หมูป่าอินทรีย์ สัตว์เลี้ยงกลางสวน ที่ปากพนัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

หมูป่าอินทรีย์ สัตว์เลี้ยงกลางสวน ที่ปากพนัง

อาจจะเคยได้ยินมาก่อนหน้านี้ ที่มีผู้สนใจนำสัตว์ที่ไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มของสัตว์เลี้ยงมาเลี้ยงภายในบ้าน เสมือนสัตว์เลี้ยงสวยงามทั่วไป ให้เล่น กิน นอน ไปพร้อมกับเจ้าของผู้เลี้ยง เช่น หมูจิ๋ว แมงมุม กิ้งก่า หรือสัตว์แปลกอื่นๆ ซึ่งแม้จะไม่ได้จัดอยู่ในหมวดสัตว์เลี้ยงก็ตาม แต่ก็สร้างความสุขใจให้กับผู้เลี้ยงเช่นเดียวกัน ดังเช่น สัตว์เลี้ยงที่จะกล่าวถึงในฉบับนี้ อาจไม่เหมาะนักถ้าจะเลี้ยงเล่นภายในบ้าน แต่สามารถปล่อยให้เดินเล่น วิ่งเล่น ในอาณาบริเวณที่ผู้เลี้ยงจัดไว้ให้

หมูป่า เป็นสัตว์ที่เมื่อกล่าวถึง จะนึกถึงเขี้ยวของมันที่โผล่แทงขึ้นจากด้านล่างของมุมปากทั้งสองข้าง และสร้างความน่ากลัวให้กับผู้พบเห็น เพราะด้วยลักษณะผิวที่หยาบกร้าน สีผิวที่ดำคล้ำ ขนของหมูป่าที่ไม่อ่อนนุ่ม สามารถสร้างจินตนาการของผู้ที่ไม่รู้จักอีกมุมของหมูป่าให้ต้องการหลีกไกลจากสัตว์ชนิดนี้

ในที่นี้ ขอกล่าวถึงหมูป่าในอีกมุม ที่คุณอาจไม่เคยรู้จักและพบเห็นภาพน่ารักๆ ของหมูป่า ที่เรียกได้ว่า เป็นสัตว์เลี้ยงกลางสวนอีกชนิดหนึ่ง

คุณประยูร เจริญขุน หรือ พี่บาว ชายหนุ่มวัย 30 เศษ ชาวปากพนังแต่กำเนิด เป็นเจ้าของสวนแก้วมังกรออแกนิกแห่งแรกของประเทศไทย เป็นที่รู้จักกว้างขวางว่า เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จในการทำการเกษตรแบบผสมผสาน พอเพียง และไร้สารเคมี ซึ่งในครั้งนี้ขอเอ่ยถึงเฉพาะส่วนของหมูป่าอินทรีย์ที่คุณประยูรเพาะเลี้ยงไว้

กลางสวนผสมผสานที่คุณประยูรปั้นแต่งมากับมือ สายลมโบกสะบัด พัดความเย็นมาปะทะตลอดเวลา ทั้งที่แดดร้อนจ้า ภายในสวนที่พื้นที่ไม่มากนัก เป็นคอกหมูป่า 3 คอก มีบ่อเก็บมูลหมู สำหรับนำไปใช้ทำน้ำหมักชีวภาพ ทำปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งพื้นที่บ่อมีขนาดใหญ่ แต่ไม่ได้กลิ่นของมูลหมูป่าเลย

คุณประยูร เล่าว่า ก่อนหน้านี้ทำเกษตรเฉพาะการปลูกพืชเท่านั้น มีบ่อน้ำกลางสวนก็ปล่อยปลาธรรมชาติไว้ ไม่ได้เพาะเลี้ยงจริงจัง และไม่เคยคิดจะเลี้ยงสัตว์ กระทั่งมีแนวคิดในการลดต้นทุนเรื่องปุ๋ยอินทรีย์ เพราะที่ผ่านมาต้องแสวงหาปุ๋ยอินทรีย์จากแหล่งอื่น ซึ่งจำเป็นต้องควักเงินในกระเป๋าออกจ่าย เพื่อความสมบูรณ์ของพืชภายในสวน ด้วยเหตุนี้ จึงคิดเลี้ยงหมูป่า เพื่อนำมูลของหมูป่ามาเป็นปุ๋ยอินทรีย์

“ที่ต้องเลี้ยงหมูป่า เพราะหมูป่าไม่เหมือนหมูขาวที่ต้องทำวัคซีน ซึ่งการให้วัคซีนก็ถือเป็นการนำสารเข้าร่างกายของสัตว์อย่างหนึ่ง และเมื่อได้มูลมา มูลสัตว์ชนิดนั้นก็มีส่วนของเคมีจากวัคซีนที่ได้ จึงต้องเลือกหมูป่า เพราะเป็นสัตว์ที่มีภูมิต้านทานในร่างกายของตัวมันเองสูง และไม่ต้องทำวัคซีนใดๆ กับกรมปศุสัตว์ ที่เหลือก็เป็นเรื่องของการดูแลการให้อาหาร ที่ไม่ผ่านการแปรรูปหรือปลอดเคมี นอกจากนี้ มูลหมูยังมีธาตุฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมสูง ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่ไม้ผลในไร่ต้องการ”

เมื่อความต้องการให้ปลอดสารลงตัว หมูป่า จึงเป็นปศุสัตว์ที่ตอบโจทย์ที่สุด

คุณประยูร ยอมรับว่า ไม่มีความรู้ในเรื่องของการทำปศุสัตว์แม้แต่น้อย แต่ข้อมูลที่ค้นคว้าศึกษาก่อนเลี้ยงหมูป่า ทำให้ทราบว่า หมูป่าเลี้ยงง่าย กินทุกอย่าง ตายยาก ซึ่งเมื่อนำมาเลี้ยงก็ไม่ผิดหวัง แม้กระทั่งกิ่งแก้วมังกร ไม้ผลที่คุณประยูรปลูกไว้ภายในไร่ หมูป่าก็กินอย่างง่ายดาย ถือเป็นเรื่องดี เพราะกิ่งแก้วมังกรมีสารโพแทสเซียมสูงมาก เมื่อหมูป่ากินเข้าไปและถ่ายออกมา มูลของหมูป่าก็อุดมไปด้วยสารโพแทสเซียม ที่ต้นแก้วมังกรต้องการ

จุดเริ่มต้นของการเลี้ยงหมูป่า คุณประยูร เล่าว่า เมื่อ 5 ปีที่แล้ว หลังสรุปโจทย์ความต้องการลดต้นทุน ด้วยการเลี้ยงหมูป่าเพื่อใช้มูลแทนปุ๋ยอินทรีย์ ก็เริ่มออกหาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์หมูป่า โดยตระเวนไปซื้อที่จังหวัดกระบี่ และจังหวัดสุราษฎร์ธานี เลือกซื้อพันธุ์หน้ายาว ซึ่งมีจุดเด่นด้านโครงสร้างใหญ่ ทนโรค ที่ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

การเลี้ยงหมูป่าของคุณประยูร ไม่ใช่เพียงได้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาแล้วจะหยุดอยู่เพียงเท่านั้น คุณประยูร คำนึงค่าใช้จ่ายที่ต้องมีต้นทุนของการเลี้ยงหมูป่า จึงคิดขยายพันธุ์ โดยคัดสายพันธุ์ไว้ทุกครั้งที่ผสม เพื่อให้ได้หมูป่าหน้ายาว คุณภาพดี เนื้อเยอะ โครงสร้างใหญ่ ทนทานต่อโรค และเลี้ยงง่าย

ในช่วงแรกที่นำหมูป่ามาเลี้ยง คุณประยูร เลี้ยงปล่อยให้เหมือนสัตว์เลี้ยงทั่วไป แต่ด้วยลักษณะนิสัยของหมูป่า จะไปเรื่อยๆ ไม่หยุดอยู่กับที่ ออกนอกพื้นที่สวนของคุณประยูรไปกินพืชในพื้นที่ของเกษตรกรรายอื่น ก่อให้เกิดปัญหา ทำให้คุณประยูรเลือกปล่อยหมูป่าบางตัวที่เชื่อง ไม่ออกนอกอาณาเขตสวน ให้กินและอยู่อาศัยอย่างอิสระ ส่วนหมูป่าบางตัว จำเป็นต้องเลี้ยงไว้เฉพาะในคอก เพราะออกนอกอาณาเขตบ่อยครั้ง

“5 ปี ที่ผ่านมา ผมคัดหลายรุ่น คัดสายพันธุ์เพื่อนำมาทำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ของตนเอง ซึ่งเมื่อเราเลี้ยงเยอะ มีการขยายพันธุ์ จึงมองไปถึงการเพาะเลี้ยงเพื่อจำหน่าย ซึ่งผมขายทุกแบบที่ลูกค้าต้องการ มีทั้งซื้อไปเลี้ยง ซื้อไปเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ หรือซื้อไปทำเป็นอาหาร”

หมูป่า 3 คอก คุณประยูร แบ่งคอกไว้สำหรับพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ และหมูรุ่น 1 คอก อีก 2 คอกที่เหลือ เป็นคอกที่กั้นไว้อย่างหลวมๆ บนพื้นดิน สำหรับหมูป่าท้อง หมูป่าเล็ก และแม่หมู คอกสำหรับพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ปล่อยรวมทั้งตัวผู้และตัวเมีย ประมาณ 50 ตัว โดยให้สัดส่วนเพศผู้น้อย เนื่องจากธรรมชาติของหมูป่าจะมีจ่าฝูง และแบ่งอาณาเขตการอยู่อาศัย ดังนั้น หากหมูป่าเพศผู้อยู่รวมกันเยอะจะทำให้เกิดการต่อสู้ บางครั้งอาจกัดกันถึงตายได้

การอาบน้ำและล้างคอก คุณประยูร ทำทุกวัน โดยการฉีดน้ำล้างคอก หมูป่าจะเดินมาเล่นน้ำที่ฉีดล้างคอก กระโดดโลดเต้น เพราะชอบเล่นน้ำ อีกทั้งยังเป็นการทำความสะอาดตัวหมูป่าไปด้วย นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องดูแลให้คอกสะอาด โดยการนำจุลินทรีย์ท้องถิ่นที่ทำขึ้นเองจากมูลหมูป่าในสวน นำไปหมักทำจุลินทรีย์ เพื่อนำกลับมาทำความสะอาดคอก

ธรรมชาติของหมูป่า ในอดีตไม่สามารถจับต้องได้ เพราะเป็นสัตว์ดุร้าย แต่ปัจจุบัน คุณประยูร บอกว่า หมูป่าที่เลี้ยงไว้เริ่มคุ้นเคยกับคน ทำให้พฤติกรรมบางอย่างเปลี่ยนไป หมูป่าจะจำเจ้าของได้ หากเห็นหน้าหรือได้กลิ่นทุกวัน จะไม่ทำร้ายแม้จะเข้าใกล้ อุ้มหรือกอด ทั้งยังปล่อยเล่นภายในสวนหรือบริเวณบ้านได้เหมือนกับสัตว์เลี้ยงทั่วไป

ข้อควรระวัง หากต้องการนำหมูป่าไปเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงภายในสวนหรือบริเวณบ้าน คุณประยูร แนะว่า ไม่ควรเข้าใกล้หรือจับตัวหมูป่าขณะหลับ เพราะสัญชาตญาณสัตว์ป่ายังมีอยู่ หากทำให้ตกใจขณะหลับ อาจกัดหรือวิ่งพุ่งชนได้ ดังนั้น เมื่อหมูป่าหลับอยู่ ควรทำให้ตื่นด้วยการส่งเสียงเสียก่อน แล้วจึงเข้าไปเล่นด้วย นอกจากนี้ หมูป่าจะลืมเจ้าของหากไม่เห็นหน้าหรือไม่ได้กลิ่นนานเกิน 3 วัน ดังนั้น เมื่อต้องอยู่ห่างหมูป่านานกว่า 3 วัน ควรเริ่มทำความคุ้นเคย โดยการให้ดมกลิ่นให้หมูป่าคุ้นเคยก่อน แล้วจึงดำเนินกิจกรรมตามปกติ

การให้อาหาร หมูป่าเป็นสัตว์กินง่าย กินได้ทุกอย่าง แต่หมูป่าที่คุณประยูรต้องการให้เป็นคือ หมูป่าอินทรีย์ จึงต้องหาอาหารที่ปลอดสารเคมีหรือผ่านการแปรรูป คุณประยูร เลือกใช้ผักบุ้งตามร่องสวนปาล์ม เพราะเป็นผักบุ้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและปลอดสาร นำผักบุ้งมาหั่นละเอียดผสมรำ เป็นอาหารที่ให้ประจำทุกวัน วันละมื้อในเวลาเย็น ปริมาณรำที่ใช้ 15 กิโลกรัม ต่อวัน ส่วน ผักบุ้ง ปริมาณเต็มรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง นอกจากนี้ ยังให้อาหารเสริมเป็นขี้เค้ก สำหรับให้เป็นอาหารเสริมในตอนเช้าให้กับหมูป่า ด้วยกลิ่นของขี้เค้กหมูป่าจะชอบมาก แต่จะเรียกความสนใจได้เพียง 1-2 วันแรก ที่ให้เป็นอาหารเสริม หลังจากนั้น ต้องนำขี้เค้กไปผสมรวมกับรำ เพื่อเพิ่มกลิ่นให้หมูป่าสนใจกิน

ขี้เค้กปาล์ม เป็นอาหารเสริมที่ดี เพราะมีโปรตีนสูง 7-14 เปอร์เซ็นต์ และมีไขมันไม่ต่ำกว่า 11 เปอร์เซ็นต์ และมีราคาถูก ตันละ 30 บาท ให้เป็นอาหารหมูป่า วันละ 1 ตัน เท่านั้น ดังนั้น ต้นทุนเรื่องของอาหารที่ดูเหมือนจะเป็นส่วนที่มากที่สุดของการเลี้ยงหมูป่า วันละไม่เกิน 120 บาท เท่านั้น

การผสมพันธุ์ การคลอด การเลี้ยงลูกหมู ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติของหมูป่า เมื่อลูกหมูป่าอายุได้ 2 เดือน ก็สามารถจำหน่ายได้ ซึ่งผู้ที่สนใจนำไปเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง มักจะซื้อหมูป่าวัยนี้ ด้วยราคา ตัวละ 1,500 บาท ส่วนหมูป่าไซซ์ใหญ่ขึ้นมา คุณประยูร จะขายตามน้ำหนัก โดยคิดราคากิโลกรัมละ 100 บาท สำหรับหมูตัว และหมูชำแหละ ในราคากิโลกรัมละ 150 บาท

ปัจจุบัน สวนท่านขุนเจริญ มีหมูป่าอินทรีย์กว่า 100 ตัว มีจำหน่ายทุกไซซ์ ทุกวัย พร้อมส่งให้ถึงที่ ขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ท่านใดสนใจวิธีการเลี้ยงหมูป่าแบบอินทรีย์และเลี้ยงปล่อยตามธรรมชาติเช่นเดียวกัคุณประยูร เจริญขุน ติดต่อสอบถามหรือขอเข้าชมได้ ที่สวนขุนเจริญ คุณประยูร เจริญขุน 129 หมู่ที่ 9 ตำบลท่าพญา อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช โทรศัพท์ (087) 384-5839

“ใกล้บ้าน” ตลาดเริ่มต้นของหมูหลุมและไก่ไข่ในป่าไผ่ ที่ราชบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05082010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

เทคโนฯ ปศุสัตว์

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

“ใกล้บ้าน” ตลาดเริ่มต้นของหมูหลุมและไก่ไข่ในป่าไผ่ ที่ราชบุรี

“คำถามหนึ่งที่ผมพบทุกครั้งคือ เลี้ยงแล้วขายที่ไหน”

คุณสุพจน์ สิงห์โตศรี เกษตรกรผู้น้อมนำแนวพระราชดำริแบบเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำรงชีวิตจนประสบความสำเร็จ และได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เข้ารับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพเลี้ยงสัตว์ ประจำปี 2558 กล่าวถึงคำถามยอดนิยมที่เกษตรกรผู้มาศึกษาดูงานจากทั่วประเทศเกี่ยวกับการเลี้ยงหมูหลุม รวมถึงการเลี้ยงไก่ไข่ในสวนและกิจกรรมอื่นบนวิถีการดำรงชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงที่ฟาร์ม ซึ่งตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 95/1 หมู่ที่ 9 ตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี โทร. (081) 857-3593

ก่อนจะได้รับคำตอบ คุณสุพจน์ สิงห์โตศรี ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับด้านการตลาดของหมูหลุมที่เลี้ยงว่า ในแต่ละปีจะผลิตลูกหมูปีละ 400 ตัว โดยจะนำมาแบ่งขายเป็นลูกหมูหย่านมและอนุบาล ปีละประมาณ 200 ตัว ที่เหลือจะเลี้ยงเอง ประมาณปีละ 200 ตัว นอกจากนี้ ยังขายเป็นหมูพันธุ์ให้แก่ผู้สนใจ ปีละประมาณ 50 ตัว

โดยมีสัดส่วนการจำหน่ายคือ ชุมชนในตำบล 50-60% ชุมชนเมือง 15% ชุมชนตำบลอื่น 5% กรุงเทพฯ 20-30% และส่วนที่เหลือได้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ จำหน่ายทั้งให้กับลูกค้าที่สั่งซื้อจากจังหวัดต่างๆ และวางจำหน่ายที่ร้านเกษตรชนบทของตนเอง โดยที่ร้านจะเน้นขายเนื้อหมูหลุมอินทรีย์ ผัก ผลไม้ และไข่เป็ด ไข่ไก่ อินทรีย์ หมูหลุมบดเกรด A ภายใต้ตราสัญลักษณ์ G-PORK

จากการทำตลาดดังกล่าว ส่งผลให้มีรายได้จากการจำหน่ายหลังหักต้นทุน เฉลี่ยเดือนละ 45,000 บาท หรือปีละ 540,000 บาท มีรายได้ในแต่ละเดือน คือขายลูกหมู 8,000 บาท ขายหมูขุน 25,000 บาท ขายมูลหมูหลุม 12,000 บาท

สิ่งหนึ่งที่คุณสุพจน์ได้อธิบายคือ รูปแบบของหมูที่เลี้ยงจะเน้นใช้ คำว่า หมูปลอดภัย

“เพราะหมูของเรานั่นไม่ได้ฉีดยา ไม่ได้ทำวัคซีน แต่เรายังมีการใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ต้องซื้อจากท้องตลาด ซึ่งไม่รู้ว่าเป็น จีเอ็มโอ หรือเปล่า ดังนั้น เราจึงใช้คำว่า ปลอดภัยไปก่อน ซึ่งในอนาคตอีกไม่นานจะมีการก้าวไปสู่การทำเป็นหมูอินทรีย์”

“ส่วนคำตอบเรื่องตลาดที่ผมอธิบายให้ทุกคนได้รับรู้คือ ที่มาของทั้งหมดนี้ เราผลิตเพื่อกินกันก่อนในชุมชน เอาใกล้บ้านก่อน เมื่อแรกๆ อย่างเรื่องหมู ผมจะขายตามราคาประกาศให้กับพ่อค้าคนกลาง แต่พบว่าไม่ได้กำไรมาก จึงคิดถึงเรื่องการชำแหละและจำหน่ายเอง โดยส่งหมูที่ได้ขนาดเข้าโรงชำแหละ แล้วเอากลับมาในชุมชน มาถามทุกคนที่อยู่ในหมู่บ้านว่า ใครต้องการปริมาณเท่าไร เนื้ออะไร อาทิตย์แรกๆ เรามีปริมาณหมูที่ขายเพียง 1-2 ตัวเอง พอหลังจากนั้นก็ขยับขึ้นมา อาทิตย์หนึ่งเป็น 4-5 ตัว ดังนั้น แรกเลยขอให้มองตลาดในชุมชนก่อน”

“เมื่อคนในชุมชนบริโภคแล้ว หมูของเราติดตลาด เราจะมีตลาดที่สอง คือเอาไปขายในตัวเมือง ซึ่งเราทำอยู่ 2 วิธี โดย หนึ่ง เราไปเปิดร้านจำหน่ายเอง โดยใช้ชื่อว่า ร้านเกษตรชนบท สอง การจำหน่ายแบบ “เดลิเวอรี่” หรือการขายตรง ลูกค้าตรงจุดนี้จะมีทั้งจากผู้มาเยี่ยมชมฟาร์ม คนที่มากินก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นที่ร้านเกษตรชนบท กินแล้วชอบก็จะสั่งซื้อ ส่วนตลาดที่สาม ที่กำลังดำเนินการคือ ได้เปิดขายทางเว็บไซต์เกษตรชนบท และทางเฟซบุ๊ก รวมถึงทางกลุ่มไลน์”

“อย่างในไลน์ของผมจะมีการตั้งกลุ่ม เป็นผู้บริโภคหมูหลุม ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ ตามโซนที่พักอาศัย ซึ่งเขารวมกันซื้อ รวมกันสั่งเข้ามา ผมจะจัดส่งให้ โดยแพ็กหนึ่งจะมีน้ำหนักประมาณ 0.5 กิโลกรัม พร้อมติดโลโก้ฟาร์ม G-PORK จัดส่งไปทางรถตู้ โดยคิดกล่องบรรจุและค่าขนส่ง กล่องละ 160 บาท กล่องหนึ่งจะบรรจุได้ไม่เกิน 24 กิโลกรัม”

“อีกหนึ่งช่องทางจำหน่ายคือ กลุ่มพ่อค้าคนกลางที่มารับไปจัดส่งให้พ่อค้า ปัจจุบัน มีอยู่ 4 เจ้า เขาจะเข้ามารับทุกวันจันทร์ พฤหัสบดี เสาร์ และอาทิตย์ นอกจากผลิตภัณฑ์หมูแล้ว ยังรับไข่ไก่ที่เลี้ยงด้วย โดยมีความต้องการอาทิตย์ละ 3,000 ฟอง”

“อย่างเรื่องไข่ไก่นั้น มีความน่าสนใจ เพราะทางพ่อค้าบอกว่า ถ้ามีปริมาณส่งได้อาทิตย์ละ 5,000 ฟอง เขาก็รับหมด แต่ตอนนี้เราผลิตได้เพียง อาทิตย์ 1,000 กว่าฟองเท่านั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการส่งเสริมการเลี้ยง โดยให้ผู้สนใจในชุมชนเลี้ยงในสวนไผ่ของตนเอง โดยราคาส่งให้พ่อค้าที่หน้าฟาร์ม แผงละ 150 บาท และพ่อค้าจะไปขายต่อในราคา ฟองละ 8 บาท”

“ตอนนี้ต้องบอกว่า หมูหลุมที่เลี้ยงไม่เพียงพอกับความต้องการ ล่าสุดมีเชฟจากโรงแรมและร้านอาหารอีก 3-4 ราย ติดต่อเข้ามา ว่าต้องการเนื้อหมูหลุมจากเรา แต่เราไม่มีเนื้อหมูส่งให้”

คุณสุพจน์ บอกว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ด้วยการยึดผลิตที่เน้นคุณภาพเป็นหลัก จึงทำให้หมูที่ชำแหละออกมา 1 ตัว ขายได้หมด

“แต่ก่อนนี้การชำแหละหมู 1 ตัว เป็นเรื่องที่ทุกข์มากเลย เพราะกังวลว่า ส่วนอื่นที่เหลือ นอกจากเนื้อหมูแล้ว จะขายให้ใคร แต่ตอนนี้ไม่มีปัญหา ไม่พอ ทุกอย่างทุกชิ้นส่วนมีคนเอาหมด จนชาวบ้านมาบอกว่า คนในชุมชนไม่ได้กินแล้ว”

“ผมว่าสิ่งสำคัญที่เป็นอยู่ในตอนนี้คือ การหากันไม่เจอ ระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ แต่พอหากันเจอแล้วปรากฏว่าของไม่เพียงพอที่จะป้อนให้ได้ตามต้องการ ดังนั้น จึงต้องรีบสร้างผลผลิตเพื่อให้เพียงพอกับตลาด” คุณสุพจน์ กล่าว

ไก่ไข่ในป่าไผ่

การเลี้ยงไก่ไข่ในป่าไผ่ เป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจของฟาร์มแห่งนี้ โดยจะนำแม่ไก่ไข่มาปล่อยเลี้ยงในป่าต้นไผ่รวก ตั้งแต่เป็นลูกเจี๊ยบ ในพื้นที่ 100 ตารางเมตร จะเลี้ยงไก่ไข่ ประมาณ 20 ตัว

“เลี้ยงมาเป็นปีที่ 3 แล้ว แม่ไก่ไข่ยังให้ได้ดีมาก ต่ำสุดที่เก็บได้ต่อวัน 18 ฟอง”

ในส่วนของการเลี้ยงไก่ไข่ คุณสุพจน์ บอกว่า ยังไม่เป็นรูปแบบการเลี้ยงลักษณะปศุสัตว์อินทรีย์ เพียงแต่เน้นการเลี้ยงให้ไก่ไข่ได้อยู่อย่างสบายมากกว่า หรือที่ภาษาทางวิชาการ จะเรียกว่า แฮปปี้ชิกเก้น

การเลี้ยงในลักษณะนี้ สิ่งที่ดีคือ แม่ไก่ไข่สามารถให้ไข่ได้นานขึ้นและคุณภาพของไข่จะดี เมื่อตอกไข่ออกมาดู จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ส่วนของไข่แดงนั้นจะนูนกว่าไข่ไก่ที่เลี้ยงในลักษณะกรงตับ อีกทั้งความเข้มข้นของไข่แดงและไข่ขาวมากกว่า เรียกว่ามีปริมาณสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายคนเรามากกว่า

“อาหารที่ใช้เลี้ยงยังใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูป แต่ปริมาณอาหารที่ให้ต่อวันจะลดลง จาก 150 กรัม ต่อตัว ต่อวัน เป็นเพียง 100 กรัม เท่านั้น นอกจากนี้ เสริมด้วยเศษพืชผักผลไม้ที่มีอยู่”

ในส่วนของการปลูกไผ่รวก คุณสุพจน์ บอกว่า ปกติชาวสวนทั่วไปจะใช้ระยะปลูก ประมาณ 4×4 เมตร แต่ที่ฟาร์มจะเน้นการปลูกให้ถี่ เหลือเพียง 2×2 เมตร และไผ่นั้นมีข้อดีคือ มีปริมาณรากและใบมาก ทำให้มีการดูดน้ำมาหล่อเลี้ยงลำต้นมาก สิ่งที่ตามมาคือ ทำให้มีการคายน้ำมาก ส่งผลให้ในพื้นที่ป่าไผ่มีความชื้น ความเย็นมาก แม่ไก่ไข่สามารถอยู่ได้อย่างสบาย

“และถ้าสังเกต จะเห็นว่าเรามีการติดไฟไว้ให้แม่ไก่ด้วย สาเหตุเพื่อป้องกันงูเหลือมที่จะเข้ามากินไก่ในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งเป็นศัตรูสำคัญ แต่เมื่อมีการเปิดไฟให้แสงสว่างแล้ว งูเหลือมจะไม่เข้ามากิน เพราะไม่ชอบแสงสว่าง” คุณสุพจน์ กล่าว

สูตรเลี้ยงหมูหลุม ของ สุพจน์ สิงห์โตศรี

จากข้อมูลของกรมปศุสัตว์ บอกว่า “หมูหลุม” เป็นภาษาชาวบ้านที่เรียกการเลี้ยงหมูแบบขุดหลุมลึก โดยมีวัสดุรองพื้นหลุม มีแนวคิดตามหลักการของ “เกษตรกรรมธรรมชาติ” เป็นการเกษตรที่ไม่เพียงแต่คำนึงถึงผลผลิตจากการเกษตรเท่านั้น แต่มีแนวคิดอยู่เบื้องหลังของการทำงาน เป็นการทำการเกษตรแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความเป็นองค์รวมของระบบนิเวศด้านการเกษตร วงจรชีวภาพห่วงโซ่อาหาร ดิน พืช สัตว์ จุลินทรีย์ พลังงานธรรมชาติหมุนเวียนจากพลังงานแสงแดดและน้ำ นำมาเป็นปัจจัยในการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ที่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน พืชที่ปลูกส่วนหนึ่งนำมาเลี้ยงสัตว์ สัตว์ถ่ายมูลออกมาก็นำปุ๋ยมูลสัตว์มาเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน เพื่อการปลูกพืช รวมถึงด้านเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่น และการพึ่งพาตนเองในด้านการผลิตและการบริโภคขนาดเล็กและขนาดกลาง ที่เหมาะสมกับทรัพยากร ภูมิปัญญาในท้องถิ่น และวัฒนธรรมที่มีในชุมชน โดยมีเป้าหมายการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน การอยู่ดีกินดีของคนชนบท และสุขภาพของประชากร นำไปสู่การแก้ไขปัญหาความยากจนในที่สุด

พันธุ์หมูที่เลี้ยง

พันธุ์ดูร็อกเจอร์ซี่ อัตราการเจริญเติบโตดี เนื้อมาก แข็งแรง ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี แต่เลี้ยงลูกไม่เก่ง จึงเหมาะสำหรับใช้เป็นพ่อพันธุ์

พันธุ์แลนด์เรซ หูปรก ลำตัวยาว รูปร่างมีมัดกล้ามเนื้อ ให้ลูกดก และเลี้ยงลูกเก่ง

พันธุ์ลาร์จไวท์ หูตั้ง ลำตัวยาว ขาแข็งแรง มีความสามารถในการเป็นแม่พันธุ์ที่ดี ให้ลูกดกและเลี้ยงลูกเก่ง เหมาะสำหรับใช้เป็นแม่พันธุ์

อาหารที่ใช้เลี้ยง ใช้อาหารข้น 50% และอาหารหมัก 50% เพื่อลดต้นทุนค่าอาหาร โดยเน้นการใช้พืชจากธรรมชาติที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น นำต้นกล้วยมาหั่นเป็นชิ้นๆ หมักในภาชนะ

สูตรอาหารหมักคือ หยวกกล้วยหรือพืชผัก 100 กิโลกรัม น้ำตาลทรายแดง 4 กิโลกรัม เกลือ 1 กิโลกรัม หมักไว้ 4-5 วัน สูตรอาหารข้น ผสมเองโดยเลือกใช้วัตถุดิบที่บดละเอียดร่วมกับปลายข้าวบด และใช้น้ำมันมะพร้าวเพื่อเพิ่มพลังงาน ใช้เหล้า-ยาดอง 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำ 10 ลิตร ให้หมูกิน สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อช่วยให้หมูเจริญอาหารและลดความเครียด

นอกจากนี้ ยังใช้จุลินทรีย์ท้องถิ่นที่มีบทบาทในการย่อยสลาย ทำให้อัตราแลกเนื้อได้ดีขึ้นและเกิดเป็นปุ๋ยหมักชีวภาพ พร้อมกันนี้ยังมีการตัดหญ้าสดให้หมูกินทุกวัน โดยให้กินประมาณครึ่งกิโลกรัม ต่อตัว

การดูแลสุขภาพ เน้นสร้างภูมิต้านทานโรคโดยยึดหลักธรรมชาติ ด้วยการให้กินอาหารปลอดสารเคมี พื้นคอกรองด้วยวัสดุจากธรรมชาติ ทำให้หมูสามารถขุดคุ้ยได้ออกกำลังกาย มีน้ำดื่มสะอาด ภายในคอกสะอาด ไม่มีการสะสมของเชื้อโรคและไม่แออัด รวมทั้งใช้น้ำหมักผลไม้และจุลินทรีย์ท้องถิ่นให้หมูกิน เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

คอกเลี้ยง ขุดคอกลึก ประมาณ 60-70 เซนติเมตร ใส่แกลบ หรือขี้เลื่อย หรือขุยมะพร้าว หรือก้อนเชื้อเห็ด หรือหญ้าแห้ง โดยเฉลี่ย หมู 1 ตัว จะใช้วัสดุแห้ง ประมาณ 100 กิโลกรัม แบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นละประมาณ 30 เซนติเมตร ใส่ดินแดง (หรือดินเดิม) ผงถ่าน เกลือทะเล ไอเอ็มโอ 3 และจุลินทรีย์ ราดให้ชุ่ม ทิ้งไว้ 7 วัน จากนั้นปล่อยลูกหมูลงได้อัตราการปล่อย 2 ตารางเมตร ต่อตัว รดน้ำจุลินทรีย์ในคอกสัปดาห์ละครั้ง และทำความสะอาดคอก 1-2 สัปดาห์ ต่อครั้ง

เมื่อจับหมูออกจากคอกหมด จะขุดปุ๋ยออกทั้งหมด พักคอกไว้ ประมาณ 1 สัปดาห์ และเริ่มใส่วัสดุแห้งเพื่อรองรับลูกหมูรุ่นใหม่ และดำเนินการเลี้ยงตามระบบต่อไป

ทั้งหมดนี้คือ อีกหนึ่งความน่าสนใจที่เกิดขึ้น ที่จังหวัดราชบุรี…

โรงเรียน ตชด. บ้านถ้ำหิน สวนผึ้ง มีแหล่งเรียนรู้ ศูนย์กลางเด็ก-ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

เยาวชนเกษตร

สุจิต เมืองสุข

โรงเรียน ตชด. บ้านถ้ำหิน สวนผึ้ง มีแหล่งเรียนรู้ ศูนย์กลางเด็ก-ชุมชน

สวนผึ้ง เป็นอำเภอที่อยู่ในเขตจังหวัดราชบุรี ซึ่งดูเหมือนไม่ไกลนักหากนับระยะทางจากเมืองหลวงไป แต่เมื่อพิเคราะห์จากพื้นที่ของอำเภอสวนผึ้ง พบว่า เป็นอำเภอที่อยู่ติดชายแดนประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา หรือพม่า มีเพียงภูเขากั้นเขตแดนอยู่เท่านั้น จึงทำให้อำเภอสวนผึ้ง ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีประชากรแฝงอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณที่สร้างเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว ผู้หนีภัยการสู้รบ หรือศูนย์อพยพผู้ลี้ภัย มีประชากรที่รอการส่งกลับอยู่หลายพันชีวิต

โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านถ้ำหิน ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เป็นโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ที่ยังคงรูปแบบการเรียนการสอน โดยใช้ตำรวจตระเวนชายแดนทำหน้าที่เป็นครูผู้สอน เพราะในอดีตพื้นที่แห่งนี้ทุรกันดารเกินกว่าระบบการศึกษาจากส่วนกลางจะเข้าถึง โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านถ้ำหินแห่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อปี 2527 นับระยะเวลาราว 21 ปี รองรับเยาวชนที่อยู่ในวัยศึกษาทั้งคนไทยและชนเผ่าที่ไร้สัญชาติ รวมถึงเด็กและเยาวชนที่อาศัยอยู่ในค่ายอพยพผู้ลี้ภัยใกล้เคียง เพราะการศึกษาไม่มีแบ่งแยกเชื้อชาติและชนชั้น

พ.ต.ต. วันชัย กุลโสภณ ครูใหญ่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านถ้ำหิน ให้ข้อมูลว่า โรงเรียนแห่งนี้มีพื้นที่ทั้งหมด 13 ไร่ 2 งาน มีบุคลากรทั้งสิ้น 11 คน เป็นตำรวจตระเวนชายแดน 8 คน ครูอัตราจ้าง 1 คน และผู้ดูแลเด็ก 2 คน ซึ่งทั้งหมดแบ่งหน้าที่รับผิดชอบสอนเด็กในระดับปฐมวัย หรือชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ที่มีอยู่ จำนวน 285 คน เด็กส่วนใหญ่เป็นเด็กในตำบลสวนผึ้ง บางส่วนเป็นเด็กจากชนเผ่าที่ไร้สัญชาติ เช่น กะเหรี่ยง กะหร่าง มอญ พม่า และเด็กที่ย้ายตามบิดามารดาจากถิ่นกำเนิดในภาคใต้ เหนือ กลาง และอีสาน มาประกอบอาชีพในพื้นที่ใกล้เคียง

“โรงเรียนเราทำเกษตรมาตั้งแต่แรก ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เท่าที่จะทำได้ ตอนนี้ก็ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลในการซื้ออาหารให้เด็กนักเรียน คนละ 20 บาท ต่อคน ต่อวัน ซึ่งหากใช้เงิน 20 บาท ซื้อวัตถุดิบมาประกอบอาหาร คงไม่เพียงพอสำหรับให้เด็กนักเรียน 285 คน รับประทานได้ครบทุกคน”

โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านถ้ำหิน ให้ความสำคัญกับการเกษตร เพราะเป็นรากฐานสำคัญในการปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนรักในธรรมชาติ รู้จักอาชีพของบรรพบุรุษตนเอง ทั้งยังสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อลดรายจ่าย หรือสร้างรายได้ หากรู้จักนำไปประยุกต์ใช้ ดังนั้น จึงจัดแบ่งพื้นที่ ประมาณ 5 ไร่ สำหรับทำการเกษตร แบ่งเป็น แปลงปลูกพืชผัก โรงเรือนเลี้ยงไก่ บ่อปลากินพืช คอกหมู และยังปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้นที่รับประทานผลได้ไปทั่วบริเวณโรงเรียน เช่น กล้วย มะละกอ มะม่วง ขี้เหล็ก ลำไย เป็นต้น ซึ่งต้นไม้เหล่านี้จะให้ประโยชน์ไม่ใช่เฉพาะมีผลให้รับประทาน แต่ยังประโยชน์ในส่วนอื่นของต้นไม้ชนิดนั้นๆ ด้วย เช่น กล้วย นอกจากรับประทานผล หัวปลี ยังนำมาประกอบอาหาร ใบตองนำมาเป็นวัสดุห่อหุ้มอาหาร ลำต้น สามารถนำมาใช้ในงานประดิษฐ์ของนักเรียนได้

ครูใหญ่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านถ้ำหิน บอกว่า การสอนการเกษตรให้กับนักเรียน ไม่เฉพาะแค่สอนให้ปลูกต้นไม้ สอนให้เลี้ยงสัตว์ แต่จะสอนให้เด็กเข้าใจและรักในธรรมชาติ โดยผูกโยงไปถึงเรื่องคุณและโทษของสิ่งแวดล้อม เช่น ยกตัวอย่าง ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นใกล้ตัว ได้แก่ ดินโคลนถล่ม หรือเหตุการณ์สึนามิที่เกิดขึ้นในบ้านเรา สิ่งนี้จะทำให้เด็กเข้าใจในธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้รักต้นไม้และการเกษตร ซึ่งเป็นรากฐานของการดำรงชีวิต

สำหรับพื้นที่ทำการเกษตรของโรงเรียน 5 ไร่ แบ่งออกเป็นการเลี้ยงปลากินพืช ในพื้นที่บ่อ ขนาด 3 ไร่ เลี้ยงปลา 3 ชนิด ได้แก่ ปลานิล ปลายี่สก และปลาตะเพียน โดยช่วงที่ปลายังเล็ก จะลงทุนซื้ออาหารเม็ดสำเร็จรูปให้กิน หลังจากนั้นเมื่อปลามีอายุ 3-4 เดือน จะให้อาหารเป็นเศษอาหารที่เหลือจากการรับประทานของเด็ก เป็นการประหยัดต้นทุน ในแต่ละเดือนจะจับปลา 2 ครั้ง นำมาประกอบอาหาร ครั้งละ 28 กิโลกรัม ต่อมื้อ แต่ทั้งนี้ยังคงทำรายการซื้อขายราคาถูก นำเงินหมุนเวียนเข้าสหกรณ์ของโรงเรียน เพื่อเป็นกองทุนสำหรับการเลี้ยงปลาต่อไป นอกจากนี้ ในการเลี้ยงหมู ซึ่งปกติจะเลี้ยงไว้ประมาณ 10 ตัว ก็นำเศษอาหารที่เหลือจากการรับประทานของเด็กนักเรียนมาเป็นอาหารให้หมูเช่นกัน โดยหมูเมื่อโตขึ้นสามารถขายได้ จะขายทั้งตัว เพื่อนำเงินเข้ากองทุนการเลี้ยงหมูที่ผ่านรูปแบบการสะสมของสหกรณ์โรงเรียนต่อไป

พ.ต.ต. วันชัย บอกด้วยว่า มูลหมูมีคุณค่าทางสารอาหารมาก จึงนำมาทำปุ๋ยหมักชีวภาพ สำหรับใช้แทนปุ๋ยบำรุงต้นไม้ การเลี้ยงเป็ดก็เป็นอีกวิธีที่ทำให้ได้ไข่เป็ดและขายเป็ดนำเงินเข้ากองทุน รวมถึงการเลี้ยงไก่ไข่ จำนวน 200 ตัว เก็บไข่นำมาบริโภคได้ทุกวัน วันละ 180 ฟอง ส่วนไก่เมื่อโตเต็มที่ก็สามารถขายเนื้อได้เช่นกัน นอกจากนี้ ยังเลี้ยงไก่พื้นเมือง ไก่กินเนื้อ อีกจำนวนหนึ่ง สำหรับนำเนื้อไก่มาประกอบอาหาร เป็นการลดต้นทุนวัตถุดิบที่ต้องใช้ในการประกอบอาหารกลางวันของนักเรียน

“ไก่เนื้อที่โรงเรียนเลี้ยงไว้เป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ จะให้ชาวบ้านที่ต้องการเพาะพันธุ์นำไปเลี้ยง เมื่อได้ลูกไก่ก็ให้นำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาคืนให้กับโรงเรียน เป็นการต่อยอดให้กับชาวบ้าน โดยไม่ต้องลงทุนอะไร ทั้งหมดนี้โรงเรียนต้องการเป็นศูนย์กลางของการศึกษาการเกษตรในรูปแบบของเศรษฐกิจพอเพียง และการดำรงชีวิตอย่างเพียงพอ ภายใต้พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

ความมุ่งหวังของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน นอกจากการเป็นศูนย์กลางของการถ่ายทอดและเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชนในพื้นที่แล้ว การสอนเด็กนักเรียนให้เข้าใจ ก็เพื่อให้เด็กนำกลับไปถ่ายทอดให้กับครอบครัว นำกลับไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย

นายปราโมทย์ กำเนิดเนตร หรือ น้องซี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 บอกกับเราว่า เขาเรียนรู้การทำการเกษตรที่โรงเรียนมาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เพราะใจรัก และต้องการนำความรู้ที่ได้จากโรงเรียนกลับไปใช้ประโยชน์ที่บ้าน ปัจจุบัน ที่บ้านเลี้ยงหมู ซึ่งตนเห็นว่าเป็นการทำการเกษตรที่ง่าย เพราะให้อาหารในตอนเช้าและเย็น ส่วนน้ำก็ให้เฉพาะกลางวันเท่านั้น อาหารก็นำมาจากเศษอาหารที่เหลือจากการรับประทานของเรา ไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มเติม เมื่อหมูตัวใหญ่พอก็จับขาย ทำให้มีรายได้มาใช้จ่ายในครอบครัว ส่วนกิจกรรมในโรงเรียน ชอบการปลูกผักสวนครัว เช่น คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง เพราะเป็นพืชที่ปลูกง่าย ดูแลง่าย และเก็บผลผลิตนำไปรับประทานหรือจำหน่ายได้เร็ว

ด้าน เด็กหญิงปัณฑิตา แก้วสะอาด หรือ น้องนุ่น นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 บอกว่า อนาคตเธออยากเป็นครูตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อนำความรู้ที่ได้มาสอนให้กับน้องๆ และเด็กรุ่นหลัง ส่วนกิจกรรมเกษตรในโรงเรียน ชอบการเลี้ยงไก่ไข่ เพราะสอนให้รู้จักการคำนวณ เช่น การกินอาหารของไก่ การออกไข่ของไก่ในแต่ละวัน ซึ่งเมื่อคำนวณได้ถูกต้องแม่นยำ ก็จะไม่ทำให้เกิดรายจ่ายที่มากเกินไป เช่น การให้อาหารให้พอดีกับความต้องการของไก่ เป็นต้น ซึ่งความรู้ที่ได้รับจากโรงเรียนก็นำไปปรับใช้กับที่บ้าน เพราะที่บ้านเลี้ยงหมู ก็ช่วยพ่อแม่เลี้ยงหมูได้เช่นกัน

สำหรับ เด็กชายแกโด๊ะ พุดดี หรือ น้องแก ชาวกะหร่าง ไม่มีสัญชาติ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 บอกว่า รักการเกษตร อยากทำการเกษตร แต่เพราะมีข้อจำกัดเรื่องที่อยู่อาศัยที่พักพิงในศูนย์อพยพผู้ลี้ภัย ซึ่งมีพื้นที่จำกัด ไม่สามารถทำการเกษตรได้ แม้จะมีพื้นที่บ้างก็ตาม แต่ความเป็นอยู่ในชุมชนที่แออัดทำให้ไม่สามารถทำได้ นอกจากนี้ ศูนย์อพยพผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ ยังอยู่ห่างไกลจากโรงเรียนถึง 11 กิโลเมตร ทำให้หมดเวลาไปกับการเดินทางด้วยส่วนหนึ่ง จึงทุ่มเทให้กับการเกษตรที่โรงเรียนมากกว่า

“ผมชอบเกษตร แต่ไม่มีที่ทำการเกษตร พ่อและแม่รับจ้างทั่วไป เพราะอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพผู้ลี้ภัย ผมชอบการเลี้ยงปลามากที่สุด เพราะเป็นการดูแลที่ง่าย ไม่นานก็จับปลาไปขายได้ รายได้ก็นำเข้าสหกรณ์ของโรงเรียน เมื่อครบปีการศึกษาก็จะได้รับเงินปันผล เป็นรายได้ส่วนหนึ่งนำไปเก็บไว้สำหรับการศึกษาในอนาคต”

ระบบสวนครัวน้ำหยด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05089010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

คิดเป็นเทคโนฯ

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ระบบสวนครัวน้ำหยด

“การจัดงานในครั้งนี้ นอกจากเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทยเสมอมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระอัจฉริยภาพในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้น้อมนำแนวพระราชดำริมาปฏิบัติผ่านโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนและช่วยแก้ปัญหาให้กับเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เพาะปลูกที่อยู่ไกลแหล่งน้ำ ท้องถิ่นทุรกันดารที่มักประสบปัญหาภัยแล้ง อีกทั้งยังมีมาตรการช่วยเหลือ ซึ่งสามารถบรรเทาปัญหาให้กับเกษตรกรที่ประสบภัยได้ การดำเนินการขับเคลื่อนโครงการเทิดพระเกียรติ “ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ปวงประชาถวายพ่อของแผ่นดิน” นี้ ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนคนไทยทุกภาคส่วนได้ร่วมรณรงค์ให้ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำ การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านโครงการต่างๆ ของหน่วยงานที่ได้เข้าร่วมจัดนิทรรศการ”

นายปฏิญญา เหลืองทองคำ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานภายใต้โครงการเทิดพระเกียรติ “ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ปวงประชาถวายพ่อของแผ่นดิน” ซึ่งมี สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร และอาหารแห่งชาติ และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) เป็นเจ้าภาพหลักและร่วมกับหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 21 หน่วยงาน จัดนิทรรศการ ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ปวงประชาถวายพ่อของแผ่นดิน ขึ้นที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน เมื่อเร็วๆ นี้

ภายใต้นิทรรศการที่น่าสนใจอย่างมากมาย “ระบบสวนครัวน้ำหยด” ที่นำเสนอโดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถือเป็นอีกหนึ่งองค์ความรู้ที่เกษตรกรสามารถนำไปปรับใช้เพื่อรองรับสถานการณ์เกี่ยวกับวิกฤตการณ์น้ำที่กำลังจะกลายเป็นปัญหาสำคัญทั้งในวันนี้และอนาคต

สวนครัวน้ำหยด เป็นวิธีการให้น้ำแก่พืชอีกหนึ่งวิธีสำหรับแปลงปลูกพืชผัก ซึ่งมีประสิทธิภาพการให้น้ำสูง ใช้แรงดันน้ำน้อย ค่าลงทุนไม่สูงมาก อีกทั้งเทคนิคการใช้และการดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก แต่ให้ผลตอบแทนทางการผลิตสูง

ระบบการให้น้ำวิธีดังกล่าวได้รับการออกแบบเฉพาะ สำหรับพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำต้นทุนน้อย และสามารถใช้งานได้ง่าย เหมาะสำหรับการใช้งานเฉพาะครัวเรือนที่มีพื้นที่น้อย เช่น พื้นที่ว่างบริเวณบ้าน คันสระน้ำประจำไร่นา เป็นต้น ซึ่งทำให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชไว้บริโภคภายในครัวเรือนได้ตลอดทั้งปี เหลือจากการบริโภคก็สามารถนำไปจำหน่ายเป็นรายได้เสริมของครอบครัวได้

ที่น่าสนใจอีกประการคือ ระบบสวนครัวน้ำหยด สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ตั้งแต่ 500-4,000 บาท ต่อฤดูกาลการผลิต

ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการใช้งานถูกมาก เมื่อเทียบเป็นค่าน้ำมันหรือค่าไฟฟ้าแล้ว ใช้ไม่เกิน 200 บาท ต่อ 1 ฤดูกาลผลิต หรือไม่เกิน 4 เดือน

สำหรับรูปแบบของระบบสวนครัวน้ำหยด จะประกอบด้วยอุปกรณ์สำคัญคือ ถังน้ำ ขนาด 200 ลิตร วาล์วน้ำ 1 นิ้ว ชุดกรองน้ำ ขนาด 1 นิ้ว ท่อหลักและท่อรอง พีวีซี 1 นิ้ว เทปน้ำหยด เป็นต้น

วิธีการจะใช้ถังน้ำ ขนาด 200 ลิตร เป็นแหล่งพักน้ำและส่งจ่ายให้กับระบบ ดังในภาพ โดยติดตั้งถังน้ำดังกล่าวให้สูงขึ้นมาจากพื้นที่ต้องการให้น้ำ 1-2 เมตร

ส่วนท่อ พีวีซี จะติดตั้งบริเวณหัวแปลงพื้นที่ปลูกพืช

สำหรับเทปน้ำหยด ซึ่งมีระยะรูจ่ายน้ำ 20-30 เซนติเมตร อัตราการจ่ายน้ำของรูน้ำแต่ละรู 1-2 ลิตร ต่อชั่วโมง จะติดตั้งในแปลงที่ปลูกพืช โดยติดตั้งเป็นแถวยาวตามแนวของต้นพืช ซึ่งความยาวที่แนะนำนั้นไม่ควรเกินกว่า 15 เมตร

การให้น้ำด้วยวิธีการให้น้ำรูปแบบนี้จะประหยัดน้ำมากกว่าระบบการให้น้ำแบบอื่นๆ และไม่ต้องใช้เครื่องต้นกำลังในการส่งน้ำให้กับระบบหรือไม่ต้องใช้เครื่องสูบน้ำนั่นเอง

ขนาดของพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกพืชด้วยวิธีการให้น้ำแบบนี้ ไม่เกิน 160 ตารางเมตร สำหรับ ถังน้ำ 1 ใบ และ มีการใช้น้ำ ประมาณ 200-400 ลิตร ต่อวัน

สำหรับผู้สนใจ สามารถติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนปฏิรูปที่ดิน 1764

คิดเป็นเทคโนฯ กับ กรมวิชาการเกษตร ปุ๋ยหมักและพันธุ์ยาง

โรงผลิตปุ๋ยหมักระบบเติมอากาศ เป็นอีกหนึ่งผลงานวิจัยพัฒนาของกรมวิชาการเกษตร โดย นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ปี 2558 นี้ กรมวิชาการเกษตร ได้มีแผนขยายผลต่อยอดงานวิจัยโรงผลิตปุ๋ยหมักระบบเติมอากาศเพื่อการผลิตพืชอินทรีย์ ซึ่งได้จดอนุสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว โดยกรมวิชาการเกษตร ได้เร่งจัดทำโรงต้นแบบปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศขึ้น ในศูนย์วิจัยฯ ของกรมที่อยู่ในส่วนภูมิภาคนำร่อง จำนวน 25 โรง พร้อมพัฒนาเป็นศูนย์ต้นแบบการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเกษตรกรที่ต้องการผลิตปุ๋ยหมักและปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพ ต้นทุนต่ำ และนำไปใช้ในการผลิตพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่ให้มีการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการปลูกพืชเพิ่มมากขึ้น เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน และเพิ่มศักยภาพในการผลิตทางการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งยังเป็นช่องทางลดการใช้ปุ๋ยเคมีลง และลดปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศด้วย

ปีแรกนี้ กรมวิชาการเกษตร ได้ตั้งเป้าฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ หรือผู้สนใจ ไม่น้อยกว่า 1,500 คน ซึ่งคาดว่าผู้ที่ผ่านการอบรมจะมีความรู้เรื่องปุ๋ยหมักเพิ่มขึ้นกว่า 80% ภายใน 3 ปีข้างหน้า จะจัดทำโรงต้นแบบปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศให้ได้ จำนวน 75 โรง กระจายทั่วประเทศ ซึ่งจะเป็นกลไกช่วยขับเคลื่อนขยายผลองค์ความรู้การผลิตปุ๋ยหมักคุณภาพไปสู่เกษตรกรและผู้ประกอบการเพิ่มมากขึ้น อนาคตคาดว่าเกษตรกรจะมีการผลิตและใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยอินทรีย์ในการปลูกพืชอย่างแพร่หลาย และมีการผลิตพืชตามระบบเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งโมเดลนี้เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้จริงในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืช

ทางด้าน นายภัสชญภณ หมื่นแจ้ง รองผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา สำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงต้นแบบปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศ ประกอบด้วย ซองหมักและระบบเติมอากาศ โดยซองหมัก มีความกว้าง 5 เมตร ยาว 10 เมตร สูง 1.80 เมตร หมักวัสดุได้ ประมาณ 60 ลูกบาศก์เมตร/ครั้ง ส่วนระบบเติมอากาศ ประกอบด้วย พัดลมอัดอากาศ ตะแกรงเหล็กหรือตะแกรงสแตนเลสเพื่อรองรับวัสดุและช่วยกระจายลม และมีระบบเปิด-ปิด ด้วยนาฬิกาตั้งเวลาอัตโนมัติเพื่อให้อากาศ โดยเปิด 1 ชั่วโมง ปิด 3 ชั่วโมง วันละ 6 ครั้ง

ซึ่งโรงต้นแบบปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศนี้มีกำลังการผลิตปุ๋ยหมัก ประมาณ 30 ตัน ต่อรอบการผลิต เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถนำแบบไปดัดแปลงปรับลดขนาดหรือย่อส่วนให้เล็กลง หรือเพิ่มขนาดโรงปุ๋ยให้ใหญ่ขึ้นได้ตามความต้องการที่จะผลิต ตั้งแต่ 1-100 ตัน โดยไม่ต้องกลับกองปุ๋ยหมัก

“โรงผลิตปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศเป็นระบบที่มีศักยภาพ แต่ต้องใช้วัสดุหมักตามสูตรที่กำหนด โดยใช้มูลไก่ 2 ส่วน มูลโค/มูลกระบือ/มูลแพะ อย่างใดอย่างหนึ่ง 1 ส่วน และเศษพืชต่างๆ 1 ส่วน ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วนำเข้าซองหมัก การหมักต้องมีการควบคุมความชื้นให้อยู่ในระดับ 60% ใช้ระยะเวลาหมักนาน 30-45 วัน แล้วย้ายปุ๋ยหมักออกจากซองระบบเติมอากาศ นำไปบ่มไว้ด้านนอก โดยกระจายเป็นกองเล็กๆ กว้าง 1.5 เมตร สูง 50 เซนติเมตร ปรับความชื้นให้อยู่ในระดับ 60% รอให้ปุ๋ยสุกหรือย่อยสลายอย่างสมบูรณ์อีก ประมาณ 30-45 วัน จะได้ปุ๋ยหมักที่มีธาตุอาหารสูงและมีความเหมาะสมในการนำไปใช้ในระบบปลูกพืชทั่วไปและพืชอินทรีย์ ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงและคุ้มค่าการลงทุน” นายภัสชญภณ กล่าว

นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตร ยังได้มีการพัฒนาเกี่ยวกับสายพันธุ์ยางพารา โดยล่าสุดประสบความสำเร็จในการวิจัยสายพันธุ์ยางพาราที่เหมาะกับพื้นที่ปลูกกึ่งแห้งแล้ง 2 สายพันธุ์ ซึ่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า เนื่องจากปัจจุบันมีการขยายการปลูกยางพาราไปยังพื้นที่ใหม่มากขึ้น ทั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่กึ่งแห้งแล้งที่มีปริมาณน้ำฝนต่ำกว่า 1,600 มิลลิเมตร ต่อปี หรือมีช่วงแล้งยาวนาน 3-5 เดือน กรมวิชาการเกษตรจึงได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยยางดำเนินโครงการวิจัยพันธุ์ยางให้เหมาะสมกับพื้นที่กึ่งแห้งแล้ง เพื่อคัดเลือกพันธุ์ยางใหม่ที่ให้ผลผลิตน้ำยางสูง เจริญเติบโตดี

การวิจัยครั้งนี้ได้ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 18-20 ปี จึงจะประสบความสำเร็จ

สำหรับผลการวิจัยพบว่า มีพันธุ์ยางที่สามารถเจริญเติบโตดี ให้ผลผลิตน้ำยางสูง และปรับตัวได้ดีในสภาพพื้นที่ที่มีช่วงแล้งยาวนาน 3-5 เดือน จำนวน 2 พันธุ์ คือ พันธุ์สถาบันวิจัยยาง 3604 (RRIT 3604) และพันธุ์สถาบันวิจัยยาง 3906 (RRIT 3906) ถือเป็นพันธุ์ยางทางเลือกที่มีลักษณะตรงตามความต้องการของเกษตรกร ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้เตรียมแผนแนะนำให้เกษตรกรปลูกต่อไป

สำหรับยางพันธุ์สถาบันวิจัยยาง 3604 เกิดจากการผสมระหว่างพันธุ์แม่ PB235 และพันธุ์พ่อ RRIM600 มีลักษณะเด่น คือให้ผลผลิตเนื้อยางแห้งสูง ตั้งแต่เริ่มเปิดกรีดปีแรกและให้ผลผลิตสูงในปีต่อมา โดยมีผลผลิตต่อต้นในแต่ละครั้งกรีด เฉลี่ย 9 ปีกรีด เท่ากับ 52.4 กรัม/ต้น/ครั้งกรีด และให้ผลผลิตน้ำยาง 9 ปีกรีด เฉลี่ย 392 กิโลกรัม/ไร่/ปี สูงกว่าพันธุ์เปรียบเทียบ RRIM 600 ที่ปลูกในแปลงทดสอบเดียวกัน ร้อยละ 119 ทั้งยังมีการเจริญเติบโตในระดับดี มีขนาดรอบลำต้นเมื่ออายุ 15 ปี เฉลี่ย 70.4 เซนติเมตร โตกว่าพันธุ์เปรียบเทียบ และมีขนาดลำต้นสม่ำเสมอกันภายในแปลงดี ทำให้มีต้นเปิดกรีดได้ในปีแรกสูง

ส่วนพันธุ์สถาบันวิจัยยาง 3906 เกิดจากการผสมระหว่างพันธุ์แม่ RRIC121 กับพันธุ์พ่อ RRIC 7 มีลักษณะเด่น คือ ให้ผลผลิตเนื้อยางแห้งสูงมาก ตั้งแต่เริ่มเปิดกรีดปีแรกและให้ผลผลิตสูงในปีถัดมาเช่นกัน โดยมีผลผลิตต่อต้นในแต่ละครั้งกรีด เฉลี่ย 7 ปีกรีด เท่ากับ 66.4 กรัม/ต้น/ครั้งกรีด และให้ผลผลิตน้ำยางเฉลี่ย 7 ปีกรีด เท่ากับ 458 กิโลกรัม/ไร่/ปี สูงกว่าพันธุ์เปรียบเทียบ RRIM 600 ร้อยละ 386 ขณะเดียวกันยางพันธุ์นี้ ยังมีการเจริญเติบโตในระดับดี โดยมีขนาดรอบลำต้นเมื่ออายุ 12 ปี เฉลี่ย 51.5 เซนติเมตร ซึ่งโตกว่าพันธุ์เปรียบเทียบ ร้อยละ 4

ทางด้าน นางกรรณิการ์ ธีระวัฒนสุข นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา กรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่จะเพิ่มศักยภาพการผลิตยางพาราในเขตปลูกใหม่ เพื่อให้ได้ผลผลิตน้ำยางเพิ่มมากขึ้น เกษตรกรจำเป็นต้องเลือกใช้พันธุ์ยางที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีปริมาณน้ำฝนน้อย และมีช่วงแล้งยาวนานกว่าภาคใต้ นอกจากนี้ ดินยังมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำกว่าด้วย การใช้พันธุ์ยางพาราที่เหมาะกับพื้นที่ปลูกจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้กับเกษตรกรได้ ซึ่งยางพันธุ์สถาบันวิจัยยาง 3604 และพันธุ์สถาบันวิจัยยาง 3906 ถือว่ามีศักยภาพเหมาะสมกับพื้นที่กึ่งแห้งแล้ง

“กรมวิชาการเกษตร ได้เตรียมแผนผลิตกิ่งตายางทั้ง 2 พันธุ์ ดังกล่าว เพื่อเตรียมพร้อมรองรับความต้องการของเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราที่สนใจใช้พันธุ์ยางพันธุ์นี้ ทั้งยังมีแผนดำเนินการวิจัยต่อยอดและทดสอบการปรับตัวของยางพันธุ์สถาบันวิจัยยาง 3604 และพันธุ์สถาบันวิจัยยาง 3906 ในระดับแปลงเกษตรกร และวิธีที่เกษตรกรปฏิบัติต่อต้นยาง อาทิ การใส่ปุ๋ย และการกรีด ซึ่งเกษตรกรมีวิธีปฏิบัติแตกต่างกับหลักวิชาการ รวมทั้งวิจัยต่อยอดเกี่ยวกับความต้านทานโรคต่างๆ อาทิ โรคใบร่วงราแป้ง โรคใบจุดก้างปลา และโรคไฟทอปทอร่า เป็นต้น” นางกรรณิการ์ กล่าว

หากสนใจข้อมูลเกี่ยวกับพันธุ์ยางที่เหมาะสมกับพื้นที่กึ่งแห้งแล้ง สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร โทร. (02) 579-7557-8 หรือศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา โทร. (038) 136-225-6 และศูนย์วิจัยยางหนองคาย โทร. (042) 490-924

ดาวน์โหลดฟรี 7 แอปพลิเคชั่น เพื่อเกษตรกร

มีข่าวสารที่น่าสนใจ แจ้งมาจาก นายวิมล จันทรโรทัย โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกี่ยวกับการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้มีการจัดทำแอปพลิเคชั่นตามนโยบาย Digital Agriculture ซึ่งได้รับมอบหมายจาก นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนและเกษตรกรในการสืบค้นข้อมูลต่างๆ 7 แอปพลิเคชั่น และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพได้

โดย 7 แอปพลิเคชั่น ประกอบด้วย

1. “ฝนหลวง” Fonluang พัฒนาขึ้นเพื่อนำข้อมูลด้านฝนหลวงมาแสดงบนอุปกรณ์ Smartphone และ Tablet เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและเทิดทูลในพระปรีชาสามารถ พระราชกรณียกิจฝนหลวง ในฐานะ “พระบิดาฝนหลวง” อีกทั้งเป็นการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการสื่อสารเผยแพร่หน่วยงาน จากผู้ปฏิบัติงานสู่ประชาชนโดยตรง

2. Q Restaurant เพื่อประชาสัมพันธ์ร้านอาหาร ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการประกอบอาหาร ได้แก่ พวกวัตถุดิบหรือสินค้าที่ผ่านมาตรฐานจากแปลง GAP รวมทั้งวัตถุดิบที่ปลอดภัย ซึ่งแอปพลิเคชั่นนี้เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่สนใจร้านอาหารที่มีความปลอดภัยได้คุณภาพ โดยเข้าไปที่แอปพลิเคชั่น แล้วจะปรากฏข้อมูลร้านอาหารที่อยู่ใกล้ หรือสามารถค้นหารายจังหวัด หรือเลือกเฉพาะเจาะจงร้านที่สนใจ และสามารถแสดงเส้นทางการเดินทางจากตำแหน่งปัจจุบันไปยังร้านอาหารที่ต้องการจะไปได้

3. ProtectPlants เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับโรคพืชและศัตรูพืช พร้อมทั้งมีฟังก์ชั่นเด่นที่คอยติดตามการระบาดศัตรูพืช เพื่อให้เกษตรกรป้องกันได้ทันท่วงที แอปพลิเคชั่นประกอบไปด้วยฟังก์ชั่นหลัก 6 หมวด ได้แก่ ข่าวสาร องค์ความรู้ด้านอารักขาพืช วินิจฉัยศัตรูพืชเบื้องต้น วินิจฉัยตามชนิดพืช พยากรณ์เตือนการระบาด พยากรณ์สภาพอากาศ

4. DOAESmartCheck เพื่อให้เกษตรกรใช้ตรวจสอบติดตามสถานะผลการปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร และการเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือของรัฐตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยจ่ายเงินให้แก่ชาวนาและชาวสวนยางพารา ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ ตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2557 เป็นต้นมา โดยให้ใช้ฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรของกรมส่งเสริมการเกษตรนำไปตรวจสอบสิทธิและรับรองสิทธิ์

5. ปุ๋ยรายแปลง โปรแกรมคำแนะนำการจัดการดินและปุ๋ยรายแปลง (พัฒนาขึ้น ปี 2557) พัฒนาขึ้นทั้งในรูปแบบ Web Application เพื่อใช้งานผ่าน Web Browser บนเครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) และผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลด Application นี้ไปติดตั้งบนเครื่อง Smart Phone หรือ Tablet

6. WMSC เพื่อจัดเก็บรวบรวมข้อมูลและนำเสนอข้อมูลข่าวสารในการบริหารจัดการน้ำ ได้แก่ ข้อมูลปริมาณน้ำฝน ข้อมูลปริมาณน้ำท่า ข้อมูลปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ ข้อมูลอัตราการไหลของน้ำในแม่น้ำ คลองชลประทานต่างๆ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้บริหารกรมชลประทานหรือผู้เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการ พร้อมทั้งสามารถเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารแก่หน่วยงานทั้งภายในและภายนอก รวมทั้งประชาชนทั่วไปได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ และ

7. Feed โปรแกรมประยุกต์การคำนวณปริมาณการให้อาหารกุ้งขาว เป็นเครื่องมือเกษตรกรยุคใหม่ : Smart tools for smart farmer จะช่วยให้เกษตรกรสามารถแก้ไขปัญหาในการเลี้ยงกุ้งและมีผลผลิตเพิ่มขึ้น และเกษตรกรจำนวนมากมีความต้องการใช้เครื่องมือใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพเพื่อพัฒนาการเลี้ยงกุ้งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งโปรแกรมที่ช่วยในการให้อาหารอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ สามารถเข้าไปโหลดแอปพลิเคชั่นทั้งหมดได้ โดยใช้ได้ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android ที่หน้าเว็บไซต์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้แล้วตามลิงก์นี้ http://www.moac.go.th/ewt_news.php?nid=14725

ภูมิปัญญาอาหารไทยภาคใต้ “หรอยจังฮู้” สมบูรณ์แบบ อ่านเข้าใจง่าย ทำตามได้ไม่ยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05092010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

แนะนำหนังสือ

ภูมิปัญญาอาหารไทยภาคใต้ “หรอยจังฮู้” สมบูรณ์แบบ อ่านเข้าใจง่าย ทำตามได้ไม่ยาก

“หนังสือภูมิปัญญาอาหารไทยภาคใต้ ชุดเคล็ดลับจากแม่ หรอยจังฮู้ (อร่อยที่สุดในโลก)…” เกิดขึ้นจาก 3 พี่น้อง คือ “แม่ถิ้ง” หรือ พริ้มพร้อม พงศาปาน ในฐานะบุตรสาวคนโตของคุณพ่อเปลือน และคุณแม่อบ ห้วนแจ่ม (ตระกูลเดิม บุญเรืองขาว) และน้องสาวอีก 2 คน คือ อาจารย์สุดา เทพเกลี้ยง และ อาจารย์โสภา คงพูล ทั้ง 3 คน ได้ใช้ชีวิตอยู่ในจังหวัดพัทลุง บ้านเกิด

แม่ถิ้ง นั้น ได้ชื่อว่าเป็นคนทำอาหารเก่ง จนร่ำลือกันทั้งหมู่บ้าน ทั้งตำบล ว่า ทำไหรก็หรอย (ทำอะไรก็อร่อย) ทั้งแกงเผ็ด แกงจืด ทั้งขนมจีน ขนมหวาน ทั้งทำกิน ทำขาย ทั้งในงานบุญ งานวัด ส่วน อาจารย์โสภา นั้น แม้เป็นครูสอนศิลปะ แต่ก็ได้ทำอาหารขายเป็นอาชีพเสริมมาโดยตลอด สำหรับ อาจารย์สุดา ไม่ต้องพูดถึง เรียนจบทางด้านคหกรรม ได้สอนวิชาอาหารมายาวนาน และเคยนำนักรียนไปแข่งทักษะการทำอาหารจนได้รางวัลระดับประเทศมาแล้ว

โดยมี “ลุงพร สอนอาชีพ” (ลูกแม่ถิ้ง) เป็นผู้เรียบเรียงขึ้นด้วยตนเอง

ลุงพร มีผลงานสร้างชื่อ ในฐานะที่เคยทำงานประจำ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) มากว่า 20 ปี ทั้งการเป็นคอลัมนิสต์เขียนหนังสือแนะนำอาชีพอิสระต่างๆ และในฐานะผู้บริหารศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน จัดอบรมอาชีพอิสระมากมาย จนเป็นที่รู้จักกันดี

ที่ผ่านมา ยังได้จัดทำหนังสือ “อาหารทำเงิน ชุดเคล็ดลับจากครู เล่ม 1, 2 และ 3” และที่มีวางจำหน่ายในปัจจุบันคือ “อาหารง่าย + เงินดี = 1 วัน ทำได้ เล่ม 1 และ 2” (มี 2 เล่ม)

จุดเด่นของหนังสือ “ภูมิปัญญาอาหารไทยภาคใต้…หรอยจังฮู้” คือนำเสนอวิธีการปรุงอาหารไทยพื้นบ้านภาคใต้ กว่า 200 รายการ มีทั้งหมด 12 บท แบ่งเป็นหมวดหมู่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นแกงเผ็ด ต้มจืด ผัด ทอด ปิ้ง น้ำพริก ยำ ฯลฯ ทั้งทำกินในครอบครัว ทำเลี้ยง (แกงงาน) รวมทั้งยังมีสูตรขนมทั่วไป ขนมเดือนสิบ และการถนอมอาหารแบบปักษ์ใต้

สิ่งสำคัญที่สุดจะมีภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้องกับอาหารชนิดนั้นๆ รวมทั้งเทคนิคการปรุง หรือเคล็ดลับต่างๆ (ยกตัวอย่างภูมิปัญญา แกงคั่วหอยขม กว่าที่จะเอาหอยขมมาแกงได้ เขาต้องจับมาขังให้มันขี้ออกให้หมดก่อน จากนั้นนำมาสับก้นเพื่อให้น้ำแกงเข้าไปได้ และจุ๊บได้อย่างง่ายดาย-สมัยนี้เด็กๆ ที่เป็นลูกหลานไม่อาจได้สัมผัสแล้ว)

(หรืออย่าง แกงไก่ใส่หยวกกล้วย ต้นกล้วยที่จะเลือกมาแกงได้นั้น ต้องยอดที่พองๆ แบบว่าเขย่าปุ๊บมีค้างคาวบินปร๋อออกมา (เข้าไปนอนหลบอยู่ในยอดกล้วยตอนกลางวัน) นั่นแหละใช้ได้เลย หรือเวลาจะตัดต้นกล้วยให้เขย่าต้นไปมา เพื่อให้น้ำไหลลงมาข้างล่าง จะทำให้กล้วยอ่อนนุ่ม มีใยน้อย และให้ตัดตรงปลายก่อนที่จะตัดตรงโคนต้นกล้วย เป็นต้น)

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบรรดาสูตรทั้งหมด ยังมีอาหารปักษ์ใต้หลายรายการที่สามารถทำขายได้ทันที เหมาะกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน เช่น ขนมจีนปักษ์ใต้ ไก่ทอดหาดใหญ่ ทอดมันกุ้งใบเล็บครุฑ ไข่ปลาทอดทะเลน้อย ไก่ย่างทรงเครื่องแบบปักษ์ใต้ กล้วยแขก ขนมเดือนสิบ ฯลฯ (หรืออย่างแกงต่างๆ เวลานี้ทำขายอย่างเดียวก็อยู่ได้ (หากทำได้อร่อย) เช่น แกงคั่วกลิ้ง แกงไตปลา แกงน้ำเคย แกงส้ม ปลาทูต้มเค็ม ต้มเนื้อหนาง ผัดสะตอ ฯลฯ)

“หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมกลเม็ดเคล็ดลับต่างๆ ไว้มากมาย เป็นภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษของเราได้สะสมไว้ เรานำไปใช้ นำไปพัฒนาได้ไม่มีวันหมด…จึงหวังว่าหนังสือเล่มนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านและต่อลูกหลานในวันข้างหน้า…”ซื้อเก็บไว้ที่บ้านสักเล่ม ยังไม่อ่านไม่เป็นไร แต่ลูกหลานของท่านจะได้อ่านอย่างแน่นอน”…นี่คือสิ่งที่ผมคิด และได้พยายามอย่างยิ่งที่จะรวบรวมเนื้อหาสาระไว้ให้สมบูรณ์ที่สุด”

อาหารไทย ภูมิปัญญาไทย จะยิ่งใหญ่แค่ไหน เราจะเป็นครัวของโลกได้หรือไม่ ก็อยู่ที่ลูกหลานไทยจะต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ…

“หากคนไทยเราไม่ช่วยกัน สักวันหนึ่งอาหารไทยของเราก็จะสูญหายไป และอาหารของต่างชาติก็จะเข้ามาแทนที่…ไม่ต่างอะไรกับการเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ ที่เวลานี้เรากำลังถูกรุกรานจนความเป็นวิถีไทยเริ่มถดถอยไปทีละนิด…ในทำนองเดียวกัน หากเรานำภูมิปัญญาเหล่านั้นมาพัฒนาหรือต่อยอด ก็จะสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับคนไทยและประเทศไทย”

“หากเราทำได้…คำว่า “ครัวโลก” ก็จะไม่ไกลเกินจริง และวัฒนธรรมอาหารการกินของเรายิ่งใหญ่ไม่แพ้ชาติใดในโลกนี้อย่างแน่นอน” ลุงพร กล่าวในสุด

หมายเหตุ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ ลุงพร โทร. (081) 309-0599 หรือ lungpornku@gmail.com

ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนจักสานบ้านตลาดใหม่ สร้างรายได้ที่ยั่งยืน สู่อ่างทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05094010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนจักสานบ้านตลาดใหม่ สร้างรายได้ที่ยั่งยืน สู่อ่างทอง

หากใครอยากได้เครื่องจักสานคุณภาพดี ฝีมือสวยงาม เพื่อเป็นของขวัญของฝากผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ก็ขอแนะนำให้แวะไปที่จังหวัดอ่างทอง เพราะที่นี่มีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องจักสานเป็นที่รู้จักทั้งคนไทยและต่างชาติ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของคำขวัญประจำจังหวัดอ่างทอง ที่กล่าวว่า “พระสมเด็จเกษไชโย หลวงพ่อโตองค์ใหญ่ วีรไทยใจกล้า ตุ๊กตาชาววัง โด่งดังจักสาน ถิ่นฐานทำกลอง เมืองสองพระนอน”

“ชุมชนบ้านตลาดใหม่” คือ หนึ่งในตัวอย่างชุมชนเข้มแข็งที่มีผลงานโดดเด่นด้านงานจักสาน จากงานจักสาน หวาย ไม้ไผ่ และใบลาน ของชาวบ้าน ได้พัฒนารูปแบบให้มีความทันสมัย จนเป็นที่ยอมรับระดับชาติ ประกวดงานหัตถศิลป์ก็ได้รางวัลมาโดยตลอด จนดังไปถึงญี่ปุ่น ขายในร้านของฝากชาวต่างประเทศ ให้สาวๆ ใช้ถือไปงานกลางคืน หรือจะไว้ออกงาน ก็ดูดีทีเดียว

ย้อนรอยตำนานจักสานหวายบ้านตลาดใหม่

เดิมชาวบ้านตำบลตลาดใหม่มีอาชีพทำนา เมื่อว่างเว้นจากฤดูทำนา ชาวบ้านมักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการนำหวายไม้ไผ่และใบลานมาสานตะกร้า กระบุง ชะลอม ฯลฯ โดยมุ่งผลิตภาชนะดังกล่าว สำหรับใช้ภายในครัวเรือน แต่ในปัจจุบันชาวบ้านไม่ค่อยมีเวลาได้จักสานเครื่องใช้ไม้สอยด้วยตัวเอง จึงหันมาซื้อเครื่องจักสานที่มีจำหน่ายในท้องตลาดมาใช้ในครัวเรือนแทน

กศน. อำเภอวิเศษชัยชาญ เล็งเห็นความสำคัญของงานหัตถกรรมในชุมชนท้องถิ่น จึงได้จัดกิจกรรมการฝึกอบรมให้ความรู้ในการสร้างงาน สร้างอาชีพ ภายในตำบลตลาดใหม่ โดยเปิดรับผู้สนใจเข้ามารวมกลุ่มฝึกสอนทักษะอาชีพด้านการจักสาน กศน. อำเภอวิเศษชัยชาญ ได้สนับสนุนงบประมาณด้านการจัดซื้อวัตถุดิบ การพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญด้านงานจักสานในท้องถิ่นและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาเป็นวิทยากรผู้สอนให้กับชาวบ้านในตำบลตลาดใหม่ จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการจัดตั้ง “ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน (ศฝอช) จักสานบ้านตลาดใหม่”

ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนจักสานบ้านตลาดใหม่

กศน. อำเภอวิเศษชัยชาญ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์ฝึกอาชีพฯ แห่งนี้ พร้อมกับเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สินค้าของชุมชนจักสานบ้านตลาดใหม่ ให้เป็นที่รู้จักของผู้ซื้อทุกระดับ พร้อมนำสินค้าออกแสดงและจำหน่ายตามศูนย์ราชการต่างๆ เว็บไซต์ไทยตำบล.คอม ทำให้ผลิตภัณฑ์เครื่องจักสานของชุมชนแห่งนี้ เป็นที่สนใจของผู้ซื้อจำนวนมาก มียอดผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีตลาดรองรับที่แน่นอน ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าขาประจำ ลูกค้าใหม่ ตลาดภายในจังหวัด ตลาดภูมิภาค และลูกค้าตลาดส่งออก

นอกจากนี้ กศน. อำเภอวิเศษชัยชาญ ยังได้จัดส่งผลงานของศูนย์ฝึกอาชีพฯ แห่งนี้เข้าประกวดในเวทีต่างๆ จนได้รับรางวัลที่ภาคภูมิใจมากมาย เช่น ได้รับรางวัลโอท็อป 5 ดาว ระดับประเทศ รางวัลโอท็อป ของจังหวัดอ่างทอง มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน มผช. เลขที่ 19/2546 รางวัลศิลปินโอท็อป ปี 2546 รางวัลหม่อมงามจิตร บุรฉัตร ปี 2550 รางวัลเชิดชูครูช่างหัตถศิลป์ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ปี 2556 รางวัลที่ 1 การประกวดตะกร้าจักสานหวายในงานเกษตรและของดีเมืองอ่างทอง ปี 2556 และได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดผลิตภัณฑ์ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน ประจำปี 2557 ภาคกลาง กลุ่ม 1 ณ จังหวัดปทุมธานี

หลักสูตรอบรมอาชีพ

ปัจจุบัน ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนจักสานบ้านตลาดใหม่ ได้เปิดการเรียนการสอนตามหลักสูตรของ ศฝอช (ต่ำกว่า 40 ชั่วโมง) ได้แก่ วิชาทักษะการประกอบอาชีพจักสานหวาย วิชาการทำพวงกุญแจรูปนกฮูก วิชาการทำห่วงผ้าเช็ดมือรูปนกฮูก วิชาการสานกล่องกระดาษทิชชู วิชาการสานโคมไฟรูปเดือน วิชาการสานโคมไฟรูปพระอาทิตย์ วิชาการทำฐานขันโตกจากไม้ไผ่

ขั้นตอนการทำผลิตภัณฑ์จักสาน

1. การเขียนลาย เป็นลายดอกไม้ต่างๆ

2. นำไม้ไผ่สีสุกมาจักเป็นเส้นเล็กๆ เพื่อทำเป็นตอกยืน

3. การย้อมสีไม้ไผ่ จะนำมาต้มในน้ำเดือดให้เป็นสีต่างๆ ที่ต้องการ

4. เมื่อย้อมตอกแล้ว จะต่อโครงที่ด้านล่าง หรือที่ก้นตะกร้าก่อน

5. การถักกรอง เพื่อทำเป็นตอกยืน

6. การสานลายตะกร้าโดยการนำแบบที่เขียนไว้มาสานลายต่างๆ เช่น ลายดอกกุหลาบ ลายนก ลายผีเสื้อ

7. การสานลายจนถึงขอบบนที่กำหนดไว้

8. การประกอบไสขอบด้านบน

9. การผูกถักขอบตะกร้าด้วยหวาย เพื่อยึดขอบให้แน่นและสวยงาม เรียกว่า การผูกสามหวาย

10. การทาวานิช เคลือบเงาและบุผ้า ผลิตเป็นตะกร้าที่เสร็จสมบูรณ์

“ฐิติพัชร์ รวยทรัพย์” ครูภูมิปัญญาด้านงานจักสาน

คุณฐิติพัชร์ รวยทรัพย์ ประธานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตจักสานบ้านตลาดใหม่ เลขที่ 65/4 หมู่ที่ 2 ตลาดใหม่ อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง 14110 โทร. (081) 770-5915 ได้เล่าให้ฟังว่า ปี 2528 ชาวบ้านตำบลตลาดใหม่ประมาณ 20 คน ได้รวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มอาชีพ เพื่อเป็นการสร้างงานและเสริมสร้างรายได้แก่ครอบครัว รวมทั้งร่วมอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเรียกชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตจักสานบ้านตลาดใหม่”

ต่อมาได้มีหน่วยงานราชการได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือหลายด้านทั้งการสนับสนุนด้านงบประมาณ การฝึกอบรมเสริมทักษะการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัย จนสามารถส่งผลิตภัณฑ์เข้าประกวดได้รับรางวัลมากมาย และได้รับการยกระดับเป็นผลิตภัณฑ์โอท็อปของจังหวัดและระดับประเทศในเวลาต่อมา สินค้าของชุมชนแห่งนี้ เป็นประเภทงานจักสานหวาย และไม้ไผ่หลายรูปแบบ เช่น กระเป๋าถือสตรี กระเป๋าสตรีขอบทอง ป้านน้ำชา ตะกร้าหูหิ้ว โคมไฟ ตะกร้อ และของชำร่วยประเภทต่างๆ

ตั้งแต่วัยเด็ก คุณฐิติพัชร์ เห็นพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย จักสานไม้ไผ่เป็นเครื่องใช้ไม้สอยในชีวิตประจำวัน เช่น กระบุง ตะกร้า สุ่ม ฯลฯ เธอจึงสนใจเรียนรู้งานจักสานเป็นพิเศษ เธอได้เผยแพร่ความรู้เรื่องงานจักสานลวดลายไทย แล้วยังได้คิดค้นดัดแปลงรูปแบบของตะกร้าในสมัยโบราณ ให้มีรูปทรงแบบใหม่ที่ทันสมัย เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ในยุคสมัยปัจจุบัน เช่น การจักสานตะกร้าหูหิ้ว ตะกร้าหกเหลี่ยม ป้านน้ำชา โคมไฟ ของจิ๋ว ของโชว์ประเภทต่างๆ

ปัจจุบัน กลุ่มจักสานตำบลตลาดใหม่ มีสมาชิก จำนวน 35 คน มีการบริหารจัดการแบบกลุ่ม ปันผลกำไรให้สมาชิกจากชิ้นงาน โดยแบ่งความรับผิดชอบให้สมาชิกแต่ละรายรับงานไปทำที่บ้านตามความรู้ ความชำนาญ ของแต่ละบุคคล เช่น งานจักสาน งานเข้าหูกระเป๋า และงานสานขอบ เป็นต้น สมาชิกแต่ละรายจะมีรายได้เดือนละประมาณ 3,000-4,000 บาท ต่อคน ขึ้นอยู่กับความชำนาญ และความขยันของแต่ละบุคคล

ปัจจุบัน สินค้ายอดนิยมที่ขายดีของกลุ่มจักสานตำบลตลาดใหม่ คือ “สินค้ากระเป๋าหิ้วทรงเม็ดตาล” ขายดีมากจนผลิตไม่ทันกับความต้องการของตลาด เนื่องจากกระเป๋าทรงเม็ดตาลมีลวดลาย รูปแบบ ที่แปลกแตกต่างจากแบบเดิม โดยคุณฐิติพัชร์ได้แรงบันดาลใจในการออกแบบจาก “เม็ดตาลสด” ที่ชาวบ้านนำมาบริโภค

สินค้าจักสานในท้องถิ่น ส่วนใหญ่นิยมใช้วัสดุประเภทไม้ไผ่กับหวาย ต่อมาหวายเกิดขาดตลาดและมีราคาแพง คุณฐิติพัชร์เป็นคนแรกที่ทดลองนำ “ใบลาน” ที่เป็นวัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่นมาจักสานร่วมกับไม้ไผ่ นับเป็นผลงานที่เกิดจากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ทำให้สินค้ามีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น และสามารถทำลวดลายต่างๆ ได้มากมาย เธอได้นำแนวคิดดังกล่าวยื่นขอจดสิทธิบัตรเป็นภูมิปัญญาไทยในเวลาต่อมา

ผลงานจักสานที่โดดเด่นดังกล่าว ทำให้ชุมชนแห่งนี้ได้รับความไว้วางใจจาก จังหวัดอ่างทอง และคัดเลือกให้กลุ่มจักสานตำบลตลาดใหม่ เป็นผู้จัดทำกระเป๋าจักสานจากไม้ไผ่ขนาดยักษ์ เพื่อตั้งเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดอ่างทอง ที่ศูนย์แสดงของดีเมืองอ่างทอง บริเวณวัดชัยมงคล อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง มาจนถึงทุกวันนี้

Crow Chili Dip – Ma Suwaree Wangthong Version

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05100010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

Miracle Thai Agriculture

Danai Huntrakul E-mail : dnaihp71@gmail.com

Crow Chili Dip – Ma Suwaree Wangthong Version

Crow Chili Dip is hard to come by these days. Few make it any more. Even at remote fresh market where there used to be “made to order” dip, the vendors are just gone, along with the crow bird.

Worse. The recipe has been adulterated many times over, until neither the look nor the taste resemble crow chili dip. There are added – grilled mackerel, serpent head fish and crunchy dried fish. Vegetables in the dip include, now, Turkey berry and cherry tomato.

To call this act an evolution would not be totally wrong. But to completely tear up the authentic recipe while using its ancient name imposes an irritation. In another case someone posted a recipe for Nam Prik Aong (Northern meat and tomato dip) on the net, but using red chili paste. When asked, he said it was his home recipe. The matter went to a northerner, the author of the dip; “pissed” was a mild reaction. So, this simply calls for one”s conscience.

The original Crow Chili Dip came from far and faraway folks. They use very few ingredients, but they know how to utilize each natural flavour, and how to conjure them into a good dish, and nutritious at that.

Ingredients are – shrimp paste grilled in banana leaf wrap, garlic and red and green bird chilies; all roughly pounded; then wrapped in banana leaf, along with cooked rice, bundled in loincloth tied to the waste on to any trek. Side vegetables are aplenty in the countryside. At places far from sea with no shrimp paste, salt is used instead.

How simple, unpretentious; but worthy of a local wisdom!

That relates to our title here: Crow Chili Dip – Ma Suwaree Wangthong Version. Last month”s end I drove to visit relatives in the North, stopped by in Phitsanulok, and cooked with my sister. She used to run a restaurant, with recipes and skills inherited from her mom, my aunt.

That day she said the menu must have a dip. In haste she would summarily make it; the version not available anywhere else.

Ingredients are another “Mates Trio”: shallot, garlic and sweet pepper, separately seared in a wok (in haste – instead of grill) and roughly pound. All were fried in minimal oil, minced pork added, seasoned in three flavours: sour from lime, salty from fish sauce, and hot of pepper. No sweet.

Side vegetable was cucumber.

But it was good, with freshly cooked rice.

I”d rather omit my contribution to the menu. It”s like “carrying coals to Newcastle”.

น้ำพริกขี้กา แม่สุวรีย์วังทอง

น้ำพริกขี้กา เดี๋ยวนี้ออกจะหากินยาก ไม่ค่อยมีใครทำ แม้ตามตลาดสดต่างจังหวัดไกลๆ ที่เคยมีทำตามสั่ง คือตำกันสดๆ เดี๋ยวนั้น ไปตามหาอีกที เขาก็เลิกเสียแล้ว แม้แต่นกกาเดี๋ยวนี้หาเห็นง่ายเสียเมื่อไหร่

ที่ร้ายกว่านั้น มีการแปลงตำราออกไปหลายตำรับเหลือเกิน จนดูแล้วทั้งหน้าตาและรสชาติไม่น่าจะเป็นน้ำพริกขี้กา เช่น มีใส่ปลาทูย่าง ปลาช่อนย่าง ปลากรอบ ผักในน้ำพริกที่โขลกหรือตำ แถมมะเขือพวง มะเขือเทศสีดา เข้ามาอีก

จะบอกว่าเป็นวิวัฒนาการก็คงไม่ผิดดอก แต่การจะเอาตำราโบราณเขามาฉีกทิ้งไม่มีชิ้นดี แต่ยังเอาชื่อเขามาใช้ มันก็ดูกระไรอยู่ อีกตัวอย่างคือ มีผู้ประกาศตำราทำน้ำพริกอ่อง แต่เครื่องปรุงใช้พริกแกงแดง ซักเข้า ท่านก็บอกที่บ้านท่านทำอย่างนี้ สูตรใคร สูตรมัน ซึ่งเรื่องสูตรน้ำพริกอ่องใส่เครื่องแกงแดงนี่ รู้ไปถึงคนทางเหนือเข้า เขาก็เคืองเป็นธรรมดา เป็นอันว่า ของอย่างนี้ ใช้มโนธรรมส่วนบุคคลก็แล้วกันครับ

น้ำพริกขี้กา ดั้งเดิมนั้น เป็นของชาวบ้านไกลสุดโพ้น ใช้เครื่องปรุงน้อยแต่น่ากิน เพราะเขารู้จักใช้รสชาติของเครื่องปรุงอย่างถ่องแท้ เอามาผูกเข้าด้วยกัน อร่อย และให้คุณค่าอาหาร

เครื่องปรุงมี กะปิดีห่อใบตองเผา กระเทียมหัวเล็ก พริกขี้หนูสวนแดงเขียว ทั้งหมดโขลกหยาบๆ ห่อใบตอง แถมข้าวสวยอีกห่อ ขมวดผ้าขาวม้าคาดเอวไปถึงไหนต่อไหน ผักแนมไปหาเอาข้างหน้า บางท้องถิ่นห่างไกลทะเลมาก หรือหากะปิไม่ได้ ก็ใช้เกลือปรุงรสแทน

เท่านี้เอง เรียบ ง่าย สมถะ สมกับ คำว่า ภูมิปัญญาชาวบ้านไทยโดยแท้

จึงเป็นที่มาของจั่วหัวปักษ์นี้ “น้ำพริกขี้กา แม่สุวรีย์วังทอง” คือเมื่อปลายเดือนที่แล้ว ผมขับรถไปเยี่ยมญาติทางเหนือ แวะที่พิษณุโลก (คนทางโน้นเขาเรียก “พิดโลก” อยุธยา ว่า “ยุดยา” น่ารักไปอีกแบบ) เข้าไปทำกับข้าวกับน้อง เธอเคยทำร้านอาหารจนเกษียณมาแล้ว ด้วยตำราและรสมือถ่ายทอดมาจากแม่ ซึ่งก็คือป้าผมเอง

วันนั้น เธอบอกว่า ในสำรับต้องมีน้ำพริกสักหนึ่งถ้วยชาม แต่อารามรีบ เธอขอทำอย่างสังเขป เป็นน้ำพริกขี้กาที่หากินที่ไหนไม่ได้ จึงเรียกว่า น้ำพริกขี้กา แม่สุวรีย์วังทอง นี้ไง

เครื่องปรุงมีสามเกลอ คือ หอมแดง กระเทียม พริกหยวก คั่วในกระทะทีละอย่าง (ก็บอกแล้วไงว่ารีบ เผาไม่ทัน) แล้วเอามาโขลกหยาบๆ จากนั้นลงผัดน้ำมัน ใส่หมูสับลงรวนจนสุก ปรุงสามรส มี เปรี้ยวมะนาว เค็มน้ำปลาดี แล้วก็เผ็ดพริกหยวก ไม่มีหวาน

ผักแนมวันนั้น รีบอีกตามเคย มีแค่แตงกวา หั่นเป็นแว่น

อร่อยครับ กินกับข้าวสวยร้อนๆ

คงไม่ต้องบอกนะครับ ว่าวันนั้นผมทำอะไรไปเข้าสำรับกับเขาบ้าง มันเหมือน “เอามะพร้าวห้าวไปขายสวน” น่ะ

แวะชม “งานเกษตรครบวงจร” ที่หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ในศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด พระนครศรีอยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05101010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

ท่องเที่ยวเกษตร

พิงค์บุ๊ก

แวะชม “งานเกษตรครบวงจร” ที่หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ในศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด พระนครศรีอยุธยา

“กินข้าวให้หมดจานนะลูก อย่ากินทิ้งกินขว้าง สงสารพระแม่โพสพ สงสารชาวนากันบ้าง” เชื่อว่า ลูกหลานไทยหลายคนคงจะเคยได้ยินพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย พร่ำสอนในลักษณะนี้กันมาบ้าง เนื่องจากคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่บริโภคข้าวอย่างไม่ใส่ใจ กินเหลือทิ้งในจาน เหตุเพราะพวกเขาไม่รู้จักต้นข้าว ไม่รู้วิธีการทำนาปลูกข้าวในแต่ละขั้นตอนว่า กว่าจะได้ข้าวแต่ละเมล็ด ชาวนาต้องทำงานหนักและเหนื่อยยากสักแค่ไหน

เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยที่อยู่อาศัยในชุมชนเมืองใหญ่ ได้ร่วมเรียนรู้การทำการเกษตรแบบดั้งเดิม และเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับการปลูกข้าว ในฐานะพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และรากฐานวิถีชีวิตของคนไทย สถานีวิทยุจราจรเพื่อสังคม (TRS 99.5) จึงได้จัด โครงการ “ปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ” ครั้งที่ 12 โดยนำพาสมาชิก TRS Fan club และตัวแทนหน่วยงานภาคีกว่า 120 ท่าน ร่วมศึกษาการทำการเกษตรแบบดั้งเดิม เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จากชาวบ้านหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ณ โครงการก่อสร้างศิลปาชีพเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

โครงการก่อสร้างศิลปาชีพเกาะเกิด

ปัจจุบัน โครงการศิลปาชีพ ตำบลเกาะเกิด ตั้งอยู่ เลขที่ 999 หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โครงการนี้เกิดจากแนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อเป็นแหล่งรวมงานศิลปาชีพ ผลิตผลทางการเกษตร และหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงตัวอย่าง ปัจจุบัน โครงการอยู่ระหว่างการดำเนินการ ยังไม่ได้เปิดอย่างเป็นทางการ แต่พื้นที่แห่งนี้กำลังเป็นที่สนใจของคนไทยจำนวนมาก ในฐานะเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรอย่างครบวงจร และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

พลเอกมนัส คล้ายมณี ประธานคณะทำงานโครงการก่อสร้างศิลปาชีพเกาะเกิด กล่าวว่า โครงการศิลปาชีพ ตำบลเกาะเกิด จากแนวพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชประสงค์จะจัดตั้งศูนย์ศิลปาชีพแห่งใหม่ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์รวมศิลปวัฒนธรรมของทุกภาค เป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนไทยให้คงอยู่สืบไป โดยทรงให้เลือกหาสถานที่ที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานครมากนัก ซึ่งคณะกรรมการดำเนินงานได้พิจารณาเลือกพื้นที่บริเวณตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นสถานที่ก่อสร้างศูนย์ศิลปาชีพแห่งใหม่ เมื่อ ปี 2541

ปัจจุบัน โครงการศิลปาชีพ ตำบลเกาะเกิด มีพื้นที่ประมาณ 2,028 ไร่ ได้จัดสรรการใช้ประโยชน์ออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ พื้นที่ทำเกษตรกรรม กลุ่มอาคารพิพิธภัณฑ์ กลุ่มอาคารฝึกงาน ที่พักอาศัยของสมาชิกศิลปาชีพ และกลุ่มหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถึงปัจจุบัน ใช้งบประมาณของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ไปแล้วหลายพันล้านบาท ขณะนี้แผนการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ไปแล้วกว่า 50% สามารถฝึกสอนนักเรียนด้านการแกะสลักไม้ ที่ทรงคัดเลือกจากชาวบ้านชนบทที่ยากจน สร้างหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงตัวอย่าง จำนวน 21 หลัง ผลผลิตทางการเกษตร จำหน่ายภายใต้ชื่อโครงการศิลปาชีพเกาะเกิด โดยวางจำหน่ายที่ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของโครงการริมถนนสายเอเชียฝั่งขาเข้า

“ทุกวันนี้ ทางโครงการได้จ้างงานชาวบ้านในท้องถิ่น เดือนละ 2 ล้านบาท และมีผลผลิตสินค้าเกษตรปลอดสารพิษ ได้แก่ ข้าว พืชผัก ไม้ผล วางจำหน่ายหน้าโครงการ มีรายได้ประมาณ เดือนละ 1 ล้านบาท แม้ตัวเลขรายได้จะน้อย แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการทำงาน เพราะนี่คือ “กำไรของแผ่นดิน” ซึ่งเป้าหมายสำคัญในการทรงงานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมุ่งมั่นสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ได้มีรายได้ที่มั่นคง จนสามารถยกฐานะความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน” พลเอกมนัส กล่าว

ชมเพลิน “ฟาร์มเกษตรครบวงจร”

ภายในโครงการมีการดำเนินกิจกรรมการเกษตรหลากหลายอย่างครบวงจร จุดแรกที่แวะชมคือ จุดเรียนรู้เรื่องดินและปุ๋ย มีเจ้าหน้าที่สาธิตการทำ อีเอ็ม บอล ที่ทำจากวัสดุหาง่ายในท้องถิ่น ขั้นตอนการทำก็ไม่ยุ่งยาก เริ่มจากนำรำละเอียด 2 ส่วน รำหยาบ 1 ส่วน ทรายละเอียด 1 ส่วน มาผสมกับ สาร อีเอ็ม กากน้ำตาล และน้ำ ในอัตราส่วน 1:1:20 ความชื้นพอเหมาะที่จะปั้นเป็นก้อนได้ เมื่อนำไปใช้งาน จะใช้วิธีการโยนหรือเหวี่ยงไปทั่วๆ บริเวณน้ำเน่าเสียก่อนได้ โดยทั่วไป อีเอ็ม บอล ขนาดเท่าลูกเปตอง สามารถบำบัดน้ำได้ 10 ลูกบาศก์เมตร

ใกล้ๆ กันมีจุดสาธิต “การทำดินปลูกต้นไม้” ที่มีวัตถุดิบสำคัญ ประกอบด้วย ดิน ขุยมะพร้าว ปุ๋ยโบกาฉิ ใบไม้บด โดไลไมท์ กากน้ำตาล น้ำหมักซาวข้าว และ อีเอ็ม วิธีทำ ให้เอาส่วนต่างๆ มาผสมดินตามสัดส่วน ให้มีความชื้น 40% ก็นำไปใช้งานได้ทันที เจ้าหน้าที่แนะนำให้ใช้ดินสูตรนี้รองก้นหลุมสำหรับปลูกต้นไม้ หรือนำไปขยายพันธุ์เพาะพืช เช่น เมล็ดผัก เมล็ดพันธุ์ไม้ยืนต้น หรือใช้เป็นปุ๋ยใส่พืชได้ทุกชนิด

อีกจุดที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ การทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ (โบกาฉิ) เริ่มจากเตรียมมูลสัตว์ รำข้าว แกลบน้ำหมักซาวข้าว อีเอ็ม ใบไม้บด กากน้ำตาล และโดไลไมท์ วิธีทำ ให้นำวัตถุดิบส่วนต่างๆ มาผสมดินตามสัดส่วน ให้มีความชื้น 30-40% จะหมักเป็นกองใส่ถุงปุ๋ยหรืออัดใส่ถุง ใช้เวลาหมัก 7-15 วัน วิธีใช้ ในการเตรียมแปลง ควรใช้ปุ๋ยสูตรนี้ก่อนพรวนดิน ไร่ละ 100 กิโลกรัม หากต้องการดูแลบำรุงดิน ควรใส่ปุ๋ย ตารางเมตรละ 2-3 กำมือ เดือนละ 2-3 ครั้ง และปุ๋ยสูตรนี้ยังเหมาะสำหรับใช้ในการเตรียมบ่อหรือบำบัดน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้งและปลาอีกด้วย ข้อดีของการใช้ปุ๋ยสูตรนี้คือ ทำให้ดินร่วนซุย และมีธาตุอาหารทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตดี ทนต่อสภาวะแวดล้อม เหมาะสำหรับใช้กับพืชไร่ ไม้ผล พืชผักทุกชนิด

ทุกพื้นที่ในโครงการนำมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า ที่นี่ได้รวบรวมสายพันธุ์กล้วย มะม่วง และทุเรียนสายพันธุ์โบราณหายากไว้มากมายหลายสายพันธุ์ และมีแปลงปลูกไม้ผลนานาชนิด เช่น กล้วย มะม่วง มะพร้าวน้ำหอม ขนุน กระท้อน ฯลฯ กลุ่มพืชผักสวนครัว คือผลผลิตหลักของโครงการ ที่นี่มีแปลงปลูกพืชผักทั้งลงแปลงเพาะและปลูกแซมตามร่องสวน หมุนเวียนตามความต้องการของตลาด เช่น พริก มะเขือ แตงกวา คะน้า เป็นต้น นอกจากนี้ ยังปลูกไม้ดอกไม้ประดับ เช่น กล้วยไม้ ดาวเรือง โมก และแก้ว ฯลฯ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อดอกไม้ประดับบริเวณพื้นที่โครงการ

งานประมง

ภายในบริเวณโครงการมีสระน้ำขนาดใหญ่ ที่เหมาะแก่การทำกิจกรรมประมงทั้งแบบเลี้ยงในกระชังและปล่อยตามธรรมชาติ ปัจจุบันทางโครงการได้เลี้ยงปลาหลากหลายชนิด เช่น ปลานิล ปลาแรด ปลาเทโพ ปลาบึก ฯลฯ เมื่อปลาเติบโตได้ขนาด จะนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทปลาตากแห้ง นอกจากนี้ ทางโครงการยังได้ปล่อยปลาลงสระน้ำเพื่อการอนุรักษ์อีกด้วย เช่น ปลาตะเพียน ปลาตะเพียนทอง เป็นต้น

ทางโครงการได้จัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นจุดสาธิตการเลี้ยงกบ ภายใต้การดูแลของกรมประมง ฟาร์มแห่งนี้ได้เลี้ยงกบจำนวน 3 สายพันธุ์ คือ “กบนา” ซึ่งเป็นกบขนาดกลาง ผิวสีน้ำตาลปนดำ สีอาจจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยตามแหล่งที่อยู่อาศัย กบนาตัวโตเต็มที่ ยาวประมาณ 4 นิ้ว น้ำหนัก ประมาณ 6 ตัว ต่อกิโลกรัม “กบจาน” เป็นกบขนาดใหญ่ ผิวสีน้ำตาลปนเหลือง ตัวโตเต็มที่ ยาวประมาณ 5 นิ้ว น้ำหนัก ประมาณ 4 ตัว ต่อกิโลกรัม และ “กบบูลฟร็อก” ที่มีขนาดใหญ่ ผิวหนังส่วนหลังขรุขระ ลำตัวมีจุดสีน้ำตาล ขาหลังมีลวดลายขวาง ใต้คางมีสีเหลือง ตัวโตเต็มที่ ยาวประมาณ 8 นิ้ว

ผู้เข้าชมจะได้เรียนรู้การเพาะเลี้ยงกบเลียนแบบธรรมชาติ ที่นี่จะคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีสุขภาพสมบูรณ์ ไม่มีโรค อายุประมาณ 1-2 ปี เพศเมียจะมีท้องขยายใหญ่ มีปุ่มสากข้างลำตัวทั้ง 2 ข้าง เพศผู้จะร้องเสียงดัง ถุงเสียงใต้คางจะพองโปน เมื่อใช้นิ้วสอดที่ใต้ท้องจะใช้เท้ารัดนิ้วไว้แน่น การผสมพันธุ์ จะเตรียมบ่อเพาะพันธุ์ เติมน้ำประมาณ 5-7 เซนติเมตรเตรียมฝนเทียมโดยใช้ท่อ พีวีซี ขนาดครึ่งนิ้ว มาเจาะรูตามท่อ และต่อน้ำเข้าให้น้ำไหลออกมาคล้ายฝนตก ปล่อยพ่อแม่พันธุ์กบที่คัดเลือกลงในบ่อที่เตรียมไว้ อัตราส่วน 1 : 1 ต่อ พื้นที่ 1 ตารางเมตร เปิดฝนเทียม กบจะจับคู่ผสมพันธุ์กันในช่วงเวลา 17.00-22.00 น. และปล่อยไข่ในช่วงเช้ามืด

การอนุบาล จะแยกพ่อแม่พันธุ์ออกจากบ่อเพาะพันธุ์ ไข่จะฟักเป็นตัวภายใน 24 ชั่วโมง การอนุบาลใช้บ่อซีเมนต์หรือบ่อดินก็ได้ ในช่วงแรกให้ไรแดงเป็นอาหาร หลังจากนั้นจึงปรับเป็นอาหารเม็ด จนเป็นลูกกบ อายุประมาณ 1 เดือน สามารถนำไปเลี้ยงต่อได้ เจ้าหน้าที่ประมงบอกว่า การเลี้ยงกบในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ ทั้งการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ บ่อดิน เลี้ยงในกระชังและเลี้ยงในคอก ระยะเวลาการเลี้ยงกบ ประมาณ 4 เดือน จะได้กบ ขนาด 4-5 ตัว ต่อกิโลกรัม สามารถนำไปจำหน่ายได้

หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง

เจตนารมณ์ในการก่อตั้งหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นมา เนื่องจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเล็งเห็นถึงปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินในภายภาคหน้า เนื่องจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ผืนดินยังคงมีจำนวนเท่าเดิม อาจเกิดปัญหาการขาดแคลนที่ทำกินในอนาคต พระองค์จึงทรงให้หาต้นแบบในการทำมาหากินที่จะช่วยให้ราษฎรสามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้ โดยให้พ่อบ้านเข้าเป็นแรงงานของโครงการศิลปาชีพ ส่วนแม่บ้านให้ทำงานบ้านและทำเกษตรปลอดสารพิษ เมื่อพ่อบ้านว่างจากการทำงานประจำแล้ว ก็จะมาช่วยทำงานเกษตร ซึ่งเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของเกษตรกรไทย

คุณประมวล เกษมสันต์ หนึ่งในเกษตรกรตัวอย่างในโครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงเล่าว่า เขาเคยทำงานเป็นทหารเกณฑ์ ต่อมาได้รับการคัดเลือกให้เข้าเป็นเกษตรกรของโครงการ ได้รับที่ดินจัดสรร จำนวน 2 ไร่ และบ้านพัก 1 หลัง ทางโครงการได้อบรมความรู้เกี่ยวกับการปลูกพืช การทำปุ๋ย ให้การสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ ปัจจุบันเขามีรายได้จากการทำงานในโครงการ เดือนละ 14,000 บาท และมีรายได้เสริมจากการขายผลผลิตทางการเกษตรอีก เดือนละ 5,000 บาท

“ครอบครัวผมมีความสุขมากขึ้น นับแต่ได้เข้ามาอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระองค์ รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นไว้ ตั้งใจจะทำงานทุกอย่างให้ดีที่สุด นี่คือ ความตั้งใจที่จะทำถวายให้พระองค์ท่าน” คุณประมวล เกษมสันต์ กล่าวในที่สุด

ปลาอบกรอบ Mr. Sea…อาหารขบเคี้ยว ป้อนตลาดต่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

กาญจนา จินตกานนท์

ปลาอบกรอบ Mr. Sea…อาหารขบเคี้ยว ป้อนตลาดต่างประเทศ

ตลาดอาหารไทยในรูปแบบสำเร็จรูป เน้นคุณค่าทางโภชนาการ รับประทานสะดวก บรรจุภัณฑ์กิ๊บเก๋ ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์อาหารไทยๆ ธรรมดาๆ ตามภูมิภาคต่างๆ ที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งตลาดภายในและตลาดต่างประเทศ โดยมีการพัฒนาด้านเทคโนโลยี ใช้นวัตกรรมการผลิตในเชิงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผู้ประกอบการมากขึ้น

ปลาอบกรอบ Mr. Sea…อาหารขบเคี้ยว

ผลิตภัณฑ์สินค้า ปลาอบกรอบ Mr. Sea เป็นผลิตภัณฑ์จากปลาเกล็ดขาวและปลาแอนโชวี่ (ปลาจิ้งจัง) อบกรอบภายใต้สูตรปรุงเฉพาะที่ได้มาตรฐานด้านคุณภาพและบรรจุภัณฑ์แปลกใหม่ จัดจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ เป็นไอเดียนักธุรกิจชาวตราดรุ่นใหม่ 3 หนุ่ม ที่ต่างจบการศึกษามาจากหลากหลายสาขา คือ คุณจตุพัฒน์ ฤกษ์สหกุล ปริญญาตรี วิศวโยธา คุณปิรัตถกรณ์ หิรัญรัตน์ ปริญญาตรี รัฐศาสตร์ และ คุณชัยวิวัฒน์ นาควิเวก อนุปริญญา การโรงแรม ร่วมหุ้นกันจดทะเบียนภายใต้ชื่อ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.เอ็ม.เค.ฟู้ด ที่จังหวัดตราด ปี 2555 นี้เอง

คุณจตุพัฒน์ ฤกษ์สหกุล หรือ “น้องแชมป์” หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.เอ็ม.เค.ฟู้ด เล่าว่า กับเพื่อนสนิทอีก 2 คน หลังเรียนจบกันแล้ว ลงทุนทำปลาเกล็ดขาวและปลาแอนโชวี่ (ปลากะตัก) อบกรอบจำหน่าย เพราะเห็นช่องทางว่าเป็นปลาทะเลอบกรอบปรุงรสที่มีการผลิตออกมาจำหน่ายในตลาดทั่วไปจำนวนมากอยู่แล้ว แต่สำหรับในช่องทางโมเดิร์นเทรดและต่างประเทศยังไม่มีใครทำจำหน่าย และมองเห็นว่าน่าจะเป็นช่องทางตอบสนองกลุ่มเป้าหมายระดับบนได้

“เริ่มจากพวกเราต้องการมองหาธุรกิจทำร่วมกัน ครั้งแรกมองธุรกิจร้านกาแฟ แต่เห็นว่าคู่แข่งมากแน่นอน จึงเปลี่ยนมาที่การอัพเกรดปลาอบกรอบที่มีการผลิตวางขายกันในตลาดทั่วไป จึงเริ่มลงหาข้อมูลโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้มาตรฐานที่ผลิตปลาอบกรอบให้เราได้ ไปดูถึงมหาชัย, จังหวัดระยอง ที่บ้านเพ และในที่สุดทราบว่ามีโรงงานผลิตใหญ่อยู่ที่ตำบลปากน้ำประแสร์ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง พูดคุยตกลงได้แล้ว เห็นความเป็นไปได้ จึงร่วมกับเพื่อนๆ ลงหุ้นกันตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด เพื่อจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปลาอบกรอบทั้งภายในและต่างประเทศ ด้วยการคิดต่อยอดยกระดับให้ผลิตภัณฑ์มีมูลค่าเพิ่มด้วยมาตรฐานการผลิต เพิ่มความแปลกใหม่ด้วยรสชาติ แพ็กเกจจิ้งที่เก็บได้นาน รับประทานสะดวก และสื่อสารกับลูกค้าด้านคุณค่าทางโภชนาการ เจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมี่ยม (ระดับบน)” คุณจตุพัฒน์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้น

จัดจำหน่าย ตลาดใน

และต่างประเทศ…ต่อยอด

สูตรปรุงรส แพ็กเกจจิ้ง

ทุกอย่างต้องมาตรฐาน

คุณจตุพัฒน์ เล่าว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.เอ็ม.เค.ฟู้ด เน้นการจัดจำหน่ายเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ผลิตเอง

แต่ต้องมีการต่อยอดผลิตภัณฑ์เหมือนเป็นสินค้าตัวใหม่ เพราะโรงงานจะมีหน้าที่ผลิตและบรรจุภัณฑ์ให้เรา

แต่ทุกอย่างเราต้องออกแบบเองทั้งหมด เช่น การปรุงรสชาติ แพ็กเกจจิ้ง ซึ่งทุกขั้นตอนเราต้องได้มาตรฐาน

เริ่มจาก

1. ให้โรงงานอุทัย-ติ๋ม ปลากรอบ ได้การรับรองมาตรฐาน มีแรงงานเพียงพอ ที่ตำบลปากน้ำประแสร์ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นผู้ผลิตปลาเกล็ดขาว ปลาแอนโชวี่อบกรอบให้

2. โรงงานควบคุมการผลิต โดยคัดเลือกปลาที่มีคุณภาพ ผ่านการอบกรอบและกระบวนการปรุงรส 2 แบบ รสธรรมดา (คลาสสิก) รสฮ็อต แอนด์ สไปซี่ ตามที่เรากำหนด และบรรจุภัณฑ์ตามน้ำหนัก ให้ได้มาตรฐาน เน้นความสะอาด

3. ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.เอ็ม.เค.ฟู้ด เน้นการออกแบบแพ็กเกจจิ้ง เพื่อยกระดับสินค้า วัสดุที่ใช้เป็นซองพลาสติกผิวด้าน ด้านในเป็นอะลูมิเนียมฟอยล์สุญญากาศ เก็บได้นานถึง 6 เดือน พร้อมบอกส่วนประกอบสำคัญที่ใช้ปรุงรสและคุณค่าทางโภชนาการ วิธีการปรุงอาหารตามเมนูเพิ่มเติม นอกจากรับประทานทันที

4. การทำตลาด การเจาะกลุ่มเป้าหมาย ด้วยการออกบู๊ธในงานแสดงสินค้าใหญ่ๆ เช่น งานแสดงสินค้าไทย ที่เมืองทอง (THAIFEX) และการฝากขายในโมเดิร์นเทรด เว็บไซต์อาลีบาบา (Alibaba.com) วางขายร่วมกับผลิตภัณฑ์ของเถ้าแก่น้อย เราเริ่มจากการทำตลาดในประเทศ เช่น ห้างท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต โมเดิร์นเทรด ริมปิงที่เชียงใหม่ ร้านค้าสุขภาพและร้านค้าทั่วไปในจังหวัดตราด และจังหวัดใกล้เคียงก่อน ตลาดต่างประเทศมาภายหลัง

5. การจัดส่ง ใช้การส่งทางไปรษณีย์ ในระยะทางไกลๆ ส่วนระยะใกล้ๆ จัดส่งด้วยตัวเอง ซึ่งช่วง 1 ปีเศษที่ผ่านมา ได้ขยายไปตลาดต่างประเทศ ประสบความสำเร็จอย่างคาดไม่ถึง มีลูกค้าเห็นสินค้าแล้วสั่งไปจำหน่าย ปัจจุบัน ส่งออก 7 ประเทศ คือ ฮ่องกง เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และกัมพูชา

“ธุรกิจเราเป็นเพียงการเริ่มต้น ทุนที่จดทะเบียนไม่มากนัก ไม่สามารถลงทุนสร้างโรงงานที่ได้มาตรฐานตามกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดผลิตเองได้ เมื่อโรงงานรับผลิตให้จึงช่วยลดต้นทุนได้มาก แต่จะไปหนักเรื่องการออกแบบแพ็กเกจจิ้งที่ต้องเสียค่าบล็อกถึง 500,000 บาท แต่ในช่วงอีก 2 เดือนข้างหน้า เราวางแผนไว้แล้วจะเปลี่ยนเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เพราะครั้งแรกเราคิดว่ากลุ่มเป้าหมายจะเป็นเด็กและตลาดภายในประเทศ จึงออกแบบเป็นการ์ตูนอนิเมชั่น แต่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เราทำวัยเล็กๆ ผลิตภัณฑ์ของเรากลับได้ความนิยมในกลุ่มผู้ใหญ่และเป็นตลาดต่างประเทศมากกว่าในประเทศ จึงออกแบบเปลี่ยนเป็นภาพถ่ายจริงและใช้ภาษาอังกฤษทั้งหมดบนซอง เพราะปีนี้ตลาดต่างประเทศเราโตขึ้นถึง 60% ตลาดภายในลดลง 40%” คุณจตุพัฒน์ กล่าว

คุณค่าทางอาหารสูง…โดนใจตลาดพรีเมี่ยม

“ปัญหาการทำตลาดภายในประเทศที่สำคัญคือ ราคา ด้วยที่เราตั้งราคาไว้ที่ซองละ 20 บาท น้ำหนักปลาแอนโชวี่ 30 กรัม ปลาเกล็ดขาว 40 กรัม เพราะราคาปลาดิบต่างกัน แต่ลูกค้าทั่วๆ ไป ตลาดภายในประเทศเห็นบรรจุภัณฑ์ซองพลาสติกที่วางขายร้านค้าทั่วไปราคาถูกกว่ามาก จึงทำให้ขายยาก แต่สำหรับลูกค้ากลุ่มบนหรือที่เป็นชาวต่างประเทศเขาเห็นแพ็กเกจจิ้งจะเห็นความต่างของคุณภาพสินค้าจะซื้อง่ายกว่า และโชคดีว่าที่ผลิตภัณฑ์เป็นอาหารขบเคี้ยวที่มีคุณค่าสารอาหารจากปลาทะเลเป็นปลาที่มีแคลเซียม โปรตีนสูง ผู้ใหญ่ที่รักสุขภาพมีมาก จึงทำให้กลุ่มเป้าหมายเราเปลี่ยนไป ได้ลูกค้าตลาดระดับบนมากขึ้น เป็นประสบการณ์ที่จะวางแผนการทำตลาดในอนาคต” คุณจตุพัฒน์ ให้ความเห็นความต่างของผลิตภัณฑ์ปลาอบกรอบ Mr. Sea

ส่วนประกอบสำคัญ ในการปรุงรสปลาอบกรอบ Mr. Sea มี 3 แบบ คือ

1. ปลาเกล็ดขาวอบกรอบ รสคลาสสิก ส่วนประกอบสำคัญ ปลาเกล็ดขาว 90% ซอสปรุงรส 5% พริก 3% แป้งสาลี 2%

2. ปลาแอนโชวี่อบกรอบ รสคลาสสิก ส่วนประกอบสำคัญ ปลาแอนโชวี่ 90% ซอสปรุงรส 5% งา 3%

3. ปลาแอนโชวี่อบกรอบ รสฮ็อต แอนด์ สไปซี่ ส่วนประกอบสำคัญ ปลาแอนโชวี่ 90% ซอสปรุงรส 5% ผงปรุงรสฮ็อต แอนด์ สไปซี่ 5%

“การมองตลาดเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเรียนรู้ไปไม่มีวันจบ เช่น ปรุงรสชาติรสฮ็อต แอนด์ สไปซี่ เป็นรสชาติที่ทำเพิ่มทีหลัง แต่ต้องดูตลาดต่างประเทศด้วย กัมพูชาจะไม่ชอบเผ็ดมาก อินโดนีเซียชอบเผ็ด อีกส่วนหนึ่งผลิตภัณฑ์ Mr. Sea มีเมนูเพิ่มเติม ใช้รับประทานคู่กับบะหมี่สำเร็จรูป ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว สลัดผัก ข้าวต้ม หรือนำมาทำต้มโคล้งปลากรอบ ต้มยำปลากรอบ อร่อยไม่ซ้ำใคร ทำให้กลุ่มผู้ใหญ่ขยายตัวมากขึ้น ต่อไปเปิด เออีซี และจังหวัดตราดเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษแล้ว คาดว่าผลิตภัณฑ์นี้น่าจะทำตลาดต่างประเทศได้เพิ่มขึ้น ซึ่งทีมงานได้เตรียมพัฒนาออกแบบแพ็กเกจจิ้งใหม่ เสร็จภายใน 2 เดือนนี้ ใช้ภาพจริงให้เห็นผลิตภัณฑ์ชัดเจนและเปลี่ยนหน้าซองหลังซองเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดเพื่อเน้นการสื่อสารกับต่างประเทศ” คุณจตุพัฒน์ หนุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ กล่าวทิ้งท้าย

สนใจทดสอบรสชาติ ปลาอบกรอบ Mr. Sea อาหารขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ สอบถาม คุณจตุพัฒน์ ฤกษ์สหกุล เลขที่ 945 อาคารฤกษ์สหกุล หมู่ที่ 1 ถนนสุขุมวิท ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด โทร. (085) 099-6547

“ความต่างของผลิตภัณฑ์ปลาอบกรอบ Mr. Sea”

เสื่อจากผือ-กก กลุ่มแม่บ้านหนองญาติ OTOP เสริมรายได้หลังนา ที่นครพนม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

ชนะ วสุรักคะ Chanawasu@gmail.com

เสื่อจากผือ-กก กลุ่มแม่บ้านหนองญาติ OTOP เสริมรายได้หลังนา ที่นครพนม

ช่วงฤดูฝนในภาคอีสาน หลายพื้นที่ประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง ไม่ตกต้องตามฤดูกาล

ดังนั้น หากว่างเว้นจากการทำนา จะพบเห็นชาวบ้านบ้านหนองญาติ หมู่ที่ 2 ตำบลหนองญาติ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม นำต้นผือ และต้นกก มาผึ่งตากแดดริมถนนในหมู่บ้านดังกล่าว จนผู้สัญจรผ่านมาพบเห็นจนเป็นภาพชินตาไปแล้ว

กว่า 10 ปีมาแล้ว ที่ชาวบ้านแห่งนี้ 1-2 ครัวเรือน ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ หลังพบต้นผือที่เกิดขึ้นในอ่างเก็บน้ำหนองญาติ ซึ่งมีเนื้อที่ 4,950 ไร่ ผุดขึ้นริมตลิ่งตามธรรมชาติ จนกระทั่งกรมชลประทานต้องเร่งขุดลอกเพื่อไม่ให้หนองน้ำที่หล่อเลี้ยงชาวบ้านแห่งนี้ต้องตื้นเขิน มาทอเป็นเสื่อจนมีสมาชิกเพิ่มขึ้น และตั้งเป็นกลุ่มทอเสื่อบ้านหนองญาติ เพื่ออนุรักษ์อาชีพของบรรพบุรุษให้คงอยู่ต่อไป

คุณอัมพร จันทะเสนา อายุ 50 ปี และ คุณบุญล้ำ พลชัยยา วัย 45 ปี สองสามีภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 86 บ้านหนองญาติ หมู่ที่ 2 เล่าว่า มีอาชีพรับจ้างก่อสร้างทั่วไป ส่วนภรรยาเป็นแม่บ้าน ในช่วงฤดูฝนจะไม่ค่อยมีงานเข้ามา อีกทั้งไม่มีนาจะทำเช่นคนอื่น จึงต้องหาอาชีพเสริมด้วยการทอเสื่อ สืบทอดตามบิดา มารดา ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมขอเข้าร่วมกลุ่มเป็นสมาชิกกลุ่มทอเสื่อดังกล่าว

เริ่มจากตระเวนออกหาวัตถุดิบ คือต้นผือ ซึ่งมีลักษณะลำต้นสูง ประมาณ 1.8-2 เมตร มีลำต้นตรง สามเหลี่ยมแฉก ซึ่งจะต้องลุยน้ำฝ่าปลิงที่ชุกชุมไปดึงหรือตัดเอาในอ่างเก็บน้ำหนองญาติ หลังได้มาก็จะคัดตามขนาดความสั้น ยาว แล้วตัดปลายให้ตรง ก่อนมัดไว้เพื่อนำไปผึ่งแดดจ้า 3-4 วัน เพื่อให้ลำต้นแห้ง ก่อนใช้มีดปลายแหลมเลาะผ่าแต่ละต้นให้ได้เส้นผือ 3-4 เส้น จึงนำไปตากแดดอีกครั้งให้แห้งสนิท เพื่อไม่ให้ขึ้นราได้ง่าย

จากนั้นจึงเป็นขั้นตอนนำไปย้อมสีในถังปี๊บ หรือภาชนะ เช่น สีแดง สีเขียว สีม่วง สีเหลือง เป็นต้น หากใช้สีย้อมผ้าเส้นผือจะไม่กินเนื้อสี ควรใช้สีย้อมผือ หรือกก (ตราหัวช้าง) โดยเฉพาะหลังต้มน้ำเดือดใส่ผงสีลงไป แล้วจุ่มเส้นผือลงให้เนื้อสีกินจึงยกขึ้น ก่อนนำไปห้อยผึ่งแดดกันเชื้อราอีกครั้ง จึงค่อยนำไปทอเสื่อโดยใช้กี่แบบพื้นบ้าน

กี่ที่ใช้ทอเสื่อก็จะขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 2.5-3 เมตร แล้วแต่ขนาด หลังจากนำด้ายทอเสื่อสีเหลืองสอดเข้าไปในฟืมตามต้องการ ก็จะคิดออกแบบลวดลายเอง เช่น ลายต้นสน ลายผ้าขาวม้า ด้ายที่สอดใส่ฟืม ราคาม้วนละ 60 บาท 1 ม้วน ทอเสื่อได้ 6-7 ผืน การทอกี่พื้นบ้านซึ่งมีขนาดกว้างจะต้องมีผู้ช่วยด้วย รวม 2 คน คนหนึ่งทำหน้าที่ทอ อีกคนหนึ่งมีหน้าที่ใช้ไม้ไผ่ที่ยาวประมาณ 2 เมตร คอยสอดเส้นผือใส่ระหว่างที่ทอ

สามีเป็นคนทอ ส่วนภรรยาจะช่วยสอดผือ หากขาดคนใดคนหนึ่ง หรือเวลาว่างไม่ตรงกันก็ไม่ได้ทอ แตกต่างจากการทอเสื่อกก ซึ่งเป็นกี่สมัยใหม่มีขนาดสั้นกว่าเยอะ สามารถทอเสื่อคนเดียวได้อย่างสบายๆ โดยในแต่ละวันหากลงมือทอแต่เช้าตรู่ จะสามารถทอเสื่อได้วันละ 2-3 ผืน หลังทอเสร็จก็จะใช้มีดปลายแหลมปาดผือที่โผล่ล้นขอบทั้งสองข้างออกให้ตรง และเกิดความสวยงาม

ข้อดีของผือที่นำมาทอเสื่อ คือลวดลายไม่สลับซับซ้อนกว่าการทอกก แม้ว่าเสื่อที่ทอจากผือจะมีราคาถูกกว่า ตกผืนละ 150-200 บาท ตามลวดลายความสวยงาม แต่การทอเสื่อกกผืนจะสั้น แคบ มีความทนทานเหนียวกว่า ลวดลายประณีต แต่กลับมีคนไม่กล้าซื้อ เพราะผู้ซื้อต้องนำไปปูนอน นั่ง ขณะที่เสื่อที่ทอจากกกมีราคาสูง ตกผืนละ 200-400 บาท นำไปโชว์เป็นม่านหรือต่อกันเป็นมู่ลี่ แต่ละเดือนจะมีรายได้ประมาณ 5,000-7,000 บาท โดยจะมีคนมาแวะซื้อถึงบ้าน

คุณวรรณา อาษาวัง วัย 56 ปี สมาชิกกลุ่มทอเสื่อบ้านหนองญาติ กล่าวว่า หลังจากที่ คุณทองแดง คานดง ผู้ใหญ่บ้าน บ้านหนองญาติ หมู่ที่ 2 มีแนวคิดสนับสนุนส่งเสริมการทอเสื่อจากกก ซึ่งมีความสวยงาม จึงได้นำรถไถไปปรับเกรดท้ายหมู่บ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ของกรมชลประทาน เพื่อขอให้ชาวบ้านปลูกต้นกกในคลองสองข้างขนาบถนนลูกรัง ยาวกว่า 100 เมตร โดยนำหน่อกกมาจากบ้านสุขเกษม ตำบลโพธิ์ตาก ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 7 กิโลเมตร

มีสมาชิกที่เข้าร่วมกลุ่มลงมือปลูก 10 ราย เริ่มปลูกตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะที่ปลูกหน่อก็ต้องใส่ปุ๋ยมูลโคด้วย เพื่อให้ลำต้นเจริญเติบโตเร็ว และต้องเป็นพื้นที่ที่มีน้ำขัง ล่าสุดเดือนมิถุนายนจึงเริ่มตัดมาเป็นวัตถุดิบในการทอเสื่อกกได้แล้ว

โดยทางกลุ่มจะนำเงินสนับสนุนที่ได้มาจากพัฒนาชุมชนจังหวัดนครพนม และเงินสนับสนุนบางส่วนจากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนนครพนม มาซื้อฟืมที่จะใช้ทอลวดลายสวยงามมาจากจังหวัดยโสธร โดย 1 ลาย มี 9 ไม้ รวม 5 ลาย มีทั้งหมด 45 ไม้ ตกเป็นเงิน 8,000 บาท เช่น ลายผ้ามัดหมี่ ลายต้นสน ลายดอกปลีก ลายลำดวน

การทอก็จะคล้ายกับทอเสื่อจากผือ แต่กี่ที่ใช้ทอจะเล็กกว่า ขนาดกี่จะยาว 60 เซนติเมตร 80 เซนติเมตร และ 1 เมตร ความยาว 1.2-1.3 เมตร จะใช้เวลาทอนานกว่า ได้แค่วันละ 1 ผืน ส่วนขั้นตอนหลังได้ต้นกกมา ก็จะนำมาผึ่งแดดคล้ายผือ แต่ต้นกกลำต้นจะกลม เรียว ผ่าได้เส้นกก 3-4 เส้น แต่มีไส้ ต้องใช้มีดปลายแหลมควักเลาะไส้ออก

อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มอยู่ระหว่างเตรียมซื้อจักรเย็บ เพื่อต่อเสื่อกกและเสื่อผือให้มีขนาดความยาวตามความต้องการ ซึ่งทางกลุ่มได้ลงมือทอเพื่อเตรียมวางจำหน่ายในงานสินค้าโอท็อป (OTOP) และในช่วงเทศกาลออกพรรษาที่จะถึงนี้ หลังทอเสื่อเสร็จก็จะเตรียมสานหมวกที่ทำจากต้นกก ซึ่งพบว่าเป็นสินค้าที่ขายดีในช่วงดังกล่าว

ด้าน คุณชุติมล พลหาราช ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บ้านหนองญาติ หมู่ที่ 2 ในฐานะประธานกลุ่มแม่บ้านทอเสื่อหนองญาติ กล่าวว่า ชาวบ้านในตำบลแห่งนี้พากันทอเสื่อมานานกว่า 10 ปีแล้ว วัตถุดิบก็หาในพื้นที่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ปัจจุบันมีสมาชิกในกลุ่ม 12 ครัวเรือน ซึ่งเป็นอาชีพเสริมของแม่บ้าน ซึ่งได้พัฒนาฝีมือในการทอ เน้นลวดลายที่สวยงามมากยิ่งขึ้น

ผู้สนใจ จะสั่งซื้อผลิตภัณฑ์เสื่อจากกก และเสื่อที่ทำจากผือ ติดต่อได้ที่กลุ่ม โทร. (091) 368-7244