เปิดสูตรเด็ด-ร้านดัง “ครัวคุณจ๋า” ชิมอาหารทะเลพื้นบ้านแท้ๆ แห่งวัดเขายี่สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05112010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

มติชนอคาเดมี

อนุภาค ชัยชนะดารา

เปิดสูตรเด็ด-ร้านดัง “ครัวคุณจ๋า” ชิมอาหารทะเลพื้นบ้านแท้ๆ แห่งวัดเขายี่สาร

สมุทรสาคร ถือเป็นหนึ่งในจังหวัดทางภาคกลาง ที่มีความโดดเด่นในเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยว เพราะอยู่ใกล้กรุงเทพฯ แค่นิดเดียว แต่มีที่เที่ยวให้ไปเยือนมากมาย อาทิ ตลาดน้ำอัมพวา ดอนหอยหลอด ตลาดน้ำบางน้อย เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเป็นจุดหมายปลายทางของนักชิม เพราะมีสารพัดเมนูอร่อยมากมายที่ได้รับความนิยม เช่น อาหารทะเลนานาชนิด, ปลาทูสด จากอำเภอแม่กลอง, กะปิคลองโคน, ลำไยบ้านแพ้ว, ข้าวเหนียวมะม่วง และลอดช่องวัดเจษฯ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้นหลายคนอาจคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่ในฉบับนี้ เราไม่ได้พาทุกคนไปลิ้มลองเมนูเหล่านี้หรอกครับ…แต่เราจะแวะเวียนไปลองชิมอาหารจานเด็ดจากร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่ง ในอำเภออัมพวา ที่มีชื่อว่า “ร้านครัวคุณจ๋า” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในร้านอร่อยของคนรักอาหารทะเลพื้นบ้านแท้ๆ ซึ่งใครหลายคนต้องรู้จักเป็นอย่างดีแน่นอน

“ครัวคุณจ๋า” ความอร่อยนี้ มีที่มา…

คุณนิภาภัทร พยนต์ยิ้ม หรือ คุณจ๋า เจ้าของร้าน ครัวคุณจ๋า เล่าว่า “เมื่อก่อนขายก๋วยเตี๋ยว-ผัดไทย-ผัดซีอิ๊ว-ราดหน้า และขายอาหารตามสั่งให้ชาวบ้านย่านนั้น และคนที่มาเที่ยวทำบุญที่วัดเขายี่สาร เนื่องจากร้านตั้งอยู่ติดวัด แต่ในตอนหลังเริ่มมีคนติดใจในรสชาติอาหาร จึงขยับขยายร้านเปลี่ยนมาเป็นร้านขายอาหารพื้นบ้าน เน้น ผักชะคราม เป็นเครื่องเคียง แต่ก็ยังไม่วายทำร้านกาแฟบริการคอกาแฟ ตั้งแต่ตอน 6 โมงเช้า เป็นต้นไป และจะเริ่มขายอาหารแบบครบเครื่องอีกที ก็ตอนสาย ช่วงประมาณ 3 โมงเช้า เลิกขาย ประมาณ 4 โมงเย็น

คุณจ๋า ยังเล่าความประทับใจถึงเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งว่า “หลังจากที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ มาทรงเปิดพิพิธภัณฑ์หมู่บ้านยี่สาร ก็จะต้องมีเจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวังเข้ามาตรวจเส้นทางก่อนจะเสด็จฯ แล้วคุณอาของตนเองเป็นประธานพิพิธภัณฑ์ ท่านจึงให้ดิฉันทำอาหารต้อนรับเจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวัง ซึ่งตอนนั้นเราก็พอทำกับข้าวเป็นอยู่แล้ว โดยเมนูที่สั่งมี น้ำพริกชะคราม, กุ้งต้มเค็ม, ผัดชะคราม, แกงส้มชะคราม และก็ปลาแดดเดียวทอด เป็นเมนูที่เราทำรับประทานกันในหมู่บ้าน พอถึงวันที่เจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวังแวะมารับประทานอาหารที่ร้าน แล้วก็ติดใจในรสชาติ จึงได้ถามว่า “อร่อยมาก ผักอะไร” สนใจผักชะครามมาก ซึ่งตอนนั้นเขาบอกว่าน่าจะทำขายได้นะ และทางเจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวังก็เห็นช่องทาง แล้วบอกว่า ถ้าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปที่ไหน ความเจริญก็จะไปถึงที่นั่น ให้ทำขาย แล้วเดี๋ยวเขาจะสั่งนายอำเภอ และผู้ว่าฯ ที่มาร่วมงานด้วย ให้โปรโมทร้านให้ และจะแนะนำคนให้มารับประทาน ซึ่งวันนั้นเองเขาก็บอกว่าให้พิมพ์นามบัตรเอาไว้เลย ไว้สำหรับแจกวันที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แล้ววันนั้นท่านก็เสด็จฯ มาบ้านคุณอา คุณอาก็เป็นฝ่ายต้อนรับ ท่านก็ไปเสวยข้าวที่บ้านคุณอา ซึ่งเราได้ทำน้ำพริกชะครามถวายด้วย แล้วสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก็ตรัสว่า “ผักอะไร อร่อยนะ น่าจะทำขายได้”

“แรกเริ่มเราเพียงคาดหวังว่า วันหนึ่งจะทำขายได้วันละโต๊ะสองโต๊ะก็น่าจะพอแล้ว แต่พอเอาเข้าจริง ปรากฏว่าพอเราทำขายจริง ก็ได้รับการตอบรับที่ดี เพราะเราจะแนะนำลูกค้าที่มารับประทานก๋วยเตี๋ยวว่า เรามีเมนูเสริมแนะนำด้วย ซึ่งลูกค้าก็สนใจและสั่งมารับประทานอยู่เป็นประจำ เราจึงทำควบคู่ไปกับการขายก๋วยเตี๋ยวด้วย แต่ให้ลูกค้าเลือก อย่างวันนี้เรามีแกงส้มปลาแดดเดียวนะ มีน้ำพริกนะ ลูกค้าก็ลอง พอลองแล้วลูกค้าบอกว่าอร่อยให้ทำขายสิ เดี๋ยววันหลังจะแนะนำลูกค้ามาให้ ก็เริ่มจากปากต่อปากไปเรื่อยๆ จากวันละโต๊ะสองโต๊ะ ก็เป็น 5-6 โต๊ะ แล้วก็เพิ่มขึ้นๆ จนเราต้องเอาอาหารมาเพิ่มหลายๆ อย่าง ก็เริ่มจะมี กุ้งสามรส อะไรแบบนี้ เพิ่มเมนูจนต้องเลิกขายก๋วยเตี๋ยว แต่ร้านเราจะปิดเวลา 16.00 น. เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนทางวัดด้วย” คุณจ๋า กล่าว

“ครั้งหนึ่งเราได้มีโอกาสไปแข่งที่ อบจ. สมุทรสงคราม ที่ อุทยาน ร. 2 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมามอบรางวัลให้ ทางจังหวัดประกาศมาว่าให้ร่วมไปแข่งขัน ใครจะร่วมให้ไปสมัคร เราก็ไปสมัคร ทั้งหมด 12 ทีม เราก็ตื่นเต้นมากเลย เพราะไม่เคยออกสนาม แล้วเราก็ลองไปแข่งดู เพราะเราก็ทำอาหารได้ เมนูที่ไปแข่งคือ กุ้งฉู่ฉี่ ปลาทูต้มส้ม ยำหัวปลี ขนมเบื้องโบราณ แล้วก็มีน้ำพริกปลาทู ซึ่งเป็นอาหารที่เราทำทุกวันอยู่แล้ว น่าจะพอมีฝีมือสู้คู่ต่อสู้ได้ แต่ก็คิดว่าเราคงแพ้ เพราะไม่เคย ประหม่า พอประกาศผลออกมาแล้ว เราชนะ ได้ที่ 1 ได้รับรางวัลกับพระหัตถ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเราโชคดีมากๆ

ชูโรงความอร่อย

ด้วยอาหารพื้นบ้าน…

พูดเกริ่นถึงที่มาของร้านแล้ว เราก็มาดูเมนูอร่อยของร้านครัวคุณจ๋า…กันบ้างดีกว่า เริ่มกันที่เมนู น้ำพริกใบชะคราม-ปลาหมอเทศแดดเดียว จุดเด่นความอร่อยของเมนูนี้อยู่ที่ ใบชะคราม ซึ่งเป็นผักพื้นบ้าน ซึ่งลูกค้าของร้านเราจะนิยมรับประทานของพื้นบ้านที่หาได้ในท้องถิ่นของเรา ซึ่งเมนูนี้ตอบโจทย์ความอร่อยนั้นได้ นอกจากนี้ ยังได้ประโยชน์จากใบชะคราม ที่มีธาตุเหล็กและคลอโรฟิลล์ ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เพราะทางมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตเขาได้วิจัยมาแล้ว ส่วนเมนูน้ำพริกนั้นได้สูตรคุณแม่สอนมา เมื่อก่อนจะทำให้คุณแม่ลองชิมทุกเช้า จนตอนนี้มั่นใจแล้วก็ชิมเอง น้ำพริกของร้านเราจะมีรสชาติเข้มข้น เพราะใช้กะปิแท้จากท้องถิ่น และมีเนื้อสัมผัสไม่เหลวเป็นน้ำ อีกหนึ่งเมนู อย่าง ต้มส้มปลากระบอก ถือเป็นซิกเนเจอร์ของร้านที่ไม่ควรพลาดอีกเช่นกัน เป็นสูตรเด็ดจากคุณป้าที่ถ่ายทอดกันมารุ่นสู่รุ่น

อีกหนึ่งความอร่อยที่พลาดไม่ได้ ก็คือ ปลาทูทอดน้ำปลา จุดเด่นอยู่ที่เราจะทอดปลาด้วยน้ำมันใหม่ตลอด และทอดให้กรอบ โดยยังคงความสดของเนื้อปลาทูเอาไว้ และใช้น้ำปลาอย่างดีเคี่ยวให้หอม ซึ่งจะมีรสชาติที่ต่างจากน้ำปลาทั่วๆ ไป เพราะน้ำปลาทั่วๆ ไปจะมีกลิ่นฉุน เค็มจัด แต่น้ำปลาที่เราใช้จะรสชาติกลมกล่อม

ปิดท้ายกันด้วย 2 เมนู สุดอร่อย อย่าง ฉู่ฉี่กุ้ง ซึ่งเราจะไปเลือกซื้อกุ้งสดที่ตลาดทุกเช้า และใช้กะทิสดทุกวัน ซึ่งบางร้านเขาจะใช้นมสด แต่ของร้านเราใช้กะทิสดอย่างเดียว ทำให้รสชาติออกมากลมกล่อม ตามมาด้วยเมนู หลนปูม้า ซึ่งจุดเด่นอยู่ที่วัตถุดิบที่ใช้ อย่าง ตะไคร้ซอย หอมแดงซอย ซึ่งเราจะใส่วัตถุดิบสดใหม่ทุกวัน ไม่ค้างคืน และใช้กะทิสด เป็นวัตุดิบหลักในการเสริมความอร่อยอีกด้วย

ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชนอคาเดมี) จึงไม่พลาดที่เชิญร้านดัง อย่าง “ร้านครัวคุณจ๋า” มาเปิดสูตรเด็ด-เคล็ดลับ ในการทำอาหาร ในหลักสูตร สูตรเด็ด-ร้านดัง ครัวคุณจ๋าวัดเขายี่สาร นำเสนอเทคนิคการทำเมนูขายประจำร้าน อย่าง น้ำพริกชะครามปลาทอด ต้มส้มปลากระบอก หลนปูม้า และ ปลาหมึกผัดกะปิ สอนทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ ไปจนถึงการปรุงทุกขั้นตอน โดยเจ้าของร้านตัวจริง อย่าง คุณนิภาภัทร พยนต์ยิ้ม (คุณจ๋า) เจ้าของร้านผู้มีฝีมือการทำอาหารทะเลพื้นบ้านแท้ๆ ได้อร่อยไม่แพ้ใคร ในวันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2558 นี้ จัดเต็มทุกขั้นตอน…ตั้งแต่ต้นจนจบชั่วโมงเรียนเลยทีเดียว!!

“ในคอร์สเรียนนี้ ผู้เรียนจะทำกับข้าวอร่อยขึ้น ถ้าเขาจะเอาไปค้าขาย แล้วตั้งใจจริงๆ ก็น่าจะประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก เมื่อก่อนพี่ก็ไม่ชอบทำอาหาร แต่พอมาทำแล้ว มันก็ทำให้เรารู้สึกว่า เรายืนได้ด้วยลำแข้งของเราเอง ต้องตั้งใจทำ ต้องจริงจังกับมัน ทุ่มกำลังกายกำลังใจให้เต็มที่ ทำให้ลูกค้ามารับประทานแล้วมารับประทานอีก ต้องให้เขาชมเราแล้วชมเราอีก มาเรียนได้เลย คุณจ๋าไม่หวงสูตร เชื่อว่าถ้าเขาเอาไปทำขายรายได้ดีเลยละ” คุณจ๋า กล่าว

คุณจ๋า ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า…

“ลูกค้า คือ แรงบันดาลใจในการทำอาหาร ลูกค้าน่ารักมาก เวลามารับประทานจะเรียกพี่จ๋าไปแนะนำ ถ้าอาหารรสชาติยังไม่โอเค ลูกค้าไม่ตำหนิ วันนี้เขาชมว่าอร่อย พรุ่งนี้ก็ต้องทำให้เขาติดใจ มารับประทานแล้วอยากให้มาอีก อยากเห็นหน้าเขาบ่อยๆ เวลาเห็นเขารับประทานแล้วมีความสุข”

สำหรับ ท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียนอื่นๆ เช่น หลักสูตรครัวปฏิบัติการ-ครัวเบเกอรี่ หรือครัวสาธิต ก็ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชนอคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. (02) 954-3977 – 85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

ลักทรัพย์นายจ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ลักทรัพย์นายจ้าง

รถบรรทุกของบริษัทแต่ละคัน คนขับแต่ละคน บริษัทจะมอบบัตรเติมน้ำมันอิเล็กทรอนิกส์ให้ ของใครของมัน มีรหัสประจำตัวคนขับ ไว้ให้ไปเติมน้ำมันที่สถานีบริการ เสร็จแล้วนำสลิปที่ระบุว่า รถทะเบียนนี้ ไปเติมเวลาใด ส่งฝ่ายบัญชี เพื่อว่าสิ้นเดือนจะรวบรวมตัวเลข นำเงินจ่ายแก่ธนาคารผู้ออกบัตร

รถบรรทุกทุกคัน ต้องเข้าบริษัทตั้งแต่ 17.00 น. และไม่ออกไปในช่วงกลางคืน

ทว่าในรอบเดือนหนึ่ง ฝ่ายบัญชีตรวจพบรายการเติมน้ำมัน ว่าวันหนึ่ง เวลา 20.50 น. รถคันหนึ่งไปเติมน้ำมัน มูลค่า 3,200 บาท เลยตรวจสอบกันอย่างละเอียด เพราะรถบริษัททุกคัน ไม่สามารถเติมน้ำมันได้ถึง 3,000 บาท

จริงๆ แล้วรถคันนั้น มีบันทึกเข้าบริษัทตั้งแต่ เวลา 17.00 น. และไม่ได้ออกไปอีก แต่ปรากฏบัตรอิเล็กทรอนิกส์สำหรับคนขับรถคันนั้น ไปทำรายการเติมน้ำมันตอนเกือบสามทุ่ม

ตรวจดูกล้องวงจรปิดที่สถานีบริการน้ำมัน ได้พบคุณเงือบ พนักงานขับรถอีกคันปรากฏตัวที่ตู้เก็บเงินของสถานีบริการน้ำมันในเวลาใกล้เคียงนั้น

แต่บัตรไม่ใช่บัตรประจำของคุณเงือบ หากแต่เป็นบัตรประจำรถคันที่คุณโผงขับ

บริษัทเรียกคุณเงือบมาชี้แจง

คุณเงือบหายเงียบ ไม่ยอมมาชี้แจง ทิ้งงานไปเลย

บริษัทร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีคุณเงือบ 1 เดือน ต่อมา เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมคุณเงือบได้

พนักงานอัยการฟ้องคุณเงือบ กล่าวหาว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 269/5, 269/7, 335 (1) (11)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คุณเงือบมีความผิด ตามมาตรา 188, 335 (1) (11) วรรคสอง 269/5 ประกอบ 269/7 ให้จำคุก

คุณเงือบอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษา แก้เป็นว่ายกฟ้อง ฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างในเวลากลางคืน และฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

พนักงานอัยการโจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บัตรตามฟ้องเป็นของบริษัท มอบให้คุณโผงไปใช้เติมน้ำมันรถคันที่คุณโผงขับเท่านั้น เป็นการมอบให้ยึดถือชั่วคราว กรรมสิทธิ์ และสิทธิครอบครองบัตรยังอยู่กับบริษัท ผู้ใดเอาไปย่อมถือได้ว่า เป็นการเอาไปจากบริษัท แม้พยานหลักฐานไม่มีผู้ใดรู้เห็นขณะคุณเงือบเอาไป แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ยุติ ว่าคุณเงือบเป็นผู้ใช้บัตรนั้น ประกอบกับเมื่อเรียกมาชี้แจง คุณเงือบไม่ยอมมา กลับทิ้งหน้าที่ออกจากการเป็นลูกจ้างบริษัท ทั้งที่ขับรถมาถึง 8 ปี ซึ่งคือหลบหนีนั่นเอง แถมย้ายออกจากที่พักไป

เชื่อว่าคุณเงือบเป็นผู้เอาบัตรนี้ไปใช้โดยไม่มีข้อสงสัย การที่สามารถนำบัตรไปใช้ได้ แสดงว่ารู้รหัสบัตร ส่วนจะรู้ได้อย่างไร สมคบกับคุณโผงหรือไม่ ไม่เป็นสาระสำคัญ เพราะหากสมคบกันก็ไม่ทำให้คุณเงือบไม่มีความผิดฐานนี้

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า คุณเงือบมีความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างในเวลากลางคืน ฐานเอาไปซึ่งเอกสารของผู้อื่น ให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว เป็นให้จำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10025/2557)

………………………………………………………

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 188 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งพินัยกรรมหรือเอกสารใดของผู้อื่น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

มาตรา 335 ผู้ใดลักทรัพย์

(1) ในเวลากลางคืน

(11) ที่เป็นของนายจ้าง หรือที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง

มาตรา 269/5 ผู้ใดใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 269/7 ถ้าการกระทำดังกล่าวในหมวดนี้ เป็นการกระทำเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการ หรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสด ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ กึ่งหนึ่ง

เรื่อง -ปอบิด : ไม้พุ่มที่เป็นยา

คอลัมน์ – ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย – สุวรรณ พันธุ์ศรี

หลายวันมาแล้ว นั่งคุยกับเพื่อนที่มาจากบ้านนอกในหลายหลายเรื่อง

เรื่องหนึ่งที่เพื่อนให้ความเห็นคือเรื่อง “ความคิด” ของผู้คนในทุกวันนี้

ที่คนเราทะเลาะเบาะแว้ง จนถึงขั้นฆ่าแกงกันนั้น ก็เพราะเรื่อง “ความคิด”

เมื่อไหร่ก็ตามที่ “ความคิด” ของคนเราไม่เป็นไปในทางเดียวกัน หรือทับกันสนิท มิตรก็กลายเป็นศัตรู

พระพุทธเจ้าท่านทรงตรัสรู้เรื่อง “ความคิด” จึงได้เทศนาสอนให้ผู้คนเอาชนะความคิดด้วยทางสายกลาง

คือไม่สุดโต่ง หรือต่ำเกินไป ถ้าจะว่าแบบชาวบ้านก็คือ พอดี

ปัญหาที่เกิดขึ้นบนโลกทุกวันนี้ ก็เพราะความคิดที่สุดโต่งเกินไป หมกมุ่นเกินไป

ใครไม่คิดคล้อย ก็คิดฆ่า จึงหาความสงบสุขยาก

ฟังเพื่อนสาธยายก็ชักจะเห็นตาม

แต่ยังไงเสียก็ต้องให้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

ปลูกต้นไม้ปักษ์นี้ จะชวนปลูกต้น “ปอบิด”

ใครที่มีที่ทางอยู่บ้าง ก็อยากจะให้ปลูกเอาไว้ เพราะเป็นไม้กลางแจ้ง ชอบแสงแดด ไม่ต้องดูแลมาก

ปอบิด จัดเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นจะมีขนทั่วไป เปลือกที่หุ้มลำต้นจะมียางเหนียว ความสูงโดยเฉลี่ย 2 ถึง 3 เมตร

ถ้าหากขึ้นเองตามธรรมชาติ ก็พอจะพบเห็นได้ตามป่าเบญจพรรณทั่วไป

ลักษณะของใบปอบิด จะเป็นใบเดี่ยว ค่อนข้างใหญ่ ขอบใบจะหยัก โคนใบเว้า หน้าใบและท้องใบจะมีขนขึ้นประปราย

ส่วนของดอกปอบิด จะออกเป็นกระจุก ลักษณะกลีบสีส้ม หรือสีอิฐ ออกระหว่างใบและลำต้น

พอดอกเริ่มโรยจะติดผล ซึ่งมีลักษณะเป็นฝัก บิดคล้ายเชือกควั่น เมื่อแก่สีน้ำตาลเข้มถึงดำ และแตกอ้า

ประโยชน์ที่ได้จากปอบิด ที่คนโบราณนำมาใช้คือส่วนของเปลือก ผล และราก

เปลือกลำต้น มีสรรพคุณทางยา แก้โรคบิด แก้ท้องร่วง และเป็นยาบำรุงธาตุ

ผล มีสรรพคุณทางยา ช่วยขับเสมหะ แก้ท้องอืด รักษาแผลในกระเพาะอาหาร หรือแก้อักเสบเรื้อรัง

ราก มีสรรพคุณทางยา ช่วยบำรุงธาตุ และขับเสมหะ

นี่คือประโยชน์ที่ได้จากปอบิด

ผู้ที่จะนำมาใช้ขอให้ปรึกษาผู้รู้เฉพาะทาง เพื่อที่จะใช้ได้อย่างถูกต้อง และเป็นคุณจริง

การนำมาใช้โดยไม่ศึกษา แทนที่จะได้คุณ กลับจะเป็นโทษ โรคก็ไม่หาย

แต่หายไปจากโลก

ชะมวง?ใบไม้ ใช้?แกงอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05118010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต phitchayada7@hotmail.com

ชะมวง?ใบไม้ ใช้?แกงอร่อย

เมื่อไม่นานมานี้เอง ผู้เขียนได้เดินทางไปศึกษาดูงานการผลิตไม้ผลคุณภาพเพื่อการส่งออก ณ จังหวัดจันทบุรี ระยอง มีโอกาสดูงานการผลิตผลไม้คุณภาพ และท่องเที่ยวเชิงเกษตรสวนผลไม้ที่ฮอตฮิตติดกระแสของภาคตะวันออกในขณะนี้ ซึ่งทางสวนจัดบุฟเฟ่ต์ผลไม้ แบบว่า?จัดให้รับประทานกันแบบเต็มที่ไม่มีอั้น พร้อมอาหารกลางวันสูตรพื้นบ้านรสชาติอร่อยอีกด้วย

จึงทำให้ในครั้งนี้ได้มีโอกาสลองลิ้มชิมรสอาหารพื้นเมืองของภาคตะวันออกที่ได้ยินแต่ชื่อมานาน หนึ่งในเมนูนั้น มีชื่อว่า แกงหมูชะมวง นั่นเอง ดูๆ น่าจะเรียก หมูต้มใบไม้ ซะมากกว่า ดูอีกทีก็คล้ายๆ ต้มหมูใบมวง ของคนใต้ พอได้ชิมดูจึงรู้ว่ามันแตกต่างกันมาก ด้วยกลิ่นหอมของพริกไทย และรสชาติจะออกหวานเล็กน้อย แต่ขอรับรองว่า อร่อยๆ ค่ะ

แกงหมูชะมวง เป็นแกงที่ใช้ใบชะมวงมาเป็นส่วนประกอบในการปรุง และส่วนผสมอีกอย่างคือ หมูสามชั้น หรือกระดูกหมูอ่อน รสแกงมีรสเปรี้ยวปนหวาน ปนเค็ม เรียกว่า แกงสามรส ก็ได้ ส่วนรสเผ็ดนั้นเป็นรสแทรกเล็กน้อย เพื่อให้รู้ว่าเป็นแกงเท่านั้น (ใบชะมวง มีรสเปรี้ยวแปลก อร่อยไม่เหมือนใคร จะมีรสเปรี้ยวพอดีและใบต้มแล้วไม่เละ)

ใบไม้รสเปรี้ยว

ที่ชื่อ…ใบชะมวง

ชะมวง ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน บอกไว้ว่า เป็นคำนาม เป็นชื่อไม้ยืนต้น ใบใช้เป็นผัก รสเปรี้ยวนิดๆ มีชุกชุมทางภาคใต้ แต่ข้อเท็จจริงแล้วนั้น ชะมวงหาได้ง่ายในภาคตะวันออก หรือที่ใดที่มีอากาศชุ่มชื้น เป็นไม้ยืนต้น สูงเหมือนต้นสะเดา กิ่งแตกแขนงออกจากลำต้นตั้งแต่โคนต้นเลยทีเดียว ใบยาวรี ลักษณะคล้ายใบมะดัน (ซึ่งมีรสเปรี้ยวคล้ายกัน) ใบอ่อนมีรสเปรี้ยว ที่เมืองจันทบุรีนั้นพบทั้งที่ขึ้นเองในป่าชื้น และตามบ้านคน ใบชะมวงนิยมนำมาแกงเลี้ยงกันในงานมงคลทั่วๆ ไปในเมืองจันทบุรี (เว้นที่จะไม่แกงชะมวงในงานอวมงคล)

แกงหมูชะมวง

เครื่องเสวยในพระราชวัง

มีเรื่องเล่าว่า ณ พระตำหนักสวนบ้านแก้ว จังหวัดจันทบุรี เป็นตำหนักที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ทรงซื้อที่ดินด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และโปรดให้สร้างพระตำหนักไม้หลังเล็กขึ้น เพื่อใช้เป็นพระตำหนักชั่วคราว ในระหว่างนั้น สมเด็จฯ พร้อมด้วยข้าราชบริพารเพียงไม่กี่คนต่างก็ช่วยกันคนละไม้ละมือในการตัดไม้ถากถางป่าปรับสภาพที่ดิน และปลูกต้นไม้นานาชนิด เพื่อให้สภาพเหมาะสมกับการเป็นที่อยู่อาศัย ทั้งนี้ไม่เว้นแม้แต่พระองค์เอง ซึ่งทรงขับรถไถเพื่อปรับสภาพดินอย่างไม่ถือพระองค์ (ต่อมาทรงสร้างพระตำหนักถาวร เรียกว่า พระตำหนักสวนแก้ว ซึ่งเป็นเรือนทรงไทยแบบตะวันออกที่สวยงามมาก และทรงประทับอยู่ที่นั่นจนสิ้นพระชนม์)

กล่าวกันว่า ทรงมีแม่ครัวชาวพื้นถิ่นคนหนึ่ง มีชื่อว่า “ติ๊ด” เป็นผู้ชำนาญในการปรุง แกงหมูชะมวง โดยใช้ใบชะมวงที่ขึ้นในสวนแก้วนั่นเอง และเป็นเครื่องเสวยที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงโปรดชนิดหนึ่ง

ต้นชะมวงนั้น สามารถเก็บใบรับประทานได้ตลอดปี อยู่ที่ว่าต้นไหนจะแตกใบเวลาใด เพราะจะแตกใบไม่พร้อมกัน มีผู้ชำนาญการบอกว่า อย่าไปเด็ดใบอ่อนมาแกง เพราะจะไม่มีรสชาติ และจะไม่ใช้ใบแก่ เพราะจะขยากปาก (ภาษาถิ่น หมายถึง ระคายปากเวลากิน) ให้เลือกเอาแต่ใบเพสลาด (กลางอ่อนกลางแก่ : ภาษาท้องถิ่น แปลว่า พอดี) คือใบรองจากยอดมา 2-3 คู่ (คงต้องสังเกต เพราะบางทีคู่ที่ 3 ก็แก่เกินไปเหมือนกัน)

วิธีการทำ…แกงชะมวง

สูตรเมืองจันทบุรี

นำเอาใบชะมวงมาล้างน้ำให้สะอาด ฉีกก้านกลางทิ้งไปแบบฉีกใบมะกรูด จากนั้นฉีกใบให้เป็นชิ้นๆ ขนาดพอดี (มีเคล็ดลับว่า แกงหมูชะมวงสูตรจันทบุรีนั้นต้องเคี่ยวไฟนานนิดหนึ่ง เพื่อให้ใบชะมวงเปื่อย แต่ไม่ถึงกับเละ)

เครื่องอีกอย่างคือ หมูสามชั้น ให้เลือกชนิดที่มีหมูแดงมากนิดหนึ่ง ถ้ามีขนติดมาให้ใช้ใบมีดโกน โกนขนให้หมด หากมีเตาถ่านให้นำไปเผาไฟให้ลุกโชนไหม้หมดก็ใช้ได้ จากนั้นนำมาล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม หนาประมาณ 2 นิ้ว แล้วนำไปหมักกับซีอิ๊วดำนิดหน่อย ผสมเกลือป่น พักเอาไว้

เอาข่ามาพอประมาณ หอมแดง และกระเทียมมากนิด นำเครื่องปรุงทั้ง 3 อย่าง ไปเผาไฟให้สุกก่อน ส่วนตะไคร้หั่นให้ฝอยๆ พริกแห้งเม็ดใหญ่ 3-4 เม็ด พริกไทยขาวดำ กะปินิดหน่อย โขลกส่วนผสมทั้งหมดให้ละเอียด (ใช้พริกแห้งเม็ดใหญ่ เพื่อให้เกิดสีแดงเท่านั้น)

นำเครื่องแกงมาผัดกับน้ำมันให้หอม ใส่น้ำตาลอ้อย (ถ้าไม่มี ก็ให้ใช้น้ำตาลปี๊บแทนได้) เมื่อละลายดีแล้ว จึงใส่หมูสามชั้นที่หมักไว้ลงไป ผัดจนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน หากติดกระทะอาจเติมน้ำได้นิดหน่อย ตามด้วยใบชะมวงที่เตรียมไว้

เคล็ดลับเกี่ยวกับใบชะมวงนั้น ถ้ากลัวเปรี้ยวเกินไป เวลาจะแกงให้ต้มใบชะมวงแล้วแยกน้ำและใบพักไว้ก่อน ค่อยนำใบไปผัดกับหมูสามชั้น ส่วนน้ำใบชะมวงให้ใช้เติมเวลาต้มกับส่วนผสมทั้งหมด ผัดรวมกันจนใบชะมวงสลด (ภาษาพื้นถิ่น หมายถึง สุกนั่นเอง) และให้เข้ากันดี ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว หรือน้ำปลา ตามชอบ ชิมรสให้ออกหวานนำมาก ตามด้วยเค็ม แล้วตักใส่หม้อที่เตรียมไว้ เติมน้ำร้อนหรือน้ำใบชะมวงให้ท่วมส่วนผสมทั้งหมด ประมาณ 2 ข้อนิ้วชี้ ยังไม่ต้องชิมรส รอให้น้ำแกงงวดจึงค่อยชิม แล้วปรุงใหม่อีกครั้ง ตั้งไฟอ่อนๆ เคี่ยวไปเรื่อยๆ หมั่นคนกันติดก้นหม้อ แต่ไม่ต้องบ่อย สังเกตดูใบชะมวงและหมูสามชั้นเริ่มเปื่อย น้ำแกงข้นขึ้นเป็นอันใช้ได้ ถ้าใบชะมวงยังไม่เปื่อยดีนัก ให้เติมน้ำร้อนไปอีก และเคี่ยวไฟอ่อนอีกจนเปื่อยพอดี ไม่ถึงกับเละเขลอะ (ภาษาพื้นถิ่นจันทบุรี หมายถึง เป็นก้อน) แต่ต้องให้น้ำแกงสีออกแดงดำ ถ้าสียังไม่สวยให้เติมซีอิ๊วดำนิดๆ ได้ ชิมรสชาติให้ออกหวานนำตามด้วยเค็ม และเปรี้ยวด้วยรสของใบชะมวง เป็นเรียบร้อยตามสูตรดั้งเดิมของชาวจันทบุรีค่ะ?

ส่วนผสมแกงหมูชะมวง

หมูสามชั้น 3 กิโลกรัม

ใบชะมวง 5 ขีด

ข่า หั่นเป็นแว่นๆ 10 แว่น

ตะไคร้ ต้นกลางๆ 3 ต้น

หอมแดง ขนาดกลางๆ 1 ขีด

กระเทียม 1 ขีด

พริกแห้งเม็ดใหญ่ 4 เม็ด

พริกไทยเม็ด 1 ช้อนชา

กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาล ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ และเกลือป่นตามใจชอบ

(แกงหม้อนี้ ตามสูตรรับประทานได้ทั้งครอบครัว…แถมแจกเพื่อนบ้านได้อีก (ถ้ามั่นใจว่า อร่อยนะ…ไม่งั้นโดนเพื่อนเทลงถังข้าวหมูแน่ๆ อิอิ?)

ใบชะมวง เป็นชื่อที่ทางชาวจันทบุรีเขาเรียกกัน ถ้าเป็นคนทางภาคอีสาน จะเรียกว่า ส้มโมง ส่วนคนภาคใต้ ซึ่งจะพบชะมวงค่อนข้างแพร่หลาย และเรียกใบชะมวงต่างจากภาคอื่นๆ ว่า ใบส้มมวง หรือ ใบมวง คนใต้จะนิยมนำใบมวงมาต้มกับ กระดูกหมู ขาหมู เนื้อวัว หรือแกงส้ม แต่ถ้าจะให้เข้ากันจริงๆ คนพื้นบ้านพื้นถิ่นทางใต้บอกว่า ต้องต้มขาหมูใบมวงเท่านั้น ถึงจะคู่กันจริง เพราะใบมวงนั้น เขาว่า…มันช่วยลดความมันของขาหมูได้ดี ว่างั้น?

สำหรับ หมูต้มชะมวง นั่นคือ อาหารสูตรเด็ด ดั้งเดิมแต่โบราณกาลของชาวภาคตะวันออก ระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่งสูตรดั้งเดิมจริงๆ เป็นสูตรต้มหมูให้รสออกหวานนำ ตามด้วยรสเปรี้ยวของใบชะมวง ต่อมามีการดัดแปลงโดยใส่น้ำพริกแกงลงไป จึงออกรสเผ็ด แล้วเรียกกันว่า แกงหมูชะมวง นั่นเองค่ะ?

ไม่ใช่แค่บัญชีวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

ไม่ใช่แค่บัญชีวัด

เคยชวนคุยเรื่องการทำบัญชีวัดว่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำให้วัดเป็นองค์กรที่ตรวจสอบได้ มีการบริหารการเงินการคลังที่ทำให้ชาวบ้านที่เลื่อมใสศรัทธาบริจาค ทำนุบำรุงวัดอย่างไม่เกิดความเคลือบแคลงสงสัย เกิดบุญกุศลอย่างถูกต้องยั่งยืน และวัดสามารถทำหน้าที่สืบทอดจรรโลงสังคมไปในทางที่ดีงาม

อันที่จริงการทำบัญชีวัดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการดังกล่าวเท่านั้น การทำให้วัดเป็นวัดอย่างแท้จริงนั้นควรเริ่มต้นจากการที่วัดต้องมีการดำเนินกิจกรรมที่ส่งเสริมทั้งในด้านศีล สมาธิ ปัญญา แก่พุทธศาสนิกชน วัดในยุคนี้ต้องมีทิศทาง แผนงาน และแผนปฏิบัติงาน เพื่อทำให้ประชาชนในท้องถิ่นสามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของวัดในแต่ละช่วงของชีวิต เป็นแหล่งข้อมูลความรู้ด้านศีลธรรมแก่ผู้คน เป็นโรงเรียนแห่งที่สองของเยาวชน เป็นที่พึ่งทางจิตวิญญาณแก่สาธุชนทั้งหลาย มีทุกข์ร้อนก็สามารถอาศัยวัดเป็นสถานที่สงบจิตใจ ขบคิดทบทวน เพื่อหาหนทางแก้ไขปัญหาชีวิตที่เกิดขึ้นได้ เป็นจุดเชื่อมโยงสำหรับผู้คนในชุมชนให้ร่วมแรงร่วมใจกันทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ เป็นที่พึ่งแก่ผู้ที่ขาดแคลนและไร้หนทางเพื่อตั้งหลักชีวิตให้เดินหน้าต่อไปอย่างสุจริต เป็นสถานที่ที่ประชาชนในท้องถิ่นแวะเวียนสัญจรไปมาได้อย่างสบายใจ

วัดที่เป็นวัดอย่างแท้จริง น่าจะเป็นวัดที่ลดละกิจกรรมทางพิธีกรรมและไสยศาสตร์ เครื่องรางของขลัง การเรี่ยไรต่างๆ อย่างไร้ทิศทาง วัดควรมีเป้าหมายเชิงบวกที่จะดำเนินการต่างๆ โดยหวังผลที่จะเกิดแก่สังคม วัดควรจะมีสถานที่สะอาดสะอ้าน เข้าออกได้สะดวก มีระเบียบเป็นที่เป็นทาง ไม่มีมิจฉาชีพหรือภัยที่อาจเกิดขึ้นกับผู้เข้าออก เป็นสถานที่ที่คนทั่วไปสบายใจที่จะเดินเข้าออกและเอื้อต่อการเกิดสติปัญญาของผู้คน

เรื่องเหล่านี้คือ จุดเริ่มต้นที่เราจะทำวัดให้เป็นวัด การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ควรจะเกิดขึ้นอย่างมีแบบแผน วัดควรเลือกสรรและออกแบบกิจกรรมต่างๆ ให้เหมาะสมสอดคล้องตามกาละ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมสำนึกด้านดีในจิตใจของมนุษย์ หล่อหลอมขัดเกลาผู้คนให้เจริญในทางธรรม ในทางที่ดีงาม วัดต้องเป็นที่ที่ให้ความรู้แก่ผู้คนอย่างเข้าใจง่าย ชัดเจน เลือกใช้สื่อที่เหมาะสม และสร้างฐานความรู้และภูมิคุ้มกันทางจิตวิญญาณแก่ผู้คน

หากมองดูแล้ว การบริหารวัดจำเป็นต้องใช้หลักการบริหารมาประยุกต์ใช้ รวมถึงการจัดการด้านทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่วัด ผู้ดำเนินการกิจกรรมในวัด หน่วยงานที่กำกับดูแลวัดก็ควรสอดส่องดูแล และมีกลไกในการจัดการวัดที่ออกนอกลู่นอกทางได้จริง

มีวัดหลายแห่งที่ออกแบบการประกอบพิธีทางศาสนา เช่น พิธีสวดพระอภิธรรมศพ เพื่อให้ชาวพุทธที่มาร่วมงานได้เรียนรู้และเข้าใจความหมายของพิธีกรรมต่างๆ มากกว่าแค่พิธีกรรม มีการแปลบทสวดเป็นภาษาไทย มีการเทศนาให้ความรู้และข้อคิดแก่ผู้ร่วมงาน จนแม้กระทั่งให้ญาติผู้เสียชีวิตมีส่วนร่วมในการทำพิธีฌาปนกิจเพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่ผู้ยังมีชีวิตอยู่ถึงความไม่เที่ยงของกายสังขาร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม วัดจำนวนมากยังประนีประนอมกับความคาดหวังของผู้มาวัด โดยยอมให้มีการสอดแทรกพิธีกรรมความเชื่อทางไสยศาสตร์ให้กลืนไปกับพิธีทางพุทธ แต่วัดบางแห่งกลับใช้พิธีกรรมความเชื่อเหล่านี้มาเป็นหลักเพื่อจูงใจให้คนเข้าวัดและบริจาคเงินก็มี

การจะดำรงพระพุทธศาสนาให้สืบต่อไปยังคนรุ่นหลังนั้น หากเราปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เข้ามาครอบงำวิถีการประกอบกิจกรรมในวัด พร้อมๆ กับการไม่สนใจการตรวจสอบวัดให้มีความโปร่งใส หรือไปคิดว่าการเข้าไปยุ่งกับพระในเรื่องเหล่านี้เป็นการไม่เคารพท่าน เหมือนไม่เชื่อถือในความบริสุทธิ์ของพระแล้ว วัดจะกลายเป็นแหล่งที่มีคนเข้าไปหาประโยชน์ ใช้พระและความเชื่อถือของผู้คนเป็นเครื่องมือในการหาผลประโยชน์เงินทอง กลไกการตรวจสอบไม่สามารถเข้าไปจัดการให้การดำเนินการของวัดเป็นไปอย่างถูกต้อง ตรงตามเป้าหมายของผู้บริจาคเงินอย่างแท้จริงแล้ว ก็เป็นการยากที่จะทำให้วัดเป็นวัดอย่างที่เราต้องการ

ในอีกมุมหนึ่ง การเริ่มต้นคิดทำบัญชีวัดอาจเป็นจุดเริ่มต้นให้มีการถอดรื้อโครงสร้างและวิธีการบริหารจัดการวัด ให้โปร่งใสขึ้นได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากการทำบัญชีจะเกี่ยวข้องกับกิจกรรมแทบทุกเรื่องในองค์กรหนึ่งๆ เสมอ การเริ่มต้นทำบัญชีวัดจึงถือเป็นเครื่องมือที่ลัดสั้นที่ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิธีการในเรื่องต่างๆ เพื่อให้โครงสร้างการทำงานตอบสนองการเก็บรวบรวมข้อมูลทางการเงิน ในลักษณะเดียวกันกับการทำบัญชีครัวเรือน สามารถตอบสนองการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคคลในครอบครัวได้

การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเรื่องหนึ่งเรื่องใดที่เคยคุ้นกันมานานนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก คนเราจึงต้องการ “ตัวช่วย” เพื่อให้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นไปได้ง่ายขึ้น การทำบัญชีทำหน้าที่ดังกล่าวในระดับบุคคล ระดับกิจการ และระดับองค์กรที่ใหญ่ขึ้น เนื่องจากการทำบัญชีเป็นเหมือนระบบระเบียบวิธีการที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมาเพื่อรวบรวมข้อมูลและสะท้อนออกมาเป็นตัวเลขในงบการเงิน ซึ่งเป็นข้อสรุปรวบยอดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น การบัญชีจึงน่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่เราสามารถนำมาใช้เพื่อประโยชน์ในการควบคุมดูแลกิจการหรือองค์กรสาธารณกุศลและองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร

การยกระดับวัดโดยนำเครื่องมือทางการบริหารทางโลกมาใช้นั้น อาจจะยังเป็นเรื่องที่เราไม่คุ้นชิน แต่หากเราทดลองนำแนวคิดการบริหารสมัยใหม่มาปรับใช้กับการบริหารวัด ผมเชื่อว่าจะช่วยให้คุณภาพของวัดที่มีอยู่หลายหมื่นวัดในประเทศไทยดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นวัดที่เราตรวจสอบและไว้เนื้อเชื่อใจได้

นายกฯ นายายอาม ปลุกชีวิตชาวสวนยาง

ใช้ออร์แกนิกเพิ่มราคา

นายธานินทร์ สมบูรณ์ นายกเทศมนตรีเทศบาล อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี เปิดเผยว่า ในพื้นที่ตำบลนายายอามต่อเนื่องถึงอำเภอแก่งหางแมวมีพื้นที่ปลูกยางและเปิดกรีดแล้วไม่ต่ำกว่า 100,000 ไร่ ผู้ประกอบการอาชีพชาวสวนยางส่วนใหญ่ผลิตขี้ยางหรือยางก้อนถ้วยมีจำนวนมากพอๆ กับการผลิตยางแผ่น โดยในปัจจุบันชาวสวนยางในพื้นที่ 2 อำเภอ ดังกล่าว มักจะประสบปัญหาเช่นเดียวกันกับชาวสวนยางทั่วไปคือ ราคายางตกต่ำเป็นอย่างมาก เมื่อแบ่งกับแรงงานที่รับจ้างกรีดแล้ว รายได้ที่ได้รับไม่คุ้มกับการลงทุน นอกจากนี้ ยังมีปัญหาใหญ่ตามมาอีกคือ หน้ายางตาย น้ำยางไหลน้อย กลิ่นยางเหม็นทำลายสุขภาพ ทำลายชุมชมและแหล่งท่องเที่ยว อีกทั้งยังได้เปอร์เซ็นต์ยางไม่ดีนัก

เพื่อเป็นการแก้ปัญหาให้ชาวสวนยางในพื้นที่แก่งหางแมว นายายอาม รวมถึงเมืองจันทบุรีทั้งจังหวัดได้หลุดพ้น จึงได้หารือกับกลุ่มแกนนำชาวสวนยาง ซึ่งร่วมลงชื่อนับร้อยคน ทั้งตัวแทน สกย. โดยการแนะนำของ นายเชาว์ ทรงอาวุธ รองผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนสวนยาง เพื่อหาทางออกคลี่คลายปัญหาดังกล่าว ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก บริษัท เกษตรไทยไชโย จำกัด ผู้ผลิตกรดหยอดยางออร์แกนิกตราแรด ได้นำวิทยากรและฝ่ายวิชาการ ร่วมกับชาวสวนยางในพื้นที่ สาธิตการใช้กรดออร์แกนิกแท้ ในการผลิตยางก้อนถ้วยคุณภาพ ได้ค่า DRC มากกว่า 70% ยางสวยไม่มีฟองอากาศ ไม่มีกลิ่นเหม็น และไม่มีไอระเหยที่เป็นความร้อนมาทำลายหน้ายาง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้น้ำยางไหลน้อย และที่สำคัญจะเป็นการส่งผลให้บริษัทผู้รับซื้อยางก้อนถ้วยให้ราคาสูงขึ้นจากราคาที่ประกาศรับซื้อในแต่ละวัน โดยผลการสาธิตในวันดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง

นายกฯ เทศมนตรีนายายอาม กล่าวต่อไปว่า สำหรับยางแผ่นก็ได้มีการสาธิตในลำดับถัดมา โดยมุ่งเน้นการทำยางแผ่นเปอร์เซ็นต์สูง ไร้กลิ่น ปราศจากเชื้อรา และไม่มีฟองอากาศ ไม่เกิดน้ำเสีย อันจะส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพดินของชุมชนนั้นๆ และที่สำคัญการใช้กรดออร์แกนิกทำยางแผ่นซึ่งที่เห็นชัดอีกประการคือ ได้น้ำหนักยางเพิ่ม แผ่นละ 2-3 ขีด สนใจสามารถติดต่อได้ที่ โทร. (081) 782-0533

ปลูกต้นไม้ไว้ให้ลูกตั้งแต่คลอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05122010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

เขียว สวย หอม กินได้

แพรจารุ ไชยวงษ์แก้ว

ปลูกต้นไม้ไว้ให้ลูกตั้งแต่คลอด

ต้อนรับวันเดือนแห่งแม่เป็นพิเศษ ไปร่วมกิจกรรมอ่าน เขียน ของครูและนักเรียน ที่แม่ฮ่องสอน ท่ามกลางฝนที่ตกแทบไม่ขาดเม็ด บ้านพักศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแม่ฮ่องสอน หน้าเรือนมีระเบียงกว้าง มองเห็นแม่น้ำปายขุ่นคลักและเชี่ยวกราก แสดงว่าบนดอยสูงมีฝนตกหนัก และมีน้ำป่าลากเอาดินแดงที่สูงลงมาอย่างรวดเร็ว ไม่มีป่า ไม่มีต้นไม้รองรับ หรือมีน้อย ดินก็ถูกชะลงมาอย่างรวดเร็ว พื้นที่บางแห่งถึงขั้นดินสไลซ์ลงมาจนเกิดอันตราย

คุยรอบนอกไม่เกี่ยวกับอ่าน เขียนเท่าไหร่ แต่ฉันคิดว่าน่าสนใจ เรานั่งกันที่ระเบียง ดูสายน้ำเชี่ยว และคุยกันตามประสาผู้หญิง รุ่นที่เริ่มมีลูกเล็ก

ใครๆ ก็รักลูก และอยากให้ลูกได้รับในสิ่งที่ดีที่สุด แม่คนไหนก็เหมือนกัน ใครคนหนึ่งเปิดประเด็นเรื่องการเตรียมเพื่อลูก สิ่งที่พ่อแม่จะดูแลเพื่อลูกนั่นมีอะไรบ้าง ส่วนใหญ่ก็จะบอกว่า บ้านสักหลัง เงินสำหรับการเรียนของลูก อย่างน้อยก็ต้องจบปริญญาตรี แต่มีครูอยู่คนหนึ่งบอกว่า เขาอยากจะเตรียมสิ่งแวดล้อมดีๆ ไว้ให้ลูก คือ อากาศดี แม่น้ำดี อาหารดี

โห…สุดยอดเลยครู ฉันคิดเหมือนครูเลย ตอนนี้ใครแต่งงานใหม่อยากมีลูก ต้องตระหนักถึงสิ่งนี้เลย เราจะหาอากาศดีๆ ไว้ให้ลูกได้ไหม หาน้ำ หาอาหารที่ดี ไม่ใช่หาเงินซื้อแอร์ หรือเครื่องฟอกอากาศนะ เพราะลูกพวกเราไม่ได้อยู่หลอดแก้วได้ตลอด หรือเราจะมีแม่น้ำสะอาดๆ ให้ลูกเราใช้ได้ไหม เราหาอาหารดีๆ ที่ปลอดสารเคมีได้ไหม

ครูคนหนึ่งบอกว่า คิดมากไป เราแค่ทำหน้าที่พ่อ แม่ ให้ดี ลูกก็เหมือนลูกธนูที่ถูกยิงออกไป ถ้ามันออกไปจากคันธนูที่ดี

(ครูพูดแบบโรแมนติก พูดแบบงานวรรณกรรมเลยทีเดียว) แต่ฉันคิดว่า ครูปกป้องตัวเอง แบบโลกสวย

“ถ้าคิดแบบนั้น ก็ไม่ต้องออกไปจากมดลูกแล้ว” (นั่นครูแรง)

เป็นความเข้าใจผิด ครูมีลูกนะดีแล้ว เผ่าพันธุ์จะต้องสืบทอดต่อไป แต่เรากำลังคิดว่า จะทำอย่างไร ให้ผู้สืบทอดเผ่าพันธุ์จากเราอยู่รอดต่างหาก โดยได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี อากาศดี อาหารดี อะไรทำนองนี้ ดังนั้น คนที่จะมีลูกก็ต้องคิดเรื่องเหล่านี้ด้วย นอกจากคิดว่าหาเงินเพื่อให้เรียน หาบ้านเพื่อให้อยู่

ครูคนหนึ่งบอกว่า เราต้องเผยแพร่แนวคิดนี้ออกไป ไปยังกลุ่มคนที่เริ่มมีลูกหรือกำลังจะมีลูก เพราะส่วนใหญ่คนทำงานด้านสิ่งแวดล้อมมักเป็นคนโสด คนมีครอบครัว คนมีลูกมักจะบอกว่าไม่ว่าง ทำมาหากินเลี้ยงลูกก็เหนื่อยแล้ว ความจริงเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม หรือการให้เด็กตระหนักเรื่องธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมนี้สำคัญไม่น้อยกว่าเรื่องอื่น หรือควรให้ความสำคัญมากกว่าด้วย ไม่งั้นเราก็จะกลายเป็นประชาชนสำเร็จรูป

“ประชาชนสำเร็จรูปอย่างไร” ครูถาม

คือเกิดมาพอโต เดินได้ก็เริ่มให้ไปโรงเรียน และก็เรียนๆ โดยไม่ต้องทำอะไรหรือรับผิดชอบอะไรเลย เรียนให้เก่งเพื่อให้ชนะผู้อื่น ได้เข้าไปยืนในตำแหน่งที่ดี คือเรียนโรงเรียนที่คิดว่าดี สอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ เรียนไปจนอายุ 20 ปี จบปริญญา ก็ทำงาน ผ่อนรถขับ ผ่อนบ้าน เป็นหนี้ เครียด แล้วก็เริ่มป่วยเข้าโรงพยาบาล

มีข้อเสนอสำหรับวงสนทนา พวกครูที่เริ่มมีลูกเล็กๆ เริ่มปลูกต้นไม้เลย (อย่า อย่าเพิ่งหัวเราะ ว่าเอะอะอะไรก็ปลูกต้นไม้ โครงการปลูกต้นไม้มากมาย ปลูกได้แต่ไม่มีใครดูแลให้โต)

ผู้เสนอบอกว่า การปลูกต้นไม้ของแม่นี่ต่างไปจากการปลูกต้นไม้อื่นๆ เพราะแม่ปลูกเพื่อลูก ดังนั้น แม่ลูกก็ดูแลต้นไม้ไปด้วยกัน เมื่อลูกอายุ 20 ปี ต้นไม้ก็โตพอที่จะตัดไปทำบ้านได้แล้ว ลูกๆ ก็จะมีไม้ไว้ทำบ้าน ปลูกไม้แดง ไม้สัก 5, 6 ต้น ลูกก็จะมีไม้สร้างบ้านของตัวเอง คนที่รู้ว่าแม่ปลูกต้นไม้ไว้ให้ลูกสร้างบ้าน เขาก็รู้จักต้นไม้แต่เล็ก ผูกพันกับต้นไม้ได้เอง เป็นการเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างหนึ่ง

คล้ายแนวคิดของปกากะญอ ชนเผ่าบนดอยสูงที่เด็กเกิดใหม่จะมีต้นไม้ประจำตัว คือเขาเอาสายสะดือไปผูกไว้ที่ต้นไม้ เด็กคนนั้นก็จะรู้ว่าเขามีต้นไม้ประจำตัว

ปล. สำหรับคนที่มีที่พอที่จะปลูกต้นไม้ได้นะคะ ไม้แดง อายุ 13 ปี ใช้ได้ ส่วนไม้สัก ก็สัก 15 ปี เด็กๆ ก็จะมีต้นไม้ของตัวเอง และเมื่อโตก็ตัดต้นไม้ไปทำบ้านได้ และปลูกทดแทนเพื่อคนอื่นต่อไป

เมล็ดข้าวใหญ่ (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

เมล็ดข้าวใหญ่ (1)

ในตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับข้าวแทบทุกภาคของไทย มักจะมีเรื่องเกี่ยวกับข้าวเมล็ดใหญ่ ทำนองว่าแต่ก่อนข้าวที่เรากินกันอยู่นี้ไม่ได้มีเมล็ดเล็กเรียวอย่างที่เห็น และต้องกินกันเป็นจานๆ หรือคนละสองสามจานกว่าจะอิ่ม ข้าวในตำนานโบราณมามีเมล็ดใหญ่ บ้างก็เล่าว่าเมล็ดใหญ่เท่าฟักเท่าแฟง บางแห่งบอกว่าใหญ่เท่าลูกมะพร้าวเลยทีเดียว

อีกทั้งครั้งเก่าก่อนผู้คนไม่ต้องปลูกไม่ต้องเก็บเกี่ยวข้าว เพราะข้าวจะงอกงามเอง มีเมล็ดเอง พอถึงเวลาก็จะมาเข้ายุ้งเข้าเล้าเอง เพียงแค่ลงแรงเตรียมสร้างเล้าสร้างยุ้งไว้เก็บข้าวให้เพียงพอเท่านั้น ดูทีรึแต่กี้แต่ก่อนช่างแสนสบายไม่ต้องเหนื่อยทำนา ไม่ต้องอกใจระทึกรอฟ้าฝนหรือรอกรมชลประทานมาเปิดน้ำเข้านาให้อย่างประเดี๋ยวนี้

แต่ก็มีเหตุให้เมล็ดข้าวลีบเล็กลงและไม่บินมาเข้าเล้าเข้ายุ้งเองอีกต่อไป ด้วยเหตุที่ว่าวันหนึ่งมีหญิงม่ายซึ่งเล้าข้าวที่มีอยู่ไม่พอใส่เมล็ดข้าว ที่กำลังบินพรูๆ มาเข้าเล้าข้าว นางหงุดหงิดจึงเอาไม้ฟาดเมล็ดข้าวจนแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ส่วนหนึ่งไปเกิดเป็นเผือกเป็นมัน ส่วนหนึ่งไปเกิดเป็นเมล็ดข้าวพันธุ์ต่างๆ ซึ่งคือเมล็ดข้าวพื้นบ้านหลากหลายสายพันธุ์นั่นเอง

เมื่อข้าวถูกทำร้ายแม่โพสพผู้รักษาข้าวจึงหลบลี้หนีไกลไปอยู่ในซอกหลืบหินของป่าหิมพานต์ นับแต่นั้นมามนุษย์และสรรพสัตว์ในโลกจึงไม่มีข้าวกิน พากันอดอยากหิวโหยลำบากยากแค้นไปทั่วถ้วน ต้องควานหาผู้กล้าส่งไปเชิญแม่โพสพกลับมา แต่ไม่มีผู้ใดหรือสัตว์ตัวใดสามารถแทรกผ่านซอกหินแคบเข้าไปถึงตัวแม่โพสพได้ กระทั่งมีปลาฉลาดตัวลีบแบนสามารถเบียดตัวเข้าไปเชิญเทพผู้รักษาข้าวกลับมาได้

โดยข้าวหรือแม่โพสพได้บอกกับมนุษย์ว่า นับแต่นี้ข้าวจะไม่บินมาเข้าเล้าเข้ายุ้งฉางเอง ไม่งอกงามเติบโตเอง มนุษย์ต้องปลูกข้าวและเก็บเกี่ยวเอง และข้าวก็มีเมล็ดเล็กอย่างที่เรากินกันอยู่ทุกวันนี้ อีกทั้งทุกครั้งที่มนุษย์ปลูกข้าวและประกอบกิจกรรมใดที่เกี่ยวกับข้าว จะต้องมีพิธีกรรมบอกกล่าว สู่ขวัญและขอขมาแม่โพสพทุกครั้งไป ซึ่งพิธีกรรมเหล่านี้ได้สืบทอดต่อเนื่องมาตราบปัจจุบัน อันมีรายละเอียดแตกต่างไปในแต่ละพื้นที่

เรื่องเล่าเกี่ยวกับเมล็ดข้าวใหญ่ในแต่ละภาค กระทั่งแต่ละหมู่บ้านมีบางตอนที่แตกต่างกันไป ดังเช่น บางแห่งเล่าว่าผู้ที่ไปเชิญข้าวกลับมาได้คือหญิงสาวรูปงาม ฉลาดปราดเปรื่อง มีนามว่า โพสพ หลังจากนั้น นางจึงได้เป็นเทพผู้รักษาข้าว

ฉันอ่านและฟังชาวบ้านเล่าเรื่องเกี่ยวกับเมล็ดข้าวใหญ่มาก็มาก แต่ไม่นึกไม่ฝันว่าวันหนึ่งจะได้พบเมล็ดข้าวใหญ่จริงๆ แม้จะเป็นเมล็ดข้าวที่สลักจากท่อนไม้ ทว่าก็แสดงถึงความสำคัญและการมีอยู่จริงของตำนานเรื่องเล่านี้ ที่มีชีวิตเต้นระริกอยู่ในวิถีชาวนา

หมู่บ้านนาเวียง อำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร นอกจากเป็นหมู่บ้านที่มีเมล็ดข้าวใหญ่ไว้บูชา ยังเป็นหมู่บ้านที่มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจ

ย้อนอดีตกาลไปราว ปี พ.ศ. 2200 หรือเมื่อประมาณสามร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ครั้งนครเวียงจันท์แห่งประเทศลาวปัจจุบัน เกิดกลียุคเพราะความโลภแข่งแย่งอำนาจกัน แตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า รบราฆ่าฟันกัน ทำให้ข้าวยาก หมากแพง ชาวบ้านเดือดร้อนทุกข์ยากปากหมองกันไปถ้วนหน้า

ทำให้ผู้นำที่ทนเห็นความทุกข์ยากของประชาชนต่อไปไม่ไหว ได้ปรึกษากันเห็นว่าอยู่กันต่อไปไม่ได้แล้ว จึงได้รวบรวมผู้คนที่มีความเห็นตรงกันทั้งชายหญิงเกือบพันเดินทางออกจากเวียงจันท์ ทั้งนี้นอกจากเสบียงอาหารที่จำเป็น ยังได้ขนเอาทรัพย์สมบัติมาส่วนหนึ่ง นั่นคือ ตู้พระไตรปิฎก 10 ตู้ พระพุทธรูป 9 องค์ ช้าง 10 เชือก ม้าและเกวียนอีกหลายสิบเล่ม

ตามประวัติที่คนรุ่นหลังสืบค้นและบันทึกไว้นั้น บ่งบอกว่า พวกเขาออกเดินทางจากเวียงจันท์ ในวันพฤหัสบดีที่ 18 ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 12 พ.ศ. 2200 เริ่มต้นการเดินทางลัดเลาะมาตามฝั่งลำน้ำโขงทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เพื่อหลีกเลี่ยงการตามล่าจากพวกโจร จากนั้นจึงได้ข้ามฝั่งลำน้ำโขงตอนเหนือของเมืองมุกดาหาร ที่เรียกกันว่า หาดทรายเจีย แล้วออกเดินทางต่อไปทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้

เป็นการเดินทางแบบที่เรียกว่าค่ำไหนนอนนั้นอย่างแท้จริง เพราะตลอดเส้นทางล้วนเต็มไปด้วยป่าดงดิบ เดินทางอย่างยากลำบากอยู่ถึง 7 วัน 7 คืน จึงมาถึงบ้านกุดขุ่น หรือบ้านหนองขุ่นใหญ่ในปัจจุบัน ตรงนี้เองที่ช้างเชือกหนึ่งได้ล้มลงด้วยความเหนื่อยล้า จนขบวนเดินทางต้องหยุดพักเพราะเกินจะฝืนเดินทางต่อ

หลายคนในขบวนตัดสินใจที่จะปักหลักอยู่ที่หนองขุ่น ผู้นำขบวนจึงตกลงใจให้พระครูยวนกับผู้สมัครใจอีกราว 104 คน อยู่ที่นี่ พร้อมกับมอบตู้พระไตรปิฎกไว้ 3 ตู้ พระพุทธรูปใหญ่ 2 องค์ และสมบัติอีกจำนวนหนึ่ง จากนั้นผู้คนที่เหลือก็ได้เดินทางต่อลงไปทางใต้อีก 13 วัน 13 คืน จึงมาถึงโนนกุดใหญ่ สำรวจพื้นที่แล้วพบว่าทำเลดี มีลำน้ำไหลผ่าน จึงได้สร้างบ้านแปลงเมืองขึ้น ถากถางจนป่ากลายเป็นไร่เป็นนา แต่อยู่ได้ไม่ทันไรเกิดโรคระบาด จึงได้ย้ายออกมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้

ได้สร้างบ้านแปลงเมืองขึ้นใหม่อยู่อาศัยสืบมาจนปัจจุบัน แต่เดิมผู้คนที่ผ่านไปมาเรียกบ้านนี้ว่า บ้านนาคนเวียง เพราะรู้กันอยู่ว่าคนจากเวียงจันท์มาลงหลักปักฐานเอาไว้ ต่อมาอีกหลายสิบปีจากบ้านนาคนเวียง จึงกลายมาเป็นบ้านนาเวียง

ฉันฟังคำบอกเล่าจาก กำนันทองจันทร์ บุญเฟื่อง ถึงเรื่องราวความเป็นมาของบ้านนาเวียงจนจบ ก่อนจะเอ่ยถามถึงเมล็ดข้าวใหญ่ว่าชาวบ้านนาเวียงหอบหิ้วมาจากเวียงจันท์ด้วยหรืออย่างไร กำนันบอกว่าเดิมทีก็หอบหิ้วกันมา แต่ไม่รู้พลัดหล่นหายไปช่วงไหน ชาวนาเวียงจึงหาท่อนไม้มาสลักเมล็ดข้าวใหญ่ใหม่เอาไว้บูชา

เมล็ดข้าวนี้จะมีพิธีกรรมบวงสรวงสู่ขวัญกันทุกปี ชาวบ้านเคารพศรัทธาว่าคือพระแม่โพสพเทพผู้รักษาข้าว และที่น่าสนใจยิ่งสำหรับฉัน คือการค้นหาเมล็ดข้าวใหญ่ในหมู่บ้านเดิมของคนนาเวียง นั่นคือ หมู่บ้านเดิมที่เวียงจันท์ สปป. ลาว

มอญเมืองสิเรียม ปากน้ำย่างกุ้ง เจดีย์เยเลพญา และโบสถ์คาทอลิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

มอญเมืองสิเรียม ปากน้ำย่างกุ้ง เจดีย์เยเลพญา และโบสถ์คาทอลิก

เมืองสิเรียม (Syiam) หรือ ตันลยิน (Thanlyin) ตั้งอยู่ปากแม่น้ำย่างกุ้ง อยู่ห่างจากกรุงย่างกุ้งเพียง 15 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที

ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 ชาวโปรตุเกสเดินเรือมาถึงบริเวณนี้พร้อมกับเผยแผ่ศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก ต่อมา ฟิลิป เด บริโต ยี นิโคเต ทหารรับจ้างชาวโปรตุเกสรายหนึ่งได้ใช้กำลังพวกทหารรับจ้างที่เป็นบริวารเข้ายึดสิเรียม เนื่องจากเห็นว่าเป็นชัยภูมิที่เหมาะในการทำเป็นเมืองท่าค้าขาย จากนั้นก็ตั้งตัวเป็นเจ้าเมือง บีบบังคับให้เรือสินค้าทั้งหลายต้องผ่านมาที่นี่

สิเรียม จึงกลายเป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเลแทนเมืองหงสาวดี ยาวนานถึง 13 ปี นิโคเตครองเมืองสิเรียม พร้อมทั้งสร้างบารมี มัวเมากอบโกย ย่ำยีพุทธศาสนา ปล้นชิงวัดวาอาราม ทั้งหลอมทองจากพระพุทธรูปมาหล่อปืนใหญ่ ชาวเมืองสิเรียมโดยทั่วไป รวมไปถึงพระสงฆ์องค์เจ้าต่างรวมใจกันสาปแช่ง ซึ่งก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่านั้น เนื่องจากไม่มีอาวุธยุทโธปกรณ์จะต่อต้านได้ นิโคเตยังกำเริบเสิบสานขู่เข็ญบังคับให้ชาวมอญเข้ารีตในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกหลายหมื่นคน

จนกระทั่ง ในปี พ.ศ. 2256 พระเจ้าอะน่าวแผ่หลุ่น กษัตริย์พม่าแห่งเมืองตองอู ยกทัพเข้าตีเมืองสิเรียมแตก จับนิโคเตฆ่าเสียบประจาน หลังจากนั้น สิเรียม ก็ตกอยู่ในอำนาจของอีกหลายกลุ่ม ทั้งพม่า มอญ สยาม เป็นต้น ปัจจุบัน สิเรียม เป็นแหล่งปลูกข้าว ด้วยเป็นพื้นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำ อีกทั้งยังเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่สำคัญของเมียนมาอีกด้วย

บริเวณปากแม่น้ำย่างกุ้งมีเกาะขนาดเล็ก โดยมีเจดีย์เยเลพญา (Ye Le Paya) ประดิษฐานอยู่บนเกาะขนาดเล็กนี้ด้วย มีคำบอกเล่ากันมาเป็นตำนานว่า เมื่อราวพันปีก่อนได้มีพระพุทธรูปงดงามลอยมาติดเกาะ ผู้คนเห็นเป็นที่อัศจรรย์ จึงร่วมกันอัญเชิญขึ้นประดิษฐาน พร้อมทั้งขนานนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “ง้าซัดพญา”

ด้วยเห็นว่าเป็นพระพุทธรูปที่แกะจากหินอ่อน ประดับเครื่องทรง ลักษณะพระพักตร์ขาวเด่น มีรอยยิ้มเปี่ยมด้วยพระเมตตา อีกทั้งยังสามารถถอดแยกออกได้ถึง 5 ชิ้น คือ พระพาหา 2 ชิ้น พระเพลา 2 ชิ้น และพระเศียรอีก 1 ชิ้น

ต่อมาในราวคริสต์ศตวรรษที่ 3 พระเจ้าซียาสะนา ทรงสร้างเจดีย์เยเลพญาขึ้น เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูป โดยทรงตั้งจิตอธิษฐานไว้ 3 ประการ

ประการแรก ถึงแม้เกาะจะมีขนาดเล็กก็ตาม แต่ถ้ามีผู้คนขึ้นเกาะมากราบไหว้บูชาด้วยความศรัทธามากมาย ก็ขอให้เป็นพื้นที่เพียงพอรองรับผู้คนได้ทั้งหมด

ประการที่สอง ขอให้ผืนดินลอยตัวอยู่ได้ แม้ฝนจะตกหนักน้ำจะหลากมามากเท่าใดก็ตาม น้ำก็จะไม่ท่วมเกาะ และ

ประการที่สาม เมื่อผู้คนได้อธิษฐานสิ่งใดๆ ก็ตาม ก็ขอให้สมปรารถนาทุกสิ่ง

พุทธศาสนิกชนที่มากราบไหว้บูชาพระพุทธรูปและเจดีย์ต่างก็สามารถตั้งจิตอธิษฐานได้ทั้ง 3 ข้อ หรืออาจมากกว่านั้นได้ตามจิตศรัทธาด้วย ภายในบริเวณผืนเกาะมีพระพุทธรูปหลากหลายรูปทรง และเดชานุภาพอิทธิปาฏิหาริย์ที่แตกต่างกัน ดังเช่น พระสิวลี พระอุปคุต พระพุทธรูปปางต่างๆ รวมไปถึงนัตอีกหลายรูปทรง ล้วนมีอายุนับพันปีทั้งสิ้น บริเวณฝาผนังยังมีภาพเขียนอีกจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงคตินิยม ค่านิยม การดำเนินชีวิต อันเป็นวิถีและวัฒนธรรมของผู้คนจากอดีตผ่านมาถึงปัจจุบัน พร้อมทั้งทำนายอนาคตของสังคมมนุษย์ไว้อย่างมีเลศนัยอีกด้วย

บรรดาพุทธศาสนิกชนจากหลากหลายถิ่นทั้งใกล้และไกลต่างนั่งเรือข้ามฟากมาจากผืนดินริมฝั่ง เพื่อมาอธิษฐานกราบไหว้บูชาขอพรกันอย่างต่อเนื่อง สิ่งของเครื่องบูชาพระพุทธรูปและผีนัตในพม่านั้นคล้ายคลึงกันแทบทุกวัด ทุกมหาเจดีย์ ประกอบด้วย มะพร้าว กล้วย ผลไม้ต่างๆ ดอกไม้ และใบไม้ชนิดหนึ่ง เรียกกันว่า “ใบแห่งชัยชนะ” นอกจากนี้ ข้างประตูทางเข้ายังมียักษ์สีเขียว 2 ตน ขนาบอยู่ซ้ายขวา เชื่อถือกันว่าเป็นยักษ์ศักดิ์สิทธิ์ หากใช้มือลูบหลังยักษ์แล้ว นำมาลูบร่างกายบริเวณที่ปวดเมื่อย เจ็บ ขัดยอก อาการดังกล่าวจะทุเลาเบาบางและหายไปในที่สุด

บนผืนแผ่นดิน ณ ริมฝั่งเมืองสิเรียม ยังมีเจดีย์ใหญ่รูปทรงเหมือนกับเจดีย์ชเวดากองอีกองค์หนึ่ง เรียกกันว่า ไจ๊ก์เค้าพญา (Kyaik Kauk Paya) มีตำนานเล่าขานกันสืบมาว่า เจดีย์องค์นี้สร้างขึ้นเมื่อกว่าสองพันปีมาแล้ว ในยุคสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดีย แต่ภายหลังได้บูรณปฏิสังขรณ์เพิ่มเติมขึ้นใหม่ จึงเห็นรูปทรงในปัจจุบัน ซึ่งจำลองมาจากเจดีย์ชเวดากอง ด้วยจุดประสงค์เพื่อให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณนี้สามารถบวงสรวงสักการะได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องเดินทางไปกราบไหว้บูชามหาเจดีย์ชเวดากองถึงกรุงย่างกุ้ง

คุณาลัย ปริสุทฺโธ อาลัยหลวงพ่อคูณผู้บริสุทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

เรียนรู้จากหนังสือ

“ศรีจุฬาลักษณ์”

คุณาลัย ปริสุทฺโธ อาลัยหลวงพ่อคูณผู้บริสุทธิ์

ช่วงนี้ ข่าวอาชญากรรมจี้ปล้น และข่าวจับกุมยาเสพติดมีให้เห็นไม่เว้นแต่ละวัน

ผู้ที่ก่อ ผู้ที่ทำ ก็มักจะอ้างมีเหตุให้ต้องทำ

แต่จริงจริงแล้วคือ ความอยากได้ใคร่มี

เมื่อความอยากได้ใคร่มีกำเริบ ผู้ที่จิตใจอ่อนไหว ขาดสติ ขาดการยับยั้งชั่งใจ ก็ย่อมประพฤติในสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม

พวกฉกชิงวิ่งราว อยากได้ของคนอื่นเขา ก็มักจะอ้างว่าตกงาน

ที่ตกงาน ก็อยากให้ดูความประพฤติของตัวเองด้วยว่า ตัวเองประพฤติอย่างไรถึงตกงาน

เรื่องบางเรื่องจะโทษคนอื่น ขอให้โทษตัวเองเป็นอันดับแรก

เพราะส่วนใหญ่ของทุกคนคือ มักอ้างเข้าข้างตัวเอง โยนความผิดให้คนอื่น

กิเลสตัวนี้ เป็นกิเลสที่ตัดได้ยาก

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีผู้ที่ทำได้ มีหลายคนทำให้เห็น มีพระคุณเจ้าหลายรูป ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง

เรียนรู้จากหนังสือปักษ์นี้ จึงอยากให้เรียนรู้เรื่องเหรียญของหลวงพ่อคูณ พระผู้มีแต่ให้ แม้กระทั่งร่างกายของท่าน

คุณาลัย ปริสุทฺโธ เป็นหนังสือรวมเหรียญ ร่วมไว้อาลัยหลวงพ่อคูณผู้บริสุทธิ์ รวบรวมโดยทีมงาน กองบรรณาธิการข่าวสด

เหรียญ 92 รุ่น และพิเศษ 16 เหรียญ เนื้อทองคำ พร้อมกับข้อเขียนของเหล่าศิษย์ และเซียนพระ

นอกจากนี้ ได้ครูใหญ่ ขรรค์ชัย บุนปาน เขียนคำนิยม และ สำนักพิมพ์มติชน เป็นผู้จัดพิมพ์จำหน่าย ในราคาเล่มละ 280 บาท

อยากรู้ว่าแต่ละรุ่น รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ก็ลองแวะดูตามแผงหนังสือได้

ก็อย่างที่หลวงพ่อท่านว่า ถ้าทำดีพระก็คุ้มครอง

แต่ถ้าทำไม่ดี พระที่ไหนอยากจะช่วยเหลือ

ทุกวันนี้ ขโมยขโจรชุกชุม การใช้เครื่องมือสื่อสาร ขอให้ใช้อย่างระมัดระวัง อย่าเที่ยวใช้ให้ชาวบ้านเขาเดือดร้อน หรือว่าตัวเองเดือดร้อน

เวลานี้ ผู้คนต่างเสพติดสื่ออิเล็กทรอนิกส์กันมาก ใช้กันจนเป็นภัยกับตัวเองและผู้อื่น

และจะรู้หรือไม่ว่า ที่ใช้ใช้กันอยู่นี้ สิ้นเปลืองพลังงานไปเท่าไหร่

ขณะเดียวกัน ก็กำลังก่อขยะมีพิษโดยไม่รู้ตัว

ปัญหาต่างต่างกำลังจะตามมาอีกมากมาย หากไม่รู้ใช้หรือให้เป็น

เมื่อถึงเวลานั้นจะไปโทษใคร หากไม่โทษตัวเอง

หากไม่รู้จักพอวันนี้ วันข้างหน้ายุ่งแน่

เรื่อง – ชะอม : สังคมเดิม

คอลัมน์ – กวีชาวบ้าน

โดย – ลอง จ้องรวี

รั้วบ้านป้าสาลุงค้างคาว ทอดยาว, เงายิ้มริมถนน

เขียวเข้มเต็มตายังน่ายล แนวต้นชะอมน่าชมนัก

คือแหล่งแกงส้มชะอมทอด สุดยอดอาหาร-ตำนานผัก

กลมกล่อมหอมกลิ่นถิ่นที่รัก จากหลักปักรั้วเข้าครัวปรุง

ใครเยือนเรือนชานหรือผ่านรั้ว ยิ้มหัวยั่วเย้า, เราไม่ยุ่ง

ไม่เร่งทุรนเหมือนคนกรุงฯ ลูกทุ่งรื่นรมย์และร่มเย็น

ชะอมชุบไข่ ทอดไฟฟู่ ไข่ฟูเต็มจานรับทานเล่น

ปลาช่อนต้มยำหากจำเป็น ยังเห็นไม่ยาก-หากมาเยือน

สังคม เดิม เดิม แม้เริ่มล้า ปูปลานาห้วย, เพื่อนช่วยเพื่อน

แบ่งปันกันทั่วทุกครัวเรือน แม้เหมือนเลือนราง-แต่ยังมี!

เมื่อมีปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.Skytemple.org

เมื่อมีปัญหา

เชื่อว่า ทุกคนที่เกิดมาเป็นมนุษย์ล้วนเคยเจอปัญหากันมาแล้ว และจะต้องพบปัญหากันอีกไปจนกว่าจะจากโลกนี้ไป แต่หากนำเอาปัญหาที่เคยผ่านมาแล้วมาทบทวนก็จะพบว่า ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้และมีทางออกเสมอ ส่วนแก้ปัญหาแล้วปัญหานั้นจะหมดไปเสร็จสิ้นเด็ดขาด หรือยังหลงเหลืออยู่ นั่นก็คือการแก้ปัญหาที่มีผลออกมาแล้ว

ในฐานะที่เป็นมนุษย์เบาหวานคนหนึ่ง ที่เคียงคู่อยู่กับเบาหวานมาอย่างยาวนาน ดูทีท่าเหมือนความรักของเราจะหวานชื่นขึ้นเรื่อยๆ จาก 100 กว่าจุด ถึง 200 หรือ 300 สูงสุดเคยสูงถึง 700 จุด นับว่ารักกันแทบตายหรือใจจะขาดเลยทีเดียว จึงอยู่ในฐานะแก้ปัญหาเบาหวานอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

สิ่งที่เป็นหัวใจของการแก้ปัญหาเบาหวานคือสติ ต้องคอยเตือนตนเองเสมอว่า ของหวานจากน้ำตาล หรือแป้งจากคาร์โบไฮเดรต ต้องห่างไกล แม้ของหวานจากผลไม้ก็ต้องห่างไกล แม้จะต้องฉันบ้างเพื่อฉลองศรัทธา ต้องตระหนักเสมอว่า เราคือผู้ป่วยเบาหวาน สติจึงสำคัญที่สุด

นอกจากระวังความหวานจากแหล่งต่างๆ แล้ว การออกกำลังควบคู่กันไปก็สำคัญมาก หากไม่ยุ่งงานชนิดติดพันจริงๆ ต้องเดินออกกำลังให้ได้อย่างน้อย 10,000 ก้าว หรือ 5 ไมล์ ขึ้นไป

นี่ก็เป็นวิธีหนึ่งของคำขวัญที่ว่า ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้

อาตมาเคยฟัง อาจารย์สมทรง บุญญฤทธิ์ อดีตอาจารย์สอนวิชาภาษาไทย และวิชาพระพุทธศาสนา โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ได้อธิบายเศียรของพระพุทธรูปไว้อย่างน่าฟังว่า เวลาเรากราบพระพุทธรูป มองพระพักตร์ของพระองค์ที่อิ่มเอิบ เบิกบาน และมองไปถึงพระเศียร จะเห็นว่า ยอดของพระเศียรนั้นจะมีพระเมาลีแหลม รอบๆ พระเศียรจะเป็นพระเกศหรือพระเกศากลมๆ ซึ่งอาจารย์อธิบายความหมายว่า พระเกศากลมๆ นั้น เป็นสัญลักษณ์สื่อถึง ปัญหา ส่วนพระเมาลี หรือพระโมลีที่แหลมขึ้นไปนั้น หมายถึง พระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้า

เวลาที่เราตั้งใจกราบพระพุทธรูปด้วยจิตใจที่สงบ เสมือนจะได้ยินพระสุรเสียงของพระพุทธเจ้าตรัสกับเราผู้กำลังก้มกราบว่า เมื่อใดที่มีปัญหา จงใช้ปัญญาแก้เถิด หรือถ้าทำความรู้สึกซึ้งๆ จะได้ยินพระสุรเสียงที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาอันอบอุ่นว่า เมื่อมีปัญหา ใช้ปัญญาแก้นะลูกนะ

คำอธิบายตรงนี้สำคัญมากทีเดียว สิ่งที่จะแก้ปัญหาดีที่สุดคือปัญญา เพราะใช้ปัญญาแก้ปัญหาแล้วไม่มีผลข้างเคียงแต่ประการใด แต่วิธีการอื่นๆ นำมาแก้ปัญหาแล้วยังมีผลข้างเคียงตามมา

ถ้าติดตามข่าวการแก้ปัญหาชีวิตทางสื่อสารและโซเชียลมีเดียตอนนี้ เมื่อมีปัญหาหนัก คนนิยมฆ่าตัวตายกันมากขึ้น แต่เมื่อแก้ปัญหาแล้วปรากฏว่ามีปัญหาตามมาเสมอ เช่น ชาวนาเป็นหนี้ฆ่าตัวตายหนีหนี้ กลายเป็นว่า พ่อบ้านฆ่าตัวตายไปแล้วแต่ลูกเมียต้องหาเงินปลดหนี้ต่อไป

ช่วงหลังๆ คนฆ่าตัวตายรอบคอบมากขึ้น เวลาจะฆ่าตัวตายมักจะกินยาพิษให้ตายกันแบบยกครอบครัว ไม่ต้องมีใครเหลือให้เผชิญทุกข์ต่อ แต่เพื่อนบ้านที่อยู่ข้างหลังต้องจัดการงานศพ และเรื่องราวต่างๆ กันอีก เป็นอันว่าแม้ตายไปแล้วแต่ใช่ว่าปัญหาจะหมดไปตามผู้ตาย แต่ยังมีปัญหาค้างคาอยู่ให้คนอื่นต้องแก้ต่อไปเสมอๆ

นักโทษรายหนึ่งติดคุกมา 10 กว่าปี เพิ่งจะออกจากคุกมาเมื่อเดือนพฤษภาคมนี่เอง ออกจากคุกแล้วไม่รู้ว่าจะทำมาหากินอะไร ไม่ใช้ปัญญาไตร่ตรอง มุ่งหน้าค้ายาบ้า 100,000 กว่าเม็ด คาดว่าทำงานครั้งเดียวรวย มีกินมีใช้ไปตลอดชีวิต แต่ไปไม่รอด ถูกตำรวจจับได้คงต้องเข้าไปทำมาหากินในคุกไม่ต่ำกว่า 30 หรือ 50 ปี อีกเป็นแน่แท้

นี่คือการแก้ปัญหาตามสัญชาตญาณแห่งการอยู่รอดเท่าที่คิดได้ โดยยังไม่ใช้ปัญญา

อีกรายหนึ่ง เด็กอายุ 13 ปี พ่อทิ้งให้อยู่กับแม่ กับพี่น้องอีก 7 คน ในแหล่งเสื่อมโทรมของกรุงเทพฯ ไปโรงเรียนถูกเพื่อนดูถูกหยามหมิ่นว่าเป็นลูกคนจน ไม่มีพ่อ รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ กลับมาบ้านปรึกษากับแม่ แม่จึงสอนว่า ลูกเอ๋ย! ถึงเรายากจนก็ไม่ต้องท้อถอย เมื่อเราจนเราต้องทำงานสุจริตหาเงินให้หายจน

แม่ไม่สอนลูกเปล่าๆ แต่ทำขนมให้ลูกมานั่งขายตามฟุตปาธ ขายเรื่อยไป แปลงคำหมิ่นเหยียดหยามให้เป็นพลังฮึดสู้ ไม่นานเด็กคนนั้นและแม่ก็มีเงินกินขนม กินข้าว ซื้ออุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น

ฝ่ายแม่ก็ไม่ยอมแพ้ชีวิต ทำงานหนัก ทำงานมาก ชวนลูกๆ ลุยงาน ไม่ท้อแท้ นับว่าเป็นยอดคุณแม่จริงๆ เป็นแม่พิมพ์ตัวจริง เสียงจริง ที่พิมพ์ลูกดีมีคุณธรรมออกมาสู่สังคม

จนอยู่มาวันหนึ่ง มีคนไปซื้อขนมเด็กคนนี้แล้วนำมาลงเฟซบุ๊ก ใครๆ ก็สงสารพากันมาซื้อขนมอุดหนุนกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง บางคนซื้อขนม 10 ห่อ ทิปเงินให้ 3,000 รางวัลความดีและขยัน ตอนนี้มีเงินหลายหมื่นบาทเก็บฝากธนาคารไว้ หวังว่าคงจะเป็นทุนของครอบครัวที่มีแม่ดี นำลูกทำมาหากินให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป

นี่คือตัวอย่างของการใช้ปัญญาแก้ปัญหา ที่ไม่มีผลข้างเคียงอันจะสร้างปัญหาต่อไป ตรงกันข้าม มีแต่จะเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป

เมื่อเผชิญปัญหาทุกครั้ง อย่าลุกลี้ลุกลนแก้ปัญหาด้วยอารมณ์ชั่ววูบ แต่จะแก้ปัญหาด้วยปัญญา พิจารณาอย่างถ้วนถี่ แล้วปัญหานั้นจะหมดไปอย่างไม่เหลือเชื้อให้แก้อีก แต่ปัญหาจะกลายเป็นปุ๋ยแห่งความเจริญก้าวหน้าเข้ามาแทนที่ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังเผชิญปัญหา จงพบทางสว่างที่ออกจากปัญหาอันแสนยากลำบากด้วยความปลอดภัยเถิด

เตรียมความพร้อม สู่ “การยางแห่งประเทศไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

เตรียมความพร้อม สู่ “การยางแห่งประเทศไทย”

ขณะนี้วงการยางพาราไทยได้เข้าสู่มิติใหม่ ภายหลังร่างพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย ได้ผ่านความเห็นชอบและประกาศใช้อย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อย โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมาย การประกาศ พ.ร.บ. ดังกล่าว ทำให้เกิดองค์กรใหม่ คือ “การยางแห่งประเทศไทย” หรือ กยท. เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนและบริหารงานยางพาราของประเทศอย่างครบวงจร ทั้งด้านการผลิต การแปรรูป การตลาด อุตสาหกรรม งานวิจัยและวิชาการ ตลอดจนการพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ซึ่งจะทำให้การพัฒนายางพารามีประสิทธิภาพและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น

ทันทีที่พระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทยประกาศบังคับใช้ มี 3 หน่วยงานยางพารา ที่ต้องยุติบทบาทลงและยุบรวมกัน ได้แก่ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) องค์การสวนยาง และสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ขณะเดียวกันจะมีหน่วยงานใหม่เกิดขึ้นคือ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) หรือ Rubber Authority of Thailand (RAOT) เป็นซึ่งองค์กรรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนและดำเนินงานพัฒนาระบบยางพาราของประเทศให้เป็นเอกภาพและมีศักยภาพสูงขึ้น พร้อมผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางผลิตภัณฑ์ยางของภูมิภาคอาเซียน และเป็นผู้นำตลาดยางพาราโลกในอนาคต

สิ่งสำคัญที่ต้องเร่งเตรียมความพร้อมคือ การบริหารจัดการองค์กร ทั้งระบบการเงิน บัญชี และงบประมาณของปี 2558-2559 ซึ่งจะต้องปรับปรุงใหม่ให้สอดคล้องกับการเป็น กยท. โดยเฉพาะปีงบประมาณ 2558 อาจต้องนำมาใช้เพื่อการบริหารจัดการ กยท. ประมาณ 2 เดือน หรือแม้แต่ระบบทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางต้องเร่งดำเนินการให้เรียบร้อยด้วย ซึ่ง สกย. จะมีบทบาทภารกิจเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มุ่งการส่งเสริมปลูกแทน มาเป็นการสนับสนุนกิจการของสถาบันเกษตรกรให้เติบโตขึ้น สำหรับประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ การใช้เงินสงเคราะห์ หรือเงินเซส (Cess) โดยให้ กยท. จัดทำแผนบริหารเงินกองทุนนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ เพื่อควบคุมการขยายตัวของ กยท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจต่อไป

เบื้องต้นจำเป็นต้องเร่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สอดคล้องกับบทบาทหน้าที่และภารกิจของ กยท. และพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย ทั้งยังต้องพัฒนาระบบไอที (IT) เพื่อการบริหารจัดการยางพาราให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องเตรียมยุทธศาสตร์การพัฒนายางพาราของประเทศ พร้อมขับเคลื่อนพัฒนายางพาราให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาล และตามมติคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รวม 16 โครงการ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางให้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น มีความมั่นคงและยั่งยืนในการประกอบอาชีพการทำสวนยาง และสามารถยกระดับระบบตลาดให้มีเสถียรภาพด้วย

นอกจากนั้น ยังเตรียมความพร้อมบริหารจัดการกองทุนพัฒนายางพารา โดยจัดสรรเงินกองทุนฯ เพื่อวัตถุประสงค์ 6 ข้อ คือ

1. ใช้เพื่อบริหารจัดการองค์กร 10%

2. ใช้สนับสนุนการศึกษาวิจัยยางพารา 5%

3. ใช้เพื่อส่งเสริมการปลูกแทน 40%

4. ใช้เพื่อส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางเพื่อเพิ่มมูลค่า ส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศ พัฒนาระบบตลาดและการขนส่ง และรักษาระดับราคายางให้มีเสถียรภาพ 35%

5. สวัสดิการเกษตรกรชาวสวนยาง 7% และ

6. ใช้เพื่อส่งเสริมสนับสนุนสถาบันเกษตรกร 3%

อย่างไรก็ตาม วาระเริ่มแรกจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย หรือ บอร์ด กยท. และแต่งตั้งผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทยเป็นการชั่วคราว ขึ้นมาดูแลก่อน และภายใน 120 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ครม. จะมีการแต่งตั้งประธานบอร์ด กยท. พร้อมแต่งตั้งผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทยตัวจริง เพื่อทำหน้าที่บริหารและขับเคลื่อน กยท. ต่อไป และเดินหน้าอย่างเต็มกำลัง โดยมีหน่วยงานยางระดับจังหวัดเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนา และบริหารจัดการยางพาราในพื้นที่อย่างครบวงจร ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนเกษตรกร การผลิต การแปรรูป และการตลาด

ในอนาคต กยท. จะเป็นหน่วยงานกำหนดนโยบายด้านยางพาราทั้งระบบของชาติ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทั้งยังเป็นรากฐานสำคัญในการบริหารจัดการยางพาราไทย ดังนั้น บุคลากรและเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลง โดยต้องมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย รวมถึงบทบาทหน้าที่ ของ กยท. เพื่อเป็นกำลังร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาการยางพาราทั้งระบบอย่างครบวงจร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรชาวสวนยาง อุตสาหกรรมยางพารา และช่วยยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ และคาดว่า กยท. จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับยางพาราไทยมีความมั่นคงและยั่งยืนด้วย