กระทรวงเกษตรฯ จัดใหญ่ “คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ” เทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

กระทรวงเกษตรฯ จัดใหญ่ “คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ” เทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ

เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ที่ทรงพระเมตตาต่อพสกนิกร โดยเฉพาะเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลและยากลำบากต่อการรับบริการจากทางราชการ คณะกรรมการโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มีมติให้จัดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ เพื่อเทิดพระเกียรติระดับประเทศขึ้น ระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม-31 สิงหาคม 2558 โดยกำหนดให้จังหวัดลำพูน นครศรีธรรมราช นครพนม และประจวบคีรีขันธ์ เป็นจังหวัดตัวแทนของภูมิภาคต่างๆ และให้เปิดงานเทิดพระเกียรติระดับประเทศพร้อมกัน ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา โดยให้จังหวัดลำพูนเป็นจุดเปิดงานโครงการ พร้อมทั้งจัดให้มีการลงนามถวายพระพร การฝึกอาชีพ นิทรรศการส่งเสริมการเกษตร การประกวดผลผลิตทางการเกษตร การจำหน่ายสินค้าคุณภาพจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มเกษตรกร และการให้บริการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีเกษตรกรมาร่วมงานและเข้ารับบริการความรู้ทางการเกษตร ในจังหวัดตัวแทนของทั้ง 4 ภูมิภาคดังกล่าว ไม่น้อยกว่า 6,000 คน

คุณอำนวย ปะติเส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ เป็นโครงการสำคัญตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการให้บริการแก่เกษตรกร โดยการถ่ายทอดความรู้และแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรในพื้นที่ในคราวเดียวกัน เกษตรกรจะได้รับทั้งความรู้ด้านวิชาการ และบริการแก้ไขปัญหาแบบครบวงจรในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านดิน น้ำ พืช ปศุสัตว์ ประมง สหกรณ์ บัญชี กฎหมาย และอื่นๆ โดยจะนำบุคลากร อุปกรณ์ เครื่องมือ และองค์ความรู้ด้านเกษตรมาให้บริการแก่เกษตรกรถึงในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังได้บูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ มาให้บริการแก่ผู้เข้าร่วมชมงานอีกด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ ซึ่งเป็นโครงการที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม รับไว้เป็นโครงการในพระราชานุเคราะห์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการแก้ไขปัญหาและให้ความรู้ด้านการเกษตรได้อย่างรวดเร็ว ครบถ้วนทุกด้าน ในคราวเดียวกันตามความต้องการของเกษตรกร ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานวิชาการ หน่วยงานส่งเสริม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนา ฟื้นฟูเกษตรกรให้สามารถทำการผลิตทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยเปิดให้บริการมาตั้งแต่ ปี 2545 จนถึงปัจจุบันมีเกษตรกรมาเข้ารับบริการแล้วจำนวนทั้งสิ้น 2,919,978 ราย และเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจก็จะมีการสรุปประเด็นปัญหาของเกษตรกรเป็นรายบุคคล และภาพรวมของพื้นที่ เพื่อจะได้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนพัฒนา พร้อมทั้งให้ติดตามผลการให้บริการอย่างใกล้ชิด และออกให้บริการเกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

คุณอำนวย กล่าวถึงกิจกรรมการให้บริการคลินิกเกษตร ในปี 2558 ด้วยว่า จะเน้นแก้ปัญหาในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้เกษตรกรในหลายพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับทำการเกษตร ทำนา จึงกำหนดให้ทุกหน่วยงานเน้นการให้บริการคลินิกเกษตรเกี่ยวกับการใช้น้ำอย่างมีคุณค่า และให้เหมาะสมกับพืชชนิดนั้นๆ เช่น แนะนำให้เกษตรกรมีการวางแผนการผลิต การปลูกพืชใช้น้ำน้อย เพื่อให้เกิดรายได้และปรับปรุงบำรุงดิน ผ่าน 11 คลินิกหลัก อาทิ คลินิกพืช คลินิกข้าว โดยให้คำแนะนำเกษตรกรในเรื่องการลดต้นทุนการผลิตข้าว คลินิกดิน บริการให้คำปรึกษาตรวจวิเคราะห์ดิน โดยมีเครื่องมือทดสอบธาตุอาหารพืชประจุบวก-ลบ เครื่องมือวัดความเป็นกรด-ด่าง (pH meter) การทำปุ๋ยหมัก คลินิกปศุสัตว์ ได้จัดกิจกรรมบริการผ่าตัดทำหมันสุนัข-แมว การประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์หันมาให้การปรับปรุงพันธุ์สัตว์ด้วยวิธีผสมเทียม การให้บริการให้คำปรึกษาด้านการเลี้ยงและดูแลสัตว์เลี้ยง และแจกจ่ายเวชภัณฑ์สัตว์ คลินิกประมง บริการให้คำปรึกษา ตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำในการเพาะเลี้ยง และคลินิกอื่นๆ

คลินิกจักรกลและวิศวกรรม แจกเอกสารแผ่นพับการทำความสะอาดเครื่องยนต์เล็ก ให้คำแนะนำปรึกษาด้านเครื่องจักรกล การให้น้ำกับพืช รวมถึงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ

นอกจากนี้ ยังมีการออกร้านแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้าน รวม 4 จังหวัด จังหวัดละ 20 ร้านค้า มีสินค้าทางด้านการเกษตร อุปโภค บริโภค จำหน่ายแก่เกษตรกรและผู้เข้าร่วมงาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน รวมถึงจัดการประกวดผลผลิตทางการเกษตร

สำหรับผลดำเนินงานโครงการคลินิกเคลื่อนที่ฯ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ ตั้งแต่ ปี 2546-กรกฎาคม 2558 มีเกษตรกรมารับบริการแล้วทั้งสิ้น 2,919,978 ราย โดยในปี 2558 มีเกษตรกรมาลงทะเบียน 82,283 ราย รวมทุกคลินิกมีเกษตรกรเข้ารับบริการ 54,172 ราย โดยแก้ปัญหาเสร็จสิ้น 51,374 ราย ต้องติดตามต่อเนื่อง 2,798 ราย โดยให้บริการทางคลินิกพืช ข้าว ดิน ปศุสัตว์ ประมง ชลประทาน บัญชี สหกรณ์ กฎหมาย ยางพารา และคลินิกตรวจสารพิษในร่างกาย ที่ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และคลินิกอื่นๆ (คลินิกจักรกลและวิศวกรรม)

นอกจากนี้ จากการติดตามประเมินผลโครงการ พบว่า เกษตรกรร้อยละ 98.30 ต้องการให้จัดคลินิกในพื้นที่อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพราะเกษตรกรสามารถนำความรู้และปัจจัยการผลิตที่ได้รับแจกในงานไปใช้ประโยชน์ สามารถลดปัญหาด้านการเกษตรลงได้ เช่น คลินิกดิน คลินิกพืช ปศุสัตว์ ยางพารา จักรกลการเกษตร เป็นต้น ขณะเดียวกัน ยังสามารถนำความรู้ที่ได้รับมาถ่ายทอดให้เกษตรกรรายอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน

โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ จึงถือเป็นโครงการที่ตอบโจทย์ปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลและยากลำบากต่อการรับบริการจากทางราชการอย่างแท้จริง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้แก่เกษตรกรไทยทุกหมู่เหล่า ในการนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาอาชีพให้เกิดความเจริญก้าวหน้าและยั่งยืนต่อไป

โรคซ้ำ กรรมซัด ภัยพิบัติของ SMEs

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07016150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

แหล่งทุนหนุน SMEs

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

โรคซ้ำ กรรมซัด ภัยพิบัติของ SMEs

“SMEs ก็ต้องระวังตัวเองให้มาก ถึงมากที่สุด เพราะเมื่อความต้องการในสินค้าหรือ Demand ลดลง หากทำธุรกิจแบบเดิม แบบที่เคยทำ อาจอยู่ไม่ได้ ต้องเผื่อว่าโลกของการซื้อขาย แลกเปลี่ยน ลงทุน หรือการค้า การขายเปลี่ยนไปให้มากไว้ด้วย”

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค. จะพิจารณาปรับประมาณการเศรษฐกิจไทย ปี 2558 โดยจะปรับลดการขยายตัวจากที่คาดไว้เดิม 3.7% เหลือ 3% ต่อปี ซึ่งทุกฝ่ายทั้งประชาชนและนักลงทุนก่อนหน้านี้ต่างได้รับทราบข้อมูลแล้ว การปรับลดเศรษฐกิจครั้งนี้มาจากเหตุปัจจัยดังนี้

– เนื่องจากการส่งออกที่เดิมคาดว่าจะขยายตัว 0.2% มาเป็นติดลบ 1.7%

– การบริโภคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้แต่ยังไม่สูงมากที่ประมาณ 2-3% ดัชนีเศรษฐกิจเดือนพฤษภาคม 2558 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงออกมาอ่อนแอ ต่อเนื่องจากภาคครัวเรือนและธุรกิจยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย การบริโภคเอกชนชะลอลงจากการปรับลดการบริโภคสินค้าคงทน โดยเฉพาะหมวดยานยนต์เป็นสำคัญ พอเข้าไปดูจะเห็นว่าสาเหตุที่ภาคดังกล่าวปรับลดลง ยังเป็นผลจากบริษัท TOYOTA เปิดตัวกระบะรุ่นใหม่กลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ยอดขายกระบะเดือนพฤษภาคม 2558 ปรับตัวลงต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า ดังนั้น จากความเห็นนักวิชาการระบุว่า ปัจจัยลบดังกล่าวที่มากระทบต่อการบริโภคสินค้าคงทนน่าจะเป็นเพียงระยะสั้น หลังจากรถยนต์กระบะรุ่นใหม่ได้มีการส่งมอบในเดือนถัดๆ ไป จะทำให้การบริโภคสินค้าคงทนน่าจะฟื้นตัวกลับมาในระยะต่อไปได้ ทั้งนี้ ดัชนีชี้วัดด้านอื่นๆ ของการบริโภคเอกชนยังคงทรงตัวจากเดือนก่อนหน้าท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยลบเดิม ไม่ว่าจะเป็นราคาสินค้าเกษตรที่อยู่ในระดับต่ำ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงต่อเนื่องตามภาวะเศรษฐกิจ

– การลงทุนภาครัฐขยายตัวได้มากกว่า 15% เนื่องจากภาครัฐเร่งการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มีการเบิกจ่ายได้รวดเร็วมากขึ้น โดยเฉพาะงบประมาณปี 2558 และยังมีงบลงทุนพิเศษจากการลงทุนโครงการน้ำและซ่อมสร้างถนนทั่วประเทศอีก 80,000 ล้านบาท มีการอนุมัติก่อสร้างโครงการถนนมอเตอร์เวย์ 3 สาย รวมถึงงบประมาณปี 2559 มีแผนการขาดดุลถึง 390,000 ล้านบาท โดยจะมีการตั้งเป็นงบลงทุนสูงถึง 500,000 ล้านบาท ทั้งหมดจะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งปีหลังให้ขยายตัวได้มากขึ้น

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ทำให้ขยายตัวลดลงบางส่วน รัฐบาลได้เร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ทั้งการพักชำระหนี้เพื่อลดรายจ่าย และการให้สินเชื่อเพิ่มเติมในจุดที่จำเป็นเร่งด่วนไปแล้ว

มีอดีตนายธนาคารกล่าวว่า “ถ้าประเมินกลุ่มสินค้าเกษตรการเมือง 5 ชนิด คือ ข้าว ยาง มันสำปะหลัง ปาล์ม และอ้อย จะพบว่า อ้อย ปาล์ม มัน มีทางเลือกในการนำไปทำเป็นพลังงานทดแทนได้ ถ้าบริหารให้ดีก็ไม่มีปัญหา แต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างภาคเกษตร ทั้งด้านรายได้และหนี้สินครัวเรือนเกษตรกร สถานการณ์มีความน่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา GDP ภาคเกษตรหรือรายได้รวมของภาคเกษตรมีการหดตัวต่อเนื่อง เหตุที่ GDP ภาคเกษตรในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมายังเติบโตได้ ยกเว้นปี 2555 ที่ GDP ภาคเกษตรหดตัวเนื่องจากเรื่องน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 แล้วต่างเป็นเพราะรัฐบาลที่ผ่านมาทุกรัฐบาลต่างแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรตลอด” ขณะที่ GDP ภาคเกษตรปี 2557 มีมูลค่า 1.412 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ที่มูลค่า 1.2 ล้านล้านบาท เพราะมีทั้งโครงการประกันรายได้ โครงการรับจำนำข้าวเปลือก 15,000 บาท/ตัน จึงมีแรงกระตุ้นให้เติบโต

– ต่อเนื่องจากนโยบายประชานิยมเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เวลานี้เมื่อไม่มีมาตรการกระตุ้นต่อ บวกกับเกิดภัยแล้ง GDP ภาคเกษตรก็ลดลงทันที ปีนี้จะอยู่ที่ 1.38 ล้านล้านบาท ขณะที่ฝั่งหนี้สินของครัวเรือนเกษตรเทียบกับรายได้ จะพบว่า สัดส่วนหนี้สินของเกษตรกรต่อ GDP ภาคเกษตรสูงเกิน 80% ไปแล้ว โดยเกษตรกรเป็นหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รวม 1 ล้านล้านบาท เป็นหนี้สถาบันการเกษตร 1.18 แสนล้านบาท หนี้สินธนาคารพาณิชย์ 1.02 แสนล้านบาท เป็นต้น และหนี้เหล่านี้ยังไม่ได้รวมหนี้นอกระบบ

ลองหันกลับมามองทางด้าน SMEs กันบ้าง จะพบว่า ประธานธนาคารใหญ่ที่เป็นผู้ให้กู้รายใหญ่ของ SMEs ระบุไว้อย่างน่าสนใจ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้ลูกหนี้เริ่มมีกำลังผ่อนชำระลดลง โดยเฉพาะ SMEs ที่สายป่านสั้นกว่าลูกค้ารายใหญ่

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานสัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวม ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2558 ของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ พบว่า ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ 1.25% จาก 1.22% และ 1.20% ในงวดเดือนมีนาคม 2558 และ ธันวาคม 2557 ในส่วนของมูลค่าของ NPL ยังคงเพิ่มขึ้น แต่มีอัตราที่ชะลอตัวลงหรือเพิ่มขึ้น 3.09% จากไตรมาสก่อนหน้าเทียบกับไตรมาสแรกที่ NPL เติบโตถึง 8.14% จากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากสถาบันการเงินต่างมีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าในภาคธุรกิจและ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ

จุดที่น่าสนใจคือ รายงานผลประกอบการงวดครึ่งปี 2558 ธนาคารพาณิชย์มี NPL ที่เพิ่มขึ้นมาจากลูกหนี้ SMEs และกลุ่มสินเชื่อเพื่อการเคหะ อันเป็นผลมาจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ เนื่องจากในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ SMEs เป็นภาคที่ต้องเจอมรสุม เพราะอำนาจต่อรองในตลาดมีน้อย หากเศรษฐกิจไม่เดิน ไม่มีคำสั่งซื้อเข้ามาก็ลำบาก

จนมีคำกล่าวว่า “SMEs เป็นเม็ดทรายของระบบเศรษฐกิจให้เกิดความมั่นคง ในช่วงที่ยากเย็นก็ต้องประคองให้อยู่รอดให้ได้ ธนาคารไม่จำเป็นต้องปรับนโยบาย ไปเน้นสินเชื่อรายใหญ่หรือรายย่อย เพราะเรากระจายทุกกลุ่มอยู่แล้วและแต่ละกลุ่มมีความแข็งแรงไม่เหมือนกัน การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปทำได้แค่ขั้นหนึ่ง หากผลิตแล้วไม่มีคนซื้อก็ไปไม่ได้ เศรษฐกิจโดยรวมต้องถูกกระตุ้น จึงจะเป็นปัจจัยที่เอื้อให้ค้าขายได้ต่อเนื่อง”

ในส่วนของธนาคารมีการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดและพยายามแก้ไขผ่อนปรนให้ได้มากที่สุด เพื่อรอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะกลับมา เพราะหากเป็นปัญหาเรื่องวงจรเศรษฐกิจ ธนาคารก็ช่วยประคองลูกค้า ไปจนถึงวันที่เศรษฐกิจฟื้นด้วยการปรับโครงสร้างกันไป แต่หากระยะยาวเป็นเรื่องปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทยและโลก ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีตัวบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นอย่างชัดเจน

หากเป็นอย่างนี้ไปอีก 2-3 ปี ก็คงแย่ เพราะ SMEs เป็นกลุ่มใหญ่ของระบบเศรษฐกิจและถ้าเศรษฐกิจโลกไม่ดีจะกระทบกับความต้องการของโลกที่จะกลับมากระทบที่ธุรกิจ หากว่าจะมีการปลดคนงาน มันก็กระทบการจับจ่ายใช้สอยของครัวเรือนตามมาเป็นลูกโซ่

ดังนั้น SMEs ก็ต้องระวังตัวเองให้มาก ถึงมากที่สุด เพราะเมื่อความต้องการในสินค้าหรือ Demand ลดลง หากทำธุรกิจแบบเดิม แบบที่เคยทำ อาจอยู่ไม่ได้ ต้องเผื่อว่าโลกของการซื้อขาย แลกเปลี่ยน ลงทุน หรือการค้า การขายเปลี่ยนไปให้มากไว้ด้วย

เวลานี้คงต้องรอว่ารัฐบาลจะมีโปรแกรมออกมากระตุ้นระบบเศรษฐกิจกันแบบไหน เช่น SMEs กู้เงินต้องมีการค้ำประกันจาก บสย. มาเติมเต็ม มีการผ่อนผันการชำระเงินต้นและให้ชำระเพียงดอกเบี้ยนานถึง 24 เดือน ในลูกค้าบางราย ซึ่งหากเป็นลูกค้า SMEs ธนาคารจะพิจารณาจากกระแสเงินสดเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า ธุรกิจที่ยังไปได้นั้นยังมีอยู่ เช่น ธุรกิจโกดังสินค้า สถานเสริมความงาม โรงพยาบาล รวมถึงลูกค้ารายใหญ่ในแต่ละท้องถิ่น

“สถานการณ์ของ SMEs ในขณะนี้เรายอมรับว่าต้องระมัดระวัง ยอดเช็คเด้งมากขึ้น NPL มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เวลานี้ลูกค้าที่เคยมีสายป่านยาวเริ่มสั้นลงเรื่อยๆ เพราะเศรษฐกิจไม่ดีมาต่อเนื่อง 2 ปีแล้ว ซ้ำร้ายปีนี้ราคาพืชผลเกษตรก็ไม่ดี เพราะภัยแล้ง อีกทั้งราคาหุ้นก็ตกตามไปอีก”

ทั้งหมดที่เล่ามานี้ เป็นแค่เรื่องราวของช่วงครึ่งปีแรกเท่านั้น และขอภาวนาให้ SMEs ยืนหยัดต่อไปได้จนครบยกตลอดปี 2558

อาโก กาแฟโบราณ ลงทุนหลักหมื่น คืนทุนไม่ยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07018150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

แฟรนไชส์โซน

พารนี

อาโก กาแฟโบราณ ลงทุนหลักหมื่น คืนทุนไม่ยาก

“แฟรนไชซีรายหนึ่งของเราประสบความสำเร็จมาก ขายอยู่ในซอยแจ้งวัฒนะ 14 บางวันขายได้ 300 ถุง ถุงละ 25 บาท กำไรอย่างต่ำเดือนละ 50,000-60,000 บาท กระทั่งมีการบอกต่อ ทำให้เราได้แฟรนไชซีเข้ามาเพิ่มอีกหลายราย”

แม้ก่อนหน้าจะมีแบรนด์ฮิตติดตลาดอยู่ก่อนแล้วหลายเจ้า

แต่ “อาโก” ก็ไม่หวั่นไหว เพราะมั่นใจใน “จุดขาย” ของตัวเอง

จึงเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวงการธุรกิจแฟรนไชส์ “กาแฟโบราณ” เมื่อกว่า 2 ปีที่แล้ว

ปรากฏได้ผลตอบรับอย่างที่ตั้งใจ ปัจจุบันมีแฟรนไชซีอยู่ในความดูแล กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 40 สาขาแล้ว

?????

“แถวภาคใต้สมัยก่อน มักเรียกคนขายกาแฟว่า อาโก พอเราจะทำกาแฟโบราณขาย เลยอยากได้ชื่อเรียกที่ฟังเหมือนย้อนยุค จึงใช้ชื่อแบรนด์เป็นอาโก กาแฟโบราณ” คุณนก-เพ็ญพิมล ทองคำ เจ้าของกิจการ เริ่มต้นให้ฟังอย่างนั้น

ก่อนแนะนำตัวให้รู้จักกันมากขึ้น จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เคยทำงานด้านการตลาดมากว่า 15 ปี จนเริ่มอิ่มตัวและอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง จึงลาออกจากพนักงานประจำ มาทำอาชีพขายน้ำอัดลมและกาแฟสด อยู่ที่ตลาดนัดจตุจักร

เป็นเจ้าของร้านน้ำถึง 2 บู๊ธ ในตลาดนัดชื่อดัง ทำอยู่ได้เกือบ 7 ปี มีอันต้องพลิกผัน ทั้งๆ ที่ช่วงแรกขายดิบขายดีวันละเป็นพันแก้ว

“ช่วงหลังขายไม่ดีมาตลอด ผลกระทบน่าจะมาจากการชุมนุมทางการเมือง ที่มีต่อเนื่องมาหลายปี ลูกค้าหายไปเกือบครึ่ง รายรับไม่คุ้มค่าเช่าเลยเซ้งต่อให้คนอื่นไป” คุณนก ย้อนความทรงจำเสียงหม่น

ก่อนเล่า หลังจากนั้นหันมาเปิดสถาบันกวดวิชา เนื่องจากมีอาคารพาณิชย์ของครอบครัว อยู่ในซอยวัดกู้-อัมพรไพศาล ใช้ชื่อว่า “ติวเตอร์ คลับ” กิจการไปได้ดีและยังดำเนินอยู่จนถึงทุกวันนี้

ระหว่างที่นั่งแท่นผู้บริหารสถาบันกวดวิชาดังกล่าวนั้น มีกิจการกาแฟโบราณแบรนด์หนึ่งมาจ้างให้ไปช่วยทำการตลาดให้ ทำไปได้ระยะหนึ่งจึงทราบว่าแนวคิดในการทำงานไม่สอดคล้องกัน เลยขอแยกตัวออกมา

คุณนก บอกต่อ พอได้มีโอกาสสัมผัสกับแวดวงกาแฟโบราณ ประกอบกับเคยมีพื้นฐานด้านการทำกาแฟสดมาก่อนสมัยเปิดบู๊ธอยู่ตลาดนัดจตุจักร จึงทำให้ตระหนักว่าการจะนำพาร้านกาแฟสดสักแบรนด์ให้ออกมาให้เป็นที่จดจำของลูกค้านั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะปัจจุบันการแข่งขันสูงมาก เจ้าตลาดล้วนเป็นแบรนด์ใหญ่

ฉะนั้น หากอยากจะ “แจ้งเกิด” ร้านกาแฟ คงต้องโฟกัสไปที่ประเภทกาแฟโบราณ น่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่า

รวบรวมความคิดได้ดังนั้น คุณนกจึงเดินหน้าหาจุดต่าง เพื่อนำมาเป็นจุดขายให้กับกิจการของตัวเอง

เริ่มต้นจากการให้ความสำคัญกับวัตถุดิบหลัก ซึ่งก็คือ “ผงกาแฟ” โดยเชิญซัพพลายเออร์เมล็ดกาแฟมาแจ้งความต้องการ อยากได้ผงกาแฟที่มีความเข้มเหมือนกาแฟสด แต่สูตรการชงเป็นแบบกาแฟโบราณ

กระทั่งได้ออกมาเป็นผงกาแฟ 2 สายพันธุ์คือ โรบัสต้าและอาราบิก้า ผสมกันในสัดส่วนที่เหมาะสม และสามารถใช้วิธี “ถุงชง” แบบโบราณ ไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องชงราคาหลายหมื่น แต่ได้รสชาติเข้มข้นไม่ต่างจากกาแฟสด

คุณนก เล่าให้ฟังต่อ จากการศึกษาข้อมูลและประวัติการทำกาแฟโบราณในสมัยก่อน พบว่า กาแฟในสมัยก่อน ไม่ได้ผสมธัญพืชข้าวโพด ถั่ว งา เหมือนในปัจจุบัน เพียงแต่ในยุคสมัยหนึ่งกาแฟมีราคาแพง จึงมีผู้นำ ข้าวโพด ถั่ว งา ที่คั่วให้มีกลิ่นไหม้มาผสม เพื่อให้ต้นทุนถูกลง และกลายเป็นที่ยอมรับและนิยมมาถึงทุกวันนี้

“ผงกาแฟโบราณ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ผสมธัญพืช อาจใช้ต้นทุนสูงกว่าชนิดผสมเล็กน้อย แต่คุณภาพดีกว่ามาก เมื่อมาผสมกับผงอาราบิก้าสไตล์กาแฟสด ก่อนผ่านการชงแบบโบราณหรือใช้ถุงชง รสกาแฟของอาโก จึงมีกลิ่นหอมและอร่อยแบบกาแฟสด สามารถขายได้ทั้งลูกค้าที่ชอบดื่มกาแฟโบราณและกาแฟสด” คุณนก ย้ำถึงข้อเด่น

เปิด “อาโก กาแฟโบราณ” ร้านต้นแบบอยู่หน้าตึกติวเตอร์ คลับ ในซอยวัดกู้-อัมพรไพศาล ได้ไม่นานนัก เจ้าของกิจการจึงเริ่มประชาสัมพันธ์ธุรกิจแฟรนไชส์ในแบบของเธอ ผ่านสื่อออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์และเฟซบุ๊ก

ใช้เวลาไม่นานมีลูกค้าสนใจติดต่อเข้าประเดิม 2-3 ราย จากนั้นจึงมีการบอกต่อกันไปแบบปากต่อปาก

“แฟรนไชซีรายหนึ่งของเราประสบความสำเร็จมาก ขายอยู่ในซอยแจ้งวัฒนะ 14 บางวันขายได้ 300 ถุง ถุงละ 25 บาท กำไรอย่างต่ำเดือนละ 50,000-60,000 บาท กระทั่งมีการบอกต่อ ทำให้เราได้แฟรนไชซีเข้ามาเพิ่มอีกหลายราย” คุณนก ว่าอย่างนั้น

เกี่ยวกับเงื่อนไขในการร่วมธุรกิจแฟรนไชส์ เจ้าของกิจการ แจง แบ่งออกเป็น 3 โปรแกรม ประกอบด้วย โปรแกรม 1 ราคา 14,999 บาท เป็นการเรียนสูตร-วัตถุดิบตั้งต้น โปรแกรม 2 ราคา 26,999 บาท ได้โปรแกรม 1 รวมอุปกรณ์พร้อมขาย และ โปรแกรม 3 ราคา 38,999 บาท ได้โปรแกรม 1 รวมอุปกรณ์พร้อมรถเข็น

ส่วนราคา 34,999 บาท ได้โปรแกรม 1 รวมอุปกรณ์พร้อมเคาน์เตอร์ถอดประกอบ

“ก่อนลงทุน ควรถามตัวเองก่อน มีใจแค่ไหน เพราะแต่ละทำเลใช่จะขายดีเหมือนกันหมด ฉะนั้น ต้องอดทน ตั้งใจ และรักการขายจริง ถึงจะอยู่ได้ ส่วนเรื่องรสชาติกาแฟ มั่นใจว่าสู้ได้แน่นอน” เจ้าของเรื่องราว บอกจริงจัง

และว่า เร็วๆ นี้จะพา “อาโก” โกอินเตอร์ ขยับขยายไปขายแฟรนไชส์ที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง พม่า ลาว โดยระหว่างนี้อยู่ในขั้นตอนของการเจรจาขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

“ทุกวันนี้แม้คู่แข่งเยอะ แต่ขอสู้ด้วยคุณภาพของวัตถุดิบ ส่วนความตั้งใจหวังจะไปให้ถึงความเป็นพรีเมี่ยมของกาแฟโบราณ ที่มีระบบแฟรนไชส์ถูกต้องตามหลักสากล ชูวัฒนธรรมการชงแบบคนไทย และค้าขายได้อย่างยั่งยืน” คุณนก ฝากทิ้งท้าย

สนใจแฟรนไชส์ อาโก กาแฟโบราณ ผลิตจากกาแฟแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ เข้มแบบโบราณ หอมอร่อยแบบกาแฟสด ติดต่อ คุณนก โทรศัพท์ (086) 793-9099, (02) 583-2608 LINE ID : penpimol99 Facebook/อาโกกาแฟโบราณ และเว็บไซต์ http://www.อาโกกาแฟโบราณ.com

ลูกค้ายอมจ่ายก่อน…ถ้าดีจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07022150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

เติมใจ…ใส่ธุรกิจ

พลชัย เพชรปลอด : อาจารย์พิเศษ ม.ศิลปากร, อดีตผู้บริหารการตลาด กลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์

ลูกค้ายอมจ่ายก่อน…ถ้าดีจริง

ดูเหมือนกระแสการกินอยู่แบบปลอดภัย จะกลับมารุนแรงเพิ่มขึ้นอีกครั้ง กินคลีน กินกรีน กินออร์แกนิก ดูว่าจะส่งแรงกระเพื่อมวงการกิน ทำให้บรรดาพืชผักที่ประคบประหงมด้วยเคมีต้องสั่นคลอน

ผมเองก็นิยมชมชอบกับการกินผักปลอดสารพิษ ถึงขั้นลงมือปลูกผักกินเอง ได้กินมั่ง สละให้แมลงกินมั่ง ก็แบ่งปันกันไป จำนวนมื้อที่ต้องบริโภคผักอาบสารพิษ ก็ลดลงบ้าง อย่างน้อยจะได้ตายทรมานน้อยลง

อยากจะบอกก่อนเข้าเรื่องว่า เชิญชวนนะครับ ใครมีที่ดินเล็กน้อย หรือไม่มีที่ดิน มีที่ตั้งกระถาง ปลูกผักกินเองเถอะครับ อย่างน้อยรู้สึกดีที่ปลอดภัย แต่ที่เหนือกว่า “รสชาติ” ครับ อร่อยกว่าชัวร์ ผมยืนยัน

ตามที่จั่วหัวไว้ว่า กระแสมันมามากขึ้นอีกครั้ง แล้วผมก็พบเรื่องราวน่าสนใจเชิงการตลาด การบริการ ที่น่าจะนำมาขบคิดสำหรับเราๆ ท่านๆ ที่ทำธุรกิจทั้งหลาย

เครือข่ายตลาดสีเขียว กลุ่มคนที่รักตัวกลัวตายจากอันตรายของผักเคมี สร้างเครือข่ายร่วมกัน ฝั่งหนึ่งเป็นเกษตรกรในสังกัด ที่ปลูกผักปลอดสารพิษ อีกฝั่งหนึ่งเป็นผู้ประกอบการร้านค้า เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างฝั่งที่สามคือ ผู้บริโภค กับฝั่งของเกษตรกร 3 ฝั่ง 3 ฝ่ายประสานกันได้ ความปลอดภัยในการกินก็เกิด

ตะกร้าปันผัก เป็นผู้ประกอบการรายหนึ่งที่เชื่อมโยงผู้กิน กับผู้ปลูก โดยนำเสนอขายผักปลอดสารพิษที่คนกิน ต้อง “จ่ายเงินก่อน” เป็นเหมือนค่าสมาชิก ซึ่งจะได้รับการตอบแทนด้วย “ผักปลอดสารพิษ 100 เปอร์เซ็นต์” จะกี่ชนิดก็แล้วแต่ฤดูกาล เลือกกินไม่ได้ แต่เขาจะส่งให้ เป็นจำนวนกิโลกรัมที่ตกลงกันไว้

จ่ายก่อน กินทีหลัง เลือกไม่ได้ ฟังดูช่างเป็นธุรกิจแบบมัดมือชกสิ้นดี แต่กลับได้รับการตอบสนองจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ฝั่งคนกินจ่ายเงินซื้อ ไม่ได้ซื้อผักหรอกครับ แต่ซื้อ “คุณภาพชีวิต”

ราคาของคุณภาพชีวิต คงประเมินไม่ได้ ว่าควรจ่ายก่อน หรือจ่ายหลัง แต่เป็นการจ่ายเมื่อ “มั่นใจ”

ตัวอย่างอีกราย เป็นชายหนุ่มมีปริญญา ที่ยอมหันหลังให้งานในออฟฟิศ แล้วใช้ที่ดินประมาณ 200 ตารางวา กลางกรุง แถวย่านลาดพร้าว “ปลูกผัก”

ด้วยความเป็นคนมีความรู้ และมีความเข้าใจ การปลูกจึงประสบความสำเร็จงดงาม ที่ดินน้อย แต่ผลผลิตเยอะ ปลูกจนได้รับฉายา “เจ้าชายผัก”

มีคนสนใจไปขอศึกษาเรียนรู้ เปิดคอร์สสอนปลูกผักเป็นเรื่องเป็นราว เกิดรายได้จากการถ่ายทอดองค์ความรู้ แต่บรรดาคนที่ไปเรียน ถามว่าสักกี่คนที่จะมีเวลาทำอย่างที่ได้เรียน แต่การไปสัมผัส ได้เกิดความ “มั่นใจ” ในผลิตภัณฑ์อย่างไม่รู้ตัว ดังนั้น “ซื้อกิน” ง่ายกว่า

เจ้าชายผัก เธอก็เก็บเงินค่าสมาชิกครับ ขอเงินก่อน และมีเงื่อนไขจะส่งผักให้เดือนละกี่กิโลกรัม ก็ว่ากันไป เลือกไม่ได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่ามีผักอะไรในฤดูกาลนั้น

“มีคนจ่ายกันเพียบ”

สิ่งที่น่าสนใจจากตัวอย่าง 2 เรื่องนี้คือ ทำไมบางธุรกิจจึงจ่ายก่อน กินทีหลังได้

หลายท่านอาจมองว่า จ่ายก่อนมีเยอะแยะไป หลายธุรกิจ จะซื้ออะไรก็ต้องจ่ายก่อนทั้งนั้น ทั้งแบบมัดจำบางส่วน และมัดจำ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่เรียกจ่ายก่อนหรือ

ก็จริงครับ เพียงแต่สินค้า หรือบริการส่วนใหญ่ที่เราจ่ายก่อน หรือจ่ายมัดจำ มักมีการเห็นสินค้า ตกลงปลงใจเลือกแล้ว ดูแล้ว สัมผัสแล้ว แต่นี่เป็นสินค้าที่คาดหวังอนาคตล้วนๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้อะไรมา รู้แต่ว่าจะได้ในปริมาณเท่าไหร่แค่นั้น แล้วต้องจ่ายเต็มจำนวนไปก่อน

ดูไม่เหมือนการซื้อของ แต่เหมือนการจ่ายเงินจ้างให้ไปช่วยทำ

หากจะวิเคราะห์ว่าทำไมจึงมีผู้ยอมจ่าย เต็มใจจ่ายแบบไม่งอแง ไม่ต่อรอง และมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนบางทีไม่ได้แปลว่าพร้อมจ่าย แล้วจะได้ตามต้องการ

ประการแรก สินค้าที่ต้องการ มีปริมาณน้อยกว่าความต้องการ ภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่ามีซัพพลายน้อยกว่าดีมานด์ ความต้องการของคนซื้อเยอะกว่าของที่ผลิตได้ เลยทำให้ต้องแย่งกันซื้อ

ประการที่สอง ความเชื่อมั่น ตัวกลางที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงทั้งฝั่งผู้บริโภค กับฝั่งผู้ผลิต ต้องสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับทั้ง 2 ฝ่ายได้ แล้วความเชื่อมั่นนี้ จะกลายเป็นสินค้าหลัก ที่ไม่ใช่การ “ขายผัก” แต่ “ขายความเชื่อมั่น”

ประการที่สาม ความปลอดภัย สินค้าที่ซื้อ ไม่ใช่แค่ผัก แต่เป็นผักปลอดภัย ที่คนรักตัวกลัวจะตายทรมานทั้งหลายต้องการบริโภค สิ่งนี้คือ “มูลค่าเพิ่ม” ของสินค้า ที่เหนือกว่าผักในท้องตลาด

แม้แต่ผักปลอดภัยในห้าง ยังเคยมีการสุ่มตรวจโดยหน่วยงานด้านสาธารณสุข แล้วพบว่า มีสารพิษตกค้าง แบบนี้จะเชื่อใครได้อีก ลำพังฉลาก หรือถุงบรรจุที่มีถ้อยคำว่าปลอดภัย ยังเชื่อไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ผักที่มีคนเป็นตัวกลางรับรอง ควบคุม ประสานงาน สนใจขอไปดูฟาร์มได้ แบบนี้ยืนยันความปลอดภัยแน่นอน

ความปลอดภัย และความเชื่อมั่น เมื่อผสมผสานกัน กลายเป็นสินค้าหลักที่ทำให้ผักปลอดสารพิษ ผักออร์แกนิกเหล่านี้ กลายเป็นสินค้าที่มีความแตกต่างจากท้องตลาดโดยสิ้นเชิง

และนี่คือ “มูลค่าเพิ่มของสินค้า”

จากบทเรียนนี้ น่าคิดว่า ปัจจุบันการตลาด เป็นเรื่องจิตวิญญาณ มากยิ่งขึ้น ดังที่กูรูการตลาดระดับโลก ฟิลิป คอตเลอร์ กล่าวไว้ นั่นแปลว่า ถ้าทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้ เงื่อนไขการค้าเป็นเรื่องรองทันที สามารถกำหนดเงื่อนไขได้ว่า จะให้ลูกค้าจ่ายก่อน หรือหลัง ก็ได้ดังใจคนขายปรารถนา

การจ่ายก่อน 100 เปอร์เซ็นต์ ล่วงหน้าแบบเต็มใจ ไม่ใช่แบบค่ายมือถือบังคับจ่ายพรีเพด แบบนั้นเขาเรียกจำยอม อยากใช้ก่อน แต่เขาไม่ยอม จำเป็นต้องยอม แต่แบบนี้ลูกค้าเต็มใจจ่าย เพราะเข้าใจ

หากจะนำไปประยุกต์ใช้ คงต้องมีกระบวนการดังนี้

ขั้นแรก “สร้างสิ่งที่มีคุณค่าแตกต่าง” ไม่ใช่ทำสินค้าหน้าตาแตกต่างอย่างเดียวนะครับ แต่ต้องสร้าง “คุณค่า” ที่แตกต่าง หน้าตาสินค้าไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่ากับคุณค่าที่นำเสนอพ่วงเข้าไปด้วย เช่น ผักเป็นสินค้า แต่คุณค่าคือ ความปลอดภัย

ขั้นที่สอง “สื่อสาร” ต้องสื่อสารให้ผู้บริโภคเห็นถึงคุณค่านั้น เข้าใจถึงคุณค่านั้น ทำให้เขารู้และเข้าใจความยากลำบากกว่าจะได้มา เพราะหากไม่สื่อสารก็จะไม่มีวันเข้าใจได้ การสื่อสารจึงสำคัญในการทำตลาดแบบนี้

ขั้นที่สาม รักษาคุณค่า การจะปกป้องคุณค่าไว้ได้ ต้องใช้ “ความซื่อสัตย์” ครับ ความซื่อสัตย์ของผู้ขาย เป็นสิ่งที่สามารถปกป้องคุณค่าให้คงอยู่ได้ยาวนานแบบยั่งยืน

หากทำได้ 3 ขั้นตอนนี้ รับรองว่า การสร้างสินค้าเพื่อให้ลูกค้าจ่ายก่อน ได้ใช้ของทีหลังแบบไม่มีเงื่อนไขต่อรอง สามารถเป็นจริงได้ไม่ยาก

การได้เงินของลูกค้ามาก่อน มีผลดีอย่างไร ก็มีเงินทุนที่ไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีหนี้ที่ต้องชำระ เข้ามาหมุนในระบบ เป็นการเพิ่มทุน โดยไม่ต้องเรียกระดมทุน แบบนี้ถือเป็นกำไรทางอ้อมเพิ่มขึ้นอีกทางด้วย

สรุป หลักการง่ายๆ ครับ “ถ้าดีจริง…ลูกค้ายอมจ่ายก่อน” แน่นอน…

“ปลูกปั่น” น้ำผักผลไม้ 5 สี สดทุกเช้า…ส่งถึงมือด้วยจักรยาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

รายงานพิเศษ เทรนด์ คลีน ฟู้ด

“ปลูกปั่น” น้ำผักผลไม้ 5 สี สดทุกเช้า…ส่งถึงมือด้วยจักรยาน

“…ทำออกมาได้ไม่นาน มีหลายคนอยากได้บ้างในระยะที่ไกลขึ้น จึงมานั่งคิดว่าจะส่งให้ยังไง สรุปสุดท้ายจะส่งด้วยจักรยาน เพราะรักการปั่นเป็นชีวิตจิตใจและเคยเห็นในหนังฝรั่งเขาส่งนมกันตอนเช้าไปวางไว้หน้าบ้าน เลยอยากให้เมืองไทยมีแบบนั้นบ้าง”

การรับประทานน้ำปั่นผักผลไม้ 5 สีทุกวัน ช่วย “กู้โลก” ได้

เพราะนอกจากสุขภาพจะดีแล้ว ยังสร้างโลกสีเขียวและสังคมดีๆ ไปพร้อมกัน

“ปลูกปั่น” เป็นธุรกิจที่เกิดจากคนป่วยที่หายด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิต และรับประทานผักผลไม้ 5 สีทุกวันด้วยการทำเป็นน้ำปั่นจนหาย…กลายเป็นคนสุขภาพดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

และคนป่วยคนนั้นดันเป็นนักออกแบบ “ปลูกปั่น” จึงไม่ได้เป็นเพียงร้านน้ำปั่นธรรมดา

……………

เหล่านี้คือ ข้อความแนะนำตัว…ที่จะพาเราไปรู้จัก “ธุรกิจสีเขียว” ที่พร้อมจะเติบโตแบบยั่งยืนควบคู่ไปกับความสุขของทั้งคนทำ คนปั่น และ คนรับประทาน

หลายโรครุม

จุดเริ่มสำคัญ

ช่วงสายของวันทำงานต้นสัปดาห์ มีนัดพูดคุยกันที่ “เวลาเย็น” ร้านจำหน่ายจักรยานและอุปกรณ์เสริม ขวัญใจนักปั่นย่านซอยทองหล่อ

คุณจัง-ศิริลักษณ์ มหาจันทนาภรณ์ หุ้นส่วนคนสำคัญของร้านเวลาเย็นและเจ้าของกิจการ “ปลูกปั่น” ที่เกริ่นไว้ตอนต้น กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม เป็นกันเอง เริ่มต้นให้ฟัง พื้นเพเป็นคนกรุงเทพฯ จบปริญญาตรี จากคณะนิเทศศาสตร์ เอกนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ทำงานเป็นนักออกแบบฟรีแลนซ์ ตั้งแต่จบจากรั้วมหาวิทยาลัยจนถึงปัจจุบัน

ด้วยความที่เป็นคนชอบทำงานหนักและมักให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากกว่าค่าตอบแทน ผลงานที่ผ่านมา จึงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ผ่านการเดินสายงานประกวดการออกแบบทั้งในและต่างประเทศ หรือกระทั่งงานแฟร์เกี่ยวกับงานการออกแบบที่ว่ากันว่าดีสุดในโลก อย่างที่อิตาลีหรือเยอรมนี ผลงานของเธอเคยถูกเชิญให้ไปแสดงมาแล้ว

แต่ชีวิตคนเราใช่ว่าจะได้ไปเสียทุกอย่าง เพราะขณะหน้าที่การงานกำลังรุ่ง สุขภาพร่างกายของเธอกลับเริ่มมีปัญหาทยอยเข้ามา…ทีละโรค ทีละโรค

“เหล้า-บุหรี่-กาแฟ ไม่เคยแตะ แต่เป็นคนทำงานดึก-ตื่นสาย ทานอาหารตามใจปาก ประกอบกับภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดีตั้งแต่เด็ก พออายุได้ 20 ปลายๆ โรคภัยถามหา เริ่มจากหัดกุหลาบ เป็นอาการของเชื้อไวรัสกินเม็ดเลือดขาว ถ้าผู้ใหญ่เป็นโอกาสตายมีมากกว่าเด็ก ไปดูหนังกันทั้งโรงติดมาคนเดียว ตอนนั้นต้องเข้าโรงพยาบาลเจาะเลือด ให้ยาฉีดทุกวัน” คุณจัง ย้อนความทรงจำ

เมื่อศักราชแห่งความเจ็บป่วยเริ่มต้นได้ไม่นาน โรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ ก็ตามมาเป็นระยะ คุณจังจึงพยายามหาสาเหตุทำไมเธอถึงอ่อนแอได้ขนาดนั้น กระทั่งทราบว่าโรคที่เป็นบางโรครักษาไม่ได้ด้วยยา แต่ต้องทำให้ตัวเองแข็งแรงขึ้นก่อนจึงจะสู้โรคนั้นๆ ได้

ช่วงที่หลายโรครุมเร้า เธอพยายามหาทางรักษา พึ่งพาทั้งการแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์ทางเลือก ใครแนะนำอะไรและรู้สึกว่าน่าสนใจจะไปเรียนรู้หมด

สุดท้ายไปเจอ “หมอแมะ” ท่านหนึ่ง แนะนำให้รับประทานอาหารตามเมนูของหมอแมะ ติดต่อกันเป็นเวลา 6 สัปดาห์ ควบคู่ไปกับการปรับเวลานอน-เวลาตื่น เลยลองทำตาม พอทำครบ 3 สัปดาห์ เริ่มเห็นความแตกต่าง สังเกตดูได้เลยว่าผิวใสขึ้น จากคนป่วยที่สีผิวจะออกเหลืองๆ ขุ่นๆ กลายเป็นมีแสงออร่า พอครบกำหนด ไปหาอีกรอบ หมอแมะบอก…คุณหายแล้ว

“เมนูของหมอแมะ ให้กินวันหนึ่ง 4 มื้อ เช้า-กลางวัน-บ่าย-เย็น อาหารนั้นทำไม่ยาก เป็นอาหารคลีน ที่กำลังนิยมในปัจจุบัน อย่างซุปทำจากผัก กินข้าวซ้อมมือ เห็ด 2 อย่างมาผัดกัน ตอนนั้นพอมีความรู้แล้วว่าเป็นการรักษาด้วยโภชนาการ” คุณจัง เล่าอย่างนั้น

ตอบรับดีต่อเนื่อง

สายส่งนักปั่น 60 ชีวิต

เมื่อแนวทางของหมอแมะ ได้ผลเกินคาด เธอจึงถามไถ่ ขั้นตอนต่อไปควรทำอย่างไร ได้คำแนะนำสั้นๆ ให้ทาน?ผัก-ผลไม้ 5 สี

จดจำ “ผัก-ผลไม้ 5 สี” เป็น Key Words สำคัญไว้ขึ้นใจ ก่อนเสาะหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่ใช่เรื่องลับอะไรเลย เป็นเรื่องที่หลายคนทราบดีอยู่แล้ว ที่ผ่านมาก็มีการรณรงค์ให้แต่ละมื้อ รับประทานผักครึ่งหนึ่ง เนื้อสัตว์ครึ่งหนึ่ง แต่ไม่ค่อยมีคนสนใจเท่าไหร่

คุณจัง เล่าต่อ การรักษาสุขภาพให้ดีต่อเนื่องในแบบของเธอหลังจากผ่านคอร์สรักษากับหมอแมะดังกล่าวก็คือ รับประทานอาหารมื้อหลักที่เลือกแล้วว่าดี ควบคู่ไปกับการรับประทานผัก-ผลไม้ให้ได้อย่างน้อยวันละครึ่งกิโลกรัม

ช่วงแรกรับประทานแบบสด ปอกบ้าง หั่นบ้าง ใส่กล่องไว้รับประทาน แต่ไม่นานรู้สึกยุ่งยาก เพราะการรับประทานผลไม้วันละครึ่งกิโลกรัมกว่าจะหมดนั้นเหนื่อยไม่ใช่เล่น

เลยลองหาวิธีรับประทานแบบใหม่ กระทั่งไปเจอคลิปของคุณหมอท่านหนึ่งซึ่งปั่นน้ำผัก-ผลไม้รับประทาน จึงลองทำบ้าง ก่อนค่อยๆ ปรับเป็นสูตรที่เหมาะกับตัวเธอเอง

ทำ “น้ำผัก-ผลไม้ 5 สี” รับประทานเองเป็นประจำ มาได้เกือบ 3 ปี เห็นผลดีเกิดขึ้นกับตัวเองอย่างเห็นได้ชัด จึงแบ่งปันให้คนใกล้ตัวได้ลองบ้าง ช่วงมาทำงานที่ร้านจักรยานเวลาเย็น จะปั่นน้ำมาเผื่อเพื่อนทำงานอยู่ตึกใกล้กันหลายคน รวมทั้ง คุณเอ-กฤตยา สัณฑมาศ ด้วย

พอบ่อยๆ เข้าเกิดความเกรงใจจึงแนะนำให้ทำขายดีกว่า หลังจากหารือกันในรายละเอียด คุณจังกับคุณเอจึงตกลงจับมือร่วมหุ้นกันในธุรกิจ “ปลูกปั่น” มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา

“ช่วงเริ่มต้นไม่ได้จะทำเป็นธุรกิจจริงจัง แค่จะทำให้เพื่อน ญาติ คนแถวบ้าน และคนในละแวกออฟฟิศได้ลองทาน ปรากฏทำออกมาได้ไม่นาน มีหลายคนอยากได้บ้างในระยะที่ไกลขึ้น จึงมานั่งคิดว่าจะส่งให้ยังไง สรุปสุดท้ายจะส่งด้วยจักรยาน เพราะรักการปั่นเป็นชีวิตจิตใจและเคยเห็นในหนังฝรั่งเขาส่งนมกันตอนเช้าไปวางไว้หน้าบ้าน เลยอยากให้เมืองไทยมีแบบนั้นบ้าง” คุณจัง เล่ายิ้มๆ

สำหรับการรวบรวม “สายส่ง” น้ำปั่นผักผลไม้ 5 สี แบรนด์ “ปลูกปั่น” นั้น เริ่มจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ในการประกาศรับสมัคร ตอนแรกคิดว่าแค่สองสามคนสลับกันปั่นก็น่าจะพอ แต่เมื่อประชาสัมพันธ์ออกไป ปรากฏได้รับความสนใจจากนักปั่นจำนวนมาก

“ทีมงานนักปั่นสายส่งมี 60 คน เป็นฟรีแลนซ์ทั้งหมด มีทั้งหนุ่มสาว ขาแรงตามงานต่างๆ ก็มาปั่นเป็นสายส่งให้เรา อาวุโสสุดอายุ 57 ปี แต่ร่างกายยังฟิต วันหนึ่งจะใช้สายส่งประมาณ 20 คน สลับกันไป นักปั่นทุกคนจะได้รับอาหารเช้าแนวเกษตรอินทรีย์และน้ำปั่นผัก-ผลไม้ 5 สี คนละแก้วเป็นสวัสดิการ และทราบชัดเจนว่าได้ค่าตอบแทนเท่าไหร่ภายในกี่ชั่วโมง บางคนส่งเสร็จมานั่งคุยเล่นกัน หลายคนกลับไปทำกิจการที่บ้านต่อ” คุณจัง เล่าบรรยากาศในการทำงาน สไตล์ชิล-ชิล

ใส่ใจรายละเอียด

สร้างธุรกิจดีทั้งระบบ

เปิดมาได้ปีเศษได้ผลตอบรับคึกคักดีเกินคาด สายการผลิต-สายส่ง ขยายและเติบโตขึ้นทุกวัน ประเด็นนี้ เจ้าของเรื่องราว วิเคราะห์ให้ฟังว่า น่าจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะรูปแบบธุรกิจ “ปลูกปั่น” นี้ ได้ผ่านกระบวนการคิดในฐานะนักออกแบบมาก่อนแล้วแทบทุกรายละเอียด

เริ่มต้นจาก บรรจุภัณฑ์ คุณจัง บอก จากประสบการณ์ด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ทำให้ทราบว่ามีบรรจุภัณฑ์จำนวนมหาศาลที่ใช้แค่แป๊บเดียวทิ้งเลย ฉะนั้น การทำน้ำปั่นขายในแบบของเธอ จึงเลือกใช้ภาชนะแก้วและสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนทุกวัน เพื่อช่วยลดขยะบรรจุภัณฑ์บนโลกใบนี้ได้ทางหนึ่ง

และเพื่อเป็นการลดวัตถุดิบเหลือทิ้ง ธุรกิจ “ปลูกปั่น” จึงใช้วิธีการบอกรับเป็นสมาชิก เพื่อจะได้ทราบคำสั่งซื้อที่แน่ชัด ไม่ต้องซื้อวัตถุดิบมารอไว้ แต่ถ้ามีคนสั่งรับประทานไม่หมดต้องทิ้งไป เพราะผัก-ผลไม้ เป็นของสด ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน

คุณจัง บอกต่อด้วยว่า จากการทำน้ำปั่นผัก-ผลไม้ 5 สี รับประทานเองทุกวันมานานหลายปี จึงทำให้ตระหนักว่า วัตถุดิบที่เลือกมาปั่นนั้นควรมีแหล่งที่มาเชื่อถือได้ สุดท้ายจึงลงเอยที่พืชผลเกษตรอินทรีย์ ซึ่งนอกจากจะได้รับประทานสิ่งปลอดภัยแล้วยังได้ช่วยเกษตรกรกระแสรองได้ทางหนึ่ง

“คนอุดหนุนปลูกปั่นกันมากขึ้น น่าจะเป็นเพราะเราทำสิ่งที่ดี ที่ผ่านมาเคยคิดงานออกแบบให้ลูกค้าแต่มักมีข้อแม้ให้ทำสิ่งดีให้เกิดขึ้นในธุรกิจไม่ได้ เลยคิดว่าถ้าตัวเราทำธุรกิจอะไรอีกสักอย่างจะทำให้ดีทั้งระบบ ปลูกปั่นน่าจะเป็นตัวอย่างจริงของธุรกิจที่ดี รักษ์โลก รักษาสิ่งแวดล้อม สุขภาพดี แถมได้ผลตอบแทนด้วย พอเห็นว่าทุกอย่างดีอย่างที่เราตั้งใจ พวกเขาเลยช่วยสนับสนุน” คุณจัง บอกเสียงเรียบ

ขอความรู้เกี่ยวกับประโยชน์จากการรับประทานน้ำปั่นผัก-ผลไม้ 5 สี ได้ผลดีจริงมากน้อยแค่ไหน คุณจัง อธิบาย

ปกติร่างกายมนุษย์สามารถรักษา-ซ่อมแซมตัวเองได้ แต่อาหารที่ป้อนให้ตัวเองทุกวันนี้ มักไม่มีคุณค่าทางโภชนาการมากพอที่จะให้เซลล์ต่างๆ ลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง ฉะนั้น ถ้าเรารับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ย่อยง่าย สุขภาพโดยรวมจะไม่มีปัญหา

“มนุษย์เป็นสัตว์กินพืช ดูได้จากลำไส้ที่ยาวมาก หากกินเนื้อสัตว์เข้าไปจะย่อยยากและย่อยช้ามาก ฉะนั้น ถ้าเรากินอาหารให้เหมาะกับความเป็นสัตว์ของเราที่เป็นสัตว์กินพืช เซลล์ต่างๆ จะซ่อมตัวเองได้” คุณจัง บอกอย่างนั้น

และว่า น้ำผัก-ผลไม้ 5 สี ยังช่วยลดความอ้วนได้ด้วย เพราะการรับประทานอาหารบางครั้งหลายคนบอกไม่อยู่ท้อง-ไม่อิ่ม นั่นเป็นเพราะของที่รับประทานเข้าไป คุณค่าทางโภชนาการไม่สูง ร่างกายเลยบอกให้ไปเอามาอีกซึ่งคุณค่าก็ไม่สูงเหมือนเดิมแต่กลายเป็นแป้ง-ไขมันเสียเยอะ เมื่อร่างกายได้สิ่งเหล่านี้เข้าไปจึงอ้วนขึ้นเป็นธรรมดา แต่ถ้าร่างกายเราเคยชินกับการได้รับอาหารดี คุณค่าทางโภชนาการสูง ระบบเผาผลาญ ระบบทุกอย่างดีขึ้นก็จะไม่อ้วนเอง

กระรอก, กระต่าย

หลายโปรแกรมให้เลือก

ถามไถ่ถึงสูตรน้ำผัก-ผลไม้ 5 สี คุณจัง บอก จากการค้นพบของตัวเองได้ข้อสรุปว่าต้องรับประทานผัก-ผลไม้ท้องถิ่นและตามฤดูกาล การรับประทานแต่ละครั้งจึงไม่มีสูตรตายตัว มีเพียงกฎว่าถ้าไม่ใช่ฤดูกาลก็ไม่ควรทาน และในกรณีที่จะปั่นขายเป็นธุรกิจ ถ้านำผัก-ผลไม้ ไม่ต้องตามฤดูกาลมาทำ ต้นทุนย่อมสูงกว่าปกติ

“ในเมื่อเป็นน้ำปั่นเพื่อสุขภาพ ไม่ใช่เพื่อความเอร็ดอร่อยอย่างเดียว ฉะนั้น จึงทำน้ำปั่นที่รสชาติรับประทานได้คุณค่าทางโภชนาการสูง ในราคาที่ควบคุมได้ด้วย” คุณจัง บอก

และว่า น้ำปั่นของปลูกปั่น แบ่งออกเป็น 2 สูตร คือ กระต่าย ที่มีส่วนผสมของผัก ผลไม้ และสมุนไพร รสชาติหวานอมเปรี้ยว รับประทานง่าย เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น ผู้ที่ยังไม่เคยรับประทานน้ำผักผลไม้ลักษณะนี้ หรือผู้ที่รับประทานผักยากอยากรับประทานให้ง่ายขึ้น

และ กระรอก ที่มีผัก ผลไม้ สมุนไพร และธัญพืช รสชาติหวานอมเปรี้ยว กรุบๆ ข้นนิดๆ เหมาะสำหรับผู้จริงจังขอจัดหนักขึ้น เพื่อให้ได้สารอาหารที่มีอยู่ในธัญพืชด้วย

ทั้ง 2 สูตรดังกล่าว มี 2 ขนาดให้เลือก คือ แก้วเล็ก 480 มิลลิลิตร และ 650 มิลลิลิตร

สำหรับคุณสมบัติของน้ำผัก-ผลไม้ 5 สี ช่วยระบบขับถ่าย ลดการดูดซึมของคอเลสเตอรอลและไขมัน เพิ่มเอนไซม์รับสารอาหารได้ดีขึ้น ต้านอนุมูลอิสระ บำรุงเซลล์ให้แข็งแรง และทำให้ร่างกายสดชื่นผิวพรรณสวยงาม

“การทานผัก-ผลไม้ 5 สี เป็นพื้นฐานของสุขภาพที่ดีในแต่ละวัน น้ำปั่นของปลูกปั่นเป็นแค่ตัวช่วย ที่เหลือคุณต้องดูแลตัวเอง พักผ่อนให้เพียงพอ รับแสงแดดสีทอง ลดเนื้อสัตว์ เหล้า บุหรี่ และออกกำลังกายบ้าง” คุณจัง ว่าอย่างนั้น

และบอกถึงผู้ที่สนใจด้วยว่า “ปลูกปั่น” มีหลายโปรแกรมให้เลือกรับประทาน เริ่มตั้งแต่ อินดี้ ที่เป็นการทดลองดื่ม 1 ครั้ง สำหรับผู้ที่ไม่แน่ใจว่าจะรับประทานได้หรือไม่ สูตรดีท็อกซ์ 5 วัน เหมาะกับผู้ที่ต้องการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย และ คอร์ส 21 วัน เพื่อผู้ต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้เป็นนิสัยถาวร

สำหรับวัตถุดิบที่ใช้ส่วนใหญ่ ประกอบด้วยผัก-ผลไม้ ประเภท แคร์รอต สับปะรด แตงโม บีทรูท ข้าวโพด เซเลอรี่ กล้วย มะละกอ มะเขือเทศ แอปเปิ้ลเขียว บร็อกโคลี่ รวมถึงธัญพืช อย่าง วอลนัท อัลมอนด์ เมล็ดแฟล็กซ์ ฯลฯ

ในการปั่นแต่ละครั้ง มีการผสมน้ำมันมะพร้าว-น้ำมันมะกอก แต่ไม่ใส่น้ำเชื่อม น้ำตาล และสารกันบูด

เพิ่ม “ฮับ” ผลิต-ส่ง

หวังขยายทั่วประเทศ

ส่วนกฎ-กติกา ในการรับประทานน้ำ “ปลูกปั่น” ทั้ง 2 สูตร คุณจัง บอก ควรรับประทานให้หมดภายใน 6 ชั่วโมง นับจากบรรจุใส่ขวด หรือรับประทานทันทีเมื่อได้รับน้ำ ถ้าเกินจากนั้นสารอาหารที่ควรจะได้จะค่อยๆ ลดลง อย่างไรก็ตาม ภาชนะขวดแก้วที่ใช้บรรจุเป็นแบบสุญญากาศสามารถเก็บความสดได้มากกว่าปกติ 2 เท่า และยังมีถุงฟอยล์ใส่เจลเย็นคลุมไปอีกชั้นหนึ่ง เมื่อถึงมือคนรับประทานยังคงคุณค่าทางโภชนาการไว้แน่นอน

และเมื่อรับประทานน้ำปั่นเข้าไปแต่ละครั้ง ต้องทำการเคี้ยวน้ำนั้นอย่างน้อยคำละ 10 ครั้ง รับประทานต้องเคี้ยว-เพราะในปากของคนเรามีน้ำย่อยอะไมเลส ไว้ย่อยแป้ง แต่ถ้ารับประทานอะไรเร็วเกินไป ร่างกายจะไม่ย่อย กลายเป็นภาระให้กระเพาะและร่างกายส่วนอื่นๆ ฉะนั้น ต้องเลียนแบบธรรมชาติ แม้จะเป็นน้ำก็ต้องเคี้ยว เพื่อให้สั่งสมองว่าจะมีสารอาหารเข้าไปแล้ว

ทราบมาว่ามีการขยายธุรกิจจากเคยส่งในละแวกสุขุมวิท ล่าสุดขยาย “ฮับ” ไปย่านรามอินทราแล้ว เรื่องนี้ มีข้อมูลจากคุณจังว่า แต่เดิมคิดแค่อยากทำเป็นธุรกิจเล็กๆ แต่ในการเปิดรับข้อมูลให้มีคนสมัครเข้ามาเป็นสมาชิก พบข้อมูลจากหลายคนต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บ บางคนไม่ขับถ่ายติดต่อกัน 7 วันซึ่งน่าสงสารมาก แต่พวกเขาเหล่านั้นอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ที่จักรยานของเราส่งไม่ได้

เลยตัดสินใจ ขยายการส่งให้กว้างขึ้น ซึ่งความตั้งใจล่าสุดนี้ อยากให้โมเดลธุรกิจในแบบปลูกปั่น ขยายไปทั่วประเทศ

“ไม่เคยคิดว่าธุรกิจปลูกปั่นจะมาได้ไกลขนาดนี้ แต่พอมาถึงตรงนี้ ทำให้คิดต่อไปถึงผลผลิตทางเกษตรที่ล้นตลาด นี่อาจเป็นโอกาสที่มาถึงแล้ว สวนเกษตรอินทรีย์คงสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน เพราะถ้าขยายไปทั่วประเทศได้จริง น้ำปั่นพวกนี้ไม่ต้องการผักผลไม้ที่สวยเนี้ยบ ขอให้มีคุณค่าทางอาหารพอ เกษตรกรจะปลูกพืชผลได้โดยไม่ต้องเอาใจสายตาคนกินอีกต่อไป” คุณจัง บอกยิ้มๆ น้ำเสียงจริงจัง

ถามถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คุณจัง บอก คนชั้นกลางที่มีกำลังจ่ายแต่ไม่มีเวลาและต้องการรักษาสุขภาพ ปัจจุบันลูกค้าที่ใช้บริการ 80 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้หญิง วัย 30-45 ปี ส่วนผู้ชายแม้จะสัดส่วนน้อยกว่า แต่ถ้าลองได้รับประทานแล้วจะรับประทานต่อเนื่อง บางรายรับประทานติดต่อกันเป็นปีก็มี

เกี่ยวกับอุปสรรคปัญหา คุณจัง บอก น่าจะเป็นเรื่องการแก้ปัญหาหน้างาน เพราะไม่มีตัวอย่างธุรกิจแบบเดียวกันนี้ให้เรียนรู้ เลยต้องแก้ปัญหาหรือลองผิดลองถูกด้วยตัวเองทั้งหมด อย่างไรก็ตาม อยู่ในระหว่างศึกษาระบบเพื่อรองรับการเติบโต เป็นระบบที่ทำให้คนที่ทำงานมีความสุขด้วย

เมื่อถามว่าถ้ามีคนทำธุรกิจแบบเดียวกัน คุณจังยิ้มกว้าง ก่อนบอกสั้นๆ ส่งท้าย

“ทำออกมาหลายๆ เจ้า ดีนะคะ คนในบ้านเราจะได้สุขภาพดีกันทั้งระบบ จะได้ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาได้เยอะเลย”

……………

สนใจ “ปลูกปั่น” น้ำผัก-ผลไม้ 5 สี จากสวนเกษตรอินทรีย์ ปั่นสดถึงมือทุกเช้าด้วยจักรยาน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (089) 029-5295 LINE : pukpunbkk อีเมล : pukpunpukpunbkk@gmail.com Facebook/pukpun ที่อยู่ติดต่อ เลขที่ 808/15 ซอยธารารมณ์ 2 สุขุมวิท 22 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

สูตรน้ำผัก-ผลไม้ ของนางเอกหน้าใส

แต้ว ณฐพร

สูตรผิวใส สูตรนี้มีวิตามินซีและเบต้าแคโรทีน ที่ดีต่อผิวมาก แถมยังเสริมกระชายที่ช่วยในการปรับฮอร์โมนอีกด้วย

แคร์รอต 2-3 หัว

มะเขือเทศ 1 ลูก

เสาวรส พอประมาณ

กระชาย พอประมาณ

สูตร Power ช่วยให้มีแรงออกกำลังกายมากขึ้น และช่วยดีท็อกซ์ไปในตัว

แคร์รอต 1 หัว

แอปเปิ้ล 1 ผล

บีทรูท 1 ถ้วยตวง

สูตรผิวสวย หุ่นดี ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนและผิวพรรณ

บีทรูท 1 ถ้วยตวง

แอปเปิ้ลเขียว 1 ผล

กระชาย พอประมาณ

เสาวรส พอประมาณ

ปู ไปรยา

สูตรน้ำผัก ผักคะน้า ผักโขม เซเลอรี่ พาร์สลีย์ แอปเปิ้ลเขียว และเลมอน นำมาปั่นรวมกัน

สูตรสมูธตี้มื้อเช้า

คะน้า 2 กำ

สับปะรด 1/3 ของซีกเท่าฝ่ามือ

กล้วย 1 ลูก

แตงกวา 1 ลูก

น้ำเปล่า 1 ถ้วย

(บางครั้งอาจเพิ่มผักโขม)

ปั่นรวมกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก : women.truelife.com

อาหารคลีน คืออะไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07031150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

จอดป้ายเส้นทางฯ

อาหารคลีน คืออะไร?

จากความใส่ใจสุขภาพของคนในยุคนี้ ส่งผลให้สินค้าสุขภาพได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านอาหาร คำว่า “อาหารคลีน” (Clean Food) จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ ถือเป็นทางเลือกของคนรักสุขภาพอีกทางหนึ่ง

หลายคนที่คิดจะเริ่มต้นหันมาดูแลด้านอาหารการกินที่ดีมีประโยชน์แท้ต่อร่างกาย หรือรวมไปถึงผู้ประกอบการที่คิดจะประกอบอาชีพค้าขายเมนูคลีน คงต้องมาดูแล้วละว่า อาหารคลีน คืออะไร

อาหารคลีน คือ อาหารที่เน้นความเป็นธรรมชาติของวัตถุดิบ ไม่เน้นรสชาติ ฉะนั้น การดัดแปลงปรุงแต่งรสต้องน้อยที่สุด หรือบางเมนูไม่ต้องปรุงแต่งเลย

ส่วนวัตถุดิบนำมาประกอบอาหารเรียกได้ว่าหลากหลาย ทั้งพืชผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ธัญพืช แต่ต้องมีความสด ใหม่ ปลอดภัยจากสารเคมี สารกันเสีย สารสังเคราะห์ ไม่ผ่านกระบวนการหมักดอง หรืออย่างอาหารกระป๋อง น้ำอัดลม ขนมขบเคี้ยว เช่นนี้ ถือว่าไม่คลีน เพราะผ่านกระบวนการมาแล้วหลายขั้นตอน ความสดใหม่จึงไม่เหลือ

เมนูอาหารคลีนที่ดีต้องได้คุณค่าทางโภชนาการครบทั้ง 5 หมู่ ให้ทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ผัก ผลไม้

แป้ง จึงเป็นวัตถุดิบที่สามารถทานได้ แต่ไม่ควรผ่านกระบวนการขัดขาว ดังนั้น ข้าวกล้อง ขนมปังทำจากถั่ว โฮลวีต จึงเหมาะจะนำมาจัดอยู่ในเมนูคลีน

ส่วนเนื้อสัตว์นั้น ถือว่าเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญและควรบรรจุไว้ในมื้ออาหารต่อวัน แต่ทั้งนี้ ควรเลือกเนื้อสัตว์ที่ปลอดภัย มีความสด สะอาด

ไขมัน ที่ใครๆ กลัวว่าจะทำให้อ้วน แต่จริงๆ แล้วสำคัญ สามารถทานได้แต่ควรเป็นไขมันจากสัตว์ พืช อย่างน้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก แต่สำคัญคือ ต้องไม่มากเกินพอดี

เมื่ออาหารคลีนมีกระบวนการปรุงรสไม่ซับซ้อน สดใหม่ โดยมาจากวัตถุดิบปลอดภัย จึงให้คุณค่าต่อร่างกาย หากทานในระยะยาวจึงเท่ากับว่าได้สร้างสมดุลให้ชีวิต ทำให้ระบบภายในดีส่งผลสู่ภายนอก ความเจ็บไข้แทบไม่มาเยือน

นอกจากนั้นแล้ว อาหารคลีน ยังเป็นอาหารให้แคลอรีต่ำ จึงมีผลต่อการควบคุมน้ำหนักหรือลดน้ำหนัก (ต้องควบคุมปริมาณในการทาน) และยังช่วยดีท็อกซ์ร่างกาย ดีต่อระบบขับถ่าย

อาหารคลีนจึงเหมาะอย่างยิ่งกับคนที่ต้องการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะผู้อยู่ในสังคมเมือง ที่ต้องเจอมลพิษอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยังต้องประสบกับปัญหาความเครียด การพักผ่อนที่ไม่เป็นเวลา

อาหารจึงเป็นตัวช่วยสำคัญ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น จะให้ได้ประสิทธิผลดีควรควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

“Tip Top คลีนฟู้ด Delivery” เสิร์ฟสด ลดความอ้วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07032150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

รายงานพิเศษ เทรนด์ คลีน ฟู้ด

“Tip Top คลีนฟู้ด Delivery” เสิร์ฟสด ลดความอ้วน

“การขายของเราไม่ได้มีเงื่อนไขผูกมัด ฉะนั้น ซื้อ 1 กล่องก็ส่งให้ค่ะ แต่ขอให้ลูกค้ารับผิดชอบค่าขนส่ง แต่ด้วยขณะนี้มีลูกค้าจำนวนมากต้องการลดน้ำหนัก จึงเลือกซื้อแบบจัดคอร์สคลีนฟู้ด 14 วัน”

สร้างอาชีพเสริม ดูแลสุขภาพ ลดน้ำหนัก

สามความปรารถนาข้างต้นนี้ นำมาสู่ “Tip Top คลีนฟู้ด Delivery” ธุรกิจที่ผุดขึ้นท่ามกลางเทรนด์รักสุขภาพ ที่มี คุณอรอุษา พุกจินดา หรือ คุณนุ่น สาวหน้าใสวัยเพียง 28 ปี เป็นหนึ่งในเจ้าความคิด กับการผลิตอาหารคลีนฟู้ดบรรจุกล่องจำหน่ายผ่านเฟซบุ๊ก จนมียอดขายวันละ 300-400 กล่อง

ทำทาน สู่ทำขาย

สุขภาพดี ต้องคลีน

คุณอรอุษา เล่าว่า ธุรกิจนี้เกิดจากความคิดเบื้องต้นต้องการสร้างอาชีพเสริมที่จะส่งผลให้เกิดความมั่นคงทางการเงินและคุณภาพชีวิต แต่จะทำอะไรนั้น เธอขอถามตัวเองก่อนว่า ชอบอะไร

ความชอบเข้าครัวปรุงอาหารทานเอง เลือกวัตถุดิบสดใหม่ สะอาด แบบที่เธอเรียกว่าคลีนนั้น นอกจากจะส่งผลให้สุขภาพดีแล้ว เธอยังมองว่าเหมาะกับคนที่มีไลฟ์สไตล์เช่นเดียวกัน หรือโดยเฉพาะคนรักสุขภาพ

“อาชีพประจำของนุ่นเป็นแอร์โฮสเตส ซึ่งรูปแบบการใช้ชีวิตจะไม่ค่อยเป็นเวลา แม้การนอน นอนดึก จึงทำให้น้ำหนักตัวขึ้นง่ายมาก ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และก็ต่อการทำงานด้วย จึงคิดว่าคงต้องหาวิธีลดน้ำหนักและสร้างสุขภาพที่ดี ซึ่งโดยส่วนตัวนุ่นชอบทำอาหารทานเอง จึงเลือกเมนูสุขภาพ โดยซื้อหาจัดเตรียมวัตถุดิบด้วยตัวเอง อย่าง ผักออร์แกนิก ทานเนื้อปลา เนื้อไก่”

หันมองเทรนด์สุขภาพ คุณอรอุษา ว่า เริ่มมาแรง แต่ว่ากระแสช่วงกว่า 1 ปีก่อนหน้านี้อาจอยู่ในรูปแบบออกกำลังกาย เข้าฟิตเนส แต่ในขณะที่เธอมองว่า อาหารคือส่วนสำคัญมาก ประจวบกับเพื่อนหุ้นส่วนประกอบอาชีพจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริม จึงเห็นความเติบโตของตลาดสุขภาพว่าไปได้อีกไกล

“ด้วยเพราะนุ่นให้ความสนใจกับสุขภาพ ทำอาหารทานเองอยู่แล้ว จึงคิดว่าถ้าทำขายก็น่าจะไปได้ โดยเลือกช่องทางผ่านโลกออนไลน์ ในรูปแบบดีลิเวอรี่ เพราะมองว่าไม่ต้องลงทุนในส่วนของหน้าร้าน ซึ่งเบื้องต้นนำเมนูออกมาจำหน่ายเพียง 6 รายการ เปิดเพจแล้วถ่ายรูปโพสต์ลง ถือเป็นความโชคดีก็ว่าได้ เพราะเพียงวันแรกยอดสั่งก็ตามมาทันที”

ปัจจุบัน เมนูอาหารของ Tip Top มี 10-13 เมนู โดยเน้นอาหารจาน ผัก ปลา ไก่ และมีกุ้งบ้างในช่วงฤดูกาล ส่วนเมนูได้รับความนิยมได้แก่ แซลมอนฮันนี่เลม่อน, ผัดเขียวหวานแห้ง เป็นต้น

จัดคอร์สเพื่อรูปร่าง

สวย หุ่นดี ใน 14 วัน

สำหรับราคาขาย กำหนดไว้กล่องละ 100 บาท ส่วนเมนูปลาแซลมอน 150 บาท แต่ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ต้องการทานอย่างต่อเนื่อง Tip Top จัดโปรโมชั่นซื้อมากลดมาก อย่าง ถ้าซื้อ 20 กล่อง ราคา 1,900 บาท 30 กล่อง ราคา 2,700 บาท แต่ถ้าซื้อ 50 กล่อง ราคา 4,000 บาท โดยสามารถทยอยรับอาหารได้ตามความสะดวก

ทั้งนี้ กับผู้สนใจต้องการดูแลรูปร่าง Tip Top จัดคอร์ส คลีนฟู้ด 14 วัน ราคา 4,200 บาท โดยภายในคอร์สประกอบด้วย อาหารกล่องวันละ 3 มื้อ (สามารถเลือกเมนูได้ตามต้องการ) บวกนมถั่วเหลืองออร์แกนิก 1 ขวด ต่อวัน

จากกลุ่มเป้าหมายแรกเริ่ม ได้แก่ วัยทำงาน แต่ทว่าปัจจุบันได้ลูกค้ากลุ่มแม่บ้านเพิ่มมากขึ้น โดยเหตุผลหลักกับการตัดสินใจซื้อสินค้า เพราะต้องการ “ลดน้ำหนัก”

“การขายของเราไม่ได้มีเงื่อนไขผูกมัด ฉะนั้น ซื้อ 1 กล่องก็ส่งให้ค่ะ แต่ขอให้ลูกค้ารับผิดชอบค่าขนส่ง แต่ด้วยขณะนี้มีลูกค้าจำนวนมากต้องการลดน้ำหนัก จึงเลือกซื้อแบบจัดคอร์สคลีนฟู้ด 14 วัน”

คุณอรอุษา ยังกล่าวถึงกลุ่มลูกค้าที่ต้องการลดน้ำหนักว่า ที่ผ่านมามีผู้สามารถทานอาหารของ Tip Top อย่างมีวินัย สามารถลดน้ำหนักได้ 2-5 กิโลกรัม ภายใน 2 สัปดาห์

ฉะนั้น การคำนวณแคลอรี เป็นสิ่งสำคัญกับอาหารรูปแบบคลีน โดยเฉพาะในด้านลดน้ำหนัก โดย Tip Top จะมีนักโภชนาการมาดูแลโดยตรง ทำให้ลูกค้ามั่นใจว่า อาหารที่ทานไปนั้น ไม่เกินกว่าร่างกายต้องการ

สุขภาพดี คือหัวใจของอาหารคลีน และนั่นหมายถึงวัตถุดิบตลอดจนกระบวนการปรุงรส ต้องได้มาตรฐาน ซึ่งคุณอรอุษา ว่า ในเบื้องต้น ตนคือผู้ลงมือคัดสรรวัตถุดิบและปรุงรสด้วยตนเอง แต่เมื่อตัวเลขยอดขายแตะที่หลักร้อยกล่อง จึงต้องจ้างผู้ปรุงเข้ามาช่วย โดยปัจจุบันมี 3 คน

“แม้ตอนนี้นุ่นไม่ต้องลงมือปรุงเอง แต่ว่าทุกจานต้องผ่านการตรวจสอบค่ะ ส่วนวัตถุดิบเมื่อก่อนไปซื้อด้วยตัวเอง แต่พอค้าขายไปได้ระยะหนึ่งเริ่มมีบริษัทจัดจำหน่ายเข้ามาติดต่อส่งสินค้าให้ แต่ว่าเราก็ต้องเลือกให้ได้คุณภาพจริงๆ อย่างผัก นุ่นมีเพื่อนที่ทำฟาร์มผักออร์แกนิกอยู่ จึงรับซื้อจากเขาค่ะ ส่วนข้าวใช้ไรซ์เบอร์รี่ออร์แกนิก สำหรับน้ำมันใช้น้อยมาก เราใช้น้ำซุปในการผัด แต่ถ้าต้องการจะเจียวหอมกระเทียม ก็จะใช้น้ำมันมะกอกแทน ส่วนกะทิ จริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรนะคะ สามารถใส่ได้ เพียงแต่ว่าที่เราไม่ทำเมนูกะทิ เพราะจุดประสงค์ของผู้ทานตอนนี้คือลดน้ำหนัก และอีกประการหนึ่งคือ อาหารจานกะทิ มีอายุการเก็บสั้น ซึ่งเมนูที่ทำอยู่ทุกวันนี้สามารถเก็บในตู้เย็นช่องธรรมดาได้ 3-4 วัน ช่องแช่แข็ง 7 วัน”

สด สะอาด อร่อย

ได้มาตรฐาน ได้ใจ

ทั้งนี้ คุณอรอุษา ยังกล่าวถึงอาหารคลีนในทัศนะของเธอว่า อาจไม่ได้หมายความรวมว่าทุกอย่างต้องออร์แกนิกทั้งหมด แต่ว่าทุกอย่างต้องคุณภาพดี ไม่มีวัตถุกันเสีย ไม่ใช้ของหมักดอง มีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน สด สะอาด นั้นหมายถึงกรรมวิธีการปรุงด้วย ฉะนั้น การผลิตสินค้าจึงต้องวันต่อวัน

เพียงแค่ สด ใหม่ สะอาด ดีต่อสุขภาพ เท่านั้นคงไม่เพียงพอต่อการทำธุรกิจอาหาร แต่ทว่าความอร่อยต้องเข้าขั้น “ที่ผ่านมาปีกว่าๆ นี้จะรับฟังความคิดเห็นของลูกค้าตลอด ซึ่งแรกๆ ปรับปรุงหลายด้าน ทั้งปริมาณต้องเหมาะสมกับการทานต่อมื้อ รสชาติยิ่งสำคัญ หรือแม้กระทั่งบรรจุภัณฑ์ก็ต้องคำนึงถึงกระบวนการจัดส่งด้วย เพราะเมื่อไปถึงลูกค้าแล้วหน้าตาอาหารต้องดูดี ไม่หกเลอะเทอะ”

ทุกวันนี้ Tip Top เดินทางส่งสินค้าให้ลูกค้า โดยจะตระเวนส่งไปทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ และเคยไปไกลสุดแถวพระราม 2 โดยมีเงื่อนไขการสั่งซื้อสินค้าก่อนล่วงหน้า 1 วัน (ก่อนเวลา 23.00 น.) พร้อมโอนเงิน จึงจัดส่งให้

“การจัดส่งจะมีบริษัทขนส่งโดยตรงที่ใช้บริการประจำอยู่ โดยรถมอเตอร์ไซค์มีกล่องบรรจุอาหารเรียบร้อย ส่วนราคาค่าจัดส่งเป็นไปตามความจริง โดยเริ่มต้นตั้งแต่ 50 บาท แถวย่านเกษตร ไปจนถึงอย่างพระราม 2 เอกชัย ค่าจัดส่งอยู่ที่ 500 บาท ซึ่งตรงนี้ก็จะแจ้งให้ลูกค้าทราบก่อน แต่ถ้าลูกค้าท่านใดสะดวกมารับเอง เราก็ยินดีค่ะ เดินทางมาได้เลย แต่ว่าครัวจะปิดวันพุธ”

กับการก้าวสู่ธุรกิจนี้ คุณอรอุษา ว่า แม้จะมีคู่แข่งเพิ่มมากขึ้นตามความเติบโตของตลาด “ช่วงแรกๆ ที่นุ่นเข้ามาทำธุรกิจนี้ แทบไม่มีผู้ผลิตเช่นเดียวกันเลย แต่มาถึงวันนี้ตัวเลขสูงขึ้น และสำคัญคือ เริ่มแข่งขันกันที่ราคา ขายแค่ 59 บาท 69 บาท ก็มี ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว อาหารคลีน หรืออาหารสุขภาพจริงๆ ขายราคานี้ไม่ได้ เพราะราคาวัตถุดิบสูงอยู่”

ฉะนั้น ถ้ามีผู้สนใจก้าวมาสู่เส้นทางสายนี้ คุณอรอุษาฝากบอกถึงความซื่อสัตย์ควรมีต่อลูกค้า “คนอยากทานอาหารคลีนเยอะมากแต่ใช่ว่าทุกคนจะทำเป็น ไหนจะเรื่องวัตถุดิบที่หาได้ไม่ง่ายนัก ฉะนั้น อาชีพนี้จึงเป็นอาชีพที่ไปต่อได้สบายค่ะ”

ด้วยภาพความเติบโตที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น คุณอรอุษาจึงวาดโครงการแตกไลน์สินค้าเพิ่ม ไม่เพียงเท่านั้น ยังคิดก้าวสู่ผู้ปลูกผักออร์แกนิกอย่างจริงจัง

“ทุกวันนี้ ขายอาหารได้วันละ 300-400 กล่อง ก็ถือว่าตัวเลขยอดขายมากกว่าอาชีพประจำ ซึ่งกับการลงทุนก็ถือว่าน้อยมาก และไม่เสี่ยง เพราะเราให้ลูกค้าโอนชำระเงินก่อนลงมือผลิต และหน้าร้านก็คือเฟซบุ๊ก แต่ทว่าถ้าจะให้ยั่งยืนและเติบโตต่อไปได้ ก็ต้องรักษาคุณภาพสินค้าไว้ให้ดีที่สุดค่ะ”

สนใจติดต่อ facebook.com/TiptopCleanFoodDelivery, IG : Cleanfoodsdelivery หรือ โทรศัพท์ (098) 418-4814

Fit Food Always จัดสรรอาหาร ให้เป็นมิตรกับร่างกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

รายงานพิเศษ เทรนด์ คลีน ฟู้ด

Fit Food Always จัดสรรอาหาร ให้เป็นมิตรกับร่างกาย

“เมนูอาหาร ทางร้านจะกำหนดไว้เลยว่าแต่ละวัน มื้อเช้า กลางวัน เย็น มีเมนูอะไรบ้าง แต่จะสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนตลอดทุกสัปดาห์ สิ่งสำคัญคนทานต้องได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ในรสชาติที่อร่อย ปริมาณที่เหมาะสม”

นับตั้งแต่อาหารคลีนเข้ามามีบทบาทในชีวิต สุขภาพของใครหลายคนก็เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น ปัจจุบัน เลยมีธุรกิจอาหารคลีนเกิดขึ้นมากมาย รวมถึง “Fit Food Always” ที่เป็นมากกว่าอาหารคลีน เพราะเป็นอาหารที่ถูกปรุงขึ้นเพื่อสุขภาพของแต่ละคนที่มีความแตกต่างกัน ทุกๆ เมนูครีเอตโดย คุณอภินันต์ เศวตวรรณกุล หรือ เชฟเอฟ เชฟรุ่นใหม่ที่จัดสรรอาหารให้ถูกกับร่างกายและความต้องการอย่างแท้จริง

ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ

กระแสยังดี แต่ต้องแตกต่าง

ประวัติเชฟเอฟ หลังจบปริญญาตรี สาขาวิชาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ภาคภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เขาเริ่มต้นทำงานที่แรกในแผนกต้อนรับของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จากนั้นไปประเทศสกอตแลนด์ ไปเป็นเด็กล้างจาน สักพักได้เข้าไปทำงานครัว จากนั้นเขยิบไปเป็นกุ๊กที่ร้านอาหารไทย พอวีซ่าหมด กลับมาไทย มาเรียนทำอาหารที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ได้ฝึกงานครัวอาหารไทยที่โรงแรมแห่งนี้

จนกระทั่งมีร้านอาหารชื่อร้าน “น้ำ” (nahm) ร้านที่ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 50 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลก มาเปิดในเมืองไทย เชฟเอฟ เล่าว่า ไปเป็นเชฟร้านน้ำได้ 1 ปี ต่อมาย้ายไปทำงานที่ร้านอาหารของคุณตัน ภาสกรนที 2 ปี ก่อนจะย้ายมาทำที่โรงแรมดับเบิ้ลยู จากนั้นไม่นานได้ไปเป็นผู้ช่วย คุณพล ตัณฑเสถียร ทำรายการอาหารทางทีวี ช่วงเวลานี้เองมีโอกาสเรียนรู้หลักโภชนาการอาหารที่ถูกต้องจากอาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งทางคุณพลเชิญมาสอนในรายการทีวี และยังได้รู้จักน้องคนหนึ่งซึ่งเป็นโภชนากรประจำโรงพยาบาลอีกด้วย ตรงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจอาหารเพื่อสุขภาพ

“นอกจากจะได้รู้จักนักโภชนากร เมื่อ 2 ปีที่แล้วแฟนผมไปสั่งอาหารลดน้ำหนักมาทาน ทำให้ผมเริ่มสนใจอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารลดน้ำหนัก เลยลองปรุงให้แฟนทานวันละ 3 มื้อทุกวัน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ระหว่างนั้นมีเพื่อนๆ มาชิม ทุกคนต่างชมว่าอร่อย เลยบอกปากต่อปาก ช่วยถ่ายรูปโพสต์ลงโซเชียลเน็ตเวิร์ก คราวนี้เลยมีลูกค้าติดต่อเข้ามา”

จากความต้องการของกลุ่มเพื่อน อีกทั้ง 2 ปีที่แล้ว อาหารลดน้ำหนักในรูปแบบกล่องส่งดีลิเวอรี่ ยังไม่ค่อยมีใครทำ ประกอบกับเชฟเอฟรู้จักโภชนากรเป็นทุนอยู่แล้ว ชายหนุ่มมองว่า หากตั้งใจทำจริง ก็สามารถยึดเป็นอาชีพได้ จึงตัดสินใจทำเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ และอาหารลดน้ำหนักออกจำหน่าย ในรูปแบบของดีลิเวอรี่ เมื่อราวปี 2556

จัดเมนูตามสรีระ

ราคาต่อเซต 3,000-4,500 บาท

สำหรับหลักการจัดเมนูอาหาร ชายหนุ่ม เผยว่า จัดตามสรีระ คำนวณสารอาหารและปริมาณแคลอรีต่อวันที่ควรจะได้รับ โดยจะถามน้ำหนัก ส่วนสูง สิ่งที่ทานได้ ทานไม่ได้ของลูกค้า จากนั้นนำไปประมวลผล แล้วจัดอาหารให้ตรงกับความต้องการของผู้ทาน ยกตัวอย่าง ผู้หญิงวัย 30 ปี พลังงานจากอาหารที่ควรได้รับต่อวัน อยู่ที่ 1,500 แคลอรี ทาง Fit Food Always จะจัดอาหารให้ 1,200 แคลอรี เพื่อให้ร่างกายดึงส่วนที่เก็บไว้มาใช้ ทานแบบนี้ต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ กระเพาะจะปรับขนาดเล็กลง ทานน้อยลง รูปร่างมีการเปลี่ยนแปลงดีขึ้น

“บางคนไม่ชอบหรือแพ้วัตถุดิบอะไร ผมจะจัดอาหารให้ถูกกับเขา การใส่ใจรายละเอียดของลูกค้า ถือเป็นสิ่งสำคัญ เทคนิคคือ คุยกับลูกค้าให้ชัดเจน พูดกันตรงไปตรงมา ชอบไม่ชอบอะไร แพ้อะไร ซึ่งหลักการนี้ใช้จนถึงปัจจุบัน เข้มงวดเรื่องการแพ้อาหารของคนมาก”

ทางด้านเมนู Fit Food Always เป็นอาหารฟิวชั่นโฮมเมด สไตล์มิกซ์แอนด์แมตช์ เชฟเอฟจะไม่ใส่สารปรุงรสที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เน้นวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง ปรุงสดใหม่วันต่อวัน โดยรสชาติยังคงมีความจัดจ้าน เจาะกลุ่มคนดูแลสุขภาพ กลุ่มลูกค้าต้องการลดน้ำหนัก

“เมนูอาหาร ทางร้านจะกำหนดไว้เลยว่าแต่ละวันมื้อเช้า กลางวัน เย็น มีเมนูอะไรบ้าง แต่จะสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนตลอดทุกสัปดาห์ สิ่งสำคัญคนทานต้องได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ในรสชาติที่อร่อย ปริมาณที่เหมาะสม เช่น แกงส้มทานคู่กับสปาเกตตี ไข่ดาวเมอแรงก์ ยำกระเจี๊ยบเขียว ไก่อบผักโขม ข้าวไรซ์เบอร์รี่ยำปลากะพง สลัดอกไก่ม้วนผักโขม ราดซอสเพสโต้ เป็นต้น”

สำหรับรายละเอียด “Fit Food Always” จะมีอาหารส่งมาที่บ้าน โดยลูกค้าสามารถเลือกว่าจะรับกี่มื้อ ต่อวัน มีตั้งแต่ 2-5 มื้อ ต่อวัน โดยทุกเช้าเชฟเอฟจะตื่นขึ้นมาปรุงอาหาร ครัวอยู่ที่ถนนพระราม 9 กรุงเทพฯ เสร็จราวตี 5 ก็เริ่มทยอยส่ง อาหารจะถึงมื้อผู้รับ 6 โมงเช้า รอบกรุงเทพฯ ทางเหนือคือ มหาวิทยาลัยรังสิต ทางใต้คือ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา พระราม 2 ทางด้านตะวันออกถึงวงเวียนพระราม 5 อัตราค่าบริการจัดส่งคิดตามระยะทาง 1-10 กิโลเมตรแรก 400 บาท ต่อสัปดาห์ ราคาเมนูอาหารจัดเป็นเซต 1 สัปดาห์ ราคา 3,000-4,500 บาท

พลังโซเชียลเน็ตเวิร์กยังดี

อนาคตเล็งทำอาหารผู้ป่วย

ปัจจุบัน Fit Food Always เปิดบริการมาได้ 2 ปี ด้านกระแสการตอบรับ เจ้าของธุรกิจ บอกว่า เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากเมื่อก่อน 3 เดือนแรก มีลูกค้า 10 คน ทุกวันนี้สัปดาห์หนึ่งมีลูกค้าที่สั่งอาหารราว 70 คน กลุ่มลูกค้าอายุตั้งแต่ 30-40 ปี เกือบทั้งหมดเป็นผู้หญิง 50 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าทั้งหมดเป็นกลุ่มรักษาสุขภาพ อีก 50 เปอร์เซ็นต์เป็นกลุ่มที่ต้องการลดน้ำหนัก

ด้านช่องทางการทำตลาด เชฟเอฟ ระบุว่า เลือกใช้สื่อออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊ก ไลน์ และอินสตาแกรม ไว้สื่อสารกับลูกค้า โดยแต่ละวันจะส่งเมนูอาหารให้ลูกค้าดูก่อน ดูฟีดแบ็กจากลูกค้าว่าชอบอะไร หรือไม่ชอบอะไร พยายามใกล้ชิดกับลูกค้าให้เหมือนเพื่อน

ทุกวันนี้ Fit Food Always ค่อนข้างมีชื่อเสียงในกลุ่มคนที่สรรหาอาหารเพื่อสุขภาพในรูปแบบกล่องส่งดีลิเวอรี่ นั่นเป็นเพราะคุณภาพอาหารเสมอต้นเสมอปลาย เมนูมีการครีเอตใหม่ๆ และใกล้ชิดลูกค้า

แผนงานต่อจากนี้ ชายหนุ่ม เผยว่า จะขยายกลุ่มเมนูอาหารเป็นขนมไม่มีส่วนผสมของแป้ง น้ำผัก ผลไม้สกัดเย็นแยกกาก รวมถึงเปิดร้านอาหารที่จัดเซตอาหารที่เหมาะกับลูกค้า และเจาะตลาดกลุ่มผู้ป่วยโรคต่างๆ ที่ต้องการอาหารเฉพาะ

“ผมสนใจทำอาหารเพื่อสุขภาพให้กับคนที่เป็นโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไต โรคมะเร็ง ด้วยการไปเรียนเพิ่มเติม ชื่อคอร์สว่า หลักสูตรโภชนาการบำบัดและบริหาร ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นหลักสูตรระยะสั้น 3 เดือน เรียนเพื่อให้เข้าใจหลักของอาหารมากยิ่งขึ้น เพราะจริงๆ แล้วโภชนาการสำคัญต่อมนุษย์ทุกวัยตั้งแต่อยู่ในท้อง”

สำหรับคนที่อยากชิมอาหารฝีมือเชฟเอฟ ติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ (086) 359-3795 http://www.fitfoodalways.com

bike for MOM ดันยอดขายจักรยานพุ่ง 20%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

จอดป้ายเส้นทางฯ

bike for MOM ดันยอดขายจักรยานพุ่ง 20%

ฮิตสุดๆ ในหมู่คนเมือง และกำลังจะแผ่ขยายไปทั่วประเทศ สำหรับกระแสปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพ ล่าสุด บริษัท เอ็น.ซี.ซี.เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ จำกัด หรือ นีโอ ฐานะผู้จัดงาน “อินเตอร์เนชั่นแนล บางกอกไบค์ 2015” หรือ มหกรรมจักรยาน ได้คาดการณ์มูลค่าตลาดจักรยานไว้ว่า ตลาดจักรยานจะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2557 มูลค่าตลาดรวมจักรยานในปี 2558 คาดว่าอยู่ที่ 6,500 ล้านบาท

ส่วนความนิยมเกี่ยวกับจักรยานในปี 2558 เป็นจักรยานประเภท Road bike อาทิ จักรยานเสือหมอบ และ Hybrid รวมถึงจักรยานกลุ่ม Lifestyle ส่วนจักรยานที่จะได้รับความนิยมจากนักปั่นมากที่สุดคือ จักรยาน City bike ด้านประเภทของจักรยานที่น่าสนใจและมีแนวโน้มเติบโตได้ดี ได้แก่ จักรยานสำหรับผู้หญิง และเด็ก

สำหรับราคาเฉลี่ยของจักรยานที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อในปัจจุบันนั้น เริ่มมีแนวโน้มราคาสูงขึ้น จากเดิมราคาเฉลี่ยคันละไม่ถึง 10,000 บาท แต่ปัจจุบันขยับราคาการซื้อต่อคันที่ 15,000 บาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นไปอีก

ซึ่งกระแสความนิยมการปั่นจักรยานในปี 2558 ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมให้คนไทยหันมาปั่นจักรยาน มีการปรับปรุงเส้นทางจักรยาน มีกิจกรรมมากขึ้น เช่น ทริปปั่นจักรยานท่องเที่ยว และการแข่งขันจักรยาน คาดว่าสิ้นปี 2558 คนไทยจะมีจักรยานใช้กัน 3,000,000 คน กลุ่มที่หันมาสนใจในการปั่นจักรยานเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ ผู้หญิง และเด็ก

TRINX จักรยานประเภทกึ่งการกีฬา และแอกเซสซอรี่คุณภาพสูง สัญชาติจีน ได้รับการออกแบบที่ทันสมัย นิยมมากในทางทิศตะวันตก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ล่าสุด คุณกีรติกูล โสภณศิริ หรือ คุณกอล์ฟ นักธุรกิจหนุ่มสายเลือดไทย ได้รับสิทธิ์นำเข้าจักรยาน แบรนด์ TRINX มาจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวเป็นเวลา 5 ปี ผ่านตัวแทนจำหน่าย 200 ราย นำเข้าปีละ 20,000 คัน ราคาตั้งแต่ 5,000-100,000 บาท

ภาพรวมตลาดจักรยาน ในมุมมองของนักธุรกิจหนุ่ม ระบุว่า ปัจจุบัน คนไทยมีความสนใจในกีฬาจักรยานมากขึ้น ประเภทจักรยานที่คนนิยมขี่คือ เสือภูเขา รองลงมาจักรยานเสือหมอบ และจักรยานฟิกซ์เกียร์ ช่วงราคาจักรยานที่ขายดีอยู่ระหว่าง 6,000-7,000 บาท กลุ่มลูกค้าของ TRINX อายุเฉลี่ย 16-30 ปี ธุรกิจโตขึ้นทุกปี ปีละ 30-40 เปอร์เซ็นต์

จากกระแสของ bike for MOM หรือ ปั่นเพื่อแม่ ปลุกตลาดจักรยานคึกคักขึ้นหรือไม่ คุณกอล์ฟ ระบุว่า แม้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา วงการจักรยานจะอยู่ในขาขึ้น แต่จากอีเว้นต์นี้รายการเดียว สามารถหนุนให้ยอดขายโตขึ้นๆ ได้จากช่วงปกติประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ โดยเป็นกลุ่มลูกค้าหน้าใหม่ มีทั้งกลุ่มครอบครัว และกลุ่มวัยรุ่น

“ปกติช่วงหน้าฝนจะเป็นช่วงที่จักรยานขายไม่ดี แต่กระแส bike for MOM เข้ามาช่วยปลุกกระแสครั้งประวัติศาสตร์วงการจักรยานเมืองไทย ส่งผลทั้งยอดขายของจักรยาน และแอกเซสซอรี่เพิ่มขึ้น ซึ่งปกติกลุ่มลูกค้าของ TRINX เป็นลูกค้าประจำ แต่จากกระแสปั่นเพื่อแม่ ได้กลุ่มลูกค้าหน้าใหม่เพิ่มขึ้น โดยใช้โอกาสนี้ตัดสินใจซื้อจักรยานคันแรก”

นาฬิกาสายหนัง…ย้อมสีดอกไม้ ต่างชาติชอบใจ สวิสยังรับไปขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07040150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

ไอเดียแปลก

พารนี

นาฬิกาสายหนัง…ย้อมสีดอกไม้ ต่างชาติชอบใจ สวิสยังรับไปขาย

“ตอนที่ลูกค้ามาบอกจะรับนาฬิกาเราไปขายที่สวิส งงเหมือนกัน เลยถามไปประเทศของคุณเป็นเมืองนาฬิกาไม่ใช่เหรอ เขาบอกอยากสนับสนุนสินค้าแฮนด์เมด เพราะเมืองของเขามีแต่สินค้าอุตสาหกรรมเต็มไปหมดแล้ว”

TA.THA.TA (ตะ-ถะ-ตา) คือธุรกิจที่เกิดจากความชื่นชอบถึงขั้นหลงรักใน “งานหนัง” ที่มีความคลาสสิก ใช้ได้ทุกยุคสมัย จึงเริ่มศึกษาตั้งแต่วิธีการเลือก การนำมาใช้ รวมถึงการดูแลรักษา ทำให้เห็นเสน่ห์ของวัสดุประเภทนี้ ที่ยิ่งใช้ยิ่งสวย ยิ่งใช้ยิ่งมีคุณค่า

และด้วยเหตุผลเหล่านี้ การเลือกสรรหาหนัง และกระบวนการทำผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น จึงเกิดจากความรักและความใส่ใจ ทำขึ้นมาทีละชิ้นด้วยมือ ช่วยเพิ่มเสน่ห์และคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ในแบบที่งานอุตสาหกรรมไม่สามารถทำได้

คุณกวิตา ศรีสันต์ และ คุณวิภาวัส ดาราพงศ์สถาพร คือสองหุ้นส่วนกิจการ TA.THA.TA ผู้ผลิตและจำหน่ายกระเป๋าถือ กระเป๋าสะพาย นาฬิกา และแอกเซสซอรี่ ที่มีเครื่องหนังเป็นส่วนประกอบสำคัญ

คุณกวิตาจบจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ส่วนคุณวิภาวัสจบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สองสาว-สองสถาบัน แต่มีใจตรงกันอยู่ที่ความหลงใหลในงานหนัง

ระหว่างทำงานออฟฟิศ จึงลองช่วยกันเย็บกระเป๋าขายผ่านทางเฟซบุ๊ก ปรากฏได้ผลตอบรับดีต่อเนื่อง เมื่อเห็นแนวโน้มมีความเป็นไปได้ เลยชวนกันออกมาทำธุรกิจแบบเต็มตัว

ช่วงปี 2555 ส่ง “กระเป๋าผ้าสายหนัง” เข้าประกวดในโครงการ Talent Thai ของกรมส่งเสริมการส่งออก จนได้คัดเลือกให้นำสินค้าออกบู๊ธเข้าร่วมงาน “บิ๊ก” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ปัจจุบันลูกค้าของ TA.THA.TA ส่วนใหญ่จึงเป็นชาวต่างชาติทั้งเอเชียและยุโรป มีทั้งกลุ่มซื้อปลีกและรับไปจำหน่ายต่อ

ส่วนช่องทางจำหน่าย นอกจากจะเป็นการออกบู๊ธตามอีเว้นต์ ฝากขายในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ล่าสุด TA.THA.TA ยังมีหน้าร้านอยู่ที่ตลาดนัดจตุจักร โครงการ 4 อีกด้วย

สำหรับสินค้า “พระเอก” ที่พาให้เราได้รู้จักในครั้งนี้ ได้แก่ นาฬิกาแฮนด์เมด ที่สายหนังรัดข้อมือนั้น มีสีสันจากธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่งแต้มลงไป

เรื่องนี้ คุณกวิตามีที่มาเล่าให้ฟัง สายหนังวัวฟอกฝาดที่นำมาทำเป็นหูหิ้วกระเป๋าถือแต่ละใบนั้น จะนำมาเคลือบกันน้ำ เพราะไม่ต้องการให้สิ่งสกปรกซึมลงไปได้ง่าย เนื่องจากข้อเสียของหนังฟอกฝาดคือ เวลามีสิ่งสกปรกอะไรลงไปมันจะดูดซึมทันที

เมื่อมาสังเกตเห็นคุณสมบัติของสายหนังดังกล่าว จึงพลิกข้อเสียให้เป็นข้อดี ด้วยการนำดอกไม้ชนิดต่างๆ อาทิ ดาวเรือง อัญชัน ฯลฯ มาต้ม เพื่อให้ได้สีธรรมชาติ จากนั้นจึงนำสายหนังฟอกฝาดจุ่มลงไป จนได้สายหนังวัวฟอกฝาดมีสีสันจากธรรมชาติ เป็นวัสดุแปลกตาไม่เคยมีใครทำมาก่อน

ประกอบกับเป็นคนชอบนาฬิกาเป็นทุน จึงนำสายหนังย้อมสีดอกไม้ มาทำสายนาฬิกาใส่เอง และทำขายส่วนหนึ่ง ปรากฏผลตอบรับดีเกินคาด จึงพัฒนาสินค้าด้วยการออกแบบหน้าปัดตัวเรือนเอง ก่อนสั่งโรงงานให้ผลิตในนามแบรนด์ TA.THA.TA

คุณกวิตา บอกด้วยว่า นาฬิกาข้อมือ TA.THA.TA ตัวเรือนมี 2 สี สายหนังมี 5 สี ได้แก่ สีของ กล้วยไม้ อัญชัน บัวบก กากกาแฟ และดาวเรือง ราคาขายปลีก 4,800 บาท ขายส่ง 2,500 บาท ทุกวันนี้ส่งไปขายที่ประเทศออสเตรเลียและสวิตเซอร์แลนด์

“ตอนที่ลูกค้ามาบอกจะรับนาฬิกาเราไปขายที่สวิส งงเหมือนกัน เลยถามไปประเทศของคุณเป็นเมืองนาฬิกาไม่ใช่เหรอ เขาบอกอยากสนับสนุนสินค้าแฮนด์เมด เพราะเมืองของเขามีแต่สินค้าอุตสาหกรรมเต็มไปหมดแล้ว” คุณกวิตา เล่ายิ้มๆ

ถามถึงความยาก-ง่ายของการนำสีดอกไม้มาย้อมสายหนังนาฬิกา คุณกวิตา บอกว่า ก่อนหน้านี้เลือกดอกไม้มาทดลองหลายชนิด แต่เมื่อนำไปต้มและนำมาย้อมแล้ว หลายชนิดสีเพี้ยนและย้อมไม่ติด ตัวแปรก็ควบคุมยากเพราะเราใช้ดอกไม้ล้วนๆ ไม่เติมสีเคมีลงไปเลย สุดท้ายจึงมาลงตัวที่ กล้วยไม้ อัญชัน บัวบก ดาวเรือง และกากกาแฟ

เกี่ยวกับราคาขาย คิดว่าเหมาะสมไม่สูงเกินไป เพราะกว่าจะได้มาเส้นหนึ่งไม่ใช่ง่าย และยังไม่มีใครทำมาก่อน ส่วนตัวเรือนมั่นใจได้ว่าไม่ลอกหรือเป็นสนิม ตัวเครื่องเป็นของญี่ปุ่น รับประกันให้ 1 ปีเต็ม

“ไม่กลัวคนเลียนแบบนะ เพราะเชื่อว่าคนที่จะลอกเลียนงานคนอื่น ต้องไม่ใช่คนขยันที่จะทำ น่าจะเป็นคนเลือกทางที่ง่ายมากกว่า แต่สำหรับนาฬิกาในแบบ TA.THA.TA นี้ ต้องใช้เวลาและศึกษาให้ดีกว่าจะทำออกมาได้” คุณกวิตา ทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น

สนใจสินค้าในแบบ TA.THA.TA ติดต่อ โทรศัพท์ (089) 683-3555 อีเมล : THATATABRAND@gmail.com เว็บไซต์ : http://www.THATATABRAND.com และ Facebook/THATATABRAND