บ้านร่อนนา ร่อนพิบูลย์ หมู่บ้านนี้ มีดีที่สมุนไพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05070150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

รายงานพิเศษ เกษตรดี ที่นครศรีธรรมราช

สุจิต เมืองสุข

บ้านร่อนนา ร่อนพิบูลย์ หมู่บ้านนี้ มีดีที่สมุนไพร

ก้าวเข้าไปยังเขตพื้นที่ หมู่ที่ 2 บ้านร่อนนา ตำบลร่อนพิบูลย์ อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ไม่นาน สังเกตเห็นต้นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ แผ่กิ่งก้านใบปกคลุมให้ร่มเงา ใบสีเขียวเข้มเป็นมันเงา ทั้งยังติดผลกลม มีให้เห็นทุกหลังคาเรือน กลมกลืนรวมกับไม้ผลอื่นที่ปลูกไว้ สอบถาม คุณเจือ สิริพร เกษตรอำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช บอกว่า เป็นไม้ยืนต้น เรียกว่า “จันทน์เทศ” จัดอยู่ในกลุ่มสมุนไพร และเป็นพืชพื้นถิ่นที่มีเฉพาะภาคใต้ ทุกส่วนของไม้ชนิดนี้สามารถนำมาทำประโยชน์ได้ทั้งหมด

คุณเกษม อินทร์แก้ว ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านร่อนนา ซึ่งพาสมาชิกอีกหลายสิบชีวิตมาพร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับต้นจันทน์เทศ ว่าเป็นไม้ที่ปลูกได้เฉพาะที่ ชอบความชื้นสูง อายุหลายร้อยปี ใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ดก หนา เป็นต้นไม่สมบูรณ์เพศ ผลมีลักษณะกลมรี เส้นผ่าศูนย์กลางผล 6-7 เซนติเมตร เปลือกสีเหลืองออกส้ม เนื้อสีครีม มีรสเปรี้ยวฝาด มีกลิ่นหอม ส่วนเมล็ดเรียกว่า ลูกจันทน์ มีสีน้ำตาลอมดำ เปลือกแข็ง ยวงเนื้อในเมล็ดสีเหลืองครีม มีกลิ่นหอม รสเผ็ด ด้านนอกเมล็ดมีรกสีแดงเป็นริ้วคลุมทั่ว เมื่อแก่จัดเนื้อผลจะปริแตกออกเป็น 2 ซีก เผยให้เห็นรกด้านในที่คลุมเมล็ด จันทน์เทศให้ผลผลิตได้ตลอดปี หมุนเวียนกันออกดอก ติดผลในแต่ละต้น แต่ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม เป็นช่วงที่ให้ผลแก่มากที่สุด ผลผลิตเฉลี่ย 350 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี

คุณเกษม บอกว่า จันทน์เทศ เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีมานานตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ทราบว่ามีที่มาจากข้าหลวงหัวเมืองของอำเภอร่อนพิบูลย์ นำเมล็ดลูกจันทน์เทศจากเพื่อนบ้านที่อยู่ในประเทศมาเลเซีย มาปลูกในพื้นที่ หมู่ที่ 2 ตำบลร่อนพิบูลย์ อำเภอร่อนพิบูลย์ กระทั่งลูกจันทน์เทศมีผลผลิต ชาวบ้านได้นำผลลูกจันทน์เทศดังกล่าวมารับประทานกับเกลือ ต่อมาเมื่อลูกจันทน์เทศมีผลผลิตมากขึ้น ชาวบ้านก็คิดวิธีการเก็บรักษาผลผลิตไว้รับประทาน จึงใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านนำไปแปรรูปเป็นลูกจันทน์เส้น ลูกจันทน์ดอง ลูกจันทน์กวน จันทน์แช่อิ่ม จันทน์หยี จันทน์สามรส น้ำจันทน์เทศ และอีกหลายชนิด เมื่อทำได้มากขึ้นก็นำไปจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมวัดพระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช จนกลายเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วไป

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านร่อนนา มีสมาชิกทั้งสิ้น 34 คน มีเกษตรกรที่ปลูกจันทน์เทศ 47 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก 168 ไร่ ให้ผลผลิตแล้ว 105 ไร่ ยังไม่ให้ผลผลิต 63 ไร่ ซึ่งนอกเหนือจากการแปรรูปจันทน์เทศจำหน่ายแล้ว กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านร่อนนา ยังใช้พื้นที่ว่างบริเวณสวนให้เกิดประโยชน์ โดยการปลูกพืชสมุนไพรชนิดอื่น เช่น กระวาน ขมิ้น เป็นพืชสมุนไพรที่สร้างรายได้ให้กับหมู่บ้านไม่ใช่น้อย

จุดแข็งของกลุ่ม ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านร่อนนา บอกด้วยว่า เป็นความโชคดีของชาวอำเภอร่อนพิบูลย์ ที่จันทน์เทศเป็นไม้สมุนไพรที่สามารถเพิ่มมูลค่าการผลิตได้ทุกส่วน รวมทั้งเป็นพืชที่ปลูกและเจริญเติบโตได้ดี เฉพาะในพื้นที่อำเภอร่อนพิบูลย์

คุณลำยอง อินทรสุวรรณ สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านร่อนนา อธิบายเพิ่มเติมว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่จะทำสวนยางพาราและสวนผลไม้ ส่วนจันทน์เทศเป็นพืชที่ต้องการร่มเงา การปลูกจันทน์เทศจึงต้องปลูกแซมกลางสวนยางพาราและสวนผลไม้ โดยเกษตรกรจะใช้เวลาว่างจากการกรีดยางพารามาแปรรูปจันทน์เทศ ยิ่งเมื่อให้ผลผลิตตลอดปี ก็ทำให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดปี ซึ่งนอกเหนือจากการนำไปแปรรูปในรูปแบบต่างๆ กันแล้ว ยังสามารถนำส่วนต่างๆ ของต้น เมล็ด ดอก และรก นำมาแปรรูปจำหน่ายได้อีกด้วย ทั้งหมดนี้สามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรได้มากถึง 1,000 บาท ต่อไร่

การจำหน่ายจันทน์เทศ มีการจำหน่ายทั้งรูปของผลสดและการแปรรูป โดยจำหน่ายผลจันทน์เทศสด ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ มีแหล่งจำหน่ายภายในชุมชน ส่วนการจำหน่ายจันทน์เทศแปรรูป ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์นั้น มีแหล่งจำหน่าย ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดระนอง จังหวัดตรัง จังหวัดอ่างทอง จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดสงขลา กรุงเทพมหานคร และส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ อินเดีย และมาเลเซีย

ผลสด ราคาเฉลี่ย 12 บาท ต่อกิโลกรัม

ดอกจันทน์เทศ ราคาเฉลี่ย 150 บาท ต่อกิโลกรัม

รกจันทน์เทศ ราคาเฉลี่ย 250 บาท ต่อกิโลกรัม

เมล็ดจันทน์เทศ ราคาเฉลี่ย 100 บาท ต่อกิโลกรัม

แม้ว่าจะจัดตั้งที่ทำการกลุ่ม เพื่อให้เกษตรกรที่ว่างเว้นจากงานประจำ มาลงแรงแปรรูปจันทน์เทศจำหน่ายในนามของกลุ่มก็ตาม แต่ระยะทางที่ห่างไกล ทำให้มีหลายรายไม่สามารถมาดำเนินกิจกรรมพร้อมกันในที่ทำการกลุ่มได้ เพื่อความสะดวกในการดำเนินกิจกรรม จึงจัดกลุ่มโซนบ้านออกเป็น 6 จุด ในการรวมกลุ่มทำกิจกรรม ได้แก่ ศูนย์โอท็อป บ้านหัวเมือง บ้านท้ายเรือ บ้านสวนจันทน์ ข้างหอประชุม และ บ้านสวนจันทน์ ซึ่งสมาชิกกลุ่มทั้งหมดจะมีการประชุมคณะกรรมการโซนทุกเดือน เมื่อแปรรูปผลผลิตเรียบร้อยแล้ว สมาชิกจะนำผลผลิตมารวบรวมขายให้กับพ่อค้าต่อไป

การแปรรูปลูกจันทน์ และดอกจันทน์แห้ง

เก็บผลจันทน์เทศที่แก่จัด นำไปล้างปอกเปลือกและผ่าเป็น 2 ซีก ส่วนของเนื้อผลนำไปแปรรูปต่อไป แกะส่วนดอกจันทน์เทศ คือส่วนของรกหุ้มเมล็ด มีลักษณะคล้ายร่างแห มีสีแดงสดและรัดติดแน่นอยู่กับเมล็ด ลอกออกจากเมล็ด นำส่วนดอกจันทน์เทศไปคลี่ให้แบน อย่าให้แตกหรือหัก จากนั้นนำทั้งดอกจันทน์เทศและลูกจันทน์เทศ (ส่วนของเมล็ดที่มีเปลือกแข็งสีน้ำตาล รูปร่างยาวรี ที่ลอกเอารกหรือดอกจันทน์เทศออกแล้ว) ไปตากแดดประมาณครึ่งวัน หรือ 2-4 ชั่วโมง ดอกจันทน์เทศจะแห้งสนิท ส่วนการตากลูกจันทน์เทศต้องหมั่นกลับลูกจันทน์เทศให้แห้งอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการเน่าเสียและเชื้อรา เมื่อลูกจันทน์เทศแห้งดีแล้ว จะมีน้ำหนักลดลงประมาณ ร้อยละ 25 ใช้เวลาตากประมาณ 7 วัน จะแห้งสนิท หรืออาจจะทำให้แห้งด้วยความร้อน โดยการอบก็ได้ แต่ต้องระวังอย่าให้ควันไฟถูกดอกจันทน์เทศโดยตรง เพราะจะทำให้คุณภาพลดลง

การแปรรูปเนื้อผลจันทน์เทศ

ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแปรรูปเนื้อผลจันทน์เทศ คือ จันทน์เทศแช่อิ่ม โดยเก็บผลสดที่แก่จัดมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วปอกเปลือก ผ่าครึ่ง นำส่วนของลูกจันทน์เทศ และดอกจันทน์เทศ ไปตากแดดหรืออบเพื่อจำหน่ายเป็นผลผลิตแห้ง ส่วนเนื้อผลที่เหลือนำมาทุบด้วยไม้หรือหินให้ช้ำเล็กน้อย (ในกรณีต้องการแช่อิ่ม ให้ทำชิ้นใหญ่) หรือนำมาซอยให้เป็นชิ้นบางๆ ก็ได้ แล้วแต่ความต้องการ

นำเนื้อผลที่ทุบหรือซอยแล้วไปแช่น้ำเกลือทิ้งไว้ 1 วัน แยกเนื้อผลจันทน์เทศที่ดองน้ำเกลือไว้ 1 คืน ออกจากน้ำเกลือ นำไปผึ่งให้สะเด็ดน้ำแล้วนำไปตากแดด 1 วัน น้ำเนื้อผลที่ตากแดดแล้วไปแช่น้ำเชื่อมทิ้งไว้ 1 คืน แยกผลจันทน์เทศออกจากน้ำเชื่อมแล้วนำไปตากแดด 1 วัน นำเนื้อผลที่ผ่านขั้นตอนดังกล่าวแล้ว มาซอยเป็นชิ้นเล็กๆ (เฉพาะส่วนที่ผ่านการทุบตั้งแต่แรก แต่ยังไม่ได้ซอย) คลุกน้ำตาลทราย อาจผสมพริกขี้หนูสดที่ตำให้แหลกด้วยก็ได้ แล้วแต่ชอบ จากนั้นบรรจุถุงเพื่อจำหน่ายต่อไป

สำหรับส่วนที่ซอยตั้งแต่แรกให้คลุกน้ำตาลทรายแล้วบรรจุถุงได้เลย อัตราส่วนผสมนั้นขึ้นอยู่กับผู้ปรุงว่าต้องการรสชาติอย่างไร โดยกรรมวิธีดังกล่าวจะช่วยทำเกิดรสเผ็ดและฝาดของเนื้อจันทน์เทศหมดไป

นอกจากจันทน์เทศ จะเป็นพืชสมุนไพรที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ร่อนพิบูลย์แล้ว พื้นที่ว่างภายในสวนยางพาราและสวนไม้ผล เกษตรกรจะนำสมุนไพรชนิดอื่นมาลงปลูก เช่น ขมิ้นชัน กระวาน ซึ่งทั้ง 2 ชนิด ได้รับความนิยมในทางการตลาดค่อนข้างมาก จึงเป็นพืชที่สร้างรายได้ให้กลับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านร่อนนาได้ไม่น้อยไปกว่าจันทน์เทศ

สำหรับ ขมิ้นชัน จัดว่าเป็นพืชสมุนไพรที่จำหน่ายได้ราคาและมีความต้องการของตลาดในภาคใต้มาก เพราะเกษตรกรมีความรู้ในการปลูกและเก็บเกี่ยว ซึ่งระยะเวลาการเก็บเกี่ยว 8 เดือน เป็นช่วงเวลาที่ขมิ้นชันมีคุณภาพมากที่สุด

คุณเกษม บอกด้วยว่า ขมิ้นชันจะนำไปขายโดยชั่งน้ำหนักเป็นกิโลกรัม มีฝ่ายตลาดของกลุ่มเป็นผู้รวบรวม นำไปส่งขายที่หมู่บ้านทุกวัน และขายได้ตลอดปี ปริมาณขายต่อ 1 ครอบครัว ประมาณ 40-50 กิโลกรัม ต่อวัน

ส่วน กระวาน คุณเกษม บอกว่า เป็นพืชสมุนไพรที่สำนักงานเกษตรอำเภอต้องการส่งเสริมให้เพิ่มพื้นที่ปลูก เพราะเป็นพืชสมุนไพรที่ให้คุณประโยชน์หลายด้าน เช่น นำไปทำเครื่องแกง มีสรรพคุณทางยา นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับสวนยางพาราของเกษตรกรที่เปิดกรีดแล้ว การปลูกกระวานเป็นพืชร่วมไปด้วยจะช่วยสร้างความชุ่มชื้นภายในสวนยางพารา แล้วยังการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอีกด้วย

คุณเกษม ทิ้งท้ายไว้ให้ผู้สนใจปลูกพืชสมุนไพรหรือการแปรรูปพืชสมุนไพร สามารถติดต่อสอบถาม แวะเวียนเข้ามาศึกษาดูงานภายในกลุ่มได้ โดยติดต่อมายัง คุณเกษม อินทร์แก้ว ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านร่อนนา ตำบลร่อนพิบูลย์ อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช หรือโทรศัพท์ (081) 083-6114 หากมีผู้สนใจติดต่อสั่งซื้อจันทน์เทศแปรรูป ก็สามารถติดต่อได้ที่ คุณลำยอง อินทรสุวรรณ โทรศัพท์ (089) 288-6256

ประมูลมังคุด ที่ชะอวด ยกระดับคุณภาพ และราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05072150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

รายงานพิเศษ เกษตรดี ที่นครศรีธรรมราช

สุจิต เมืองสุข

ประมูลมังคุด ที่ชะอวด ยกระดับคุณภาพ และราคา

มังคุด เป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง ที่จัดเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดนครศรีธรรมราช มีพื้นที่ปลูกเป็น อันดับ 2 รองจากทุเรียน โดยมีพื้นที่ปลูก 93,455 ไร่ ผลผลิตรวม 46,348 ตัน เมื่อผลผลิตในแต่ละฤดูกาลออกพร้อมกัน การจำหน่ายเพื่อให้ได้ราคาดีย่อมเป็นไปได้ยาก ยกเว้นกรณีที่มังคุดมีคุณภาพดี หรือเกษตรกรมีเทคนิคทำให้มังคุดออกนอกฤดู

ในที่นี้ เป็นตัวอย่างการผลักดันให้ราคาซื้อขายมังคุดผ่านพ่อค้าคนกลางเป็นราคาที่สูงขึ้น ชาวสวนมังคุดสามารถควบคุมราคาขายได้ ขณะเดียวกัน มังคุดที่ออกตามฤดูกาลก็ไม่ด้อยคุณภาพ แต่กลับเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแต่ละสวน ให้ผลิตมังคุดคุณภาพออกสู่ตลาดได้อีกด้วย ระบบดังกล่าว คือ ระบบการประมูล เป็นการให้เกษตรกรแต่ละสวน นำมังคุดของตนเองออกมาจำหน่ายรวมกัน โดยคัดคุณภาพของมังคุด แบ่งเกรดความสมบูรณ์ รอให้พ่อค้าคนกลางที่ต้องการมังคุดคุณภาพไปจำหน่าย เดินหน้าเข้ามาขอซื้อ โดยให้ราคามังคุดแต่ละเกรดเท่าที่พ่อค้าคนกลางมีความสามารถจ่าย พ่อค้าคนกลางรายใดให้ราคามังคุดคุณภาพสูงที่สุด เป็นผู้ซื้อมังคุดคุณภาพจากแต่ละสวนไปในคราวเดียวกัน

การประมูลลักษณะนี้ ส่งผลให้เกษตรกรหมดปัญหาการซื้อขายมังคุดในราคาถูกผ่านพ่อค้าคนกลาง ทั้งยังเป็นการตีกรอบให้เกษตรกรผู้ทำสวนมังคุดเอง จำเป็นต้องดูแลมังคุดในสวนให้ได้คุณภาพดี ได้ราคาสูง และคุณภาพตรงตามที่ตลาดต้องการ

ในพื้นที่อำเภอชะอวด มีหลายหมู่บ้านที่นำแนวคิดนี้มาใช้ โดยรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ทำสวนมังคุดด้วยกันเอง จากนั้นคัดคุณภาพมังคุดแต่ละสวน โดยเจ้าของสวน ไม่จำกัดจำนวน แต่หลายปีที่ผ่านมา แนวคิดนี้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะเหตุที่พ่อค้าคนกลางหัวใส ไม่เข้ามาประมูล ทำให้เกษตรกรบางรายเกรงว่า มังคุดจะขายไม่ได้ จึงนำออกไปขายให้กับพ่อค้าคนกลาง ทำให้ระบบการประมูลเสียหาย และไม่ประสบความสำเร็จ

แต่ในที่นี้ ขอหยิบยกตัวอย่างกลุ่มมังคุดก้าวหน้าบ้านน้ำดำ ตำบลท่าเสม็ด อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมี ร้อยตรีอรุณ บุญวงศ์ ประธานเครือข่ายไม้ผลอำเภอชะอวด และ ประธานกลุ่มมังคุดก้าวหน้าบ้านน้ำดำ ให้ข้อมูลว่า กลุ่มก่อตั้งมาหลายปี ทดลองประมูลมังคุดมาก่อนหน้านี้ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเกษตรกรบางรายเข้มแข็งไม่พอ ยอมยกมังคุดคุณภาพจากสวนเดินเข้าหาพ่อค้าคนกลาง เพื่อต้องการขายมังคุดของตนเองเท่านั้น เมื่อกลุ่มขาดความเข้มแข็ง การสร้างข้อต่อรองให้อยู่เหนือพ่อค้าคนกลางจึงทำได้ยาก อย่างไรก็ตาม กลุ่มมังคุดก้าวหน้าบ้านน้ำดำ ใช้วิธีทำความเข้าใจกับเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่ม เมื่อเกษตรกรเข้าใจแนวคิด มีความซื่อสัตย์ในการคัดคุณภาพมังคุด การถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลางก็จะไม่เกิดขึ้น

ในวันที่ผู้เขียนเข้าไปดูการประมูลมังคุดของกลุ่มมังคุดก้าวหน้าบ้านน้ำดำ พบว่า เกษตรกรทยอยนำมังคุดมาจากสวน ไม่จำกัดจำนวนมังคุด เพราะเชื่อว่าการรวมกลุ่มเช่นนี้เป็นการช่วยเกษตรกรรายย่อยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิม และเกษตรกรที่นำมังคุดมา จะคัดไซซ์มังคุดด้วยตนเอง จากนั้นบันทึกชื่อและจำนวนกิโลกรัมของมังคุดแต่ละขนาดไว้ เมื่อถึงเวลาประมูล พ่อค้าคนกลางแต่ละรายจะยื่นซองประมูลมังคุด โดยให้ราคามังคุดแต่ละไซซ์ หลังจากเปิดซองประมูลแล้ว ตัวเลขราคารับซื้อมังคุดแต่ละไซซ์ จะบันทึกไว้บนกระดานอย่างเปิดเผย หากพ่อค้าคนกลางรายใดชนะการประมูล ก็จะต้องชำระเงินก่อน แล้วจึงนำมังคุดที่ประมูลได้ไป หลังเสร็จสิ้นการประมูลเกษตรกรที่นำมังคุดมาขาย ก็จะได้รับเงินตามน้ำหนักมังคุดที่นำมาจำหน่าย

ราคาซื้อขายมังคุดในแต่ละวันไม่เท่ากัน แต่มั่นใจได้ว่าราคารับซื้อสูงกว่าท้องตลาดอย่างแน่นอน เช่น มังคุดเกรด เอ ขายได้ราคา 74.90 บาท ต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่กิโลกรัมละ ประมาณ 40 บาท เท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมา การประมูลมังคุดส่งผลให้มังคุดจำหน่ายได้ราคาดี เป็นที่พอใจของเกษตรกรผู้ปลูก

ร้อยตรีอรุณ กล่าวว่า ในช่วงที่มังคุดให้ผลผลิตเต็มที่ สามารถจำหน่ายโดยการประมูลได้วันละประมาณ 2 ตัน โดยปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่ม จำนวน 85 คน และยังเปิดรับเกษตรกรที่สนใจเข้ากลุ่มไม่จำกัด ซึ่งมีกติกาภายในกลุ่มที่เกษตรกรต้องปฏิบัติร่วมกัน เช่น ปลูกมังคุดให้ได้คุณภาพ วิธีการคัดไซซ์มังคุด ซึ่งตรงนี้จำเป็นต้องเข้าไปส่งเสริมให้ความรู้ถึงสวน เพราะเกษตรกรบางรายไม่เข้าใจถึงวิธีการทำให้มังคุดมีคุณภาพ โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานเกษตรตำบล สำนักงานเกษตรอำเภอ และสำนักงานเกษตรจังหวัด ในการจัดส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ให้คำแนะนำการดูแลต้นมังคุดให้มีคุณภาพ

“นับเป็นความโชคดีของเกษตรกรที่ทำสวนมังคุดของอำเภอชะอวด ที่มีพื้นที่เหมาะสมกับการทำพืชสวน เพราะเป็นพื้นที่ที่เป็นร่องมรสุมพัดผ่าน ดินดี น้ำอุดมสมบูรณ์ ประกอบกับที่เกษตรกรมีการจัดการที่ดี ก็ช่วยให้ได้ผลผลิตมังคุดที่มีคุณภาพด้วย”

ในจำนวนสมาชิกกลุ่มมังคุดก้าวหน้าบ้านน้ำดำ จำนวน 85 ราย มีพื้นที่ปลูกมังคุดทั้งสิ้นเกือบ 300 ไร่ ร้อยตรีอรุณ บอกว่า ในจำนวนเกือบ 300 ไร่ ไม่ใช่เกษตรกรทุกรายจะทำมังคุดได้คุณภาพทั้งหมด เพราะขาดความรู้ ความเข้าใจ ในการดูแลมังคุดให้ได้คุณภาพ หลายรายปล่อยให้สวนมังคุดเจริญเติบโตตามธรรมชาติ ซึ่งหากปล่อยไปเช่นนั้น การจะขายมังคุดให้ได้ราคาสูงกว่าราคาท้องตลาดทั่วไปคงทำได้ยาก ดังนั้น กลุ่มมังคุดก้าวหน้าบ้านน้ำดำ ไม่เฉพาะการทำหน้าที่เพียงผู้ควบคุมกติกาการซื้อขายมังคุดขณะมีการประมูลเท่านั้น แต่จำเป็นต้องเดินหน้าเข้าหาเกษตรกร แนะนำและทำให้เกษตรกรเห็นตัวอย่างจากสวนมังคุดที่ควบคุมคุณภาพมังคุดแล้วประสบความสำเร็จ จะเป็นแรงกระตุ้นและผลักดันให้เกษตรกรผู้ปลูกมังคุดแต่ละสวนกระตุ้นตนเองด้วยเช่นกัน

ร้อยตรีอรุณ ระบุว่า ที่ผ่านมาแม้ว่ากลุ่มเคยล้มเหลวกับระบบการบริหารจัดการประมูลมังคุดให้มีข้อต่อรองกับพ่อค้าคนกลางมาก่อน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การรวมกลุ่มในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จตลอดไป เพราะหากเกษตรกรไม่ให้ความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพมังคุดภายในสวน นำมาคัดไซซ์และขายรวมกัน เปิดให้พ่อค้าคนกลางเดินเข้าหาเพื่อประมูลราคารับซื้อมังคุดแข่งกันแล้ว ความล้มเหลวที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ก็มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้อีก จึงขอความร่วมมือเกษตรกรผู้ปลูกมังคุดเห็นพ้องไปในทางเดียวกัน ในการพัฒนาคุณภาพมังคุด และรวมกลุ่มอย่างเข้มแข็ง ก็จะทำให้มังคุดชะอวดที่มีพื้นที่ปลูกที่เหมาะสม แตกต่างจากมังคุดแหล่งปลูกอื่น สามารถต่อรองราคารับซื้อ ให้พ่อค้าคนกลางเดินหน้าเข้าหา เกษตรกรผู้ปลูกมังคุดของกลุ่มมังคุดก้าวหน้าบ้านน้ำดำ จะไม่รู้จักคำว่า “ขาดทุน”

การประมูลมังคุดโดยการรวมกลุ่มของเกษตรกร ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการกระตุ้นเกษตรกรผู้ปลูกให้พัฒนาคุณภาพผลผลิตของตนเอง ราคาผลผลิตไม่ผันผวนตามราคาท้องตลาด หากต้องการแลกเปลี่ยนแนวคิดการประมูลผลไม้ ร้อยตรีอรุณ บุญวงศ์ ประธานเครือข่ายไม้ผลอำเภอชะอวด และ ประธานกลุ่มมังคุดก้าวหน้าบ้านน้ำดำ ยินดีให้คำแนะนำ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (087) 274-5894 หรือสำนักงานเกษตรอำเภอชะอวด โทรศัพท์ (075) 381-330 ในวัน และเวลาราชการ

วาสนาพันธุ์ปลา เมืองคอน จากสาวโรงงาน สู่เกษตรกรดีเด่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

รายงานพิเศษ เกษตรดี ที่นครศรีธรรมราช

ธีรวุฒิ เหล่าสงคราม

วาสนาพันธุ์ปลา เมืองคอน จากสาวโรงงาน สู่เกษตรกรดีเด่น

ด้วยใจที่รักการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ คุณหนูวาด ไข่นุ่น หรือที่รู้จักกันดีในแถบจังหวัดนครศรีธรรมราชและใกล้เคียง ในชื่อของ “ป้าวาด” ได้รับการยอมรับว่า เป็นฟาร์มเพาะพันธุ์ปลาแห่งเดียว ที่มีพันธุ์ปลาจำหน่ายเกือบทุกสายพันธุ์ มีความซื่อตรง รับผิดชอบต่อลูกค้า จนชื่อฟาร์มวาสนาพันธุ์ปลาแห่งนี้ ขึ้นชื่อและการันตีคุณภาพพันธุ์ปลาในระดับต้นๆ ของภาคใต้ ด้วยความขยันหมั่นเพียร สร้างสรรค์ และไม่หยุดการค้นคว้าศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม จึงทำให้ป้าวาด ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ปี 2557 สาขาอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ซึ่งเป็นรางวัลที่ป้าวาด ภาคภูมิใจเป็นที่สุด

คุณหนูวาด ไข่นุ่น หรือ ป้าวาด เล่าย้อนให้ฟังถึงความฝันของตนเองว่า ชื่นชอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมาตั้งแต่เด็ก โดยการนำปลาจากแหล่งน้ำต่างๆ มาเพาะเลี้ยง ต่อเมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ความรู้ที่มีน้อยนิด ทำให้ต้องผันตัวเองไปเป็นสาวโรงงาน แต่ก็โชคดีที่ความรับผิดชอบงานของป้าวาด ส่งผลให้ป้าวาดทำงานในตำแหน่งหัวหน้า โอกาสนี้ทำให้ป้าวาดใช้เวลาเต็มที่กับการทำงานในโรงงาน เพื่อเจียดเวลาว่างจากการสั่งงานไปยังลูกน้อง ออกไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมทุกครั้ง เมื่อทราบข่าวว่า กรมประมง ออกเผยแพร่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดต่างๆ

“ป้าก็เอากลับมาลองทำดูทุกครั้ง ที่ไปเข้ารับการอบรม เริ่มจากการทำบ่อขนาดเล็ก เป็นการเพาะเลี้ยงปลาในบ่อซีเมนต์ ขนาด 2×3 เมตร จำนวน 4 บ่อ ปลาที่เริ่มทดลองเพาะชนิดแรก คือ ปลาหมอ ซึ่งได้รับพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์จากกรมประมงขณะเข้ารับการอบรม เมื่อได้มาก็ทดลองทำ ครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากไม่ทราบวิธีการอนุบาลไข่ปลาที่ได้รับการผสมแล้ว ทำให้ต้องหาเวลาไปศึกษาอบรมกับกรมประมงอีก เมื่อทราบวิธีการเพาะเลี้ยง การอนุบาล ทุกขั้นตอนแล้ว ก็ทดลองทำ กระทั่งได้ลูกปลารอดมากกว่า 10,000 ตัว”

หลังจากการผสมพันธุ์ปลาชนิดแรกประสบความสำเร็จ ป้าวาดก็ไม่ได้หยุดนิ่ง ยังคงแสวงหาความรู้ในการเพาะพันธุ์ปลาชนิดอื่น เพราะความตั้งใจจริงของป้าวาด อีกทั้งกรมประมงเห็นว่า ป้าวาดเป็นผู้ที่ใส่ใจในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างจริงจัง เมื่อมีโครงการทำความดีถวายในหลวง ด้วยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กรมประมง จึงให้ป้าวาดเป็นตัวแทนในการจัดหาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ปลา และเหมือนโอกาสอำนวย การเป็นตัวแทนจัดหาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ในครั้งนั้น ก็เป็นเสมือนการเปิดโลกกว้างให้ป้าวาด ทำให้มีคนรู้จักฝีมือการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำของป้าวาดเพิ่มมากขึ้น เมื่องานด้านการประมงเริ่มชุกมือ ป้าวาดจึงลาออกจากงานประจำมาเพาะพันธุ์สัตว์น้ำขายอย่างเต็มตัว โดยเริ่มจากการรับเหมากรมประมงในการจัดหาพันธุ์ปลา สำหรับปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำ จำนวน 4,000,000 ตัว ภายในระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ป้าวาดใช้บ่อขนาด 2×3 เมตร ที่เคยสร้างไว้ จำนวน 4 บ่อ ใช้ในการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ และจากการรับเหมาในครั้งนี้ ทำให้ป้าวาดมีเงินทุนมากพอที่จะซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ปลาหลายชนิดมาผสม เพื่อให้ได้ลูกพันธุ์ไว้จำหน่าย

เพราะฝีมือการผสมพันธุ์ปลาของป้าวาด ทำให้สำนักงานประมงจังหวัดเรียกใช้งานอยู่บ่อยครั้ง ชื่อเสียงของป้าวาดเริ่มเป็นที่รู้จักเป็นวงกว้างมากขึ้น ไม่ว่าลูกพันธุ์ปลาชนิดใด หากลูกค้าต้องการ ป้าวาดจะพยายามหาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์นำมาผสม เพื่อให้ได้ลูกพันธุ์ตามที่ลูกค้าต้องการ ประกอบกับคุณภาพลูกปลาที่ดี ทำให้ป้าวาดเป็นที่ติดอกติดใจของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจำนวนมาก

“ลูกค้าอยากได้ปลาพันธุ์อะไร มาบอกเรา เราก็จะทำให้ เราทำได้ทุกสายพันธุ์ บางสายพันธุ์เราไม่รู้วิธี เราก็ศึกษา หาวิธีผสมพันธุ์จนได้ อาศัยความชำนาญที่เคยฝึกปรือมาก็ช่วยให้ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก”

ปี 2547 ป้าวาดได้ติดต่อซื้อขายพันธุ์ปลากับบริษัทเอกชน ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตพันธุ์ปลานิลแปลงเพศ จนก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนจำหน่ายของบริษัท การติดต่อซื้อขายตรงนี้ ทำให้ป้าวาดมีรายได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อมีเงินทุน การขยับขยายบ่อเพาะ บ่ออนุบาล บ่อเลี้ยง และบ่อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ก็ตามมา

ฝีมือการผสมพันธุ์ปลาของป้าวาดเป็นที่เลื่องลือไปหลายจังหวัดในภาคใต้ตอนบน กระทั่งภาคอีสาน ที่มีระยะทางอยู่ห่างไกล ยังติดต่อให้ป้าวาดเป็นผู้เพาะพันธุ์ปลาให้ เพราะเชื่อถือในฝีมือการผสมพันธุ์ การอนุบาลลูกปลา ที่ช่วยให้ลูกปลามีคุณภาพ นอกจากจะได้รับการยอมรับจากเกษตรกรแล้ว ป้าวาดเห็นว่าวิชาความรู้ที่มีควรเผยแพร่ให้กับผู้สนใจ เพื่อเพิ่มเทคนิควิธีการให้กับผู้สนใจได้ จึงเปิดฟาร์มให้เป็นแหล่งเรียนรู้การผสมพันธุ์ปลา จนถึงปัจจุบัน ป้าวาดได้รับเลือกให้เข้ารับรางวัลเกษตรกรดีเด่น ปี 2557 ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด

ป้าวาด ยกตัวอย่างการเพาะพันธุ์และการดูแลปลา โดยเล่าถึงการเพาะพันธุ์ปลานิลในบ่อดินว่า ถึงแม้ว่าปลานิลจะเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย แต่ในการเพาะเลี้ยงเพื่อให้ได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจนั้น การเตรียมบ่อถือได้ว่าเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่มีความสำคัญ ซึ่งมีผลต่ออัตราการรอดของลูกปลา

การเตรียมบ่อดิน สำหรับบ่อที่ผ่านการเลี้ยงสัตว์น้ำมาก่อน

1. สูบน้ำออกจากบ่อให้เหลือประมาณ 10-20 เซนติเมตร

2. กำจัดวัชพืช เช่น กกและหญ้าให้หมดด้วยวิธีการถอนทั้งบริเวณก้นบ่อ ขอบบ่อ และคันบ่อออกให้หมด

3. กำจัดศัตรูของปลานิล โดยการใช้กากชาในการกำจัดศัตรูของปลานิล เช่น ปลาช่อนและปลาชะโด โดยการใช้กากชา 2 กิโลกรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 1 วัน

4. นำเฉพาะน้ำที่ได้ ไปสาดให้ทั่วบ่อ เพื่อกำจัดศัตรูของปลานิลและเพื่อเพิ่มอัตราการรอดของลูกพันธุ์ปลานิล

5. สูบน้ำออกจากบ่อให้หมดและลอกเลน ในกรณีที่ภายในบ่อมีการสะสมของตะกอนเลนมากเกินไป ซึ่งตะกอนเลนที่สะสมในบ่อจะมีลักษณะสีดำคล้ำและมีกลิ่นเหม็น โดยจะลอกเลนด้วยวิธีการใช้เครื่องฉีดเลนภายในบ่อให้เหลวก่อน หลังจากนั้นก็ใช้เครื่องสูบดูดออกจากบ่อให้หมด

6. ตากบ่อทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน เพื่อให้แสงแดดช่วยฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ที่สะสมอยู่ภายในบ่อให้หมดไป

7. ใช้ปูนขาวหว่านให้ทั่วบ่อ รวมทั้งบริเวณขอบบ่อ ใช้ปูนขาว ประมาณ 110 กิโลกรัม ต่อไร่ เพี่อเป็นการปรับสภาพภายในบ่อ ปูนขาวยังช่วยฆ่าเชื้อโรคและยังช่วยกำจัดศัตรูของปลานิลอีกด้วย

ในกรณีที่ขุดบ่อดินใหม่ บ่อดินที่ขุดใหม่มักไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องโรคปลา แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ ความเป็นกรด-ด่าง และความอุดมสมบูรณ์ของดิน เนื่องจากเป็นบ่อขุดใหม่ จะมีวิธีการเตรียมบ่อดังนี้

การเตรียมบ่อดิน ในกรณีที่ไม่เคยผ่านการเลี้ยงสัตว์น้ำมาก่อน

1. วัดค่าความเป็นกรด-ด่าง ของดิน (pH)

2. หว่านปูนขาว จำนวน 100 กิโลกรัม ต่อไร่

3. การเตรียมอาหารธรรมชาติภายในบ่อ เหตุที่ต้องเตรียมอาหารธรรมชาติ เนื่องจากปกติแล้วอุปนิสัยในการกินของปลานิลในธรรมชาติจะกินอาหารจำพวกแพลงตอนพืชและแพลงตอนสัตว์ และเศษวัสดุที่เน่าเปื่อยตามพื้นบ่อ ดังนั้น ภายในบ่อที่เลี้ยงปลานิลควรมีอาหารธรรมชาติเกิดขึ้นอยู่เสมอ จึงจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยลงไป เพื่อเป็นการเตรียมอาหารธรรมชาติ โดยปุ๋ยที่ใช้จะใช้ปุ๋ยคอกที่ได้จากมูลสัตว์ ปุ๋ยคอกที่ใช้นั้นต้องเป็นปุ๋ยคอกที่ตากแดดจนแห้งแล้วเท่านั้น

ขั้นตอนการเตรียมอาหารธรรมชาติ

1. หว่านปุ๋ยคอกให้ทั่วบ่อ ใช้ปุ๋ยคอกประมาณ 50 กิโลกรัม ต่อไร่

2. สูบน้ำเข้าบ่อโดยใช้ตาข่ายในการกรองน้ำเพื่อป้องกันศัตรูปลานิลที่ปนมากับน้ำ

3. ปรับระดับน้ำให้มีความลึก ประมาณ 30-50 เซนติเมตร เพื่อกระตุ้นให้เกิดอาหารธรรมชาติ เช่น แพลงตอนพืช และแพลงตอนสัตว์

4. พักน้ำไว้ ประมาณ 6-7 วัน

ขั้นตอนการปล่อยปลา

หลังจากเตรียมอาหารธรรมชาติภายในบ่อเสร็จแล้ว ให้ปรับระดับน้ำให้มีความลึกประมาณ 1 เมตร พักไว้ประมาณ 3 วัน โดยปกติแล้วอัตราการปล่อยลูกพันธุ์ปลานิลจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของน้ำที่ใช้เลี้ยงปลานิล ลูกพันธุ์ปลานิลที่นำมาปล่อยจะต้องเป็นปลานิลแปลงเพศ ที่มีขนาดประมาณ 0.6 เซนติเมตร การปล่อยลูกพันธุ์ปลานิลในอัตรา 2 ตัว ต่อตารางเมตร หรือ 3,000-3,500 ตัว ต่อไร่ มีวิธีการปล่อยปลา ดังนี้

1. ปล่อยลูกพันธุ์ปลานิลในช่วงเวลามีปริมาณแสงแดดไม่ร้อนมากจนเกินไป หรือเวลาประมาณ 08.00 น. เนื่องจากอากาศและน้ำมีอุณหภูมิต่ำ ทำให้ลูกพันธุ์ปลานิลไม่ช็อกในขณะที่ปล่อย ไม่ควรปล่อยปลาในช่วงเช้าตรู่ เพราะเป็นช่วงที่น้ำมีปริมาณออกซิเจนต่ำ

2. นำถุงที่บรรจุลูกพันธุ์ปลานิลไปแช่ไว้ในบ่อที่ต้องการเลี้ยงปลานิล ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที เพื่อเป็นการปรับอุณหภูมิภายในถุงลูกพันธุ์ปลานิลให้เท่ากับอุณหภูมิภายในบ่อ เป็นการป้องกันการช็อกของลูกพันธุ์ปลานิลอีกทางหนึ่งด้วย

3. เมื่อครบ 15 นาที แล้วค่อยๆ เติมน้ำเข้าไปในถุง เพื่อให้อุณหภูมิใกล้เคียงกัน แล้วจึงค่อยปล่อยลูกพันธุ์ปลานิลลงบ่อ

ใช้เวลาในการเลี้ยงปลานิล ประมาณ 4 เดือน โดยปลานิลที่ได้จะมีขนาด ประมาณ 500 กรัม ซึ่งปลานิลจะมีอัตราการรอดประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนปลาที่ปล่อยทั้งหมด

การให้อาหาร

ในการเลี้ยงปลานิล จะให้อาหารสำเร็จรูปเป็นหลัก และมีอาหารที่ทำขึ้นเองเสริมไปด้วย โดยอาหารสำเร็จรูป ในเดือนแรก จะให้อาหารของไฮเกร์ด 9961 มีปริมาณโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ให้ในปริมาณ 0.5 กิโลกรัม เดือนที่ 2 จะให้อาหาร เซฟฟ์ฟิช 7710 มีปริมาณโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ให้ในปริมาณ 1 กิโลกรัม เดือนที่ 3 จะให้อาหาร เซฟฟ์ฟิช 7711 มีปริมาณโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ให้ในปริมาณ 2 กิโลกรัม เดือนที่ 4 จนถึงสามารถจับจำหน่ายได้ จะให้อาหาร เซฟฟ์ฟิช 7712 มีปริมาณโปรตีน 25 เปอร์เซ็นต์ ให้ในปริมาณ 5 กิโลกรัม

นอกจากอาหารสำเร็จรูปแล้ว จะให้อาหารที่ทำขึ้นเองเสริมเข้าไปด้วย โดยมีวัตถุดิบคือ เศษปลา 100 กิโลกรัม รำหยาบ 10 กิโลกรัม รำละเอียด 10 กิโลกรัม และน้ำมันพืชใช้แล้ว 10 ลิตร น้ำมาผสมกัน แล้วนำไปบดก่อน จึงสามารถนำไปให้ปลาในบ่อกินได้ ให้ในปริมาณ 3 กิโลกรัม อาหารที่ทำขึ้นเองจะสามารถให้ปลาในบ่อกินได้เมื่อลูกปลานิลมีอายุ 60 วัน จนถึงการจับจำหน่าย

ป้าวาด เล่าว่า ในแต่ละวันจะให้อาหารวันละ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกจะให้ในช่วงเวลา 08.00 น. และครั้งที่สองให้ในช่วงเวลา 16.00 น. ควรมีการสังเกตอาการของปลาทุกครั้งที่ให้อาหาร ดูความผิดปกติของปลา เช่น การว่ายน้ำ ความกระตือรืนร้นในการกินอาหาร หากปลานิลแสดงอาการเบื่ออาหาร แสดงว่าผิดปกติ ควรมีการลดปริมาณอาหาร หรืองดอาหารในวันที่ท้องฟ้ามืดครึ้ม ปราศจากลมพัด ใน 1 สัปดาห์ จะให้อาหารสำเร็จรูป 3 วัน คือวันที่ 1-3 ของสัปดาห์ วันที่ 4 ของสัปดาห์ จะปล่อยให้ปลากินแพลงตอนและพืชน้ำภายในบ่อ และวันที่ 5-7 ของสัปดาห์ จะให้ปลากินอาหารที่ทำขึ้นเอง

การจัดการน้ำ มีการสูบน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาพักไว้ในบ่อพักก่อนที่จะนำไปใช้ในการเลี้ยงปลานิล และมีการตรวจสอบคุณภาพของน้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยการวัดความโปร่งแสงของน้ำด้วยวิธีการนำวัตถุผูกติดกับเชือกแล้วหย่อนลงน้ำ แล้ววัดความลึกสุดท้ายที่สามารถมองเห็นวัตถุได้ ยังมีการสังเกตกลิ่นและสีของน้ำอย่างสม่ำเสมออีกด้วย เมื่อน้ำในบ่อมีกลิ่นเหม็น ป้าวาดจะใช้น้ำหมักชีวภาพที่ทำขึ้นเองในการรักษาน้ำในบ่อ โดยจะใช้น้ำหมักชีวภาพ 2 ลิตร ผสมกับน้ำ 40 ลิตร นำไปสาดให้ทั่วบ่อที่มีพื้นที่ 2 ไร่

การจำหน่ายปลา แบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ การทยอยจับขาย โดยจะจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 45-55 บาท และการขายแบบยกบ่อ โดยจะจำหน่ายในราคา ประมาณกิโลกรัมละ 43-53 บาท และยังจำหน่ายพ่อแม่พันธุ์ปลา ลูกพันธุ์ปลาชนิดต่างๆ ที่ทางตลาดต้องการ ผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากการแปรรูปปลา ในแต่ละวันป้าวาดจำหน่ายลูกพันธุ์ปลาได้ 4,000-30,000 ตัว ปัจจุบันป้าวาด มีรายได้เฉลี่ย 100,000 บาท ต่อปี มีฟาร์มเพาะพันธุ์ปลาทั้งหมด จำนวน 3 ฟาร์ม

สำหรับผู้ที่สนใจ อยากที่จะเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสามารถเข้าไปเยี่ยมชม และซื้อพันธุ์ปลา ได้ที่ วาสนาพันธุ์ปลา เลขที่ 52/1 หมู่ที่ 7 ตำบลที่วัง อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช หรือโทรศัพท์สอบถามกันก่อนได้ที่ ป้าวาด หรือ คุณหนูวาด ไข่นุ่น โทรศัพท์ (081) 607-7853 และ คุณจีระยุทธ์ ไข่นุ่น บุตรชาย โทรศัพท์ (085) 293-7303 ยินดีต้อนรับผู้สนใจทุกท่าน

ปูนตราเสือ จัดสัมมนา เคล็ดลับฉาบเรียบ

เมื่อเร็วๆ นี้ คุณชัชวาลย์ เศรษฐบุตร กรรมการผู้จัดการ เอสซีจี เอ็กซพีเรียนซ์ พร้อมกับ คุณธีระยุทธ พันธ์มีเชาว์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด เสือ มอร์ตาร์ ร่วมจัดกิจกรรมสัมมนาเสริมความรู้แก่กลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างและกลุ่มบริษัทรับสร้างบ้าน ภายใต้หัวข้อ “The Eternity Wall เคล็ดลับฉาบผนังเรียบเนียนเป็นอมตะ” เพื่อสร้างการรับรู้ถึงนวัตกรรมปูนซีเมนต์สำเร็จรูป สูตรใหม่จากตราเสือ “เสือ มอร์ตาร์ ฉาบอิฐมวลเบา สูตรแพลทินัม” ที่ช่วยให้ผนังเรียบเนียนเป็นอมตะ ด้วยประสิทธิภาพในการรับมือกับปัญหาแตกร้าวช่วงต้นและช่วงปลายได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมอัพเดทเทคนิคการฉาบผนัง ที่จะให้งานออกมาสวยสมบูรณ์แบบ ณ เอสซีจี เอ็กซพีเรียนซ์

พุทธเกษตรนั้น เขาทำกันอย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05083150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

หมอเกษตร ทองกวาว

พุทธเกษตรนั้น เขาทำกันอย่างไร

เรียน คุณพานิชย์ ยศปัญญา

อ่านเทคโนโลยีชาวบ้านมาเรื่อยๆ ชอบมาก ไม่มีเหล้า การพนัน วัวชน ไก่ชน ให้ใจขุ่น จะรับกับทางร้านไปเรื่อยๆ ให้นานที่สุด เท่าที่จะนานได้

ชอบคอลัมน์บันทึกไว้เป็นเกียรติมาก ได้อะไรใหม่ๆ

วันดีคืนดี ช่วยถ่ายภาพสวน ที่ ยุคล จิตสำรวย จัดให้ดูเป็นตัวอย่างด้วย ทุกมุมสวน ล้วนมีเรื่องราว ไงคะ

คอลัมน์อื่นๆ ก็สนใจทุกคอลัมน์ ถ้าเรื่องมันใกล้ตัวก็อ่านก่อน อย่าง เขียว สวย หอม กินได้ เกษตรในเมือง คนรักผัก เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ ก็อ่านทุกครั้ง ส่วนอื่นๆ ก็เหมือนกัน

หนังสือนั้น พออ่านจบ ก็เก็บรวบรวมไว้ไปบริจาคให้โรงเรียนใกล้บ้าน ถามเขาว่าเด็กอ่านไหม เขาว่าอ่าน เคยนำไปวางศาลา อสม. หน้าวัด ไม่ค่อยเห็นใครอ่าน มีคนอ่านแต่หนังสือพิมพ์เท่านั้น เลยคิดว่าให้เด็กดีกว่า

ตอนนี้เริ่มเบื่อที่จะอ่านหนังสือ ดูแลต้นไม้ให้มากขึ้น

ตอนนี้ หนอนอ้วน ชวนรู้ หายไปไหน มาช่วยแยกขยะให้ที อันไหนรีไซเคิลได้ อันไหนมาจากยางพารา อันไหนมาจากน้ำมัน ช่วยแนะนำให้ด้วย รู้สึกว่าจะเน้นชีวิตพอเพียงมากนะคะ แต่ก็ไม่เข้าใจว่า ทำไม ขโมยมันถึงเยอะ ที่หมู่บ้านที่อยู่ มีคนเล่าให้ฟัง มีบ่อยเกินไป ทั้งที่เคยเป็นหมู่บ้านฐานะปานกลาง ตอนนี้ไปไหน ห่วงบ้าน มีแต่คนเฝ้าบ้าน (เข้าใจเอาเอง) ที่บ้านของก็หาย ต้องปิดประตูบ้าน ทำไมไม่พอเพียง อย่างงี้จะสรุปว่าสงบได้อย่างไร

ด้วยความนับถือ

หล้า

เชียงใหม่

ป.ล. อยากถามเรื่องต่อไปนี้

– กองทัพพระกรรมฐาน

– พระของประชาชน

– พุทธเกษตร (ถ้าจำไม่ผิด คนทำเป็นชาวพัทลุง)

ตอบ คุณหล้า เชียงใหม่

ผมได้รับมอบหมายจาก คุณพานิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ให้ตอบจดหมายคุณหล้าแทน ผมขออนุญาตตอบเฉพาะพุทธเกษตรเท่านั้น

พุทธเกษตร หรือบางท่านใช้ พุทธเกษตรกรรม ผู้ที่นำเสนอแนวคิดนี้สู่สาธารณะ คือ นายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 ต่อมา นายฉลวย แก้วคง ได้นำไปปฏิบัติ ทำให้สังคมรู้จักมากขึ้น ปรัชญาของพุทธเกษตร คือความเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติ กับระบบการผลิตอาหาร และมนุษย์เรา โดยยึดหลักการสำคัญ 2 ประการ คือ

1. ในโลกนี้ประกอบไปด้วย พระทั้ง 3 มีพระแม่ธรณี ให้แผ่นดินเป็นที่อยู่อาศัยและใช้เพาะปลูก พระแม่คงคา สำหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตร และพระแม่โพสพ เป็นอาหารหลักของมวลมนุษย์ โดยต้องจัดการทั้ง 3 พระแม่ อยู่ในจุดที่สมดุลระหว่างกัน และ

2. ทุกสรรพสิ่งที่มีอยู่ในเรือกสวนไร่นา ล้วนประกอบไปด้วย ธาตุ 4 มี ดิน น้ำ ลม และไฟ พื้นดินใช้ปลูกต้นไม้สำหรับเป็นอาหาร ปลูกสร้างที่อยู่อาศัย และเชื้อเพลิง น้ำ ใช้ในการอุปโภคบริโภค การเกษตรและประมง ลม หมายถึง อากาศที่พัดผ่านช่องว่างระหว่างแนวต้นไม้ เพื่อถ่ายเทความร้อน และลดความชื้น ป้องกันการระบาดของโรคศัตรูพืช ที่สำคัญเป็นการเคลื่อนย้ายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาให้ต้นไม้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสังเคราะห์แสง และ ไฟ หมายถึง แสงแดดให้ความอบอุ่น ใช้ตากแห้ง ฆ่าเชื้อโรค รวมทั้งเป็นปัจจัยสำคัญในกระบวนการสังเคราะห์แสงของต้นไม้ไม่แพ้น้ำเลยทีเดียว

ต้องการสัมผัสของจริง ติดต่อสอบถามได้ที่ จังหวัดชุมพรครับ

ต้นปทุมา เน่าตาย จะแก้ไขอย่างไร

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมชอบปลูกต้นไม้ประเภทไม้ดอกไม้ประดับ โดยเฉพาะปทุมา เป็นไม้มีเสน่ห์ ปลูกก็ไม่ยาก แม้จะออกดอกเพียงปีละครั้งก็คุ้มแล้ว ผมปลูกทั้งในวงบ่อซีเมนต์และในแปลงเล็กๆ หน้าบ้าน ปลูกติดต่อกันมาหลายปี โดยเก็บหัวพันธุ์ไว้เอง ตอนนี้มีปัญหา พบมีโรคระบาดที่โคนต้นและหน่ออ่อนฉ่ำน้ำ เป็นจุด และขยายใหญ่ขึ้น ใบหักพับลง และแห้งตายในที่สุด ผมจะแก้ไขอย่างไร คุณหมอเกษตรโปรดแนะนำด้วยครับ

ด้วยความนับถืออย่างสูง

ทรงวุฒิ วงศ์ปกาศิต

เลขที่ 21/8 หมู่ที่ 12 ตำบลพระแท่น อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี 71130

ตอบ คุณทรงวุฒิ วงศ์ปกาศิต

อาการของโรคที่เล่ามา เรียกว่า โรคเหี่ยว หรือ โรคหัวเน่า เกิดจากการเข้าทำลายของเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง การระบาดรุนแรง มักเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน มีฝนตกชุก ดินระบายน้ำได้ไม่ดี เกิดสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้โรคเข้าทำลายได้ดีขึ้น วิธีป้องกันและจำกัด เริ่มจากเลือกพื้นที่ที่ไม่เคยปลูกพืชตระกูล มะเขือ พริก ยาสูบ ขิง ข่า ทานตะวัน งา และมันฝรั่ง มาก่อน ไถตากดินล่วงหน้าก่อนปลูกปทุมา อย่างน้อย 1 เดือน นำหัวพันธุ์ที่แข็งแรงปราศจากโรคแมลงศัตรูติดมาด้วย หากพบต้นเป็นโรค ให้ถอนขึ้นนำไปเผาทำลาย หว่านปูนขาวฆ่าเชื้อลงที่หลุมปลูกทิ้งไว้ ไม่ต้องปลูกซ่อม การเข้าแปลงปลูกหรือโรงเรือน ต้องทำความสะอาดพื้นรองเท้าด้วยสารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรท์หรือคลอรอกซ์เจือจางทุกครั้ง ระวังอย่าทำให้เกิดรอยแผลช้ำส่วนใดส่วนหนึ่งของต้นปทุมา เพราะเชื้อโรคจะเข้าทำลายได้ง่ายขึ้น น้ำที่ใช้รดหากไม่แน่ใจว่าสะอาดพอ ต้องบำบัดน้ำด้วยคลอรีน อัตรา 5 กรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร ทิ้งไว้ 1 คืน ก่อนนำไปรดต้นปทุมา

เมื่อปฏิบัติได้ตามคำแนะนำข้างต้นแล้ว ปทุมาที่คุณปลูกไว้จะไม่มีโรคเข้ามารบกวน และออกดอกให้ชื่นชมเหมือนกับระยะแรกที่ปลูก

มะนาวทุกพันธุ์ มีจุดเด่นและจุดด้อย

ในตัวของมันเอง

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมสนใจอยากปลูกมะนาวไว้บริโภคในครอบครัว แรกๆ จะลองปลูกในกระถางก่อน ผมควรจะปลูกพันธุ์อะไรดี เพื่อนบางคนแนะนำให้ปลูกพันธุ์พิจิตร 1 แต่บางคนบอกว่า ปลูกพันธุ์ตาฮิติ ดีกว่า ผมเกิดความไม่แน่ใจ จึงเขียน จ.ม. มาเรียนถามคุณหมอเกษตร ว่าผมควรจะปลูกพันธุ์อะไร ช่วยกรุณาแนะนำด้วยครับ

ขอแสดงความนับถือ

ทรงวิทย์ ทองอุปถัมภ์

เลขที่ 15/4 หมู่ที่ 8 ตำบลท่าเสา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ 53001

ตอบ คุณทรงวิทย์ ทองอุปถัมภ์

มะนาวทุกพันธุ์ มีจุดเด่นและจุดด้อยอยู่ในตัวมันเองเกือบทุกพันธุ์ ในจดหมายฉบับนี้ คุณทรงวิทย์ ทองอุปถัมภ์ ถามมาเพียง 2 พันธุ์ เท่านั้น ผมก็ขอจำกัดเขตไว้เพียง 2 พันธุ์ เช่นเดียวกัน เริ่มที่ พันธุ์พิจิตร 1 ปีนี้มะนาวพันธุ์นี้ได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่น ประจำปี 2558 จากสมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย นั่นย่อมแสดงว่า เป็นมะนาวพันธุ์ดีอีกพันธุ์หนึ่งของประเทศไทย จุดเด่นของพันธุ์พิจิตร 1 หรือทั่วไปนิยมเรียกว่าพันธุ์แป้นพิจิตร คือต้านทานต่อโรคขี้กราก หรือแคงเกอร์ได้อย่างดีเยี่ยม การขยายพันธุ์ก็ทำได้ง่ายด้วยวิธีตอนกิ่ง ระบบรากแข็งแรง ให้ผลดกตลอดปี และที่สำคัญสามารถบังคับให้ออกผลนอกฤดูได้ง่าย ส่วนจุดด้อย มะนาวพันธุ์พิจิตร 1 เป็นพันธุ์หนัก ต้องเก็บเกี่ยวผลเมื่อมีอายุครบ 6 เดือน หลังดอกบานแล้ว ส่วนมะนาวพันธุ์อื่นๆ เก็บเกี่ยวได้ภายใน 4 เดือน หากเก็บเกี่ยวตามกำหนดเวลา ผลจะใหญ่ขึ้น เปลือกบางลง น้ำมากขึ้น และกลิ่นจะหอมขึ้นตามไปด้วย เมื่อ 2 ปีก่อน เจ๊เล็ก ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการธุรกิจมะนาวไทย ยกให้มะนาวพันธุ์พิจิตร 1 ว่าเป็นนางเอกประจำปีเลยทีเดียว กลับมาที่พันธุ์ตาฮิติ บางคนเรียกว่าพันธุ์ทูลเกล้า มีข้อดี ผลโต ติดผลค่อนข้างดก เปลือกบาง ไม่มีเมล็ดเลย ให้น้ำมากและกลิ่นหอม ความสามารถทนโรคแคงเกอร์อยู่ในระดับใกล้เคียงกับพันธุ์พิจิตร 1 แม้จะมีข้อดีอยู่มาก แต่ข้อด้อยก็ยังมีอยู่ การขยายพันธุ์โดยวิธีตอน ออกรากช้า และระบบรากไม่ค่อยแข็งแรง ทำให้การเจริญเติบโตระยะแรกๆ ช้าไปด้วย และที่สำคัญ หากควบคุมแมลงศัตรูไม่ทัน ใบจะม้วนงอหงิก ทำให้ประสิทธิภาพของการสังเคราะห์แสงลดลง ผลผลิตย่อมต่ำลงไปด้วย

มีเกษตรกรชาวสวนมะนาวหลายท่านให้ข้อคิดไว้ว่า ในฤดูปกติ ให้เลือก ตาฮิติ แต่ถ้านอกฤดูแล้ว ต้องยกให้ พิจิตร 1

ชุมชน “ลีเล็ด” ฟื้นป่าชายเลน แหล่งเกิดหอยแครง อ่าวบ้านดอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05085150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เทคโนโลยีการประมง

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ชุมชน “ลีเล็ด” ฟื้นป่าชายเลน แหล่งเกิดหอยแครง อ่าวบ้านดอน

“เมืองร้อยเกาะ เงาะอร่อย หอยใหญ่ ไข่แดง แหล่งธรรมะ ชักพระประเพณี” ขึ้นต้นด้วยประโยคนี้ เชื่อว่าหลายคนคงเดาออกแล้วว่า หมายถึง จังหวัดสุราษฎร์ธานี อันเป็นเมืองท่องเที่ยวชื่อดังระดับโลกของบ้านเรา

วันก่อน เรือโทภัทรชัย ขันธหิรัญ เลขานุการกรมการปกครอง นำคณะสื่อมวลชนจากส่วนกลางหลายสิบชีวิตไปศึกษาดูงานในพื้นที่ต่างๆ ของเมืองคนดีแห่งนี้ เพื่อไปดูความเข้มแข็งของคณะกรรมการหมู่บ้าน ในการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน ซึ่งแต่ละจุดมีจุดเด่นแตกต่างกันออกไป อย่างจุดแรกไปกันที่ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านปากคลองน้อย หมู่ที่ 5 ตำบลคลองน้อย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ยึดหลักคุณธรรม

ที่นี่แม้จะมีประชากรแค่ 500 กว่าคน เป็นหมู่บ้านเล็กๆ แต่ไม่น่าเชื่อว่ามีเงินสัจจะหมุนเวียนถึง 24 ล้านบาท ถือเป็นหมู่บ้านที่ประสบความสำเร็จในการออมทรัพย์ ซึ่งสมาชิกมีทั้งฝากและกู้ โดยส่วนใหญ่นำเงินกู้ไปใช้ในเรื่องการเกษตรและการทำอาชีพต่างๆ อาทิ ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร กลุ่มเพาะเห็ด กลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษ บ้านพักโฮมสเตย์ การเลี้ยงหมูหลุม และกลุ่มใบตอง ฯลฯ พอได้เงินมาก็นำไปใช้หนี้ เรียกว่ากู้ไปเพื่อต่อยอดธุรกิจ ไม่ได้กู้ไปซื้อโทรศัพท์มือถือหรือของฟุ่มเฟือยอะไร

คุณนพดล บุญช้าง ประธานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านปากคลองน้อย เล่าให้ฟังว่า กลุ่มออมทรัพย์แห่งนี้ก่อตั้งเมื่อปี 2534 มาจากกลุ่มสัจจะ สมาชิกเริ่มแรกมี 51 คน เงินสะสม 5,900 บาท ถึงปัจจุบันมีสมาชิก 585 คน มียอดเงินสัจจะสะสม 24 ล้านบาท และตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา ก็ได้รับรางวัลต่างๆ หลายรางวัล อาทิ รางวัลกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตดีเด่น ระดับจังหวัดสุราษฎร์ธานี ปีนี้ได้เกียรติบัตรผ่านเกณฑ์หมู่บ้านรักษาศีล 5 และได้รางวัลชนะเลิศโครงการคัดเลือกหมู่บ้านดีเด่น (บ้านสวย เมืองสุข) ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับเขต

ประธานกลุ่มออมทรัพย์แห่งนี้ บอกอีกว่า ปัจจัยที่ทำให้กลุ่มออมทรัพย์ประสบความสำเร็จเพราะสมาชิกและกรรมการ รวมทั้งชาวบ้านในหมู่บ้านยึดหลักคุณธรรม 5 ประการ คือ ความซื่อสัตย์ ความเสียสละเพื่อส่วนรวม รับผิดชอบร่วมกัน เห็นอกเห็นใจ และไว้วางใจซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ ยังเน้นการมีส่วนร่วมและปลุกจิตสำนึกของสมาชิก ซึ่งในแต่ละปีทางกลุ่มออมทรัพย์จะจัดสวัสดิการให้สมาชิกหลายรูปแบบ

วันที่ไปนั้น ทางกลุ่มอาชีพต่างๆ ได้นำผลิตภัณฑ์มาโชว์ มาขายด้วย อย่างเช่น ผักปลอดสารพิษ ผลไม้ ทั้งเงาะ มังคุด และผลไม้พื้นเมือง อย่าง ม่วงมุด ที่ใช้แกงส้ม หรือกินผลดิบหรือสุกก็ได้ ผลิตภัณฑ์จักสาน ที่ทำเป็นตะกร้า กระจาดใส่ของ ผลิตภัณฑ์จากน้ำมันมะพร้าว รวมทั้งขนมตาลและขนมจาก เสียดายช่วงนั้นกระท้อนยังไม่แก่จัด พวกเราเลยอดกินกระท้อนที่เขาว่ากันว่าอร่อยนักอร่อยหนา และเป็นผลไม้ที่ทำได้หลากหลายเมนู

ต้นแบบหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง

เรือโทภัทรชัย ให้ข้อมูลว่า บ้านปากคลองน้อย เป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบที่ใช้แนวทางตามพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเน้นให้หมู่บ้านพึ่งพาตัวเอง และถ้ามีผลผลิตเหลือก็ให้นำไปขาย กรมการปกครองเองก็มีนโยบายส่งเสริมสนับสนุนในเรื่องนี้อยู่แล้ว และมีหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงกระจายอยู่ทั่วประเทศ

จุดเด่นของหมู่บ้านนี้คือ การดำเนินงานของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านปากคลองน้อย ซึ่งปัจจุบันมียอดเงินสัจจะสะสมจำนวน 24 ล้านบาท นับว่าเป็นเงินหมุนเวียนไม่ใช่น้อยเลย ถือว่าเป็นความร่วมมืออย่างดีระหว่างคณะกรรมการหมู่บ้าน ชาวบ้าน และหน่วยราชการต่างๆ ในพื้นที่ที่ช่วยเป็นพี่เลี้ยงและให้คำแนะนำต่างๆ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นเกิดจากความสามัคคีกัน

ขณะที่ คุณสุริยัณห์ จิรสัตย์สุนทร นายอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี ระบุว่า กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านปากคลองน้อยมาจากกลุ่มสัจจะ และแม้จะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ แต่ก็มีศักยภาพ และผู้นำหมู่บ้านแต่ละยุคก็สืบทอดกันมา โดยเฉพาะในเรื่องความซื่อสัตย์ ซึ่งการจะนำไปเป็นแบบอย่างให้หมู่บ้านใดทำตามก็ต้องดูความพร้อมด้วย เนื่องจากเรื่องเงินเป็นเรื่องที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อการเบี่ยงเบน

นับเป็นหมู่บ้านตัวอย่างจริงๆ เพราะชาวบ้านมีฐานะความเป็นอยู่ค่อนข้างดี เนื่องจากแต่ละครัวเรือนยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเน้นการพึ่งตัวเอง ซึ่งแต่ละบ้านจะปลูกพืชผักสวนครัวและผลไม้ไว้ บางบ้านเหลือกินก็เก็บไปขาย

เลี้ยงหอยแครง ได้ปีละ 11 ล้าน

อีกจุดหนึ่งที่คณะสื่อฯ ไปกันคือ ศูนย์ศึกษาระบบนิเวศป่าชายเลน ตำบลลีเล็ด อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อไปดูความเข้มแข็งของคณะกรรมการหมู่บ้าน ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จุดนี้พวกเราต่างสนุกสนานกันใหญ่ เพราะหลังจากฟังการบรรยายของ คุณประเสริฐ ธัญจุกรณ์ กำนันตำบลลีเล็ด เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้นั่งเรือหางยาวล่องไปในป่าชายเลนของหมู่บ้าน ออกไปยังอ่าวบ้านดอน ซึ่งเป็นแหล่งที่หอยแครงเกิดเองโดยธรรมชาติ เนื่องจากเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ เป็นจุดที่น้ำทะเลและน้ำจืดไหลมาบรรจบกันพอดี

คุณประเสริฐ ในฐานะผู้นำคนสำคัญในการอนุรักษ์ผืนป่าชายเลนแห่งนี้ เล่าว่า เมื่อ 10 กว่าปีก่อน พื้นที่ของตำบลลีเล็ด ซึ่งติดกับทะเล อันเป็นส่วนหนึ่งของอ่าวบ้านดอน มีปัญหาเรื่องการบุกรุกป่าชายเลน ทำประมงผิดกฎหมายและการปล่อยน้ำเสียจากการเลี้ยงกุ้งลงสู่ทะเล ดังนั้น จึงมีการรวมกลุ่มกันในปี 2545 ตั้งเป็นคณะกรรมการ 45 คน จาก 8 หมู่บ้าน เพื่อออกตรวจตราไม่ให้คนตัดไม้ทำลายป่า และไม่ให้ใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมาย โดยมีเรือตรวจการณ์ และออกมาตรการข้อบังคับต่างๆ เพื่อรักษาผืนป่าชายเลนและทรัพยากรที่มีอยู่

คณะกรรมการทั้งหมดของหมู่บ้าน แยกเป็นหลายชุดและมีหน้าที่แตกต่างกันไป เช่น มีคณะกรรมการชุมชนประมงต้นแบบ คณะกรรมการหมู่บ้านทุกส่วน คณะกรรมการดูแลป่าชายเลน สภาเด็กและเยาวชน สภาที่ปรึกษาการจัดการทรัพยากร ฯลฯ ซึ่งผลจากความร่วมมือร่วมใจดังกล่าว ส่งผลให้ปัจจุบัน มีพื้นที่ป่าชายเลน หรือป่าอนุรักษ์เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 8,000 ไร่

จากเดิมในปี 2534 มีป่าชายเลนเหลืออยู่เพียง 3,400 ไร่ และปี 2548 มี 5,085 ไร่ ซึ่งเป็นผืนป่าที่เกิดขึ้นใหม่ โดยเฉพาะในช่วงปี 2549-2550 รวมทั้งยังมีทรัพยากรทางน้ำเกิดขึ้นจำนวนมาก ทั้งกุ้ง หอย ปู และปลา และยังเป็นแหล่งเกิดหอยแครงในอ่าวบ้านดอนอีกด้วย โดยที่ผ่านมาเกษตรกรบางคนมีรายได้จากการเลี้ยงและขายหอยแครงในปีหนึ่งถึง 11 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งกลุ่มชุมชนลีเล็ดนำเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์ เมื่อปี 2547 โดยหวังให้การท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นเครื่องมือ เป็นกุศโลบายในการอนุรักษ์ทรัพยากร แต่ปรากฏว่าสามารถจัดการการท่องเที่ยวได้ดีจนได้รับรางวัลระดับประเทศหลายรางวัล เช่น มาตรฐานโฮมสเตย์ไทย อีกรางวัลที่ยิ่งใหญ่คือ รางวัลกินรีทองคำ ประเภทการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ รางวัลที่ 1 ระดับประเทศ ปี 2551 และปี 2553 ได้รับรางวัลการจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ ในระดับประเทศ ซึ่งมีมูลนิธิอุทกพัฒน์เข้ามาดูแลหมู่บ้านด้วย อีกทั้งยังมีนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศมาเที่ยวที่ป่าชายเลนแห่งนี้เพิ่มมากขึ้นทุกปีๆ

“ปัจจุบัน บ้านลีเล็ด สามารถทำให้คนที่นี่เข้ามามีส่วนร่วม ตัวชี้วัดการมีส่วนร่วมคือกลุ่มต่างๆ ในชุมชนที่จะช่วยกันทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องมาตลอด อีกอย่างเรื่องทรัพยากร เรามีป่าเพิ่มขึ้น เรียกว่า ป่ารุกทะเล โดยเฉพาะเมื่อปี 2549-2550 ที่นี่มีชื่อเสียงมากเรื่องของป่ารุกทะเล เนื่องจากป่าเกิดรุกไปในทะเลทุกปี ทำให้มีสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น คนในชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจับสัตว์น้ำ” คุณประเสริฐ กล่าวและว่า สิ่งที่ชาวลีเล็ดภูมิใจมากคือ คนของหมู่บ้าน จากที่เคยทำลาย เคยตัดไม้ทำลายป่า เคยใช้อุปกรณ์ประมงผิดกฎหมาย ได้กลับตัวกลับใจแล้วมาร่วมกันเป็นอาสาสมัคร อนุรักษ์สัตว์น้ำ และเป็นสมาชิกของกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชน นี่คือรางวัลที่ยิ่งใหญ่ และป่าชายเลนของลีเล็ดถือเป็นมหาวิทยาลัยธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่

พืช-สัตว์ อุดมสมบูรณ์

วันนี้แม้ว่าป่าชายเลนของหมู่บ้านลีเล็ดจะไม่ได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังก้องโลก แต่ก็มีนักท่องเที่ยวและนักเรียน นักศึกษา มาใช้บริการกันตลอด ซึ่งชาวบ้านต่างชอบอกชอบใจ เพราะทำให้พวกเขาได้ถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้ความเชี่ยวชาญที่แต่ละคนมี ไม่ว่าจะเป็นการทำขนมจาก การเย็บจากทำหลังคา การทำกะปิ การทำใบยาสูบ รวมถึงการเล่นลิเกป่า และรำมโนราห์

อย่างที่บอกไป ที่นี่ได้รับรางวัลด้านการท่องเที่ยวและอนุรักษ์ธรรมชาติมากมายหลายรางวัล ซึ่งปัจจัยสำคัญคือ ชาวบ้านต่างร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาผืนป่าแห่งนี้ จนความอุดมสมบูรณ์กลับคืนมา โดยผู้มาเยือนสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตาตัวเอง ช่วงล่องเรือจะได้เห็นต้นไม้หลากหลายชนิด อาทิ ลำพู โกงกาง แสม ถั่ว ลำพูหิน ตะบูน ส่วนจำพวกสัตว์ ก็มี ลิงแสม นกกระยาง นกกะปูด หิ่งห้อย งู ผึ้ง ต่อ ปูทะเล ปูเปี้ยว หอยจุ๊บแจง หอยกัน ฯลฯ ซึ่งล้วนแสดงถึงระบบนิเวศวิทยาที่ไม่ถูกมนุษย์ทำลายเหมือนสมัยก่อน

หลังพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า หากนั่งล่องเรือไป ก็จะได้เรียนรู้วัฏจักรชีวิตของหิ่งห้อย และถ้ามีเวลาก็ทำประโยชน์ให้กับสังคมโดยการร่วมกันปลูกป่าชายเลน และยังสามารถร่วมออกหาปลา ถีบกระดาน จับปู กับชาวประมง นอกจากนี้ ยังสามารถใช้บริการโฮมสเตย์ของบ้านลีเล็ดได้อีกด้วย ซึ่งจะได้กินอาหารท้องถิ่นต่างๆ ที่พวกเขาปลูกและหาได้ในผืนป่าและท้องน้ำแห่งนี้ ทั้ง กุ้ง หอย ปู ปลา ส่วนผักพื้นบ้าน เช่น นกจาก ลูกจากอ่อน ลูกเถาคัน ลูกลำแพน ดอกลำพู เหม่งมะพร้าว ฯลฯ

ว่าไปแล้วที่นี่ใช่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างเดียว แต่ผลิตภัณฑ์ชุมชนก็มีอะไรน่าสนใจหลายอย่าง เช่น ผลิตภัณฑ์จากก้านจาก โดยทำเป็น เสวียนหม้อ กรอบรูป จานรองแก้ว ถาด กระเช้า หรือ กะปิ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น และผลิตภัณฑ์จากเปลือกหอยกัน เช่น โมบาย ฯลฯ

อ่านถึงตรงนี้ สนใจอยากจะไปเที่ยวอย่างมีสาระและช่วยลดโลกร้อน ติดต่อ คุณประเสริฐ ธัญจุกรณ์ ได้ที่ โทร. (081) 271-0017 หรือสอบถามกับ คุณศิริพงษ์ เวชสุวรรณ์ โทร. (089) 970-4838

ไก่ดำหัวหวาย นครสวรรค์ มาแรงมากๆ มีเท่าไหร่ไม่พอขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05087150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ธีรวุฒิ เหล่าสงคราม

ไก่ดำหัวหวาย นครสวรรค์ มาแรงมากๆ มีเท่าไหร่ไม่พอขาย

ไก่ดำ จัดเป็นอาหารบำรุงสุขภาพ เหมาะสำหรับผู้ป่วย คนชรา คนท้องและหลังคลอดบุตร หรือผู้ที่ต้องการบำรุงสุขภาพ เชื่อกันว่า ไก่ดำ ถ้าบริโภคสม่ำเสมอจะช่วยสร้างความแข็งแรงให้แก่ร่างกาย ทำให้สมองแจ่มใส กระชุ่มกระชวย เสริมสร้างสมรรถภาพการทำงานของร่างกาย

จากความเชื่อนี้ จึงทำให้ไก่ดำเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ทั้งการบริโภคโดยตรง หรือการทำเป็นซุปไก่สกัดที่มีจำหน่ายโดยทั่วไป

ด้วยความนิยมในการบริโภค ทำให้ไก่ดำมีราคาที่สูงกว่าไก่พื้นเมืองหรือไก่เนื้อทั่วไป

ไก่ดำ มีลักษณะต่างจากไก่บ้านธรรมดาคือ มีเนื้อดำ กระดูกดำ อวัยวะภายในสีดำ ลักษณะดังกล่าวเกิดจากสารที่เรียกว่า “ไมอานิน” เป็นสารสีดำที่มีประโยชน์ เนื้อไก่ดำมีโปรตีนสำคัญที่ร่างกายต้องการ คือ แอนโดร และอะมิโนแอซิด อีกทั้งเนื้อไก่มีปริมาณไขมัน หรือคอเลสเตอรอลต่ำ จึงให้คุณค่าทางอาหารแก่ร่างกายโดยสมบูรณ์

ไก่ดำลูกผสม ที่นครสวรรค์

คุณบุญยืน ผ่องจะบก (ก๊อบ) อาศัยอยู่ที่ เลขที่ 263/1 หมู่ที่ 1 ตำบลหัวหวาย อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงไก่ดำ และเป็นเกษตรกรที่สามารถผสมพันธุ์ไก่ดำขึ้นเองได้ โดยให้ชื่อไก่ดำสายพันธุ์นี้ว่า “ไก่ดำหัวหวาย”

คุณบุญยืน เรียนจบประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง จากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชัยนาท คุณบุญยืนร่วมงานกับกรมปศุสัตว์ โดยเฉพาะการผสมเทียมสัตว์ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี และบริเวณใกล้เคียง

คุณบุญยืน เล่าถึงความเป็นมาของไก่ดำหัวหวายว่า แต่เดิมคุณบุญยืนไม่รู้จักไก่ดำ เคยแต่ได้ยินข่าวทางสื่อต่างๆ ว่ามีไก่ดำชนิดใดบ้าง ครั้งที่คุณบุญยืนได้ออกพื้นที่ทำงาน ได้ไปเจอไก่คู่หนึ่งที่มีลักษณะขนสีขาว แต่ผิวหนังเป็นสีดำ คือไก่ดำสายพันธุ์ญี่ปุ่น จึงได้ซื้อกลับมาเลี้ยงที่บ้าน

อยู่มาวันหนึ่ง ไก่ดำญี่ปุ่นที่ซื้อมานั้นได้ผสมพันธุ์กับไก่ชนของที่บ้าน จึงได้นำลูกที่ได้จากการผสมพันธุ์ครั้งนั้นมาเลี้ยง และเมื่อไก่ที่นำมาเลี้ยงนั้นอายุได้ประมาณ 4-5 เดือน (ไก่รุ่น) ได้นำมาประกอบอาหาร และพบว่าไก่มีกระดูกสีดำ จึงเกิดความสนใจ และคิดริเริ่มที่จะพัฒนาไก่สายพันธุ์นี้ขึ้นมา โดยการนำไก่ดำญี่ปุ่นผสมกับไก่เนื้อสามสายเลือด แล้วนำรุ่นลูกไปผสมกับไก่ดำยูนนาน ที่ซื้อมาจากเชียงใหม่

ผสมคัดเลือกจนได้ลูกชั่วที่ 5 จึงได้ชื่อว่า “ไก่ดำหัวหวาย” ซึ่งตั้งชื่อตามท้องถิ่น เพราะได้เกิดการพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นเอง ที่ตำบลหัวหวาย อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์

เลี้ยงง่าย ขายคล่อง

ไก่ดำหัวหวาย ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม การเจริญเติบโต การเลี้ยงดูที่เหมาะสมกับเกษตรกร

คุณบุญยืน เพาะเลี้ยงไก่ดำหัวหวายมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 มาจนถึงปัจจุบัน ลักษณะเด่นของไก่ดำหัวหวายคือ ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี หากินเก่ง เลี้ยงง่าย โตไว ให้ลูกดก เลี้ยงลูกดี ขนจะมีสีขาว สีดำ และสีทอง ผิวหนังดำ และเครื่องในดำ

การเลี้ยงไก่ดำของคุณบุญยืน จะเป็นการเลี้ยงแบบกึ่งขังกึ่งปล่อย คือการสร้างเล้าไก่ที่มีขนาดกว้างขึ้น มีรั้วล้อมรอบกั้น กันไม่ให้ไก่ออกไปหากินไกลๆ จัดหาน้ำและรางอาหารไว้ให้แก่ไก่ เหตุที่ใช้รูปแบบการเลี้ยงแบบนี้ เพราะป้องกันการผสมข้ามสายพันธุ์กับไก่สายพันธุ์อื่น ป้องกันศัตรูของไก่ดำ เช่น สุนัข พังพอน เป็นต้น

วิธีการเลี้ยง จะแบ่งพื้นที่ภายในเล้าเป็นสัดส่วนดังนี้ เล้าพ่อแม่พันธุ์ ภายใน 1 เล้า จะมี พ่อพันธุ์ 1 ตัว ต่อแม่พันธุ์ 4-5 ตัว เล้าอนุบาล เล้าไก่รุ่น

การให้อาหาร คุณบุญยืนจะให้อาหารที่ทำขึ้นเองเพื่อเป็นการลดต้นทุนในการเลี้ยงดูไก่ดำ ให้อาหารวันละ 2 ครั้ง คือ ช่วงเช้า และช่วงเย็น อาหารที่ทำขึ้นเอง มีสูตรดังนี้

– ต้นกล้วยสับ 2-3 ส่วน

– หัวอาหารไก่ 1 ส่วน

– ข้าวโพดแตก 1 ส่วน

– กากถั่วเหลือง 2 ส่วน

อาหารสูตรนี้ ไก่จะได้รับโปรตีนที่ช่วยในการเจริญเติบโตจากหัวอาหาร และกากถั่วเหลืองในปริมาณที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของไก่

ด้านการผสมพันธุ์ พ่อพันธุ์ที่จะสามารถนำมาผสมพันธุ์ได้จะต้องมีอายุ ประมาณ 8-9 เดือน แม่พันธุ์จะต้องมีอายุ ประมาณ 8-9 เดือน เช่นกัน การให้ไข่ของแม่ไก่ในแต่ละครั้งที่ผสม จะสามารถให้ไข่เฉลี่ยอยู่ที่ 14-18 ฟอง ต่อครั้ง ใน 1 ปี แม่ไก่สามารถให้ไข่ เฉลี่ย 4-5 ครั้ง คิดเป็นจำนวนไข่ เฉลี่ย 40-60 ฟอง ต่อปี โดยอัตราการฟักเป็นตัวของไข่ในแต่ละครั้งเฉลี่ยจะอยู่ที่ 10 ตัว ขึ้นไป

การฟักไข่จะมี 2 แบบ ฟักโดยแม่ไก่ดำ และฟักโดยใช้เครื่องฟักไข่ไก่

ดูแลดี ไก่สุขภาพดี

ด้านการดูแลสุขภาพไก่ดำสายพันธุ์นี้ จะทำคล้ายๆ กับการเลี้ยงไก่ทั่วไป โดยจะให้วัคซีน ดังนี้

วัคซีนนิวคาสเซิล ให้ไก่อายุ 7 วัน และ 30 วัน โดยการหยอดจมูก (ทำซ้ำทุกๆ 3 เดือน)

วัคซีนฝีดาษไก่ ไก่อายุ 45 วัน โดยการแทงปีก (ปีละ 1 ครั้ง)

วัคซีนอหิวาต์ไก่ ไก่อายุ 2 เดือน โดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (ทำซ้ำทุกๆ 3 เดือน)

วัคซีนหลอดลมอักเสบ ไก่อายุ 7 วัน โดยการหยอดจมูก (ทำซ้ำทุกๆ 3 เดือน)

ปัญหาที่พบในช่วงแรก จะพบปัญหาไก่ตายยกเล้า เนื่องจากโรคอหิวาต์ เหตุเกิดจากช่วงแรกยังไม่ได้ให้วัคซีนกับไก่ แต่ในความโชคร้ายยังมีความโชคดี ไก่ดำที่เลี้ยงไว้นั้นตายไม่หมด ยังมีเหลือรอดอยู่ จึงเลี้ยงและผสมพันธุ์อีกครั้งและดูแลสุขภาพของไก่

จำหน่ายได้ดี

ปัจจุบัน คุณบุญยืน เพาะเลี้ยงไก่ดำหัวหวาย ในพื้นที่ 2 งาน มีพ่อพันธุ์ไก่ดำ จำนวน 5 ตัว แม่พันธุ์ไก่ดำ 20 ตัว อัตราการให้ลูกไก่ดำ เฉลี่ยอยู่ที่ 2,000 ตัว ต่อปี ในด้านของการตลาด ปัจจุบันมีความต้องการสูง ทั้งทางด้านการบริโภคและการเพาะเลี้ยง การจำหน่าย จะจำหน่ายไก่ได้ตั้งแต่ ไก่อายุ 1 เดือน ราคาตัวละ 150 บาท พ่อแม่พันธุ์ไก่ดำ ราคาคู่ละ 2,000 บาท นอกจากไก่ดำหัวหวาย และยังเลี้ยงไก่ดำญี่ปุ่น ไก่พื้นเมือง และไก่สายพันธุ์ต่างๆ

สำหรับผู้ที่สนใจ ติดต่อได้ที่ บ้านเลขที่ 263/1 หมู่ที่ 1 ตำบลหัวหวาย อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ โทรศัพท์ (084) 818-7485 คุณบุญยืน ผ่องจะบก (ก๊อบ) facebook : หน่วยผสมเทียมอำเภอแม่วงก์ กอล์ฟ ตาคลี

สู้ภัยแล้ง ด้วยแสงอาทิตย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05092150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

คิดเป็นเทคโนฯ

ณัชชา เต็นภูษา

สู้ภัยแล้ง ด้วยแสงอาทิตย์

“เมืองปราสาทหิน ถิ่นภูเขาไฟ ผ้าไหมสวย รวยวัฒนธรรม” นี่คือคำขวัญที่แสดงถึงจุดเด่นของจังหวัดบุรีรัมย์ ปัจจุบัน จังหวัดบุรีรัมย์แบ่งการปกครองออกเป็น 23 อำเภอ 188 ตำบล 2,546 หมู่บ้าน ครัวเรือนทั้งหมด 329,515 ครัวเรือน เป็นครัวเรือนเกษตรกรมากถึง 238,087 ครัวเรือน ที่นี่มีแหล่งน้ำชลประทานน้อยมาก จึงเพาะปลูกพืชไม่ได้ในช่วงหน้าแล้ง ทำให้เกษตรกรขาดแคลนรายได้สำหรับเลี้ยงดูครอบครัว ดังนั้น รัฐบาลจึงจัดทำโครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชนเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อปรับปรุงแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรของชุมชน และการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการจัดการเพื่อลดความสูญเสียผลผลิตทางการเกษตร

เป้าหมายเพื่อบรรเทาภัยแล้งจังหวัดบุรีรัมย์ ใน 180 ตำบล รวมทั้งสิ้น 343 โครงการ วงเงินรวม 178.9 ล้านบาท (ค่าวัสดุ 91,036 ล้านบาท ค่าจ้างแรงงาน 86.7 ล้านบาท) ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้แก่เกษตรกรผู้ใช้แรงงานทั้งจังหวัด 37,399 คน ครัวเรือนที่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการ 133,456 ครัวเรือน ในปัจจุบันมีการเบิกจ่ายงบประมาณแล้วเป็นเงิน 170,000,000 บาท (ร้อยละ 95) งบประมาณคงเหลือในการบริหารโครงการ เป็นเงิน 8,900,000 บาท (ร้อยละ 5)

ระบบส่งน้ำเพื่อการเกษตรด้วยพลังงานแสงอาทิตย์

คุณโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นตัวอย่างโครงการที่ประสบความสำเร็จ โดยชุมชนเป็นผู้กำหนดกิจกรรมการเกษตรที่สอดคล้องกับความต้องการของคนโดยชุมชนเอง เราได้รับโจทย์มาจากภาครัฐว่าให้เกิดการเตรียมการก่อนเกิดภัย เนื่องจากที่ผ่านมาชาวบ้านลงทุนปลูกพืชในหน้าแล้งแล้วขาดทุน ก็จะไปเบิกเงินส่วนหนึ่งมา งบประมาณที่ภาครัฐต้องเสียมีมูลค่าเป็นพันล้าน จึงดีกว่าถ้าหากเรานำเงินส่วนนั้น มาเตรียมการเพื่อแก้ไขปัญหาก่อน ดังนั้น งบประมาณที่นำมาให้เป็นในด้านของการเตรียมการที่จะทำอย่างไร ให้ชาวบ้านมีรายได้ในหน้าแล้ง ส่วนขั้นตอนในการเบิกจ่ายเงินในโครงการได้ดำเนินการอย่างรัดกุม โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ผลที่ได้จากโครงการก็เป็นที่น่าพึงพอใจ

คุณเสรี ศรีหะไตร ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า ทุกโครงการที่เสนอขอรับงบประมาณ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การดำเนินงาน โดยใช้ธรรมนูญหมู่บ้าน/ชุมชนเมือง 9 ดี เป็นแนวทาง ให้เกิดความโปร่งใสในทุกกรณี ทุกโครงการเกิดจากความต้องการของชุมชน ทุกคนจึงช่วยกันดำเนินโครงการอย่างเต็มความสามารถ และมีการตั้งกลุ่ม กม. น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนในชุมชน ให้เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อสืบสานการดูแลรักษาโครงการของชุมชนต่อไปนั่นเอง

แหล่งน้ำเพื่อการเกษตรของชุมชน

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสติดตาม “คุณโอฬาร พิทักษ์” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้ากิจกรรมการจัดหาแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำเพื่อการเกษตร ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ภายใต้โครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชนเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง (ตำบลละ 1 ล้าน) ภายใต้การดำเนินงานของกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนจากภัยแล้งในระยะยาว ตำบลชุมแสง อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์

โครงการ “จัดหาแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำเพื่อการเกษตร ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์” ซึ่งเป็นโครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชน ของชาวบ้าน หมู่ที่ 7 ตำบลชุมแสง อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งกิจกรรมการจัดการแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรของชุมชนในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์มีทั้งสิ้น 140 โครงการ ครอบคลุมพื้นที่ 21 อำเภอ จำนวน 80 ตำบล วงเงิน 66.7 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 37.32 รองรับพื้นที่การเกษตรกว่า 18,000 ไร่

คุณประยูร สุภาใส นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ชุมแสง อำเภอกระสัง กล่าวว่า ในการดำเนินการ ชาวบ้านได้ร่วมกันขุดคลองส่งน้ำ ระยะทาง 960 เมตร เพื่อระบายน้ำจากแหล่งน้ำ ไปยังพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งต้นน้ำดังกล่าวมาจากการทำฝายกั้นน้ำในแม่น้ำ เป็นระยะทาง 5 กิโลเมตร เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ทางกลุ่มชาวบ้านได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำด้วยระบบพลังงานแสงอาทิตย์จากแผงโซลาร์เซลล์เพื่อสูบน้ำขึ้นมาใช้อีกด้วย

การดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้ ชาวบ้านจะได้รับค่าแรงจากการร่วมทำกิจกรรมแล้ว ประโยชน์ในระยะยาวคือ ช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งได้อย่างยั่งยืน มีแหล่งน้ำสำหรับใช้ในการเพาะปลูกข้าวและพืชผัก ช่วยสร้างรายได้จากการขายข้าวและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว และในอนาคต ชาวบ้านวางแผนที่จะเพิ่มจำนวนเครื่องสูบน้ำเพื่อจะนำน้ำมาใช้ประโยชน์ในการทำเกษตรกรรมได้มากขึ้น

กลุ่มเกษตรผู้ใช้น้ำเพื่อการเกษตรบ้านหัวช้าง

คุณทองมาก หอมจันทร์ กรรมการหมู่บ้าน หมู่ที่ 10 และเป็นสมาชิกศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีประจำตำบล (ศบกต.) กล่าวว่า โครงการนี้ช่วยสร้างผลดีต่อชาวบ้านและชุมชนอย่างมาก เพราะทำให้ตนและชาวบ้านมีแหล่งน้ำสำหรับใช้ในการเพาะปลูกได้มากขึ้น มีผลผลิตนำไปจำหน่ายได้มากขึ้น จากเดิมที่เคยขาดแคลนรายได้ในช่วงหน้าแล้ง เพราะชาวบ้านไม่มีเงินทุนไปซื้อเครื่องสูบน้ำใช้เองได้ เพราะเครื่องสูบน้ำมีราคาค่อนข้างสูง เมื่อนำเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ร่วมกัน ช่วยประหยัดเงินแล้ว ยังลดปัญหามลภาวะ เป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

เวลาในการเปิดน้ำ ที่นี่จะเปิดครั้งละ 2-3 ชั่วโมง โดยมีคณะกรรมการหมู่บ้านช่วยควบคุมดูแล และชาวบ้านก็เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแล เช่น การจัดเวรยามเฝ้าระวังการสูญหาย เพราะเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นสมบัติชิ้นหนึ่งของชุมชน โครงการนี้ยังทำให้ชาวบ้านเกิดความสมัครสมานสามัคคี เกิดความปรองดองกันภายในชุมชนมากขึ้น เพราะได้ทำงานร่วมกัน ซึ่งทุกโครงการจะเห็นว่าชุมชนและเกษตรกรได้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า นอกจากช่วยให้ชุมชนได้รับประโยชน์โดยตรงจากการจ้างงานแล้ว และยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นอีกด้วย

เครื่องทุ่นแรงตีนุ่น ผลงาน ร.ร. แม่พริกวิทยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05093150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เยาวชนนักประดิษฐ์

ชำนาญ ทองเกียรติกุล

เครื่องทุ่นแรงตีนุ่น ผลงาน ร.ร. แม่พริกวิทยา

ต้นนุ่น เป็นต้นไม้ที่ปลูกได้ทุกพื้นที่ ไม่ต้องอาศัยปุ๋ยเคมี แม้แต่ยากำจัดแมลงก็ไม่ต้องการอะไรเลย เป็นไม้ยืนต้น จะมีฝักนุ่น และเมื่อฝักนุ่นแก่นำมาตากแห้งและเคาะฝักนุ่นให้แตก แกะใส่เครื่องตะกร้า ที่เป็นเครื่องจักสานใบใหญ่ จากนั้นก็นำมาปั่นให้ได้ปุยนุ่นเพื่อที่นำมาถักทอเป็นผ้า จะได้เนื้อผ้าที่อ่อนนุ่ม แห้งเร็ว เบา ลอยน้ำ และเป็นฉนวนความร้อนได้ดี ป้องกันเชื้อรา และไรฝุ่น

ผู้ผลิตผ้าที่แนวธรรมชาติมักจะเลือกนุ่นมาเป็นปัจจัยในการผลิตผลิตภัณฑ์หลายอย่าง ไม่ว่าทำหมอน ฟูก ผ้าห่ม เนื่องจากเส้นใยนุ่นมีน้ำหนักเบากว่าฝ้าย คุณสมบัติไม่ซับน้ำ กันน้ำได้ นุ่นเป็นที่นิยมมาตั้งแต่สมัยรุ่นปู่ รุ่นย่า ในอดีตแต่ละบ้านจะปั่นปุยนุ่นไว้ยัดหมอน ทำผ้าห่มใช้กันเอง

เนื่องจากพื้นที่เขตอำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง มีต้นนุ่นมาก และที่สำคัญผู้ที่เห็นคุณค่าความสำคัญของฝักนุ่น ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงวัย จะมีอุปกรณ์ตีนุ่นหรือปั่นนุ่นด้วยมือเป็นไม้ไผ่ท่อนยาวสำหรับปั่น ที่ปลายด้ามไม้อีกข้างหนึ่งจะมีไม้ไขว้กันเป็นกากบาท สำหรับปั่นและตีปุยนุ่นเพื่อแหย่เข้าไปในปุยนุ่นในตะกร้า พร้อมกับใช้มือทั้งสองข้างประกบที่ด้ามแล้วปั่นให้ปลายไม้ที่มีกากบาทหมุนกลับไปกลับมาอย่างต่อเนื่อง ก้อนปุยนุ่นเมื่อถูกไม้กากบาทตีก็จะแยกออกมา เมล็ดนุ่นจะหลุดออกจากตะกร้า จะค่อยๆ ปั่นจนปุยนุ่นฟู อ่อน

ขั้นตอนการปั่นนุ่นแบบเก่า ในช่วงที่ให้เมล็ดของนุ่นแยกออกจากฝักนุ่นจะต้องใช้แรงมาก เมื่อใช้แรงมากๆ วัยหนุ่มสาวไม่เท่าไหร่ แต่ปัญหาจะเกิดกับผู้สูงวัย โดยเฉพาะข้อมือเกิดอักเสบในช่วงของการปั่นที่ต้องใช้ข้อมือซ้ำๆ และบ่อยๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้ นักเรียนโรงเรียนแม่พริกวิทยา มี คุณณัฐรินทร์ คำภิระแปง คุณสุธินี ราชศรีเมือง คุณวรรณกานต์ ตงดำ และ คุณกิตติยา ชุมภูบาง ร่วมกันประดิษฐ์เครื่องทุ่นแรงตีนุ่น มีครูที่ปรึกษา ดร. ปรภูมิ อินจับ คอยให้คำแนะนำ

วัตถุประสงค์ ก็เพื่อศึกษาภูมิปัญญาพื้นบ้าน พัฒนาสิ่งประดิษฐ์พื้นบ้านให้ทันสมัยและผสมผสานวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน อีกทั้งเครื่องทุ่นแรงต้องสะดวกพกพาง่ายต่อการใช้สอย และเป็นนวัตกรรมพื้นที่บ้านที่สามารถนำเมล็ดของนุ่นมาแยกเป็นเมล็ดพันธุ์ พร้อมทั้งสกัดเป็นน้ำมันได้

วัสดุอุปกรณ์

1. มอเตอร์ที่เหลือใช้จากเครื่องไฟฟ้า

2. โต๊ะเหล็ก ที่สามารถพับได้ และไม่ใช้แล้ว

3. สวิตช์ปุ่มเร่งความเร็ว

4. ถังน้ำอะลูมิเนียม

5. ฝาครอบ

6. สายไฟ ตะแกรง

7. เหล็กเส้น บานพับ แผ่นไม้ และตะขอเหล็ก

ขั้นตอนการทำงาน

1. นำโต๊ะเหล็กมาตัดและเชื่อมต่อกันเป็นโครง

2. นำแผ่นไม้มาตัดทำเป็นฐานรองมอเตอร์และปุ่มสวิตช์ กว้าง ประมาณ 60 เซนติเมตร ยาว ประมาณ 15 เซนติเมตร

3. นำมอเตอร์ต่อกับไม้ และใช้ไม้เป็นฐานรองเพื่อป้องกันมอเตอร์ไม่ให้หลุดจากโครงเหล็ก

4. เดินสายไฟต่อกับปุ่มสวิตช์เร่งความเร็วแกนหมุน

5. นำเหล็กมาเชื่อมต่อกับมอเตอร์เพื่อทำเป็นแกนหมุนของนุ่น ยาว ประมาณ 20 เซนติเมตร

6. จากนั้นนำไม้มาตัดเป็นท่อน ที่มีขนาดความยาว ประมาณ 6 เซนติเมตร นำมาทำหน้าที่เป็นใบพัดแทน

7. นำฝามาปิดถังที่ข้างบนสุดของถังเพื่อเป็นฝาปิดสำหรับกันนุ่นฟุ้งกระจายออกสู่อากาศ

8. นำถังสแตนเลสที่มีขนาดปานกลางมาเจาะเป็นรูข้างล่าง จากนั้นนำเหล็กมาเชื่อมต่อกับโครงเพื่อเป็นที่ยึดถังและสามารถถอดออกได้

9. นำตะขอเหล็กมาเกี่ยวกับไม้และนำตะแกรงมาใส่ในถังเพื่อเพิ่มเป็น 2 ชั้น

ประโยชน์ของเครื่องทุ่นแรงตีนุ่นใช้งานได้จริง ลดการเจ็บมือของผู้สูงอายุ โดยฉพาะข้อมือ ส่วนใหญ่ข้อมือจะอักเสบ อีกทั้งประหยัดระยะเวลาในการตีนุ่นได้มากขึ้น นำไปใช้ได้ทั้งที่บ้านและชุมชน ท่านใดที่สนใจ สามารถสอบถามได้ที่ โรงเรียนแม่พริกวิทยา หมู่ที่ 5 ตำบลพระบาทวังดวง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง

ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” ส่งเสริมอาชีพ “การทำผ้าด้นมือลวดลายชาวม้ง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05096150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” ส่งเสริมอาชีพ “การทำผ้าด้นมือลวดลายชาวม้ง”

ทุกวันนี้ ชาวไทยภูเขาที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ห่างไกล ที่การคมนาคมไม่สะดวก ก็มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาผ่านช่องทาง ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และการทำงานด้วยความเสียสละ ของ ครูอาสา กศน. หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “ครูดอย” ที่ตั้งใจทำงานช่วยเหลือเด็กเยาวชนและชาวบ้านที่ด้อยโอกาสให้สามารถอ่านออกเขียนได้ โดยพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาที่เหมาะสมสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้เรียนและชุมชน ช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ ไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง ครอบครัว และชุมชน พร้อมทั้งสามารถถ่ายทอดความรู้ไปสู่ผู้อื่นได้

ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” (ศศช.)

เมื่อปี 2523 กรมการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ในสมัยนั้น ได้จัดตั้งศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา (ศศช.) ขึ้น โดยส่งครูอาสาสมัคร กศน. หรือ ครูดอย จำนวน 1-2 คน ไปทำงานอยู่กับชาวเขาในชุมชนต่างๆ เพื่อสร้างพลเมืองที่ดีของชาติ ครูอาสาจะทำหน้าที่ให้บริการการศึกษาและพัฒนาชุมชนแก่ผู้ใหญ่ในเวลากลางคืน และสอนเด็กตั้งแต่อนุบาล ถึง ป.6 ในตอนกลางวัน

ปรากฏว่า โครงการ ศศช. ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เป็นที่ประทับใจของคนไทยและต่างชาติ ทำให้โครงการดังกล่าวได้รับรางวัลจากองค์การยูเนสโก เมื่อปี 2537 ในฐานะแนวคิดใหม่ในการจัดการศึกษาโดยใช้ชุมชนเป็นพื้นฐาน กศน. จึงขยายโครงการ ศศช. ไปยังชุมชนทุรกันดารทั่วประเทศ ประมาณ 773 แห่ง

ในปี 2535 ครูอาสาสมัคร กศน. คนหนึ่ง ในพื้นที่โครงการ ศศช. บ้านใหม่ห้วยหวาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้เขียนบรรยายถึงความยากลำบากในการทำหน้าที่ครูดอยในถิ่นกันดารลงตีพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง พร้อมขอรับการสนับสนุนสื่อการเรียนการสอน และสิ่งของเครื่องใช้ในการสอนเด็กเยาวชน บังเอิญ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ทรงอ่านข่าวครูอาสาสมัคร กศน. ในหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวจึงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ 80,000 บาท ให้สร้างอาคารเรียน และทรงรับ ศศช. ทุกแห่งไว้ในพระอุปถัมภ์จนถึงปัจจุบัน

ช่วงปี 2539 กศน. ตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จึงได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานชื่อของศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา (ศศช.) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานชื่อใหม่ว่า ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” ซึ่งเป็นพระราชสมัญญานามของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี แต่ กศน. ยังคงใช้ชื่อย่อศูนย์การเรียนรู้ดังกล่าวว่า “ศศช.” มาจนถึงทุกวันนี้

“ศศช. บ้านแม่แรม”

หมู่บ้านท่องเที่ยว “บ้านแม่แรม” หมู่ที่ 12 ตำบลเตาปูน อำเภอสอง จังหวัดแพร่ เปรียบเสมือน “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต” เพราะที่นี่มีชาวเขาเผ่าม้งอาศัยอยู่ จำนวน 1,499 คน มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี ของชาวเขาเผ่าม้งได้ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ ม้ง ที่จัดขึ้นประมาณเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคมของทุกปี เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขสนุกสนาน มีการละเล่น การตีลูกข่าง โยนลูกช่วง ระหว่างหนุ่ม-สาว ฯลฯ

หมู่บ้าน “บ้านแม่แรม” ตั้งอยู่บริเวณเนินเขาสลับกับที่ราบ ชาวเขาเผ่าม้งส่วนใหญ่นับถือผี รองลงมานับถือศาสนาคริสต์ รอบหมู่บ้านแวดล้อมด้วยป่าชุมชนแบบร้อนชื้น ชาวเขาเผ่าม้งทำการเกษตรเป็นอาชีพหลัก เช่น ปลูกข้าว ข้าวโพด ทำไร่กะหล่ำ ปลูกพริก ฯลฯ ปัจจุบันมีระบบคมนาคมที่ดีขึ้น ทำให้ชาวบ้านมีโอกาสเรียนรู้ชุมชนภายนอกเพิ่มขึ้น และมีช่องทางในการนำผลผลิตออกขายสู่ตลาดในวงกว้างมากขึ้น

นอกจากผลผลิตทางการเกษตรแล้ว กลุ่มสตรีชาวเขาเผ่าม้งทุกช่วงวัยยังมีฝีมือด้าน “งานปักผ้าด้วยมือ” ผลงานแต่ละชิ้น ตกแต่งด้วยลวดลายม้งที่ประณีต จึงสวยงามสะดุดตา สามารถพบเห็นฝีมือการปักผ้าที่สวยงามได้ทั่วไปบนชุดเสื้อผ้าชาวเขาเผ่าม้งที่สวมใส่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ทุกวันนี้ สตรีชาวเขาเผ่าม้งตั้งแต่วัยรุ่นถึงวัยทำงานสนใจเรียนรู้การทำผ้าด้นมือเพื่อเป็นอาชีพเสริม เพิ่มรายได้หาเลี้ยงครอบครัว

ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” (ศศช.) บ้านแม่แรม ตระหนักถึงความสนใจและความต้องการของสตรีชาวเขาเผ่าม้งในชุมชนแห่งนี้ ที่ต้องการเรียนรู้การทำผ้าด้นมือเพื่อเป็นอาชีพเสริม รวมทั้งปรับปรุงงานฝีมือการตัดเย็บให้มีความประณีตมากขึ้น ดังนั้น กลุ่มผู้เรียน กลุ่มแม่บ้านและครูอาสาสมัคร กศน. จึงได้ร่วมกันวางแผนจัดกิจกรรมการเย็บปักผ้าด้นมือลวดลายชาวม้ง ซึ่งเป็นงานละเอียด ประณีต และรักษาเอกลักษณ์ลวดลายชาวเขาเผ่าม้ง ที่แตกต่างจากชุมชนคนพื้นที่ราบทั่วไป

“คุณอัจจิมา วรรณเลิศ” ครูอาสาสมัคร สังกัดสำนักงาน กศน. จังหวัดแพร่ เล่าว่า ศศช. บ้านแม่แรม จัดโครงการอบรมอาชีพ “การทำผ้าด้นมือลวดลายชาวเขา” เพื่อให้กลุ่มสตรีบ้านแม่แรม ธำรงคุณค่าของการเย็บปักผ้าด้วยลวดลายชาวเขา และช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าปักชาวเขาเผ่าม้งให้มีความหลากหลาย เพิ่มช่องทาง เพิ่มรายได้ในการหาเลี้ยงครอบครัวให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

กระบวนการดำเนินงาน ทั้งครูอาสาสมัคร กศน. และกลุ่มผู้เรียนเป้าหมายได้ร่วมประชุมวางแผนและศึกษารูปแบบผลิตภัณฑ์ผ้าด้นมือซึ่งเป็นที่นิยมของผู้ซื้อทุกกลุ่มอาชีพ วิเคราะห์แนวโน้มตลาด กลุ่มสินค้าที่ขายง่ายและเร็ว นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งกลุ่มอาชีพผ้าด้นมือ หาวิทยากรที่มีความรู้เฉพาะด้านมาสอน เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้เรียนรู้การทำผ้าด้นมือในรูปแบบที่หลากหลาย และมีประสบการณ์ในการขายสินค้า เพื่อเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สู่ตลาด

วิทยากรจัดกระบวนการเรียนรู้การทำผ้าด้นมือ เพื่อเพิ่มคุณค่าการปักผ้าลวดลายม้งทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยนำลวดลายม้งที่มีความละเอียด ประณีต สวยงาม มาประดับตกแต่ง กระเป๋าสตางค์ พวงกุญแจ กระเป๋าเครื่องสำอาง กระเป๋าถือสำหรับสุภาพสตรี ให้มีความสวยงามหลากหลายมากขึ้น ปัญหาอุปสรรคที่พบก็คือ การออกแบบผลิตภัณฑ์ของกลุ่มและความคิดสร้างสรรค์ เนื่องจากสมาชิกกลุ่มยังขาดประสบการณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อการจำหน่ายและการเติบโตของกลุ่มในอนาคต

“แนวทางแก้ไขปัญหาคือ สมาชิกกลุ่มต้องแสวงหารูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ทันยุค ทันสมัย พัฒนาฝีมือการทำผ้าด้นมือที่มีความแตกต่างจากกลุ่มอื่นอย่างต่อเนื่อง นำมาปรับใช้และพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มโอกาสการแข่งขันในการหาตลาดกับชุมชนอื่นๆ ได้ จะทำให้ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเป็นที่รู้จักของผู้ซื้อ เพิ่มโอกาสการขายและเพิ่มช่องทางการตลาดได้มากขึ้น” ครูอัจจิมา วรรณเลิศ กล่าวในที่สุด

Pork Knuckle Red Curry with Cherry Tomato

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05104150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

Miracle Thai Agriculture

Danai Huntrakul E-mail : dnaihp71@gmail.com

Pork Knuckle Red Curry with Cherry Tomato

We call our wife”s mother “mother-in-law”. What about her mother”s mother? Well, I simply called her “grandma”; it sounds nice and closer to the in-laws.

Grandma never ate pork leg. After I made Emperor”s Pork Leg and induced her to try the knuckle, she went only for the knuckle whenever there was braised pork leg.

At the merit making rite for her death, the menu consisted of her favourites; chili shrimp paste with vegetables and fried mackerel, spare rib soup with bamboo mushroom, stir fried cauliflower with shrimp, fermented fish coconut milk stew, plus pork leg curry.

Such rite always sees me in the kitchen where I belong and could give a hand. To dress up for the reception line I would look out of place, lest too off-line for an in-law.

Busy, mother-in-law left me in the kitchen with lady cooks of assorted ages.

By my look of confidence or being a nice in-law, I was called the head cook.

Chili shrimp paste was being pounded and side vegetables attended to by squatting ladies, Mackerel already deep fried. I saw a lass standing by, so I approached,

“Would you help fillet some mackerel with head intact convenient for the monks; so next life we could share more merit making?” She had the trayful finished in a jiffy.

Stir fried cauliflower with shrimp and pork rib soup with bamboo mushroom was being seasoned by Maew Lass.

A cauldron of fermented fish stew in coconut milk was done from home, using the same side vegetables with chili paste. Normally these two dishes are not featured in such occasion for either could exhaust any rice cooker. But both were grandma”s favourite.

This left only the pork leg curry, ingredients of which had been thoroughly prepared by compassionate vendors for 3kg size; i.e. 3 kg each of pork leg and coconut milk; 1 kg cherry tomato; sweet basil and kaffir lime leaf. Red chili was nicely sliced by an uncle-in-law who wished to share a merit with the fillet lass in the next life.

Before further ado, Maew nudged me saying “Start the curry, prayers just started.”

In a wok I ladled coconut cream (1st press) to extract oil; added curry paste until its aroma went sky high. More cream and higher heat to boil; chunk of pork leg went in until almost done; then all was transferred to a cauldron of warm coconut milk and seasoned with fish sauce. The next boil saw cherry tomato, sweet basil, kaffir lime leaves and chili. A bowl of cached cream was poured to glisten up curry surface, and fire was put off.

Result? Despite warnings that the flesh would be tough, it came out al dente. With cherry tomato to degrease and kaffir lime to cut pork odour; coconut milk”s creaminess and curry paste”s intense flavour were retained. Not even for a plastic bag was left; for this curry is not commonly done; and the chili julienne flew off with the fillet lass.

แกงขาหมูมะเขือเปรี้ยว

แม่ของเมีย เราเรียก “แม่ยาย” แม่ของแม่ยาย จะเรียกว่า “ยายยาย” หรือ “แม่แม่ยาย” ดีละนี่ ผมเรียก “ยาย” เลย ฟังเนียนเป็นเนื้อเดียวกับบ้านเมียดี

ยายไม่กินขาหมู ท่านบอก “กินไม่เป็น” จนเมื่อหลานเขยทำขาหมูฮ่องเต้ ชวนยายกิน ตักจำเพาะคากิหรือเอ็นอุ้งตีนหมูให้ ตั้งแต่นั้น เวลามีขาหมู ยายจะเรียกหาแต่คากิเท่านั้น

ครั้นงานสวดทำบุญยายที่วัด เมนู หรือรายการสำรับกับข้าวล้วนเป็นของโปรดของยาย เช่น น้ำพริกกะปิผักจิ้ม ปลาทูทอด ต้มซี่โครงหมูเยื่อไผ่ ดอกกะหล่ำผัดกุ้ง หลนปลาร้า แถมแกงเผ็ดขาหมู

งานบุญอย่างนี้ ผมมักเจ๋อเข้าโรงครัว ถือเป็นพื้นที่ของเรา เข้าไปช่วยเขาได้บ้าง จะให้แต่งตัวเรี่ยมเสนอหน้ารับแขกก็ดูกระไรอยู่ เขาจะว่าทำอะไรนอกหน้าเกินเลยเขยเอาได้

แม่ยายมัวแต่วุ่นรับแขก ทิ้งให้ผมอยู่ในโรงครัว ซึ่งมีแต่แม่ครัว คละวัยคละรุ่นไปหมด

ไม่รู้เพราะมาดหรือดูเป็นเขยที่น่ารัก บรรดาแม่ครัวจึงยกให้ผมเป็นแม่งานเสียเลย

น้ำพริกกะปิ ผักจิ้ม เขาจองนั่งตำและนั่งทำผักกันหมด ปลาทูก็ทอดแล้ว ผมเห็นสาวสวยยืนดูอยู่คนหนึ่ง จึงออกปาก

“ช่วยถอดก้างปลาทูหน่อยได้ไหมจ๊ะ แต่ติดหัวปลาไว้ พระจะได้ฉันสะดวก ชาติหน้าจะได้มาทำบุญร่วมกันอีก” เดี๋ยวเดียวเธอทำเสร็จทั้งถาด

ดอกกะหล่ำ เห็ดฟาง ผัดกุ้ง สาวแหมวรับไป ส่วนต้มซี่โครงเยื่อไผ่ เธอปรุงรสเพิ่งยกลง

หลนปลาร้าหม้อใหญ่เสร็จสรรพมาจากบ้าน ผักจิ้มใช้ร่วมกับน้ำพริกกะปิ ซึ่งธรรมดางานแบบนี้ 2 อย่างนี่ เขามักไม่เอามาเข้าสำรับ เพราะคนจะกินกันหม้อข้าวแตก หุงไม่พอ แต่แม่ยายบอกเป็นของชอบของยาย ลูกเขยจึงอวยอือไม่กล้าหือด้วย

เหลือแกงเผ็ดขาหมูอย่างเดียว ซึ่งแผงแม่ค้าในตลาดร่วมทำบุญเตรียมสับเตรียมหั่นมาให้ สำหรับสูตร 3 กิโล คือ ขาหมู กะทิ อย่างละ 3 กิโล น้ำพริกแกงแดง 6 ขีด มะเขือเปรี้ยว 1 กิโล ใบโหระพา ใบมะกรูด เด็ดมาเรียบร้อย ส่วนพริกชี้ฟ้าแดงสด ได้น้าเขยช่วยเจียนเสี้ยวจนสวย ว่าชาติหน้าจะได้ร่วมบุญกับคนสวยที่ถอดก้างปลาทูนั่น

ไม่ทันหันรีหันขวาง สาวแหมวสะกิดสีข้างมา บอกว่า “แกงเลยพี่ พระเริ่มสวดแล้ว”

ตั้งกระทะ ติดไฟ ใช้ตะบวยวัด (อ่านว่าใหญ่มาก) ตักหัวกะทิใส่กระทะ เคี่ยวให้แตกมัน ลงเครื่องแกง ผัดจนหอมขึ้นไปถึงดาวดึงส์ เติมหัวกะทิ เร่งไฟ พอเดือดใส่ขาหมูที่สับคำใหญ่ คลุกคะเนว่าใกล้สุก ถ่ายทั้งกระทะลงหม้อหางกะทิ ปรุงรสด้วยน้ำปลา พอเดือดอีกที ใส่มะเขือเปรี้ยว ใบโหระพา มะกรูด และพริกสด ราดหัวกะทิที่ขยักไว้ชามหนึ่งสำหรับเอามันลอยหน้า ปิดแก๊ส

ผล ที่มีคนติงว่าเนื้อขาหมูจะเหนียว ปรากฏว่าขาหมูสุกนุ่มกำลังดี ได้มะเขือเปรี้ยวตัดรสเลี่ยน ใบมะกรูดดับคาว แต่คงความหวานมันของกะทิ และรสเข้มข้นน้ำพริกแกง จึงไม่เหลือใส่ถุงกลับบ้าน เพราะเป็นแกงที่ไม่ค่อยมีใครทำกัน

ส่วนพริกชี้ฟ้าแดงสดหั่นเสี้ยว ลอยไปกับคนสวยที่ถอดก้างปลาทูแล้ว