชิ้นส่วนที่ต้องการทำ แต่ละชิ้นจะมีลักษณะและชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป เช่น ชื่อโครงสร้างเครื่องเรือนช่วงบน ได้แก่ หัวหมู หางยาม คันไถ แอก ลูกแอก เชิงกก สายทม สานไถ นกจอก สายอ้อม ป้ายชื่อที่ติดไว้ทุกส่วน ช่วยให้คนรุ่นหลังได้รู้จักการทำนาด้วยวัวหรือควาย ในสมัยก่อน นอกจากนี้ ยังมีส่วนประกอบโครงสร้างของบ้านช่วงบน ได้แก่ ขื่อ แป จันทัน เสาเรือน ดั้ง อกไก่ พานหนู ค้ำยัน เป็นต้น

คุณครูชมภู ชุตินันทกุล หัวหน้ากลุ่มโซน มองว่า จุดเด่นของร้านที่ทำให้เป็นแหล่งเรียนรู้ได้ดี คือ ลูกค้าและผู้มาใช้บริการเดินทางมาสะดวก อยู่ติดถนนใหญ่ การจัดบรรยากาศร่มรื่นเหมาะกับการอ่าน เจ้าของบ้านเป็นกัลยาณมิตร และเป็นตัวอย่างในการเป็นนักอ่าน มีมุมที่เป็นซุ้มไม้ นั่งดื่มและสั่งอาหารในบรรยากาศสบายๆ ไม่ต้องรีบร้อน สามารถนั่งได้เป็นเวลานาน ที่สำคัญมีทั้ง Wi-Fi สำหรับผู้ที่ต้องการใช้เครื่องมือสื่อสาร มีหนังสือให้เลือกอ่านได้หลายช่วงวัย ถือเป็นสถานที่ที่ใครเข้ามาใช้บริการแล้วได้อิ่มท้อง ได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน มีทั้งความทันสมัยและแฝงด้วยวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวปากพนัง

คุณสมหมาย เรืองรัตน์ กล่าวว่า “หนังสือเป็นประโยชน์ต่อคนทุกเพศทุกวัย บางคนไม่มีโอกาสได้เรียนสูงๆ ก็ได้อาศัยหนังสือเป็นตัวเพิ่มพูนความรู้ให้เจ้าตัว อย่างที่ศาลาขนมต้มแห่งนี้ สังเกตว่าคนที่มาอ่านหนังสือเป็นประจำคือ กลุ่มผู้สูงอายุ อยู่บ้านว่างๆ ไม่มีอะไร ก็จะมาขอยืมหนังสือไปอ่าน ทำให้ได้ความรู้ต่างๆ เพิ่มเติม เรื่องใกล้ตัว พืชผัก สมุนไพร หนังสือธรรมะ พวกเขาก็ได้ความรู้เพิ่มเติมไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

ผู้มาใช้บริการอีกกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มเด็ก เยาวชน ผู้ปกครอง นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป องค์กร ผู้นำชุมชน คณะครูโรงเรียนต่างๆ การประชุมสัมมนากลุ่มเล็ก สมาคมต่างๆ ในชุมชน แรงจูงใจของเจ้าของร้านที่สนับสนุนให้ประชาชนรักการอ่าน กลั่นกรองผ่านเป็นคำพูดที่น่าประทับใจว่า “อ่านหนังสือ เปิดความคิด ชีวิตเปลี่ยน” เพราะท่านทราบข้อมูลว่าคนไทยอ่านหนังสือน้อยมาก และหนังสือก็เป็นอาวุธทางปัญญาที่ท่านต้องการให้อ่าน เพราะจะทำให้เป็นคนรอบรู้และทันสมัย พร้อมกับนำความรู้ไปพัฒนาตนเองได้อย่างมากมาย ทำให้ชีวิตมีความสุข คลายเครียด คลายเหงา ดับทุกข์ แล้วแต่ว่าแต่ละคนจะนำมาใช้ให้เข้ากับตนเอง เพื่อให้ตนเองได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้

กศน. อำเภอปากพนัง ขอขอบคุณ คุณสมหมาย เรืองรัตน์ เจ้าของร้านศาลาขนมต้ม ภาคีเครือข่ายที่มีส่วนสำคัญในการปลูกฝังการอ่านและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ เป็นทศวรรษแห่งการอ่าน พ.ศ. 2552-2561 ที่ร่วมกันรณรงค์ให้ประชาชนคนไทยได้อ่านหนังสือให้มากขึ้น

“ตั้ง วงเล่า” ตอน “ชวนเพื่อนไปชิมพลับ…หวาน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05107150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

ท่องเที่ยวเกษตร

ทิดโส โม้ระเบิด

“ตั้ง วงเล่า” ตอน “ชวนเพื่อนไปชิมพลับ…หวาน”

สวัสดีครับ วันนี้ขอนำเสนอทริปสั้นๆ ชิมพลับหวาน ที่ขุนวาง ครับ พลับที่ปลูกกันอยู่ในทุกวันนี้ มีทั้งพลับฝาดและพลับหวาน พลับฝาดที่ปลูกคือ พันธุ์ P2 ลักษณะทรงผลจะเป็นสี่เหลี่ยม ติดผลดก แต่ไม่สามารถรับประทานผลสดได้ เพราะจะมีความฝาดมาก ต้องนำไปรมหรือบ่มเสียก่อน

ส่วน พลับหวาน จะเป็นสายพันธุ์ฟูยู่ออสเตรเลียและญี่ปุ่น ทรงผลจะกลม น้ำหนักต่อผล ประมาณ 2-3 ขีด เมื่อเก็บผลสุกสีเหลืองทองมารับประทานจะกรอบ หวาน ไร้รสฝาดเจือปน

ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) ก่อตั้งขึ้นภายหลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ยังบ้านขุนวาง ในปี พ.ศ. 2523 หลังจากทอดพระเนตรเห็นท้องทุ่งแห่งนี้ปลูกฝิ่นอยู่เป็นจำนวนมาก พระองค์ได้มีพระราชดำรัสให้กองพืชสวน สังกัดกรมวิชาการเกษตร ใช้สถานที่แห่งนี้ทดลองและขยายพันธุ์พืชบนที่สูง เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกทดแทนฝิ่น ในพื้นที่ 450 ไร่ ได้ทดลองปลูกไม้ผลเมืองหนาวหลากหลายชนิด และพลับก็เป็นหนึ่งในนั้น

เราจัดทริปเล็กๆ พาเพื่อนๆ ไปสัมผัสอากาศเย็นสบาย ที่ 14 องศาเซลเซียส เริ่มเดินทางคืนวันศุกร์ ฝนปรอยๆ ไปตลอดเส้นทาง โดยเฉพาะช่วงนครสวรรค์-กำแพงเพชร-ตาก มีการซ่อมถนนเป็นระยะๆ ทำให้รสชาติการนอนบนรถในช่วงฝนพรำยามราตรีได้อรรถรสไปอีกแบบ แต่มิใช่โชเฟอร์นะ อิอิอิ

ตีห้าเศษๆ เราก็มาถึงสันป่าตอง กาด (ตลาด) เช้าในยามฝนพรำดูคึกคักไม่น้อย ได้น้ำเต้าหู้อุ่นๆ แกล้มปาท่องโก๋ทอดร้อนๆ กรอบๆ ฟินไม่น้อยเลย ใครมีโอกาสเดินทางไปต่างจังหวัด ขอแนะนำให้เดินชมตลาดเช้าของแต่ละพื้นที่นะครับ รับรองท่านอาจได้เจออาหารอร่อยๆ แบบคาดไม่ถึงเลยเชียว

เราแวะกราบพระธาตุที่วัดจอมทองวรวิหาร ใส่บาตรพระสงฆ์ และเติมพลังด้วยอาหารเช้าง่ายๆ ตามชอบของแต่ละคน ทั้งอาหารตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยว ข้าวซอย มีพร้อมให้เลือกได้ตามประสงค์ จากนั้นก็ได้เวลาเที่ยวดอยอินทนนท์กันแล้ว จ่ายค่าบริการที่ด่านเสร็จก็มุ่งหน้าขึ้นสู่ยอดดอยบนสถานีเรดาร์ ผ่านตลาดมูเซอไปก่อนเดี๋ยวมาแวะ

ช่วงเช้าหมอกเยอะมาก ระยะห่างเกิน 10 เมตร จะมองไม่เห็นกันเลยเชียว เรายกมือไหว้พระมหาธาตุเจดีย์นภเมทนีดล-นภพลภูมิสิริ เพราะหมอกลงจนมองเห็นรางๆ ถ่ายภาพไม่ได้แน่ๆ เราผ่านนักท่องป่าที่กิ่วแม่ปานกลุ่มใหญ่ อยากไปเดินสักรอบ แต่เวลาจำกัดเหลือเกิน ก็เลยวางหมุดหมายไว้ในใจ เราจอดรถข้างสถานีเรดาร์ และเดินขึ้นไปสักการะกู่พระเจ้าอินทวิชยานนท์ จากนั้นก็พาเด็กๆ เดินสูดอากาศบริสุทธิ์ที่มีความชื้นสูง สักพักก็ได้เวลาเดินทางต่อ เราลงมาแวะกาดมูเซอ ตลาดที่ชาวเขานำพืชผัก ผลไม้ มาจำหน่ายให้นักท่องเที่ยว มีทั้ง พลับฝาด อะโวกาโด ราสป์เบอร์รี่ เสาวรสหวาน และผักมากมายหลายชนิด เราเดินชิมราสป์เบอร์รี่กันจนหนำใจและเหมาหมด จนทีมอื่นต้องอดชิมไปเลย อิอิอิ

จากนั้น ก็มุ่งหน้าขึ้นสู่ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) ที่นี่เราขออนุญาตนัดแนะเจ้าหน้าที่ คุณภัคจิรา และ คุณอนันต์ ไว้ เส้นทางขึ้นไปขุนวางก็ผ่านแปลงดอกเบญจมาศมากมายตามไหล่เขาที่พอเป็นพื้นราบ เราถึงจุดนัดพบเมื่อยามบ่าย

ไม่พูดพล่ามทำเพลงตรงเข้าไปที่แปลงพลับหวานทันที

“ดอกเริ่มบานเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ จากนั้นพอเข้าสิงหาคมก็จะเริ่มสุกได้ที่ แต่ปีนี้กระทบหลายอย่าง ทั้งแล้ง ฝนทิ้งช่วง และอากาศเย็นกว่าปกติ ทำให้สุกช้าลง” คุณอนันต์ เจ้าหน้าที่เล่าให้เราฟัง

แปลงพลับที่นี่แยกปลูกทั้งพลับฝาดและพลับหวาน พลับฝาดผลดกเต็มต้น แต่ไม่มีใครให้ความสนใจ นอกจากถ่ายภาพสวยๆ เพราะสมาชิกเราต่างมุ่งเข้าแปลงพลับหวาน “ฟูยู่ออสเตรเลีย” แกะถุงที่ครอบออก เด็ด เช็ดสักนิด เป่าไล่มดและกัด ความรู้สึกแรกสัมผัสคือ กรอบ และความหวานจะค่อยๆ ชำแรกเข้าไปในลิ้น หอมในแบบพลับที่ไม่เคยได้ชิมจากที่ไหน ที่นี่ปลูกแบบอินทรีย์แท้ๆ ดังนั้น จึงไม่ต้องห่วงเรื่องสารเคมีใดๆ ครับ

ขอเตือนท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ อย่าได้ไปลองกับพลับพันธุ์อื่น หรือพลับที่เรายังไม่ทราบสายพันธุ์นะครับ ไม่งั้นรสฝาดจะติดลิ้นไปเป็นวันเลยนะ

กรอบ หวาน เคี้ยวเพลิน คือเอกลักษณ์ของพลับหวานที่นี่ ไม่ต้องปอกเปลือกเลย กัดกินแบบแอปเปิ้ล ซึ่งทุกคนลงความเห็นว่าเป็นการกินพลับที่อร่อยที่สุดในโลก

กระไอหมอกที่คลอเคลีย ลมเย็นเอื่อยๆ เสื้อแขนยาวตัวเดียวก็ทำให้เราได้อากาศที่กำลังพอดี เย็นพอให้อยากขยับร่างกาย และขอโทษ นี่เพียงแค่บ่ายสองเท่านั้นนะครับ ไม่อยากคิดถึงค่ำคืนนี้ ที่ศูนย์วิจัยฯ เปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าไปชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และมีที่พัก อาหาร ในราคามิตรภาพ บรรยากาศงดงาม โดยเฉพาะในช่วงต้นปี จะมีนักท่องเที่ยวขึ้นไปกันเป็นจำนวนมาก เพื่อยลโฉมนางพญาเสือโคร่ง หรือซากุระเมืองไทย ที่เผยดอกบานสะพรั่งเต็มพื้นที่ หากท่านใดสนใจ ก็ติดต่อที่ คุณอนันต์ ได้เลยครับ ขอบคุณ ที่ได้ติดตามกันครับ ลุ้นกันนะว่าครั้งหน้าจะเป็นเรื่องราวใด

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย พลับหวาน จะมีทรงผลลักษณะกลม ส่วนพลับฝาดจะมองเห็นเป็นสี่เหลี่ยมมากกว่า พลับหวานสามารถกัดกินสดๆ จากต้นได้เลย แต่พลับฝาดจะต้องนำมารมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือบ่มด้วยเหล้าในสภาพสุญญากาศ เพื่อให้หมดฝาดเสียก่อนจึงจะกินได้ ในท้องตลาดส่วนมากหรือเกือบทั้งหมด เป็นพลับฝาดที่ผ่านการรมหรือบ่มมาแล้ว

ติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) คุณอนันต์ หงส์อินตา โทร. (053) 114-133-6

Fried Holy Basil – M-I-L

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05109150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

Miracle Thai Agriculture

Danai Huntrakul E-mail : dnaihp71@gmail.com

Fried Holy Basil – M-I-L

Those cooks with certificate qualifying them to work abroad have to pass one test-dish by a committee – Fried Holy Basil. Whatever prerequisites or mandate to honour the authenticity or uniqueness of Thai food may be, we”d better leave them to the relevant civil agencies: the Department of Skill Development, the Department of Export Promotion, the Ministry of Culture (the one which, on its inauguration day, hired a westerner to teach Thais how to perform a Thai ritual of respect), etc.

Let”s talk how to make “fried holy basil” most delectable to our family members.

Fried holy basil aka (as known as) “desperate fry” does not imply the cook out of recipe; but the customer. At lunch of short time off and tired of noodles, the customer enters a short-order shop but runs out of wits, so he ends up with “fried holy basil”, with any meat: beef, chicken, minced pork, pork crackle, shrimp, squid or whatever, to rid off the burden at hand; so he can bow to his mobile phone and play line, face, twitter, etc. an act almost unbearably dissuaded in the office.

My mother-in-law was from Ayutthaya where it”s reputed of sweet cooking; this is not true, because she does not feature sweet in her dish; only in her daughter.

One dish requested of her at any chance would be “fried holy basil with marbled beef”; no cook on this land surpasses her on this. And, for the benefit of non-beef eater, I would like to disclose her recipe with pork.

Use pork shoulder, normally 200 gram per serving, but I”d go for half a kg.

A curry recipe for 1 kg meat and 1 kg coconut milk calls for 200 gram of curry paste; a fry without liquid takes only 100; so 50 gram for half kilo of meat as follows:

Garlic 20 gram yellow pepper 30 gram. I use yellow pepper for its distinctive aroma while the red or green bird chili tends to be aggressive. Chop the pepper and immerse in water to loosen off seeds, pound with garlic; adding a teaspoon of sea salt and half of sugar to shorten the task. Don”t make it too fine or it will be fiery hot. Other ingredients: chopped yard long bean if you like though I prefer 1 bulb of red onion sliced, and 2 handfuls of holy basil leaf.

Heat up a wok before putting in oil; scoop the paste from the mortar with Chinese metal spoon to fry until pungent; add sliced pork followed with red onion and basil; season with fish sauce, and, if addicted, 2 spoons of oyster sauce. Tilt the wok to catch an abrupt flame and call it done. Do not linger or the meat will be regrettably overcooked. A trick from the Indian cuisine to fully enliven all flavours hints a squeeze of lime before serving.

ผัดกะเพรา – แม่ยาย

พ่อครัวแม่ครัวที่รับใบประกาศก่อนขึ้นเครื่องไปทำงานในต่างประเทศนั้น อาหารจานหนึ่ง (ไม่ใช่ “เมนู” เพราะ Menu แปลว่า รายการอาหาร คำนี้ใช้ผิดกันทุกสื่อ ถือเอาเท่เข้าว่า) ที่ต้องปรุงผ่านคณะกรรมการทดสอบก็คือ ผัดกะเพรา ส่วนเขาจะมีกติกาเงื่อนไขเป็นอะไร จะกำชับว่าต้องคงเอกลักษณ์ต้นฉบับกับข้าวไทยอย่างไร เราอย่าไปสนใจรายละเอียดของเขาเลย ปล่อยให้เป็นเรื่องของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงวัฒนธรรม (ที่จ้างฝรั่งสอนให้คนไทยไหว้) ฯลฯ เขาว่าของเขาไป

เรามาคุยกันเรื่อง ผัดกะเพรา ทำให้มันอร่อยถูกปากคนในบ้านเราเองไม่ดีกว่าหรือ

ผัดกะเพรา มีฉายาว่า “ผัดสิ้นคิด” ไม่ได้แปลว่า พ่อครัวท้อแท้ คิดอะไรไม่ออก แต่หมายถึงคนกิน มื้อเที่ยง มีเวลาไม่มาก เบื่อก๋วยเตี๋ยว เดินเข้าร้านอาหารตามสั่ง เอาเข้าจริงก็คิดอะไรไม่ออก ก็ลงที่ ผัดกะเพรา จะใส่เนื้ออะไร เนื้อวัว ไก่ หมูสับ หมูกรอบ กุ้ง ปลาหมึก หรืออะไรก็แล้วแต่ ให้มันหมดภาระตรงหน้าไปเปลาะหนึ่ง จะได้ก้มหน้าเปิดมือถือเล่นไลน์ เฟซ ทวิตเตอร์ หรืออะไรดีกว่า ค่าที่อัดอั้น ในสำนักงานเขาห้ามเล่นมือถือ ใจจะขาดเสียให้ได้

แม่ยายผมพื้นเพมาจากอยุธยา ส่วนใครจะว่ากับข้าวบ้านนั้นออกหวาน ขอให้ฟังหูไว้สองหู เพราะแม่ยายทำกับข้าวไม่หวาน ที่หวานแท้แน่นอนคือลูกสาวต่างหาก

กับข้าวจานหนึ่ง ที่เมื่อได้โอกาส ก็จะออกปากขอให้แม่ยายทำ คือ “เนื้อติดมันผัดกะเพรา” ไปลองมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำก็ไม่ประทับใจเท่าของแม่ยาย และถือโอกาสนี้ เอาตำราของแม่ยายมาเล่าสู่กันฟัง แต่เพื่อเอาใจคนงดเนื้อวัว ก็ขอเปลี่ยนเป็นหมู

ใช้สันคอหมู ปกติจานหนึ่งใช้ 2 ขีด เผื่อฝ่ายพิสูจน์อักษรไม่เชื่อ ก็ทำครึ่งกิโลเสียเลย

ตามสูตรแกงนั้น เนื้อสัตว์ 1 โล กะทิ 1 โล จะใช้เครื่องแกง 2 ขีด แต่เมื่อเป็นผัดไม่มีน้ำแกง ก็ต้องทอนลงมาเหลือเครื่องแกงขีดเดียว เนื้อหมูครึ่งโล จึงใช้เพียงครึ่งขีด มีอะไรบ้าง

กระเทียม 20 กรัม พริกเหลือง 30 กรัม ที่ใช้พริกเหลือง เพราะจะเอากลิ่นหอมจำเพาะ ซึ่งพริกขี้หนูแดงเขียวหรือพริกขี้หนูสวนก็หอม แต่ออกทางรุนแรง ผมจึงใช้พริกเหลือง หั่นแช่น้ำเอาเม็ดออก แล้วตำกับกระเทียม ตอนตำ ใส่เกลือเม็ด 1 ช้อนชา น้ำตาลทราย ครึ่งช้อนชา จะช่วยให้แหลกเร็วขึ้น แต่อย่าตำละเอียดนัก จะเผ็ดควันออกหู ส่วนผสมอย่างอื่น ชอบถั่วฝักยาวก็หั่นท่อนสั้นๆ แต่ผมใช้หอมแขก (สีออกม่วง) 1 หัวใหญ่ แล้วเด็ดใบกะเพราไว้คอยท่าอีก 2 กำ

ตั้งกระทะให้ร้อนจัด ค่อยใส่น้ำมัน ใช้ช้อนตักเครื่องที่ตำลงมาผัดให้หอม จึงใส่เนื้อหมูที่แล่บางชิ้นใหญ่ลง ตามด้วยหอมแขกซอยและใบกะเพรา ชิมรส ปรุงด้วยน้ำปลา หรือใครติดซอสน้ำมันหอย ก็ใส่ 2 ช้อนโต๊ะ เอียงกระทะให้ไฟลุก เอาขึ้นทันที อย่าอ้อยอิ่ง เนื้อจะเหนียวเสียของ เคล็ดเด็ดจากครัวแขก ก่อนเสิร์ฟ ให้บีบมะนาว 1 ซีก ไม่เอาเปรี้ยว แต่เพื่อทำให้รสอื่นๆ ตื่นตัวเต็มพิกัดจ้ะ

“มติชนอคาเดมี” ก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 เปิดหลักสูตร “999” เสริมความรู้…สร้างรายได้ ให้กลายเป็นอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05112150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

มติชนอคาเดมี

โดย : อนุภาค ชัยชนะดารา

“มติชนอคาเดมี” ก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 เปิดหลักสูตร “999” เสริมความรู้…สร้างรายได้ ให้กลายเป็นอาชีพ

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 แล้วสำหรับ “ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชนอคาเดมี)” ผู้นำด้านการฝึกอาชีพของเมืองไทย ที่ได้สร้างอาชีพให้กับผู้เรียนมาแล้วไม่ต่ำกว่าหมื่นราย สามารถพลิกผันให้ผู้เรียนนับพันมีรายได้ และก้าวเข้าสู่การทำธุรกิจอย่างเต็มตัว และหลังจากเจอกระแสวิกฤตเศรษฐกิจมาได้พักใหญ่ มติชนอคาเดมีจึงเตรียมพร้อมรับมืออย่างทันควัน ด้วยการ เปิดตัว 20 หลักสูตรทำเงิน ที่อาจจะทำให้คุณพลิกผันชีวิตได้ ด้วยเงินลงทุนเพียง 999 บาท เท่านั้น!!!

ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจค่อนข้างผันผวนเช่นนี้ ต้องบอกว่าภาคอุตสาหกรรมใหญ่ๆ หลายแห่ง ล้วนประสบปัญหาทั้งสิ้น ในขณะที่หลายคนเอง ก็ประสบปัญหาเกี่ยวกับการจับจ่ายใช้สอยในช่วงนี้เช่นกัน แต่จะทำอย่างไร? หรือมีวิธีไหนบ้าง? จึงจะสามารถช่วยสร้างอาชีพให้ทุกๆ คนได้ด้วยตัวเองในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ด้วยเงินลงทุนที่ไม่ต้องมาก แต่ก็สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของแต่ละคนให้มีรายได้เสริม สามารถเลี้ยงครอบครัว และแบ่งเบาการใช้จ่ายได้อีกทางเลือกหนึ่งในยามเศรษฐกิจถดถอย

การเปิดคอร์สอบรม 999 จึงเกิดขึ้น โดยมีหัวใจสำคัญว่า หลักสูตรอาหารที่เราเลือกมาสอนนั้น จะต้องเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมในท้องตลาด สามารถนำไปทำขายได้ง่าย ลงทุนไม่ต้องเยอะมาก และคนทั่วๆ ไปก็สามารถตัดสินใจซื้อรับประทานได้ไม่ยาก ดังนั้น คอร์สเรียนทั้ง 20 หลักสูตรนี้ จึงเปรียบเสมือนการช่วยชี้ช่องทางในการทำมาหากินของทุกคน ด้วยเงินลงทุนเพียงคอร์สละ 999 บาท เท่านั้น ซึ่งเราถือว่าเป็นการช่วยเหลือทุกคนให้ร่วมกันสู้ชีวิต ในยามเศรษฐกิจถดถอย พร้อมนำเสนอแนวทางสร้างรายได้ให้ทุกท่านในอนาคตได้อีกด้วย

ว่าแล้ว…อย่ารอช้า ไปดูหลักสูตรอาหารทั้ง 20 วิชา ที่จะเปิดสอนตลอดเดือนตุลาคม 2558 นี้กันดีกว่า

เริ่มกันที่ ข้าวต้มมัดไส้กล้วย-ไส้ถั่วเหลือง สูตรโบราณ จากจังหวัดนนทบุรี ของ คุณประนอม โตจันทร์ (ป้านอม) ที่อร่อยจนเป็นที่เลื่องลือมายาวนานกว่า 30 ปี ถ้าอยากรับประทานต้องสั่งล่วงหน้า เพราะว่าเขามีออเดอร์เต็มกันทุกวัน เคล็ดลับความอร่อยนั้นก็คือ การเลือกวัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพ เริ่มตั้งแต่ข้าวเหนียวเขี้ยวงูคุณภาพดี หัวกะทิสดใหม่ และกล้วยน้ำว้าที่ลูกโต ที่จะทำให้ได้อรรถรสเวลารับประทาน ใครอยากเรียนรู้ป้านอมก็ใจดีพร้อมบอกเทคนิค-วิธีการทำชั่งตวงเองทุกขั้นตอน พร้อมสอนเทคนิคที่ควรรู้ เช่น การมัดข้าวต้มมัด ให้มีลักษณะแน่น พอดีคำออกมาสวยงามน่ารับประทาน ไปจนถึงขั้นตอนการนึ่งเลยทีเดียว ถ่ายทอดสูตรเด็ดพร้อมกัน ทั้ง 2 รอบ ในวันที่ 2 ตุลาคม และวันที่ 16 ตุลาคม 2558 นอกจากนี้ ป้านอมยังมีสูตรเด็ดเคล็ดลับในการทำ วุ้นเป็ด (วุ้นมะพร้าวน้ำหอม) หนึ่งในเมนูยอดฮิตในปัจจุบัน ที่ขายกันมาตั้งแต่เป็นวุ้นมะพร้าวน้ำหอมธรรมดากว่า 20 ปีแล้ว ด้วยเทคนิคการขูดเฉพาะเนื้อมะพร้าว โดยไม่ติดเยื่อมะพร้าว แล้วนำมาสับอย่างละเอียดเพื่อนำไปผสมในวุ้นก่อนนำมาหยอดลงพิมพ์ ทำให้เมนูนี้น่าสนใจอยู่ไม่น้อย อยากรู้เทคนิคการทำ มีให้เรียน 2 รอบ วันที่ 16 ตุลาคม และวันที่ 30 ตุลาคม 2558 นี้

ตามติดมาด้วยความอร่อยสไตล์ญี่ปุ่นที่ฮิตจนหลายร้านเบเกอรี่นำไปทำขายจนรวยกันถ้วนหน้า อย่าง มิลค์เค้กครีมสด (ฮอกไกโดเค้ก) เค้กชิฟฟ่อนสไตล์ญี่ปุ่น เนื้อเค้กละเอียด เบา และนุ่มกว่าเค้กชิฟฟ่อนทั่วๆ ไป ชูรสชาติความอร่อยด้วยเค้กเนื้อละเอียด เบา นุ่ม ฉีดไส้ครีมสด มีกลิ่นหอมของนมเหมือนกลิ่นไอศกรีม ที่สำคัญมิลค์เค้กครีมสดยังเก็บไว้ได้นานนับเดือนในตู้เย็นอีกด้วย เรียนรู้ขั้นตอนการทำ โดย อาจารย์เกษราภรณ์ รอดไหม (คุณหญิง) วิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านเบเกอรี่มานานกว่า 12 ปี ปัจจุบันทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตเบเกอรี่ของโรงเรียนการอาหารนานาชาติสวนดุสิต และมีธุรกิจเบเกอรี่เป็นของตัวเอง ในย่านตลาดอโศกอีกด้วย เปิดสอน 2 รอบ วันที่ 2 ตุลาคม และวันที่ 16 ตุลาคม 2558 นี้

อีกหนึ่งเมนูแนะนำ อย่าง ขนมถ้วยตะไล เจ้าดังแห่งย่านนางเลิ้ง ของ คุณจิราพรรณ คงเทียน (คุณนก) ที่ทำขายมายาวนานกว่า 40 ปีแล้ว เป็นสูตรของคุณยายที่ได้มาจากวังหลัง ในตระกูลปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา สืบทอดต่อมาถึง คุณมณฑา คงเทียน (คุณแม่) แล้วนำมาทำขายที่ตลาดนางเลิ้ง เป็นเวลากว่า 10-20 ปี ซึ่งปัจจุบันคุณนกมารับช่วงต่อ 15 ปีแล้ว และได้ปรับสูตรให้นิ่มลง และน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น ส่วนในเรื่องของรสชาติขนมถ้วยตะไลของคุณนกนี้ได้รสชาติเหมือนรับประทานเนื้อมะพร้าว ตัวขนมถ้วยรสนุ่มนวล หอมกลิ่นมะพร้าวและใบเตย นอกจากนี้ คุณนกยังใช้เทคนิคการหยอดแบบกะลาตาเดียว เพราะจะทำให้ขนมสวยน่ารับประทาน สำหรับใครที่อยากรู้เทคนิค-เคล็ดลับ มีเปิดสอน 2 รอบ วันที่ 2 ตุลาคม และวันที่ 9 ตุลาคม 2558 นี้

นอกเหนือจากนี้ยังมีหลักสูตรที่น่าสนใจอื่นๆ รวมแล้วถึง 20 หลักสูตร อาทิ ครองแครงพริกไทยดำ (วันที่ 2 ตุลาคม และ 9 ตุลาคม 2558), กล้วยปิ้ง (วันที่ 2 ตุลาคม และ 16 ตุลาคม 2558), ไก่ทอดสมุนไพร (วันที่ 2 ตุลาคม และ 9 ตุลาคม 2558), สลัดแขก (วันที่ 2 ตุลาคม และ 9 ตุลาคม 2558), เต้าหู้ทอด (วันที่ 2 ตุลาคม และ 9 ตุลาคม 2558), ทองม้วนกรอบ (วันที่ 2 ตุลาคม และ 16 ตุลาคม 2558), มันโบราณ (วันที่ 2 ตุลาคม และ 9 ตุลาคม 2558), หมูทอดเจียงฮาย ตลาดบางแค (วันที่ 16 ตุลาคม และ 30 ตุลาคม 2558), ก๋วยเตี๋ยวหลอด เจ้าดังนางเลิ้ง (วันที่ 16 ตุลาคมและ 30 ตุลาคม 2558), ขนมเบื้องญวน เจ้าดังนางเลิ้ง (วันที่ 9 ตุลาคม และ 30 ตุลาคม 2558 ), เปาะเปี๊ยะสด เจ้าดังนางเลิ้ง (วันที่ 9 ตุลาคม และ 30 ตุลาคม 2558), ไก่ทอดหาดใหญ่ (วันที่ 16 ตุลาคม และ 30 ตุลาคม 2558) ปั้นสิบไส้ปลา (วันที่ 9 ตุลาคม และ 30 ตุลาคม 2558), หมูอบโอ่ง (วันที่ 9 ตุลาคม และ 30 ตุลาคม 2558), คุกกี้อัลมอนด์สไลซ์ (วันที่ 16 ตุลาคม และ 30 ตุลาคม 2558), ขนมเปี๊ยะไข่เค็ม (วันที่ 16 ตุลาคม และ 30 ตุลาคม 2558)

ซึ่งต้องบอกว่า 20 หลักสูตร ที่คัดเลือกมานั้น ล้วนเป็นอาหารที่สามารถทำเองได้ง่าย หรือจะนำไปต่อยอดเปิดร้านขาย สร้างรายได้ก็ไม่ยากเย็นเท่าใดนัก ใช้เวลาอบรมเพียงแค่ 1 วัน โดยผู้เรียนสามารถเลือกหลักสูตรอบรมที่มีทั้งภาคเช้า และภาคบ่าย สะดวกช่วงไหนก็เลือกเรียนได้ไม่ยาก เพราะไม่เสียเวลาอบรมตลอดทั้งวัน อีกทั้งยังใช้เงินลงทุนในการอบรมไม่มากอีกด้วย นอกจากนี้ เมนูอาหารที่นำมาสอนนั้น ยังซื้อง่ายขายคล่อง ถ้านำไปทำขายกลุ่มลูกค้าก็สามารถตัดสินใจซื้อได้ไม่ยาก เพราะเป็นสินค้าราคาไม่แพง ซื้อได้ตั้งแต่พนักงานทั่วไป ไปจนถึงพนักงานออฟฟิศเลยทีเดียว ถ้าคุณมุ่งมั่นตั้งใจในห้องเรียน และเก็บความรู้เทคนิค-เคล็ดลับต่างๆ จากผู้สอนไปได้อย่างครบถ้วน แล้วนำไปฝึกฝนให้ชำนาญอีกซักนิด รับรองว่าท่านก็อาจเปิดร้านขายอาหารได้ไม่ยากเย็นแน่นอน

สำหรับท่านที่สนใจอยากเรียนรู้เทคนิค-เคล็ดลับของหลักสูตรสร้างอาชีพ ทั้ง 20 หลักสูตร ตลอดเดือนตุลาคม 2558 นี้ หรืออยากทราบรายละเอียดอื่นๆ เกี่ยวกับคอร์สอบรมอาชีพ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชนอคาเดมี) ได้ที่ โทร. (02) 954-3977-84 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) หรือจะเข้าไปดูเพิ่มเติมที่ http://www.matichonacademy.com

ให้แล้วให้เลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ให้แล้วให้เลย

คุณฮวด เป็นบิดาคุณโผง เป็นผู้มีอันจะกิน มีที่ดินแยะทีเดียว

ส่วนมารดานั้นไม่แจ้ง จึงไม่เอ่ยถึง (ใครอยากรู้ หาโอกาสไปสอบถามคุณโผงเอาเอง)

ปี 2513 คุณฮวด เกิดจิตศรัทธา ได้ทำหนังสือยกที่ดินแปลงเล็กๆ เนื้อที่ 3 ไร่ ที่อยู่ติดกับที่ดินแปลงใหญ่ ให้แก่กรมตำรวจ เพื่อสร้างสถานีตำรวจภูธรตำบล เพื่อจะให้มีตำรวจมาดูแลทุกข์สุขประชาชนในย่านนี้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น

กรมตำรวจ รับที่ดินนั้นไว้ด้วยความซาบซึ้งและขอบคุณ แล้วสร้างสถานีตำรวจภูธรตำบล สร้างบ้านพักตำรวจขึ้นในที่นั้น ใช้ประโยชน์มาระยะหนึ่ง แล้วเลิกราไป

ถึงปี 2523 คุณฮวด เห็นกรมตำรวจทิ้งร้างพื้นที่ ไม่ได้ใช้พื้นที่นั้นอีกดังที่ตั้งใจเจตนายกให้ไว้แล้ว เกิดความไม่พอใจ ที่จะยกที่ดินให้กรมตำรวจแล้ว จึงแจ้งบอกเลิก ไม่ยกให้แล้ว

จากนั้น คุณฮวดจึงเข้าครอบครองที่ดิน ปลูกบ้านพักอาศัย สร้างเล้าหมู เล้าไก่ สร้างปั๊มน้ำมันดำเนินกิจการของตนเองขึ้นมาบนที่ดินแปลงนั้น

ปี 2525 คุณฮวดนำที่ดิน ส.ค. 1 แปลงใหญ่ที่มีที่ดินแปลงนั้นรวมอยู่ด้วย ไปแจ้งสำนักงานที่ดิน ขอออกเป็น น.ส. 3

เจ้าพนักงานรังวัดและออก น.ส. 3 แก่คุณฮวดตามร้องขอ โดยกันที่ดินแปลงที่ยกให้แก่กรมตำรวจไว้

ต่อมา ปี 2526 คุณฮวดยกที่ดินแปลงใหญ่ ที่มีที่ดินแปลงซึ่งเคยยกให้กรมตำรวจรวมอยู่ด้วย ให้คุณโผงผู้เป็นบุตรไป คุณโผงเข้าครอบครองที่ดินแปลงนั้นเรื่อยมาจนถึง ปี 2548

ปรากฏว่า ต่อมาคุณโผงกล่าวหาว่า กรมธนารักษ์รุกล้ำเข้ามาในเขตที่ดินของตน จึงนำความไปฟ้อง

ศาลชั้นต้นยกฟ้อง

คุณโผงอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณโผงฎีกาคดีอีก

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคุณฮวด บิดาคุณโผง ได้อุทิศที่ดินให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เมื่อกรมตำรวจได้รับที่ดินนั้น แล้วได้เข้าครอบครองโดยสร้างอาคารเป็นสถานีตำรวจภูธรตำบล และสร้างบ้านพักข้าราชการตำรวจขึ้นในที่ดินนั้น นอกจากนี้ ยังได้ส่งเจ้าพนักงานตำรวจมาปฏิบัติราชการที่สถานีตำรวจดังกล่าวอีกด้วย

เช่นนี้ ที่ดินจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (3)

แม้ต่อมา คุณฮวด บิดาคุณโผง จะทำหนังสือขอยกเลิกการอุทิศที่ดินนั้นให้แก่กรมตำรวจ แล้วคุณโผงเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินนั้นเป็นระยะเวลานานเพียงใด ก็หาทำให้คุณโผงได้สิทธิครอบครองที่ดินนั้นกลับคืนมาไม่

ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว

ศาลฎีกาพิพากษายืน

คุณโผงจึงมีอันต้องยืนคอตกคอพับไปสิ

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11089/2556)

———————————————

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1304 สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น รวมทรัพย์สินทุกชนิดของแผ่นดิน ซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน เช่น

(1) ที่ดินรกร้างว่างเปล่า และที่ดินซึ่งมีผู้เวนคืน หรือทอดทิ้ง หรือกลับมาเป็นของแผ่นดินโดยประการอื่น ตามกฎหมายที่ดิน

(2) ทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เป็นต้นว่า ที่ชายตลิ่งทางน้ำ ทางหลวง ทะเลสาบ

(3) ทรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นต้นว่า ป้อม และโรงทหาร สำนักราชการบ้านเมือง เรือรบ อาวุธยุทธภัณฑ์

เรื่อง – สีเสียด ไม้ผลัดใบ ปลูกได้ประโยชน์

คอลัมน์ – ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย -สุวรรณ พันธุ์ศรี

หน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ จะมีข่าวอุบัติเหตุ 2-3 ข่าว ทุกวัน

อุบัติเหตุที่เกิดนั้น มีหลายสาเหตุ

แต่ที่แน่แน่คือ ประมาท หรือชะล่าใจ

หลายคนเคยตั้งคำถามว่า เราจะลดอุบัติเหตุเหล่านี้ได้อย่างไร ซึ่งความคิดเห็นที่บอกเล่าก็มีหลายแนวทาง

มีแนวทางหนึ่งที่เสนอไว้อย่างน่าสนใจ คือ ทุกคนต้องลดความอยากได้ใคร่มีเกินตัว

เพราะจุดเริ่มต้นของอุบัติเหตุคือ ความอยากได้ใคร่มี

หากลดความอยากได้ใคร่มีลงได้เท่าไหร่ อุบัติเหตุต่างต่างก็จะลดลงไปเยอะ

ขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่ตกเป็นทาสของการโฆษณาชวนเชื่อของประดาพ่อค้าแม่ขาย

จากงานวิจัยพบว่า ปีหนึ่งหนึ่งเกิดความสูญเสียด้วยอุบัติเหตุนับพันล้าน และสูญเสียบุคลากรดีดี ซึ่งนับเป็นมูลค่าไม่ได้

อีกประการหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การออกใบอนุญาตขับขี่ให้กับบุคคลที่มีโรคประจำตัว หรือเยาวชนที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์

ในเรื่องนี้ หน่วยราชการของไทยยังหละหลวม

หน้าฝนนี้ มาปลูกต้นไม้เพื่อความอุดมสมบูรณ์ในวันข้างหน้าดีกว่า

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “สีเสียด”

สีเสียด เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดเล็กจนถึงขนาดกลาง มีความสูงโดยเฉลี่ย 15 เมตร

ลักษณะลำต้น สีเทา ตามลำต้นและกิ่งก้านจะมีหนาม เปลือกจะขรุขระ

ใบสีเสียด ออกเป็นใบรวม ลักษณะช่อ เรียงแบบขนนก ใบย่อยเป็นคู่ ตั้งแต่ 20 ถึง 50 คู่ โคนใบเบี้ยว ปลายใบมน มีขนประปราย

ดอก จะออกเป็นช่อยาว คล้ายหางกระรอก มีสีเหลือง หรือขาวอมเหลือง

พอดอกเริ่มโรยจะติดผล ลักษณะผลเป็นฝักแบน ปลายฝักและโคนเรียวแหลม ฝักแก่สีน้ำตาล ภายในมีเมล็ดอยู่ 3 ถึง 7 เมล็ด

คนแต่โบราณท่านใช้ประโยชน์จากเปลือกลำต้น และเมล็ดของสีเสียดเพื่อเข้ายารักษาโรค

เปลือกลำต้นสีเสียด มีสรรพคุณทางยา แก้บิด สมานแผล แก้ท้องร่วง หรือนำมาต้มเอาน้ำล้างแผลที่เปื่อยเรื้อรัง

ส่วนเมล็ด นำมาฝนเป็นยาทาแก้โรคหิด ขี้กลาก

นี่คือประโยชน์ส่วนหนึ่งที่ได้จากการปลูกต้นสีเสียด นอกจากจะได้ออกซิเจน และเป็นพืชคลุมดินที่คอยดึงดูดเมฆฝนอีกประการหนึ่ง

เวลานี้ป่าไม้เมืองไทยถูกพวกมอดไม้ลอบตัดกันเป็นว่าเล่น กำลังพลหน่วยราชการที่คอยกำกับดูแล ทั้งงบฯ ก็น้อยเหลือเกิน

จริงจริงแล้ว มอดไม้เป็นใครนั้น เจ้าหน้าที่ท่านก็น่าจะรู้ดี

ก็อย่างว่า กฎหมายเมืองไทย ยังไม่ศักดิ์สิทธิ์