บ้านสวย ด้วยสีสันจากไม้ใบ ผลงาน กำนันอัมพร จุ้ยบาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

ไม้ดอกไม้ประดับ

ณัชชา เต็นภูษา

บ้านสวย ด้วยสีสันจากไม้ใบ ผลงาน กำนันอัมพร จุ้ยบาง

หลายท่านคงพอจะรู้จักไม้ใบกันอยู่บ้าง หรือบางท่านที่พอได้ยินก็อาจจะนึกถึงไม้ขนาดย่อมสีเขียวๆ ซึ่งวันนี้จะพาท่านผู้อ่านไปชมที่สวนบ้านใกล้เรือนเคียงกัน ที่ขับรถผ่านตั้งหลายหน แต่ไม่มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนสักที ลองมาดูว่า จริงๆ แล้วไม้ใบนั้นมีหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งก็มีสีสันและลูกเล่นที่แตกต่างกันออกไป สามารถนำมาใช้ทดแทนไม้ดอกสวยๆ จากเมืองหนาวที่เริ่มขาดหายไปได้อย่างดี แถมยังดูแลง่ายกว่าอีกด้วย

คุณอัมพร จุ้ยบาง เรียนจบปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ วิชาเอกการประถมศึกษา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม จากนั้นก็ได้ไปสอนอยู่ที่โรงเรียนวัดสะพาน คลองเตย เป็นเวลา 5 ปี ภายหลังได้สมรสกับ คุณอำพัน จุ้ยบาง และตัดสินใจออกมาทำต้นไม้เต็มตัว

คุณอัมพร กล่าวว่า ตนเป็นลูกชาวสวนแต่ดั้งเดิม ซึ่งพื้นที่ในอำเภอบางกรวย ส่วนใหญ่จะปลูกไม้ยืนต้น ไม้ผล และครอบครัวของตนก็เช่นกัน แต่เนื่องจากวิกฤติการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ เมื่อปี 2538 ที่ทำให้ไม้ยืนต้นตายหมด ตนและสามีจึงคิดที่จะหันมาทำไม้ประดับแทนไม้ยืนต้นขนาดใหญ่

ปลูก พลูทอง ขายง่าย

กำไรดี แต่ลงแรงเยอะ

พลูทอง เป็นพรรณไม้เถาเลื้อย ตระกูลเดียวกับพลูด่าง การปลูกจะต้องทำค้างให้พลูเลื้อยขึ้น โดยใช้เสาไม้เต็ง ไม้รัง หรือไม้ทองหลางปักเป็นหลัก คุณอัมพรและสามีปลูกเลี้ยงพลูทองและขยายพันธุ์เพื่อจำหน่าย ณ ตอนนั้นรายได้อยู่ในเกณฑ์ดี คุณอัมพร บอกว่า ทำอยู่ปีเดียวก็สามารถซื้อที่ดินเพิ่มได้แล้ว แต่เนื่องด้วยแรงงานที่จำกัด และมีขั้นตอนในการปลูกที่ต้องลงแรงเยอะ จึงคิดจะเปลี่ยนไปทำไม้ใบชนิดอื่นแทน

คุณอำพัน ได้ปรึกษากับ อาจารย์สุรัตน์ วรรณโน ท่านเป็นนักสะสมพันธุ์ไม้แปลกและหายากคนสำคัญของไทย ซึ่งเคยเข้าไปดูไม้ใบที่สวนของครอบครัวจุ้ยบาง และพบว่า คุณอำพันสามารถเพาะพันธุ์ไม้ใหม่ๆ ขึ้นมาได้หลายชนิด เลยติดต่อกันเรื่อยมา และท่านได้ให้คำแนะนำว่าให้ลองปลูกไม้ตระกูลฟิโลเดนดรอน

ในช่วงแรกนั้น อาจารย์สุรัตน์ได้นำพันธุ์ไม้ตระกลูฟิโลเดนดรอนมาให้คุณอำพัน และคุณอำพันก็ได้ผสมพันธุ์เพื่อให้มีพันธุ์ใหม่มากขึ้น ผลปรากฏว่าขายดีมาก จึงนำต้นพันธุ์ของตนเองไปจ้างบริษัทเอกชนให้เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อให้ แต่เมื่อนำมาปลูกขาย ปรากฏว่าตามท้องตลาดก็มีต้นแบบเดียวกับของคุณอำพัน ซึ่งเมื่อสอบถามแล้วทางบริษัทก็บอกว่า มีคนซื้อของคุณอำพันไปทำต่อและเพิ่งเพาะไปได้ไม่นาน แต่ก็ยังน่าแปลกใจ เพราะขายได้ในเวลาเดียวกัน

จากนั้น ทั้งคู่จึงตัดสินใจที่จะขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยที่จะทำห้องปฏิบัติการเองทั้งหมด จึงไปศึกษาหาความรู้ ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีความรู้ทางด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชมาก่อนเลย

คุณอำพัน ไปเรียนรู้การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ที่สำนักส่งเสริมและฝึกอบรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ส่วนคุณอัมพรก็ไปเรียนรู้ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน และกลับมาทำห้องปฏิบัติการเอง

จากนั้นก็เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไม้ตระกูลฟิโลเดนดรอนออกมาได้เยอะ และคุณอำพันก็ได้ผสมไม้จำพวก หน้าวัว ใบที่สวยๆ แปลกตาออกมาได้หลายต้น โดยมีอาจารย์สุรัตน์เป็นที่ปรึกษา แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายเมื่อคุณอำพันเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ในปี 2550 จากนั้นคุณอัมพรจึงสานต่องานแต่เพียงผู้เดียว

ก้าวผ่านอุปสรรคครั้งใหญ่

การผลิตไม้ใบอย่างครบวงจรกำลังดำเนินไปได้สวย มีตลาดรองรับ มีลูกค้าประจำมากมายทั้งในและต่างประเทศ แต่ก็กลับพบกับวิฤติครั้งยิ่งใหญ่ นั่นคือมหาอุทกภัยในปี 2554 นั่นเอง

“เสียหายหลายล้านเหมือนหมดตัว มีที่เป็น 10 ไร่ จมน้ำหมดทุกที่ ตอนนั้นไม่เหลืออะไรเลย” คุณอัมพร กล่าว

นับได้ว่าเป็นช่วงที่เกือบจะย่ำแย่ที่สุด เพราะไม้ทุกชนิดที่เพาะไว้ก็เสียหายหมด แม้กระทั่งต้นหมากแดงที่ปลูกไว้ตามสันร่องและริมร่องก็ตายหมด รวมถึงห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ พืชที่กำลังเพาะเลี้ยงก็เสียหายหมด แต่ก็ยังนับว่าโชคดี เพราะสิ่งที่เหลือติดตัวก็คือความรู้และประสบการณ์นั่นเอง

เมื่อผ่านพ้นวิกฤติช่วงนั้นมาได้ คุณอัมพรก็ตัดสินใจรีบฟื้นฟูทุกอย่างขึ้นมา ถึงแม้จะท้อแท้ลงมากก็ตาม แต่ก็ยังใจสู้ เพราะคิดว่าอาชีพของตนคือชาวสวน ถ้าไม่ทำต้นไม้แล้วจะทำอะไร แต่ด้วยแรงงานที่ขาดหายไป 1 แรง และตอนนั้นตนเองก็มีตำแหน่งเป็นกำนันตำบลบางขนุนแล้วด้วย จึงทำเท่าที่ตนทำไหว คุณอัมพรเลิกเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเอง เปลี่ยนมาเป็นสั่งจากบริษัทเอกชนมาคราวละมากๆ แทน ส่วนห้องปฏิบัติการก็ยังมีอุปกรณ์ครบครัน หากใครสนใจมาขอเช่าทำก็ให้เช่าได้

ไม้ใบสวยงาม

ฟิโลเดนดรอน อะโกลนีมา

ไม้ที่คุณอัมพรปลูก เป็นไม้ในร่ม ไม่ต้องการแสงแดดมาก มีสีสันสวยงาม และพวกไม้เศรษฐกิจ มีทั้งไม้สวยงามนำไปจัดตกแต่งสวนหรือประดับบ้านได้ มีหลายสกุล ทั้งฟิโลเดนดรอน และ อะโกลนีมา อย่างหน้าวัวใบที่มีหลายรูปแบบ แต่ที่ทำเยอะที่สุดเห็นจะเป็นฟิโลเดนดรอน เพราะทำมาตั้งแต่ดั้งเดิม แต่ก็ไม่ได้มีแต่ไม้แบบเดิมๆ เท่านั้น เพราะคุณอัมพรหมั่นหาไม้สวยๆ มาขยายพันธุ์เพิ่มอยู่ตลอด

สำหรับมือใหม่ที่สนใจจะเลี้ยงต้นไม้ประเภทไม้ใบ คุณอัมพรแนะนำให้ลองเลี้ยงพวก หน้าวัวใบ ไม้ด่าง หรือจะเป็นหน้าวัวดอกก็ได้ เพราะดูแลไม่ยาก ศัตรูพืชไม่เยอะ ใช้พื้นที่ในการปลูกน้อย เพราะไม่ใช่ไม้ใหญ่ และสวยอยู่นาน อาจจะเริ่มปลูกจากทีละน้อย ถ้าเริ่มดูแลเป็นแล้วค่อยเริ่มชนิดอื่นไปเรื่อยๆ ก็ได้

การดูแล คุณอัมพร บอกว่า สองสามวันค่อยรดน้ำครั้งหนึ่งก็ได้ แต่น้ำที่ใช้จะใช้น้ำเค็มไม่ได้ เพราะใบจะไหม้ อย่างที่สวนของคุณอัมพร จะใช้น้ำฝนที่พักไว้ในบ่อที่ขุดขึ้นมาเพื่อเก็บน้ำไว้โดยเฉพาะ หรือถ้าหน้าแล้งก็จะไปขอน้ำจากทางจังหวัดมาใช้

การให้ปุ๋ย 2-3 เดือน ค่อยให้ครั้งหนึ่ง เป็นปุ๋ยสูตรละลายช้า การจัดการเรื่องโรค จะมีช่วงหน้าฝนที่ต้นไม้จะเป็นราง่าย ก็ให้ยากำจัดเชื้อราสักครั้งหนึ่ง

วัสดุปลูกที่ใช้ คุณอัมพรจะใช้กาบมะพร้าวสับแช่น้ำ เพราะเป็นวัสดุที่ระบายน้ำได้ดี และเก็บรักษาความชื้นไว้ได้ ถ้าหากเป็นไม้พวกฟิโลเดนดรอนก็จะผสมดินลงไปด้วย แต่ถ้าเป็นหน้าวัวใบจะไม่ใช้ดินเลย เพราะต้นไม้ชนิดนี้ไม่ชอบดิน

ปัจจุบัน คุณอัมพรยังเป็นสมาชิกกลุ่มไม้ดอกไม้ประดับหน้าวัว เป็นกลุ่มของจังหวัดนนทบุรี ที่ตั้งมาเพื่อส่งเสริมการขายหน้าวัวเป็นอาชีพ โดยจะได้รับการสนับสนุนงบประมาณหรือต้นไม้มาบ้างในบางครั้ง เพื่อให้สมาชิกในกลุ่มนำไปปลูกเลี้ยงเพื่อขายเป็นอาชีพ ในปัจจุบัน มีสมาชิกประมาณ 40-50 คน หน้าวัวที่ปลูกเป็นประเภทหน้าวัวดอก

ในด้านของการตลาด คุณอัมพรมีหน้าร้านอยู่ที่ตลาดนัดจตุจักร ขายทุกวันอังคารถึงวันพฤหัสบดี ถึงจะมองว่าตลาดไม้ใบซบเซาลงมาก เนื่องจากภาวะทางเศรษฐกิจที่เสื่อมถอยลง แต่คุณอัมพรก็ยังมองว่า ตลาดต้นไม้ตลาดนัดจตุจักรเป็นที่รู้จักมานาน จึงเป็นแหล่งจำหน่ายที่เหมาะสมที่สุด

ลูกค้าประจำส่วนใหญ่มีทั้งรายใหญ่และรายย่อย จำพวกแม่ค้าที่มารับไปขายต่อ และนักสะสมต้นไม้ หรือผู้ที่สนใจที่ติดตามมาจากการที่คุณอัมพรเคยไปออกงานประจำปี อย่างงานเกษตรแฟร์ และงานไม้งามอร่ามสวนหลวง ร.9

ช่วงนี้ไม้ใบที่สวนคุณอัมพรกำลังงามได้ที่ พร้อมจำหน่าย เป็นไม้กระถางที่นำไปปลูกลงดินก็งาม หากใครกำลังอยากได้ไม้ประดับในที่ร่มแสงแดดรำไร ไว้ตกแต่งชมเล่นเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ หรือจะลองนำไปปลูกเลี้ยงเป็นงานอดิเรก ก็ถือว่าเป็นกิจกรรมยามว่างที่ดีทีเดียว

ราคามีตั้งแต่หลักสิบ ประมาณ 50 บาท เป็นต้นไป แล้วแต่ขนาดและสายพันธุ์

หากใครสนใจ ไม้ประดับประเภทไม้ใบที่ดูแลง่าย สีสันสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นในด้านการสอบถามความรู้เพิ่มเติม หรือสนใจรับไปจำหน่ายต่อ ก็สามารถติดต่อไปได้ ที่หมายเลขโทรศัพท์ (081) 458-3920 คุณอัมพร จุ้ยบาง หรือจะเข้าไปติดต่อด้วยตนเองก็ไปได้ ที่บ้าน เลขที่ 63/8 หมู่ที่ 4 ตำบลบางขนุน อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี 11130 หรือจะให้ไปง่าย ก็ตั้ง GPS ไปที่อำเภอบางกรวย เข้าไปทางตำบลบางขนุน แล้วถามคนแถวนั้นว่า บ้านกำนันอัมพร ไปทางไหนก็ได้

มะไฟจีน ของดีเมืองน่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

มะไฟจีน ของดีเมืองน่าน

มะไฟ เป็นผลไม้ที่ไม่นิยมกินกันนัก เพราะเรารังเกียจว่ามีแต่เปลือก เนื้อข้างในก็ค่อนข้างเปรี้ยว แต่ถ้าใครได้ไปเห็นต้นมะไฟตอนที่กำลังออกลูก จะเห็นเป็นพวงระย้าย้อยลงมาแถบลำต้น ไม่ใช่อยู่ที่ปลายกิ่งเหมือนผลไม้แบบอื่น ซึ่งเป็นลักษณะที่มีไม่มากนักสำหรับไม้ผลที่มีลักษณะแบบนี้ สมัยก่อนลูกมะไฟดิบที่ยังมีสีเขียวอยู่ก็นำมาเป็นของเปรี้ยวกินเล่นสำหรับสาวๆ วัยทีนเอจได้เช่นเดียวกับมะม่วง มะปริง มะยม มะดัน โดยผ่าครึ่งกินทั้งเม็ดทั้งเปลือก

การกินผลไม้หรือพืชผักในสมัยก่อนกินกันตามฤดูเหมือนธรรมชาติประทานมาให้ การกินตามฤดูสอดรับกับสุขภาพของร่างกายคนเรา ไม่ต้องขวนขวายหากินกัน การกินของนอกฤดูเป็นของเล่นสำหรับคนรวยๆ ที่เสาะหากินกัน เพื่ออวดบารมีกัน แต่ถามว่าอร่อยจริงเหมือนในฤดูไหม ก็ถือว่าน้อยอย่าง ถ้ามะม่วงน้ำดอกไม้นอกฤดูที่เคยกินยอมรับว่ามีความอร่อยจริงแต่ก็แพง แต่ถ้าเป็นทุเรียนนอกฤดูเคยกินแล้วไม่เป็นสับปะรดจริงๆ เหมือนกินทุเรียนพลาสติกยังไงยังงั้น ราคาก็แพงสุดๆ ก่อนที่จะมานั่งเขียนเรื่อง เข้าไปแวะซื้อกล้วยหอม ปรากฏว่าฟังราคาน่าตกใจ หวีละ 140 บาท แม่ค้าบอกว่าของไม่ค่อยจะมีอีกด้วย

ส่วนก่อนหน้านี้ปลายเดือนกรกฎาคม ไปสำรวจราคาสินค้าในตลาดไท ปรากฏว่าผลไม้ขึ้นแทบทุกรายการโดยเฉพาะส้ม ฝรั่ง สับปะรด มะละกอ โดยเฉพาะมะละกอฮอลแลนด์ มีโอกาสได้เอาไปชั่ง ลูกขนาด 1.8 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 43 บาท คิดเป็นเงิน 86 บาท นี่คิดราคาขายส่งยกลังกันนะครับ ถ้าไปถึงตลาดสดธรรมดาไม่ต้องพูดกันแล้ว นี่เป็นผลพวงที่เกิดจากการที่ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล

ย้อนกลับมาที่ มะไฟจีน ที่เรียกภาษาจีนว่า ฮวงพี้ อึงตั๊ว หว่องตาน อมจ่าย เป็นผลไม้ที่ปลูกได้ดีที่จังหวัดน่าน มะไฟจีนถือเป็นผลไม้ที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดน่าน เนื่องจากมะไฟจีนปลูกได้ผลดีในบริเวณริมแม่น้ำน่าน แถบอำเภอเมือง และอำเภอภูเพียง จังหวัดน่านเท่านั้น เคยมีการนำไปปลูกนอกพื้น ที่ปรากฏว่าให้ผลผลิตและคุณภาพด้อยกว่าที่ปลูกตามที่กล่าวไว้ จึงถือว่าเป็นผลไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด ถึงแม้จะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่มากนัก แต่สันนิษฐานว่ามีคนจีนนำมาปลูกหลายร้อยปีก่อน โดยไม่มีข้อมูลยืนยันว่าปลูกครั้งแรกที่ไหน แต่ปัจจุบันมะไฟจีนมีการปลูกในเชิงเศรษฐกิจที่จังหวัดน่านเพียงแห่งเดียวเท่านั้น

มะไฟจีน มีชื่อสามัญภาษาอังกฤษว่า Wampee เป็นพืชที่อยู่ในวงศ์เดียวกับส้ม ไม่ได้อยู่ในวงศ์เดียวกับมะไฟ แต่ผลมีลักษณะคล้ายมะไฟ จะเรียกเป็นมะไฟ มะไฟจีนเป็นไม้ผลยืนต้นไม่ผลัดใบ มีความสูงขนาดกลาง สูงประมาณ 10- 15 เมตร ใบเป็นใบประกอบแตกใบแบบสลับ ใบย่อยรูปโล่หรือรูปไข่ ปลายใบแหลม การออกผลจะเป็นพวงคล้ายพวงมะไฟทั่วไป แต่จะออกที่ปลายกิ่งไม่ใช่โคนอย่างมะไฟทั่วไป ผลมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 1.25-2.00 เซนติเมตร ผิวผลเรียบ ผลอ่อนจะมีสีเขียว สุกจะเป็นสีเหลืองและแก่จัดจะเป็นสีน้ำตาลอ่อน ดอกจะออกปลายเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนผลจะสุกประมาณปลายเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายนของทุกปี เนื้อในค่อนข้างใส ฉ่ำน้ำ มีรสหวานอมเปรี้ยว เปลือกบางติดเนื้อผลและมีกลิ่นของน้ำมันหอมระเหยที่เปลือกเหมือนกับเปลือกส้ม สามารถกินผลสดได้ทั้งเปลือก เมล็ดล่อน จำนวนเมล็ดใน 1 ผล จะมีตั้งแต่ 1-5 เมล็ด บางผลไม่มีเมล็ด ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของผล เมล็ดมีลักษณะแบนรีและแต้มสีน้ำตาลตรงปลายเมล็ด

มะไฟจีน มีสรรพคุณทางยา สามารถรักษาโรคบางชนิดได้ เช่น โรคกระเพาะ ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ โรคหลอดลมอักเสบ ช่วยเร่งน้ำย่อยและเจริญอาหาร นอกจากนี้ ใบยังแก้รังแคและรักษาผมให้ดำสนิทได้อีกด้วย ส่วนผลดิบนอกจากกินสดได้ สามารถนำมาแปรรูปได้ เช่น ทำไวน์ น้ำมะไฟจีน แยมมะไฟจีน มะไฟจีนเชื่อมแห้ง

กลุ่มแปรรูปผลผลิตมะไฟจีนนี้ โดย คุณวัฒนา ยศอาจ ประธานกลุ่มได้เล่าให้ฟังว่า “มะไฟจีนนี้ มีคนจีนเอามาปลูกหลายชั่วอายุคนแล้ว เมื่อก่อนมีบ้านละต้นสองต้น นำมากินสดๆ กัน แต่มีคนจีนในตลาดได้นำมาทำเป็นมะไฟจีนเชื่อมแห้งกินกันในกลุ่มเล็กๆ และต่อมามีการจำหน่ายเล็กๆ น้อยๆ จึงเห็นว่ามะไฟจีนมีศักยภาพที่จะแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้ จึงรวมกลุ่มกัน เมื่อปี พ.ศ. 2538 เพื่อแปรรูปจำหน่าย ด้วยประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม เสร็จจากฤดูเก็บเกี่ยวก็จะไปทำงานเพื่อเป็นรายได้เสริม เมื่อมีการรวมหุ้นกันเพื่อแปรรูปผลิตภัณฑ์จากมะไฟจีนก็ได้รับการตอบรับจากผู้ซื้อที่ติดใจ ต่อมาก็ได้รับความช่วยเหลือจากหน่ายงานต่างๆ ของรัฐเข้ามาช่วยเหลือ กลุ่มจึงมีความเข้มแข็งมากขึ้น เมื่อเริ่มมีการจัดการบริหารอย่างเป็นระบบ สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้หลายชนิดเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น นอกจากจะมีการแปรรูปมะไฟจีนแล้ว ยังมีการแปรรูปผลไม้ตามฤดูกาลอีกหลายชนิด เพื่อให้สมาชิกในกลุ่มมีงานทำตลอดปี”

จากจำนวนสมาชิก 35 คน ของกลุ่มมีต้นมะไฟจีนที่สามารถนำมาแปรรูปไม่เพียงพอ จำเป็นต้องรับซื้อจากชาวบ้านด้วย ราคาที่รับซื้อผลสด กิโลกรัมละ 20 บาท ตามคุณภาพของผล ในปีนี้ทางกลุ่มได้รับซื้อผลดิบแล้ว ประมาณ 10 กว่าตัน และจะรับซื้อต่อไปเรื่อยๆ เนื่องจากปีนี้มะไฟจีนออกผลล่าช้าและมีจำนวนมากกว่าปีก่อน ซึ่งคาดว่าจะมีผลผลิตถึงเดือนสิงหาคม ผลมะไฟจีน 1 ตัน แปรรูปแล้วจะได้มะไฟจีนเชื่อมแห้ง ประมาณ 350 กิโลกรัม

การทำมะไฟจีนเชื่อมแห้งมีปัญหาที่ผลผลิตปัจจุบันทางกลุ่มได้ส่งเสริมให้สมาชิกปลูกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการใช้ต้นพันธุ์ที่เสียบยอด การทำต้นพันธุ์จะทำโดยการปลูกต้นมะไฟจีนเป็นต้นตอในถุง ประมาณ 3 ปี เมื่อต้นมีขนาดประมาณนิ้วก้อย ก็จะเสียบยอดด้วยต้นพันธุ์ดี เมื่อนำลงปลูกแล้วต้นที่ได้จะสามารถเริ่มมีลูกได้ เมื่ออายุประมาณ 1-2 ปี ส่วนต้นที่ปลูกจากเมล็ด จะใช้เวลา 5-10 ปี ทีเดียว ต้นที่ได้จากการเสียบยอดเจริญเติบโตได้เร็วมาก

สูตรการทำมะไฟจีนเชื่อมแห้ง

นำมะไฟจีนสด 1 กิโลกรัม น้ำตาลทราย 300 กรัม เกลือ 10 กรัม เป็นส่วนผสม วิธีทำคือจะต้องนำมะไฟจีนมาล้างทำความสะอาดเพื่อคัดคุณภาพของผลก่อน และเด็ดก้านที่มีออกให้หมด แล้วนำมะไฟจีนมาแช่ในน้ำเกลือ 2% นาน 2-3 ชั่วโมง และนำขึ้นมาผึ่งให้น้ำแห้ง จึงบีบเมล็ดออก ต่อมาก็ให้นำมะไฟจีนที่บีบเมล็ดออกนั้นมาคลุกกับน้ำตาลและเกลือตามอัตราส่วนที่บอกไว้ ทิ้งไว้สักพักแล้วให้นำมะไฟจีนใส่ถาดโดยเกลี่ยให้บางที่สุด เพื่อให้โดนแดดโดยทั่วถึงแล้วนำมาตาก การตากของกลุ่มบ้านกอก จะทำในโรงเรือนที่มิดชิด ถูกสุขอนามัย ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจในความสะอาด ช่วงระหว่างที่ตากต้องหมั่นกลับมะไฟจีนให้โดนแดดทั่วถึงกัน และเป็นการคลุกเคล้ากับน้ำเชื่อมให้ทั่วถึงด้วย ใช้เวลาตากประมาณ 5-7 วัน แล้วแต่คุณภาพของแดด จนกระทั่งแห้งพอดี ก็นำมาเก็บในภาชนะที่ปิดสนิท โดยฝากแช่มะไฟจีนเชื่อมแห้งนี้ในห้องเย็นของส่วนราชการ เพื่อเป็นการถนอมคุณภาพของมะไฟจีนเชื่อมแห้งให้อยู่ได้นานตลอดปี และการอยู่ในอุณหภูมิที่พอเหมาะจะทำให้สีของมะไฟจีนเชื่อมแห้งสวยอยู่เสมอไม่เปลี่ยนเป็นสีคล้ำเหมือนอยู่ในอุณหภูมิห้อง เมื่อลูกค้ามีความต้องการ จึงนำมาใส่บรรจุภัณฑ์เพื่อจำหน่ายต่อไป

ปัจจุบัน กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านกอก ตำบลบ้านท่าน้าว อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน รหัสไปรษณีย์ 55000 เบอร์โทรศัพท์ (089) 759-4199, (083) 154-3323 มีผลิตภัณฑ์ของกลุ่มที่จำหน่ายคือ มะไฟจีนเชื่อมแห้ง มะไฟจีนเม็ดรสบ๊วย กระท้อนเชื่อมแห้ง มะเฟืองเชื่อมแห้ง มะขามป้อมเชื่อมแห้ง มะเขือเทศเชื่อมแห้ง

การตลาด

คุณวัฒนา ประธานกลุ่มเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนผลิตภัณฑ์มะไฟจีนเชื่อมแห้งยังไม่เป็นที่รู้จักของตลาด จึงได้ออกบู๊ธประชาสัมพันธ์ในงานโอท็อป ของกระทรวงพาณิชย์ งานของกรมส่งเสริมการเกษตร งานของธนาคารเกษตรและสหกรณการเกษตร งานของกรมพัฒนาชุมชนบ้าง ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2544 จนปัจจุบัน มะไฟจีนเชื่อมแห้ง เป็นที่รู้จักกันทั่ว จึงมีลูกค้าโทร.มาสั่งให้ส่งทางไปรษณีย์ทุกวัน โดยจำหน่ายในราคา กิโลกรัมละ 300 บาท ซึ่งผู้ซื้อเป็นผู้ออกค่าขนส่ง

นอกเหนือจากนั้นทางกลุ่มได้วางผลิตภัณฑ์จำหน่ายในร้านของฝากทั่วทั้งจังหวัด รวมถึงสนามบินและร้านค้าโอท็อปด้วย โดยจำหน่ายปลีก ในราคากล่องละ 35 บาท 3 กล่อง 100 บาท

คนสุโขทัย ปลูกแคนตาลูปไร้ดินในโรงเรือน ใช้พื้นที่น้อย กำไรงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

เทคโนโลยีการเกษตร

พานิชย์ ยศปัญญา

คนสุโขทัย ปลูกแคนตาลูปไร้ดินในโรงเรือน ใช้พื้นที่น้อย กำไรงาม

เสน่ห์ของสุโขทัย นอกจากเป็นเมืองสงบ เต็มไปด้วยโบราณสถานแล้ว อาหารการกิน โดยเฉพาะอาหารจากปลา อุดมสมบูรณ์มาก ในน้ำมีปลา ในนามีข้าวจริงๆ ใครที่แวะเวียนไปจังหวัดนี้ สามารถหาร้านอาหารเล็กๆ แต่มีปลาแม่น้ำแท้ๆ ให้ได้อร่อยกัน

ทางด้านการเกษตร สุโขทัยขึ้นชื่อหลายอย่าง

ที่ตำบลบ้านตึก อำเภอศรีสัชนาลัย มีอากาศแบบเดียวกับอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ นอกจากปลูกลองกอง ทุเรียนหลงลับแล คุณภาพดีแล้ว ตำบลนี้เป็นถิ่นเกิดของทุเรียนพันธุ์จระเข้ ต้นเดิมอายุ 200 ปี เป็นทุเรียนรสชาติดีมาก

ขยับมา อำเภอสวรรคโลก มีพืชไร่หลายอย่าง ริมน้ำยมมีละมุด มะยงชิด ปลูกแบบอาศัยธรรมชาติ

อำเภอเมือง มีปลูกยาสูบ

อำเภอคีรีมาศและทุ่งเสลี่ยม มีนมดี หมายถึงกิจการเลี้ยงโคนมเจริญรุ่งเรือง

อำเภอกงไกรลาศ นอกจากนาข้าว อำเภอนี้เป็นแหล่งผลิตปลาร้าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

นักส่งเสริมอาชีพการเกษตรรุ่นใหม่

เมื่อ 12 ปีที่แล้ว คุณยศวัฒน์ ศิริอธิพันธ์ หรือ คุณต๊อก เจ้าของสุโขทัยการเกษตร ซึ่งจำหน่ายเมล็ดพันธุ์พืช รวมทั้งปัจจัยการผลิตทางการเกษตรทุกชนิด ลงพื้นที่ส่งเสริมเกษตรกรในจังหวัดสุโขทัย ปลูกแตงโม ปลูกพริกซอส เพื่อส่งโรงงาน

พื้นที่ปลูกพริกซึ่งทำหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวในนา มีพื้นที่ 20 ไร่ ต่อปี จากนั้นพื้นที่ขยายเพิ่มขึ้นทุกปี จนกระทั่งปัจจุบัน พื้นที่ปลูกพริกปีหนึ่งมีราว 4,000-5,000 ไร่ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะผู้ส่งเสริมคือคุณต๊อก ดูแลเกษตรกรดี เกษตรกรผู้ปลูกมีรายได้ดี ผลผลิตมีคุณภาพ ผู้รับซื้อคือโรงงานมีความมั่นใจ จึงขยายงานกันทุกส่วน นั่นหมายถึงปีหนึ่งๆ เงินสะพัดหลังนามากมายมหาศาล

“สุโขทัยการเกษตร ตั้งอยู่ เลขที่ 9-11 ถนนตัดใหม่สายเอ ตำบลธานี อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย ที่ร้านจำหน่ายปัจจัยทุกอย่าง ช่วงนี้พันธุ์ผักจำหน่ายดี อย่าง เมล็ดแตงกวา มะระ บวบ ฟักทอง กะหล่ำดอก ถั่วฝักยาว โหระพา…เป็นพืชอายุสั้น สร้างรายได้ให้กับผู้ปลูกได้เร็ว…งานส่งเสริมปลูกพริก เราดูแลผู้ปลูกอย่างดี มีองค์ความรู้ โดยเฉพาะเรื่องของต้นทุน” คุณต๊อก เล่า

ปลูกแคนตาลูปไร้ดิน

ในโรงเรือน หวังสร้าง

งานทำเงินอย่างต่อเนื่อง

เทคโนโลยีชาวบ้าน เคยนำเสนอ งานปลูกพริกซอส ที่ส่งเสริมโดยคุณต๊อกไปไม่นานนัก

เมื่อต้นปี 2558 ได้รับโทรศัพท์จากนักส่งเสริมการเกษตรคุณธรรมสูง ว่าตอนนี้มีงานใหม่ที่น่าสนใจยิ่ง นั่นก็คือ งานปลูกแคนตาลูปโดยไม่ใช้ดินในโรงเรือน

แรกสุดนัดหมายกันเดือนเมษายน แต่โอกาสที่ได้ไปเยี่ยมชมเป็นเดือนกรกฎาคม

จุดนัดหมายไม่ได้เป็นแปลงของเกษตรกรอย่างเก่าก่อน แต่เป็นที่ดินของคุณต๊อกเอง

ที่ตั้งแปลงของคุณต๊อก ไปจากจังหวัดพิษณุโลก ก่อนถึงตัวเมืองไม่มากนัก ตรงนั้นเป็นสี่แยก “กระชงค์” เลี้ยวซ้ายไปราว 1.5 กิโลเมตร ขวามือเป็นบ้านทรงไทย เสาบ้านใหญ่มาก รู้จักกันดีในนาม “บ้านช้างใหญ่” ซ้ายมือมีโรงเรือนปลูกพืชผุดขึ้นหลายโรง แปลงปลูกนี้ ตั้งอยู่เลขที่ 60/2 หมู่ที่ 12 ตำบลยางซ้าย อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย

เหตุที่คุณต๊อกปลูกแตงแคนตาลูปในโรงเรือน และทำอย่างจริงจังนั้น เพราะเขาเป็นคนหัวก้าวหน้า คิดทำโน่นทำนี่อยู่เสมอ ครั้นเมื่อมีโอกาสได้พูดคุย เจ้าตัวอธิบายเพิ่มเติมว่า ตนเองได้ส่งเสริมเกษตรกรปลูกพริก ซึ่งส่วนใหญ่มีรายได้ดี ลืมตาอ้าปากได้ แต่เกษตรกรเหล่านั้นวัยได้ร่วงโรยตามกาลเวลา งานปลูกแคนตาลูปในโรงเรือน เป็นงานไม่หนักมาก อาจจะลงทุนมากในระยะแรก แต่ต่อมา งานจะเบาลง คนสูงอายุขึ้น สามารถทำได้ เพราะขั้นตอนการดูแลไม่ยาก

สิ่งที่เขาทำขึ้น เพื่อรองรับเกษตรกรผู้ปลูกพริกที่ต้องการเปลี่ยนการผลิตนั่นเอง ส่วนผู้สนใจทั่วไปที่อ่านพบข้อเขียนนี้ คุณต๊อกก็ยินดีที่จะพูดคุยและแนะนำได้

โรงเรือน ต้นทุนสูง

แต่ใช้ได้นาน 10 ปี

หลังดื่มน้ำขิงชื่นใจแล้ว คุณต๊อกพาเดินออกจากบ้าน ข้ามไปยังโรงเรือนปลูกแคนตาลูป ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับบ้านหลังใหญ่นั่นเอง

คุณต๊อกเริ่มอธิบายเป็นขั้นเป็นตอน เกี่ยวกับการปลูกแคนตาลูปไร้ดินในโรงเรือน

อย่างแรกสุด เป็นปัจจัยสำคัญ คือโรงเรือน

โรงเรือนที่สร้างขึ้นมีขนาดความกว้าง 5 เมตร ยาว 30 เมตร

หลังคาโรงเรือน เป็นพลาสติกกันน้ำฝน ข้างๆ เป็นตาข่าย พื้นปูด้วยวัสดุกันไม่ให้วัชพืชขึ้น

รวมระบบน้ำในโรงเรือน เชือกแขวน ถุงปลูก และอื่นๆ โรงเรือนมีมูลค่า 1.5 แสนบาท อายุการใช้งาน 10 ปี

ระยะเวลา 1 ปี เจ้าของสามารถปลูกแคนตาลูปได้ 5 ครั้ง จากการศึกษาแล้วพบว่า ระยะเวลา 1 ปี สามารถคืนทุนได้ จะคืนได้อย่างไร ต้องติดตามกันต่อไป

ปลูกอย่างไร

โรงเรือน ขนาด 5 คูณ 30 เมตร ปลูกแคนตาลูปได้ 500 ต้น

การวางถุงปลูก วาง 5 แถว จำนวนแถวละ 100 ถุง หรือ 500 ต้น ขณะเดียวกัน ด้านบนของถุงก็มีราวสำหรับมัดเชือกโยง เพื่อให้เถาของแตงไต่ขึ้นเชือกตามอายุของเขา

วัสดุปลูก เขาใช้แกลบเผา 100 เปอร์เซ็นต์ บรรจุในถุงสีขาว 2 ถุง ซ้อนทับกัน โดยสลับกันปลูก อย่างชุดนี้เก็บเกี่ยวผลผลิตโดยถุงใบบน ก็ยกถุงใบล่างขึ้นมาปลูกแทน เป็นการพักวัสดุ ถามคุณต๊อกว่า ทำไมไม่ใช้ถุงดำ เขาบอกว่า ถุงดำน่าจะดูดความร้อนมากกว่า จึงใช้ถุงสีขาว

เรื่องของวัสดุปลูก คุณต๊อกบอกว่า ปลูกด้วยแกลบเผา มีปัญหาเรื่องโรคน้อยหรือแทบไม่มีเลย โอกาสต่อไป อาจจะศึกษาโดยผสมอย่างอื่นเข้าไป เช่น ขุยมะพร้าว

แคนตาลูปที่ปลูกอยู่ขณะนี้เป็นพันธุ์กรีนเน็ต และพันธุ์พอท ออเรนจ์ เจ้าของคือ บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด มีสำนักงานใหญ่อยู่จังหวัดเชียงใหม่

ก่อนปลูก เขาเพาะกล้าอายุได้ 9 วัน แล้วจึงนำลงปลูก จากนั้นนับไปอีก 65 วัน จึงเก็บผลผลิตได้

หากนับตั้งแต่เพาะกล้า จนเก็บผลผลิตได้ ใช้เวลา 74 วัน

การดูแลอย่างอื่น เมื่อต้นโตขึ้น ก็จับต้นให้พันขึ้นกับเชือก

ช่วงดอกบานคือหลังปลูกไปแล้ว 22 วัน เจ้าของต้องผสมเกสรให้ ทั้งนี้เนื่องจากในโรงเรือนไม่มีผึ้งช่วยผสมเกสร วิธีการผสม ช่วงเย็นเก็บเกสรและผสมให้เวลา 07.00 น. ของวันใหม่

เมื่อผลโตใช้เชือกอีกเส้นหนึ่งโยงผลต่างหาก

ในโรงเรือน อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 40-45 องศาเซลเซียส

ดูแลอย่างไร ให้มีคุณภาพ

ปัจจัยสำคัญอยู่ที่น้ำและปุ๋ย

งานปลูกแคนตาลูปในโรงเรือนให้น้ำวันละ 8 ครั้ง…อย่าเพิ่งท้อหากอยากปลูก

เขามีวิธีการให้น้ำแบบอัตโนมัติ ต่อจากแหล่งน้ำ ลงที่ถุงโดยตรง ถุงใครถุงมัน

เมื่อปลูกใหม่ๆ เขาให้น้ำครั้งหนึ่งนาน 2 นาที จากนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 4, 6, 8 นาที จนระยะกลางๆ ให้นาน 18 นาที ต่อครั้ง เมื่อแตงมีอายุมากขึ้นก็ลดระยะเวลาให้น้ำลง จาก 18 นาที เหลือ 16-14-10 นาที จนใกล้เก็บเกี่ยวก็งดน้ำ จะช่วยให้แคนตาลูปมีความหวานตามที่ต้องการ

ช่วงชีวิตของแตงแคนตาลูป ตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวได้ ใช้น้ำไปทั้งหมด 65 ลิตร ต่อต้น

เรื่องปุ๋ย…เป็นปุ๋ยที่ละลายไปกับน้ำ เขาให้ปุ๋ยทุกวัน เข้าทำนองให้น้อยแต่บ่อยครั้ง

ช่วงที่ปลูกใหม่ คุณต๊อกแนะนำว่า ปุ๋ยที่ให้เป็นสูตรตัวหน้าสูง (ไนโตรเจน)

ช่วงมีดอก เพิ่มตัวกลาง

ก่อนเก็บผลผลิต เน้นตัวหลังคือ โพแทสเซียม เพื่อเพิ่มความหวาน อย่างสูตร 0-0-60

ศัตรูที่ควรระวัง…คุณต๊อก บอกว่า มีเพลี้ยไฟ แมลงหวี่ขาว แต่ที่ผ่านมา เน้นทำความสะอาดโรงเรือนด้วยคลอรีน จึงไม่มีการระบาดของศัตรูพืช ถึงแม้บางโรงเรือนจะปลูกต่อเนื่องมานานแล้วก็ตาม

ผลตอบแทน

มากน้อยแค่ไหน

จะแนะนำเกษตรกรอย่างไร

คุณต๊อก อธิบายว่า โรงเรือนหนึ่ง ปลูกแคนตาลูป 500 ถุง แต่ละถุงให้ผลผลิตได้ 1 ผล แต่ละผลน้ำหนัก 1.5 กิโลกรัม

จำนวนต้น 500 ต้น ต่อโรงเรือน หักต้นที่ไม่สมบูรณ์ออก 50 ต้น เหลือ 450 ต้น หรือ 450 ผล แต่ละผลน้ำหนัก 1.5 กิโลกรัม ก็จะมีผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ 675 กิโลกรัม หากขายแคนตาลูป กิโลกรัมละ 50 บาท จะมีรายได้ ต่อโรงเรือน 33,750 บาท

หากขายแคนตาลูป กิโลกรัมละ 80 บาท จะมีรายได้ ต่อโรงเรือน 54,000 บาท

ที่ผ่านมา คุณต๊อกขายผลผลิต กิโลกรัมละ 80 บาท มีผู้ค้าจากจังหวัดเชียงใหม่มารับไปทั้งหมด

นั่นเท่ากับว่า ผู้ปลูกมีรายได้ ต่อโรงเรือน 54,000 บาท ในระยะเวลา 65 วัน ในที่นี้ หักลบระยะเวลาเพาะกล้าออกไป 9 วัน ซึ่งงานเพาะกล้า มีโรงเรือนเพาะอยู่ต่างหาก ด้วยเหตุนี้ ปีหนึ่งๆ จึงหมุนเวียนใช้โรงเรือนต่อครั้งต่อปีมากขึ้น

ด้วยรายได้อย่างที่แนะนำมา หากปลูกแคนตาลูป 5 ครั้ง ต่อปี เกษตรกรจะมีรายได้ ต่อโรงเรือน 270,000 บาท ต่อปี รายได้ขนาดนี้จึงสามารถคืนทุนโรงเรือนได้ภายใน 1 ปี อย่างที่คุณต๊อกว่าไว้

ดูจากรายได้แล้วถือว่ายอดเยี่ยม แต่ก็ไม่ใช่จะทำกันได้ง่ายๆ ผู้สนใจต้องศึกษาให้ถ่องแท้เสียก่อน โดยปรึกษาผู้รู้ เรื่องการลงทุน การผลิต และที่สำคัญคือ การตลาด

“ตอนนี้ ในโรงเรือน มีทดลองปลูกแตงโมไม่มีเมล็ดด้วย…พื้นที่รอบๆ โรงเรือนควรโล่ง มีลมพัดผ่าน ตอนนี้ผมมีปลูกประมาณ 9 โรงเรือน พื้นที่ไม่ถึง 2 ไร่ดี ราว 7 งาน…มีโครงการคัดเลือกเกษตรกรที่ปลูกพริก ซึ่งตอนนี้มีอยู่ 200-300 ครอบครัว แต่ไม่ได้หมายความว่าให้มาปลูกทั้งหมด คัดเลือกคนที่มีใจรัก ชอบ มีความพร้อม ให้มาปลูกแคนตาลูป ครอบครัวละ 4 โรง เดือนหนึ่งตัด 2 โรง เรามีตลาดให้ หากพื้นที่ปลูกมากก็จะสามารถเก็บผลผลิตได้ทั้งปี”

คุณต๊อกเล่า และบอกอีกว่า

“ปี 2559 จะขยายพื้นที่ปลูกให้กับผู้สนใจ 50-80 โรง จากนั้นจะขยายตามความต้องการของตลาด เป้าหมายในอนาคตคือ อยากให้มีตัดทุกวัน…วันละอย่างน้อย 1 โรงเรือน เรื่องการลงทุน คงให้เกษตรกรมีส่วนร่วม โดยเฉพาะโรงเรือน…ในอนาคตอาจจะมีการเปิดร้านให้คนมาซื้อผลผลิตโดยตรง มีผลิตภัณฑ์จากแคนตาลูป อาจจะเปิดร้านแถวนี้”

เกษตรกรที่อยู่ใกล้เคียง อยากศึกษาดูงาน หรืออยากเปลี่ยนงานจากทำนา ลองปลูกพืชชนิดนี้ดู ถามไถ่ คุณยศวัฒน์ ศิริอธิพันธ์ ได้ตามที่อยู่ หรือโทรศัพท์ (089) 961-3423

แคนตาลูป กรีนเน็ต GREEN NET T778

ลักษณะพันธุ์

ผลทรงกลมรี ผิวมีตาข่ายละเอียด นูนเด่นชัด ขั้วเหนียวไม่หลุดง่าย เนื้อสีเขียว หวานฉ่ำ มีกลิ่นหอม รสชาติดี

ความหวาน ประมาณ 14-18 บริกซ์

น้ำหนักผล ประมาณ 1.2-1.8 กิโลกรัม

อายุการเก็บเกี่ยว ประมาณ 70-75 วัน หลังเพาะเมล็ด

แคนตาลูป พอท ออเร้นจ์ POT ORANGE T 1957

ลักษณะพันธุ์

ผลทรงกลม ผิวมีตาข่ายสีเขียว นูนเด่นชัด ขั้วเหนียวไม่หลุดง่าย เนื้อสีส้มเข้ม เนื้อฉ่ำ นุ่ม กลิ่นหอม รสชาติดี

ความหวาน ประมาณ 15-18 บริกซ์

น้ำหนัก ประมาณ 1.5-2.0 กิโลกรัม

อายุการเก็บเกี่ยว ประมาณ 80-85 วัน หลังเพาะเมล็ด

ต้นอ่อนทานตะวัน ผัก “เฮลท์ตี้” ที่มาแรงแซงถั่วงอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05057010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

เชตวัน เตือประโคน

ต้นอ่อนทานตะวัน ผัก “เฮลท์ตี้” ที่มาแรงแซงถั่วงอก

“ชะ แม่งามหงส์เอย ปีกอ่อนร่อนลง เข้าในดงทานตะวัน”

“ทานตะวันดอกหนึ่ง” เรื่องสั้นเลื่องชื่อของนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ นาม “เสนีย์ เสาวพงศ์” ขึ้นต้นด้วยบทเพลงลูกคู่ลำตัดเก่าๆ บทหนึ่ง

ก่อนที่จะเล่าเรื่องราวการปลูกทานตะวัน ของครอบครัวชาวไร่ครอบครัวหนึ่ง

ผู้เป็นพ่อได้เมล็ดพันธุ์อันเป็นงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มาปลูก ได้ผลลัพธ์เป็นดอกใหญ่ยักษ์

หากแต่ก็ต้านความเชื่อความงมงายของคนในสังคม ตลอดจนการเมืองท้องถิ่นไม่ไหว สุดท้าย ต้นทานตะวันต้นนั้นจึงโดนโค่นทิ้ง

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของประเทศต้องชะงักลง

เผลอๆ อาจเรียกได้ว่าถอยหลัง “ลงคลอง”

แต่สำหรับผักที่ปลูกกินเองง่ายๆ อย่าง “ต้นอ่อนทานตะวัน” นั้น ไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาโค่น

เพราะเพียงแค่โรยเมล็ดลงดิน รดน้ำเช้า-เย็น ได้ต้นอ่อนยาวหน่อยก็ตัดมากินกันเรียบร้อย ไม่ต้องรอให้ทานตะวันออกดอกชูช่อแต่อย่างใด

ต้นอ่อนทานตะวัน กลายเป็นกระแสฮ็อตฮิตติดลมบนในตอนนี้ หลังจากค่านิยม “เฮลท์ตี้” ในประเทศไทยมาแรง

ผักปลอดสารพิษ ผักอินทรีย์ ผักออร์แกนิก ผักไฮโดรโปนิก ฯลฯ เป็นสิ่งที่ผู้คนหันมาให้ความสนใจเป็นอย่างมาก หลังจากที่เนิ่นนานมาแล้วต้องทนกินผักเจือสารพิษ สะสมสารก่อมะเร็งในร่างกาย

สุดท้าย สุขภาพทรุดต้องเข้าโรงหมอกันอยู่บ่อยๆ

มนุษย์เริ่มเรียนรู้มากขึ้น อย่างไรที่เรียกว่าความปลอดภัย แบบไหนที่เรียกว่าอันตราย

“ผักปลอดสาร” เป็นทางออกที่ดีที่สุด

แต่จะให้ยอดเยี่ยมไปกว่านั้น คงต้องเป็นผักที่ปลูกกินเอง ถึงจะมั่นใจได้เกิน 100 เปอร์เซ็นต์

กระนั้น วิถีชีวิตคนเมืองที่ไม่ค่อยมีพื้นที่และเวลา ก็ไม่เอื้ออำนวยเท่าไหร่นัก

ต้องไปหาซื้อเขากินอยู่ดี

เหตุนี้เองที่ผักปลูกง่าย กินง่าย อย่าง “ต้นอ่อนทานตะวัน” จึงกลายมาเป็น “พระเอกขี่ม้าขาว”

ระยะหลังมานี้ มีงานแฟร์ที่ห่วงใยเรื่อง “เฮลท์ตี้” เกิดขึ้นบ่อย

ผมมีโอกาสได้ลองไปเดินเลียบๆ เคียงๆ กับเหล่าคนรักสุขภาพด้วยเช่นกัน

จะว่าไปแล้วก็ไม่ได้ห่วงใยสภาพสังขารของตัวเองอะไรมากนักหรอก เพียงแต่อยากหาความรู้ใหม่ๆ อยากได้พืชผักใหม่ๆ ลองเอามาปลูกเองที่บ้านให้รกๆ เล่น

นี่เองจึงทำให้ได้เห็นการมาแรงแซงโค้งของพืชผักอย่างต้นอ่อนทานตะวัน

หากเมื่อก่อน ถั่วงอกว่าปลูกง่าย และนิยมนำมาใช้ในหลากหลายเมนูอาหาร วันนี้ลองหันไปดูรอบข้าง เราจะพบต้นอ่อนทานตะวันชนิดที่กินกันสนุก (คือกินกันเยอะมากๆ)

เอาล่ะ! เมื่อเห็นคนสนุกกัน ผมก็เลยลองเล่นสนุกบ้าง ด้วยการลองปลูกและกินด้วย

เริ่มต้นจากการซื้อเมล็ดทานตะวัน ที่มีขายตามงานแฟร์เพื่อสุขภาพนั่นแหละ

จากนั้น ลองโฉบผ่านร้านขายดิน 7 ถุง 100, 8 ถุง 100 (หรือตามแต่จะตกลงได้) ซึ่งมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง

ได้มาแล้วก็มองหาตะกร้า หรือกระบะแบนๆ หรืออะไรก็ได้ที่พอมีรูระบายน้ำหน่อย เพื่อเอามาเป็นกระถางปลูกต้นอ่อนทานตะวัน

วิธีปลูกหรือก็ไม่ยาก เพียงแช่เมล็ดไว้ในน้ำอุ่นสักคืน รุ่งเช้าตื่นมาก็โรยดินถุงที่ซื้อมาในตะกร้า รดน้ำ โรยเมล็ดทานตะวันให้เต็ม โรยดิน หรือขุยมะพร้าวบางๆ ให้ทั่ว รดน้ำอีกสักครั้ง จากนั้นก็นำเอาเข้าที่ร่ม

รดน้ำเช้า-เย็น แล้วอดใจรอไม่เกินสัปดาห์

ต้นอ่อนทานตะวัน ปลูกง่ายไม่ต่างไปจากถั่วงอก

แต่พิเศษกว่าหน่อย ตรงที่สิ่งซึ่งผมเรียกว่า “ความเต็มปากเต็มคำเวลากิน” คือ เคี้ยวหนุบหนับ กินได้ไม่เหมือนถั่วงอก ที่คล้ายจะฉ่ำแฉะไปด้วยน้ำ

อีกทั้งยังมีกลิ่นหอม รสชาติหวาน และกรอบกว่าด้วย

ผักชนิดนี้สามารถปรุงเป็นอาหารได้สารพัด อาทิ ส้มตำต้นอ่อนทานตะวัน ต้นอ่อนทานตะวันผัดน้ำมันหอย หรือแม้แต่สลัดต้นอ่อนทานตะวัน

ส่วนใครจะเอาไปเป็นผักจิ้มน้ำพริกก็ไม่ผิดกติกา

ด้วยความที่กินง่าย และเต็มปากเต็มคำนี่เอง แม้แต่คนที่ไม่เคยนิยมชมชอบถั่วงอก เมื่อได้กินต้นอ่อนทานตะวันแล้วยังรู้สึกชอบ ติดใจ จนอยากกินอีกเรื่อยๆ

แต่ที่สำคัญซึ่งเป็นที่ถูกใจบรรดาคนรักสุขภาพทั้งหลายนั้น เห็นจะเป็นคุณค่าทางอาหาร

โดยเฉพาะคุณสาวๆ ทั้งหลาย

เพราะ 1. เป็นอาหารไดเอ็ต หรือลดอ้วน และ 2. เพียบพร้อมด้วยวิตามินหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ วิตามินบี ที่ช่วยบำรุงสายตา และช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล ขณะที่วิตามิน บี 1 บี 6 บี 12 ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันโรคสมองเสื่อม

แต่น่าเสียดาย เมื่อกินแล้วกลายเป็น “หงส์งาม” ดังเพลงลำตัดเปิดเรื่อง

“ชะ แม่งามหงส์เอย ปีกอ่อนร่อนลง เข้าในดงทานตะวัน”

เกรงว่า แม่หงส์งามจะไม่มีดงทานตะวันให้ได้ร่อนลง เพราะเพียงเป็นต้นอ่อนก็ถูกตัด ถูกเก็บเอามากินเป็นอาหารเรียบร้อยแล้ว

ฝรั่งแก้จน ที่ สุพรรณบุรี แค่ 6 ไร่ โกยเฉียดแสนต่อเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

เทคโนโลยีการเกษตร

สาวบางแค

ฝรั่งแก้จน ที่ สุพรรณบุรี แค่ 6 ไร่ โกยเฉียดแสนต่อเดือน

ในฉบับนี้ ผู้เขียนได้รับเกียรติจาก คุณพรเทพ ทัศนสุวรรณ ผู้อำนวยการ กศน. อำเภออู่ทอง และ คุณทักษพร อินทรเผือก ครูอาสาสมัคร กศน. อำเภออู่ทอง พาไปเยี่ยมชมสวนฝรั่งสร้างอาชีพแก้จน ที่เริ่มต้นจากศูนย์ จนประสบความสำเร็จ ช่วยสร้างฐานะรายได้ที่มั่นคงมาถึงทุกวันนี้ ของ คุณบุปผา เกตุสาย หรือ “เจ๊ป้อม” ปัจจุบันครอบครัวเธออาศัยอยู่บ้านเลขที่ 169 หมู่ที่ 6 ตำบลสระยายโสม อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี โทร. (087) 092-5892

ผู้คนทั่วไป เรียกชื่อสวนแห่งนี้กันติดปากว่า “สวนเจ๊ป้อม” เธอผ่านประสบการณ์การทำอาชีพเกษตรกรรมมาหลายอย่าง ทั้งทำไร่อ้อยส่งขายโรงงาน ทำไร่องุ่น สร้างเม็ดเงินหลักล้าน แต่ท้ายสุดกลับประสบปัญหาขาดทุนจนไม่เหลือเงินติดตัว อาศัยมีจักรเย็บผ้าอยู่ที่บ้าน เธอจึงนั่งเย็บผ้าหารายได้เลี้ยงครอบครัว จนเก็บเงินได้ 5,000 บาท ไปลงทุนซื้อกิ่งพันธุ์ฝรั่งมาปลูกบนเนื้อที่ 6 ไร่ เมื่อ 13 ปีที่แล้ว

ระหว่างรอต้นฝรั่งที่ปลูกให้เติบโตเต็มที่ เจ๊ป้อมก็หารายได้เสริม โดยปลูกผักอายุสั้นในแปลงฝรั่งอีกทางหนึ่ง ค่อยๆ เก็บเล็กผสมน้อย มีรายได้พอเพียงเลี้ยงครอบครัว เจ๊ป้อมบอกว่า ในช่วง 5 ปีแรก ต้นฝรั่งให้ผลผลิตดีมาก แต่ทำกำไรไม่ค่อยได้ เพราะโดนพ่อค้ากดราคา สินค้าขายไม่หมด ต้องสั่งให้ลูกจ้างเก็บผลฝรั่งออกทิ้งหลายสิบตัน โชคดีได้เพื่อนพาไปหาตลาด ทำให้สวนฝรั่งเจ๊ป้อมเริ่มเป็นที่รู้จักของผู้ซื้อ มีแม่ค้ามาติดต่อขอซื้อสินค้าไม่เว้นแต่ละวัน

“ช่วงแรกที่เปิดตลาด ปรากฏว่า สินค้าขายดีจนแทบไม่มีเวลากินข้าว ต้องทำงานตัดฝรั่งตั้งแต่ 6 โมงเช้า จนถึง 6 โมงเย็น ช่วงนั้นทำงานเหนื่อยมากจนสายตัวแทบขาด แต่ก็มีความสุขมากเช่นกัน เพราะได้กอดเงินเต็มกระเป๋า” เจ๊ป้อม กล่าว

สำหรับต้นฝรั่งรุ่นแรกที่ปลูกอายุ 10 ปี ให้ผลผลิตน้อยลง ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน เจ๊ป้อมจึงตัดสินใจรื้อแปลงเก่าออกและปลูกฝรั่งรุ่นที่ 2 ขณะนี้ ต้นฝรั่งที่ปลูกมีอายุประมาณ 2 ปีแล้ว ปัจจุบันสวนเจ๊ป้อมใช้แรงงานในครอบครัวทำหน้าที่ดูแลสวน จำนวน 2 คน

รายได้น่าทึ่งจากสวนฝรั่ง

สวนเจ๊ป้อม เน้นปลูกต้นฝรั่งพันธุ์แป้นสีทอง เป็นหลัก เพราะเป็นไม้ผลที่เหมาะสำหรับปลูกเชิงการค้า เนื่องจากให้ผลผลิตตลอดทั้งปี ปัจจุบันเธอปลูกฝรั่งพันธุ์แป้นสีทอง ประมาณ 600 ต้น ปรากฏว่า ขายดิบขายดี จนผลิตไม่ทันกับความต้องการของตลาด เรียกได้ว่า ฝรั่งพันธุ์แป้นสีทอง มีจำนวนลูกค้าเยอะกว่าฝรั่งสายพันธุ์อื่นๆ

ภายในสวนแห่งนี้ ยังปลูกฝรั่งอีก 2 ชนิด คือ ฝรั่งพันธุ์กิมจู บนเนื้อที่ 1 ไร่ และฝรั่งพันธุ์ไร้เมล็ดอีกจำนวน 60 ต้น โดยธรรมชาติแล้ว ต้นฝรั่งทั้ง 2 สายพันธุ์ เจริญเติบโตช้า แต่เธอจำเป็นต้องปลูกไว้ เพื่อเป็นทางเลือกแก่ลูกค้าที่ชื่นชอบรสชาติความอร่อยของฝรั่งทั้ง 2 ชนิด

อุปสรรคสำคัญของการทำสวนฝรั่งคือ ปัญหาแมลงวันทอง เจ๊ป้อม ใช้สารเคมีที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “ยาเหม็น” ฉีดพ่นที่ผลฝรั่งก่อนห่อผล โดยจะห่อถุงพลาสติกใสก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงวันทองเข้ามารบกวนผลผลิต หลังจากนั้นจะใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อซ้ำอีก 1 ชั้น เพื่อป้องกันแสงแดดทำลายผิวฝรั่ง

สวนฝรั่งแห่งนี้บำรุงรักษาผลผลิตอย่างดี จึงได้ผลฝรั่งคุณภาพดี ที่มีน้ำหนักเฉลี่ยผลละ 7-8 ขีด บางครั้งก็ได้ผลใหญ่ น้ำหนักผลกว่า 1 กิโลกรัม ที่นี่สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้ทุกวัน ฝรั่งแป้นสีทองขายส่งในราคากิโลกรัมละ 16 บาท ส่วนฝรั่งกิมจูขายกิโลกรัมละ 25 บาท เจ๊ป้อมมีรายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 2,000-3,000 บาท เจ๊ป้อมกางบัญชีการขายให้ดู ก็รู้สึกทึ่งมาก เพราะพื้นที่ปลูกฝรั่งแค่ 6 ไร่ ในแต่ละเดือนสามารถโกยรายได้ก้อนโตเข้ากระเป๋า ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 70,000 บาท บางเดือนได้ผลผลิตมาก รายได้ก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว มีรายได้ถึง 120,000 บาท ต่อเดือน กันเลยทีเดียว

“การทำสวนฝรั่ง มีผลผลิตให้เก็บทุกวัน ส่วนเรื่องตลาดก็หายห่วง เพราะเป็นผลไม้ยอดนิยม มียอดสั่งซื้อเข้ามาต่อเนื่อง และมีแม่ค้าขาประจำในอำเภออู่ทองเข้ามารับซื้อผลผลิตถึงสวน” เจ๊ป้อม กล่าว

ข้อแนะนำสำหรับเกษตรกรมือใหม่

สำหรับเกษตรกรมือใหม่ ที่สนใจอยากลงทุนทำสวนฝรั่ง เจ๊ป้อมบอกว่า หากปลูกในพื้นที่ 6 ไร่ ต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 200,000 กว่าบาท แต่คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม เพราะลงทุนครั้งเดียว แต่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานนับสิบปี ส่วนเรื่องพันธุ์ฝรั่ง ใช้เงินลงทุนไม่มากเท่าไหร่

เจ๊ป้อม ไปหาซื้อพันธุ์ฝรั่งมาจากอำเภอบ้านแพ้ว ในราคากิ่งละ 10 บาท และนำมาปลูกในระยะห่าง 2×2 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกต้นฝรั่งได้ประมาณ 100 ต้น ที่นี่ปลูกในลักษณะแปลงยกร่อง ขนาดความกว้าง 6 เมตร ปลูกต้นฝรั่งกลางแปลง และขึงลวดให้ลำต้นฝรั่งโน้มตัวลง มีความสูงไม่เกิน 1 เมตร วิธีนี้จะช่วย กระตุ้นให้ต้นฝรั่งแตกดอก ออกผลอยู่ตลอดเวลาแล้ว ยังสะดวกในการห่อผลฝรั่งและการเก็บผลผลิตอีกด้วย รอบแปลงก็ปลูกต้นมะม่วงเพื่อกันลมให้ต้นฝรั่งอีกทางหนึ่ง

ให้สวนฝรั่ง เป็นมรดกลูก

อาชีพการทำสวนฝรั่ง สร้างผลกำไรที่ดี มีรายได้ที่มั่นคง สร้างบ้าน ซื้อรถยนต์ ซื้อที่ดินสะสมได้หลายแปลง เนื้อที่รวมกว่า 30 ไร่ ที่ดินส่วนใหญ่เจ๊ป้อมปล่อยให้เช่าทำการเกษตรทั้งหมด เหลือปลูกฝรั่งแค่ 6 ไร่ ประสบการณ์การทำสวนฝรั่งกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ยืนยันได้ว่า อาชีพการทำสวนฝรั่งให้ผลตอบแทนที่ดีคุ้มค่ากับการลงทุน เพราะมีผลผลิตให้เก็บขายทุกวัน มีรายได้เข้ากระเป๋าอย่างต่อเนื่อง หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ยังเหลือผลกำไรถึง 50%

ทุกวันนี้ เจ๊ป้อมชักชวนลูกสาวที่ทำงานประจำในกรุงเทพฯ กินเงินเดือนหลักหมื่น ให้มาช่วยกิจการครอบครัว โดยใช้เงินลงทุนกว่า 300,000 บาท สร้างสวนฝรั่งแปลงใหม่ เนื้อที่ 10 ไร่ ในพื้นที่ตำบลทุ่งคอก อำเภอสองพี่น้อง เพื่อให้ลูกสาวเป็นผู้ดูแลกิจการ

สำหรับการเตรียมแปลงปลูกฝรั่งแห่งใหม่ ต้องจ้างรถแบ๊กโฮมาขุดยกร่องสวน ประมาณ 70,000-80,000 บาท ที่เหลือเป็นค่าซื้อเสาปูน ลวด กิ่งพันธุ์ ค่าจ้างคนงาน หลังปลูกต้นฝรั่งอายุ 8 เดือน ก็จะเริ่มไว้ลูก ฉีดพ่นฮอร์โมนเพื่อช่วยเร่งสร้างเนื้อ เพื่อให้มีเก็บเกี่ยวออกขายได้ในปีแรกของการปลูก

รายได้เสริม จาก “ฝรั่งดอง”

นอกจากขายผลฝรั่งสดให้แก่ลูกค้าแล้ว เจ๊ป้อมยังหารายได้เสริมจากการดองฝรั่งขายอีกทางหนึ่ง ปรากฏว่า ขายดิบขายดี ไม่พอขายอีกต่างหาก ทุกวันนี้ เจ๊ป้อมได้ชื่อว่า เป็นเจ้าตำรับฝรั่งดองบ๊วยรสอร่อย ที่หลายคนยกนิ้วให้ เจ๊ป้อมผลิตฝรั่งดองบ๊วยครั้งละ 160 กิโลกรัม ทุกๆ 4-5 วัน หากเป็นช่วงเทศกาล ฝรั่งดองจะขายดีมาก ต้องผลิตครั้งละไม่ต่ำกว่า 200 กิโลกรัม ขายในราคากิโลกรัมละ 25 บาท

แม่ค้าผลไม้ในพื้นที่อำเภออู่ทอง นิยมสั่งซื้อผลไม้ดองจากตลาดไท เพื่อนำมาขายปลีกให้แก่ลูกค้า ส่วนฝรั่งดองจะสั่งซื้อจากเจ๊ป้อมเป็นหลัก เพราะใครๆ ก็ติดใจในรสชาติความอร่อยฝรั่งดองสูตรเจ๊ป้อม เพราะทันทีที่กินเนื้อฝรั่งจะได้กลิ่นบ๊วยขึ้นมาทันที เคล็ดลับการทำฝรั่งดองบ๊วยของเจ๊ป้อมอยู่ที่การเลือกใช้ฝรั่งที่สดสะอาด ใช้ผงบ๊วยคุณภาพดีนั่นเอง

ขั้นตอนการทำฝรั่งดอง ใช้หลักการโดยสังเขปเช่นเดียวกับการทำฝรั่งแช่บ๊วยโดยทั่วไป เริ่มจากล้างฝรั่งให้สะอาด ปอกเปลือกฝรั่ง ล้างน้ำสะอาด แช่สารละลายที่ทำให้ฝรั่งกรอบ เช่น สารส้ม หรือน้ำปูนใสไว้ก่อน แยกมาผสมน้ำร้อน กับผงแช่บ๊วยเสร็จ เติมน้ำตาลละลายหมด กรองและทิ้งไว้ให้เย็น แล้วค่อยนำฝรั่งมาแช่น้ำบ๊วย ประมาณ 15 นาที ก่อนนำขึ้นผึ่งให้สะเด็ดน้ำ ก่อนขายควรนำฝรั่งดองไปแช่เย็นเสียก่อน เพราะฝรั่งดองยิ่งแช่เย็นยิ่งกรอบอร่อย

เจ๊ป้อมบอกว่า การทำฝรั่งดองให้ได้รสชาติอร่อย ก็ขึ้นอยู่กับเทคนิคการเลือกสายพันธุ์ฝรั่งที่จะนำมาแปรรูปด้วย ส่วนใหญ่นิยมใช้ฝรั่งพันธุ์แป้นสีทองเป็นหลัก เพราะหาง่าย ผลผลิตมีจำนวนมาก ส่วนพันธุ์กิมจู ก็สามารถนำมาดองได้ แต่ต้องดูผิวเป็นหลัก หากนำผลที่มีผิวขาวมาดอง ไส้ฝรั่งจะนิ่ม หากช่วงไหนดองฝรั่งกิมจู เธอจะเตือนแม่ค้ารีบขายให้หมดในวันเดียว หากปล่อยสินค้าค้าง จะถูกลูกค้าต่อว่าเอาได้

ส่วนฝรั่งไร้เมล็ด เมื่อนำมาแปรรูปเป็นฝรั่งดอง ลูกค้าจะถูกใจมาก เพราะไม่มีเมล็ดให้กวนใจ สามารถกินได้หมดทั้งผลนั่นเอง เจ๊ป้อมบอกว่า การทำฝรั่งดอง นิยมทำผลฝรั่งให้มีสีเขียว สีแดง แต่ลูกค้าส่วนใหญ่นิยมบริโภคฝรั่งดองสีเขียวเสียมากกว่า

หากใครสนใจอยากเยี่ยมชมสวนฝรั่งแห่งนี้ หรือสนใจอยากลิ้มลองรสชาติฝรั่งดองบ๊วยรสอร่อยของเจ๊ป้อม ก็สามารถติดต่อได้โดยตรงตามที่อยู่ข้างต้น หรือพูดคุยได้โดยตรงกับเจ๊ป้อม ที่เบอร์โทร . (087) 092-5892 ได้ทุกวัน

มรภ. สวนดุสิต เปิดศูนย์การเรียนรู้ฯ ข้าวอินทรีย์ เปิดกว้างให้ทุกคนเรียนรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05071010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

เก็บมาเล่า

สิริพร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา

มรภ. สวนดุสิต เปิดศูนย์การเรียนรู้ฯ ข้าวอินทรีย์ เปิดกว้างให้ทุกคนเรียนรู้

ปัจจุบัน การเกษตรของไทยก้าวหน้าไปมาก ทั้งเครื่องมือการทำการเกษตร หรือแม้ยาฆ่าแมลง สารเร่งการเจริญเติบโต หรือแม้แต่กระทั่งสารเพิ่มผลผลิต จนทำให้ลืมไปว่าการที่ใช้สารเคมีมากจนเกินไปทำให้เป็นอันตรายกับผู้บริโภค ดังนั้น มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ซึ่งเห็นความสำคัญในการสร้างคุณภาพชีวิตของทั้งผู้ที่ผลิตเปรียบเสมือนเป็นต้นทาง และผู้บริโภคเปรียบเสมือนปลายทาง จากที่ต้องได้รับผลกระทบจากการใช้สารเคมีต่างๆ จึงได้จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยี การปลูกข้าวอินทรีย์แบบประณีตและกรีนเทคโนโลยีจังหวัดปราจีนบุรีขึ้น

ศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยี การปลูกข้าวอินทรีย์แบบประณีตและกรีนเทคโนโลยีจังหวัดปราจีนบุรี เป็นโครงการที่เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต กรมการสัตว์ทหารบก กองทัพบก และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุครบ 5 รอบ 2 เมษายน 2558

อาจารย์กิตติศักดิ์ วสันติวงศ์ ในฐานะผู้ดูแลโครงการ และผู้จัดการบริษัท โรงสีข้าวสวนดุสิต จำกัด กล่าวว่า ศูนย์แห่งนี้จัดทำให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของประชาชน เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะข้าวซึ่งเป็นหนึ่งในอาหารหลักของคนทั้งโลก หากสามารถผลิตข้าวได้คุณภาพและปลอดสารพิษ จะทำให้ประโยชน์ต่างๆ นั้นกลับคืนมา โดยเฉพาะคุณภาพชีวิต สุขภาพร่างกายและผลผลิตที่ได้คุณภาพ และเป็นมาตรฐานการส่งออกที่ปลอดภัย

โครงการนี้เป็นกิจกรรมขยายผล โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวอินทรีย์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตที่มอบหมายให้ บริษัท โรงสีข้าวสวนดุสิต จำกัด ส่งเสริมให้ชาวนา ตำบลวัดพริก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ปลูกข้าวอินทรีย์ จนได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ของสหภาพยุโรป (EU) จากสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แห่งประเทศไทย (มกท.) มาตั้งแต่ปี 2551 และในปี 2557

อาจารย์กิตติศักดิ์ กล่าวต่อว่า นอกจากทางโครงการจะสนับสนุนให้เกษตรกรได้ปลูกข้าวอินทรีย์แล้ว ทางโครงการได้จัดทำโครงการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ร่วมกับกองทัพบก โดยกรมการสัตว์ทหารบก จัดโครงการปลูกข้าวอินทรีย์แบบประณีต ที่ประสบความสำเร็จทั้งปริมาณผลผลิตและการขอการรับรองมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์จาก Institute for Marketecology (IMO) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตามมาตรฐานของสหภาพยุโรป (EU) สหรัฐอเมริกา (USDA) และสวิตเซอร์แลนด์ (Bio Swiss) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต

โดยได้เชิญภาคีเครือข่ายร่วมกันจัดทำ ศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยี การปลูกข้าวอินทรีย์แบบประณีตและกรีนเทคโนโลยี ได้แก่ กองทัพบกโดยกรมการสัตว์ทหารบก มอบพื้นที่ว่างเปล่าในโรงเรียนทหารการสัตว์ กรมการสัตว์ทหารบก จังหวัดนครนายก เป็นที่ตั้งโครงการ บริษัท โรงสีข้าวสวนดุสิต จำกัด จัดหาทุนในการก่อสร้างศูนย์การเรียนรู้ฯ งบประมาณในส่วนของบุคลากรและบริหารโครงการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สนับสนุนงบประมาณในส่วนของการฝึกอบรม การอบรม และการศึกษาดูงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยี การปลูกข้าวอินทรีย์แบบประณีตและกรีนเทคโนโลยี เป็นสถานที่ให้การฝึกอบรม การอบรมและศึกษาดูงาน

โดยได้วางแผนการดำเนินกิจกรรมของศูนย์การเรียนรู้ฯ ไว้ว่า ใน 1 ฤดูกาลปลูกข้าว จะจัดให้มีการฝึกอบรม 1 กลุ่ม รับผู้เข้ารับการฝึกอบรมไม่เกิน 20 คน การอบรมจำนวน 6 กลุ่ม รับผู้เข้ารับการอบรมไม่เกิน 30 คน รวม 180 คน และการศึกษาดูงานรับผู้เข้ารับการศึกษาดูงานไม่เกิน 16 กลุ่ม กลุ่มละ 40 คน รวม 640 คน โดยผู้เข้าร่วมไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น โดยรับการสนับสนุนงบประมาณจาก สสส.

มาถึงวันนี้ ศูนย์การเรียนรู้ฯ ได้มีผู้ที่สนใจสมัครเข้ารับการอบรมจำนวน 4 กลุ่ม ได้แก่ ชาวนาที่สนใจจากจังหวัดพิษณุโลก จำนวน 20 คน ทหารเตรียมปลดประจำการ 3 รุ่น รุ่นละ 30 คน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนเข้ามาศึกษาดูงาน จำนวน 268 คน ในกิจกรรมการอบรม ได้จัดให้มีการให้ความรู้ในเรื่องหลักการเกษตรอินทรีย์ และการปลูกข้าวอินทรีย์แบบประณีต มีการลงมือเตรียมการเพาะกล้าการดำนาด้วยกล้าอายุน้อยและน้อยต้น ชมผลการปลูกข้าวอินทรีย์แบบประณีต และในการศึกษาดูงานจัดให้มีการดูงานการเตรียมกล้าข้าว การปลูกข้าวอินทรีย์แบบประณีต การหุงและรับประทานข้าวชนิดต่างๆ และทำอาหารคาวหวานจากข้าว

ซึ่งกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้น ภาคีเครือข่ายได้นำกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ว่างเปล่าของทหาร เมื่อครั้งเสด็จฯ เพื่อทอดพระเนตร โครงการชลประทานคลองท่าด่าน เมื่อปี 2522 ที่ถูกพัฒนามาเป็น เขื่อนขุนด่านปราการชล ที่ให้ประโยชน์แก่พสกนิกรในจังหวัดนครนายกและใกล้เคียง ความว่า

“ควรจัดทำให้เกิดประโยชน์ต่อทหารและประชาชนในด้านการฝึกอบรมวิชาชีพเกษตรเบ็ดเสร็จ เพื่อนำความรู้ไปพัฒนาถิ่นฐานของตน อันจะนำไปสู่ความมั่นคงของชาติสืบไป”

สำหรับผู้สนใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโครงการได้ที่ โทร. (037) 570-448, (037) 403-975-6

ศรชัย กัปตพล เกษตรกรเมืองมะขามหวาน ผู้ตั้งปณิธาน ทำเกษตรทฤษฎีใหม่ให้เป็นจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05072010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

เศรษฐกิจพอเพียง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วัลลภ พรหมทอง คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

ศรชัย กัปตพล เกษตรกรเมืองมะขามหวาน ผู้ตั้งปณิธาน ทำเกษตรทฤษฎีใหม่ให้เป็นจริง

คุณศรชัย กัปตพล เกษตรกรปริญญา จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาเกษตรทั่วไป จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ซึ่งแต่เดิมนั้น คุณศรชัยก็ไม่แตกต่างจากเกษตรกรทั่วไปรายอื่นๆ เท่าใดนัก ปกติหน้าฝนก็จะทำนา ส่วนหน้าแล้งก็จะปลูกผัก ปลูกยาสูบ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของเกษตรกรทั่วไปในแถบนั้น ปีไหนผลผลิตราคาดี ก็พอมีพอกินพออยู่ได้ แต่ถ้าปีไหนราคาผลผลิตตกต่ำ มีปัญหาเรื่องฝนแล้ง โรคแมลงระบาด เกษตรกรก็แทบจะสิ้นเนื้อประดาตัวไปตามๆ กัน

คุณศรชัย กัปตพล มีอาชีพทำนา มาตั้งแต่เริ่มก่อร่างสร้างครอบครัวในพื้นที่ของตัวเอง จำนวน 13 ไร่ จนกระทั่งประมาณปี พ.ศ. 2544 เขาได้ยินได้ฟังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” เขาจึงเกิดความสนใจอยากลองทำดูบ้าง โดยเริ่มต้นจากกู้เงิน ธ.ก.ส. มา 30,000 บาท มาจ้างขุดบ่อในพื้นที่แปลงนาที่มีอยู่ แล้วเอาดินมาถมที่สำหรับเป็นพื้นที่ปลูกพวกพืชผักและไม้ผล เช่น ตะไคร้ ชะอม ชมพู่ และไม้ผลอื่นๆ ผลก็คือทำให้มีรายได้ทั้งปี จากการจำหน่ายผลผลิตที่ได้ ทำให้ชำระหนี้งวดแรกหมด จึงได้กู้เงินมาเพิ่มอีก 100,000 บาท เพื่อขุดบ่อเพิ่มอีก เป็นเนื้อที่ 2 ไร่ และนำดินมาถมที่ได้ประมาณ 2 ไร่ เป็นพื้นที่สำหรับปลูกพุทรา และบริเวณขอบบ่อก็ปลูกตะไคร้ป้องกันขอบบ่อพังทลาย ปรากฏว่าทั้งตะไคร้และพุทราให้ผลผลิตดี ราคาสูง ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกปีละนับแสนบาททีเดียว

การดำเนินกิจกรรมทางการเกษตรของ คุณศรชัยนั้น เขาได้จัดรูปแบบเป็นเกษตรทฤษฎีใหม่ในลักษณะของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างครบถ้วน กล่าวคือ เขาได้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ประกอบด้วย บ่อน้ำ จำนวน 2 บ่อ เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ พื้นที่ทำนา ประมาณ 4 ไร่ พื้นที่ปลูกพืช ประมาณ 4 ไร่ ที่อยู่อาศัย ประมาณ 2 ไร่

บ่อน้ำ ทั้ง 2 บ่อ เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่นั้น คุณศรชัยใช้กักเก็บน้ำไว้ใช้ในการปลูกพืชช่วงฤดูแล้ง บริเวณขอบบ่อปลูกตะไคร้เพื่อป้องกันขอบบ่อพังทลาย ผลพลอยได้คือ เก็บตะไคร้ขายได้ปีละหลายหมื่นบาททีเดียว และเป็นรายได้หลักเช่นกัน ซึ่งเป็นการประยุกต์แนวคิดจากการปลูกหญ้าแฝกบริเวณขอบบ่อเพื่อป้องกันดินพังทลาย เพราะการปลูกตะไคร้แทนหญ้าแฝกบริเวณขอบบ่อจะทำให้เกิดประโยชน์มากกว่า คือ ตัดต้นตะไคร้ขาย ส่วนใบตะไคร้จะช่วยลดการระบาดของแมลงบางชนิด เพราะใบตะไคร้มีกลิ่นฉุน แมลงไม่ชอบ และภายในบ่อก็เลี้ยงปลา มีทั้งปลากินพืช คือ ปลานิล และปลากินเนื้อ คือ ปลาดุก อาหารปลาก็ได้มาจากผลพลอยได้จากสวน เช่น เศษผักเศษหญ้าต่างๆ ส่วนปลากินเนื้อนั้น อาหารหลักคือ แมลงที่ดักได้จากแปลงพืช นับว่าเป็นการลงทุนที่ต่ำ แต่กำไรสูง มีการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน สอดคล้องแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงทุกประการ

นาข้าว ในพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ คุณศรชัยใช้สำหรับปลูกข้าว โดยทำนาในฤดูฝนหรือนาปีเพียงครั้งเดียว เนื่องจากในช่วงหน้าแล้งน้ำที่เก็บไว้ในบ่อคงไม่เพียงพอกับการทำนาปรัง ส่วนข้าวที่ผลิตได้ก็เก็บไว้บริโภคในครัวเรือน ที่เหลือก็ขาย แต่มีปริมาณไม่มากนัก ซึ่งถือว่าการขายข้าวไม่ใช่รายได้หลักของครอบครัว

แปลงปลูกพืช ในเนื้อที่ ประมาณ 4 ไร่ ซึ่งแปลงปลูกพืชนี้ จัดไว้อย่างเป็นระเบียบ พืชหลักที่ปลูกคือ ชะอมและพุทรา โดยปลูกอย่างละแปลง เนื้อที่อย่างละประมาณ 2 ไร่ แปลงแรกเป็นแปลงปลูกชะอม อยู่ทางทิศเหนือติดกับบ่อน้ำ สะดวกในการรดน้ำและดูแลรักษา ส่วนแปลงพุทรา (พันธุ์ 3 รส) อยู่ทางทิศใต้ ติดกับบ่อน้ำอีกบ่อ ส่วนตะไคร้นั้น ส่วนใหญ่ปลูกบริเวณรอบๆ ขอบบ่อ นอกจากพืชที่เป็นรายได้หลักทั้ง 2 ชนิดแล้ว คุณศรชัย ยังปลูกพืชชนิดอื่นๆ อีกหลายชนิด เช่น มะม่วง ลำไย กล้วย แก้วมังกร ไผ่ และผักสวนครัว ซึ่งพืชเหล่านี้จะปลูกในจำนวนไม่มากนัก ปลูกไว้บริโภคในครัวเรือน หากเหลือก็นำไปแจกญาติมิตรและเพื่อนบ้าน

เนื่องจากการปลูกพุทราของคุณศรชัย เป็นการปลูกแบบอินทรีย์ คือไม่ใช้สารฆ่าแมลง จึงมีการติดตั้งหลอดไฟเพื่อดักแมลงที่จะมากัดกินหรือทำลายผลผลิต เป็นการนำความรู้ทางวิชาการสมัยใหม่ผนวกกับภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าด้วยกัน โดยติดตั้งหลอดไฟไว้ล่อแมลง เมื่อแมลงมาเกาะที่แผ่นพลาสติก แมลงก็จะล่วงตกลงไปในอ่างน้ำที่รองไว้บนพื้น วัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นการป้องกันกำจัดแมลง และแมลงที่ดักได้ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือแมลงที่มีขนาดใหญ่ (บริโภคได้) ก็นำไปทอดจำหน่าย ส่วนแมลงขนาดเล็ก ก็นำไปเลี้ยงปลาในบ่อ เป็นการประหยัดค่าอาหารปลา กรณีนี้ไม่ผิดจากคำพังเพยโบราณที่ว่า “ยิงปืนนัดเดียว ได้นก 2 ตัว”

อีกกรณีหนึ่งที่น่าทึ่งสำหรับการปลูกพุทราภายในสวนของคุณศรชัยคือ การทำสาวต้นพุทรา เพื่อให้ได้ผลผลิตสูง-คุณภาพดี ไม่ให้ต้นสูงเกินไป เก็บเกี่ยวลำบาก เป็นแหล่งสะสมโรคและแมลง มีเคล็ดลับในการทำสาวต้นพุทราโดยการตัดปลายยอดให้เหลือไว้ ประมาณ 2 เมตร แล้วควั่นที่โคนต้น เพื่อให้ต้นเดิมตายและแตกกิ่งใหม่ที่ตอด้านข้าง ส่วนต้นเดิมที่ตายไปนั้น ในระยะแรกก็เก็บไว้เป็นหลักสำหรับผูกพยุงต้นที่แตกขึ้นมาใหม่ เมื่อต้นใหม่แข็งแรงดีแล้ว จึงตัดต้นเดิมที่ตายนั้น แล้วนำไปเผาถ่านเพื่อเก็บน้ำส้มควันไม้ ได้ทั้งถ่านและน้ำส้มควันไม้สำหรับนำไปใช้ในการป้องกัน-กำจัดแมลง

ที่อยู่อาศัย…คุณศรชัย ได้ใช้พื้นที่ ประมาณ 2 ไร่ สำหรับเป็นที่อยู่อาศัย ประกอบด้วยบ้านพักอาศัย จำนวน 1 หลัง มีลานจอดรถ เล้าไก่พื้นเมือง เตาเผาถ่านน้ำส้มควันไม้ และบริเวณทำน้ำหมักชีวภาพสำหรับใช้เป็นปุ๋ยในการปลูกพืช นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่สำหรับเป็นที่นัดพบของแขกหรือเกษตรกรที่มาเยี่ยมชมหรือศึกษาดูงาน รวมทั้งพื้นที่สำหรับวางและคัดแยกผลผลิตก่อนนำไปจำหน่าย

จากการทุ่มเทในการทำการเกษตรอย่างเต็มพละกำลังและความสามารถของคุณศรชัยและครอบครัว ทำให้มีรายได้อย่างเพียงพอ มีความเป็นอยู่อย่างสบายตามอัตภาพ ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินเช่นเกษตรกรทั่วไปรายอื่นๆ และสามารถส่งบุตรทั้ง 2 คน เรียนจนจบระดับปริญญาตรี รายได้หลักของครอบครัวประกอบด้วย รายได้จากการจำหน่ายชะอม เป็นเงินประมาณ 70,000 บาท ต่อปี จำหน่ายตะไคร้ เป็นเงินประมาณ 40,000-50,000 บาท ต่อปี และจากการจำหน่ายพุทรา เป็นเงินประมาณ 40,000-50,000 บาท ต่อปี ส่วนผลผลิตอื่นๆ เช่น ปลา ไก่ และไข่ สามารถจำหน่ายได้บ้าง แต่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะใช้เพื่อการบริโภคภายในครัวเรือน

จากปณิธานที่แน่วแน่ในการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ คุณศรชัย กัปตพล โดยยึดหลัก พอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี โดยมีรูปแบบดังนี้

พอประมาณ…คือ ทำเท่าที่ตนเองทำได้ ไม่มากไม่น้อย มีความพอดี ใช้แรงงานในครอบครัวตนเองเป็นหลัก

มีเหตุผล…คือ ปลูกพืชครั้งเดียวเก็บผลผลิตได้ในระยะเวลายาวนาน เช่น ชะอม พุทรา และยังสามารถนำต้นพุทราไปเผาถ่าน เก็บน้ำส้มควันไม้ไว้ป้องกันกำจัดแมลง ใช้กิ่งทำฟืนหุงต้ม ประหยัดเชื้อเพลิงพวกก๊าซธรรมชาติ

มีภูมิคุ้มกันในตัวเองที่ดี…คือ ไม่ว่าภายภาคหน้าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ก็สามารถที่จะอยู่ได้อย่างไม่เดือดร้อน เพราะมีรายได้ที่มั่นคง มีอาหารไว้บริโภคอย่างเพียงพอ เช่น ข้าว พืชผัก ปลา ไก่ และไข่

ภายใต้เงื่อนไข

– ความรู้ …(รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง) คือมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินกิจการ เช่น การนำระบบน้ำแบบมินิสปริงเกลอร์มาใช้ในแปลงปลูกพืช เพื่อเป็นการประหยัดน้ำ ประหยัดเวลา และไม่ทำให้มีวัชพืชขึ้นในแปลงเป็นจำนวนมาก

– คุณธรรม…(ซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน แบ่งปัน) คือ มีความซื่อสัตย์ จริงใจ สุจริตต่อลูกค้า ทำงานหนักและอดทนต่อความยากลำบาก ให้การแบ่งปันทั้งสิ่งของและความรู้มากมาย เช่น การเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียง มีนักวิชาการ นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปมาศึกษาดูงานเป็นจำนวนมาก เช่น อธิบดีเกษตรประเทศเวียดนาม คณะ อบต. จากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ นักเรียน/นักศึกษา ภายในจังหวัดและต่างจังหวัด เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้เอง คุณศรชัย จึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นเหรัญญิกกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต คณะกรรมการกองทุนเงินล้าน ครูบัญชีเกษตรอาสา ประมงอาสา หมอดินอาสา ฯลฯ และจากการที่เป็นบุคคลที่ทรงความรู้ด้านการเกษตรและถ่ายทอดความรู้ไปยังบุคคลอื่นๆ โดยไม่หวงความรู้ จึงทำให้ได้รับรางวัลมากมาย เช่น

– ปี 2546 รางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาไร่นาสวนผสม รางวัลที่ 3 ของจังหวัดเพชรบูรณ์

– ปี 2549 รางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาเศรษฐกิจพอเพียง ของจังหวัดเพชรบูรณ์

– ปี 2549 รางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาเศรษฐกิจพอเพียงของภาคเหนือ

– ปี 2549 รางวัลเกษตรกรดีเด่น รางวัลที่ 2 สาขาไร่นาสวนผสมของภาคเหนือ

– ปี 2549 รางวัลชมเชยเกษตรกรดีเด่น สาขาเศรษฐกิจพอเพียง ระดับประเทศ

– ปี 2549 สวนของคุณศรชัย กัปตพล ได้รับการคัดเลือกให้เป็นโครงการ หนึ่งตำบล หนึ่งฟาร์ม

คุณศรชัย กัปตพล ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ อาจจะไม่ได้ทำให้ร่ำรวยมากนัก แต่ไม่ต้องไปหางานทำที่อื่น ที่สำคัญมีอาหารที่ปลอดภัยไว้บริโภค ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ทำให้มีความสุขและความอบอุ่นในครอบครัว…สนใจรายละเอียด หรือข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ คุณศรชัย กัปตพล บ้านเลขที่ 124 หมู่ที่ 8 ตำบลตาลเดี่ยว อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ 67110 โทร. (085) 729-6938 หรือ (086) 212-7050

ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง นครสวรรค์ สุพจน์ โคมณี ยินดีนำเสนอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05074010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

เศรษฐกิจพอเพียง

ธีรวุฒิ เหล่าสงคราม

ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง นครสวรรค์ สุพจน์ โคมณี ยินดีนำเสนอ

อำเภอชุมแสง เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ อยู่ห่างจากตัวเมืองนครสวรรค์ ประมาณ 39 กิโลเมตร อำเภอชุมแสงมีสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจหลายที่ อากาศค่อนข้างร้อน ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา

คุณวิโรจน์ ชลวิริยะกุล เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครสวรรค์ เล่าว่า สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครสวรรค์ เป็นหน่วยงานที่ได้น้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาปรับใช้ในการดำเนินงาน ในส่วนของการถ่ายทอดและศึกษาดูงาน ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน ของ คุณสุพจน์ โคมณี เป็นแหล่งเรียนรู้หลัก ซึ่งมีการอบรมตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2551 จนถึง ปี พ.ศ. 2558 มีเกษตรกรเฉพาะเครือข่ายของสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครสวรรค์ ที่ผ่านการอบรมแล้ว 2,803 ครัวเรือน เป็นเกษตรกรที่อาศัยอยู่ภายใน 15 อำเภอ ของจังหวัดนครสวรรค์ และได้นำความรู้ที่ได้จากศูนย์แห่งนี้ไปขยาย และถ่ายทอดในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องการทำนา การเลี้ยงปลาในแปลงนา การปลูกผักยกแคร่ นอกจากเกษตรกรที่มาเรียนรู้ในศูนย์แห่งนี้แล้ว ยังมีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาศึกษาเรียนรู้ที่ศูนย์แห่งนี้เป็นจำนวนมาก ทางศูนย์มีความสำคัญและมีประโยชน์อย่างมาก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครสวรรค์เป็นอย่างมาก เพราะทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครสวรรค์ ให้ความสำคัญในการน้อมนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการทำการเกษตรของเกษตรกรภายในจังหวัด

รู้จริง ทำจริง

คุณสุพจน์ กล่าวว่า ก่อนที่จะมาจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน จังหวัดนครสวรรค์ ที่บ้าน เลขที่ 9 หมู่ที่ 6 ตำบลหนองกระเจา อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ แห่งนี้ ตนเองประกอบอาชีพเกษตรกรรมสืบทอดมาจากบิดา มารดาของตน เป็นการทำการเกษตรแบบเชิงเดี่ยว ที่เน้นเรื่องปริมาณ แต่ด้วยความเปลี่ยนแปลงทางด้านฤดูกาล บางปีน้ำหลาก บางปีน้ำแล้ง การเพาะปลูกจึงไม่ประสบความสำเร็จ ปี พ.ศ. 2536 คุณสุพจน์ ได้เข้าร่วมฝึกอบรมการทำเกษตรแบบผสมผสานของจังหวัดนครสวรรค์ เมื่อได้รับความรู้จากการอบรมในครั้งนั้น ก็ได้นำความรู้นั้นมาปรับเปลี่ยนทัศนคติและวิธีการทำเกษตรกรรมของตนเอง จากที่เน้นเรื่องปริมาณผลผลิตเพื่อการค้า มาเป็นการเกษตรแบบพึ่งพาตนเองเพื่อบริโภคในครัวเรือน ปี พ.ศ. 2538 ได้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในอำเภอชุมแสง ทำให้ไร่นาที่ตนเองทำได้รับความเสียหายจนทำให้เกิดหนี้สินจำนวนมาก

ปี พ.ศ. 2539 ได้ตัดสินใจกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อนำมาฟื้นฟูพื้นที่เพาะปลูก และริเริ่มทำการเกษตรตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ และซื้อที่ดินเพิ่มอีก 20 ไร่ แบ่งสัดส่วนพื้นที่เป็น 30-30-30-10 หรือ นาข้าว 6 ไร่ พื้นที่กักเก็บน้ำ 6 ไร่ ปลูกไม้ผล 6 ไร่ ที่อยู่อาศัย ปลูกพืชผักสวนครัว และเลี้ยงสัตว์ 2 ไร่ ชีวิตครอบครัวเริ่มดีขึ้น มีผลผลิตเพื่อการบริโภคภายในครัวเรือน ส่วนที่เหลือก็สามารถนำไปจำหน่ายเป็นรายได้

ปี พ.ศ. 2539-2541 เริ่มขยายพันธุ์ไม้ผลในสวนของตนเองโดยการตอนกิ่ง เพื่อขายส่ง จนสามารถใช้หนี้สินที่กู้ยืมมาจากธนาคารได้หมดภายในระยะเวลา 6 ปี จากการขายกิ่งพันธุ์ต่างๆ จึงเริ่มจัดตั้งเป็นสวนเพื่อจำหน่ายพันธุ์ได้ ในชื่อ “สวนศรีอรุณพันธุ์ไม้” และเนื่องจากในช่วงปีนี้เป็นช่วงที่ภาครัฐต้องการพันธุ์ไม้ในการแจกสูง จึงบริจาคให้กับโรงเรียน 8 แห่ง ในอำเภอชุมแสง และอำเภอหนองบัว

ปี พ.ศ. 2550 ได้เป็นศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดนครสวรรค์ ที่บ้าน เลขที่ 33 หมู่ที่ 5 ตำบลหนองกระเจา อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์

ปี พ.ศ. 2554 เนื่องจากพื้นที่หมู่บ้านหนองข่อย หมู่ที่ 5 นั้น ประสบปัญหาน้ำท่วม และอยู่ติดกับชุมชน จึงตัดสินใจซื้อที่ดินในหมู่ที่ 6 จำนวน 32 ไร่ และได้นำประสบการณ์จากการทำการเกษตรที่บ้านหนองข่อยมาปรับใช้ และวางแผนผังของพื้นที่ โดยเริ่มจากการมองปัญหาของที่ดินแห่งนี้ พบว่า

1. พื้นที่นี้ประสบปัญหาดินเสีย เนื่องจากเกษตรกรรายเก่าใช้สารเคมีในการทำการเกษตร

2. น้ำท่วมทุกปี

3. ไม่มีน้ำใช้ในฤดูแล้ง 3 ข้อนี้ เป็นปัญหาหลักที่พบในพื้นที่แห่งนี้ จึงเริ่มแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำท่วม โดยการยกคันดินรอบพื้นที่ 32 ไร่ คันดินมีความสูง 3 เมตร ปัญหาเรื่องน้ำขาดแคลนในฤดูแล้ง แก้ไขโดยการสูบน้ำบาดาลมาใช้ในพื้นที่ และนำแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่มาใช้ในการวางแผนผังของพื้นที่ การทำการเกษตรของที่นี่ เป็นการทำการเกษตรแบบเกื้อกูล เน้นด้านการบริหารจัดการน้ำ คิดเป็นพื้นที่น้ำทั้งหมด 8 ไร่ โดยวางระบบน้ำเป็นไหลวนรอบพื้นที่ เริ่มจากบ่อพัก ผ่านไปยังพื้นที่เลี้ยงสัตว์ สัตว์ที่เลี้ยงคือ เป็ด เลี้ยงจำนวน 40 ตัว เลี้ยงเพื่อเติมปุ๋ยให้กับน้ำและเพื่อบริโภคไข่ น้ำจะอยู่ตรงพื้นที่นี้ 7 วัน แล้วจึงปล่อยสู่บ่อพัก 8-10 วัน จึงสามารถปล่อยไปยังพื้นที่ทำการเกษตร คือพื้นที่นาข้าว พันธุ์ข้าวที่ปลูกมี พันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ และพันธุ์หอมมะลิ 105 คิดเป็นพื้นที่นาข้าว จำนวน 8 ไร่ หลังจากผ่านพื้นที่การเกษตรจะปล่อยน้ำให้ไหลเข้าสู่บ่อเลี้ยงปลา การเลี้ยงปลาของที่นี่จะเป็นการเลี้ยงปลาแบบห่วงโซ่อาหาร โดยเลียนแบบระบบนิเวศ พันธุ์ปลาที่เลี้ยง มีพันธุ์ปลาแรด ปลาสลิด ปลาหมอ และมีการเลี้ยงหอยขมเพื่อให้เป็นอาหารของปลา เนื่องจากในช่วงแรก คุณสุพจน์ใช้ข้าวเปลือกในการเลี้ยงปลา แล้วปรากฏว่า ปลาโตช้า จนได้นำปลาที่เลี้ยงมาผ่าท้องดู และพบว่า ในท้องของปลานั้นมีหอยชนิดนี้อยู่ จึงเลี้ยงหอยขมเพื่อเป็นอาหารของปลา และปล่อยน้ำให้ไหลเวียนไปยังบ่อพัก ด้านการปลูกพืชและผัก การปลูกผักจะปลูกผักตามฤดูกาล และมีการปลูกผักแบบยกแคร่

ปลอดสารพิษ

ชีวิตมีสุข

ระบบการทำการเกษตรของที่ศูนย์แห่งนี้ เป็นเกษตรแบบปลอดสารพิษ มีไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับ และเลี้ยงสัตว์ ทำการเกษตรแบบรู้จักใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างพอเพียง ใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้จักคุณค่า ทำปุ๋ยอินทรีย์และชีวภาพด้วยตนเอง ทดแทนการใช้สารเคมี สามารถลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนลงได้

จากการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการประกอบอาชีพ จนกระทั่งเป็นตัวอย่างความสำเร็จขยายผลองค์ความรู้ให้แก่ผู้อื่น คุณสุพจน์ จึงจัดตั้งหลักสูตรการฝึกอบรมของศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดนครสวรรค์แห่งนี้ เพื่อปรับแนวคิดและพฤติกรรมของเกษตรกร ให้สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เน้นการเรียนรู้ การดำเนินกิจกรรมตามธรรมชาติที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิตในปัจจุบัน ในหลักสูตร “การประยุกต์ใช้หลักการเศรษฐกิจพอเพียงอย่างไรให้สัมฤทธิ์ผล” โดยมีกิจกรรม 15 ฐานเรียนรู้ ประกอบด้วย

1. ฐานการปรับแนวคิดและพฤติกรรมสู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ประโยชน์ : เป็นการปรับฐานความรู้ เพื่อการพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งตั้งอยู่บนทางสายกลางและความไม่ประมาท คำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี โดยใช้ความรู้และคุณธรรมประกอบการวางแผนและตัดสินใจ

2. ฐานการปลูกผักปลอดจากสารพิษ

ประโยชน์ : เป็นการนำหลักการทรงงาน หัวข้อ “ประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด และ ทำง่าย”

3. ฐานธรรมชาติฟื้นฟูธรรมชาติ

ประโยชน์ : เป็นวิธีการเพาะเลี้ยงเชื้อราขาวหรือจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติ สามารถช่วยย่อยสลายซากพืช ซากสัตว์ได้

4. ฐานการทำแก๊สชีวภาพ

ประโยชน์ : แก๊สชีวภาพเกิดจากกระบวนการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ สามารถนำมาใช้แทนก๊าซหุงต้มภายในครัวเรือนได้ และกากที่ได้จากการย่อยสลายสามารถนำไปทำเป็นปุ๋ยได้

5. ฐานการห่มดิน

ประโยชน์ : การห่มดิน เป็นวิธีการเพิ่มจุลินทรีย์ย่อยสลาย ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตในดินที่มีประโยชน์ต่อพืช

6. ฐานเล่นขี้ ปลดหนี้ หายจน

ประโยชน์ : เป็นวิธีการทำปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอก ที่เป็นธาตุอาหารของจุลินทรีย์ในดิน

7. ฐานโรงปุ๋ยมีชีวิต ปลาผลิตปุ๋ย

ประโยชน์ : เป็นการใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า นำน้ำจากการเลี้ยงปลาที่มีธาตุอาหารไปใช้ในการรดพืชผักได้

8. ฐานการปลูกไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง

ประโยชน์ : เป็นวิธีการรักษาสมดุลทางธรรมชาติ โดยใช้หลักการพึ่งพาอาศัยจากหลากหลายพันธุ์พืช เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน

9. ฐานการเลี้ยงปลาตามวิถีธรรมชาติ ผลิตอาหารปลา

ประโยชน์ : เป็นการเลี้ยงปลาตามสภาพธรรมชาติ ต้นทุนต่ำ

10. ฐานพืชสมุนไพร

ประโยชน์ : เป็นการนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนไทย

11. ฐานการจัดทำบัญชีครัวเรือน

ประโยชน์ : ทำให้รู้รายรับ รายจ่าย รู้หนี้สิน ใช้จ่ายอย่างรอบคอบมากขึ้น

12. ฐานการขยายพันธุ์ไม้

ประโยชน์ : สามารถขยายพันธุ์ไม้ได้โดยวิธีการต่างๆ เช่น การติดตา ตอนกิ่ง เป็นต้น

13. ฐานเกษตรทฤษฎีใหม่

ประโยชน์ : เป็นการจัดสิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างสมดุลและยั่งยืน

14. ฐานพืชพลังงานทดแทน

ประโยชน์ : เป็นการผลิตน้ำมันบนดินใช้เอง

15. ฐานเตาเผาถ่านน้ำส้มควันไม้

ประโยชน์ : นำไปใช้เป็นสารไล่แมลง

ด้วยประสบการณ์ในการทำการเกษตรที่ยาวนาน จึงสามารถนำความรู้และประสบการณ์มาใช้ได้อย่างบูรณาการ และสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ผู้ที่เข้ามาฝึกอบรมได้อย่างเต็มที่ ซึ่งฐานการเรียนรู้ทั้ง 15 ฐานนี้ จะใช้เวลาในการเรียนรู้ทั้งหมด 27 ชั่วโมง โดยผู้ที่เข้ามาฝึกอบรมจะได้เรียนรู้ตั้งแต่ฐานแรก และได้ลงมือปฏิบัติจริงในทุกขั้นตอน

กิจกรรมที่ทำอยู่ ได้รับความสนใจจากเกษตรกรในประเทศ รวมทั้งชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ เจ้าของได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย จนระยะหลังเขาไม่ขอส่งกิจกรรมเข้าประกวด

วันที่ทีมงานแวะไปเยี่ยมชม ภรรยาคุณสุพจน์ นำผลผลิตมาทำอาหารให้กิน เริ่มจากข้าวหอมมะลิ กลิ่นหอมกรุ่น ไข่เป็ดสดๆ นำมาเจียว ผักบุ้งมาผัดกับหมู มะเขือแกงไก่

ตบท้ายด้วยขนม จากมันสำปะหลัง

พวกเราลืมตัว กินกันคนละจานสองจาน จนง่วงนอนไปตามๆ กัน

สำหรับหน่วยงาน หรือผู้ที่สนใจเข้าฝึกอบรมและหาความรู้ ติดต่อได้ที่ “ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดนครสวรรค์” เลขที่ 9 หมู่ที่ 6 ตำบลหนองกระเจา อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ โทรศัพท์ (081) 041-0911 คุณสุพจน์ โคมณี

ข้าวไข่ดิบ กินดิบแบบญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05076010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

ข้าวไข่ดิบ กินดิบแบบญี่ปุ่น

ยังอยู่ที่ญี่ปุ่นค่ะ คราวนี้จะมาชวนกัน “กินดิบ”

เรื่องการกินอาหารดิบๆ นี่ไม่ใช่แค่เป็นวัฒนธรรมการกินแบบญี่ปุ่นเท่านั้นนะ แต่ยังเป็นเทรนด์ฮิตของการกินเพื่อสุขภาพด้วย

แนวทางการ “กินดิบ” หรือการกินอาหารสดๆ รวมทั้งอาหารที่ผ่านการปรุงสุกเพียงไม่เกิน 25 เปอร์เซ็นต์ ต่อมื้อ ที่ฝรั่งเรียกว่า “รอว์ ฟู้ด” (Raw Food) นั้น เชื่อกันว่าเป็นวิธีการง่ายที่สุดในการหลีกเลี่ยงไขมัน เพราะอาหารเป็นของธรรมชาติล้วนๆ ไม่มีการเสริมเติมแต่งด้วยเครื่องปรุงรสหรือวิธีการผัดทอดใดๆ

ดังนั้น ผลพลอยได้อีกทางหนึ่งของการกินดิบก็คือ การควบคุมน้ำหนักได้ดี หรือจะเอาไปใช้ในการลดน้ำหนักด้วยก็ได้

ทฤษฎี “รอว์ ฟู้ด ไดเอ็ท”-Raw Food Diet นี้อาจจะไม่มีที่มาที่ไปชัดเจนนัก หรือยังไม่มีคนนำไปสร้างโปรแกรมลดน้ำหนักจนได้ผลโครมคราม แต่ก็มีงานวิจัยในสหรัฐอเมริกาว่า คนที่กินอาหารสดๆ มีน้ำหนักตัวลดลง และรู้สึกว่าตัวเองมีกำลังวังชากระปรี้กระเปร่ายิ่งขึ้น

ตามทฤษฎีนี้เชื่อว่า การปรุงอาหารรังแต่จะเป็นช่องทางเพิ่มพูนไขมัน ซึ่งเกิดจากการนำวัตถุดิบไปผ่านความร้อน ทำให้กรดไขมันแตกตัวออกมา อาหารกลายเลยย่อยยาก และยังมีสารอาหารบางอย่างสูญหายไปในขณะที่ถูกความร้อน แต่ถ้าเป็น “รอว์ ฟู้ด” จะย่อยง่ายและคงสารอาหารเอาไว้ครบถ้วน

อันที่จริงหากมองย้อนกลับไปสู่ต้นทางสายธารวัฒนธรรม ก่อนที่เราจะวิวัฒนาการมาจนถึงทุกวันนี้ มนุษย์ก็ผ่านการกินอาหารดิบมาเป็นพันปีเลยทีเดียว และในอดีตบรรพบุรุษของพวกเราส่วนใหญ่เป็นนักมังสวิรัติด้วยซ้ำไป จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการบริโภคเนื้อสัตว์ที่อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคร้ายแรงแต่อย่างใด

การรู้จักใช้ไฟมาปรุงอาหารให้สุก เป็นขั้นตอนหนึ่งของวิวัฒนาการมนุษย์ แล้วเราก็สร้างสังคมที่ปรุงแต่งอาหารอย่างซับซ้อนจนกระทั่งกระบวนการปรุงแต่งเหล่านั้นย้อนกลับมาทำร้ายและทำลายสุขภาพของพวกเราเอง สุดท้ายก็หวนกลับคืนมานิยมชมชื่นการกินดิบแบบคนโบราณอีกครั้ง

ว่ากันว่าศาสตร์แห่งการกินดิบ หรือ “รอว์ ฟู้ด” นี้ปรากฏขึ้นในโลกโภชนาการ ราวศตวรรษที่ 19 จากสองนักวิชาการคนสำคัญ คือ แอน วิกมอร์ และ เฮอร์เบิร์ต เชลตัน ที่บอกว่า ผลไม้และผักสดคืออาหารที่ดีเลิศสำหรับมนุษย์ หลังจากนั้นก็มีนักโภชนาการคนอื่นออกมาสนับสนุน ว่าการกินของสดจะมีเอนไซม์บางอย่างที่มีประโยชน์ปล่อยออกมาในปากขณะที่เราเคี้ยวอาหาร ซึ่งเอนไซม์ดังกล่าวช่วยในการย่อยและดูดซับสารอาหารได้ดียิ่งขึ้น

ต่อมาใน ปี ค.ศ. 1984 มีหนังสือ ชื่อ The New Raw Energy ของ เลสลี เคนตัน ออกมาช่วยกระพือแนวคิดอาหารกินดิบให้แพร่กระจายกว้างขวางออกไปอีก ทำให้กระแสความนิยมกินผักผลไม้และอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงเกิดขึ้นทั่วโลก

แต่สำหรับคนญี่ปุ่นนั้น ไม่ว่าจะมีทฤษฎีกินดิบหรือไม่มี พวกเขาก็นิยมชมชอบการกินอาหารสดๆ จากธรรมชาติ โดยผ่านการปรุงแต่งให้น้อยที่สุดเป็นปกติอยู่แล้ว

แน่นอนมิใช่ว่า อาหารทุกอย่างจะสามารถกินแบบ “กินดิบ” ได้หมด โดยไม่ผ่านขั้นตอนการปรุงเลย ของที่จะกินดิบได้อย่างสบายอกสบายใจนั้น สิ่งแรกที่ต้องมีคือ ความสด สะอาด ปลอดภัย ทั้งจากเชื้อโรคและสารพิษ นั่นหมายถึงว่าต้องเป็นวัตถุดิบที่มาจากแหล่งผลิตหรือเพาะเลี้ยงที่สะอาดปราศจากสารเคมี หรือไม่ก็ต้องมาจากแหล่งกำเนิดในธรรมชาติที่ไม่ปนเปื้อนพิษภัยใดๆ ที่หลายคนชอบเรียกว่าเป็นอาหาร “ออร์แกนิก” นั่นเอง

ประเทศญี่ปุ่น เป็นเกาะล้อมรอบด้วยมหาสมุทรแปซิฟิก ไม่มีพื้นที่ส่วนใดเชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่เลย ดังนั้น สภาพภูมิประเทศจึงเอื้อให้มีทรัพยากรทางทะเลอันอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง สามารถหาอาหารที่ธรรมชาติมอบให้ได้ตลอดปี มีความหลากหลายแตกต่างกันไปในแต่ละฤดูกาล ประกอบกับญี่ปุ่นเป็นประเทศที่พัฒนาสูงสุดในทวีปเอเชีย จึงเข้มงวดในการผลิตอาหารที่สะอาดปลอดภัย เพื่อให้เกิดสภาพแวดล้อมดีที่สุดแก่พลเมือง

ใครที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นบ่อยๆ จะพบว่า อาหารที่คนญี่ปุ่นบริโภคภายในประเทศทุกระดับราคาล้วนเป็นอาหารที่สะอาด ปลอดภัย ดีต่อสุขภาพ ผ่านการคัดสรรมาแล้วทั้งสิ้น และด้วยข้อจำกัดของสภาพพื้นที่ราบซึ่งมีน้อย ขณะที่ประชากรมีปริมาณมากถึง 127 ล้านคน ทำให้การเกษตรของญี่ปุ่นคำนึงถึงความปลอดภัยต่อชีวิตและชุมชนอย่างสูง มีความเข้มงวดในเรื่องการใช้สารเคมี อาหารจากแหล่งผลิตในประเทศจึงสะอาดปลอดภัยสำหรับการบริโภค

แม้จะกินแบบดิบๆ

อาหารทะเลอันอุดมสมบูรณ์ที่จับได้จากมหาสมุทรแปซิฟิกนั่นเอง ที่ทำให้คนญี่ปุ่นมีโอกาสลิ้มรสชาติเนื้อสัตว์ทะเลสดๆ ที่หวานอร่อยและสะอาดปลอดภัยตามธรรมชาติ กลายเป็นความนิยมกินปลาดิบและอาหารทะเลดิบๆ มาตั้งแต่ต้น และวิวัฒนาการมาเป็นวัฒนธรรมการกินอาหารแบบญี่ปุ่นที่มีปลาดิบ “ซาซิมิ” และข้าวปั้นหน้าปลาดิบ หรือ “ซูชิ” ที่โด่งดังได้รับความนิยมไปทั่วโลก

แต่อาหารญี่ปุ่นที่กำลังจะแนะนำให้รู้จักนี้ ไม่ใช่ทั้ง ซูชิ และ ซาซิมิ มันคือ “ทามาโกะ คาเคะ โกฮัง” -Tamago Kake Gohan (Egg Over Rice) หรือ “ข้าวราดไข่ดิบ”

คนญี่ปุ่นเขานิยมกินไข่ไก่ดิบกันมาก เพราะไข่ของเขาสะอาด อร่อย และสามารถเลี้ยงให้ได้กลิ่นหอมพิเศษ แปลกแตกต่างไปจากกลิ่นคาวไข่ไก่ตามธรรมชาติ แบบที่เรารู้จักคุ้นเคยกัน ข้าวไข่ดิบจึงเป็นอาหารคนยากแสนอร่อยที่คนต่างถิ่นได้ลิ้มชิมรสแล้วจะต้องติดใจไปตามๆ กัน

เรื่องเกษตรก้าวหน้านี่ต้องยกให้เกษตรกรชาวญี่ปุ่นจริงๆ เมื่อเร็วๆ นี้ เกษตรกรในจังหวัดโคชิ เมืองที่อยู่ทางใต้สุดของเกาะชิโกกุ และมีชื่อเสียงในการปลูกส้มยูสุที่มีกลิ่นหอมและรสชาติหวานอมเปรี้ยวแสนอร่อย สามารถผลิต “ไข่ไก่กลิ่นส้ม” หรือ “ยูสุทามะ” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ไม่มีการเติมแต่งสารเคมี หรือตัดต่อพันธุกรรมแต่อย่างใด

วิธีการทำไข่ไก่กลิ่นส้มนี้ก็คือ การป้อนอาหารที่มีส่วนผสมของเปลือกส้มยูสุตลอดระยะเวลาการเลี้ยง ทำให้ไข่ไก่ที่ออกมามีกลิ่นหอมของส้มตามธรรมชาติ กลิ่นหอมของส้มยูสุนี้สัมผัสได้ตั้งแต่เปลือกไข่จนถึงเนื้อในเลยทีเดียว และกลิ่นจะยิ่งหอมหวนเมื่อตอกไข่ออกมา

ที่เด็ดกว่านั้นก็คือ รสชาติของไข่ทั้งใบจะยังคงความหอมหวานแบบไข่ไก่ โดยไม่มีรสเปรี้ยวของส้มแต่อย่างใด

“ยูสุทามะ” เหมาะกับเมนูอาหารไข่ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นไข่เจียว ไข่ตุ๋น หรือใส่ในข้าวผัดและราเมน แต่หากต้องการสัมผัสถึงรสหวานและความหอมของไข่ไก่แล้ว เมนูเด็ดที่สุด คือ “ทามาโกะ คาเคะ โกฮัง” หรือ ข้าวหน้าไข่สด

ทามาโกะ คาเคะ โกฮัง แม้จะเป็นอาหารพื้นๆ เรียบง่าย ราคาถูกที่สุด แต่ก็ถือว่าเป็นสุดยอดอาหารที่ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าสามารถเพิ่มพลังและความสดชื่นให้กับร่างกายที่เหนื่อยล้า หรือผู้ป่วยที่อยู่ในช่วงพักฟื้น

วิธีทำแสนจะง่ายดาย เพียงแค่ตอกไข่ไก่สดลงในข้าวสวยร้อนๆ จากนั้นก็ตีให้เข้ากัน พร้อมแต่งรสด้วยซีอิ๊วหรือเกลือเล็กน้อย เพียงเท่านี้ก็จะได้สัมผัสกับรสชาติหอมหวานที่แท้จริงแบบธรรมชาติของไข่ไก่สด

ตอนที่ไข่ไก่กลิ่นส้มออกสู่ตลาดใหม่ๆ จำหน่ายกันโหลละประมาณ 1,000 เยน คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน 350 บาท เฉลี่ยตกฟองละ 30 บาท โดยประมาณ แพงกว่าไข่ทั่วไปราว 30%

เสียดายมากที่ร้านอาหารในโอซาก้าไม่มีไข่ “ยูสุทามะ” ให้ชิม แต่ก็มีโอกาสได้ลิ้มชิมข้าวหน้าไข่สด ซึ่งเป็นไข่จากฟาร์มเกษตรอินทรีย์หรือไข่ออร์แกนิกที่สะอาดปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์

คนญี่ปุ่นกินทามาโกะ คาเคะ โกฮังกันมาตั้งแต่ยังเล็กจนโต หลายบ้านแทบจะใช้เป็นอาหารเช้าเกือบทุกวันเลยก็ว่าได้ เพราะทำง่าย กินง่าย มีแค่ข้าวสวยร้อนๆ กับไข่สด 1 ฟอง และโชวยุหรือซีอิ๊วญี่ปุ่นแค่ไม่กี่หยด ก็ชูรสให้อาหารจานนี้อร่อยเลิศแล้ว

จุดเด่นของไข่ไก่ญี่ปุ่นคือ ความสด สะอาด และปราศจากกลิ่นคาว เพราะเขาเลี้ยงไก่ในสภาพแวดล้อมที่ดีจริงๆ ไม่มีการมาโกหกหลอกลวงแบบบ้านเรา ที่อ้างแค่ชื่อว่าเป็นเกษตรอินทรีย์ “ออร์แกนิก” เพื่อให้ขายได้ ขายดี แต่เอาเข้าจริงโด๊ปยาโด๊ปปุ๋ยมาจนไม่สามารถเชื่อได้อีกแล้วว่าแหล่งผลิตไหนเป็นของอินทรีย์แท้ๆ

ดังนั้น ถ้าจะกินไข่ดิบในเมืองไทย ขอแนะนำว่าควรจะกินเฉพาะไข่ไก่จากไก่ที่เราเลี้ยงเองเท่านั้น จึงจะปลอดภัยที่สุด ส่วนจะเลี้ยงให้ไม่มีกลิ่นคาวแบบที่ญี่ปุ่นเขาทำกันนั้น คงจะต้องศึกษาหาวิธีกันเอาเอง เชื่อว่ากรมวิชาการเกษตรน่าจะเป็นแหล่งความรู้ที่ดีทีเดียว

เชื่อกันว่าความนิยมกินไข่ดิบนี้มีมาตั้งแต่ยุคเมจิและเป็นที่ชื่นชอบของคนญี่ปุ่นมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยุคนี้ที่การทำฟาร์มไก่ไข่พิถีพิถันในการดูแลเรื่องความสะอาดของไข่ ไม่ให้มีสาร Salmonella (แบคทีเรียที่ทำให้ท้องร่วง) ตกค้างในไข่ โดยเชื้อซาลมอนเนลล่านี้อยู่ที่รังไข่และแม่ไก่ ถ้าเปลือกไข่ไม่แตกหรือรั่ว ไข่ดิบก็จะปลอดเชื้อมาก

ไข่ที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่นจะผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อจาก GP Center ซึ่งเป็นโรงงานที่คัดกรองไข่ไก่โดยเฉพาะ ทำให้ไข่ไก่มีความสด สะอาด และปลอดภัยหากไม่มีรอยร้าวใดๆ ที่เปลือก ไข่ไก่ที่ขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตของญี่ปุ่นจะคัดกรองมาแล้วอย่างดี มีวันที่ผลิตบอกไว้ชัดเจน ถ้าหากอยากกินข้าวหน้าไข่สด ก็เลือกเอาไข่ใหม่ๆ ที่เพิ่งออกจากฟาร์มนั่นแหละอร่อยเลิศจริงๆ

มีคนบอกวิธีพิสูจน์ว่า ไข่สดแค่ไหน ทำได้ง่ายมาก แค่ตอกไข่ออกมาแล้วลองใช้ตะเกียบคีบไข่แดงดู ถ้าคีบแยกออกมาจากไข่ขาวได้โดยไข่ไม่แตกล่ะก็ ใช่เลย สดแน่ๆ

ข้าวหน้าไข่ดิบในญี่ปุ่นจะเสิร์ฟ 2 แบบ คือแบบที่แยกไข่สดมาต่างหาก กับแบบที่เสิร์ฟเร็วๆ คือราดไข่โปะหน้าข้าวให้เราเลย แบบอาหารจานด่วน

สำหรับข้าวสวยนั้นมีทั้งข้าวขาวและข้าวกล้องญี่ปุ่นให้เลือก เครื่องเคียงก็จะเป็นพวกผักดอง หรือสลัดผัก สาหร่ายทะเล บางร้านจะมีนัตโตะหรือถั่วหมักมาให้ด้วย เป็นการเสริมรสชาติ แต่เคล็ดลับก็คือ ข้าวสวยต้องร้อนจัด ประมาณว่าหุงเสร็จใหม่ๆ ก็ตักข้าวใส่ชามเลย เวลาเสิร์ฟยังควันฉุย

เทคนิคการกินข้าวหน้าไข่ดิบของแต่ละคนแตกต่างกันไปตามความชอบ เช่น บางคนจะกินเฉพาะไข่แดงกับข้าว บางคนราดไข่ทั้งฟองลงไป แล้วปิดฝาถ้วยให้ความร้อนในข้าวที่ยังระอุอยู่ทำให้ไข่สุกขึ้นมาหน่อย แล้วค่อยคนให้ข้าวกับไข่ผสมกัน บางคนใช้ข้าวในปริมาณมากๆ เพื่อให้ไข่กับข้าวจับตัวกันเหนียวหนืดยิ่งขึ้น บางคนมีน้ำซุปเอาไว้ซดตาม บางคนโรยผงโรยข้าวลงไปบนไข่ด้วย เพื่อเพิ่มรสชาติ ฯลฯ

แต่ไม่ว่าจะกินแบบไหน ถ้าไข่สดและสะอาดก็อร่อยทั้งนั้นค่ะ

มีเพื่อนคนไทยติดใจ ทามาโกะ คาเคะ โกฮัง อย่างแรง เธอลองมาประยุกต์ทำกินตอนกลับเมืองไทย โดยเลือกใช้ไข่ไก่ป่า ไข่ไก่แจ้ ไข่ไก่บ้าน ที่เลี้ยงกันตามชุมชนที่เธออยู่

สุดท้าย ได้ข้อสรุปว่า ไข่ไก่ป่า รสชาติดีที่สุด ไม่คาว และมีไข่แดงเยอะ

โออิชิ อร่อยมากๆ…

หมอเกษตร ทองกวาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

หมอเกษตร ทองกวาว

ไทยยังครองความเป็นเจ้า

ในการส่งออกข้าวของโลก

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ปัญหาเรื่องข้าว ยืดเยื้อมาเป็นเวลานานพอสมควร ทำให้ประชาชนอย่างผมเกิดความสับสน มึนงง ไม่รู้ว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลังอย่างไร ยิ่งเกิดปัญหาภัยแล้ง ยิ่งทำให้ผมหวั่นวิตกว่าจะบริโภคข้าวในราคาแพง หรืออาจจะหาซื้อได้ยากก็สุดแท้แต่ ผมจึงอยากทราบเรื่องเกี่ยวกับข้าวของไทย และของประเทศที่เกี่ยวข้องนั้นเป็นอย่างไร เพื่อจะได้เตรียมกายเตรียมใจไว้ให้พร้อม ผมจะติดตามอ่านคอลัมน์ของคุณหมอเกษตร ต่อไป ขอบคุณครับ

ด้วยความนับถืออย่างสูง

วิเศษ วงศ์สารวิทย์

เลขที่ 212/8 หมู่ที่ 11 ตำบลทับคล้อ อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร 66150

ตอบ คุณวิเศษ วงศ์สารวิทย์

ตามข้อมูลทางสถิติ รายงานโดยกระทรวงเกษตร ของสหรัฐอเมริกา ได้ประเมินสถานการณ์ไว้ว่า ณ เดือนเมษายน 2558 นี้ ปริมาณการผลิตข้าวของทั้งโลก อยู่ที่ 474 ล้านตันข้าวสาร หรือ 707 ล้านตันข้าวเปลือก ลดลงจากปีที่ผ่านมาเพียงเล็กน้อย โดยมีประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก มี จีน อินเดีย อินโดนีเซีย บังกลาเทศ เวียดนาม และไทย ผลิตได้ 144, 102, 36, 34, 28 และ 19 ล้านตันข้าวสาร ตามลำดับ

มีเรื่องน่าภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศมาเล่าให้ฟัง เมื่อสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร รายงานว่า ปี พ.ศ. 2557 ต่อเนื่องปี 2558 ณ เดือนเมษายน ที่ผ่านมาหมาดๆ ไทยเราส่งออกข้าวได้เป็น อันดับ 1 ของโลก เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน สามารถชิงแชมป์ที่เคยเสียให้กับอินเดีย และเวียดนาม กลับคืนมา ปริมาณที่ส่งออก รวม 11 ล้านตันข้าวสาร ส่วน อินเดีย และเวียดนาม ส่งออกได้เพียง 9 และ 6.7 ล้านตัน เท่านั้น ต้องขอขอบคุณเกษตรกรผู้ยากไร้ นักวิชาการเกษตร ผู้ปิดทองหลังพระ และ ภาคเอกชนที่เข้มแข็ง ได้แสดงผลงานให้ได้ประจักษ์ แม้ว่าสถานการณ์การเมืองยังลุ่มๆ ดอนๆ อยู่ก็ตาม ผมจึงขอคารวะท่านทั้งหลายไว้ ณ โอกาสนี้

สำหรับประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ มี จีน อิหร่าน ฟิลิปปินส์ สหภาพยุโรป และซาอุดีอาระเบีย ในปริมาณ 4.5, 1.7, 1.7, 1.5 และ 1.4 ล้านตันข้าวสาร ตามลำดับ เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีน นำเข้าข้าวมากถึง 4.5 ล้านตัน ทั้งนี้ ในรายงานไม่ได้ระบุว่าเป็นการซื้อด้วยเหตุผลทางการเมือง หรือผลิตไม่พอบริโภค จึงไม่ทราบได้ ส่วนอินโดนีเซีย ในอดีตเคยนำเข้าข้าวจากไทยปีละไม่น้อย ปัจจุบัน กลับผลิตได้พอเพียงบริโภคภายในประเทศแล้ว

การคาดการณ์การผลิตข้าวนาปี ในปี พ.ศ. 2558 ต่อเนื่องปี พ.ศ. 2559 พื้นที่การทำนาของไทยจะลดลง เนื่องจากผลกระทบของภาวะภัยแล้ง ประกอบกับราคาข้าวมีแนวโน้มอ่อนตัวลง ทำให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน นอกจากนี้แล้วผลกระทบดังกล่าวยังอาจส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ลดต่ำลงไปด้วย

กลับมาดูราคาขายได้ของเกษตรกรกันบ้าง ในช่วงเดียวกัน ข้าวเปลือกหอมมะลิใหม่นาปี ราคาเฉลี่ย ตันละ 13,993 บาท และข้าวเปลือกเจ้า ความชื้น 15 เปอร์เซ็นต์ ราคาตันละ 7,603 บาท ส่วนราคาที่ตลาดกรุงเทพฯ ข้าวสารหอมมะลิใหม่ ชั้น 2 ราคาตันละ 27,373 บาท และข้าวสาร 5 เปอร์เซ็นต์ใหม่ ราคาตันละ 11,617 บาท โดยลดลงจากเดือนมีนาคมเล็กน้อย

เนื่องจากปีนี้เกิดภาวะฝนแล้ง น้ำท่วม เกือบทั่วทุกมุมโลก ทำความเสียหายให้กับภาคการเกษตรกันอย่างถ้วนหน้า จึงเป็นโอกาสทองของไทยที่การส่งออกข้าวน่าจะสดใสมากขึ้น ขอวิงวอนผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย โปรดร่วมมือกันผลักดันการส่งออกข้าวให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อันจะเกิดประโยชน์กับเกษตรกร นักธุรกิจ และประเทศชาติโดยรวม

อยากให้กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรฯ แจ้งด้วยว่า ข้าวที่ค้างอยู่ในสต๊อก ที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าว เมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้ว เกิดความเสียหายเท่าไรกันแน่ คนไทยจะได้รับทราบไปพร้อมๆ กัน เราขอขอบคุณเป็นอย่างสูง

เทคนิคการบังคับให้องุ่นออกดอก ติดผล ต้องตัดแต่งกิ่งให้โกร๋น

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมซื้อกิ่งองุ่นมาปลูกไว้ในกระถางที่บ้านหลายต้น มีปลูกลงดิน 2-3 ต้น ผมบำรุงต้นอย่างดี ทั้งการใส่ปุ๋ยและให้น้ำ ผมทำอย่างสม่ำเสมอ ต้นเติบโตสวยงามดี เถาเลื้อยไปตามค้างดูเป็นปกติ แต่ผลที่ได้ปรากฏว่า ไม่ยอมออกดอก ออกผลให้ได้ชม หรือชิมแม้แต่ผลเดียว ครั้นจะควั่นที่โคนต้นก็เกรงว่าจะตายเสียก่อน ผมจึงเขียน จ.ม. มาเรียนถามหมอเกษตรว่า ผมควรจะทำอย่างไร ขอคำแนะนำด้วยครับ

ด้วยความเคารพ

สมชัย โภคทรัพย์ไพบูลย์

เลขที่ 42/8 ซอยสุขฤทัย ถนนพหลโยธิน หมู่ที่ 12 ตำบลโคกสำโรง อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี 15120

องุ่น มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตหนาว เมื่อย่างเข้าฤดูหนาวเป็นระยะพักตัว จะทิ้งใบหมดทั้งต้น การนำมาปลูกในเขตร้อน วัยหนุ่มสาวขององุ่น จะต้องตัดแต่งให้โกร๋น หรือที่ฝรั่งใช้คำว่า ฮาร์ท พรุนนิ่ง ทั้งนี้ ก่อนตัดแต่งกิ่งให้โกร๋น จะต้องงดให้น้ำเป็นเวลา 1 สัปดาห์ เตือนให้ต้นองุ่นเตรียมตัวเข้าสู่ระยะพักตัว พันธุ์คาร์ดินัล ตัดเมื่ออายุ 9-10 เดือน แต่ละกิ่งสาขาเหลือความยาวไว้ด้วยวิธีนับตา คล้ายๆ ปล้องอ้อย 3-4 ตา ส่วน พันธุ์ไวท์มะละกา ตัดเมื่ออายุ 10-12 เดือน เหลือความยาวกิ่งไว้ ด้วยวิธีเดียวกัน คือเหลือตาไว้ 5-6 ตา แล้วนำกิ่งที่ตัดออกไปเผาทำลายให้หมด ป้องกันการสะสมโรคและแมลงศัตรู อย่าลืมทารอยแผลด้วยปูนขาว หรือปูนแดง ป้องกันการคายน้ำ และการเข้าทำลายของโรค หมั่นรดน้ำพอชุ่ม อย่าให้แฉะ อีกประมาณ 2 สัปดาห์ องุ่นจะแตกกิ่งใหม่และใบอ่อน การแตกใบอ่อน มี 2 แบบ คือ แตกออกมาเฉพาะใบอย่างเดียว กับแตกใบออกมาพร้อมกับช่อดอกอ่อน ที่บริเวณโคนก้านใบกับกิ่ง ต่อมาอีก 15 วัน ดอกเริ่มบาน ใช้เวลาเพียง 2 วัน ดอกบาน 100 เปอร์เซ็นต์ จากโคนช่อไปยังส่วนปลาย กิ่งที่ชี้ขึ้นหรือปักลง จับผูกกับค้างให้อยู่ในแนวราบจนสวยงาม ช่อไม่สมบูรณ์ต้องตัดทิ้งไป แต่ให้ช่อห้อยลง ระยะที่ติดผลขนาดเท่าหัวไม้ขีด ให้บังคับด้วยฮอร์โมน จิบเบอเรลลิน ตามอัตราแนะนำข้างฉลาก เพื่อยืดช่อให้ยาวขึ้น ผลไม่อัดกันแน่นเกินไป ประหยัดแรงงานกว่าตัดแต่งด้วยมือ ดูสวยงาม ขายได้ราคา วิธีใช้ฮอร์โมน ให้ใส่สารละลายลงในถ้วยแก้ว หรือถ้วยพลาสติก บรรจงถือด้วยฮอร์โมนไว้ใต้ช่อ แล้วยกระดับขึ้นอย่างช้าๆ จนช่อองุ่นจุ่มลงในฮอร์โมนทั้งช่อชั่วอึดใจ แล้วย้ายไปทำกับช่ออื่นจนครบ และทำซ้ำอีกครั้งหลังจากนี้อีก 1 สัปดาห์ ทำได้ดังนี้ คุณจะได้ผลองุ่นที่สมบูรณ์ตามความประสงค์อย่างแน่นอนครับ

การขยายพันธุ์สตรอเบอรี่ เขาทำกันอย่างไร

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมซื้อที่ดินไว้ที่ภาคเหนือ สนใจอยากปลูกสตรอเบอรี่ แต่บางช่วงหาซื้อต้นพันธุ์ได้ยาก และมีราคาแพง ผมจึงเรียนถามคุณหมอเกษตรว่า วิธีขยายพันธุ์สตรอเบอรี่นั้นทำอย่างไร ผมหวังว่าจะได้รับคำแนะนำจากคุณหมอเกษตรเป็นอย่างดี แล้วผมจะติดตามอ่านคำตอบในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน

ขอแสดงความนับถือ

ณรงค์ศักดิ์ อิสระวงศ์ภักดี

เลขที่ 352/3 หมู่ที่ 4 ถนนประชาอุทิศ แขวงราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ 10140

ตอบ คุณณรงค์ศักดิ์ อิสระวงศ์ภักดี

วิธีขยายพันธุ์สตรอเบอรี่ นิยมใช้การแยกไหล ซึ่ง ไหลเป็นอวัยวะที่ใช้สำหรับขยายพันธุ์ เช่นเดียวกับไหลของบัว ต้นหรือกอที่สมบูรณ์เต็มที่ จะแตกไหลออกเป็นสาย แพร่กระจายรอบทิศ โดยเฉพาะบริเวณที่ดินมีความชื้น และมีความอุดมสมบูรณ์สูง เมื่อไหลแตกออกและไปสัมผัส มันจะแตกเป็นต้นอ่อนได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉลี่ย ต้นแม่ 1 กอ มีความสามารถให้ไหลได้ 15-20 สาย แต่ละสายให้ต้นอ่อน 10 ต้น การขยายพันธุ์ เริ่มตั้งแต่นำต้นแม่ที่สมบูรณ์ ไม่นำมาจากแหล่งที่มีโรคและแมลงเคยระบาด เลือกพื้นที่ลาดเอียงเล็กน้อย ต้องอยู่ในบริเวณอากาศหนาวเย็น หรือบนที่สูงจากระดับน้ำทะเล ตั้งแต่ 1,000 เมตร ขึ้นไป มีน้ำพอเพียงตลอดฤดูการผลิตไหล ช่วงขยายพันธุ์ควรเริ่มในเดือนพฤษภาคม ปลูกแบบยกร่องแคบๆ สูงจากระดับพื้นดิน 15-20 เซนติเมตร แต่ละแปลงห่างกัน 1 เมตร และระหว่างต้น ห่าง 70-80 เซนติเมตร ปลูกลงแปลงแล้วหมั่นดูแลให้น้ำและปุ๋ย เลี้ยงให้แตกกอออกมา 4-5 ต้น ระยะแรก หากแตกไหลออกมาให้ตัดทิ้งจนกว่าจะถึงเดือนกรกฎาคม จึงปล่อยให้ต้นแม่ผลิตไหลออกมาอย่างอิสระ เมื่อไหลแก่เต็มที่ใช้เวลาไม่นานจะเกิดตุ่ม ต่อมาพัฒนาเป็นรากและต้นอ่อนที่สมบูรณ์ ตามสายของไหลที่เลื้อยไปตามพื้นดินเป็นช่วงๆ คล้ายกับข้ออ้อย แต่ละช่วงห่างกัน 10-15 เซนติเมตร ให้นำถุงเพาะชำ ขนาด 3×5 นิ้ว บรรจุด้วยวัสดุปลูกที่สะอาด และร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี วางไว้ใต้ตำแหน่งของต้นอ่อนที่เกิดจากไหลที่มีอยู่หลายต้นใน 1 สาย แต่ควรเลือกต้นที่ 2-5 จะได้ต้นแข็งแรงที่สุด ใช้ลวดหรือไม้ไผ่ดัดให้เป็นง่าม กดยึด บังคับให้ต้นอ่อนสัมผัสกับวัสดุปลูกให้แน่น ในไม่ช้ารากของต้นอ่อนจะแทงลงไปหากินในวัสดุปลูก และเติบโตเป็นต้นสมบูรณ์ ย่างเข้าเดือนสิงหาคม ต่อเนื่องถึงเดือนกันยายน ให้ตัดสายไหลที่โยงกันให้ขาดออก จะได้ต้นอ่อนในถุงเพาะชำเป็นต้นเดี่ยวๆ นำมาเลี้ยงต่อในเรือนเพาะชำจนแข็งแรงดี ใช้เป็นต้นกล้าปลูกลงแปลงในเดือนตุลาคม ได้ทันฤดูกาลปลูกพอดี