ยำยำ…อาหารไทยไทย ที่ไม่เคยล้าสมัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05118150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต phitchayada7@hotmail.com

ยำยำ…อาหารไทยไทย ที่ไม่เคยล้าสมัย

ยำ เป็นอาหารทันสมัยของคนไทย หรือคุณว่า อาหารอะไร…ถึงจะเป็นอาหารทันสมัย ทันกับยุคโลกาภิวัตน์นี้ได้ ไก่ทอดฟาสต์ฟู้ด พิซซ่า แฮมเบอร์เกอร์ ฮ็อตดอก เฟรนช์ฟราย หรืออะไรต่อมิอะไรมากมายที่คนในยุคสมัยใหม่เขานิยมชมชอบกัน แต่ถ้าเป็นคนรุ่นเก่าๆ หน่อยก็จะบอกว่า อาหารประเภทนั้นมันล้าสมัยสิ้นดี

แล้วอะไรล่ะ…ที่ว่าทันสมัย…ก็อาหารไทยๆ เรานี่ไงล่ะคะ…ไม่ว่าจะเป็น น้ำพริก ผักจิ้ม ผักเหนาะต่างๆ อาหารยำยำ ตำตำ ประเภทส้มตำต่างๆ (แต่ควรทำเองนะคะ) และส้มตำนี่ล่ะ เป็นอาหารที่ทันสมัยของไทยเรามานานแสนนาน ร้านอาหารใหญ่ๆ บางร้านยังต้องมีเมนูส้มตำเลย แม้แต่ฝรั่งที่กินเนื้อ นม ไข่ มาเมืองไทยเมื่อไหร่ ยังต้องเรียกหา ปาปาย่า ป๊อกป๊อก เลยนะคะ…

จะเชื่อหรือไม่ก็ตามนะคะ…ว่าการกินอาหารประเภทยำยำ ทุกวันจะช่วยให้ท่านปลอดภัยจากการไม่เป็นโรคได้ ถึงไม่ทุกโรคก็เหอะ! อย่างน้อยๆ อาจช่วยให้เราห่างไกลจาก ไขมันในเส้นเลือด เบาหวาน มะเร็งในลำไส้ ท้องผูก โรคหวัด ภูมิแพ้ ผิวหนังไม่เหี่ยวย่น แถมอาจจะช่วยให้แก่ช้าลงได้อีก?ว่างั้น

ทางเลือกเพื่อสุขภาพ

ส้มตำและอาหารยำยำทั้งหลาย น่าจะถูกยกระดับขึ้นฟาสต์ฟู้ดกับเขาบ้าง โดยเฉพาะเรื่องความสะอาด ซึ่งส้มตำนี่จะว่าไปแล้วก็คือยำชนิดหนึ่ง ส่วนมากจะเห็นตามตรอก ซอก ซอยต่างๆ ในเมืองกรุง ที่น่าเป็นห่วงก็เรื่องอนามัย เพราะอาหารประเภทนี้ถ้าไม่สะอาด ยังไงก็เสี่ยงกับท้องเสียอย่างแน่แท้…

ยำต่างๆ ก็เข้าทำนองเดียวกัน ถึงแม้จะมีการลวกผัก ลวกเนื้อสัตว์อยู่บ้าง แต่มักลวกประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ไม่ทันได้ฆ่าเชื้อโรค เช่น เล็บมือนาง (ตีนไก่) เนื้อหมู ลูกชิ้น และเครื่องยำ แม่ค้ามักจะใส่ขวดโหลปิดมั่ง ไม่ปิดมั่ง แมลงวันก็ตอม แต่ยังนับว่าเสี่ยงน้อยกว่าส้มตำ เพราะยังผ่านความร้อนอยู่บ้าง ซึ่งถ้าตัดสิ่งเหล่านี้ทิ้งไป อาหารยำยำ ตำตำ มีคุณสมบัติครบถ้วนอย่างแน่นอนเลยทีเดียวค่ะ…

ที่แน่ๆ ถ้าเรากินส้มตำให้ได้ประโยชน์จริงๆ ก็ต้องกินคู่กับข้าวเหนียว ไก่ย่าง รับรองว่าท่านจะได้อาหารครบทุกหมู่แน่นอนค่ะ…

หากเป็นยำที่มีเนื้อสัตว์ รวมไปถึงลาบ พล่า ก็ล้วนแต่เป็นยำทั้งนั้นเลย ซึ่งส่วนมากจะมีโปรตีนค่อนข้างสูง แถมมีไขมันแทรกในเนื้อสัตว์อีกด้วย ถ้ากินบ่อยๆ ก็คงไม่ดีแน่

หากคิดถึงความประหยัดและความสะอาดสักหน่อย ทำเองน่าจะดีกว่าเยอะเลย…อย่างน้อยๆ ของในตู้เย็นเรายังสามารถนำมาดัดแปลงมาทำยำง่ายๆ ได้หลายๆ เมนูค่ะ

หลักการทำยำให้อร่อย คือ ท่านต้องนึกถึง

– ต้องสะอาด

– ดีต่อสุขภาพ คือ มีสัดส่วนของไฟเบอร์จากผักมากๆ ไขมัน เนื้อสัตว์ แป้ง มีแต่พอประมาณ

– ดีต่อกระเป๋าตังค์เราด้วย คือ ประหยัด

– รสชาติถูกปากทั้งคนกิน และคนเผื่อกินด้วย

ยำยำ ลดความอ้วน

ปัจจุบันอาหารยำยำ เป็นอาหารทันสมัยสำหรับหญิงสาวและไม่สาว แถมคุณผู้ชายร่วมหุ้นด้วยก็ได้ ในการลดความอ้วน ทุกๆ คนรู้กันดีว่า…วิธีลดความอ้วนนั้นไม่ยากเลย คือกินไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ให้น้อยลง งดของหวาน เพิ่มอาหารจากผัก ผลไม้ และออกกำลังกาย กินเสร็จอย่าอยู่กับที่ กินอาหารมื้อเย็นแต่น้อย

ทั้งหมดนี้เป็นหลักง่ายๆ แต่ไม่ค่อยมีใครทำได้สำเร็จ เพราะอาหารยั่วยวนมันเยอะ ผู้ที่ต้องการลดความอ้วนจึงควรเดินสายกลาง ค่อยๆ ลดจากที่เคยกิน ยังคงอาหารให้ครบถ้วนทุกหมู่ และอาศัยการออกกำลังกายเป็นประจำ ขจัดไขมันส่วนเกินออกไป กล้ามเนื้อก็จะกระชับ อวัยวะภายในแข็งแรงด้วย

อาหารยำยำ อย่างที่บอก มีไขมันต่ำ ไฟเบอร์สูง จึงเหมาะเป็นอาหารลดความอ้วน เปลี่ยนยำแต่ละแบบ กินได้ทุกวัน กันเบื่อ ดีกว่าสลัดของฝรั่ง เพราะถ้าเป็นสลัดครีมจะให้ไขมันสูงมาก หากจะกินควรเลือกสลัดน้ำใส แต่เดี๋ยวก็เบื่อ จำเจ ไม่หลากหลายเหมือนยำของไทยๆ แถมไฟเบอร์ในผักจะช่วยดึงดูดไขมันส่วนเกินจากอาหารขับถ่ายออกไปด้วย ร่างกายไม่ทันดูดซึมเอาไปเก็บเป็นไขมัน ตามพุง แขน ขา อีกต่อไป

ยำยำ บำบัดโรค

รายละเอียดของความเกี่ยวพันแต่ละโรคกับอาหารประเภทยำยำ ตำตำ นั้นมีมากมาย ซึ่งพระเอกที่สำคัญมี 3 ตัว คือ ไฟเบอร์ วิตามินซี และวิตามินเอ และยังมีตัวประกอบช่วยกำจัดโรคอีกหลายตัว เช่น สารอัลลิซินในกระเทียม สารซีลีเนียม เลซิทินในถั่ว วิตามินบี เป็นต้น ซึ่งก็แล้วแต่เป็นส่วนประกอบของยำนั้นๆ

แต่ที่แน่ๆ จะมีอยู่ 3 ตัวหลัก อย่างไฟเบอร์ วิตามินซี และวิตามินเอ เพราะเป็นสารอาหารหลักในผัก ผลไม้ทุกตัว สำหรับวิตามินเอ อาจจะมีมากบ้างน้อยบ้าง เพราะจะมีในผักใบเขียวเข้ม และที่สีออกแดงๆ แสดๆ อย่าง มะเขือเทศ แครอต เป็นต้น

ไฟเบอร์

ช่วยกำจัดโรคได้จากการที่มันเป็นตัวช่วยอุ้มไขมัน น้ำตาล และสารเคมีต่างๆ ออกจากร่างกายได้เป็นอย่างดี เช่น โรคเบาหวาน มีน้ำตาลในเลือดมาก ถ้ากินไฟเบอร์เป็นประจำแม้จะกินอาหารที่มีน้ำตาลอยู่ด้วย น้ำตาลในเส้นเลือดก็จะลดลงกว่าเดิมได้ ทั้งการป้องกันเบาหวานและรักษาคนที่เป็นอยู่แล้ว

มะเร็งในลำไส้ มักจะเกิดเพราะการหมักหมมในลำไส้ ผนังลำไส้โดนสารเคมีจากอาหาร หรือมีไขมันมากเกินไป จนแบคทีเรียมากิน ปล่อยสารก่อมะเร็งขึ้นมา

โรคนิ่วในถุงน้ำดี ก็มักจะเกิดจากไขมัน คอเลสเตอรอลส่วนเกินมารวมเป็นก้อนในถุงน้ำดี

ท้องผูก เพราะกินไขมันและโปรตีนมาก

ไส้ติ่ง อาจจะเกิดเพราะกากอาหารที่ไม่มีเส้นใยตกลงไปอุดตันจนอักเสบ

ริดสีดวง ก็เพราะต้องออกแรงเบ่งมากไป เนื่องจากท้องผูก จนเส้นเลือดที่ทวารโป่ง พอง

โรคไต ก็มักจะเป็นเพราะไตทำงานหนักในการขับถ่ายของเสียมากเกินไป

ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้ ไฟเบอร์ในผัก ผลไม้ ช่วยได้แน่นอนค่ะ…เพราะสาเหตุของแต่ละโรคนี้มาจากการมีของเสียคั่งค้างอยู่ในร่างกายมากเกินไปนั่นเอง ไฟเบอร์ช่วยดึงของเสียต่างๆ ออกมาได้เร็วขึ้น กระบวนการของร่างกายไม่มีโอกาสดึงดูดสิ่งที่ไม่ต้องการไปทำให้เกิดโรคได้

วิตามินซี

มีส่วนช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกัน ต้านทานเชื้อไวรัสต่างๆ เชื้อหวัด ถ้าเรากินผัก ผลไม้ จากยำยำ หรืออาหารอื่น ไม่มีทางที่จะได้วิตามินซีเกินขนาด ขณะเดียวกันยังได้ประโยชน์จากสารอาหารอีกด้วย เคยมีการวิจัยพบว่า คนที่กินผัก ผลไม้ที่มีวิตามินซีเป็นประจำ เป็นมะเร็งที่หลอดอาหารและกระเพาะอาหารน้อยกว่าคนที่ไม่ค่อยได้กิน และยังพบว่าวิตามินซีมีส่วนป้องกันการเกิดมะเร็งจากสารไนโตรซามีน ซึ่งเกิดจากอาหารพวกไส้กรอกรมควันได้อีกด้วย

วิตามินเอ

อย่างที่รู้ๆ กันว่าเป็นองค์ประกอบในการมองเห็น ป้องกันไม่ให้เด็กเกิดใหม่ตาบอด รักษาเนื้อเยื่อ สุขภาพผิวหนัง กำจัดฤทธิ์ของสารก่อเซลล์มะเร็ง มีการศึกษาจากสถิติพบว่า คนที่กินอาหารที่มีวิตามินเอสูงเป็นประจำจะมีโอกาสเป็นมะเร็งที่ปอด ไต และกล่องเสียง น้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ค่อยได้กิน ดังนั้น ควรหันมากินผักใบสีเขียวที่หาได้ง่ายๆ บ้าง เช่น ตำลึง เพราะมีวิตามินเอสูง กินตับบ้าง

มีเรื่องน่าระวัง สำหรับพ่อแม่ที่ชอบให้ลูกกินน้ำมันตับปลา หรือตัวเองกินวิตามินเอ เม็ด ซึ่งวิตามินเอในนี้จะมีสูงกว่าที่ร่างกายต้องการถึง 5 เท่า และจะไปสะสมในตับ ทำให้เป็นโรคตับ ความดันโลหิตสูง ปวดหัว ปวดข้อ ปวดกระดูก สู้เรากินพืชผัก หรือเนื้อสัตว์ดีกว่า ไม่มีอันตราย ปกติเราต้องการวิตามินเอ ประมาณ 2,500 หน่วย ผักทั่วไป 100 กรัม จะมีวิตามินเอ ประมาณ 2,000-4,000 หน่วย หรือถ้าคุณกินยำ ตับ คำหนึ่งจะได้วิตามินเอประมาณ 1,000 มิลลิกรัม แต่ไม่ต้องกลัวว่ากินหลายคำแล้วจะได้มากเกินไปเพราะยังมีผักด้วย ไฟเบอร์เองจะพาอาหารส่วนเกินออกมา และอย่างน้อยเราก็ไม่ได้กินตับทุกวัน…ซะเมื่อไหร่!

อาหารไทยๆ ของเรา ใช่ว่าจะมีแต่ยำยำ ตำตำ เท่านั้น น้ำพริก กับปลาทู ปลาย่าง ก็ดีและมีประโยชน์พอๆ กัน อย่ามัวเป็นคนล้าสมัยกับอาหารฟาสต์ฟู้ดไขมันเยอะๆ ไฟเบอร์น้อยๆ เลย หันมากินอาหารยำยำ ตำตำ กันดีกว่านะคะ…

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ได้เปิดกองทุนให้มีผู้เข้าไปสมัครได้ ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา โดยสามารถเข้าไปสมัครได้ที่ธนาคาร 3 แห่ง คือ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

ผู้ที่มีสิทธิในการเป็นสมาชิกคือ มีสัญชาติไทย อายุ 15-60 ปี ไม่อยู่ในกองทุนตามกฎหมายอื่นที่ได้รับเงินสมทบจากรัฐหรือนายจ้าง และไม่อยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญภาครัฐหรือเอกชน

นั่นหมายถึงว่า ผู้สมัครต้องไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคม หรือมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเป็นข้าราชการ หรือมีโครงการบำเหน็จบำนาญในภาครัฐหรือองค์กรเอกชน

อันที่จริงช่วงอายุที่เขากำหนดคือ 15-50 ปี แต่กฎหมายเปิดช่องไว้ว่าในปีแรกที่เปิดกองทุน คนอายุ 50 ปีขึ้นไป มีสิทธิสมัครสมาชิกและเป็นสมาชิกต่อไปได้อีก 10 ปี นับตั้งแต่วันที่สมัคร

ส่วนผู้ที่เคยเป็นผู้ประกันตนในกองทุนประกันสังคม มาตรา 40 สามารถโอนย้ายมา กอช. ได้ โดยทางเลือกที่ 1 สามารถสมัครเป็นสมาชิก กอช. ได้เลย ทางเลือกที่ 2 (มีบำเหน็จ) ต้องย้ายไปอยู่ทางเลือกที่ 1 ก่อน จึงจะมีสิทธิเป็นสมาชิก กอช. ได้ ทางเลือกที่ 3 (ชราภาพ มีบำนาญ) ทางเลือกที่ 4 (มีเงินบำนาญ) และทางเลือกที่ 5 (มีเงินบำเหน็จและบำนาญ) มีสิทธิโอนมาเป็นสมาชิกของ กอช. ตามความสมัครใจ

ผู้ที่อยู่ในประกันสังคม มาตรา 40 ทั้ง 5 ทางเลือกต้องแสดงความจำนงขอโอนมาเป็นสมาชิก กอช. ภายใน 180 วัน (ประมาณภายใน 6 เดือน นับจากวันที่ 20 สิงหาคม 2558) โดยสามารถโอนเงินสะสมทั้งจำนวนจากกองทุนประกันสังคม มาเป็นเงินสะสมในบัญชีรายบุคคลของสมาชิกในกองทุน กอช. แต่รัฐบาลไม่ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน

ที่ต้องมีรายละเอียดดังกล่าว เนื่องจากผู้ที่อยู่ในกองทุนประกันสังคม ทางเลือกที่ 1 มีสิทธิประโยชน์คุ้มครอง 3 กรณี คือ ประสบอันตราย/เจ็บป่วย ทุพพลภาพ และตาย แต่ไม่มีสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับชราภาพ ในขณะที่ ทางเลือกที่ 2 มีสิทธิประโยชน์ 3 กรณี บวกกับมีบำเหน็จ (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกรณีชราภาพ) ทางเลือกที่ 3 ชราภาพ มีเงินบำนาญ ทางเลือกที่ 4 มีสิทธิประโยชน์ 3 กรณี บวกกับมีบำนาญ ทางเลือกที่ 5 มีสิทธิประโยชน์ 3 กรณี บวกกับมีบำเหน็จ และบำนาญ

ส่วนผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 (มีนายจ้าง) และ มาตรา 39 (เคยทำงานในระบบต่อมาลาออก และยังส่งเงินประกันสังคมเอง) นั้น หากเราดูจากถ้อยคำที่ กอช. ระบุว่า “ผู้สมัครต้องไม่เป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม ซึ่งส่งเงินเพื่อได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ” ก็ดูเหมือนจะไม่มีสิทธิ์สมัคร ประเด็นนี้อาจจะต้องลองสอบถามหรือติดตามคำชี้แจงเพิ่มเติมจาก กอช. ต่อไป

การจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนนั้น สมาชิกต้องเริ่มสะสมเงินงวดแรกพร้อมไปกับการสมัครสมาชิก และต้องสะสมไม่น้อยกว่าครั้งละ 50 บาท แต่เมื่อรวมกันแล้วไม่เกินกว่า 13,200 บาท ต่อปี (หากเฉลี่ยดู เท่ากับเงินสะสมขั้นสูงสุดที่สมาชิกสามารถสะสมได้คือ 1,100 บาท ต่อเดือน)

เมื่อเราส่งเงินสะสม รัฐจะจ่ายเงินสมทบให้ภายในสิ้นเดือนถัดไป โดยเงินสมทบจะเป็นสัดส่วนของเงินที่สะสมแต่ละงวด และสัมพันธ์กับอายุของสมาชิกในขณะที่ส่งเงินสะสม โดยมีเพดานเงินสมทบของรัฐกำหนดไว้

ถ้าอายุ 15-30 ปี เงินสมทบที่รัฐบาลจ่ายให้คือ 50% ของเงินสะสม ไม่เกิน 600 บาท ต่อปี

ถ้าอายุ 30-50 ปี เงินสมทบที่รัฐบาลจ่ายให้คือ 80% ของเงินสะสม ไม่เกิน 960 บาท ต่อปี

ถ้าอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป เงินสมทบที่รัฐบาลจ่ายให้คือ 100% ของเงินสะสม ไม่เกิน 1,200 บาท ต่อปี

เงินสะสมไม่จำเป็นต้องส่งทุกเดือน และไม่ต้องสะสมเท่ากันทุกครั้ง นอกจากว่าหากปีใดไม่สามารถนำส่งเงินสะสมได้ กอช. จะคงสิทธิ์ไว้ และรัฐจะไม่ส่งเงินสมทบให้ ในจุดนี้เท่ากับสมาชิกสามารถวางแผนการออมด้วยตนเองเพื่อให้สอดคล้องกับรายได้ของตนเอง และหากช่วงใดมีรายได้แล้วสมาชิกก็ควรพิจารณาเพิ่มเงินสะสมเพื่อชดเชยช่วงเวลาที่ไม่ได้ส่งเงินสะสม เพื่อให้แผนการออมเป็นไปตามเป้าหมาย และไม่เสียประโยชน์จากเงินสมทบที่รัฐจะจ่ายให้

เมื่อเราส่งเงินสะสมไปจนอายุครบ 60 ปี จะได้รับเงินบำนาญรายเดือน และเราไม่สามารถถอนเงินออกมาใช้ก่อน นอกจากจะลาออกจากสมาชิกแล้วเท่านั้น จำนวนเงินบำนาญจะมีจำนวนเงินตามสัดส่วนจำนวนเงินสะสมที่เรามีอยู่เมื่ออายุครบ 60 ปี ดังนั้น หากเราส่งเงินสะสมน้อยเกินไป จำนวนเงินบำนาญที่เราจะได้ก็จะไม่เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายในช่วงบั้นปลายชีวิต

ผมอยากให้เราคิดง่ายๆ ว่า การเป็นสมาชิก กอช. นั้น คือเราได้ใช้กลไกของกองทุนการออมแห่งชาติในการบังคับตนเองให้เริ่มเก็บออมเงินตั้งแต่ช่วงอายุน้อยๆ และช่วงที่มีรายได้ เราต้องวางแผนการออมควบคู่ไปกับการกำหนดเป้าหมายเงินสะสมตอนอายุ 60 ปี ไว้ด้วย คิดเสมือนหนึ่งเราเก็บออมเงินด้วยตัวเราเอง แต่กรณีเป็นสมาชิกจะดีกว่าที่รัฐจะจ่ายเงินสมทบให้เราเพิ่มเติม ตัวเลขการออมและเป้าหมายหรือจำนวนเงินบำนาญที่เราจะได้รับตอนอายุครบ 60 ปี เราสามารถสอบถาม ตรวจสอบตัวเลขกับเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง กอช. จะมีตารางที่คำนวณไว้เป็นแนวทางให้เราประกอบการวางแผนและตัดสินใจ และที่สำคัญเราต้องมีวินัยในการนำส่งเงินสะสมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการออมเพื่อไว้ใช้ในยามชราอย่างแท้จริง

ทำสวนผักหน้าโรงเรียน แทนสนามหญ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05122150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

เขียว สวย หอม กินได้

แพรจารุ ไชยวงษ์แก้ว

ทำสวนผักหน้าโรงเรียน แทนสนามหญ้า

คำถามหนึ่งในวันนี้ คุณทิ้งอะไรไว้ก่อนจากโลกนี้ไป สำหรับฉันคิดว่าทิ้งความคิดดีๆ เอาไว้ก็ดีนะ

ฉันกำลังจะเล่าเรื่องครูคนหนึ่งกับความคิดดีๆ ที่เขาทิ้งไว้…หลายเดือนมาแล้ว ฉันไปที่โรงเรียนบ้านฟ่อน ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ได้พบครูหนุ่มคนหนึ่ง เขาเป็นครูสอนศิลปะ และประวัติศาสตร์ เขาทำให้สนามหญ้า หรือสวนหย่อมหน้าโรงเรียน เป็นสวนผักได้…

อาคารใหม่ที่เพิ่งสร้าง ถูกยกร่องดินขึ้นมา และมีพืชผักขึ้นมาบ้างแล้ว ไม่ใช่สนามหญ้า หรือสวนหย่อมตามแบบแผนโครงการแต่ต้น

ครูเล่าว่า เมื่อมีอาคารใหม่ ก็มีโครงการจะปลูกหญ้าทำสวนหย่อม แต่เขาปลูกผักลงไปแทน และไปพูดกับ ผอ. ว่า ขอทำเป็นสวนผัก เด็กจะได้กินด้วย

เขาชวนเด็กๆ ปลูกผัก รุ่นแรกที่เก็บกินไปแล้ว มีผักสลัด ผักบุ้ง ผักกาด ต่อมา ผอ. ก็เห็นดีด้วย ที่นี่มีเด็กตั้งแต่อนุบาล ถึง ป. 6 เด็กนักเรียนทั้งหมดมี 150 คน เด็กๆ ส่วนใหญ่เป็นไทยใหญ่ ย้ายตามพ่อแม่มาทำงานก่อสร้าง เด็กๆ จะอยู่ตามแคมป์คนงาน ประมาณ 90% ย้ายมากลางคัน ครูคิดว่า เด็กๆ อาจจะไม่ได้เรียนต่อ เป็นแรงงานเหมือนพ่อแม่ หรือบางคนก็อาจจะย้ายตามพ่อแม่ เมื่อพ่อแม่หมดงานซึ่งอาจจะย้ายโรงเรียนอีก หรืออาจจะไม่มีโรงเรียนใดรับ การปลูกผักก็จะเป็นทางหนึ่ง เมืองไทยยังมีที่ดินว่างๆ ให้ปลูกผักได้ หรือแค่ปลูกกินก็ตาม

สำหรับฉันคิดว่า ครูหนุ่มเป็นผู้มีความคิดที่อยู่บนความเป็นจริง และอิงอยู่กับธรรมชาติ เด็กๆ ควรจะได้เรียนรู้ในสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด อยู่กับดินและน้ำ

ครูสอนศิลปะ เป็นคนพิษณุโลก ย้ายมาอยู่เชียงใหม่ 27 ปี จนรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเชียงใหม่ไปแล้ว เขามีครอบครัวที่นี่

ครูเล่าว่า ภรรยาของครูเป็นแม่ค้าขายขนมครก ที่ใช้ข้าวกล้องทำขนมครก วันหนึ่งทำขนมครกขายมีรายได้ดีกว่าอาชีพครูของเขา และเขาก็เป็นผู้ช่วยเธอด้วย ครูเอาขนมครกมาให้เราชิมด้วย อร่อยจริงๆ

“เคล็ดลับการทำขนมครกให้อร่อย เอาแป้งข้าวเจ้ากับกะทิลงไปผสมกันให้ลงตัว แล้วก็หยอดลงหลุมลงไปเลย จะอร่อยเท่ากัน ถ้าหยอดแป้งก่อนและตามด้วยกะทิมันจะไม่เท่ากัน และไม่เข้ากัน บางทีกะทิจะลอยขึ้นมา และยิ่งถ้าไฟเสมอกัน แป้งกับกะทิจะแยกกันเลย”

ได้เคล็ดลับการทำขนมครกมาด้วย ยิ่งครูบอกว่ารายได้ดี นับว่าเป็นทางเลือกที่ดี

ครูอธิบายต่อว่า ต้องลองผสมแป้งกับกะทิให้ลงตัว จะใส่น้ำตาลให้ออกหวานนิดๆ หรือใส่เกลือปรุงรสตามที่เราต้องการ ไม่ให้เหลวเกินไป ข้นเกินไป พอได้สูตรลงตัวของเราแล้ว เราก็ทำไปตามนั้น แต่อันดับแรกต้องทดลองเอง เพื่อจะได้เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ส่วนของภรรยาครูจะออกไปทางนิ่ม หอมกะทิ

ครูเล่าอย่างมีความสุขในขณะที่ฉันจดสูตรการทำขนมครกเพื่อขาย แม้ฉันจะผ่านเลยการทำขนมครกแล้ว แต่จดเอาไว้เผื่อคนอื่น ที่ว่าตัวเองผ่านเลยเพราะการทำขนมครกนั้น ต้องเป็นคนที่มีวัยไม่มากนัก และมีสุขภาพที่ดีเหมือนกัน เพราะต้องยืนแคะขายนานๆ ทนร้อนได้เพราะต้องอยู่หน้าเตาไฟ

“ชีวิตทำแบบนี้ได้ เพราะมีภรรยาเข้าใจ และใช้ชีวิตเหมือนๆ กัน เธอเป็นคนดูแลสุขภาพ กินอาหารสุขภาพ กินผักอินทรีย์ ทั้งที่ปลูกและไปซื้อตามตลาดผักอินทรีย์

วันหยุด ปิดเทอมก็ยังมาดูแปลงผัก มารดน้ำผัก เด็กๆ ทำได้ แต่ครูต้องดูแลให้เขาด้วย มีเด็กๆ มาร่วมปลูกเป็นเด็กโต แต่บางทีเด็กเล็ก ป. 2 ก็อยากปลูก พอเห็นพี่ๆ ปลูกก็มาขอ “หนูทำไมไม่ได้ปลูก” ก็บอกว่า “มาๆ มาปลูกเลย”

ตอนนี้มีเด็กสนุกกับการปลูกผักมากขึ้น

“ถ้าไม่ได้สอนก็มาลงเกษตร ไม่ได้ไปไหน ตอนนี้กำลังทำเมล็ดพันธุ์ เก็บเมล็ดพันธุ์ ไปหาเอาของเดิมๆ ไม่ค่อยซื้อแล้ว เด็กๆ ก็ขอเมล็ดพันธุ์ไปปลูกที่บ้าน”

ครูพาเดินดูแปลงผักด้านหลังและด้านข้างโรงเรียน ครูบอกว่า การปลูกผักช่วยเรื่องการกำจัดใบไม้กับขยะได้ด้วย เอาใบไม้มาหมักทำปุ๋ยเพื่อใช้กับแปลงผัก

จากปลูกไปเรื่อยๆ ก็จริงจังขึ้น

“เมื่อไปช่วงเกษตรอินทรีย์ ตรงแถวๆ อบต. สุเทพ พบน้องๆ เขากำลังสาธิตการผสมดิน ก็สนใจไปถามรายละเอียด บอกอยากเข้าร่วมโครงการสวนผักฮักเมือง ให้เขามาดูที่โรงเรียน เขาก็เอาน้องๆ ทีมงานมาปลูกกับเด็กๆ เด็ก ป. 5 เด็ก ป. 6 ก็ดูแลน้องๆ มาช่วยกันทำรอบๆ นี่แหละ และก็สานต่อมาเรื่อยๆ บางทีก็ไปคุยกับแม่ครัวขอเมล็ดพันธุ์แม่ครัวบ้าง คราวนี้ก็จริงจังเลย ปรุงดิน ไปซื้อดินเอามาผสมกับดินที่เรามีอยู่ซึ่งไม่ค่อยดีนัก และผสมกับปุ๋ยหมักที่เราทำไว้

ช่วงนี้ปิดเทอม เด็กๆ ก็ไม่ค่อยได้มา ครูก็ต้องมาดูแลให้พวกเขา มารดน้ำให้เขา

ผอ. เองก็เห็นดี และชอบสวนผักหน้าโรงเรียนใหม่

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวที่ฉันคุยไว้กับครูหนุ่มทำสวนผักหน้าโรงเรียน และฉันบอกครูว่า จะกลับไปหาครูอีกครั้งเมื่อเปิดเทอม จะไปถ่ายรูปเด็กๆ ปลูกผักด้วย ขอเบอร์โทรศัพท์ครูไว้ ครูเขียนด้วยลายมือตัวเอง ธัชชัย พึ่งม่วง พร้อมเบอร์โทรศัพท์

ฉันไม่ได้โทร. ไปหา แต่เลือกค้นชื่อครูจากกูเกิล เพราะคิดว่าเผื่อครูมีเฟซบุ๊ก จะได้คุยกับครูทางเฟซบุ๊กก่อน เมื่อใส่ชื่อครูลงไป หัวข้อหนึ่งขึ้นมาว่า

ส่องกล้อง มองอมก๋อย บรรยากาศงานศพครูต๊ะ นายธัชชัย พึ่งม่วง

…ครูต๊ะ เป็นคนดี มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือผู้อื่นและสังคม มีจิตอาสา มาเสียชีวิตด้วยการมาช่วยเหลือผู้อื่นและผู้ประสบภัยไฟไหม้ที่บ้านแม่ฮองกลาง อำเภออมก๋อย บ้านเรา ขอแสดงความเสียใจ และขอไว้อาลัยให้ครูผู้จากไปด้วย

ต้องขอโทษครูด้วยที่เขียนช้าไป แต่เชื่อว่า แนวคิดดีๆ ที่ครูทิ้งไว้ จะไม่จากหายไปไหน ทั้งเรื่องการปลูกผักแทนปลูกหญ้าหน้าโรงเรียน และการทำขนมครกขายเพื่อเป็นอาชีพ

เมล็ดข้าวใหญ่ (จบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

เมล็ดข้าวใหญ่ (จบ)

หอไตร หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า สิมน้ำ สร้างอยู่กลางน้ำบ้านนาเวียง นับว่าเป็นสิ่งสำคัญและศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้านเลยทีเดียว เพราะเป็นสถานที่เก็บรักษาวัตถุโบราณและสมบัติพัสถานล้ำค่าที่ชาวบ้านนาเวียงนำติดตัวจากบ้านเดิมในเขตประเทศลาว

แรกที่เลือกสถานที่สร้างสิมน้ำนี้ ชาวบ้านเล่าว่า ได้พื้นที่หนองน้ำที่ค่อนข้างตื้นเขิน จึงต้องขุดลอกใหม่ ปรากฏว่าขุดพบกระดูกสัตว์และเขากวางทับถมกันมากมาย สิมน้ำหรือหอไตรนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเล่าขานต่อกันไป กระทั่งผู้คนจากบ้านข้างเคียงย้ายมาอาศัยพึ่งบารมีด้วย

สิมน้ำ หรือต่อมามีชื่อเป็นทางการว่า “หอไตรวัดสระไตรนุรักษ์” เป็นสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างศิลปะไทยกับลาว สร้างด้วยช่างฝีมือชั้นเลิศละเอียดงดงามอย่างยิ่ง เป็นที่เก็บคัมภีร์ใบลานที่จารด้วยอักษรธรรมโบราณห่อด้วยผ้าซิ่นไหม เก็บไว้ในกูบหลังช้างอีกที ทั้งหมดทั้งสิ้นนับได้ จำนวน 198 มัด แยกได้ 1,553 ผูก เนื้อหาในคัมภีร์มีทั้งตำรายาสมุนไพร นิทานก้อม สถานที่สำคัญต่างๆ นอกจากนี้ ในหอไตรยังมีพระพุทธรูปสำคัญๆ ของบ้านนาเวียง

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ นำมาจากหมู่บ้านดั้งเดิม ที่ฉันวาดหวังว่าจะต้องไปให้เห็นกับตาสักครั้ง

กระทั่งถึงวันดีที่ปลอดโปร่ง มีเพื่อนร่วมเดินทางที่ว่างพร้อมกัน ฉันจึงตัดสินใจขึ้นรถไฟไปลงหนองคายและข้ามพรมแดนไปเวียงจันท์ ซึ่งได้ติดต่อกับชาวลาวคนหนึ่งที่เรารู้จักกันครั้งเขามาประชุมสัมมนาที่กรุงเทพฯ เรานัดแนะให้เขาหาเช่ารถยนต์ราคาไม่แพงไว้ให้ ก็ได้รถยนต์คันใหม่นั่งสบายล่องไปบนถนนเป็นคลื่นลอน จนรู้สึกสงสารเจ้าของรถ

จุดหมายปลายทางที่เราจะไป ฉันได้ข้อมูลคร่าวๆ จาก กำนันบุญจันทร์ แห่งบ้านนาเวียง ซึ่งเคยเดินทางไปเยี่ยมยามพี่น้องมาแล้ว แต่คณะของกำนันเดินทางไปจากไชยะบุลี แต่ครั้งนี้เราไปกันทางเวียงจันท์ จำได้แค่ว่าชื่อหมู่บ้านสามหมื่น อยู่ในเมืองเฟียง (ฟาง) เขตพระนครเวียงจันท์

ฉันจำเส้นทางไม่ได้ชัดเจนนัก เพราะเวลาผ่านมานานปีแล้ว จำได้แค่ว่าเรานั่งรถออกจากเวียงจันท์ ผ่านทางแยกที่จะไปวังเวียง จากนั้นก็เลี้ยวเข้าสู่เส้นทางที่ถนนไม่ค่อยดีนักและรถราก็ไม่จอแจอย่างเวียงจันท์ ใช้เวลานานชั่วโมงกว่าจะถึงหมู่บ้าน เพราะยิ่งไกลเส้นทางก็ยิ่งทุรกันดาร รถยนต์คันงามค่อยๆ ขยับโยกเยกไปบนถนนดินแดงเป็นหลุมเป็นบ่อ ทว่าสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้สลับท่านาเพลิดเพลินจนลืมท้องไส้ที่โยนไปโยกมา

แม้เวลาจะผ่านมานานปี กระนั้นฉันก็จดจำบรรยากาศหมู่บ้านสามหมื่นได้ ท้องฟ้าวันนั้นสว่างไสว มีก้อนเมฆเคลื่อนที่เป็นหย่อมๆ แดดแรง แต่ไม่รู้สึกร้อนเท่าใดนัก ด้วยสายลมที่พัดโบกอยู่ตลอดเวลา บ้านไม้ทรงเก่าใต้ถุนสูง สร้างด้วยฝีมือชาวบ้าน คล้ายๆ หมู่บ้านภาคอีสานของบ้านเราที่ยังไม่เปลี่ยนเป็นบ้านปูน ใต้ถุนบ้านบางหลังยังมีแม่ใหญ่นั่งกรอฝ้ายทอผ้า

เสียงในหมู่บ้านค่อนข้างเงียบ ยังเป็นเวลาที่ชาวบ้านอยู่ตามไร่นา มีเพียงคนแก่อยู่โยงเฝ้าบ้าน หลังจากที่เราเดินเตร่อยู่ในหมู่บ้านไม่นาน ก็มีพ่อใหญ่คนหนึ่งเดินออกมาทักทาย ฉันบอกไปตามความเป็นจริงว่าเดินทางมาที่นี่ตามที่รู้มาจากชาวบ้านนาเวียงว่า บรรพบุรุษอพยพมาจากหมู่บ้านแห่งนี้ เมื่อกว่าร้อยปีที่ผ่านมาพู้น พ่อใหญ่พยักหน้าอย่างเข้าใจและบอกว่าเรื่องนี้ต้องคุยกับผู้เฒ่าอีกคน ซึ่งเป็นรุ่นพ่อของพ่อใหญ่อีกที เป็นผู้เฒ่าที่เหลืออยู่ไม่กี่คนของหมู่บ้านนี้ที่รู้ประวัติความเป็นมาในยุคก่อนโน้น จากนั้นแกก็เรียกเด็กๆ ให้วิ่งไปตามผู้เฒ่าซึ่งอยู่บ้านอีกหลังไม่ไกลนัก

เรานั่งคุยกันใต้ถุนบ้านหลังหนึ่ง ระหว่างนั่งรอ ผู้เฒ่าพ่อใหญ่เล่าให้ฟังว่า บรรพบุรุษของชาวบ้านสามหมื่นเป็นคนไทพวน เดิมทีอยู่ที่เชียงขวาง ได้อพยพหนีพวกจีนฮ่อมาปักหลักที่นี่กลุ่มหนึ่ง และแยกไปอยู่บ้านนากลาง ไม่ไกลจากที่นี่อีกกลุ่มหนึ่ง ใกล้ๆ บ้านสามหมื่นมีภูเขาสูงชันอยู่ลูกหนึ่ง ชาวบ้านเรียกว่า ผาท่อหน่อคำ เชื่อกันว่าบนยอดภูนั้นมีหน่อคำอยู่ แต่ไม่มีใครสามารถปีนป่ายไปเอามาได้ เพราะความสูงชันของหน้าผา

คุยกันอยู่ไม่นาน พ่อเฒ่าที่ถูกตามตัวอย่างไม่รู้ตัว ก็ซ้อนรถเครื่องมาถึง ความชราทำให้หูพ่อเฒ่าไม่ค่อยดีดุจเดิม แต่ความจำยังเป็นเลิศ หลังจากฟังฉันเท้าความแล้ว พ่อเฒ่าก็บอกว่าที่เรารู้มาจากบ้านนาเวียงเป็นเรื่องจริง เมื่อประมาณ 300 ปีก่อน มีเชื้อเจ้าสามพี่น้องพาไพร่พลอพยพไปจากที่นี่ ไปตั้งหลักปักฐานอยู่ทางฝั่งไทย การอพยพครั้งนั้นนอกจากไพร่พลจำนวนหนึ่งแล้ว ยังนำช้างม้าบรรทุกสิ่งของสำคัญไปด้วย

ฉันไม่ได้ซักไซ้รายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติอันมากค่าเหล่านั้น เพราะเกรงจะเป็นการย้ำรอยที่ไม่ควรรื้อฟื้น เพียงได้รู้ว่าสิ่งที่เราฟังมาเป็นเรื่องจริง ก็ปลาบปลื้มเพียงพอแล้ว ที่ได้พบบ้านพี่น้องสองประเทศของจริงไม่อิงแค่เรื่องเล่า

ฉันถามถึงเรื่องเมล็ดข้าวใหญ่บ้าง พ่อเฒ่าเล่าตำนานเมล็ดข้าวซึ่งคล้ายๆ กับที่ฟังมาจากชาวบ้านนาเวียงและที่อื่นๆ ส่วนเมล็ดข้าวใหญ่ที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเทพแห่งเมล็ดข้าว เคยมีอยู่ที่บ้านสามหมื่น แต่หายสาบสูญไปนานเนิ่นแล้ว เมล็ดข้าวใหญ่แกะสลักจากท่อนไม้ มีเรื่องเล่าว่า มีของศักดิ์สิทธิ์อยู่สามสิ่งที่นำติดตัวไประหว่างอพยพ แต่หายไปสองสิ่งคือ เมล็ดข้าวใหญ่ กับหัวเซี่ยงเมี่ยง

ยังมีอีกหลายเรื่องราวที่ได้ฟังจากผู้เฒ่าและพ่อใหญ่ แต่มันเลือนผ่านไปพร้อมกาลเวลาที่แล่นลิบไปข้างหน้า ยังคงรอยจำบางอย่างที่ประทับอยู่ไม่ลบเลือน ฉันตั้งความหวังว่าจะกลับไปที่หมู่บ้านสามหมื่นอีกครั้ง แต่ผ่านมานานปีก็ยังไม่มีโอกาส

อย่างไรก็ตาม การเดินทางไปตามหาหมู่บ้านสามหมื่นครั้งนี้นับว่าเกินคุ้ม เพราะมีสิ่งที่ยืนยันความเชื่อของฉัน ว่าคนลาวกับคนอีสานนั้นไม่ใช่อื่นไกลจริงๆ ไม่ใช่พี่น้องแค่ชื่อเรียกหรือวัฒนธรรม แต่เป็นพี่น้องที่เชื่อมร้อยกันทางสายรก ซึ่งลึกเกินจะขุดค้นได้หมด

“มูลนิธิพุทธวนาที่ซับบอน” กับ วาทะอันมีค่าของหลวงพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

“มูลนิธิพุทธวนาที่ซับบอน” กับ วาทะอันมีค่าของหลวงพ่อ

เมื่อคุณทัศนารถ รู้สึกว่าตนเองเข้าวัยชรา มีอายุกว่า 60 ปีแล้ว การตระเวนไปปลูกป่าตามถิ่นต่างๆ นั้นดำเนินการได้ไม่สะดวกนัก ควรจะปักหลักปลูกป่าถาวรขึ้นที่ไหนสักแห่ง จึงเดินทางไปดูสถานที่หลายแห่ง สุดท้ายได้ตัดสินใจมาปักหลักซื้อที่ดินข้างวัดป่า “ซับบอน” (เขาคงคา) ตำบลโนนระเวียง อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา

ต่อมาก็ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งเป็น “มูลนิธิพุทธวนา” มีจุดมุ่งหมายปลูกป่า รักษาสิ่งแวดล้อม รองลงไปคือการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ลำบากยากไร้ และช่วยเหลือเด็กที่ขาดแคลนให้ได้รับการศึกษา มีทั้งที่รับมาอุปการะในมูลนิธิ และที่ให้ความช่วยเหลือโดยผ่านโรงเรียน และครู อาจารย์

มูลนิธิพุทธวนา เริ่มต้นบนพื้นที่ประมาณเกือบ 5 ไร่ จากนั้นได้ขยายพื้นที่ออกไปเรื่อยๆ เนื่องจากมีชาวบ้านหลายรายมาขอให้ช่วยซื้อที่ดินของเขา โดยอ้างถึงเหตุผลความจำเป็นต่างๆ เมื่อได้ซื้อที่ดินที่เป็นไร่มันสำปะหลัง ตลอดจนพื้นที่เสื่อมโทรมลักษณะต่างๆ ที่อยู่รายรอบวัดป่าซับบอน

จากนั้นได้เริ่มปลูกป่าบนพื้นที่เสื่อมโทรม และปลูกเสริมอย่างต่อเนื่องทุกปี อีกทั้งได้ขุดสระน้ำเพื่อกักเก็บน้ำที่เป็นบริเวณน้ำซับได้อีก 3 สระ ทำเขื่อนและเหมืองฝาย เพื่อระบายน้ำให้ชุมชนได้ใช้สอยด้วย พื้นที่ดำเนินการนี้ครอบคลุมถึงป่าบนภูเขาอีกเป็นจำนวนหนึ่ง ซึ่งต่อมาได้ร่วมกับพื้นที่ป่าซับบอน หรือวัดเขาคงคา กลายเป็นป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ เป็นป่าใหญ่ผืนเดียวกัน ได้พื้นที่มากกว่า 200 ไร่

พื้นที่เบื้องล่างนอกจากปลูกไม้ป่า ไม้ยืนต้นต่างๆ แล้ว ได้จัดแบ่งเป็นแปลงปลูกผัก และปลูกพืชสมุนไพรต่างๆ เช่น เจียวกู่หลาน พลูคาว บัวบก กระชาย บอระเพ็ด ฯลฯ สมุนไพรเหล่านี้ใช้ปรุงยา ใช้เองในมูลนิธิในชุมชนใกล้เคียง ถวายพระ รวมทั้งแจกพันธุ์ให้แก่ผู้สนใจเอาไปปลูกด้วย โดยเริ่มต้นดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 ถึงปัจจุบัน

คุณทัศนารถ หรือ วนัสนันท์ ได้แรงบันดาลใจ และประทับใจในคำพูดพระป่ารูปหนึ่ง ท่านกล่าวไว้ว่า

“สวนป่าเกิดขึ้นอีกแห่งหนึ่งแล้วที่พุทธวนานี่ แล้วต่อๆ ไปจะมีเพิ่มขึ้นอีก เพิ่มขึ้นอีก ท่านไพศาล (วิสาโล) รักษาป่าวัดป่ามหาวัน หลวงพ่อคำเขียน รักษาป่าสุขะโตคุณนาท รักษาป่าบ้านทอฝัน ที่เมืองกาญจน์ หลวงพ่ออเนกฯ รักษาป่าบนดอยธาตุเวียงด้ง แล้วยังมีที่อื่นๆ อีกมากนักหนา พวกเราจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นๆ แล้วสักวันแผ่นดินโกร๋นเกรียน เพราะต้นไม้ถูกตัดจะค่อยๆ หายไป แต่จะมีป่าไม้ขึ้นมาแทนที่ ป่าไม้เขียวๆ ที่พวกเราช่วยกันปลูก ช่วยกันรักษาจะค่อยๆ แผ่กว้างขึ้นๆ และกว้างขึ้นจนเต็มพื้นที่ แล้วโลกนี้ก็จะเป็นสีเขียวอย่างเดิม…”

สำหรับด้านทุนทรัพย์ที่ใช้ไปในการสร้างพุทธวนาของคุณทัศนารถนั้น ส่วนใหญ่ได้มาจากการทยอยขายที่ดินส่วนตัวในกรุงเทพฯ ในจังหวัดใกล้เคียงอีก 3 แปลง และกำลังจะขายแปลงสุดท้ายอีก

ด้วยศรัทธาปสาทะของคุณทัศนารถ ในความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะทำพุทธวนาให้มีลักษณะคล้ายนิคมของท่านมหาตมะ คานธี

คุณทัศนารถ เห็นว่า ปัญหาสำคัญที่เป็นมหันตภัยใหญ่หลวงของคนไทยเรา คือเรื่องพิษภัยของสารเคมีทางการเกษตร จำพวกสารเร่งและยาฆ่าหญ้า ฆ่าแมลง

หายนะภัยจากสารเคมีเหล่านี้ ได้นำพาโรคภัยต่างๆ มาสู่มวลมนุษยชาติสารพัดโรค เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ เบาหวาน ความดัน โรคอ้วน โรคทางเดินหายใจ เป็นต้น

คุณทัศนารถ ได้เน้นย้ำถึงแนวทางในการสร้างพฤติกรรมให้กับผู้คนในสังคมว่า

“ควรต้องมุ่งมั่นในการเปลี่ยนค่านิยมการยกย่องนับถือที่บุคคลพึงมี พึงให้ต่อกันเสียใหม่ว่า เราเลิกให้เกียรติ เลิกยกย่องนับถือคนรวย หรือรวยอย่างผิดปกติกันเสียจะดีไหม? เผื่อว่าการโกง การเขมือบ การคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบเท่าที่เป็นอยู่ในยุคนี้ จะลดน้อยลงบ้าง?”

คุณทัศนารถ เฝ้าเตือนเด็กๆ และผู้คนที่อยู่รอบข้างเสมอว่า

“อย่าบูชาเงินเป็นพระเจ้า แต่จงหาเงินในทางที่ถูกต้องสุจริต เพื่อว่า ถ้าเรามีเงินแม้แต่เพียงเล็กน้อย เราก็จะมีความเป็นคน เป็นมนุษย์อย่างเต็มความหมาย และความหมายสูงสุดของความเป็นมนุษย์นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความมีเงินมากเป็นแสนเป็นล้าน แต่ขึ้นอยู่กับว่า เรามีแก่นและมีเกียรติของความเป็นมนุษย์ที่มีศีลธรรมงดงาม มีความสัตย์ซื่อ และความประพฤติดีมากเพียงไหนต่างหาก”

ทวารวดีในอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

เรียนรู้จากหนังสือ

“ศรีจุฬาลักษณ์”

ทวารวดีในอีสาน

แล้ววันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2558 ก็ผ่านไปอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยรักและอบอุ่น

พูดถึงแม่แล้ว ก็ให้กระหวัดย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน

แม่เป็นคนตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อทำกับข้าวรอใส่บาตรตอนเช้า

พอตื่นแล้วก็จะปลุกลูกให้ตื่นด้วย เพื่อติดเตาหุงข้าวด้วย

ยิ่งช่วงหน้าฝน หน้าหนาว เวลาช่วงนั้นกำลังนอนอุ่นอยู่ใต้ผ้านวมแบบไม่อยากลุก

ถ้าแม่เรียกสองหนแล้วยังไม่ลุก หนที่สามแม่จะเดินมาตลบมุ้ง ในมือถือไม้ขัดหม้อข้าวพร้อม

บ่อยครั้งที่ได้ลิ้มชิมรสไม้ขัดหม้อข้าว

จนเมื่อเข้ามาเรียนอยู่ในเมืองถึงได้รู้คุณ เพราะสามารถทำกับข้าวกับปลากินเองได้ ไม่อดตาย

เรื่องทำกับข้าวทุกมื้อ แม่จะให้ตำน้ำพริกประจำ ส่วนผัดหรือแกง ดูจะของรอง

ผักที่กินแกล้ม ก็จะมีกระถินริมรั้ว ผักบุ้งท้องนา แตงกวาจากสวนหลังบ้าน และผักอื่นอื่นที่ปลูกไว้

คิดถึงความหลัง บางครั้งมันก็มีความสุขดี

เรียนรู้จากหนังสือปักษ์นี้ เป็นเรื่องราวของอดีต

“ทวารวดีในอีสาน” ค้นคว้าหามาให้รู้ โดย ผศ.ดร. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง

ดินแดนสุวรรณภูมิ หรืออุษาคเนย์นี้ ในสมัยโบราณมิได้มีแต่ชาวเขมร หรือชาวลาวเท่านั้น

หากแต่ยังมีผู้คนอีกหลากหลายเผ่าพันธุ์ ได้อาศัยอยู่ที่นี่มาช้านานแล้ว

ความคิดชาตินิยม ที่เชื่อว่าคนไทยที่อยู่ทุกวันนี้ ได้อพยพหนีการรุกรานมาจากเทือกเขาอัลไต ซึ่งได้มีการพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง

แต่เฉพาะความรู้เล่มนี้ จำกัดองค์ความรู้เรื่องศิลปะทวารวดีในอีสาน

เป็นยุคสมัยหนึ่งของคนโบราณ ที่นำเอาศิลปะทวารวดีจากภาคกลาง และศิลปะเขมรเข้าผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่น

กระทั่งกลืนกลายเป็นเอกลักษณ์ของลุ่มน้ำในภูมิภาคแห่งอีสาน

ความรู้เรื่องนี้ จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มติชน ในรูปเล่มศิลปวัฒนธรรม ฉบับพิเศษ

จำหน่ายตามแผงหนังสือ และร้านหนังสือทั่วไป ราคาเล่มละ 210 บาท

การเรียนอดีตที่ผ่านมาแล้ว จะทำให้เราเห็นวิถีชีวิตของคนโบราณ ว่าที่ท่านทำนั้นด้วยความเชื่ออะไร มีสาเหตุอะไรเป็นแรงจูงใจ

หลายคนอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ ไม่ทันสมัย

แต่อย่าลืมว่า ถ้าไม่มีอดีต ก็ไม่มีปัจจุบัน และจะไม่มีอนาคต

ขอให้สังเกตและไตร่ตรองให้ดีว่าทุกวันนี้ ความเจริญทันสมัยไปถึงไหน ธรรมชาติความหายนะไปถึงนั่น

จิตใจผู้คนหยาบกระด้าง ขาดสำนึกเพื่อส่วนรวม

ความปรองดอง มองและคิดแล้ว จึงเป็นเพียงความฝันที่อยู่ในแผ่นกระดาษ

เพราะขาดความรู้เรื่องอดีต อันเป็นรากเหง้าเท่านั้นเอง

รู้แล้วทำเลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.Skytemple.org

รู้แล้วทำเลย

จิตแพทย์คนหนึ่ง สนใจวิชาสมาธิภาวนา มาขอภาวนาด้วย ก่อนจะได้ภาวนา คุณหมอได้สนทนาธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติที่อ่านมาจากตำราต่างๆ มากมาย จนจัดว่า คุณหมอเป็นผู้มีความรู้ด้านภาวนาดีคนหนึ่งในวงการชาวพุทธทีเดียว

อาตมาพิจารณาแล้วว่า ผู้มีความรู้เช่นนี้มีสมองเป็นเลิศ คิดเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว หากสนใจสมาธิภาวนาก็ควรได้ลงมือปฏิบัติให้มากกว่าจะชวนคิด ชวนคุย ต่อไปจึงนัดวันกันว่า ทุกวันจันทร์และวันศุกร์ จะมาฝึกฝนการภาวนาด้วยกัน ตั้งแต่ เวลา 09.00-10.00 น.

คุณหมอเป็นคนขยัน มีระเบียบวินัยตรงต่อเวลา และเป็นผู้มีฉันทะและอิทธิบาทข้ออื่นๆ ครบถ้วนจริงๆ สิ่งที่แสดงว่าคุณหมอสนใจการฝึกมากก็คือ เมื่อได้เวลาฝึก คุณหมอจะมาก่อนเวลาเสมอ มาถึงแล้วไม่รอช้าลงมือฝึกฝนกันเลยทีเดียว

การฝึกที่ว่านี้คือ นั่งสมาธิ ต่างคนต่างนั่งหันหน้าเข้าหาองค์พระพุทธปฏิมา แล้วตั้งใจภาวนาเพื่อพัฒนาตัว รู้โดยมีลมหายใจเป็นหลักในการวางสติ หรือในการที่สติจะเกาะติด สมกับ คำว่า อานาปานสติ การใช้สติกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก

การลงมือปฏิบัติอย่างนี้คือ การเข้าไปสู่ประสบการณ์การมีสติและการรู้สึกตัวทั่วพร้อมโดยตรง รู้สึกมากเท่าไร ก็เป็นสมาธิเท่านั้น ส่วนที่เผลอสติ ปล่อยใจให้ท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่เนิ่นนานแค่ไหน ก็ถือว่าไม่เป็นสมาธิ

นี่คือวิธีปฏิบัติที่ง่ายที่สุด ไม่ต้องท่องจำมนต์บทใด ไม่ต้องรู้ภาษาบาลีที่ยากเย็นแต่ประการใด รู้เข้าไปตรงๆ เลย เมื่อรู้ก็บอกว่ารู้ เมื่อไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ รู้ก็รู้ ไม่รู้ก็รู้ว่าช่วงใดไม่รู้ นั่นแหละเรียกว่า เจริญสติ คือ มีความระลึกรู้สึกได้

เมื่อฝึกฝนเสร็จก็ได้สนทนากันต่อ คุณหมอได้เล่าถึงความรู้สึกว่า การนั่งวันนี้สงบเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ฟุ้งซ่านถึง 80 เปอร์เซ็นต์

อาตมาบอกคุณหมอว่า การเรียนรู้เริ่มบังเกิดแล้ว คือ สามารถรู้ว่าฟุ้งเท่าไร สงบเท่าไร สิ่งที่จะต้องทำต่อไปคือ ทำอย่างไรจึงจะเพิ่มความสงบจากเดิมขึ้นไปเรื่อยๆ

ไม่มีทางอื่นใดนอกจากฝึกฝนๆ ฝึกฝน เท่านั้น คุณหมอท่านได้ทราบแล้วไปฝึกต่อที่บ้านอีก

สัปดาห์ต่อมาคุณหมอมาฝึกอีก คราวนี้บอกว่า ฝึกได้ดีกว่าวันก่อนๆ ที่เคยฝึกมา เพราะฝึกที่บ้านหลายรอบ รอบละ 45 นาที ตอนนี้มีอาการเหมือนติดสมาธิ

อธิบายให้คุณหมอฟังว่า ไม่ติดสมาธิหรอก แต่เป็นการเพลิดเพลินในธรรม ใคร่ในธรรม มีความสุขในธรรม ดั่งคำที่ว่า ธัมมกาโม ภะวังโหติ แปลว่า ผู้ใคร่ธรรมเป็นผู้เจริญ ตอนนี้คุณหมอกำลังอยู่ในอาการใคร่ธรรม พยายามประคองอาการเช่นนี้ไว้

จะทำให้เกิดฉันทะในการภาวนายิ่งขึ้น เพราะทำสิ่งใดมีความสุขก็จะเพลิดเพลินกับการกระทำนั้น จะเป็นพลังขับเคลื่อนการภาวนาให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

วันต่อมา หลังจากคุณหมอนั่งสมาธิภาวนาเรียบร้อยแล้ว ได้อธิบายความรู้สึกว่า เมื่อเช้าก่อนจะขึ้นมาภาวนา ได้เห็นอุบาสิกาคนหนึ่งกำลังทำสวนดอกไม้อยู่หน้าศาลาวัดพุทธธรรม รีบทักทายแล้วขึ้นมาเจริญภาวนา เริ่มภาวนาไปได้สัก 10 นาที ก็หวนกลับมานึกถึงพยาบาลคนหนึ่งว่า เคยทำงานกันมากี่ปี ทำอะไรบ้าง เธอเป็นคนดีอย่างไรบ้าง จนกระทั่งลืมพิจารณาลมหายใจไปเสียสนิทเลย

อาการอย่างนี้เรียกว่าอย่างไร

จึงอธิบายว่า นี่คือการเกิดขึ้นของสัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ในขันธ์ห้า กล่าวคือ พอตาเห็นรูป วิญญาณขันธ์ก็ปรากฏ ตากับรูป เป็นรูปขันธ์ รู้สึกพอใจ เป็นเวทนาขันธ์ จำได้ว่าเป็นใคร เป็นสัญญาขันธ์ คิดแล้วคิดอีก เรื่องที่จำได้นั้นก็เป็นสังขารขันธ์ คิดวนไปเวียนมาไม่ยอมไปที่ไหนอื่น จัดเป็นสังรวัฏในสังขารขันธ์ คือเวียนไปเวียนมา ไม่ออกไปไหนอยู่เป็นเวลานาน คิดไปคิดมา ถ้าสักว่าคิดก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีตัณหาและอุปาทานเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ก็เป็นทุกข์ดั่งคำว่า สังขารา ปรมา ทุกขา ยิ่งคิดมาก ยิ่งเป็นทุกข์

หรือถ้านั่งคิดถึงคน คนที่ได้เห็นเป็นเวลานานๆ โดยลืมคิดถึงเรื่องอื่นทั้งหมด เท่ากับว่า สังขารขันธ์ หนึ่งในห้าขันธ์ กำลังทำงานอย่างเต็มที่ อันสอดคล้องกับบทกรวดน้ำของสวดมนต์แปลที่ว่า มีขันธ์ขันธ์เดียว กำลังท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ คือ กำลังคิดถึงเรื่องใหญ่บ้าง เรื่องเล็กบ้าง อย่างกัดติดไม่เคลื่อนไปไหน

นี่คือประสบการณ์การศึกษาที่ผ่านการภาวนาจิต ได้สัมผัสสัจธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงจากสภาวะธรรมชาติที่แท้จริงแบบตรงๆ ไม่ต้องคาดคะเนอีกแล้ว คุณหมอเป็นนักวิทยาศาสตร์จึงได้สัมผัสพุทธธรรมตรงๆ ในภายใน เมื่อเฝ้ามองด้านในอย่างนี้ เป็นประสบการณ์ตรงแล

สนทนาธรรมกันพอสมควรแล้ว คุณหมอก็กราบพระพุทธรูปในอุโบสถ และกราบพระสงฆ์ที่ร่วมภาวนาด้วย อย่างน้อยอีก 1 สัปดาห์ จะได้มาพบกันเพื่อสร้างสรรค์ส่งเสริมเพิ่มเติมความสะอาด ความสว่าง และความสงบพบสันติสุขต่อไป?

ยุคนี้มีแต่ “ข่าวร้าย” SMEs ต้องตั้งสติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07012010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

แหล่งทุนหนุน SMEs

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

ยุคนี้มีแต่ “ข่าวร้าย” SMEs ต้องตั้งสติ

“เรื่องยอดส่งออกก็ออกมาพูดกันมากว่าการเติบโตนั้นติดลบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งจากปัญหาประเทศที่นำเข้าอย่าง จีน มีการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง…ปัญหาทางยุโรปที่เป็นคนซื้อของที่บ้านเราส่งออกไปก็ยังสามวันดี สี่วันไข้”

เมื่อเราๆ ท่านๆ ไม่ว่าในฐานะคนขายของ คนทำธุรกิจ คนทำโรงงานผลิต คนทำธุรกิจรับจ้างทำของ-ให้บริการ หรือแม้แต่คนทำอาชีพเกษตรกรรม-กสิกรรม หรือในฐานะที่ถูกยกย่องว่าเป็น SMEs กระดูกสันหลังของระบบเศรษฐกิจไทยคงไม่มีใครจะไม่รู้สึกละเหี่ยใจ เหตุเพราะว่าเวลาได้อ่านข่าวสาร ได้รับฟังข่าวสารทางเศรษฐกิจช่วงเวลานี้ล้วนมีแต่ในทางข่าวลบ และมากระทบความรู้สึกได้แทบทุกวัน ในทุกช่องทางที่รับรู้

– ยอดขายรถ ตกต่ำบ้าง ขายไม่ออก มีรถเหลือเยอะแยะ โปรโมชั่นเต็มที่แล้ว ถึงขนาดออกมาแบบว่าดอกเบี้ย 0 เปอร์เซ็นต์ ผ่อน 72 งวดก็แล้ว ที่สำคัญ ผลจากโครงการรถยนต์คันแรกที่เกิดขึ้นได้ทำให้ครัวเรือนส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจซื้อรถยนต์คันใหม่ ทั้งที่อาจจะยังไม่มีความพร้อม และจะต้องมีภาระในการผ่อนชำระอย่างน้อย 4-6 ปีตามงวดการชำระ ความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการอนุมัติสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เนื่องจากสถาบันการเงินมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจและความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ ทำให้มีการปฏิเสธสินเชื่อสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ซื้อรถใหม่เป็นเจ้าของรถได้ยากขึ้น เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุ ทั้งการบิดเบือนของตลาดรถยนต์ในช่วงที่ผ่านมา ผลของรายได้ที่ลดลง ความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ รวมถึงภาระหนี้ครัวเรือนที่มีอยู่สูง จึงนำมาสู่เรื่องราวในทางลบนั่นเอง แต่ปรากฏว่าเวลานี้ รถยนต์ยี่ห้อแพงๆ กลับขายได้ดี

– อสังหาริมทรัพย์ บ้าน คอนโดมิเนียม ทาวน์เฮ้าส์ มียอดการปฏิเสธสินเชื่อที่สูงเพิ่มขึ้น พูดง่ายๆ คือ มีใบสมัครสินเชื่อเข้ามาให้พิจารณา 100 ใบ ปรากฏว่าไม่ผ่านการพิจารณาทั้งเรื่องของรายได้ไม่มากพอตามเกณฑ์ มีภาระหนี้เดิมอยู่มาก ผ่อนเพิ่มอาจจะไม่ไหว หรือว่ามีประวัติผิดนัดชำระหนี้ล่าช้าในบางบัญชีที่เรียกว่า “ปัจจุบันไม่มีการค้าง แต่ในอดีตที่ผ่านมาเคยค้างชำระ-เรียกเป็นภาษาชาวบ้านว่าเป็นคนเคยค้าง” ขณะที่เกณฑ์การให้สินเชื่อยังเป็นเกณฑ์เดิม เพียงแต่จะมีการพิจารณารอบคอบมากขึ้น โดยยอดปฏิเสธสินเชื่อบ้านลูกค้าตลาดบน คนที่มีรายได้สูงจะมีอัตราการปฏิเสธสินเชื่ออยู่ที่ 20-25 เปอร์เซ็นต์ ของคำขอสินเชื่อ และกลุ่มลูกค้าทั่วไปอยู่ที่ 40-45 เปอร์เซ็นต์”

– ยอดสินเชื่อที่ธนาคาร สถาบันการเงินให้กู้ยืม มีอัตราการเติบโตที่ลดลงมากว่าปีก่อนๆ และก็มีความระมัดระวังในเรื่องการให้กู้กับลูกค้าเพิ่มมากขึ้น เช่น ในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างช้าๆ การปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้กับผู้ที่มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 30,000 บาท ธนาคารได้ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อเป็นอย่างมาก เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้มีภาระหนี้เก่าสูง ขณะที่กลุ่มที่มีรายได้ต่อเดือนที่ 50,000 บาทขึ้นไป และต้องการที่อยู่อาศัยราคา 5 ล้านบาท หรือคอนโดมิเนียมราคา 10 ล้านบาท ที่ติดรถไฟฟ้ายังไปได้ดี ดังนั้น เจ้าของโครงการหรือผู้พัฒนาโครงการจะหันมาเน้นกลุ่มลูกค้าระดับบนที่มีรายได้สูงมากขึ้น

– ในส่วนของดัชนีความเชื่อมั่นด้านต่างๆ ล้วนมีการประกาศออกมาในทางลดลงอย่างต่อเนื่อง

– เรื่องยอดส่งออกก็ออกมาพูดกันมากว่าการเติบโตนั้นติดลบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งจากปัญหาประเทศที่นำเข้าอย่าง จีน มีการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง เช่น การส่งออกในเดือนกรกฎาคม ติดลบไป 8.3 เปอร์เซ็นต์ ต่ำสุดในรอบ 4 เดือนและต่ำสุดกว่าที่ตลาดได้คาดการณ์ไว้ ปัญหาทางยุโรปที่เป็นคนซื้อของที่บ้านเราส่งออกไปก็ยังสามวันดี สี่วันไข้ พอมาดูทางอเมริกา ตอนแรกๆ ก็บอกว่าเศรษฐกิจน่าจะดีแล้ว ที่สุดก็ยังไม่แน่นอนขึ้นมาว่าจะดีแบบคงทน ถาวร แข็งแกร่งหรือไม่ ใจของผู้คนที่ได้รับฟัง เจอทุกวัน นานวันเข้าก็จะมีความรู้สึกว่า สถานการณ์มันมีอะไรที่น่าวิตก เศรษฐกิจไทยมันจะไปได้โลดจริงหรือ ยากนักที่สังคม (ที่เชื่อตามความรู้สึก ไม่ได้เชื่อจากความรู้จริงแบบบ้านเรา) จะยอมเชื่อว่า เศรษฐกิจเรามีพื้นฐานแข็งแรง ได้เปรียบในจุดยุทธศาสตร์ของการแข่งขัน ปัญหาที่เจอเป็นเรื่องชั่วคราวแล้วเราก็จะผ่านไปได้ เหมือนที่เรามีพระเอกขี่ม้าขาว มาช่วยโดยตลอด…เราจะเชื่อเช่นนั้นได้จริงหรือ

แล้วอะไรคือสิ่งที่ SMEs บ้านเราในเวลานี้ที่ควรต้องดำเนินการภายใต้ข่าวสารที่ออกมา ไปในทางลบค่อนข้างมาก จนอาจกล่าวได้ว่า ตื่นเช้าขึ้นมา อ่านสื่อ เสพสื่อแล้ว ยังจะมีกำลังใจเหลืออยู่หรือไม่

ผมคิดว่าเมื่อเราเป็น SMEs ในเมืองพุทธ น่าจะมีศาสนาในใจ จึงขอนำเอาข้อความมาสื่อให้กับทุกท่าน ในช่วงเวลานี้เนื่องจากเป็นช่วงของ “การเข้าพรรษา” เพื่อท่านจะได้มีข้อมูลอะไรที่จะช่วยท่านๆ ทั้งหลาย ที่ต้องแบกรับภาระหนี้สิน ภาระการหมุนเงิน ภาระการหมุนหนี้ ภาระการดูแลธุรกิจ ลูกจ้าง พนักงาน ในยามนี้ เวลานี้ที่ต้องใช้สรรพกำลังทั้งกายและใจต่อสู้ ฝ่าฟัน กับข่าวสารในทางลบที่ออกมาดังกล่าวข้างต้น ก็ไปพบว่า มีผู้คนที่ปรารถนาดีต่อกันได้ส่งข้อมูลมาให้เพื่อเป็นทั้งกำลังใจ ทั้งเตือนสติ ให้กาย-ใจ กลับสู่ที่ตั้ง มีความไม่ปรุงแต่งเป็นที่ยึด คำนึงถึงความเพียงพอ เพื่อที่จะมีชีวิตทั้งทางโลก ทางธรรม ทางธุรกิจ แบบพอเพียง ความมีดังนี้ครับ

ชีวิตคน ย่อมแปรผัน

สิ่งสำคัญ อย่าประมาท

สิ่งผิดพลาด คือบทเรียน

สิ่งพากเพียร คือลาภผล

สิ่งช่วยตน คือปัญญา

สิ่งบูชา คือบุญคุณ

สิ่งค้ำจุน คือพ่อแม่

ผู้เสริมต่อ คือครูอาจารย์

สิ่งบันดาล คือเงินตรา

ยอดปรารถนา คือความสุข

สิ่งเปลื้องทุกข์ คือศีลทาน

สิ่งสำราญ คือความชั่ว

สิ่งเมามัว คือความอยาก

พาลำบาก คือเกียจคร้าน

ใจเบิกบาน คือไม่มีหนี้

ความป่นปี้ คืออบายมุข

พาให้สุข คือธรรมะ

ไม่หมดภาระ คือยังไม่ตาย

เลิกวุ่นวาย คือได้ “นิพพาน”

คำที่ว่า “ใจเบิกบาน คือไม่มีหนี้ ความป่นปี้ คืออบายมุข” เห็นจะเป็นจริงแน่แท้

ดังคำที่ว่า ความไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ ภายใต้บรรยากาศของหนี้ครัวเรือน 10.5 ล้านล้าน + ความเข้มงวดของคนให้กู้ + เศรษฐกิจเปราะบางเวลานี้ ที่ต่างก็ระบายออกมาทางไลน์ว่า “การหมุนเงินทัน ในแต่ละเดือน คือลาภอันประเสริฐ”

ผมต้องขอขอบคุณท่านที่เป็นผู้แต่งคำกล่าวข้างต้นที่ระบุเพียงว่า สายธรรม (วัดป่าฯ อุดร) ด้วยความขอบคุณยิ่ง

ท่านเตือนสติผู้คน เตือนสติ SMEs ในยามนี้ได้อย่างงดงามจริงๆ ครับ

ทำไม…ใครๆ ก็อยากไปญี่ปุ่นอีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07016010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

เติมใจ…ใส่ธุรกิจ

พลชัย เพชรปลอด : อาจารย์พิเศษ ม.ศิลปากร, อดีตผู้บริหารการตลาด กลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์

ทำไม…ใครๆ ก็อยากไปญี่ปุ่นอีก

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ฟังเพื่อนคุยกันถึงสถานที่ท่องเที่ยวอันน่าประทับใจ และอยากไปซ้ำ แต่ละคนสรุปตรงกันว่า “ญี่ปุ่น” คือประเทศที่อยากไปซ้ำอีก ไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ ขนาดนั้นเชียวเหรอ…

ถ้าจะว่าไปก็ไม่น่าเป็นคำกล่าวเกินจริง เพราะญี่ปุ่นมีหลากอารมณ์ให้ชม ให้ชิม และให้ช็อป แต่สิ่งที่น่าสนใจนอกเหนือจากสภาพบ้านเมืองอันมีระเบียบ ชนิดอย่าเอาเมืองไทยไปเทียบให้อายเขา ยังมีธรรมชาติงดงาม มีแหล่งช็อปชนิดที่ใจแข็งแค่ไหนก็กระเป๋าฉีกได้

แต่สำหรับผม คิดว่าสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้เรื่องการท่องเที่ยวคือ เรื่องการทำงานของคนญี่ปุ่น

มีคนเคยกล่าวว่า ถ้าท่านไปเที่ยวสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ ซึ่งมีในหลายประเทศ รวมทั้งญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในสวนสนุกดิสนีย์อันเลื่องชื่อ แต่เขาเคลมว่า ที่ญี่ปุ่นให้บริการดีที่สุดในโลก

เป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริงในเรื่อง “งานบริการ” ที่คนญี่ปุ่นมีหัวใจบริการเต็มเปี่ยม น่าเอาเยี่ยงอย่าง

ผมเคยลองนั่งวิเคราะห์ดูว่า ทำไมเราจึงรู้สึกว่าการทำธุรกิจ การให้บริการของคนญี่ปุ่น จึงเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่น่าหลงใหล ได้ข้อสรุปมาประมาณ 5 ข้อครับ

ข้อแรก คนญี่ปุ่นตั้งใจทำงาน (มาก หรืออาจมากเกินไปในสายตาคนไทย) เวลาทำงานของคนญี่ปุ่น จะแสดงให้เห็นถึงความจริงจัง จดจ่อ เอาใจใส่กับงานตรงหน้า อย่างไม่วอกแวกไปสนใจอย่างอื่น

ผมเคยนั่งรถไฟสายชนบทของญี่ปุ่นสายหนึ่ง ที่มีเพียงโบกี้เดียว จึงสามารถมองดูพนักงานขับรถไฟทำหน้าที่ได้อย่างใกล้ชิด ทั้งรถไฟ มีเจ้าหน้าที่คนเดียวครับ ขับรถไป จอดรถก็ลุกมาเก็บค่าโดยสาร แวะรับของที่มีคนมาส่งทางรถไฟ เอามาเรียง หรือเอาของลงให้คนที่มารอรับ “คนเดียว” ทำได้ครบ

ถ้าเป็นเมืองไทย ต้องมีอย่างน้อย 2-3 คนแน่นอน หน้าที่ใครหน้าที่มัน ช่วยกันไม่ได้ ทำแทนกันไม่ได้ แต่ญี่ปุ่นใช้คนน้อยสุด ใช้คนเท่าที่จำเป็นจริงๆ แต่ทุกคนทำงานได้เร็ว เร็วแค่ไหน ลองดูสนามบินในโตเกียวตอนเอกซเรย์กระเป๋าได้ครับ แถวยาวเหยียด แต่เร็วมาก

ย้อนกลับไปที่พี่คนขับรถไฟ เสือเดี่ยวโบกี้เดียวของผม ทุกครั้งเมื่อถึงสถานี และก่อนออกรถ เขาจะทบทวนขั้นตอนทุกครั้งว่าต้องกดปุ่มไหน ต้องทำอะไรบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด

ถ้าใครเคยทำงานกับเจ้านายญี่ปุ่น อาจไม่สนุก เพราะความตั้งใจทำงานมากเกินเหตุนี่แหละ ผมเคยมีเจ้านายญี่ปุ่น ทำกันอยู่ระยะสั้นๆ ก็รู้สึกว่าชีวิตรันทดครับ เล่นไม่ได้ ไม่มันส์เลย

ข้อสอง คนญี่ปุ่นอ่อนน้อมให้เกียรติ การโค้ง คือการแสดงความให้เกียรติของคนญี่ปุ่นแทนการไหว้แบบของไทย การโค้งยังมีระดับของการโค้งว่าต่ำแค่ไหน ก้มไม่มาก อาจเป็นรุ่นราวไล่เลี่ยกัน แต่ถ้าอาวุโสมาก หรือให้เกียรติมาก โค้งต่ำแทบหลังหัก

ไม่เพียงในร้านอาหาร ร้านค้าต่างๆ ที่โค้งแล้วโค้งอีก อันนั้นผมว่าธรรมดา แต่ผมสังเกตในสนามบิน ซึ่งมีพนักงานคอยตรวจเช็กความพร้อมของเครื่องบิน และคนที่คอยให้สัญญาณเลี้ยวและการเข้าจอดเทียบงวงของเครื่องบิน ที่เมืองไทยคงเคยเห็นคนที่ถือไม้ปิงปองคู่ โบกมือไหวๆ นั่นแหละ

คนเหล่านี้ ทำงานอยู่ในสนามบินตามปกติของเขา สื่อสารกับกัปตัน แต่ที่ญี่ปุ่นคนเหล่านี้จะโค้งเมื่อทำภารกิจเสร็จ จะไปยืนส่งผู้โดยสาร เมื่อเครื่องบินเริ่มเคลื่อนออกไป จะโค้งแสดงอาการเหมือนขอบคุณ โบกมือให้

แม้แต่แอร์โฮสเตสจะเดินเข้าเครื่องบิน ยังต้องหยุดโค้งให้ผู้โดยสารที่นั่งรอในโถงประตูทางออก เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินจะเข้าทำหน้าที่ ก็โค้งผู้โดยสารที่รออยู่ ไม่มีใครสนใจ ก็ไม่เป็นไร แต่ก็โค้งด้วยทีท่าจริงใจ ไม่ใช่สักแต่โค้งๆ ไปให้เสร็จภาระ

ข้อสาม ยินดีให้บริการ คนญี่ปุ่นมีลักษณะพิเศษที่ผมชอบคือ ความภาคภูมิใจในอาชีพของตนเอง เขาไม่ดูถูกอาชีพของตัวเอง และไม่เห็นใครดูถูกอาชีพคนอื่น จะหน้าที่ไหน เขาทำหน้าที่ด้วยความขยันขันแข็ง ทำด้วยความสนุกในหน้าที่

ดังนั้น เวลาเป็นผู้รับบริการ จะพบว่าได้รับการบริการที่เขายินดีมอบให้ ตามร้านค้า ถ้าไปเดินดูของจะไม่เจอมาเร่งเร้า มาคอยตามประกบราวจะตีหัวเข้าบ้าน

ยิ่งตามร้านซูชิ ผมชอบลีลาการเสิร์ฟซูชิของเชฟ ที่มาทำตรงหน้า และทำด้วยอารมณ์ของคนภาคภูมิใจในการปรุงอาหาร อยากให้เราได้กินของดีๆ แค่ดูก็มีความสุขแล้ว

ข้อสี่ พยายามช่วยเหลือ เมื่อขอความช่วยเหลือ ชาวญี่ปุ่นก็พยายามช่วยเหลือ ด้วยความเต็มใจ แม้ว่าโดยปกติแล้วชาวญี่ปุ่นจะถือความเป็นส่วนตัวค่อนข้างมาก การรบกวนเป็นเรื่องไม่ควรกระทำ แต่ในงานบริการ ความพยายามที่จะช่วยเหลือนั้นมีอยู่ไม่น้อย

เคยเจอพนักงานบริการร้านอาหารแห่งหนึ่ง ทั้งร้านพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย มีแต่น้องคนหนึ่ง ที่พอพูดได้แบบงูๆ ปลาๆ แล้วเป็นงูและปลาตัวน้อยซะด้วย ต้องอาศัยภาษารูปกับภาษามือช่วยเสริม แต่ก็พบว่าเขามีความพยายามที่จะดูแล พยายามจะสื่อสาร จะช่วยให้เราได้กินอย่างที่อยากกิน เหนื่อยกันไปทั้ง 2 ฝ่าย

ข้อห้า สร้างเสน่ห์ด้วยรายละเอียด จริงๆ แล้วผมว่าญี่ปุ่นนี่แหละคือตัวพ่อของแนวคิด minimalism คือ ทำน้อยแต่ได้มาก คือไม่ต้องมีอะไรมากชิ้นให้รกรุงรัง แต่คุณค่าที่ตอบสนองเพียบ การประดับตกแต่ง การสร้างบรรยากาศ ซึ่งในแง่ของการตลาดบริการเขาเรียกว่า physical evidence สิ่งที่ปรากฏชัดทางด้านกายภาพคือ เห็นได้ ฟังได้ ดมได้ สัมผัสได้ ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้า

บรรยากาศของร้านญี่ปุ่น ของธุรกิจบริการต่างๆ การประดับประดามักจะน้อยๆ แต่เสน่ห์มาแบบเน้นๆ เพราะในความน้อยนั้น มีความใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ แฝงอยู่

ด้วยความเป็นเจ้าแห่งเทคโนโลยี และระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย อุปกรณ์อัตโนมัติจึงเป็นสิ่งธรรมดาของญี่ปุ่น แต่สังเกตได้ว่า ไม่ได้บ้าอัตโนมัติแบบไม่ลืมหูไม่ลืมตา เขาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการใช้ชีวิตประจำวันมากกว่า โดยเฉพาะถ้าสิ่งนั้นข้องเกี่ยวกับความสะอาด

ห้องน้ำอัตโนมัติมีน้ำล้างฉีดให้เอง ถังขยะในห้องน้ำที่มีเซ็นเซอร์ มือโบกก็เปิดฝาให้ ห้องอาบน้ำที่มีระบบป้องกันกระจกเป็นฝ้าจากการเปิดน้ำอุ่น แต่ละสิ่งถูกคิดด้วยรายละเอียด ด้วยการเอาประโยชน์ใช้สอยเป็นตัวนำ แล้วตามด้วยดีไซน์แบบ minimal

ลองนึกดูสิครับ ว่าถ้าการใช้บริการในญี่ปุ่นได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างเป็นธรรมชาติ ผมขอย้ำว่า “อย่างเป็นธรรมชาติ” คือทุกคนทำด้วยความภาคภูมิใจในอาชีพของตนเอง คนรับบริการจะมีความสุขแค่ไหน นั่นคือสิ่งที่ญี่ปุ่นเป็นอยู่ คนรับบริการจึงมีความสุข

ผมว่าบางทีปัญหาเรื่องการบริการในบ้านเรา ที่เจอปัญหาบ่อยๆ ได้ฟังเจ้าของกิจการบ่นให้ฟัง บ่อยครั้งถูกเชิญไปบรรยาย ก็เริ่มจากปัญหาบริการเป็นส่วนใหญ่ คนไทยจำนวนไม่น้อยให้บริการแบบขอไปที ถ้าเราเริ่มต้นแก้ไขให้สะเด็ดน้ำ คงต้องเปลี่ยนวิธีคิดก่อน

ทำอย่างไรให้คนไทย รู้จักภาคภูมิใจในอาชีพ ในงานที่ตนเองทำ เริ่มต้นแค่นี้แหละ ผมเชื่อว่า ถ้าทำได้…บริการที่ดีจะตามมาเอง

แล้ว…ใครๆ ก็คงอยากมาเมืองไทย…เหมือนที่ใครๆ อยากไปญี่ปุ่นอีก…

ผอ.ททท.อีสาน ฟันธง เทรนด์เที่ยวเพื่อสุขภาพไม่มีวันตาย ชี้ “ปากช่อง-เขาใหญ่” แหล่งท่องเที่ยวเกษตรผุดขึ้นเพียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07017010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

จอดป้ายเส้นทางเศรษฐี

ผอ.ททท.อีสาน ฟันธง เทรนด์เที่ยวเพื่อสุขภาพไม่มีวันตาย ชี้ “ปากช่อง-เขาใหญ่” แหล่งท่องเที่ยวเกษตรผุดขึ้นเพียบ

ในวงเสวนาเรื่อง “อนาคตการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเขาใหญ่-ปากช่อง” เมื่อเร็วๆ นี้ที่ เขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์ม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา คุณสมฤดี จิตรจง ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า เทรนด์การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพยังเป็นกระแสที่มาแรงทั่วโลก ซึ่งหลายประเทศต่างมีรายได้หลักจากการท่องเที่ยวในรูปแบบดังกล่าว และเชื่อว่าจะเป็นกระแสที่ไม่มีวันตาย เนื่องจากผู้คนหันมาสนใจดูแลสุขภาพกันมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เกิดในยุคเบบี้บูมในไทยที่มีกว่า 10 ล้านคน ซึ่งนิยมการเดินทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

คุณสมฤดี กล่าวว่า ที่ผ่านมาทาง ททท. ได้ผลักดันให้ปากช่อง-เขาใหญ่เป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ทุกวันตลอดทั้งปี โดยเน้นในเรื่องของการเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากนักท่องเที่ยวไทยและกำลังขยายตัวไปสู่ตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยในปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวเข้ามาร่วม 10,000,000 คน และจากการที่แหล่งท่องเที่ยวแถบนี้อยู่ในพื้นที่ที่มีโอโซนมากเป็นอันดับ 7 ของโลก จึงเกิดแหล่งท่องเที่ยวน้องใหม่ขึ้นมาอีกหลายแห่ง นั่นคือ แหล่งท่องเที่ยวการเกษตรผสมผสานกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องและขยายตัวเป็นอย่างดี

“อำเภอปากช่องเป็นแหล่งผลิตผักผลไม้ที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และไม่เพียงแต่เป็นการเกษตรที่เน้นเรื่องของเกษตรอินทรีย์และปลอดสารพิษ ในพื้นที่แถบนี้ยังมีความสวยงามด้วยบรรยากาศของทิวเขาล้อมรอบและการเดินทางที่สะดวก มีที่พักที่สวยงามสะดวกสบาย ตลอดจนมีการนำสินค้าพัฒนาต่อยอดขึ้นมาในเชิงลักษณะเป็นสินค้าสุขภาพ” ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวและว่า แหล่งท่องเที่ยวการเกษตรผสมผสานกับแหล่งท่องเที่ยวในเชิงสุขภาพของปากช่อง มีเสน่ห์ต่างจากที่อื่น อีกทั้งยังสอดแทรกเรื่องของการเรียนรู้ ทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมเยือนนอกจากจะได้ความสุขแล้วยังได้ความรู้กลับไปอีกด้วย

คุณสมฤดี กล่าวอีกว่า แหล่งท่องเที่ยวทางการเกษตรที่นักท่องเที่ยวสามารถไปเยี่ยมชม เช่น สวนผักปากช่อง แดรี่โฮม ไร่องุ่นต่างๆ ฯลฯ ส่วนแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อย่างเขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์ม ฯลฯ ถ้าเป็นร้านอาหารอร่อย อาทิ ช็อกโกแลตแฟกตอรี่ ยุ้งข้าว ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีแหล่งที่ครอบครัวจะได้เรียนรู้ต่างๆ ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นสวนสอนศิลป์ ฟาร์มโชคชัย ฟาร์มม้าหมอปอ และแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ อีกมากมาย ที่สำคัญที่สุดคือ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลกที่ยังคงมีมนต์เสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาในเส้นทางนี้ได้เป็นอันมาก

ด้าน คุณปรเมศวร์ สิทธิวงศ์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท เขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์ม จำกัด กล่าวว่า ได้เปิดเป็นฟาร์มเห็ดเชิงท่องเที่ยว เมื่อปี 2554 ก่อนขยายธุรกิจ เฟส 2 ในนามเขาใหญ่ พาโนรามา รีสอร์ต เมื่อปีที่แล้วภายใต้รูปแบบรีสอร์ตทรงเห็ดแห่งแรกในเมืองไทย และมีจุดเด่นที่สระว่ายน้ำแบบออนเซ็นน้ำอุ่น ในหินอ่อนธรรมชาติ รวมถึงเมนูอาหารเห็ดเพื่อสุขภาพที่ให้บริการนักท่องเที่ยว โดยได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ

ทั้งนี้ ในอีก 2 ปีข้างหน้าจะเปิดมัชรูมแลนด์ ซึ่งจะเป็นแหล่งให้บริการสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาสุขภาพของตัวเองแบบครบวงจร สำหรับแผนธุรกิจปี 2559-2560 จะเน้นในเรื่องการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและสุขภาพของประเทศ โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้ในเชิงการเพาะเลี้ยงเห็ดหลินจือ รวมทั้งสรรพคุณที่มหัศจรรย์ของเห็ดหลินจือ โดยนักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสโรงเรือนเพาะเห็ดหลินจือระบบปิดอย่างใกล้ชิด