“วรพร” มะม่วงแปรรูป รสอร่อย แห่งเมืองแปดริ้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05105150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

“วรพร” มะม่วงแปรรูป รสอร่อย แห่งเมืองแปดริ้ว

เมืองไทย เป็นแหล่งผลิตมะม่วงจำนวนมากเป็นอันดับ 3 ของโลก ทุกปีมักเกิดปัญหาผลผลิตเข้าตลาดเป็นจำนวนมาก และขายไม่ได้ราคาในช่วงฤดูมะม่วง ซึ่งเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ประมาณ 1-2 เดือน บริษัท ผลไม้แปรรูปวรพร จำกัด จึงเป็นเสมือนที่พึ่งสุดท้ายของเกษตรกร ที่ช่วยรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด

แต่ละปี “วรพร” จะรับซื้อมะม่วงที่ปลูกในพื้นที่เมืองแปดริ้วกว่า 10 ล้านผล เพื่อนำมาแปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่มใหม่ ด้วยการผลิตที่ได้มาตรฐาน จากจุดเริ่มต้นที่เป็นอาชีพเสริมรายได้ในครอบครัวเมื่อ 60 ปีก่อน ปัจจุบัน “วรพร” กลายเป็นผู้ผลิตมะม่วงดอง มะม่วงกวน รายใหญ่ที่สุดในไทย ส่งออกสินค้าไปขายมากกว่า 11 ประเทศ ทั่วโลก

คุณชัยพร โสธรนพบุตร (แชมป์) ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ บริษัท ผลไม้แปรรูปวรพร จำกัด ในฐานะทายาทรุ่น 3 ที่สืบทอดธุรกิจแห่งนี้ เล่าว่า อากง “ไต่ไห้ แซ่โค้ว” ได้อพยพโล้เรือสำเภาจากเมืองซัวเถา ประเทศจีน มาขึ้นชายฝั่งประเทศไทยที่จังหวัดฉะเชิงเทรา อากงเห็นว่าที่แปดริ้ว มักมีปัญหามะม่วงล้นตลาด จึงซื้อมะม่วงนำมาแปรรูป ใส่ไหตำรับซัวเถา และนำมะม่วงดองใส่โหลแก้วแล้วตักใส่ถุงขายอยู่หน้าบ้าน สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว

จนถึงรุ่นคุณพ่อ “คุณชัยรัตน์ โสธรนพบุตร” อดีตข้าราชการครูวิชาเคมี ที่ใช้เวลาว่างช่วงวันอาทิตย์ทำมะม่วงดองและผลไม้ดองอยู่หลังบ้านและขายส่งตามร้านค้าต่างๆ ในย่านแปดริ้ว เพื่อเป็นรายได้เสริมเลี้ยงครอบครัว จนเห็นว่าอาชีพนี้สร้างรายได้ดีกว่างานประจำ จึงตัดสินใจลาออกแล้วผันตัวมาทำธุรกิจแปรรูปผลไม้เต็มตัว เมื่อปี 2529

คุณชัยรัตน์ นำเงินทุน 1 ล้านบาท ที่เก็บสะสมมาตลอดชีวิตมาลงทุนดองผลไม้ตุนไว้สำหรับขาย 1 ปี ปรากฏว่าผลไม้ขายดีมาก สินค้าหมดภายใน 3 เดือนแรก จึงลงทุนเพิ่มซื้อที่ดินสร้างโรงงาน มูลค่า 3 ล้านบาท พัฒนากิจการเป็นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดย่อม เปลี่ยนจากไหเป็นถังดองผลไม้ขนาดใหญ่ น้ำหนักเบา บรรจุผลไม้ได้มากกว่าเดิมแต่รสชาติดีเหมือนเดิม ใช้ส่วนผสมที่บริสุทธิ์ ปลอดภัย จนได้รับรองมาตรฐาน GMP, HACCP ยกระดับจากสินค้าโอท็อปสู่ห้าง และรุกขยายตลาดสู่ต่างประเทศ

“วรพร” ถือเป็นเจ้าแรกที่สร้างนวัตกรรมใหม่ให้วงการมะม่วงดอง เปลี่ยนวิธีรับประทานแบบเดิมๆ ตักใส่ถุง จิ้มพริกเกลือ มาเป็นมะม่วงดองพร้อมรับประทานเจ้าแรกในประเทศไทย ซึ่งนวัตกรรมนี้เกิดจากการร่วมทำธุรกิจกับร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เมื่อ 20 ปี ที่แล้ว โดยเซเว่นฯ เห็นผลิตภัณฑ์และชื่นชอบในรสชาติ จึงได้ติดต่อให้นำสินค้าไปวางขาย และจัดส่งทีมงานเข้ามาช่วยพัฒนาสินค้า บรรจุภัณฑ์ วัสดุที่ใช้ การจัดวางสินค้า และวางแผนการตลาด ปัจจุบัน “วรพร” มียอดขายในร้านเซเว่นฯ เฉลี่ยปีละ 50 ล้านบาท รวมกับยอดส่งออกมีรายได้เกือบ 100 ล้านบาท ต่อปี

คุณสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น ร้านอิ่มสะดวกของคนไทย กล่าวว่า บริษัทมีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนสินค้าจากผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ที่สามารถผลิตสินค้าได้คุณภาพมาตรฐานและเป็นที่นิยมของประชาชนมาโดยตลอด โดยบริษัทจะเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการเหล่านี้ เพื่อส่งตรงถึงมือผู้บริโภคทั่วประเทศผ่านสาขาร้านเซเว่นฯ ที่มีอยู่กว่า 8,400 สาขา และบริษัท ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง จำกัด ที่มีช่องทางการจำหน่ายผ่านนิตยสารเซเว่นแค็ตตาล็อก

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ บริษัท ผลไม้แปรรูปวรพร จำกัด เลขที่ 20/5 หมู่ที่ 6 ตำบลวังเย็น อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา โทร. (038) 813-444 หากใครสนใจนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายที่เซเว่น อีเลฟเว่น ติดต่อได้ทาง http://www.cpall.co.th หรือ http://www.7eleven.co.th และสำนักจัดซื้อของเซเว่น อีเลฟเว่น โทร. (02) 677-9000

ยามเมื่อลมพัดหวน จังหวะเกษตรก้าวไกลได้อีก กับอนาคต “สินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพ” !!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ศิริประภา เย็นยอดวิชัย jeabsiriprapha@hotmail.com

ยามเมื่อลมพัดหวน จังหวะเกษตรก้าวไกลได้อีก กับอนาคต “สินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพ” !!!

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา ท่ามกลางอากาศที่แจ่มใส รอให้ฝนตกหลังจากอากาศร้อนเปรี้ยงมา 1-2 เดือน ซึ่งธรรมชาติทำให้ได้มีโอกาสพบกับ “พี่ตี๋” แมทชิ่ง หรือ คุณสมชาย สุทธานนท์ หลังจากไม่ได้เจอกันมานาน ไม่ต่ำกว่า 10 ปี นับเป็น “ลมพัดหวน” ที่น่าจดจำค่ะ เพราะสมัยที่พบพี่ตี๋เมื่อนานมาแล้ว พี่ตี๋ยังเป็นผู้บริหารอยู่แมทชิ่ง เปิดตัวด้วยลีลาการสร้างสรรค์งานโฆษณาที่ไม่เหมือนใคร จนดังเป็นพลุแตกทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ กระทั่งในที่สุด พี่ตี๋ก็ผลักดันธุรกิจแมทชิ่งเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอย่างสวยงาม

ปี 2558 วันนี้พี่ตี๋ท้วมขึ้นเล็กน้อย ตามฐานะ เพราะพี่ตี๋ไปลงทุนด้านอุตสาหกรรมโทรทัศน์ในดินแดนพุทธศาสนา อย่างสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ หรือเรียกสั้นๆ ว่า เมียนมาร์ หรือตามประวัติศาสตร์คือ “พม่า” แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ พี่ตี๋ไปร่วมทุนสร้างสถานีโทรทัศน์เป็นของตัวเองที่นั่น และจ้างคนท้องถิ่นทำงาน สร้างรายได้ให้คนท้องถิ่นไปในตัว นับเป็นการเจอกันที่แปลกใหม่และหวือหวา ผ่านบทสนทนาที่ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที หลังจากพี่ตี๋ลงเรือลำหนึ่ง ซึ่งมีผู้เขียนนั่งอยู่ด้วย เป็นสถานการณ์ที่เราต้องนั่งเรือลำเดียวกัน ด้วยความบังเอิญ แต่ทำให้อรรถรสของบทสนทนาเข้มข้นค่ะ

พี่ตี๋ : ทำอะไรอยู่???

ผู้เขียน : รับเขียนงานให้นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เครือมติชนค่ะ ไม่ได้เจอพี่ตี๋นานมาก!

พี่ตี๋ : ผมไปสร้างช่องโทรทัศน์อยู่ที่พม่า

ผู้เขียน : ลงทุนเองทั้งหมดเหรอคะพี่ตี๋???

พี่ตี๋ : ผมลงทุน ลักษณะร่วมทุนกับนักธุรกิจที่นั่น

ผู้เขียน : ถ้าคนไทยไปทำต้องเก่งภาษาอังกฤษ

พี่ตี๋ : ผมจ้างคนที่นั่นทำงานเลย

บทสนทนา ดูจะไม่เกี่ยวกับแวดวงการเกษตรเท่าไหร่ แต่ก็ทำให้เห็นมุมมองของนักคิด นักโฆษณา ที่มีชื่อเสียงว่า เขามองโอกาสให้กับตัวเองตลอด ไม่ต้องนั่งรอให้โอกาสวิ่งชน แต่เป็นผู้วิ่งเข้าไปชนโอกาสนั้นเสียเอง ซึ่งหากเรานำวิธีคิดของ “พี่ตี๋” มาใช้ ก็จะเห็นว่า ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใดของโลก เราวิ่งหาโอกาสที่เป็นสัมมาทิฐิได้ทันที บนโลกใบนี้ยังมี “โอกาส” อีกมาก เช่นเดียวกับ “พี่ตี๋” แมทชิ่ง ที่เปิดโอกาสตัวเองไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเงียบๆ

อนาคตสินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพมาแรง

ญี่ปุ่น คือ โมเดลของการสร้างค่านิยม

ในมุมของเกษตรกร วิธีคิดของนักการตลาดที่มีชื่อเสียง ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างไม่มีวันจบ เป็นปรากฏการณ์ “อินฟินิตี้” (Infinity) เฉกเช่น พี่ตี๋ แมทชิ่ง แห่งวงการอุตสาหกรรมโฆษณา และธุรกิจสื่อโทรทัศน์ ไปลงทุนในประเทศเมียนมาร์ และอย่างที่ “พี่จือ” หรือ คุณสุวรรณดี ไชยวรุตม์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู้ดส์แอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) เล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งเมื่อต้องทำป๊อปคอร์นออกตลาด การคิดค้นรสชาติป๊อปคอร์นเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งก็มองว่า ป๊อปคอร์นที่จะทำตลาดได้ดี ควรมีรสชาติความเป็นผลไม้ไทย อย่างรสมะพร้าว และทุเรียน

“ป๊อปคอร์นรสผลไม้ไทย เป็นแนวคิดที่ได้มาจากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคว่า จะนิยมบริโภคอาหารธรรมชาติมากกว่าเดิม เป็นพฤติกรรมย้อนศรไปสู่ธรรมชาติ และสะท้อนถึงความเป็นเอกลักษณ์แบบไทยๆ ชูความเป็นไทย เพราะอย่างในประเทศญี่ปุ่น ต้องยอมรับว่าเก่ง ที่สามารถสร้างค่านิยมให้คนในประเทศภูมิใจกับการใช้ของที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่น มากกว่าการใช้ของที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ” พี่จือเล่าให้ฟังอย่างสนุก ถึงอนาคตของพฤติกรรมผู้บริโภค ที่มากำหนดให้สินค้าอย่าง “อาหาร” ซึ่งต้องใช้วัตถุดิบจากสินค้าเกษตรเป็นหลัก หันมาพัฒนารสชาติให้โดนใจผู้บริโภคมากขึ้น

จากที่พี่จือเล่าให้ฟังนั้น ยังมีความน่าสนใจอีกว่า สินค้าญี่ปุ่น เขียนว่า Made in Japan มีราคาแพงกว่าสินค้านำเข้าจากประเทศอื่นๆ ที่เขียนคำว่า Made in “…” (ประเทศต่างๆ) เพราะฉะนั้นพี่จือจึงตั้งข้อสังเกตมาตลอดว่า ญี่ปุ่นทำอย่างไรให้สินค้าในประเทศของตัวเองมีราคาและมีคุณค่า ซึ่งคำตอบที่พี่จือได้ก็คือ สร้างคุณภาพของสินค้าให้มีคุณภาพที่มั่นใจได้ ถ้าหากรับประกันว่า Made in Japan จะต้องเป็นสินค้าที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของผู้บริโภคจริงๆ รองลงมาคือ สร้างความภูมิใจให้คนในประเทศ รู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่ใช้สินค้าของประเทศตนเอง

“สังเกตไหมว่า คนญี่ปุ่นจะภูมิใจมากกับการใช้สินค้าที่มาจากประเทศของตัวเอง คนญี่ปุ่นมาประเทศไทยก็จะหาสินค้าญี่ปุ่นใช้ และในประเทศญี่ปุ่นเอง เขาก็เป็นอย่างนั้น ถ้าให้เขาซื้อของประเทศอื่นใช้ ต่อให้ราคาถูกยังไง เขาก็ไม่ซื้อ เขาเลือกซื้อสินค้าที่มีคำว่า Made in Japan พี่เคยไปซื้อรองเท้าในห้างที่ญี่ปุ่น เป็นสินค้านำเข้าอย่างดี ราคาถูกกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่น พอซื้อมาคนญี่ปุ่นบอกว่า ฉันผลิตได้ดีเท่ากับนำเข้า เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมาคิดว่า ถ้าเป็นสินค้าเกษตร จะสร้างความภูมิใจให้กับผู้บริโภคคนไทยอย่างไรเป็นอันดับแรกว่า ถ้าจะเลือกบริโภคสินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพ ต้องผลิตในประเทศไทย ผู้ผลิตในประเทศไทยต้องพยายามยกระดับตัวเอง ให้ผู้บริโภคคนไทยยอมรับให้ได้” นี่เป็นการถ่ายทอดจากประสบการณ์ของนักการตลาดมืออาชีพที่ได้มีโอกาสไปสัมผัสประเทศญี่ปุ่น ทั้งในช่วงการศึกษา และการทำงาน ประสบการณ์ของพี่จือ เป็นแง่คิดให้กับแวดวงเกษตรกรรมตรงที่ พฤติกรรมผู้บริโภคเป็นส่วนสำคัญที่สุด อย่างประเทศญี่ปุ่น สร้างให้คนของตัวเองภูมิใจในสินค้าที่ผลิตโดยชาวญี่ปุ่น และมาจากประเทศญี่ปุ่น จนนำมาซึ่งมาตรฐานของสินค้าที่ต้องได้คุณภาพเป็นอันดับแรก เพราะหากสินค้าไม่มีคุณภาพ ก็จะส่งผลให้วงจรผู้บริโภคถูกตัดตอน และผู้บริโภคก็ไม่เลือกซื้อเช่นกัน

ถ้าเราคิดในมุมกลับ หรือลองย้อนศรดู หากเราทำได้อย่างประเทศญี่ปุ่น ประเทศไทยก็จะกลายเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคสินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพในเวลาเดียวกัน เหมือนกับที่ญี่ปุ่นผลักดันตัวเองให้เป็นตลาดผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มอินทรีย์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย (อ้างอิงจากข้อมูลของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์)

ญี่ปุ่นจึงเป็นโมเดลของการสร้างค่านิยม รวมทั้งกรณีศึกษา (case study) ที่ทำให้เห็นว่า ประสบความสำเร็จเรื่องการทำให้คนในประเทศของตัวเอง รู้สึกภูมิใจที่จะบริโภคสินค้าทั้งเกษตรและอุตสาหกรรม ที่มาจากผลผลิตของคนญี่ปุ่นพร้อมขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สร้างกระแสบริโภค สร้างยอดขายสินค้าเกษตร

การเกิดขึ้นของค่านิยมการบริโภคไม่ได้เกิดขึ้นมาเองโดยไม่มีส่วนผสมอะไรเลย แต่ต้องมีส่วนผสมมาจากการ “สร้าง” ซึ่งเมื่อมาถึงตรงนี้ พี่จืออธิบายให้ฟังต่อว่า อย่างกรณี “ช็อกโกแลต วาเลนไทน์” มีการสร้างกระแสให้เกิดการให้ช็อกโกแลตขึ้นมา ขณะที่ช็อกโกแลตต่างคนก็ต่างนำเข้ามาจากหลากหลายประเทศในที่สุด ทั่วโลกนิยมซื้อช็อกโกแลตให้กันวันวาเลนไทน์ และผู้ให้กับผู้รับก็รู้สึก “เท่” กับช็อกโกแลต วันวาเลนไทน์ ซึ่งต่อมาช็อกโกแลตกลายเป็นขนมที่ให้กันในโอกาสต่างๆ และตามเทศกาลต่างๆ

“ในตลาดสินค้าเกษตร และสินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพ จะต้องใช้วิธีสร้างกระแสให้ผู้บริโภครู้สึกเท่กับการให้และได้รับสินค้าเกษตรเป็นของขวัญ ซึ่งผู้ประกอบการสินค้าเกษตรควรจะรวมตัวกัน เพื่อทำให้เกิดกระแส ซึ่งจะนำมาซึ่งความต้องการของผู้บริโภค (Demand) ไม่ใช่ต่างคนต่างทำอย่างที่ผ่านมา” พี่จือแนะนำแนวทางการทำให้สินค้าเกษตรทั่วไป และสินค้าเกษตรสุขภาพเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง

ผู้เขียนมองว่า สินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพมีอนาคตสดใส และมีจุดเด่น หากมีการสร้าง “กระแส” อย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่ไทยจะกลายเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ เพื่อผลิตให้คนไทยผู้บริโภคเท่านั้น แต่สินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพจะกลายเป็นสินค้าที่เป็นจุดขายของประเทศไทย ดึงดูดผู้บริโภคจากทั่วโลก ซึ่งไม่ใช่แค่ตลาดการส่งออก แต่ยังหมายถึงตลาดท่องเที่ยวได้อีกด้วย

เมื่อสนทนากับพี่จือมาถึงตรงนี้ ไอเดียต่างๆ ก็เริ่มมากขึ้น พี่จือแนะนำเกษตรกรว่า ในต่างประเทศโดยเฉพาะคนจีนนิยมบริโภคกระเทียมจากประเทศไทย ขณะที่คนไทยเองจะเห็นว่า เวลาทำอาหาร หากเลือกใช้กระเทียมไทย จะมีรสชาติที่อร่อย กลมกล่อม ถ้าเปรียบเทียบกับกระเทียมนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือกระเทียมจากจีน จะมีความแตกต่างชัดเจน

“ไทยได้เปรียบหลายเรื่อง มีสินค้าเกษตรที่เป็นเอกลักษณ์ และคนต่างประเทศชื่นชอบ อย่างกระเทียม จะเห็นว่าถ้าเมนูอาหารของไทย เลือกใช้กระเทียมไทย กลิ่นและรสชาติก็หอม ส่วนกระเทียม อย่าง กระเทียมของจีน ราคา 3 กิโลกรัม 100 บาท แต่เมื่อนำไปปรุงอาหาร รสชาติอาหารขาดไป ก็เลยไปได้ความรู้ว่า กระเทียมนี่สำคัญมาก ทำให้อาหารอร่อยหรือไม่อร่อยก็ได้ และก็รู้มาว่า ที่ศรีสะเกษ มีกระเทียมคุณภาพ รสชาติดี” พี่จือเล่าประสบการณ์ใกล้ตัว อย่างการทำอาหารรับประทานเอง จะเห็นความแตกต่างของกระเทียมไทย และกระเทียมนำเข้าจากต่างประเทศ

พี่จือทิ้งท้ายด้วยแง่คิด 3 ข้อ ถึงการหาจุดเด่นของสินค้าเกษตรมาเพาะปลูกและทำตลาด ดังนี้

1. หาความเป็นไทยในสินค้าเกษตรนั้นๆ มาเป็นจุดขาย นำมะพร้าวมาใส่ในป๊อปคอร์น เป็นต้น

2. เลือกสินค้าเกษตรที่มีเอกลักษณ์ เช่น เป็นพันธุ์พื้นเมือง อย่าง มะม่วงมหาชนก ทุเรียนนนท์ และกระเทียมศรีสะเกษ

3. เลือกสินค้าเกษตรที่มีวัฒนธรรมไทย บ่งบอกความเป็นไทย ภูมิใจในการเป็นเกษตรกรไทย ผ่านการผลิตและทำตลาดสินค้าเกษตร เช่น ข้าวหอมมะลิ แสดงถึงวัฒนธรรมไทยได้อย่างชัดเจน เมื่อนำเรื่องสุขภาพมาใส่เข้าไป เป็นข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ก็จะทำให้ข้าวไทยได้ราคาดีกว่าเดิมหลายเท่าตัว

4. มองหาสินค้าเกษตรที่สร้างรายได้ให้ยั่งยืน เช่น ข้าว ทุเรียน มะพร้าว และมะม่วง เป็นต้น

ฉบับนี้ จบด้วยแง่คิดที่ว่า ในอนาคตผู้บริโภคจะหันมาบริโภคสินค้าที่เป็นธรรมชาติ เพื่อสุขภาพ และหนึ่งในดาวรุ่งพุ่งแรง คือ “สินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพ”

“วิเชียร บุญรอด” ชาวเมืองโอ่ง ยกระดับ…ปลูกมะนาว ส่งขายร้านกาแฟดังในปั๊ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“วิเชียร บุญรอด” ชาวเมืองโอ่ง ยกระดับ…ปลูกมะนาว ส่งขายร้านกาแฟดังในปั๊ม

การมีฝนตกน้อย หรือไม่ตกต้องตามฤดูกาลเป็นระยะเวลานาน กระทั่งทำให้เกิดสภาวะการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งเป็นสาเหตุให้พืชพรรณต่างๆ ได้รับผลกระทบแล้ว ทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตไม่สมบูรณ์ เกิดความเสียหายทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม สิ่งเหล่านี้อาจเรียกได้ว่า วิกฤติภัยแล้ง

แนวทางหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาคือ การทำเกษตรแบบผสมผสาน ทั้งการปลูกพืชหลายชนิดรวมกัน การเลี้ยงสัตว์ ตลอดจนถึงการแปรรูปพืชผลทางการเกษตร และที่ผ่านมามีชาวบ้านหลายพื้นที่ทั่วประเทศยึดแนวทางนี้จนประสบความสำเร็จ บางรายมีการบริหารจัดการทรัพยากรในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ

เกษตรปากท่อ พาไปพบชาวบ้าน ที่ทำสวนผสมผสานได้สำเร็จ

คุณสมศักดิ์ พุทธพฤกษ์ เกษตรอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี พาไปพบ คุณวิเชียร บุญรอด อยู่บ้านเลขที่ 147 หมู่ที่ 6 ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นชาวบ้านที่ประสบความสำเร็จจากการปลูกพืชไม้ผลหลายชนิดแบบผสมผสาน

อีกทั้งภายในสวนยังนำวัวมาเลี้ยง จำนวนกว่า 10 ตัว เพื่อใช้ประโยชน์จากมูลในการทำปุ๋ยผสมดิน และปุ๋ยน้ำฉีดพ่น หรือถ้าบริเวณใดมีหญ้าขึ้นรกจะปล่อยวัวเข้าไปแทะเล็มเพื่อกำจัดหญ้า จึงทำให้ไม่ต้องใช้สารเคมีกำจัด ถือเป็นการช่วยลดต้นทุน ตลอดจนมีการขุดบ่อเก็บกักน้ำทางธรรมชาติเพื่อใช้กับพันธุ์ไม้หลายชนิด ทั้งหมดนี้ดูจะเป็นการเกื้อกูลกันทางธรรมชาติเป็นอย่างดี

ฉะนั้น จึงไม่แปลกใจเลยที่ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน เงาะ มะม่วง กล้วย และมะนาว ล้วนแต่มีผลผลิตที่ได้คุณภาพ เป็นที่ยอมรับของตลาด

แต่ที่น่าสนใจมากเป็นพิเศษคือ การปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ที่ได้ผลผลิตจำนวนมาก เป็นผลผลิตที่มีคุณภาพทั้งขนาด รสชาติ และปริมาณน้ำ จนกระทั่งเป็นที่สนใจของร้านกาแฟชื่อดังในปั๊ม สั่งมะนาวผลจำนวนมากเพื่อนำไปทำเป็นชามะนาว

เปลี่ยนหาเงินจากปลูกข้าว มาเป็นสวนผสมผสาน มีรายได้ดีกว่า

คุณวิเชียร เริ่มต้นอาชีพเกษตรกรรมด้วยการทำนา และทำไร่ข้าวโพดกับมันสำปะหลัง ภายหลังประสบปัญหาราคาผลผลิตลดลงมาก ทำแล้วไม่คุ้มทุน จึงเลิกแล้วหันไปปลูกปาล์มน้ำมัน เนื้อที่ 28 ไร่ จำนวน 500 กว่าต้น กระทั่งปาล์มมีอายุเข้าปีที่ 3 จึงสามารถเก็บผลผลิตได้ โดยนำไปขายแถวหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี ที่มีระยะทางห่างจากสวน ประมาณ 30 กิโลเมตร โดยขายได้ราคากิโลกรัมละ 4.50 บาท ซึ่งถือว่าพออยู่ได้

ขณะปลูกปาล์มยังมีเวลาว่างอีก คุณวิเชียรมองว่า ต้องหาอะไรทำเพื่อสร้างรายได้เสริม จึงตระเวนไปหาความรู้การปลูกพืชและไม้ผลชนิดอื่น ที่มีแนวโน้มว่าสามารถสร้างเม็ดเงินได้โดยไม่ต้องเสี่ยงมาก

ปลูกมะนาวได้ผลเกินคาด ส่งขายร้านกาแฟดังในปั๊ม เพื่อทำชามะนาว

เกษตรกรรายนี้ไปสนใจมะนาวที่ใส่ตะกร้าวางขายในตลาดนัด ราคา 150 บาท จึงทำให้เขาเกิดความคิดที่จะปลูกมะนาว ได้ไปเสาะหาพันธุ์แป้นพิจิตรมาปลูก ด้วยเหตุผลเพราะให้น้ำมาก เป็นที่ต้องการของตลาด โดยทดลองปลูกในสวนปาล์มระหว่างร่อง จนประสบความสำเร็จสามารถขายได้ราคา ผลละ 4-5 บาท จากนั้นจึงนำพันธุ์มะนาวแป้นพิจิตรมาปลูกเพิ่มอีกในแปลงมันสำปะหลัง เป็นการปลูกในวงบ่อซีเมนต์ จำนวนทั้งสิ้น 500 ต้น ปลูกมาแล้วกว่า 4 ปี

คุณวิเชียร ปลูกมะนาวด้วยความใส่ใจมาก คุณวิเชียรแทบจะไม่ได้ใช้สารเคมีในกระบวนการปลูกเลย แต่จะใช้ปุ๋ยหมักที่เป็นมูลวัว และเศษพืชผสมเองแทน โดยในแต่ละปีใช้จำนวนพันกว่ากระสอบ พร้อมไปกับการหมักปุ๋ยน้ำเพื่อใช้ฉีดพ่นด้วย ซึ่งได้ทำเช่นนี้มาเป็นเวลา 7 ปีแล้ว คุณวิเชียรมองว่า การใช้สารเคมีมีอันตรายทั้งต่อผู้ปลูกและผู้บริโภค

พร้อมทั้งให้น้ำ 2-3 วัน ต่อครั้ง โดยดูจากความเหมาะสมของสภาพดินฟ้าอากาศประกอบ ทั้งนี้ ส่วนผสมดินที่ปลูก มี ขี้วัวหมักปุ๋ย ใส่ขี้วัวกับดิน โดยใช้ขี้วัว จำนวน 2 ถุง กับดิน 1 รอง ให้คลุกเคล้าปนกัน ปลูกไปเป็นเวลา 8 เดือน แล้วให้รดน้ำอย่างเดียว พอใกล้เก็บผลจึงใส่ขี้วัวอีกครั้ง

ผลจากการปลูกอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการนำปัจจัยการปลูกที่เป็นอินทรีย์ล้วนเช่นนี้ จึงทำให้มะนาวเพียงต้นเดียวให้ผลผลิตได้ถึงกว่า 300 ผล แล้วถ้าหากราคามะนาว ผลละ 5 บาท จะได้เงินจำนวน 1,500 บาท ต่อต้น เพราะฉะนั้นรายได้ที่เกิดขึ้นเพียงต้นเดียวได้เงินค่ากับข้าวแล้ว ยิ่งถ้าเก็บผลผลิตมะนาวทั้งสวนจะมีรายได้เท่าไร??

การปลูกมะนาว จำนวน 500 ต้น ของคุณวิเชียร ใช้เงินลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 200,000 บาท โดยจำแนกคร่าวๆ อย่าง ค่าวงบ่อซีเมนต์ ราคาใบละกว่า 200 บาท ค่ากิ่งพันธุ์ที่ซื้อมา กิ่งละ 150 บาท แล้วเป็นค่าเบ็ดเตล็ดอื่นๆ อีก

จากแนวคิดที่ว่า ทำอย่างไรให้ประหยัดต้นทุนมากที่สุด เพราะนั่นหมายถึงผลกำไรที่เกิดขึ้น จึงทำให้คุณวิเชียรตัดสินใจปลูกต้นไผ่เพื่อนำลำไผ่มาใช้สำหรับค้ำต้นมะนาว ทั้งนี้ ได้เลือกเป็นไผ่ที่รับประทานหน่อได้ เพราะสามารถนำไปขายได้อีก กระทั่งพอต้นไผ่มีอายุมากจึงตัดมาใช้งาน เพราะถ้าไปซื้อ ราคา ลำละ 15 บาท

ด้วยคุณภาพของมะนาวแป้นพิจิตรในสวนแห่งนี้ ที่เจ้าของสวนการันตีถึงขนาดผล ปริมาณน้ำ และรสชาติ เพราะสามารถนำไปปรุงอาหารหรือแปรรูปได้อย่างคุ้มค่า จึงเป็นที่ต้องการของตลาดลูกค้าหลายประเภท ทั้งรายย่อยที่สั่งจองกันตลอดต่อเนื่อง หรือแม้แต่รายใหญ่ขาประจำที่ต้องส่งให้เดือนละหลายพันผล

“อย่างถ้าขายส้มตำ ปกติแม่ค้าจะใช้มะนาว ครกละ 2 ผล แต่ถ้าใช้มะนาวที่ปลูกในสวนแห่งนี้เพียง 1 ผล สามารถทำส้มตำได้ถึง 2 ครก จึงประหยัดต้นทุนได้มาก อีกทั้งหากนำไปใช้ในร้านอาหารก็คุ้มค่าแล้ว สร้างความอร่อยให้แก่อาหารจานนั้นด้วย

แต่ลูกค้าขาประจำที่น่าสนใจ คงเป็นร้านขายกาแฟชื่อดังที่ตั้งอยู่ในปั๊มขนาดใหญ่ ร้านนี้นำไปใช้ทำชามะนาว ซึ่งลูกค้ารายนี้ ขายส่งกันมาได้ 1 ปีกว่า ส่งมะนาวอาทิตย์ละครั้ง จำนวน 1-2 พันกว่าผล ราคาส่งอยู่ที่ 4-5 บาท แต่ในบางคราวเพียง 2 วัน ก็โทรศัพท์มาสั่งแล้ว”

ไม่เพียงเท่านั้น ครอบครัวบุญรอด ยังมีการพัฒนาต่อยอดสินค้าด้วยการนำผลมะนาวบรรจุใส่ถุงใสอย่างดี แล้วทำเป็นของฝาก วางขายที่ร้านกาแฟชื่อดังแห่งเดียวกันด้วย โดยจำหน่ายราคา ถุงละ 50 บาท อันนี้เป็นราคาช่วงปกติ แต่ถ้าช่วงมะนาวแพง อาจต้องจำหน่ายราคา ถุงละ 100 บาท

นอกจากรายได้จากการขายผลมะนาวสดแล้ว คุณวิเชียรยังทำกิ่งพันธุ์มะนาวจำหน่าย ในราคากิ่งละ 70-100 บาท คุณวิเชียรชี้ว่า เมื่อต้นโตสูงขึ้น แทนที่จะตัดให้เสียเปล่า ควรเลือกกิ่งที่มีขนาดเหมาะสมเพื่อขยายพันธุ์ แล้วยังบอกต่อว่า ถ้าต้นพันธุ์ที่ปลูกมีคุณภาพให้ผลผลิตได้อย่างดีแล้ว กิ่งพันธุ์จะต้องมีคุณภาพเช่นกัน

ผลิตทุเรียนคุณภาพขาย มีรายได้ดี ตลาดรองรับ…ชัวร์

ไม้ผลอีกชนิดที่คุณวิเชียรมองว่ามีอนาคตไกลคือ ทุเรียน คุณวิเชียร เผยว่า ปัจจุบัน ตลาดทุเรียนยังเป็นที่ต้องการอยู่ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ ดังนั้น หากผลิตทุเรียนที่มีคุณภาพแล้ว มีตลาดรองรับในราคาสูงแน่นอน

ทุเรียนที่ปลูกเป็นพันธุ์หมอนทอง คุณวิเชียรใช้พื้นที่ปลูก 19 ไร่ จำนวน 500 กว่าต้น ปลูกมาได้ 6 ปี เพิ่งได้ผลผลิตรุ่นแรกเมื่อปลายปี 2557 จำนวนประมาณ 30 กว่าต้น ขายราคากิโลกรัมละ 80-90 บาท

เจ้าของสวนบอกว่า ตอนนี้ต้องการให้คนในชุมชนหันมาปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้น และต้องการให้ปลูกแบบมีคุณภาพ อีกทั้งยังรณรงค์ให้เก็บทุเรียนสุกเท่านั้น เพราะไม่ต้องการให้เสียชื่อเสียง ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีลูกค้าให้ความสนใจสั่งซื้อทุเรียนที่ปลูกเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีคุณภาพดีมาก ขายแล้วได้ราคาเป็นที่พอใจ อย่างราคาในตลาดขายกัน 60-70 บาท ต่อกิโลกรัม แต่ทุเรียนที่นี่ขายกันในราคา 90 บาท ต่อกิโลกรัม ขายดีมาก ถึงขนาดต้องมีการสั่งจองล่วงหน้า

คุณวิเชียรไม่ใช่เกษตรกรที่มุ่งปลูกแล้วขายผลผลิตอย่างเดียว แต่คุณวิเชียรยังทำหน้าที่เป็นพ่อค้าในเวลาเดียวกันด้วย ทั้งนี้ คุณวิเชียร ชี้ว่าการปลูกทุเรียนที่มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างรายได้ดีนั้น ผู้ปลูกควรศึกษาความต้องการของตลาดควบคู่ไปด้วย อย่างกรณีถ้าตลาดต้องการผลที่มีคุณภาพก็อาจต้องมีการแต่งผล ซึ่งหมายถึงต้องทำให้ผลทุเรียนทุกลูกมีขนาด ความสมบูรณ์เท่ากัน

ทั้งนี้ โดยเริ่มทำตั้งแต่การดูแลทรงพุ่ม หรือการตัดผลทิ้งบ้างเพื่อรักษาคุณภาพผลที่เหลือให้สมบูรณ์ เพราะการมีผลมากเกินไปอาจขาดความสมบูรณ์ และผลที่สมบูรณ์ควรมีขนาด 3-4 กิโลกรัม และควรมีเนื้อสีเข้ม เปลือกบาง

อย่างไรก็ตาม ในอีก 5-6 ปี ข้างหน้า มะนาวที่ปลูกรุ่นแรกจะถูกย้ายออก เพื่อปล่อยให้ต้นทุเรียนซึ่งได้ปลูกอยู่แล้วระหว่างต้นมะนาวพร้อมเจริญเติบโตเต็มที่ โดยไม่ต้องรอให้เสียเวลา และเป็นทุเรียนอีกรุ่นที่ตระเตรียมไว้ พร้อมกับเงาะนาสาร จำนวน 300-400 ต้น

ไม่เพียงเท่านั้น คุณวิเชียรยังปลูกไม้ผลชนิดอื่นแล้วได้คุณภาพอีก อย่าง มะม่วงน้ำดอกไม้ดิบที่มีขนาดผลใหญ่มาก ปลูกกล้วยน้ำว้าที่มีเครือใหญ่หลายหวี หรือแม้กระทั่งกำลังซุ่มเพาะ-ขยายต้นมะนาวไร้เมล็ดเพื่อส่งออกขายต่างประเทศ

คุณสมศักดิ์ กล่าวว่า สวนคุณวิเชียร นับเป็นแหล่งผลิตพืช ผัก ไม้ผลที่มีคุณภาพ ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่คุณวิเชียรเป็นผู้ที่มีความกระตือรือร้น ใส่ใจต่ออาชีพ แล้วยังชอบศึกษาหาความรู้ด้านเทคโนโลยีการเกษตรอยู่ตลอดเวลา แล้วยังเป็นต้นแบบที่ดีต่อชุมชน

“อีกทั้งยังเป็นผู้ที่ชาวบ้านให้ความเชื่อถือและศรัทธาในฐานะผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน นอกจากนั้น ยังทำหน้าที่เป็นกรรมการทำปุ๋ยหมักของชุมชน ทั้งนี้ โดยรวมกลุ่มเกษตรกรทั้งหมดไปทำปุ๋ยกันที่หน้าโรงเรียนยางคู่ เป็นกองปุ๋ยขนาดใหญ่แล้วนำมาบรรจุใส่กระสอบแจกจ่ายชาวบ้านทุกหลังคาเรือน”

ผลสำเร็จที่เกิดจากความตั้งใจ รวมถึงความซื่อสัตย์ต่ออาชีพ ตลอดจนเป็นคนที่วางแผนการเพาะปลูกพืชไม้ผลอย่างเป็นขั้นตอน โดยจะไม่ปล่อยให้มีช่วงเวลาว่างเลยแม้แต่นิด เปรียบเหมือนกับการวิ่งผลัด ที่มีการรับช่วงต่อกันโดยไม่ขาดตอน จึงทำให้ครอบครัวบุญรอดมีรายได้ผ่านมือตลอดทุกวัน เมื่อถามถึงรายได้ต่อเดือนแล้ว คุณวิเชียรแย้มว่า ตกเดือนละประมาณ 20,000 บาท หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว

สนใจสั่งซื้อผลผลิตทางการเกษตร หรือกิ่งพันธุ์มะนาวที่มีคุณภาพ ได้ที่ คุณวิเชียร บุญรอด โทรศัพท์ (087) 156-5956

10 หลักสูตร สร้างอาชีพ “ร่วมกันสู้ชีวิต ในยามเศรษฐกิจถดถอย” เรียนรู้ได้ภายใน 1 วัน!! ที่ มติชนอคาเดมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05112150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

มติชนอคาเดมี

โดย : อนุภาค ชัยชนะดารา

10 หลักสูตร สร้างอาชีพ “ร่วมกันสู้ชีวิต ในยามเศรษฐกิจถดถอย” เรียนรู้ได้ภายใน 1 วัน!! ที่ มติชนอคาเดมี

ในภาวะเศรษฐกิจขาลง และค่อนข้างผันแปร ณ เวลานี้ การใช้จ่ายเงินของใครหลายคนอาจจะฝืดเคืองไปบ้างตามสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ทำให้บางคนอาจจะกำลังมองหา “รายได้เพิ่ม” เพื่อนำมาช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวเพิ่มเติม หรือบางรายก็อาจกำลังคิดจะ “เปลี่ยนอาชีพ” ไปเป็น พ่อค้า-แม่ขาย เพื่อสร้างรายได้เป็นของตัวเองบ้าง

แต่…มันก็ไม่ได้ง่ายอย่างคิดไว้ ครั้นจะออกไปลองผิดลองถูก ก็อาจกลายเป็นปัญหาที่หนักยิ่งกว่าเดิม กลายเป็นเพิ่มหนี้สิน หรือเสียเงินลงทุนฟรีไปโดยปริยาย แถมยังไม่ได้คำตอบที่ถูกต้อง มติชนอคาเดมี จึงขันอาสาขอหาทางออกมาบอกทุกท่าน ให้ผ่านพ้นเศรษฐกิจช่วงนี้ไปพร้อมๆ กันครับ

ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชนอคาเดมี) ผู้ริเริ่มคอร์สการฝึกอาชีพชั้นนำของเมืองไทย เตรียมเปิดหลักสูตรสร้างอาชีพ พร้อมนำไปต่อยอดสร้างรายได้ด้วยตัวคุณเอง เพียงคอร์สละ 999 บาท เท่านั้น!!! ท่านก็สามารถเรียนรู้หลักสูตรทำเงินที่น่าสนใจ อาทิ ก๋วยเตี๋ยวหลอด วุ้นเป็ด ไก่ทอดหาดใหญ่ หมูทอดเจียงฮาย และหลักสูตรอื่นๆ รวมแล้ว ถึง 10 วิชา ที่สามารถช่วยให้คุณนำความรู้จากห้องเรียนไปลงทุนสร้างธุรกิจขายอาหารแบบย่อมเยาได้ไม่ยากเย็นเลยทีเดียว

คุณสุรพล พิทยาสกุล ผู้อำนวยการศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน กล่าวว่า

“ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจค่อนข้างผันผวนเช่นนี้ ต้องบอกว่า ภาคอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ล้วนประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจโดยทั้งสิ้น ในขณะเดียวกันก็จะมีคนที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับการจับจ่ายใช้สอยในช่วงนี้เช่นกัน ทำให้เรารู้สึกว่าจะทำอย่างไร? หรือ มีวิธีไหนบ้าง? ถึงจะสามารถช่วยสร้างอาชีพให้ทุกๆ คนได้ด้วยตัวเองในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ด้วยเงินลงทุนที่ไม่ต้องมาก แต่ก็สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของแต่ละคนให้มีรายได้เสริม สามารถเลี้ยงครอบครัว และแบ่งเบาการใช้จ่ายได้อีกทางเลือกหนึ่งในยามเศรษฐกิจถดถอย เราจึงเกิดแนวคิดที่จะเปิดคอร์สอบรมสำหรับผู้เรียนที่อยากจะนำความรู้ไปประกอบอาชีพจริงๆ โดยมีหัวใจสำคัญว่า หลักสูตรอาหารที่เราเลือกมาสอนนั้น จะต้องเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมในท้องตลาด สามารถนำไปทำขายได้ง่าย ลงทุนไม่ต้องเยอะมาก และคนทั่วๆ ไปก็สามารถตัดสินใจซื้อรับประทานได้ไม่ยาก”

“ดังนั้น คอร์สเรียนทั้ง 10 หลักสูตร ที่ทีมงานของเราคัดสรรมาให้ทุกท่านได้เลือกอบรมครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนการช่วยชี้ช่องทางในการทำมาหากินของทุกคน ด้วยเงินลงทุนเพียง คอร์สละ 999 บาท เท่านั้น ซึ่งเราถือว่าเป็นการช่วยเหลือทุกคนให้ร่วมกันสู้ชีวิตในยามเศรษฐกิจถดถอย พร้อมนำเสนอแนวทางสร้างรายได้ให้ทุกท่านในอนาคตได้”

สำหรับหลักสูตรอาหารทั้ง 10 วิชา ที่นำมาสอนในเดือนกันยายน 2558 นี้ ทีมงานมติชนอคาเดมี ได้เลือกสรรหาเมนูเด็ดขายดี ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเจ้าของอาชีพจนสามารถเลี้ยงครอบครัวมาได้จนถึงปัจจุบัน อย่าง ข้าวต้มมัดไส้กล้วย-ไส้ถั่วเหลือง สูตรโบราณจากจังหวัดนนทบุรี ที่อร่อยจนเป็นที่เลื่องลือมายาวนานกว่า 30 ปี ที่เจ้าของสูตรก็ใจดีพร้อมบอกเทคนิค-วิธีการทำ ให้นำไปขายเป็นอาชีพได้เลย ในวันที่ 8 กันยายน 2558

อีกหนึ่งความอร่อยสไตล์ญี่ปุ่นที่ฮิตจนหลายร้านเบเกอรี่นำไปทำขายจนรวยกันถ้วนหน้า อย่าง มิลกี้เค้กครีมสด (ฮอกไกโดเค้ก) สูตรเพื่อการค้า จากผู้มีประสบการณ์ด้านการทำเบเกอรี่ยาวนานกว่า 10 ปี จากสวนดุสิต ที่ได้คิดสูตรเด็ดของเบเกอรี่เมนูนี้ขึ้นมา และพร้อมถ่ายทอดวิชาให้กับทุกคนนำไปทำกิน ทำขาย ในวันที่ 4 กันยายน 2558 นี้

ตามมาด้วยจานเด็ดแนะนำอย่าง ขนมถ้วย เจ้าดังแห่งย่านนางเลิ้ง ที่ขายกันมายาวนานกว่า 40 ปีแล้ว มีทีเด็ดความอร่อยที่ตัวแป้งขนมนุ่ม นิ่ม เสริมด้วยหน้ากะทิเนียนตา ไม่แตกมัน เพราะท่านว่า ใช้ “กะทิคั้นสดๆ” มาทำเมนูนี้กันเลยทีเดียว ทำให้ขายดิบขายดีมาจนถึงปัจจุบัน บอกสูตรเด็ดพร้อมกัน วันที่ 11 กันยายน 2558 นี้แน่นอน

นอกจากนี้ ยังมีหลักสูตรที่น่าสนใจอย่าง ครองแครงพริกไทยดำ เจ้าดังนางเลิ้ง (11 กันยายน 2558) วุ้นเป็ด เมืองนนท์ (18 กันยายน 2558) ก๋วยเตี๋ยวหลอด เจ้าดังนางเลิ้ง (18 กันยายน 2558) หมูทอดเจียงฮาย ตลาดบางแค (18 กันยายน 2558) ขนมเบื้องญวน เจ้าดังนางเลิ้ง (25 กันยายน 2558) เปาะเปี๊ยะสด เจ้าดังนางเลิ้ง (25 กันยายน 2558) ไก่ทอดหาดใหญ่ จรัญสนิทวงศ์ (25 กันยายน 2558)

ซึ่งต้องบอกว่า คอร์สเรียนทั้ง 10 หลักสูตร ที่คัดเลือกมานั้น ล้วนเป็นอาหารที่สามารถทำเองได้ง่าย หรือจะนำไปต่อยอดเปิดร้านขายก็ดี ใช้เงินลงทุนไม่มาก แต่ก็สามารถขายได้ตลอด เพราะเป็นเมนูที่นิยมในท้องตลาด ถ้าคุณสามารถเรียนรู้ และเก็บความรู้ เทคนิค-เคล็ดลับต่างๆ จากผู้สอนไปได้ในชั่วโมงเรียน แล้วนำไปฝึกฝนให้ชำนาญอีกซักนิด รับรองว่า ใช้เวลาอบรมเพียงแค่ 1 วัน ท่านก็นำไปทำขาย สร้างรายได้ไม่ยากเย็น

นับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับคนที่กำลังอยากเป็น พ่อค้า-แม่ขาย หรืออยากมีอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ เพื่อต่อสู้กับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ซบเซา ซึ่งแต่ละคนล้วนมองหาโอกาสเหล่านั้น ซึ่งแน่นอนว่า ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน ยังคงเดินหน้าพัฒนาหลักสูตรการฝึกอาชีพต่อเนื่องมาโดยตลอด เพื่อตอบโจทย์ให้กับคนที่เข้ามาฝึกอบรมได้มีความรู้ในด้านอาชีพจากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ แล้วสามารถนำความรู้เหล่านั้นไปต่อยอด สร้างอาชีพและรายได้ต่อไปในอนาคต

“ความรู้จากคอร์สเรียนของมติชนอคาเดมี ผมว่าเปรียบเสมือนมรดกด้านวิชาชีพที่ติดตัวเราไปจนตาย สามารถนำไปถ่ายทอดต่อให้คนรุ่นถัดไปได้ไม่ยาก ซึ่งความรู้นั้นอาจกลายเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัวของพวกเขาต่อไปได้ในอนาคต” คุณสุรพล กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับท่านที่สนใจ อยากเรียนรู้เคล็ดลับของหลักสูตรสร้างอาชีพทั้ง 10 หลักสูตร ที่กล่าวมา หรืออยากทราบรายละเอียดอื่นๆ เกี่ยวกับคอร์สอบรมอาชีพ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชนอคาเดมี) ได้ที่ โทร. (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) หรือจะเข้าไปดูเพิ่มเติมที่ http://www.matichonacademy.com

เจตนาฆ่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

เจตนาฆ่า

“เดี๋ยวๆ สักวันมึงเจอกูแน่” คุณเงือบไม่พอใจคุณโผง ข่มขู่เอาไว้ เมื่อคุณโผงผู้มีตำแหน่งเหนือกว่าคุณเงือบ ออกปากตักเตือนห้ามปรามไป เพราะเห็นว่าคุณเงือบนั้น ส่งเสียงดังเอะอะระหว่างทำงาน และเกิดมีปากเสียงเถียงกันขึ้น

หลังจากวันนั้น ยังมีเหตุตามมาอีกหลายหน ซึ่งคุณเงือบข่มขู่เอาไว้ว่า สักวันคุณโผงจะต้องโดนดี

ต่อมาคุณเงือบลาออกจากงานไป ขณะคุณโผงยังทำงานต่อในโรงงานเดิม

วันหนึ่งหลังจากนั้น คุณโผงขับรถจักรยานยนต์ไปรับคุณนวลเนียน ภริยา และลูกนั่งซ้อนจักรยานยนต์มาด้วยกันจะกลับบ้าน

คุณเงือบซ้อนจักรยานยนต์ที่พวกขับให้มาขวางหน้า ระยะประชิดเพียง 1 เมตร แล้วคุณเงือบสาดน้ำกรดใส่คุณโผง คุณนวลเนียนและลูก ก่อนจะบึ่งรถหลบหนีไป

คุณโผงโดนเข้าอย่างจัง ทั้งตามบริเวณร่างกาย ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ของร่างกาย ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลถึง 50 วัน จึงหาย คุณนวลเนียนโดนที่ใบหน้า ส่วนลูกโดนที่แขน

พนักงานอัยการดำเนินคดีกับคุณเงือบ ว่าร่วมกับพวกที่หลบหนี โดยเจตนาฆ่า โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันใช้น้ำกรดสาดใส่คุณโผงผู้เสียหาย คุณนวลเนียนภริยาและลูก

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คุณเงือบกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบ มาตรา 80, 83, 52 (1) ให้จำคุกตลอดชีวิต ให้ชำระเงินค่าเสียหายแก่คุณโผง คุณนวลเนียนและลูก

คุณเงือบอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณเงือบฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้น้ำกรดจะมิใช่อาวุธโดยสภาพ แต่เป็นสารเคมีชนิดกรดเกลือ มีคุณสมบัติกัดกร่อนชนิดรุนแรง ที่ทำให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต พิจารณาสภาพบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับ ตามภาพถ่ายประกอบคดี ประกอบภาชนะที่คุณเงือบใส่น้ำกรดมาเป็นถังแกลลอนตักแบ่งครึ่งแล้ว เห็นว่า น้ำกรดที่นำมาสาดใส่ผู้เสียหายทั้งสาม นอกจากมีความเข้มข้นสูงแล้ว ยังมีปริมาณมาก จึงทำให้คุณโผงมีบาดแผล ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ของร่างกาย คุณเงือบย่อมเล็งเห็นได้ว่า การกระทำของตนกับพวก เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสามถึงแก่ความตายได้

การที่คุณเงือบกับพวกเตรียมน้ำกรดดังกล่าว มาเพื่อสาดใส่ผู้เสียหายทั้งสาม จึงเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ที่ศาลล่างทั้งสอง พิพากษาว่า คุณเงือบมีความผิดฐานพยายามฆ่า ผู้เสียหายทั้งสามโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้นชอบแล้ว คุณเงือบจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้งสาม ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

ฎีกาของคุณเงือบ ฟังไม่ขึ้น

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9711/2557)

——————————————–

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 59 บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัด ให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา

กระทำโดยเจตนา ได้แก่ กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ และในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น

ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้

กระทำโดยประมาท ได้แก่ กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่

การกระทำ ให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้น โดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย

มาตรา 289 ผู้ใด

(4) ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ต้องระวางโทษประหารชีวิต

เรื่อง – ฉัตรทอง : ไม้พุ่ม มากสรรพคุณ

คอลัมน์ – ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย -สุวรรณ พันธุ์ศรี

เมื่อต้นเดือน นั่งฟังเพื่อนบ่นเรื่องปัญหารถติดของสังคมไทย

เพื่อนมันว่า เมืองไทยมีกฎหมายและผู้ปฏิบัติไม่เข้มแข็ง และศักดิ์สิทธิ์

มีเสรีภาพที่ฟุ่มเฟือย จนเกิดลัทธิเอาอย่าง กระทั่งไม่เคารพกฎกติกา

ความอยากได้ใคร่มีของคนไทย ทำให้เกิดการจราจรติดขัด

ที่สำคัญคือ คนไทยไม่มีวินัยและจิตสำนึกที่ดี

ถ้าหากคนไทยมีวินัยและจิตสำนึกที่ดี กีฬาหลายประเภทจะติดอันดับโลก เพื่อนบ้านบ่นอย่างนั้น

นั่งฟังเพื่อนบ่นแล้วก็พอจะเห็นคล้อยไปกับมัน

และที่อ้างว่า เพื่อความเจริญนั้นจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ดูไปแล้วมันออกจะจลาจลเสียมากกว่า

ปีหน้าก็จะเข้าประชาคมอาเซียน ก็ได้แต่หวังว่าจะไม่เกิดความวุ่นวาย

เจ้าหน้าที่ที่ต้องดูแลความสงบและความมั่นคง จะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับปัญหาที่จะเกิดตามมา

ที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก ก็ปัญหาเรื่องอาชญากรรม

เมื่อรั้วบ้านเปิดเสรี ก็ต้องระวังขโมยขโจรที่แฝงมาในรูปแบบต่างต่าง

ทุกคนที่อยู่ในบ้านก็ขอให้คอยระวัง

ปลูกต้นไม้ปักษ์นี้ จะชวนปลูกต้น “ฉัตรทอง”

ต้นฉัตรทองนี้ นักเลงต้นไม้ จัดอยู่ในจำพวกไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรง สีเขียว มีขนอ่อนปกคลุม สูงประมาณ 3 เมตร

ลักษณะของใบฉัตรทอง ออกเป็นใบเดี่ยวสลับกันไปตามลำต้น รูปใบคล้ายดาว สีเขียว ตรงโคนใบจะเว้าเป็นรูปหัวใจ

ฉัตรทองที่โตแล้ว เมื่อมีดอกจะออกดอกเป็นดอกเดี่ยว รูปดอกคล้ายถ้วย มี 5 กลีบ ซ้อนกัน

ดอกฉัตรทอง จะมีทั้งสีแดง ขาว และชมพู กลางดอกจะมีเกสรสีเหลือง

พอดอกเริ่มจะโรยก็จะติดผล ลักษณะของผลทรงกลมแต่แบน ภายในจะมีเมล็ดอยู่เป็นจำนวนมาก

คนแต่โบราณท่านเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากต้นฉัตรทอง โดยนำ ราก ใบ ดอก เมล็ด และยอดอ่อน มาใช้เข้ายาสมุนไพร

ราก มีสรรพคุณแก้หนองใน ตกเลือด ตกขาว แก้อาเจียน ขับปัสสาวะ

ใบ และยอดอ่อน มีสรรพคุณแก้โรคฝี หนอง แผลอักเสบ

ดอก มีสรรพคุณแก้ไข้ ขับปัสสาวะ แก้อาเจียน ตกเลือด หรือตกขาว

เมล็ด มีสรรพคุณแก้ท้องผูก แก้โรคหนองใน

นี่คือ ผลพวงที่ได้จากการปลูกต้นฉัตรทอง

ผลจากภัยแล้งเพราะขาดต้นไม้ ก็อยากให้ช่วยกันปลูก เพื่อลูกหลานในอนาคตจะได้ไม่นินทาลับหลัง

ปลูกวันนี้ พรุ่งนี้จึงมีหวัง

ลอดช่องน้ำกะทิ…ขนมไทยยุคโบราณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05118150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต phitchayada7@hotmail.com

ลอดช่องน้ำกะทิ…ขนมไทยยุคโบราณ

ที่ว่า “ลอดช่องน้ำกะทิ” เป็นขนมยุคโบราณ เพราะเมื่อสมัยก่อนถ้ามีโรงทาน คือเลี้ยงอาหารสำหรับคนยากจน ก็ต้องมีขนม 3-4 อย่าง เลี้ยงด้วยคือ

นกปล่อย ก็คือ ลอดช่องน้ำกะทิ ซึ่งก็มาจากขั้นตอนในการทำขนม คือ ขั้นตอนการกดแป้งให้ออกจากพิมพ์ โดยตัวลอดช่องจะมีลักษณะเป็นเส้นๆ ยาวพอประมาณ หรืออ้วนๆ สั้นๆ ขึ้นอยู่กับตัวพิมพ์ที่ใช้ในการกดแป้ง

ไข่กบ ก็คือ เม็ดแมงลักน้ำกะทิ

บัวลอย ก็คือ ข้าวเม่าน้ำกะทิ

และสุดท้าย ไอ้ตื้อ ก็คือ ข้าวเหนียวดำนึ่งน้ำกะทิ

ผู้เฒ่าผู้แก่ท่านเล่าให้ฟังว่า…ในสมัยรัชกาลที่ 6 เคยมีโรงทานเลี้ยงที่ท้องสนามหลวง ในงานของหลวงสมัยนั้นงานหนึ่ง เขาจะเอาโอ่งมังกรชนิดที่ใช้ปลูกบัวมาตั้ง แล้วก็เทเม็ดแมงลักลงไป ต่อจากนั้นพนักงาน (ว่ากันว่าเสื้อก็ไม่ใส่ แถมขนรักแร้ก็มีอีกว่างั้น!) เอื้อมมือลงไปคนๆ ให้เม็ดแมงลักมันอิ่มน้ำจะได้เม็ดโต ครั้นพอเม็ดแมงลักเม็ดโตดีแล้ว พนักงานอีกคนก็จะหาบน้ำกะทิมาเทใส่โอ่ง โครมเข้าไป แล้วอีกคนก็ควักน้ำตาลปี๊บตักใส่ลงในโอ่ง คนที่มีหน้าที่คน ก็จะก้มลงคนๆ คนจนกว่าน้ำตาลปี๊บจะละลายหมด พอกะว่าละลายดีแล้ว ก็จะเอากระบวยมาตักใส่ชามสังกะสีแจกชาวบ้านที่มะรุมมะตุ้มมารับแจกกินกัน เป็นที่เอร็ดอร่อย (คงจะอร่อยแน่นอน เพราะน้ำกะทิไม่ต้องเหยาะเกลือ ใช้มือคนขนาดนั้น ไม่เค็มก็ให้มันรู้ไปซินะ?)

ลอดช่องน้ำกะทิ (ลอดช่องไทย) ขนมไทยโบราณที่มีความหวาน มัน เย็นชื่นใจ มาถึงปัจจุบันก็หากินได้ง่ายขึ้นตามท้องตลาด แถมทำรับประทานเองก็ไม่ยากเลยค่ะ ขนมลอดช่องที่อร่อย ตัวลอดช่องจะต้องมีลักษณะเหนียว หนึบ หอมใบเตย และมีกลิ่นน้ำปูนใส ส่วนน้ำกะทิต้องคั้นจากมะพร้าวสดๆ และใช้น้ำน้อยในการคั้น ก็จะได้หัวกะทิที่สด มัน และหอม ส่วนน้ำตาลนั้นเราสามารถใช้น้ำตาลมะพร้าว หรือน้ำตาลปี๊บก็ได้ค่ะ

สูตร ลอดช่องน้ำกะทิ

เอาข้าวสารเก่ามา 1 3/4 ถ้วย นำมาล้างให้สะอาดแล้วแช่น้ำไว้ 1 คืน จากนั้นก็เอาข้าวมาผสมกับน้ำปูนใส 4-5 ถ้วย และเพื่อให้หอมก็หั่นใบเตยให้ฝอยๆ ใส่ลงไปด้วย ต่อไปก็เอาข้าวสารที่ว่านี้ไปโม่ให้ละเอียด ใช้ผ้าขาวบางกรองแป้ง กรองเอากากใบเตยออกไป แล้วโม่ต่อไปอีกที จนแป้งละเอียดดี

หากเราไม่ชอบกลิ่นปูน หรือไม่มีใบเตย ก็ใช้น้ำแครอต บีทรูท ฟักทอง กะหล่ำม่วง…แทนน้ำใบเตยได้ กลิ่นปูนก็จะถูกกลบไป หรือถ้าชอบตัวสีขาวๆ ก็รินน้ำปูนวางพักไว้สัก 2 ชั่วโมง ให้กลิ่นปูนจางลงจึงนำไปกวนก็ได้…หรือจะรินน้ำปูนพักไว้ให้กลิ่นจางลง แล้วนำดอกมะลิลง ลอย ปิดฝาทิ้งค้างคืน 1 คืน จึงนำมาผสมแป้งกวน ก็จะได้ลอดช่องดอกมะลิหอมๆ

ทีนี้ก็เอาหม้อ หรือกระทะทองเหลืองมาตั้งไฟ เอาแป้งที่โม่แล้วเทใส่ลงไป กวนด้วยไฟกลางๆ จนแป้งงวด สังเกตว่าเวลายกพายขึ้นแป้งจะหยด หรือจะใช้วิธีหยดแป้งลงในน้ำเย็น พอแป้งแข็งตัวไม่ละลายเป็นใช้ได้ หรือสังเกตเวลาแป้งที่กวนเดือดปุดๆ ช้าๆ เป็นใช้ได้อีกเหมือนกัน

ตักแป้งที่กวนได้ที่แล้วนั้น ใส่ลงในหม้ออะลูมิเนียมที่เจาะรูก้นหม้อจนเป็นรูพรุน (จะให้ลอดช่องตัวเล็ก ตัวใหญ่แค่ไหน ขึ้นอยู่กับขนาดของรูที่เจาะ) แล้วก็เอาที่กด กดให้แป้งทะลักไปตามรูไหลพรูลงเบื้องล่าง เราก็เอากระป๋องใส่น้ำเย็นไปวางรองเอาไว้ ตัวลอดช่องก็จะไหลลงไปแช่น้ำเย็นในกระป๋อง

เป็นอันว่า ได้ลอดช่องไทยๆ กลิ่นหอมใบเตย สำเร็จสมประสงค์ ถ้ามีอุปกรณ์ทุกอย่างพร้อมมูล วิธีการทำก็ไม่ยากเท่าไหร่นัก และต้องมีเวลาทำพอสมควรด้วย แต่หากยังไม่พร้อม ก็อย่าเพิ่งทำเลยนะคะ…ซื้อเขากินจะสะดวกกว่าเยอะเลย

วิธีการทำลอดช่องแบบนี้ ในสมัยก่อนตามบ้านนอก มักจะทำเลี้ยงแขกในงานมงคลต่างๆ เช่น บวชนาค งานแต่งงานกันมาก โดยเฉพาะงานแต่งงาน เชื่อว่า…ลอดช่อง มีความหมายคือ ให้คู่บ่าวสาวมีความรักยืนยาว เมื่อมีอุปสรรคใดๆ ก็ให้สามารถผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ ไปได้ด้วยดี

ในสมัยก่อนส่วนมากคนทำลอดช่องเก่งๆ จะมีคนเชิญไปเป็นแม่งานกดลอดช่อง เพราะการกดลอดช่องต้องมีความชำนาญ และเข้าใจวิธีกดถึงจะได้ตัวสม่ำเสมอ สวยงาม ไม่ไหลเป็นแท่งยาว หรือเป็นปุ่มสั้นๆ จนเกินไป

เคล็ดลับในการทำขนมลอดช่องนั้น มีอยู่ 2 อย่าง คือ ตัวแป้งต้องกวนให้สุก และเวลากดเป็นเส้น ตัวแป้งต้องร้อน อย่าทิ้งให้แป้งเย็น ส่วนน้ำกะทิให้ใช้มือละลายน้ำตาลให้เข้ากัน และไม่ต้องตั้งไฟ จะคงความหอมของน้ำตาล และถ้าใช้น้ำตาลมะพร้าวจะหอมอร่อยยิ่งขึ้น

ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปดูการทำลอดช่องน้ำกะทิ ของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทุ่งหยีเพ็งร่วมใจ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ที่ผ่านการคัดเลือกจากสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้เป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรดีเด่น ระดับเขต ประจำปี 2557

ทางกลุ่มได้ร่วมแรงร่วมใจทำลอดช่องน้ำกะทิให้กินกันสดๆ ต้องขอบอกว่า ทำยากเหมือนกันค่ะ…เพราะกว่าจะกวนแป้งได้ก็ต้องใช้เวลานาน (คนทำบอกว่า…กวนทีก็แทบสลบ) แถมเวลากวนต้องกวนคนเดียวด้วย จะเปลี่ยนมือกวนก็ไม่ได้ วิธีกวนก็ต้องวนไปทางเดียวกันตลอด (ตอนกวนนี้หอมมากๆ) ซึ่งกว่าจะได้ลอดช่องเส้นเขียวๆ มาให้เรากินก็เสียเหงื่อไปหลายหยดเหมือนกันค่ะ…

วิธีการทำน้ำกะทิ กินกับลอดช่อง

เอามะพร้าวขูด 1 กิโลกรัม มาคั้นด้วยน้ำลอยดอกมะลิ ให้ได้น้ำกะทิ 3-3.5 ถ้วย ใส่น้ำตาลปี๊บลงไป ครึ่งกิโลกรัม และน้ำตาลทราย 1 ? ถ้วย คนให้น้ำตาลละลาย แล้วนำไปตั้งไฟ คนต่อไปอีก พอน้ำกะทิเดือดปุดๆ ก็เป็นอันใช้ได้ ถ้าจะให้หวานแหลมก็ควรใส่เกลือลงไปด้วยสัก 1/8 ช้อนชา

ตักลอดช่องใส่ถ้วย ตักน้ำกะทิใส่พอประมาณ พร้อมน้ำแข็งทุบใส่ลงไปหน่อย (ถ้ามีแตงไทยด้วย อร่อยเหาะเลยค่ะ…) คราวนี้คงไม่ต้องสอนแล้วล่ะค่ะ…ทีนี้ก็ตัวใครตัวมัน ซดกันให้คล่องคอไปเลย…แต่คนโบราณท่านห้ามคนที่กินลอดช่องน้ำกะทิไว้ว่า….ห้าม! จาม ในขณะที่ลอดช่องอยู่ในปากเด็ดขาดค่ะ…(เพราะเผลอๆ มันอาจจะลอดช่องออกมาผิดรูก็ได้…ใครจะไปรู้นะ!?)

กฎหมายลิขสิทธิ์…ผิดหรือไม่ คนนำไปใช้ย่อมรู้แก่ใจดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05120150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

กฎหมายลิขสิทธิ์…ผิดหรือไม่ คนนำไปใช้ย่อมรู้แก่ใจดี

กฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้ วันที่ 4 สิงหาคม 2558 ออกมาเพื่อปรับปรุงกฎหมายฉบับเดิมที่ใช้กันมาตั้งแต่ปี 2537 ในบ้านเรามีกฎหมายที่คุ้มครองเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้มานานแล้ว ตั้งแต่ยุคที่มี “พระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ. 2474” และพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ก็มีมาตั้งแต่ปี 2521 และแก้ไขปรับปรุงมาเป็นลำดับ

กฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับใหม่นี้ออกมาเพื่อปรับปรุงกฎหมายให้ทันกับยุคเศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) มีเนื้อหาสาระเพิ่มเติมที่สำคัญดังนี้ คือ

– ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (INTERNET SERVICE PROVIDER, ISP) เข้ามามีส่วนร่วมในการขจัดการละเมิดลิขสิทธิ์ในอินเตอร์เน็ต ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้ ISP มีเครื่องมือในการป้องกันตนเองจากการถูกฟ้องร้องกรณีมีการละเมิดลิขสิทธิ์โดยที่ ISP ไม่มีส่วนรู้เห็นและได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าของลิขสิทธิ์ในการนำงานละเมิดออกจากเว็บไซต์

– คุ้มครองข้อมูลการบริหารสิทธิ ข้อมูลการบริหารสิทธิเปรียบเสมือนบาร์โค้ดของสินค้าที่แสดงรายละเอียดต่างๆ เช่น ชื่อผลงาน ชื่อผู้สร้างสรรค์ ชื่อเจ้าของ ฯลฯ หากผู้ใดมาลบ แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลดังกล่าวจะถือว่าละเมิดข้อมูลการบริหารสิทธิ ตัวอย่างเช่น มีชื่อเจ้าของผลงานอยู่ในภาพ ทำเป็นลายน้ำ แต่ผู้นำไปใช้ทำการดัดแปลง ลบชื่อหรือลายน้ำออก เป็นต้น

– กฎหมายระบุให้ชัดเจนขึ้นกรณีผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตดูงานที่มีการจดลิขสิทธิ์ ซึ่งปกติระบบคอมพิวเตอร์จะมีการ copy ข้อมูลเข้ามาในหน่วยความจำชั่วคราว หรือที่เรียกว่า RAM เพื่อให้สามารถดูงานนั้นได้ กฎหมายระบุว่าเป็นการทำซ้ำชั่วคราวซึ่งไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม หากผู้ใช้งานใช้วิธีการดาวน์โหลดงานนั้นเข้ามาในคอมพิวเตอร์จะถือเป็นการทำซ้ำที่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์

– งานลิขสิทธิ์ที่เราซื้อมาอย่างถูกต้องสามารถนำมาขายต่อเป็นสินค้ามือสองได้โดยไม่ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น ภาพ หนังสือ เป็นต้น ส่วนกรณีที่เคยเป็นข่าวว่า มีคนเก็บ ซีดี เพลง หรือภาพยนตร์แล้วนำไปขายนั้น (อันที่จริงแล้วไม่เข้าเงื่อนไขผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ที่ว่าหากเราซื้อมาอย่างถูกต้องสามารถนำมาขายต่อเป็นสินค้ามือสองได้) แต่เนื่องจากมีกฎหมายอื่น ระบุว่า การขาย ซีดี ภาพยนตร์มือสองจะต้องมีใบอนุญาตให้ขายตามกฎหมายว่าด้วยภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ทำให้มีปัญหาและมีความผิดตามกฎหมายนั้นๆ

– กรณีเจ้าของลิขสิทธิ์ใส่รหัสผ่าน (Password) ให้กับงานของตนเองที่อยู่บนอินเตอร์เน็ตเพื่อป้องกันการคัดลอกหรือเข้าชมได้ หากใครใช้วิธีเจาะรหัสผ่านหรือหาวิธีเพื่อเข้าถึงงานดังกล่าวโดยที่เจ้าของไม่ได้อนุญาตก็จะมีความผิดฐานละเมิfมาตรการทางเทคโนโลยี

– นักแสดงมีสิทธิระบุชื่อของตัวเองในงานที่ได้แสดงไป

– ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์จ่ายค่าเสียหายเพิ่มขึ้นไม่เกิน 2 เท่าของค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

– ศาลสามารถสั่งริบหรือทำลายของละเมิดลิขสิทธิ์ที่ได้ทำขึ้นหรือนำเข้ามาในประเทศ รวมทั้งเครื่องมือหรือสิ่งที่ใช้ในการกระทำความผิดด้วย และให้ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการทำลายของละเมิดลิขสิทธิ์อีกด้วย

– โทษการละเมิดข้อมูลการบริหารสิทธิหรือละเมิดมาตรการทางเทคโนโลยี มีโทษปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาท หากกระทำเพื่อการค้า มีโทษจำคุก ตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000-400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มีการนำผลงานของผู้อื่นไปใช้หลายๆ กรณีที่ก้ำกึ่งชวนให้สงสัยว่า หากทำอย่างนั้นอย่างนี้จะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ มีหลักง่ายๆ 2 ประการ ที่ใช้เป็นแนวทางพิจารณาว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ คือ

1. ต้องไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์

2. ต้องไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร

แนวทาง 2 ข้อนี้ อ่านดูอาจจะยังงงๆ แต่ขอให้ใช้วิธีคิดว่า หากเรานำผลงานของผู้อื่นไปใช้เพื่อการค้าหาผลประโยชน์ แล้วอันนี้ชัดเจนว่ายังไงๆ ก็เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ส่วนหากเจตนาของการนำไปใช้สุจริต เช่น นำไปเผยแพร่เพื่อการเรียนการสอน โดยไม่ใช่การทำสำเนาขายก็ย่อมไม่เป็นปัญหา และหลักง่ายๆ อีกข้อหนึ่งในการนำผลงานของบุคคลอื่นไปใช้ที่สำคัญคือ ควรขออนุญาตเจ้าของผลงาน หรืออย่างน้อยให้เครดิตโดยระบุว่าเป็นผลงานของบุคคลชื่อใด นามสกุลใด ประกอบไว้เสมอ ก็จะช่วยป้องกันปัญหาได้ในระดับหนึ่ง

ชายแดนแสนเพลิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผสเสวก

ชายแดนแสนเพลิน

ย่ำค่ำที่ดวงจันทร์สะท้อนเงาเลื่อมพรายในแม่น้ำโขง มันเป็นความเพลิดเพลินงดงามที่ฉันไม่เคยหน่ายกับการเฝ้ามอง

ฉันเคยนั่งมองแม่น้ำโขงยามพลบค่ำมาแล้วหลายแห่งที่ และโมงยามนี้ฉันอยู่ที่นครพนม จังหวัดหนึ่งของไทยที่แม่น้ำโขงไหลผ่านและเขตชายแดนติดกับ สปป. ลาว ฟากฝั่งโน้นของแม่น้ำโขงคือ เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน อีกแห่งหนึ่งของลาวที่ฉันเคยข้ามฟากไปเยือนมาหลายครั้งหลายหน เคยนั่งรถจากท่าแขกไปจนถึงแขวงสะหวันนะเขต ฝั่งตรงข้ามจังหวัดมุกดาหาร และหลายครั้งแค่ข้ามจากนครพนมไปเดินเล่นแถวตึกเก่ายุคอาณานิคม แล้วข้ามกลับมานอนฝั่งนครพนม

สำหรับฉันแล้ว บางครั้งการท่องเที่ยวเทียวไป ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องไปทุกหนแห่งที่เขาแนะนำไว้ ทว่าเพียงแค่ได้เดินทอดน่องชมบ้านเมือง ได้ดอมดมกลิ่นอายอวลๆ บรรยากาศ ได้นั่งเงียบๆ ครุ่นคำนึง

เพียงนี้ก็มีความสุขเกินพอ ยิ่งได้นั่งมองสายน้ำยามพลบที่สะท้อนแสงจันทร์นวลอย่างนี้ กำไรแห่งชีวิตดูเหมือนจะท่วมท้นแล้ว

โดยเฉพาะเมืองชายแดนยิ่งมากเรื่องราวและมนต์เสน่ห์ให้เฝ้ามองได้ไม่รู้จบ

นครพนม ตั้งอยู่ชายฝั่งขวาของแม่น้ำโขง เป็นเมืองเก่าแก่ที่ชาวลาวฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงมักจะข้ามไปมาหาสู่กับพี่น้องลาวฝั่งขวา และที่สำคัญคือพี่น้องสองฝั่งมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สิ่งเดียวกันที่เคารพบูชามาแต่เก่าแต่ก่อน นั่นคือ พระธาตุพนมอันศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ เป็นพระธาตุที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุหรือกระดูกหน้าอกของพระพุทธเจ้า พระธาตุพนมประดิษฐานอยู่ที่อำเภอธาตุพนม ห่างจากตัวเมืองนครพนม 52 กิโลเมตร

นครพนม เป็นจังหวัดที่มีบันทึกทางประวัติศาสตร์เคียงคู่กับประวัติศาสตร์ชาวลาวมาแต่โบราณ ด้วยเป็นเมืองเก่าเคียงคู่กับอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ ซึ่งแต่แรกเริ่มเดิมทีนั้นอาณาจักรนี้กินพื้นที่อยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขง มีตำนานจารึกไว้ว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชตีเมืองเวียงจันทน์ได้ ชื่อของดินแดนนี้ได้ถูกเปลี่ยนเป็น “มรุกขนคร” และต่อมาได้โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเป็น นครพนมตามสภาพพื้นที่อันเรียงรายไปด้วยทิวเขายาวเหยียด

อาณาจักรแห่งนี้ที่เคยเจริญรุ่งเรืองมาเนานาน นอกจากความอุดมสมบูรณ์ของป่าเขา ยังมีแม่น้ำโขงอันยิ่งใหญ่หล่อเลี้ยง จนก่อเกิดเป็นแหล่งวัฒนธรรมของมนุษยชาติหลายชนเผ่า นครพนมจึงเต็มไปด้วยโบราณสถานและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมประเพณีที่ทรงคุณค่า

สำหรับฉันแล้ว นอกจากตัวเมืองนครพนมและพระธาตุพนม ฉันยังเสน่หาเมืองท่าอุเทน หนล่าสุดที่มานครพนมฉันนั่งรถสองแถวไปท่าอุเทน เดินทางช้าๆ บนรถที่เต็มไปด้วยชาวบ้าน เต็มไปด้วยกระบุง ตะกร้า และลังใส่ข้าวของเครื่องใช้ แม้ท่าอุเทนจะห่างจากตัวเมืองนครพนมราว 20 กิโลเมตร กระนั้นก็ยังมีข้าวของวางขายไม่หลากหลายพอสนองความต้องการ คนท่าอุเทนจึงยังต้องเดินทางเข้าเมืองนครพนมเพื่อจับจ่ายข้าวของบางอย่าง โดยเฉพาะเครื่องเคราของใช้ที่ทันสมัย แต่หากจะจับจ่ายของบ้านๆ ตลาดท่าอุเทนมีสนองให้เกินพอ เพราะที่นี่มีตลาดชายแดนที่เปิดให้ชาวลาวข้ามฝั่งนำสินค้ามาขายด้วย

ฉันนั้นพิสมัยตลาดบ้านๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งเป็นตลาดชายแดนยิ่งสนุกเข้าไปใหญ่ สินค้าที่แม่ค้าพ่อขายบ้านเรานำมานั้นไม่เย้ายวนใจสักเท่าไหร่ เพราะเคยเห็นเคยกินเคยใช้มาจนชิน ต่างกับสินค้าจากฝั่งลาวมีหลายอย่างแปลกปากแปลกตา หรือไม่ก็เป็นสิ่งที่บ้านเราเคยมีขายแต่หายไปนานแล้ว อย่างเช่น ผักบ้านๆ บางอย่าง ซึ่งบ้านเราอาจมีกินตามบ้านแต่ไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาวางขาย เหล่านี้เป็นต้น

หลังจากทหารเข้ามายึดอำนาจปกครองบ้านเมืองใหม่ก็เคร่งครัดกับการเข้าออกแถบชายแดนมากขึ้น เดิมทีจะกวดขันเรื่องยาเสพติดเป็นหลัก และผ่อนเบาให้พ่อค้าแม่ขาย แต่ระยะหลังตรวจตราเข้มข้นไม่เว้นหน้าทุกผู้คน ทำให้การค้าชายแดนที่คึกคัก ซบเซาลงไปจนคนค้าขายบ่นพึม บางคนบอกว่าแต่ก่อนมีของขายมากมายสนุกสนานและเงินตราสะพัดกว่านี้ แต่เขาก็พยายามเข้าใจสถานการณ์บ้านเมืองในยามนี้ ทั้งประคับประคองชีวิตตนเองให้อยู่รอดไปวันๆ

ยุคที่ฝรั่งเศสเข้ามาครอบครองดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ได้มีอิทธิพลด้านสถาปัตยกรรมไว้มากมายทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขง อาคารเก่าๆ หลายแห่งในจังหวัดนครพนมจึงยังคงร่องรอยให้เห็น เป็นอาคารที่ชาวบ้านจะบอกง่ายๆ ว่า “ตึกสมัยฝรั่งมาอยู่” อำเภอท่าอุเทนก็เช่นกัน ที่ยังมีอาคารทรงฝรั่งให้เห็น ทั้งในบริเวณตลาดชายโขงและอาคารโรงเรียนท่าอุเทนปัจจุบัน

ในยุคที่อาเซียนกำลังมาแรง เมื่อเริ่มประกาศการรวมกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ธงทิว 10 ประเทศอาเซียน ก็สะบัดพลิ้วตามรั้วโรงเรียน ตามเขตตลาดชายแดน และไม่เว้นแม้แต่บริเวณวัดพระธาตุท่าอุเทนที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งชาวโขงทั้งซ้ายขวาเคารพบูชา ไม่ต่างพระธาตุพนม

โคราชของเรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เรียนรู้จากหนังสือ

“ศรีจุฬาลักษณ์”

โคราชของเรา

แล้งปีนี้ ถือว่าหนักหนาสาหัสเอาการ ถือเป็นบทเรียนที่จะต้องจำ

แต่ถ้าหากมองอีกด้าน ก็จะบอกว่าเป็นเรื่องดี

ยามแล้งแห้งขอดอย่างนี้ ก็เพื่อจะให้ผู้คนช่วยกันขุดลอก คู คลอง หนอง บึง ที่ตื้นเขิน ไว้รองรับน้ำที่จะตามมาในปีต่อไป

อย่างไรเสีย ก็อย่ามัวแต่โอ้เอ้วิหารราย เพราะมันจะไม่ทันการ

อย่าลืมว่า ระบบข้าราชการเมืองไทยในสายตาชาวบ้านทั่วไปนั้น ยังมองด้านลบอยู่

ถ้าหากเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ยังมัวรีรอขออนุมัติ เรื่องบางเรื่องมันรอไม่ได้ ต้องลงมือทำก่อน

สำหรับผู้บังคับบัญชา ก็จะต้องรีบจัดการ ตัดสินใจอะไรก่อน อะไรหลัง เป็นแบบอย่างให้ผู้ปฏิบัติงานมีกำลังใจ

การเอาผลงานของผู้ใต้บังคับบัญชามาเป็นของตัวเอง เป็นสิ่งที่ไม่งามทั้งทางโลกและทางธรรม

นอกจากจะเป็นที่ครหาแล้ว ยังจะทำให้ผู้ปฏิบัติงานนั้นเสียกำลังใจอีกต่างหาก

การเป็นผู้นำที่ดีและผู้ตามที่ดี ต้องเกื้อกูลและจริงใจต่อกัน

ปัจจุบัน สังคมไฮเทค เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องเล็ก

ครอบครัวจึงล่มสลาย เพราะไม่รู้จักหน้าที่

ปักษ์นี้จึงขอเชิญชวนให้หาความรู้จากหนังสือ เรื่อง “โคราชของเรา”

ความรู้เรื่องนี้ เป็นหนึ่งในโครงการ “แบ่งปันความรู้ เชิดชูศาสนา พัฒนาแหล่งน้ำลำคลอง” ของเครือมติชน

โดยมีครูใหญ่ ขรรค์ชัย บุนปาน เป็นบรรณาธิการอำนวยการ และ สุจิตต์ วงษ์เทศ เป็นบรรณาธิการ

เป็นความรู้ที่อ่านเข้าใจง่าย มีทั้งแผนที่ แผนผัง รูปประกอบให้ศึกษาประวัติศาสตร์นครราชสีมา ที่ยืนยันว่าไม่ได้อพยพมาจากเทือกเขาอัลไต

กว่าจะมาเป็นโคราชทุกวันนี้ มีเรื่องราวให้เรียนรู้มากมาย ขอเพียงเปิดใจอ่าน

บรรพชนคนโคราชเป็นใคร? มาจากไหน? หนังสือเล่มนี้จะไขให้หายข้องใจ

และถ้าจะให้เพลิดเพลินเจริญใจควบคู่ไปกับการอ่าน ขอให้หาตำโคราชมากินแนมไปด้วย รับรองยิ่งมีความสุข

โคราชของเรา จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มติชน จำหน่าย ในราคา 250 บาท

ถือเป็นข่าวดีสำหรับชาวบ้านทั่วไป ที่มีกฎหมายบังคับใช้เกี่ยวกับการให้บริการของข้าราชการต่อประชาชน

ต่อไปนี้ หากให้บริการล่าช้า หรือว่าเตะถ่วง ชาวบ้านมีสิทธิฟ้องร้องได้ทันที

ดังนั้น ข้าราชการจะต้องปรับลดขั้นตอนที่ยืดยาดออกไป

อะไรที่อนุมัติ บริการได้เร็ว ก็ให้รีบทำ

อย่าได้เป็นแบบเช้าชาม เย็นชาม มีสิทธิ์ติดคุกเอาง่ายง่าย

งานนี้ต้องขอบคุณ รัฐบาลประยุทธ์

เรื่อง – ลูกไม้ไม่ไกลต้น

คอลัมน์ – กวีชาวบ้าน

โดย – อนุวัฒน์ แก้วลอย

เส้นทางที่พ่อก้าวยาวนานนัก

เพราะพ่อรักหนักแน่นเป็นแก่นสาร

อุทิศพลีทั้งชีวิตจิตวิญญาณ

ในหน้าที่ราชการงานของครู

ความเป็นครูอยู่ที่ไหนได้ทั้งสิ้น

แค่พอมีพอกินดิ้นรนสู้

ภาคภูมิใจในตัวพ่อขอเชิดชู

ถึงไม่รู้ว่าปูทางให้อย่างไร

เหนื่อยแค่ไหนไม่เคยเอ่ยปากบ่น

อดและทนจนถึงขั้นเลิกหวั่นไหว

การแก่งแย่งแข่งดีมีถมไป

แม้แต่ในสังคมครูลูกรู้ดี

เส้นทางที่พ่อก้าวยาวนานนั้น

กับตัวลูกกลับผูกพันมั่นวิถี

ได้เฝ้าหวังสังเกตการณ์มานานปี

ทางสายนี้ที่จะข้ามเดินตามรอย

จะเติบกล้าทำหน้าที่นี้อย่างพ่อ

อุดมการณ์สานต่อไม่ท้อถอย

ความไม่รู้อยู่บ้านนาหรือป่าดอย

ศิษย์ตัวน้อยอาจคอยครูอยู่สักวัน

เส้นทางที่ลูกก้าวในคราวนี้

ก็เพราะมีแบบอย่างพ่อสร้างฝัน

เพิ่งรู้ตัวชั่วชีวิตนิจนิรันดร์

ลูกไม้นั้นมันไม่ไกลต้นเลย

งานบวช ตอนจบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.Skytemple.org

งานบวช ตอนจบ

คณะสงฆ์ประชุมพร้อมกัน 9 รูป อาตมาทำหน้าที่เป็นพระอุปัชฌาย์ ทำหน้าที่เป็นประธานให้การบรรพชาอุปสมบทเป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามพระธรรมวินัย

เริ่มต้นด้วยเจ้านาค หรือเรียกตามภาษาแห่งพระวินัยว่า อุปสัมปทาเปกข์ ซึ่งแปลว่า ผู้มุ่งการอุปสมบท กล่าวคำขอขมา และขอบรรพชาตามลำดับ

เมื่อกล่าวคำขอขมา กล่าวขอบรรพชาและประเคนผ้าไตรแก่พระอุปัชฌาย์แล้ว จึงนั่งพับเพียบด้วยความสงบเพื่อฟังโอวาทของพระอุปัชฌาย์

พระอุปัชฌาย์ สอนนาคเรื่องโอกาสดีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ รอดชีวิตมาได้จนอายุครบบรรพชาอุปสมบท ได้เกิดทันเวลาที่ยังมีโอกาสพบพระพุทธศาสนา และได้ฟังธรรม ที่พระสาวกนำมาแสดงสืบทอดกันมา เมื่อได้ฟังธรรมแล้วรู้เรื่อง เข้าใจ ศรัทธาเลื่อมใส น้อมใจเข้ามาเพื่อบรรพชาอุปสมบทประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา

เมื่อเข้ามาสู่พระพุทธศาสนาแล้ว จะต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจถึงสิ่งสูงสุดในพระพุทธศาสนาที่พุทธศาสนิกชนเคารพนับถือ ได้แก่ พระรัตนตรัย คือ 1. พระพุทธเจ้า ผู้บำเพ็ญเพียรอย่างสูงสุดจนตรัสรู้จนเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยพระองค์เอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้ตาม 2. พระธรรม คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบจนทำให้พ้นทุกข์แล้วนำมาสอนผู้อื่นให้รู้ตาม 3. พระสงฆ์ คือหมู่ชนที่ฟังคำสอนของพระองค์แล้วนำมาประพฤติปฏิบัติแล้วได้ผลเป็นความสงบร่มเย็น แล้วบวชตามพระพุทธเจ้าเพื่อช่วยกันเผยแผ่คำสอนของพระพุทธเจ้าให้แผ่ออกไปอย่างกว้างไกลเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขของมหาชนเป็นอันมาก

เมื่อได้ทราบถึงความหมายและพระคุณของพระรัตนตรัยอย่างนี้แล้ว พึงตั้งใจปฏิบัติสมาธิภาวนาด้วยตจปัญจกกัมมัฏฐาน คือกัมมัฏฐานอันมีหนังเป็นที่ห้า ซึ่งต้องบริกรรมจนขึ้นใจว่า เกสา ผม โลมา ขน นะขา เล็บ ทันตา ฟัน ตะโจ หนัง

การบริกรรมไปตามลำดับเรียกว่า อนุโลม การบริกรรมทวนลำดับ ว่า ตะโจ หนัง ทันตา ฟัน นะขา เล็บ โลมา ขน เกสา ผม เรียกว่า ปฏิโลม เพื่อให้จิตสงบอยู่กับคำบริกรรมนั้น และพิจารณาต่อไปว่า ผม ขน เล็บ ฟัน และหนังนี้ เป็นของปฏิกูล โดย สี สัณฐาน ที่อยู่ การหมักหมมถมทับล้วนทำให้ปฏิกูล เมื่อพิจารณาว่าเป็นของปฏิกูล ก็จะกลายเป็นของน่าเกลียด ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความน่ายินดี น่ากำหนัดขัดเคือง ก็จะช่วยบรรเทา กิเลสและความกำหนัดขัดเคืองได้ ใจก็จะสงบร่มเย็นสงบอยู่ผาสุกในชีวิตพรหมจรรย์

เมื่อทราบถึงวิธีการบวชที่สงบไม่ถูกกิเลสรบกวนแล้ว ก็ควรทราบถึงอานิสงส์ของการบวชที่พึงได้รับโดยสรุป จะมีดังนี้

1. ได้รับประโยชน์แก่ตนเองที่จะได้มาฝึกฝนตนเองตามหลักของพระพุทธศาสนาอันจะเป็นประโยชน์ทั้งกาย วาจา จิต และความเห็นอันถูกต้องดีงามตามลำดับ ได้เว้นจากความชั่วได้แน่นอน เช่น เว้นจากการดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการละเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านการทำงาน

2. พ่อแม่ได้รับผลบุญมากมายจากการบวชของลูกตามที่พุทธศาสนิกชนไทยเชื่อสืบต่อๆ กันมาว่า พ่อแม่จะได้เกาะชายผ้าเหลืองของลูกขึ้นสวรรค์ คือพ่อแม่มีความสุขปลาบปลื้ม เพราะลูกได้บวชทำความดีนั่นเอง

3. สัตว์ทั้งหลายได้รับประโยชน์ เพราะเมื่อบวชแล้วจะไม่ฆ่าและเบียดเบียนสัตว์ สัตว์ทั้งหลายจะอยู่รอดปลอดภัยตราบใดที่เขายังบวชอยู่

4. พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จะได้รับอานิสงส์จากการบวช เมื่อได้เห็นพระภิกษุสงฆ์ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ พุทธศาสนิกชนจะมีความปลาบปลื้มอิ่มใจได้มีโอกาสทำบุญตักบาตร ได้ฟังเทศน์ฟังธรรมตามที่ผู้บวชได้ศึกษามานั้น

5. ได้สืบทอดอายุพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนตามวันเวลาที่ได้บรรพชาอุปสมบทนั้น จะกี่วัน กี่เดือน กี่ปี ล้วนสืบไปได้ตามแรงศรัทธาที่จะอุทิศนั้น

สุดท้ายนี้ ขอให้เธอตั้งใจศึกษาปฏิบัติธรรมให้เกิดความงอกงามไพบูลย์ในพระพุทธศาสนายิ่งๆ ขึ้นไปเทอญ

เมื่อสอนนาคและให้กัมมัฏฐานเสร็จ จึงได้มอบผ้าไตรออกไปห่มให้เป็นปริมณฑลเรียบร้อยถูกต้องตามพระวินัย โดยมีพระสงฆ์ช่วยกันเป็นพี่เลี้ยงห่มผ้าให้ด้วยความกรุณายิ่ง

เมื่อห่มผ้าไตรแล้ว จึงกลับเข้ามากล่าวคำขอขมาและกล่าวคำขอศีลและไตรสรณคมน์

พระบุญพิทักษ์ สุนทโร พระกรรมวาจา ทำหน้าที่ให้ศีลโดยกล่าวนำอย่างถูกวรรคตอน เนื่องจากเจ้านาคฝึกตนเองอย่างมาก ฝึกการอ่านการท่องจำจนขึ้นใจ จึงกล่าวสมาทานศีลตามได้อย่างคล่องแคล่วไม่ติดขัด

เมื่อกล่าวสมาทานศีลเสร็จ ได้กล่าววันทาอีกครั้งหนึ่งแล้วกราบพระศีลาจารย์ผู้ให้ศีล 3 ครั้ง เป็นอันว่า การบรรพชาเป็นสามเณรจบลงด้วยดี ตามหลักการบรรพชาในพระพุทธศาสนา การบรรพชาหรือการบวชเป็นสามเณรจะจบลงเมื่อสามเณรกล่าวถึงไตรสรณาคมน์ว่า ตติยัมปิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ แล้วสมาทานศีลสิบ เพื่อเป็นข้อปฏิบัติของสามเณรต่อไป

เพื่อให้การอุปสมบทกรรมเป็นไปอย่างสะดวก จึงได้จัดการอุปสมบทกรรมข้างบนอุโบสถศาลา เริ่มด้วยการขอนิสัยและกล่าวคำเป็นภาระดูแลซึ่งกันและกัน พระอุปัชฌาย์ให้นิสัยคือการมาอยู่ปฏิบัติธรรมด้วยกัน ยอมรับว่า สัทธิวิหาริกกับพระอุปัชฌาย์จะต้องดูแลซึ่งกันและกันอย่างสนิทสนมดังบิดากับบุตรฉะนั้น

จากนั้นจึงเริ่มอุปสมบทกรรมตามลำดับด้วยการบอกบาตรจีวรแล้วเริ่มสังฆกรรมการอุปสมบทตามกระบวนการจบลงด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา

พระบุญพิทักษ์ สุนฺทโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ ดร. พระมหานรินทร์ นรินฺโท เป็นพระอนุสาวนาจารย์

เมื่ออุปสมบทเสร็จแล้ว พระอุปัชฌาย์ก็บอกอนุศาสน์ โดยเริ่มสอนเป็นภาษาไทยแล้วบอกอนุศาสน์เป็นภาษาบาลีตามลำดับ

ครั้นบอกอนุศาสน์จบแล้ว อุปสมบทกรรมเป็นเสร็จสิ้นเรียบร้อยด้วยดี เวลา 14.16 น. เป็นอันว่าประเทศสหรัฐอเมริกามีพระภิกษุสงฆ์ฝ่ายเถรวาทแบบไทยเพิ่มขึ้นอีก 1 รูป ชื่อว่า พระกิตติศักดิ์ ฉายา กตสาโร ขอพระกิตติศักดิ์ กตสาโร จงเจริญงอกงามไพบูลย์ในพระพุทธศาสนาเป็นนิตย์เทอญ