ภาษีมรดก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07082010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

บัญชีธุรกิจ

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

ภาษีมรดก

ในที่สุด สภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ผ่านร่างกฎหมายภาษีมรดกและประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในวันที่ 5 สิงหาคม 2558 มีผลบังคับใช้ในอีก 180 วันถัดไป

กฎหมายฉบับนี้ใช้ชื่อว่า “ภาษีการรับมรดก” จึงมีความหมายว่า ผู้ที่ได้รับมรดกจากเจ้ามรดก ต้องเสียภาษีจากมูลค่าของทรัพย์มรดก ใครก็ตาม เมื่อได้รับมรดกก็จะมีภาระต้องเสียภาษีจากมูลค่าของมรดกที่ตนได้รับนั่นเอง

ทรัพย์สินอะไรบ้างที่ต้องเสียภาษี

มรดกที่ต้องเสียภาษี ได้แก่ ทรัพย์สิน 5 ประเภท ดังต่อไปนี้

1. อสังหาริมทรัพย์

2. หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

3. เงินฝากหรือเงินอื่นใดที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน

4. ยานพาหนะที่มีหลักฐานทางทะเบียน

5. ทรัพย์สินทางการเงินอื่นที่จะมีการกำหนดเพิ่มเติมในภายหลัง

มรดกที่เป็นอสังหาริมทรัพย์จะถือมูลค่าตามราคาประเมินของกรมที่ดิน หลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะใช้มูลค่าตามราคาตลาดของหลักทรัพย์นั้นในเวลาสิ้นสุดเวลาทำการของตลาดหลักทรัพย์ในวันที่ได้รับมรดก เงินฝากจะใช้มูลค่าตามยอดที่ฝากกับสถาบันการเงินไม่ว่าจะเป็นบัญชีเงินฝากหรือบัตรเงินฝาก หากเงินฝากเป็นสกุลเงินต่างประเทศ ก็ต้องแปลงค่าเป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนด (จะกำหนดในกฎกระทรวงในภายหลัง)

ยานพาหนะจะใช้ราคาตลาดในขณะที่ได้รับมรดก อาจเป็นราคาตลาดรถมือสองของรถรุ่นเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกันหรือเทียบเคียงกัน (หลักเกณฑ์ที่ชัดเจนต้องรอกฎกระทรวง)

ถ้ามีพระเครื่อง ทองคำ นาฬิกา ภาพวาดราคาแพง ศิลปะรูปปั้น ของโบราณ พระพุทธรูป ทรัพย์สินเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ไม่เข้าข่ายต้องเสียภาษีมรดกทั้งสิ้น

รายละเอียดเหล่านี้คงมีออกตามมาในช่วง 180 วันก่อนที่จะบังคับใช้ โดยส่วนใหญ่จะออกในรูปกฎกระทรวง หรือแนวปฏิบัติต่างๆ จากกรมสรรพากร เพื่อระบุวิธีการและแบบฟอร์มที่จะต้องใช้ในการเสียภาษีมรดก

ในตัวกฎหมายมรดก ระบุว่า ภาษีมรดกเสียในอัตราร้อยละ 10 แต่หากถ้าผู้ได้รับมรดกเป็นบุพการี หรือผู้สืบสายเลือด (Descendants) ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 (ภาษากฎหมายเขาใช้คำว่า “ผู้สืบสันดาน”)

เงื่อนไขในการเสียภาษีมรดกนั้นกำหนดให้เสียร้อยละ 5 ของมูลค่ามรดกที่เกินกว่า 100 ล้านบาท ถ้าได้รับมรดกมูลค่า 90 ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษี ถ้าได้มรดก 101 ล้านบาท ก็เสียภาษี 50,000 บาท (ร้อยละ 5 จากมูลค่าที่เกินกว่า 100 ล้านบาท เท่ากับ 1,000,000 x 5% = 50,000)

หากมรดกที่ได้เป็นที่ดิน และราคาประเมิน ณ วันที่ได้รับมรดกเท่ากับ 80 ล้านบาท การรับมรดกดังกล่าวก็ไม่มีภาษีต้องเสีย หากมรดกที่ได้ประกอบด้วยทรัพย์สินหลายๆ ประเภท และเข้าข่ายทรัพย์สิน 4 ประเภทที่ระบุไว้ข้างต้น ก็ต้องหามูลค่าทรัพย์สินแต่ละชนิดและดูมูลค่ารวมของทรัพย์มรดกทุกชนิดที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีว่ามีมูลค่าถึง 100 ล้านบาทหรือไม่ เกินเท่าไรก็เสียภาษีจากมูลค่าที่เกินนั้น หากมีทายาทผู้ได้รับมรดกมากกว่า 1 คน ต้องแต่งตั้งให้ทายาทคนหนึ่งเป็นตัวแทนในการเสียภาษีมรดกของทายาททุกๆ คน หากตกลงกันไม่ได้ ให้ยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อตั้งผู้จัดการมรดกดำเนินการ

พอคำนวณออกมาเป็นตัวเลขแล้ว จะเห็นว่า ภาษีมรดกที่ออกมานี้ เสียภาษีกันน้อยมากๆ น้อยจนอดสงสัยไม่ได้ว่า จะออกกฎหมายมาเก็บภาษีมรดกทำไม เพราะผู้ได้รับมรดกมูลค่า 101 ล้านบาท รัฐเก็บภาษีได้เพียง 50,000 บาท เท่านั้น

และหากมูลค่ามรดกไม่เกิน 100 ล้านบาท รัฐจะไม่ได้เงินภาษีแม้แต่บาทเดียว แล้วอย่างนี้จะสอดคล้องกับหลักการจัดเก็บภาษีข้อที่ว่า ต้องมีต้นทุนการจัดเก็บไม่มากและคุ้มกับภาษีที่เก็บได้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ข่าวที่ออกมาระบุว่า รัฐคาดหมายว่าจะจัดเก็บภาษีมรดกได้ปีละ 5-6 พันล้านบาท ต่อปี

ส่วนบทลงโทษนั้น หากไม่นำส่งภาษีจะมีเบี้ยปรับ 1 เท่าของเงินภาษีที่ไม่นำส่ง หากนำส่งแต่ส่งขาดมีเบี้ยปรับ 50% ของภาษีที่นำส่งขาด นอกจากเบี้ยปรับยังมีเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ส่งขาดแต่ไม่เกินเงินภาษีที่ต้องเสีย

นอกจากเบี้ยปรับและเงินเพิ่มยังมีโทษปรับตามพฤติการณ์อีกต่างหาก เป็นทั้งโทษจำและโทษปรับ ตั้งแต่ 1-2 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000 บาท, 200,000 บาท, 400,000 บาท และ 500,000 บาท แล้วแต่กรณี

ไม่น่าสงสัยว่าทำไมกระแสต่อต้านกฎหมายฉบับนี้จึงแทบจะไม่มีให้ได้ยินเลย เพราะคนที่จะได้รับผลกระทบจากภาษีมรดกฉบับนี้มีน้อยมาก แม้แต่คนที่มีทรัพย์สินเข้าข่ายต้องเสียภาษีมรดกก็ดูจะเสียภาษีในจำนวนไม่มาก เชื่อว่าในช่วงหลังจากนี้ เศรษฐีทั้งหลายคงทยอยโอนทรัพย์สินให้ลูกเพื่อให้ในอนาคตไม่ต้องไปเสียภาษีมรดกเพราะยังมี “ภาษีการให้” ที่เรียกว่า Gift Tax ที่ระบุว่าการโอนทรัพย์สินที่พ่อแม่โอนให้ลูก” ถ้าไม่เกิน 20 ล้านบาท ก็ได้รับยกเว้นภาษีอีกด้วย

กิ๊กโดนกั๊ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07087010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

เทคโนโลยีสร้างอาชีพ

สุเทพ โลหณุต

กิ๊กโดนกั๊ก

คุณจะรู้สึกเช่นไรถ้าวันหนึ่งฮาร์ดดิสก์ หรือสื่อบันทึกข้อมูลที่คุณใช้งานอยู่จัดเก็บข้อมูลได้เพียง 80% แทนที่จะสามารถเก็บข้อมูลได้ 100% หรือว่าอุปกรณ์เหล่านี้มีปัญหา…

สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน เรื่องวุ่นวายที่อาจจะเป็นตลกร้ายของใครหลายๆ คน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ร้านคอมพิวเตอร์แห่งหนึ่งบนห้างสรรพสินค้าชื่อดังใจกลางเมืองจังหวัดนครราชสีมา ลูกค้าสูงวัยท่านหนึ่งกำลังโวยวายกับพนักงานขายบอกว่าทางร้านหลอกลวงเขา สาเหตุเกิดจากฮาร์ดดิสก์ที่ซื้อไป 1 TB ปรากฏว่าเมื่อซื้อไปใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ระบบเครื่องแจ้งรายงานว่าฮาร์ดดิสก์มีพื้นที่ใช้งานได้เพียง 931 GB ไม่ถึง 1 TB จนเป็นสาเหตุให้ลูกค้าชายท่านนี้ต้องวิ่งโร่กลับมาที่ร้านเพื่อจะมาขอเปลี่ยนสินค้ากับทางร้านหรือไม่ก็ขอคืนเงิน เพราะยังอยู่ภายในระยะเวลารับประกันสินค้า แต่พนักงานขายก็พยายามอาศัยความใจเย็นและค่อยๆ อธิบายถึงสาเหตุว่าทำไมฮาร์ดดิสก์จึงแจ้งและรายงานพื้นที่การจัดเก็บเช่นนั้น ซึ่งดูเหมือนว่าลูกค้าท่านนี้ก็ไม่ยอมรับฟังสาเหตุใดๆ ทั้งสิ้น เรื่องนี้ท้ายสุดจบลงที่ตัดปัญหาด้วยการคืนเงินให้ลูกค้าไปเพราะอธิบายอย่างไรลูกค้าก็ไม่เข้าใจ ดูจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ง่ายดีใช่ไหมครับ

เหตุการณ์ที่ผมเล่านี้หลายท่านอาจจะมองว่าก็ถูกต้องแล้วไงในเมื่อฮาร์ดดิสก์ซื้อไปที่ความจุ 1 TB ปรากฏว่าใช้งานจริงได้แค่ 931 GB ก็ต้องคืนเงินให้ลูกค้าสิ แต่ในความเป็นจริงต้องขอบอกก่อนว่าทางร้านไม่ได้โกงนะ รวมถึงทางบริษัทผู้ผลิตก็ไม่ได้โกงเช่นกัน สาเหตุเกิดจากพื้นที่การจัดเก็บข้อมูลจริงคือ 1,000,000,000,000 byte แต่คอมพิวเตอร์จะมองเห็นจริงๆ ในขณะใช้งานเหลือเพียง 976,562,500 KB หรือ 953.674 MB หรือ 931GB (คอมพิวเตอร์จะมองพื้นที่จริงๆ คือ 1 KB = 1,024 byte เมื่อแปลงหน่วยจึงใช้ตัวเลขชุดนี้มาหาร ค่าผลลัพธ์จึงได้ดังที่ได้แสดงไว้)

สารพันปัญหาฮาร์ดดิสก์

ปัญหาที่เจอบ่อยนอกจากการรายงานพื้นที่จัดเก็บไม่ตรงกับที่เข้าใจแล้ว ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เชื่อว่าผู้ใช้งานหลายคนคงคลางแคลงใจว่า ใช้งานและบันทึกไฟล์ไม่เยอะแต่ปรากฏว่าเผลอแป๊บเดียวพื้นที่เต็มแล้วหรือว่าฮาร์ดดิสก์มีปัญหา ต้องขอบอกว่าปัญหานี้ไม่ใช่เฉพาะฮาร์ดดิสก์นะครับ แต่รวมถึงสื่อบันทึกข้อมูลทุกชนิดด้วย

O ไฟล์ขยะเต็มเครื่อง อันนี้ผมว่าเจอบ่อยที่สุด เท่าที่ได้มีโอกาสเข้าไปแก้ไขปัญหาสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากไฟล์จำพวก Cache หรือเป็นที่พักข้อมูลชั่วคราว เมื่อโปรแกรมทำการประมวลผลไม่แล้วเสร็จจะทิ้งไฟล์ขยะเหล่านี้กระจายไว้ตามแหล่งเก็บข้อมูล ทางแก้ไขขอแนะนำให้หมั่นใช้ Disk Cleanup เพื่อจัดการเคลียร์ขยะเหล่านี้จะช่วยคืนพื้นที่บางส่วนที่สูญเสียไป

O เครื่องช้า แรมหรือหน่วยความจำเต็มจนทำให้พื้นที่จัดเก็บพลอยเต็มไปด้วย อันนี้ต้องขออธิบายถึงสาเหตุก่อนว่าทำไมเครื่องถึงช้า สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติม และมีการเรียกใช้งานผ่านระบบตลอดเวลา แน่นอนว่าระหว่างการเรียกใช้งานนั้นจะมีการดึงเอาแรมหรือหน่วยความจำเข้ามาใช้งานจนส่งผลทำให้การประมวลผลและใช้งานส่วนอื่นๆ พลอยติดขัดไปด้วย ตัวอย่างเช่น โปรแกรมสแกนไวรัส หรือประเภทไฟล์อัพเดต ลักษณะอาการที่กล่าวถึงนี้ทางช่างเรียกว่า “Virtual Memory” นอกจากดึงแรมไปใช้ตลอดเวลาแล้ว จะส่งผลให้การประมวลผลไฟล์ต่างๆ ช้าไปด้วย ไม่ต่างอะไรกับการเพิ่มไฟล์ขยะไว้ในที่จัดเก็บจนท้ายสุดพื้นที่ก็พลอยเต็มไปด้วย ทางแก้ไขขอแนะนำว่าให้เพิ่มแรม และถอนโปรแกรมใดๆ ก็ตามที่ไม่จำเป็นออกจากเครื่อง เพียงเท่านี้ ก็จะช่วยลดปัญหาและคืนพื้นที่บางส่วนของฮาร์ดดิสก์และสื่อบันทึกข้อมูลอื่นๆ ให้กับเครื่อง

ตรวจสอบพื้นที่จัดเก็บด้วย SpaceSniffer

ความยุ่งยากและลำบากใจของการจัดเก็บไฟล์และโฟลเดอร์ไว้ในฮาร์ดดิสก์ก็คือ หากจะให้เสียเวลาค้นหาว่าไฟล์ใดใช้พื้นที่บนเครื่องมากน้อยเพียงใด ผมว่าเป็นอะไรที่ยุ่งยากเอาเรื่องเชียวแหละครับ ถามว่าทำไมต้องตรวจสอบ เพราะหากเรารู้ว่าโปรแกรม หรือไฟล์ โฟลเดอร์ใดใช้พื้นที่มากน้อยแค่ไหนจะได้ทำการคัดแยกและแบ่งพื้นที่การใช้งานให้ชัดเจน รวมถึงลบไฟล์ขยะออกจากเครื่องได้ง่ายขึ้นด้วย

เครื่องมือที่ผมจะขอแนะนำนะครับไม่ว่าคุณจะใช้ระบบปฏิบัติการใดก็ตาม Windows 2000/XP/Vista/7/8 ดาวน์โหลดไฟล์และติดตั้งโปรแกรมได้ที่เว็บ http://www.uderzo.it/main_products/space_sniffer/ เป็นฟรีแวร์นะครับติดตั้งได้เลย เครื่องมือตัวนี้ใช้งานง่ายมากครับมีหน้าที่ช่วยสแกนขนาดของไฟล์และโฟลเดอร์ต่างๆ ในเครื่อง โดยจะแสดงออกมาในรูปแบบของพื้นที่สี่เหลี่ยมที่วางเรียงซ้อนกันตามโครงสร้าง นั่นเท่ากับว่าเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้การตรวจสอบพื้นที่เป็นเรื่องง่ายขึ้น จริงไหมครับ เพราะถ้ารู้ว่าส่วนไหนใช้หรือไม่ใช้ ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณแล้วล่ะว่าจะเก็บหรือลบทิ้ง เพราะถ้าลบทิ้งก็เท่ากับว่าช่วยคืนพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ที่ขาดหายไปให้กับเครื่องกลับคืนมา

บทสรุป “กิ๊กโดนกั๊ก”

เรื่องราวของฮาร์ดดิสก์และสื่อบันทึกข้อมูลอื่นๆ ต้องขอบอกยังมีปัญหาอีกมากมายที่ผมยังไม่ได้นำเสนอ แต่ได้หยิบยกนำเสนอเฉพาะบางประเด็นที่พบเจอบ่อยนำมาเล่าสู่กันฟังไปในตอนต้นแล้ว

ขออนุญาตทิ้งท้ายข้อสงสัยและปัญหาคาใจอีกข้อหนึ่งเกี่ยวกับหน่วยความจำเสริมในโทรศัพท์ ปรากฏว่าใช้งานไม่ทันไรก็เต็มเร็วมากทั้งที่ไม่ได้โหลดไฟล์หนัง หรือถ่ายคลิป ถ่ายภาพ ขอตอบว่าสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากข้อมูลหรือแอพส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกเก็บไว้ในหน่วยความจำเสริมนะครับ แต่โดนเก็บไว้ในหน่วยความจำของเครื่องแทน จึงทำให้เกิดปัญหาเวลาที่จะใช้งานจะพบเจอว่า “หน่วยความจำเต็มไม่สามารถใช้งานได้”

ดังนั้น การแก้ไขขอแนะนำให้ย้ายแอพหรือข้อมูลลงในหน่วยความจำเสริม เพียงเท่านี้ ก็จะแก้ไขปัญหาได้ระดับหนึ่ง แต่นั่นเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุเพราะสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการไม่ถ่ายโอนข้อมูลที่จำเป็นออกจากเครื่อง หรือลบแอพที่ไม่ได้ใช้งานออกไปบ้าง แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ

บำนาญ-เกษียณ…เกษมศานต์ ไม่กระเสือกกระสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07088010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

เก็บตกจาก “แท็กซี่ กูรู”

TAXI MASTER

บำนาญ-เกษียณ…เกษมศานต์ ไม่กระเสือกกระสน

กรมการขนส่งทางบก โดย กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน หรือ กปถ. รณรงค์ผ่านสื่อเกือบทุกสถานีวิทยุและประกาศหลังข่าว เกี่ยวกับการประเมินคุณภาพแท็กซี่ผ่านแอพพลิเคชั่น กับ DLT Check in เพื่อเป็นกำลังใจกับแท็กซี่ที่มีพฤติกรรมดี หรือปรับปรุงสิ่งที่ควรแก้ไข เป็นการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ที่มีผลกระทบกับการบริการแท็กซี่ แท็กซี่ทำดีมีรางวัล โดยมีจำนวนนับหรือบอกกล่าวที่ได้รับความร่วมมือกับประชาชนผู้ใช้บริการ

เรื่องราวที่ผ่านมาส่วนใหญ่แท็กซี่น่าจะตกเป็นจำเลยของสังคมตลอดช่วงเวลาปฏิรูปนี้ เพราะนอกเหนือจากมีรูปแบบการมีแท็กซี่ประเภทไม่ต้องออกมาตระเวนตามท้องถนนเสนอบริการ แต่ออกมารับผู้โดยสารเมื่อเรียกผ่านระบบสื่อสารหรือออนไลน์แล้ว การได้รับการพิจารณาเพื่อขึ้นค่าโดยสารอัตราใหม่นี้ก็ไม่ได้เป็นที่ชื่นชมสำหรับผู้ใช้บริการ จึงกลายเป็นจำเลยซ้ำซ้อนไปอีก แม้ว่าการได้รับการพิจารณาอัตราค่าโดยสารเพิ่มขึ้นครั้งนี้ ไม่ได้ใช้พลังมวลแท็กซี่เรียกร้องแต่อย่างใด

ข่าวคราวการปฏิเสธการให้บริการผู้โดยสารก็ยังถูกวิจารณ์และมีข่าวถูกฟ้องสังคมอยู่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลจนถูกประชดว่า ต่อไปนี้ขอให้แท็กซี่ช่วยเขียนเส้นทางที่จะผ่านไปติดไว้หน้ารถ เพื่อผู้เรียกใช้บริการจะได้รู้ว่าผ่านไปในเส้นทางที่จะไปหรือไม่ พวกเราชาวชมรมแท็กซี่ปฏิบัติดีเพื่อสังคมได้ยินข่าวนี้ก็ไม่สบายใจเพราะพวกเราไม่มีใครประพฤติเช่นนั้น บางครั้งพวกเราทราบดีว่า การที่จะไปส่งผู้โดยสารโดยผ่านเส้นทางที่เรากลัวหรือกังวลเกี่ยวกับรถติดนั้น ยังมีอยู่ในใจ แต่สัญญาสุภาพบุรุษของเรายืนยันไม่ปฏิเสธผู้โดยสารแน่นอน มีอยู่ครั้งหนึ่งผมเองประสบเหตุการณ์ด้วยตนเองคือ ถูกเรียกใช้บริการและต้องผ่านเข้าในย่านศูนย์การค้าหลังช่วงเวลาเลิกงาน ปรากฏว่า รถติดอยู่นานเกินกว่าผู้โดยสารจะรอได้จึงขอจ่ายค่าโดยสารตามมิเตอร์ที่ขึ้นแล้วขอลงไป ส่วนผมต้องอยู่บนถนนที่รถติดนั้นอีกเกือบ 2 ชั่วโมงฟรีๆ

สื่อสารฉับไวแจ้งข่าวลงภาพได้ทันท่วงที เมื่อมีอะไรไม่ถูกตาต้องใจผู้พบเห็นก็ถูกนำมาลงในสื่อพร้อมคำบรรยายเชิงประจักษ์เท่าที่เข้าใจ บางครั้งเหตุการณ์หรือเหตุผลจริงๆ อาจจะไม่ใช่เหมือนที่เห็น มีอยู่วันหนึ่งไปส่งผู้โดยสารซึ่งเขารีบร้อนมาก ขอร้องให้ขับเร็วเพื่อทันเวลานัดหมาย เมื่อถึงสี่แยกสัญญาณไฟเหลือง เขาขอให้รีบผ่านไปเพื่อไม่ต้องหยุดรออีก 2-3 นาที ผมเข้าใจและเห็นใจในธุระสำคัญที่เขาขอร้อง ส่งเสร็จได้รับคำขอบคุณและชื่นชมในฝีมือโชเฟอร์หรือจะด่าในใจว่าตีนผีระดับพระกาฬก็แล้วแต่ แต่ต่อมาอีก 3 วัน ผมก็ได้รับจดหมายชื่นชมจากเจ้าพนักงานจราจร เป็นใบสั่งพร้อมแนบภาพถ่ายในวงกลมชัดเจน 3 ภาพ ณ จุดฝ่าสัญญาณไฟแดง มีภาพขยายป้ายทะเบียนรถชัดเจน แจ้งว่าฝีเท้าดีขนาดนี้ขอให้รีบไปชำระค่าปรับ 800 บาท ภายใน 15 วัน ผมนำใบสั่งไปเปรียบเทียบปรับโดยขอความกรุณาให้ปรับในอัตราขั้นต่ำ 400 บาท ก็ได้รับความกรุณาจากร้อยเวร ได้รับคำอบรมเล็กน้อย แต่ก็เห็นว่าตำรวจก็รับฟังเหตุผลและมีน้ำใจ

มีการประชุมคณะรัฐมนตรี มีข่าวคราวการพิจารณาอายุข้าราชการบางหน่วยงานที่จะให้ข้าราชการปฏิบัติงานได้ถึงอายุ 65 ปี แม้ว่ายังไม่ได้แถลงข่าวเป็นทางการ แต่ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กันพอควร ผมได้ฟังข่าวแสดงความคิดเห็นทางสถานีวิทยุ ที่กำลังจะหาเพลงเตรียมไว้ถ้าแวะเข้าชมรม ใจนึกถึงข้าราชการเกษียณที่ถูกหาว่าเป็นคนแก่ แต่คิดไปถึงเจ้าแร้งแก่ในหนังเรื่อง MACKENNA”S GOLD “Old Turkey Buzzard” ชอบเพลงในหนังแล้วมีภาพแร้งบิน “Old turkey buzzard flying flying high. He”s just awaiting Buzzard”s just awaiting. Waiting for something down below to die Old buzzard knows that he com wait. “Cause every mother”s son has got a date A date with fate?with fate. He sees men come, he sees men go Crawling like ants on the rock bellows…” เพลงแร้งแก่ แต่ผมกลับนึกถึงข้าราชการเกษียณที่เขามักจะเรียกว่า “ชราวัย” ซึ่งผมค้านในใจว่านี่แหละคือแร้งแก่บินสูงด้วยพลังเพียบด้วยประสบการณ์รู้เห็นมาก เพลงเพิ่งจบลงมีข่าวที่จะพิจารณาอายุข้าราชการถึง 65 ปีอีกแล้ว พอดีมีผู้โดยสารเรียกรถ

ผมจอดรถกล่าวสวัสดีเชิญขึ้นรถหลังจากที่เขาบอกปลายทาง สังเกตบุคลิกน่าจะเป็นคนมีความรู้ ดูเป็นผู้ใหญ่แต่หนุ่มกว่าที่จะเรียกว่า “ชราวัย” ผมเปิดไมตรีด้วยเอ่ยถึงข่าวในวิทยุที่วิพากษ์กันเรื่องการต่ออายุข้าราชการถึง 65 ปี ฤดูกาลเกษียณกันยายนปีนี้คงจะวิ่งกันวุ่นเขาขยับตัวเหมือนตอบรับการทักทาย ผมแอบมองใบหน้าผ่านกระจกดูชัดๆ แล้วคิดว่าไม่ใช่รุ่นวัยเกษียณแน่นอน ดูหนุ่มกว่าที่เห็นครั้งแรกมากนัก เขาตอบรับไมตรีด้วยการบอกว่าจะไปร่วมงานเกษียณพวกพี่ๆ ที่เป็นรุ่นน้อง พร้อมกับหัวเราะรู้ว่าผมคงจะงง จึงอธิบายว่าเขาเป็นข้าราชการบำนาญเพราะลาออกก่อนพวกพี่ๆ ที่เกษียณตามอายุ 60 ปี ผมได้โอกาสจึงถามข้อสงสัยว่าถ้าอายุไม่ถึง 60 ปี หรือรับราชการไม่ครบ 25 ปี ทำไมถึงรับบำนาญได้ครับ ดูท่านยังหนุ่มเหมือนคนอายุ 50 ปี เขายิ้มกว้างชอบใจคำชมรีบตอบคำถาม

มีอุบัติเหตุทางแยกสัญญาณไฟแดงรถคงจะติดนาน เขาย้ำถามว่า “ดูเหมือนผมอายุน้อยจริงหรือครับ พอบอกใครว่าเป็นข้าราชการบำนาญไม่ค่อยมีใครเชื่อ ส่วนใหญ่คิดว่าต้องมีอายุถึง 60 หรือทำงานครบ 25 ปี แต่ความจริงแล้ว การได้รับบำเหน็จบำนาญไม่ต้องอย่างนั้นหรอก มีหลักเกณฑ์ตั้งหลายข้อที่นำมาประกอบขอรับบำนาญได้โดยไม่ต้องเกษียณอายุ สิทธิของข้าราชการในการขอรับบำเหน็จบำนาญปกติมีถึง 4 เหตุหลัก ผมเองเพิ่งสอบบรรจุเข้ารับราชการได้เมื่ออายุ 30 กว่าปี แล้วทำงานได้เพียง 15-16 ปี อายุตัวเพียง 50 ต้นๆ คิดจะขอลาออก มีผู้หวังดีติงว่าอย่าลาออกเลยได้รับบำเหน็จไม่กี่แสน หมดเงินแล้วจะกระเสือกกระสน อยู่ได้อย่างไร แก่ชราแล้วจะทำงานอะไรไม่ได้” เขาหัวเราะเครียดๆ

รถขยับตัวคล่องขึ้น เขาดูเวลาแล้วพูดติดตลกว่า “แก่แล้วขอพูดความหลังต่อหน่อย เรื่องขอรับบำนาญนี่เรื่องเยอะ ขนาดว่าเจ้าหน้าที่การเงินที่ทำงานก็ยังไม่รู้เลย บอกว่าผมไม่มีสิทธิขอรับบำนาญหรอกเพราะอายุราชการเพียง 16 ปี ต้องรับบำเหน็จอย่างเดียว พอดีมีคนรู้จักเป็นเจ้าพนักงานการเงินที่หน่วยงานอื่นนำเอกสารสิทธิข้าราชการที่มีระเบียบหลักเกณฑ์การออกจากราชการโดยได้รับบำนาญ ด้วยการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งใน 4 ข้อ หรือ 4 เหตุที่ผมเข้าในเหตุนั้น ผมจึงนำไปให้เจ้าหน้าที่การเงิน “ตีความ” ว่าผมอยู่ในหลักเกณฑ์ด้วยใช่ไหม” เขาเน้นเสียงกึ่งประชด

ผมแอบมองกระจกหลังดูเหมือนสีหน้าเขาจริงจัง แต่ก็ถามต่อว่าแล้วท่านเข้าเกณฑ์ข้อไหนครับ เขาจึงเปิดเรื่องต่อว่า “ขออธิบายหน่อยนะ ผมเป็นข้าราชการพลเรือน สังกัดข้าราชการครู ผมท่องสิทธิข้าราชการที่จะได้รับบำเหน็จบำนาญปกติ โดยจ่ายให้ผู้ออกจากราชการด้วย 4 เหตุต่อไปนี้อย่างขึ้นใจ” เขาหัวเราะแล้วพูดต่อว่า

“ข้อ 1 เหตุทดแทน ให้แก่ข้าราชการซึ่งออกจากประจำการเพราะเลิกหรือยุบตำแหน่งงาน หรือมีคำสั่งให้ออกโดยไม่มีความผิด ข้อ 2 เหตุทุพพลภาพ ให้แก่ข้าราชการผู้ป่วยเจ็บทุพพลภาพซึ่งแพทย์ที่ทางราชการรับรองได้ตรวจและแสดงความเห็นว่าไม่สามารถรับราชการในตำแหน่งต่อไปได้ ข้อ 3 เหตุสูงอายุ ให้แก่ข้าราชการผู้มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ หรืออายุครบ 50 ปีบริบูรณ์แล้วประสงค์จะลาออก ข้อ 4 เหตุรับราชการนาน และมีเวลาครบ 25 ปีบริบูรณ์ หรือมากกว่าสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ คุณรู้ไหมว่าผมเข้าเกณฑ์พิจารณาข้อไหน”

ผมอ้อมแอ้มตอบ เดาว่า ข้อ 3 ครับ เขายิ้มแล้วพูดว่า “ถ้าไม่ดูระเบียบย่อยอีกข้อก็จะไม่เจอเกณฑ์ ข้อ 3 ถูกแล้ว แต่มีข้อย่อยว่าด้วยบำนาญจ่ายเป็นรายเดือน สิทธิที่จะได้รับบำนาญคือ ต้องมีเวลารับราชการตั้งแต่ 10 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ขอออกจากราชการโดยไม่มีความผิด และอีกข้อย่อยว่า ลาออกจากราชการเมื่ออายุครบ 50 ปีบริบูรณ์ ข้อนี้แหละครับที่ผมขีดเส้นใต้ไปยื่นเจ้าหน้าที่การเงินจึงได้รับการพิจารณา สรุปว่าเกณฑ์ที่ผมได้บำนาญคือรับราชการเกิน 10 ปี และอายุตัวเกิน 50 ปี ก็ได้บำนาญน้อยหน่อยแต่พออยู่ได้ เกณฑ์พิจารณาข้อนี้หลายคนมองข้าม จึงคิดว่าต้องทำงานครบ 25 ปีจึงได้บำนาญ”

เขาถอนหายใจแต่ยิ้มพูดว่า “ผมยึดหลักกินอยู่พอเพียง พออิ่มพออยู่กับสังคมได้ ก็วันนี้ต้องกระเสือกกระสนไปงานเลี้ยงเกษียณรุ่นพี่ที่เคยทำงานแต่เป็นรุ่นน้องที่ได้รับบำนาญ คุณคุยกับใครได้เลยนะ ทำงานครบ 10 ปี อายุครบ 50 ขอรับบำนาญได้ เผื่อจะได้พบกับเกษมกระสัน เอ๊ย ขอโทษ เกษมศานต์ ชีวิตอิสระ จอดให้คนแก่ลงหน่อย ขอบคุณ!”

เอกสาร : หลักเกณฑ์ สิทธิบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กรมบัญชีกลาง

มูลคดีเกิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07089010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

มูลคดีเกิด

สั่งซื้อสินค้ากับพนักงานบริษัทที่ออกเดินสายขายสินค้าในจังหวัดอันเป็นที่ตั้งร้านค้า พนักงานส่งคำสั่งซื้อสินค้ากลับไปยังบริษัทผู้ผลิตในอีกจังหวัดให้อนุมัติ เมื่อรับอนุมัติแล้วผู้สั่งซื้อเดินทางไปรับสินค้าที่โรงงานบริษัทผู้ผลิตด้วยตนเอง เกิดมีปัญหาติดค้างค่าสินค้าไม่ยอมจ่าย ต้องฟ้องศาลที่ไหน

1.

ในพื้นที่นั้น ในอำเภอนั้น ในจังหวัดนั้น ในประเทศ-นี้ มีการทำสวนหลากหลายชนิด สวนยางพารา สวนเงาะ สวนมังคุด สวนทุเรียน สวนลองกอง ฯลฯ

คุณจำนูญอยู่ในพื้นที่นั้น และด้วยความที่มีหัวทางการค้า (ไม่ใช่มีศีรษะทางการค้า) จึงดำเนินอาชีพค้าขายที่เกี่ยวข้องกับการทำการเกษตร

คุณจำนูญเป็นพ่อค้า เปิดกิจการค้าขายปุ๋ย ขายวัสดุอุปกรณ์ทางการเกษตร ให้แก่เกษตรกรในย่านใกล้เคียงกับที่ตั้งของร้าน

ซื้อมาราคาเท่าไร คิดต้นทุนต่างๆ รวมเข้าไป ไม่ว่าจะเป็น ค่าขนส่ง ค่านั่งขาย ค่าไฟที่ร้าน แล้วบวกด้วยกำไรเล็กน้อยตามสมควร ตั้งเป็นราคาขาย

“เอากำไรแต่พองาม ให้มีความเป็นอยู่อย่างพอเพียง หลีกเลี่ยงยาเสพติด” นี่เป็นสิ่งที่อยู่ในใจของคุณจำนูญที่ยึดมั่นเป็นคติในการทำมาค้าขายและในการดำรงชีวิต

ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย เป็นยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช อาหารสัตว์ อาหารปลา วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในงานเกษตรอื่นๆ เช่น เสียม จอบ บุ้งกี๋ และจิปาถะ คุณจำนูญมีขายครบถ้วน

แม้จะไม่สามารถพูดได้ว่าขายตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบก็ตามเหอะ แต่วัสดุอุปกรณ์ทางการเกษตรแทบทุกอย่างมีขายที่นี่

(สากกะเบือและเรือรบ คุณจำนูญไม่ได้สั่งมาไว้ขาย เรือดำน้ำยิ่งแล้วใหญ่ จะไปถามซื้อหลังร้านก็ไม่มีขาย)

แหล่งซื้อสินค้าแหล่งสั่งสินค้า ก็เป็นบริษัทจากหลายที่

แรกๆ ต้องลงทุนเดินทางไปเลือกซื้อหาสินค้านั่นนี่โน่นถึงแหล่งผลิต แต่ค้าขายมานานๆ เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน สินค้าบางเจ้าสามารถนั่งสั่งเอาที่ร้าน เพราะมีพนักงานขายของบริษัทผู้ผลิตวิ่งมาหาถึงที่

สินค้าบางรายส่งมาให้ถึงที่ แต่มีสินค้าบางชนิดบางรายการ ที่อาจต้องแย่งกันซื้อหาเพราะมีจำนวนจำกัด อาจต้องเดินทางไปรับเองถึงหน้าโรงงาน แล้วแต่ชนิด แล้วแต่ช่วงเวลา

บางทีเพื่อความสะดวกรวดเร็ว เพื่อให้ได้มีสินค้าที่ร้านค้าขายอื่นๆ ยังไม่มี คุณจำนูญถึงกับไปรับสินค้าจากโรงงาน จากแหล่งผลิตด้วยตนเอง

นี่เรียกว่าเป็นการค้าขายเชิงรุก ไม่ใช่ว่าจะคอยแต่ให้บริษัทผู้ผลิตนำส่งถึงที่ ที่อาจต้องคอยเป็นเวลานานๆ และจะได้สินค้าพร้อมๆ กับร้านค้าขายรายย่อยเจ้าอื่นๆ

แต่คุณจำนูญไม่ ไม่ใช่จะนั่งรอท่าเดียวเช่นนั้น

คุณจำนูญอยากให้มีขายก่อนใครๆ มันรู้สึกสะใจดี

ถ้าถึงเวลาต้องรุก ต้องนำรถไปขนเอง ต้องสั่งรถรับจ้างไปขนมา คุณจำนูญไม่รอช้า เพื่อว่าจะสามารถค้าขายได้ยอดที่ดีกว่ารายอื่นๆ

2.

อย่างกับอาหารสัตว์นี่คุณจำนูญเห็นว่าเป็นสินค้าที่ขายดี ทำให้มีกำไรไม่น้อย (คือมีมาก) มีผู้เลี้ยงสัตว์มาก คือจำนวนคนที่เลี้ยงสัตว์มาก และจำนวนสัตว์เลี้ยงก็มากตามไปด้วย

แม้จะมีพนักงานขายของบริษัทผลิตอาหารสัตว์มาเสนอขายถึงร้านที่นครศรีธานีแล้วก็ตาม แต่คุณจำนูญอยากได้สินค้าเร็วๆ จึงเดินทางไปรับสินค้าถึงบริษัทผู้ผลิต

มีอาหารสัตว์อยู่รายหนึ่ง มีโรงงานผลิตอยู่ที่จังหวัดหนึ่ง บริษัทนี้ส่งผู้แทน หรือพนักงานขายมาขาย มารับคำสั่งซื้อถึงจังหวัดนครศรีธานีที่ร้านคุณจำนูญ

เมื่อคุณจำนูญต้องการอาหารสัตว์ก็สั่งกับพนักงานขาย พนักงานขายส่งคำสั่งไปยังบริษัทให้อนุมัติ เมื่อได้รับอนุมัติแล้วคุณจำนูญจะส่งรถไปขนถึงบริษัทกลับมายังร้านค้าไว้รอบริการลูกค้า

ค้าขายกันไปค้าขายกันมา ส่งสินค้าไป ชำระค่าสินค้ากัน แต่มีบางรายการที่คุณจำนูญยังคงค้างไม่ได้ชำระ

สรุปสุดท้าย คุณจำนูญยังไม่ได้ชำระค่าอาหารสัตว์กับบริษัทผู้ผลิตจำนวน 1,050,267 บาท

ทั้งๆ ที่การทำมาค้าขายเคยเดินไปได้ด้วยดี แต่ไม่ทราบท่าไหน ไม่ชัดเจนว่าคุณจำนูญได้ใช้เงินผิดประเภทหรือไม่

ปรากฏว่า คุณจำนูญไม่ยอมชำระค่าสินค้าอาหารสัตว์จำนวนนี้

ทางบริษัทผู้ผลิตจึงเริ่มทวงถาม แต่ไม่ว่าจะทวงถามอย่างไร กี่ครั้งแล้วก็ตาม ทางคุณจำนูญยังไม่ยอมชำระ

เมื่อเวลาล่วงเลยนานเข้าบริษัทจึงต้องใช้วิธีการฟ้องคดี เพื่อให้คุณจำนูญชำระค่าสินค้าที่ส่งไปให้

3.

บริษัทผู้ผลิตและขายอาหารสัตว์ยื่นฟ้องคุณจำนูญที่ศาลจังหวัดอันเป็นที่ตั้งของบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์นั้นเอง ขอให้ศาลพิพากษาให้คุณจำนูญชำระเงิน 1,050,267 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

คุณจำนูญเห็นคำฟ้อง เห็นศาลที่ฟ้องแล้วจึงให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้องไป

ประเด็นหนึ่งที่คุณจำนูญหยิบยกขึ้นมาต่อสู้คือ บริษัทฟ้องผิดศาล

ศาลชั้นต้นรับฟ้อง พิจารณาแล้วพิพากษาว่า ให้คุณจำนูญชำระเงิน 1,050,267 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

คุณจำนูญ ยังข้องใจอยู่จึงอุทธรณ์คดี

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณจำนูญฎีกาคดีอีก

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของคุณจำนูญว่า มูลคดีเกิดขึ้นในเขตอำนาจศาลชั้นต้นหรือไม่

ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ บริษัทฟ้องขอให้บังคับคุณจำนูญชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขาย ซึ่งเป็นหนี้เหนือบุคคล บริษัทจึงมีสิทธิที่จะเสนอคำฟ้องต่อศาลที่คุณจำนูญมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1)

คำว่า มูลคดี ตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึง ต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิ อันจะทำให้เกิดอำนาจฟ้องแก่บริษัท

ทางนำสืบของบริษัทได้ความว่า คุณจำนูญสั่งซื้อสินค้าที่บริษัทผลิตผ่านพนักงานขายของบริษัทที่จังหวัดนครศรีธานีซึ่งเป็นภูมิลำเนาของคุณจำนูญ เพื่อนำไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้า

จากนั้นพนักงานขายของบริษัทได้ส่งใบสั่งซื้อมายังบริษัทที่จังหวัดสาครบุรี เพื่อพิจารณาอนุมัติ

เมื่อบริษัทอนุมัติก็จะจัดส่งสินค้าไปให้คุณจำนูญยังจังหวัดนครศรีธานี

กรณีจึงเป็นการทำคำเสนอ ต่อบริษัทที่ไม่ได้อยู่เฉพาะหน้า หากบริษัทประสงค์จะทำสัญญาซื้อขายกับคุณจำนูญก็ต้องแสดงเจตนาบอกกล่าวสนองรับไปถึงคุณจำนูญ

แต่อย่างไรก็ตาม ได้ความจากคำเบิกความของพนักงานขายของบริษัทว่า ในการสั่งซื้อสินค้า คุณจำนูญเป็นผู้จัดรถมารับสินค้าไปจากบริษัท

สอดคล้องกับสำเนาใบส่งของชั่วคราวแนบท้ายใบส่งสินค้า/ใบแจ้งหนี้ ที่ระบุว่าคุณจำนูญเป็นผู้รับสินค้าเอง

โดยคุณจำนูญมิได้นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้าง

ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า คุณจำนูญเป็นผู้รับสินค้าตามฟ้องจากบริษัทที่จังหวัดสาครบุรี ซึ่งการรับมอบสินค้าของคุณจำนูญ ถือว่า เป็นการรับไว้แทนการบอกกล่าวสนองรับ

ดังนั้น สถานที่ที่คุณจำนูญรับมอบสินค้า จึงเป็นสถานที่ที่มูลแห่งคดีได้เกิดขึ้นตามบทบัญญัติดังกล่าว

เมื่อสำนักงานใหญ่ของบริษัท อยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค พิพากษามานั้นชอบแล้ว

ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ศาลฎีกาพิพากษายืน

เป็นการยืนยันว่า มูลคดีเกิดขึ้น ณ ที่ที่คุณจำนูญไปรับสินค้า จึงสามารถยื่นฟ้องต่อศาลอันเป็นที่ที่คุณจำนูญไปรับสินค้านั้นได้

คุณจำนูญจึงต้องจ่ายค่าสินค้าตามที่บริษัทฟ้องมา

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6580/2557)

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 4 เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น

(1) คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่

(2) คำร้องขอ ให้เสนอต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล หรือต่อศาลที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล

ปฏิรูป-ร่างรัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07090010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

เส้นทางปฏิรูป

บุญเลิศ ช้างใหญ่

ปฏิรูป-ร่างรัฐธรรมนูญ

การจัดงานของ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เรื่อง “เปลี่ยนประเทศไทยกับ สปช.” นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย

ประเด็นปฏิรูปด้านต่างๆ ถูกนำเสนอผ่านสื่อสารมวลชน ทั้งการแถลงชี้แจงตั้งแต่ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช., นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ประธานกรรมาธิการวิสามัญจัดทำวิสัยทัศน์และออกแบบอนาคตประเทศไทย ฯลฯ และการแบ่งกลุ่มเสวนา มีการนำเสนอสาระการปฏิรูปและการแลกเปลี่ยนความเห็น ตามประเด็นปฏิรูปที่สำคัญรวม 6 กลุ่ม ได้แก่

ระบบการเลือกตั้งที่สุจริตยุติธรรม, กลไกป้องกันและขจัดการทุจริตประพฤติมิชอบและการบังคับใช้กฎหมาย, ขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ, ขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางสังคม, กลไกของรัฐที่มีประสิทธิภาพ, คุณภาพคนและพลเมือง

ปิดรายการตอนเย็นโดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับมอบผลงานการปฏิรูปจากมือนายเทียนฉาย

ภาพส่งท้ายงานในช่วงเย็นแสดงให้เห็นว่า นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้คัดเลือกสมาชิก สปช. ให้มาปฏิบัติหน้าที่ได้ยอมรับการทำงานของ สปช.

หาก พล.อ. ประยุทธ์ไม่ยอมรับ สปช. จะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ ก็น่าจะรองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีในคณะ รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งมาแทนแล้วอ้างว่า ติดภารกิจสำคัญ มาร่วมงานรับมอบผลงานไม่ได้

ถ้าทำเช่นนี้ ใครจะไปว่าอะไรได้

จากนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศ

เมื่อ พล.อ. ประยุทธ์รับเอกสารกองโตจากนายเทียนฉายแล้ว ก็เป็นเรื่องที่ พล.อ. ประยุทธ์จะนำไปพิจารณาในฐานะเป็นรัฐบาล แต่คงจะยังไม่ดำเนินการใดๆ

เพราะหลัง สปช. สิ้นสุดสภาพเมื่อลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญช่วงประมาณวันที่ 7 กันยายน จากนั้นภายใน 30 วัน นายกรัฐมนตรีจะแต่งตั้งสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไม่เกิน 200 คน มาดำเนินการให้เกิดการปฏิรูปด้านต่างๆ เหมือนกับที่ สปช. เคยทำมา และทำสืบต่อจาก สปช. โดยให้คำนึงถึงความสำคัญเร่งด่วนและความสัมฤทธิผลของการปฏิรูปในระยะเวลาที่เหลืออยู่

กฎเกณฑ์ดังกล่าวที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ที่แก้ไขเพิ่มเติมเป็นเงื่อนไขที่รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์จะรอการเสนอเรื่องการปฏิรูปจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

การที่รัฐบาลจะไปดำเนินการปฏิรูปเรื่องใดๆ ก่อนที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเสนอย่อมไม่ถูกต้อง

นี่เป็นเรื่องการปฏิรูปที่ยังต้องรอไปอีกช่วงหนึ่ง

อีกเรื่องหนึ่งคือ รัฐธรรมนูญ

สปช. ได้รับร่างรัฐธรรมนูญร่างสุดท้ายจาก คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 22 สิงหาคม เมื่อได้รับร่างรัฐธรรมนูญ สปช. มีเวลาศึกษาไม่เกิน 15 วัน และภายใน 3 วันนับจากนั้น จะต้องมีการนัดประชุม สปช. เพื่อให้สมาชิกมาลงมติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ (คว่ำ) ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งไม่เกินวันที่ 7 กันยายน

สปช. จะลงมติร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร ให้ผ่านหรือคว่ำเป็นบทบาทสำคัญที่จะต้องรับผิดชอบความเป็นไปของบ้านเมือง

กรณี สปช. ลงมติผ่านร่างรัฐธรรมนูญ ขั้นตอนต่อไปคือ ร่างรัฐธรรมนูญจะนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่า จะให้ความเห็นชอบหรือไม่

ถ้าเกิดประชาชนลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่มีปัญหา

แต่ถ้าคว่ำ ก็จะเกิดคำถามจากสังคมว่า

ทำไม สปช. จึงส่งร่างรัฐธรรมนูญที่มีปัญหามาให้ประชาชนลงมติ สปช. จะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร

สมมติ ประชาชนลงประชามติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ก็ต้องมีหลักประกันว่า จะไม่เป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนยังขัดแย้งกันอยู่หรือขัดแย้งกันไปเรื่อยๆ จนเกิดภาวะ “วิกฤตรัฐธรรมนูญ”

เพราะถ้าเป็นเช่นนี้ รัฐธรรมนูญก็คงอายุไม่ยืนยาวเหมือนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เป็นแน่แท้

การปฏิรูปประเทศกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ภายใต้สถานการณ์บ้านเมืองยุค คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่กำลังจะก้าวเดินไปสู่ประชาธิปไตย

ซึ่งยากต่อการพยากรณ์ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

จะสงบเรียบร้อย แล้วเดินหน้าไปสู่การพัฒนาอย่างแท้จริงเสียที ภายใต้ร่มธงการรัฐประหาร

หรือจะวุ่นวาย ปั่นป่วน อลเวง คนไทยแตกแยก ขัดแย้งชุมนุมเดินขบวนในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด กลับไปเหมือนเก่าในช่วงเกือบ 1 ทศวรรษตั้งแต่ปี 2548 มาจนถึงก่อนเกิดเหตุการณ์ 22 พฤษภาคม 2557 ที่เกิดความรุนแรง มีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ถูกดำเนินคดีติดคุกติดตะรางก็ไม่น้อย

การปฏิรูปและการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องไปหาคำตอบเอาวันข้างหน้า และใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงจะแน่นอน

ทำการเหมาะ-เพราะถูกเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07091010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

ไร้โรคาพาร่ำรวย

นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

ทำการเหมาะ-เพราะถูกเวลา

ในชีวิตของเราแต่ละวันมีกิจกรรมพื้นฐานที่คนเราทำเป็นกิจวัตรประจำวันหลายอย่าง เช่น การนอนหลับ การขับถ่าย การรับประทานอาหาร รวมถึงการออกกำลังกาย แต่ละคนทำกิจกรรมพื้นฐานเหล่านี้ แตกต่างกัน ต่างเวลากัน ถึงแม้เป็นกิจวัตรพื้นฐานที่ทำทุกวัน แต่เชื่อว่าคนทุกคนคงมีความต้องการที่จะให้การทำกิจวัตรเหล่านี้ได้ประโยชน์สูงสุด ทำให้ร่างกายของเรามีสุขภาพดี หรือดีขึ้นอีก การเลือกทำกิจกรรมต่างๆ ให้ถูกเวลา อาจเป็นคำตอบของความต้องการให้มีสุขภาพดี หรือดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ก็ได้ เรามาดูกันว่าเวลาที่เหมาะสมสำหรับกิจวัตรประจำวันเป็นอย่างไร

คนจำนวนไม่น้อย เข้าใจว่าการนอนหลับจะนอนตอนไหนก็ได้ ขอแค่นอนให้พอก็แล้วกัน ผลที่ตามมาก็คือ หลังตื่นนอนบางวันจะรู้สึกไม่สดชื่นเอาซะเลย จริงๆ แล้วการนอนมีเงื่อนไขมากกว่านี้มาก จากข้อมูลขององค์กรการนอนหลับแห่งชาติ (National Sleep Foundation) ระบุว่า การนอนหลับในตอนกลางคืนที่ได้ประสิทธิภาพ ควรใช้เวลาในการนอนให้เหมาะสมกับช่วงอายุ เพราะพัฒนาการของร่างกายของคนแต่ละวัยไม่เหมือนกัน เมื่อเร็วๆ นี้มีงานวิจัยที่ประเทศฟินแลนด์ ทำการเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้ชาย 1,875 คน ผู้หญิง 1,875 คน เกี่ยวกับการนอนหลับ ผลแสดงให้เห็นว่า ในกลุ่มผู้หญิง ผู้ที่ลาป่วยน้อยที่สุด นอนเฉลี่ยวันละ 7.6 ชั่วโมง ส่วนผู้ชาย 7.8 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นระยะเวลาการนอนที่เหมาะสมที่สุดกับกลุ่มตัวอย่าง ผู้ชายที่นอนเป็นเวลานานเหมาะสม ลาป่วยเฉลี่ยเพียงปีละ 5.93 วัน ส่วนผู้หญิงลาป่วยปีละ 7.6 วัน เท่านั้นเอง และช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดจะอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 4 ทุ่มถึง 6 โมงเช้า การนอนไม่หลับในตอนกลางคืนนั้นไม่ได้ส่งผลแค่ทำให้เราง่วงทั้งวันเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้อวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายทำงานผิดปกติ กระทบถึงความคิด อารมณ์ความรู้สึก มีผลต่อการทำกิจกรรมต่างๆ

วิธีง่ายๆ ต่อไปนี้อาจช่วยให้เรามีการนอนหลับที่ดีขึ้น

1. กำหนดเวลาเข้านอนให้แน่ชัด ควรเข้านอนในช่วง 4 ทุ่มถึงเที่ยงคืน ควรทำให้ได้ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดสุดสัปดาห์

2. งดเล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดก่อนเข้านอนอย่างน้อย 30 นาที

3. ปรับเปลี่ยนบรรยากาศในห้องนอนให้มีความสงบเงียบ อุณหภูมิห้องเหมาะสม แสงไฟไม่สว่างไป ที่นอนสะอาด ไม่มีแมลง หรือยุงรบกวน

4. ใส่ใจเรื่องความนุ่มสบายของที่นอน หมอน เนื้อผ้าปูที่นอนและปลอกหมอน ไม่ระคายผิว

5. ทำกิจกรรมสั้นๆ เพื่อให้ร่างกายเตรียมตัวเข้านอน เช่น ฟังดนตรีผ่อนคลาย อ่านหนังสือธรรมะ เป็นต้น

6. ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีทุกวัน

7. งดทานอาหารก่อนเข้านอนประมาณ 1 ชั่วโมง

8. งดดื่มน้ำหลายๆ แก้วก่อนนอน เพราะอาจจะทำให้ปวดปัสสาวะในเวลากลางคืน

9. กรณีที่นอนหลับไม่สนิทเพราะกรน ขาเป็นตะคริว เป็นเหน็บชา หายใจติดขัด ควรปรึกษาแพทย์

การนอนหลับสนิทโดยไม่ถูกรบกวนใดๆ เป็นเวลานานพอ จะทำให้เราตื่นนอนมาด้วยความสดชื่น พร้อมสำหรับวันใหม่

พูดถึงเรื่องการออกกำลังกาย คำถามหนึ่งที่มีคนถามเสมอคือ ควรออกกำลังกายเวลาไหนดี ตอนเช้าดีหรือตอนเย็นจะดีต่อสุขภาพมากกว่ากัน จริงๆ แล้วคงต้องลองเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของการออกกำลังกายในแต่ละช่วงเวลา ว่าแบบใดเหมาะสมกับเรามากที่สุด

ช่วงเวลาเช้า เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายกำลังฟื้นตัวจากการนอนหลับ การออกกำลังกายในช่วงเช้า

มีข้อดีคือ

1. อากาศในช่วงเช้าจะสดชื่นและมีมลพิษน้อยกว่าช่วงอื่นของวัน ทำให้การออกกำลังกายจะได้รับอากาศที่บริสุทธิ์กว่า อีกทั้งแสงแดดในตอนเช้ายังมีประโยชน์ต่อร่างกายด้วย

2. ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น ตื่นตัวพร้อมสำหรับเริ่มต้นวันใหม่ การออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นระบบต่างๆ ให้ทำงานได้ดีขึ้น การหลั่งสารเอนดอร์ฟิน (endorphin) ออกมา ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นขึ้น อารมณ์ดีขึ้น

3. กระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญของร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถเผาผลาญแคลอรีได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปได้ทั้งวัน

4. มีสมาธิในการออกกำลังกายมากกว่า เพราะมีสิ่งรบกวนน้อย

มีข้อเสียคือ

1. หากพักผ่อนไม่พอเพียง การออกกำลังกายตอนเช้าจะทำให้ยิ่งอ่อนเพลียยิ่งกว่าเดิม

2. ตับต้องทำงานหนักขึ้น เพราะในขณะนอนหลับ ตับยังทำงานอยู่ เมื่อตื่นนอนเราจะไม่มีพลังงานเหลือในหลอดเลือดเพียงพอสำหรับการออกกำลังกาย ตับจะต้องดึงสารอาหารที่ร่างกายสะสมไว้ออกมาใช้เป็นพลังงาน ทำให้ตับไม่ได้หยุดพัก

3. ช่วงเช้า ร่างกายมีอุณหภูมิต่ำกว่าปกติ ทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดยิ่งทำงานไม่ดี ทำให้ออกกำลังกายไม่ได้เต็มที่

4. มีโอกาสบาดเจ็บได้มากกว่า เพราะความไม่พร้อมของกล้ามเนื้อ และระบบอื่นๆ ในร่างกาย

ดังนั้น หากต้องการออกกำลังกายในช่วงเวลาเช้า ควรอบอุ่นร่างกายให้นานกว่าการออกกำลังกายในช่วงเวลาอื่นๆ อย่างน้อย 10-15 นาที ควรจะรับประทานอาหารก่อนออกกำลังกายอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานเพียงพอ แต่ไม่ควรรีบรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำทันทีหลังการออกกำลังกายหนัก เพราะอาจทำให้เกิดอาการจุก หรือหายใจขัดได้ ที่สำคัญ ควรพักผ่อนให้เพียงพอก่อนออกกำลังกาย

การออกกำลังกายช่วงเวลาเย็นถึงค่ำ เป็นช่วงเวลายอดนิยมของคนทำงานและนักเรียน นักศึกษา มีข้อดี ข้อเสีย ดังนี้

ข้อดี

1. อุณหภูมิและฮอร์โมนในร่างกายอยู่ในภาวะสูงที่สุดช่วง 18.00 น. ทำให้ออกกำลังกายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

2. มีพลังงานมากกว่าช่วงเวลาอื่น เนื่องจากได้รับประทานอาหารอย่างเพียงพอในระหว่างวัน

3. ช่วยผ่อนคลายความเครียด และลดอาการเมื่อยล้าจากการทำงาน

4. ลดความอยากอาหารในมื้อเย็น ทำให้ไม่รับประทานมากไป

5. มีความเสี่ยงในการเกิดการบาดเจ็บน้อย

ข้อเสีย

1. การออกกำลังกายตอนเย็น ทำให้ร่างกายตื่นตัว และนอนหลับได้ยาก

2. ร่างกายจะเผาผลาญไขมันที่สะสมได้น้อยกว่า

ในการออกกำลังกายในช่วงเย็นถึงค่ำ ไม่ควรรับประทานอาหารก่อนออกกำลังกาย หากกลัวหมดแรง ควรรับประทานเป็นผลไม้แทน ควรดื่มน้ำที่อุณหภูมิห้อง ไม่ควรดื่มน้ำเย็น เพราะอุณหภูมิร่างกายจะปรับลดเร็วเกินไป และควรเว้นระยะเวลาอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพื่อให้ร่างกายปรับสมดุลทำให้หลับสนิทได้

ไม่ว่าจะเป็นการทำกิจกรรมใดๆ ควรเลือกเวลาที่เหมาะสมที่สุด และสะดวกกับตนเองมากที่สุด

เวลาเหมาะ เพราะเลือกดี มีหลักการ

ไม่ว่างาน น้อยใหญ่ ไม่กังขา

ทั้งนอนหลับ ขับถ่าย กายออกนา

อยู่ที่ว่า หาให้เหมาะ เจาะกับงาน

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07093010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ราศีเมษ (13 เมษายน-13 พฤษภาคม)

เรื่องงานให้ระวังในส่วนของงานเก่าๆ ที่ทำผ่านมา จะกลับมาทำให้คุณเครียด ให้คุณต้องตามแก้ไข จากเนื้องานไม่ว่าจะเป็นคุณทำเอง หรือลูกน้อง บริวาร จะได้รับมอบหมายให้เข้าไปดูแล ปรับปรุง งานบางชิ้นที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ เป็นงานล่อเป้า มีเกณฑ์ทำให้คุณเสียเครดิตได้ ติดขัดสิ่งใดไม่ควรนิ่งเฉย ให้รีบรายงานเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่องจนกว่าจะเสร็จสิ้น รายได้เกิดจากการเดินทาง ติดต่อเจรจา การไม่อยู่นิ่ง เดินทางบ่อยขึ้น ซึ่งจะเป็นรายได้เข้ากระเป๋าอย่างต่อเนื่อง รายจ่ายในเรื่องของการเดินทางจะเพิ่มมากขึ้น ควรวางแผนก่อนการเดินทาง การค้าขายและการลงทุนในช่วงนี้ควรเน้นคุณภาพ ตรวจสอบฝีมือรวมทั้งผลงานของลูกน้องให้มาก เพราะตามดวง บริวารจะทำให้คุณเสียหาย เนื่องจากคุณภาพกับฝีมือตกลงอย่างเห็นได้ชัด ความรักควรระวังเรื่องวาจาคำพูด จะแรงและหนักจนเกิดความเข้าใจผิดได้ง่ายขึ้น กับท่านที่ยังไม่มีคู่ ช่วงนี้ลองมองถึงคนในที่ทำงานหรือเพื่อนของเพื่อนที่ยังโสดอยู่ แม้ไม่สดแต่นิสัยใจคอนั้นน่านับถือเป็นอย่างยิ่ง สุขภาพความเครียดจะทำให้เกิดอาการหลงลืมและงานหลุดตกหล่นได้ง่าย จึงควรรัดกุมให้มากในทุกเรื่อง

ราศีพฤษภ (14 พฤษภาคม-13 มิถุนายน)

งานระวังเรื่องของเอกสาร สัญญา การเซ็นลายเซ็น รวมถึงการรับปากจะทำสิ่งใดให้กับใคร ควรคิดและมีข้อมูลที่มากพอ จะช่วยให้การตัดสินใจผิดพลาดน้อยลง ท่านที่ทำการค้า การลงทุน มีการปรับเรื่องของสินค้า และราคา อย่างต่อเนื่อง ควรเช็กหรือดูข้อมูลก่อนการลงทุน อีกทั้งระวังข่าวลวง มีคนปล่อยข่าวเท็จเพื่อให้คุณหลงเชื่อ ก่อนนำไปใช้ควรเช็กแหล่งที่มาของข่าว การเงินส่วนใหญ่เป็นเงินหมุนจากงานเก่า งานที่คนอื่นไม่ทำแต่เมื่อคุณเข้าไปทำแก้ไข ปรับปรุงเป็นรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขรายได้ในช่วงนี้จะมาแบบขาดช่วงไม่ต่อเนื่อง คือวันไหนที่ขายดีวันนั้นทั้งวันคุณแทบไม่ได้พัก ส่วนเช้าๆ วันไหนลูกค้าเงียบ วันนั้นแทบจะนั่งตบยุงนั่งเมาธ์กับร้านข้างๆ ไปทั้งวัน ช่วงนี้หาเวลาปัดกวาดเช็ดถู ปรับแต่งมุมร้านใหม่ๆ ให้ดูแปลกตาน่าเข้ามาหามาชมบ้างจะช่วยกระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี กับคนรักและครอบครัว ถ้าเกิดปัญหาสิ่งใดที่คิดไม่ตก ผู้ใหญ่ที่คุณเคารพหรือผู้ใหญ่ในบ้านสามารถหาทางออกให้คุณได้เป็นอย่างดี สุขภาพระวังการเจ็บเนื้อเจ็บตัวจากการทำงานในบ้าน รวมทั้งมีเกณฑ์เป็นหวัด

ราศีเมถุน (14 มิถุนายน-14 กรกฎาคม)

งานจ๊อบพิเศษ งานใหม่ๆ งานที่คุณติดต่อเจรจาไว้ก่อนหน้า จะเริ่มส่งผลชัดเจน ควรเตรียมความพร้อมในการรับมือทั้งเรื่องของร่างกาย ทีมงาน เอกสาร สัญญา อีกทั้งแผนสำรองในกรณีเกิดเหตุการณ์ที่ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามที่คุณวางแผนไว้ จะทำให้งานทั้งหลายที่คุณรับผิดชอบไม่ติดขัด การติดต่อเจรจา การค้าขาย ลูกค้าเพิ่มมากขึ้น มีโอกาสควรหาสินค้ารูปแบบใหม่ๆ เข้าร้าน จะทำให้เกิดการขยายตัวมากยิ่งขึ้น การเงินมีเงินพิเศษไหลเข้า แต่ระวังการลงทุน การซื้อของสิ่งใดที่มีข้อมูลไม่มากพอ จะทำให้เสียหายได้ การกู้ยืมเงินจะติดขัดเล็กน้อยจะต้องใช้เอกสารเพิ่มเติม อีกทั้งระยะนี้จะต้องใช้เงินในส่วนของคนในครอบครัว กับญาติพี่น้องและการเดินทางมากกว่าที่เตรียมการไว้ ปัญหาจึงจะมาจากการใช้เงินแบบจุกจิกเป็นเบี้ยหัวแตก ถ้ายังไม่จำเป็นต้องซื้อของฟุ่มเฟือยควรจะเบรกรายจ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดรายรับเข้ามาเอาไว้ก่อน ความรักระวังการเข้าใจผิด ควรพูดคุยหรือการตัดสินใจใดๆ ควรทำเมื่อใจเย็นทั้ง 2 ฝ่ายจะดีที่สุดในช่วงนี้ สุขภาพระวังเรื่องของอาหาร ลมในกระเพาะ ทำให้จุก เสียด ท้องเสียได้ครับ

ราศีกรกฎ (15 กรกฎาคม-16 สิงหาคม)

งานระวัง เรื่องของหุ้นส่วน คู่ค้า คู่สัญญา ทั้งเก่าและใหม่ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเอกสาร สัญญา การตกปากรับคำสิ่งใดทั้งในส่วนของคุณ และคู่สัญญา จะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา อีกประการเป็นช่วงที่จะต้องเจอคนเข้ามาหาผลประโยชน์จากคุณมากกว่าช่วงที่ผ่านๆ มา แต่ก็มีงานรูปแบบใหม่ๆ มาให้คุณได้ทดสอบฝีมือ ด้วยเหตุที่ผู้ใหญ่ไว้วางใจมากเป็นพิเศษ ทำให้คนรอบข้าง เพื่อนร่วมงานจะหมั่นไส้กวนประสาทแล้วไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร ซึ่งระยะนี้คุณอาจต้องเล่นเกมการเมือง เริ่มสงครามประสาทในเรื่องงานอย่างน่าเบื่อหน่าย การเงินมีเหตุให้จ่ายไปกับเรื่องครอบครัว บุตรหลาน บริวารคนที่คุณดูแลอยู่ เป็นค่าใช้จ่ายพิเศษเพิ่มมากขึ้น แต่คุณสามารถหมุนและมีที่ให้หมุนได้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน โชคลาภฟลุกๆ นั้นมีเข้ามาให้คุณได้ชื่นอกชื่นใจ แต่การพูดคุยกับใครทางโทรศัพท์มากเกินไปจะทำให้ระยะนี้คุณจะปวดหู ปวดหัวเอาได้ ความรักระวังญาติพี่น้องของกันและกัน จะสร้างความไม่สบายใจให้ เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ ระวังการนอนไม่พอ ทำให้ระบบเลือด ความดัน ทำให้เจ็บป่วยได้ครับ

ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม-16 กันยายน)

งานที่คุณดูแลอยู่จะเริ่มออกผล มีการต่อยอดจากงานเก่า ทำให้มีการขยายหน้างานเพิ่มมากขึ้น มีผู้ใหญ่ที่ให้การสนับสนุน ให้กำลังใจอย่างเต็มที่ แต่อีกภาคส่วนเรื่องหนี้สินและสภาพการเงินที่ติดขัดมาสักพักก็คอยกดดันสภาพจิตใจคุณเช่นกัน ดังนั้น ควรตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง และรายงานเจ้านายให้ทราบเป็นระยะหรือต้องหากำลังใจบอกกล่าวเล่าความในกิจการคุณให้คนใกล้ตัวฟังเป็นระยะ จะทำให้เรื่องยุ่งๆ มีทางออก มีคนคอยช่วยมากยิ่งขึ้น การสั่งงานหรือการเรียกประชุม ควรทำเป็นลายลักษณ์อักษรมากกว่าการพูดด้วยปากเปล่า รวมทั้งก่อนทำสัญญา การรับปากสิ่งใดควรพิจารณาถึงความเป็นไปได้ มิเช่นนั้นจะถูกใช้เป็นข้ออ้างกลับมาทำให้คุณเสียหายได้ การเงินจากนี้จะมีรายได้เข้าต่อเนื่องจากงานที่ได้ลงแรงไปก่อนหน้า เริ่มสร้างผลกำไรให้เก็บกิน ความรักมีคนให้ความสนใจในตัวคุณมากขึ้นเป็นพิเศษ เช่นนั้นแล้วคุณควรมีช่องว่างในการคบหา หรือทำกิจกรรมใดๆ ร่วมกัน ต้องอย่าปล่อยตัวปล่อยใจมากจนเกินไป สุขภาพระวังอุบัติเหตุจากการเดินทาง รวมทั้งจะเจ็บตัวเกิดอุบัติเหตุเล็กๆ ในที่ทำงาน

ราศีกันย์ (17 กันยายน-16 ตุลาคม)

งานหรือการทำการค้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้วาจา ใช้คำพูด เป็นช่วงที่คุณต้องคิดให้รอบคอบ มีข้อมูลมากพอในเรื่องต่างๆ ที่จะพูดหรือต่อรอง ระวังข่าว และข้อมูลที่ได้มาเป็นข่าวลวง ไม่เป็นความจริง ไม่อัพเดต ทำให้คุณนำมาใช้แล้วเกิดความเสียหาย ยังรวมถึงข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลในหน้าที่ความรับผิดชอบรั่วไหล ลูกน้องบริวารคนสนิทยังไว้ใจได้ และให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี การเงินมีการขอเอกสารเพิ่มเติมในกรณีที่คุณกู้แบงก์ รายได้พอมีเข้ามา แต่จะมีของใช้ส่วนตัวชำรุดเสียหาย เป็นรายจ่ายที่ไม่ได้เตรียมไว้ การค้าขายทำกำไรระยะสั้นจะดีกว่าหวังผลระยะไกล หาวิธีปล่อยของปล่อยสินค้าออกให้มากด้วยราคาไม่สูงนัก จะดีกว่าโก่งราคาต่อชิ้นแพงๆ เพราะคู่แข่งของคุณเริ่มจะหาวิธีหลากหลายโจมตีคุณในช่วงเวลาอันใกล้นี้ กับเรื่องความรักประเภทที่ไม่เปิดเผย เป็นความลับอยู่ ระวังความลับจะแตก มีคนรู้เห็น อีกทั้งจะมีญาติพี่น้องคนในครอบครัวเจ็บไข้ได้ป่วยไม่สบายต้องดูแลและคอยเตือน โชคลาภฟลุกๆ ยังพอมีหวัง สุขภาพระวังโรคประจำตัวกำเริบจากความเครียดได้ครับ

ราศีตุล (17 ตุลาคม-16 พฤศจิกายน)

เรื่องงานจะได้ข่าวการปรับเปลี่ยน โยกย้าย หน้าที่ความรับผิดชอบ ทั้งของคุณและคนใกล้ตัว ปัญหาตามมาคือเรื่องของงาน และเวลาในการเรียนรู้กับระบบและหน้าที่ใหม่ๆ รวมถึงผู้ที่เสียผลประโยชน์ยังคอยกวน คอยป่วน ทำให้การทำงานยากขึ้น อุปสรรคมากขึ้น คุณสามารถรอดพ้นจากแรงกดดันต่างๆ ได้ ไม่ควรถอดใจเมื่อยังไม่เห็นเส้นชัย เพราะยังมีผู้ใหญ่ มีเพื่อนร่วมงานที่ดี ที่คอยเป็นแรงหนุนให้คุณอยู่ไม่ห่าง รายได้ไหลเข้าตามระบบปกติ รายจ่ายในเรื่องของเครื่องใช้ส่วนตัวที่เสียหาย สูญหาย ทำให้คุณต้องควักเงินซื้ออีกแล้ว การลงทุนและการค้าขายในช่วงนี้ค่าของค่าใช้จ่ายต่างจะแพงขึ้นอย่างน่าใจหาย ทั้งที่ใจก็หายมาหลายรอบแล้วตั้งแต่ปีก่อน การประหยัดค่าใช้จ่ายจนถึงที่สุดคุณก็ทำมาเกือบจะครบแล้ว ทางที่ดีตามดวงควรหากิจกรรมส่งเสริมการขาย หาสินค้าดึงดูดหรือมีลูกเล่นใหม่ๆ เพิ่มเติมจึงจะได้กำไรอย่างน่าชื่นใจ คนรัก ครอบครัวยังเป็นกำลังใจ คอยช่วยเหลือ ชี้แนะในทุกเรื่องที่คุณมีปัญหา ยังเป็นกำลังเสริมสำคัญที่ทำให้คุณมีพลังพร้อมลุยไปข้างหน้าเสมอ สุขภาพระวัง กระเพาะ และอาการปวดท้องน้อย

ราศีพิจิก (17 พฤศจิกายน-15 ธันวาคม)

งานเริ่มลงตัวในหลายๆ กิจกรรมที่ต้องรับผิดชอบ จะมีความชัดเจนในหน้าที่มากขึ้น มีคนเข้ามาช่วยเหลือให้คำแนะนำ ทำให้สิ่งที่ติดขัดมีทางออก ทางแก้ได้เป็นอย่างดี ลูกน้องบริวารฝีมือดีขึ้น ทำงานเข้าขากันมากขึ้น ทำให้ผลงานออกมาดี ระวังเรื่องของเอกสาร สัญญา การพูดคุยและการประสานงาน ต่างฝ่าย ต่างแผนก คนต่างออฟฟิศให้มากขึ้น การเงินรายได้จากงานเก่า เงินค้างชำระ จะมีเข้ามาให้คุณได้หมุนคล่องมือ ระวังการจ่ายออกไปในเรื่องของการซ่อมสิ่งต่างๆ ภายในบ้าน ยานพาหนะ รวมทั้งจะมีกิจกรรมภายในครอบครัว กับคนรัก และบุตรบริวารที่ต้องดูแล ใส่ใจในรายละเอียดเพิ่มมากขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันแนบแน่นขึ้น การค้าการลงทุน รวมทั้งรายได้ในช่วงนี้ยังมาได้เรื่อยๆ ลูกค้าเก่าและใหม่หมุนเวียนเข้ามามากยิ่งขึ้นแต่กำลังซื้อจะน้อยลง อาศัยการพูดคุยด้วยความคุ้นเคยเป็นกันเองจะทำให้ลูกค้าติดใจจนต้องกลับมาซื้อของกับคุณอีก แต่ต้องระวังระบบบัญชีและภาษีจะตกหล่นมีปัญหา สุขภาพกล้ามเนื้อ ข้อต่อต่างๆ ระวังการอักเสบ ปวด บวม ได้ง่ายขึ้นครับ

ราศีธนู (16 ธันวาคม-15 มกราคม)

งานหลายอย่างเริ่มลงตัว มีคนเข้ามาให้ความช่วยเหลือ มีการขยับขยายหน้าที่การงานเพิ่มเติมจากที่ผ่านมา ผลงานหลายชิ้นเข้าตาเจ้านาย ได้รับความไว้วางใจให้ทำงานส่วนตัวของท่านมากขึ้น ส่วนการค้าขาย การติดต่อเจรจา การเป็นนายหน้าคนกลาง มีข่าวดี มีการติดต่อที่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น ควรระวังเรื่องสัญญาต่างๆ ที่ทำ ต้องมีความชัดเจนและรัดกุม การเงินรายได้พิเศษจากงานส่วนตัว จ๊อบสั้นๆ ทำให้มีเงินหมุน แต่คนในครอบครัว คนที่คุณดูแล เจ็บป่วยปัจจุบันทันด่วนทำให้มีค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เตรียมไว้เกิดขึ้น ลูกค้าเก่าจำเป็นจะต้องติดต่อและรักษาไว้ให้เหนียวแน่นที่สุด ลูกค้าใหม่ๆ ตามดวงจะมาจากความเป็นกันเองของคุณ รวมทั้งมาตรฐานการทำงานการตรวจสอบสินค้าอย่างไม่โกหกหลอกลวงต่อลูกค้า จะนำความประทับใจให้กับทุกคนในระยะยาว ส่วนความรักเจอกันน้อยลงด้วยเรื่องของหน้าที่การงาน รวมถึงเรื่องของระยะทาง ควรใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย จะทำให้หลายอย่างลงตัวมากขึ้น สุขภาพระวังอากาศและคนรอบข้างที่ไม่สบาย ทำให้คุณเจ็บป่วยตามไปด้วยครับ

ราศีมังกร (16 มกราคม-12 กุมภาพันธ์)

งานมีเข้ามาทั้งงานเก่าและงานใหม่ รวมถึงงานแก้ทั้งในส่วนของตัวคุณและงานที่คนอื่นทำไว้ไม่ประสบความสำเร็จ คุณมีโอกาสเข้าไปแก้ไขปรับปรุง ทำเพิ่มเติมให้ดีขึ้น เบื้องต้นคงต้องพักเรื่องของตัวเลขไว้ชั่วคราว ให้มองถึงระยะยาว คุณจะได้งานได้คนรู้จักที่จะส่งงานใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น รายได้จะตามมาอย่างแน่นอน ลูกน้องบริวารฝีมือดีขึ้น รายได้จากงานเก่า งานซ่อม งานแก้ไข ยังคงเป็นเงินเข้ากระเป๋าคุณในช่วงนี้อยู่ แต่ความต้องการส่วนตัว ที่อยากมี อยากได้สิ่งของที่ไม่จำเป็น จะทำให้เงินไม่พอถึงสิ้นเดือนได้ เมื่อดูถึงการลงทุนในช่วงนี้จะมีกำไรพอสมควร แนะนำว่าการส่งเสริมการขายจากนี้ไปจำเป็นต้องเพิ่มเข้ามาให้มากกว่าเดิม บริวารที่ใช้งานยังคงทำงานหลุดตกหล่นอยู่เป็นระยะ ความรักจะเป็นช่วงที่เนื้อหอมมากขึ้น ทำให้คนอยากจะเข้ามารู้จัก สนิทสนมเพิ่มขึ้น คุณควรมีระยะห่างในการคบ สุขภาพระวังโรคประจำตัว ระบบเส้นประสาทต่างๆ อักเสบ ชา เพิ่มมากขึ้นครับ

ราศีกุมภ์ (13 กุมภาพันธ์-13 มีนาคม)

กิจกรรมต่างๆ จะเพิ่มมากขึ้นในทุกหน้าที่ความรับผิดชอบที่คุณดูแลอยู่ มีเหตุให้ต้องเดินทาง ติดต่องานนอกองค์กร หรือต่างฝ่ายต่างแผนกบ่อยขึ้น ส่วนผู้ที่ทำการค้า มีการขยายตัวของขนาดร้านค้า ขนาดบริษัทเพิ่มขึ้น ลูกค้าทั้งหน้าเก่าและใหม่มาอย่างต่อเนื่องจากบริการ รวมทั้งการให้คำมั่นคำสัตย์จริงที่ดีของคุณ ทำให้ลูกค้าพูดกันปากต่อปาก ควรรักษาระดับความดีเช่นนี้ไว้ แต่ระวังอารมณ์ส่วนตัวจะทำให้งานเสียหาย ผิดพลาด การเงินกิจกรรมที่เข้ามามากขึ้นทำให้รายจ่ายเพิ่มขึ้นเช่นกัน ควรงดของใช้ส่วนตัวให้พิจารณาหลายๆ ครั้งก่อนควักเงินจ่าย แต่รายได้มีเข้ามาจากลูกค้า จากการต่อรองเรื่องผลประโยชน์ต่างๆ กับเจ้านายให้ระวังจะถูกจับผิดหรือบังเอิญไปเห็นจุดประมาท จุดเลินเล่อของคุณ ส่วนความรักที่คลุมเครือมีความชัดเจนมากขึ้น แต่ระวังคำพูด อารมณ์ จะทำให้สิ่งดีๆ ที่จะได้รับ หายไปอย่างน่าเสียดาย ท่านที่มีลูกน้องบริวารพยายามหาเวลาคุยนอกรอบแล้วเกลี้ยกล่อมใจให้ได้ทีละคน จึงจะทำงานให้สะดวกคล่องตัวมากยิ่งขึ้น สุขภาพระวังกระเพาะ ท้องน้อย อักเสบ ปวดมากขึ้น ถี่ขึ้นกว่าที่ผ่านมาครับ

ราศีมีน (14 มีนาคม-12 เมษายน)

งานมีการปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงหน้าที่ความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น หลากหลายขึ้น คุณจะชอบหรือไม่ การตัดสินใจเป็นของเจ้านายหรือหัวหน้า พยายามทำให้เต็มกำลังความสามารถ เมื่อทำอย่างตั้งใจเต็มที่แล้ว จะมีคนเข้ามาช่วยมากขึ้น ทำให้การทำงานเริ่มสนุก มีความสุข เจ้านายพึงพอใจได้รับคำชม มีโอกาสได้เดินทางบ่อยขึ้น การเงินช่วงกลางเดือนจะเห็นผลในสิ่งที่คุณทำอย่างตั้งใจ ย้อนกลับมาเป็นรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น แต่ควรเบรกการซื้อของใช้ส่วนตัวไว้ก่อน ส่วนการลงทุนที่เกี่ยวกับงานจะมีรายได้ที่ดีขึ้น แนวโน้มของการปรับเปลี่ยนทำโปรโมชั่นใหม่ๆ หรือการส่งเสริมการขายจะทำกำไรให้คุณได้อย่างงาม ครอบครัวคนรักบางครั้งทำตัวเหมือนเด็กที่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง คงอยากให้คุณหันมาสนใจ เอาใจใส่มากขึ้นนั้นเอง ส่วนคนที่ยังไม่มีแฟน ระยะนี้ระวังคนที่เข้ามาจะมีพันธะ มีคนรักแอบซ่อนอยู่แต่ไม่ยอมจะบอกคุณ สุขภาพระวังกล้ามเนื้อ ข้อ อักเสบ กระดูกแตก หัก จากอุบัติเหตุที่เกิดจากการเดินทาง รวมทั้งการยกของหนักด้วยครับ มีโอกาสควรหาเวลาไปทำบุญค่าน้ำค่าไฟวัดครับ

เลขมงคลประจำปักษ์นี้ เลข 0 เลข 5 และ เลข 3 ควรเว้น เลข 1

สิ่งมงคลที่ควรกราบไหว้บูชาประจำปักษ์นี้ พระประธานในวัดใหญ่ชัยมงคล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า

เรื่องที่ควรระวังเป็นพิเศษในปักษ์นี้ งานจะมีอุปสรรคแบบปุบปับฉับพลัน มีคนจ้องจับผิดคุณอยู่ ทำสิ่งใดควรระมัดระวังข่าวสาร ความลับจะรั่วไหล ควรเก็บเอกสารสำคัญให้มิดชิดด้วยครับ

อีกมุมหนึ่งของโลกโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

อีกมุมหนึ่งของโลกโซเชียล

มีประเด็นเรื่อง “การตั้งราคาสินค้า” ที่อยากจะแชร์ความคิดแชร์ความรู้สึกกันสักหน่อย!!

ด้วยบังเอิญติดตามภาวะการซื้อขายสินค้าในโลกออนไลน์ ซึ่งต้องถือว่า กำลังฮอตฮิตมาแรงที่สุด ณ พ.ศ. นี้ ขนาดอาซิ้ม อาเจ็ก ที่เปิดร้านขายของมาหลายสิบปี ยังต้องทันสมัยเพิ่มช่องทางขายผ่านเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ตามคำชี้แนะของลูกหลาน ไม่งั้นสภาพการขายยิ่งสาละวันเตี้ยลง เจอแต่ลูกค้าหน้าเก่าๆ เพราะหน้าใหม่ๆ หันไปสั่งซื้อ ช็อปผ่านมือถือกันส่วนใหญ่ แถมเจอเซ็งลี้ในช่วงนี้ที่ไม่ฮ้อเอาซะเลย ยิ่งกลุ้มไม่ทำอะไรสักอย่างไม่ได้แล้ว

แต่ที่อดรนทนไม่ไหว ก็เพราะสังเกตเห็นราคาสินค้าที่ขายผ่านออนไลน์ โดยเฉพาะสินค้าที่เป็นอาหารการกินทั้งหลาย ไฉนราคาถึงได้อัพเพิ่มขึ้น แพงกว่าวางขายหน้าร้าน 1-2 เท่าตัว จริงอยู่ที่การสั่งซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ จะต้องบวกค่าส่งสินค้า ค่าแพ็กเกจจิ้งเข้าไปด้วย ซึ่งเข้าใจว่า ค่าขนส่งปัจจุบันเท่าที่เห็น จะบวกเพิ่มอีก 80-150 บาท ต่อเที่ยว ซึ่งแน่นอนว่า ลูกค้าเป็นผู้จ่าย

นั่นเป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่ที่ไม่เข้าใจเลยก็คือ สินค้าชิ้นเดียวกัน หน้าตาแบบเดียวกันเป๊ะ ไปซื้อถึงร้าน แหล่งต้นกำเนิด กลับราคาถูกกว่า หรือจะเป็นเพราะบรรจุภัณฑ์ แพ็จเกจจิ้งที่ใช้ ซึ่งส่วนมากจะเป็นกล่องพลาสติกหน้าตาดูดี มีช่องใส่อาหารหลายช่อง ปิดผนึกแน่น ไม่หกเลอะเทอะระหว่างการจัดส่ง ซึ่งปัจจุบันจะเป็นกล่องพลาสติกที่ต้องผลิตขึ้นมารองรับเพื่อการนี้โดยเฉพาะ อาจมีราคากล่องเพิ่มขึ้น อย่างมากก็ 10-20 บาท แต่ราคาสินค้าที่ตั้งขายสูงกว่าราคาท้องตลาดทั่วไปมาก

ยกตัวอย่างเช่น ขนมจีนน้ำยาปู ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมากในขณะนี้ ราคาทานที่ร้าน อาจจะชุดละ 200 บาท แต่ที่เคยเสิร์ชดู ราคาขายในเฟซ สูงถึงชุดละ 380 บาท แม้จะมีการโฆษณาให้เห็นภาพปูเป็นก้อนๆ แต่ก็ยังแพงอยู่ดี หรือล่าสุด กรณีขนมหวานไทยๆ จำพวกกล้วยเชื่อม เปียกปูน ลูกชุบเป็ด (กำลังเห่อและแห่ทำขายกันเต็มหน้าเว็บ) ซึ่งเทรนด์สุดๆ แม้กระทั่งยักษ์ใหญ่ซีพี ยังออกผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นขนมไทยขายกะเขาด้วย กรณีนี้เจอมากับตัว เป็นร้านขนมที่ขายในเว็บ แต่ไปออกงานอีเว้นต์ที่ห้างแห่งหนึ่ง อุตส่าห์ลงทุนตามไปดูกับตาว่า หน้าตาขนมน่ากินอย่างที่เห็นในเว็บหรือไม่ ซึ่งต้องยอมรับว่า แพ็กเกจจิ้ง การตกแต่งขนมสอบผ่าน แต่ที่อึ้งไปเลยก็คือ ราคาขายกล้วยเชื่อมใส่กล่องพลาสติก จำนวนประมาณ 8-10 ชิ้น หากไปซื้อที่ร้านขนมของป้าอะไรสักคนในตลาดทั่วไป ราคาจะประมาณถุงละ 15-20 บาท แต่แม่ค้าสาวสวย แต่งตัวดีมาก เข้าใจว่า น่าจะเป็นดารานักแสดงประกอบที่คุ้นหน้าพอสมควร ตั้งราคาขายกล้วยเชื่อมที่ว่านี้ ถึงกล่องละ 165 บาท!!

ขณะที่ขนมอีกกล่องข้างๆ กันคือ ข้าวเหนียวแก้ว ในกล่องไซซ์เดียวกัน มีข้าวเหนียวแก้วอยู่ในถ้วยขนาดถ้วยน้ำพริก ประมาณ 5 ถ้วย ราคาขายปาเข้าไป 250 บาท อารมณ์แรกคือ ตกใจกับราคาที่ได้ยิน พอถามว่า ทำไมแพงจัง ได้คำตอบจากสาวสวยเจ้าของขนมว่า “ใช้เวลาทำนาน”

มึนกับคำตอบ แต่ไม่เป็นไร กัดฟันซื้อมาลองชิมดู แม้จะแพงหูฉี่ ปรากฏว่า ผิดหวังเต็มเปา ป้าที่ตลาด แม้จะแก่ หน้าตาเหี่ยวย่น ไม่ค่อยเจริญหูเจริญตา แต่ประสบการณ์ที่สั่งสมมา ทำให้ขนมถุงละ 15-20 บาท อร่อยล้ำกว่ามาก

ถึงได้สงสัยเต็มประดาว่า ขณะที่กระแสขายผ่านออนไลน์มาแรง ติดลมบน ชนิดที่ว่า อะไรๆ ก็ขายได้ มันจะแรงจนกระทั่งคนซื้อไม่สนใจเรื่องราคาแพงเลยหรือ หรือว่าโลกโซเชียลมีอิทธิพลมากมายมหาศาล หรือลูกค้าผู้บริโภคยุคปัจจุบันนิยมความสะดวกสบาย ความรวดเร็ว เห็นแค่ภาพโฆษณาในเว็บก็คลิกสั่งซื้อได้อย่างง่ายดาย โดยไม่มีปัจจัยเรื่องราคา รสชาติ หรือคุณภาพของสินค้าเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจกระนั้นหรือ

เป็นคำถามที่คงต้องให้เวลาเป็นตัวพิสูจน์!!

การขยายพันธุ์มะเดื่อฝรั่ง ด้วยรูปภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05028010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

การขยายพันธุ์มะเดื่อฝรั่ง ด้วยรูปภาพ

การขยายพันธุ์พืช เกษตรกรสามารถฝึกหรือลองทำเองได้โดยอาศัยความชำนาญในการฝึกทำบ่อยๆ ก็จะได้ผลดี มีเปอร์เซ็นต์การรอดและการติดดีขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ ซึ่งเกิดจากการเรียนรู้ และทราบถึงข้อผิดพลาดที่ทำแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ นำกลับมาแก้ไขในการขยายพันธุ์ครั้งต่อๆ ไป

การขยายพันธุ์พืชในประเทศไทย น่าจะเป็นประเทศที่มีความหลากหลายวิธีในการขยายพันธุ์ เราสามารถขยายพันธุ์พืชได้เกือบทุกชนิดด้วยวิธีต่างๆ การขยายพันธุ์พื้นฐานที่เห็นบ่อยและนิยมทำกันคือ การตอนกิ่ง ปักชำ การทาบกิ่ง เสียบยอด และติดตา โดยวิธีการเหล่านี้ยังประยุกต์แยกย่อยไปอีกจำนวนมาก เพื่อให้เกิดความเหมาะสมในแต่ละพืชและขนาดของพืช ท่านสามารถขยายพันธุ์ต้นไม้ พันธุ์พืชที่ปลูกไว้ภายในบ้านให้มีจำนวนมากขึ้นโดยที่ไม่ต้องไปซื้อหามาเพิ่ม หรือท่านสามารถเปลี่ยนต้นไม้ให้มีหลายๆ สายพันธุ์ในต้นเดียวกัน เช่น เปลี่ยนยอดมะม่วงแฟนซี คือมีมะม่วงหลายๆ สายพันธุ์ในต้นเดียวกัน

การขยายพันธุ์มะเดื่อฝรั่ง หรือ ต้นฟิกส์ (Figs) ผลไม้ที่มาแรงชนิดหนึ่งในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา ด้วยเป็นผลไม้ที่มีคุณประโยชน์ค่อนข้างมาก นิยมรับประทานกันทั่วโลก เป็นผลไม้ที่จัดให้เป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ 1 ใน 10 ของโลก ปลูกง่าย แม้แต่ปลูกในกระถาง หรือวงบ่อปูน ก็สามารถให้ผลได้ เก็บรับประทานหลังจากปลูกเพียง 6 เดือน เท่านั้น รสชาติหวานถูกปากคนไทยพอสมควร อีกทั้งมีสายพันธุ์นับร้อยสายพันธุ์ที่ได้นำเข้ามาปลูกเพิ่มในบ้านเราขณะนี้ บางท่านที่ต้องการขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนต้นมะเดื่อฝรั่ง ก็เริ่มได้จากการปักชำ ตอนกิ่ง หรือที่พิเศษที่ต้องการให้ต้นมะเดื่อฝรั่งแข็งแรง อายุยืน เราได้นำเสนอวิธีการติดตามะเดื่อฝรั่งบนต้นตอมะเดื่อป่า หรือมะเดื่อพื้นบ้านที่หาได้ง่ายในบ้านเรา โดยที่สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร ที่ปลูกมะเดื่อฝรั่ง มานาน 10 ปี ได้นำเทคนิคดังกล่าวมาเผยแพร่ถึงขั้นตอนการติดตาด้วยรูปภาพที่เข้าใจได้ง่าย

กิ่งมะเดื่อฝรั่งที่ได้จากการปักชำ

มะเดื่อฝรั่งสายพันธุ์ญี่ปุ่นที่ได้จากการติดตาบนตอมะเดื่อป่า อายุ 10 ปี ที่สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร

มะเดื่อฝรั่ง เป็นผลไม้ที่เจริญเติบโตได้ดีมากและติดผลดีในบ้านเรา

การติดตามะเดื่อฝรั่งบนต้นตอมะเดื่อป่า

1. ตามะเดื่อฝรั่งพันธุ์ดี ที่เหมาะสมต้องมีตานูนเขียว

2. กรีดเปลือกโดยรอบแผ่นตามะเดื่อฝรั่ง ดังรูป แต่ยังไม่ต้องแกะตาออกจากเนื้อไม้ เพื่อไม่ให้แผ่นตาแห้ง

3. กรีดเปลือกมะเดื่อป่า ให้มีขนาดเท่าๆ แผ่นตามะเดื่อฝรั่งที่จะนำมาติด

4. ใช้ทิชชูซับน้ำยางผลมะเดื่อป่าออก

5. ลอกเปลือกแผ่นตามะเดื่อฝรั่งพันธุ์ดี

6. วิธีการใช้ปลายมีดบิดงัดแผ่นตาออกจากเนื้อไม้

7. แผ่นตาที่แกะลอกออกมา ไม่ควรให้มือสัมผัสโดนแผ่นตาด้านในเด็ดขาด ให้จับบริเวณข้างๆ แทน

8. นำแผ่นตามะเดื่อฝรั่งพันธุ์ดีมาวางลงบนแผลของต้นตอมะเดื่อป่า

9. พันเทปพลาสติกจากด้านล่างขึ้นด้านบนให้แน่น

10. การพันต้องเว้นตามะเดื่อฝรั่งให้โผล่ออกมา ดังรูป

11. เพียง 10-15 วัน ตาของมะเดื่อฝรั่งก็จะแตกยอดออกมา

12. เมื่อเห็นว่าแผลเชื่อมติดกันสนิท ก็ให้แกะเอาเทปพลาสติกออก

13. ยอดมะเดื่อฝรั่งที่ติดตาบนตอมะเดื่ออุทุมพร

14. ต้นมะเดื่อญี่ปุ่น ที่ใช้ตอนตอมะเดื่ออุทุมพร อายุ 10 ปี

การตอนกิ่ง

1. อุปกรณ์ในการเตรียมตอนกิ่งมะเดื่อฝรั่ง ตุ้มขุยมะพร้าวแช่น้ำ เชือกฟาง มีดขยายพันธุ์ และกรรไกรตัดกิ่ง

2. เลือกกิ่งที่สวย กิ่งกึ่งอ่อนกึ่งแก่จะเหมาะสมที่สุด

3. ใช้คมมีดขูดเยื่อเจริญออก ขูดจากบนลงล่างเบาๆ ให้ทั่ว

4. ใช้น้ำยาเร่งรากทาแผลด้านบน เพราะเป็นจุดกำเนิดราก

5. ใช้มีดผ่ากลางถุงขุยมะพร้าวแช่น้ำอัดตุ้ม ตามรูป

6. ประกบตุ้มขุยมะพร้าวเข้ากับรอยควั่น ใช้เชือกฟางผูกมัดตุ้มขุยมะพร้าวให้แน่น

7. ใช้เชือกฟางมัดให้แน่น ทั้งด้านล่างและด้านบน

8. เสร็จสิ้นการตอนกิ่งมะเดื่อฝรั่ง

9. กิ่งตอนที่สามารถตอนได้ทั้งปี แต่นิยมตอนกันช่วงหน้าฝน เพราะออกรากเร็วและตุ้มขุยมะพร้าวไม่แห้งง่าย

10. กิ่งตอนที่ตอนได้ 20-30 วัน เมื่อเห็นว่ารากมีมากพอ และมีสีขาวอมน้ำตาลก็จะสามารถตัดมาชำอนุบาลได้

11. นำกิ่งตอนมาชำในวัสดุปลูก แล้ววางเรียงอนุบาลใต้ซาแรนดำ 80 เปอร์เซ็นต์ หมั่นรดน้ำให้ความชื้น

12. หลังอนุบาลกิ่งตอนได้ราว 30-45 วัน กิ่งตอนก็จะงอกราก แตกใบ แข็งแรง พร้อมนำไปปลูก

การปักชำ

1. ตัดแต่งโคนกิ่งใหม่เพื่อให้แผลสด และสามารถดูดซึมน้ำยาเร่งรากได้ดี

2. แผลตัดใหม่ที่โคนกิ่ง

3. ใช้มีดกรีดเปลือก 3-5 รอย เพื่อเป็นจุดกำเนิดรากใหม่

4. น้ำยาเร่งรากผสมน้ำใช้แช่ท่อนพันธุ์

5. เอาโคนกิ่งจุ่มน้ำยาเร่งรากสัก 10-15 นาที แล้วนำขึ้นมาผึ่งลมให้แห้ง

6. ใช้ไม้แทงถุงชำให้เป็นรู ก่อนนำกิ่งมะเดื่อปักลงไป

7. ปักกิ่งมะเดื่อฝรั่ง ลึกราว 1 ใน 3 ของความยาวกิ่ง ใช้นิ้วกดดินให้แน่น

8. รดน้ำให้ชุ่มเพียงครั้งเดียว ทิ้งไว้สัก 30 นาที ก่อนนำไปอบในถุง

9. กรณีโรงเรือนไม่มี สามารถอบในถุงร้อนแล้วไว้ในร่ม หรือใต้ร่มไม้ใหญ่ หรืออบในกล่องโฟม ถังพลาสติก วงบ่อปิดฝาก็ได้

10. กิ่งมะเดื่อปักชำ อายุ 25 วัน

สนใจ กิ่งพันธุ์มะเดื่อฝรั่ง ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี โทร. (081) 901-3760

สืบสาน “งานหม่อนไหมในเรือนจำ คืนคนดีสู่สังคม” ในพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05036010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

รายงานพิเศษ

เครือวัลย์ เวชรักษ์

สืบสาน “งานหม่อนไหมในเรือนจำ คืนคนดีสู่สังคม” ในพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

จากแนวความคิดในการส่งเสริม แนะนำ การประกอบอาชีพด้านหม่อนไหมในเรือนจำและทัณฑสถาน เพื่อพัฒนาให้ผู้ต้องขังได้มีความรู้ ทักษะ ความชำนาญ นำไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว สามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับสังคมภายนอกได้ปกติสุขภายหลังพ้นโทษ นำมาสู่การทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ระหว่าง กรมหม่อนไหมและกรมราชทัณฑ์ ในเรื่องการส่งเสริมแนะนำการประกอบอาชีพด้านหม่อนไหม เพื่อดำเนินโครงการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแก่ผู้ต้องขังก่อนการปลดปล่อย ตามโครงการคืนคนดีสู่สังคม ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

คุณวีณา พงศ์พัฒนานนท์ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า โครงการดังกล่าว กรมหม่อนไหม ได้มอบหมายให้ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ น่าน ซึ่งมี คุณสำราญ สุขใจ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2545 ด้วยการเข้าไปฝึกอบรมและถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ตลอดจนการแปรรูปหม่อนและไหมครบวงจร แก่ผู้ต้องขังชายและหญิงก่อนการปลดปล่อย ที่ศูนย์เตรียมการปลดปล่อยเขาน้อย เรือนจำชั่วคราวเขาน้อย อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ตามโครงการคืนคนดีสู่สังคม ของกรมราชทัณฑ์

เมื่อ วันที่ 19 กรกฎาคม 2548 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงตรวจเยี่ยมกิจการของเรือนจำจังหวัดน่าน โดยได้พระราชทานข้อเสนอแนะว่า “การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในจังหวัดน่านได้แนะนำส่งเสริมมานานแล้ว แต่ยังไม่มีที่ไหนทำ คงจะมีเรือนจำนี้ทำเป็นแห่งแรก แต่ควรให้ครบวงจร ตั้งแต่การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทอผ้าไหม และจำหน่าย ฉันจะเป็นลูกค้าให้เอง”

จากพระราชดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมกุมารี กรมหม่อนไหม จึงได้พัฒนาโครงการมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน ศูนย์เตรียมการปลดปล่อยเขาน้อย ได้ขยายพื้นที่ปลูกหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60 สำหรับเลี้ยงไหม 18 ไร่ และปลูกหม่อนผลสด พันธุ์เชียงใหม่ 3 ไร่ ห้องเลี้ยงไหม 2 ห้อง และได้สนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น กี่ทอผ้า พวงสาวไหม วัสดุการแปรรูปผลิตภัณฑ์หม่อนไหม เป็นต้น รวมทั้งถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการและเทคโนโลยีเกี่ยวกับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การสาวไหม การทอผ้า การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากหม่อนและไหม หลายหลักสูตร หลายรุ่น จนสามารถมีผลผลิตที่น่าพอใจ และยังสามารถนำไปจำหน่ายได้ในระดับหนึ่ง

ต่อมา เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2555 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ ทรงติดตามงานการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ที่พื้นที่เรือนจำชั่วคราวเขาน้อย และได้ตรัสแก่ผู้บริหารของกรมหม่อนไหมและกรมราชทัณฑ์ ให้ขยายผลโครงการสู่ทัณฑสถานแห่งอื่นด้วย กรมหม่อนไหม จึงได้มอบหมายให้ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เชียงใหม่ ซึ่งมี คุณนคร มหายศนันท์ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ ประสานความร่วมมือกับทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ดำเนินโครงการดังกล่าว ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา

โดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เชียงใหม่ ได้สนับสนุนงบประมาณ และวัสดุอุปกรณ์ เช่น เส้นไหม วัสดุอุปกรณ์ในการฟอกย้อมและการทอผ้า ตลอดจนการฝึกอบรมการฟอกย้อมสีเส้นไหมและการทอผ้าไหม ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่ทำให้ผู้ต้องขังหญิงที่นี่ได้รู้จักและสามารถผลิตผ้าไหมภูมิปัญญาไทยที่เป็นมรดกอันทรงคุณค่าของไทยเรา

ด้าน คุณอารีรัตน์ เทียมทอง ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ กล่าวถึงการดำเนินงานโครงการดังกล่าวร่วมกันว่า เดิมทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ มีการทอผ้าฝ้ายมาบ้างแล้ว และมีแนวคิดที่จะส่งเสริมเพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาการทอผ้าไหมให้ผู้ต้องขังหญิงเช่นกัน ซึ่งในขณะนั้นมีผู้ต้องขังอยู่ประมาณ 1,500 คน เป็นพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ได้มีพระราชดำริให้ขยายผลโครงการ ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่จึงมีโอกาสได้สนองงานพระราชดำริดังกล่าว

นอกจาก กรมหม่อนไหม จะช่วยริเริ่มโครงการดังกล่าวให้กับผู้ต้องขังที่นี่แล้ว ในเวลาต่อมาทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ยังได้รับความร่วมมือจากเทศบาลตำบลสันกำแพง สภาวัฒนธรรมอำเภอสันกำแพง สำนักงานจัดหางานจังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 เชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทิร์น อีกด้วย

ในช่วงแรกของการเริ่มโครงการนั้น เป็นการนำเส้นไหมไทยพื้นบ้านที่ได้จากการฝึกอบรมฟอกย้อมมาทอเป็นผ้าพื้น ต่อมาทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ได้ติดต่อวิทยากร จากสำนักงานอุตสาหกรรมเชียงใหม่ คือ คุณวิเชียร เสนาธรรม และ คุณอุษา เสนาธรรม มาสอนการทอผ้า ตั้งแต่ความรู้พื้นฐาน การคัดเลือกเส้นไหม ผ้าทอลายต่างๆ การกำหนดสีลายผ้าไหม การกรอเส้นไหม การด้นเดินเส้นไหม การเก็บตะกอ การซ่อมแซมและปรับปรุงกี่ทอผ้า เป็นต้น โดยเฉพาะการทอผ้าไหมยกดอกลำพูน ที่ต้องใช้ความละเอียดประณีตบรรจงมาก

ปัจจุบัน ในทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่มีกี่ทอผ้า ทั้งกี่ผ้าไหมและผ้าฝ้าย ประมาณ 30 หลัง โดยผู้ต้องขังสามารถทอผ้าไหมได้หลากหลาย อาทิ ผ้าพื้น ผ้าไหมสันกำแพง ผ้าไหมยกดอกลำพูนลายต่างๆ เช่น ลายขอบกนก ลายพังพวย ลายพิกุลนางพญา ลายพานพุ่มใหญ่ ลายพิกุลเหลี่ยม ลายดาวล้อมเดือน เป็นต้น และในอนาคต ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่แห่งนี้ มีแนวคิดจะพัฒนาไปสู่การเป็นแหล่งผลิตผ้าไหมครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของภาคเหนือ และของประเทศต่อไป

จากพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการคืนคนดีสู่สังคม ให้กับผู้ต้องขังก่อนการปลดปล่อย สู่การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จนนำเส้นใยถักทอเป็นผ้าไหมที่สวยงามวิจิตร เกิดจากความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินโครงการทุกฝ่ายสู่ผู้ต้องขัง ที่ได้ตั้งใจเรียนรู้ เสริมสร้างทักษะความชำนาญ จนสามารถบรรจงสร้างสรรค์ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์จากหม่อนและผ้าไหมได้อย่างหลากหลาย

ซึ่งโครงการนี้ นอกจากจะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับสังคมและตนเองในระหว่างที่ต้องขังแล้ว ยังได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ต้องขังให้เกิดความภาคภูมิใจ และปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมเป็นคนดี สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว และดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับสังคมภายนอกได้ปกติสุขภายหลังพ้นโทษ สมดังพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ต่อไป